ราชันเร้นลับ Lord of the Mysteries - บทที่ 380 ปิดม่านการแสดง
คาพินกำลังนอนแผ่ไปบนพื้นหินอ่อน ผิวหน้าของมันทั้งคัน
และเจ็บ สองมือหวังฉีกร่างกายตัวเองให้เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย จะ
ได้หลุดพ้นจากความทรมานราวกับนรกนี่สักที่
ทันใดนั้น มันเหลือบเห็นคลื่นความร้อนสีแดงฉานเริ่มแผ่
ขยายไปทั่วห้อง ทุกสิ่งเกิดขึ้นและจบลงภายในเสี้ยววินาที่ ตบ
ท้ายด้วยเสียงระเบิดคำรามอื้ออึงจนหูดับ
คาพินวาดฝันว่าในวาระสุดท้าย มันจะมีโอกาสเรียกความ
ทรงจำแสนหวานจากอดีตกลับมาอีกครั้ง ช่วงเวลาระหว่างตน
กับภรรยาและลูกน้อย มันจินตนาการว่า วินาทีดังกล่าวจะเต็ม
ไปด้วยความสุขและปราศจากความเจ็บปวด ไม่ต้องเผชิญ
ความรู้สึกผิดบาปจากการทรมานเหล่าเด็กหญิงเยี่ยงทาส
แต่ความเป็นจริง ในวินาทีนี้ อารมณ์หวาดกลัวและความ
ปรารถนาเพื่อจะเอาชีวิตรอดกำลังอยู่เหนือทุกสิ่ง มันไม่อยาก
ตาย แถมยังไม่มีความทรงจำแสนหวานในอดีตผุดขึ้นมาให้
สมหวัง จิตสุดท้ายก่อนตายคือความเจ็บปวดเป็นล้นพ้น
จนกระทั่งดวงวิญญาณถูกกระชากลงไปในความมืดมิดไร้ก้นบึ้ง
อันเป็นนิรันดร
บึ้มมมม!!
กระจกห้องอาหารแตกละเอียดในพริบตา เศษอิฐเศษปูน
ปลิวกระเด็นออกไปนอกตัวอาคาร เช่นเดียวกันกับประกาย
เปลวเพลิงสีแดงอมส้ม
บอดี้การ์ดลาดตระเวนพลันหมดสติ หากใครโชคดีสักหน่อย
พวกมันจะวิงเวียนศีรษะและประสบภาวะหูอื้อ ร่างกายล้มเซ
เสียหลัก
แต่ละคนกำลังประจักษ์ว่า กำแพงของห้องอาหารเกินกว่า
ครึ่งกำลังล้มครืนชนิดไม่เหลือเค้าเดิม ประกายเปลวไฟยังคง
แลบลอดออกมาด้านนอกและลอยสูงไปในอากาศ
ชาวเมืองในละแวกดังกล่าวรวมถึงตำรวจลาดตระเวน ไม่มี
ใครไม่ได้ยินเสียงคำรามของระเบิดเมื่อครู่ ทุกคนล้วนแสดงท่าที
ตกตะลึงเจือจางความสั่นกลัว
ณ ใจกลางห้องอาหาร ไคลน์ในชุดเกราะและมงกุฎสีดำล้วน
ยืนอาบเปลวไฟร้อนแรงอย่างมีความสุขโดยไม่กะพริบตา ยืน
เชยชมความงามของคลื่นความร้อนอบอ้าวด้วยสีหน้าเปียมสุข
ออร่าหมอกดำรอบตัวไคลน์เจือจางลงจากตอนแรกมาก
ร่างวิญญาณได้รับความเสียหายพอสมควร แต่ก็ไม่ร้ายแรงอะไร
นัก
ข้างไคลน์เป็นโต๊ะยาวในสภาพหงายชี้ฟั้า พาร์คเกอร์และ
คาพินถูกแรงระเบิดส่งร่างไปนอนกองตรงมุมห้อง กะโหลก
ศีรษะแตกร้าว ร่างกายดำเกรียมหลายจุด
ผิวหนังบางส่วนยังมีสะเก็ดไฟลุกไหม้ ส่วนคนใช้อื่นๆ ล้วนมี
สภาพไม่ต่างกัน
บนพื้นใต้ภาพวาดสีน้ำมัน บริเวณตรงข้ามกับเตาผิง เคธี่
หลบแรงระเบิดไม่พ้นและถูกดีดร่างติดกำแพง ก่อนจะล้มลงใน
สภาพแขนขาบิดงอผิดรูป ผิวหนังหลายจุดมีรอยไหม้เกรียม
บางจุดมีเลือดแดงฉานชุ่มฉ่ำ
เธอยังไม่ตาย เพียงสลบไปเพราะได้รับบาดเจ็บสาหัส แต่ถึง
อย่างนั้นก็ยังนอนตัวกระตุกพลางไอแห้งอย่างไร้สติ
แส้ดำได้รับความเสียหายไม่ต่าง บนผิวของมันมีรอยขีดข่วน
ถ้วนทั่ว บางจุดยังคงถูกเปลวไฟลุกโชน บรรดากระสุนพิเศษ
ของเธอถูกทำลายไปพร้อมแรงระเบิดจนหมด
เคธี่สิ้นสภาพโดยสมบูรณ์
ในทางกลับกัน เฮรัสกลิ้งตัวปกปั้องอวัยวะสำคัญได้
ทันท่วงที่ แต่ตามลำตัวก็ยังเต็มไปด้วยผิวหนังไหม้เกรียมและ
บาดแผลแดงสด
มันลุกยืนในสภาพโซเซ เผยให้เห็นแผ่นหลัง ผ้าคลุมหัว และ
ท่อนขากำลังลุกไหม้ด้วยเปลวเพลิงสีแดง
ลมหายใจเฮรัสเริ่มติดขัด ตามลำตัวปรากฏบาดแผลฉกรรจ์
เด่นชัด
อย่างไรก็ตาม นี่เป็นหลักฐานพิสูจน์ว่าร่างกายของมัน
แข็งแกร่งทนทานมากเพียงใด หรือบางที่ อาจเป็นเพราะผลของ
ถุงมือโลหะสีดำข้างนั้น แต่ไม่ว่าจะอย่างไหน ก็ปฏิเสธไม่ได้เลย
ว่า สมรรถภาพร่างกายทุกด้านของเฮรัสสูงส่งจนผิดธรรมชาติ
แต่สิ่งเหล่านี้อยู่ในการคำนวณของไคลน์
ในเมื่อไม่ทราบว่าศัตรูจะทนรับความเสียหายได้มากเท่าใด
การวางแผนให้รัดกุมต้องเผื่อไว้ในกรณีเลวร้ายเสมอ
เฮรัสเหลือบเห็นไคลน์จากหางตาและพบว่าอีกฝั่ายแทบจะ
ไร้รอยขีดข่วน ตาดำของมันพลันหดเกร็ง มือซ้ายยกเล็งมาทาง
บุรุษสวมเกราะดำและรีบเปล่งเสียงขึงขัง
“เนรเทศ!”
ไคลน์ต่อต้านไม่สำเร็จอีกครั้ง มันถูกผลักปลิวราวกับ
กระดาษต้องลม คราวนี้ลอยไกลออกนอกห้องรับประทาน
อาหาร
สำหรับโถงใหญ่ บริเวณนี้ไม่ได้รับความเสียหายมากนัก มี
เพียงการลุกไหม้ประปราย รวมถึงการพังถล่มของบันไดไม้
สาเหตุมาจากแรงระเบิดส่วนใหญ่ถูกม่านบาเรีย ‘กักกัน’
ของเฮรัสดูดซับเกือบทั้งหมด
ฉวยโอกาสไคลน์เปิดช่องว่าง เฮรัสรีบเผ่นหนีไปยังทิศ
ทางตรงข้ามโดยไม่เหลียวหลังมอง
แม้ตามร่างกายจะยังหลงเหลือเปลวไฟลุกไหม้บางจุด แต่
มันก็ไม่มัวเสียเวลาขจัดออกแม้แต่วินาทีเดียว
เฮรัสทราบดีว่าตัวเองกำลังตกอยู่ในสภาพเลวร้ายมาก
เพียงใด นอกจากพร้อมคลุ้มคลั่งได้ทุกเมื่อ อิทธิพลของพิษก็ยัง
อยู่ครบถ้วน อีกไม่นานคงสะสมจนถึงจุดสูงสุด ลำพังสองปัจจัย
ข้างต้น ก็มากพอจะทำให้เฮรัสมั่นใจว่าตนไม่มีทางเอาชนะผู้บุก
รุกคนนี้ได้ ถึงจะลงไปตามเบไลซ์ในห้องใต้ดินมาช่วยก็ตาม
มันเชื่อเหลือเกิน หากตนฝืนต่อสู้จนยืดเยื้อ ผลลัพธ์จะมี
เพียงสองทางก็คือ ถ้าไม่คลุ้มคลั่งก็คงติดพิษตายอย่างน่า
สมเพช!
เมื่อเกิดความคิดหลบหนี มันก็ตัดสินใจเด็ดเดี่ยวโดยไม่
แยแสเคธี่ผู้ยังนอนมีชีวิต
ไคลน์เริ่มทรงตัวได้หลังจากถูก ‘เนรเทศ’ ผลักกระเด็น
เมื่อเห็นฉากตรงหน้า ชายหนุ่มอ้าปากและหวีดร้องด้วยเสียงต่ำ
จนโสตประสาทของมนุษย์ไม่ได้ยิน
กึก!
เฮรัสถูกคลื่นพลังล่องหนรบกวนจิตใจกะทันหัน สติของมัน
ชะงักชั่วครู่อย่างไร้เหตุผล ทันใดนั้น ผิวหนังของเฮรัสซึ่งเคยมี
สุขภาพดีจนกระทั่งเมื่อครู่ เริ่มผุดแผลพุพองน่ารังเกียจเน่าเต็ม
ร่างกาย นี่คือสัญญาณในระยะแรกของอาการคลุ้มคลั่ง
ทว่า เฮรัสอาศัยประสบการณ์อันโชกโชน ดึงสติกลับมาและ
สับเท้าเผ่นหนีอย่างคล่องแคล่ว เพียงไม่นานก็ไปถึงสวนดอกไม้
ด้านนอกคฤหาสน์
ฆ่ายากฉิบ…
ไคลน์ไม่กล้าไล่ตาม เกรงว่าอาจเกิดอุบัติเหตุไม่คาดฝัน
มันยังไม่ลืมว่าเปั้าหมายของตนคือการช่วยคนจากห้องใต้
ดิน หาใช่เก็บกวาดผู้วิเศษไร้ศีลธรรมเหล่านี้ให้สิ้นซาก
เหนือสิ่งอื่นใด ไคลน์สูญเสียพลังงานไปเป็นจำนวนมาก
ระหว่างลงมือ แถมร่างกายยังได้รับบาดเจ็บพอสมควร หากต้อง
เผชิญหน้าการสู้แบบสุนัขจนตรอกของเฮรัส ไม่มีใครรับประกัน
ได้ว่าผลลัพธ์จะลงเอยเช่นไร
เปั๊าะ!
ไคลน์ดีดนิ้วเพื่อยิงกระสุนอัดอากาศ
คมกระสุนทะลวงกะโหลกศีรษะของเคธี่และดับลมหายใจ
เธอทันที่ ยุติความเจ็บปวดทั้งหมดด้วยวิถีของบุรุษเย็นชา
ถัดมา มันรีบหันหลังกลับและลอยตัวไปยังทางลงห้องใต้ดิน
เบไลซ์คอยจับตามองสถานการณ์ด้านนอกทุกฝีก้าว แต่มัน
ไม่กล้าละทิ้งเวรไปไหน เนื่องด้วยเกรงว่าผู้บุกรุกจะฉวยโอกาส
ดังกล่าวลอบเข้ามาในห้องใต้ดิน
ปัจจุบัน มันกำลังถือปืนไรเฟิลแรงดันไอน้ำพร้อมกับเปิด
เนตรวิญญาณสอดส่อง เสียงระเบิดดังสนั่นเมื่อครู่ทำให้จิต
เบไลซ์ตื่นตระหนกไม่น้อย
ถัดมาไม่นาน เบไลซ์เห็นภูตผีตนหนึ่งกำลังลอยตัวเข้ามา
จากทางลงบันได เบไลซ์กัดฟันลั่นไกปืนโดยปราศจากความ
ลังเล
ปัง!
ปากกระบอกปืนผุดควันสีขาว หัวกระสุนทองอร่ามพุ่งตรง
มาด้านหน้าด้วยความเร็วสูงจนตาเปล่ามองไม่ทัน
อย่างไรก็ตาม ไคลน์ทราบอยู่แล้วว่าอีกฝั่ายมีสิ่งใดในมือ จึง
เพียงขยับหลบเล็กน้อยก็ทำให้คมกระสุนพุ่งผ่านเข้าไปในห้อง
โถงใหญ่ด้านนอก
โดยไม่รีรอ เบไลซ์รีบวิ่งออกจากห้องเฝั้ายามโดยถือปืนไร
เฟิลในท่าข่มขู่ สองเท้ารีบซอยเข้าหาทางออกห้องใต้ดินอย่าง
รวดเร็ว
มันเชื่อโดยไม่เคลือบแคลงว่า หากผู้บุกรุกสามารถเอาชนะ
เฮรัส เคธี่ และพาร์คเกอร์มาได้จริง ลำพังตนคงถูกฆ่าได้ในเสี้ยว
พริบตา
เหนือสิ่งอื่นใด ความเอะอะวุ่นวายเมื่อครู่ก็มากพอจะทำให้
ทูตพิพากษาส่งคนมาสืบทวน ฉะนั้น ทางเลือกเดียวของมันคือ
การหนี!
ไคลน์ส่งเสียงหวีดอีกครั้ง ส่งผลให้เบไลซ์รู้สึกคล้ายกับถูก
ค้อนฟาดใส่ท้ายทอยหนักหน่วง หัวสมองขาวโพลนชั่วขณะ สี
หน้าเหม่อลอยราวกับมองเห็นดวงดาวหมุนเคว้ง เลือดกำเดา
ไหลซึมออกจากรูจมูก
อย่างไรก็ตาม เพียงเท่าก็ยังไม่มากพอจะทำให้เบไลซ์หยุดวิ่ง
มันหันหลังกลับมายิงใส่ไคลน์หนึ่งนัดเพื่อปั้องกันการไล่ตาม
จากนั้นก็วิ่งลัดผ่านโถงใหญ่และตีลังกาหนึ่งตลบจนถึงประตู
หน้า
ไคลน์ลังเลครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจไม่ไล่ตามหรือต่อสู้โดย
ไม่จำเป็น มันย้อนกลับมายังห้องใต้ดินและดีดนิ้วใส่ประตู
ทางเข้า ‘คุก’
ปัง! ปัง! ปัง!
กระสุนอัดอากาศปะทะใส่ม่านบาเรียสามหนจนมันถูก
ทำลายลง
นี่คืออีกหนึ่งเหตุผลให้ไคลน์กล้าใช้ระเบิดทรงอานุภาพกับ
ห้องอาหาร เพราะมันมั่นใจว่าพลัง ‘กักขัง’ ของเฮรัสจะช่วย
คุ้มครองคุกลับแห่งนี้ ขอเพียงบาเรียยังไม่ถูกทำลาย ก็ไม่ต้อง
ห่วงว่าเด็กสาวจะได้รับบาดเจ็บ
ชายหนุ่มทำลายกลอนประตูคุกและลอยตัวไปยังห้องของเด
ซี่ตามความทรงจำในนิมิต เพียงไม่นานก็ได้พบเด็กสาวในสภาพ
ค่อนข้างแข็งแรง ไม่บาดเจ็บอะไรมาก ยังสามารถเดินเหินได้
ด้วยตัวเอง
ถัดมา ไคลน์สอดมือทะลุผ่านบานประตูโลหะและปลด
กลอนจากด้านนอก
แกร่ก! แกร่ก! แกร่ก!
ประตูโลหะบานแล้วบานเล่าถูกภูตผีเปิดออกอย่างง่ายดาย
แกร่ก! แกร่ก! แกร่ก!
หลังจากเสร็จฝังหนึ่ง ไคลน์เดินไปทำแบบเดียวกับอีกฝัง
เดซี่และเด็กหญิงคนอื่นต่างพากันสั่นกลัวเสียงระเบิดก่อน
หน้า จนกระทั่งผ่านไปสักพัก พวกเธอพบว่ากลอนประตูห้องขัง
ถูกเปิดออกเองอย่างน่าฉงน แต่กลับไม่มีใครเดินเข้ามาทักทาย
หรือดุด่า ราวกับเป็นสัญญาณบอกใบ้ว่า ทุกคนสามารถออก
จากคุกได้ตามใจชอบ
เด็กสาวบางคนเพิ่งถูกจับมาขังได้ไม่นาน จึงยังไม่ถูกซ้อมจน
หลาบจำและซึมซับเข้าร่างกาย พวกเธอเป็นแกนนำในการลุก
ขึ้นยืนและเปิดประตูโลหะออก
เมื่อมาถึงด้านนอก กลุ่มเด็กสาวก็ยังไม่พบใคร จึงเดินเท้า
ต่อไปจนกระทั่งออกจากห้องใต้ดินสำเร็จและเริ่มเห็นโครงสร้าง
คฤหาสน์อันทรุดโทรมจากแรงระเบิด จากนั้น พวกเธอรีบวิ่งเต็ม
ฝีเท้า ผ่านประตูหน้า ผ่านลานน้ำพุ โดยมีปลายทางคืออิสรภาพ
หลังจากเดซี่และเด็กสาวคนอื่นออกมาถึงถนนหลัก พวกเธอ
ทุกคนหันหลังกลับไปมองโดยมิได้นัดหมาย
ขณะชำเลืองกลับไป ทุกคนได้พบบุคคลผู้หนึ่งกำลังยืนบน
หลังคาคฤหาสน์ชั่วร้ายด้วยมาดสง่างาม เครื่องแต่งกายหัวจรด
เท้าล้วนเป็นสีดำทั้งหมด ไม่ว่าจะมงกุฎ ผ้าคลุม หรือชุดเกราะ
โลหะเต็มอัตราศึก
ฟั้าว!
ผ้าคลุมด้านหลังเริ่มปลิวไสวตามแรงลมอย่างเงียบงัน
หลังจากบันทึกภาพดังกล่าวลงในความทรงจำเสร็จ กลุ่ม
เด็กสาวรีบเดินเท้าต่อไปยังวิหารของโบสถ์หลักในละแวก
ใกล้เคียง ไม่มีใครในหมู่พวกเธอเชื่อใจตำรวจอีกแล้ว
เมื่อไคลน์ย้อนกลับมายังห้องอาหารเปียมควันคละคลุ้ง มัน
พบว่าตะกอนพลังของพาร์คเกอร์และเคธี่กำลังอยู่ในขั้นตอนเริ่ม
ปฏิกิริยา
ชายหนุ่มรีบตรวจสอบสิ่งของติดตัว แต่ก็คว้าน้ำเหลว เกือบ
ทั้งหมดถูกทำลายจากแรงระเบิดหรือไม่ก็เปลวไฟ
ไคลน์รีบนำร่างวิญญาณของตน ทะลุเพดานขึ้นไปยังชั้นสอง
และสามของคฤหาสน์เพื่อสืบหาเบาะแสสำคัญ
มันไม่คิดใช้พิธีกรรมสื่อวิญญาณกับศพเนื่องจากเวลา
กระชั้นชิดเต็มที่ และการดึงศพขึ้นไปในห้วงมิติสายหมอกสีเทา
ก็ไม่สมกับเป็นบท ‘ปิดม่าน’ ของการแสดงสักเท่าไร
ไม่เพียงเท่านั้น แม้แต่ผู้นำกลุ่มระดับล่างของคาพิน ก็ยังถูก
ปั้องกันข้อมูลด้วยผนึกลึกลับทรงพลัง ดังนั้น ไม่ต้องสืบเลยว่า
บุคคลระดับสูงยิ่งต้องปั้องกันการรั่วไหลของข้อมูลมากเป็น
พิเศษ
ดังนั้น การสื่อวิญญาณอาจคว้าน้ำเหลวและเสียเวลาเปล่า
เหนือสิ่งอื่นใดคือเรื่องของเวลา ด้วยความซับซ้อนทางพิธีกรรม
คงไม่เหมาะจะให้เราใช้กับสถานการณ์ปัจจุบันสักเท่าไร…
ไคลน์เลิกสืบข้อมูลอย่างไรทิศทาง มันเพียงหยิบไพ่ทาโรต์
ติดมือกลับลงมา
ชายหนุ่มปรากฏตัวภายในห้องอาหารสภาพทรุดโทรมและ
เต็มไปด้วยรอยไหม้ มันหยิบไพ่ทาโรต์สำรับหลักออกมาและ
โปรยลงบนตัวศพคาพินทั้งหมด
จากนั้น ไคลน์เลือกไพ่ออกมาสองใบ
มันปิดตาคาพินให้สนิทและวางไพ่ทั้งสองลงบนบริเวณ
เปลือกตา จากนั้นก็จัดแจงให้อยู่ในสภาพหงายขึ้น
เมื่อเตรียมการเสร็จ ตะกอนพลังของเคธี่และพาร์ดเกอร์ก็
ควบแน่นเรียบร้อยพอดี
…
หลายสิบวินาทีถัดมา บานประตูมายาสลักลวดลายซับซ้อน
ปรากฏตัวขึ้นกลางอากาศอันว่างเปล่าด้านนอกคฤหาสน์
ประตูเปิดอย่างเงียบงัน พร้อมกับการเดินออกมาของ
สุภาพบุรุษสวมสูทเนี้ยบ อายุราวสี่สิบปี มาดสง่างามและเงียบ
ขรึม
ท่ามกลางฉากเปลวเพลิงสีส้มอมแดงกระจัดกระจาย
หลังจากกวาดสายตาชั่วครู่ ชายวัยสี่สิบรีบขยับดวงตาสีทองมอง
ไปยังห้องอาหารบนชั้นหนึ่งของคฤหาสน์
ทันใดนั้น สายลมกระโชกพลันพัดผ่าน ร่างของบุคคลผู้หนึ่ง
กำลังบินตรงเข้ามาใกล้ด้วยความเร็วสูงลิบ
อีกฝั่ายเป็นชายชราสวมหมวกใบเล็ก ดวงตาสีเงินเปียมด้วย
ความขึงขัง สวมชุดคลุมสีดำของนักบวชวายุสลาตัน
ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากพระคาร์ดินัลสูงสุดแห่งโบสถ์วายุ
สลาตันประจำอาณาจักรโลเอ็น
อาร์ชบิชอปแห่งมุขมณฑลเบ็คลันด์
ผู้ขับขานแห่งเทพ เอซ·สเน็ก
“คุณมาทำไม?” เอซถามเสียงขรึม
ทุกเหตุการณ์เหนือธรรมชาติภายในเขตเชอร์วู้ดจะอยู่ใต้
การควบคุมดูแลของมหาวิหารแห่งวายุ เอซจึงมีสิทธิ์เอ่ยปาก
ซักถาม
สุภาพบุรุษหล่อเหล่าเผยรอยยิ้มยียวน
“ผมพักอยู่แถวนี้พอดี คุณต้องไม่ลืมว่ามันใกล้กับเขต
ตะวันตก”
ทั้งสองไม่กล่าวสิ่งใดต่อ พวกมันร่อนลงพื้นพร้อมกันและ
เดินไปยังจุดเกิดระเบิด
สายลมรุนแรงทำการพัดพาเศษเพลิงไปตกลงบนจัตุรัสน้ำพุ
หน้าคฤหาสน์อย่างมหัศจรรย์
ราวกับพายุเหล่านี้มีความนึกคิด
บุคคลระดับครึ่งเทพทั้งสองได้พบศพเคธี่ ผู้ถูกยิงเข้ากลาง
ศีรษะหนึ่งนัดและมีผิวหนังไหม้เกรียม รวมถึงศพของพาร์คเกอร์
ผู้กำลังนอนก่ายอยู่บนศพใครบางคน กะโหลกศีรษะแตกร้าว
เป็นทางยาวในลักษณะน่าหวาดเสียว
อีกทั้งยังได้พบศพคาพิน ผู้ร่างกายถูกปกคลุมด้วยไพ่ทาโรต์
หลายสิบใบ ดวงตาสองข้างมีไพ่ทาโรต์สำรับใหญ่สองใบวางปิด
ไพ่ทั้งสองคือ จัดจ์เมนต์-ภาพของเทวดาตัวน้อยกำลังเปั่า
ทรัมเป็ตใหญ่ และอีกหนึ่งใบคือไพ่ดิเอ็มเพอเรอร์-ชายสวม
มงกุฎและชุดเกราะเต็มอัตราศึก
ทันใดนั้น คาร์ดินัลสเน็กและสุภาพบุรุษหล่อเหล่าต่างสัมผัส
ถึงบางสิ่งได้พร้อมกัน พวกมันจึงรีบหันไปมองด้านนอก
ทั้งสองได้พบกับบุคคลสวมชุดเกราะสีดำสนิทหัวจรดเท้า
มงกุฎสีดำ บรรยากาศรอบตัวสง่าผ่าเผย กำลังยืนบนหลังคา
ของบ้านฝังตรงข้ามคฤหาสน์
บุคคลลึกลับพยักหน้าแผ่วเบาพร้อมกับการสะบัดพลิ้วของ
ผ้าคลุม
จากนั้น มันอันตรธานหายไปอย่างไร้ร่องรอยต่อหน้าต่อตา
สองผู้วิเศษลำดับสูง