ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 992 ผู้ที่ถามไปอย่างนั้น
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 992 ผู้ที่ถามไปอย่างนั้น
ตอนที่ 992 ผู้ที่ถามไปอย่างนั้น
โรแซนนั่งอยู่ในร้านกาแฟแห่งหนึ่งใกล้กับสถานีตำรวจ คอยสอดส่องความเคลื่อนไหวของลั่วฝูและจินนาผ่านนกพิราบสีขาวที่เธอดัดแปลงมา
เธอวาดเครื่องหมายของตนลงบนตัวนกพิราบ พร้อมกับซ่อนกล้องจิ๋วเอาไว้ด้วย เพียงแค่สวมแว่นตาดำที่มีอุปกรณ์รับสัญญาณ เธอก็สามารถรับภาพได้ และเมื่ออาศัยการเชื่อมโยงระหว่าง ‘จิตรกร’ กับภาพวาด เธอสามารถสั่งการเครื่องหมายนั่นได้ เพื่อควบคุมนกพิราบตัวดังกล่าว
แน่นอนว่าต้องอยู่ในระยะที่กำหนด
เมื่อเห็นลั่วฝูและจินนาออกมาจากร้านซิงเมิ่ง โรแซนรีบสั่งให้นกพิราบสีขาวติดตามอีกฝ่ายไป
เมื่อตามไปเรื่อยๆ เธอพบว่าเป้าหมายทั้งสองกำลังเข้าใกล้เขตสถานีตำรวจ ซึ่งก็คือบริเวณที่เธออยู่นั่นเอง
โรแซนรู้สึกใจเต้นแรงขึ้นมาทันที
โชคดีที่ความกังวลของเธออยู่ไม่นานนัก ลั่วฝูกับจินนาเพียงแค่เดินมายังถนนเส้นนี้ ไม่ได้หยุดอยู่หน้าร้านกาแฟ
ฟู่ว…โรแซนเพิ่งจะถอนหายใจโล่งอก ก็เห็นลั่วฝูกับจินนาที่ห่างจากร้านกาแฟไปห้าหกก้าวแล้ว หายวับไปพร้อมกัน ราวกับสลายไปในอากาศ
นี่มัน…ม่านตาของโรแซนเบิกกว้างทันที
วินาทีถัดมา มีคนสองคนนั่งลงตรงที่นั่งฝั่งตรงข้ามเธอ
คนหนึ่งคือลั่วฝู อีกคนคือจินนา
โรแซนตัวแข็งทื่อในบัดดล ราวกับกลายเป็นรูปปั้นไปแล้ว
“คุณกำลังสะกดรอยพวกเราอยู่หรือ?” จินนาถามอย่างเป็นมิตร
ฟรังก้าวางกระจกสองบานในมือลงบนโต๊ะกาแฟ แล้วสร้าง ‘วงกตกระจก’
“ฉ…ฉันแค่อยากดูว่า พวกคุณกำลังทำอะไรกันแน่ แอบหลอกฉันหรือเปล่า เป็นคนไม่ดีหรือเปล่า” ยิ่งพูด เสียงของโรแซนก็เริ่มดัง
ประโยคในแดนฝันเมื่อตอนนั้นยังส่งผลอยู่สินะ…ไม่รู้ว่า ‘วงกตกระจก’ จะหลอกพลังค้นหาความจริงของ ‘นักข่าว’ ได้ไหม…คงไม่ค่อยได้ผล…ต่อไปจะป้องกันการสอดแนมแบบนี้ยังไงดี? สื่อสารเรื่องสำคัญทางแชตในโทรศัพท์ แล้วลบประวัติแชตด้วย ‘ถังบดทำลายข้อมูล’? ไม่ได้…นอกจากเราแล้ว ลูเมี่ยน จินนา อ็องโตนี และลุดวิกต่างก็ไม่รู้ภาษาจีน การสื่อสารทางโทรศัพท์ต้องใช้การแปลงเสียงพูด สุดท้ายก็จะถูกได้ยินอยู่ดี…‘ขวดเสกสรร’ คงกั้นไม่ได้เหมือนกัน เว้นแต่จะเป็น ‘เขตแดนเร้นลับ’…หลังจากนี้ต้องสื่อสารในจุดที่ห่างไกลจาก ‘นักข่าว’ เท่านั้น? ฟรังก้าคิดถึงอะไรต่อมิอะไรในชั่วพริบตา
ทันใดนั้น เธอก็มีความคิดวูบหนึ่ง มองไปทางโรแซนแล้วเอ่ยปาก
“ถ้าคุณอยากสะกดรอย ก็สะกดรอยอย่างเปิดเผยได้เลย คอยจับตาดูอยู่ข้างๆ ก็ยังได้ เพียงแต่บางเรื่องมันอาจจะอันตรายหน่อย พวกเราเองก็ยังไม่แน่ใจว่าจะปกป้องตัวเองได้ดีแค่ไหน อา…ถ้าต้องเผชิญกับเรื่องแบบนั้น เราจะบอกคุณล่วงหน้า ทางนั้นก็ตัดสินใจเอาเองว่าจะตามมาหรือเปล่า”
โรแซนไม่คิดว่าพวกลั่วฝูจะจริงใจถึงขนาดนี้ จึงพูดอะไรไม่ออกไปชั่วขณะ
ฟรังก้าฉวยโอกาสกล่าวต่อไป
“พวกเรากำลังจะไปที่หนึ่ง เพื่อยืนยันว่าบางคนกลายเป็น ‘คนปลอม’ มากขึ้นหรือเปล่า คุณจะไปด้วยกันไหม?”
ยืนยันว่ากลายเป็นคนปลอมมากขึ้นหรือเปล่า? โรแซนรู้สึกกลัวขึ้นมาทันใด แต่ก็ไม่อยากหลอกตัวเองตลอดไป
เธอลังเลอยู่สองสามวินาทีแล้วตอบ
“ไป”
ฟรังก้าคลี่ยิ้มทันที
“คุณอยากค้นหาความจริงก็ดีแล้ว จะได้ช่วยยืนยันให้พวกเราโดยตรง ไม่ต้องคิดแผนอันตรายกันอีก”
ตอนนี้เธอยังไม่รู้ว่า ‘เนตรภัยพิบัติ’ ของลูเมี่ยนจะค้นพบปัญหาของฮวงเจียเจียกับเอย์นานาได้หรือไม่ เลยวางแผนจะใช้พลังของ ‘นักข่าว’
ด้วยวิธีนี้ บางทีอาจจะพบว่าคนปลอมผิดปกติตรงไหน เพื่อรวบรวมหลักฐานสำคัญไปแจ้งตำรวจ
นอกจากนี้ จินนาเคยเกริ่นกับฟรังก้าไว้แล้วว่า ในเมื่อโรแซนตระหนักดีว่าโลกปัจจุบันเป็นแดนฝัน โดยกำลังอยู่ในสภาวะที่ไม่อยากเชื่อ เต็มไปด้วยความสงสัย แต่ก็ไม่สามารถหลอกตัวเองได้สนิทใจ ก็ไม่ควรปล่อยให้มันคาราคาซัง เพื่อป้องกันไม่ให้เธอทำอะไรโง่ๆ หรือเกิดปัญหาทางใจ จนถูกเทพมารของ ‘ชุมนุมวาดฝัน’ ฉวยโอกาส
จินนาคิดว่า ในเมื่อเลือกที่จะจริงใจและเปิดเผยความจริง ก็ควรจะรักษาแนวทางนี้ต่อไป ในด้านหนึ่งคือใช้การบำบัดทางจิตเพื่อทำให้อารมณ์ของโรแซนมั่นคง อีกด้านหนึ่งคือ ให้โรแซนเผชิญหน้ากับความจริงทีละขั้นภายใต้การควบคุมของพวกเธอ เพื่อยืนยันข้อเท็จจริง ไม่ปล่อยให้เธอคิดเอง ลองเอง หรือทำเองตามอำเภอใจ ซึ่งอาจนำไปสู่หายนะที่ใหญ่กว่าเดิม
กล่าวอีกนัยหนึ่ง เมื่อปัญหาเกิดขึ้นแล้ว และไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ การจัดการให้อยู่ภายใต้การควบคุมของตัวเอง มีมาตรการป้องกันไว้ก่อน ย่อมดีกว่าปล่อยให้ปัญหาดำเนินไปเองตามยถากรรม
ดังนั้น สิ่งที่สามารถใช้ ‘แว่นส่องความลับ’ ทำได้ พวกเธอเลือกที่จะหาโรแซนมา ‘ช่วย’ แทน
…………
ด้านนอกโรงเรียนกวดวิชาซิงซิง
ฟรังก้าและจินนาพาโรแซนขึ้นรถเก๋งสีขาวที่ไม่ได้ล็อกประตูและไม่มีคนอยู่
อ็องโตนีที่ได้รับข้อความ WeChat จากฟรังก้าได้รออยู่แถวนั้นแล้ว เตรียมพร้อมบำบัดโรแซนหากเกิดอาการจิตใจแตกสลาย
“นี่คือ?” โรแซนไม่คิดว่าจะมีรถคันหนึ่งจอดรออยู่ข้างถนนพร้อมให้พวกเธอใช้งาน
“เพื่อนของเราขับมาจอดไว้ สะดวกสำหรับการเฝ้าจับตามองน่ะ” ฟรังก้าอธิบายรวบรัด
โรแซนพอจะเข้าใจ จึงเอ่ยถามกลับ
“ลูเมียนนาที่เล่นไพ่ด้วยกันใช่ไหม?”
นั่นคือนิยามที่พวกฟรังก้าแนะนำกับเธอ
“ก็ทำนองนั้น” จินนาไม่มีความคิดที่จะให้ ‘ผู้ชม’ ขึ้นมาบนเวที
หลังจากผ่านไปสักพัก พวกเธอเห็นฮวงเจียเจียเดินออกมาจากโรงเรียนกวดวิชาซิงซิง
“คนนั้นแหละ” ฟรังก้ารีบเตือนโรแซน
โรแซนมองผ่านหน้าต่างรถ ยกมือขวาขึ้น บีบขมับทั้งสองข้าง
ทันใดนั้น เธอก็เห็นคนที่เป็นเป้าหมายซ้อนทับกับบานหน้าต่างหลายบาน ต้นไม้ริมทางหลายต้น และรถยนต์หลายคัน
เธอยังเห็นเส้นล่องหนจำนวนมาก ลอยออกมาจากร่างของอีกฝ่าย ทอดยาวขึ้นไปบนท้องฟ้า
เส้นเหล่านี้ผูกติดอยู่ตามข้อต่อของเป้าหมาย ผูกติดอยู่กับอวัยวะของเธอ
ตามการกระตุกของเส้นล่องหนเหล่านั้น เป้าหมายก็มีการเคลื่อนไหวตามไปด้วย เดินตรงไปยังป้ายรถประจำทางที่อยู่ใกล้ที่สุด
เหมือนกับหุ่นกระบอกที่ถูกชักใยเลย…โรแซนรู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งตัว
ก่อนหน้านี้ เมื่อเธอสำรวจความจริง เธอไม่เคยเห็นคนรอบข้างมีลักษณะแบบนี้ หรืออาจจะเป็นว่าไม่ชัดเจนพอจนทำให้เธอมองข้ามไป
ในเวลาอันน้อยนิดที่เหลืออยู่ โรแซนเริ่มสังเกตคนเดินถนนที่เดินผ่านไปมา
เธอพบว่า เหล่าคนเดินถนนก็มีเส้นล่องหนจำนวนมากลอยจากร่างสู่ท้องฟ้าเช่นกัน แต่เส้นเหล่านี้หย่อนคล้อย ไม่ตึงที่จะดึงร่างกายให้เคลื่อนไหว
“…” โรแซนตัวเกร็งขึ้นมาทันที แล้วก็ทรุดฮวบลง เอนร่างพิงพนักที่ด้านหลังรถ
เธอยุติการสำรวจ แล้วพึมพำราวกับละเมอ
“ดูปลอมกว่าเดิมจริงๆ…”
“ขอรายละเอียดหน่อยสิ” จินนาพยายามใช้การพูดคุยเรื่องงานเพื่อบรรเทาผลกระทบทางอารมณ์ที่โรแซนได้รับ
ฟรังก้าส่งข้อความไปหาอ็องโตนี
“เฝ้าระวังสถานะของเป้าหมายอย่างใกล้ชิด”
โรแซนเล่าภาพที่เธอเห็น เล่าการเปรียบเทียบระหว่างเป้าหมายกับคนปกติด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
ระหว่างนั้น อ็องโตนีที่ปลอมตัวเป็นชายวัยกลางคน ซึ่งออกมาสูบบุหรี่ริมถนน ได้เข้าใกล้โรแซนกว่าเดิม แล้วเริ่มใช้ทักษะ ‘ปลอบโยน’ อย่างเงียบเชียบ
หลังจากเล่าจบ โรแซนตกอยู่ในความเงียบโดยสิ้นเชิง ไม่พูดไม่จาเป็นเวลานาน
จินนากับฟรังก้ามองด้วยความเป็นห่วง แต่ยังไม่เริ่มหัวข้อสนทนาใหม่
พวกเธอรอการแจ้งผลจากอ็องโตนี ถ้าอ็องโตนีบอกว่าได้แล้ว พวกเธอถึงจะพูด ถ้าอ็องโตนีบอกให้คุยเรื่องไหน พวกเธอก็จะวางแผนคำพูดตามนั้น
“ฉันคิดว่า…ฉันอยากไปสุสานทางเหนือของเมือง” ในที่สุด โรแซนก็เอ่ยปากขึ้น
“ได้” ฟรังก้ารับปากทันที
ในเวลาเดียวกัน เธอได้รับข้อความจากอ็องโตนี ซึ่งกำลังหันหลังอยู่ พลางใช้การพิมพ์ด้วยเสียง
“สภาวะอารมณ์ของเป้าหมายเริ่มคงที่แล้ว แต่ยังหลงเหลือความรู้สึกด้านลบ ความมองโลกในแง่ร้าย และความสิ้นหวัง”
“พวกคุณอย่าพูดอะไรทั้งนั้น ถึงจะเป็นแค่ประโยคธรรมดา แต่ในสถานการณ์นี้ก็อาจกระตุ้นเป้าหมายได้ ไว้เมื่อเธอถาม พวกคุณค่อยตอบ”
ฟรังก้าส่งต่อข้อความเหล่านี้ให้จินนา แล้วเธอเองก็สตาร์ทรถ ขับออกสู่ถนนสายหลัก
ภายในรถเงียบสงัดอีกครั้ง มีเพียงเสียงเครื่องยนต์แว่วมา
หลังจากรถขับขึ้นสะพานข้ามแยกทางเหนือของเมือง โรแซนที่ดูเหมือนหุ่นดินหรือหุ่นไม้ ก็พึมพำเหมือนพูดกับตัวเอง
“อันที่จริง…โลกข้างนอกนั่น มีตัวฉันอีกคนหนึ่งหรือเปล่า?”
“มี” จินนาตอบ
เธอปฏิบัติตามคำสั่งของ ‘นักจิตบำบัด’ อย่างเคร่งครัด ตอบเพียงคำถามของโรแซน โดยไม่ขยายความ
โรแซนจมลงสู่ความเงียบอีกครั้ง
ในที่สุด รถก็มาถึงสุสานทางเหนือของเมือง แล้วจอดในลานจอดรถ
โรแซนจับที่เปิดประตู เงียบไปสักพักจึงค่อยเอ่ยปาก
“ฉันจะเข้าไปคนเดียว พวกคุณไม่ต้องตามมา”
“ได้” จินนากับฟรังก้าตอบพร้อมกัน
โรแซนเปิดประตูรถ ยื่นเท้าข้างหนึ่งออกไป
ทันใดนั้นเอง เธอหันตัวกลับมาครึ่งหนึ่ง แล้วถามด้วยดวงตาหม่นมัว
“พวกคุณมาเพื่อปลุกโจวหมิงรุ่ยใช่ไหม?”
“อืม” จินนาไม่ปิดบัง
ในหัวข้อนี้ เธอรู้สึกว่าจำเป็นต้องพูดเพิ่มเติมอีกนิด จึงเสริมไปว่า
“ถ้าไม่ปลุกโจวหมิงรุ่ย เมื่อวันสิ้นโลกมาถึง ทุกอย่างก็จะถูกทำลาย รวมถึงแดนฝันนี้ด้วย”
“และวันสิ้นโลกก็เหลืออีกไม่กี่ปีแล้ว”
โรแซนจ้องมองไปที่ผ้าหุ้มเบาะด้านหน้าด้วยสายตาว่างเปล่า ราวกับต้องการความชัดเจน
“ทำไมโจวหมิงรุ่ยถึงหลับใหล?”
“เพื่อต่อกรกับพลังชั่วร้าย” ฟรังก้าอธิบายอย่างกระชับ
นั่นสอดคล้องกับเรื่องราวที่เธอเคยแต่งไว้ก่อนหน้านี้
โรแซนยังคงท่าทางเดิม แล้วถามออกไปโดยไม่ได้คิดอะไรซับซ้อน
“แล้วตอนนี้ พวกคุณเอาชนะพลังชั่วร้ายนั่นแล้วหรือยัง ถึงได้คิดจะปลุกโจวหมิงรุ่ย?”
นี่มัน…เมื่อได้ยินคำถาม ฟรังก้ากับจินนาต่างตกใจ
พวกเธอมองหน้ากันไปมา ไม่อาจตอบคำถามของโรแซนได้ชั่วขณะ
ใช่แล้ว ถ้าเอาชนะจิตสำนึกของราชันสวรรค์แล้ว มิสเตอร์ฟูลก็น่าจะตื่นขึ้นมาเองได้ แต่ถ้ายังไม่ชนะ การฝืนปลุกเขา จะต่างอะไรกับสถานการณ์ก่อนที่เขาหลับใหล?
หรือว่า การ ‘ปลุก’ เป็นสัญลักษณ์ของการเอาชนะจิตสำนึกของราชันสวรรค์?
เมื่อมิสเตอร์ฟูลตื่น ในขณะที่ราชันสวรรค์ยังคงหลับใหล พลังจะเกิดการเปลี่ยนแปลงแบบได้อย่างเสียอย่าง ตาชั่งแห่งชัยชนะก็จะเอียงไปทางมิสเตอร์ฟูล?
การคาดเดานี้ถูกต้องหรือไม่ ถ้าผิด นั่นหมายความว่าทิศทางของเราไม่ถูกต้องใช่ไหม?
ไพ่อาร์คาน่าใหญ่ให้ความสำคัญกับการ ‘ปลุก’ มาตลอด แต่ความจริงแล้ว ควรลดทอนพลังของราชันสวรรค์ก่อนไม่ใช่หรือ?
“พวกเรายังอยู่ในขั้นตอนการสืบเสาะหาข้อมูล ยังไม่ชัดเจนว่าพลังชั่วร้ายนั่นถูกปราบไปแล้วหรือยัง” ฟรังก้าตอบตามตรง
โรแซนกัดริมฝีปาก ไม่ถามอะไรต่อ
เธอลงจากรถ เดินไปร้านดอกไม้ใกล้กับสุสาน ซื้อดอกเบญจมาศสีขาวสองช่อ
เธอบรรจงเดินไปข้างหน้า ร่างค่อยๆ หายไปท่ามกลางแผ่นหินสุสานนับไม่ถ้วน
……………………………………………………..