ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 995 ความฝัน?
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 995 ความฝัน?
ตอนที่ 995 ความฝัน?
“แม่…”
“แม่…”
ลูเมี่ยนได้ยินเสียงร้องไห้โหยหวนดังมาจากความมืดรอบตัว ทั้งน่าสงสารและน่าสยดสยอง ราวกับมีบางสิ่งกำลังขยี้หัวใจและดวงวิญญาณของเขา
ทันใดนั้น เปลวไฟสีดำซึ่งแฝงไว้ด้วยความบ้าคลั่งและการทำลายล้าง พลันลุกโชนจากร่างของลูเมี่ยน
เปลวไฟแผ่ขยายออกไปทุกทิศทาง เผาไหม้ความมืด เผาไหม้ทุกสิ่งที่ซ่อนอยู่ในความมืด
เสียงทารกร้องพลันเปลี่ยนเป็นแหลมเล็ก ก่อนจะจางหายไปในพริบตา
ลูเมี่ยนหัวเราะเยาะ
“ถ้าพวกแกเรียกฉันว่า ‘พ่อ’ ก็อาจรู้สึกเสียดายและเอ็นดูบ้าง แต่ ‘แม่’ งั้นหรือ? คิดจะหลอกใคร?”
เขาเพิ่งพึมพำถึงตรงนี้ ความมืดรอบตัวก็แตกสลายไปทีละนิด
ลูเมี่ยนตื่นขึ้นมา ลืมตามองเห็นเพดานห้องที่มีโคมไฟห้อย จมอยู่ในความมืดลึกของราตรีกาล
“เมื่อสักครู่คือฝัน?”
“ทารกในท้องของหลี่เค่อจี่ตายด้วยมือของ ‘แม่’ ความแค้นยังไม่จางหาย จึงมาหาเรื่องเรา แต่ก็ถูกเราแผดเผาไปจนหมดสิ้นแล้ว?”
“แม่ของแกคือโอมีเบล่า แล้วมันเกี่ยวอะไรกับฉัน?”
ลูเมี่ยนพึมพำอยู่ครู่หนึ่ง แล้วคลำหาโทรศัพท์มือถือข้างตัว เลือก ‘กรีนแห่งบริษัทอินทิส’ แล้วใช้การพิมพ์ด้วยเสียงพูด
“ฉันได้ยินเสียงร้องของลูก เขากำลังเผชิญหายนะที่นำไปสู่ความตาย”
“น่าจะมีคนกำลังช่วยหลี่เค่อจี่ทำแท้ง”
หลังส่งข้อความ WeChat นั้นแล้ว ลูเมี่ยนก็คัดลอกเนื้อหาเดียวกัน ส่งให้หลู่หย่งอันด้วย
ผ่านไปเพียงสิบกว่าวินาที หลู่หย่งอันก็ตอบกลับมา
“พวกเรารีบไปโรงพยาบาลหงเยว่เลยดีไหม?”
ลูเมี่ยนยกโทรศัพท์ชิดริมฝีปาก ส่ายหน้าพลางพูดว่า
“สายไปแล้ว เรื่องจบไปแล้ว”
“การรีบร้อนไปตอนนี้ อาจเดินเข้ากับดักที่ศัตรูวางไว้”
“ในเมื่อย้อนเวลากลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้ พวกเราก็รอพรุ่งนี้หรือมะรืนนี้ รอจนแน่ใจว่าไม่มีการซุ่มโจมตีรอบๆ หลี่เค่อจี่ ค่อยย้อนกลับไปตรวจสอบสถานการณ์ หาตัวผู้ก่อเรื่อง แล้วหาทางเยียวยา”
“บุตรแห่งเทพช่างเฉลียวฉลาด” หลู่หย่งอันตอบกลับด้วยถ้อยคำสละสลวย
ขณะนั้น กรีนก็ตอบกลับมาเช่นกัน ด้วยความคิดเดียวกับหลู่หย่งอัน ลูเมี่ยนจึงคัดลอกแล้ววางถ้อยคำที่ตนเพิ่งพูดไป
หลังปลอบโยนกรีนเสร็จ ลูเมี่ยนเตรียมจะกลับไปนอน แต่ทันใดนั้นก็พลันเห็นข้อความใหม่จากหลู่หย่งอัน
“ท่านบุตรแห่งเทพ ฉันมองออกไปจากหน้าต่าง มองเห็นใครบางคนยืนอยู่นอกโรงพยาบาล”
“ใคร?” ลูเมี่ยนเชื่อว่า หลู่หย่งอันหยิบเรื่องนี้มาพูดเพราะเขารู้จักบุคคลดังกล่าว หรือไม่ก็ต้องเป็นคนสำคัญมาก
ผ่านไปไม่กี่วินาที หลู่หย่งอันตอบกลับมา
“โจวหมิงรุ่ย”
โจวหมิงรุ่ย? คิดไวทำไมขนาดนี้เชียว? กลางวันเพิ่งรู้ว่าศพของผู้แจ้งสารโผล่ที่ห้องเก็บศพใต้ดินของโรงพยาบาลมู่ซู กลางคืนก็จะแอบเข้าไปสำรวจแล้ว? บุ่มบ่ามไปหน่อยไหม? หรือแค่มาสังเกตการณ์เบื้องต้น? ลูเมี่ยนตื่นตัวขึ้นมาทันที ความง่วงมลายหายไปหมดสิ้น
เขายกโทรศัพท์ชิดริมฝีปากอีกครั้ง ใช้การพิมพ์ด้วยเสียงพูดว่า
“ปล่อยไปก่อน ไว้โจวหมิงรุ่ยเข้าโรงพยาบาลแล้วค่อยแจ้งฉัน”
…………
นอกโรงพยาบาลมู่ซู โจวหมิงรุ่ยในเสื้อยืดสีฟ้าตัวเดิม กำลังแกล้งคุยโทรศัพท์ พลางกวาดสายตามองรอบตัวอย่างไม่ใส่ใจ โดยให้ความสนใจกับแผนกฉุกเฉินเป็นพิเศษ
หลังรับรู้เรื่องการตายของต้าหนี่จื่อ อีกทั้งยังได้รับการยืนยันจากข่าวที่เผยแพร่ต่อสาธารณะแล้ว โจวหมิงรุ่ยรู้สึกว่าโรงพยาบาลมู่ซูมีปัญหาใหญ่อยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะห้องเก็บศพใต้ดิน
ดังนั้น เมื่อความมืดปกคลุม เขาจึงนั่งแท็กซี่มา เตรียมแกล้งมาใช้บริการแผนกฉุกเฉิน แต่ความจริงแล้วอยากเดินสำรวจรอบโรงพยาบาลมู่ซู ดูว่าจะพบอะไรบ้างหรือไม่
เขาไม่ได้คิดจะสืบสวนห้องเก็บศพใต้ดินในวันนี้ หากยังรวบรวมข้อมูลไม่เพียงพอ เขาไม่คิดจะเสี่ยงไปกระตุ้นสิ่งที่อาจเป็นอันตรายใหญ่หลวง
ในขณะที่พูดคำว่า ‘ได้’ ‘ไม่มีปัญหา’ ‘ตกลง’ ‘ได้เลย’ ‘เอาแบบนั้นแหละ’ สายตาของโจวหมิงรุ่ยก็กวาดมองแผนกฉุกเฉิน มองผู้ป่วยและญาติที่เข้าออก แต่ไม่เห็นอะไรผิดปกติ
ที่จริงเขาไม่ได้เพิ่งเคยมาโรงพยาบาลมู่ซู ก่อนหน้านี้เคยมีโอกาสรักษาตัวสองครั้ง เพราะที่นี่เป็นหนึ่งในโรงพยาบาลไม่กี่แห่งที่อยู่ใกล้บริษัทอินทิสและบ้านของเขา อีกทั้งยังเพิ่งเปิดได้ไม่กี่ปี ไม่ว่าจะเป็นแผนกฉุกเฉินหรือแผนกตรวจโรคทั่วไป ก็ล้วนมีคนไม่มาก ไม่ต้องรอคิวนาน และไม่ต้องกลัวว่าจะจองคิวออนไลน์ไม่ได้
ส่วนโรงพยาบาลระดับเขตที่อยู่ใกล้บ้านตัวเองมากกว่า เขาคิดว่าไม่ค่อยน่าไว้ใจ ขณะที่โรงพยาบาลชื่อดังเก่าแก่อื่นๆ ก็แออัดยัดเยียดไปด้วยผู้คน
“สิ่งเดียวที่ต่างจากครั้งก่อนคือ โรงพยาบาลมู่ซูมีชื่อเสียงมากขึ้นเรื่อยๆ คนไข้ก็เยอะขึ้นเป็นเงาตามตัว…น่าเสียดายที่ครั้งก่อนตอนฟังเพลงเฮฟวี่เมทัลแล้วร่างกายมีปัญหา เรายังคิดว่าที่นี่คนไม่เยอะ น่าจะมาตรวจได้ แต่ดันป่วยระหว่างทาง…” โจวหมิงรุ่ยนึกถึงประสบการณ์เมื่อครั้งเดินทางมาแผนกฉุกเฉินเมื่อครึ่งปีก่อน รวมถึงอีกครั้งเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน ซึ่งลาป่วยเพื่อมาโรงพยาบาลมู่ซู แต่รถยังไม่ทันถึงที่หมาย อาการป่วยก็หายไปเสียแล้ว
คิดถึงตรงนี้ เขาก็พลันสะดุ้งในใจ
“การลาป่วยครั้งนั้น ทำให้เราคลาดกับซาราธุสตรา…”
“แล้วเราก็ไม่เคยเข้าโรงพยาบาลมู่ซูเลยสักครั้ง…”
“การได้ฟังเพลง ‘ชงจี้’ ตอนนั้นคงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ท่วงทำนองและเสียงในเพลง มีพลังของศาสตร์เร้นลับแฝงอยู่สินะ?”
“นี่คือเครื่องบ่งชี้ว่า ซาราธุสตรากับโรงพยาบาลมู่ซูมีปัญหาจริงๆ?”
“แต่ตอนที่เรามาเมื่อครึ่งปีก่อน ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นสักหน่อย ไม่ได้พบอะไรผิดปกติเลย…”
“หรือว่าปัญหาของโรงพยาบาลมู่ซูค่อยๆ ลุกลามหนักขึ้นเรื่อยๆ?”
ขณะที่โจวหมิงรุ่ยพึมพำ สายตาของเขากวาดจากแผนกฉุกเฉินขึ้นไป มองสำรวจตึกทั้งหลัง
ทันใดนั้น เขาได้ยินเสียงหัวใจเต้นของตัวเอง
“ตึกตัก!”
“ตึกตัก!”
โจวหมิงรุ่ยรู้สึกกลัวโดยไร้สาเหตุ ราวกับหัวใจถูกมือที่มองไม่เห็นบีบแน่นอย่างรุนแรง ทำให้มันเต้นเร็วขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่
“ตึกตัก!”
“ตึกตัก!”
เขารู้สึกราวกับในตึกดังกล่าว ซุกซ่อนสิ่งที่ตนกลัวและหวาดหวั่นที่สุด เหมือนเป็นต้นตอแห่งความกลัวของเขา
“มีปัญหาจริงๆ…” ม่านตาของโจวหมิงรุ่ยขยายกว้างทันที
เมื่อครึ่งปีก่อน เขาก็มาแผนกฉุกเฉินตอนกลางคืนเช่นกัน และก็เคยมองตึกหลักของโรงพยาบาลมู่ซูแบบเดียวกัน แต่ตอนนั้นไม่มีความรู้สึกเลยว่ามีสิ่งน่าสะพรึงกลัวซ่อนอยู่ด้านใน
โจวหมิงรุ่ยพยายามรวบรวมสติ หลับตาลง หายใจเข้าออกอย่างสม่ำเสมอ
เมื่อหัวใจกลับมาเต้นเป็นปกติแล้ว เขามองไปที่ตึกของโรงพยาบาลมู่ซูอีกครั้ง
“ตึกตัก!”
“ตึกตัก!”
เขารู้สึกถึงความกลัวที่พลุ่งพล่านกลับมา สัญชาตญาณกำลังร้องเตือนว่า ในส่วนลึกของโรงพยาบาลมู่ซูมีบางสิ่งที่เขาไม่อยากเผชิญหน้า และกลัวที่จะพบเจอ
โจวหมิงรุ่ยอยากจะหันหลังกลับ แต่สุดท้ายก็อดทนเอาไว้ได้
“ค่อยๆ สังเกตการณ์ไปก่อน…ค่อยๆ สังเกตการณ์ไปก่อน…”
“การหนีปัญหาไม่ช่วยแก้ไขอะไร…การหนีปัญหาไม่ช่วยแก้ไขอะไร…”
ขณะพึมพำกับตัวเอง มือขวาที่ไม่ได้ถือโทรศัพท์ของโจวหมิงรุ่ยห้อยลงตามธรรมชาติ กำแน่นแล้วคลาย คลายแล้วกำแน่น
หลังผ่านไปสิบกว่าวินาที เขาแกล้งทำเป็นวางสาย ก้าวเท้าเดินไปยังประตูใหญ่ของศูนย์ฉุกเฉิน
…………
สวนเต๋อชวง ห้อง 2303
หลังจากฟรังก้าและจินนาหลับไป พวกเธอรู้สึกตัวอย่างรวดเร็ว
นี่เป็นสิ่งที่ต้องเกิดขึ้นเมื่อผู้วิเศษเข้าสู่โลก ‘ชาแมน’ ของโรแซน ทั้งสองจึงไม่แปลกใจ
แต่ในวินาทีถัดมา สิ่งที่ปรากฏต่อหน้าพวกเธอกลับไม่ใช่พายุที่หยุดนิ่ง ไม่ใช่กายดาราที่เดินเตร่ และไม่ใช่บาเรียโปร่งแสง หากแต่เป็นโถงทางเดินที่มีแสงสลัว
ผนังของโถงทางเดินถูกทาด้วยสีขาว ภายใต้แสงไฟสลัวสะท้อนเป็นสีเขียวอ่อนๆ
“นี่ที่ไหน?” ฟรังก้าอุทานด้วยความตกใจ
โลก ‘ชาแมน’ ของโรแซนหายไปไหนแล้ว?
ท่ามกลางความประหลาดใจ จินนานึกถึงความเป็นไปได้หนึ่ง
“บางที โรแซนอาจเกิดเหตุผิดปกติ? เพราะเธอช่วยเรายืนว่าพวกฮวงเจียเจียเป็นเพียงตัวปลอม?”
นั่นยิ่งทำให้โรแซนต้องเผชิญกับความจริงว่า ที่นี่คือแดนฝัน
“แต่อ็องโตนีบอกเองไม่ใช่หรือ ว่าอารมณ์ของโรแซนเริ่มมั่นคงแล้ว?”
“หลังกลับบ้านไป เธอเจอสิ่งที่กระทบกระเทือนจิตใจเข้าอีก?” ฟรังก้าตอบกลับอย่างสงสัย
“เรื่องนั้นเอาไว้ก่อน ตอนนี้เราต้องหาโรแซนให้เจอ ที่นี่อาจเป็นโลก ‘ชาแมน’ เวอร์ชันใหม่ก็ได้” จินนามองซ้ายมองขวา พร้อมกับตั้งสมาธิเพื่อฟังเสียงรอบข้าง
เมื่อเจอสถานการณ์ที่แตกต่างจากปกติ ฟรังก้าเอื้อมมือเข้าไปใน ‘กระเป๋านักเดินทาง’ โดยสัญชาตญาณ เตรียมหยิบวัตถุวิเศษของเธอออกมา
ทันใดนั้น เธอพลันชะงัก
“…ไม่ถูกต้อง!”
เมื่อเห็นจินนาหันมามอง ฟรังก้าพูดด้วยสีหน้าจริงจัง
“กระเป๋านักเดินทางยังอยู่…ข้าวของข้างในก็ยังอยู่ครบ”
ดวงตาของจินนาหยุดนิ่งในทันที เพราะเข้าใจความหมายที่ฟรังก้าต้องการสื่อ
มีเพียงกายดาราเท่านั้นที่สามารถเข้าไปในโลก ‘ชาแมน’ ของโรแซนเพื่อต่อสู้กับสัตว์ประหลาด ซึ่งกายดาราย่อมไม่อาจพก ‘กระเป๋านักเดินทาง’ ถึงแม้จะมี ก็เป็นเพียงภาพลวงในความฝัน ไม่มีพลังอำนาจจริง!
“ที่นี่ไม่ใช่โลก ‘ชาแมน’ ของโรแซน? พวกเรากำลังเจออะไร?” จินนาขมวดคิ้ว
เธอพยายามเข้าฌานเพื่อออกจากที่นี่ ให้กายดารากลับคืนร่าง
แต่มันกลับไม่ส่งผลใด
“เราไม่ได้เป็นกายดาราที่ออกเดินทาง เข้าไปในความฝันหรือโลก ‘ชาแมน’ ของโรแซน แต่เราถูกย้ายมาที่นี่” ฟรังก้าสรุป “ทำได้ยังไงกัน ทำไมถึงไม่รู้สึกอะไรเลย…”
เธอพูดยังไม่ทันขาดคำ ก็ได้ยินเสียงของโรแซนดังมาจากห้องด้านหน้า
“ไม่…ไม่ต้อง! ฉันไม่เอา!”
ผ่านไปไม่กี่วินาที ประตูห้องก็ถูกเปิดออก โดยมีโรแซนในชุดนอนวิ่งออกมา
โรแซนเห็นฟรังก้าและจินนา จึงหยุดฝีเท้า แล้วถามด้วยท่าทีตกตะลึง
“พวกคุณก็อยู่ที่นี่เหมือนกันหรือ?”
ฟรังก้ากับจินนาก้มมองเสื้อผ้าตัวเอง ก่อนพบว่าทั้งคู่สวมชุดนอน จากนั้น ฟรังก้าจึงพูดกับโรแซน
“นี่ที่ไหน? ทำไมเราถึงไม่ควรอยู่?”
“นี่มันความฝันของฉันนะ…ฉันฝันเห็นพวกคุณหรือ?” โรแซนถามด้วยสีหน้างุนงงปนสับสน
ฟรังก้าและจินนาสบตากัน แล้วถามอย่างระวังคำ
“เธอฝันอะไร?”
“ฉันฝันว่ามีคนกระซิบคำแปลกๆ ข้างหู ฝันเห็นภาพเหตุการณ์มากมาย มีหญิงท้องที่ใบหน้าถูกจิกทั้งเนื้อและลูกตาข้างหนึ่ง มีก้อนเนื้อเหมือนศีรษะงอกออกมาจากไหล่ทั้งสองข้าง มีผู้ชายที่หัวใจถูกควักออกมา แล้วก็มีเสียงทารกร้องไห้…”
“สุดท้าย ฉันฝันถึงโถงทางเดินแบบนี้ ฝันว่าฉันอยู่ในห้อง มีเสียงบอกฉันว่า…” โรแซนที่กำลังนึกถึงความฝัน เกิดหยุดปากกะทันหัน
“บอกว่าอะไร?” จินนาถามต่อ
โรแซนลังเลอยู่สองสามวินาทีแล้วพูด
“บอกว่า…บอกว่าสามารถช่วยฉันปลอมเป็นตัวจริง แทนที่ตัวฉันที่อยู่ข้างนอก เมื่อทำแบบนั้นแล้ว ต่อให้ความฝันแตกสลาย ฉันก็จะมีชีวิตอยู่อย่างแท้จริง…”
“ฉ…ฉันไม่เอาด้วยหรอก ใครจะไปทำร้ายคนบริสุทธิ์ได้ลง?”
เมื่อได้ยินคำพูดของโรแซน ม่านตาของฟรังก้าและจินนาขยายกว้างพร้อมกัน
ฟรังก้ากลืนน้ำลายอย่างยากลำบากแล้วถามกลับ
“ยังจำคำพูดแปลกๆ ในตอนเริ่มต้นความฝันได้ไหม?”
โรแซนพยายามนึกทบทวน
“เหมือนจะเป็น…เหมือนจะเป็น ‘จริงกลายเป็นเท็จ เท็จกลายเป็นจริง ราชันสวรรค์ฟ้าดินประทานโชค…’”
ในชั่วขณะดังกล่าว จินนาและฟรังก้าราวกับกลายเป็นรูปปั้น
ฟรังก้า ‘ตื่น’ ในบัดดล พลางพูดเสียงเข้ม
“รีบยืนยันเร็วว่าที่นี่คือที่ไหน!”
“ไม่ใช่ความฝันของฉันหรือ…” โรแซนพูดเสียงเบา
“ปกติในความฝัน เธอรู้สึกตัวชัดเจนขนาดนี้เลยหรือ?” จินนาถามกลับพลางมองหาสัญลักษณ์บอกตำแหน่ง
“จริงด้วย…” ขณะที่โรแซนพึมพำด้วยความสงสัย ฟรังก้าและจินนาพบว่ามีบอร์ดประกาศแปะอยู่บนผนังด้านหน้า
ทั้งสองเร่งก้าวเท้าวิ่งไปดู ภายใต้แสงไฟสลัว พวกเธอมองเห็นอักษรขนาดใหญ่สี่ตัวบนบอร์ดประกาศ
โรงพยาบาลมู่ซู
……………………………………………………..