ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 949 ร่างแผนปฏิบัติการ
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 949 ร่างแผนปฏิบัติการ
ตอนที่ 949 ร่างแผนปฏิบัติการ
ลูเมี่ยนรอจนโรงเรียนกวดวิชาเมิ่งเสี่ยงเปิด จึงใช้การป้อนเสียงส่งข้อความถึงแอนเดอร์สัน·ฮู้ด
“ครูแอนเดอร์สัน ที่โรงเรียนของคุณมีคอร์สวาดภาพไหมครับ? ผมมีเพื่อนอยู่คนนึง อยากทราบข้อมูลครับ”
ตั้งแต่คืนดึกเมื่อวาน หลังได้รับข้อความจากจินนา ลูเมี่ยนก็ครุ่นคิดวิธีหยั่งเชิงแอนเดอร์สัน·ฮู้ด โดยตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าโรแซนถูกควบคุมแล้ว ปัญหาบุคลิกแปรปรวนได้รับการแก้ไขเบื้องต้น เขาเห็นว่าเรื่องนี้ไม่เร่งด่วน ไม่จำเป็นต้องส่งภาพหน้าจอข้อมูลเจ้าของ รวมถึงผู้ถือหุ้นของ ‘โรงแรมไฉ่ฮั่ว’ ให้แอนเดอร์สัน แล้ว ‘หยอกเล่น’ ว่าอีกฝ่ายแอบทำธุรกิจอื่น จากนั้นค่อยสังเกตปฏิกิริยาและรอความเปลี่ยนแปลง
เขาวางแผนเริ่มจากเรื่องวาดภาพ เพื่อหยั่งเชิงเบื้องต้น โดยไม่ให้แอนเดอร์สันระแคะระคาย
แอนเดอร์สันไม่ได้ตอบกลับลูเมี่ยนทันที ลูเมี่ยนก็ไม่ได้อยู่ในห้องน้ำนานนัก หลังเก็บโทรศัพท์ใส่กระเป๋ากางเกง เขาก็เดินกลับห้องควบคุม
เขามองจอภาพใหญ่ด้านหน้า ในหัวนึกถึง ‘การทดลอง’ ที่ทำไปแล้ว รวมถึงที่ยังต้องทำต่อ
1. สังเกตร่างแดนฝันของมิสเตอร์ฟูล โจวหมิงรุ่ย และคนรอบข้าง
2. พบโจวหมิงรุ่ยตอนกลางวันครั้งแรก ทิ้งความประทับใจไว้
3. ติดต่อคนใกล้ชิดโจวหมิงรุ่ย แบ่งเป็นหลายขั้น ต้องคัดกรองเป้าหมายหนึ่งก่อนติดต่ออีกคน ขั้นตอนต่อไปก็ทำเช่นเดียวกัน
4. พบโจวหมิงรุ่ยตอนกลางวันอีกครั้ง สร้างความประทับใจให้เขายิ่งกว่าเดิม
5. สร้างความสัมพันธ์กับโจวหมิงรุ่ยตอนกลางวัน จนสามารถคุยกันได้ เพื่อบอกอ้อมๆ ถึงพลังวิเศษและความปรารถนาดีของตน
6. พบโจวหมิงรุ่ยในยามค่ำคืนครั้งแรก
7. เมื่อตกกลางคืน บอกอ้อมๆ ถึงพลังวิเศษและความปรารถนาดีแก่โจวหมิงรุ่ย
8. ร่างแผนปลุกอย่างเป็นทางการ ตามผลการทดลองและข้อมูลที่รวบรวมได้
นี่คือเค้าโครงแผนการของทีมลูเมี่ยน ปัจจุบันทำสี่ขั้นตอนแรกเสร็จแล้ว ยังไม่มีสมาชิกใดถูกเตะออกจากแดนฝันหรือถูกจำกัด ส่วนข้อสามกระจายอยู่ในทุกขั้นตอนต่อไป สมาชิกที่รับผิดชอบไปติดต่อ ต้องแยกตัวหนึ่งวันหนึ่งคืนก่อนจึงจะดำเนินการต่อได้
สำหรับขั้นตอนหลังๆ ระดับอันตรายจะเพิ่มสูงขึ้นตามลำดับ แต่ลูเมี่ยนไม่คิดหลีกเลี่ยง เพราะการระบุระดับและแหล่งที่มาของอันตราย คือหนึ่งในจุดประสงค์ของการทดลอง
เมื่อรู้ว่าอะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ อะไรทำให้ถูกเตะออกทันที อะไรต้องรออีกระยะจึงจะระเบิด ทีมของพวกเขาจึงจะเข้าสู่ข้อแปดของแผนการ แล้วกำหนดแผนการปลุกอย่างตรงเป้า
บัดนี้ ลูเมี่ยนไม่กังวลและไม่กลัวความล้มเหลว สิ่งที่เขากลัวคือ การหาสาเหตุของความล้มเหลวไม่พบ
ด้วยความคิดดังกล่าว เขาจึงมีทัศนคติแบบ ‘ลองทดสอบ’ ในหลายเรื่อง เช่น ‘ถังบดทำลายข้อมูล’ สามารถใช้ได้หรือไม่ สเตียโน่ไว้ใจได้หรือไม่ แอนเดอร์สัน·ฮู้ดมีความสัมพันธ์อย่างไรกับเส้นทาง ‘จิตรกร’, กรีนเป็นหนึ่งในจุดยึดของ ‘องค์มารดาผู้ยิ่งใหญ่’ ในการควบคุมแดนฝันหรือไม่ ฯลฯ
เมื่อได้ผลลัพธ์จากการ ‘ทดสอบ’ แล้ว ก็ค่อยติดต่อกับไพ่อาร์คาน่าใหญ่ เทียบบัญชีกัน อาจพบรายละเอียดที่น่าสนใจและมีประโยชน์
หากไปหาไพ่อาร์คาน่าใหญ่เพื่อยืนยันตั้งแต่แรก ความคิดอาจเกิดอคติ จนมีรูปแบบตายตัว พลาดการ ‘ทดสอบ’ บางสิ่งบางอย่างไป ไม่ได้ผลลัพธ์ที่เป็นของตัวเอง ในหัวมีแต่ข้อสรุปจากไพ่อาร์คาน่าใหญ่ ซึ่งอาจทำให้พลาดข้อมูลสำคัญ
ขณะที่ลูเมี่ยนกำลังครุ่นคิดถึงสิ่งที่ต้องทำต่อ ก็เห็นในจอภาพว่า บนชั้น 10 มีคนเพิ่มหนึ่งคน
กล้องตัวนั้นจับภาพประตูใหญ่ของบริษัทแสงเหนือ มีคนหนึ่งเดินออกมาจากข้างใน สวมเสื้อคลุมยาวสีดำ ฮู้ดกว้างลึก ซึ่งแตกต่างจากพนักงานออฟฟิศรอบๆ โดยสิ้นเชิง
มีสิ่งของมากมายร่วงออกจากเสื้อคลุมของบุคคลดังกล่าว ตกลงบนพื้นเสียงดังเกรียวกราว
เขารีบย่อตัวลง นำชายเสื้อคลุมปกคลุมสิ่งของที่ร่วงหล่น
เมื่อเขาลุกขึ้นยืน พื้นก็สะอาดเอี่ยมแล้ว ไม่มีเศษขยะหลงเหลือแม้แต่นิดเดียว
หลังจากมองตามบุคคลดังกล่าวเดินออกไป จนกระทั่งเห็นเขาเข้าลิฟต์ ลูเมี่ยนก็พึมพำกับตัวเอง
“สภาพสะท้อนในเมืองแดนฝันของมิสเตอร์สักคนจาก ‘ชุมนุมแสงเหนือ’?”
ยามที่นั่งด้านข้างมองตามสายตาของเขา จากนั้นจึงหัวเราะ
“ไม่ต้องกลัว พวกตัวตลกจากบริษัทแสงเหนือก็แบบนี้แหละ ไม่มีอะไรหรอก ไม่มีอะไร”
“นึกว่าเป็นพวกนักแสดงเพอร์ฟอร์มานซ์” ลูเมี่ยนพูดพลางมองโรแซนเดินออกจากลิฟต์ เข้าไปในบริษัทอินทิส
…………
แผนกบริหาร ในห้องทำงานใหญ่
โรแซนพบว่าโต๊ะของตนมีของหายไป จึงยืนงงอยู่ข้างเก้าอี้
“ฉันช่วยทิ้งภาพวาดพวกนั้นให้แล้ว” ฟรังก้าเดินเข้ามาใกล้ พูดอธิบายพร้อมรอยยิ้ม
โรแซนนึกขึ้นได้
“ฉันลืมเรื่องนี้ไปเลย เดี๋ยวค่อยวาดใหม่…”
เธอหยุดชั่วครู่ มองซ้ายมองขวา แล้วถามเสียงเบาลง
“ฉ…ฉันจะยังวาดรูปได้อีกไหม?”
“ได้สิ ไม่มีผลต่อการใช้พลังของคุณ” ฟรังก้าปลอบโยน แล้วพูดเสียงดังขึ้น “รองผู้อำนวยการจางให้คุณพาฉันไปเรียนรู้ขั้นตอนการทำงาน”
ตำแหน่งเต็มของจางชิ่งคือ รองผู้อำนวยการแผนกบริหารบริษัทอินทิส
“ได้สิ” โรแซนดึงฟรังก้าเข้ามา คุยกันอย่างเปิดเผยเกี่ยวกับข่าวลือต่างๆ ในบริษัท
สุดท้ายโรแซนพูดว่า
“เมื่อคืนลืมบอกคุณไป เพิ่งมียามหนุ่มคนใหม่ที่ดุมาก กล้าเถียงพวกบริษัท MCN ด้วยละ หน้าตาก็หล่อ แต่อย่าบอกคนอื่นนะ เขามีลูกชายอายุเจ็ดขวบแล้ว ทั้งที่เพิ่งอายุ 22 เอง!”
ในทางทฤษฎี ฉันก็เป็นแม่คนนึง…ฟรังก้ามุมปากกระตุก ร่วมแสดงความรู้สึก
“นี่มีลูกตั้งแต่มัธยมต้นเลยหรือ?”
คุยเรื่องนี้สักพัก ฟรังก้าก็กลับไปนั่งประจำตำแหน่ง ทำตามคำแนะนำโรแซน แล้วเริ่มทำงาน
พอคุ้นกับระบบสำนักงานแล้ว เธอก็หมุนเก้าอี้ลุกขึ้น อยากช่วยแบ่งเบางานโรแซน
หญิงสาวเห็นโรแซนถือดินสอ สีหน้ามุ่งมั่น ขีดเขียนลงบนกระดาษสีขาว
วาดอะไรนะ? ฟรังก้าย่องเงียบไปยืนข้างโรแซน
เธอพบว่าโรแซนกำลังสเก็ตช์ภาพตัวเอง ในภาพดังกล่าว ตาของโรแซนดูว่างเปล่า สีหน้าเย็นชา มุมปากยกขึ้น
นี่มัน…ฟรังก้าตาหรี่ลง รีบยื่นมือแตะบ่าโรแซนทันที
“คุณวาดอะไรอยู่?”
โรแซนสะดุ้ง รีบหยุดวาด
พอหันมาเห็นฟรังก้า เธอถอนใจโล่งอก กุมอกพูด
“ตกใจหมด! นึกว่าลุงจางจับได้ว่าฉันกำลังแอบอู้”
ระหว่างพูด โรแซนชำเลืองมองภาพบนโต๊ะ สีหน้าเปลี่ยนเป็นตกใจกลัว
“ฉ…ฉันวาดอะไรแบบนี้ได้ยังไง?”
ฟรังก้าครุ่นคิดสองวินาที แล้วยิ้มให้โรแซน ซึ่งกำลังรู้สึกอุ่นใจผิดปกติ
“ไม่ต้องกังวล วาดต่อให้เสร็จแล้ว ฉันจะจัดการที่เหลือเอง”
โรแซนสงสัยแกมตกใจ โน้มตัวไปขีดเขียนอีกสองสามแรงสุดท้าย จนภาพเหมือนยิ่งกว่าเก่า
แค่วาดเสร็จ ภาพก็ดูคล้ายกำลังจะมีชีวิตจิตใจ
ฟรังก้าคว้าภาพนั้นมาทันที เปลวไฟสีดำลุกโชนบนฝ่ามืออย่างเงียบงันซ่อนเร้น
ใบหน้าโรแซนในภาพ พลันเปลี่ยนเป็นเจ็บปวด เต็มไปด้วยความแค้นระคนเกลียดชัง ราวกับกำลังถูกไฟเผา
เพียงชั่วพริบตา ภาพก็หดงอ ติดไฟขึ้นเอง กลายเป็นเถ้าถ่านอย่างรวดเร็ว ร่วงกราวลงสู่ถังขยะ
ขณะจัดการ ฟรังก้าอาศัยแผงกั้นใสข้างโต๊ะ อาศัยหน้าจอมือถือของโรแซน รวมถึงกระจกที่เพื่อนร่วมงานกำลังแต่งหน้า มาสร้าง ‘วงกตกระจก’ เพื่อรับมือกล้องวงจรปิด ไม่ทิ้งร่องรอยพลังพิเศษในภาพบันทึก
โรแซนจ้องมองฟรังก้าจัดการภาพ ผ่านไปสักพักจึงเอ่ยปาก
“ฉันรู้สึกตัวเบาขึ้นเยอะเลย อารมณ์ดีขึ้นด้วย…”
ฟรังก้าพยักหน้า
“ถือว่าเป็นการระบายอารมณ์ด้านลบและแรงกระหายก็ได้”
เธอชั่งใจสองวินาที แล้วจึงเสริม
“ตอนนี้เราทำได้แค่รักษาอาการคุณ แก้ต้นตอปัญหาไม่ได้ พูดง่ายๆ คือ แก้ที่อาการ ไม่ใช่สาเหตุ”
“ดังนั้น คุณต้องระวังสภาวะของตัวเอง หมั่นตรวจสอบเป็นระยะ ถ้าพบอะไรผิดปกติ ให้รีบมาหาพวกเราเพื่อรักษารอบใหม่ อย่าชะล่าใจเด็ดขาด ไม่อย่างนั้น พฤติกรรมเมื่อครู่จะเกิดขึ้นอีก กลายเป็นผลลัพธ์ที่ไม่อาจคาดเดา”
“พลังเป็นดาบสองคม ทำร้ายคนอื่นได้ ทำร้ายตัวเองก็ได้ มันจะอยู่กับเราไปตลอดชีวิต”
โรแซนเงียบฟังจนจบ แล้วนิ่งไปครู่หนึ่ง ก้มหน้ายิ้มพูด
“ฉันเข้าใจความหมายของคุณ หวังว่าจะทนได้อีกหลายปี อย่างดีก็ทนถึงเกษียณ ไม่สิ ขอมีชีวิตหลังเกษียณอีกสักห้าปีเถอะ”
เห็นรอยยิ้มโรแซน ฟรังก้ารู้สึกแสบตา
เธอปลอบด้วยเสียงอ่อนโยน
“ถ้าทนได้ก็ต้องทน เหมือนโรคบางโรค เมื่อก่อนเป็นโรคร้ายแรง แต่ถ้าร่วมมือรักษาเต็มที่ ยืดชีวิตไว้ พอเทคโนโลยีพัฒนา ตอนนี้ก็รักษาหรือควบคุมอาการได้ดีขึ้น”
“อนาคต เราอาจแข็งแกร่งขึ้น หรือพบคนที่แข็งแกร่งกว่า มีวิธีแก้ปัญหามลทิน”
โรแซนพยักหน้าเชื่องช้า ยิ้มแล้วพูดกับฟรังก้า
“ฉันจะพยายาม อา…คุณก็สู้ด้วยนะ เรามาสู้ด้วยกัน!”
ฟรังก้านิ่งไปครู่หนึ่ง ยกเลิก ‘วงกตกระจก’ แล้วกลับไปนั่งที่ตัวเอง
เธอหยิบมือถือขึ้นมา เห็นจินนาที่ใช้ชื่อ ‘นานากับลิลี’ ส่งข้อความมา เล่าถึงอันตรายระหว่างไปส่งภาพที่ร้านชำซิงเมิ่ง ความช่วยเหลือที่ได้ และผลลัพธ์
ฟรังก้าอ่านแล้วกลัวย้อนหลัง เสียใจมากที่ไม่ได้ไปกับจินนา
เธอคาดว่าจะมีอันตราย แต่คิดว่าจินนาที่ถอนตัวจากแดนฝันได้เอง แค่เสียโอกาสไปหนึ่งครั้ง ไม่คิดว่าพลังผู้แทนของเทพมารจาก ‘ชุมนุมวาดฝัน’ จะขัดขวางไม่ให้กลับสู่โลกจริงได้
จินนาเกือบตายไปแล้ว
“โชคดีที่อามุนด์และบิดาอยู่ฝั่งเรา…เรื่องจินนาก็ได้ข้อมูลสำคัญมา ต่อไปถ้าเจอคนหรือวัตถุจากเส้นทางจิตรกร ต้องระวังว่าอาจถอนตัวจากแดนฝันไม่ได้…” ฟรังก้านึกถึงลูเมี่ยนที่กำลังจะไปหยั่งเชิงแอนเดอร์สัน·ฮู้ด จึงรีบส่งต่อข่าวไปให้ พร้อมกำชับให้ลบด้วย ‘ถังบดทำลายข้อมูล’
หลังยืนยันว่าลูเมี่ยนปลอดภัยและได้รับคำเตือน ฟรังก้าเหลียวมองโรแซน เริ่มเข้าใจว่าเหตุใดอาการป่วยถึงกำเริบกะทันหัน
มันตรงกับช่วงที่ภาพผิดปกติ และจินนาเกือบเสียชีวิตพอดี
……………
ในห้องควบคุม
ลูเมี่ยนลบข้อความจากฟรังก้าและจินนาด้วย ‘ถังบดทำลายข้อมูล’ แล้วเตือนอ็องโตนีหนึ่งประโยค
เขายังคงดูกล้องวงจรปิดต่อ มองหาคนและเหตุการณ์ผิดปกติ
ทันใดนั้นเอง สวี่ซินหยาง หัวหน้าทีมรักษาความปลอดภัยที่สอง เดินเข้ามา ตบบ่าลูกน้องทั้งสองแล้วเอ่ยปาก
“บ่ายหลังเลิกงาน เราไปเยี่ยมลุงหวังกับลุงติงกัน พวกเขาพ้นขีดอันตรายแล้ว”
“เยี่ยมคนป่วยเสร็จ พี่น้องที่ไม่เข้าเวรก็รวมตัวกันหน่อย ถือเป็นการต้อนรับน้องหลี่เข้าทีมด้วย”
“ลุงหวังกับลุงติง?” ลูเมี่ยนพอเดาได้ว่าหัวหน้าสวี่หมายถึงใคร แต่ต้องแสร้งทำหน้างุนงง
สวี่ซินหยางรูปร่างใหญ่ หน้าเป็นสี่เหลี่ยม ผิวแทนคล้ำ พูดทั้งขำทั้งจนใจ
“คุณไม่ได้ดูข่าวหรือ? พี่น้องเราหลายคนโดนฟ้าผ่า ยังดีคนตายไม่ใช่คนทีมสองเรา บัดซบ! ทำไมถึงโดนฟ้าผ่าได้ล่ะเนี่ย?”
“อ๋อ…นึกออกแล้ว” ลูเมี่ยนถามต่อ “ลุงหวังกับลุงติงอยู่โรงพยาบาลไหนครับ?”
สวี่ซินหยางตอบสั้นๆ
“โรงพยาบาลมู่ซู”
……………………………………………………..