ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 1000 ปรารถนาอยากเลื่อนสู่แดนเอตทัคคะ
บรรพบุรุษหุนเทียนขมวดคิ้วคิดหนัก
“ท่านบรรพบุรุษ พวกเยว่เหยียนสี่ เจียงเฟิงเพิ่งกลับจากดินแดนอื่น เมื่อไม่นานมานี้ และดูเหมือนว่าพวกเขาจะได้วัตถุดิบและยามากมายที่ดิน แดนของเผ่ามนุษย์ไม่มีกลับมาด้วย” โจวซ่างลังเลไปครู่ก็พูดต่อว่า “ช่วงนี้ พวกเยว่เหยียนสี่ต่างก็เตรียมจะฝ่าทะลุสู่ขอบเขตใหม่ด้วยความฮึกเหิม”
บรรพบุรุษหุนเทียนแค่นเสียงเย็น “เจ้าคิดจะพูดอะไร?”
โจวซ่างหดคอลง กล่าวด้วยรอยยิ้มจืดเจื่อน “นับแต่ส้านักใหญ่ๆ ใน ดินแดนปราการดวงดาวเลือกพึ่งพาเนี่ยเทียน ศักยภาพของส้านักพวกเขา ก็เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง การส้ารวจดินแดนของเผ่ากิ้งก่าและดินแดนใหม่ ท้าให้พวกเขาได้รับผลเก็บเกี่ยวมากมาย มีเพียงพวกเรา…”
“พวกเราท้าไม?” บรรพบุรุษหุนเทียนกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์
“ศักยภาพของส้านักพวกเราไม่เพียงแต่ไม่มีการพัฒนา ทั้งเนื่องจาก ปฏิเสธบุตรแห่งดวงดาว ส้านักและตระกูลอื่นๆ ในดินแดนปราการดวงดาว จึงไม่ไปมาหาสู่กับส้านักฟ้ากลมของเราอีก พวกเขาต่างก็หลีกเลี่ยงที่จะมี ความสัมพันธ์กับพวกเรา” โจวซ่างถอนหายใจเบาๆ “คนของส้านักเราที่ อาศัยอยู่ในดินแดนปราการดวงดาวต่างก็ไม่ได้รับความเคารพย้าเกรงอย่าง ในอดีตอีกแล้ว”
เดิมทีส้านักฟ้ากลมคือส้านักอันดับหนึ่งของดินแดนปราการดวงดาว เนื่องด้วยความแข็งแกร่งของบรรพบุรุษหุนเทียน ไม่ว่าลูกศิษย์ของส้านัก จะเดินทางไปที่ไหนต่างก็มีความมั่นใจอย่างเต็มที่
ก่อนหน้านี้ยามที่ตระกูลและส้านักอื่นๆ เผชิญหน้ากับลูกศิษย์ของ ส้านักฟ้ากลมก็ล้วนมีท่าทางเคารพนอบน้อม
ทว่านับตั้งแต่ส้านักและตระกูลเหล่านั้นเลือกสวามิภักดิ์ ยอมพึ่งพิงเนี่ย เทียน พวกเขาก็ไม่เพียงแต่ไม่เคารพคนของส้านักฟ้ากลม แม้แต่การค้า ขายมากมายที่เคยมีต่อส้านักฟ้ากลมก็ยังพากันหยุดลงด้วย
ส้านักและตระกูลในดินแดนปราการดวงดาวส่วนใหญ่เลือกจะไปท้า การค้ากับดินแดนดาวตกและดินแดนพงฟ้าแทน
ส้านักฟ้ากลมจึงกลายมาเป็นเหมือนส้านักที่ถูกโดดเดี่ยวไปโดยที่พวก เขาไม่ทันรู้ตัว
โจวซ่างเห็นการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้เกิดขึ้นทุกวันกับตาตัวเอง มองเห็น ตระกูลและส้านักอื่นๆ ต่างก็ได้ผลประโยชน์มาจากเนี่ยเทียน ในใจของเขา จึงทั้งกลัดกลุ้มและทั้งกระวนกระวาย
น่าเสียดายที่ส้านักฟ้ากลมเองก็ไม่กล้าท้าตัวเหลวไหล
เพราะเบื้องหลังของส้านักและตระกูลเหล่านั้นก็คือเนี่ยเทียน และเนี่ย เทียนก็คือบุตรแห่งดวงดาวคนที่เจ็ดของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว
ว่ากันว่าเบื้องหลังเนี่ยเทียนยังมีผู้แข็งแกร่งแดนเทพเจ้าที่เชี่ยวชาญ คาถาเปลวเพลิงอยู่อีกคนหนึ่ง
นอกจากนี้ดินแดนพงฟ้ายังมีสามแดนเอตทัคคะที่ยิ่งใหญ่อย่างจิ่งเฟย หยาง ฉวนจื่อเซวียน ฉวีหมิงเต๋อคอยหนุนหลัง หากส้านักฟ้ากลมกล้าท้า ตัวเหลวไหล ย่อมต้องถูกแก้แค้นแน่นอน
สู้ก็สู้ไม่ได้ แต่พอไม่สู้ ศักยภาพของส้านักฟ้ากลมก็อ่อนแอลงในทุกๆ วัน ไม่ช้าก็เร็วย่อมต้องถูกฝ่ายอื่นเข้ามาแทนที่แน่นอน
โจวซ่างเห็นอยู่ในสายตา ร้อนรนอยู่ในใจ จึงกล่าวอีกว่า “ท่านบรรพ บุรุษ อันที่จริงคนมากมายในส้านักต่างก็ไม่พอใจ หลายคนรู้สึกว่าท่าน บรรพบุรุษควรเลือกพึ่งพาเนี่ยเทียนเฉกเช่นส้านักและตระกูลอื่นๆ ด้วย ต้าแหน่งของส้านักฟ้ากลม บวกกับขอบเขตแดนเอตทัคคะของท่านบรรพ บุรุษ หากพวกเรายอมสวามิภักดิ์แต่เนิ่นๆ ย่อมต้องได้ผลประโยชน์ มหาศาลมาให้แก่ส้านักแน่นอน”
“ไอ้พวกชาติหนูตาไร้แวว! ” บรรพบุรุษหุนเทียนหงุดหงิดอย่างยิ่ง “พวกเขาแค่มองด้านดีในปัจจุบันเท่านั้น ไม่ได้มองภัยร้ายที่แฝงอยู่ เบื้องหลังเมื่อเลือกสวามิภักดิ์! เจ้าเด็กที่ชื่อเนี่ยเทียนนั่นก็แค่โชคดีเท่านั้นที่ ตอนไปยังดินแดนของเผ่ากิ้งก่าและดินแดนอื่นๆ ไม่เจอศัตรูที่แข็งแกร่ง อะไร”
“รอสักวันหนึ่ง หากเขาได้เจอกับศัตรูตัวฉกาจที่แท้จริง จ้าเป็นต้อง ระดมก้าลังของส้านักใหญ่ๆ เข้าร่วมสงครามจนเลือดหลั่งนองเป็นแม่น้า เมื่อไหร่ ไอ้คนพวกนั้นก็จะรู้เองว่าการวางตัวออกห่างถึงจะเป็นวิธีป้องกัน ส้านักให้ปลอดภัยที่ดีที่สุด”
โจวซ่างเองก็เข้าใจในข้อนี้จึงยิ้มเจื่อน “แต่ช่วงที่ผ่านมา ทุกครั้งที่บุตร แห่งดวงดาวผู้นั้นกรีฑาทัพก็ล้วนได้รับผลประโยชน์กลับคืนมา แทบไม่มี ใครบาดเจ็บและล้มตายเลย แล้วก็ด้วยเหตุนี้ คนมากมายในส้านักถึงได้ รู้สึกว่าเขาโชคดีค้าฟ้า เกิดมามีโชควาสนาติดตัว สมควรแก่การเลือกพึ่งพา นะขอรับ”
“เขาไม่มีทางมีโชคดีแบบนั้นไปได้ตลอดกาล” บรรพบุรุษหุนเทียน ตะคอกอย่างใส่อารมณ์ ก่อนกล่าวอีกว่า “ไม่ต้องไปสนใจทางฝ่ายนั้น เจ้า แค่ปลอบใจลูกศิษย์ในส้านักให้ดีๆ คอยจับตามองการเปลี่ยนแปลงไป เงียบๆ ข้าอยากจะรู้นักว่าเขาจะโชคดีไปได้นานแค่ไหน! ข้าไม่เชื่อหรอกว่า เขาจะราบรื่นไปได้ตลอด!”
……
ส้านักไฟศักดิ์สิทธิ์
ตรงหน้าภูเขาไฟ ในหุบเขาลึกแห่งหนึ่ง ผู้แข็งแกร่งมากมายของ ดินแดนปราการดวงดาวต่างก็มารวมตัวกัน
ค่านจื้อเซิ่งที่มาจากพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวอยู่ในหุบเขาลึกเพื่อ สร้างค่ายกลน้าส่งขนาดใหญ่ยักษ์ตามข้อตกลง
ต่งฉีซงเจ้าส้านักคุมสัตว์ จงหลีเจียนเจ้าส้านักไฟศักดิ์สิทธิ์ เฝิงอวี้หลิน เจ้าขุนเขาแห่งเขาสุขาวดีและยังมีคนของส้านักสามกระบี่ ตระกูลเจี่ยน ตระกูลกวานต่างก็มารวมตัวกันอยู่ที่นี่
เนื่องจากเจ้าส้านักและประมุขตระกูลของส้านักสามกระบี่ ตระกูล เจี่ยนและตระกูลกวานอยู่ในสภาวะปิดด่านฝึกตน จึงไม่ได้เดินทางมาที่นี่ ด้วย
ต่งฉีซง จงหลีเจียนและเฝิงอวี้หลินล้วนเป็นแดนว่างเปล่าช่วงท้าย เมื่อ หลายปีก่อนเคยเสาะแสวงหาการฝ่าทะลุขอบเขต หมายเลื่อนสู่แดน เอตทัคคะ
ก่อนหน้านี้ตอนที่เนี่ยเทียนเรียกรวมทุกฝ่ายให้ไปยังดินแดนของเผ่า กิ้งก่าและแผ่นดินลอยตัว ต่งฉีซง จงหลีเจียนและเฝิงอวี้หลินล้วนก้าลังปิด ด่าน จึงไม่ได้เดินทางไปด้วย
คราวนี้เนี่ยเทียนเชิญตัวผู้แข็งแกร่งของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวให้ มาสร้างค่ายกลน้าส่งในส้านักไฟศักดิ์สิทธิ์ พวกเขาก็บังเอิญออกจากด่าน พอดี
พอทักทายแนะน้าตัวเองกันพักหนึ่ง คนทั้งสามต่างก็แสดงท่าทีว่า อยากจะไปยังอาณาจักรฟ้ามืด
“อาณาจักรฟ้ามืด?” เนี่ยเทียนเพิ่งเคยได้ยินชื่ออาณาจักรนี้เป็นครั้ง แรก ดวงตาจึงฉายแววสงสัย หันไปมองจิ่งเฟยหยางที่เดินทางมาด้วยกัน “อาณาจักรนี้อยู่ที่ไหน?”
พอเขาออกมาจากพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวก็ส่งข้อความบอกจิ่ง เฟยหยางว่าต้องการให้จิ่งเฟยหยางเดินทางไปที่นครสะเก็ดดาวเพื่อเลือก อักขระฟ้าด้วยตัวเอง จิ่งเฟยหยางจึงติดตามเขามาด้วย
ขอแค่สร้างค่ายกลน้าส่งที่ดินแดนปราการดวงดาวเสร็จเรียบร้อย เขาก็ จะพาจิ่งเฟยหยางไปเลือกอักขระฟ้าที่นครสะเก็ดดาว
“อาณาจักรฟ้ามืด…” ดวงตาของจิ่งเฟยหยางเป็นประกาย หันไปมอง เจ้าส้านักทั้งสามของดินแดนปราการดวงดาวแล้วพูดว่า “หากไม่เป็น เพราะพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวช่วยข้าหาอักขระฟ้า ข้าเองก็คิดจะไป อาณาจักรฟ้ามืดเช่นกัน”
เนี่ยเทียนบอกเป็นนัยให้เขาพูดต่อ
“ตามค้าเล่าลือ อาณาจักรฟ้ามืดคือพื้นที่การแลกเปลี่ยนที่ใหญ่ที่สุดใน บรรดาอาณาจักรมากมายของเผ่ามนุษย์” จิ่งเฟยหยางอธิบาย “อาณาจักร ฟ้ามืดมีสี่ส้านักเก่าแก่ร่วมกันรับผิดชอบปกป้อง อาณาจักรแห่งนี้คล้ายคลึง กับอาณาจักรวอหลิวในดินแดนพงฟ้าของพวกเรา คนที่เข้าไปล้วนเอาของ ไปแลกเปลี่ยนกัน”
“เพียงแต่ว่าบัตรผ่านเข้าไปในอาณาจักรฟ้ามืดนั้นมีเกณฑ์สูงมาก มี เพียงคนของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว ส้านักห้าธาตุ ลัทธิจิตตวิสุทธิ์ และหอทอดฟ้า หรือคนที่มีความเกี่ยวข้องกับสี่ส้านักเก่าแก่นี้เท่านั้นถึงจะ ได้รับอนุญาตให้เข้าไปข้างใน คนที่ไม่เกี่ยวข้องกับทั้งสี่ส้านักใหญ่ ต่อให้ เป็นผู้ฝึกลมปราณที่มีจากดินแดนระดับสูงก็ล้วนไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไป ได้”
“หลังจากที่บรรพบุรุษหุนเทียนเลื่อนสู่แดนเอตทัคคะ ดินแดนปราการ ดวงดาวถึงจะเลื่อนจากดินแดนดวงดาวระดับต้นมาเป็นดินแดนดวงดาว ระดับกลางอย่างเป็นทางการ”
“อย่าว่าแต่ดินแดนปราการดวงดาวเลย ต่อให้เป็นผู้ฝึกลมปราณของ ดินแดนพงฟ้าเอง แม้แต่ข้า ฉวนจื่อเซวียนและฉวีหมิงเต๋อที่ต่างก็รู้ถึงการ ด้ารงอยู่ของอาณาจักรฟ้ามืด แต่กลับเข้าไปที่นั่นไม่ได้”
“อาณาจักรฟ้ามืดมีผู้อาวุโสของสี่ส้านัก บุตรแห่งดวงดาว เทพบุตร และเมล็ดพันธ์ผู้กล้าของเผ่ามนุษย์ที่แท้จริงเท่านั้นที่ถึงจะเข้าออกได้”
“วัตถุดิบวิเศษ ยาวิเศษ วิชาในการสร้างดินแดนมากมายล้วนสามารถ หาได้จากอาณาจักรฟ้ามืด ขนาดสี่ส้านักเก่าแก่ยังให้ความส้าคัญกับ
อาณาจักรฟ้ามืดอย่างถึงที่สุด ต่างก็มองว่าสถานที่แห่งนั้นคือสถานที่ แลกเปลี่ยนที่ส้าคัญที่สุดของเผ่ามนุษย์”
เนี่ยเทียนแอบตะลึง “อาณาจักรฟ้ามืดนี้ไม่ได้เปิดให้ทุกคนเข้าไปได้ หรอกหรือ?”
จิ่งเฟยหยางยิ้มขื่น “ถูกต้อง หาใช่ทุกคนที่จะเข้าไปในอาณาจักรฟ้ามืด นั้นได้ มีเพียงผู้ที่มีต้าแหน่งแน่นอนในเผ่ามนุษย์เท่านั้นถึงจะสามารถเข้าไป ข้างใน ก่อนหน้านี้พวกเราต่างก็เคยได้ยินความมหัศจรรย์ของอาณาจักรฟ้า มืด แต่กลับไม่กล้าวาดหวัง แต่ว่า ในเมื่อเจ้าคือบุตรแห่งดวงดาวคนที่เจ็ด ของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว คนที่พึ่งพาเจ้าก็ย่อมเข้าไปในอาณาจักร ฟ้ามืดตามการน้าพาของเจ้าได้”
“มีข้อห้ามเช่นนี้ด้วยหรือ” เนี่ยเทียนลูบคล้าจมูก “ข้าจะไปถาม ค่านจื้อเซิ่งสักหน่อย”
เขาเดินเข้าไปหาค่านจื้อเซิ่งที่อยู่ในหุบเขาลึก พอเข้าไปก็รู้สึกแค่ว่าใน หุบเขามีคลื่นห้วงมิติกระเพื่อมไหว มีดห้วงมิติจ้านวนนับไม่ถ้วนโบยบินอยู่ ข้างในคล้ายก้าลังปรับอะไรบางอย่าง
ในหุบเขามีวัตถุดิบวิเศษมากมายวางกองเป็นพะเนิน ซึ่งวัตถุดิบส่วน ใหญ่หามาได้จากส้านักต่างๆ ในดินแดนปราการดวงดาว
“ผู้อาวุโสค่าน ค่ายกลนี้สามารถเชื่อมโยงไปยังอาณาจักรฟ้ามืดได้ หรือไม่?” เนี่ยเทียนถาม
“ไม่ได้” ค่านจื้อเซิ่งหยุดมือ คลื่นห้วงมิติมหัศจรรย์ที่กระเพื่อมไหว พลันหายไป เขาขมวดคิ้ว ปรายตามองเนี่ยเทียน “ทางฝ่ายของอาณาจักร ฟ้ามืด หากเจ้าคิดจะไปก็ได้แต่อาศัยค่ายกลน้าส่งโบราณที่อยู่ในหอหง เทียน ขอบเขตของเจ้าในตอนนี้ยังค่อนข้างต่้า วัตถุดิบทุกอย่างที่จ้าเป็น ส้าหรับการฝึกตนของเจ้า ทางส้านักล้วนสามารถจัดหาให้ได้”
“บัตรผ่านประตูของผู้ที่จะเข้าไปยังอาณาจักรฟ้ามืดได้ต้องเป็นแดน ว่างเปล่าขึ้นไป วัตถุดิบต่างๆ ของที่แห่งนั้นล้วนเป็นของส้าหรับคนที่มีเขต ดินแดนโดยเฉพาะ เจ้ายังอยู่ห่างอีกไกลนัก”
เนี่ยเทียนอธิบาย “ไม่ใช่ข้า แต่เป็นพวกคนที่พึ่งพาข้า”
เวลานี้ค่านจื้อเซิ่งเองก็มองเห็นแล้วว่าห่างออกไปไม่ไกลพวกต่งฉีซง จง หลีเจียน เฝิงอวี้หลินก้าลังส่งยิ้มมาให้ด้วยสีหน้ารอคอย
“ที่แท้ก็เป็นอย่างนี้นี่เอง” เขาพยักหน้ารับเบาๆ “ค่ายกลน้าส่งในหอ หงเทียนแค่ต้องเพิ่มพิกัดของอาณาจักรฟ้ามืดเข้าไปก็เดินทางไปถึงที่นั่นได้ แล้ว เรื่องนี้ง่ายมาก ข้าไม่คิดราคาเพิ่ม”
“แต่ว่าการไปอาณาจักรฟ้ามืด เจ้าต้องแสดงป้ายดวงดาว หากพวกเขา จะเข้าไปก็ต้องมีเจ้าเป็นคนน้าพา”
เนี่ยเทียนรีบเอ่ยขอบคุณ
พอย้อนกลับมาอยู่ข้างกายจิ่งเฟยหยาง เขาก็กล่าวว่า “ไปที่อาณาจักร ฟ้ามืดได้ แต่ต้องเดินทางจากค่ายกลในหอหงเทียนที่เป็นของข้าในนคร สะเก็ดดาว”
ทุกคนต่างก็ปิติยินดีกันอย่างมาก
“แจ้งข่าวบอกให้ส้านักสามกระบี่ ตระกูลเจี่ยนและตระกูลกวานรู้ ด้วย” เนี่ยเทียนสั่งความ
“บางทีพวกฉวนจื่อเซวียนและฉวีหมิงเต๋อก็อาจสนใจเหมือนกัน” จิ่ง เฟยหยางยิ้ม “ข้าได้อาศัยใบบุญเจ้า ใช้ค่าคุณความดีของเจ้าแลกวัตถุดิบ วิเศษที่เหมาะสมกับการฝึกตนมาได้จากพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว เกรง ว่าพวกเขาสองคนคงต้องเอาของที่สะสมมานานหลายปีเตรียมไปใช้แลกที่ อาณาจักรฟ้ามืดแล้วล่ะ”
——