ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 950 นัดกินข้าว
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 950 นัดกินข้าว
ตอนที่ 950 นัดกินข้าว
อยู่ที่โรงพยาบาลมู่ซูจริงๆ ด้วย…ลูเมี่ยนไม่แปลกใจคำตอบของสวี่ซินหยางเลย
เขา ‘อืม’ แล้วพูดว่า
“ครับ หัวหน้า”
เขาคิดว่า โรงพยาบาลมู่ซูเป็นฐานสำคัญที่เทพมารใช้แผ่อิทธิพลในเมืองแดนฝัน และมีความร่วมมือกับราชันสวรรค์ระดับหนึ่ง ต่อไปคงหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ใช่แค่ระวังตัวไม่เข้าไป หรือทำราวกับว่ามันไม่มีตัวตน
ดังนั้น เขาถือโอกาสช่วงกลางวัน ตอนที่ภารกิจยังไม่เร่งด่วน ยังมีโอกาสเข้าไปอีก มีข้ออ้างเหมาะสม ไปเดินดูสักรอบ สำรวจพื้นที่จริง แต่แน่นอน ชั้นใต้ดินที่เป็นตัวแทนห้วงลึกและเงาในใจของมิสเตอร์ฟูล ยังคงไม่ควรบุ่มบ่ามบุกเข้าไป
ส่งสวี่ซินหยางกลับแล้ว อยู่ในห้องควบคุมจนใกล้เที่ยง ลูเมี่ยนและลุงเซียที่เข้าเวรด้วยกัน รอจนเพื่อนร่วมงานมาเปลี่ยนเวร จึงพากันลงบันไดไปยังโรงอาหารพนักงานของกลุ่มบริษัทอินทิส ภายในอาคารเสริมของตึกเทคโนโลยี
พวกเขาไม่ได้เบี้ยเลี้ยงค่าอาหาร โรงอาหารไม่ฟรี แต่มีอาหารหลากหลาย ราคาถูกควบคุมโดยบริษัทด้วยเงินอุดหนุน จนสามารถขายในราคาถูก พนักงานทั้งสำนักงานใหญ่และสาขาที่อยู่ในตึก ต่างก็ชอบกินที่โรงอาหาร แม้แต่ประธานฮวงก็มากินที่นี่บ้าง เพื่อตรวจคุณภาพอาหาร
ปัญหาเดียวคือ ช่วงเที่ยงเป็นชั่วโมงเร่งด่วน คนแน่นมาก พนักงานที่มีรายได้สูงจึงเลือกสั่งเดลิเวอรี่หรือไปกินที่ห้างใกล้เคียง
ในฐานะยาม เวลาที่จะได้ไปโรงอาหาร ขึ้นกับว่าเพื่อนร่วมงานจะเปลี่ยนเวรเมื่อไร ทุกคนเลยนัดกันมาเร็วกว่าเวลาเล็กน้อย เพื่อหลีกเลี่ยงช่วงเวลาเร่งด่วน
ลูเมี่ยนสั่งไข่ตุ๋นหมูสับ ผัดเนื้อกุยช่ายใส่พริกดอง ขาไก่ทอด ซุปแตงกวาเนื้อ ข้าวเต็มชามใหญ่ แล้วไปนั่งมุมหนึ่งกับลุงเซีย กินไปพลาง ฟังอีกฝ่ายเล่าเรื่องพวกตลกในบริษัทแสงเหนือไป
ลุงเซียทำเสียง ‘จิ๊ๆ’ แล้วพูด
“เถ้าแก่ของพวกเขาชอบอวด แถมเป็นพวก M ใน SM มีรอยแส้บนตัวบ่อยๆ…”
เล่ามาอีกสิ นินทาอีกหน่อย ฉันชอบฟัง…ลูเมี่ยนพยักหน้ารับ พลางบ่นอยู่ในใจ
ทันใดนั้น มือถือเขาสั่นสองครั้ง
เขาหยิบขึ้นดู ‘ชื่อที่ทำให้คุณประทับใจ’ หรือแอนเดอร์สัน·ฮู้ด ตอบข้อความกลับมาแล้ว
ลูเมี่ยนอมยิ้ม แล้วใช้ระบบป้อนเสียงตอบไป
“จะเข้าใจแบบนั้นก็ได้”
เขาคิดว่าการสนทนาระหว่าง ‘นักล่า’ ใครร้อนตัวก่อน ใครโกรธก่อน ใครใจเสียก่อน คนนั้นก็พ่ายแพ้
มีเพียงการปรับตัวให้ไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น จึงจะยืนอยู่ในจุดที่ไม่มีวันพ่ายแพ้
ผ่านไปยี่สิบสามสิบวินาที แอนเดอร์สันตอบว่า
“การวาดรูปต้องมีพรสวรรค์ หวังว่าคุณจะมี”
“ที่เรียนพิเศษเราไม่มีคอร์สวาดภาพ แต่ผมรู้จักสตูดิโอที่ไม่เลว เพราะตัวเองก็เรียนจากที่นั่น ถ้าคุณสนใจ พรุ่งนี้สองทุ่มตรงมาที่หน้าหมู่บ้านจิ่นซิ่วตะวันออก ถนนเต้าซื่อฟาง ผมจะพาไปดู”
ตอนกลางคืน? ลูเมี่ยนคิดสักครู่แล้วพูด
“ตกลง ขอบคุณมาก”
เขาจำได้ว่า โรงแรมหรูไฉ่ฮั่วโฮมสเตย์อยู่บนถนนเต้าซื่อฟาง แต่ยังปรับปรุงและตกแต่งภายในไม่เสร็จ
……………
แผนกบริหาร ในห้องทำงานใหญ่
โรแซนยืดเส้นยืดสาย แล้วเดินมายังโต๊ะทำงานฟรังก้าอย่างอารมณ์ดี
“กลางวันกินอะไร? ไม่อยากไปเบียดที่โรงอาหารเลย”
ไม่รอให้ฟรังก้าตอบ เธอกดเสียงลงพูด
“แผนกอื่นหาเวลารวมตัวกินข้าว ต้อนรับพนักงานใหม่กันทั้งนั้น มีแต่แผนกเราที่ไม่มี”
“พวกรุ่นพี่ที่ไม่อยากไปเพราะดูถูกเราน่ะ ถือว่ายังไม่เท่าไรหรอก จะน่ากลัวตอนที่พวกเธอชวนไป หวังหาคนช่วยงานฟรี คุณคิดออกไหมว่าจะเป็นยังไง? พูดกระแนะกระแหน แดกดันเป็นเรื่องปกติ มีคนร้องไห้ต่อหน้า ทะเลาะกัน อยากลงไม้ลงมือก็มี แล้วทิ้งปัญหาให้จัดการอีกเป็นกอง พี่จางเลยตัดปัญหา ไม่จัดกินข้าวในนามแผนก ใครสนิทกันก็นัดกันเอง อยากรวมกลุ่มยังไงก็ตามสบาย”
ฟรังก้าฟังอย่างเพลิดเพลิน พูดด้วยความคาดหวัง
“ไม่รู้ว่าประธานฮวงจะมาตรวจแผนกบริหารครั้งหน้าเมื่อไร”
เหตุการณ์ตอนนั้นต้องสนุกมากแน่ๆ เธออยากเห็นกับตาตัวเองสักครั้ง
นางมารย่อมอยากเห็นโลกวุ่นวายมากกว่า จึงเป็นธรรมดาที่จะชื่นชอบเรื่องสนุก
“ประธานฮวงคงไม่มาในอีกสองสามวัน เขามีแขกสำคัญต้องต้อนรับ มาก็จะไปชั้น 16” โรแซนเปิดเผยตารางเวลาประธาน
ซาราธหรือ? ฟรังก้าให้ความสนใจและความสำคัญกับเรื่องนี้มาก
นอกจากข้อต่างๆ ในแผนแล้ว พวกเขายังต้องระวังว่า ราชันสวรรค์หรือเทพมารจะทำร้ายโจวหมิงรุ่ยในเมืองแดนฝัน ต้องรีบสืบให้พบและหยุดยั้งแต่เนิ่นๆ
เหนือสิ่งอื่นใด นี่ยังเป็นการสะสมลางสังหรณ์ทางพลังวิญญาณ เพื่อช่วยวางแผนปลุก ลูกน้องราชันสวรรค์ทำอย่างไร พวกเขาก็อาจลองทำกลับกัน
“น่าเสียดาย” ฟรังก้าทำหน้าเสียดาย
เธอถามอยากรู้ทันที
“ประธานฮวงไม่พาแขกสำคัญมาชมบริษัทบ้างหรือ?”
“มาแล้ว” โรแซนชะงักไป เสียงเบาลง “วันนั้นโจวหมิงรุ่ยลาป่วยพอดี อา…แขกสำคัญชื่อยาวนั่น…อย่าบอกนะว่าเป็น ‘ผู้ทำลาย’ ที่ตัวตนชั่วร้ายในอนาคตส่งมา? การลาป่วยของโจวหมิงรุ่ยคือแผนของพวกคุณหรือ?”
ลางสังหรณ์ของ ‘จิตรกร’ ก็แรงเหมือนกันนี่…ฟรังก้ายิ้มบางๆ
“แขกคนนั้นชื่อซาราธใช่ไหม?”
โรแซนพยักหน้าจริงจัง
“ใช่แล้ว” ฟรังก้ายืนยันสิ่งที่อีกฝ่ายเดา
โรแซนเงียบไปสองสามวินาที กลอกตาไปมาแล้วพูด
“หรือว่าฉันควรเรียกโจวหมิงรุ่ยมากินข้าวกับพวกเราดี? นี่ถือเป็นโอกาสให้คุณได้ทำความรู้จักและพูดคุยกับเขา”
เดี๋ยว…เร็วขนาดนี้เชียว? ตรงเกินไปแล้ว! ฟรังก้ารู้สึกตกใจ
เธอคิดว่าตัวเองกับลูเมี่ยนต้องใช้เวลาอีกหนึ่งถึงสองสัปดาห์ ต้องติดต่อโจวหมิงรุ่ยผ่านเรื่องงานตามปกติก่อน ถึงจะได้แลกวีแชตหรือคุยกันสักสองสามประโยค
ใครจะไปคิดว่า โรแซนจะเรียกโจวหมิงรุ่ยมากินข้าวด้วยกันในวันแรกที่เธอทำงาน!
เร็ว…เร็วเกินไป…
ความคืบหน้านี้มันเร็วเกินไป เรายังไม่พร้อม…
โรแซนเห็นฟรังก้าไม่ตอบ ก็ยิ้มพลางเอ่ยปาก
“โจวหมิงรุ่ยติดค้างฉันเรื่องเลี้ยงข้าวอีกหลายมื้อ ทุกครั้งที่มาถามข้อมูลจากฉัน ก็บอกว่าครั้งหน้าจะเลี้ยง แต่จนถึงตอนนี้ก็เพิ่งเลี้ยงฉันแค่ครั้งเดียว”
“อา…การต้อนรับพี่น้องหญิงของฉันเข้าบริษัท ถือเป็นเหตุผลที่พอฟังขึ้นอยู่”
เธอพูดพลางหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา แล้วพิมพ์ข้อความส่งให้โจวหมิงรุ่ยปุๆๆ
ผ่านไปสักพัก โรแซนโบกโทรศัพท์พลางพูด
“เขาตกลงแล้ว แต่บอกว่าเป็นมื้อเย็นพรุ่งนี้ เพราะเขาต้องทำงานล่วงเวลาคืนนี้ และพวกทำงานด้านเทคนิคมีเวลาพักกลางวันน้อย เลยไปกินร้านดีๆ ไม่ได้”
ตกลงทันทีเลยหรือ…ไม่มีอาการตื่นตระหนกหรือโยกโย้? ฟรังก้านึกถึงสุภาษิตเก่าแก่บทหนึ่งขึ้นมาทันที
การเข้าถึงใครสักคน วิธีที่ดีที่สุดคือ รู้จักคนรอบตัวเขา
คิดถูกจริงๆ ที่ช่วยโรแซนไว้…นี่สินะ ทำดีย่อมได้ดี! ฟรังก้าครุ่นคิดครู่หนึ่ง แล้วพูดกับโรแซนว่า
“โจวหมิงรุ่ยดูจะสนใจภาพวาดที่คุณวางไว้บนโต๊ะ การที่เขาไม่ปฏิเสธคำเชิญของคุณ แถมยังตอบตกลง อาจเพราะอยากยืนยันหรือหยั่งเชิงบางอย่าง…”
โดยไม่รอให้โรแซนตอบ ฟรังก้าเสริมว่า
“ถ้าเป็นแบบนั้นจริง ก็ถือเป็นเรื่องดีแล้ว”
ปัญหาเดียวคือ มื้อเย็นนับเป็นตอนกลางคืนหรือเปล่า?
เพราะมันจะขัดกับแผนในเค้าโครงการดำเนินงาน อาจทำให้ผลการทดลองสับสนและคลุมเครือ…
ถ้าฟ้ายังไม่มืดสนิท ก็คงไม่นับเป็นกลางคืนกระมัง?
…………
สี่โมงครึ่ง หลังตรวจตราตามชั้นต่างๆ อีกรอบ ลูเมี่ยนกับลุงเซียมาถึงที่จอดรถใต้ดินของตึกเทคโนโลยี พวกเขาเห็นหัวหน้าสวี่ซินหยางนั่งในรถเอสยูวีสีเทาเข้ม ยื่นมือออกมาจากเบาะข้างคนขับ โบกมือให้
“ทางนี้”
ลูเมี่ยนและลุงเซียเดินเข้าไป นั่งที่เบาะหลังอันกว้างขวาง
“แค่พวกเราไม่กี่คนหรือ?” ลุงเซียมองออกไปนอกหน้าต่าง
สวี่ซินหยางหัวเราะพลางพูด
“ใครเค้าไปเยี่ยมคนป่วยที่โรงพยาบาลกันเป็นขบวน! พยาบาลไม่ให้เข้าหรอก!
“แค่พวกเราสี่คน เสี่ยวจ้าวเป็นคนขับ ส่วนพี่น้องคนอื่นไปรอที่ร้านอาหารเลย”
เสี่ยวจ้าวคือชายหนุ่มบนเบาะคนขับ ใบหน้าด้านข้างดูท้วมเล็กน้อย
ช่วงเวลานี้ถนนยังค่อนข้างโล่ง ไม่ถึงห้าโมงเย็น ลูเมี่ยนและคณะก็มาถึงด้านนอกโรงพยาบาลมู่ซู
ชายหนุ่มสองคน คนหนึ่งถือลังผลไม้ อีกคนถือถุงอาหารบำรุง เดินตามหลังสวี่ซินหยางกับลุงเซียเข้าไป
โถงใหญ่ของโรงพยาบาลไม่ต่างจากครั้งที่ลูเมี่ยนมาล่าสุด ดูธรรมดา ผู้คนพลุกพล่าน นานๆ ทีจึงจะสังเกตเห็นว่า พนักงานดูแลบางคนมีสายตาเรียบเฉย เคลื่อนไหวคล้ายเครื่องจักร
ลูเมี่ยนเบนสายตากลับ หลังแน่ใจว่าพลังวิญญาณไม่ส่งสัญญาณเตือน และไม่มีสิ่งผิดปกติรอบข้าง เขาจึงเข้าลิฟต์ขึ้นไปชั้น 12
เมื่อออกจากลิฟต์ เลี้ยวเข้าเขตคนไข้ หลังผลักประตูใหญ่ สิ่งที่พบคือสถานีพยาบาลเงียบสงบ กับโถงทางเดินที่ทอดยาวไปในความมืด
ไฟที่ปลายทางเดินดูเหมือนจะเสีย ยังไม่ได้รับการซ่อมแซม
ภายใต้การนำของพยาบาลที่ดูปกติ พวกเขาเข้าไปในห้องคนไข้สองเตียง เป็นของลุงหวังกับลุงติง
ลูเมี่ยน เสี่ยวจ้าว และลุงเซียยังไม่ทันเห็นสภาพคนไข้ชัดเจน ญาติของทั้งสองก็พุ่งเข้าหาสวี่ซินหยางทันที เอ่ยปากออกมาพร้อมกัน
“หัวหน้าสวี่ ลุงหวังของเราบาดเจ็บระหว่างทำงานใช่ไหม?”
“ฮือๆๆ…หัวหน้าสวี่ ลุงติงบ้านเราเกือบตายแล้ว ดูเขาสิ…ดูเขาสิ…ไม่รู้อีกนานแค่ไหนกว่าจะฟื้น”
“…”
สวี่ซินหยางในที่สุดก็หาโอกาสได้ กดมือขวาลงพลางพูด
“พี่สะใภ้ทั้งสอง นี่ต้องนับเป็นการบาดเจ็บระหว่างทำงานอยู่แล้ว ประธานฮวงบอกแล้วว่า นอกจากจะชดเชยตามมาตรฐานของรัฐ บริษัทจะให้เงินพิเศษอีกก้อน รับผิดชอบค่ารักษาทั้งหมดนอกเหนือจากประกัน และจ่ายเงินเดือนตามปกติต่อไป จนกว่าลุงหวังและลุงติงจะฟื้นตัวเป็นปกติ กลับมาทำงานได้อีกครั้ง พวกเราจะไม่ปล่อยให้พี่น้องต้องหลั่งเลือด เหงื่อ และน้ำตาแน่นอน!”
ขณะที่สวี่ซินหยางกำลังปลอบญาติ พวกลูเมี่ยนมองไปยังเตียงคนไข้ เห็นคนไข้ทั้งสองถูกพันกายด้วยผ้าพันแผลสีขาวไปทุกส่วน เหลือเพียงตา จมูก และปากโผล่ออกมา
ลุงเซียอดไม่ได้ที่จะเข้ามาใกล้ลูเมี่ยน กระซิบกระซาบว่า
“อย่าว่างั้นงี้เลยนะ…สภาพพวกเขาน่าขันเกินไปแล้ว ลุงนึกว่าของแบบนี้จะมีแต่ในทีวี ไม่คิดว่าในชีวิตจริงจะมีคนถูกพันเหมือนบ๊ะจ่างด้วย”
ลูเมี่ยนไม่ได้ตอบลุงเซีย เพราะเขากำลังนึกถึงมัมมี่อยู่
มัมมี่ที่กล่าวกันว่า มีความเกี่ยวข้องกับเส้นทาง ‘วิญญาณอาฆาต’ ซึ่งควบคุมโดย ‘มารดาพฤกษาแห่งแรงกระหาย’
และที่นี่คือโรงพยาบาลมู่ซู
……………………………………………………..