ราชันเร้นลับ Lord of the Mysteries - บทที่ 333 ถูกสะกดรอย
ณ แถบรอบนอกของเขตเหนือ ภายในอาคารสามชั้นสภาพ
เก่าโทรมใกล้ถูกทิ้งร้าง
แม้จะเป็นเวลาบ่ายสามโมงตรง แต่ท้องฟั้ากลับมืดครื้มด้วย
เมฆคล้ำหนาทึบ ราวกับพายุฝนกำลังจะสาดเทลงมา
บนทางเดินสภาพชำรุดทรุดโทรม แสงตะเกียงสาดส่องใน
แนวเฉียงทะแยง ทะลุผ่านบานหน้าต่างขุ่นมัวจนก่อให้เกิด
บรรยายมืดสลัว ใครได้เห็นเป็นต้องรู้สึกขนลุกขนพอง
ออเดรย์เคยมาเยือนแล้วหนหนึ่ง จึงไม่เกิดความประหม่า
เท่าคราวก่อน สายตาชำเลืองสอดส่องซ้ายขวาภายใต้หมวก
ผ่าตัดและผ้าปิดปากแผ่นใหญ่ พยายามเก็บข้อมูลและ
รายละเอียดของตึกแห่งนี้ให้มาก
ไวเคาต์กายลินกำลังเดินเคียงข้างเด็กสาว สีหน้าของมัน
กำลังประหวั่นชัดเจน ถึงกับต้องหันมากระซิบกระซาบ
“ตึกหลังนี้ไม่ปรกติเลยสักนิด…คงไม่มีผีสิงใช่ไหม?”
ในฐานะบุคคลคลั่งไคล้เรื่องเร้นลับและก้าวเข้ามาในโลก
ผู้วิเศษได้ครึ่งตัว กายลินเคยประจักษ์เหตุการณ์เหนือธรรมชาติ
เพียงเรื่องเดียวก็คือ การผ่านเข้าออกประตูโดยไม่ต้องใช้กุญแจ
ของฟอร์ส มันจึงยังสองจิตสองใจว่าภูตผีมีจริงหรือไม่
ฟอร์สหันไปมองพลางกลั้นขำ
“ผู้เข้าร่วมชุมนุมส่วนใหญ่เป็นผู้วิเศษ หากอาคารหลังนี้มี
ผีอยู่จริง ฉันมั่นใจว่าไม่เหลือรอดมาถึงพวกเราแน่ สิ่งมีชีวิต
ประเภทดังกล่าวจะถูกเปลี่ยนให้เป็นวัตถุดิบโอสถมูลค่าสูง
หรือไม่ก็ทาสรับใช้”
เมื่อเห็นไวเคาต์กายลินเริ่มเบาใจ ฟอร์สจึงค่อยเล่าเสริม
“แน่นอน ฉันหมายถึงภูตผีระดับต่ำ หากเป็นภูตเงาดำตัว
จริง รับรองได้เลยว่าทุกคนในชุมนุมจะถูกฆ่าโดยไม่ได้ส่งเสียง
ร้อง หากมีใครพยายามหนี ก็จะตกอยู่ในเขาวงกตของอาคารไป
ตลอดกาล วิ่งเท่าไรก็ไม่พบทางออก”
ซิลพยักหน้าเห็นด้วย
“ฉันเคยเผชิญหน้าวิญญาณอาฆาตในลักษณะใกล้เคียง
กันมาก่อน ทำได้เพียงวิ่งหนีเป็นวงกลมรอบสุสานอย่างไร้
จุดหมาย ระหว่างนั้น มีสมาชิกหลายคนเหลือกตาขึ้นและหมด
ลมหายใจกะทันหัน หากไม่เพราะมีผู้วิเศษคนหนึ่งพกยันต์สุริยัน
ติดตัวมาด้วย ฉันคงไม่มีชีวิตรอดมาถึงทุกวันนี้”
กายลินพลันสั่นเทา สายตาเหลือบมองไปทางหน้าต่างอย่าง
ขวัญผวา ทันใดนั้น ต้นไม้ใหญ่ด้านนอกถูกลมแรงพัดจนไหวเอน
กิ่งไม้แห้งกระแทกกระจกและเสียงกุกกัก
กายลินเกือบแหกปากสุดเสียง รีบโผเข้าไปหลบหลังซิล
และฟอร์สซึ่งเป็นผู้วิเศษ
ออเดรย์ฝืนกลั้นขำ เพียงเฝั้ามองเหตุการณ์อย่างเงียบงัน
จากด้านข้าง ภายในใจกำลังนึกทระนงตน-เราได้ใกล้ชิดมิสเตอร์
ฟูล ตัวตนระดับเดียวกับเทพในทุกสัปดาห์ รู้เรื่องเมืองเงินพิสุทธิ์
บนดินแดนเทพทอดทิ้ง เคยได้ยินคำอธิบายเกี่ยวกับสัตว์
ประหลาดดุร้ายหลังความมืดสนิทมากมาย ไม่มีเหตุผลให้ต้อง
กลัววิญญาณอาฆาตและภูตเงาดำเลยสักนิด
แต่ถึงจะพูดเช่นนั้น…เราเองก็ยังไม่เคยเจอผีตัวจริงมาก่อน
อยู่ดี…เดี๋ยวสิ! เธอกำลังคิดอะไรอยู่ออเดรย์! การไม่เคยเจอก็
นับเป็นเรื่องดีแล้วไม่ใช่หรือ?
ต้องรอเราให้เป็น ‘นักจิตบำบัด’ ผู้มีพลังก่อกวนจิตใจ
สิ่งมีชีวิตอื่นเสียก่อน หรือไม่ก็ต้องรอให้มีสมบัติวิเศษประเภท
ขับไล่ภูตผีและสัตว์ประหลาดติดตัว ค่อยลองเผชิญหน้าพวกมัน
สักครั้ง.
คนทั้งสี่เร่งฝีเท้าโดยไม่รู้ตัว จนกระทั่งมาถึงจุดนัดหมายของ
การชุมนุมในวันนี้
ก่อนจะเดินห้องเข้า ฟอร์สแอบเอนหลังไปกระซิบคุยกับซิล
“เธอร่วมมือได้ดีมาก ถึงขั้นแต่งเรื่องขึ้นมาหลอกคนอื่น
ได้อย่างแนบเนียน ลองมองไปยังผิวหน้าของไวเคาต์กายลินน
อกผ้าปิดปากดูสิ ซีดเซียวยิ่งกว่ากระดาษเสียอีก! ฮะฮะ!”
ซิลหันมาตอบเสียงเรียบ
“ฉันไม่ได้แต่งเรื่อง เหตุการณ์นั้นเคยเกิดขึ้นจริงก่อนจะ
ย้ายมาอยู่เบ็คลันด์”
“…” ฟอร์สพลันผงะ พร้อมกับอุทานด้วยสีหน้าตก
ตะลึง
“นี่เธอพูดจริงหรือ?”
“โกหกแล้วจะได้อะไรขึ้นมา?” สีหน้างุนงงของซิลถูก
ซ่อนภายใต้ผ้าปิดปากแผ่นใหญ่
ฟอร์สเบือนหน้ากลับและเดินตรงไปอีกสองก้าวด้วยแข้งขา
สั่นระริก
พร้อมกันนั้น กายลินไม่ต้องการยืนอยู่บนทางเดินชวนขน
ลุกนานนัก จึงรีบเหยียดแขนผลักประตูห้องซึ่งเป็นจุดนัดหมาย
สิ้นเสียงประตูเปิด มันเห็นพื้นคอนกรีตเป็นอับดับแรก ตาม
ด้วยกลิ่นฉุนกึกคล้ายกับยาฆ่าเชื้อ จึงขมวดคิ้วโดยไม่รู้ตัว
ถัดจากนั้นไม่นาน สายตากายลินเหลือบไปเห็นบ่อน้ำขนาด
พอประมาณใจกลางห้อง ในบ่อบรรจุของเหลวสีเหลืองใส
กระจ่าง พร้อมกันกับร่างกายของหลายบุคคล
ร่างเหล่านั้นเปลือยเปล่าสมบูรณ์ บางส่วนมีผิวหนังหลุด
ลอกออกจากลำตัว ชิ้นเนื้อเป็นสีน้ำตาลคล้ำคล้ายกับเนื้อแดด
เดียว
ทั้งหมดคือศพ!
“ว๊าก!”
เสียงแหกปากของบุรุษดังก้องไปทั่วห้อง
ทุกสายตาจ้องมองกายลินพร้อมเพรียง
เป็นแววตาจากกลุ่มบุคคลในชุดกาวน์สีขาวคล้ายแพทย์
กำลังยืนล้อมรอบสระกระจกสีเหลือง บนศีรษะมีหมวกผ่าตัด
และหน้ากากสีขาวปกปิดเหมือนกันหมด เหลือเพียงดวงตาและ
ผิวหนังอีกเล็กน้อยเล็ดลอด
กายลินพลันสั่นเทา ในใจนึกอยากหันหลังกลับและวิ่งหนีไป
ให้ไกล แต่เมื่อเหลือบเห็นสามสาว ออเดรย์ ซิล และฟอร์ส เดิน
ผ่านไหล่ตนไปราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น มันตระหนักได้ทันทีว่า :
พวกเธอกำลังทำเป็นไม่รู้จักตน!
หลังจากสูดลมหายใจยาว กายลินแทบอยากอาเจียนคำ
ใหญ่
แต่เมื่อลองหันหลังกลับไปมองทางเดินมืดสลัวและน่าขนลุก
ขนพองนอกห้อง สุดปลายสายตาเต็มไปด้วยความมืดมิดและเงา
ดำเข้มข้นราวกับอวกาศ ไม่ปรากฏสัญญาณชีวิตชีวาใดเลย
ร่างกายมันพลันสั่นเทาอีกหน ก่อนจะกัดฟันเร่งฝีเท้า
ตามหลังออเดรย์และอีกสองคนเข้าไป กายลินพยายามเลือกนั่ง
ให้ไกลจากบ่อน้ำน่าสะอิดสะเอียนเข้าไว้
ไม่กี่นาทีถัดมา ชายสวมชุดขาวเดินแตกกลุ่มออกมาคน
เดียว มือข้างหนึ่งถือแท่งไม้ห้อยปลายขอเกี่ยว จากนั้น มันใช้
ขอเกี่ยวดึงศพขึ้นจากบ่อน้ำสีเหลือง ก่อนจะลากยาวไปตามพื้น
คอนกรีตจนเกิดรอยเปือนตามทาง
ชายคนเดิมหยุดยืนมองศพประมาณสามวินาที่ ก่อนจะนำ
มีดผ่าตัดออกมาจากกระเปั๋า และเริ่มลงมือกรีดท้องศพ
เมื่อปลายมีดเริ่มจมลึกลงไปในท้อง เสียงร้องแหบพร่าพลัน
ดังจากข้างในอย่างน่าฉงน
“เอาล่ะ เริ่มชุมนุมได้”
“…” กายลินเลื่อนมือขึ้นมากดผ้าปิดปากไว้แน่น
ถนัด ลูกกระเดือกเลื่อนขึ้นลงหลายหน คล้ายกับคลื่นไส้อยาก
อ้วกเสียเต็มประดา
.
การชุนนุมผ่านไปได้ครึ่งทาง เกิดการค้าขายแลกเปลี่ยน
ตลอดเวลา สินค้าหลากหลายชนิด ผลลัพธ์มีทั้งสำเร็จและ
ล้มเหลว จนกระทั่งออเดรย์ ผู้นั่งเงียบมาตลอด เปิดปากพูดด้วย
น้ำเสียงหนักแน่น
“ดิฉันต้องการซื้อสูตรโอสถผู้ชม”
ยังไม่ทันจบประโยค สายตาจำนวนมากพลันหันมองอย่าง
พร้อมเพรียง แต่ทั้งหมดก็เบือนหน้ากลับไปในอีกไม่กี่อึด ไม่มี
ใครจดจ้องจนผิดวิสัย
ความเงียบงันปกคลุมห้อง ก่อนจะได้ข้อสรุปว่า ไม่มีใคร
สนใจข้อเสนอของเธอ
.
ราวสี่โมงเย็น ท้องฟั้าเริ่มมืดครึ้มประหนึ่งกลางค่ำกลางคืน
“ทำไมถึงไม่มีใครขายเลยสักคนเดียว…” กายลินมิ
อาจรักษาภาพลักษณ์ของขุนนางใหญ่ เอาแต่นั่งห่อเหี่ยว เอน
หลังพิงเบาะห้องโดยสารรถม้าพลางถอนหายใจยาวด้วยสีหน้า
หดหู่
ชุมนุมลับในคราวนี้ได้สร้างภาพจำอันยากจะลืมเลือนให้มัน
ประหนึ่งกำลังเอาชีวิตตัวเองเข้าไปเสี่ยงกับอันตรายบางอย่าง
แต่ถึงจะยอมเสี่ยง กายลินกลับไม่สามารถหาซื้อเขาของอลิ
คอร์นโตเต็มวัยและผลึกพิษของแมงกระพรุนกะหล่ำดอกได้
ฟอร์สเม้มปากเล็กน้อย
“ถือเป็นเรื่องปรกติ แม้เบ็คลันด์จะเป็นเมืองใหญ่ซึ่งง่าย
ต่อการหาวัตถุดิบ แต่ถ้าไม่ได้เข้าร่วมชุมนุมลับมากพอ ก็อาจ
ต้องเผชิญสถานการณ์ขาดแคลนวัตถุดิบหลักนานนับปี
จำเป็นต้องพึ่งพาโชคและความอดทนอยู่บ้าง”
“มิสเตอร์ไวเคาต์ ลองดูมิสออเดรย์เป็นตัวอย่าง เธอยังไม่
มีเบาะแสของโอสถผู้ชมจนถึงทุกวันนี้”
บางในครั้ง คนเราอาจโชคดีได้พบวัตถุดิบหลักโอสถ แต่
กลับโชคร้ายมีเงินไม่พอ.
ซิลผู้นั่งนิ่งบนเบาะด้านข้าง กำลังครุ่นคิดอย่างไม่สบอารมณ์
ออเดรย์พยายามปลอมไวเคาต์หนุ่ม
“ถ้ากลับถึงบ้านเมื่อไร ฉันจะลองรื้อคลังสมบัติตระกูลให้
เผื่อว่าจะมีวัตถุดิบหลักของคุณเก็บไว้สักชิ้นสองชิ้น”
สำหรับวันนี้ เธอนำต่อมใต้สมองของซาลามันเดอร์สีรุ้งติด
ตัวไปด้วย เผื่อนำไปขายหรือแลกเปลี่ยนกับวัตถุดิบอื่น แต่น่า
เสียดาย ไม่มีใครขายไขสันหลังของกระต่ายฟาสแมน เด็กสาว
จึงตัดสินใจขายต่อมใต้สมองไปในราคา 320 ปอนด์ เพื่อเป็น
เงินสบทบทุนการเลื่อนลำดับของซูซี่
กายลินพยักหน้ารับ ขณะกำลังจะเปิดปากกล่าวสิ่งใด
สายตาเหลือบเห็นซิลพลันเหยียดหลังตรง สีหน้าแววตาอึมครึม
คิ้วขมวดชนกัน
“พวกเราถูกสะกดรอยตาม!”
“ฉันเชื่อสัญชาตญาณของเธอ ถ้าอย่างนั้น เราควรทำ
อย่างไรต่อ?” ฟอร์สซักถามพลางกวาดสายตาไปรอบห้อง
โดยสาร
สะกดรอยตาม? ใครกัน? พวกเราแค่ขายวัตถุดิบหลักโอสถ
ลำดับต่ำไปหนึ่งชิ้น และมีเงินติดตัวเพียงไม่กี่ร้อยปอนด์ ไม่
น่าจะกลายเป็นเปั้าหมายอันดับแรกไปได้.
ไม่เพียงเท่านั้น ถึงแม้กายลินจะดูเหมือนไก่อ่อนมาก แต่
พวกเราอีกสามคนไม่ใช่แน่นอน…
เหนือสิ่งอื่นใด ผู้จัดชุมนุมใช้เทคนิคซับซ้อนเพื่อไม่ให้
สมาชิกถูกสะกดรอยภายได้ง่าย นอกเสียจาก…ผู้สะกดรอยตาม
เป็นคนของผู้จัดการชุมนุมเอง!
แต่ในคราวก่อน การชุมนุมก็ผ่านไปอย่างราบรื่น ปราศจาก
อุปสรรคใด หืม ครั้งก่อนกับครั้งนี้แตกต่างกันตรงไหนบ้าง.
สมองออเดรย์กำลังประมวลผล จนกระทั่งเด็กสาวฉุกคิด
บางสิ่งได้
หรือว่า การขอซื้อสูตรโอสถผู้ชมของเรา จะทำให้คนของ
สมาคมแปรจิตซึ่งแฝงตัวอยู่ในชุมนุม เกิดความสนใจ?
เป็นไปได้ เพราะหากมีสมาชิกของสมาคมแฝงตัวอยู่จริง คง
ไม่คิดขายโอสถให้คนอื่นอย่างส่งเดช แต่ต้องพูดคุยจนแน่ใจ
เพื่อลองโน้มน้าวให้เข้าเป็นสมาชิกองค์กร.
ขั้นตอนการรับสมาชิกก็ไม่ง่ายเช่นกัน ต้องคัดกรองเหยี่ยว
ราตรีปลอมตัว ทูตพิพากษาปลอมตัว จิตแห่งจักรกลปลอมตัว
หรือบรรดาสายลับจากองค์กรลับแห่งอื่น.
การรับคนส่งเดชจะทำให้ความลับรั่วไหล และอาจถึงขั้น
องค์กรล่มสลาย.
หลังจากนั่งตรึกตรอง ออเดรย์หันไปกล่าวกับฟอร์สและอีก
สองคน
“ตอนนี้คงทำได้เพียงเตรียมรับมือ แสร้งทำเป็นไม่รู้ว่าถูก
สะกดรอยไปก่อน หากพวกเราเข้าเขตราชินีได้เมื่อไร ไม่ต้อง
กังวลว่าตัวจริงของฉันกับกายลินจะถูกเปิดเผย คุนสองคนรีบ
หนีไปได้เลย”
เด็กสาวหันมามองกายลิน
“มีคนจำนวนไม่น้อยทราบว่าเราสองคนคลั่งไคล้เรื่อง
เหนือธรรมชาติ จึงไม่แปลกหากจะไปปรากฏตัวในชุมนุมลับ
ของผู้วิเศษ ถึงผู้สะกดรอยจะเป็นหน่วยพิเศษของทางการก็ไม่มี
อะไรให้ต้องกังวล พวกเราเป็นแค่พลเมืองธรรมดา อย่างมากก็
คงกล่าวตักเตือน”
ถึงฉันจะลำดับ 8 ก็เถอะ.
ฟูั่ว! การจะได้ตีสนิทกับสมาคมแปรจิต คงต้องยอมเสี่ยง
อันตรายกันบ้าง…เราค่อนข้างมั่นใจว่าไม่ใช่หน่วยพิเศษของ
ทางการ พวกเขาไม่น่าจะผ่านระบบรักษาความปลอดภัยของ
ชุมนุมและสะกดรอยตามได้ ออเดรย์ เธอต้องเชื่อมั่นใจ
สมมติฐานของตัวเองสิ!
เด็กสาวปลุกความฮึกเหิม
“ตกลง” กายลินพึมพำเชิงเห็นด้วย
รถม้ายังคงแล่นต่อไปเหมือนเดิม เพียงแต่มีการหักเลี้ยวและ
อ้อมเปลี่ยนเส้นทางไปจากแผนเดิมค่อนข้างมาก
ระหว่างทาง ฝั่ายสะกดรอยตามยังไม่แสดงท่าทีว่าจะลงมือ
โจมตี
หลังจากรถม้าแล่นมาถึงประตูหลังของคฤหาสน์ไวเคาต์กาย
ลินในเขตราชินี สองขุนนางหนุ่มสาวใช้วิธีปรกติกลับเข้าไปในตัว
อาคาร ส่วนซิลและฟอร์สอาศัยทักษะของตัวเองลอบเดินทาง
กลับอย่างชำนาญ
สิบนาทีต่อมา ออเดรย์พร้อมกับซูซี่และกลุ่มสาวใช้
ประจำตัว เดินออกจากประตูหน้าคฤหาสน์อย่างเปิดเผย พร้อม
กับขึ้นรถม้าประจำตระกูลฮอลล์ซึ่งจอดรออยู่
ขณะนั่งฟังเสียงล้อไม้บดกับถนนคอนกรีตเป็นระยะ ออ
เดรย์ยืนยันไม่ได้ว่า ตนยังถูกสะกดรอยตามอยู่หรือไม่ ทำได้
เพียงนั่งตรึกตรองหาความเป็นไปได้ทั้งหมดอย่างสุขุม
บุตรสาวแห่งตระกูลฮอลล์ย่อมไม่ใช่สายลับจากองค์กรใด
อยู่แล้ว.
อดีตของเราไม่มีส่วนใดผิดปรกติ.
ทุกคนล้วนทราบถึงความคลั่งไคล้ในเรื่องเหนือธรรมชาติ
ของเรา.
หากมองจากสายตาคนนอก อำนาจบารมีในมือเรา จะเป็น
ประโยชน์ให้กับทุกองค์กรได้ไม่มากก็น้อย.
บางทีในอีกสองสามวัน คนของสมาคมแปรจิตอาจหา
ช่องทางติดต่อกับเราโดยตรง.
ออเดรย์เริ่มเกิดความคาดหวัง แต่อีกใจหนึ่งก็กำลังประหม่า
เล็กๆ
.
แม้ไคลน์จะบอกกับชารอนว่าขอเวลาเตรียมตัวสักพัก แต่
มันกลับเอาแต่ผลาญวลาไปในสโมสรครักซ์ตลอดสองวันผ่านมา
ประหนึ่งไม่มีสิ่งใดร้ายแรงกำลังจะเกิดขึ้น ผ่อนคลายถึงขั้นเล่น
ไพ่อย่างสบายอารมณ์กับครูสอนขี่ม้า ทาลิม รวมถึงเพื่อนใหม่
อีกหลายคน และยังอาศัยความโฉดของพลังทำนาย ทำกำไร
เล็กๆ น้อยๆ ให้ตัวเอง
และทุกวันก่อนจะกลับเข้าบ้าน ไคลน์ไม่ลืมแวะผ่านบ้านนัก
กฎหมายเยอร์เก้น เพื่อตรวจสอบว่าไฟบ้านเปิดอยู่หรือไม่ หาก
บรรยากาศมืดสนิท ก็ต้องเข้าไปให้อาหารและเล่นกับเจ้าแมวดำ
โบรดี้สักพัก
ณ สองทุ่มตรงของคืนวันศุกร์
ชายหนุ่มสวมหน้ากากเหล็กและเสื้อคลุมหัวสีดำสนิท
พร้อมกับเข้าร่วมชุมนุมลับของมิสเตอร์เนตรแห่งปัญญา