ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 988 พ่อลูก
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 988 พ่อลูก
ตอนที่ 988 พ่อลูก
ลูเมี่ยนได้ยินเสียงรถคันหนึ่งพุ่งชนขอบถนนด้วยเสียงอึกทึก จึงรีบกดปุ่มเลื่อนกระจกลง แล้วชะโงกหน้าออกไปมอง
เขาเหลือบสายตาไปทางสี่แยก ซึ่งห่างออกไปสิบกว่าถึงยี่สิบเมตร มองสลับกับร่างของมิสเตอร์ชุยที่ถูกชนกระเด็นไปไกล แถมยังถูกทับจนแหลก
แทบจะในเวลาเดียวกัน เขาเห็นหลายร่างผุดออกจากที่ซ่อนตัว วิ่งตรงไปทางคนตายและรถที่ก่อเหตุ
ลูเมี่ยนหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา ถ่ายไปสองสามรูปแล้วพึมพำว่า
“เฮ้ย! ตรงนั้นมีรถชนกันด้วย”
“ขับซิ่งยังกับรถแข่งแน่ะ ไม่ใช่ว่าเมาแล้วขับหรือ?”
เขาทำตัวเหมือนไทยมุง ซึ่งพร้อมจะโพสต์ลงบนโซเชียลและแอปวิดีโอสั้น
รถคันที่เกิดเหตุซึ่งพังยุบตั้งแต่กันชนหน้า บัดนี้เครื่องดับสนิท ไม่สามารถสตาร์ทกลับมาได้ ประตูรถกำลังเปิดอ้าซ่า โดยมีชายคนหนึ่งเดินโซเซออกมาในท่ายืนไม่มั่นคง
“ให้ตายเถอะ เมาจริงๆ ด้วย ทีหลังถ้าเมาอย่าขับ ถ้าขับอย่าเมาสิวะ!” ลูเมี่ยนเริ่มถ่ายวิดีโอพลางพึมพำ
หลังจากรถพยาบาลมารับร่างของมิสเตอร์ชุยไป ตำรวจที่แอบสังเกตการณ์ก็ช่วยกันพาตัวคนขับรถคันเกิดเหตุไป เหลือเพียงตำรวจจราจรที่กำลังตรวจสอบจุดเกิดเหตุ รวมถึงรถลากที่พร้อมเคลื่อนย้ายได้ทุกเมื่อ ลูเมี่ยนจึงกลับเข้าไปนั่งในรถ ท่าทีเหมือนกำลังชั่งใจว่า ควรแชร์เรื่องราวเมื่อครู่ลงกลุ่มต่างๆ อย่างไรดี
ไม่นานนัก อ็องโตนีที่ปลอมตัวอยู่เหมือนกัน ถือถุงใส่ของพะรุงพะรัง เดินออกจากร้านสะดวกซื้อที่เปิด 24 ชั่วโมงด้านข้าง แล้วเปิดประตูขึ้นรถ
ลูเมี่ยนสตาร์ทรถแล้วขับออกไปทันที
พวกเขาไม่ได้พาตัวลุดวิกมาด้วย แต่ส่งตัวเด็กชายไปให้จินนาดูแลแทน หากทั้งในจุดเกิดเหตุที่ซาราธุสตราถูกยิง และจุดที่มิสเตอร์ชุยประสบอุบัติเหตุมีเด็กชายอายุเจ็ดแปดขวบอยู่ด้วย ต่อให้มองแวบแรกจะดูต่างกัน แต่มันจะกลายเป็นต้นตอของความน่าสงสัย
………
ณ สวนเต๋อชวง ห้อง 2303
ลูเมี่ยนนั่งอยู่บนโซฟาเดี่ยว กล่าวกับฟรังก้าและจินนาว่า
“พอหลังเที่ยงคืน ฉันจะไปหาหลี่เค่อจี่”
เขาเว้นวรรคครู่หนึ่งแล้วเอ่ยปาก
“วันนี้ลูเมียนนาทำตัวผิดปกติบ้างไหม?”
จินนาเงียบไปสองวินาที แล้วเล่าอย่างละเอียด เกี่ยวกับอาการเหม่อลอยของลูเมียนนา รวมถึงแรงกระตุ้นภายในใจอีกฝ่าย ความโชคร้ายที่เกิดกับเธอ การออกไปสูดอากาศบนดาดฟ้า คำพูดระหว่างเล่นไพ่ และรายละเอียดปลีกย่อยอื่นๆ โดยไม่ปิดบังส่วนใดเลย
ลูเมี่ยนตั้งใจฟังยิ่ง ไม่ได้พูดขัดจังหวะ สีหน้าอ่อนโยนลงตามลำดับ
เมื่อจินนาเล่าจบ ฟรังก้าก็อ้าปากเล็กน้อย ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนเอ่ยว่า
“ถ้าคุณถูกเตะออกจากแดนฝันอีกครั้ง การเข้ามาครั้งที่สามจะเผชิญกับข้อจำกัดมากมาย เหมือนกับราชินีเงื่อนงำ”
ลูเมี่ยนเงียบไปนานก่อนเอ่ยตอบ
“ฉันรู้”
…………
ริมทะเลสาบแห่งหนึ่ง ภายในคฤหาสน์สูงสี่ชั้น
ฮวงเป่ยเป่ยเดินกลับมาจากข้างนอก ก้าวเข้าสู่ห้องโถงใหญ่ที่ตกแต่งอย่างหรูหราอลังการ
บรรดาเพื่อนร่วมชั้นที่มาเยี่ยมบ้านมักจะถามว่า ‘ทำไมบ้านเธอถึงแต่งเหมือนพระราชวังเลยล่ะ? ไม่รู้สึกแปลกๆ บ้างหรือ?’
ฮวงเป่ยเป่ยได้แต่ยักไหล่อย่างจนใจ
นี่แหละรสนิยมของพ่อฉัน
“พ่อกับคนอื่นๆ ไปไหน?” ฮวงเป่ยเป่ยถามพ่อบ้านที่ยืนอยู่ในห้องโถง
ปกติเธออยู่หอใน แต่ไม่ใช่ช่วงเทศกาลหยุดยาว ส่วนใหญ่จะกลับบ้านสัปดาห์ละครั้งในช่วงเสาร์อาทิตย์
พ่อบ้านตอบกลับอย่างนอบน้อม
“คุณชายฮวงเซี่ยอยู่ที่สนามบาสฯ ใต้ดิน คุณชายฮวงป๋ออยู่ในห้องของเล่น กำลังประกอบรถสี่ล้อที่วิ่งเองได้ คุณนายออกไปร่วมซาลอนศิลปะ ส่วนนายท่านอยู่ในห้องชิมไวน์ครับ”
ฮวงเป่ยเป่ยพยักหน้ารับ แล้วเดินไปทางฝั่งหนึ่งของห้องโถง เพื่อใช้ลิฟต์ลงชั้นใต้ดิน
ที่นี่มีห้องเก็บไวน์ใหญ่โต รวมถึงมีห้องเก็บของที่แข็งแรงทนทาน และห้องชิมไวน์ที่สามารถมองเห็นระลอกคลื่นของสระน้ำในร่ม
ฮวงเทากำลังนั่งอยู่บนโซฟา ถือแก้วเหล้ากลั่นจากมอลต์ใส่น้ำแข็ง กำลังจิบอย่างสบายอารมณ์
“กลับมาแล้วหรือ?” เมื่อเห็นฮวงเป่ยเป่ยเข้ามา เขาก็ยิ้มให้
“ทำไมดื่มเหล้าอีกแล้วล่ะ” ฮวงเป่ยเป่ยนั่งลงฝั่งตรงข้าม
ฮวงเทาอมยิ้มแล้วพูด
“อายุมากแล้ว แทบไม่เหลืองานอดิเรกแล้ว”
ฮวงเป่ยเป่ยเลิกตักเตือน พลางเงียบมองบิดาจิบเหล้ากลั่นสีน่าดื่มอีกครั้ง แล้วหยิบเมล็ดสนที่แกะเปลือกแล้ว จากจานของว่างบนโต๊ะไม่กี่เม็ดใส่ปาก
หลังจากกินของในปากเสร็จ ฮวงเทาก็เอ่ยถาม
“เพื่อนของลูกล่ะ? ไม่ได้มาเยี่ยมด้วยหรือ?”
“อาจารย์ชีววิทยาที่โรงเรียนกวดวิชาเกิดเรื่อง เธอกำลังง่วนกับทางนั้น ไม่มีเวลามาด้วยกัน” ฮวงเป่ยเป่ยตอบสั้นกระชับ
ฮวงเทาหัวเราะขึ้นมา
“ลูกเคยเล่าให้ฟังแล้ว…ให้ตายสิ…อยากทำการทดลองทำไมไม่ไปทำงานในแล็บให้รู้แล้วรู้รอด เป็นอาจารย์ชีวะฯ ทำไม?”
พูดถึงตรงนี้ ฮวงเทามองหน้าฮวงเป่ยเป่ย ก่อนจะถอนหายใจแล้วพูด
“ทำไมลูกถึงไม่อยู่ติดบ้านบ้าง? อีกตั้งนานกว่าจะเปิดเทอม แต่กลับย้ายเข้าหอไปก่อน”
นี่ไม่ใช่ปัญหาของเรา…อาจจะเป็นเพราะในความเข้าใจของมิสเตอร์ฟูล เราแยกจากพวกเขา จึงมีเวลาอยู่ด้วยกันน้อย…ฮวงเป่ยเป่ยอธิบายอย่างทุ่มเท
“พอดีกำลังทำโปรเจกต์วิชาการอยู่น่ะ”
ฮวงเทาไม่ได้ซักถามต่อ เพียงบ่นเล็กน้อยแล้วเปลี่ยนเรื่องพูด
“สำนักพิมพ์เด็กของลูกเป็นยังไงบ้างแล้ว?”
“ก็เรื่อยๆ” ฮวงเป่ยเป่ยนึกทบทวนแล้วเอ่ยต่อ “ตลาดหนังสือเด็กเป็นตลาดหนังสือเล่มที่ทำกำไรอันดับหนึ่ง การนำนิทานคลาสสิกมาออกแบบและห่อหุ้มใหม่ ก็ช่วยสนองความต้องการในตลาดได้เหมือนกัน นอกจากนี้ ทางเราเองก็กำลังฟูมฟักนักเขียนหนังสือเด็กและหกไหจิตรกรหนังสือภาพของเราเองด้วย”
“ในแง่นี้ ในประเทศเราเริ่มต้นช้าเกินไป ยังไม่ค่อยพัฒนาสักเท่าใด ยังขาดแคลนผลงานดีๆ อยู่มาก โอกาสของพวกลูกๆ เรียกได้ว่าถมเถ” ฮวงเทาชื่นชมลูกสาวหนึ่งประโยค “ในขณะเดียวกัน ก็ต้องให้ความสำคัญกับการนำเข้าลิขสิทธิ์ด้วย ไม่ควรปล่อยให้หนังสือเด็กดีๆ จากต่างประเทศหลุดมือไป ให้ตกไปอยู่ในมือคู่แข่ง”
เขาสอนลูกสาวอย่างจริงจัง ท่าทางเหมือนอยากให้สำนักพิมพ์เด็กรุ่งอรุณเติบโตและแข็งแกร่ง
ฮวงเป่ยเป่ยตั้งใจฟัง สลับกับเสนอความเห็นเป็นครั้งคราว บทสนทนาระหว่างสองพ่อลูกเป็นไปอย่างลงตัว
พอคุยกันจนเกือบจบ ฮวงเทาก็แกว่งแก้วเหล้าไปมา พลางเอ่ยขึ้นอย่างสะท้อนใจ
“ลูกรู้ไหมว่า ความทุกข์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตคืออะไร”
ฮวงเป่ยเป่ยส่ายหน้า
ฮวงเทายิ้มเยาะตัวเอง
“ก็คือการได้เห็นคนและสิ่งที่ตัวเองหวงแหนที่สุด ได้เห็นชีวิตที่ตัวเองใฝ่ฝันที่สุด ถูกคนอื่นเข้ามาครอบครองแทน โดยที่ตัวเองถูกจองจำอยู่ในคุกมืดหม่นอึดอัด”
ฮวงเป่ยเป่ยจ้องมองฮวงเทาโดยไม่ตอบอะไร
ฮวงเทาก็ไม่ถือสา หยิบถั่วแห้งมาแกล้มเหล้ากลั่น รินเหล้าดื่มคนเดียวอยู่พักหนึ่ง
เขาเริ่มเก็บสีหน้ากลับมาเป็นปกติ มองไปทางฮวงเป่ยเป่ยแล้วเอ่ยปากว่า
“ถ้าลูกพบว่าตัวเองเป็นเพียงตัวละครที่ไร้ตัวตนในความฝัน และตอนนี้ มีคนพยายามปลุกเจ้าของความฝันให้ตื่น ลูกจะทำยังไง”
ฮวงเป่ยเป่ยเงียบไปสองสามวินาที
“ต้องดูสถานการณ์ด้วย”
ฮวงเทายิ้มพูด
“ถ้าจะระบุให้ละเอียด ลูกรู้ชัดเจนว่า หากเจ้าของความฝันตื่นขึ้น ตัวเองจะสูญสลายโดยสิ้นเชิง ต่อให้มีความฝันครั้งถัดไป ตัวละครที่ปรากฏก็ไม่ใช่ลูกคนเดิมอีกต่อไปแล้ว ทว่า…คนที่ลูกให้ความสำคัญที่สุดกลับสนับสนุนการปลุกเจ้าของความฝัน ยอมเสี่ยงอันตราย หรือแม้กระทั่งเสียสละตัวเอง…เป็นลูกจะทำยังไง?”
ฮวงเป่ยเป่ยไม่ตอบ
เธอเพียงมองฮวงเทา แล้วเอาแต่เงียบไม่พูดไม่จา
ฮวงเทารับสายตาของลูกสาวอย่างสงบนิ่ง
ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาดื่มเหล้าที่เหลือจนหมดแก้ว แล้วลุกขึ้นยืน
“พ่อขึ้นไปทำงานก่อนนะ”
ฮวงเทาเดินออกมาจากช่องระหว่างโซฟากับโต๊ะกาแฟ ผ่านข้างตัวฮวงเป่ยเป่ย มุ่งหน้าไปทางประตูห้องชิมไวน์
“พ่อคะ…”
ทันใดนั้น ฮวงเป่ยเป่ยเรียกให้เขาหยุด
ฮวงเทาหันกลับมา รอยยิ้มผุดขึ้นบนใบหน้า
“มีอะไรอีกหรือ” เขาถาม
ฮวงเป่ยเป่ยลุกขึ้นยืนเช่นกัน ไตร่ตรองก่อนจะเอ่ย
“ลูกสงสัยมาตลอด…ถ้าไม่อิงจากวิทยาศาสตร์ ข้างในกระจกจะเป็นยังไง แล้วส่วนลึกของกระจกมีอะไรซ่อนอยู่?”
ฮวงเทาจ้องมองฮวงเป่ยเป่ยสองสามวินาที
“ซ่อนสิ่งที่น่ากลัวเกินกว่าลูกจะจินตนาการไหว”
พูดจบ ฮวงเทาก็หันกลับไป ดึงประตูไม้เปิดออก เดินจากห้องชิมไวน์ไป
“สิ่งที่น่ากลัว…” ฮวงเป่ยเป่ยยืนนิ่งอยู่ในตำแหน่ง ครุ่นคิดถึงถ้อยคำดังกล่าวอยู่นาน
…………
กลางดึกสงัด
ลูเมี่ยน ‘เทเลพอร์ต’ มายังบริเวณใกล้โรงพยาบาลหงเยว่
เขาไม่รีบร้อนเข้าไป แต่แปลงร่างเป็นลูเมียนนาก่อน ปลอมตัวให้เรียบร้อย แล้วเดินสำรวจรอบโรงพยาบาลหงเยว่
เขาเห็นเห็ดผุดขึ้นมาราวกับหน่อไม้หลังฝน ทั้งในบริเวณสวนรอบโรงพยาบาล รวมถึงตามมุมอาคารต่างๆ
เห็ดเหล่านี้ไม่ได้รุกล้ำที่อยู่ของสิ่งมีชีวิตอื่น ไม่ทำลายโครงสร้างอาคาร เพียงงอกขึ้นมาอย่างเงียบสงบ
เห็ดขึ้นเยอะขนาดนี้ ไม่แปลกที่โรงพยาบาลหงเยว่จะมีเมนูเห็ด…ดูเหมือนจะกินได้ทุกอัน…วัตถุดิบฟรีๆ ใครจะไม่ใช้? หลังจากสำรวจพื้นที่รอบนอกโรงพยาบาลหงเยว่เบื้องต้นแล้ว ลูเมี่ยนซ่อนตัวในมุมอับสายตา มุดเข้าไปในกระจก แล้วย้ายไปยังแผนกจิตเวช
เขาไม่กังวลว่าจะถูกตำรวจของเมืองแดนฝันสกัดกั้นหรือวางกับดักไว้ในโลกกระจก เพราะลูเมียนนาไม่มีตัวตนจริง ภายนอกก็ไม่มีความเกี่ยวข้องกับหลี่เค่อจี่ นอกเสียจากว่า ย่าเก่อคีกับผู้บริหารระดับสูงของกรมตำรวจจะใช้พลังทำนายหรือวิวรณ์ จนเห็นว่าการเฝ้ารอที่นี่จะได้เบาะแส ไม่อย่างนั้นคงไม่เจาะจงส่งคนมาเฝ้าแน่
เหนือสิ่งอื่นใด ในสถานการณ์ที่ทุกคนถูกกดให้อยู่แค่ลำดับ 7 นางมารสิ้นหวังอย่างลูเมี่ยนไม่ค่อยกลัวการทำนายและวิวรณ์ซึ่งจะชี้มายังตน
หลังเฝ้าสังเกตทั่วทั้งแผนกสักพัก ลูเมี่ยนก็กระโดดออกจากวัตถุคล้ายกระจก ลงสู่พื้นอย่างเบาหวิว
เขาถือกระจกไว้ในมือตลอด ใช้สะท้อนแสง สร้างภาพลวงตาหลอกกล้องวงจรปิด
ลูเมี่ยนกวาดตามองไฟโถงทางเดินที่ส่องแสงสลัว กวาดตามองประตูเหล็กซึ่งหลับใหลในความมืดมิด โดยตลอดกระบวนการ พลังวิญญาณไม่ส่งสัญญาณเตือนแม้แต่น้อย
จากนั้น เขาสูดลมหายใจเข้า ไม่ได้กลิ่นเลือด ไม่ได้กลิ่นประหลาดใดๆ
เขาจึงเคาะประตูโลหะห้องของหลี่เค่อจี่แผ่วเบา
ปึงปึงปึง! เสียงเคาะไม่ดังมาก เพียงก้องอยู่ในบริเวณรอบข้าง ไม่ไปถึงเคาน์เตอร์พยาบาล
เสียงของหลี่เค่อจี่ดังขึ้นทันที เบาจนแทบไม่ได้ยิน
“ใคร?”
คราวนี้ไม่มีเห็ดขาวนวลๆ โผล่มาแอบมองตรงหน้าต่าง ไม่มีเส้นใยสีขาวแลบออกมาตามรอยประตู
“ฉันเอง” ลูเมี่ยนผมดำตอบเสียงนุ่มนวล “คนที่เคยขอให้คุณช่วยรักษาเพื่อนที่เป็นผักน่ะ”
“คุณเองหรือ…” หลี่เค่อจี่ไม่ได้โผล่หน้าตรงหน้าต่างลูกกรงบนประตู คล้ายกับยังคงซุกตัวอยู่มุมเตียง
“งานวิจัยของคุณคืบหน้าบ้างไหม” ลูเมี่ยนถามต่อ
“มีไอเดียเล็กน้อย มีของเสียเพียบ และมีของกึ่งสำเร็จชิ้นหนึ่ง มันยังต้องทดสอบ ผมไม่แน่ใจว่าผลสุดท้ายจะเป็นยังไง…” พูดไปพูดมา น้ำเสียงของหลี่เค่อจี่กลับแฝงความสับสน “แต่ดันเกิดเรื่องแปลกๆ ขึ้นเสียก่อน ช่วงนี้ผมคงไม่มีเวลาทำการทดลองให้คุณแล้วละ”
“เรื่องอะไร” ลูเมี่ยนรู้สึกตึงเครียดขึ้นมาทันที
ต้องเป็นเรื่องแบบใด ถึงสามารถทำให้หลี่เค่อจี่ต้องหยุดทดลองเห็ดได้เชียว?
ผ่านไปสองสามวินาที หลี่เค่อจี่ตอบเหมือนกำลังพูดกับตัวเองด้วยเสียงล่องลอย
“ผมตั้งครรภ์”
……………………………………………………..