ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 973 ผู้มาเยือนที่ไม่คาดคิด
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 973 ผู้มาเยือนที่ไม่คาดคิด
ตอนที่ 973 ผู้มาเยือนที่ไม่คาดคิด
เมื่อลูเมี่ยนมาถึงแผนกบริหาร ก็เห็นผู้เชี่ยวชาญหลายคนกำลังเก็บรวบรวมหลักฐานกลับไปตรวจสอบ อาทิ ชานมที่เหลือ ของเหลวในเครื่องทำน้ำดื่มอัตโนมัติ อาหารสั่งจากภายนอกที่วางทิ้งไว้ สิ่งที่อาเจียนออกมา ไม้พันสำลีที่เช็ดคอมพิวเตอร์ โต๊ะ และช่องระบายอากาศของเครื่องปรับอากาศ…
หลังจากพวกเขาลงมือเสร็จ ทีมผู้เชี่ยวชาญอีกกลุ่มก็เริ่มฆ่าเชื้อทั้งกระบวนการ
ในระหว่างนี้ โรแซนและพนักงานแผนกบริหารที่ยังคงยืนหยัดทำงานได้กำลังรออยู่ในโถงทางเดิน
ลูเมี่ยนมองไปรอบๆ พบว่านอกจากประธานเอย์และโรแซนแล้ว มีเพียงสองคนที่ไม่ได้รับผลกระทบจากจุลชีพก่อโรคทางศาสตร์เร้นลับ ทั้งสีหน้าและการเคลื่อนไหวยังคงเป็นปกติมาก
คนหนึ่งเป็นผู้ชาย เมื่อเทียบกับระดับทั่วไปของเมืองหยาง ถือว่าค่อนข้างสูงใหญ่ ไม่ต่ำกว่าหนึ่งเมตรแปดสิบ อีกคนเป็นผู้หญิง อายุราวสามสิบ รูปหน้ากลม ค่อนข้างอวบ หน้าตาไม่ถึงกับสวย แต่ก็ไม่อาจเรียกว่าขี้เหร่
ทั้งคู่ไม่ได้มาเพื่อประธานฮวงสินะ…หรือพูดอีกอย่างคือ ไม่ได้มาเพราะหวังในตัวประธานฮวง…ผู้วิเศษมาทำงานอย่างขยันขันแข็งที่แผนกบริหารของบริษัทอินทิสเพื่ออะไรกัน? ลูเมี่ยนเดาใจคนอื่นจากใจตนเอง
แน่นอน เขาไม่อาจยืนยันได้ว่า ในกลุ่มคนที่ไปโรงพยาบาลหงเยว่ไม่มีผู้วิเศษ บางทีอาจมี ‘นางมาร’ ที่รอเวลาลิ้มรสประธานฮวง แต่เมื่อรับรู้ถึงการมีอยู่และการรุกรานของจุลชีพก่อโรคทางศาสตร์เร้นลับ จึงแสร้งทำเป็นมีอาการไม่เบา แล้วตามไปโรงพยาบาลด้วย เพื่อไม่ให้ใครพบว่าเธอมีปัญหาก็เป็นได้
โรแซนก็เห็นพนักงานรักษาความปลอดภัยที่ว่ากันว่าหล่อคนนั้น รู้สึกว่าไม่ผิดคาด
ผ่านไปอีกสักพัก ประธานเอย์ได้รับโทรศัพท์
“ปัญหาไม่ร้ายแรง สถานการณ์ทุกอย่างคงที่แล้วหรือ?” ประธานเอย์ถามกลับด้วยความดีใจ
จากนั้น เขาได้ยินจางชิ่งปลายสายพูดว่า
“ผลตรวจพบว่าเป็นไวรัสติดเชื้อเล็กน้อย หมอบอกว่าให้พวกเขารับน้ำเกลือเสร็จก็กลับบ้านได้ แล้วกินยาอีกสองวัน พักผ่อนสักหน่อย ก็จะไม่มีปัญหาอะไร”
“มีคนขอลาผมไปแล้วกว่าสิบคน ตั้งใจจะนอนพักที่บ้านสักสองวัน ฟื้นตัวสักหน่อย พวกเขายังถามด้วยว่า นี่ถือเป็นอุบัติเหตุจากการทำงานหรือเปล่า มีค่าชดเชยไหม”
“ควรจะพักผ่อนที่บ้านนะ ไม่ควรฝืนมาทำงานแล้วเกิดปัญหาใหญ่ ส่วนจะถือเป็นอุบัติเหตุจากการทำงานหรือไม่ เมื่อคุณกลับมา ให้ไปถามแผนกกฎหมายดู”
“ครับ” จางชิ่งตอบ “แต่ก็มีอีกกว่าสิบคนบอกว่าจะกลับมาทำงาน แต่ว่านะ…”
“แต่ว่าอะไร?” ประธานเอย์ถาม
จางชิ่งตอบด้วยถ้อยคำกำกวม
“ล้วนเป็นพวกชอบแต่งตัวทั้งนั้น มีแค่ลั่วฝูที่ไม่ใช่”
คนป่วยที่สวยก็ยังคงสวย เมื่อประธานฮวงเห็นแล้ว อาจเกิดความรู้สึกสงสาร
ประธานเอย์นิ่งงันไปชั่วขณะ
มีแค่พนักงานใหม่เท่านั้นหรือ ที่กระตือรือร้นมาทำงาน ทำงานอย่างขยันขันแข็ง?
อีกด้านหนึ่ง ลูเมี่ยนแกล้งอ้างว่าแผนกบริหารมีเรื่อง จึงคอยสังเกตการณ์อยู่แถวนั้น บางครั้งก็ให้ความช่วยเหลือ
นี่ก็เพื่อป้องกันไม่ให้ลูกน้องของราชันสวรรค์ฉวยโอกาสกำจัดโรแซนในความวุ่นวาย ในฐานะ ‘จิตรกร’ เธอมีพลังด้านการปกป้องตัวเอง แต่เห็นได้ชัดว่าประสบการณ์ไม่เพียงพอ มักจะลดความระมัดระวังลงในสถานที่ชุกชุม และตอนนี้ เนื่องจากฟรังก้าไปโรงพยาบาล เธอจึงไม่สามารถพึ่งพา ‘กระจกตัวแทน’ เพื่อหลบหลีกการโจมตีครั้งแรกได้
จนกระทั่งฟรังก้ากลับมาจากโรงพยาบาลหงเยว่ ช่วยโรแซนและคนที่เหลือจัดการกับงานคั่งค้าง ลูเมี่ยนกับลุงเซียจึงกลับไปยังแผนกรักษาความปลอดภัยบนชั้น 13
เขายังคงครุ่นคิดถึงวิธีรักษาปัญหาของอันเสี่ยวเทียน
โดยเชื่อว่า การที่อันเสี่ยวเทียนกลายเป็นเจ้าชายนิทรานั้น คือสัญลักษณ์อย่างหนึ่ง แทนการเสื่อมถอยและการสูญสลายของตราประทับทางจิตของอันทีโกนัสในเอกลักษณ์ ‘เดอะฟูล’ ซึ่งไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยวิธีปกติ จำเป็นต้องค้นหาแนวทางจากแก่นแท้
“หาวิธีเสริมความแข็งแกร่งให้ตราประทับทางจิตของอันทีโกนัสในเอกลักษณ์ของ ‘เดอะฟูล’ ? แต่ตอนนี้อันทีโกนัสไม่สามารถเข้าสู่แดนฝันของมิสเตอร์ฟูลได้ แม้ว่าพระองค์จะเต็มใจมอบวัตถุที่เกี่ยวข้อง พวกเราก็ยังจำเป็นต้องสร้างมลทินให้กับโจวหมิงรุ่ย ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของเอกลักษณ์ ‘เดอะฟูล’ จึงจะบรรลุเป้าหมายได้ นี่จะทำลายภาพลักษณ์อันดีงามของพวกเราในใจของโจวหมิงรุ่ย จนความพยายามทั้งหมดที่ผ่านมาสูญเปล่า ทั้งยังมีความเสี่ยงสูงมากอีกด้วย”
“แนวคิดของฟรังก้าและจินนานั้นไม่ผิด การใช้พลังของ ‘องค์มารดาผู้ยิ่งใหญ่’ มีความเป็นไปได้ที่จะปลุกอันเสี่ยวเทียน แต่ไม่ใช่การรักษา และไม่ใช่การให้อันเสี่ยวเทียนมีลูก แต่เป็นการ ‘เกิดใหม่’ ความหมายเชิงสัญลักษณ์คือการให้ตราประทับทางจิตของอันทีโกนัสในเอกลักษณ์ของ ‘เดอะฟูล’ ได้เกิดใหม่ ส่วนอันเสี่ยวเทียนที่เกิดใหม่จะเป็นศัตรูหรือเพื่อน ก็ยากที่จะบอกได้ แต่เขาจะต้องรบกวนการฟื้นคืนสติของมิสเตอร์ฟูลอย่างแน่นอน…”
“เจ้าวิชามาร ลำดับ 7 แห่งเส้นทาง ‘อันธพาล’ ก็สามารถประกอบพิธีเกิดใหม่ได้ ในทางทฤษฎีแล้ว กรีนกับผู้รับพรของ ‘องค์มารดาผู้ยิ่งใหญ่’ คนอื่นๆ ก็สามารถปลุกอันเสี่ยวเทียนได้ แต่นั่นเกี่ยวข้องกับการบิดเบือนสัญลักษณ์ คาดว่าต้องเป็นพิธีการเกิดใหม่ที่จัดโดยผู้ครองเทวบารมีเท่านั้นจึงจะได้ผล และในเมืองแดนฝัน กรีนและพวกเขาเชื่อว่า คนเดียวที่มีเทวบารมี คือเราที่เป็นบุตรแห่งเทพจอมปลอม คนอื่นไม่มีทางมี…ไม่สิ…ยังมีอีกสถานที่หนึ่งซึ่งน่าจะมีเช่นกัน นั่นคือชั้นใต้ดินลบหนึ่งของโรงพยาบาลมู่ซู แต่การส่งอันเสี่ยวเทียนไปที่นั่น ก็เท่ากับกำลังสร้างศัตรูให้กับตัวเอง…”
ลูเมี่ยนครุ่นคิดอยู่นาน รู้สึกว่าแนวคิดทั้งสองในตอนนี้ ต่างก็มีปัญหาไม่น้อย ความเสี่ยงและผลกระทบด้านลบมีมากกว่าผลประโยชน์ที่จะได้รับ เป็นสิ่งที่ตนกับพรรคพวกคงไม่เลือกทำ
เขาเริ่มพิจารณาเรื่องนี้ในมุมของการมองหาช่องโหว่
ไม่นานก็นึกถึงบุคคลหนึ่ง
หลี่เค่อจี่!
“การรับรู้ในจิตใต้สำนึกของ ‘มิสเตอร์ฟูล’ เกี่ยวกับเห็ดของหลี่เค่อจี่ น่าจะมาจากการปฏิสัมพันธ์ระหว่างเกอร์มัน·สแปร์โรว์ กับแฟรงค์·ลี”
“จากที่เห็นตอนนี้ ดูเหมือนเขาจะคิดว่า เห็ดของหลี่เค่อจี่ค่อนข้างอันตราย มีความเป็นไปได้หลากหลาย และสามารถสร้างผลลัพธ์ที่คาดไม่ถึง”
“แก่นแท้ของเมืองนี้คือแดนฝัน แดนฝันเป็นจิตนิยม ตราบใดที่ ‘มิสเตอร์ฟูล’ เชื่อจริงๆ ว่า เห็ดของหลี่เค่อจี่สามารถทำสิ่งเหลือเชื่อได้ หลี่เค่อจี่ก็จะสามารถสร้างเห็ดชนิดหนึ่งมารักษาอันเสี่ยวเทียน ทำให้เขาตื่นขึ้นมาได้!”
“นี่ไม่ใช่เพราะเห็ดรักษาอันเสี่ยวเทียน แต่เพราะจิตใต้สำนึกของ ‘มิสเตอร์ฟูล’ ถูกชักนำให้บิดเบือนสัญลักษณ์”
“แน่นอนว่า การตื่นขึ้นแบบนั้นจะต้องบิดเบี้ยว ผิดปกติ และน่าสยดสยอง แต่ถ้าอันเสี่ยวเทียนสามารถใช้โอกาสนี้พูดทุกอย่างที่เขาต้องการเตือนเรา ก็ถือว่ายอมรับได้…” ยิ่งคิด ลูเมี่ยนยิ่งรู้สึกว่าแนวคิดที่จะใช้ประโยชน์จากหลี่เค่อจี่นี้อาจใช้ได้ผล
เขาตั้งใจจะหาโอกาสพูดคุยกับหลี่เค่อจี่ผ่านประตูห้องผู้ป่วย
ต้นแบบของครูสอนชีววิทยาคนนี้คือ ‘แพทย์’ ตัวจริง!
…………
จินนาที่กำลังสังเกตภาพสะท้อนอื่นๆ ของ ‘มิสเตอร์ฟูล’ ได้รับโทรศัพท์จากบริษัทภาพยนตร์ฮอลล์ เรียกให้ไปเซ็นสัญญาตัวแทนที่แผนกศิลปินในวันพรุ่งนี้
“ฟู่…ได้งานสักที” จินนาถอนหายใจด้วยความโล่งอก
เธอถึงกับรู้สึกตื่นเต้นที่จะได้ถ่ายภาพยนตร์และละครโทรทัศน์ แต่คิดว่าเรื่องการปลุก ‘มิสเตอร์ฟูล’ คงไม่ล่าช้านานขนาดนั้น คงไม่ล่าช้าจนเธอได้เข้ากองถ่าย
ในขณะเดียวกัน เธอรู้สึกว่าบริษัทภาพยนตร์ฮอลล์บริหารจัดการได้ค่อนข้างดี เธอคิดว่าจะมีผู้สัมภาษณ์คนใดสักคนโทรมาล่วงหน้า บอกเป็นนัยว่า ต้องกระทำบางสิ่งจึงจะมีโอกาสได้สัญญาที่ดี
เธอเตรียมพร้อมที่จะใช้ ‘เสน่ห์’ ทำให้บุคคลดังกล่าวสูญเสียตัวตนไป
ใครจะรู้ว่าไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นเลย
มันไม่เหมือนกับสิ่งที่เธอเห็นและได้ยินที่โรงละครกรงพิราบเก่า
“สมแล้วที่เป็นบริษัทภาพยนตร์ของมาดามจัสติส…” จินนาวางใจ
…………
หลังจากฟ้ามืด
ลูเมี่ยนที่รู้กำหนดการของเป้าหมาย ได้ถือโอกาสตอนที่ซาราธุสตรายังไม่กลับโรงแรมหรู เคลื่อนผ่านโลกในกระจกไป นำเอาข้อมูลการเฝ้าระวังที่เก็บอยู่ในกล้องวิดีโอรูเข็มและอุปกรณ์ดักฟังออกมา
หลังเที่ยงคืน เขากลับมายังห้องเช่าในหมู่บ้านซินหง ใช้โทรศัพท์มือถือเปิดดูสถานการณ์การเคลื่อนไหวของซาราธุสตราในห้องพักโรงแรม
นี่ไม่ใช่เพื่อแอบดูว่า ซาราธุสตรากำลังวางแผนร้ายใด เตรียมจะเคลื่อนไหวอย่างไร แน่นอนว่าถ้ามีก็ยิ่งดี เพียงแต่จุดประสงค์หลักของลูเมี่ยนคือการสังเกต คอยจับตาดูพฤติกรรมของซาราธุสตราในเวลาที่ไม่มีใคร เพื่อหาข้อมูลว่าตอนนี้เขาสามารถรักษาหุ่นเชิดได้กี่ตัว ต้องเรียกภาพจากช่องว่างประวัติศาสตร์ทุกกี่ชั่วโมง ภาพจากช่องว่างประวัติศาสตร์จะสลายไปเองหลังจากกี่นาที
นี่เป็นการเตรียมตัวสำหรับการจู่โจมและล้อมสังหารซาราธุสตราในอนาคตอันใกล้
แม้ว่าซาราธุสตราจะถูกจำกัดไว้ลำดับ 7 แต่เขาก็มีศักดิ์เป็นเทวทูต ส่งผลให้ประสิทธิภาพและขอบเขตของพลังหลายชนิด ยังคงแตกต่างจากลำดับ 7 แท้จริงอยู่พอสมควร
เช่นเดียวกับจำนวนหุ่นเชิด โดยปกติแล้ว ‘นักเชิดหุ่น’ ที่เพิ่งเลื่อนเป็นลำดับ 5 จะสามารถควบคุมหุ่นเชิดได้เพียงตัวเดียว หากถูกจำกัดอยู่ที่ลำดับ 7 ในทางทฤษฎีแล้วจะไม่สามารถควบคุมหุ่นเชิด ได้แต่อาศัยการเปลี่ยนเป็นหุ่นเชิดเพื่อฆ่าคน แต่ความสามารถด้านนี้อาจเกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพในลำดับ 4 และลำดับ 2 ซึ่งส่งผลให้การสิ้นเปลืองพลังวิญญาณลดลง และความยากในการควบคุมลดลง ดังนั้น แม้ว่าพลังจะถูกกดลงมาที่ลำดับ 7 แต่โดยแก่นแท้แล้วมันยังคงมีอยู่ เพียงแต่ประสิทธิภาพจะไม่โดดเด่นเท่านั้น
กล่าวคือ ซาราธุสตรายังคงสามารถควบคุมหุ่นเชิดได้ เพียงแต่จำนวนจำกัดมาก อาจจะสองตัว หรืออาจจะเพียงหนึ่งตัว สิ่งที่ลูเมี่ยนต้องการยืนยันตอนนี้คือรายละเอียดในแง่ดังกล่าว
หากไม่สืบข้อมูลล่วงหน้า แล้วลงมือจู่โจมล้อมสังหารซาราธุสตราไปเลย ต่อให้พวกเขามีคนมากกว่าและเหนือกว่า การเอาชนะหรือบีบให้อีกฝ่ายถอยก็ยังมีความหวังอยู่บ้าง แต่การที่จะบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ เรียกว่าแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย ‘นักทำนาย’ คือเส้นทางที่โด่งดังด้านศักยภาพในการเอาตัวรอด!
ลูเมี่ยนจ้องจอโทรศัพท์อย่างตั้งใจ ไม่พลาดรายละเอียดใดเลย
ตอนนี้เขากำลังดูแบบข้ามๆ โดยเลือกดูแต่ฉากที่มีการเคลื่อนไหวของมนุษย์
เมื่อวิดีโอเล่นมาถึงเวลา 23 นาฬิกาของคืนวาน ลูเมี่ยนเห็นซาราธุสตราที่เปลี่ยนเป็นชุดคลุมนอนสีดำ เดินไปทางประตูแล้วเปิดประตูห้อง
ใครบางคนเดินเข้ามาจากด้านนอก
บุคคลดังกล่าวสวมแว่นกันแดดแม้จะเป็นกลางคืน ใส่เสื้อยืดสีดำ กางเกงยีนสีเข้มที่ไม่สะดุดตา ส่วนสูงประมาณหนึ่งเมตรแปดสิบ
ใครกันนะ? จิตใจของลูเมี่ยนยิ่งจดจ่อ
หลังจากที่บุคคลดังกล่าวเข้ามาในห้อง ก็มองซ้ายมองขวา ถอดแว่นตาที่พาดอยู่บนสันจมูกออก เผยให้เห็นใบหน้าที่ลูเมี่ยนค่อนข้างคุ้นเคย
บนอินเทอร์เน็ต เขาเคยเห็นบุคคลนี้ในวิดีโอให้สัมภาษณ์ รวมถึงวิดีโอการเข้าร่วมกิจกรรมบางอย่าง
นั่นคือเจี่ยยู่ ผู้สวมบทบาทเกอร์มัน·สแปร์โรว์!
เขากับโจวหมิงรุ่ยไม่ค่อยเหมือนกันนัก น่าจะไม่มีปัญหาอะไร ทำไมถึงมาเยี่ยมซาราธุสตราในยามดึกด้วย? พวกเราพลาดอะไรไปหรือเปล่า? ลูเมี่ยนม่านตาขยายกว้างขึ้น จ้องมองอย่างตั้งใจยิ่งขึ้น
เขารู้สึกขอบคุณเทคโนโลยีที่ช่วยเหลือตัวเอง แต่ก็กังวลว่าซาราธุสตราอาจค้นพบการมีอยู่ของกล้องวิดีโอรูเข็มและอุปกรณ์ดักฟังแล้ว โดยทั้งหมดเป็นแค่การเล่นละคร
เจี่ยยู่นั่งลงตรงโซฟา คุยกับซาราธุสตราเกือบสิบห้านาที จากนั้นก็ลุกขึ้นจากไป
ลูเมี่ยนรีบหยุดการเล่นวิดีโอ ตัดสินใจฟังก่อนว่า อุปกรณ์ดักฟังบันทึกบทสนทนาใดในช่วงเวลาดังกล่าวไว้หรือไม่
……………………………………………………..