ราชันเร้นลับ Lord of the Mysteries - บทที่ 369 การชี้นำ
หมอนี่จำเราได้!
ไคลน์ตกตะลึงจนเกือบตั้งท่าต่อสู้
แม้จะไม่ได้เปิดเนตรวิญญาณ แต่ชายหนุ่มสามารถบอกได้
ว่าเอ็มลิน·ไวท์ไม่ได้บลัฟหรือโกหก อีกฝั่ายมั่นใจร้อย
เปอร์เซ็นต์ว่าตนคือคนเดียวกับเจ้าของมาสเตอร์คีย์
ขณะเกิดความตึงเครียด ไคลน์พลันฉุกคิดบางสิ่งได้
แล้วเราจะกังวลไปทำไม?
ไคลน์เริ่มคุยกับตัวเองในใจ
ต่อให้อีกฝั่ายจำเราได้… แต่สถานการณ์ปัจจุบันก็ไม่
เหมือนเมื่อสองเดือนก่อนแล้ว…
มีหลายคนทราบว่า เชอร์ล็อก·โมเรียตี้ เคยดิ้นรนเอา
ชีวิตรอดในเหตุการณ์พัวพันกับราชทูตเบเคอร์ลันด์ เมื่อครั้งนั้น
เราพยายามทุกวิถีทางเพื่อไขว่คว้าพลัง ไม่เว้นแม้แต่การเข้าร่วม
ชุมนุมลับ หลายฝั่ายจึงพอจะเดาได้อยู่แล้วว่าเราคือผู้วิเศษ
ฉะนั้น ความเชื่อมโยงระหว่างนักสืบเชอร์ล็อกกับพลังพิเศษจึง
ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่…
เหนือสิ่งอื่นใด รัฐบาลก็ไม่ได้เกลียดชังผู้วิเศษนอกกฎหมาย
เสียทีเดียว ดูได้จากความสนิทสนมกับกรมตำรวจของนักสืบดัง
ไอเซนการ์ด·สแตนธอน กรมตำรวจไม่มีทางจะไม่ทราบว่า
นักสืบสูงวัยคนนี้เป็นผู้วิเศษ…
ไอเซนการ์ดเคยพยายามชักชวนเราไปเป็นพวกหลังจาก
สังสัยว่าเราคือเป็นผู้วิเศษ ฉะนั้น หากกรมตำรวจคิดจับกุมเรา
ไอเซนการ์ดคงช่วยสะสางปัญหาให้ได้…
อย่างแย่ก็คงไม่ถึงกับนอนคุก…
หรือหากเกิดเหตุไม่คาดฝัน ก็ไม่มีสิ่งใดให้ต้องกังวลมากนัก
เราได้สร้างภาพจำของนักสืบเชอร์ล็อกจนติดตาทุกคนแล้ว ถ้ามี
ปัญหาใดเกิดขึ้น ก็แค่ทิ้งบ้าน 15 ถนนมินส์รวมถึงตัวตนเชอร์
ล็อก·โมเรียตี้มิ้งไปเสีย จากนั้นก็เริ่มต้นชีวิตใหม่เป็นคน
อื่น…
แล้วเราจะกลัวไปทำไม?
ไม่เพียงเท่านั้น ก่อนเดินทางมายังวิหารฤดูเก็บเกี่ยว เรา
ทำนายถามถึงอันตรายบนมิติสายหมอกและได้รับคำตอบว่า
‘ปลอดภัย’ …
เมื่อได้ข้อสรุป ดวงตาสั่นเกร็งของไคลน์เริ่มผ่อนคลาย สี
หน้าแปรเปลี่ยนเป็นคนอารมณ์ดี ประหนึ่งพร้อมถกเรื่องสภาพ
อากาศเบ็คลันด์กับเอ็มลิน·ไวท์อย่างสบายใจ
เมื่อเห็นอีกฝั่ายเยือกเย็น เอ็มลินขมวดคิ้วชนกัน จากนั้นก็
รีบเดินผ่านหน้าไคลน์และนั่งลงในตำแหน่งติดกับชายหนุ่ม
แวมไพร์หนุ่มชำเลืองบิชอปยูทรอฟสกี้ ผู้กำลังนำศาสนิกชน
ประกอบพิธีรับศีลศักดิ์สิทธิ์ประจำศาสนา ก่อนจะหันมากล่าว
กับไคลน์ด้วยท่าทีเหยียดหยัน
“มิสเตอร์นักสืบ คุณไม่กลัวว่าผมจะเดินไปบอกตำรวจว่า
คุณเป็นผู้วิเศษหรือไง?”
ขณะไคลน์กำลังมองไปทางบิชอปร่างยักษ์ มันกล่าวโดยไม่
หันกลับมาหาแวมไพร์หนุ่ม
“ผมจะไปกับคุณและตะโกนว่า ‘แวมไพร์’ ด้วยเสียง
ดังกว่า”
อยากวัดไหมว่าใครจะฉิบหายกว่ากัน?
คิดว่าฉันคนนี้ต้องกลัวนายหรือ?
มุมปากเอ็มลินพลันสั่นกระตุก ก่อนมันจะยกนิ้วชี้ขวาขึ้นมา
ปิดปากพร้อมกับพูดว่า
“ผีดูดเลือด! ผีดูดเลือดผู้ยิ่งใหญ่!”
ขณะเห็นว่ายูทรอฟสกี้กำลังยุ่งอยู่กับพิธีรับศีลศักดิ์สิทธิ์ เอ็ม
ลินฉวยโอกาสเค้นเสียงหัวเราะเยาะพร้อมกับเผยธาตุแท้
“ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น… แต่ข้ากำลังจะได้เป็นอิสระใน
อีกไม่ช้า หึหึ! ข้าแสร้งบอกกับตาแก่นั่นว่าจะยอมนับถือพระแม่
ธรณี และยังบอกด้วยว่า ข้าสำนึกรู้สึกผิดต่อบาปกรรมในอดีต
อย่างมาก ถึงจะไม่ได้รู้สึกเช่นนั้นจริง แต่การแสร้งตีหน้าเศร้าก็
ไม่ใช่เรื่องยากอะไร ตาแก่นั่นถูกหลอกเข้าเต็มเปา เขามี
ความสุขมากเพราะเชื่อว่าข้าพูดเรื่องจริง รีบปล่อยข้าเป็นอิสระ
ทันทีและบอกให้อยู่ช่วยงานวิหารฤดูเก็บเกี่ยวในฐานะนักบวช
ไปก่อน หากวันใดข้าท่องพระคัมภีร์ได้ครบทั้งเล่ม เขาสัญญาว่า
จะยอมปล่อยให้เป็นอิสระ ฮะฮะ! สมกับเป็นตาแก่หัวโบราณ
มนุษย์บ้ากล้ามและคลั่งศาสนาช่างหลอกง่ายเสียนี่กระไร!”
หลอกง่าย…?
ไคลน์หันมาจ้องแวมไพร์หนุ่มครู่หนึ่ง จากนั้นก็หันกลับไป
และกล่าวด้วยน้ำเสียงผ่อนคลาย
“หลวงพ่อยูทรอฟสกี้เคยเป็นโจรสลัดมาก่อน มีผู้เสียชีวิต
ด้วยฝีมือของเขา มากกว่าผู้รอดชีวิตจากฝีมือพ่อคุณแน่นอน
ร้อยทั้งร้อยของโจรสลัดจะไม่เชื่อใจพวกพ้อง การทรยศหักหลัง
คือเหตุการณ์ปรกติ ฉะนั้น โจรสลัดอายุยืนจึงหาได้ยาก เชื่อผม
เถอะ ถึงเขาจะไม่ได้ฉลาดเป็นกรด แต่ก็ห่างไกลจากความโง่
เขลามาก”
ดวงตาเอ็มลินพลันเบิกโพลงราวกับเห็นผี
ไคลน์กล่าวเสริมพลางใช้มือลูบหัวไม้ค้ำ
“หลวงพ่อครอบครองสมบัติปิดผนึกทรงพลังไว้กับตัว ชื่อ
ของมันคือเทียนไขจิตฝันร้าย มีพลังในการบุกรุกเข้าไปในจิตใจ
ส่วนลึกสุดของสิ่งมีชีวิต ฉะนั้น ไม่มีใครโกหกเขาได้ เหนือสิ่งอื่น
ใด ผมรู้จักความสามารถของมันเพียงผิวเผิน อาจมีพลังน่ากลัว
ยิ่งกว่านั้นซ่อนอยู่”
รอยยิ้มบนใบหน้าเอ็มลินพลันเลือนหายโดยสมบูรณ์ ดวงตา
เริ่มเหม่อลอยราวกับวิญญาณหลุดจากร่าง
แวมไพร์หนุ่มนั่งนิ่งนานหลายอึดใจ ก่อนจะพึมพำด้วยสี
หน้าซีดเผือด
“…หลังจากข้าบอกว่าจะยอมเปลี่ยนศาสนา ตาแก่นั่นก็
เปิดประตูห้องใต้ดินเข้ามาพร้อมกับตะเกียงหนึ่งดวง ภายใน
ตะเกียงมีเทียนไขกำลังส่องแสง แต่ข้าไม่เห็นรูปลักษณ์
ชัดเจน…”
ไคลน์เอียงคอกลับไปมองพร้อมกับมอบรอยยิ้มสมเพชให้อีก
ฝั่าย
“บางที่ หลวงพ่อคงใช้มันเพื่อฝังการชี้นำบางอย่างลงใน
จิตของคุณ ตัวอย่างเช่น การชี้นำซึ่งจะทำให้คุณค่อยๆ เกิด
ความรู้สึกศรัทธาพระแม่ธรณีจากก้นบึ้งจิตใจ”
มุมปากเอ็มลินพลันสั่นระริก เผยให้เห็นรอยยิ้มจืดชืดราว
กับซอมบี้
“ข้าไม่รู้สึกอะไรทั้งนั้น! ไม่มีทางเป็นไปได้! และเหนือสิ่ง
อื่นใด พ่อแม่ของข้าทราบข่าวแล้วใช่ไหม? หากไม่ยอมปล่อยข้า
กลับไป พวกเขาต้องตำหนิตาแก่นั่น โทษฐานกักขังหน่วย
เหนี่ยวบุตรชายอย่างข้าไว้ในวิหาร! เขาต้องเลือกระหว่างการ
ปล่อยข้าออกไปหรือไม่ก็ชื่อเสียงด้านลบของโบสถ์พระแม่! เป็น
ยังไงบ้าง แผนของข้าเจ๋งใช่ไหม?”
ไคลน์ยังคงแสดงสีหน้าสมเพช ชายหนุ่มประสานมือ
ด้านหน้าพร้อมกับเลื่อนขึ้นมาใต้คาง ท่าทางคล้ายกำลังตั้งใจรับ
ศีล
“ถ้าต้องอยู่ในสถานการณ์แบบเดียวกับหลวงพ่อ ผมจะ
เลือกบอกความจริงทั้งหมดกับตำรวจ ผมขอฟังความเห็นจาก
คุณหน่อย… ระหว่างหลวงพ่อผู้เป็นนักบวชถูกต้องตาม
กฎหมายของอาณาจักร กับแวมไพร์เถื่อนซึ่งเป็นอันตรายต่อ
มนุษย์และต้องใช้ชีวิตหลบๆ ซ่อนๆ ตำรวจจะเลือกเชื่อใคร
มากกว่ากัน? ผีดูดเลือด! ผีดูดเลือดต่างหาก” เอ็มลินเกร็ง
ใบหน้าพร้อมกับตวาดเสียงต่ำอย่างหงุดหงิด
มันกำหมัดแน่นและชกใส่พนักพิงของม้านั่งด้านหน้าเพื่อ
ระบายอารมณ์
“ไม่เป็นไร… ข้ารอได้ หากท่องพระคัมภีร์ครบสมบูรณ์
เมื่อไร ตาแก่นั่นต้องปล่อยข้าออกไปแน่ เขาเป็นนักบวชเคร่ง
ศาสนา ไม่มีทางพูดจากลับกลอก!”
ไคลน์เผยรอยยิ้มและกล่าวขณะมองตรงไปข้างหน้า
“ก่อนหน้านี้ ผมแวะไปสำรวจอาคารหมายเลข 48 บน
ถนนหลวงอ่าวแม่น้ำและพบว่า พ่อแม่ของคุณย้ายออกจากบ้าน
ไปแล้ว”
“ไม่เห็นแปลกตรงไหน ไม่เพียงพวกเขาจะย้ายบ้านหนี
แต่คงเลือกย้ายไปยังจุดนอกเหนือความคาดหมายของข้าแน่”
เอ็มลินตอบเสียงเรียบราวกับเป็นเรื่องธรรมดา
ไคลน์เสริมด้วยน้ำเสียงแฝงเลศนัย
“พวกเขาย้ายบ้านในลักษณะรีบร้อน มีหลายสิ่งยังคงถูก
ทิ้งไว้ในบ้าน ตัวอย่างเช่นงานอดิเรกจำนวนมากในห้องนอน
คุณ”
สีหน้าเอ็มลินพลันสดใสขึ้นมาทันตาเห็น มันอ้าปากค้าง
เล็กน้อย ก่อนจะลุกพรวดจากม้านั่งและเดินผ่านไคลน์ ตรงไป
หายูทรอฟสกี้ซึ่งกำลังยืนมอบศีลล้างบาปหน้าโถงสวดมนต์
“หลวงพ่อ ข้าอยากกลับบ้าน ข้าอยากกลับบ้าน ข้าอยาก
กลับบ้าน!” เอ็มลินตะโกน
เมื่อเห็นว่าสาวกจำนวนหนึ่งยังไม่ผ่านพิธีรับศีล ยูทรอฟสกี้
ยังไม่กล่าวสิ่งใด เพียงจ้องมองแวมไพร์หนุ่มน่าสมเพชด้วย
สายตาสุขุม
เอ็มลินไม่มีทางเลือกนอกจากปิดปากเงียบ จากนั้นก็เดินไป
มาด้วยสีหน้ากระวนกระวาย
ไคลน์อมยิ้มพร้อมกับลุกยืน หยิบไม้ค้ำและสวมหมวก ก่อน
จะขยับก้นย้ายไปนั่งแถวหน้า
เมื่อพิธีรับศีลจบลง ชายหนุ่มเดินไปหายูทรอฟสกี้พลาง
กล่าวด้วยสีหน้าขึงขัง
“หลวงพ่อ ผมไม่รู้ว่าทำไมคุณถึงอยากให้เอ็มลินอยู่ต่อ
และไม่อยากจะรู้เหตุผลนั้นด้วย เพียงแต่ว่า ผู้ปกครองของเขา
ได้ฝากฝังให้ผมพาตัวเขากลับไป”
หากบิชอปร่างยักษ์ยอมให้เราพาตัวเอ็มลินกลับไปแต่โดยดี
คงต้องจุดเทียนฉลองกันเป็นการใหญ่ ไม่ได้สิ… ปั่านนี้เอ็มลิ
นคงเป็นโรคกลัวเทียนไปตลอดชีวิต…
ไคลน์ยืนไตร่ตรองสถานการณ์
บิชอปยูทรอฟสกี้ก้มมองคนหนุ่มทั้งสองพร้อมกับเปล่งเสียง
สุขุมอ่อนโยน
“เอ็มลินจะกลับบ้านตอนไหนก็ได้อยู่แล้ว ผมไม่เคยห้าม
เลยสักครั้ง”
“…”
ไคลน์ชำเลืองมองแวมไพร์หนุ่มน่าสมเพชด้วยหางตา
จากนั้นก็ยกมือขวาขึ้นมาทำสัญลักษณ์บนหน้าอก
ตามจิตใต้สำนึก มันต้องการวาดสัญลักษณ์สี่จุดของจันทร์
แดง แต่สุดท้ายก็ต้องข่มความรู้สึกและวาดสัญลักษณ์สามจุด
ของเทพจักรกลไอน้ำแทน
เอ็มลินสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อเห็นสายตาสมเพชจากไคลน์
ทันใดนั้น มันรีบสับเท้าเดินออกจากวิหารโดยไม่กล่าวสิ่งใด
ไม่มองใครทั้งสิ้น
ไคลน์เดินตามหลังด้วยความเร็วปรกติ มิได้แสดง
อากัปกิริยาเร่งรีบ
หลังจากวิ่งย่องได้สักพัก แวมไพร์หนุ่มตัดสินใจลดความเร็ว
ลงและหันกลับมาพูดด้วยน้ำเสียงเจอความเคลือบแคลง
“ข้าเริ่มรู้สึกไม่อยากออกจากวิหารฤดูเก็บเกี่ยว… ข้า
คิดถึงช่วงเวลาขณะได้อ่านพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ ข้าต้องการทำ
ความสะอาดวิหารให้ใหม่เอี่ยมอยู่เสมอ มันใช้เวลาแค่ชั่วโมง
เดียวเท่านั้น… แค่ชั่วโมงเดียว…”
การ ‘ชี้นำ’ ของเทียนไขจิตฝันร้ายรุนแรงขนาดนี้เชียว?
โดยไม่ว่าเอ็มลินจะหนีไปไกลแค่ไหน แต่ก็ต้องกลับมายัง
วิหารฤดูเก็บเกี่ยวเพื่อทำความสะอาดทุกวัน วันละหนึ่งชั่วโมง
เป็นอย่างต่ำ?
ไม่เลว… ถือว่าไม่ทำเกินกว่าเหตุ หลวงพ่อยูทรอฟสกี้ไม่ได้
ใช้พลังของเทียนไขเพื่อเปลี่ยนความศรัทธาของเอ็มลิน เพียงแต่
ทำให้แวมไพร์หนุ่มเกิดความ ‘เคารพ’ ต่อพระแม่ธรณีมาก
ขึ้น…
เทียนไขจิตฝันร้ายช่างน่าสะพรึง… ได้ยินว่ามีต้นกำเนิดมา
จากมังกร หากเป็นเช่นนั้นจริง แปลว่าเส้นทางผู้ชมคงแข็งแกร่ง
เอาเรื่องเลยทีเดียว…
ไคลน์เคาะไม้ค้ำพลางกล่าว
“ให้ผมคอยช่วยเตือนสติไหม?”
“ไม่จำเป็น!” เอ็นลิมแผดเสียงตวาดอย่างโมโห “ข้าจะ
ต่อสู้กับความรู้สึกนี้ด้วยตัวเอง!
“หากย้ายบ้านไปอยู่แคว้นเลียบทะเลหรือจักรวรรดิฟุซัค
ข้าไม่เชื่อว่าตัวเองจะย้อนกลับมายังเบ็คลันด์อีกครั้ง!”
จากนั้น แวมไพร์หนุ่มหายใจลึก
“นั่งรถม้ากลับกันเถอะ”
“ตกลง” ไคลน์ตอบเสียงเรียบ
หลังจากเดินไปอีกไม่กี่ก้าว เอ็มลินหยุดยืนข้างรถม้าเช่า
ขณะมันกำลังจะส่งตัวเองเข้าไปในห้องโดยสาร แวมไพร์
หนุ่มพลันยืนตัวแข็งที่อ ก่อนจะหันมาพูดกับไคลน์ด้วยเสียงบาง
เบาจนแทบไม่ได้ยิน
“ข…ข้าไม่มีเงินติดตัว”
“ผมมี” ไคลน์ยิ้มรับ
เอ็มลินหันหลังกลับและเปิดประตูเข้าไปในห้องโดยสาร
ไคลน์เดินตามหลังและเลือกนั่งฝังตรงข้าม
ขณะรถม้ากำลังจะเคลื่อนตัว ชายหนุ่มเอ่ยปากถาม
หลังจากครุ่นคิดอยู่สักพัก
“ได้ยินว่าพ่อของคุณเป็นหมอใช่ไหม หมอผู้เชี่ยวชาญ
เกี่ยวกับยารักษาโรค?”
แม้จะกำลังหดหู่ แต่แวมไพร์หนุ่มพลันเชิดคางขึ้นอย่าง
โอหัง
“นี่คือพรสวรรค์ของพวกเราชาวผีดูดเลือดยังไงล่ะ! เจ้า
แห่งยารักษาโรคล้วนเป็นคนของตระกูลผีดูดเลือดทั้งสิ้น!”
“แบบนี้เองหรือ…” ไคลน์พึมพำ
ขณะความเงียบเข้าครอบงำรถม้า เอ็มลินกล่าวด้วยสีหน้า
ขึงขัง
“อย่างลืมเขียนจดหมายบอกเพื่อนของเจ้าด้วยว่า ข้า
กลับมาอยู่บ้านหลังเดิมบนถนนอ่าวแม่น้ำแล้ว พ่อแม่ของข้าจะ
ได้แวะมาหา”
“ตกลง” ไคลน์ตอบกระชับ
ผ่านไปราวยี่สิบนาที่ รถม้าแล่นมาถึงถนนหลวงอ่าวแม่น้ำ
และหยุดลงหน้าอาคารหมายเลข 48
หลังจากจ่ายเงินค่ารถ ไคลน์เดินลงจากห้องโดยสารและ
เห็นเอ็มลินกำลังแหงนหน้าขึ้นไปมองห้องนอน สีหน้าเผยความ
ตื่นเต้นชนิดไม่ปิดบัง
จากนั้น แวมไพร์หนุ่มปันหน้าเคร่งขรึมพร้อมกับหันมาทาง
ไคลน์ มันใช้มือข้างหนึ่งทาบอกและโค้งศีรษะอย่างนอบน้อม
“ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องขอบใจเจ้ามาก”
ไคลน์เผยรอยยิ้มสุขุม
“อย่าเพิ่งด่วนขอบคุณ… ทั้งเงินค่าจ้างและค่ารถม้าเมื่อ
ครู่ ล้วนเป็นเงินของผู้ปกครองของคุณทั้งสิ้น แต่ว่า ผมอยาก
รบกวนให้คุณช่วยผลิตยาวิเศษสำหรับรักษาคนไข้เฉพาะทาง
คุณต้องจ่ายหนี้ผมด้วยสิ่งนี้”