ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 982 ฉวยช่องโหว่
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 982 ฉวยช่องโหว่
ตอนที่ 982 ฉวยช่องโหว่
ลูเมียนนามองจินนาด้วยดวงตาข้างที่กลับมาเป็นปกติ พลางถามอย่างสงสัย
“เปลี่ยนเป็นผู้ชายคืออะไร?”
ดวงตาอีกข้างที่เคยบอดของเธอ ถูกจำกัดด้วยผลของยารักษาซึ่งถูกกดไว้แค่ลำดับ 7 ส่งผลให้ฟื้นฟูค่อนข้างช้า มองอะไรยังคงพร่ามัว
เห็นได้ชัดว่าทำไม่ได้…หรือไม่รู้…จินนาเร่งสมองคิด แล้วหาเหตุผลมาอธิบายแบบฉุกละหุก
“คุณลืมไปแล้วหรือว่า คุณชอบใส่เสื้อผ้าผู้ชายแล้วแต่งตัวเป็นผู้ชาย?”
ลูเมียนนาก้มลงมองเสื้อผ้าที่สวมอยู่ แล้วยอมรับคำอธิบายของจินนา
“ใช่ ฉันก็ยังชอบอยู่เหมือนเดิม”
เธอเชื่อแล้ว…เธอยอมรับการกำหนดตัวละครนี้แล้ว? จินนาพอจะเข้าใจช่องโหว่ปัจจุบันได้อย่างคลุมเครือ จึงลองหยั่งเชิงว่า
“คุณยังดูไม่ค่อยได้สตินะ คงไม่ได้ลืมไปด้วยใช่ไหมว่า เราเป็นคู่รัก และเลี้ยงดูเด็กคนนี้ที่ชื่อหลี่ลู่ด้วยกัน?”
“เอ่อ…” ลูเมียนนาชะงักไปครู่หนึ่ง “ถึงว่า เขาเรียกฉันว่าแม่ เรียกคุณว่าแม่ ฉันนึกออกแล้ว…ใช่แล้ว!”
‘นึกออก’ แค่นี้เลยหรือ? มุมปากของจินนากระตุกแผ่วเบา
ปฏิกิริยาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของลูเมียนนา ได้ช่วยยืนยันข้อสันนิษฐานของเธอ
เนื่องจากความขัดแย้งระหว่างเพศจริงกับตัวตนที่ลูเมียนนาถูกตั้งค่าไว้ แดนฝันจึงเกิดช่องโหว่ขึ้น ก่อนที่ช่องโหว่นี้จะถูกปิด หากป้อนการตั้งค่าแบบใดให้ลูเมียนนา เธอก็จะกลายเป็นคนแบบนั้น!
แน่นอนว่า สิ่งนี้ไม่สามารถเกี่ยวข้องกับพลังเหนือธรรมชาติ และไม่สามารถขัดแย้งกับความสัมพันธ์ของตัวละครจริงๆ ได้ ลูเมียนนายังคงจดจำคนรอบข้างได้อย่างชัดเจน
เมื่อนึกถึงว่า ตนเองพาลูเมียนนาและลุดวิกกลับมาผ่านโลกในกระจก จินนารู้สึกปวดหัวตุบๆ ไม่รู้ว่ารายละเอียดเช่นนี้จะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงอย่างไรอีก
เธอคิดอยู่สองสามวินาที แล้วตัดสินใจที่จะไม่พูดถึงโลกในกระจก ไม่พูดถึงเรื่องที่ลูเมียนนาได้รับบาดเจ็บก่อน รอให้อีกฝ่ายถามขึ้นมาเองแล้วค่อยคิดหาคำมาอธิบาย
เธอชี้ไปทางห้องนอนแล้วเอ่ยปาก
“คุณดูเหนื่อยมาก อาการป่วยก็ยังไม่หายดี ฉันพาคุณไปนอนก่อนดีกว่า”
ลูเมียนนาพยักหน้ารับแผ่วเบา
จินนาจึงพยุงเธอขึ้น แล้วหันไปบอกลุดวิก
“วันนี้ทำได้ดีมาก พักสักครู่แล้วค่อยอ่านหนังสือนะ ส่วนอาหารอยู่ในถุง”
“ครับ” ลุดวิกรอแค่ประโยคนี้
เขาพรวดพราดยื่นมือออกไปหยิบ ‘กระเป๋านักเดินทาง’ ของจินนา
หลังจากจัดการกับลุดวิกเรียบร้อย และให้ลูเมียนนานอนบนเตียง คลุมผ้าห่มให้เรียบร้อยแล้ว จินนาก็เดินเข้าห้องน้ำเพื่อนำผ้าชุบน้ำมาเช็ดหน้าให้ลูเมียนนา ซึ่งบนใบหน้านั้นยังมีคราบเลือดหลงเหลืออยู่
เธอเพิ่งจะชุบผ้าให้เปียก ก็เห็นเงาของอ็องโตนีปรากฏบนกระจกล้างหน้า
จินนาพลันรู้สึกโล่งอก บิดก๊อกน้ำแล้วเอ่ยปาก
“ฉันกำลังจะสะสางเรื่องของพวกลูเมียนนา แล้วค่อยไปตามหาคุณ”
“ทางนั้นปลอดภัยดีใช่ไหม?”
เธอใช้ชื่อลูเมียนนาเพื่อบอกให้อ็องโตนีรู้ในทันทีว่า หลังจากนั้นเกิดอะไรขึ้น
อ็องโตนีถามย้ำเพื่อความแน่ใจ
“แล้วซาราธุสตราล่ะ?”
“ส่วนที่สามของแผนสำเร็จแล้ว” จินนาตอบอย่างกระชับ
อ็องโตนีจึงเริ่มเล่าถึงประสบการณ์ของตัวเอง
“ผมถูกย้ายไปยังคุกแห่งหนึ่ง ที่นั่นไม่สามารถใช้ ‘ข้ามกระจก’ ได้เลย ผมจึงต้อง ‘สะกดจิต’ เพื่อนร่วมห้องให้รู้สึกไม่สบาย หลังจากร้องขอความช่วยเหลือเสียงดัง จึงอาศัย ‘ล่องหนทางใจ’ แทรกตัวออกจากห้องขัง ไปยังสำนักงานของผู้คุม ถึงค่อยใช้กระจกที่พกติดตัวกับ ‘เครื่องรางกระจกน้ำแข็ง’ หลบหนีออกมาได้”
“หลังจากผมกลับไปยังโลกในกระจกที่ตรงกับร้านหม้อไฟ ก็พบว่าพวกคุณออกไปแล้ว จึงมาหาคุณเพื่อยืนยันสถานการณ์…ที่นั่นตำรวจลงแล้ว มิติหลังกระจกอาจไม่ปลอดภัยนะ”
“คุณล้างเครื่องสำอางบนใบหน้าแล้วกลับไปเป็นตัวตนปกติเถอะ” จินนาพูดพลางโยนต่างหู ‘คำลวง’ เข้าไปในกระจก “ฉันใช้กระจกวิเศษต่อต้านการทำนายไปแล้ว ‘ราชินีเงื่อนงำ’ ก็จะช่วยเก็บกวาดให้ คุณไม่ต้องกังวล กลับไปพักผ่อนเถอะ ฉันจะดูแลลุดวิกเอง”
“ตกลง” อ็องโตนีฉวยโอกาสตอนที่พลังของ ‘เครื่องรางกระจกน้ำแข็ง’ ยังคงอยู่ พาต่างหู ‘คำลวง’ ข้ามกลับไปยังห้องเช่าในหมู่บ้านซินหง
เครื่องราง ‘กระจกน้ำแข็ง’ ของเขาก็ใช้ได้อีกแค่ครั้งเดียวเท่านั้น
จินนาถอนหายใจโล่งอก บิดผ้าให้หมาดแล้วเดินออกจากห้องน้ำ เข้าไปในห้องนอน เริ่มเช็ดใบหน้าให้ลูเมียนนา
ระหว่างนั้น เธอยังได้มองดูว่าลุดวิกกินไปถึงไหนแล้ว
…………
ภายในร้านหม้อไฟ ตำรวจกั้นแถบเขตหวงห้าม แยกศพและบริเวณโดยรอบออกจากกัน
ฟรังก้ามีสีหน้าตกใจ กำลังถูกสอบถามจากตำรวจชื่อหลีเอินพร้อมกับโรแซนและโจวหมิงรุ่ย
เธอพูดออกไปด้วยความหวาดกลัว
“พวกเรากินไม่เร็วนัก กำลังรอการแสดงช่วงหลัง แล้วฉันไปห้องน้ำ พอกลับมาก็เห็นคนตายแล้ว!”
“ตอนเกิดเหตุ คุณไม่ได้อยู่ในโถงใหญ่หรือ?” หลีเอินถามต่อ
“ใช่ ฉันอยู่ในห้องน้ำ” ฟรังก้าอธิบาย
หลีเอินจดบันทึกประเด็นนี้ไว้ ตัดสินใจว่าจะเทียบข้อมูลกับเพื่อนร่วมงานที่ดูกล้องวงจรปิดภายหลัง เพื่อยืนยันว่าผู้หญิงที่ชื่อลั่วฝู เข้าห้องน้ำหญิงหรือไม่ และอยู่ในนั้นนานแค่ไหน
เขาหันไปมองโจวหมิงรุ่ยต่อทันที
“คุณเห็นคนตายและผู้หญิงคนหนึ่งเดินออกมาจากหน้าจอหรือ?”
“ใช่ครับ” โจวหมิงรุ่ยมองลั่วฝูแวบหนึ่ง
เขาฟังการสอบสวนอยู่พักหนึ่ง สังเกตอยู่นาน ยิ่งรู้สึกว่าลั่วฝูไม่น่าใช่ฆาตกร
หรือว่า ทักษะการแสดงของเธอยอดเยี่ยมจนเรามองไม่ออกเลย? โจวหมิงรุ่ยพึมพำในใจพลางพูดเสริม
“ตอนนั้นผมนึกว่าเป็นการแสดงมายากล แต่พอนึกย้อนกลับไป มันมีปัญหาอยู่บ้าง ผู้หญิงคนนั้นมีเลือดติดอยู่บนใบหน้า…”
หลีเอินถามต่ออีกพักหนึ่ง แล้วเดินไปยืนข้างนายตำรวจเติ้งเอิน สรุปประเด็นสำคัญจากการสอบถามเมื่อครู่ให้ฟังอีกรอบ
เติ้งเอินถือกล้องยาสูบอยู่ ไม่ได้สูบในที่สาธารณะ เพียงแค่ดมๆ เพื่อกระตุ้นประสาท ให้มันตื่นตัว
“หัวหน้าครับ พวกเราพบบางสิ่ง” ในตอนนั้น ตำรวจอีกนายเดินเข้ามา บอกกับเติ้งเอิน
เขารับผิดชอบเรื่องการตามหาสาวสวยที่ออกมาจากหน้าจอ
เติ้งเอินพยักหน้ารับ แล้วเดินตามตำรวจนายนี้ไปยังด้านหลังร้านหม้อไฟ เข้าไปในห้องพักของนักแสดงเปลี่ยนหน้ากาก
พวกนักแสดงต่างรู้สึกกลัวอยู่บ้าง หดตัวอยู่ตามมุมห้อง มองดูตำรวจเดินเข้าออก
“ตำแหน่งสุดท้ายที่เป้าหมายปรากฏตัวคือที่นี่” ตำรวจที่พาเติ้งเอินเข้ามาเปิดม่านออก ชี้เข้าไปในห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า
เติ้งเอินกวาดตามองไปรอบๆ สายตาหยุดที่กระจกแตกบนพื้น
……………
กรุงทรีอาร์ ในคฤหาสน์หรูหราหลังหนึ่ง
ลูเมี่ยนลืมตาขึ้น พบว่าตาข้างหนึ่งไม่สามารถรับรู้แสงได้แล้ว อีกข้างเจือด้วยสีเลือดจางๆ
ทุกข้อต่อในร่างกายปวดร้าวไปหมด ความคิดสะดุดเป็นพักๆ อารมณ์ของเขาผิดปกติอย่างชัดเจน แม้ว่าเขาจะบรรลุเป้าหมายแล้ว แต่ก็ยังรู้สึกหดหู่ ราวกับจมอยู่ในความมืดที่ไม่อาจหลุดพ้น เกิดแรงผลักดันอยากจะระเบิดตัวเองเพื่อฉีกทุกสิ่งออกไป
นี่คือมลทินจากร่างสัตว์ในตำนานของซาราธุสตรา โดยมันจะส่งอิทธิพลต่อความเป็นจริง ส่งอิทธิพลต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น
ลูเมี่ยนค่อยๆ ลุกขึ้นยืน ตรวจสอบการมีอยู่ของ ‘กระเป๋านักเดินทาง’ และสมบัติวิเศษ แล้วเดินโซเซออกจากห้อง ตามบันไดลงไป
เขาไม่ได้ดื่มยารักษาทันที เพราะปัญหาหลักของตนคือมลทิน ไม่ใช่บาดแผล
เมื่อลูเมี่ยนมาถึงห้องรับแขกชั้น 1 มาดามเมจิกเชี่ยนในชุดเสื้อผ้าสีเหลืองขาว ได้รออยู่ที่นั่นแล้ว
ในดวงตาของมาดามเมจิกเชี่ยนปรากฏแสงดาว ก่อตัวเป็นตำราอันเลือนราง พร้อมกับพลิกไปยังหน้าหนึ่งในทันที
พร้อมกับเสียงที่ลอยละล่องราวกับความฝัน หยาดทิพย์ค่อยๆ ชโลมลงมา รดลงบนตัวลูเมี่ยน ชำระคราบเลือดของเขา แต่ไม่ได้ทำให้เสื้อผ้าของเขาเปียก
ดวงตาของลูเมี่ยนที่บอดไป เริ่มฟื้นคืนการมองเห็น ความไม่สบายตัวก็จางหายไปอย่างรวดเร็วเช่นกัน
“วิธีที่ดีที่สุดสำหรับจัดการกับสภาพของเธอตอนนี้คือ ให้มิสเตอร์ซันช่วยชำระล้างให้ แต่สิ่งที่ต้องชำระล้างในตัวเธอมีมากเกินไป ทั้งยังมีศักดิ์สูง ซึ่งอาจจะเป็นผลเสียกับเธอมากกว่า” มาดามเมจิกเชี่ยนกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “สำหรับตอนนี้ จิตใจของเธอยังคงมีมลทินหลงเหลืออยู่แน่นอน เดี๋ยวมาดามจัสติสจะมารักษาเฉพาะทางให้ โชคยังดี มลทินจากแดนฝันถูกกดไว้ที่ลำดับ 7 ตราบใดที่ไม่เจอราชันสวรรค์ ก็ไม่น่าจะมีปัญหาใหญ่”
ลูเมี่ยนเหน็บผมดำที่ตกลงมาไว้หลังหู เล่ารายละเอียดการลงมือที่พวกพ้องของตนกระทำกับซาราธุสตรา รวมถึงความช่วยเหลือที่ได้รับจากราชินีเงื่อนงำ
ระหว่างที่เล่า มาดามเมจิกเชี่ยนให้เขานั่งลงบนโซฟาเดี่ยว
“ฉันไม่รู้ว่าฟรังก้าได้สังหารภาพลวงในความฝันของซาราธุสตราหรือยัง แต่ก็ไม่น่าจะมีปัญหา ตอนนั้นบอดี้การ์ดทุกคนของซาราธุสตราอยู่ในห้องรับรองชั้น 2 ส่วนครึ่งเทพเส้นทางนักทำนายอีกคน ก็เฝ้าอยู่ที่โรงแรมหรู แม้จิตใต้สำนึกของมิสเตอร์ฟูลจะเอะใจว่า ซาราธุสตราเป็นคนที่มีพลังวิเศษ แต่เขาก็เป็นเพียงลำดับ 7 ธรรมดา ไม่มีความพิเศษ และไม่มีศักดิ์เทวทูต” ลูเมี่ยนกล่าวในที่สุด
มาดามเมจิกเชี่ยนเอ่ยปาก
“เป็นเรื่องยากมากที่จะทำนายสถานการณ์ในแดนฝันของมิสเตอร์ฟูล ทั้งยังเต็มไปด้วยอันตรายสูง ฉันเองก็ยังไม่ทราบเช่นกันว่า สองถ้วยทำสำเร็จหรือไม่ อา…รอให้มิสจัสติสมาก่อน แล้วค่อยถามจากเธอ ทางนั้นสามารถใช้พลังของนักสานฝัน เพื่อแอบดูรายละเอียดบางช่วงของความฝันได้”
“สิ่งที่ต้องระวังตอนนี้คือ ปฏิบัติการของพวกเธอได้กระตุ้นโจวหมิงรุ่ยอย่างรุนแรง ต่อจากนี้ไม่มีใครรู้ว่าความฝันจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร”
ลูเมี่ยนพยักหน้าเล็กน้อย แล้วพูดอย่างครุ่นคิด
“ครั้งนี้ ผลลัพธ์ยิ่งใหญ่ที่สุดของเราไม่ใช่การเตะซาราธุสตราออกจากความฝัน รวมถึงโอกาสในการสังหารภาพสะท้อนแดนฝันของพระองค์ แต่เป็นการพิสูจน์เรื่องหนึ่ง”
เมื่อมาดามเมจิกเชี่ยนมองมา ลูเมี่ยนก็เอ่ยเชื่องช้า
“ขอแค่ทำให้เหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับพลังวิเศษเกิดต่อหน้าโจวหมิงรุ่ย จนเขารู้สึกถึงอันตราย ไม่ว่าจะเป็นลูกน้องของราชันสวรรค์หรือพวกเรา ก็ล้วนถูกเตะออกจากแดนฝัน หรือถูกทำให้เป็นหุ่นเชิดในพริบตา”
“ในแง่นี้ ไม่ว่าจะยืนอยู่ฝั่งไหน ทุกคนล้วนถูกปฏิบัติอย่างเท่าเทียม”
……………
เนื่องจากเหตุการณ์กราดยิง โจวหมิงรุ่ย ฟรังก้า และโรแซนไม่สามารถกินหม้อไฟต่อได้
เนื่องจากยังไม่ได้แตะต้องอาหารหลายจาน โรแซนจึงลังเลว่าจะชำระเงินอย่างไร และจ่ายเท่าไร
ในตอนนั้นเอง ผู้จัดการร้านหม้อไฟได้เดินเข้ามาหา แล้วพูดกับพวกเขาว่า
“ไม่ต้องจ่ายเงินครับ ไม่ต้องจ่าย…ประธานฮวงแห่งกลุ่มอินทิสบอกว่า เขาจะจ่ายทั้งหมดเอง เพราะลูกค้าของเขาทำให้ทุกคนกินไม่ได้ ดังนั้นเขาจะจ่ายเอง”
“ประธานฮวงยังใจกว้างไม่เปลี่ยนเลยนะ” โจวหมิงรุ่ยทอดถอนใจ
โรแซนก็เห็นด้วยอย่างยิ่ง
โจวหมิงรุ่ยเห็นว่าลั่วฝูอยู่ในสภาพที่ไม่ดีนัก จึงไม่ได้เสนอให้ไปกินต่อร้านอื่น แต่ส่งสุภาพสตรีทั้งสองขึ้นรถที่เรียกผ่านแอปฯ อย่างสุภาพ
ฟรังก้าพยายามทนมาตลอด กระทั่งกลับถึงสวนเต๋อชวงแล้วเข้าลิฟต์ จึงอ่อนระทวยในทันที พิงตัวกับโรแซน
“เป็นอะไรไป?” โรแซนถามอย่างตกอกตกใจ
“ฉันรู้สึกเหมือนจะไม่สบาย…ทำไมทุกอย่างถึงเกิดขึ้นกะทันหันแบบนี้นะ…”
แม้แต่ฟรังก้าเองก็รู้สึกสงสัย
โรแซนไม่ได้ลงลิฟต์ชั้น 15 แต่พาฟรังก้าขึ้นไปชั้น 23
เมื่อเห็นประตูห้อง 2303 ฟรังก้าก็ ‘กระจ่าง’ ทันที
ที่เธอรู้สึกเหมือนมีไข้ เพราะตนใช้พลัง ‘สั่งตาย’ จาก ‘ปืนสั่งได้’ !
เป็นเราเองที่ฆ่าซาราธุสตรา…
……………………………………………………..