ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 1008 ระฆังเทพดังกังวาน!
หลายวันต่อมา
พิษยาในร่างของเป๋าซื่อหมิงถูกเนี่ยเทียนใช้เวทไม้สวรรค์เกิดใหม่ผสาน กับจิงชี่พืชหญ้า จิงชี่เลือดเนื้อมาหลอมละลายจนสะอาดเอี่ยม
ภัยร้ายที่สร้างปัญหาให้กับเป๋าซื่อหมิงมานานหลายปีได้รับการ คลี่คลายอย่างสมบูรณ์แบบในที่สุด
“เนี่ยเทียน หากวันหน้าผู้ใต้บังคับบัญชาของเจ้าต้องการหลอมยาอะไร ขอแค่ไม่ใช่ยาระดับเพาะฟูา ข้าก็ต้องคิดหาวิธีมาหลอมให้เจ้าให้จงได้ หาก เจ้าจะหลอมยาผ่านสำนักยังต้องจ่ายค่าคุณความดีแลกเปลี่ยน หากไม่ผ่าน สำนัก ขอแค่เจ้าหาวัตถุดิบวิเศษที่จำเป็นสำหรับการหลอมยามาให้ข้าและ จ่ายหยกวิเศษเพิ่มอีกเล็กน้อย ข้าก็สามารถช่วยหลอมให้เจ้าได้”
เป๋าซื่อหมิงรู้สึกซาบซึ้งด้วยใจจริง จึงพยายามจะผูกมิตร
เนี่ยเทียนกล่าวขอบคุณด้วยรอยยิ้ม
เป๋าซื่อหมิงไม่ได้อยู่ในอาณาจักรฟูามืดต่อ แต่ใช้ค่ายกลนำส่งเดินทาง ไปยังนครสะเก็ดดาวเพื่อศึกษาวิถีโอสถอย่างใหม่
หลังจากฟางหยวนกลับมาจากมหาสมุทรดาวมอดดับได้ไม่นานก็ร้อน ใจอยากรู้สถานการณ์ของดินแดนดวงดาวที่อยู่ในการครอบครองของเขา จึงจากไปตั้งแต่ก่อนที่เป๋าซื่อหมิงจะฟื้นตัวได้
เรือรบทางช้างเผือกที่เป็นของเขายังคงจอดอยู่นอกทางช้างเผือกของ อาณาจักรฟูามืด โดยมีผู้ใต้บังคับบัญชาหลายคนของเขาเป็นผู้เฝูาพิทักษ์
ฟางเทียนอี้เองก็จากไปด้วยค่ายกลนำส่งพร้อมกับเขานานแล้ว
แต่ก่อนหน้าที่ฟางหยวนและฟางเทียนอี้จะจากไปได้บอกกับหันหว่าน หรงว่าอีกไม่นานพวกเขาจะไปที่นครสะเก็ดดาว หากเนี่ยเทียนมีเรื่องอะไร อยากรบกวนเขา สามารถไปเจอกับเขาที่นครสะเก็ดดาวได้
มหาสมุทรดาวมอดดับอันตรายแค่ไหน เนี่ยเทียนรู้อยู่แก่ใจตัวเองดี รู้ ว่าด้วยขอบเขตและตบะของเขาในเวลานี้ รวมไปถึงพลังการต่อสู้ของผู้ที่ อยู่ใต้บังคับบัญชาของเขายังไม่สามารถพาให้เขาไปต่อสู้กับชนต่างเผ่าใน มหาสมุทรดาวมอดดับเพื่อสะสมค่าคุณความดีได้
เพราะว่าพลังการต่อสู้สูงสุดของชนต่างเผ่าในจุดลึกของมหาสมุทรดาว มอดดับก็คือมหาราชาอย่างข่าตี๋
มีเพียงเมื่อผู้ที่อยู่ใต้บังคับบัญชาของเขามีคนที่เลื่อนขั้นเป็นแดน เอตทัคคะช่วงท้ายแล้วเท่านั้น เขาถึงจะมีความสามารถในการไปสังหารชน ต่างเผ่าตระกูลเก่าแก่มากมายในจุดลึกของมหาสมุทรดาวมอดดับ
เมื่อออกจากเรือรบทางช้างเผือกของฟางหยวนที่จอดอยู่ตรงทาง ช้างเผือกนอกอาณาจักรกลับไปยังหินอุกกาบาตที่เป็นของพระราชวัง โบราณสะเก็ดดาว เขาก็พบว่าพวกฉวนจื่อเซวียนได้มารออยู่นานแล้ว
“คนผู้นั้นก็คือเนี่ยเทียน บุตรแห่งดวงดาวคนที่เจ็ดหรือ?”
“เขานั่นแหละ! พิษยาของเป๋าซื่อหมิงได้เขาเป็นผู้รักษาให้!”
“เดิมทีเป๋าซื่อหมิงก็เป็นอาจารย์หลอมโอสถอยู่แล้ว ความรู้ความเข้าใจ ที่เขามีต่อวิถีโอสถเรียกได้ว่าลึกล้ำอย่างถึงที่สุด พิษยาที่ตกตะกอนอยู่ใน อวัยวะและไขกระดูกของเขา เขาหาคนมากมายให้มาช่วยเหลือ แต่ก็ยังไม่
สามารถรักษาได้อย่างถอนรากถอนโคน บุตรแห่งดวงดาวที่เลื่อนขั้นใหม่ คนนี้มีความเก่งกาจถึงเพียงนี้เชียวหรือ?”
“ไม่เพียงแค่นี้เท่านั้น ข้ายังได้ยินมาว่าเขายังกำจัดพลังที่มหาราชานรก เลือดทิ้งไว้ในแดนเอตทัคคะของฟางเทียนอี้ได้อีกด้วย”
“ว่าไงนะ พลังที่ข่าตี๋ผู้ติดสิบอันดับแรกของเผ่าภูตผีปีศาจทิ้งเอาไว้ใน แดนเอตทัคคะ หมายจะทำลายแดนเอตทัคคะทิ้ง เขากลับคลี่คลายได้?”
“ข้อมูลนี้มาจากลูกน้องของฟางหยวนเอง ไม่มีทางเป็นเท็จแน่นอน!”
“บุตรแห่งดวงดาวคนที่เจ็ดไม่ธรรมดาถึงขนาดนี้เชียวหรือ?”
“……”
ตอนที่เนี่ยเทียนมารวมตัวกับพวกฉวนจื่อเซวียน ฉวีหมิงเต๋อ ตลอด ทางมีหลายคนที่เห็นเขาก็พากันหันไปกระซิบกระซาบวิพากษ์วิจารณ์ไม่ หยุดปาก
“พวกเจ้าได้ผลเก็บเกี่ยวกันอย่างไรบ้าง?” เนี่ยเทียนที่ยืนอยู่ในตำหนัก เอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม
ฉวนจื่อเซวียน ฉวีหมิงเต๋อและยังมีต่งฉีซง จงหลีเจียน เฝิงอวี้หลินจาก ดินแดนปราการดวงดาวล้วนมองเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเลื่อมใส จากใจจริง
คนเหล่านั้นคลี่ยิ้ม แล้วฉวีหมิงเต๋อก็เป็นคนตอบว่า “อาณาจักรฟูามืด คือพื้นที่วิเศษในการแลกเปลี่ยนของเผ่ามนุษย์จริงๆ พวกเราล้วนเจอ วัตถุดิบที่จำเป็นต้องใช้ในการเลื่อนขั้น”
จงหลีเจียนก็ยิ่งเอ่ยขอบคุณไม่หยุดปาก
ยาอาทิตย์มืดสำคัญกับเขาอย่างถึงที่สุด เดิมทีเขานึกว่าเมื่อถูกหงเหยา ยื่นมือเข้าแทรก ตนจะไม่มีทางได้มันมาครอง
คาดไม่ถึงว่าเมื่อเนี่ยเทียนมาถึง แค่พูดไม่กี่คำก็ทำให้เป๋าซื่อหมิงยอม มอบยาอาทิตย์มืดให้กับเขาอย่างว่าง่าย
“พวกเราซื้อของที่จำเป็นมาได้ครบแล้วก็เลยมารอเจ้า” ฉวนจื่อเซวีย นกล่าว
“หลังจากนี้หากพวกเจ้าจะมาที่อาณาจักรฟูามืดอีกครั้งก็ยังจำเป็นต้อง ให้ข้านำทาง แต่ว่าหากจะไปจากอาณาจักรฟูามืดก็ไม่จำเป็นต้องรอข้า” เนี่ยเทียนพูดถึงกฎของอาณาจักรฟูามืดให้ทุกคนฟัง แล้วจึงพาคนพวกนี้ใช้ ค่ายกลนำส่งจากไป
กลับมาถึงหอหงเทียน คนอื่นๆ ล้วนรีบร้อนกลับไปยังอาณาจักรของ ใครของมันเพื่อเตรียมจะฝุาทะลุขอบเขต
เนี่ยเทียนไม่ได้จากไป เขาอยู่ในหอหงเทียนและเริ่มตั้งใจฝึกตน
เมื่อเลื่อนสู่เขตลี้ลับช่วงท้ายแล้ว เขาต้องการฝุาสู่เขตวิญญาณ ซึ่งนั่น จำเป็นต้องใช้การฝึกตนที่ยากลำบากและยาวนาน
โอสถวิญญาณอันเป็นรากฐาน กับโอสถวิญญาณสามธาตุอีกสามเม็ด ล้วนจำเป็นต้องมีการชุบหลอมอีกครั้ง
หลังจากนั้นเขาก็อยู่ในหอหงเทียน อาศัยความพิเศษของหอหงเทียน บวกกับวัตถุดิบแต่ละชนิดที่ตัวเองเก็บเอาไว้มาใช้ฝึกตนทั้งวันทั้งคืน
เวลาแต่ละวันล่วงเลยผ่านไป
โดยไม่ทันรู้ตัว เนี่ยเทียนก็ฝึกตนอยู่ในหอหงเทียนมาสามปีแล้ว
หลังจากที่พวกฉวนจื่อเซวียนกลับไปก็ได้บอกกับคนอื่นๆ ว่าเนี่ยเทียน ปิดด่านฝึกตนอยู่ในหอหงเทียน หากไม่มีเรื่องสำคัญก็อย่าไปรบกวน
ด้วยเหตุนี้สามปีที่ผ่านมาจึงไม่มีใครเข้ามาที่นี่สักคนเดียว
ฝึกตนมาถึงเขตลี้ลับ ในที่สุดเนี่ยเทียนก็เข้าใจว่าการปิดด่านฝึกตนของ ผู้ฝึกลมปราณต้องใช้เวลาอย่างน้อยก็ครึ่งหนึ่งของชีวิต
ยิ่งขอบเขตขยับไปข้างหลัง เส้นทางการเลื่อนขั้นก็ยิ่งยากลำบาก เขต ดินแดนของผู้แข็งแกร่งเผ่ามนุษย์ปิดด่านครึ่งหนึ่ง หากเวลาสั้นหน่อยก็ หลายสิบปี ยาวหน่อยก็คือร้อยปี หรือหลายร้อยปีก็ยังเป็นไปได้
ผู้ที่มีแดนเทพเจ้าเดินทางล่องลอยไปทั่วไม่รู้ร่องรอยที่แน่ชัด การเดิน ทางไกลหนึ่งครั้งเพื่อบรรลุความมหัศจรรย์ของฟูาดินอาจต้องใช้เวลานับ พันปี
“เปูง!”
จู่ๆ เสียงระฆังเสียงหนึ่งก็ดังกังวานไปทั่วทั้งนครสะเก็ดดาว
เนี่ยเทียนสะดุ้งตื่นจากการฝึกตน
เสียงระฆังเสียงนี้แตกต่างไปจากเสียงตอนที่เขาเข้ามาในนครสะเก็ด ดาวอย่างสิ้นเชิง มันเต็มไปด้วยความเจ็บปวดเศร้าอาลัย
หลังจากกลายเป็นบุตรแห่งดวงดาว เขาจึงพอจะเข้าใจเรื่องราว บางอย่างในสำนักไม่มากก็น้อย
ระฆังเทพนั้นจะไม่มีทางถูกเคาะง่ายๆ ทุกครั้งที่ระฆังเทพดังกังวาน แสดงว่าต้องมีเรื่องใหญ่เกิดขึ้นแน่นอน
เนี่ยเทียนจึงเดินออกมาจากหอหงเทียน เรียกเรือดาราออกมาแล้วบิน ไปทางตำหนักเก่าแก่ที่ใหญ่โอ่อ่าที่สุด
“เนี่ยเทียน!”
ระหว่างทางเขาเห็นฟางหยวนขับเรือดาราอีกลำหนึ่งบินออกมาจากหอ เรือนอื่น ซึ่งกำลังพุ่งตรงไปยังตำหนักเก่าแก่นั่นเช่นกัน
เรือดาราทั้งสองลำจึงขยับเข้ามาใกล้กันในชั่ววินาที
“ศิษย์พี่ฟาง เสียงระฆังนี้หมายความถึงอะไร?” เนี่ยเทียนเอ่ยถาม
“มีผู้อาวุโสตายไป” ฟางหยวนสีหน้าเคร่งเครียดอย่างถึงที่สุด “ผู้ อาวุโสทั้งสิบสองท่านในสำนักต่างก็เป็นแดนเอตทัคคะช่วงท้าย ผู้อาวุโส ใหญ่ก็ยิ่งเป็นแดนเทพเจ้า ผู้อาวุโสของสำนักเราล้วนมีพลังในการต่อสู้กับ มหาราชาอย่างข่าตี๋ พวกเขากระจายตัวกันอยู่ทั่วทุกมุมในดินแดนของเผ่า มนุษย์ หรือไม่ก็ท้องฟูามากดวงดาว หากไม่เฝูาพิทักษ์อยู่ในสถานที่ที่ สำคัญ ก็สำรวจหาดินแดนแห่งใหม่ ทุกคนต่างก็มีภารกิจสำคัญติดตัว”
“ผู้อาวุโสตาย!” เนี่ยเทียนตะลึงพรึงเพริด “รู้หรือไม่ว่าเป็นท่านไหน?”
“ตอนนี้ยังไม่รู้” ฟางหยวนส่ายหน้า “รอให้ไปถึงตำหนักใหญ่แล้วก็ ย่อมรู้เอง”
ขณะที่คนทั้งสองกำลังขับเรือดาราออกไป จู่ๆ ก็มองเห็นว่ามีเรือดารา อีกลำบินทะยานออกมา
บนเรือดาราลำนั้นมีชายหนุ่มผอมแห้งคนหนึ่งยืนอยู่ ชายหนุ่มมีสีหน้า เย็นชาดุร้าย ซึ่งกำลังทะยานมาจากที่ไกลๆ
“ซือคงฉั่ว!” ฟางหยวนแค่นเสียงเย็น
“เขาก็คือซือคงฉั่วหรือ?” เนี่ยเทียนตะลึง
“นอกจากเขาแล้วยังจะเป็นใครไปได้อีก?” ฟางหยวนขมวดคิ้ว “สามปี ที่ผ่านมา เจ้าปิดด่านฝึกตนตลอดเวลา หลังจากที่ซือคงฉั่วเลื่อนสู่แดนว่าง เปล่าได้ไม่นาน สามปีมานี้เขาก็เดินทางไปทั่วทุกแห่ง ทั้งยังสะสมค่าคุณ ความดีอีกไม่น้อย สำนักจึงฝากความหวังไว้ที่เขา เขากลับมาครั้งนี้ก็ได้ใช้ ค่าคุณความดีในมือมาแลกเปลี่ยนวัตถุดิบพิเศษที่แม้แต่อาณาจักรฟูามืดก็ ยังไม่มีให้กับพวกลูกน้องของเขา”
“เท่าที่ข้ารู้มา เขายังรับผู้ใต้บังคับบัญชามาอีกไม่น้อย หัวหน้าพรรค ยอดโลหิตที่ปูวนเปี้ยนอยู่แถวดินแดนพงฟูาของเจ้าก็เหมือนว่าจะเลือก พึ่งพิงเขาแล้วด้วย”
“เซวี่ยเจวี๋ยจื่อ?” เนี่ยเทียนอึ้งงัน “เซวี่ยเจวี๋ยจื่อผู้นั้นกับพรรคยอด โลหิตของเขาไม่ใช่นักล่าแห่งทางช้างเผือกหรอหรือ? อีกอย่างชื่อเสียงของ พรรคยอดโลหิตก็ฉาวโฉ่อย่างยิ่ง ผู้ฝึกลมปราณในดินแดนใกล้เคียงอย่าง ดินแดนหิมะ ดินแดนพงฟูาหรือดินแดนจุลอันธกาลเคยรวบรวมกองกำลัง หมายกำจัดพรรคยอดโลหิตอยู่หลายครั้ง บุคคลแบบนี้เขาก็ยังรับมาเป็น พวกด้วยหรือ?”
“ลูกน้องของซือคงฉั่วที่เหมือนเซวี่ยเจวี๋ยจื่อยังมีอีกมากมาย” ฟาง หยวนตอบรับ “ลูกน้องที่เขารับมา เขาดูแค่พลังการต่อสู้ ไม่ดูนิสัยใจคอ แล้วก็เพราะเหตุนี้ พวกลูกน้องที่อยู่ใต้บังคับบัญชาของเขาจึงก่อเรื่องไปทั่ว สร้างปัญหามากมายให้กับสำนักไม่ต่างจากเขา”
“หากไม่เป็นเพราะเขาล่วงเกินเฮ้อเหลียนสงจากหอทอดฟูา ข้าเองก็คง ไม่ถูกเจ้าเฮ้อเหลียนสงผู้นั้นเล่นงาน!”
คนทั้งสองพูดคุยกัน แล้วก็เห็นว่าเรือดาราของซือคงฉั่วนำเข้าไปใน ตำหนักใหญ่ก่อนเขาแล้วก้าวหนึ่ง
รอจนเนี่ยเทียนและฟางหยวนเข้าไปในตำหนักใหญ่ก็เห็นว่าพวกผู้ อาวุโสสี่ท่านอย่างเว่ยไหล เหยียนจั้น ซินฉิงและจู่เหย้ากวางต่างก็มาอยู่กัน ครบแล้ว
ตรงหน้าผู้อาวุโสทั้งสี่มีศพวางอยู่สิบกว่าศพ ศพหนึ่งในนั้นที่เป็นมีเลือด เนื้อเปรอะเปื้อนเละเทะจนมองเห็นหน้าตาที่แท้จริงได้ไม่ชัดเจนอีกแล้ว
“เหล่าเซียวตายไปแล้ว แม้แต่จิตวิญญาณก็ยังถูกทำลายไปด้วย ความ เป็นไปได้ที่เขาจะกลับมาจุติเพื่อฝึกตนใหม่จึงถูกตัดขาดไปแล้วด้วย” เว่ ยไหลถอนหายใจหนักหน่วง “สองท่านของสำนักห้าธาตุและลัทธิจิตต วิสุทธิ์ที่เดินทางไปพร้อมกับเหล่าเซียวก็ล้วนต่อสู้จนตัวตายกันหมด”
“พวกเราสามฝุายร่วมมือกัน ระดมแดนเอตทัคคะช่วงท้ายสามท่าน แดนเอตทัคคะช่วงกลางอีกหกท่าน บวกกับแดนว่างเปล่าอีกสิบกว่าท่าน และยังมีเขตวิญญาณอีกหลายร้อยคน ตอนนี้ทุกคนล้วนตายอยู่ที่นั่น” เห ยียนจั้นข่มกลั้นความเดือดดาล “ไอ้พวกกากเดนสมควรตาย!”
“ข้าเดาว่าหลังจากที่คนผู้นั้นไปจุติและย้อนกลับมาฝึกตน พลังของเขา ได้ฟื้นคืนสู่จุดสูงสุดแล้ว” เว่ยไหลยิ้มขื่น
“จะทำอย่างไรกันดี? เจ้าตำหนักและรองเจ้าตำหนักต่างก็ยังไม่ กลับมา” เหยียนจั้นเอ่ยถาม
“ข้าส่งข้อความเสียงไปให้ผู้อาวุโสใหญ่แล้ว อีกไม่นานผู้อาวุโสใหญ่ก็ จะกลับมา” เว่ยไหลขมวดคิ้ว “ทางฝุายของลัทธิจิตตวิสุทธิ์ พวกเราควร ต้องไปคุยกันสักหน่อยว่าหลังจากนี้จะเอายังไง”
สี่ผู้อาวุโสพูดคุยกันด้วยสีหน้าเคร่งเครียด แต่เนี่ยเทียนกลับยังมึนงง
ฟางหยวนและซือคงฉั่วมองไปยังศพเหล่านั้นก็คล้ายจะรู้ว่าเกิดเรื่อง อะไรขึ้น แต่กลับไม่มีใครเปิดปากถาม
——