ราชันเร้นลับ Lord of the Mysteries - บทที่ 313 เทพบรรพกาล
ขณะออเดรย์เตรียมร้องขอการสนทนาแบบส่วนตัว เด็กสาว
บังเอิญเหลือบเห็นว่า เดอะเวิร์ลบนเก้าอี้ตำแหน่งมุมโต๊ะฝังตรง
ข้ามกับมิสเตอร์ฟูล มิได้แสดงท่าทีสนใจในหัวข้อ ‘เทคนิคสวม
บทบาท’ แม้แต่น้อย
เขาทราบเทคนิคสวมบทบาทอยู่ก่อนแล้ว หรือมิสเตอร์ฟูล
เคยสอนสั่งเป็นการส่วนตัว?
เด็กสาวพึมพำ แต่สุดท้ายก็เลือกสนทนาแบบส่วนตัวอยู่ดี
ถัดมา ออเดรย์หันไปจ้องฟอร์ส พร้อมกับจงใจดัดเสียงและ
สำเนียงให้ต่างจากปรกติ
“ผู้วิเศษทุกคนต้องเปลี่ยนมุมมองต่อโอสถเสียใหม่ พวก
เรามิได้แย่งชิงพลังมาจากโอสถ แต่เป็นการ ‘ย่อย’ ให้โอสถ
หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับร่างกายและจิตใจ กุญแจสำคัญใน
การย่อยคือเทคนิคสวมบทบาท และกุญแจสำคัญในเทคนิคสวม
บทบาทคือชื่อของโอสถ”
“เพราะเหตุใด?” ฟอร์สโพล่งขึ้น
จากนั้นก็เรียบเรียงคำพูดสักพัก และถามต่อโดยไม่เปิด
โอกาสให้จัสติสตอบ
“แล้วดิฉันจะสวมบทบาทได้อย่างไร”
ออเดรย์ทบทวนความทรงจำ ก่อนจะเลียนแบบวิธีอธิบาย
ของเดอะฟูล นั่นคือการยกตัวอย่างปราสาท ทหารยาม บัตร
เชิญ และการปลอมตัว
ปิดท้ายด้วย
“สรุปโดยสั้น เปั้าหมายของเทคนิคสวมบทบาทคือการ
หลอกให้โอสถเชื่อว่าร่างกาย จิตใจ และวิญญาณของเรา เป็น
หนึ่งเดียวกับเนื้อแท้โอสถ จิตหลงเหลือสุดท้ายจะได้ไม่ต่อต้าน
ตัวเรา และปล่อยให้ผสานเข้าเป็นหนึ่งเดียวกับโอสถอย่าง
สมบูรณ์”
ในฐานะนักเขียน จินตนาการของฟอร์สย่อมเป็นเลิศ เมื่อได้
ยินจัสติสอธิบายจนเห็นภาพชัดเจน เธอจึงจับหลักการและ
สาระสำคัญของเทคนิคสวมบทบาทได้ทันที่
แบบนี้เองหรือ…
นี่คือวิธีเอาชนะการขัดขืนจากจิตหลงเหลือและลดโอกาส
คลุ้มคลั่ง…
ยิ่งนึกภาพตามก็ยิ่งสมเหตุสมผล!
…
หลังจากความสับสนในใจเริ่มบรรเทา ฟอร์สตระหนักว่าตน
ได้พบแสงสว่างของชีวิต
เธอหันมาถามเพื่อความแน่ใจ
“มิสเตอร์ฟูลเป็นคนสอนคุณหรือ”
“ถูกต้อง หากไม่มีมิสเตอร์ฟูล พวกเราคงคลุ้มคลั่งและ
กลายเป็นสัตว์ประหลาดไปแล้ว การมีตัวตนของพวกเราคือ
เครื่องพิสูจน์ว่า เทคนิคสวมบทบาทของมิสเตอร์ฟูลยอดเยี่ยม
และได้ผลจริง” จัสติสสรรเสริญเยินยอเทพของตนจากก้นบึ้ง
ของจิตใจ
ฟูั่ว…! ฟอร์สถอนหายใจด้วยสีหน้าโล่งอก ความหวาดกลัว
ซึ่งเคยมีต่อภาวะคลุ้มคลั่งได้ลดลงเป็นอย่างมาก
หรือสิ่งนี้จะเรียกว่า ‘การพบพานแห่งโชคชะตา’ ซึ่ง
เกิดขึ้นบ่อยครั้งในนิยาย…มันยอดเยี่ยมมาก! แต่เราก็ห้าม
ประมาทเด็ดขาด มิสเตอร์ฟูลอาจมีเจตนาร้ายแอบแฝง ในฐานะ
เทพนอกรีต ไม่มีสิ่งใดรับประกันว่าเขาจะไม่ใช่เทพมาร…
ฟอร์สเตือนสติตัวเอง
ถัดมา เธอเริ่มนึกถึงปัญหาสำคัญกว่านั้น
แล้วผู้ฝึกหัดต้องสวมบทบาทอย่างไร?
จากชื่อของโอสถ ผู้ฝึกหัดหมายถึง บุคคลซึ่งยังไม่ชำนาญใน
เรื่องใดเรื่องหนึ่งเป็นพิเศษ หรือจะต้องสวมบทบาทโดยการเป็น
นักเรียนและให้อาจารย์คอยสั่งสอน? หรือไม่ควรโอ้อวดและ
หมั่นถ่อมตนตลอดเวลา? หรือต้องคอยตระหนักถึงข้อบกพร่อง
ของตัวเองเสมอ?
หรือทั้งหมด?
ฟอร์สก้มหน้าตรึกตรองหาเหตุผล จนไม่ทราบว่าม่านเสียง
และภาพของสมาชิกคนอื่นถูกปลดออกแล้ว
ทันใดนั้น เดอะซัน เดอร์ริค มองไปรอบตัวอย่างเงียบงัน
หนึ่งรอบ และกัดฟันซักถามเสียงขรึม
“ผมต้องการทราบว่า เทพทั้งเจ็ดของพวกคุณ
ประกอบด้วยใครบ้าง และสถานการณ์ปัจจุบันเป็นอย่างไร”
เดอร์ริคคาใจกับเรื่องนี้มานานแล้ว วิธีขจัดความขุ่นเคือง
ออกไป คือการซักถามให้หายสงสัยเสียที่
… เราตอบได้! ออเดรย์ดีใจจนลืมตัวชั่วขณะ ก่อนจะนึก
ขึ้นได้ว่า เดอะซันกำลังถามโดยมีสิ่งแลกเปลี่ยน หมายความว่า
คู่แข่งไม่ใช่เธอแค่คนเดียว!
เด็กสาวรีบยกมือขวาขึ้นเพื่อแสดงให้เด็กหนุ่มทราบว่าเธอ
พร้อมแลกเปลี่ยน
ในเวลาเดียวกัน ทั้งแฮงแมนและเดอะเวิร์ลต่างส่งสัญญาณ
ว่าพวกตนก็สามารถตอบได้เช่นกัน
…พวกเขากำลังทำอะไร? ฟอร์สจ้องมองด้วยสีหน้างุนงง
พยายามทำความเข้าใจว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น
ทันใดนั้น ฟอร์สนึกทบทวนคำถามของเดอะซันเสียใหม่และ
เริ่มพบความไม่ปรกติ
อย่าบอกนะว่า…เขาไม่รู้เรื่องของเจ็ดเทพจารีตเลยสักนิด?
แล้วเด็กคนนี้มาจากไหน?
ฟอร์สหันไปจ้องเด็กหนุ่มเดอะซันด้วยดวงตาสั่นเทา
สำหรับชาวทวีปเหนือ หากตัดเด็กเล็กยังไม่รู้หนังสือออกไป
ก็ไม่ควรมีใครไม่รู้จักเจ็ดเทพจารีต!
แม้แต่คนเรร่อนไร้บ้านตามถนนตะวันออกก็ยังรู้จักเทพทั้ง
เจ็ดองค์เป็นอย่างดี
สำหรับพวกมัน บางครั้งบางคราวจะได้รับอาหารกุศลจาก
โบสถ์หลัก ช่วยยืดอายุขัยออกไปสักพัก และช่วยให้มีแรงกลับ
เข้าไปทำงานในเรือนทำงาน
คนของอาณานิคมทวีปใต้? นั่นก็ไม่จำเป็นอีกเช่นกัน แค่
เดินทางไปยังวิหารใกล้หมู่บ้าน และให้เหล่านักบวชช่วยเทศนา
ธรรม เรื่องราวของเจ็ดเทพจารีตก็จะพรั่งพรูเข้ามาในสมอง…
เดอะซันอาศัยอยู่บนดินแดนใดกันแน่? เราไม่เข้าใจเลยสักนิด!
ฟอร์สสลับจ้องมองสมาชิกคนอื่นด้วยสีหน้าแววตา
ประหลาดใจ และได้พบว่า ทั้งจัสติส เดอะเวิร์ล และแฮงแมน
ล้วนมีท่าทีปรกติราวกับคำถามของเดอะซันไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่
ขณะเดียวกัน เมื่อเห็นสมาชิกสามคนยินดีมอบคำตอบ
พร้อมกัน ประธานชุมนุมทาโรต์ผู้ซ่อนตัวอยู่หลังกลุ่มหมอกสี
เทาหนาทึบ เผยรอยยิ้มอ่อนโยนมุมปากและส่งเสียงซักถาม
เดอะซัน
“มิสเตอร์ซันเอ๋ย เจ้าต้องการแลกเปลี่ยนกับใคร และ
ต้องการจ่ายด้วยสิ่งใด”
เดอะซัน เดอร์ริค เม้มปากและก้มหน้าไตร่ตรองนานหลาย
วินาที่
“ผมขอแลกเปลี่ยนกับทุกคน”
มีเพียงวิธีนี้เท่านั้น จึงจะได้รับข้อมูลเชิงลึกอย่างครบถ้วน
สมบูรณ์…
ภายใต้สถานการณ์ยากลำบากของเมืองเงินพิสุทธิ์ รวมถึง
การเข้าร่วมหน่วยลาดตระเวน เดอร์ริคได้ถูกหล่อหลอมให้สุขุม
เกินเด็กหนุ่มวัยเดียวกันของทวีปเหนือมาก
มันเว้นวรรคและกล่าวต่อ
“สิ่งแลกเปลี่ยนก็คือ พวกคุณแต่ละคนสามารถตั้งถามได้
คนละหนึ่งข้อ เรื่องใดก็ได้ แต่ต้องอยู่ในขอบเขตความทรงจำ
ของผม”
“ตกลง ดิฉันสนใจเรื่องราวของเมืองเงินพิสุทธิ์เป็นอย่าง
มาก” ออเดรย์ฉีกยิ้มกว้าง
เมืองเงินพิสุทธิ์? ตั้งอยู่ตรงไหน? ทำไมเราถึงไม่เคยได้ยินมา
ก่อน?
ฟอร์สมองหน้าทุกคนด้วยสายตาว่างเปล่า เธอไล่ตามบท
สนทนาของสมาชิกคนอื่นไม่ทัน
ออเดรย์เห็นดังนั้นจึงหันไปช่วยอธิบาย
“มิสเตอร์ซันไม่ใช่คนของทวีปเหนือหรือชาวเกาะบน
ทะเล เมืองเงินพิสุทธิ์ตั้งอยู่นอกเหนือความรู้ความเข้าใจของ
พวกเราทุกคน หรือสามารถกล่าวได้ว่า มนุษยชาติยังสำรวจไป
ไม่ถึงจุดนั้น”
ม…ไม่ได้รวมหัวอำกันเล่นใช่ไหม…?
ฟอร์สอดคิดในแง่ลบไม่ได้
อย่างไรก็ตาม ถึงจะมีความคิดดังกล่าวท่วมท้นสมอง แต่เธอ
ก็ทราบดีว่า สมาชิกคนอื่นไม่มีเหตุผลให้ต้องรวมหัวแกล้งอำ
และเด็กหนุ่มเดอะซันก็มีบรรยากาศแตกต่างจากชาวทวีปเหนือ
จริง จึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเชื่อตามคำอธิบายของจัสติส
ชุมนุมทาโรต์…ยิ่งได้ฟังก็ยิ่งพิสดาร…และยิ่งได้ฟัง ก็ยิ่ง
ทราบว่ามิสเตอร์ฟูลคือตัวตนเหนือความคาดหมายอย่าง
มาก…
ฟอร์สถอนหายใจหดหู่
เมื่อออเดรย์เห็นอีกฝั่ายเกิดอารมณ์ขุ่นมัว เธอคันปากยุบยิบ
อยากเล่าออกไปว่า ทั้งการตายของพลเรือโทแห่งวายุ คีลิงเกอร์
การตายของเอกอัครราชทูตเบเคอร์ลัน และการตายของนักต้ม
ตุ๋นผู้ครอบครองออร่าเทพ ลาเนวุส ล้วนเป็นฝีมือของชุมนุมทา
โรต์ทั้งสิ้น
แต่น่าเสียดาย หากฟอร์สได้ทราบเรื่องเหล่านี้ เธอจะรู้ทันที
ว่าออเดรย์คือจัสติส จึงไม่มีทางเลือกนอกจากเก็บไว้เป็น
ความลับ…ออเดรย์ ฉันเข้าใจว่ามันยากสำหรับเธอ แต่เธอต้อง
ทำให้ได้!
เด็กสาวสูดลมหายใจยาวเพื่อฝืนระงับอาการคันปาก
ในเมื่อไม่รู้จักเมืองเงินพิสุทธิ์มาก่อน ฟอร์สจึงไม่มีทางเลือก
นอกจากยอมถอนตัวจากการแลกเปลี่ยนคราวนี้ เธอตัดสินใจ
เป็นเพียงผู้ชมจากวงนอก
สำหรับแฮงแมนและเดอะเวิร์ล ทั้งสองต่างเห็นด้วยกับ
ข้อเสนอของเดอะซัน
แน่นอน บุคคลผู้กำลังยิ้มกรุ้มกริ่มยิ่งกว่าใครคือเดอะฟูล ไม่
มีการแลกเปลี่ยนใดจะเกิดประโยชน์กับตนมากกว่านี้แล้ว มันไม่
มีทางขัดขวางการแลกเปลี่ยนแสนคุ้มค่าตรงหน้า
เดอะซันน้อย…เจ้ายังไร้เดียงสานัก!
ชายหนุ่มหัวเราะเสียงดังในใจ
ส่วนข้อมูลของเจ็ดเทพจารีต ทางด้านเดอะเวิร์ล จัสติส
และแฮงแมนจะ ‘เขียน’ รายละเอียดซึ่งตัวเองคิดว่าสำคัญ
ลงบนกระดาษและส่งให้เดอะซันอ่าน
เดอร์ริคก้มหน้าอ่านอย่างรวดเร็ว สายตาชะงักเป็นระยะ
เมื่อพบเจอคำสำคัญ
หากตัดพระผู้สร้างต้นกำเนิดออกไป เทพบรรพกาลสามองค์
แรกประกอบด้วย สุริยันเจิดจรัส ปัญญาความรู้ และวายุ
สลาตัน โดยทั้งสามโบสถ์ยังเป็นสามศาสนาเก่าแก่อันดับหนึ่ง
ของอารยธรรมทวีปเหนือ
ทำไมเราถึงไม่เคยได้ยินพระนามเหล่านี้มาก่อน…ไม่แม้แต่
ชื่อเดียว…ต้องมีเรื่องสำคัญซ่อนอยู่เบื้องหลังความจริง
แน่นอน!
เดอร์ริคทราบว่า ชุมนุมทาโรต์มีเวลาจำกัด จึงรีบอ่านจับ
ใจความสำคัญ และค่อยกลับไปเอ่ยพระนามเต็มของเดอะฟูล
ภายหลัง เพื่อย้อนความทรงจำกลับมาเก็บรายละเอียดให้
ครบถ้วน
ถัดมาเป็นช่วงถามกลับ เริ่มจากจัสติส
หลังจากเกิดคดีฆาตกรรมต่อเนื่อง เด็กสาวเริ่มสนใจใน
เส้นทางปีศาจ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะได้รับแรงบันดาลใจจาก
เดอะเวิร์ล
เดอร์ริคตอบกลับอย่างละเอียด คล้ายกับคำตอบซึ่งเคยมอบ
ให้เดอะเวิร์ลก่อนหน้า แต่ได้เสริมโอสถลำดับอื่นเพิ่มเข้าไป
“ผู้วิเศษลำดับเจ็ด ของเส้นทางนรก มีพลังสำหรับ
ต่อต้านการทำนายและสื่อวิญญาณได้เกือบทุกรูปแบบ”
เส้นทางปีศาจแข็งแกร่งขนาดนี้เชียว…เราเองชักอยากรู้
แล้ว ว่าลำดับเจ็ด ของเส้นทางผู้ชมจะพัฒนาอย่างก้าวกระโดด
แบบนี้บ้างไหม หรือต้องรอให้ถึงลำดับหก เสียก่อน?
ข้อมูลเกี่ยวกับปีศาจของเดอะซัน ส่งผลให้จิตใจของเธอเกิด
ความหวาดกลัวเล็กน้อย
คนถัดมาคือแฮงแมน
คล้ายกับมันคิดคำถามนี้เตรียมไว้นานแล้ว อัลเจอร์จ้องมอง
เข้าไปในดวงตาเดอะซันและซักถามเสียงขรึม
“ผมต้องการทราบตำนานต้นกำเนิดของเมืองเงิน
พิสุทธิ์”
เดอร์ริคผ่อนคลายลงเล็กน้อย ตามด้วยการเล่าอย่างเป็น
กันเอง
“มหาเทพผู้ปราดเปรื่องและทรงพลัง มหาเทพผู้รังสรรค์
ทุกสิ่งจากต้นกำเนิด พระองค์ได้สร้างทุกสิ่งขึ้นจากความว่าง
เปล่า และเข้าสู่ภาวะหลับใหลเป็นเวลานาน หลังจากนั้น ราชา
คนยักษ์ เออร์เมีย มังกรจินตภาพ แอนเคอร์เวล ราชาเอลฟ
ซอนญาธริม ต้นตระกูลแวมไพร์ ลิลิธ ราชาปีศาจ ฟาโบธี ต้น
ตระกูลฟินิกซ์ เกรเกอรี ราชาสัตว์กลายพันธุ์ เควาสทูน และ
ราชาหมาปั่าอสูร เฟรเกีย ต่างแบ่งอำนาจปกครองโลกมนุษย์
อย่างเท่าเทียม ไม่ว่าจะเป็นท้องฟั้า พื้นดิน มหาสมุทร โลก
กายภาพ โลกวิญญาณ และโลกดารา พวกเขาล้วนเป็นเทพ
ผู้ปกครองของแต่ละเผ่าพันธุ์บรรพกาล…เป็นเทพบรรพกาล
ตัวจริง”
เฟรเกีย…!?
หัวใจไคลน์แทบหยุดเต้นเมื่อได้ยิน
ทุกครั้งหลังจากมันเลื่อนลำดับ หรือมีปฏิสัมพันธ์กับพลัง
ของสมุดบันทึกอันทีโกนัส ไคลน์มักได้ยินเสียงเพรียกก้องกังวาน
ในสมองแบบเดิมซ้ำไปมาว่า…
“โฮนาซิส…เฟรเกีย…โฮนาซิส…เฟรเกีย…”
สำหรับชายหนุ่ม คำว่าโฮนาซิสน่าจะหมายถึงเทือกเขาโฮนา
ซิส ซึ่งเคยเป็นดินแดนของแคว้นรัตติกาลมาก่อน แต่มันไม่เคย
ได้ยินเบาะแสของเฟรเกียมาก่อน
และนี่คือครั้งแรกโดยแท้จริง กับการได้ยินใครสักคนพูด
ถึงเฟรเกีย!
ราชาหมาปั่าอสูร เฟรเกีย…เทพบรรพกาล!
แต่ทำไม ‘ท่าน’ ถึงมีส่วนเกี่ยวข้องกับเทือกเขาโฮนาซิส
ได้…
ภายนอก ไคลน์ยังคงนั่งนิ่งรักษาภาพพจน์ราวกับไม่แยแส
เรื่องเล่าจากปากเดอร์ริค แต่สมองภายในกำลังประมวลผลหนัก
หน่วง
“เทพบางตนร่วงหล่นในศึกสงครามระหว่างทวยเทพ
ด้วยกัน แต่บางตนก็ถูกริบพลังหลังจากมหาเทพผู้ปราดเปรื่อง
และทรงพลัง มหาเทพผู้รังสรรค์ทุกสิ่งจากต้นกำเนิด ได้ตื่นขึ้น
จากการหลับใหลและกลับมาปกครองโลกอีกครั้ง ครึ่งแรกคือ
ตำนานต้นกำเนิด และครึ่งหลังเกี่ยวกับจุดเริ่มต้นของเมือง
เงินพิสทุธิ์”
ว่ากันตามตรง อัลเจอร์อยากทราบรายละเอียดมากกว่านี้
แต่เมื่อเห็นว่าอีกฝั่ายไม่ยอมเล่าต่อ จึงไม่มีทางเลือกนอกจาก
เก็บความสงสัยไว้ในใจ สมาธิเพ่งอยู่กับการวิเคราะห์ข้อมูลอย่าง
ถี่ถ้วนแทน
หืม…หมายความว่า ราชาหมาปั่าอสูร เฟรเกีย ถูกลบ
เลือนไปจากประวัติศาสตร์ในช่วงกลางยุคสมัยสอง หรือก็คือ
ก่อนเกิดยุคมหาภัยพิบัติ…
ไคลน์พยายามครุ่นคิดหาข้อสรุป ขณะเดียวกันก็ควบคุม
เดอะเวิร์ลขยับปากคำถาม
เดิมที่ ชายหนุ่มต้องการทราบว่า เส้นทางใดสามารถเปลี่ยน
สถานะร่างกายให้เป็นกึ่งวิญญาณได้ดังใจ โดยอธิบายลักษณะ
พิเศษของมาดามชารอนให้ฟัง แต่ถ้าเดอะซันไม่มีคำตอบ มันก็
จะเปลี่ยนไปถามสิ่งอื่นแทน
แต่สำหรับปัจจุบัน มันมีคำถามสำคัญยิ่งกว่านั้น!
“ผมอยากทราบทั้งหมดเกี่ยวกับราชาหมาปั่าอสูร เฟร
เกีย”
เดอะซันหันไปมองเดอะเวิร์ลด้วยสีหน้าประหลาดใจ
“เกี่ยวกับเทพตนนี้ ผมมีข้อมูลไม่มากนัก ท่านยังมีอีก
สองพระนามคือ หมาปั่าอสูรทำลายล้าง และหมาปั่าอสูร
รัตติกาล”
หมาปั่าอสูรรัตติกาล…รัตติกาล?
ตาดำไคลน์กำลังสั่นเทา