ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 1001 อาณาจักรฟ้ามืด
ครึ่งเดือนต่อมา
ภายใต้การลงมือของค่านจื้อเซิ่ง ค่ายกลนำส่งแห่งมิติในดินแดน ปราการดวงดาวก็สร้างขึ้นสำเร็จในที่สุด
ค่ายกลนี้สามารถเชื่อมโยงระหว่างอาณาจักรวอหลิวของดินแดนพงฟูา กับอาณาจักรเลี่ยคงของดินแดนดาวตก
นับแต่นี้ไป ผู้ฝึกลมปราณของสามดินแดนสามารถไปมาหาสู่กันได้ อย่างเป็นอิสระ
แต่หากคิดจะเข้าไปในพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวก็ยังต้องอาศัยค่าย กลนำส่งที่พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวจัดวางไว้ในตำหนักของ อาณาจักรเลี่ยคงและอาณาจักรโพ่สุ้ย
ก่อนหน้าที่เนี่ยเทียนและค่านจื้อเซิ่งจะกลับไปยังนครสะเก็ดดาว ฉวนจื่อเซวียน ฉวีหมิงเต๋อและต่งฉีซง หลีจิงเจียน เฝิงอวี้หลินต่างก็เลือกที่ จะติดตามไปด้วย
แดนว่างเปล่าของสำนักอื่นๆ ในดินแดนปราการดวงดาวยังไม่รีบร้อนที่ จะฝุาทะลุขอบเขตในช่วงเวลาอันใกล้นี้
พวกเขาเองก็กำลังจับตามองว่าหลังจากพวกต่งฉีซงเดินทางไปยัง อาณาจักรฟูามืดกับเนี่ยเทียนจะสามารถใช้วัตถุดิบที่ตัวเองสั่งสมมานาน หลายปีแลกมาด้วยวัตถุล้ำค่าที่จะทำให้พวกเขาเลื่อนสู่แดนเอตทัคคะอย่าง ที่ปรารถนาได้หรือไม่
เมื่อมาถึงหอหงเทียน ค่านจื้อเซิ่งก็ปรับพิกัดในค่ายกลนำส่งโดยการ สลักตำแหน่งของอาณาจักรฟูามืดเพิ่มเข้าไป
จากนั้นเนี่ยเทียนก็ทิ้งคนอื่นๆ ไว้ในหอหงเทียน แต่พาจิ่งเฟยหยาง เดินทางไปยังหอเก็บสมบัติของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวเพียงลำพัง
มุมหนึ่งของหอเรือนที่กว้างใหญ่โอ่อ่ามีอักขระฟูาห้าตัวจัดเรียงกันอยู่
อักขระฟูาตัวหนึ่งนาบประทับไว้บนหินยักษ์ที่ใสเรียบรื่นราวกับหยก ตัวอักขระที่อยู่บนแผ่นหินบิดๆ เบี้ยวๆ คล้ายไม่มีความหมายอะไรที่พิเศษ
อักขระฟูาตัวที่สองอยู่บนดินแห้งก้อนหนึ่ง บนดินมีร่องลึกตัดสลับกัน แน่นขนัดซับซ้อน
ตัวที่สามสลักไว้บนกระโจมสีเหลืองเหลือบเทา ซึ่งตัวอักขระว่ายวนไป มาเหมือนมังกรตัวหนึ่ง
ตัวที่สี่นาบประทับอยู่บนไม้ก้อนหนึ่ง ตัวอักขระปะปนอยู่กับลายไม้
ตัวสุดท้ายนาบประทับอยู่บนพัดกระดาษขนาดใหญ่ยักษ์ ตัวอักขระ กระจัดกระจายไม่เป็นระเบียบ
อักขระฟูาทั้งห้าตัวล้วนลอยสูงอยู่กลางอากาศ ไม่มีคลื่นพลังวิญญาณที่ ผิดปกติใดๆ ถูกปลดปล่อยออกมา แล้วก็ไม่มีปราณสายเลือดของชนต่าง เผ่าหลงเหลืออยู่ด้วย
ทว่าเนี่ยเทียนที่ยืนอยู่ตรงกลางระหว่างอักขระฟูาทั้งห้าตัว ไม่ว่ามอง ไปยังอักขระตัวไหน ขอแค่มองนานสักหน่อย จิตวิญญาณก็จะเกิดความ อ่อนแอเหนื่อยล้า
ราวกับว่าเพียงแค่มองอักขระฟูาก็เผาผลาญพลังจิตวิญญาณของเขา แล้ว
“นี่ก็คืออักขระฟูาห้าตัวที่สำนักมีอยู่ในปัจจุบันนี้” เว่ยไหลอธิบายไป พลาง “อักขระฟูาทั้งห้าตัว สามตัวแรกล้วนสามารถแลกได้ด้วยค่าคุณ ความชอบห้าแสนคะแนน สองตัวหลังเจ็ดแสนคะแนน”
“อักขระฟูาทุกตัวต่างก็มีความมหัศจรรย์ของฟูาดินซุกซ่อนอยู่ หลายปี มานี้เหล่าผู้อาวุโสในสำนักและบุตรแห่งดวงดาวก็เคยทำความเข้าใจกับ อักขระฟูาพวกนี้ แล้วก็เคยมีคนที่ได้ผลประโยชน์ไปจากพวกมันไม่น้อย”
“แต่ว่าพวกเขาบรรลุอะไรไปจากสิ่งที่อยู่ด้านในอักขระพวกนี้ กลับไม่มี ใครเคยอธิบายอย่างแน่ชัด”
พอกล่าวจบ เว่ยไหลก็เหลือบมองจิ่งเฟยหยางแวบหนึ่ง “เจ้าโชคดีไม่ น้อยที่เนี่ยเทียนยอมใช้ค่าคุณความดีแลกอักขระฟูาตัวหนึ่งให้เจ้า อีกทั้ง สำนักของพวกเรายังมีอักขระอยู่ห้าตัวพอดี วิชาการฝึกตนของเจ้าเดิมทีก็ คือการทำความเข้าใจกับอักขระอยู่แล้ว ไม่ว่าเจ้าบรรลุความมหัศจรรย์จาก อักขระฟูาตัวใดก็ตาม ก็ล้วนทำให้เจ้ามีโอกาสที่จะฝุาทะลุขั้นอีกครั้ง”
เนี่ยเทียนยิ้มบางๆ “ไม่ต้องเกรงใจ ค่าคุณความดีในมือข้ามีไม่น้อย อักขระฟูาห้าตัวนี้ ท่านสามารถเลือกได้ตามใจชอบหนึ่งตัว”
หลังจากที่จิ่งเฟยหยางมาถึง ดวงตาของเขาที่จับจ้องไปยังอักขระฟูาก็ เป็นประกายระยิบระยับ
เขานิ่งเงียบไปนานมาก
หลังจากที่เนี่ยเทียนและเว่ยไหลพูดจบ ประกายแสงในดวงตาของเขาก็ พลันหม่นมัว
“พรวด!”
เลือดสดคำหนึ่งกระอักออกมาจากปากของจิ่งเฟยหยาง
ใบหน้าของเขาพลันเปลี่ยนมาเป็นซีดขาว รีบเอามือกดหน้าอกที่หัว ใจเต้นกระหน่ำแล้วชี้นิ้วไปยังอักขระตัวที่ห้าซึ่งนาบประทับอยู่บนพัด กระดาษเล่มใหญ่ แล้วเค้นเสียงที่แทบจะเรียกได้ว่าเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน ออกมา “ตัวนี้แหละ!”
เว่ยไหลนิ่งคิดไปครู่ ก่อนเอ่ยเบาๆ “เจ้าฉลาดไม่เบา”
เขามองออกตั้งแต่แรกแล้วว่าพอจิ่งเฟยหยางเข้ามาก็แผ่กระแสจิต วิญญาณออกไปล่องลอยระหว่างอักขระฟูาทั้งห้าตัว
ตบะของจิ่งเฟยหยางคือแดนเอตทัคคะช่วงต้น แต่ต่อให้เป็นอย่างนี้ การที่เขาทำความเข้าใจกับอักขระฟูาทั้งห้าตัวพร้อมกันก็ยังเผาผลาญพลัง จิตวิญญาณที่เขาหล่อหลอมมานานหลายพันปีไปไม่น้อยอยู่ดี
ที่เขาเลือกอักขระตัวที่ห้าก็เพราะตอนที่เขาทำความเข้าใจกับมัน มันได้ เผาผลาญพลังจิตวิญญาณของเขาไปมากที่สุด อาการบาดเจ็บที่เขาได้รับก็ หนักหนาที่สุด
เขาใช้วิธีการทำร้ายตัวเองอย่างไม่เสียดายเพื่อมาใช้เลือกอักขระตัว หนึ่ง
อันที่จริงอักขระที่เขาเลือกตัวนั้นทำร้ายเขาได้มากที่สุด
เขาจึงมองว่าอักขระฟูาตัวที่ห้ามีความมหัศจรรย์ของฟูาดินแฝงเร้นไว้ น่าตะลึงที่สุด
“แหวนเก็บของวงนี้และอักขระตัวนี้เป็นของเจ้าทั้งหมด” เว่ยไหลมอบ แหวนเก็บของวงหนึ่งให้จิ่งเฟยหยาง “ในแหวนคือวัตถุดิบที่เนี่ยเทียนใช้ค่า คุณความดีสามหมื่นคะแนนแลกมาให้เจ้า บวกกับอักขระตัวนี้อีกตัว เจ้า คนเดียวก็ใช้ค่าคุณความดีของเนี่ยเทียนไปเจ็ดแสนสามหมื่นคะแนนแล้ว”
“ข้าหวังว่าเจ้าจะเข้าใจข้อหนึ่ง นั่นคือแท้จริงแล้วค่าคุณความดีของ พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวนั้นมีค่ามาก”
“ในพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวของพวกเรามีวัตถุดิบและของ ประหลาดมากมายที่แม้แต่ในอาณาจักรฟูามืดก็ยังไม่มี มีเพียงสมาชิก ภายในของสำนักเท่านั้นที่ถึงจะเอาค่าความดีแลกมาได้”
จิ่งเฟยหยางรับแหวนมา และภายใต้การบอกเป็นนัยจากเว่ยไหล เขาก็ ยกมือคว้าจับ พัดกระดาษเล่มใหญ่ที่มีอักขระตัวที่ห้าพลันลอยมาหาเขา ทันที
พัดกระดาษนั่นจมหายเข้าไปในแหวนที่เว่ยไหลมอบให้เขา
เขาใช้จิตตรวจสอบก็เห็นว่าวัตถุดิบหายากมากมายที่มีประโยชน์ต่อ การเลื่อนขั้นของเขาซึ่งเขาเขียนไว้ในรายการล้วนอยู่ในแหวนเก็บของ ทั้งหมด
จิ่งเฟยหยางไม่ได้ขอบคุณเว่ยไหล แต่หันไปโค้งตัวคารวะเนี่ยเทียน
“เรียบร้อยแล้ว” เว่ยไหลโบกมือ หันไปพูดกับเนี่ยเทียนว่า “ค่าคุณ ความดีเก้าแสนห้าหมื่นของเจ้า ใช้ไปกับค่าสร้างค่ายกลนำส่งห้าหมื่น
คะแนน อักขระฟูาหนึ่งตัวบวกกับวัตถุดิบวิเศษคือเจ็ดแสนสามหมื่น ตอนนี้ค่าคุณความดีของเจ้าเหลือแค่หนึ่งแสนเจ็ดหมื่นเท่านั้น”
เนี่ยเทียนพยักหน้าแสดงว่าเข้าใจ
จากนั้นเขาก็พาจิ่งเฟยหยางกลับไปยังหอหงเทียนอีกครั้ง พอกลับมาถึง พวกฉวนจื่อเซวียนและฉวีหมิงเต๋อก็พากันเดินเข้ามารับหน้า
พวกเขาต่างก็มองออกว่าจิ่งเฟยหยางอ่อนแรงอย่างยิ่ง
“ครั้งนี้ข้าได้อักขระฟูาที่ร้ายกาจมาตัวหนึ่ง!” จิ่งเฟยหยางตื่นเต้นอย่าง ถึงที่สุด “ทางฝุายอาณาจักรฟูามืด ข้าคงไม่ไปแล้ว แต่จะกลับดินแดนพง ฟูาตอนนี้เลย จะได้ไปทำความเข้าใจกับความลี้ลับของอักขระตัวนั้นดีๆ ข้า มั่นใจว่าสามารถเอาอักขระฟูาตัวนั้นมาหลอมรวมเข้ากับดินแดนของข้า และเลื่อนสู่แดนเอตทัคคะช่วงกลางได้สำเร็จ!”
“ยินดีด้วย!” ทุกคนพร้อมใจกันเอ่ยอวยพร
แม้พวกเขาจะอิจฉา แต่กลับเข้าใจดีว่าจิ่งเฟยหยางเป็นผู้นำพาให้สำนัก อักขระเทพสวามิภักดิ์กับเนี่ยเทียนก่อนผู้ใด
อีกทั้งตอนที่เนี่ยเทียนตัดสินใจจะไปดินแดนหิมะเพื่อช่วยพวกฝานข่าย ออกมาจากมือของบรรพบุรุษเซวี่ยเฟิง เขาก็คอยเป็นผู้พิทักษ์เนี่ยเทียนไป ตลอดทาง
เนี่ยเทียนให้การดูแลจิ่งเฟยหยางเป็นพิเศษ ยอมเสียค่าคุณความดี มากมายอย่างไม่เสียดายเพื่อเขาก็ถือว่าสมเหตุสมผลดีแล้ว
ไม่นานจิ่งเฟยหยางก็อาศัยค่ายกลนำส่งหลังนั้นเดินทางออกไปจาก นครสะเก็ดดาวเพื่อเริ่มลงมือฝุาทะลุสู่แดนเอตทัคคะช่วงกลาง
“ข้าจะพวกเจ้าไปที่อาณาจักรฟูามืด” เนี่ยเทียนกล่าว
ทุคนพากันไปยืนอยู่ในค่ายกลอย่างสงบเสงี่ยม และหลังจากที่เนี่ย เทียนปรับพิกัดไปที่อาณาจักรฟูามืด ค่ายกลก็ถูกเปิดใช้งานอีกครั้ง
อาณาจักรฟูามืด
เหนือหินอุกกาบาตขนาดมหึมาที่เป็นของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว มีตำหนักหลังหนึ่งซึ่งเหมือนกับที่อาณาจักรเลี่ยคงและอาณาจักรโพ่สุ้ย พวกเนี่ยเทียนพลันเผยกายอยู่กลางค่ายกลชั้นใต้ดินของตำหนัก
หันหว่านหรงหนึ่งในสิบสองผู้อาวุโสที่เฝูาบัญชาการณ์อยู่ที่นี่ มีตบะ เป็นแดนเอตทัคคะช่วงท้าย ฝึกวิชาน้ำอ่อนโยน
นางฟื้นตื่นจากการนั่งสมาธิ ครั้นจึงบินจากห้องลับชั้นบนลงมา มอง แขกที่มาเยือนด้วยสายตาแปลกใจ
เนี่ยเทียนกำลังจะพูด นางกลับเม้มปากยิ้ม “ที่แท้ก็บุตรแห่งดวงดาว คนที่เจ็ดที่เพิ่งเลื่อนขั้นของสำนักนี่เอง”
จากนั้นนางก็มองไปยังพวกฉวนจื่อเซวียน “แดนเอตทัคคะช่วงต้นสอง คน แดนว่างเปล่าช่วงท้ายสามคน ไม่เลวนี่นา ข้านึกไม่ถึงเลยว่าเจ้าจะมี ผู้ใต้บังคับบัญชาที่มีตบะสูงได้เร็วขนาดนี้”
พอเนี่ยเทียนมาถึง นางก็เข้าใจจุดประสงค์ของเขาได้ทันที “เจ้าพา ผู้ใต้บังคับบัญชามาก็คงเพราะจะให้พวกเขามาแลกเปลี่ยนที่อาณาจักรฟูา มืดสินะ?”
“ผู้อาวุโสช่างมีสายตาเฉียบแหลม ไม่ว่าอะไรก็มองออก” เนี่ยเทียน กล่าวด้วยรอยยิ้ม
“เจ้าเพิ่งมาถึงครั้งแรก ข้าจะอธิบายถึงสถานการณ์ของอาณาจักรฟูา มืดให้ฟังก่อนก็แล้วกัน” หันหว่านหรงกวักมือ ใช้พลังงานที่อ่อนนุ่มเบาบาง อุ้มประคองเนี่ยเทียนขึ้นไปยังเพดานของตำหนัก
ม่านแสงที่ตัดขาดกับภายนอกของตำหนักถูกนางลอดทะลุผ่านไปได้ อย่างง่ายดาย
นางพาเนี่ยเทียนมายืนอยู่นอกเพดาน ยืนอยู่บนท้องฟูาของอาณาจักร ฟูามืด
เนี่ยเทียนลอยตัวสูง มองไปรอบด้านก็พบว่าบริเวณรอบๆ ซึ่งมีตำหนัก แห่งนี้เป็นจุดศูนย์กลางมีหอเรือนที่เล็กกว่ากระจายตัวอยู่มากมาย และมี เงาร่างของคนเดินเข้าๆ ออกๆ
และยังมีเงาคนบางส่วนที่ไม่ได้อยู่ในหอเรือน แต่เลือกหาที่แห่งหนึ่ง แล้วนั่งลงไป ซึ่งด้านหน้าพวกเขามีค่ายกลประหลาดหลากหลายชนิดจัด วางไว้เบื้องหน้า
ไม่ว่าจะเป็นผู้ฝึกลมปราณที่เข้าออกหอเรือนหรือหาที่นั่งกันตามใจ ชอบ ส่วนใหญ่ก็ล้วนเป็นแดนว่างเปล่า และยังมีแดนเอตทัคคะอีกไม่น้อย
แดนว่างเปล่า แดนเอตทัคคะมีให้เห็นทั่วทุกแห่ง
“ทางนั้นคือพื้นที่ของสำนักห้าธาตุ ทางนั้นแล้วก็ทางนั้นแบ่งเป็นพื้นที่ ของลัทธิจิตวิสุทธิ์กับหอทอดฟูา” หันหว่านหรงอธิบายด้วยรอยยิ้ม “อาณาจักรฟูามืดแตกสลายและถูกแบ่งแยกออกเป็นสี่พื้นที่นานแล้ว ซึ่ง พวกเราและอีกสามสำนักช่วงชิงมาได้ ทั้งสี่ทิศก็คือสี่หินอุกกาบาตขนาด
ใหญ่ยักษ์สี่ก้อน ซึ่งต่างก็เป็นเศษชิ้นส่วนที่แยกออกมาจากอาณาจักรฟูา มืด”
“คนของสี่สำนักที่มาถึงที่นี่สามารถเดินเข้าออกทุกพื้นที่ได้ตามใจชอบ และแลกเปลี่ยนวัตถุดิบกันอย่างยุติธรรม”
“เจ้ามองไปทางฝั่งนั่นสิ”
หันหว่างหรงชี้ไปยังท้องฟูาทิศไกล
ท้องฟูาแถบนั้นมีจุดสีดำอยู่จำนวนนับไม่ถ้วน จุดสีดำทุกจุดต่างก็คล้าย ดินแดนดวงดาวที่ตายไปแล้ว
“มหาสมุทรดาวมอดดับ”
สีหน้าของหันหว่านหรงเคร่งเครียด “มหาสมุทรดาวมอดดับมีพื้นที่ กว้างใหญ่อย่างถึงที่สุด หากใช้เรือรบทางช้างเผือกระดับสูงที่สุดของ พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวเรา ถ้าไม่มีเรื่องไม่คาดคิดเกิดขึ้นก็ยัง จำเป็นต้องใช้เวลานานหลายปีถึงจะลอดผ่านมหาสมุทรดาวมอดดับนี่ไปได้ ซึ่งพอลอดผ่านไป ถิ่นของพวกชนต่างเผ่าอย่างอาณาจักรปีศาจของพวก ภูตผีปีศาจ เผ่าทมิฬ เผ่าไม้ อสูรกายต่างก็อยู่ในท้องฟูาแถบนั้น”
“ก่อหน้านี้มหาสมุทรดาวมอดดับก็คืออาณาจักรมากมาย ทว่าเมื่อมีศึก ของชนเผ่าเกิดขึ้น อาณาจักรพวกนั้นจึงแทบจะถูกทำลายจนสิ้นซาก และ กลายมาเป็นดวงดาวมอดดับ”
“มหาสมุทรดาวมอดดับคือพื้นที่สังหารระหว่างเผ่ามนุษย์และชนต่าง เผ่ามานานปี เป็นสนามรบที่อยู่นอกอาณาจักรอย่างแท้จริง”
——