ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 967 ปัญหาใหม่
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 967 ปัญหาใหม่
ตอนที่ 967 ปัญหาใหม่
อ็องโตนีไม่ได้รูดผ้าม่านห้องลง เพราะเขายังต้องดูสถานการณ์ข้างนอก
นี่ก็เพื่อเปรียบเทียบกับสภาพของตัวเอง
หลังจากนั่งอยู่ครู่หนึ่ง เขาลุกขึ้น เดินไปทางหน้าต่าง ชื่นชมทัศนียภาพของเมืองที่ยังคงเปล่งประกายแม้ในยามดึก
ในตอนนั้นเอง เขารู้สึกวิงเวียนศีรษะอย่างรุนแรง
เขาพบทันทีว่า อากาศรอบตัวถูกดูดออกไปจนหมด ไม่สิ คำอธิบายที่แม่นยำกว่าคือ เขาถูก ‘โยน’ ออกจากโลก แยกออกจากอากาศ
ในขณะเดียวกัน ความคิดของเขาเริ่มสับสน สั่นกระตุก มือทั้งสองข้างยื่นเข้าหาลำคอตัวเองโดยขัดต่อเจตนารมณ์ พยายามจะดึงหลอดลมออกมา แล้วเสียบกลับไปยังโลกเดิม
“นี่เหมือนกับที่ฟรังก้าเคยอธิบาย…”
“การติดต่อกับเผิงเติง…ทำให้…ถูกเตะออกจาก…แดนฝัน…”
“ที่สำคัญกว่านั้น…คือ…เราติดต่อ…เป้าหมาย…ในตอนกลางวัน และไม่ได้บ่งชี้ถึง การมีอยู่ของ…พลังวิเศษ…หรือ…เหตุการณ์ประหลาด…ที่ซ่อนอยู่…”
“การติดต่อ…โจวหมิงรุ่ย…ด้วยวิธีนี้…ก็ไม่เคยมี…ปัญหา…”
“เผิงเติง…พิเศษกว่า…โจวหมิงรุ่ย…หรือ?”
อ็องโตนีพิจารณาสภาพของตัวเองอย่างใจเย็น ครุ่นคิดถึงกระบวนการทดลองครั้งนี้
เมื่อรู้สึกว่าตนเองใกล้จะต้านทานแนวโน้มที่จะกลายเป็นหุ่นเชิดไม่ไหวแล้ว เขาอาศัยพลังที่พยายามเตะตัวเขาออกไป ถอนตัวออกจากแดนฝันอย่างตั้งใจ
เขาลืมตาขึ้น เห็นเพดานมืด เห็นแสงจันทร์สีแดงอมชมพูที่ลอดผ่านผ้าม่านหนาเข้ามา
ภาพเช่นนี้ไม่มีในเมืองแดนฝัน
อ็องโตนีเคยได้ยินฟรังก้าเล่าถึงสภาพความเป็นจริง จึงตรวจสอบสิ่งของที่พกติดตัวและสภาพร่างกายเบื้องต้น ก่อนจะพลิกตัวลงจากเตียง เดินไปทางห้องน้ำ
เขาตั้งใจจะไปห้องน้ำในเมืองแดนฝันด้วยเหมือนกัน
ผ่านไปอีกสักพัก อ็องโตนีได้ยินเสียงเคาะประตูตึงๆ
โดยไม่ต้องถาม เขารู้เองตามธรรมชาติว่า ข้างนอกคือมาดามจัสติสและมาดามซูซี่
อ็องโตนีเปิดประตูห้อง และไม่ผิดคาดเมื่อได้เห็นผู้ถือไพ่อาร์คาน่าใหญ่กับสุนัขโกลเด้นรีทรีฟเวอร์ขนทอง ซึ่งทั้งอ่อนโยนและฉลาด
ไม่ทันที่เขาจะทักทาย มาดามจัสติสก็เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
“ทำไมคุณถึงออกจากแดนฝันกะทันหันล่ะ?”
“ผมถูกเตะออกมา” อ็องโตนีตอบอย่างงุนงง
มาดามจัสติสส่ายศีรษะ
“แม้ฉันจะไม่สามารถส่งผลต่อแดนฝันของมิสเตอร์ฟูลได้อีก แต่ทางนี้ยังคงตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงของแดนฝันอยู่ตลอด”
“ฉันไม่พบร่องรอยว่าคุณถูกแดนฝันปฏิเสธ”
“แต่ว่า…” อ็องโตนีไม่ได้สงสัยในคำพูดของมาดามจัสติส จึงเล่าทุกรายละเอียดขณะตนติดต่อกับเผิงเติง รวมถึงวิธีการแยกตัวเอง และเหตุการณ์ที่เพิ่งประสบมาอย่างครบถ้วน
มาดามจัสติสไม่ได้ขัดจังหวะอ็องโตนี เพียงรับฟังคำอธิบายของเขาอย่างอดทนและตั้งใจ จากนั้นจึงพยักหน้าเบาๆ
“ฉันคิดว่า สิ่งที่คุณรู้สึกคือความกลัวจากภายใน ความกลัวของคุณเปลี่ยนคำบรรยายของ ‘สองถ้วย’ ให้กลายเป็นความจริง ทำให้คุณเข้าใจผิดว่าตัวเองกำลังถูกเตะออกจากแดนฝัน คุณจึงเลือกที่จะถอนตัวเอง”
“ในฐานะ ‘นักจิตบำบัด’ ทั้งคุณและฉันรู้ดีว่า ความกลัวระดับนี้ ความกลัวที่ไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า มันไม่ปกติเลย นี่ต่างหากคือความผิดปกติที่เกิดจากการที่คุณเข้าไปติดต่อกับเผิงเติงในตอนกลางวัน”
“ความกลัว…การติดต่อกับเผิงเติงกระตุ้นความกลัวของผม ความกลัวเกี่ยวกับการถูกเตะออกจากแดนฝัน และทำให้มันพุ่งสูงสุดในยามเช้ามืด จนกลายเป็นภาพหลอนที่แทบจะเป็นของจริง?” อ็องโตนีนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์ก่อนหน้า ยอมรับข้อสันนิษฐานของมาดามจัสติส พลางพึมพำอย่างครุ่นคิดว่า “นี่ก็เป็นอีกรูปแบบหนึ่งของการถูกราชันสวรรค์จับตามองใช่ไหม เป็นสัญลักษณ์ของพลังบางอย่างของพระองค์? หรือว่า ความพิเศษของเผิงเติงไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับราชันสวรรค์ แต่มีที่มาอื่น?”
“พวกเราก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน เพราะบทบาทและตำแหน่งของเผิงเติงในเมืองแดนฝันพิเศษมาก พวกเราจึงจัดให้เขาอยู่ในขั้นตอนสุดท้ายๆ ของการตรวจสอบสถานการณ์ น่าเสียดายที่เรายังไม่ได้ไปถึงกระบวนการนั้น ก็ไม่สามารถส่งอิทธิพลกับแดนฝันได้แล้ว ครั้งนี้จึงถือเป็นการติดต่อกับเผิงเติงครั้งแรกอย่างแท้จริงของชุมนุมทาโรต์เรา…” พูดถึงตรงนี้ ดวงตาสีเขียวมรกตของมาดามจัสติสกลอกเล็กน้อย ริมฝีปากเผยอขึ้น แล้วหยุดคำพูดที่กำลังจะตามมา
ผ่านไปสองวินาที เธอจึงกล่าวอย่างครุ่นคิด
“บางที ‘การที่เราจัดให้เผิงเติงอยู่ในส่วนท้ายเพื่อหยั่งเชิง’ อาจมีปัญหาบางอย่างในตัวมันเอง แต่สาเหตุที่เป็นไปได้มีมากเกินไป…‘ปั่นหัว’ สามารถทำได้อย่างสมบูรณ์…”
“พวกเราก็ไม่รู้เช่นกันว่า ราชันสวรรค์องค์จะสามารถกระตุ้นความกลัวในส่วนลึกของจิตใจคุณโดยไร้สำนึก แล้วปล่อยให้มันระเบิดออกมาในช่วงเวลาเฉพาะได้หรือไม่ เรายังรู้น้อยมากเกี่ยวกับอำนาจของลำดับ 0 ในเส้นทาง ‘นักทำนาย’ รวมถึงสัญลักษณ์ของการดำรงอยู่ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างหลัง”
แม้มาดามจัสติสจะไม่ได้พูดข้อสันนิษฐานทั้งหมด แต่อ็องโตนีก็พอจะรู้แนวคิดที่เธออาจมี เขาชั่งคำพูดก่อนจะกล่าว
“ต่อไปต้องออกแบบแผนการทดลองที่ละเอียดยิ่งขึ้นสำหรับเผิงเติงโดยเฉพาะ เพื่อระบุที่มาของปัญหา”
“สิ่งที่แน่นอนตอนนี้คือ เขากับโจวหมิงรุ่ยแตกต่างกันในระดับหนึ่ง ความผิดปกติที่เกิดขึ้นจากการติดต่อกับพวกเขาภายใต้เงื่อนไขเดียวกัน จะไม่เหมือนกัน”
มาดามจัสติสยิ้มพลางกล่าว
“การติดต่อกับเผิงเติงครั้งนี้ของพวกคุณ ทำให้ฉันได้ประโยชน์มาก”
“อา…คุณไม่ต้องรีบกลับไปยังแดนฝัน อยู่ข้างนอกนี่สักสามชั่วโมง เดินเล่นในคฤหาสน์ กินอะไรบ้าง”
“นี่ไม่ได้หมายความว่า ถ้ากลับไปตอนนี้จะมีปัญหา คุณไม่ได้ถูกเตะออกมา เราไม่มีความกังวลในด้านนี้ มันก็แค่การปรับสภาพจิตใจเบื้องต้น เมื่ออยู่ในแดนฝันนานๆ มักจะแยกแยะความจริงกับความฝันได้ยาก ในเมื่อได้ออกมาแล้ว ก็ควรสัมผัสความเป็นจริงอีกครั้ง เพื่อเสริมสร้างการรับรู้ทางจิตใจที่เกี่ยวข้อง”
“ครับ มาดามจัสติส” อ็องโตนีในฐานะ ‘นักจิตบำบัด’ ย่อมเข้าใจความหมายของคำพูดนี้
หรือจะนิยามด้วยคำศัพท์ใหม่ที่เขาเพิ่งเรียนรู้ในแดนฝันก็คือ
กันไว้ดีกว่าแก้
…………
ลูเมี่ยนกลับมาที่ตึกเทคโนโลยี แล้วทำภารกิจลาดตระเวนชั้นต่างๆ กับลุงเซียต่อไปจนถึงเวลาเลิกงานตอนตีหนึ่งครึ่ง
เขา ‘เทเลพอร์ต’ มาบริเวณโรงพยาบาลหงเยว่โดยตรง แล้วใช้โลกในกระจกเข้าถึงบริเวณนอกห้องผู้ป่วยของหลี่เค่อจี่ เพื่อรอดูการโจมตีที่อาจเกิดขึ้น
แน่นอนว่าเขาไม่ได้อยู่ที่เดียวตลอด และไม่ได้พักอยู่ที่โรงพยาบาลหงเยว่ตลอดเวลา
เขาเลือกช่วงเวลาที่คิดว่าเหมาะสมที่สุดสำหรับการลอบสังหารสามช่วง และซุ่มดักเฉพาะในสามช่วงเวลานั้นเท่านั้น ส่วนเวลาที่เหลือก็นอนหรือเล่นมือถืออยู่ที่บ้านตามปกติ
และในสามช่วงเวลานั้น ทุกครั้งเขาจะสุ่มเลือกจุดซ่อนตัวหนึ่งจากทั้งหมดหกจุด โดยสองครั้งติดต่อกันจะต้องไม่เหมือนกัน
นี่เป็นการป้องกันกรณีที่ซาราธุสตราและลูกน้องคนอื่นๆ ของราชันสวรรค์คิดได้ว่า อาจมีคนใช้หลี่เค่อจี่เป็นเหยื่อล่อพวกเขา และหันมาโจมตีเชิงรุกแทน
พอถึงเวลาฟ้าสาง ลูเมี่ยนออกไปซื้ออาหารเช้า
ระหว่างทาง เขาเลี้ยวเข้าซอยเปลี่ยวๆ ซอยหนึ่ง และพบกับจินนา
นี่เป็นการนัดหมายกันไว้ล่วงหน้า
จินนามอบลุดวิกให้กับลูเมี่ยน วันนี้เธอต้องไปสัมภาษณ์งานที่บริษัทภาพยนตร์ฮอลล์ ไม่สามารถพาเด็กไปด้วยได้
ลูเมี่ยนหมุนมองหนึ่งรอบ แล้วเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนให้จินนาฟัง เพื่อให้เธอบอกต่อกับฟรังก้า
ลูเมี่ยนพูดทิ้งท้ายว่า
“จากที่เห็นในตอนนี้ การติดต่อกับโจวหมิงรุ่ยในเวลากลางวัน บอกใบ้ให้เขารู้ถึงการมีอยู่ของพลังวิเศษ ก็มีความเสี่ยงเช่นกัน แต่จะไม่ถูกโจมตีอย่างแม่นยำนัก ทว่าหากถูกโจวหมิงรุ่ยจำชื่อได้ และรู้ถึงอันตรายที่เกี่ยวข้อง จะถูกเปลี่ยนเป็นหุ่นเชิดอย่างรวดเร็วในเวลากลางคืน สิ่งนี้อาจหลีกเลี่ยงได้ ตอนนี้ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่า เป็นการโจมตีแบบโดดเดี่ยวหรือไม่ คืนนี้ผมจะสังเกตสถานการณ์ของซาราธุสตราอีกที”
“คุณให้โรแซนไปหาโจวหมิงรุ่ย แล้วเตือนเขาเรื่องปัญหาของซาราธุสตราอีกที ดูว่าเขาลืมเรื่องที่เกี่ยวข้องไปหรือเปล่า ไม่ต้องกังวล เมื่อวานหลังจากที่ผมพูดถึงซาราธุสตราอย่างตรงไปตรงมา โจวหมิงรุ่ยน่าจะเดาได้แล้วว่า ผมกับฟรังก้าและโรแซนเป็นพวกเดียวกัน สิ่งที่เขายังไม่รู้ชั่วคราวคือ การมีอยู่ของคุณและอ็องโตนี”
จินนาเพิ่งจะ ‘อืม’ ออกมาได้เสียงเดียว ทั้งสองคนก็ได้รับคำขอเป็นเพื่อนจาก ‘อันเรย์’ แทบจะพร้อมกัน
หลังจากสบตากันแวบหนึ่ง ลูเมี่ยนก็ทำสัญญาณให้จินนาอย่าเพิ่งรีบตอบรับ ส่วนตัวเองกดรับคำขอไปแล้ว
หลังจากที่ ‘อันเรย์’ เล่าถึงสถานการณ์เมื่อคืนและการคาดเดาของมาดามจัสติส เขาถึงได้ยืนยันตัวตนของอีกฝ่าย แล้วยิ้มพลางส่งข้อความเสียงไปว่า
“ดูเหมือนเผิงเติงจะพิเศษกว่าที่พวกเราคิดไว้เสียอีก…” ลูเมี่ยนหันไปเล่าเรื่องประสบการณ์ของอ็องโตนีให้จินนาฟัง
จินนาตั้งใจฟังจนจบ แล้วตอบรับคำขอเป็นเพื่อนของอ็องโตนี ก่อนจะโบกมือลาลูเมี่ยนและลุดวิก
…………
ณ ตึกเทคโนโลยี ภายในแผนกบริหาร
เมื่อฟรังก้าและโรแซนไปห้องน้ำด้วยกัน พวกเธอถือโอกาสตอนที่ไม่มีใครอยู่ด้วย บอกความต้องการที่จินนาฝากมาให้อีกฝ่ายฟัง
โรแซนถามอย่างลังเลปนตื่นเต้น
“ฉันควรบอกใบ้ยังไงดี?”
ฟรังก้าแสดงความเชี่ยวชาญในฐานะ ‘นักกระตุ้น’ ช่วยคิดชุดคำพูดให้
ผ่านไปเกือบครึ่งชั่วโมง โจวหมิงรุ่ยในชุดเสื้อเชิ้ตสีเทามาที่แผนกบริหารอีกครั้ง ถามโรแซนว่าบริษัทมีอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่า ถ้ามีงานก็จะทำล่วงเวลา ถ้าไม่มีก็ต้องทำล่วงเวลาสักพัก
ถามได้ดีมาก! โรแซนชมโจวหมิงรุ่ยในใจ แล้วยิ้มพลางตอบว่า
“การเจรจาควบรวมกิจการระหว่างกลุ่มบริษัทกับบริษัทใหญ่แห่งหนึ่ง เข้าสู่ขั้นตอนที่เป็นทางการแล้ว”
“เถ้าแก่ของบริษัทนั้นก็คือ ซาราธุสตราที่เคยมาเยี่ยมชมสองครั้ง”
เมื่อพูดถึงชื่อ ‘ซาราธุสตรา’ โรแซนมองหน้าโจวหมิงรุ่ย พยายามอ่านความเปลี่ยนแปลงในสีหน้าของเขา
โจวหมิงรุ่ยทำท่าเหมือนเพิ่งนึกออก พลางเอ่ยปาก
“ก่อนหน้านี้ประธานฮวงยังดึงผมไปรับที่สนามบิน ให้เป็นล่าม เป็นไกด์ แต่น่าเสียดายไม่ได้พบกัน”
“ตอนเขามาเยี่ยมชมบริษัท คุณก็ไม่อยู่ เหมือนว่าลาป่วยไปใช่ไหม? เมื่อวานเขามา แต่อยู่ที่ชั้น 16 ตลอด ไม่ได้เยี่ยมชมแผนกอื่น คุณก็เลยไม่เคยเห็นเขาเลย” โรแซนตั้งใจพูด
นี่เป็นคำพูดที่ฟรังก้าแต่งให้เธอ
โจวหมิงรุ่ยชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วพูดอย่างครุ่นคิด
“อาจจะมีพลังบางอย่างกำลังขัดขวางไม่ให้ผมกับเขาได้พบกัน…”
หลังจากคุยกันอีกสองสามประโยค โจวหมิงรุ่ยก็ออกจากโต๊ะทำงานของโรแซน เดินไปทางประตู
ขณะที่เขาเดินผ่านที่นั่งของฟรังก้า เธอก็เอ่ยปากขึ้นทันที
“ระวัง!”
โจวหมิงรุ่ยหันตัวหลบฉับพลัน มองไปทางลั่วฝู
ฟรังก้าชี้ไปที่รอยเปียกบนพื้นพลางพูดว่า
“ฉันทำน้ำหกบนพื้นเมื่อกี้ มันลื่นนิดหน่อย ต้องระวังนะ”
“…ตกอกตกใจหมด” โจวหมิงรุ่ยตอบพร้อมรอยยิ้ม
เขาเดินอ้อมบริเวณที่มีรอยเปียก ออกจากแผนกบริหาร รอยยิ้มบนใบหน้าค่อยๆ จางหายไป
“ลั่วฝูบอกให้เราระวัง? โรแซนเพิ่งพูดถึงซาราธุสตรา…”
“พวกเธอร่วมมือกัน กำลังบอกให้เราระวังซาราธุสตราสินะ?”
“อา…พวกเธอกับหลี่หมิงเป็นพวกเดียวกันจริงๆ…”
ภายในแผนกบริหาร โรแซนส่งข้อความไปหาฟรังก้า
“เขามีความระแวดระวังศัตรูคนนั้นอยู่บ้าง น่าจะไม่ได้ลืมคำเตือนของพวกคุณ”
……………………………………………………..