ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 1003 บุตรแห่งดวงดาวคนที่ห้า
เรือรบทางช้างเผือกที่กลับออกมาจากมหาสมุทรดาวมอดดับมีทั้งหมด แปดลำ บนเรือโบราณมีธงดวงดาวตั้งสูงตระหง่าน
เรือรบทางช้างเผือกแต่ละลำคล้ายได้เผชิญกับการโจมตีอย่างหนักหนา สาหัส หลายตำแหน่งของลำเรือจึงมีร่องรอยการปริแตก มีเลือดสดห้าแสง หกสีเปรอะเปื้อนเต็มไปหมด
เรือรบทางช้างเผือกทั้งแปดลำตรงดิ่งมายังหินอุกกาบาตที่เป็นของ พระราชวังโบราณสะเก็ดดาว
แต่ว่าไม่นานเรือรบทางช้างเผือกทั้งแปดลำก็จอดนิ่งอยู่นอกทาง ช้างเผือก
ครู่หนึ่งก็มีเรือลำหนึ่งค่อยๆ บินออกมาจากกลุ่ม
“คือฟางหยวน!”
เสียงของหันหว่านหรงดังไกลๆ มาจากตัวตำหนัก สีหน้าของนาง เคร่งเครียด
บนหินอุกกาบาตมีคนของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวกระจายตัวอยู่ เป็นจำนวนมาก หรือไม่ก็เป็นพวกผู้พึ่งพาของบุตรแห่งดวงดาวอย่างพวกฉ วนจื่อเซวียน ฉวีหมิงเต๋อ
คนเหล่านั้นมองเรือรบทางช้างเผือกลำหนึ่งที่ค่อยๆ ขยับเข้ามาใกล้ ดู จากธงดวงดาวที่อยู่บนเรือจึงสามารถวิเคราะห์ตัวตนของผู้ที่มาได้
“คือฟางหยวน! บุตรแห่งดวงดาวคนที่ห้า!”
“ก่อนหน้านี้เขานำพาผู้ใต้บังคับบัญชาไปต่อสู้กับชนต่างเผ่าในบริเวณ ใกล้เคียงกับมหาสมุทรดาวมอดดับ ดูท่า…สถานการณ์คงไม่ค่อยดีนัก!”
“จุดลึกของมหาสมุทรดาวมอดดับมีชนต่างเผ่าเข้าออกเป็นจำนวนมาก ทั้งยังมีเรือโบราณของชนต่างเผ่าล่องลอยไปทั่ว ผู้แข็งแกร่งมากมาย ประดุจก้อนเมฆ ต่อให้เป็นฟางหยวนที่คิดจะได้รับชัยชนะมาจากใน มหาสมุทรดาวมอดดับ เกรงว่าก็คงไม่ได้ง่ายดายขนาดนั้น”
“ข้าจำได้ว่าตอนก่อนออกเดินทาง เรือรบทางช้างเผือกของพวกเขามี ทั้งหมดสามสิบลำ แต่ตอนกลับมา กลับมีแค่แปดลำเท่านั้นเอง”
ทุกคนพากันกระซิบกระซาบ
“อู้!”
ชายหนุ่มเรือนกายสูงใหญ่คนหนึ่งพลันบินออกมาจากเรือรบทาง ช้างเผือก
จุดลึกของแดนว่างเปล่าที่มีกลุ่มดาวส่องแสงมีโซ่ดวงดาวที่ส่องประกาย วาววับรัดพันศพของภูตผีปีศาจสิบกว่าศพ ซึ่งถูกเขาพาเข้ามายังตำหนักที่ หันหว่างหรงอยู่
เนี่ยเทียนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก็ขับเรือดาราบินไปทางตำหนัก
“ตึง!”
ศพของภูตผีปีศาจที่ถูกโซ่ดวงดาวรัดพันถูกโยนลงไปเบื้องหน้าตำหนัก อย่างแรง ใบหน้าของชายหนุ่มผู้นั้นไร้ซึ่งความยินดี กลับยังพูดด้วยน้ำเสียง
หนักอึ้งเจ็บปวด “ท่านน้าหัน ท่านช่วยนับคำนวณศพของภูตผีปีศาจนี่ หน่อย”
หันหว่านหรงมองเขาด้วยสายตาสงสาร “เกิดอะไรขึ้นหรือ?”
ฟางหยวนกำลังจะเอ่ยตอบ แต่พลันสังเกตเห็นเรือดารา สายตาจึงฉาย ความแปลกใจ “เขา?”
“บุตรแห่งดวงดาวคนที่เจ็ด ชื่อว่าเนี่ยเทียน เขาเพิ่งผ่านการประลอง เส้นทางแห่งดวงดาวและเดินทางไปถึงสำนักเมื่อช่วงที่ผ่านมานี้เอง” หัน หว่านหรงแนะนำตัวตนของเนี่ยเทียนให้อีกฝุายฟัง “เจ้าไปต่อสู้อยู่ใน มหาสมุทรดาวมอดดับนานเกิน ข่าวสารจึงถูกปิดกั้น บางทีจึงอาจจะยังไม่รู้ ถึงตัวตนของเขา”
ฟางหยวนพยักหน้ารับ “ข้าไปอยู่ในมหาสมุทรดาวมอดดับนานเกินไป จริงๆ”
“ฟิ้ว!”
เรือดาราบินมาถึง เนี่ยเทียนเดินลงมา
“เนี่ยเทียน เขาก็คือศิษย์พี่ฟางของเจ้า เป็นบุตรแห่งดวงดาว เช่นเดียวกับเจ้า อยู่ในอันดับที่ห้า” หันหว่านหรงกวักมือเรียกเนี่ยเทียน ก่อนจะหันไปมองคนอื่นที่มารวมตัวกันแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเฉยชา “แยก ย้ายกันไปได้แล้ว”
จากนั้นนางก็พาเนี่ยเทียนและฟางหยวนเดินเข้าไปในตำหนัก
ฟางหยวนและเนี่ยเทียนทักทายกัน
ในดวงตาของฟางหยวนมีแสงดาวตัดสลับ เมื่อมองอย่างละเอียดจะ เหมือนว่าในจุดลึกของตาดำสองข้างของเขาคล้ายจะซุกซ่อนทางช้างเผือก สองเส้นเอาไว้ มีสะเก็ดดาวเล็กๆ น้อยๆ จำนวนนับไม่ถ้วนว่ายวน ลึกลับ ยากจะคาดเดา
ภายใต้การจับจ้องของสายตาเขา เนี่ยเทียนกลับมีความรู้สึกเหมือนถูก มองทะลุปรุโปร่งอย่างไม่มีที่ให้ซ่อนตัว
“วิชาการฝึกตนของเจ้าซับซ้อนเกินไป” ฟางหยวนขมวดคิ้ว “เป็นบุตร แห่งดวงดาว ในเมื่อได้รับการสืบทอดดวงดาวที่แข็งแกร่งที่สุดของสำนัก เหตุใดยังต้องฝึกวิชาเปลวเพลิงและวิชาพืชหญ้าอีก?”
เนี่ยเทียนยิ้ม “สถานการณ์ของท่านกับข้าไม่เหมือนกัน ตอนที่ข้าได้รับ ตราประทับสะเก็ดดาวมาจากในประตูสวรรค์ก็ได้ฝึกวิชาอื่นแล้ว”
“แต่ตอนที่เจ้าได้ตราประทับและได้รับการยอมรับจากสำนักก็สามารถ สละวิชาอื่นทิ้งไปได้นี่นา” ฟางหยวนกล่าวอย่างแปลกใจ
“ตอนแรกไม่ได้สละทิ้ง ภายหลังก็เลยปล่อยเลยตามเลย… ” เนี่ยเทียน ไม่คิดจะพูดหัวข้อนี้ให้ลึกลงไปอีกจึงเปลี่ยนเรื่องพูด “ศิษย์พี่ฟาง ท่านเจอ อะไรตอนอยู่ในมหาสมุทรดาวมอดดับกันแน่?”
และเวลานี้หันหว่านหรงก็พาคนทั้งสองเดินเข้าไปด้านในตำหนักแล้ว
ศพของภูตผีปีศาจที่ฟางหยวนเอากลับมา นางเหลือบมองแวบหนึ่งก็ วิเคราะห์สายเลือดได้ จึงบอกเป็นนัยว่าให้ฟางหยวนเก็บไปได้
ฟางหยวนจึงยกมือขึ้น โซ่ดวงดาวที่รัดพันศพของภูตผีปีศาจจึงบินเข้า มาในแหวนเก็บของของเขาในชั่วพริบตา
คนทั้งสามทะยานตัวขึ้นไปด้านบน เข้าไปในห้องหินลับแห่งหนึ่งที่อยู่ ด้านบนของตำหนัก ส่วนค่ายกลนำส่งแห่งมิติที่อยู่ชั้นล่างก็ยังคงโคจรต่อไป มีคนใหม่เข้ามาเรื่อยๆ แล้วก็มีคนที่ทำการแลกเปลี่ยนเสร็จแล้ว ซึ่ง สามารถจากไปโดยใช้ค่ายกลนำส่งได้ตลอดเวลา
สถานที่แห่งนี้มีหันหว่านหรงนั่งบัญชาการณ์ นางคือหนึ่งในสิบสองผู้ อาวุโสของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว เนี่ยเทียนและฟางหยวนต่างก็เป็น บุตรแห่งดวงดาว ฐานะและตำแหน่งของเขาจึงไม่ด้อยไปกว่านาง
ต่อให้บนหินอุกกาบาตจะยังมีคนที่ตบะและขอบเขตแข็งแกร่งกว่าเนี่ย เทียนและฟางหยวน ทว่าเนื่องด้วยตัวตนไม่สูงมากพอจึงไม่มีสิทธิ์ที่จะรับ ฟังบทสนทนาของคนทั้งสาม
“ไปเจอกับมหาราชาข่าตี๋ ประมุขตระกูลไก้ตุ้นซือของอาณาจักรปีศาจ แห่งที่สอง” ฟางหวนยืนตระหง่านอยู่ตรงนั้นราวภูผา เขาเอ่ยเสียงหนัก “ตระกูลไก้ตุ้นซือมีมหาราชาสายเลือดระดับเก้าสามคน สายเลือดของมหา ราชาข่าตี๋คือระดับเก้าขั้นสูง แดนเอตทัคคะของประมุขตระกูลฟางข้าถูก ทำร้ายจนเสียหายอย่างใหญ่หลวง พลังสายเลือดของมหาราชาข่าตี๋ยังทิ้ง พิษร้ายไว้ในแดนเอตทัคคะของคนอื่นๆ ด้วย”
“มหาราชานรกเลือด! ข่าตี๋! ” หันหว่านหรงพลันหน้าเปลี่ยนสี “ประมุขตระกูลฟางของเจ้าสามารถหนีออกมาจากมือของมหาราชานรก เลือดแห่งตระกูลไก้ซือตุ้นได้ ทั้งยังเหลือเรือรบทางช้างเผือกกลับมาแปด
ลำ ซ้ำยังสังหารสมาชิกตระกูลไก้ซือตุ้นได้อีกสิบกว่าคนก็มากพอที่จะ ภาคภูมิใจได้แล้ว”
“สายเลือดของข่าตี๋คือระดับเก้าขั้นสูง ต่อให้เป็นข้าที่เผชิญหน้ากับเขา ก็ยังไม่มีความมั่นใจมากพอ”
ใบหน้าของฟางหยวนไม่มีความยินดีที่ได้รับคำชม “คนของข้าบาดเจ็บ และล้มตายกันไปมาก แดนว่างเปล่าสิบเก้าคนถูกตระกูลไก้ซือตุ้นสังหาร ประมุขตระกูลฟางของข้ามีตบะแดนเอตทัคคะช่วงท้ายก็ยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของ มหาราชานรกเลือด”
“มหาราชานรกเลือดข่าตี๋คือคนที่สามารถติดสิบอันดับแรกในบรรดา มหาราชามากมายของภูตผีปีศาจ พลังการต่อสู้ของเขาก็ย่อมไม่ธรรมดา” หันหว่านหรงถอนหายใจเบาๆ หนึ่งที “มหาราชาของภูตผีปีศาจมีมากถึง ห้าสิบหกสิบคน มหาราชาที่อยู่ในสิบอันดับแรกต่างก็มีหวังที่จะเลื่อนขั้น เป็นต้าจุนระดับสิบในวันหน้า”
“แม้ว่าประมุขตระกูลฟางของเจ้าจะมีตบะเป็นแดนเอตทัคคะช่วงท้าย แต่หากวัดกันด้วยพลังที่แท้จริง เกรงว่าคงสามารถแข็งข้อกับผู้อาวุโสใน สำนักอย่างเหยียนจั้นหรือเว่ยไหลได้เลยทีเดียว ประมุขตระกูลฟางของเจ้า แค่แดนเอตทัคคะถูกทำลาย หาใช่ตายดับไป อันที่จริงเขาก็ถือว่าไม่ ธรรมดามากแล้ว”
ฟางหยวนสีหน้าหนักอึ้ง “ก่อนหน้าที่จะเจอกับมหาราชานรกเลือด อัน ที่จริงข้ากับเฮ้อเหลียนสงจากหอทอดฟูาได้ร่วมมือกันกวาดล้างดวงดาว มอดดับที่อยู่บริเวณรอบๆ พวกเราสองฝุายต่างก็อยู่ห่างกันไม่ไกลนัก
หลังจากที่ตระกูลไก้ตุ้นซือปรากฎตัวภายใต้การนำของมหาราชานรกเลือด ข้าก็ได้ส่งสัญญาณไปขอความช่วยเหลือจากเฮ้อเหลียนสงถึงสามครั้ง”
“ทว่าเฮ้อเหลียนสงกลับไม่ได้ตอบกลับมาแม้แต่ครั้งเดียว!”
“พวกเราทั้งสองฝุายไม่ได้อยู่ห่างกันขนาดนั้น เขาต้องได้รับข้อความ แน่นอน!”
“หากเฮ้อเหลียนสงพาผู้ใต้บังคับบัญชามาช่วยเหลือ พวกเราสองฝุาย ร่วมมือกัน ต่อให้สู้มหาราชานรกเลือดไม่ได้ แต่ก็ต้องถอยกลับออกมาได้ อย่างเต็มตัว!”
ดวงตาของหันหว่านหรงฉายความเย็นเยียบ “เฮ้อเหลียนสง! เจ้า เจ้า ไปเชื่อใจคนอย่างไอ้หมอนี่ได้อย่างไร!?”
“เฮ้อเหลียนสงเป็นเพื่อนของศิษย์น้องซือคงไม่ใช่หรือ? ข้าเองก็เจอกับ เขาในมหาสมุทรดาวมอดดับเช่นกัน บวกกับที่พลังการต่อสู้ของลูกน้องเขา ไม่ธรรมดา ข้าถึงได้ตัดสินใจร่วมมือกับเขา” ฟางหยวนมีท่าทางสับสน เล็กน้อย “อีกอย่างเขาก็เป็นฝุายแสดงความเป็นมิตรต่อข้าก่อนด้วย”
“เขาเป็นเพื่อนกับซือคงฉั่ว?” หันหว่านหรงยิ้มเจื่อน “นั่นมันเป็นเรื่อง เมื่อนานมากมาแล้ว ตามข้อมูลที่ข้าได้รับมา ตอนที่ซือคงฉั่วและเฮ้อ เหลียนสงร่วมมือกันสำรวจดินแดนแห่งใหม่เมื่อคราวก่อน เฮ้อเหลียนสงได้ ถูกซือคงฉั่วเล่นงานจนลูกน้องเขาบาดเจ็บและล้มตายกันไปมาก หลังจาก นั้นเฮ้อเหลียนฉงก็เคียดแค้นซือคงฉั่วอย่างหนัก เกรงว่าคงพาลเกลียด พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวของเราไปด้วย”
ฟางหยวนตะลึง “ข้อนี้ ข้าไม่เห็นรู้เลย”
“เจ้าย่อมไม่รู้อยู่แล้ว” หันหว่านหรงเองก็จนใจมากเหมือนกัน “เจ้าอยู่ ในมหาสมุทรดาวมอดดับมานานเกินไปแล้ว ตอนที่เขากับซือคงฉั่วแตกหัก กัน เจ้ายังอยู่ในมหาสมุทรดาวมอดดับ เขาพาลูกน้องบุกเข้าไปใน มหาสมุทรดาวมอดดับทีหลังเจ้า เจ้าไม่รู้สาเหตุก็นับว่าเป็นเรื่องปกติมาก”
“แต่การที่เขาจงใจผูกมิตรกับเจ้า แต่กลับทอดทิ้งเจ้าในช่วงเวลาสำคัญ เกรงว่าคงเป็นความจงใจตั้งแต่แรกเริ่ม”
“ศิษย์น้องซือคง! ทำไมถึงเป็นเขาอีกแล้ว?” ฟางหยวนสีหน้าหงุดหงิด “เขาสร้างปัญหาให้กับสำนักน้อยนักหรือ? พวกเราจะจัดการกับเขาบ้าง ไม่ได้เลยหรือไง?”
ฟังจากความหมายของฟางหยวน ในบรรดาบุตรแห่งดวงดาวเจ็ดคน ของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว ซือคงฉั่วเหมือนจะเป็นคนที่มีชื่อเสียงไม่ ค่อยดีนัก
“พวกเราไม่มีสิทธิ์ไปควบคุมบุตรแห่งดวงดาวหรอก” หันหว่านหรงเอง ก็จนใจมากเหมือนกัน “ขนาดคำพูดของผู้อาวุโสใหญ่โม่เหิง ซือคงฉั่วก็ยัง ไม่ยอมรับฟัง เจ้าตำหนักอยู่ข้างนอกตลอดทั้งปี รองเจ้าตำหนักทั้งสองเอง ก็ให้ความสำคัญกับเขาอย่างถึงที่สุด พวกเขาต่างก็คิดว่าเขาอาจได้ ตำแหน่งในวันข้างหน้า”
“นอกจากนี้ ก่อนหน้านั้นไม่นานเขาได้เลื่อนจากเขตวิญญาณช่วงท้ายสู่ แดนว่างเปล่าอย่างเป็นทางการแล้ว”
“แม้ว่าเขาจะสร้างศัตรูไปทั่ว แต่ก็สร้างคุณความชอบให้กับสำนัก ได้มากเช่นกัน ซึ่งในการต่อสู้กันอย่างลับๆ กับอีกสามฝุาย เขาเองก็ไม่เคย เสียเปรียบใครมาก่อน”
“ผู้อาวุโสหลายคนในสำนักจึงรู้สึกว่าเขาอาจแซงหน้าพวกเจ้าหลายคน ไปได้ พวกผู้อาวุโสเองต่างก็ต้องคิดพิจารณาเพื่ออนาคตของสำนัก แน่นอน ว่าย่อมไม่กล้าล่วงเกินเขา”
ฟางหยวนเองก็ตะลึงไปเช่นกัน “เขาเลื่อนสู่แดนว่างเปล่าช่วงต้นแล้ว? เหตุใดถึงได้เร็วขนาดนี้?”
“ดูเหมือนว่าตอนที่เขาไปสำรวจดินแดนใหม่กับเฮ้อเหลียนสงจะได้ผล เก็บเกี่ยวมหาศาล ถึงได้ฝุาทะลุขั้นเร็วขนาดนี้” ยามที่พูดถึงซือคงฉั่ว หัน หว่านหรงเองก็ไม่มีความรู้สึกดีอันใดให้เขาเหมือนกัน แต่นางก็ทำอะไร ไม่ได้ “ช่วงเวลาที่เขากลายมาเป็นบุตรแห่งดวงดาวสั้นกว่าพวกเจ้ามากนัก แต่ตอนนี้ขอบเขตกลับเท่าเทียมเจ้าแล้ว”
“ในสายตาของคนอื่น แท้จริงแล้วเขาได้แซงหน้าเจ้าไปได้สำเร็จแล้ว”
ฟางหยวนนิ่งงันไม่พูดจา
และเวลานี้เอง ด้านนอกตำหนักก็มีเสียงเอะอะดังลอยมา
หันหว่านหรงเองก็อึ้งตะลึง รีบแผ่กระแสจิตวิญญาณออกมารับสัมผัส หาสาเหตุแห่งความวุ่นวาย
ครู่หนึ่งนางก็พลันหันไปมองเนี่ยเทียนด้วยสีหน้าประหลาด “ผู้ใต้บังคับบัญชาของเจ้ามีปัญหากับผู้ใต้บังคับบัญชาของซือคงฉั่ว”
ฟางหยวนตะลึงพรึงเพริด ก่อนจะหันมามองเนี่ยเทียนด้วยท่าทางสน อกสนใจ คล้ายอยากจะเห็นว่าเนี่ยเทียนจะจัดการปัญหาความขัดแย้งนี้ อย่างไร
“สาเหตุคือเรื่องอะไร?” เนี่ยเทียนถาม
“คนของเจ้าและคนของเขาถูกใจของชิ้นหนึ่งพร้อมกัน” หันหว่านหรง ตอบรับ “ที่นี่ไม่อนุญาตให้มีการต่อสู้ส่วนตัวเกิดขึ้น แต่ว่าหากมีความ ขัดแย้งที่ใหญ่มากเกิดขึ้นจริงๆ สามารถไปจัดการกันนอกทางช้างเผือกได้”
“ซือคงฉั่ว…” เนี่ยเทียนพึมพำเบาๆ แล้วจึงเดินออกจากตำหนักไปยัง ทิศทางที่เสียงเอะอะดังขึ้นทันที
ตอนอยู่นครสะเก็ดดาว เขาเองก็เคยเห็นลูกน้องของซือคงฉั่วมาก่อน ซึ่งแต่ละคนล้วนเป็นพวกชั่วช้า หยิ่งผยองพองขนกันอย่างถึงที่สุด
คนเหล่านั้นเคยพูดจาเสียดสีเขาตอนอยู่นครสะเก็ดดาวด้วย
จากบทสนทนาระห่างหันหว่านหรงกับฟางหยวน เนี่ยเทียนจึงเกิดอคติ ต่อซือคงฉั่วที่กลายเป็นบุตรแห่งดวงดาวก่อนเขาไปก้าวหนึ่งโดยอัตโนมัติ
——