ราชันเร้นลับ Lord of the Mysteries - บทที่ 358 ความกังวลของเดอะซัน
บนรถม้าหรูหรา ระหว่างทางกลับจากคฤหาสน์หลังใหญ่
ของเคาต์ฮอลล์
ลุคกำลังสนทนากับแมรี่เกี่ยวกับบุคคลสำคัญบนโต๊ะ
รับประทานอาหารเมื่อครู่ เช่นประธานคณะกรรมการมลพิษ
ทางอากาศแห่งชาติ และผู้อำนวยการสำนักงานสภาพอากาศ
แห่งชาติ เซอร์เดส·ชอว์ หรือไม่ว่าจะเป็นสมาชิก
คณะกรรมการมลพิษทางอากาศแห่งชาติ ประธานสถาบัน
อุตุนิยมวิทยาในพระราชสำนัก และสมาชิกสภาสามัญ มิสเตอร์
เคฟ หรือ ผู้อำนวยการศูนย์สุขภาพแห่งแคว้นเลียบทะเล และ
นายแพทย์ชื่อดัง มิสเตอร์ฮ็อกสเล่ย์
คนเหล่านี้ล้วนเป็นบุคคลสำคัญภายในรัฐบาล ราชวงศ์ หรือ
สภาผู้แทนทั้งสิ้น และรายงานการตรวจสอบของคณะกรรมการ
มลพิษทางอากาศแห่งชาติหลังจากนี้ จะมีผลอย่างมากต่อ
ทิศทางของร่างพระราชบัญญัติต่อต้านมลพิษ และร่าง
พระราชบัญญัติการปล่อยไอเสีย
ในฐานะผู้ผลิตถ่านหินและถ่านฟืนพลังงานสะอาด บริษัท
โคอิมจึงต้องการเร่งให้พระราชบัญญัติเหล่านี้คลอดออกมา
โดยเร็ว เพื่อทำลายธุรกิจของคู่แข่งซึ่งเป็นโรงงานถ่านหินแบบ
เก่าและปล่อยมลพิษ
“พวกมันต้องไม่นิ่งเฉยแน่ และไม่หวงเงินทองด้วย คง
พยายามล็อบบี้สมาชิกสภาคนสำคัญให้คอยขัดขวางการ
ตรวจสอบของเรา…ฉะนั้น ฝั่ายเราต้องกระทำอย่างโปร่งใส
ข้อเสนอของมิสเตอร์ฮิบเบิร์ตน่าสนใจมาก กับการใช้
หนังสือพิมพ์และนิตยสารประโคมข่าวความน่ากลัวของมลพิษ
ทางอากาศทุกวัน…”
ปัจจุบัน ลุคคือผู้จัดการอาวุโสของบริษัทโคอิม คอยให้
คำปรึกษาผู้ถือหุ้นอันดับหนึ่งของบริษัทคนปัจจุบัน แมรี่
ขณะกำลังสนทนา ลุคเริ่มตระหนักว่าภรรยาของตนเอาแต่
นั่งนิ่ง ไม่พูดไม่จาแม้แต่คำเดียว ราวกับวิญญาณหลุดลอยออก
จากร่างไปแล้ว
“สตาร์ลิ่ง เกิดอะไรขึ้น?” ลุคถามกังวล
สตาร์ลิ่ง·ซาเมอร์พลันได้สติ เธอฝืนยิ้มแห้ง
“ไม่มี ฉันแค่เพลียนิดหน่อย”
“นั่นสินะ จะเพลียไม่แปลก คุณเพิ่งได้พบกับบุคคล
สำคัญระดับอาณาจักรจำนวนมาก เอาล่ะ ตอนนี้พักผ่อนก่อน
ว่ากันตามตรง ผมเองก็เพลียเอาเรื่องเหมือนกัน” ลุคยิ้ม
สตาร์ลิ่งไม่ตอบ เพียงจ้องมองออกไปนอกหน้าต่างรถม้า
โดยจุดดังกล่าวเป็นวิวทิวทัศน์ของสวนและทะเลสาบ
ปัจจุบัน โสตประสาทของเธอยังคงมีเสียงเด็กสาวผู้สูงศักดิ์
ดังก้องกังวาน
“450 ปอนด์ สุนัขล่าเนื้อผ่านการฝึกจะมีราคาตัวละ 450
ถึง 700 ปอนด์”
.
เมืองเงินพิสุทธิ์ ห้องใต้หอคอยหู่
เดอร์ริค·เบเกอร์ยังคงถูกขังอยู่ในห้องแคบ กินอาหาร
และยาอย่างตรงเวลา สภาพจิตใจในช่วงหลังดีขึ้นมาก เสียงและ
ภาพหลอนอันเป็นผลข้างเคียงจากภาวะใกล้คลุ้มคลั่ง ไม่
หลงเหลืออยู่อีกต่อไป
อีกสักสองวัน เราคงได้ออกไป…การถูกขังอยู่ใน
สภาพแวดล้อมเช่นนี้เป็นเวลานานไม่ใช่เรื่องดีเลยสักนิด…อดีต
หัวหน้าหน่วยสำรวจห้องถัดจากเรา ถึงเขาจะถูกคุมขังมานาน
กว่า 42 ปี แต่กลับยังพูดรู้เรื่องและไม่เสียสติไปก่อน ถ้าเราต้อง
ถูกขังนานแบบนั้นบ้าง ปั่านนี้คงกลายเป็นคนบ้าไปแล้ว.
เดอร์ริคกำลังนั่งบนขอบเตียง สายตาจ้องมองเทียนไขซึ่ง
ละลายจนถึงโคน
มันมีชะตากรรมต้องถูกขังในความมืดจนกว่าผู้คุมจะนำน้ำ
และยารอบถัดไปมาให้
ทันใดนั้น ภาพการมองเห็นพลันถูกปกคลุมด้วยม่านหมอกสี
เทา มาพร้อมกับเสียงใสกังวานของเดอะฟูลผู้ยิ่งใหญ่
“เตรียมตัวเข้าร่วมชุมนุม”
ตามสัญชาตญาณ เดอร์ริครีบเพ่งสมาธินับจังหวะการเต้น
หัวใจตัวเอง
อย่างไรก็ตาม เมื่อมันไตร่ตรองอีกทีก็เริ่มตระหนักว่าไม่
จำเป็น เพราะในสภาพแวดล้อมปัจจุบัน คงไม่มีใครเข้ามาเฉียด
ใกล้อยู่แล้ว
เดอร์ริคเลิกนับเลข พร้อมกับปล่อยสมองให้ล่องลอย
จนกระทั่งเกิดคำถาม
หากมิสเตอร์ฟูลดึงเราเข้าห้วงมิติสายหมอก วัตถุวิเศษใต้
หอคอยคู่จะตรวจสอบพบความผิดปรกติหรือไม่?
กล่าวกันว่า พวกมันคือสมบัติวิเศษแสนสำคัญสองชิ้น ซึ่ง
เคยปกปั้องมิให้เมืองเงินพิสุทธิ์เผชิญความล่มสลายหนแล้วหน
เล่า!
ท่ามกลางความกระสับกระส่ายและไม่สบายใจ ขณะเดอร์
ริคยังตัดสินใจไม่ได้ แสงสีแดงเข้มได้โผล่ขึ้นจากความว่างเปล่า
และโอบล้อมร่างกายมันไว้
ห้องแคบและปิดตายพลันมีบรรยกาศเงียบงันโดยสมบูรณ์
แม้แต่เสียงหัวใจเต้นของเด็กหนุ่มก็ยังแผ่วเบาผิดธรรมชาติ
ทันใดนั้น กำแพงโลหะเย็นซึ่งคั่นระหว่างเดอร์ริคกับอดีต
หัวหน้าหน่วยสำรวจ เกิดเสียงเคาะด้วยปลายนิ้วดังเบาบาง
สิ่งนี้คือสัญญาณนัดแนะของทั้งคู่
กึก
อีกฝั่ายงอนิ้วเคาะอีกครั้ง
ตามปรกติแล้ว หลังจากนี้ควรจะเป็นการเคาะตอบกลับ
ทันทีของอีกฝั่าย แต่กลับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นเลย
ผ่านไปสักพัก เสียงเคาะกำแพงเหล็กดังขึ้นอีกระลอก ก่อน
จะตกอยู่ในความเงียบงันอย่างสมบูรณ์เป็นเวลานาน
.
เมื่อจบงานเลี้ยงอาหารกลางวัน ออเดรย์กลับห้องดนตรีเพื่อ
ฝึกเปียโนสักพัก จากนั้นก็หาข้ออ้างเดินกลับห้องนอนตัวเอง
ขณะเดียวกันก็หมั่นสำรวจเวลาเป็นระยะ
ระหว่างกำลังเดินผ่านห้องหนังสือของบิดา ออเดรย์เห็นว่า
ประตูเปิดแง้มอยู่ จึงอาศัยความตาดีของผู้ชมสอดส่องเข้าไป
และได้พบกับเอกสารถูกวางกองสุมบนโต๊ะ
ก่อนหน้านี้ยังไม่มี.
เมื่อเกิดความอยากรู้อยากเห็น เด็กสาวเดินช้าลงและหันไป
ขยิบตาให้ซูซี่
ในฐานะผู้ชม ซูซี่ย่อมทราบว่าสัญญาณของเจ้านายหมายถึง
สิ่งใด แต่ในหลายครั้ง เธอแสร้งทำเป็นไม่เข้าใจเพราะความขี้
เกียจ เป็นความรู้สึกอยากนอนหมอบราบไปกับพื้นอย่างสบาย
ใจ
หลังจากซูซี่ได้สัญญาณ สุนัขตัวเมียทรงปัญญาแอบย่องเข้า
ไปในห้องอ่านหนังสือของเคาต์ฮอลล์ เมื่อเข้าใกล้โต๊ะหนังสือ
เธอใช้ขาหน้าเกาะขอบโต๊ะในสภาพยืนสองขา
สายตาของสุนัขขนฟูรีบชำเลืองเนื้อหาหน้าแรกของ
กระดาษแผ่นบนสุด ก่อนจะรีบกลับมาเดินข้างออเดรย์และ
กล่าวด้วยเสียงแผ่วเบา
“รายงานการสำรวจคุณภาพชีวิตของประชากรทุกชน
ชั้นในเขตตะวันออก ย่านโรงงาน และย่านท่าเรือ ออเดรย์ มัน
หมายความว่าอะไร?”
รายงานสำรวจคุณภาพชีวิตของประชากรทุกชนชั้นในเขต
ตะวันออก ย่านโรงงาน และย่านท่าเรือ…? ทำไมจู่ๆ ท่านพ่อ
ถึงสนใจเรื่องนี้ขึ้นมาได้? เรายังไม่ทันบอกอะไรเลย.
เด็กสาวก้มหน้าตรึกตรองโดยไม่เสียเวลาหันไปตอบ
คำถามซูซี่
หลังจากมองไปรอบตัวหนึ่งครั้ง ออเดรย์พบว่าสาวใช้ทุกคน
กำลังยุ่งวุ่นวายกับงานของตัวเอง ไม่มีใครหันมาสนใจเธอ เมื่อ
เห็นดังนั้น เด็กสาวตัดสินใจแอบย่องเข้าไปในห้องอ่านหนังสือ
ของบิดาอย่างเงียบเชียบ
บนโต๊ะหนังสือ ออเดรย์ชำเลืองอ่านเนื้อหาบนกระดาษและ
พบว่า ทั้งหมดตรงตามคำบอกเล่าของซูซี่ทุกประการ
หืม…เอกสารฉบับนี้ถูกพิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์ดีด นักข่าวผู้
เจ้าของรายงานชื่อ ไมค์·โยเซฟ ด้านล่างเป็นตราศักดิ์สิทธิ์
ของเทพธิดา หมายความว่าเป็นเอกสารของโบสถ์? ทำไมโบสถ์
ถึงส่งคนไปสืบเรื่องนี้?
แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน.
ออเดรย์วิเคราะห์อย่างคร่าว
เดิมที่ เธอเองก็เคยคิดว่าจะจ้างใครสักคนให้สืบเรื่องใน
ลักษณะเดียวกัน แต่หลังจากไตร่ตรองถี่ถ้วน เด็กสาวพบว่า
พฤติกรรมดังกล่าวยังไม่เหมาะสมสักกับการเป็น ‘ผู้ชักใย
เบื้องหลัง’ สักเท่าไร เนื่องจากถูกตรวจพบได้ง่ายมาก และ
นั่นจะทำให้ขุนนางหลายฝั่ายจับตามองตน ออเดรย์จึงไม่มี
ทางเลือกนอกจากพับเก็บแผนดังกล่าวชั่วคราว
เธอพลิกกระดาษไปหน้าหลัง และพบว่าผู้ส่งรายงานไม่ได้มี
เพียงไมค์·โยเซฟ แต่ยังมีบุคคลผู้เชี่ยวชาญจากสาขาอื่นอีก
สองสามคน ทุกคนต่างสืบสวนและเขียนรายงานในมุมมอง
ตัวเอง
โดยในบางกรณี พวกเขาตรวจพบว่ามีผู้วิเศษบางกลุ่ม สมรู้
ร่วมคิดกับแก๊งอันธพาลในเขตตะวันออกมานานแล้ว
ฟูั่ว! ออเดรย์แหงนหน้ามองนาฬิกาแขวนภายในห้องหนังสือ
เมื่อเธอพบว่าใกล้บ่ายสามเต็มที่ จึงรีบจัดกระดาษให้อยู่ใน
ลักษณะเดิม พร้อมกับเดินออกมาอย่างเสียดาย
ก่อนพ้นประตูห้อง เด็กสาวหยิบหนังสือติดมาด้วยหนึ่งเล่ม
เพื่อเป็นข้ออ้างในการเดินเข้าไปในห้องของบิดา
.
บ่ายสามโมงตรง ขณะนาฬิกาแขวนกำลังดังกังวานทั่ว
ห้องนอน จิตของออเดรย์ถูกเสาลำแสงสีแดงเข้ม กระชากเข้าไป
ในพระราชวังโบราณขนาดใหญ่ ลักษณะคล้ายถิ่นอาศัยของคน
ยักษ์
เบื้องหน้าเป็นโต๊ะทองแดงยาวลายเก่าแก่
เด็กสาวฉีกยิ้มพลางลุกยืน พร้อมกับก้มศีรษะคำนับไปทาง
เก้าอี้ประธาน
“ทิวาสวัสดิ์ค่า มิสเตอร์ฟูล~”
เมื่อเห็นอีกฝั่ายพยักหน้ารับ เธอหันไปทักทายแฮงแมน
เดอะเวิร์ล และคนอื่นจนครบ ขณะเดียวกันก็สัมผัสได้ว่า
เดอะซันมาพร้อมความกังวลใจหนักหน่วง
“คุณกำลังกังวลเรื่องใดอยู่หรือ?”
ออเดรย์ซักถาม
ไคลน์โล่งใจเมื่อได้ยิน เนื่องจากมันเองก็สัมผัสได้ว่าเดอะซัน
มีความผิดปรกติ แต่ไม่ต้องการถามเองให้เสียภาพลักษณ์
ในฐานะผู้เข้ามิติสายหมอกเป็นคนแรก สิ่งของบนโต๊ะ
ทองแดงจึงถูกจัดระเบียบเป็นการใหญ่ หลายชิ้นถูกโยนไปวาง
สุมบน ‘กองขยะ’ ด้านล่างซึ่งมีหมอกหนาทึบปิดทับ
สิ่งเหล่านั้นประกอบด้วยนกหวีดทองแดงของอะซิก ขวดพิษ
ชีวภาพ นกหวีดของนิกายวิญญาณ และสิ่งไม่จำเป็นอื่นๆ
ปัจจุบันจึงเหลือเพียงไพ่จักรพรรดิมืดถูกวางไว้ด้านขวามือ
มีเพียงสิ่งนี้เท่านั้น จึงจะเหมาะกับตัวตนแสนยิ่งใหญ่เยี่ยง
เดอะฟูล!
เดอร์ริคเล่าทุกสิ่งโดยไม่ปิดบัง เริ่มตั้งแต่ความพยายามใน
การทำให้ตัวเองใกล้คลุ้มคลั่ง และถูกส่งตัวเข้าไปในห้องใต้
หอคอยคู่เพื่อรับการรักษา โดยเหตุการณ์เป็นไปอย่างราบรื่น
จนกระทั่ง เด็กหนุ่มตัดสินใจถาม
“ท่านเดอะฟูล สมบัติวิเศษชิ้นดังกล่าวสามารถตรวจพบ
การเข้าร่วมชุมนุมทาโรต์ของผมได้หรือไม่?”
จะไปรู้ได้ไงฟะ.
ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันมีพลังแบบไหน.
อย่างไรก็ตาม มิติแห่งนี้ไม่ได้เพิ่งเคยถูกบุกรุกเป็นหนแรก
แม้แต่เทพสุริยันเจิดจรัสและผู้สร้างต้นกำเนิดก็ไม่สามารถทำ
อะไรได้มากนัก…ถึงจะเจ็บตัวอยู่บ้างก็เถอะ.
ไคลน์ใช้นิ้วเคาะโต๊ะสักพัก พลางมอบคำตอบด้วยท่าที่
‘ผ่อนคลาย’
“ตามปรกติแล้ว มันไม่ควรจะตรวจพบ แต่สมบัติวิเศษ
แต่ละชิ้นย่อมมีความพิเศษแตกต่างกันไป”
เมื่อเห็นเดอะฟูลแสดงอาการมั่นใจ เด็กหนุ่มถอนหายใจ
อย่างผ่อนคลาย
“ผมก็ไม่ทราบว่ามันมีพลังแบบใด สิ่งนี้ถูกจัดให้เป็นหนึ่ง
ในความลับสูงสุดของเมืองเงินพิสุทธิ์”
เล่ามาถึงจุดนี้ เดอร์ริคพลันนึกถึงเรื่องราวจากปากอดีต
หัวหน้าหน่วยสำรวจ ผู้ถูกคุมขังภายในห้องใต้หอคอยมานาน
กว่า 42 ปี
“พวกคุณเคยได้ยินชื่อ ‘อามุนด์’ บ้างไหม?”
อามุนด์…? ไคลน์ไม่ต้องนึกนานก็จำได้ทันทีว่า มันคุ้นเคย
ชื่อดังกล่าวได้อย่างไร
แต่ชายหนุ่มไม่รีบมอบคำตอบ ตรงกันข้าม ไคลน์ไปมอง
แฮงแมน โดยทราบเป็นอย่างดีว่า สมาชิกระดับกลางของโบสถ์
วายุสลาตันจะต้องมีข้อมูลของ ‘อามุนด์’ ในมือ และอาจมี
มากกว่าตนด้วยซ้ำ
ทางด้านเด็กสาวออเดรย์ เธอเองก็หันไปมองแฮงแมนโดยไม่
รู้ตัว เนื่องจากเคยได้ยินชื่อ ‘อามุนด์’ จากปากชายคนนี้มา
ก่อน
ฟอร์สนั่งฟังด้วยดวงตาเหม่อลอย ประหนึ่งบทสนทนาใน
คราวนี้อยู่นอกเหนือขอบเขตความเข้าใจของเธอ
อัลเจอร์ขมวดคิ้ว
“คุณกำลังจะบอกว่า บังเอิญได้พบคนชื่ออามุนด์เข้า
ระหว่างลาดตระเวนรอบเมือง? หรืออ่านพบชื่อดังกล่าวจาก
บันทึกประวัติศาสตร์ของเมือง?”
เดอร์ริคพยักหน้าเคร่งขรึม
“ใช่ครับ เมื่อ 42 ปีก่อน ท่ามกลางความมืดมิด ทีม
สำรวจได้พบชายผู้อ้างว่าตัวเองชื่ออามุนด์ และหลังจากพวกเขา
กลับถึงเมืองเงินพิสุทธิ์ ทีมสำรวจดังกล่าวเริ่มคลุ้มคลั่งทีละคน
สองคนจนเกือบหมด เหลือเพียงหัวหน้าหน่วยแค่คนเดียว และ
เขากำลังถูกคุกขังไว้ใต้หอคอย ห้องติดกับผม”
“บางที่ เขาอาจถูกขังนานเกินไปจนเสียสติ และแต่งเรื่อง
นี้ขึ้นมาเอง”
ฟอร์สอาศัยประสบการณ์อันมากมายของนักเขียนนิยาย
ลองคาดเดาตามความรู้สึก
อัลเจอร์ชำเลืองมองเก้าอี้ประธาน และพบว่ามิสเตอร์ฟูล
ยังคงเงียบงันประหนึ่งไม่แยแสจึงหันกลับมาพูดกับทุกคนด้วยสี
หน้าอึมครึม
“คนเราอาจจินตนาการกันได้ แต่ไม่มีใครจินตนาการชื่อ
‘อามุนด์’ ออกมาลอยๆ แน่”
อัลเจอร์หันมากล่าวกับเดอะซัน
“ในยุคสมัย 4…เอ่อ ประมาณหนึ่งพันห้าร้อยปีก่อนตาม
เวลาอาณาจักรของพวกเรา ในช่วงดังกล่าว มีตระกูลหนึ่งซึ่งถือ
ครองพลังพิสดารจนยากทำความเข้าใจ พวกมันอยู่ภายใต้การ
ปกครองของราชวงศ์ทูดอร์ ชื่อของตระกูลดังกล่าวคืออามุนด์
ถึงแม้จะเป็นยุคสมัยซึ่งมีผู้วิเศษลำดับสูงเดินเพ่นพ่านไปทั่วโลก
แต่นามสกุลนี้กลับยังถูกระบุให้เป็นคำต้องห้าม…”