ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 996 เงาในใจ
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 996 เงาในใจ
ตอนที่ 996 เงาในใจ
โรงพยาบาลมู่ซู?
ฟรังก้าและจินนาพลันรู้สึกราวกับถูกฟ้าผ่า ความรู้สึกเสียวแปลบวิ่งจากกระดูกก้นกบแล่นขึ้นไปถึงท้ายทอย
ทำไมถึงมาอยู่ที่โรงพยาบาลมู่ซูได้?
เป็นเรื่องจริงหรือเท็จกันแน่?
ฟรังก้าไม่จำเป็นต้องหยิบกระจกออกมาเพื่อทำนายด้วยกระจกวิเศษ ลางสังหรณ์ทางพลังวิญญาณของเธอก็เตือนอยู่แล้ว ที่นี่น่าจะเป็นโรงพยาบาลมู่ซูของจริง!
แม้เธอจะไม่เข้าใจว่า เหตุใดตนกับจินนาที่นอนหลับอยู่ดีๆ ในห้องหมายเลข 2303 ที่สวนเต๋อชวง ถึงได้มาอยู่ที่โรงพยาบาลมู่ซูโดยไม่รู้ตัว แต่เธอเลือกที่จะเชื่อลางสังหรณ์ทางพลังวิญญาณ
จินนาก็มีความเห็นคล้ายกัน หลังจากส่งสัญญาณทางสายตาให้ฟรังก้าแล้ว เธอยืนนิ่ง หลับตา แล้วรีบเข้าฌาน จินตนาการว่าตัวเองกำลังยืนอยู่ริมขอบหน้าผา
ในจินตนาการ เธอกระโดดพรวดลงไปสู่นรกที่มองไม่เห็นก้นบึ้ง
เธอร่วงหล่นด้วยความเร่ง แต่ไม่มีความมืดแตกสลาย ไม่มีการสะดุ้งตื่นจากความฝัน
จินนาลืมตาขึ้น พลางส่ายหน้าช้าๆ ให้ฟรังก้า
เธอต้องการบอกว่า หากเป็นที่นี่ จะไม่อาจออกจากเมืองแดนฝันเพื่อกลับไปยังโลกแห่งความเป็นจริง!
“หืม…ชั้นบนดินของโรงพยาบาลมู่ซูจะมีข้อจำกัดแบบนี้ด้วยหรือ? นี่คงเป็นส่วนใต้ดินของโรงพยาบาลมู่ซูแน่…” ฟรังก้าเกิดการคาดเดาใหม่ในทันที
จิตใจของเธอที่ตึงเครียดอยู่แล้ว ยิ่งใกล้ถึงขีดจำกัด
“เกิดอะไรขึ้น?” โรแซนยังคงมีสีหน้างุนงง
เมื่อได้ยินคำถามของโรแซน ฟรังก้าเกิดความคิดเชื่อมโยงเป็นชุด
“เมื่อครู่โรแซนบอกว่า นี่เป็นความฝันของเธอ…”
“แต่ที่นี่คือโรงพยาบาลมู่ซูของจริง และมีความเป็นไปได้สูงว่าเป็นส่วนใต้ดิน…”
“ความฝันของเธอเชื่อมต่อกับที่นี่ ทำให้ผู้วิเศษในรัศมีหนึ่ง ถูกย้ายมาที่นี่พร้อมกัน?”
“ทำไมถึงเชื่อมต่อได้ แล้วทำไมถึงย้ายมาได้?”
“เดี๋ยวก่อน ตามที่เราเคยวิเคราะห์ไว้ ทุกตัวละครในเมืองแดนฝันล้วนถูกสร้างขึ้นจากจิตใต้สำนึกของแดนฝัน โดยอิงตามการรับรู้ ตามความสัมพันธ์ทางสังคมของตัวละคร โรแซนก็เช่นกัน ซึ่งจิตใต้สำนึกของแดนฝันเกิดจากการผสมผสานระหว่างจิตใต้สำนึกของมิสเตอร์ฟูลกับราชันสวรรค์ นั่นหมายความว่า โรแซนก็คือส่วนหนึ่งของจิตใต้สำนึกแดนฝัน เสมือนเศษเสี้ยวของจิตใต้สำนึกมิสเตอร์ฟูล”
“เธอเกิดเงาในใจจากการถูกกระตุ้นด้วยข้อเท็จจริงที่ว่า ‘โลกปัจจุบันคือเมืองแดนฝัน’ นั่นก็เท่ากับว่า…ส่วนหนึ่งของจิตใต้สำนึกมิสเตอร์ฟูลที่แยกตัวออกมา เกิดเงาในใจขึ้นแล้ว และส่วนใต้ดินของโรงพยาบาลมู่ซูคือสถานที่รวมตัวของเงาในใจมิสเตอร์ฟูล…”
“ทุกอย่างเชื่อมโยงกันหมด อา…เงาในใจที่ปรากฏในส่วนใต้ดินของโรงพยาบาลมู่ซู ไม่น่าจะมาจากมิสเตอร์ฟูลเพียงคนเดียว แต่ยังรวมถึงของราชันสวรรค์ด้วย หรือพูดให้ถูกคือ พวกมันมาจากจิตใต้สำนึกของแดนฝัน ซึ่งจิตใต้สำนึกของแดนฝันเกิดจากการผสมผสานระหว่างจิตใต้สำนึกของมิสเตอร์ฟูลและราชันสวรรค์ บัดซบ…เดี๋ยวเราจะต้องเผชิญหน้ากับเงาในใจของราชันสวรรค์ด้วยสินะ?”
“แต่นี่ก็มีด้านดีเหมือนกัน ถ้าเรารู้ว่าเงาในใจของราชันสวรรค์คืออะไร และสามารถหนีออกไปได้อย่างปลอดภัย เราก็น่าจะคาดเดาวิธีที่จะทำให้ราชันสวรรค์อ่อนแอลงได้”
“อา…ลำพังการมีความคล้ายคลึงกันในศาสตร์เร้นลับ รวมถึงความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดในศาสตร์เร้นลับเพียงอย่างเดียว คงยังไม่พอที่จะทำให้โรแซนพาเราและจินนาย้ายมาอยู่ในส่วนใต้ดินของโรงพยาบาลมู่ซูได้ ยังต้องมีพลังบางอย่างมาผลักดัน หรือฉกฉวยโอกาส…”
“แรกเริ่มเดิมที โรแซนได้ยิน ‘จริงกลายเป็นเท็จ เท็จกลายเป็นจริง ราชันสวรรค์ฟ้าดินประทานโชค’… นี่แสดงว่าเธอถูกกลุ่มอำนาจบางกลุ่มจับตามองอยู่แล้ว พวกเขาระบุปัญหาได้แล้ว แต่กลุ่มอำนาจนั้นอาจวางเบ็ดล่อปลาหรือรอจังหวะ ถึงได้ไม่ลงมือทันที?”
“พวกของซาราธุสตรา? ไม่หรอก ถ้าเป็นพวกเขา ซาราธุสตราจะต้องระวังความเป็นไปได้ที่โจวหมิงรุ่ยจะถูกเชิญไปกินหม้อไฟที่ร้านอยู่แล้ว…”
ท่ามกลางกระแสความคิด ฟรังก้าไม่กล้าเสียเวลาไปกับการคิดวิเคราะห์อย่างลึกซึ้ง เธอพิจารณาถ้อยคำอย่างรอบคอบก่อนพูดกับโรแซน
“ที่นี่น่าจะเป็นส่วนใต้ดินของโรงพยาบาลมู่ซู และไม่ได้เป็นความฝันของคุณ มันเป็นของจริง”
โดยไม่รอให้โรแซนซักถาม ฟรังก้าแต่งเหตุผลขึ้นมาจากสิ่งที่เธอเพิ่งคาดเดาไป
“ในห้องหรือบริเวณใกล้เคียงของคุณ น่าจะมีศัตรูแอบซ่อนอยู่ พวกเขาฉวยโอกาสตอนที่คุณหลับ สร้างอิทธิพลบางอย่าง และใช้ประโยชน์จาก ‘โลกชาแมน’ ของคุณ เพื่อย้ายพวกเราทุกคนมาที่นี่”
โรแซนกะพริบตาแล้วเอ่ยถาม
“มิน่าล่ะ…ตอนแรกฉันรู้สึกเหมือนกับฝันปกติทั่วไป แต่ผ่านไปสักพักรู้สึกตัวมากขึ้น ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ…”
“ทำไมพวกเขาถึงพาตัวพวกเรามายังใต้ดินของโรงพยาบาลมู่ซูล่ะ? ที่นี่มีปัญหาอะไรหรือ?”
ในระหว่างที่ทั้งสองคนกำลังสนทนา จินนาเริ่มค้นหา ‘กระเป๋านักเดินทาง’ ของตน
เธอตั้งใจจะโทรศัพท์ หรือส่งข้อความ WeChat ลองดูว่าจะแจ้งความหรือติดต่อกับลูเมี่ยนได้หรือไม่ แต่เนื่องจากเธอและฟรังก้าวางโทรศัพท์ไว้ข้างหมอนก่อนนอน ไม่ได้กำไว้ในมือหรือพกติดตัว ดังนั้นตอนนี้พวกเธอทั้งสองจึงตกอยู่ในสภาพ ‘คนไร้โทรศัพท์’
จินนาหยิบ ‘ยันต์กระจกน้ำแข็ง’ ที่เหลือการใช้งานครั้งสุดท้ายออกมา แล้วกำไว้ในอุ้งมือ เธอยังเหลือยันต์กระจกน้ำแข็งอีกชิ้นหนึ่ง สามารถใช้งานได้สี่ครั้ง ซึ่งลูเมี่ยนทำขึ้นใหม่ให้สมาชิกทุกคนหลังจากที่เขาถูกเตะออกจากแดนฝันเมื่อวานซืน
“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่แน่ใจแค่ว่าที่นี่อันตรายมาก พวกเราต้องรีบออกไปโดยเร็ว” ฟรังก้าตอบโรแซนพลางมองไปรอบตัว ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง “อา…รีบหาลิฟต์กันเถอะ ใช้ลิฟต์หรือบันไดขึ้นไปชั้น 1 ก่อน”
โรแซนเริ่มเครียดขึ้นเช่นกัน จึงทำตามฟรังก้า พลางมองสำรวจไปรอบๆ
ขณะเดียวกัน จินนาเริ่มเปิดใช้งาน ‘ยันต์กระจกน้ำแข็ง’ เพื่อดูว่าจะใช้กระจกที่พกติดตัวอยู่ หลบหนีออกจากบริเวณปัจจุบันได้หรือไม่
แต่หลังจากที่เธอถูกห่อหุ้มด้วยแสงของยันต์ กลับพบว่าโลกหลังกระจกนั้นมืดมิดลึกลับ ให้ความรู้สึกอันตรายผิดวิสัย
เธอไม่กล้าผ่านผิวกระจกเข้าไปในโลกกระจกอีกต่อไป
“โลกในกระจกก็ผิดปกติเหมือนกัน” จินนาเงยหน้า แล้วพูดกับฟรังก้า
ขณะที่พูด ‘ยันต์กระจกน้ำแข็ง’ ในมือเธอแตกเป็นเศษแก้วเล็กๆ เปล่งประกาย แล้วสลายหายไปในพริบตา
“ธรรมดา…” ฟรังก้าไม่ได้รู้สึกแปลกใจกับสิ่งนี้ “ในสถานการณ์ปัจจุบัน บางทีเราอาจต้องใช้วิธีปกติ รวมถึงทางออกที่กำหนดไว้เท่านั้น…พวกเราไปหาห้องลิฟต์กันเลย”
โรแซนเริ่มด้วยการพูด ‘อืม’ แล้วก็นึกถึงพลังของตัวเอง จึงถามด้วยความรู้สึกคาดหวัง
“พวกคุณมีสีกับพู่กันติดตัวมาไหม? ดินสอหรือปากกาก็ได้เหมือนกัน”
“คุณอยากวาดประตูเพื่อออกไปหรือ?” จินนาเข้าใจขึ้นมา
“ใช่” โรแซนพยักหน้าหนักแน่น
ฟรังก้าขมวดคิ้วเล็กน้อยแล้วเอ่ยปาก
“คุณแน่ใจหรือ ว่าประตูที่คุณวาดจะนำไปสู่ชั้นบน หรือทางเข้าของโรงพยาบาลมู่ซู ไม่ใช่พื้นที่อื่นในส่วนใต้ดิน?”
“ฉันวาดประตูบ้านตัวเองได้ แบบนั้นก็จะกลับบ้านได้เลย แต่มันมีข้อจำกัดเรื่องระยะทาง ฉันไม่แน่ใจว่าระยะทางระหว่างโรงพยาบาลมู่ซูกับสวนเต๋อชวง จะเป็นไปตามเงื่อนไขหรือเปล่า…” เสียงของโรแซนค่อยๆ เบาลง
ฟรังก้าคิดไวทำไว
“พวกเราหาทางออกที่มีอยู่จริงก่อน หาห้องลิฟต์ก่อน ถ้าหาไม่เจอหรือถูกกักขัง ค่อยเสี่ยงใช้ ‘ประตู’ ที่คุณวาด”
เมื่อเห็นจินนาพยักหน้าเห็นด้วย โรแซนก็จำต้องละทิ้งความคิดที่จะวาดประตูออกไปชั่วคราว
หลังจากมอบปากกาหมึกซึม กับดินสอที่เหลาแล้วให้โรแซนอย่างละหนึ่งด้าม ฟรังก้าหันหลังกลับ เดินไปอีกด้านหนึ่งของโถงทางเดิน โดยอาศัยทั้งการสังเกตสิ่งแวดล้อม ทั้งลางสังหรณ์ทางพลังวิญญาณเป็นแนวทาง
ผ่านไปสักพัก ทั้งสามก็เห็นประตูบานหนึ่ง เป็นประตูไม้บานคู่ที่มีกระจก
ฟรังก้าเดินนำหน้า ขยับศีรษะเข้าไปใกล้กระจกบนประตู พยายามสังเกตสถานการณ์ด้านหลังประตู
แต่ด้านหลังกระจกมืดสนิท แม้ว่า ‘นางมาร’ จะมีเนตรมองกลางคืน ก็ไม่อาจเห็นชัดว่ามีอะไรซ่อนอยู่ข้างใน
ฟรังก้ารู้สึกราวกับว่า ตาของเธอถูกปิดด้วยผ้าดำ มิใช่แค่สภาพแวดล้อมที่ขาดแสงสว่าง
หลังจากทำนายด้วยกระจกวิเศษอย่างเรียบง่ายจบ ฟรังก้าก็ยื่นสองมือออกไปดันประตูบานคู่สีไม้ธรรมชาติให้เปิดออก
เบื้องหน้าไม่ใช่โถงทางเดินที่ทอดยาว แต่เป็นห้องโถงใหญ่ที่มีแสงสลัว สุดปลายห้องโถงมีประตูไม้บานคู่ลักษณะเดียวกัน
สิ่งแรกที่ฟรังก้า จินนา และโรแซนสังเกตเห็นไม่ใช่สิ่งเหล่านี้ หากแต่เป็นศพหลายร่างที่ห้อยแขวนอยู่บนเพดาน
พวกมันกำลังแกว่งแผ่วเบา
ในระหว่างที่แกว่งไปมา ร่างไร้ชีวิตบางส่วนหมุนครึ่งตัว ทำให้พวกฟรังก้าเห็นรูปร่างชัดเจน
มีเอย์นานา ครูใหญ่ของโรงเรียนกวดวิชาเมิ่งเสี่ยง มีฮวงเจียเจีย และมีครูคนอื่นๆ ของโรงเรียนกวดวิชาเมิ่งเสี่ยงที่จินนาเคยพบ
“อุ๊บ…!” โรแซนอยากจะกรีดร้องด้วยสัญชาตญาณ แต่จินนามือไวปิดปากเธอไว้ทัน
“เป็นไปไม่ได้…” ฟรังก้ารู้สึกขนลุกไปถึงหนังศีรษะ
เธอทราบดีว่า เอย์นานา ฮวงเจียเจีย และภาพสะท้อนแดนฝันคนอื่นๆ ได้ตายไปแล้ว และอาจเคยถูกแขวนเหมือนผู้แจ้งสารเดนิสมาก่อน แต่ไม่เคยคิดว่าพวกเธอจะยังถูกแขวนอยู่ที่นี่ ถูกแขวนด้วยกัน แน่นขนัด ดุจเนื้อแห้ง
“พวกเขาถูกแขวนไว้ที่นี่? แล้วคนที่อยู่ข้างนอกคือใคร?”
“ไม่ใช่ว่าศพของพวกเขาได้รับ ‘ชีวิตใหม่’ แล้ววิ่งออกไปหรอกหรือ?”
“ลูเมี่ยนบอกว่า โชคชะตาก็สืบทอดได้เช่นกัน…”
จินนาก็มีความสงสัยในทำนองเดียวกัน จึงนึกถึงความเป็นไปได้หนึ่ง
“เงาทางจิตใจที่กลายเป็นจริง?”
เป็นไปได้…ส่วนใต้ดินของโรงพยาบาลมู่ซูคือสถานที่ซึ่งจิตใต้สำนึกและเงาทางใจในแดนฝัน กลายเป็นความจริงขึ้นมา เงาทางใจที่เกิดจากการแขวนเอย์นานาและพวกฮวงเจียเจีย กับการที่ศพ ‘คืนชีพ’ วิ่งออกไปนั้น สามารถมีอยู่พร้อมกัน เกิดขึ้นคู่ขนานกันได้…ฟรังก้ายอมรับคำอธิบายนี้ และยังไม่คิดจะสืบค้นความจริงให้ลึกซึ้ง
เธอพูดกับจินนาและโรแซน
“เดินผ่านไป…ไปให้ถึงประตูฝั่งตรงข้าม”
โรแซนเพิ่งเคยพบกับฉากสยองขวัญแบบนี้เป็นครั้งแรก ไม่รู้จะทำอย่างไรเลย จึงทำได้แค่เลือกฟังฟรังก้าและจินนา ตามพวกเธอเดินผ่านบริเวณที่ศพแขวนเบาบางกว่า
ภายในห้องโถงมีลมพัดผ่านเป็นระยะ ทำให้ศพเหล่านั้น บางครั้งก็แกว่งไกว บางครั้งก็ส่ายซ้ายส่ายขวา หลายครั้งเกือบจะเฉียดหัวของโรแซน
โรแซนต้องใช้แรงทั้งตัวเพื่อไม่ให้ตัวเองแสดงปฏิกิริยาที่รุนแรงเกินไป
ในที่สุด พวกเธอก็ ‘แทรก’ ผ่านร่างที่ห้อยแขวนไปได้ จนมาถึงประตูไม้บานคู่ที่เป็นทางออก
หลังจากทำตามขั้นตอน แต่ได้ผลลัพธ์เช่นเดิม ฟรังก้าก็ยื่นสองมือออกไปอีกครั้ง ผลักประตูใหญ่ให้เปิดออก
เบื้องหน้าเป็นโถงทางเดิน โถงทางเดินที่มีแสงสว่างน้อยมาก
ณ ปลายโถงทางเดินมีเงาร่างไม่ชัดเจนยืนอยู่
พวกฟรังก้าเพิ่มความระแวดระวังในบัดดล บรรจงผ่านประตูไม้เข้าไปในโถงทางเดินนั้นอย่างระมัดระวัง
ภาพที่อยู่เบื้องหน้าพวกเธอเริ่มชัดเจนขึ้นทีละนิด
จนกระทั่งทั้งสามมองเห็นร่างดังกล่าวอย่างคมชัด
นั่นคือเห็ดยักษ์ที่สูงถึงสองเมตร!
ส่วนหัวของเห็ดยักษ์มีสีแดงเข้มราวกับเลือด แซมด้วยลวดลายสีขาว ลำตัวประกอบด้วยเห็ดเล็กๆ คล้ายกันนับไม่ถ้วน ลวดลายของมันรวมกันเป็นใบหน้าที่หล่อเหลาแต่พิสดาร ทั้งสองด้านมีเห็ดชนิดเดียวกันยื่นออกมาต่อกันเป็นแขนเรียวยาว
ปึง!
ประตูไม้บานคู่ด้านหลังของฟรังก้า จินนา และโรแซนปิดลง
……………………………………………………..