ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 991 คุยเล่นอย่างมีเป้าหมาย
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 991 คุยเล่นอย่างมีเป้าหมาย
ตอนที่ 991 คุยเล่นอย่างมีเป้าหมาย
หลังจากสงสัยว่าซาราธุสตราแทนที่ครูจากโรงเรียนกวดวิชาเมิ่งเสี่ยงและโรงเรียนกวดวิชาซิงซิงเพื่อมุ่งเป้าไปที่เกอร์มัน·สแปร์โรว์ ซึ่งแท้จริงแล้วไม่มีตัวตนในแดนฝัน ลูเมี่ยนและคณะได้ถกเถียงในประเด็นนี้อยู่พักใหญ่ แต่ก็ยังคิดไม่ออกว่าการกระทำเช่นนี้มีความหมายและประโยชน์อย่างไร
พวกเขาวางแผนจะเขียนจดหมาย พรุ่งนี้ให้ฟรังก้าและจินนานำไปส่งที่ร้านชำซิงเมิ่ง เพื่อดูว่าไพ่อาร์คาน่าใหญ่จะแสดงความเห็นอย่างไร
ขณะลุกขึ้นยืน เตรียมออกจากห้องเช่าในอพาร์ตเมนต์ซินหง ฟรังก้านึกถึงบางอย่างขึ้นมา จึงมองไปทางลูเมี่ยนด้วยความสงสัย
“คุณเคยบอกว่า การที่หลี่เค่อจี่ตั้งครรภ์ เป็นเพราะการรับรู้ของกรีน ผนวกกับสายเลือดโอมีเบล่าในตัวคุณ และสภาพแวดล้อมของโรงพยาบาลมู่ซู ผสมผสานกันทำให้จิตใต้สำนึกของราชันสวรรค์เข้ามามีบทบาท เชื่อมโยงตัวคุณในแดนฝันเข้ากับ โอมีเบล่า บุตรแห่งเทพขององค์มารดาผู้ยิ่งใหญ่ จนคำที่คุณเผลอพูดออกไปว่า ‘เขาตั้งครรภ์แล้ว’ กลายเป็นจริงขึ้นมา…คำถามก็คือ ในตอนนี้ ตัวบุตรแห่งเทพโอมีเบล่าอย่างคุณ สามารถใช้พลังเหนือธรรมชาติจากเส้นทางสามสาย คือ ‘นักเพาะปลูก’ ‘นักปรุงยา’ และ ‘เจ้าวิชามาร’ ได้หรือไม่?”
ฟรังก้าจ้องมองด้วยสายตาเป็นประกาย รู้สึกว่าเรื่องนี้มีความหมายคล้ายกับ ‘ฉันกำลังคิด’
แน่นอนว่า ‘ฉัน’ ในที่นี้หมายถึงจิตใต้สำนึกในแดนฝัน
แค่ทำให้จิตใต้สำนึกในแดนฝันเชื่อ ทุกอย่างก็เกิดขึ้นได้!
ลูเมี่ยนลองทดสอบดูว่าตัวเองจะใช้พลังเส้นทาง ‘แวมไพร์’ ‘นักบวชเก็บเกี่ยว’ และ ‘เจ้าวิชามาร’ ได้หรือไม่ แต่ล้มเหลวทั้งหมด
“ใช้ไม่ได้” เขาส่ายหน้า
โดยไม่รอให้ฟรังก้าตอบ เขาเสริมต่อด้วยสีหน้าครุ่นคิด
“บางทีอาจใช้ได้ที่โรงพยาบาลมู่ซู”
ขณะที่ฟรังก้า ‘อืม’ ตอบรับ จินนาก็เตือนลูเมี่ยน
“ถ้าเป็นแบบนั้นจริง การเข้าออกโรงพยาบาลมู่ซูบ่อยๆ อาจทำให้คุณกลายเป็นเหมือนโอมีเบล่าไปทีละนิด จนกระทั่งเหมือนกันโดยสมบูรณ์”
ลูเมี่ยนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพูดเสียงหนักแน่น
“เป็นไปได้”
ฟรังก้าพลันส่งเสียง ‘ฮึ่ย’ ออกมา
“สไตล์ของ ‘องค์มารดาผู้ยิ่งใหญ่’ ช่างเจ้าเล่ห์จริงๆ…ทำให้คนติดกับดักโดยไม่รู้ตัว บางครั้ง ความระแวดระวังก็ดูเหมือนจะไม่ได้ผล…”
พูดมาถึงตรงนี้ ฟรังก้าตอบคำถามของตัวเอง
“ฟังจากชื่อแล้ว ‘องค์มารดาผู้ยิ่งใหญ่’ อาจเป็นสัญลักษณ์ของ ‘หยิน’ ใน ‘หยินหยาง’…”
…………
วันรุ่งขึ้น หรือก็คือวันอาทิตย์ ลูเมี่ยนพาลุดวิกมาที่โรงเรียนกวดวิชาเมิ่งเสี่ยงอีกครั้ง
ระหว่างส่งเด็กเข้าห้องเรียน เขาได้ใช้ ‘เนตรภัยพิบัติ’ สังเกตเคาน์เตอร์ด้านหน้า สังเกตครูทุกคนที่เขาพบ รวมทั้งสังเกตแอนเดอร์สัน·ฮู้ดโดยไม่ให้ใครสังเกตเห็น
และยกเว้นคนหลังสุด สายธารโชคชะตาสีปรอทของทุกคนที่เหลือ ในอดีตช่วงหนึ่งล้วนปรากฏเป็นสีดำซึ่งสื่อถึงความตาย สีดำเหล่านี้บางส่วนเลือนรางไปแล้ว บางส่วนยังคงชัดเจน กำลังไหลไปตามสายธารแห่งมายาด้านหน้า ยิ่งนานยิ่งถอยห่างออกไป ยิ่งมองเห็นได้ยาก
“เป็นคนที่เกิดใหม่จริงๆ…” ลูเมี่ยนไม่ได้ทักทายแอนเดอร์สัน·ฮู้ด เพียงถอยหลังสองก้าว แล้วนั่งลงที่เดิม
ขณะที่กำลังคิดว่าจะจัดการเรื่องนี้อย่างไร เขาก็พลันเห็นโจวหมิงรุ่ยสวมเสื้อยืดหลวมสีฟ้าเดินตรงมา
เป็นคนทุ่มเทอะไรแบบนี้ เห็นซาราธุสตราถูกยิงตายก็แล้ว ไปแอบจับตามองมิสเตอร์ชุยก็แล้ว ยังอุตส่าห์จำได้ว่าต้องมาเรียนภาษาอังกฤษธุรกิจอีก…ลูเมี่ยนอดรำพึงไม่ได้ พลางลุกขึ้นยืนทักทายโจวหมิงรุ่ย
ในฐานะพนักงานบริษัทอินทิสด้วยกัน อีกทั้งเคยพบกันมาหลายครั้ง นี่เป็นมารยาทที่พึงมี
โจวหมิงรุ่ยเห็นดังนั้น จึงทักทายตอบ
ขณะที่ลูเมี่ยนคิดว่า ตนควรเลี้ยวเข้าห้องเรียนอย่างราบรื่น โจวหมิงรุ่ยกลับหยุดลง หยุดอยู่ตรงหน้าเขา
โจวหมิงรุ่ยมองซ้ายมองขวาแล้วเอ่ยปาก
“อาจารย์ต้าลาออกไปแล้วหรือ? ช่วงนี้ผมมาทุกครั้งก็ไม่เห็นเขา”
“คุณรู้จักอาจารย์ต้าใช่ไหม?”
“รู้จักครับ ต้าหนี่จื่อ ผมเห็นใบปลิวที่เขาแจกถึงได้พาลูกมาสมัครเรียนที่นี่” ลูเมี่ยนตอบรวบรัด
เขาคิดไม่ถึงว่าโจวหมิงรุ่ยจะมาชวนเขาคุยเล่น แถมยังถามถึงผู้แจ้งสารเดนิสอีกด้วย
เป็นเพราะได้รับแรงกระตุ้นจากเรื่องของซาราธุสตรา โจวหมิงรุ่ยจึงเริ่มสืบค้นความผิดปกติรอบตัวอย่างจริงจัง แถมยังกล้าติดต่อกับพวกเราที่มีปัญหามากขึ้น? จึงเริ่มสังเกตเห็นแล้วว่า อาจารย์ต้าของโรงเรียนกวดวิชาเมิ่งเสี่ยงหายหน้าหายตาไปพักใหญ่แล้ว? นี่มันข่าวดี! แต่ก็มีด้านที่ไม่ดีเหมือนกัน ถ้าเขายังสืบต่อไปเรื่อยๆ สักวันเรากับพวกฟรังก้าอาจถูกเตะออกจากแดนฝันโดยไม่มีสัญญาณเตือน เหมือนกับมิสเตอร์ชุยนั่น…ลูเมี่ยนครุ่นคิดจนได้ข้อสรุปคร่าวๆ
โดยไม่รอให้โจวหมิงรุ่ยถามต่อ เขาถอนหายใจแล้วพูด
“อาจารย์ต้าไม่ได้ลาออก เขาเสียชีวิตแล้ว”
“หา?” แววตาของโจวหมิงรุ่ยแข็งค้างทันที
ความตกใจและประหลาดใจปรากฏชัดบนใบหน้าเขา
นี่ก็เป็นปฏิกิริยาที่คนปกติควรมีเมื่อได้ยินข่าวแบบนี้
“เมื่อไร? ได้ยังไง?” โจวหมิงรุ่ยไม่ปิดบังความตกตะลึงของตน
ลูเมี่ยนมองไปทางเคาน์เตอร์หน้า
“ผมได้ยินจากครูใหญ่เอย์ว่า ดูเหมือนเขาเจอฆาตกรโรคจิต ถูกรัดคอตายทั้งเป็น”
“ตอนแรก ครูใหญ่เอย์กับอาจารย์แอนเดอร์สันคิดว่าเขาแค่หายตัวไป…แต่เนื่องจากไม่เชื่อว่าอาจารย์ต้าจะอยู่รอดด้วยตัวคนเดียวได้ จึงรีบแจ้งความเร็ว หลังจากนั้น ตำรวจตามหาจนพบว่าอาจารย์ต้าอยู่ในห้องเก็บศพใต้ดินของโรงพยาบาลมู่ซู ในสภาพที่เป็นศพแล้ว”
ทุกสิ่งที่ลูเมี่ยนพูด ล้วนเป็นข้อมูลที่ครูใหญ่เอย์นานาเคยกล่าวไว้ แถมยังสามารถค้นหาได้ทางออนไลน์ เขาจึงไม่กังวลว่าจะถูกเตะออกจากแดนฝันอีกครั้ง หลังจากกลับเข้ามาในแดนฝันใหม่ เขาตั้งใจว่าจะอยู่อย่างเงียบๆ ต่อหน้าโจวหมิงรุ่ยสักสองสามวัน
“ถูกฆ่า…” แววตาของโจวหมิงรุ่ยวูบไหว พลางจมอยู่ในภวังค์ความคิด
“ใช่ครับ ศพถูกพบที่ห้องเก็บศพใต้ดินของโรงพยาบาลมู่ซู” ลูเมี่ยนเน้นย้ำประโยคนี้อย่างตั้งใจ
เขากำลังพยายามชี้นำให้โจวหมิงรุ่ยสังเกตว่า โรงพยาบาลมู่ซูอาจมีปัญหาบางอย่าง ผ่านการสนทนาปกติ
“ฆาตกรยังอุตส่าห์นำศพของอาจารย์ต้าไปไว้ที่ห้องเก็บศพใต้ดินด้วยหรือ?” โจวหมิงรุ่ยแสดงความไม่เข้าใจ
ลูเมี่ยนส่ายหน้า
“ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นฝีมือฆาตกร อาจเป็นคนผ่านทางที่พบศพแล้วนำไปส่งก็ได้”
“เป็นไปได้ยังไง? คนทั่วไปเจอศพต้องแจ้งตำรวจเลยสิ” โจวหมิงรุ่ยรู้สึกว่าเรื่องนี้มีกลิ่นไม่ชอบมาพากล
“แต่ก็นะ…ทำไมฆาตกรต้องเอาศพของอาจารย์ต้าไปไว้ที่ห้องเก็บศพของโรงพยาบาลมู่ซูด้วย? คิดว่าถ้านำไปซ่อนที่นั่นแล้วจะปลอดภัยไม่มีใครพบหรือไง? ทำไมถึงคิดแบบนั้นล่ะ…” ลูเมี่ยนคอยตั้งคำถาม เน้นย้ำเรื่องโรงพยาบาลมู่ซู แต่ไม่ได้ให้คำตอบ
สำหรับเขาในตอนนี้ การให้คำตอบนับว่าเสี่ยงอันตรายเกินไป
โจวหมิงรุ่ยพยักหน้าอย่างครุ่นคิด พลางชี้ไปทางห้องเรียนภาษาอังกฤษธุรกิจ
“ผมไปเข้าเรียนก่อนนะ”
“ครับ” ลูเมี่ยนนั่งลงตาม
เขาพิงกำแพงห้องเรียน ความคิดค่อยๆ กระจายออกไป
“เรื่องที่อาจารย์ของโรงเรียนกวดวิชาเมิ่งเสี่ยงกับโรงเรียนกวดวิชาซิงซิงถูกแทนที่อย่างลับๆ นี่แก้ไขยากจริงๆ…”
“ถ้าเป็นในโลกความจริง เราคงหาโอกาสระเบิดส่วนใต้ดินของโรงพยาบาลมู่ซูทิ้งไปเลย เพื่อตัดไฟเสียแต่ต้นลม แต่ในเมืองแดนฝัน ส่วนใต้ดินของโรงพยาบาลมู่ซูเป็นทั้งเงาทางจิตใจของผู้ยิ่งใหญ่ และเป็นจุดแทรกซึมของพลังจากผู้ยิ่งใหญ่ภายนอก เกรงว่าแม้แต่ทั้งเจ้าของร้านชำซิงเมิ่ง รวมถึงสเตียโน่ คงไม่กล้าบุ่มบ่ามเข้าไปยั้ง แม้พวกเขาจะไม่ถูกจำกัดอะไรเลยก็ตาม…”
“ใช้ ‘เนตรภัยพิบัติ’ เพื่อแยกแยะว่า เป้าหมายเป็นผู้มาใหม่หรือไม่ แล้วสังหารคนที่ถูกแทนที่เรียบร้อยแล้ว เช่นฮวงเจียเจีย หรือพวกเอย์นานา เพื่อกำจัดทิ้งให้หมด?”
“ถ้าให้ฆ่าสักหนึ่งคน เรายังมั่นใจว่าจะปกปิดร่องรอยไหว แต่หากต้องสังหารหลายคนขนาดนี้ ตำรวจเมืองแดนฝันกับท่านผู้กำกับย่าเก่อคีไม่ได้ตาบอดสักหน่อย นี่มันเท่ากับท้าทายจิตสำนึกหลักของแดนฝันโดยตรง อาจโดนระบุตัวตนภายในวันเดียว…”
“เหนือสิ่งอื่นใด พวกฮวงเจียเจียเป็นบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเกอร์มัน·สแปร์โรว์ หากพวกเขาถอนตัวออกจากเวทีของเมืองแดนฝันไปหมด อาจนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงในทางไม่ดี หรือทำให้แผนปลุกล้มเหลวตั้งแต่ยังไม่เริ่ม…”
“แจ้งความ? ในสถานการณ์ที่ขาดหลักฐาน อาจเหมือนกับตอนที่แจ้งเรื่องซาราธุสตราไป ไม่มีเสียงตอบรับใดๆ กลับมา…”
“มีหลักฐานอะไรบ้างที่จะทำให้ตำรวจสืบสวนลงลึก จนพบว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล?”
“ถ้าไพ่อาร์คาน่าใหญ่มีแนวทางมาให้ก็ดีสิ…”
“หืม…”
ขณะที่ความคิดของลูเมี่ยนเริ่มกระจัดกระจาย เขาเห็นโจวหมิงรุ่ยถือโทรศัพท์เดินออกมาจากห้องเรียน มุ่งหน้าไปยังห้องน้ำ
ลูเมี่ยนเอียงศีรษะ อาศัยหูของ ‘นักล่า’ แอบฟังว่าโจวหมิงรุ่ยกำลังพูดอะไร แม้จะอยู่ห่างพอสมควร
เขาได้ยินโจวหมิงรุ่ยถามด้วยเสียงประหลาดใจ
“ไหนว่านัดวันจันทร์ไง ทำไมเลื่อนเป็นวันพุธล่ะ?”
จากปลายสายโทรศัพท์ เสียงผู้หญิงแว่วเข้ามาในหูของลูเมี่ยน
“ฉันคิดดูแล้ว พี่ต้องไปทำงานทุกวัน ไม่มีเวลาพาฉันเที่ยว ฉันเลยตัดสินใจไปรายงานตัวดีกว่า”
โจวหมิงรุ่ยเงียบไปชั่วครู่ก่อนเอ่ยปาก
“พี่มีวันหยุดพักร้อนนะ”
“ไม่เป็นไร เดี๋ยวค่อยพาฉันเที่ยวตอนวันหยุดสุดสัปดาห์ก็ได้” เสียงผู้หญิงปลายสายพูดอย่างร่าเริง
โจวหมิงรุ่ยถอนหายใจแล้วพูดว่า
“ก็ได้ วันพุธนี้เธอจะถึงกี่โมง?”
เมื่อฟังถึงตรงนี้ ลูเมี่ยนพอจะเข้าใจเรื่องราวแล้ว
จากข้อมูลที่ไพ่อาร์คาน่าใหญ่มอบให้ น้องสาวของโจวหมิงรุ่ย โจวซาซา สอบติดมหาวิทยาลัยในเมืองหยาง และกำลังจะมาเรียนที่นี่
วันพุธหน้า โจวซาซาจะมาถึงเมืองหยาง? นี่คือภาพสะท้อนแดนฝันที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับโจวหมิงรุ่ยมากที่สุด…การมาถึงของเธอจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใดบ้าง? ลูเมี่ยนยกมือขวานวดขมับทั้งสอง พลางรู้สึกว่าเรื่องราวถาโถมเข้ามาอย่างไม่จบไม่สิ้น
……………
ร้านชำซิงเมิ่ง
ฟรังก้าและจินนาที่นั่งแท็กซี่มา เดินเข้าไปในร้านซึ่งมีบรรยากาศมืดสลัว
คนแรกสอบถามเจ้าของร้านอย่างสุภาพว่า สามารถฝากส่งจดหมายได้หรือไม่ ส่วนคนหลังเดินวนเวียนอยู่ตรงทางเข้า ทั้งสำรวจของโบราณบนชั้นวาง สลับกับจับตาดูสถานการณ์ภายนอก
หลังจากได้รับอนุญาตจากเจ้าของร้าน ฟรังก้าก็เดินไปทางชั้นวางของ แล้วหย่อนจดหมายในมือลงตู้ไปรษณีย์สีดำขอบเงิน
เธอกวาดตามองไปรอบทิศ จนพบว่า ‘ชุดเกราะอหังการ’ ที่เคยเป็นของตน ยืนตระหง่านอย่างเงียบงันตรงขอบด้านในของชั้นวางทางขวา
ชุดเกราะสีเงินขาวตัวนี้ เปื้อนหยดเลือดสีแดงเข้มเป็นหย่อมๆ ตั้งแต่เมื่อใดไม่ทราบ เพียงแค่มองเห็น ฟรังก้าก็รู้สึกอ่อนล้ากะทันหัน ราวกับโรคร้ายกลับมาเยือนอีกครั้ง
มันดูชั่วร้ายกว่าเดิมอีก…ฟรังก้าไม่กล้าถามเจ้าของร้านว่า เกิดอะไรขึ้นกับ ‘ชุดเกราะอหังการ’ เพียงรีบละสายตาแล้วเดินไปทางประตู
ทันใดนั้นเอง จินนายกมือขึ้นเล็กน้อย แอบชี้ไปยังฝั่งตรงข้ามของถนน
ณ ที่นั่น บนกิ่งไม้ริมถนน มีนกพิราบสีขาวตัวหนึ่งกำลังเกาะอยู่
……………………………………………………..