ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 942 คลื่นเล็ก
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 942 คลื่นเล็ก
ตอนที่ 942 คลื่นเล็ก
บุตรแห่งเทพ…เขาสัมผัสได้ถึงสายเลือดโอมีเบล่าในตัวเรา? ไม่ต้องสงสัยเลยว่า นี่คือแดนฝันของจิตผู้ยิ่งใหญ่ แม้แต่รายละเอียดเล็กน้อยยังสมจริงขนาดนี้…ลูเมี่ยนรู้ตัวทันที พยักหน้าแผ่วเบา ตอบรับการทักทายของกรีน
เขาหมุนตัวเดินไปสองสามก้าว แล้วหันไปพูดกับกรีน
“ผู้อำนวยการครับ ผมขอตัวก่อน”
ตำแหน่งเต็มของกรีนคือ ‘ผู้อำนวยการฝ่ายรักษาความปลอดภัยบริษัทอินทิส’
ใบหน้าของกรีนปรากฏรอยยิ้มพอใจ พลางพยักหน้าเล็กน้อยจนแทบมองไม่เห็น
“ผมพอใจกับมาตรฐานการต่อสู้ของคุณมาก ตอนนี้ไปกับหัวหน้าทีมสวี่ก่อน เพื่อทำความคุ้นเคยกับตำแหน่งและขั้นตอนต่างๆ ของแผนกรักษาความปลอดภัย”
นี่เป็นการบอกเป็นนัยกับหัวหน้าสวี่ซินหยางของทีมรักษาความปลอดภัยที่สอง ผู้บังคับบัญชาโดยตรงของหลี่หมิง ซึ่งอยู่ในสำนักงานด้วยว่า ตนให้ความสำคัญกับชายหนุ่มคนนี้ อย่าทำให้เขาลำบาก
“ครับ ผู้อำนวยการ” ลูเมี่ยนตอบกรีนด้วยท่าทางตื่นเต้นเล็กน้อย
ขณะเดินออกจากสำนักงานกับสวี่ซินหยาง สีหน้าของเขาค่อยๆ นิ่งลง ในห้วงความคิดผุดข้อมูลที่เหลือเกี่ยวกับกรีน
ในฐานะหนึ่งในสี่อัศวินแห่งสวรรค์ของจักรพรรดิโรซายล์ กรีนเสียชีวิตบนเกาะดึกดำบรรพ์แห่งหนึ่งในทะเลหมอก แต่ภายหลังได้รับมลทินจากพลังของ ‘องค์มารดาผู้ยิ่งใหญ่’ ศพของเขาฟื้นคืนชีพ ได้รับชีวิตใหม่ในสภาพอันน่าพิศวง…
“สายเลือดโอมีเบล่าในตัวเรา จะถูกรับรู้ได้เฉพาะสิ่งมีชีวิตที่ถูกสร้างจาก ‘องค์มารดาผู้ยิ่งใหญ่’ โดยตรง หรือสิ่งที่ได้รับพรจากพระองค์ และในบรรดาสิ่งมีชีวิตเหล่านั้น ต้องเป็นพวกที่ไม่มีสติปัญญาพอ ถึงจะเข้าใจผิดว่าเราเป็นบุตรแห่งเทพ…”
“กรีนในเมืองแดนฝัน ถูกสร้างตามการรับรู้จากจิตใต้สำนึกของมิสเตอร์ฟูล มลทินซ่อนเร้นจาก ‘องค์มารดาผู้ยิ่งใหญ่’ พอจะเข้าใจได้ แต่ทำไมเขาถึงคิดว่าเราเป็นบุตรแห่งเทพล่ะ?”
“ในฐานะที่เป็นภาพสะท้อนแดนฝัน เขามีสติปัญญาไม่มากพอ?”
“ไม่รู้ว่า ‘องค์มารดาผู้ยิ่งใหญ่’ ได้อาศัยความเชื่อมโยงนี้ ทำให้กรีนในความฝันเปื้อนมลทิน ทั้งทางตรงและแอบแฝง ควบคุมให้เขาช่วยทำงานให้หรือไม่…”
ตัวเขาเองก็ไม่ต่างจากชนวนจุดระเบิดภัยพิบัติ เพิ่งมาไม่กี่วันก็กระตุ้นปัญหาที่ไพ่อาร์คาน่าใหญ่ทั้งหลายค้นพบไม่ได้
หลังเปลี่ยนเป็นชุดรักษาความปลอดภัยสีน้ำเงินเข้ม ลูเมี่ยนได้รับมอบหมายจากหัวหน้าทีมรักษาความปลอดภัยที่สอง สวี่ซินหยาง ให้เฝ้าประตูใหญ่ หน้าที่หลักคือดูแลความเรียบร้อยในห้องโถง ป้องกันบุคคลต้องสงสัยเข้าอาคาร ห้ามพนักงานส่งอาหารขึ้นลิฟต์ ให้วางสิ่งของไว้ในตู้รับอาหาร
ลูเมี่ยนและเพื่อนร่วมงานอีกสองคน มาแทนที่พนักงานรักษาความปลอดภัยในกะก่อนหน้า ยืนอยู่ตรงประตู แผ่นหลังและเอวตั้งตรงดั่งไม้บรรทัด
ขณะนี้ ยังไม่ถึงเวลาเข้างาน พนักงานจากบริษัทต่างๆ ยังทยอยเข้าอาคารอย่างต่อเนื่อง
ในบรรดาพวกเขา บางคนเกิดความรู้สึกประหลาดใจ
ยามตรงประตูหน้าตาดีจัง…
คนใหม่หรือ?
หน้าตาแบบนี้มาเป็นยามทำไม ไปไลฟ์สดสิ ไปประกวดเวทีค้นหาดาวดวงใหม่ ไปรอโอกาสเป็นตัวประกอบในโรงถ่ายหนังสิ!
ไม่นานหลังจากนั้น ชายคนหนึ่งซึ่งทำงานบริษัท MCN ชั้น 7 กับพนักงานหญิงของสาขาบริษัทอินทิส ต่างเดินขึ้นบันไดเสร็จและมุ่งตรงไปยังประตูทางเข้า
ดวงตาของหญิงคนหลังพลันเปล่งประกายวาววับ
ยามที่ประตูหล่อมาก…
เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา กำลังจะแอบถ่ายรูป เพื่อแชร์ให้กับเพื่อนสาว
ส่วนชายคนแรกก็ตื่นเต้นขึ้นมาทันที
ยามหล่อ ไม่มีความมันเยิ้มเลย…หล่อ…ยาม…คอนเทนต์! บางทีอาจปั่นให้เป็นกระแสร้อนแรง สร้างปรากฏการณ์ไวรัลได้!
ความหล่อขนาดนี้ ถ้าเป็นคนทั่วไปก็อยู่ระดับกลางค่อนบน แต่ในโลกออนไลน์คงไม่สร้างกระแสมาก แต่ถ้าเชื่อมโยงกับอาชีพชนชั้นล่างของสังคม เช่น ยาม ขอทาน ชาวนา คนเลี้ยงสัตว์ พนักงานส่งอาหาร กรรมกรก่อสร้าง เมื่อมีการเปรียบเทียบ ก็มีศักยภาพที่จะดังเป็นพลุแตก
พนักงานบริษัท MCN รีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา ตั้งใจจะถ่ายวิดีโอ
ลูเมี่ยนสังเกตเห็นการกระทำของทั้งสองคน จึงก้าวออกไปข้างหน้า ยื่นมือบังโทรศัพท์ของพวกเขา พูดด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“กรุณาอย่าถ่ายผม”
“ช่วยเคารพความเป็นส่วนตัวด้วยครับ!”
ชายหญิงทั้งสองต่างตะลึง ไม่คิดว่าจะถูกขัดขวาง
ชายคนแรกหลุดปาก
“ผมคิดว่าคุณมีศักยภาพที่จะดัง อยากถ่ายวิดีโอสั้นๆ แล้วโพสต์ลงเน็ต”
“ไม่ต้องครับ” ลูเมี่ยนขัดขวาง เพื่อไม่ให้ตัวเองกลายเป็นคนดังบนโลกออนไลน์
พนักงานบริษัท MCN ถึงกับตะลึง
ยุคนี้แล้ว ยังมีคนไม่อยากดังอีกหรือ?
ลูเมี่ยนพูดเสียงขรึม
“เมื่อสักครู่ คุณถ่ายไปหรือยังครับ? ถ้าใช่ กรุณาลบออกด้วย”
พอได้ยินคำพูดดังกล่าว กอปรกับคนรอบข้างที่กำลังจะไปทำงาน ต่างหันมามองพวกตน ใบหน้าของสองชายหญิงจึงแดงก่ำ ต่างรู้สึกอับอายจนโกรธ
“มีสิทธิ์อะไรมาดูโทรศัพท์ฉัน? มีปัญญาก็ไปแจ้งตำรวจสิ!” หญิงคนนั้นตอบกลับอย่างโกรธเคือง
พนักงานชายบริษัท MCN เกิดความคิดพลิกแพลง ตัดสินใจตะโกนโหวกเหวก
“ยามทำร้ายคน! ยามแย่งโทรศัพท์!”
ฉันจะทำให้นายดังด้วยวิธีอื่น!
ลูเมี่ยนดูเหมือนขบขันกับพวกเขา ใบหน้าเผยรอยยิ้ม
เพียงเขายิ้ม คู่ชายหญิงก็พลันสงบลง เกิดความรู้สึกว่าอีกฝ่ายช่างงดงาม จะตะโกนใส่เขาได้อย่างไร? จะใส่ร้ายเขาได้อย่างไร? เกิดเป็นความรู้สึกผิดขึ้นมา
ลูเมี่ยนยังคงอยู่ในสภาวะ ‘หว่านเสน่ห์’ พลางกล่าวอย่างจริงใจ
“ต้องขอบคุณจริงๆ ที่พวกคุณอยากให้ผมดัง แต่ผมไม่อยากดัง ช่วยลบรูปถ่ายหรือวิดีโอได้ไหมครับ?”
สองชายหญิงลืมผู้คนและเหตุการณ์รอบข้าง แววตาเผยความงุนงง ยื่นโทรศัพท์ให้ลูเมี่ยนดู พลางลบทั้งรูปถ่ายและวิดีโอต่อหน้าเขา
“ขอบคุณครับ” ลูเมี่ยนยังคงยิ้ม
ชายหญิงทั้งสองเดินไปทางลิฟต์อย่างไม่เต็มใจ สามก้าวเหลียวหลังหนึ่งครั้ง
เมื่อพวกเขาเข้าบริษัทตัวเอง แล้วสงบสติอารมณ์ลง คนหนึ่งรู้สึกว่ายามคนนั้นทั้งหล่อทั้งเท่ ทั้งยังมีมารยาท อีกคนสงสัยว่าตัวเองอาจกำลังปลุกรสนิยมไม่ธรรมดาขึ้นมา
หน้าประตูชั้น 1 จากเหตุการณ์เมื่อครู่ พนักงานออฟฟิศหลายคนหันมามองลูเมี่ยน
ลูเมี่ยนมองกลับไป พบโจวหมิงรุ่ยที่สวมเสื้อโปโลสีเข้ม สะพายกระเป๋าเอกสารสีดำ
โจวหมิงรุ่ยดูเหมือนจะจำเขาได้เช่นกัน มีความประหลาดใจบนสีหน้า
ลูเมี่ยนยิ้มให้เล็กน้อย ชี้มายังชุดรักษาความปลอดภัยบนร่างกายตัวเอง
โจวหมิงรุ่ยระงับสีหน้าลง พยักหน้าอย่างสุภาพ
ภายใต้ภาพลักษณ์ภายนอกที่ราบเรียบ ภายในใจเขาทั้งตกใจและสงสัย
ทำไมถึงเป็นเขา ชายหนุ่มที่รักในวัยเรียน แถมมีลูกตั้งแต่อายุยังน้อยคนนั้น?
ทำไมเขาถึงมาเป็นยามที่บริษัทของเรา?
ฉันเพิ่งเจอเขาไม่กี่วัน แล้วเขาก็มาเป็นยาม…บังเอิญเกินไปหน่อยไหม?
หรือว่าเขามาเพราะเรื่องเครื่องขายสินค้าอัตโนมัติ?
หลังกลายเป็น ‘นักลอบสังหาร’ ก็รู้สึกเหมือนกับว่า รอบตัวมีคนแอบสังเกตอยู่…
คนผู้นี้ต้องการสืบสวนความผิดปกติในตัวเรา?
โจวหมิงรุ่ยเดินเข้าบริเวณลิฟต์ด้วยสีหน้าปกติ แล้วยืนรอลิฟต์
เขาเริ่มคิดว่าควรลาออกหรือไม่ ย้ายออกจากที่พักปัจจุบัน หลุดพ้นจากเหล่าคนที่ซ่อนตัวในเงามืด…
เหตุผลที่เขาไม่ทำก่อนหน้านี้ เพราะเรื่องที่ตนได้รับพลังวิเศษยังไม่ถูกค้นพบ และเงินเดือนของบริษัทอินทิสก็มากพอสมควร ในเมืองหยางถือว่าอยู่ระดับยอดพีระมิด หากลาออกจริง ไม่ง่ายเลยที่จะหางานดีๆ แบบนี้ได้ใหม่
“สังเกตต่อไปอีกสักพัก ถ้ามีปัญหาจริง ก็คงต้องลาออกย้ายบ้าน ถ้าไม่ไหวจริงๆ ก็ไปหางานที่ปักกิ่งหรือเซี่ยงไฮ้…”
“จะกระทบถึงครอบครัวและเพื่อนหรือเปล่า…”
คิดถึงแค่นี้ โจวหมิงรุ่ยก็สะท้านเยือก ไม่กล้านึกถึงสถานการณ์เลวร้ายที่สุด
เขาหลบได้ แต่ครอบครัวและเพื่อนหลบไม่ได้!
ไม่มีหลักฐานอะไรเลย แจ้งตำรวจไปก็คงไร้ประโยชน์
เมื่อถึงชั้น 10 โจวหมิงรุ่ยสะพายกระเป๋าเอกสารสีดำ ไม่ได้เข้าแผนกเทคนิคทันที แต่เลี้ยวเข้าแผนกบริหารฝั่งตรงข้าม
เขาจะหาโรแซนในแผนกบริหาร ซึ่งตนสนิทที่สุด เพื่อถามเรื่องยามคนใหม่
โรแซนไม่อยู่ที่โต๊ะ คงไปห้องน้ำ โจวหมิงรุ่ยทักทายพนักงานแผนกบริหารแถวนั้น แล้วหาข้ออ้างยืนรอหน้าโต๊ะ
สายตากวาดมองโต๊ะโรแซน ท่ามกลางความคุ้นเคย มีความแปลกใหม่แทรกอยู่
นอกจากของแขวนน่ารักๆ ที่มีอยู่แล้ว ทั้งพาร์ทิชัน แก้วน้ำ ถุงขนม ล้วนติดงานศิลปะประหลาดๆ
ข้างจอมีขวดเครื่องดื่มที่ดื่มหมดแล้ว คงเพราะดีไซน์สวยจึงเก็บไว้เป็นของตกแต่ง
สายตาโจวหมิงรุ่ยหยุดอยู่ตรงขวดดังกล่าว ผ่านบรรจุภัณฑ์นามธรรมสีสันสดใส มองไปยังตัวหนังสือสองคำอันเด่นชัด
“จิตรกร”
จิตรกร…โจวหมิงรุ่ยหรี่ตาลงนิดหน่อย
“ดูอะไรอยู่?” เสียงโรแซนดังขึ้นกะทันหันจากด้านหลัง
เขาเป็นถึง ‘นักลอบสังหาร’ แต่กลับไม่รู้ตัวว่าอีกฝ่ายเข้ามาใกล้
รอยยิ้มผุดขึ้นบนใบหน้าโจวหมิงรุ่ยทันที เขาเอี้ยวตัว พูดกับโรแซนตามปกติ
“มีเรื่องจะถามหน่อย”
“เมื่อกี้เห็นยามใหม่ที่ชั้น 1 เขากำลังเถียงกับคนสองคน บอกว่าพวกนั้นแอบถ่ายเขา…”
โจวหมิงรุ่ยเล่าสิ่งที่พบเห็นไปหนึ่งรอบ โดยไม่เสริมการคาดเดาใดๆ
สุดท้ายเขาถาม
“เป็นยามของบริษัทใช่ไหม?”
“ใช่ เพิ่งเข้าทำงานวันนี้” โรแซนทำหน้าเหมือนเพิ่งเข้าใจ “ฉันได้ยินเฟยเฟยจากแผนกบุคคลพูดถึง บอกว่ารับยามหล่อมาก คิดจะหาข้ออ้างไปดูที่แผนกรักษาความปลอดภัย”
พูดถึงตรงนี้ โรแซนเสียงเบาลง
“จะบอกอะไรให้นะ อย่าไปบอกคนอื่นล่ะ ยามคนนั้นอายุแค่ยี่สิบสอง แต่มีลูกแล้ว…”
เรื่องนี้ฉันก็รู้ เขาดูเด็กกว่าความเป็นจริง…โจวหมิงรุ่ยบ่นในใจ
โรแซนพูดต่อ
“ลองเดาสิว่าลูกอายุเท่าไร? เจ็ดขวบ!”
“กี่ขวบนะ?” โจวหมิงรุ่ยสงสัยว่าตนอาจได้ยินผิด
“เจ็ดขวบ มีลูกตั้งแต่ ม.3” โรแซน ‘ชู่ว’ ขึ้นมา
“15 มีลูก 14 ต้องทำอะไรแล้ว…เรียกว่าอยู่ชายขอบของการผิดกฎหมายเลย…ไม่รู้แม่เด็กอายุเท่าไร…” โจวหมิงรุ่ยคิดว่า ยามใหม่อาจไม่ได้มาเพื่อเล่นงานตน
ถ้าวางแผนอะไรไว้ ทำไมถึงยอมเปิดเผยประวัติที่สะเทือนขวัญและดึงดูดความสนใจขนาดนี้ล่ะ?
แล้วจะแฝงตัวทำงานลับๆ ได้ยังไง?
มันไม่สมเหตุสมผล!
โรแซนพูดไปมากมาย สุดท้ายบอกว่า
“แต่ว่า ชื่อของเขาธรรมดาสามัญมาก…หลี่หมิง”
“หลี่หมิง…ทำไมไม่ชื่อหลี่ฮวา…” โจวหมิงรุ่ยพึมพำขณะเดินออกจากโต๊ะโรแซน มุ่งไปทางประตูแผนกบริหาร
เขาไม่หันกลับไป เพราะคิดว่าโรแซนอาจมีปัญหา
เธออาจเป็น ‘จิตรกร’ ไปแล้ว
โจวหมิงรุ่ยนึกถึงตอนที่โรแซนถือเครื่องดื่มมาให้จับฉลาก ตอนนั้นเขาจับได้ ‘นักกระตุ้น’ แต่เอาไปโรยใส่เห็ดแห้ง ส่วนโรแซนดื่ม ‘นักข่าว’
ตอนนั้น เขาไม่พบความผิดปกติในตัวโรแซน เพื่อนร่วมงานที่ดื่มแบบเดียวกันก็ปกติดี
แต่ตอนนี้ เครื่องดื่ม ‘จิตรกร’ และภาพวาดบนโต๊ะโรแซน กำลังทำให้เขาเกิดข้อกังขา
……………………………………………………..