ราชันเร้นลับ Lord of the Mysteries - บทที่ 331 ผู้ต้องสาป
ทาง Ficti0nl0g มีกิจกรรมดีๆ มาฝากประกาศ!
ขอชวนนักอ่านมาร่วมสนุกกับกิจกรรม “เปย์มา ปาเหรียญ
กลับ”
เพียงสะสมยอดเปย์นิยายเรื่องใดก็ได้ ตั้งแต่วันที่ 1-20
ตุลาคมนี้
(จะเปย์นิยายรายตอน อีบุ๊กนิยาย การตูน หรืออีบุ๊กทั่วไป
เรื่องไหนก็ได้ ลดราคาไม่ลดราคาได้หมด)
ก็มีสิทธิ์ลุ้นรับ C0in Back มูลค่าสูงสุดถึง 500 บาท
“ยิ่งเปย์มาก ยิ่งมีสิทธิ์มาก”
ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Faceb00k Ficti0nl0g
ชารอนในชุดเดรสดำหรูหรา ริมฝีปากซีดเซียว หันไปมอง
มาริคและพยักหน้า
มาริคประสานมือพลางพยายามระงับความบ้าคลั่งในแวว
ตา
“คุณรู้จักเส้นทางนักโทษใช่ไหม?”
“รู้จัก เคยได้ยินจากแวดวงผู้วิเศษอยู่บ้าง” ไคลน์ตอบ
เถรตรง
แน่นอน แวดวงผู้วิเศษดังกล่าวหมายถึงเหยี่ยวราตรีและ
ชุมนุมทาโรต์… มันเสริม
คล้ายกับมาริคฉุกคิดบางสิ่งได้ จึงเงียบงันไปนานราวยี่สิบ
วินาที่ เสียงล้อไม้บดกับถนนคอนกรีตดังเป็นจังหวะด้านนอกตัว
รถ
มันใช้มือสางเส้นผมสีน้ำตาลยุ่งเหยิง พร้อมกับกล่าวด้วย
ใบหน้ากึ่งหงุดหงิด
“นักโทษหมายถึงบุคคลผู้ถูกจองจำในคุก และยัง
หมายถึง บุคคลซึ่งพลังวิญญาณและแรงปรารถนาถูกศีลธรรม
ร่างเนื้อ และโลกกายภาพพันธนาการไว้ ผู้วิเศษเส้นทางนักโทษ
จะมีบุคลิกเงียบขรึม แต่เก็บซ่อนความบ้าคลั่งไว้ในจิตใจส่วนลึก
สุด เส้นทางนักโทษมาพร้อมพลังสำหรับก่ออาชญากรรมทุก
รูปแบบ การฆ่าคนง่ายเหมือนกับหายใจเข้าออก”
“ลำดับ 8 ชื่อว่า ‘คนบ้า’ ผมมั่นใจว่าคุณไม่ทราบ
ข้อมูลนี้แน่นอน เพราะแม้แต่องค์กรถูกกฎหมายอย่างเจ็ดโบสถ์
หลัก ก็ยังไม่มีข้อมูลเชิงลึกของเส้นทางนักโทษในครอบครอง
เป็นเพราะสมาชิกแต่ละคนขององค์กรมักแข็งแกร่งกว่าเส้นทาง
อื่นในลำดับเดียวกัน แถมยังมีจิตใจคดเคี้ยวผิดหลักสามัญสำนึก
ทุกคนจะถูก ‘ตีตรวน’ เพื่อปั้องกันการทรยศ ลำพังพิธีกรรม
สื่อวิญญาณหรือพลังทำนายพื้นฐานไม่สามารถเค้นความจริง
ออกมาได้ ข้อมูลองค์กรจึงแทบไม่รั่วไหลสู่ภายนอกเลย ผมกับ
ชารอนก็เคยถูกตีตรวน แต่กัดฟันทนเป็นเวลานานจนกระทั่งพบ
วิธีได้รับอิสระคืนมา จึงตัดสินใจหลบหนีออกจากองค์กร ผู้วิเศษ
ทุกคนบนเส้นทางนักโทษล้วนถูกสาปและมีอุปนิสัยบ้าคลั่ง พวก
เราไม่ต้องการความช่วยเหลือจากโบสถ์หลัก เพราะนั่นจะทำให้
สูญเสียอิสรภาพซึ่งเป็นสิ่งสำคัญ”
อย่างนี้นี่เอง… เข้าใจแล้วว่าทำไมเอกสารลับของเหยี่ยวรา
ตีถึงมีข้อมูลเส้นทางนักโทษเพียงน้อยนิด ไม่ปรากฏแม้แต่ชื่อ
ของลำดับ 8 และ 7 ถูกจัดอยู่ในข้อมูลสำคัญ ซึ่งจะได้ทราบก็
ต่อเมื่อกลายเป็นสมาชิกระดับสูง…
ไคลน์ตอบพลางพยักหน้า
“ผมไม่เคยทราบสถานการณ์ของเส้นทางนักโทษมา
ก่อน”
มาริคนั่งจ้องดวงตาสีน้ำตาลของไคลน์โดยไม่ขยับตัว ก่อน
จะอธิบายต่อ
“เมื่อเทียบกับโอสถนักโทษ โอสถคนบ้ามีเอกลักษณ์โดด
เด่นในเรื่อง สามารถแลกเปลี่ยนสติสัมปชัญญะให้กลายเป็น
ความแข็งแกร่งได้ พวกมันจะทำลายกรอบคุณธรรมของตัวเอง
ทิ้งชั่วขณะ เพื่อเพิ่มสมรรถภาพร่างกายทุกด้านอย่างก้าว
กระโดด ข้อเสียเดียวในร่าง ‘บ้า’ คือการคุมสติได้ลำบาก แต่
นอกจากนั้นก็แทบไม่มีจุดอ่อน แถมยังทนทานต่อพลังรบกวน
จิตใจได้เป็นอย่างดี”
สรุปก็คือ ชิงทำให้ตัวเองเป็นบ้าได้ก่อน จะได้ไม่ถูกผู้อื่น
ควบคุมจิตใจ… ไคลน์รำพัน
“พลัง ‘คนบ้า’ จะส่งผลให้ผู้วิเศษมีโอกาสคลุ้มคลั่ง
มากขึ้น ยิ่งผู้วิเศษเส้นทางนักโทษเลื่อนลำดับ คำสาปจะยิ่งทวี
ความรุนแรงขึ้นทีละนิด” ขณะมาริคเล่า กล้ามเนื้อบนใบหน้า
กระตุกอยู่ตลอดเวลา
ก็ต้องแน่อยู่แล้วไม่ใช่หรือ หากสภาพจิตใจของผู้วิเศษอยู่ใน
ระดับต่ำตลอดเวลา โอกาสคลุ้มคลั่งย่อมต้องสูงกว่าเส้นทางอื่น
แม้จะไม่เกิดอุบัติเหตุใดขึ้นเลยก็ตาม…
ไคลน์สรุปข้อมูลเบื้องต้น พร้อมกับหันไปมองมาดามชารอน
ด้วยสีหน้าค่อนข้างประหลาดใจ มันจินตนาการไม่ออก ว่าหญิง
สาวเงียบขรึมคนนี้จะมีสภาพเป็นเช่นไรขณะอยู่ในลำดับนักโทษ
และคนบ้า
ชารอนเพียงมองตอบอย่างเงียบงันในร่างเลือนรางคล้าย
ภูตผี
เมื่อเห็นไคลน์ไม่กล่าวสิ่งใด มาริคบรรจงถอนหายใจและเล่า
ต่อ
“ลำดับถัดมา ‘มนุษย์หมาปั่า’”
เริ่มกลายพันธุ์แล้วหรือ… แต่ว่ากันตามตรง ในสายตาคน
ทั่วไป ลำพังนักโทษและคนบ้าซึ่งมีจิตใจไม่ปรกติ ก็ไม่ได้ต่าง
อะไรกับมนุษย์กลายพันธุ์สักเท่าไร… แต่เราไม่คิดว่ามนุษย์
หมาปั่าจะอยู่แค่ลำดับ 7…
ไคลน์วิเคราะห์เรื่อยเปือย
มาริคไม่ได้ตระหนักว่าอีกฝั่ายกำลังปล่อยให้สมองล่องลอย
จึงอธิบายต่อไป
“มนุษย์หมาปั่าคือสิ่งมีชีวิตต้องสาป โดยเฉพาะในคืน
จันทร์เต็มดวง สติสัมปชัญญะจะเลือนราง เริ่มขาดศีลธรรม เส้น
ขนสีดำงอกเงย จิตใจปรารถนากลิ่นคาวเลือดเป็นล้นพ้น…”
น้ำเสียงของมาริคเริ่มสั่นเครือ ราวกับกำลังหวนนึกถึงความ
ทรงจำอันเลวร้ายและพยายามสะกดมันเอาไว้
“มนุษย์หมาปั่ามีพลังฟืนฟูร่างกายในระดับน่าทึ่ง มา
พร้อมพละกำลัง ความคล่องตัว และความเร็วมหาศาล กรงเล็บ
และฟันมีอานุภาพไม่ต่างจากอาวุธวิเศษในลำดับเดียวกัน แต่
เคลือบพิษรุนแรงไว้ มนุษย์หมาปั่าสามารถใช้เวทมนตร์ด้านมืด
ได้ด้วย ตัวอย่างเช่น หากมันควบคุมเหยื่อได้นานจนถึง
ระยะเวลาหนึ่ง เปั้าหมายจะกลายเป็นลูกน้องทันที่ หรือถ้า
พิเศษจากกรงเล็บและฟันแล่นเข้าสู่ร่างกายศัตรู เมื่อผ่านไปสัก
พัก อีกฝั่ายจะกลายเป็นสัตว์ประหลาดคล้ายมนุษย์หมาปั่า
เพียงแต่อายุขัยสั้นลงมาก”
หลังจากได้ยินคำอธิบาย ไคลน์สร้างสมมติฐานขึ้นมาทันที่
เมื่อเทียบกับโอสถเส้นทางอื่น ลำดับ 7 มนุษย์หมาปั่านับว่า
ทรงพลังในด้านต่อสู้อย่างอย่างมาก คงเป็นการพัฒนาแบบก้าว
กระโดด…
“หากมนุษย์หมาปั่าไม่ระงับแรงปรารถนาเอาไว้ ปล่อย
ตัวปล่อยใจให้ละเลงเลือดในคืนจันทร์เต็มดวง อุปนิสัยจะเริ่ม
เปลี่ยนแปลงทีละนิด กลายเป็นคนเย็นชาไร้ความรู้สึก
จนกระทั่งไม่หลงเหลือสามัญสำนึกของมนุษย์อีกต่อไป”
มาริคเล่าเสริม น้ำเสียงบ่งบอกชัดเจนว่ากำลังภาคภูมิใจ
ตรงกับคำอธิบายเรื่องมนุษย์กลายพันธุ์ของมิสเตอร์อะ
ซิก…
ไคลน์หันมองชารอนโดยไม่รู้ตัว ภายในใจกำลังจินตนาการ
ภาพมาดามชารอนแปลงกายเป็นมนุษย์หมาปั่า แต่เมื่อต้อง
เผชิญสายตาเย็นชาของอีกฝั่าย มันรีบเบือนหน้าหนีด้วยร่างกาย
สั่นเทาแผ่วเบา
มาริคเริ่มใช้ลิ้นเลียปาก ลักษณะไม่เหมือนกับการเย้ายวน
ของหญิง ตรงกันข้าม ใครได้เห็นเป็นต้องสัมผัสถึงอันตราย
ดวงตาของมันสูญเสียความแวววาวหลายวินาที่ คล้ายกับ
สติหลุดออกจากร่างกะทันหัน
จนผ่านไปสักพัก มาริคขยับปากเล่าต่อ
“ตัวผมอยู่ลำดับ 6 ซอมบี้”
ซอมบี้สินะ… รูปลักษณ์ภายนอกของนายบ่งบอกทุก
อย่าง… ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมถึงชอบเล่นไพ่กับพวกเดียวกัน
แถมตัวนายยังเป็นซอมบี้แบบพิเศษ-ซอมบี้มีชีวิต…
ไคลน์ก้มหน้าตรึกตรองสักพัก
“ผมได้ยินจากคาสปาสว่าคุณไม่กลัวกระสุนปืน?”
มาริคพยักหน้ารับ
“กายเนื้อของผมแข็งเหมือนเหล็ก ต่อให้คุณเอาปืนจ่อหัว
และลั่นไก อย่างมากก็ทำให้ผมรู้สึกมึนงง ต้องยิงถึงห้านัดซ้อน
ในจุดเดิม จึงจะฝั่าด่านพลังปั้องกันเข้ามาได้ และต่อให้ทะลวง
เข้ามาได้ การโจมตีทุกชนิดจะไม่ทำให้ซอมบี้ถึงตาย นอกเสีย
จากสมองจะถูกทำลายอย่างสมบูรณ์ ไม่เพียงเท่านั้น
สมรรถภาพร่างกายซึ่งได้รับจากโอสถมนุษย์หมาปั่ายังเพิ่มขึ้น
มาก และได้รับเวทมนตร์ความตาย ช่วยให้มีพลังอัญเชิญซอมบี้
และควบคุมภูตผีได้ตามใจชอบ รวมถึงยังมีเวทมนตร์เกี่ยวกับ
น้ำแข็งและการทำให้วัตถุเสื่อมสภาพ”
เส้นทางมนุษย์กลายพันธุ์ในแต่ละลำดับจะมีเอกลักษณ์ของ
พลังแตกต่างกัน ไม่ได้สอดคล้องกับพลังจากลำดับเก่า…
ไคลน์ครุ่นคิด พร้อมกับซักถาม
“แล้วคำสาปของซอมบี้คือ?”
มาริคขบกรามแน่น
“ผมจะกระหายเลือดอุ่นของมนุษย์ และยิ่งรุนแรงเป็น
พิเศษภายใต้จันทร์เต็มดวง เรื่องน่ายินดีเพียงอย่างเดียวคือ คำ
สาปของซอมบี้จะมาแทนคำสาปของมนุษย์หมาปั่าและคนบ้า
เป็นเช่นนี้ทุกการเลื่อนลำดับ ทุกคืนจันทร์เต็มดวง ผมจะรู้สึก
ทุกข์ทรมานแสนสาหัส ถ้าฝืนอดกลั้นเอาไว้ ก็จะไม่เหลือ
เรี่ยวแรงมากพอสำหรับต่อสู้ แต่ถ้าไม่หักห้ามใจตัวเอง ผมก็จะ
สูญเสียความเป็นมนุษย์ลงทีละนิด จนกระทั่งไม่หลงเหลือเลย
แม้กระทั่งในยามปรกติ ผมก็ต้องคอยตั้งสติตลอดเวลา เพื่อข่ม
จิตสังหารอันรุนแรงเอาไว้ข้างใน”
ฟูั่ว! เมื่อเทียบกันแล้ว ผู้วิเศษเส้นทางอื่นกลายเป็นไม่
อันตรายไปเลย แน่นอน ไม่นับเส้นทางประหลาดอย่างคนเลี้ยง
แกะ เส้นทางนรก และเส้นทางแม่มด…
ไคลน์พยายามมองโลกในแง่ดี
มาริคเว้นวรรคพลางชำเลืองชารอน
ชารอนขยับริมฝีปาก พร้อมกับเปล่งเสียงล่องลอยดังกังวาน
รอบห้องโดยสารรถม้า
“ลำดับ 5 วิญญาณอาฆาต”
วิญญาณอาฆาต? นี่ก็เป็นโอสถด้วยหรือ? สมกับเป็น
เส้นทางมนุษย์กลายพันธุ์…
ไคลน์ประหลาดใจในตอนต้น แต่เมื่อลองคิดตาม ก็พบว่า
ข้อมูลสอดคล้องกับร่างวิญญาณของมาดามชารอนเป็นอย่างดี
เมื่อได้รับอนุญาต มาริคเล่าต่อ
“หลังจากกลายเป็นวิญญาณอาฆาต ผู้วิเศษจะได้รับพลัง
เกี่ยวข้องกับสิ่งมีชีวิตประเภทดังกล่าว สามารถสลับร่างเนื้อกับ
ร่างวิญญาณได้อย่างอิสระ เคลื่อนตัวผ่านวัตถุและสิ่งกีดขวาง
หลบซ่อนในกระจกเงา โจมตีดวงวิญญาณเปั้าหมายได้โดยตรง
และเคลื่อนย้ายตัวเองจากเงาสะท้อนแห่งหนึ่ง ไปยังอีกเงา
สะท้อนอีกแห่งหนึ่ง แต่ต่างจากวิญญาณอาฆาตทั่วไป ถึงศัตรู
จะมีเนตรวิญญาณก็ไม่สามารถตรวจพบได้ง่ายนัก นอกเสียจาก
จะเป็นเนตรแบบพิเศษหรือเนตรของผู้วิเศษลำดับสูง โอสถ
วิญญาณอาฆาตมาพร้อมเวทมนตร์ความตายหลายชนิด รวมถึง
ความสามารถพิสดารจำนวนมาก เช่นการสิงร่างเปั้าหมายและ
ควบคุมได้อย่างอิสระ… คำสาปของเธอก็คือ เมื่อจันทร์เต็ม
ดวงเบ่งบานบนท้องฟั้า ถ้าไม่ได้สูบดวงวิญญาณมนุษย์เข้าไป
จำนวนหนึ่ง ชารอนจะอ่อนแอลงอย่างมาก ในสภาวะดังกล่าว
โอกาสคลุ้มคลั่งจะเพิ่มขึ้นจากปรกติหลายเท่าตัว”
โดยไม่เปิดโอกาสให้ไคลน์พูด ชารอน สตรีผิวพรรณขาวซีด
เปล่งเสียงหนักแน่น
“เปั้าหมายของพวกเราก็เป็นวิญญาณอาฆาตเช่นกัน”
“ในทุกการเลื่อนลำดับ พลังของซอมบี้ มนุษย์หมาปั่า คน
บ้า และนักโทษยังอยู่ครบทุกประการ แถมยังเพิ่มขอบเขตขึ้น
จากเดิม”
มาริคเน้นย้ำ
ฟังดูเหมือนเป็นของแสลงสำหรับเรา นักมายากลจะแพ้ทาง
พวกไม่กลัวปืน ไม่กลัวไฟ… หรือสรุปได้ว่า เราหวาดกลัวศัตรู
ประเภทภูตผีเป็นพิเศษ…
หัวใจไคลน์เริ่มเต้นไม่เป็นจังหวะ
หลังจากนั่งตรึกตรองสักพัก มันถามต่อ
“แล้วสมบัติปิดผนึกมีพลังแบบไหน? เหตุใดถึงสะกดคุณ
ได้?”
พวกคุณสองคนไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเปิดเผยจุดอ่อน
ของตัวเองออกมา… ไคลน์ประเมินสถานการณ์
สีนหน้ามาริคอึมครึมกะทันหัน ก่อนจะมอบคำอธิบายหลัง
เรียบเรียงคำพูด
“สมบัติวิเศษชิ้นดังกล่าวถูกสาป และจำเป็นต้องผนึก
เอาไว้อย่างแน่นหนา ชื่อของมันคือ ‘มงกุฎจันทร์ชาด’ หาก
ใครเข้าใกล้รัศมีแสดงผล จะได้รับอิทธิพลแบบเดียวกับจันทร์
เต็มดวง ถือเป็นพรสำหรับพวกจิตใจคดเคี้ยวและบ้าคลั่ง แต่กับ
พวกเราแล้วตรงกันข้าม สิ่งนั้นจะทำให้ผมกับชารอนอ่อนแอ
กะทันหัน และหากต้องปล่อยให้แรงปรารถนาครอบงำ ขอเลือก
ความตายเสียยังดีกว่า!” มาริคแผดเสียงแหบพร่า
ไม่คิดว่าคนขี้ขลาดอย่างนายจะยึดมั่นในอุดมคติอย่างแรง
กล้าเช่นนี้ นั่นสินะ สามารถอดทนต่อคำสาปของซอมบี้ได้จนถึง
ปัจจุบัน นับว่ามีพลังใจไม่ธรรมดา
ไคลน์ไม่พูดขัดคอ เพียงตั้งใจฟังเพื่อเก็บรายละเอียดทุกจุด
“แต่ผู้สวมมงกุฎจันทร์ชาดจะไม่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของ
ดวงจันทร์ นอกจากนั้นยังได้รับความว่องไวและพลังฟืนฟู
ร่างกายในระดับมหาศาล รวมถึงเสริมประสิทธิภาพด้านเวท
มนตร์ความมืด ผลข้างเคียงเดียวก็คือ ร่างกายผู้สวมจะเย็นลงที
ละนิด หากไม่หยุดสวมหรือดื่มเลือดสดของมนุษย์เข้าไป ผู้สวม
จะเสียชีวิตจากสภาวะเลือดแข็งตัว” มาริคแสดงออกชัดเจน
ว่าหวาดกลัวมงกุฎจันทร์ชาดมากเพียงใด
เมื่อมันเล่าจบ ชารอนจ้องไคลน์ด้วยดวงตาสีฟั้าครามแฝง
บรรยากาศเย็นชา
“นอกจากวิญญาณอาฆาต·สตีฟ ศัตรูของเรายังมีซอม
บี้·เจสัน และมนุษย์หมาปั่า·ไทร์”
“หากสตีฟถูกจัดการเมื่อไร ความยุ่งยากจะจบลง
ทันที”
มาริคเสริม
“ถ้าพวกเราทำสำเร็จ ตะกอนพลังสตีฟจะเป็นของผม
มงกุฎจันทร์ชาดเป็นของชารอน ส่วนสมบัติชิ้นอื่นจะตกเป็นของ
ของคุณทั้งหมด รวมถึงหนังสือแห่งความลับ”