ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 985 ฉันไม่เชื่อ
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 985 ฉันไม่เชื่อ
ตอนที่ 985 ฉันไม่เชื่อ
เมื่อได้ยินคำถามของโรแซน จินนาพลันชะงักงัน
ทำไมอยู่ดีๆ ถึงถามล่ะ?
ทำไมอยู่ดีๆ เธอถึงรู้ว่านี่คือความฝันล่ะ?
เธอรู้ได้ยังไง? ใครบอกมา?
หลังจากตั้งสติ จินนาเลือกคำพูดที่จะถามกลับ
“ความฝันอะไร?”
โรแซนมองเธอ มองอยู่หลายวินาที
“นักข่าวมีพลังในการมองเห็นความจริงของโลก รวมถึงฉากต่างๆ ภายในบริเวณหนึ่ง เพียงแต่จะคงสภาพได้ไม่นานนัก ช่วงนี้ฉันใช้มันบ่อยเพื่อยืนยันว่า ไม่มีใครแอบซ่อนอยู่ในบ้าน หรือมีกับดักถูกติดตั้งไว้”
“เมื่อคืนตอนที่กลับมา ฉันลองใช้มันอีกครั้ง เห็นคุณกับลั่วฝูกำลังคุยกัน ได้ยินลั่วฝูถามเรื่องที่ถูกเตะออกจากแดนฝัน”
ทำแบบนี้ได้ด้วยหรือ…ที่แท้ก็พลังในการมองเห็นความจริง…ความคิดแรกของจินนาคือ ‘ใจเย็นก่อน เราจะแต่งเหตุผลอธิบายเธอสดๆ’ แต่เมื่อเห็นดวงตาของโรแซนแฝงไว้ด้วยความเศร้า สับสน ระคนเจ็บปวดอย่างแรงกล้า จินนาก็ปิดปากเงียบอีกครั้ง
โรแซนชะลอคำพูด แล้วกล่าวต่อไป
“การที่คราวก่อนลั่วฝูเปลี่ยนไปเป็นคนละคน ก็เพราะจิตสำนึกจากนอกแดนฝันถูกเตะออกไป?”
“นั่นหมายความว่า…ที่นี่คือความฝันจริงๆ สินะ?”
จินนานิ่งเงียบไปหลายวินาที ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงที่หมองลง
“ที่นี่คือความฝันของโจวหมิงรุ่ย”
โรแซนอ้าปากเล็กน้อย แต่ไม่พูดอะไรออกมา สีหน้าค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นว่างเปล่า
จินนายังคงกล่าวต่อไป
“บางคนต้องการให้โจวหมิงรุ่ยหลับใหลไปตลอด จนกระทั่งวันสิ้นโลกมาถึง บางคนต้องการปลุกโจวหมิงรุ่ย เพื่อให้เขานำพาทุกคนเผชิญหน้ากับวันสิ้นโลก”
ขณะกล่าวออกไป จินนาทั้งสงสารโรแซน ทั้งพยายามประคองสติตัวเอง เพื่อรอคอยการต่อต้านของแดนฝันที่อาจบังเกิด
นั่นเพราะเธอเกือบจะเปิดเผยแก่นสารของเรื่องราวออกมาแล้ว
ในสถานการณ์ที่ลูเมี่ยนถูกเตะออกจากแดนฝัน ส่วนฟรังก้าก็กำลังป่วยหนัก อีกทั้งพวกตำรวจก็กำลังเร่งมือสืบคดีอุกฉกรรจ์ซึ่งเป็นต้นเหตุให้ซาราธุสตราถูกยิงเสียชีวิต จินนายังไม่พร้อมจะทดลองอะไรตอนนี้
แต่แม้จะอยากทดลอง เป้าหมายก็ควรเป็นเผิงเติงหรือโจวหมิงรุ่ยมากกว่า ไม่มีเหตุผลให้ต้องเปิดเผยความจริงแก่โรแซนตอนนี้ มันควรจะเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปและมีการวางรากฐาน
ไม่มีใครอยากยอมรับว่าตัวเอง ‘ไม่จริง’ หรืออยากยอมรับว่าการดำรงอยู่ของตนไร้ความหมาย ซึ่งสำหรับโรแซนแล้ว นี่อาจกระตุ้นให้เกิดเหตุไม่คาดฝัน จินนาไม่มีทางเดาได้เลยว่าโรแซนจะพัฒนาไปในทิศทางใด
เมื่อเทียบกันแล้ว เธอยอมถูกเตะออกจากแดนฝันเสียยังดีกว่า อย่างไรเสียก็ยังกลับเข้ามาใหม่ได้
แน่นอน ดีที่สุดคือการไม่ถูกเตะออกไป หาไม่แล้ว ฟรังก้าที่ยังป่วยหนักอยู่ อาจไม่มีเรี่ยวแรงเพียงพอที่จะควบคุมตัวลูเมียนนา ส่งผลให้อีกฝ่ายแอบไปยังโรงพยาบาลมู่ซู
ริมฝีปากของโรแซนกำลังพะงาบ มันสั่นเทาอยู่พักใหญ่ก่อนจะมีเสียงเปล่งออกมา
“นี่หมายความว่า ฉันเป็นแค่ภาพลวงตาในความฝันของคนอื่น?”
โดยไม่รอให้จินนาตอบ โรแซนยกมือลูบใบหน้าตัวเอง พร้อมกับส่ายศีรษะอย่างหนักแน่น
“ฉันไม่เชื่อ…ฉันไม่เชื่อ…ฉันไม่เชื่อ! นี่ไม่ใช่ความฝัน ฉันก็ไม่ใช่ของปลอม!”
ขณะนี้ จินนาหวังกระตุ้นให้อีกฝ่ายหันเหไปสนใจเรื่องอื่นแทน หรือไม่ก็กระตุ้นให้ค้นหาความหมายในการดำรงอยู่เสียใหม่ แต่เมื่อคำพูดเอ่อล้นมาถึงริมฝีปาก เธอกลับไม่อาจเรียบเรียงเป็นประโยค
โรแซนสะอื้นแผ่วเบาอยู่พักหนึ่ง จนกระทั่งกลับมาเงียบงันอีกครั้ง
เธอย้อนกลับมามองจินนาแล้วเอ่ยปาก
“ทุกครั้ง…ทุกครั้งที่ฉันเห็นความจริง ก็มักจะเห็นหมอกสีเทาขาวควบคู่ด้วยเสมอ มันมีอยู่ในทุกฉาก…หมอกพวกนี้คืออะไรกันแน่?”
จินนาลังเลสักพักแล้วอธิบาย
“อาจจะเป็น…ขอบเขตของแดนฝัน”
โรแซนเงียบไปอีกครั้ง พลางจ้องตาจินนาราวกับกำลังจับฟางเส้นสุดท้าย
หญิงสาวบรรจงก้มหน้าลง แล้วหันหลังกลับไปพึมพำ
“ไม่ใช่…ต้องไม่ใช่แบบนี้…ฉันไม่เชื่อ…”
“ฉันไม่เชื่อ…”
เธอหันหลังให้จินนาโดยสิ้นเชิง แล้วจ้องมองไปยังบาเรียกึ่งโปร่งใสกับพวกสัตว์ประหลาด ซึ่งกำลังซ่อนตัวอยู่ในความมืดล้ำลึกด้านนอกบาเรีย
…………
กรุงทรีอาร์ ริมแม่น้ำเซอเรนโซ่ ภายในร้านกาแฟที่มีโต๊ะกลางแจ้ง
ลูเมี่ยนสวมแว่นดำ ปล่อยผมยาวสยาย อาบแสงแดดอันสดใส พลางถือกาแฟอินทิส ปล่อยให้ความคิดล่องลอยขณะมองไปยังผิวน้ำอันกว้างใหญ่ มองอาคารทรงโบราณฝั่งตรงข้าม มองเรือเหล็กพ่นไอน้ำ มองเกาะกลางแม่น้ำที่คึกคักเฟื่องฟู และมองเรือเหาะที่บินผ่านเป็นครั้งคราว ดื่มด่ำไปกับความสบายอันหาได้ยากยิ่ง
ตอนนี้เขาไม่มีอะไรต้องทำ
เดิมที เขาคิดจะถือโอกาสที่ตัวเองกลับสู่โลกความจริง ลองเดินทางไปเกาะแบนชีดูสักครั้ง เพื่อค้นหาฉากพิเศษที่จะช่วยให้เทียนน้ำมันศพแสดงศักยภาพสูงสุดออกมา แต่หลังจากพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้ว เขากลับล้มเลิกความตั้งใจนั้นไป
ท่าเรือแบนชีมีความเสี่ยงสูง เอาแน่เอานอนไม่ได้ หากการไปเยือนทำให้เขาติดอยู่ภายใน จนพลาดการเข้าสู่แดนฝันของมิสเตอร์ฟูล หรือโชคร้ายถึงกับเสียชีวิต แผนการปลุกมิสเตอร์ฟูลในอนาคตย่อมถูกกระทบกระเทือนอย่างหนัก
สองเรื่องนี้ อันใดสำคัญกว่า ลูเมี่ยนยังแยกแยะได้ชัดเจน
เขายังพิจารณาด้วยว่า บางทีตนควรเดินทางไปยังเมืองเงินพิสุทธิ์ใหม่ ลงใต้ดินเพื่อยืม ‘พรแห่งธรณี’ สมบัติปิดผนึกระดับ 0 แล้วนำมันเข้าสู่แดนฝัน เพื่อเพิ่มพูนพลังให้แก่ทีมของตน เพราะอย่างไรเสีย ไม่ว่าเขาจะหลับที่ใดก็สามารถอาศัยเหรียญทองนำโชคกลับเข้าไปในแดนฝันใหม่ได้เสมอ ซึ่งเมืองเงินพิสุทธิ์ใหม่ก็ถือเป็นสถานที่ปลอดภัยเช่นกัน
แต่สุดท้าย ลูเมี่ยนตัดสินใจเดินหมากอย่างรัดกุม ไม่กล้าเดิมพันกับความเสี่ยงเช่นนี้
ในตัวเขามีสายเลือดโอมีเบล่า ในเมืองแดนฝันเองก็มีกรีนกับเหล่าผู้รับพรจากองค์มารดาผู้ยิ่งใหญ่ ซึ่งมองตนเป็นบุตรแห่งเทพ อีกทั้ง ใต้ดินของโรงพยาบาลมู่ซูยังซ่อนอิทธิพลและการรุกรานแดนฝันขององค์มารดาผู้ยิ่งใหญ่เอาไว้ หากเพิ่ม ‘พรแห่งธรณี’ ซึ่งแปรสภาพจากศพโอมีเบล่าเข้ามาอีก ลูเมี่ยนไม่กล้าจินตนาการจริงๆ ว่าจะเกิดปัญหาใดตามมาบ้าง
เขากังวลว่า ทันทีที่ตนนำพรแห่งธรณีเข้าสู่เมืองแดนฝัน อาจได้พบว่า ภาพสะท้อนแดนฝันของตนกำลังอยู่ที่โรงพยาบาลมู่ซู ส่งผลให้พรแห่งธรณีที่นำติดตัวมาด้วย หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับร่างกายเขา จนโอมีเบล่ากลับมาเกิดใหม่อย่างสมบูรณ์
ซึ่งโอมีเบล่าในสภาพดังกล่าว อาจรองรับการสิงสถิตขององค์มารดาผู้ยิ่งใหญ่ได้
ในเมื่อทำไอ้นั่นก็ไม่ได้ ไอ้นี่ก็ไม่ได้ ลูเมี่ยนจึงจำใจต้องให้วันหยุดแก่ตัวเอง ส่วนการผลิตยันต์กระจกน้ำแข็งแผ่นใหม่ คงต้องรอไปอีกสักพัก เพราะโชคร้ายของเขายังไม่หมดลง
ถูกต้อง ถึงเขาจะใช้ ‘คนในวง’ ภายในแดนฝัน แต่เมื่อกลับมาสู่โลกจริง ก็ยังคงได้รับผลข้างเคียงเชิงลบตามมาด้วย
ในทำนองเดียวกัน พลัง ‘คนในวง’ ของ ‘วงพันธนาการ’ ของเขา ก็เหลือจำนวนใช้งานอีกเพียงเจ็ดครั้ง ซึ่งการใช้คนในวงสองครั้ง จะทำให้โชคร้ายของเขาสะสมนานถึงหกชั่วโมง แถมยังไม่ได้เกิดขึ้นในทันที
คนในวงที่เขาใช้กับภาพสะท้อนของซาราธุสตรา กับที่ใช้กับภาพจากช่องว่างประวัติศาสตร์ มีหลักการทำงานแตกต่างกัน อันหนึ่งทำให้ฉากปรากฏใหม่ ส่วนอีกอันทำให้ตำแหน่งตายตัว
“แก่นแท้ของผลข้างเคียงเชิงลบที่สะท้อนมายังโลกความจริงคือ การใช้สมบัติวิเศษในแดนฝัน จะส่งผลให้สมบัติวิเศษบนโลกจริงถูกกระตุ้นด้วย ทำให้ได้รับผลข้างเคียงเชิงลบแบบเดียวกัน?”
เขาถอนหายใจเงียบงัน
“ขโมยเวลามาพักผ่อนได้ครึ่งวันแล้วสินะ…”
ผ่านไปสักพัก ลูเมี่ยนจ้องผิวน้ำที่กระเพื่อมแผ่วเบา ซึ่งยังค่อนข้างสะอาด พลางสูดลมเย็นที่พัดมาจากแม่น้ำ ภายในใจผุดความคิดหนึ่งโดยปริยาย
“ตัวเราอีกคนหนึ่ง ตอนนี้ก็กำลังเหม่ออยู่เหมือนกันหรือเปล่านะ?”
เขาเคยคิดถึงปัญหาเกี่ยวกับอัตลักษณ์ที่ขัดแย้งหากตนถูกเตะออกจากแดนฝันในร่างสตรี แต่ก็ไม่ได้เตือนจินนากับฟรังก้าเอาไว้ เพียงแค่บอกให้พวกเธอระวังผลกระทบจากสายเลือดโอมีเบล่า
เขามองว่า สถานการณ์นี้อาจช่วยให้คุณสมบัติบางอย่างของโอลัวร์ ค่อยๆ ตื่นขึ้นในภาพสะท้อนแดนฝันของตน
…………
แปดโมงเช้า สวนเต๋อชวง
ฟรังก้าเพิ่งตื่นด้วยอาการงัวเงีย ก็เห็นลูเมียนนายืนอยู่ริมหน้าต่างบานใหญ่ กำลังมองออกไปยังทิวทัศน์ด้านนอกซึ่งมีแสงอาทิตย์สาดส่อง ไม่มีใครทราบว่าในใจกำลังคิดอะไร
หลังจากพักผ่อนหนึ่งคืนเต็ม อาการป่วยของฟรังก้าก็ดีขึ้นมากแล้ว ไม่ได้อ่อนเพลียไปทั้งตัวจนแม้แต่การเดินก็ยังยากลำบากอีกต่อไป
“กำลังดูอะไรอยู่หรือ” เธอถามลูเมียนนาอย่างระวังคำพูด
ลูเมียนนาไม่ได้หันกลับ เพียงตอบด้วยน้ำเสียงที่ค่อนข้างเลื่อนลอย
“อยากออกไปเดินเล่นจัง ตอนนี้ยังไม่ค่อยร้อนเท่าไร”
“รอให้เรื่องสงบก่อนดีกว่านะ” ฟรังก้าเสนอ “เอาแบบนี้เป็นไง พวกเรามาเล่นเกมคอมพิวเตอร์กัน”
“เกมอะไร?” ลูเมียนนาหันกลับมา
“…” ฟรังก้าเงียบไปทันที
ไม่มีคอมพิวเตอร์ แล้วจะให้เล่นเกมคอมพิวเตอร์อะไร?
แม้แต่เครื่องเกมก็ไม่มี!
พวกเขาต้องเก็บเงินทุกหยวนไว้สำหรับการเช่าของที่มีประโยชน์ต่อภารกิจจากร้านชำซิงเมิ่ง ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันจึงถูกตัดทอนให้ประหยัดที่สุด
“เกมมือถือก็ได้…” พูดได้สักพัก ฟรังก้าก็เงียบไป
มือถือราคาแค่ไม่กี่ร้อย จะเล่นเกมอะไรได้โดยไม่กระตุก?
“มาเล่นเกมไพ่นกกระจอกกันเถอะ!” เธอได้แต่พูดแบบนั้นออกไป
ทันใดนั้นเอง จินนาก็เดินเข้ามา พยุงเธอไปห้องน้ำเพื่อล้างหน้าแปรงฟัน
หลังจากปิดประตูห้องน้ำ จินนาคอยสังเกตความเคลื่อนไหวด้านนอก ด้วยเกรงว่าลูเมียนนาจะวิ่งพรวดพราดหนีออกไป จากนั้นก็หรี่เสียงลง เล่าเรื่องของโรแซนให้ฟรังก้าฟัง
ฟรังก้านั่งอยู่บนโถส้วม ปากเผยอ ตัวแข็งทื่อไปหมด
เมื่อฟังจินนาเล่าจนจบ เธอก็ถอนหายใจยาวบ้างสั้นบ้าง
“เรายังเข้าใจพลังของ ‘นักข่าว’ ไม่ดีพอสินะ…”
เธอเข้าใจความรู้สึกของโรแซนในปัจจุบันเป็นอย่างดี หากมีคนที่น่าเชื่อถือมาบอกว่า ชีวิตหลังจากข้ามมิติเป็นของปลอมทั้งหมด อดีตของเธอก็ปลอมเช่นกัน เธอเป็นแค่ตัวละครจินตนาการในแดนฝัน ตนก็คงถูกกระทบกระเทือนทางจิตใจอย่างหนักหน่วงไม่แพ้กัน แค่ไม่ล้มทั้งยืนก็บุญโขแล้ว
แม้จะเคยคิดใช้โรแซนเพื่อปลุกมิสเตอร์ฟูล แต่ก่อนหน้านี้ ฟรังก้าคิดจะแต่งเรื่องมาโน้มน้าว ไม่ใช่บอกความจริงกับอีกฝ่าย
สำหรับความจริงบางเรื่อง ดีที่สุดคือการไม่รู้เลย
มันคือตัวแทนของความสิ้นหวัง
ฟรังก้าครุ่นคิดสักพัก แล้วพูดอย่างอับจนหนทาง
“เราพอจะหาข้ออ้างอื่นๆ มาแก้ไขสถานการณ์ได้ไหม? ไม่ใช่การไปบอกโรแซนว่าเธอโกหก แต่เป็นการวางแผนบางอย่าง เพื่อให้ทุกคนได้ ‘บังเอิญค้นพบ’ ว่าแดนฝันก็เป็นเพียงการอำพรางอีกชั้นหนึ่ง ไม่ใช่ความจริงสุดท้าย…ฉันคิดว่าโรแซนคงยอมรับอะไรแบบนี้ได้ คนเราพร้อมจะหลอกตัวเองในเรื่องบางเรื่องอยู่แล้ว โรแซนก็พูดอยู่ตลอดไม่ใช่หรือ ว่านี่ต้องไม่ใช่ความฝัน?”
“เหนือสิ่งอื่นใด เราก็ไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะยืนยันว่าที่นี่คือแดนฝันอยู่แล้ว!”
จินนาเงียบไปครู่หนึ่งแล้วเปิดปาก
“ตอนนี้คงมีเพียงวิธีนี้…พักนี้ต้องให้อ็องโตนีมาคอยปลอบโยนโรแซนไปก่อน หรือไม่ก็ให้เขาบำบัดอย่างจริงจังไปเลย”
ฟรังก้าพยักหน้ารับ ทันใดนั้นก็เปลี่ยนเป็นครุ่นคิด
เธอมองจินนาแล้วเอ่ยอย่างเชื่องช้า
“ตามที่เราเคยคาดคะเนกันไว้ โรแซนคือตัวละครในแดนฝันที่ถูกสร้างจากจิตใต้สำนึกของมิสเตอร์ฟูล โดยผสานเข้ากับตัวจริงในความทรงจำ หรือพูดให้ชัดเจนคือ เธอเปรียบได้กับส่วนหนึ่งของมิสเตอร์ฟูล”
“หลังจากเธอได้ยินความจริงเกี่ยวกับแดนฝัน เมืองแดนฝันกลับไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย และเธอก็ยังไม่ถูกเตะออกจากแดนฝัน…”
……………………………………………………..