ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 1010 เจอกับเผยฉีฉีอีกครั้ง
ตอนที่เนี่ยเทียนเพิ่งได้กระดูกท่อนนั้นมา มันยาวสิบห้าเมตร
ตอนนั้นที่เขาหยดแก่นเลือดไปให้กับกระดูกท่อนนั้น มันทำได้เพียงแค่ ให้ท่อนกระดูกเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างที่หนึ่งเท่านั้น นั่นคือสามารถ รวบรวมพลังงานจากทางช้างเผือกมาได้ด้วยตัวเอง
แต่สามปีให้หลัง กระดูกท่อนนั้นกลับยาวขึ้นมาอีกห้าเมตรแล้ว!
กระดูกที่เข้ามาอยู่ในมือยาวยี่สิบเมตร คล้ายทวนยาวเล่มหนึ่ง
ไม่เพียงเท่านี้ วินาทีที่กระดูกหล่นมาอยู่ในมือ เขายังพอจะได้ยินเสียง ไชโยโห่ร้องเสียงหนึ่งที่ดังมาจากจิตวิญญาณได้แว่วๆ ด้วย
จู่ๆ ในร่างของเขาก็มีปราณเลือดเนื้อนับพันนับหมื่นเส้นแผ่ออกไป และถูกกระดูกท่อนนั้นดูดซับเอาไว้หมด
อีกทั้งพอเขารวบรวมสมาธิรับสัมผัสยังพอจะรู้สึกได้ถึงความปรารถนา อย่างแรงกล้าที่กระดูกท่อนนั้นมีต่อแก่นเลือดของเขาด้วย
“มัน ยังต้องการแก่นเลือดแห่งชีวิตที่มากกว่าเดิม!”
เนี่ยเทียนตะลึง คาดไม่ถึงว่าเวลาสั้นๆ เพียงแค่สามปีที่เขาปล่อยให้ กระดูกท่อนนี้อยู่ในจุดลึกของทางช้างเผือกจะทำให้กระดูกท่อนนี้มีขนาด ยาวขึ้นประมาณห้าเมตร
“แก่นเลือดแห่งชีวิตของข้าไปกระตุ้นมัน แต่ดูเหมือนว่ามันจะยังต้อง เติบโตต่อไป คล้ายว่ามันต้องการพลังงานที่ซับซ้อนในทางช้างเผือกมาก กว่าเดิม”
“หากทิ้งวัตถุชิ้นนี้ไว้ในจุดลึกของทางช้างเผือก ผ่านไปหลายสิบปี หลายร้อยปีหรือหลายพันปี มันจะไม่ค่อยๆ เติบโตและเปลี่ยนแปลงไปได้ อย่างต่อเนื่องหรอกหรือ?”
“หากดูตามความเป็นไปได้นี้ สักวันหนึ่ง มันจะสามารถสร้างเลือดเนื้อ ขึ้นมาใหม่โดยอาศัยเพียงกระดูกท่อนเดียวได้หรือไม่?”
เขาพกพาเอาความสงสัยนี้กลับไปยังหอหงเทียน
สามวันต่อมา
เขาเดินออกจากหอหงเทียน มองเห็นว่าฟางหยวนมารออยู่ก่อนแล้ว ซึ่งด้านหลังของฟางหยวนมีคนอยู่สิบกว่าคน สามคนคือแดนเอตทัคคะ บวกกับแดนว่างเปล่าอีกสิบกว่าคน
ฟางเทียนอี้ที่เขาเคยช่วยเหลือกลับไม่ได้เป็นหนึ่งในนั้น
“เนี่ยเทียน พวกเราสามารถออกเดินทางกันได้แล้ว” ฟางหยวนร้อง ตะโกนเสียงดัง “ซือคงฉั่วและลูกน้องของเขาเดินทางล่วงหน้าพวกเราไป ก่อน เขาอาศัยค่ายกลนำส่งของสำนักเดินทางไปถึงลัทธิจิตตวิสุทธิ์แล้ว”
ตอนที่พวกลูกน้องของเขามองเห็นเนี่ยเทียน ต่างก็พากันโค้งตัวน้อยๆ
คนเหล่านั้นมีส่วนหนึ่งที่มาจากตระกูลฟาง นับตั้งแต่ที่รู้ว่าเนี่ยเทียน ช่วยฟางเทียนอี้ลบเลือดลมของมหาราชานรกเลือดทิ้งไป ทุกคนต่างก็ ซาบซึ้งในน้ำใจของเนี่ยเทียน
“ไปคนเดียวจริงๆ น่ะรึ?”
ยังมีคนไม่น้อยที่แอบพึมพำ สีหน้าซับซ้อน
“ข้าไม่มีธุระอะไรแล้ว ไปกันเถอะ” เนี่ยเทียนตอบรับ
……
ดินแดนจิตตวิสุทธิ์ ตำแหน่งที่ตั้งของลัทธิจิตตวิสุทธิ์
จุดลึกของชั้นเมฆมีตำหนักโอ่อ่าตั้งอยู่หลายหลัง ตำหนักเหล่านั้นแผ่ ปราณแห่งความเก่าแก่โบราณ
ตำหนักใหญ่ทุกหลังต่างก็ลอยสูงอยู่บนท้องฟูาคล้ายดาวและเดือนที่มิ อาจร่วงลงมาได้ตลอดกาล
รอบด้านตำหนักใหญ่แต่ละหลังมีรอยแยกห้วงมิติจำนวนมากล้อมวน คล้ายกับที่อาณาจักรวอหลิว รอยแยกห้วงมิติพวกนั้นดูเหมือนจะเชื่อมโยง ไปยังฟูาดินแห่งใดแห่งหนึ่งของอาณาจักรมนุษย์
จุดลึกของรอยแยกห้วงมิติมากมายยังมีปราณที่พิเศษของพื้นที่ห้วงมิติ ปั่นปุวนส่งออกมา
รอยแยกห้วงมิติหนึ่งในนั้นที่เปิดออกมีเวทีหยกกว้างขวางอยู่แห่งหนึ่ง บนเวทีหยกมีคนอยู่เต็มไปหมด ซึ่งพวกเขากำลังรออะไรบางอย่างด้วย ท่าทางเคร่งขรึม
“ฟิ้วๆๆ!”
เงาร่างมากมายที่สวมอาภรณ์ไม่เหมือนกันบินออกมาจากรอยแยกห้วง มิติแล้วพลิ้วกายลงบนเวทีหยก
ข้างกายผู้อาวุโสใหญ่โม่เหิงแห่งพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวมีซือคงฉั่ว ยืนอยู่ แล้วก็ยังมีลูกน้องของซือคงฉั่วอยู่ด้วย ลูกน้องเหล่านั้นต่างก็เป็น แดนเอตทัคคะและแดนว่างเปล่า
โม่เหิงและผู้ฝึกลมปราณสองคนจากสำนักห้าธาตุและลัทธิจิตตวิสุทธิ์ กำลังพูดคุยกันเบาๆ ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“ฟิ้ว!”
มีเงาร่างอีกมากมายบินลงมาจากรอยแยกห้วงมิติ
โม่เหิงหยุดการสนทนา จุดลึกในดวงตาที่เย็นเยียบนิ่งสนิทราวผิวน้ำ พลันมีปรายแสงเปล่งวาบออกมา
ผู้เฒ่าร่างผอมแห้งคนหนึ่งของลัทธิจิตตวิสุทธิ์เลิกคิ้วขึ้นสูง แล้วมอง ตามสายตาของโม่เหิงไปยังคนที่มาใหม่ “พี่โม่ คนผู้นั้น…ก็คือเนี่ยเทียน บุตรแห่งดวงดาวคนที่เจ็ดของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวท่านน่ะหรือ?”
โม่เหิงพยักหน้ารับ
“เขตลี้ลับช่วงท้าย” รองเจ้าลัทธิจิตตวิสุทธิ์อุทานเบาๆ แล้วก็พลันหัน ไปมองตำหนักหลังหนึ่งที่อยู่ห่างไปไกล
“เนี่ยเทียน!”
หวงจินหนันและโหลวหงแยนจากสำนักห้าธาตุตะโกนขึ้นพร้อมกัน
เพิ่งมาถึงเป็นครั้งแรก เนี่ยเทียนที่ยังไม่ทันได้สังเกตสภาพการณ์ของ ลัทธิจิตตวิสุทธิ์ได้ยินเสียงตะโกนก็หันไปมอง แล้วจึงเห็นใบหน้าของคนที่ คุ้นเคยมากมาย
หวงจินหนัน โหลวหงแยนและยังมีลูกน้องของคนทั้งสองอีกหลายคน ต่างก็หันมาผงกหัวให้เนี่ยเทียนพร้อมอมยิ้ม
พวกหยางฝาน จ้าวเหิงเองเนี่ยเทียนก็เคยเจอเมื่อครั้งอยู่ดินแดนของ เผ่ากิ้งก่า ทั้งสองฝุายต่างก็สนิทสนมคุ้นเคยกันดี
“ทำไมพวกเจ้าก็มาด้วยล่ะ?” เนี่ยเทียนยิ้มน้อยๆ เดินออกมาจากข้าง กายฟางหยวน ขยับเข้าไปหาตำแหน่งที่หวงจินหนัน โหลวหงแยนอยู่ “พวกเจ้าเองก็ถูกเรียกให้ไปดินแดนสวรรค์ทมิฬด้วยรึ?”
หวงจินหนันพยักหน้ารับเบาๆ “ศิษย์พี่หญิงของข้าได้รับคำสั่งให้ไปที่ นั่น ส่วนข้าที่พอได้ยินว่าเจ้าจะไปก็เลยขอไปด้วย”
กล่าวจบเขาก็หันมาแนะนำผู้เฒ่าคนหนึ่งที่นั่งนิ่งๆ อยู่ด้านหลัง “ผู้ อาวุโสลู่ ผู้นี้ก็คือเนี่ยเทียน”
ก่อนหน้านี้ผู้เฒ่าคนนั้นก็กำลังพูดคุยอยู่กับโม่เหิง พอได้ยินคำพูดนี้จึง หันมายิ้มให้เนี่ยเทียนน้อยๆ ผงกศีรษะกล่าวว่า “ข้าผู้อาวุโสมีนามว่าลู่เจี้ย เฟิง ได้ยินเสี่ยวหนันและหงแยนพูดถึงเจ้าอยู่หลายครั้ง ทุกครั้งที่เจ้าเด็ก สองคนนี้พูดถึงเจ้าต้องเอ่ยชมไม่ขาดปากเสมอ”
“คารวะผู้อาวุโสลู่!” เนี่ยเทียนกล่าวอย่างนอบน้อม
เขา หวงจินหนันและโหลวหงแยนเคยรบเคียงบ่าเคียงไหล่กันมาก่อน หลังจากกลับไปยังพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว ก็เคยได้ไปหาความรู้ เกี่ยวกับสำนักห้าธตุ รู้ว่าเจ้าสำนักห้าธาตุนอกจากห้าสำนักแยกอย่างทอง ไม้ ดิน น้ำ ไฟที่ต่างก็เป็นผู้แข็งแกร่งแดนเทพเจ้าแล้ว ยังมีคนอีกคนหนึ่งที่ เป็นแดนเทพเจ้าเช่นกัน
คนผู้นี้ก็คือลู่เจี้ยเฟิง ตบะแดนเทพเจ้าช่วงต้น เชี่ยวชาญพลังแห่งทอง
ว่ากันว่าลู่เจี้ยเฟิงคนนี้ก็เป็นคนสายสำนักทองของสำนักห้าธาตุเช่นกัน เป็นศิษย์พี่ศิษย์น้องกับเจ้าสำนักทองคนปัจจุบัน
ปีนั้นเขาเป็นฝุายสละสิทธิ์ในการช่วงชิงตำแหน่งเจ้าสำนักทอง แล้ว มอบตำแหน่งให้กับอาจารย์ของหวงจินหนัน
ได้ยินมาว่าพรสวรรค์ในการฝึกตนของลู่เจี้ยเฟิงไม่เป็นรองอาจารย์ของ หวงจินหนันแม้แต่น้อย ที่เขามีตบะแค่แดนเทพเจ้าช่วงต้นก็เป็นเพราะยก ตำแหน่งเจ้าสำนักอันทรงเกียรติให้กับผู้อื่น ทำให้ทรัพยากรการฝึกตนที่มา กมหาศาลล้วนถูกทุ่มเทให้กับอาจารย์ของหวงจินหนัน เป็นเหตุให้อาจารย์ ของหวงจินหนันมีขอบเขตเป็นแดนเทพเจ้าช่วงท้าย
การยอมถอยให้ของลู่เจี้ยเฟิง ทำให้เจ้าสำนักทองซาบซึ้งใจมาตลอด ระยะเวลาหลายปี
ตำแหน่งของลู่เจี้ยเฟิงในสำนักฟูาธาตุเป็นรองแค่เจ้าสำนักทั้งห้า ซึ่ง เทพบุตรและเทพธิดาทุกคนต่างก็เคารพเลื่อมใสเขาอย่างถึงที่สุด
“เนี่ยเทียน ท่านผู้นี้คือรองเจ้าลัทธิจิตตวิสุทธิ์ จีหยวนฉวน” โม่เหิงกวัก มือเรียกเนี่ยเทียนมาแนะนำให้กับคนอีกคนหนึ่ง
เนี่ยเทียนจึงโค้งตัวคำนับอีกครั้ง “คารวะผู้อาวุโสจี”
“ไม่ต้องมากพิธี” จีหยวนฉวนโบกมือ มองเขาด้วยสายตาลึกล้ำ “มีคน คนหนึ่งรอเจ้าอยู่นานแล้ว”
“ใครหรือ?” เนี่ยเทียนเอ่ยถาม
จีหยวนฉวนยิ้มบางๆ “รู้อยู่แก่ใจแต่ก็ยังถาม”
กล่าวจบ เรือนกายหนึ่งที่สวมอาภรณ์สีฟูาพลันบินออกมาจากใน ตำหนักที่ห่างไปไกล พริบตาเดียวก็พลิ้วกายลงบนเวทีหยก
“ศิษย์พี่หญิงเผย!” เนี่ยเทียนอุทานตกใจ
“ไม่เจอกันนานเลย” เผยฉีฉียังคงมีท่าทางเฉยชาเช่นเดิม ทว่าส่วนลึก ในดวงตาของนางกลับมีประกายประหลาดเปล่งวูบวาบ “เจ้า เลื่อนสู่เขตลี้ ลับช่วงท้ายแล้วรึ? ยังดี ไม่ถือว่าช้าเกินไป”
“ศิษย์พี่หญิงเผย เจ้า…เลื่อนสู่เขตวิญญาณช่วงกลางแล้ว?” เนี่ยเทียน ตะลึงงัน
เผยฉีฉีพยักหน้ารับ “สำนักทุ่มเทแรงกายแรงใจให้กับข้ามาก ข้าย่อม ไม่มีทางทำให้สำนักผิดหวัง”
“นางคือใคร?”
“ผู้หญิงคนนี้ไม่ค่อยคุ้นหน้าคุ้นตาเท่าไหร่เลย ดูเหมือนว่าก่อนหน้านี้ จะไม่เคยเจอมาก่อน แล้วก็ไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อนด้วย”
“ไม่แน่ใจนะ จีหยวนฉวนแนะนำด้วยตัวเองแบบนี้ เกรงว่าที่มาคงไม่ ธรรมดา”
“นางรู้จักเนี่ยเทียนได้อย่างไร?”
หลังเวทีหยกมีคนไม่น้อยกระซิบกระซาบกัน เห็นได้ชัดว่าไม่รู้ที่มาของ เผยฉีฉี
จีหยวนฉวนรองเจ้าลัทธิจิตตวิสุทธิ์กระแอมเบาๆ ก่อนจะหันไปแนะนำ ให้กับทุกคนฟังด้วยเสียงอันดัง “ทุกท่าน เผยฉีฉีที่อยู่เบื้องหน้าผู้นี้ก็คือลูก ศิษย์คนใหม่ของเจ้าลัทธิจิตตวิสุทธิ์เรา”
“เผยฉีฉีมาจากดินแดนดาวตกเช่นเดียวกับเนี่ยเทียนบุตรแห่งดวงดาว คนที่เจ็ดของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว”
“บางทีพวกเจ้าอาจจะไม่คุ้นหูกับชื่อของเผยฉีฉี แต่ว่าวัตถุดิบห้วงมิติ ล้ำค่าระดับเพาะฟูาที่เคยปรากฏอยู่ในสนามรบสุ้ยเมี่ยชั่วครู่หนึ่งเป็นฝุาย ขอผสานรวมเข้ามาในร่างของเผยฉีฉีด้วยตัวเอง นางเป็นคนได้มันมา ครอง”
“ครั้งนี้นางจะเดินทางไปกำจัดพวกกบฏของลัทธิจิตมืดที่ดินแดน สวรรค์ทมิฬพร้อมกับพวกเราด้วย”
เมื่อได้รับฟังคำแนะนำจาจีหยวนฉวน ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นก็พลัน ตระหนักรู้ถึงฐานะของเผยฉีฉีในลัทธิจิตตวิสุทธิ์
ลูกศิษย์ผู้ที่ได้รับการสืบทอดโดยตรงจากเจ้าลัทธิจิตตวิสุทธิ์ มีตำแหน่ง เท่าเทียมกับบุตรแห่งดวงดาวของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว และ เทพบุตร เทพธิดาของสำนักห้าธาตุ
นอกจากนี้ยังเล่าลือกันว่าเจ้าลัทธิจิตตวิสุทธิ์มีลูกศิษย์ทั้งหมดสามคน ซึ่งหลายปีก่อนเคยบอกไว้ว่าจะไม่รับลูกศิษย์คนใหม่มาเพิ่มอีก
ทว่าการที่เขารับเผยฉีฉีมา เห็นได้ชัดว่านั่นเป็นการแหกกฎของตัวเอง
ยอมแหกกฎเพื่อเผยฉีฉี มากพอจะพิสูจน์ให้เห็นว่าเผยฉีฉีมีความสำคัญ แค่ไหนในสายตาของเขา
ก่อนหน้านี้หลายคนไม่เคยได้ยินชื่อของเผยฉีฉีมาก่อน แสดงให้รู้ว่า หลังจากเผยฉีฉีถูกพาตัวมาที่ลัทธิจิตตวิสุทธิ์ ฝุายในของลัทธิก็ได้เก็บ ความลับไว้อย่างมิดชิด คราวนี้การที่เผยฉีฉีเดินทางไปยังดินแดนสวรรค์
ทมิฬ ก็น่าจะเป็นเพราะพอติดตามฝึกตนอยู่กับเจ้าลัทธิจิตตวิสุทธิ์พักหนึ่ง นางคงได้รับการสืบทอดอันเป็นกุญแจสำคัญจนเชี่ยวชาญสัจธรรมแห่งห้วง มิติแล้ว
การไปดินแดนสวรรค์ทมิฬ บางทีอาจเป็นเพราะเจ้าลัทธิจิตตวิสุทธิ์ ต้องการจะดูผลลัพธ์จากการฝึกตนของนางในช่วงเวลาที่ผ่านมา
“เผยฉีฉี ลูกศิษย์คนที่สี่ที่ได้รับการสืบทอดโดยตรงจากเจ้าลัทธิจิตต วิสุทธิ์!” ซือคงฉั่วพึมพำ “แค่ดินแดนดวงดาวกระจอกๆ แต่กลับเป็น ดินแดนที่มีผู้คนโดดเด่นถือกำเนิด ไม่เพียงแต่มีบุตรแห่งดวงดาวของสำนัก ยังมีลูกศิษย์ที่ได้รับการสืบทอดจากเจ้าลัทธิจิตตวิสุทธิ์โดยตรง สถานที่ กันดารแบบนั้น เมื่อก่อนไม่เคยได้ยิน ไม่นึกว่าจะเป็นสถานที่ที่ซ่อนมังกร ซ่อนพยัคฆ์เอาไว้”
“ดินแดนดาวตกช่างพิเศษจริงๆ!” มีคนร้องอุทานขึ้นมาอีก
หลายคนต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์อย่างออกรส ทั้งยังจับตามองเผยฉีฉี และเนี่ยเทียนตาไม่กะพริบ
ช่วงที่ผ่านมาชื่อเสียงของเนี่ยเทียนระบือไปไกล ทว่าคนที่เคยเห็นเขา จริงๆ กลับมีไม่มาก
เขาและเผยฉีฉีสองคนจึงกลายเป็นจุดสนใจในชั่วพริบตา
“การเดินทางไปยังดินแดนสวรรค์ทมิฬ มีผู้อาวุโสโม่เหิงแห่งพระราชวัง โบราณสะเก็ดดาว ข้าและลู่เจี้ยเฟิงจากสำนักห้าธาตุเป็นผู้นำ” จีหยวนฉ วนตะโกนขึ้นมาอีกครั้ง “ลัทธิจิตมืดฟื้นคืนชีพขึ้นมาใหม่ เจ้าลัทธิจุติ กลับมาฝึกตนอีกครั้ง จากข่าวที่ได้มา เขาแข็งแกร่งยิ่งกว่าตอนที่มีชีวิตอยู่
ครั้งนี้ต้องกำจัดคนชั่วร้ายให้สิ้นซาก อย่าปล่อยให้จิตวิญญาณต้นกำเนิด ของเขาหนีออกไปได้อีกเด็ดขาด!”
“ทุกคนมากันครบแล้ว หากไม่มีใครเห็นต่าง ก็ออกเดินทางกันตอนนี้ เลยเถอะ”
กล่าวจบก็มีแดนเอตทัคคะและแดนว่างเปล่าอีกสิบกว่าคนพากันบิน ออกมาจากตำหนักหลังอื่นของลัทธิจิตตวิสุทธิ์ ซึ่งคนเหล่านั้นต่างก็มายืน อยู่ข้างกายเผยฉีฉี
——