ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 984 ค่ำคืนอันเงียบสงบ
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 984 ค่ำคืนอันเงียบสงบ
ตอนที่ 984 ค่ำคืนอันเงียบสงบ
จินนาพลันตึงเครียด พร้อมกับตัดสินใจว่าจะหาทางปลอบโยนลูเมียนนาให้ดี ไม่เปิดโอกาสให้เธอไปยังโรงพยาบาลมู่ซูจนกว่าลูเมี่ยนจะกลับมาในคืนพรุ่งนี้ราวๆ หนึ่งถึงสองทุ่ม
เธอมองลูเมียนนา พลางเอ่ยอย่างจริงใจ
“คดีร้านหม้อไฟยังสอบสวนกันไม่จบเลย ถ้าคุณไปโรงพยาบาลมู่ซูตอนนี้ มีโอกาสสูงมากที่จะถูกพาตัวไปสถานีตำรวจ ต่อให้หลังจากนั้นจะพิสูจน์ได้ว่า คุณไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการตายของซาราธุสตรา แต่ก็คงเสียเวลาไม่น้อย ถูกกักตัวอยู่หลายวันจนเสียงาน”
เมื่อได้ยินคำว่า ‘เสียงาน’ ลูเมียนนาแอบเผยสีหน้าหวาดกลัวอย่างไม่โฉ่งฉ่างนัก
“อา…ฉันคงต้องหลบซ่อนสักสองวัน จากนั้นค่อยปลอมตัวเป็นผู้ชายไปทำงาน ก็คงไม่มีปัญหาอะไรแล้ว”
เธอถูกจินนาป้อนความคิดแล้วว่า ตัวเองเป็นสตรีที่แต่งกายเป็นบุรุษไปทำงานยาม
จินนาไม่กล้าถอนหายใจโล่งอก ยังคงมองม่านหน้าต่างที่กำลังบดบังแสงจันทร์อันสว่างไสว แล้วกล่าวกับลูเมียนนา
“ไปโรงพยาบาลมู่ซูไม่ได้ แต่เราไปรับลมบนดาดฟ้าได้…ถือโอกาสผ่อนคลายอารมณ์สักหน่อยไหม?”
“ก็ดี” ใบหน้าอันสะอาดบริสุทธิ์ของลูเมียนนา เผยรอยยิ้มที่เธอไม่อาจระงับไว้ได้
จินนาซ่อมกลอนประตูให้เรียบร้อยก่อน แล้วพาลูเมียนนาออกจากห้อง 2303 ไปยังดาดฟ้าผ่านทางลิฟต์และบันได
ตลอดกระบวนการ เธอซ่อนกระจกไว้ในมือทั้งสองข้าง อาศัยมันสะท้อนแสงเพื่อสร้างภาพลวงตา อำพรางตัวเองและลูเมียนนา หลบเลี่ยงกล้องวงจรปิด
หลังจากได้สัมผัสสายลมเย็นยามค่ำคืนที่ช่วยคลายร้อน ลูเมียนนาหรี่ตาลง หายใจเข้าลึกๆ สองครั้ง
ถัดมา หญิงสาวเดินไปยังขอบดาดฟ้าตรงผนังราวกั้น แล้วชี้ไปยังด้านบน พลางถามความเห็นจินนา
“ฉันนั่งบนนั้นได้ไหม?”
“คนปกติคงทำไม่ได้ เพราะจะอันตรายมาก แต่กับคุณคงไม่เป็นไร เพราะสมดุลร่างกายของคุณดีมาก ดีกว่านักแสดงกายกรรมเสียอีก” จินนาไม่กลัวว่าลูเมียนนาจะพลัดตก เพราะตนมีฝีมือพอที่จะช่วย จึงอยากเห็นว่าถ้าช่องโหว่ยังไม่ถูกอุด และเธอคอยป้อนข้อมูลว่า ลูเมียนนามีสมรรถภาพเหนือคนธรรมดา ลูเมียนนาจะมีพลังวิเศษขึ้นมาจริงๆ หรือไม่
ลูเมียนนานำมือยันบนขอบผนังราวกั้น แล้วกระโดดขึ้นไปอย่างคล่องแคล่ว เตรียมจะหย่อนก้นนั่งลง
ทันใดนั้น มือของเธอเกิดลื่น ส่งผลให้เสียสมดุล จนทำท่าจะตกลงไปข้างล่างซึ่งสูงเกือบร้อยเมตร
หญิงสาวพลันรู้สึกเหมือนมีเชือกล่องหนหลายเส้น ช่วยดึงรั้งตนไว้ จนสามารถทรงตัวได้
“ฟู่ว…ตกใจแทบแย่…” เธอเอียงตัวมองจินนาด้านข้าง แล้วตบอกตัวเองแผ่วเบา
เธอเชื่อว่าจินนาช่วยดึงตนไว้
จินนาที่แอบใช้ใยแมงมุมล่องหนช่วยเหลือลูเมียนนา พบว่าตัวเองมองข้ามบางเรื่องไป
บุคคลตรงหน้านี้ ปัจจุบันยังคงอยู่ภายใต้อิทธิพล ‘ดวงซวย’ จาก ‘คนในวง’ ต่อให้ทรงตัวได้ยอดเยี่ยมเพราะการป้อนข้อมูลของตน แต่ก็ยังคงล้มเหลวเพราะโชคร้ายเกินไป
“ระวังหน่อยนะ” จินนากำชับเป็นพิเศษ
ลูเมียนนา ‘อืม’ ในลำคอพร้อมกับพยักหน้ารับ
เธอมองถนนหมู่บ้านด้านล่างซึ่งยังมีไฟสว่าง มองอยู่สักพักแล้วจึงเงยหน้า ทอดสายตาไปยังพระจันทร์เต็มดวงที่กำลังสว่างไสวบนท้องนภา
แสงจันทร์อันเจิดจ้า รวมถึงมลพิษทางแสงจากเมือง ทำให้เหล่าดวงดารากำลังซ่อนกาย
ลูเมียนนาใช้มือสองข้างยันบนขอบราวกั้น แล้วเงียบมองพระจันทร์อย่างเคลิบเคลิ้ม
ผ่านไปนานเท่าใดไม่มีใครทราบ เธอเอ่ยปากเหมือนรำพันกับตัวเอง
“ฉันนึกถึงกวีบทหนึ่ง”
เธอไม่ได้เอียงหน้า ไม่ได้มองจินนา สายตายังคงตรึงอยู่กับพระจันทร์เต็มดวงบนท้องฟ้า
“บทกวีอะไรหรือ?” จินนาเองก็กำลังเพลิดเพลินกับความสงบเช่นกัน
ลูเมียนนายังคงมองดูอย่างจดจ่อ พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ค่อนข้างล่องลอย
“เงยหน้ามองจันทร์แจ่ม ก้มหน้าคิดถึงบ้านเกิด”
…………
ณ สำนักงานตำรวจ ในห้องประชุมแห่งหนึ่ง ซึ่งแม้จะดึกแล้วก็ยังมีไฟสว่างโร่
“เราสามารถสรุปได้ว่า คดีนี้เกี่ยวพันกับพลังเหนือธรรมชาติ ฆาตกร…หรือพูดอีกอย่างคือกลุ่มคนร้าย สามารถใช้กระจกและโลกแห่งภาพสะท้อนที่อยู่หลังกระจก”
สำหรับภาพถ่ายทั้งสอง ภาพหนึ่งคือกระจกที่แตกในห้องเปลี่ยนเสื้อ ส่วนอีกภาพคือกระจกหน้าต่างที่แตกในห้องส่วนตัวของผู้ตาย
นายตำรวจเติ้งเอินนั่งอยู่ด้านล่าง พยักหน้ารับเป็นสัญญาณให้หลุนเสี่ยนเต๋อกล่าวต่อไป
“ดังนั้น ในช่วงเวลาดังกล่าว คนที่ไม่ได้อยู่ในพื้นที่ส่วนกลางของร้านหม้อไฟ และไม่ได้อยู่ในระยะการจับภาพของกล้องวงจรปิด ล้วนตกเป็นผู้ต้องสงสัยทั้งสิ้น จำเป็นต้องสืบสวนขยายผล”
“พวกเขาอาจหลบไปอยู่ในจุดอับของกล้อง แล้วอาศัยกระจกที่พกติดตัวมาด้วย แอบกลับเข้าไปในพื้นที่ส่วนกลางของร้านหม้อไฟ รอให้คนตายกลับมาจากโลกแห่งภาพสะท้อน…ถ้าคนตายกลับมา ก็จะลงมือสังหารในทันที แต่ถ้าไม่กลับมา นั่นก็หมายความว่า พวกพ้องของคนร้ายได้ลงมือสำเร็จลุล่วง”
เติ้งเอินยกมือขึ้น แล้วชี้ให้เห็นถึงช่องโหว่ในการวิเคราะห์ของหลุนเสี่ยนเต๋อ
“ความเป็นไปได้อีกอย่างคือ คนร้ายอาจแอบอยู่หลังกระจกบานใดบานหนึ่ง หรือแอบอยู่หลังหน้าต่างสักบานมาโดยตลอด ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่เคยเผยตัวในพื้นที่ส่วนกลางของร้านหม้อไฟ ‘ตำรับเสฉวน’ เลยสักครั้ง”
“จากระดับฝีมือในการพึ่งพาโลกแห่งภาพสะท้อนของกลุ่มคนร้าย พวกเขาไม่จำเป็นต้องส่งคนมายังพื้นที่ส่วนกลางของร้านหม้อไฟล่วงหน้า แล้วนั่งกินหม้อไฟรอเลย…กลุ่มคนร้ายสามารถอดทนรอให้ถึงจังหวะลงมือ หรือได้รับสัญญาณ แล้วค่อยมุดเข้าไปในโลกแห่งภาพสะท้อนจากระยะไกล ย้ายตำแหน่งมายังจุดลอบสังหารที่กำหนดไว้ล่วงหน้า…คุณลืมไปแล้วหรือ ผู้หญิงคนที่ออกมาจากหน้าจอพร้อมกับซาราธุสตรา ก็ไม่เคยปรากฏในพื้นที่ส่วนกลางมาก่อนเหมือนกัน”
พูดจบ เติ้งเอินก็ยกมือขึ้น ดมยาเส้นที่อัดอยู่ในกล้องยาสูบ
“ถูกต้องครับ” หลุนเสี่ยนเต๋อยอมรับว่า หัวหน้าทีมของตนพูดได้ถูกต้องทุกประการ “แต่เราก็ยังจำเป็นต้องตรวจสอบคนที่ออกจากบริเวณร้านหม้อไฟในช่วงเวลาดังกล่าวอยู่ดี…น่าเสียดาย กล้องวงจรปิดไม่ได้บันทึกภาพตอนเกิดเหตุเอาไว้”
“ตัดเงื่อนไขหลังออกไปเลย” เติ้งเอินคิดสักสองวินาทีแล้วเอ่ยต่อ “คนที่ใช้โลกแห่งภาพสะท้อนได้ ย่อมสามารถตบตากล้องวงจรปิดได้อยู่แล้ว คุณอย่าลืมว่ากล้องวงจรปิดทำงานโดยอาศัยหลักการทางแสง และคนที่ควบคุมกระจกได้ ก็เชี่ยวชาญการเล่นแสงเงา รวมถึงเชี่ยวชาญการสร้างภาพลวงเชิงแสง”
เมื่อหลุนเสี่ยนเต๋อพยักหน้ารับ เติ้งเอินก็หันไปทางหลีเอินแล้วเอ่ยต่อ
“รายงานผลการสืบสวนเบื้องต้นหน่อย”
หลีเอินลุกขึ้นยืน แล้วเข้าไปยืนแทนที่เดิมของหลุนเสี่ยนเต๋อ
“จนถึงตอนนี้ ทางเราได้สอบปากคำผ่านแดนฝันไปแล้วทั้งสิ้น 17 คน โดยไม่ให้พวกเขาตระหนักถึงความผิดปกติ”
“โรแซน: รู้สึกตกใจกับการตายของซาราธุสตราอย่างมาก จนถึงตอนนี้ก็ยังแทบไม่อยากเชื่อ”
“โจวหมิงรุ่ย: ระวังซาราธุสตรามาก่อน แต่ก็คิดไม่ถึงว่าเขาจะตาย”
“ลั่วฝู: ตอนนั้นออกจากพื้นที่ส่วนกลางเพื่อไปเข้าห้องน้ำหญิง ในห้องน้ำไม่มีกล้องวงจรปิด แต่เธอก็ประหลาดใจกับการตายของซาราธุสตราเช่นกัน ชัดเจนว่าตกตะลึงเป็นอย่างมาก”
“ตอนแรกที่ทางเราจัดให้ทั้งสามเป็นกลุ่มที่ต้องสอบสวนเร่งด่วน เพราะพวกเขาเป็นพนักงานของบริษัทอินทิส อาจได้รับคำสั่งจากผู้มีอำนาจสักคนในบริษัท ซึ่งไม่ต้องการให้เกิดการควบรวมกิจการ ให้มาลอบสังหารซาราธุสตราที่ร้านหม้อไฟตำรับเสฉวน เพื่อขัดขวางการเจรจาธุรกิจที่กำลังดำเนินอยู่ แต่พวกเขาล้วนไม่ทราบมาก่อนว่า ฮวงเทากับซาราธุสตราก็อยู่ในร้านหม้อไฟตำรับเสฉวนเช่นกัน และโรแซนกับโจวหมิงรุ่ยก็ไม่ได้ออกจากพื้นที่ส่วนกลางเลย…”
“ข้อสรุปเบื้องต้นคือ พวกเขาไม่มีปัญหา”
เติ้งเอินพยักหน้าเห็นด้วย ส่วนหลุนเสี่ยนเต๋อก็ไม่ได้พูดอะไร
หลังจากอภิปรายรายละเอียดคดีอย่างลึกซึ้ง เติ้งเอินก็ลุกขึ้นยืน แล้วกล่าวกับเหล่าลูกน้อง
“ตอนนี้มีสองประเด็นสำคัญ หนึ่ง สอบสวนผู้ต้องสงสัยที่เหลือ รวมถึงคนที่หลุนเสี่ยนเต๋อกล่าวถึง และคนที่มีแรงจูงใจชัดเจน สอง ตามหาผู้หญิงที่ออกจากหน้าจอพร้อมกับซาราธุสตรา แม้ตอนนั้นเธอจะไม่ใช่คนโจมตีซาราธุสตรา แต่ก็ไม่ควรมองข้ามเรื่องที่เธอออกมาจากหน้าจอ”
“ครับ หัวหน้า” หลุนเสี่ยนเต๋อ หลีเอิน และตำรวจที่เหลือต่างลุกขึ้นขานรับ
เติ้งเอินยิ้มมุมปาก แล้วกล่าวเสียงขรึม
“คดีนี้เกี่ยวข้องกับแขกต่างชาติ เกี่ยวข้องกับการเจรจาธุรกิจครั้งสำคัญ พวกคุณคงเหนื่อยกันแล้ว เดี๋ยวผมจะไปรายงานรองผู้อำนวยการให้เอง”
…………
หลังจากชมจันทร์ไปราวครึ่งชั่วโมง พลางสัมผัสสายลมยามค่ำคืน จินนาก็พาลูเมียนนากลับห้อง 2303
“พักผ่อนก่อนเถอะ ร่างกายคุณยังไม่หายดีเลย” จินนาพูดพลางชี้ไปทางห้องนอน
ลูเมียนนาที่สวมชุดนอน เปิดประตูเข้าไปในห้องนอนแล้วก็พบว่า ฟรังก้าที่เคยนอนป่วยอยู่ บัดนี้ตื่นขึ้นมาแล้ว
“อาการดีขึ้นบ้างหรือยัง?” อาศัยการติดต่อกับจินนาผ่าน WeChat ฟรังก้าทราบแล้วว่าทั้งสองออกไปทำอะไรมา
ลูเมียนนามองฟรังก้า แล้วผงกศีรษะด้วยอารมณ์ซับซ้อนยิ่ง
“ดีขึ้นมากแล้วละ”
เธอรู้สึกซับซ้อนเพราะยังไม่ลืมว่า ตนกับลั่วฝูก็มีความสัมพันธ์ฉันคนรักเช่นกัน
แต่นั่นกลับไม่กระทบความสัมพันธ์ฉันคนรักของตนกับจินนา
นึกว่าเราเป็นแค่เลสเบี้ยนธรรมดาเสียอีก…ทำไมวงการเลสเบี้ยนถึงได้วุ่นวายขนาดนี้นะ? เราเป็นผู้หญิงไม่ดีหรือไง? ลูเมียนนานั่งลงตรงขอบเตียง แล้วเอ่ยปากกับฟรังก้า
“นอนเถอะ พรุ่งนี้ฉันยังต้องไปทำงาน”
พนักงานรักษาความปลอดภัยต้องสลับกันทำงานเป็นกะ
ฟรังก้ามองลูเมียนนา แล้วยิ้มพลางพูด
“คุณลืมไปแล้วหรือ? คุณลางานสองวัน ศุกร์กับเสาร์ ผู้อำนวยการกรีนก็อนุมัติแล้วด้วย”
ลูเมียนนากะพริบตา
“จริงด้วย…ฉันลืมไปเลย ถึงว่าวันนี้ไม่ต้องเข้ากะกลางวัน แถมตอนเย็นยังสามารถไปที่ร้านตำรับเสฉวนได้อีก…”
เมื่อได้เห็นลูเมียนนาในมุมนี้ ฟรังก้าพลันรู้สึกว่าอีกฝ่ายเริ่มดูน่ารักในแบบใสซื่อ
จนกระทั่งสองคนในห้องนอนกลับไปนอนอีกครั้ง จินนาก็เอนตัวลงบนโซฟา หลับตาสนิท จมดิ่งสู่ห้วงนิทรา
ผ่านไปสักพัก กายดาราของเธอก็มาถึง ‘โลกชาแมน’ ของโรแซน และเห็นเด็กสาวคนนี้ยังคงยืนเฝ้าอยู่ข้างบาเรียกึ่งโปร่งใส โดยอีกฝ่ายเพิ่งจะขับไล่การบุกระลอกใหม่ของเหล่าสัตว์ประหลาดไปได้
จินนาเห็นกายดาราของฟรังก้าจากหางตา ทางนั้นเดินเตร็ดเตร่อย่างงุนงงเหมือนกับคนอื่นรอบข้าง
นี่แสดงว่า ฟรังก้าได้เข้ามาในโลกนี้แล้วกลับออกไป เนื่องจากยังป่วยอยู่
ในเวลาต่อมา จินนาก็ได้พบกายดาราของลูเมียนนา โดยที่อีกฝ่ายก็ไม่มีสติสัมปชัญญะเช่นกัน
“เธอไม่ใช่ผู้วิเศษจริงๆ…” เมื่อจินนาคิดได้ ก็พลันนึกถึงเรื่องหนึ่งทันที
โรแซนคงรู้แล้ว!
เป็นเรื่องยากที่จะปิดบังชาแมนในดินแดนของชาแมนเอง
วินาทีถัดมา จินนาเห็นโรแซนหันกายมาครึ่งตัว แล้วเอ่ยปากกล่าวกับเธอ
“พวกคุณเป็นคนฆ่าซาราธุสตราจริงๆ”
โรแซนได้เห็นกายดาราของลูเมียนนาแล้ว ซึ่งอีกฝ่ายคือหญิงงามที่เดินออกจากหน้าจอพร้อมกับซาราธุสตรา
“ใช่ ที่ก่อนหน้านี้ยังไม่บอก เพราะเรากังวลว่าตำรวจอาจใช้วิธีการพิเศษเพื่อตรวจสอบว่าคุณโกหกหรือไม่” จินนาอธิบายกระชับ
โรแซนถามกลับด้วยความสงสัย
“แล้วทำไมลั่วฝูถึงไม่กลัวถูกจับได้ว่าโกหก?”
“เธอสะกดจิตตัวเองไว้ล่วงหน้าแล้ว” จินนาไม่ปิดบัง
โรแซนเงียบไปทันที หลังจากผ่านไปหลายอึดใจจึงเอ่ยปากถามด้วยเสียงต่ำ ท่าทางค่อนข้างลำบากใจอย่างผิดวิสัย
“ที่นี่คือ…ความฝันจริงๆ ใช่ไหม?”
……………………………………………………..