ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 946 ‘คำชม’
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 946 ‘คำชม’
ตอนที่ 946 ‘คำชม’
หลังถือภาพกลับมายังห้อง 2303 จินนาเอ่ยถามฟรังก้า
“จะให้ลูเมี่ยนติดต่อสเตียโน่ไหม? เขาน่าจะสนใจวิธีจัดการภาพทำนองนี้”
เมื่อครั้งก่อน ภาพสเก็ตช์ตัวเองของโรแซน ถ่ายเป็นรูปแล้วลบไม่ได้ แต่ภาพสะพานหน้าผานี้กลับถ่ายเป็นรูปไม่ได้
ฟรังก้าครุ่นคิดครู่หนึ่ง ยิ้มแล้วตอบ
“นั่นเป็นแผนสำรอง แต่ไม่ใช่ตัวเลือกแรก”
“พวกเรารู้แค่ว่า สเตียโน่สนใจภาพศาสตร์เร้นลับที่แชร์ทางเน็ตแล้วลบไม่ได้ แต่ยังไม่แน่ใจว่า เขาจะสนใจศึกษาภาพที่อัปโหลดไม่ได้หรือไม่ แล้วอีกอย่าง การเป็นหนี้บุญคุณมากเกินไปไม่ใช่เรื่องดี สักวันต้องใช้คืน โลกนี้ไม่มีอาหารฟรี”
“เหมือนกู้เงินด่วนนั่นแหละ พอดี พอประมาณ และต้องเตรียมพร้อมใช้คืนตั้งแต่แรก”
เมื่อเปรียบเทียบกับสินเชื่อเงินด่วน จินนาก็ยอมรับคำอธิบายของฟรังก้าทันที
“แล้วเราจะจัดการยังไง?” เธอถาม
ฟรังก้ายิ้มกว้างขึ้น
“รอฟ้าสว่าง พ้นช่วงเร่งด่วนเช้า แล้วเอาภาพนี้ไปให้ร้านชำซิงเมิ่ง”
“หา?” จินนาตามความคิดฟรังก้าไม่ทัน
ฟรังก้าที่อ่านหนังสือมามากก่อนข้ามมิติ มีความคิดกว้างไกลเสมอ จึงหัวเราะแผ่วเบา
“พอไปถึงร้าน ให้ถามเจ้าของว่า รับซื้อของที่มีองค์ประกอบศาสตร์เร้นลับแบบนี้ไหม ราคาเท่าไร”
“ถ้าพระองค์ยินดีซื้อ ภาพนี้ก็คงกลับมาเองไม่ได้แล้ว”
ยังมีวิธีนี้ด้วยสินะ? จินนาครุ่นคิดอย่างละเอียด จนกระทั่งเริ่มคล้อยตาม
จากเงื่อนไขที่ว่า นอกจากผู้ถือครองวัตถุ หรือผู้มีความเชื่อมโยงพิเศษแล้ว มีเพียงเทพแท้จริงที่เข้าสู่แดนฝันของมิสเตอร์ฟูลได้ ประกอบกับการติดต่อไพ่อาร์คาน่าใหญ่ จำเป็นต้องส่งจดหมายที่ร้านชำซิงเมิ่ง ส่งไปถึงสังฆานุกรของศาสนจักรเทพธิดารัตติกาล
กอปรกับบรรยากาศมืดทึมของร้าน ทีมของลูเมี่ยนจึงพอเดาได้ว่า เจ้าของร้านเป็นใครในโลกจริง และไม่คิดจะพูดออกมา
หากเจ้าของร้านตกลงซื้อภาพประหลาดแผ่นนี้ นั่นก็เท่ากับว่า พระองค์มีวิธีควบคุมความผิดปกติได้อย่างชะงักงัน จนกรรมสิทธิ์ต่างๆ ถูกโอนไปอยู่ในมือพระองค์อย่างแท้จริง
อีกอย่าง ร้านที่เน้นศาสตร์เร้นลับ ลูกค้าจะซื้อของที่มีองค์ประกอบทางศาสตร์เร้นลับ มันก็ปกติแล้วไม่ใช่หรือ?
จินนาครุ่นคิดสักครู่แล้วถาม
“ถ้าเจ้าของร้านไม่ยอมซื้อล่ะ?”
“ก็ถามพระองค์ว่า วางภาพนี้ไว้กับร้านขายฝากได้ไหม เราจะจ่ายค่าฝากและส่วนแบ่งให้ มีค่าเท่ากับจ่ายให้พระองค์ช่วยจัดการความผิดของมัน” ฟรังก้ายิ้มตอบ “ถ้ายังไม่ตกลง ก็ติดต่อสเตียโน่ผ่านลูเมี่ยน ถ้าสเตียโน่ไม่รับ ก็รอกลางวัน แล้วเอาภาพไปทิ้งที่สถานีตำรวจ อย่าลืมซ่อนตัวตนให้ดี”
พูดถึงตรงนี้ สีหน้าฟรังก้าเปลี่ยนเป็นจริงจังทันที
“ลางสังหรณ์ทางพลังวิญญาณและประสบการณ์ทางศาสตร์เร้นลับบอกฉันว่า การจัดการภาพนี้จะไม่ราบรื่น จะมีอันตราย ถ้าอันตรายมาก ก็ถอนตัวออกจากแดนฝันเลย ยังมีโอกาสอีกสองครั้ง ไม่จำเป็นต้องเสี่ยงชีวิตตอนนี้”
“ตกลง” จินนาพยักหน้าจริงจัง
ถัดมา เธอกับฟรังก้าเข้าไปในมิติประหลาดอีกครั้ง พบโรแซนยืนเฝ้าที่บาเรียกึ่งโปร่งใส สภาพค่อนข้างดี
ฟรังก้าแสดงตัวเป็นเพื่อนร่วมงาน คุยเรื่อยเปื่อยกับโรแซน ช่วยให้เข้าใจสถานการณ์ของโจวหมิงรุ่ยได้ละเอียดขึ้น และรู้ว่าพนักงานคนใดในแต่ละแผนกของกลุ่มบริษัทอินทิสที่ควรสนใจ
ผลการสนทนาทำให้ฟรังก้าและจินนาพึงพอใจอย่างมาก การช่วยโรแซนไม่เพียงเป็นทางเลือกทางความรู้สึกและจุดยืน แต่ยังเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องอย่างยิ่งระหว่างทำภารกิจ
ข้อมูลที่ได้จากปากโรแซน หากให้ฟรังก้ากับลูเมี่ยนสืบเอง อาจต้องใช้เวลาหนึ่งถึงสองเดือน
“ส่วนเรื่องโน้มน้าวโจวหมิงรุ่ย ให้เขาเชื่อว่าตัวเองเป็นผู้ช่วยชีวิตมนุษยชาติในอนาคต ยังต้องขอให้คุณช่วยอีกมาก” ฟรังก้ายิ้มแป้นพูดกับโรแซน “พวกเราบอกความจริงกับเขาตรงๆ ไม่ได้ ทางนั้นคงไม่เชื่อแน่”
“ไม่มีทางเชื่อแน่นอน คนปกติไม่มีใครเชื่อหรอก จะคิดว่าเป็นการแกล้ง หรือไม่ก็กลอุบายหลอกลวงรูปแบบหนึ่ง” โรแซนพยักหน้ารับแล้วเสริมเสียงเบา “ตอนนี้ฉันเองก็ยังไม่เชื่อทั้งหมด…”
ฟรังก้าแกล้งทำเป็นไม่ได้ยินคำพึมพำ แล้วเปลี่ยนเรื่องคุย
ก่อนที่จินนาจะทันเอ่ยปาก ฟรังก้าพูดขึ้นเองว่า
“วันนี้เธอมีโอกาสไม่น้อยที่จะเผชิญอันตรายและความผิดปกติ ควรใส่เสื้อผ้าที่เคลื่อนไหวได้สะดวก”
จินนาพยักหน้ารับโดยไม่ปฏิเสธ
ฟรังก้ารีบล้างหน้าแปรงฟัน ถอดชุดนอน ขณะค่อยๆ เปลี่ยนเสื้อผ้าอย่างเชื่องช้า เธอพึมพำกับตัวเอง
“ตอนฉันเป็น ‘แม่มด’ หลังจากปรับตัวได้ เวลาเดินตามถนน บางครั้งก็ภูมิใจและดีใจกับสายตาที่คนอื่นมอง รู้สึกว่าตัวเองช่างมีเสน่ห์เหลือเกิน นี่อาจเป็นความหลงตัวเองของ ‘นางมาร’”
“แต่การที่ตัวเองเต็มใจ กับการที่คนอื่นบังคับให้ทำ แน่นอนว่าไม่เหมือนกัน ถ้าปรับตัวไม่ได้ ก็ไม่ชอบแน่นอน เหมือนเมื่อก่อนตอนเรียน โรงเรียนกำหนดให้วันจันทร์ต้องใส่ชุดนักเรียน แต่ละห้องมีเด็กหัวแข็งไม่กี่คนที่ไม่ยอม ยอมถูกลงโทษยังดีเสียกว่า…”
ฟรังก้าพูดจาสับสน ราวกับต้องการเบี่ยงเบนความสนใจ ลดความรู้สึกอับอายลง
เธอก้มหลัง สวมถุงน่องสีเนื้อสุดแสนจะมิดชิดอย่างงุ่มง่าม สวมรองเท้าส้นสูงใหม่ที่ส้นเตี้ยมาก แล้วยืนตัวตรง ใช้กระจกเต็มตัวบนตู้เสื้อผ้า จัดเสื้อเชิ้ตสตรีและกระโปรงสีเทาอ่อนยาวเกือบถึงเข่า
มองตัวเองในกระจก ฟรังก้าเบ้ปาก รู้สึกซับซ้อนเหลือหลาย
จินนามองดูตลอด แต่ก็ไม่พูดอะไร
หลังแต่งหน้าให้ตัวเองดูขี้เหร่ลง ฟรังก้ารวบผมยาว สวมแว่น หยิบกระเป๋าเลียนแบบแบรนด์เนม เดินท่าทางมั่นคงไปยังประตู
ก่อนออกจากห้อง เธอหันมายิ้มบอกจินนา
“ขอบคุณที่ไม่พูดว่า ‘เธอใส่ชุดนี้แล้วสวย’ หรือ ‘เหมาะกับเธอจริงๆ’ แต่เมื่อกี้เธอดูประหลาดใจไม่เบา ทำเอาฉันรู้สึกดีขึ้นมาก”
“อ่า…” จินนาตอบด้วยรอยยิ้มยืนยัน
ฟรังก้าโบกมือแล้วเดินออกไป
ช่างเป็นคนปรับอารมณ์เก่งและมองโลกในแง่ดีจริงๆ…จินนาทอดถอนใจ แล้วรอให้ชั่วโมงเร่งด่วนผ่านไป
เกือบเก้าโมงเช้า เธออุ้มภาพดังกล่าวออกจากตึก 5 มายังล็อบบี้หมู่บ้าน
หญิงสาวเลือกเรียกรถผ่านแอปไปร้านชำซิงเมิ่ง แทนนั่งรถไฟใต้ดินต่อรถเมล์ เพราะกลัวความผิดปกติของภาพจะส่งอิทธิพลต่อคนหมู่มาก ซึ่งอันตรายอาจไม่ทำร้ายเธอ แต่ความวุ่นวายกลับสร้างปัญหาใหญ่กว่า
ผ่านไปสักพัก จินนาออกจากล็อบบี้มายังริมถนน เห็นรถเก๋งสีขาวรออยู่
เธอเปิดประตูด้วยมือเดียว มองไปยังตำแหน่งคนขับ ยืนยันจนแน่ใจว่าเขาไม่ได้สวมแว่นตาขาเดียว หรือมีลักษณะเด่นอื่นใด เป็นเพียงคนแปลกหน้าที่ไม่ได้กระตุ้นลางสังหรณ์ทางพลังวิญญาณ
จินนานั่งลงบนเบาะหลัง วางภาพบนลงตัก แล้วกอดไว้
เมื่อตรวจสอบเลขท้ายโทรศัพท์แล้ว คนขับก็ออกรถ
จินนามีสมาธิสูง คอยระวังเหตุไม่คาดฝันตลอดเวลา
ทันใด เธอรู้สึกหายใจลำบาก ทั้งที่โดยรอบปกติดี ราวกับมีอีกตัวตนของเธอถูกกดลงทะเล ความรู้สึกจมน้ำถ่ายทอดผ่านการเชื่อมต่อทางศาสตร์เร้นลับ
จินนาไม่รีรอ หยิบกระจกออกมา ถอนผมสองเส้นติดลงบนกระจก แล้วใช้เพลิงทมิฬของนางมารเผา
เธอกำลังใช้มนตร์ดำเกี่ยวกับกระจกตัวแทน เพื่อถ่ายโอนการเชื่อมต่อทางศาสตร์เร้นลับไปยังกระจก
ทันใดนั้น จินนาเห็นภาพหลอน เห็นคลื่นสีเขียวมรกตโยกไหว เห็นมือตัวเองโบกไปมาอย่างควบคุมไม่ได้ ราวกับพยายามดิ้นรนว่ายขึ้นพ้นน้ำ
แต่ที่ขาทั้งสองกลับมีแรงดึง พยายามฉุดเธอลงสู่ก้นทะเล
แทบจะในเวลาเดียวกัน มือซีดขาวบวมพอง ได้โผล่มาจากที่ใดไม่ทราบ ปิดปากเธอเอาไว้ทันที
“อื้อ อื้อ อื้อ…”
“กลืก กลืก กลืก…”
จินนาแสดงอาการจมน้ำชัดเจน จมูก ทางเดินหายใจ และปอดทรมานผิดปกติ
เธอพยายามใช้ตัวแทน แต่กลับรับรู้ถึงกระจกเหล่านั้นไม่ได้เลย ราวกับถูกกีดกันให้อยู่คนละมิติ กระทั่งการเชื่อมต่อทางศาสตร์เร้นลับก็ถูกตัดขาด
ทันใดนั้น เพลิงทมิฬเงียบสงัด พุ่งออกจากดวงตา รูจมูก ปาก หู และส่วนต่างๆ ของจินนา เผาไหม้ร่างเธอจากในสู่นอก เผาสิ่งไร้รูปทั้งหมดที่พยายามส่งผลต่อเธอ
ด้านนอกเปลวเพลิง น้ำแข็งก่อตัว ห่อหุ้มจินนาในลูกกลมน้ำแข็งและหิมะหนาทึบ
ณ ผิวทรงกลม ใยแมงมุมไร้รูปนับไม่ถ้วนหดตัว พันรอหลายชั้น กลายเป็นรังไหมใหญ่ยักษ์
ในที่สุด จินนาก็หลุดพ้นจากความปวดเจ็บเหมือนกำลังจะจมน้ำตาย แต่ยังคงสัมผัสร่างกายและกระจกตัวแทนของตนไม่ได้
วินาทีต่อมา เธอพบตัวเองกำลังเดินบนสะพาน
อีกฝั่งคือหน้าผาสูงชัน และป่าทึบสีดำที่อยู่ไกลออกไป
“เราเข้ามาในภาพนั่นแล้วหรือ?” จินนาพยายามหันหลัง กลับไปยังจุดเริ่มต้นของสะพาน เพื่อออกจากโลกในภาพวาด แต่ควบคุมร่างกายไม่ได้ ได้แต่มองเห็น ‘เธอ’ เดินต่อไปตามสะพาน
ขณะนั้นเอง มีคนสองคนเดินออกมาจากป่าดำ
คนหนึ่งคือโรแซน เจ้าของใบหน้าแฝงความชั่วร้าย อีกคนคือตัวของจินนาเอง
จินนาที่มีรอยยิ้มยั่วยวน!
แพล่ก!
สะพานขาดทันที จินนาร่วงลงสู่ห้วงนรกมืดมิดที่มองไม่เห็นก้นบึ้ง
ความหวาดกลัวและสิ้นหวังมหาศาล ถาโถมเข้าใส่จิตใจเธอ สติพร่าเลือนอย่างรวดเร็ว ยากจะช่วยเหลือตัวเอง
เธอเห็นภาพตัวเองกำลังจะตกกระแทกจนแหลกเป็นศพเละเต็มไปด้วยเลือด
เธอฉวยโอกาสตอนที่สติยังไม่จมสู่ความมืด ตอนที่ความเจ็บปวดยังมาไม่ถึง รวบรวมสติครั้งสุดท้าย พยายามถอนตัวจากแดนฝัน
แต่ไม่ได้ผล
ไม่ได้ผล!
ไร้ประโยชน์ฉิบ…แววตาของจินนาหยุดนิ่งกะทันหัน
เธอไม่ยอมแพ้ ยังพยายามช่วยเหลือตัวเอง กัดฟันแน่น พยายามเรียกคืนการควบคุมร่างกาย เพื่อใช้วิชาร่อนขนนกของนางมาร
ขณะนั้น แสงอาทิตย์สายหนึ่งส่องผ่านเข้ามาในห้วงนรกมืด มอบแสงสว่างแก่หน้าผาเบื้องบน
ภาพทั้งหมดตรงหน้าจินนา แตกกระจายในแสงอาทิตย์เจิดจ้าทันที
เธอลืมตาขึ้นอย่างแรง พบว่ายังนั่งอยู่บนรถ อุ้มภาพวาดไว้ในอ้อมแขน
“ถึงแล้วครับ” คนขับเอี้ยวตัวมาครึ่งหนึ่ง แล้วเรียกสติจินนา
ถึงแล้ว? เร็วขนาดนี้เชียว? จินนารู้สึกราวกับว่า ตนเดินอยู่ในมิติอบอ้าวมาตลอดช่วงเช้า เสื้อผ้าเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ
เธอมองออกไปนอกหน้าต่างด้วยสายตางุนงง เห็นร้านชำซิงเมิ่ง
จินนาผลักประตูลงจากรถตามสัญชาตญาณ อยากวิ่งเข้าร้าน เพื่อหลบหนีความผิดปกติอื่นๆ ที่อาจตามมา
“อย่าลืมให้คะแนนดีๆ ด้วยนะครับ!” คนขับตะโกนใส่เงาหลังเธอ
จินนาหันตัวกลับไปมองคนขับโดยปริยาย
คนขับยิ้มตรงมุมปาก หยิบแว่นตาข้างเดียวทำจากคริสตัล ออกมาจากที่ใดก็ไม่ทราบได้ แล้วสวมไว้กับตาขวา
……………………………………………………..