ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 999 มอบหมายงาน
และเมื่อได้สังเกตความผิดปกติของกระดูกท่อนนั้นและใคร่ครวญอย่าง ลึกซึ้งอยู่นาน ในที่สุดเนี่ยเทียนก็มีความตระหนักรู้อย่างใหม่ต่อปริศนาของ ฟ้าดิน
“กระดูกนี่ต้องลอยอยู่ในทางช้างเผือกด้านนอกถึงจะช่วยเพิ่มความ แข็งแกร่งให้กับมันในวันหน้า”
เนี่ยเทียนขมวดคิ้ว “แม้ว่าฟ้าดินแห่งนี้จะถูกทอดทิ้งมานานปี แต่ไม่แน่ ว่าอาจมีชนเผ่าอะไรบุกเข้ามา หากพวกเขาเจอกระดูกท่อนนี้เข้าคงตื่น ตะลึงกันสุดขีด ซ้ายังต้องคิดหาวิธีเพื่อเอามันกลับไปด้วย”
“วัตถุชิ้นนี้ส้าคัญมาก แถมข้ายังสิ้นเปลืองแก่นเลือดไปไม่น้อยเพื่อชุบ หลอมมัน จะปล่อยให้หายไปไม่ได้เด็ดขาด”
เขาพลันรู้สึกปวดหัวเล็กน้อย
หากเก็บท่อนกระดูกไว้ในแหวนเก็บของแล้วพกพาไปไหนมาไหนด้วยก็ ไม่เหมาะสมกับการเติบโตของท่อนกระดูกอย่างเห็นได้ชัด
แต่ไม่เอาไปด้วย ปล่อยให้ท่อนกระดูกรวบรวมพลังงานที่มีประโยชน์ กับตัวมันมาจากทางช้างเผือกด้วยตัวเอง หากถูกใครหมายตาเข้า ก็ไม่ เท่ากับว่าเขาสิ้นเปลืองแก่นเลือดไปอย่างเสียเปล่าหรอกหรือ?
คิดหนักอยู่นานเขาก็ตัดสินที่จะหาคนคนหนึ่งมาช่วยเฝ้าพิทักษ์ท่อน กระดูกของเขาในระยะยาว
สถานที่แห่งนี้คือดินแดนดวงดาวที่มอดดับ ตบะของคนที่เฝ้าพิทักษ์ ต้องเลื่อนสู่แดนว่างเปล่าแล้ว อีกทั้งจะต้องไม่เลื่อนขอบเขตอีกในเวลา อันใกล้นี้
ต่อให้เป็นดินแดนดวงดาวที่มอดดับ ทว่าเมื่อมีค่ายกลปกป้องและมีหิน วิเศษมากมายอยู่ในมือก็ไม่ส่งผลกระทบต่อการฝึกตน
“ฝานข่าย!”
เขาเลือกคนได้อย่างรวดเร็ว ฝานข่ายจากวิมานสวรรค์เลื่อนสู่แดนว่าง เปล่าเมื่อไม่นานมานี้ การที่จะฝ่าทะลุขอบเขตอีกครั้งหาใช่เรื่องง่ายดาย ขนาดนั้น เพราะจ้าเป็นต้องใช้เวลายาวนานในการขัดเกลา
ฝานข่ายถูกเขาช่วยออกมาจากดินแดนหิมะ อีกฝ่ายจึงมองสถานการณ์ จริงออกอย่างชัดเจนและมีใจสวามิภักดิ์ต่อเขามานานแล้ว จึงถือว่าเป็น ตัวเลือกที่ไม่เลว
เมื่อตัดสินใจได้ว่าจะเลือกฝานข่าย เขาจึงกลับไปยังดินแดนดาวตกแล้ว ปล่อยข่าวออกไป ฝานข่ายเองก็รีบเร่งเดินทางมา
พอกลับไปยังดินแดนดวงดาวที่มอดดับดวงนั้นอีกครั้ง เนี่ยเทียนก็สั่ง ความให้ฝานข่ายฝึกตนอยู่ที่นี่ และช่วยเขาจับตามองกระดูกท่อนนั้น เพื่อ หลีกเลี่ยงไม่ให้พวกความโลภบังตาซึ่งผ่านทางมาช่วงชิงท่อนกระดูกนั้นไป ได้
ส่วนค่าตอบแทนก็คือเขารับปากฝานข่ายว่าหากอีกฝ่ายขาดแคลน วัตถุดิบวิเศษใดตอนเลื่อนสู่แดนว่างเปล่าช่วงกลาง เขาจะรับผิดชอบหามา ให้โดยผ่านทางพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว
ฝานข่ายจึงตอบรับอย่างฉับไว
เมื่อแก้ไขปัญหาเรื่องท่อนกระดูกไปได้ เนี่ยเทียนก็ไปมอบหมายงานที่ พระราชวังโบราณสะเก็ดดาว ก่อนจะจากไป ต้วนสือหู่และจิ่งโหรวสอง สามีภรรยาได้มาให้เขา ซึ่งจิ่งโหรวเป็นคนส่งใบรายการใบหนึ่งมาให้เขา
บนใบรายการนั้นก็คือวัตถุดิบวิเศษที่จิ่งเฟยหยางขาดแคลนยามที่ต้อง ฝ่าทะลุขั้น
หลังจากใช้ค่ายกลเดินทางมาถึงหอหงเทียน เนี่ยเทียนก็เดินออกไป อย่างไม่ลังเล
……
พระราชวังโบราณสะเก็ดดาว หน้าผู้อาวุโสเว่ยไหล
“เรื่องเป็นแบบนี้”
เนี่ยเทียนเล่าทุกเรื่องที่เกิดขึ้นหลังจากที่เขาเข้าไปในแผ่นดินลอยตัว อย่างละเอียดแบบไม่มีตกหล่น
“คิดไม่ถึงเลยว่าตอนอยู่ในแผ่นดินลอยตัว เฮยจือลี่เท่อเปลวเพลิงพลุ่ง พล่านจะเลื่อนขั้นสายเลือดเป็นระดับเก้าขั้นกลางได้ส้าเร็จ” พอเว่ยไหลฟัง จบก็แอบตะลึง “ยังดี ยังดีที่พวกเจ้าไปเจอกับคนของเผ่าสัตว์โบราณ หาไม่ แล้วภารกิจในครั้งนี้คงมีความเป็นไปได้มากที่จะล้มเหลว”
เนี่ยเทียนไม่เอ่ยอะไร
“จากข่าวที่พวกเราได้มาจากแผ่นดินลอยตัว สายเลือดของชนต่างเผ่า ที่เข้าไปที่นั่นเป็นเพียงระดับเก้าช่วงต้น” เว่ยไหลครุ่นคิด ก่อนกล่าวว่า “เปลวเพลิงพลุ่งพล่านที่มีสายเลือดระดับเก้าขั้นกลาง และยังมีผู้ควบคุม
ปีศาจเฟยโม่ซือที่เป็นขั้นกลางอีกคน พวกเขาทยอยกันเข้าไปในแผ่นดิน ลอยตัว ท้าให้พวกเจ้าตกอยู่ในสภาวะที่เลวร้ายอย่างยิ่ง ค่าคุณความดีของ ภารกิจครั้งนี้จ้าเป็นต้องมีการประเมินใหม่อีกครั้ง ดูเหมือนว่าค่าคุณความ ดีห้าแสนคะแนนจะน้อยไปสักหน่อย”
ดวงตาของเนี่ยเทียนเป็นประกายน้อยๆ
รายการวัตถุดิบวิเศษที่จิ่งเฟยหยางต้องการ เขาเองก็กวาดตามอง คร่าวๆ แล้ว ในนั้นมีวัตถุดิบหลายอย่างที่เขาไม่เคยได้ยินมาก่อน
เดิมทีเขาเองก็ยังเป็นกังวลอยู่ว่าค่าคุณความดีในป้ายดวงดาวของเขา จะสามารถแลกเปลี่ยนวัตถุดิบที่จิ่งเฟยหยางต้องการมาได้จากพระราชวัง โบราณสะเก็ดดาวหรือไม่
พอได้ยินว่าค่าคุณความดีจะมีการประเมินใหม่ และจะเพิ่มจ้านวนขึ้น เขาย่อมดีใจอยู่แล้ว
“เจ้ารอสักครู่”
เว่ยไหลทิ้งประโยคนี้ไว้ก็เดินออกจากต้าหนักไปยังพื้นที่อื่น จากนั้นก็ ส่งข้อความเสียงไปปรึกษากับผู้อาวุโสคนอื่นที่อยู่ในนครสะเก็ดดาว
ครู่หนึ่งเว่ยไหลก็กลับมา “ยินดีกับเจ้าด้วย เมื่อผ่านการประเมินใหม่ ค่าคุณความดีจากภารกิจแผ่นดินลอยตัวของเจ้าจึงมีการเปลี่ยนแปลง กลายมาเป็นแปดแสนคะแนน”
“ค่าคุณความดีตั้งต้นของเจ้าคือหนึ่งแสน การประเมินกระดูกของสัตว์ ยักษ์มวลดาราเพิ่มคะแนนให้เป็นหนึ่งแสนห้าหมื่น”
“บวกกับการเดินทางไปยังแผ่นดินลอยตัว ตอนนี้จ้านวนรวมของค่า คุณความดีเจ้าจึงเป็นเก้าแสนห้าหมื่น”
“เจ้าสามารถเอาค่าคุณความดีไปแลกเปลี่ยนเป็นวัตถุดิบวิเศษ อาวุธ วิเศษ ยาและทรัพยากรต่างๆ ในการฝึกตนจากส้านักได้ คนที่พึ่งพาเจ้าก็ สามารถใช้ค่าคุณความดีของเจ้าเข้าไปเลือกวิชาฝึกตนชนิดต่างๆ มาจากใน หอเก็บคัมภีร์”
เนี่ยเทียนยิ้มกว้างพลางส่งรายการในมือออกไป “จิ่งเฟยหยางเจ้า ส้านักอักขระเทพคนปัจจุบันคิดจะฝ่าเลื่อนขั้นสู่แดนเอตทัคคะช่วงกลาง นี่ คือของที่เขาต้องการ ท่านช่วยข้าดูหน่อยว่าในส้านักมีของพวกนี้อยู่ หรือไม่”
“อ้อ” เว่ยไหลรับมา ก้มหน้าลงมองพลางพึมพ้าเบาๆ “ไม้วิวัฒนาการ กระดองเต่าฟ้า เลือดหยวนเซิ่ง…”
วัตถุดิบที่เขาอ่านออกมาส่วนใหญ่ล้วนสามารถเอามาสลักเป็นยันต์ ศักดิ์สิทธิ์ได้ เลือดหยวนเซิ่งคือหมึกด้า ไม้วิวัฒนาการและกระดองเต่าฟ้าก็ คือตัวน้าในการสร้างอักขระ ล้วนเป็นของที่หาได้ยากยิ่ง
“อักขระฟ้าตัวหนึ่ง!” เว่ยไหลหรี่ตา ก่อนอุทานขึ้นเบาๆ
“อักขระฟ้า คืออะไรหรือ?” เนี่ยเทียนถามอย่างอยากรู้
เขาเองก็อ่านรายการนั่นมาก่อน ซึ่งวัตถุดิบส่วนใหญ่เขาเคยได้ยินชื่อ มาบ้าง มีเพียงอักขระฟ้าเท่านั้นที่พอเห็นแล้ว เขากลับมึนงง
“วัตถุดิบอื่นๆ ส้านักเราล้วนมีหมด แถมยังมีปริมาณมากด้วย ค่าคุณ ความดีสามหมื่นคะแนนก็สามารถแลกเปลี่ยนของทั้งหมดได้” เว่ยไหล
ขมวดคิ้ว “มีเพียงอักขระฟ้าเท่านั้นที่มีมูลค่าสูงสุด วัตถุชิ้นนี้ส้านักเองก็ยัง มีแค่ห้าชิ้น ทุกชิ้นล้วนมีมูลค่าห้าแสนขึ้นไป อักขระฟ้าไม่มีสติปัญญาเป็น ของตัวเอง ไม่ถือเป็นวัตถุดิบระดับใต้ดินหรือระดับเพาะฟ้า ทว่าก็เป็นของ ล้าค่าที่หายากมากเช่นกัน”
“ค้าว่าอักขระฟ้า แท้จริงแล้วก็คืออักขระพิเศษที่สลักไว้บนเทือกเขาสูง ตระหง่านหรือบางพื้นที่ของฟ้าดิน โดยใช้ฟ้าดินเป็นมีดแกะสลัก”
เว่ยไหลอธิบายให้เขาฟัง
ในอาณาจักรที่เก่าแก่บางแห่งจะมีลมกระโชกแรงพัดผ่านขุนเขาและ ทิ้งรอยสลักเอาไว้
รอยที่ก่อเกิดขึ้นจะมีพลังอานุภาพของฟ้าดินและความมหัศจรรย์ก่อตัว ขึ้นมาอย่างเป็นธรรมชาติ
เมื่อรอยแยกห้วงมิติมากมายที่ล่องลอยอยู่ในฟ้าดินทิ้งรอยสลักลงบน ไปพื้นดิน จนเป็นเหตุให้รอยประทับก่อตัวได้ส้าเร็จ รอยประทับนั้นก็จะมี ความมหัศจรรย์เช่นเดียวกัน
รอยประทับประเภทนี้ถูกเรียกว่าอักขระฟ้า ความหมายก็คือสัญลักษณ์ ที่สวรรค์เป็นผู้สร้าง
เล่ากันว่ายอดฝีมือของเผ่ามนุษย์ หรือผู้แข็งแกร่งของชนต่างเผ่าที่ สามารถไขความลี้ลับของอักขระฟ้าได้ก็จะกระจ่างแจ้งถึงเวทลับสายเลือด สามารถสร้างวิชาที่มหัศจรรย์ขึ้นมาได้ด้วยตัวเอง
“อักขระฟ้า!”
เนี่ยเทียนพลันนึกถึงร่องรอยมากมายที่อยู่บนผนังหินซึ่งเขาเคยเห็น ตอนอยู่ในสนามรบสุ้ยเมี่ย
ผู้แข็งแกร่งเผ่ามนุษย์จ้านวนไม่น้อยจากอาณาจักรต่างๆ ล้วนพากันไป นั่งอยู่ใกล้ๆ กับผนังหินแล้วพยายามบรรลุความลี้ลับของพวกมัน
พอได้ยินค้าพูดของเว่ยไหล เขาจึงรู้สึกว่ามีความเป็นไปได้มากที่ ร่องรอยบนผนังหินแห่งนั้นจะเป็นอักขระฟ้าที่พูดกันอยู่ในตอนนี้
“ตอนนี้ในส้านักมีอักขระฟ้าทั้งหมดห้าตัว มูลค่าไม่เท่ากัน อักขระฟ้า ทุกตัวเองก็มีความมหัศจรรย์แตกต่างกันออกไป” เว่ยไหลคิดอยู่ครู่ก็กล่าว ว่า “เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน เจ้าไปพาจิ่งเฟยหยางผู้นั้นมาที่ส้านัก แล้วพาเขา ไปยังจุดที่มีอักขระฟ้าทั้งห้าตัวนั้น จากนั้นค่อยให้เขาเลือกด้วยตัวเอง”
“ตกลง!” เนี่ยเทียนพยักหน้ารับ
“ยังมีอีกอย่าง ตอนนี้ค่าคุณความดีในมือของเจ้ามีมากพอ สามารถ พิจารณาได้ว่าจะใช้ค่าความดีห้าหมื่นคะแนนเชิญให้ค่านจื้อเซิ่งช่วยสร้าง ค่ายกลน้าส่งอีกหลังไว้ที่ดินแดนปราการดวงดาว ข้าได้ยินว่ามาอาจักรวอ หลิว อาณาจักรเลี่ยคงล้วนมีค่ายกลน้าส่งข้ามดินแดนที่ใช้เดินทางได้ แค่ สร้างค่ายกลน้าส่งอีกหลังไว้ที่ดินแดนปราการดวงดาว เจ้าก็จะเดินทางไป ทั่วสามดินแดนที่เป็นของเจ้าได้อย่างราบรื่น” เว่ยไหลเสนอความคิดเห็น
เนี่ยเทียนเองก็กล่าวว่า “ข้าคิดอย่างนี้อยู่พอดี”
ค่ายกลน้าส่งระหว่างอาจักรวอหลิวและอาณาจักรเลี่ยคงมีจ้าวซานห ลิงเป็นผู้สร้าง ทั้งเคยผ่านการปรับเปลี่ยนภายในจากเผยฉีฉี ท้าให้สอง ดินแดนนี้เชื่อมโยงถึงกันได้ตลอดเวลา
มีเพียงดินแดนปราการดวงดาวเท่านั้นที่ไม่มีค่ายกลน้าส่งขนาดใหญ่ เช่นนี้อยู่
แขกจากที่ดินแดนปราการดวงดาวที่คิดจะไปดินแดนพงฟ้าจ้าเป็นต้อง อาศัยค่ายกลเจ็ดหลังที่ตระกูลเหลยสร้างขึ้น โดยการเดินทางไปยัง อาณาจักรเลี่ยคงก่อน แล้วค่อยเดินทางจากอาณาจักรเลี่ยคงไปยังดินแดน พงฟ้าอีกที
ซึ่งเห็นได้ชัดว่าไม่สะดวกอย่างยิ่ง
หากจ้าวซานหลิงยังอยู่ เขาสามารถหาวัตถุดิบเกี่ยวกับห้วงมิติมาขอให้ จ้าวซานหลิงช่วยลงมือได้
แต่น่าเสียดายที่จ้าวซานหลิงหายตัวไปนานมากแล้ว ซ้ายังไม่มีข่าว คราวใดๆ ส่งกลับมา ไม่มีใครรู้ว่าเขาไปอยู่ที่ไหน
หลังจากที่เผยฉีฉีถูกเจ้าลัทธิจิตตวิสุทธิ์รับตัวกลับส้านัก ก็ได้ซุกซ่อนตัว นางไว้ราวกับเป็นสมบัติล้าค่า เนี่ยเทียนเองจึงมิอาจเชิญตัวนางมาได้ เช่นกัน
เขาจึงได้แต่อาศัยพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว ใช้ค่าความดีห้าหมื่น คะแนนมาขอให้ค่านจื้อเซิ่งลงมือ
เขาจึงเริ่มลงมือจัดการ
มีป้ายค้าสั่งดวงดาวอยู่ในมือ มีค่าคุณความดีที่มากพอ ค่านจื้อเซิ่งก็ ย่อมเต็มใจที่จะลงมือ
ไม่นานนัก ภายใต้การจัดการของเนี่ยเทียน ค่านจื้อเซิงก็เดินทางไปถึง ส้านักไฟศักดิ์สิทธิ์ของดินแดนปราการดวงดาว
ได้ยินว่าคนของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวมาเยือน ทั้งยังคิดจะสร้าง ค่ายกลน้าส่งขนาดใหญ่ไว้ที่ส้านักไฟศักดิ์สิทธิ์ ผู้แข็งแกร่งของแต่ละส้านัก ในดินแดนปราการดวงดาวก็พากันตื่นตกใจ รีบเร่งรุดเดินทางออกมาจาก ส้านักของตัวเอง
“บุรพาจารย์ ตอนนี้คนจากพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวก้าลังเดินทาง ไปที่ส้านักไฟศักดิ์สิทธิ์พร้อมกับเนี่ยเทียน พวกเขาจะสร้างค่ายกลเพื่อให้ ดินแดนดาวตกและดินแดนพงฟ้าเชื่อมโยงเข้าถึงกันได้ทั้งหมด”
ในส้านักฟ้ากลม ผู้อาวุโสโจวซ่างก้าลังรายงานให้บรรพบุรุษหุนเทียน ฟังด้วยท่าทางนอบน้อม
“คนของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว!”
บรรพบุรุษหุนเทียนที่เพิ่งเลื่อนสู่แดนเอตทัคคะช่วงต้นได้ไม่นานหน้า เปลี่ยนสีน้อยๆ “หากค่ายกลสร้างขึ้นส้าเร็จ ก็ไม่เท่ากับว่าผู้แข็งแกร่งของ ดินแดนอื่นจะเดินทางเข้ามาในดินแดนปราการดวงดาวได้ตามใจชอบ หรอกหรือ?”
โจวซ่างกล่าวพร้อมยิ้มเจื่อน “เป็นเช่นนี้จริง”
——