ราชันเร้นลับ Lord of the Mysteries - บทที่ 330 อุดมคติของชารอนและมาริค
ช่วย?
ไคลน์ทวนคำซ้ำในใจ สีหน้าแววตาตกตะลึงอย่างชัดเจนชั่ว
ครู่
ย้อนกลับไปสมัยชารอนรับภารกิจปกปั้องไคลน์เป็นเวลา
สามวัน ไม่ว่าจะมองมุมใด เธอก็ทำไปเพราะต้องการเงินตอบ
แทน
อย่างไรก็ตาม ผู้วิเศษลำดับห้า มักไม่ค่อยรับงานจิปาถะ
ด้วยตัวเองสักเท่าไร เรียกว่าพบเห็นได้น้อยมาก และไม่สามารถ
บังคับให้รับงานได้ หากอีกฝั่ายไม่ต้องการ
แต่ต้องไม่ลืมว่า ไคลน์ในช่วงนั้นกำลังดิ้นรนเอาชีวิตรอด
การมาของชารอนจึงเปรียบดังฟางเส้นสุดท้ายซึ่งชายหนุ่ม
ตะเกียกตะกายคว้าไว้ได้ทัน เมื่อรักษาชีวิตรอดมาได้ ภายในใจ
จึงเกิดความรู้สึกขอบคุณเป็นล้นพ้น แม้อีกฝั่ายจะทำไปเพื่อเงิน
ก็ตาม
ทว่า ความรู้สึกส่วนตัวไม่ได้มากหรือน้อยไปกว่านั้น ไคลน์
ไม่ต้องการเอาชีวิตตัวเองเข้าไปเสี่ยงกับสถานการณ์ปริศนา
ภายใต้สภาพแวดล้อมมืดมนซึ่งไม่ทราบตัวตนศัตรูแน่ชัด ไม่
ทราบว่าพลังของตนจะเพียงพอต่อการเอาชีวิตรอดหรือไม่ ไม่
ต้องการเสี่ยงชีวิตเพื่อปกปั้องผู้อื่นอย่างหน้ามืดตามัว
เดิมที่ ไคลน์มีแผนจะศึกษาศาสตร์เร้นลับจากเดอะซันน้อย
ทีละเนิด เพราะเป็นพิธีกรรมและความรู้สืบต่อมาจากยุคสมัย
แห่งมหาภัยพิบัติโดยตรง เทพปกครองโลกในสมัยนั้นค่อนข้าง
หลากหลาย และมีพลังพิเศษแตกต่างจากเจ็ดเทพหลักใน
ปัจจุบัน จึงไม่แปลกหากเทคโนโลยีด้านพิธีกรรมและศาสตร์เร้น
ลับจะลึกลับซับซ้อนกว่ามาก ไม่มีโบสถ์หลักคอยกีดกันความรู้
เหมือนกับปัจจุบัน เนื้อหาจึงเข้มข้นและมีรายละเอียดมากกว่า
แต่ถึงไคลน์จะเรียนพิธีกรรมชนิดใหม่จากเดอะซัน มันก็คง
ไม่กล้าทดสอบด้วยตัวเองทันที่ เนื่องจากหวาดกลัวภัยอันตราย
ตามมา
คล้ายกับสถานการณ์ในอดีต เรื่องพิธีกรรมสังเวยและรับ
มอบ มันฉวยโอกาสหลอกถามเดอะซันถึงขั้นตอนอย่างคร่าว
แต่ก็ยังไม่กล้าทดลองทันทีเนื่องจากกังวลถึงอันตราย ต้องรอให้
มิสเตอร์อะซิกช่วยยืนยันอีกเสียง จึงจะตั้งสมมติฐานและ
ออกแบบการทดสอบให้แฮงแมนและจัสตินลองทำ
จริงอยู่ ไคลน์อาจขอความรู้จากแฮงแมนได้เหมือนกัน
เพราะอีกฝั่ายมีตำแหน่งเทียบเท่าหรือสูงกว่าบิชอปของโบสถ์
วายุสลาตัน ย่อมเข้าใจในหลักการของศาสตร์เร้นลับมาก
พอสมควร ทว่า แฮงแมนติดปัญหาด้านความเคร่งครัดในจารีต
ประเพณี ศรัทธาเทพวายุสลาตันจากก้นบึ้ง พิธีกรรมและความรู้
ส่วนใหญ่จึงเป็นของเทพวายุสลาตัน ไม่เหมาะสำหรับไคลน์สัก
เท่าไร
แน่นอน มันสามารถทดสอบพิธีกรรมได้ด้วยการสวดภาวนา
ถึงตัวเอง แต่ยังต้องคำนึงถึงปัจจัยด้านการสิ้นเปลืองพลัง
วิญญาณ การประกอบพิธีกรรมถึงตัวเองจะทำให้อ่อนแรงเร็ว
กว่าปรกติมาก ในช่วงเวลาดังกล่าว หากเกิดเรื่องไม่คาดฝัน
ชีวิตก็จะตกอยู่ในอันตราย
ด้วยปัจจัยข้างต้น ไคลน์จึงพักการทดสอบพิธีกรรมแบบลอง
ผิดลองถูกไว้ก่อน และหันเหความสนใจมายังชารอนและมาริค
ผู้น่าจะเคยมีองค์กรลับสนับสนุนเบื้องหลัง
เหตุผลสำคัญก็คือ องค์กรลับส่วนมากจะมีพิธีกรรมและ
ความรู้เหมาะสำหรับผู้วิเศษประเภท ‘ผิดกฎหมาย’ เพราะ
องค์กรเหล่านี้ไม่ได้นับถือเจ็ดเทพหลัก
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ไคลน์จะหยุดแลกเปลี่ยนข้อมูลกับ
เดอะซันน้อยและแฮงแมนโดยสิ้นเชิง ความรู้จากยุคสมัยมหา
ภัยพิบัติยังมีประโยชน์อยู่มาก รวมถึงความรู้จากหนึ่งในศาสนา
เก่าแก่ของโลก หากสามารถผนวกทั้งหมดเข้าด้วยกัน ชายหนุ่ม
จะกลายเป็นผู้รอบรู้ด้านศาสตร์เร้นลับตัวริง!
และนั่นคือเปั้าหมายสูงสุดมาตลอด
ไคลน์ยังไม่ลืมว่า ปลายทางสุดท้ายของตนคือการเดินทาง
กลับโลกเก่า ฉะนั้น ยิ่งเข้าใจศาสตร์เร้นลับถ่องแท้เพียงใด ก็ยิ่ง
เข้าถึงเปั้าหมายของตัวเองได้เร็ว
แน่นอน ไว้ค่อยเดินทางกลับหลังจากชำระแค้นกับอินซ์·
แซงวีลล์ได้แล้ว ไม่อย่างนั้น หัวหน้าคงนอนตายตาไม่หลับ…
ไคลน์เงยหน้ามองชารอนและมาริค พร้อมกับกล่าวด้วย
รอยยิ้ม
“ผมต้องการทราบรายละเอียดสถานการณ์ให้แน่ชัด
เสียก่อน จะได้ตัดสินใจถูกว่าควรช่วยหรือไม่ ผมไม่ขอเล่นตลก
กับชีวิตตัวเองเด็ดขาด”
ชารอน สวมหมวกสีดำใบเล็ก พยักหน้าเชิงยอมรับว่า
สมเหตุสมผล
มาริคฝังตรงข้ามไคลน์ โน้มตัวมาด้านหน้าเล็กน้อย พร้อม
กับเลื่อนกำปันขึ้นมาเท้าคาง
“พวกเราเคยเป็นสมาชิกขององค์กรลับเก่าแก่มา
ก่อน…”
อันนี้เดาได้นานแล้ว…ไคลน์รำพันพลางสวมสีหน้าเคร่ง
ขรึม
“องค์กรดังกล่าวเริ่มเป็นรูปเป็นร่างในช่วงต้นยุคสมัยห้า
หลังจากพายุเกรี้ยวกราดใจกลางทะเลคลั่งตัดขาดทวีปเหนือใต้
ออกจากกัน ส่งผลให้ทวีปใต้ถือเกิดอาณาจักรชาวเขาและ
อาณาจักรเพิร์ธขึ้น แต่นั่นคือช่วง ‘เป็นรูปเป็นร่าง’ อดีต
แท้จริงขององค์กรสามารถย้อนกลับไปได้ไกลกว่านั้นมาก
ประมาณก่อนยุคสมัยสี่เลยทีเดียว หรือบางทีอาจย้อนไปไกลถึง
ยุคสมัยแห่งมหาภัยพิบัติ” มาริคอธิบาย
เรื่องนี้ก็รู้แล้วเหมือนกัน โรงเรียนกุหลาบใช่ไหมล่ะ…คง
ย้อนประวัติศาสตร์กลับได้ไปถึงสมัยราชามนุษย์กลายพันธุ์เลย
กระมัง…
ไคลน์พยักหน้ารับเคร่งขรึม
มาริคเลื่อนมือขึ้นไปเกาทรงผมยุ่งเหยิง
“องค์กรนี้เชื่อในเทพนอกรีต…เป็นเทพมาร หลักคำ
สอนสำคัญคือ เวทมนตร์เป็นทั้งวิทยาศาสตร์และศิลปะ
สามารถใช้ในการเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งได้ตามใจปรารถนา แต่ต้อง
กระทำผ่านพิธีกรรมทางความเชื่ออันซับซ้อน และต้องอยู่
ภายใต้กรอบกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด ฟังดูเหมือนศาสนาเลย
ใช่ไหม เข้าใจถูกแล้ว ก่อนทวีปใต้จะถูกทวีปเหนือรุกราน
องค์กรเคยเป็นศาสนาหลักของหุบเขาเพิร์ธและชาวเขาดารามา
ก่อน ถือเป็นศาสนาจารีตถูกกฎหมาย เคียงคู่มากับศาสนาเทพ
มรณา องค์กรเชื่อว่า จิตใจอันเข้มข้นของมนุษย์เกิดจากแรง
ปรารถนาอันแรงกล้า หากมีพลังพิเศษช่วยสนับสนุน ก็จะทำให้
ความปรารถนาเป็นจริงได้ไม่ยาก ด้วยอุดมคติดังกล่าว องค์กร
จึงยังรักษาธรรมเนียมปฏิบัติจากอดีตกาลไว้อย่างครบถ้วน
จำพวกพิธีบูชายัญเลือด แล่เนื้อเถือหนังมนุษย์ ใช้กะโหลก
ศีรษะของเด็กเซ่นสังเวยแด่องค์เทพ จุดประสงค์เพื่อให้
ผู้เข้าร่วมพิธีกรรม ได้ปลดปล่อยแรงปรารถนาจากส่วนลึกจิตใจ
ได้อย่างอิสระ พวกเรามิอาจยอมรับความโหดร้ายปั่าเถื่อนของ
หลักคำสอนได้ รวมถึงไม่ยอมรับวิธีจัดการกับแรงปรารถนาของ
พวกมัน จึงหาโอกาสหลบหนีออกจากองค์กรดังกล่าว”
“วิธีจัดการกับแรงปรารถนา?”
ไคลน์ทราบอยู่แล้วว่าโรงเรียนกุหลาบโด่งดังด้านพิธีกรรม
สังเวยเลือด จึงไม่ประหลาดใจในข้อความส่วนแรกสักเท่าไร
สตรีผมทองในเดรสดำหรูหรา ชารอน อธิบายด้วยเสียง
ล่องลอย
“องค์กรสอนให้สมาชิกปลดปล่อยแรงปรารถนาและเผา
ผลาญมันอย่างอิสระ แต่อุดมคติของพวกเราคือ สะกดไว้ในใจ
และแสดงให้เห็นว่าควบคุมอารมณ์ได้”
แบบนี้นี่เอง…
ไคลน์หวนนึกถึงคำอธิบายเส้นทางนักโทษจากเดอะซันทันที่
วิญญาณจะถูกจองจำในร่างกาย ร่างกายจะถูกจองจำในโลก
กายภาพ โอสถนักโทษคือบุคคลเสียสติ ต้องคอยกังขังแรง
ปรารถนาไว้ในใจตลอดเวลา
หากโรงเรียนกุหลาบถือครองเส้นทางมนุษย์กลายพันธุ์จริง
อุดมคติของชารอนและมาริคก็นับว่าถูกต้องแล้ว เหมาะแก่การ
นำไปใช้เป็นเทคนิคสวมบทบาท แล้วทำไมสมาชิกส่วนใหญ่ของ
องค์กรถึงไม่ทราบเรื่องนี้? แปลกประหลาดเกินไปแล้ว…
ไคลน์ขมวดคิ้ว
เมื่อเห็นท่าที่ มาริคอนุมานว่าไคลน์ยังไม่เข้าใจ จึงอธิบาย
ด้วยน้ำเสียงแหบพร่า
“หลักคำสอนดังกล่าวได้รับอิทธิพลมาจากเทพมาร เชื่อ
ว่าการปลดปล่อยแรงปรารถนาจะช่วยให้จิตใจแข็งแกร่ง และ
เมื่อบุคคลหนึ่งปลดแปรงแรงปรารถนา บุคคลใกล้เคียงก็จะถูก
กระตุ้นได้ง่ายขึ้น ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ เมื่อรวมตัวกัน
ปลดปล่อยแรงปรารถนาเป็นกลุ่มใหญ่ พวกมันเชื่อว่าจะเข้าถึง
จุดสูงสุดของ ‘พลังจิตใจ’ แต่พวกเรามีแนวคิดแตกต่างโดย
สิ้นเชิง แรงปรารถนาต้องถูกข่มไว้ในใจเท่านั้น เฉกเช่นแม็กม่า
และลาวาใต้ภูเขาไฟ จะปะทุออกมาก็ต่อเมื่อถึงเวลาเหมาะสม
และนั่นจะทำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด”
สรุปคือ ฝั่ายหนึ่งยึดหลักปลดปล่อยตามใจ แต่อีกฝั่ายสะกด
ไว้ระเบิดในยามจำเป็น…
ก็ยังน่าแปลกใจอยู่ดี ทำไมเทพมารถึงสั่งสอนสาวกแบบผิด
หลักการสวมบทบาท ต้องมีเหตุผลอยู่เบื้องหลังแน่…
ไคลน์ก้มหน้าครุ่นคิด ก่อนจะซักถาม
“พวกคุณก็เลยหนีมายังเบ็คลันด์ และองค์กรนั้นก็ส่งคน
มาตามล่า? แล้วซากศพกระจัดกระจายในซอยเกี่ยวข้องกับเรื่อง
นี้ด้วยไหม”
“พวกเราไม่มีเจตนาให้เขาเข้ามาเกี่ยวข้อง เขาถูกฆ่าด้วย
เหตุผลอื่น” มาริคโต้แย้งเพียงข้อสันนิษฐานหลัง หมายความ
ว่าเรื่องแรกเป็นความจริง
แล้วทำไมถึงไม่หนีไปจากเบ็คลันด์? ยังมีเมืองใหญ่อีกมาก
ตามแนวชายแดนอาณาจักรโลเอ็นและอ่าวเดซี หรือจะหนีไปยัง
อินทิส เฟเนพ็อต ฟุซัค ลุนเบิร์ก มาซินก็ยังได้…
หรือพวกเขามีเหตุผลสำคัญให้ไม่สามารถออกจากเบ็คลันด์
หืม แล้วเหตุผลอะไร?
ไคลน์พยักหน้ารับ
“ผมเริ่มมองเห็นภาพรวมของสถานการณ์แล้ว ถ้าอย่าง
นั้น พวกคุณต้องการความช่วยเหลือแบบไหน? ลำดับของผมต่ำ
มาก และไม่รู้จักผู้วิเศษคนใดนอกจากพวกคุณ ไม่มีทางต่อกร
กับสมาชิกองค์กรลับเก่าแก่ไหว”
ว่ากันตามตรง หลังจากได้รับสูตรโอสถลำดับเจ็ด หก ห้า
ของเส้นทางนักทำนาย ไคลน์สามารถออกจากเบ็คลันด์ได้ทันที่
ถึงเปั้าหมายการแก้แค้น อินซ์·แซงวิลล์ จะยังอยู่ในเบ็ค
ลันด์ แต่ระดับพลังของไคลน์แตกต่างจากอีกฝั่ายมากเกินไป
แถมทางนั้นยังมีสมบัติปิดผนึก 0-08 เรียกว่าแทบไม่มีโอกาส
เอาชนะในเร็ววัน จะเข้าใกล้ยังทำไม่ได้ด้วยซ้ำ การอาศัยอยู่ใน
เบ็คลันด์ต่อไป จึงไม่ต่างอะไรกับโยนเงินค่าเช่าบ้านทิ้ง
ทว่า เหตุผลสำคัญทำให้มันเลือกอยู่ต่อคือ เบ็คลันด์เป็น
เมืองใหญ่ มากไปด้วยผู้วิเศษและวัตถุดิบโอสถหายาก หรือก็คือ
โอกาสเลื่อนลำดับพลังย่อมมีมากกว่าเมืองอื่น สมกับฉายาเมือง
แห่งความหวังตามคำทำนาย
หลังเราจากกลายเป็นผู้ไร้หน้าและย่อยโอสถใกล้สมบูรณ์
คงต้องออกทะเลไปตามหานางเงือกเพื่อฟังพวกหล่อนร้อง
เพลง…
ไคลน์ตรึกตรองถึงอนาคต
ชารอนอธิบายอย่างใจเย็น
“ช่วยสนับสนุนพวกเรา ฉันหมายถึง ร่วมมือกับพวกเรา
เพื่อฆ่าผู้วิเศษลำดับห้า”
ไคลน์แสดงสีหน้าประหลาดใจไม่ปิดบัง
“ด้วยพลังระดับคุณ ทำไมองค์กรถึงส่งผู้วิเศษแค่ลำดับห้า
มาตามล่าตัว?”
บุคคลเบื้องบนของโรงเรียนกุหลาบ ก็ไร้สมองเหมือนพวก
รากหญ้าหรือไง…?
“อีกฝั่ายมีสมบัติปิดผนึกซึ่งสามารถสะกดพลังของฉันได้
หลายส่วน” ชารอนเปล่งเสียงล่องลอย ใบหน้าอาจขาวซีด
แต่ไม่สูญเสียความงดงามแม้แต่น้อย “ไม่เพียงแค่นั้น ผู้อยู่
เบื้องหลังการตามล่าตัวพวกเรา คือผู้วิเศษลำดับสูงของ
องค์กร”
“แต่ตอนนี้พวกมันกำลังหัวปัน เนื่องจากพวกเราจงใจทิ้ง
เบาะแสปลอมคอยหลอกล่อนับไม่ถ้วน” มาริคกล่าวเสริม
“ไม่ใช่ว่าพวกเราหนีออกจากเบ็คลันด์ไม่ได้ แต่หากฉวยโอกาส
ฆ่าพวกมันสำเร็จ และชิงสมบัติปิดผนึกมาครองได้ เราก็ไม่ต้อง
คอยหวาดกลัวว่าจะถูกตามล่าไปอีกพักใหญ่”
ไคลน์เริ่มเข้าใจภาพรวมและจุดประสงค์
“แล้วทำไมถึงคิดว่าผมจะช่วยอะไรได้?”
เรามันอ่อนแอฉิบหาย…
อีกฝั่ายเป็นถึงผู้วิเศษลำดับห้า ซึ่งมาพร้อมสมบัติปิดผนึก
เชียวนะ!
“คุณไม่ใช่ผู้วิเศษลำดับเก้าทั่วไป ฉันสัมผัสถึงความพิเศษ
ได้” ชารอนจ้องมองด้วยดวงตาสีฟั้าคราม น้ำเสียงหนักแน่น
ผิดจากทุกที่
“ฮะฮะ…” ไคลน์ทำได้เพียงหัวเราะแห้ง
ชารอนเสริม
“นอกจากนั้นคุณยังมี ‘ดวงตา’”
ดวงตา? หมายถึงดวงตาลำล้วน ตะกอนพลังของโรซาโก้ใช่
ไหม?
ไคลน์พยักหน้ารับเชิงเข้าใจ
“แต่ผมไม่สามารถใช้งานมันได้เต็มประสิทธิภาพ แถมยัง
ถูกพลังของพระผู้สร้างแท้จริงปนเปือนรุนแรง ระยะเวลาในการ
แสดงผลสั้นมาก”
“เท่านั้นก็พอ” ชารอนตอบห้วน
มาริคอธิบายเสริม
“ผู้วิเศษลำดับห้า คนนั้นมีพลังเหมือนกับชารอน ฉะนั้น
ดวงตาของคุณสามารถระบุตำแหน่งมันได้ในยามคับขัน…”
ชารอนพูดขัด
“มาริคจะถูกใช้เป็นเหยื่อล่ออันดับหนึ่ง ส่วนฉันอันดับ
สอง ในกรณีของคุณ พวกเราแค่ต้องการพลังสนับสนุนในยาม
คับขัน ฉันอาจรับประกันความปลอดภัยให้ไม่ได้ แต่ขอสัญญา
ว่าคุณจะปลอดภัยกว่าเรา”
ฟังดูจริงใจ แต่เราต้องทำนายยืนยันบนมิติสายหมอกอีก
ที…
ไคลน์ก้มหน้าแสร้งครุ่นคิด
“ผมต้องการทราบรายละเอียดพลังพิเศษของอีกฝั่าย
รวมถึงจุดอ่อนจุดแข็งของสมบัติปิดผนึกก่อนตัดสินใจ”