ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 976 วางกลยุทธ์
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 976 วางกลยุทธ์
ตอนที่ 976 วางกลยุทธ์
พวกลูเมี่ยนแเคยคาดเดาหลายอย่างเกี่ยวกับผู้เช่ากระจกวิเศษคนก่อนหน้า แต่ไม่เคยคิดเลยว่าจะเป็นเผิงเติง
เผิงเติงมีเงินมากขนาดนั้นได้ยังไง?
ทำไมเผิงเติงถึงต้องเช่ากระจกวิเศษอาโรเดส?
เผิงเติงต้องการทำอะไรกันแน่?
ลูเมี่ยน จินนา และฟรังก้าต่างมองหน้ากัน ทุกคนรู้สึกว่าจำเป็นต้องปรับลำดับคำถาม โดยเพิ่มเรื่องเกี่ยวกับการเช่ากระจกวิเศษของเผิงเติงเข้าไป
ขณะเดียวกัน ตัวอักษรสีขาวซีดบนผิวกระจกเงินเริ่มบิดเบี้ยว เคลื่อนไหวคล้ายมีชีวิต ก่อนจะเปลี่ยนเป็นสีเลือด ยืดออกเป็นอักษรในภาษาฟุซัคโบราณทีละคำสองคำ
“ตามหลักการแลกเปลี่ยนเท่าเทียม ถึงตาข้าถามบ้าง”
“ถ้าเจ้าตอบผิด หรือโกหก หรือปฏิเสธที่จะตอบ เจ้าจะถูกลงโทษ”
จินนาพยักหน้ารับ เริ่มคิดว่าควรถามสิ่งใดต่อไป
คำที่เปื้อนเลือดบนกระจกวิเศษเปลี่ยนเป็นข้อความใหม่
“เจ้าเคยคิดไหม ถ้าในอนาคตเปลี่ยนไปสู่เส้นทาง ‘นักล่า’ และกลายเป็นผู้ชาย เจ้าจะ ‘สนิทสนม’ กับลูเมี่ยนและฟรังก้าอย่างไร?”
ถามได้อ้อมค้อมดี…จินนารู้สึกถึงความปรารถนาดีของอาโรเดส
แม้จะน่าอับอายอยู่บ้าง แต่สำหรับอดีต ‘นางพญา’ แล้ว หลับตาลงก็พอจะตอบได้
“เคยคิด”
เคยคิดว่าจะอยู่ข้างบน? ความคิดแบบนี้แวบเข้ามาในหัวของฟรังก้าทันที
เธอตั้งสติ แล้วมองกระจกวิเศษ
“คำถามที่สี่ เผิงเติงใช้อาโรเดสผู้ยิ่งใหญ่ทำอะไร?”
บนผิวกระจกเงินโบราณ ตัวอักษรสีเลือดจางหายไปอย่างรวดเร็ว แสงวาววับหายไป ปราศจากความรู้สึกวิบวับแลดำมืด
คำถามของฟรังก้าไม่ได้รับการตอบสนอง
“ถามได้แค่สามข้อสินะ…” เธอถอนหายใจอย่างผิดหวัง
ลูเมี่ยนคิดสักครู่แล้วพูด
“ก่อนจะคืนให้ร้านซิงเมิ่งตอนบ่าย ลองถามดูอีกครั้ง บางทีช่วงเวลาการถามอาจไม่ได้นับตามจำนวนครั้งที่เช่า แต่นับตามเวลา”
“อืม” จินนาพยักหน้า
ในเมื่อเธอเช่ามา เธอก็ต้องเป็นคนคืน
…………
เช้าวันศุกร์
โจวหมิงรุ่ยที่กำลังยุ่งอยู่ที่โต๊ะทำงาน รู้สึกว่าโทรศัพท์ข้างๆ สั่นหนึ่งครั้ง
เขาหยิบขึ้นมาดู พบว่าเป็นข้อความจากโรแซน
“ฉันอาจจะตกงานแล้ว คืนนี้ขอเลี้ยงข้าวคุณอีกมื้อนะ”
“เกิดอะไรขึ้น?” โจวหมิงรุ่ยถามด้วยความสงสัยและเป็นห่วง
โรแซนส่งอิโมจิ ‘หัวเราะน้ำตาไหล’ มา
“เดี๋ยวค่อยเล่าให้ฟังตอนกินข้าวเย็น อา…ลั่วฝูก็อยู่ด้วย”
“ได้ครับ ให้ผมเลือกร้านเอง หรือคุณจะเลือก?” โจวหมิงรุ่ยถามอย่างสุภาพ
“มื้อนี้ฉันเลี้ยง แน่นอนว่าฉันเลือกสิ!” โรแซนตอบกลับในทันที
หลังจากวางโทรศัพท์ โจวหมิงรุ่ยจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์อย่างใจจดใจจ่อ ราวกับกำลังประเมินผลงานก่อนหน้านี้อย่างจริงจัง
ทว่าในความเป็นจริง เขากำลังคิดเรื่องของโรแซน
“ทำไมถึงตกงานกะทันหันล่ะ? ตอนกินข้าวเมื่อคราวก่อน โรแซนยังชมว่าประธานฮวงให้เงินเยอะ บรรยากาศการทำงานก็ผ่อนคลาย ไม่เห็นท่าทีว่าเธอจะลาออกเลย…”
“เป็นเพราะความพิเศษในตัวเธอ ทำให้ต้องย้ายที่ทำงาน หรือบริษัทจะไล่เธอออก หรือทั้งสองอย่าง?”
“แผนกธุรการมีคนเกือบครึ่งที่มาเพราะประธานฮวง โรแซนถือว่าเป็นพนักงานที่มีคุณภาพมาก ฝ่ายบุคคลไม่มีเหตุผลที่จะไล่เธอออกเอง อีกอย่าง รายได้รวมและกำไรของบริษัทก็ทำสถิติใหม่ ก่อนหน้านี้ยังบอกว่าแผนกธุรการขาดคน เลยรับลั่วฝูเข้ามาโดยเฉพาะ…”
“โรแซนแสดงพฤติกรรมแปลกๆ หรือทำอะไรที่มีปัญหาเมื่อไม่นานมานี้?”
โจวหมิงรุ่ยคิดทบทวน รู้สึกว่าหลังจากโรแซนทิ้งภาพวาดเก่าพวกนั้นไป ทุกอย่างก็ดูปกติดี ยกเว้นเรื่องที่เธอแอบรวมกลุ่มกับลั่วฝูและหลี่หมิง รวมถึงการเตือนเขาให้ระวังซาราธุสตรา
“กลุ่มบริษัทกำลังเจรจาควบรวมกิจการกับบริษัทของซาราธุสตรา…โรแซนเตือนให้เราระวังซาราธุสตราสองครั้ง…โรแซนถูกไล่ออกกะทันหัน…”
“เรื่องพวกนี้เชื่อมโยงกันหรือเปล่า?”
“อา…หลังจากที่ลั่วฝูเตือนเราเมื่อคราวก่อน เธอผิดปกติไปหลายวัน คืนนี้เธอกับโรแซนอาจจะมาบอกใบ้อะไรเราอีก…” เพราะการพบปะกับโรแซนและลั่วฝูก่อนหน้านี้ ไม่ได้นำพาความผิดปกติใดมาให้ ไม่ได้ทำให้เขาถูกโจมตีหรือตกอยู่ในสถานการณ์ยากลำบาก โจวหมิงรุ่ยจึงไม่รังเกียจที่จะกินข้าวกับโรแซนและลั่วฝูอีกมื้อ และฟังว่าพวกเธอจะพูดอะไร
พูดตามตรง ถ้าไม่ใช่เพราะว่า นับตั้งแต่วันอาทิตย์จนถึงตอนนี้ โรแซนกับหลี่หมิงบอกใบ้ให้เขาระวังซาราธุสตราสามครั้ง เขาคงรู้สึกว่ารอบตัวสงบเงียบ ทุกอย่างเป็นปกติ ไม่มีปัญหาใดเลย ราวกับว่าตนไม่เคยดื่มเครื่องดื่ม ‘นักลอบสังหาร’
แต่ยิ่งเป็นแบบนั้น โจวหมิงรุ่ยยิ่งรู้สึกแปลกประหลาด ราวกับว่าเขาถูกขังอยู่ในรังไหม ความผิดปกติต่างๆ วนเวียนอยู่ภายนอก รอโอกาสที่จะบุกเข้ามา แต่เขากลับมองไม่เห็น
เขาจึงพยายามสืบเสาะ การติดต่อกับโรแซนและลั่วฝูก็เป็นส่วนหนึ่ง
…………
บริษัทภาพยนตร์ฮอลล์ แผนกศิลปิน
พนักงานสาวที่เคยแนะนำสถานที่ต่างๆ ให้จินนา ยิ้มให้เธอแล้วเอ่ยปาก
“ฉันชื่อเจียงเยว่ เป็นเจ้าหน้าที่ประสานงานระหว่างคนรุ่นใหม่อย่างพวกคุณ กับแผนกต่างๆ ของบริษัท ถ้ามีอะไรก็มาหาฉันได้ทุกเมื่อ”
“บังเอิญจังเลยนะ” จินนาที่เปลี่ยนมาใส่เสื้อชีฟองแขนสั้น ตอบพลางยิ้ม
เจียงเยว่มองซ้ายมองขวาแล้วพูด
“นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นโชคชะตา”
“เมื่อตอนนั้น ที่ฉันยืนรออยู่นอกห้องประชุมเพื่อพาคนที่สัมภาษณ์เสร็จออกไปข้างนอก ก็เพราะต้องรับผิดชอบเรื่องพวกนี้…อา…คนที่ดูแลพวกรุ่นใหม่อย่างคุณ ไม่ได้มีแค่ฉันคนเดียว ตอนคัดเลือก ฉันเลือกคุณเป็นคนแรกเลยนะ ฉันเชื่อมั่นในตัวคุณมาก พยายามเข้าล่ะ!”
ไม่ว่าเจียงเยว่จะพูดจริงหรือแกล้งพูด คำพูดเหล่านี้ก็ทำให้จินนารู้สึกดี มันให้ความรู้สึกว่าตัวเองได้รับความสนใจ ได้รับการยอมรับ ย่อมต้องดีใจโดยปริยาย
เจียงเยว่พูดต่อไป
“ฉันนึกว่าคุณจะมารายงานตัววันจันทร์ซะอีก คลาสเรียนการวางตัว คลาสการรับมือสื่อที่จัดให้คุณ ก็ล้วนอยู่สัปดาห์หน้า…อา…วันนี้เราก็คุยกันไปเรื่อยๆ ก็แล้วกัน ฉันจะพาคุณเดินดูรอบสถานที่ ถ้าเกิดเจอโปรดิวเซอร์หรือผู้กำกับคนไหนเข้า บางทีอาจมีโอกาสได้ออดิชั่นเร็วๆ นี้ก็ได้”
ถ้าฉันมาสัปดาห์หน้า ป่านนี้เจี่ยยู่คงจ่ายค่าปรับละทิ้งสัญญาไปแล้ว…จินนาเดินตามเจียงเยว่เข้าไปในแผนกศิลปิน
เธอชำเลืองมองห้องทำงานของเจี่ยยู่แวบหนึ่ง
“เจี่ยยู่ไม่ได้มาหรือ? ฉันมีเพื่อนอยู่คนนึง เป็นแฟนคลับเดนตายของเขา ก็เลยอยากขอลายเซ็นให้หน่อย”
“ไม่ได้มา…หลังจาก ‘โจรสลัดใหญ่ 3’ ฮิตติดลมบน เขาก็มาบริษัทน้อยลงเรื่อยๆ” เจียงเยว่พูดด้วยน้ำเสียงซับซ้อน “วันนี้บอกว่าจะไปร่วมงานอีเวนต์ภาพยนตร์สักงาน”
จินนาเผยสีหน้าผิดหวัง พยักหน้าแล้วเอ่ยต่อไป
“โจรสลัดใหญ่ 3 ได้รับความนิยมมากจริงๆ…ทำรายได้สูงมาก”
“ก็แหงสิ ถึงพวกนักวิจารณ์หนังจะบอกว่า มันเป็นแค่หนังป๊อปคอร์นที่พอผ่าน แต่จะทำไงได้ถ้าผู้ชมชอบดูหนังป๊อปคอร์น หนังเรื่องอื่นๆ ที่ออกช่วงเดียวกัน บางเรื่องแค่จะ ‘ผ่าน’ ยังไม่ได้เลย จะเอาอะไรมาเทียบกับเรา?” เจียงเยว่พูดอย่างเคืองๆ
จินนาฉวยโอกาสถาม
“งั้น…บริษัทมีแผนจะทำ ‘โจรสลัดใหญ่ 4’ หรือยัง?”
เจียงเยว่ลดเสียงลงต่ำ
“มีแผนอยู่นะ แต่ปัญหาคือ ราชินีนิยายรักคนนั้นชักช้าเหลือเกิน ‘โจรสลัดใหญ่ 3’ ของเราถ่ายทำเสร็จ ฉายจบไปแล้ว แต่เธอยังเขียน ‘โจรสลัดใหญ่ 4’ ไม่เสร็จเลย!”
ก็แน่ละ ตัวเธอโดนเตะครบจำนวนแล้ว…ก็แน่ละ นามปากกาในแดนฝันคือ ‘ปลาเค็มไร้ความฝัน’…จินนาพูดทวนคำเจียงเยว่ไปสองสามประโยค แล้วกล่าวต่อไป
“ฉันว่า ‘โจรสลัดใหญ่ 3’ ดังเพราะตัวละครนักผจญภัยเกอร์มัน·สแปร์โรว์เป็นหลัก ถ้าภาคต่อไปไม่ได้เอาเขาเป็นตัวเอก ฉันว่าจะมีปัญหาใหญ่ บางทีรายได้อาจจะตกไปเลย เหมือนกับที่หนัง ‘โจรสลัดใหญ่ 1’ กับ ‘โจรสลัดใหญ่ 2’ ไม่ค่อยถูกพูดถึงยังไงล่ะ”
นี่คือการปูพื้นให้กับแผนปลุกที่เตรียมไว้สำหรับทีม
เจียงเยว่อึ้งไปชั่วครู่
“‘โจรสลัดใหญ่ 1’ กับ ‘โจรสลัดใหญ่ 2’ ไม่เคยถูกสร้างเป็นหนังนะ”
“หา?” จินนาอึ้งไปสองวินาที “แล้วทำไมหนังเรื่องนี้ถึงเรียกว่า ‘โจรสลัดใหญ่ 3’ ล่ะ?”
“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน” เจียงเยว่ตอบด้วยสีหน้างุนงง “เถ้าแก่ใหญ่กำหนดมาเองเลย คนอื่นก็ไม่มีใครทักท้วง ถ้าคุณไม่พูดฉันก็นึกไม่ออกว่าซีรีส์ ‘โจรสลัดใหญ่’ ภาคก่อนหน้ายังไม่เคยสร้างเป็นหนัง…”
นี่มันเรื่องอะไรกัน? มีที่ไหนข้าม ‘โจรสลัดใหญ่ 1’ กับ ‘โจรสลัดใหญ่ 2’ แล้วสร้าง ‘โจรสลัดใหญ่ 3’ เลย? จะข้ามก็ได้ แต่ทำไมไม่เปลี่ยนชื่อ ทำไมต้องใส่เลข ‘3’ ด้วย? ในความสงสัย จินนาเริ่มจับประเด็นสำคัญได้อย่างคลุมเครือ
เรื่องนี้เชื่อมโยงกับคำเตือนบางอย่างของแอนเดอร์สัน·ฮู้ด
เจ้าของเมืองแดนฝันคือสัญลักษณ์ของ ‘ข้อผิดพลาด’ และ ‘ช่องโหว่’ ดังนั้น ไม่ว่าความฝันนี้จะสมจริงสักเพียงใด ก็ยังคงมีความไม่สอดคล้อง มีข้อบกพร่อง มีสิ่งที่ทำให้คนรู้สึกหวาดกลัว เมื่อคิดลึกๆ ก็ยังแสดงให้เห็นแง่มุมของ ‘ความฝัน’ อยู่ดี!
“โดยปกติโลกแห่งความฝันจะดำเนินไปตามปกติ แต่ถ้าคนนอกเข้ามาทำบางอย่างที่เกินธรรมดา แล้วชี้ไปที่ช่องโหว่ ก็อาจจะสร้างปัญหาขึ้นมาได้? เช่น การที่บางสิ่งฟังดูไร้เหตุผล แต่ยังถูกยอมรับโดยมวลชน หรือ เมื่อรากฐานของบางสิ่งดูไร้เหตุผลและถึงขั้นน่าสะพรึงกลัว…”
“หลังจากที่มาดามจัสติสบังคับให้หนังเรื่องนี้ชื่อ ‘โจรสลัดใหญ่ 3’ แทนที่จะเป็น ‘นักผจญภัยใหญ่’ ตัวละครในโลกแห่งความฝันก็ยอมรับมันอย่างเป็นธรรมชาติ มีเพียงคนนอกเท่านั้นที่สังเกตเห็นความผิดปกติ และตัวละครในความฝันก็สามารถรับรู้ปัญหาได้ หากถูกเตือนเข้า?”
“มาดามจัสติสไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้ เพราะมันเชื่อมโยงกับอุบัติเหตุรถยนต์ของอันเสี่ยวเทียน หลังจากถูกบังคับให้ออกจากแดนฝัน เธอก็ลืมเรื่องนี้ไป?”
“ที่มีหนัง ‘โจรสลัดใหญ่’ ภาค 3 แต่ไม่มีภาค 1 กับ 2 จนกลายเป็นช่องโหว่แบบนี้ เพราะมิสเตอร์ฟูลคิดในจิตใต้สำนึกว่า หนังสือชุดเรื่องนี้สมควรถูกสร้างเป็นหนังจริงๆ?” จินนาคิดหลายสิ่งในเวลาอันสั้น
เธอไม่ได้พูดถึงหัวข้อเดิมในเชิงลึก ด้วยเกรงว่าเจียงเยว่ซึ่งเป็นตัวละครในแดนฝัน จะสงสัยมากขึ้น ขัดแย้งในใจมากขึ้น จนทำให้เกิดความสับสนในแดนฝัน และส่งผลกระทบมาถึงตัวเอง
“ในเมื่อยังไม่สามารถถ่ายภาคต่อไป ก็น่าจะเอา ‘โจรสลัดใหญ่ 3’ มาทำเป็นละครเวที แอนิเมชั่น ซีรีส์ทีวี เกม อะไรพวกนี้ ถือโอกาสตอนที่กระแสหนังยังแรงอยู่ พัฒนาให้ครบทุกแพลตฟอร์มเลย” จินนาแสดงออกเหมือนแฟนคลับกระตือรือร้นที่หวังดี
เจียงเยว่พยักหน้าเห็นด้วย
“ก็จริงนะ”
เธอพูดจิกกัดตัวเองทันที
“พวกเราตัดสินใจเรื่องแบบนี้ได้หรือ? รอประชุมครั้งหน้า ลองเสนอบอสเหมยซินดู ให้เธอไปพูดให้หูเถ้าแก่ใหญ่ร้อนหน่อย”
…………
ภายในร้านหม้อไฟหรูที่มีเวทีการแสดง
ในห้องส่วนตัวสักห้องบนชั้น 2 ประธานฮวงแนะนำซาราธุสตราที่นั่งข้างๆ
“ร้านหม้อไฟนี้มีเอกลักษณ์มาก เดี๋ยวจะมีการแสดงเปลี่ยนหน้ากาก ซึ่งเป็นหนึ่งในมรดกทางวัฒนธรรมของท้องถิ่น…”
ซาราธุสตราที่นั่งติดหน้าต่าง มองหน้าจอขนาดใหญ่รอบตัวและหลังเวทีแวบหนึ่ง แล้วยิ้มพลางพยักหน้าเบาๆ
“จะรอชมด้วยความตื่นเต้น”
ประธานฮวงเตรียมจะกล่าวบางสิ่ง แต่เสียงโทรศัพท์มือถือก็พลันดังขึ้น
คนที่โทรเข้ามาคือ ‘เป่ยเป่ย’
“ขออภัยที่เสียมารยาท ผมขอรับสายก่อน” ประธานฮวงถือโทรศัพท์มือถือลุกขึ้นยืน แล้วเดินออกไปนอกห้องส่วนตัว
……………………………………………………..