ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 1014 ถูกกัก
พื้นที่ของอาณาจักรที่ถูกระบุให้เป็นอาณาจักรแห่งที่สิบสามไม่นับว่า กว้างใหญ่นัก
ผู้ที่มีแดนว่างเปล่า หากไม่อาศัยอาวุธวิเศษประเภทบิน ใช้เวลาแค่ไม่กี่ วันก็สามารถเดินทางไปทั่วทั้งอาณาจักรได้
ส่วนแดนเอตทัคคะนั้นใช้เวลาเพียงแค่วันเดียวก็ไปได้ทั่วแล้ว
แน่นอนว่าเนื่องจากต้องตามหาลูกศิษย์ของลัทธิจิตมืด ความเร็วย่อม ต้องช้าลง
ครึ่งวันต่อมาก็มีข้อมูลส่งมาจากทางฝ่ายของหวงจินหนัน
ข้อความที่ส่งมา หินส่งข้อความเสียงของเนี่ยเทียน เผยฉีฉีและแดน เอตทัคคะช่วงท้ายคนนั้นต่างก็ได้มีปฏิกิริยาขานรับในเวลาเดียวกัน
“ฟิ้ว!”
แดนเอตทัคคะช่วงท้ายของลัทธิจิตตวิสุทธิ์คนนั้นมาถึงในเสี้ยววินาที จากนั้นจึงมายืนอยู่ด้านหลังของเผยฉีฉี
“ไปกันเถอะ ไปดูสถานการณ์ทางฝั่งนั้นกัน”
เผยฉีฉีลุกขึ้นยืน จากนั้นก็กรีดรอยแยกห้วงมิติออกเส้นหนึ่ง ก่อนจะพา เนี่ยเทียนและคนผุ้นั้นลอดผ่านไป
หุบเขามืดมิดที่พื้นดินปริแยก
หวงจินหนันยืนอยู่ด้วยสีหน้ามืดทะมึน ดวงตาคล้ายมีเพลิงโทสะสีทอง ลุกโชน ตวาดด่า “ไอ้พวกลัทธิจิตมืดสมควรตาย!”
กลางหุบเขามืดมิด ในร่องลึกมากมายที่ปริแตกถูกเติมเต็มไปด้วยศพ ของเผ่ามนุษย์
เมื่อเนี่ยเทียนมาถึง เขาก็กวาดตามองคร่าวๆ แวบหนึ่งก็รู้ว่าศพของเผ่า มนุษย์พวกนี้น่าจะมีมากหลายหมื่นศพ
ศพที่ฝังอยู่ใต้ดินยังมีอีกมากน้อยแค่ไหน ตอนนี้ยังมิอาจนับได้อย่าง ชัดเจน
เผยฉีฉีขมวดคิ้ว “เป็นฝีมือของลัทธิจิตมืดทั้งนั้นเลยหรือ?”
“นอกจากพวกเขาแล้วยังมีใครได้อีก?” หวงจินหนันเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน “ตรวจสอบศพเรียบร้อยแล้ว พวกเขาคือผู้ฝึกลมปราณในสำนักต่างๆ ของ ดินแดนเผ่ามนุษย์ใหญ่ๆ ซึ่งหลายปีก่อนหน้านี้ดินแดนของพวกเขายังถือว่า สงบสุขอยู่บ้าง แต่ช่วงที่ผ่านมาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ถึงดูเหมือนว่า ความแค้นที่สั่งสมมาหลายปีจะก่อตัวแล้วระเบิดออกมาพร้อมกัน”
“เวลาสั้นๆ เพียงแต่สิบกว่าปี ดินแดนใหญ่ๆ พวกนั้นก็มีคนตายไป หลายร้อยล้านคน มีทั้งผู้ฝึกลมปราณ แล้วก็มีทั้งคนธรรมดา”
“ศพที่ตายไปกลับมาปรากฏอยู่ในดินแดนสวรรค์ทมิฬ นี่หมายความว่า ลัทธิจิตมืดต้องแอบยุแยงให้ฝ่ายในของเผ่ามนุษย์ต่อสู้กันเอง ลัทธิจิตมืดจุด ไฟสงครามขึ้นมา ที่พวกเขาต้องการก็คือจิตวิญญาณของคนที่สู้รบจนตัว ตาย ทั้งยังเอาวิญญาณพวกนั้นมาสร้างผลึกจิตวิญญาณเพื่อมอบให้แก่อสูร กาย”
“การดำรงอยู่ของศพพวกนี้บอกให้รู้ว่านอกจากลัทธิจิตมืดจะสมคบคิด กับเผ่าอสูรกายแล้ว ยังมีเผ่าโครงกระดูกด้วยอีกเผ่าหนึ่ง”
เผยฉีฉีกล่าวเสียงเย็น “เผ่าโครงกระดูกอีกแล้วรึ!”
“เผ่าโครงกระดูกแพร่พันธ์กันอย่างยากลำบาก ทว่าเผ่ามนุษย์กลับทำ ได้ง่ายมาก การแปรสภาพสายเลือดให้แข็งแกร่งก็ยิ่งต้องใช้เวลาที่ ยาวนาน” หวงจินหนันบอกให้รู้ถึงต้นสายปลายเหตุ “และก็เพราะว่าเหตุนี้ ท่ามกลางสงครามของเผ่าพันธุ์ เผ่ามนุษย์ของพวกเราถึงได้ค่อยๆ กลายมา เป็นฝ่ายได้เปรียบ คนของเผ่ามนุษย์กระจายไปทั่วทุกมุม จำนวนของ มนุษย์ทั่วไปก็มีมากมาย คนที่มีพรสวรรค์ในการฝึกตนก็มีมากด้วยเช่นกัน”
“ในเส้นทางการฝึกตนของคนเผ่ามนุษย์ ขอแค่มีหินวิเศษที่มากพอ ก็ ง่ายที่จะเปลี่ยนมาเป็นแข็งแร่ง”
“สงครามระหว่างพวกเราและชนต่างเผ่าที่แม้จะมีความเสียหายไม่ น้อย แต่ก็เพราะอาศัยจำนวนคนที่มากมหาศาลจึงไม่กลัวในเรื่องของการ เผาผลาญ”
“ทว่าชนต่างเผ่ากลับเสียเปรียบในด้านนี้
“อย่างพวกอสูรกายก็ยังจำเป็นต้องใช้ผลึกจิตวิญญาณถึงจะทำให้จิต วิญญาณแข็งแกร่งขึ้นมาได้ ที่มาของผลึกจิตวิญญาณส่วนใหญ่แล้วล้วนมา จากเผ่ามนุษย์อย่างพวกเรา”
“ผลึกจิตวิญญาณไม่เพียงแต่เหมาะสำหรับเผ่าอสูรกายเท่านั้น แต่ สำหรับเผ่าพันธุ์ใหญ่ๆ อย่างภูตผีปีศาจหรือเผ่าทมิฬก็ล้วนสามารถอาศัย
พลังจิตวิญญาณในผลึกจิตวิญญาณมาเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับจิต วิญญาณของตัวเองได้”
“ด้วยเหตุนี้ผลึกจิตวิญญาณจึงสามารถนำมาแลกเปลี่ยนให้กับเผ่าพันธุ์ ใหญ่ๆ ได้มากมาย”
“สงครามในดินแดนของเผ่ามนุษย์ วิญญาณมนุษย์ที่ตายไปจะถูกนำมา ชุบหลอมเป็นผลึกจิตวิญญาณ ศพก็จะแอบส่งมาฝังไว้ที่นี่ ที่ทำเช่นนี้ก็ น่าจะเพราะต้องการแลกเปลี่ยนกับเผ่าโครงกระดูก”
“เผ่าโครงกระดูกจำเป็นต้องใช้ศพในการสร้างพื้นที่ฝังกระดูกเพื่อให้ พวกเขาดูดซับเอาปราณแห่งความตายไปทำให้สายเลือดแข็งแกร่ง”
“หากไม่ผิดไปจากที่คาด ศพที่อยู่เบื้องหน้านี่น่าจะเป็นฝีมือของลูก ศิษย์ลัทธิจิตมืดที่เอามาเตรียมไว้ให้เผ่าโครงกระดูก”
พอหวงจินหนันกล่าวจบ เนี่ยเทียนและเผยฉีฉีสองคนต่างก็เงียบงัน
“เจอลูกศิษย์ของลัทธิจิตมืดหรือไม่?” ครู่หนึ่ง เผยฉีฉีถึงเอ่ยถาม
“ยังไม่เจอ” หวงจินหนันส่ายหน้า “ข้าเดาเอาว่าหลังจากที่ผู้อาวุโส ของพวกเราสามฝ่ายมาตายอยู่ในดินแดนสวรรค์ทมิฬ ลัทธิจิตมืดเองก็ต้อง เข้าใจดีว่าอีกไม่นานทั้งสามฝ่ายจะต้องส่งผู้แข็งแกร่งมามากกว่าเดิม ลูก ศิษย์ของลัทธิจิตมืดเองที่เตรียมรับมือก็น่าจะรีบร้อนถอนกำลังจากไป”
“แล้วก็เพราะว่าฉุกละหุกเกิน พวกเขาจึงไม่ทันเอาศพพวกนี้ไป แลกเปลี่ยนกับเผ่าโครงกระดูก”
“อู้!”
จ้าวเหิงที่มีตบะแดนเอตทัคคะช่วงท้ายบินมาถึง พอเห็นว่าหวงจินหนัน มองมาก็เป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นมา “ข้าบินไปทั่วอาณาจักรแห่งนี้แล้วรอบหนึ่ง แต่ กลับสัมผัสไม่ได้ถึงพลังวิญญาณและปราณจิตวิญญาณของสิ่งมีชีวิตใดๆ แต่กลับพบพื้นที่ฝังกระดูกอย่างจุดนี้อีกหลายแห่ง ศพที่อยู่ด้านในล้วนเป็น คนของเผ่ามนุษย์เรา”
“ดูท่าคงไม่น่าจะเจอกับลูกศิษย์ของลัทธิจิตมืดในอาณาจักรแห่งนี้แล้ว ล่ะ” น้ำเสียงของหวงจินหนันแฝงไว้ด้วยความเย็นชา
เดิมทีเขายังวางแผนไว้ว่าเมื่อเจอตัวลูกศิษย์ของลัทธิจิตมืดแล้วจะลง มือสังหารอีกฝ่ายด้วยตัวเอง จะได้ระบายความคลั่งแค้นออกไป
หลายวันต่อมา
ผู้ใต้บังคับบัญชาของหวงจินหนันที่เป็นแดนว่างเปล่าและแดน เอตทัคคะต่างก็ทยอยกันกลับมา คนที่กลับมาต่างก็ส่ายหน้าเหมือนกัน หมด
ทุกพื้นที่ในอาณาจักรแห่งที่สิบสามถูกค้นหาจนทั่วหมดแล้ว แต่กลับไม่ พบลูกศิษย์ของลัทธิจิตมืดเลยแม้แต่คนเดียว
อาณาจักรแห่งนี้มีเพียงหลายพื้นที่ที่ฝังศพของเผ่ามนุษย์ไว้หลายสิบ ล้านศพ ซึ่งศพมากมายในนั้นยังเป็นผู้ฝึกลมปราณที่มาจากสำนักใน ดินแดนต่างๆ
“ไม่ต้องทิ้งศพเอาไว้ เผาทิ้งให้หมด” หวงจินหนันออกคำสั่ง
คนที่เชี่ยวชาญเวทลับเปลวเพลิงหรือไม่ก็คนที่มีอาวุธที่มีเปลวไฟโชติ ช่วงอยู่ในมือต่างก็ออกไปตามหาพื้นที่ฝังศพเหล่านั้นแล้วทำการเผาศพ มากมายให้มอดไหม้ตามคำสั่งของเขา
ทำเช่นนี้ก็เพื่อป้องกันไม่ให้คนของลัทธิจิตมืด หรือเผ่าโครงกระดูกตาม หาศพเจอแล้วเอามาทำเป็นแหล่งพลังงานทางสายเลือดของเผ่าโครง กระดูกหลังพวกเขาจากไป
“ไปอาณาจักรถัดไปที่อยู่ใกล้กับพวกเรามากที่สุด อาณาจักรแห่งที่ เก้า” เผยฉีฉีกล่าว
รอยแยกห้วงมิติถูกแหวกออกอีกครั้ง ทุกคนที่รวมตัวกันอยู่ที่นี่ต่างก็พา กันบินเข้าไป
ระหว่างทางเผยฉีฉีได้ส่งข้อความติดต่อกับจีหยวนฉวนแห่งลัทธิจิตต วิสุทธิ์ บอกให้นางรู้ว่าไม่พบร่องรอยของลัทธิจิตมืดในอาณาจักรแห่งที่สิบ สาม ค่ายกลนำส่งก็ถูกทำลายทิ้งไปแล้ว คนอื่นๆ ไม่จำเป็นต้องมาเสียเวลา อยู่ที่อาณาจักรแห่งที่สิบสามแห่งนี้
อาณาจักรแห่งที่เก้า ดินแดนสวรรค์ทมิฬ
พอเข้ามาในอาณาจักรแห่งนี้ เผยฉีฉีก็พลันหน้าเปลี่ยนสี
“อู้!”
ก้อนผลึกไม่เป็นรูปเป็นร่างก้อนเดิมลอยขึ้นมากลางฝ่ามือของนางอีก ครั้ง แต่ละหน้าของผลึกใสมีมีดแสงห้วงมิติบินวน
ก่อนที่ก้อนผลึกจะหายเข้าไปในความว่างเปล่า
จุดใดจุดหนึ่งในอาณาจักรแห่งที่เก้าพลันมีเสียงระเบิดติดต่อกันดังลอย มา
“ฟิ้ว!”
ครู่หนึ่ง ก้อนผลึกก็ย้อนกลับมาอยู่ในมือของเผยฉีฉี สีหน้านาง เคร่งเครียดอย่างมาก “ค่ายกลนำส่งทั้งหมดสามแห่ง มีสองแห่งที่ถูกข้า ทำลายไปแล้ว แต่อีกแห่งหนึ่ง…”
“ทำไมหรือ?” เนี่ยเทียนถาม
“มีผู้แข็งแกร่งเฝ้าพิทักษ์อยู่ เขาใช้แดนเอตทัคคะของตัวเองห่อหุ้มค่าย กลหลังนั้นเอาไว้” เผยฉีฉีสูดลมหายใจเข้าลึกหนึ่งครั้ง “ค่ายกลหลังนั้นถูก แดนเอตทัคคะของเขาพิทักษ์ไว้อย่างแน่นหนา วัตถุที่อยู่ในมือข้ามิอาจ ลอดผ่านเข้าไปได้เลย”
จ้าวเหิงตะโกนขึ้นมา “ช่วยพาพวกเราไปใกล้ๆ กับค่ายกลแห่งนั้นได้ ไหม?”
“ได้น่ะได้” เผยฉีฉีพยักหน้า แต่นางกลับมีท่าทางลังเลอย่างเห็นได้ชัด “ข้าทำลายค่ายกลนำส่งติดต่อกัน ตอนที่ทำลายค่ายกลหลังที่สาม ร่องรอย ได้ถูกเปิดเผยไปแล้ว ข้ากังวลว่าตรงค่ายกลนั้นจะมีลูกศิษย์ของลัทธิจิตมืด เพิ่มกำลังเฝ้าพิทักษ์อย่างแน่นหนา ข้าแนะนำว่าควรติดต่อไปหาโม่เหิง ลู่ เจี้ยเฟิงและจีหยวนฉวนจากสำนักข้าก่อนจะดีกว่า”
“ทางที่ดีที่สุดควรทำเช่นนี้” แดนเอตทัคคะช่วงท้ายของลัทธิจิตตวิสุทธิ์ ที่เงียบเสียงตลอดเวลาเป็นฝ่ายเปิดปากขึ้นเป็นครั้งแรก “อาณาจักรแห่งนี้ เคยผ่านสงครามนองเลือดที่ดุเดือดมาก่อน เคยมีแดนเอตทัคคะตายอยู่ที่นี่
หากข้าเดาไม่ผิด คนที่ตายอยู่ที่นี่น่าจะเป็นผู้อาวุโสเซียวซีเฮ้อของ พระราชวังโบราณสะเก็ดดาว”
“ทั่วอาณาจักรแห่งนี้ยังมีปราณแดนเอตทัคคะของเขาที่ระเบิดออก หลงเหลืออยู่”
จ้าวเหิงที่เป็นแดนเอตทัคคะช่วงท้ายเหมือนกันหรี่ตาลง แผ่กระแสจิต วิญญาณออกไปแล้วพึมพำว่า “ปราณเย็นเยียบวังเวง วิชาที่ผู้อาวุโสเซียวซี เฮ้อฝึกตนคือพลังความเย็นเช่นเดียวกับเจ้า ความเย็นของที่แห่งนี้บาดลึก ถึงกระดูก ทั้งอาณาจักรแห่งนี้ยังไม่ใช่อาณาจักรที่มีน้ำแข็งปกคลุม การที่ สามารถสร้างผลกระทบให้อุณหภูมิของอาณาจักรแห่งหนึ่งลดต่ำลงได้ เช่นนี้ก็น่าจะเกิดจากสาเหตุที่แดนเอตทัคคะของผู้อาวุโสเซียวระเบิดออก จริงๆ”
เนี่ยเทียนพลันหน้าเปลี่ยนสี
เซียวซีเฮ้อคือหนึ่งในสิบสองผู้อาวุโสของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว มีตบะแดนเอตทัคคะช่วงท้าย เชี่ยวชาญวิชาความเย็น
ในฐานะที่เป็นผู้อาวุโสคนหนึ่งของสี่สำนักใหญ่ที่เก่าแก่ ศักยภาพของ เซียวซีเฮ้อย่อมต้องแข็งแกร่งกว่าจ้าวเหิงที่เป็นระดับเดียวกัน แต่น่าจะเท่า เทียมกับท่านผู้นั้นของลัทธิจิตตวิสุทธิ์
บุคคลเช่นนี้ มาตายอยู่ที่นี่ แดนเอตทัคคะระเบิดทลาย…
“ตกลง ส่งข้อความเสียงบอกให้ผู้นำทั้งสามท่านรับรู้ รอพวกเขามาถึง แล้วค่อยว่ากัน” หวงจินหนันเองก็เห็นด้วย
“หินส่งข้อความเสียงในมือของพวกเราได้แค่ส่งข้อความเสียงอยู่ในรัศมี ของอาณาจักรเดียวกันเท่านั้น คิดจะติดต่อกับพวกเขาสามคน ข้า จำเป็นต้องจากไป” เผยฉีฉียกมือขึ้น เริ่มร่ายใช้ “ลอดทะลวงความว่าง เปล่า” อีกครั้ง เตรียมจะแหวกรอยแยกห้วงมิติเส้นใหม่เพื่อเชื่อมโยงไปยัง จุดที่จีหยวนฉวนอยู่
“ฟู่วๆ!”
มีดแสงห้วงมิติจำนวนนับไม่ถ้วนฉีกทึ้งความว่างเปล่าราวฝูงปลา คล้าย ต้องการเจาะความว่างเปล่าออกเป็นรูโหว่
ทว่ารูที่เพิ่งถูกเปิดขึ้นมายังไม่ทันขยายใหญ่เต็มที่ กลับมีปราณเย็น เยียบที่เจือปนกับผนึกคำสาปบางอย่างไหลบ่าเข้าไปในรอยแยกนั้น
มีดแสงห้วงมิติที่บินออกมาจากปลายนิ้วของเผยฉีฉีซึ่งอยู่ในรอยแยก พลันสลายหายไปเหมือนเปลวเพลิงที่มอดดับ
สีหน้าของแดนเอตทัคคะช่วงท้ายทธิจิตตวิสุทธิ์ผู้นั้นเปลี่ยนมาเป็น เยียบเย็น “คำสาปลับน้ำแข็งสวรรค์!”
จ้าวเหิงเองก็หน้าเปลี่ยนสีในบัดดล “ใครกันที่ใช้แดนเอตทัคคะเย็น เยียบของผู้อาวุโสเซียวที่ระเบิดออกมาผสานรวมกับคาถาคำสาปของ ตัวเองเปลี่ยนแปลงปราการนอกอาณาจักร สร้างคำสาปลับน้ำแข็งสวรรค์ ขึ้นมา? หากคำสาปนี้ก่อตัวสำเร็จ ขอแค่ผู้ร่ายเวทต้องการก็จะสามารถใช้ น้ำแข็งปิดผนึกอาณาจักรแห่งนี้ แม้แต่รอยแยกห้วงมิติก็ยากที่จะเปิดออก ได้!”
“ย่อมต้องเป็นคนของลัทธิจิตมืดอยู่แล้ว” เผยฉีฉีหยุดมืออย่างรวดเร็ว บนใบหน้าของนางไม่มีความโกรธแค้นหรือหดหู่ใดๆ “อาณาจักรแห่งที่เก้า ล้วนถูกปกคลุมไปด้วยคำสาปลับน้ำแข็งสวรรค์ คิดจะแหวกรอยแยกห้วง มิติหนีไปง่ายๆ เกรงว่าคงทำไม่ได้แล้ว”
เนี่ยเทียนขมวดคิ้วเป็นปม “พูดอย่างนี้ก็แสดงว่าพวกเราถูกกักตัวไว้ที่นี่ แล้วสิ?”
“มีแต่พวกเจ้าที่ถูกกัก” สีหน้าเผยฉีฉีเฉยชาอย่างมาก “หากข้าคิดจะ จากไปจริงๆ ก็ยังพอมีวิธี ผลึกก้อนนั้นที่ได้มาจากสนามรบสุ้ยเมี่ยของข้า สามารถพาข้าทลายคำสาปลับน้ำแข็งสวรรค์แล้วส่งตัวข้าออกไป เพียงแต่ ว่าทำอย่างนั้นจะเผาผลาญพลังของข้าไปไม่น้อย แล้วก็ไม่มีความหมายสัก เท่าใดด้วย”
“หมายความว่าอย่างไร?” เนี่ยเทียนไม่เข้าใจ
“ที่พวกเราสามารถมาถึงที่นี่ได้ นั่นเป็นเพราะความจงใจของผู้ร่าย เวท” ดวงตาของเผยฉีฉีฉายแววเยาะหยัน “เขาปล่อยให้พวกเราเข้ามาก็ น่าจะเพราะคิดจับตะพาบในไห ดูท่าตอนนี้ลูกศิษย์ของลัทธิจิตมืดก็น่าจะ มารวมตัวกันตามคำสั่งของผู้ร่ายเวทแล้ว”
“พวกเรามาดูกันดีกว่าว่าคนพวกนั้นเตรียมลูกเล่นอะไรไว้”
ผู้แข็งแกร่งของลัทธิจิตตวิสุทธิ์คนนั้นเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวว่า “คุณหนู เจ้าสามารถออกไปจากที่นี่ได้ตลอดเวลาใช่ไหม?”
“ถูกต้อง” เผยฉีฉีพยักหน้ารับ
คนผู้นั้นพลันวางใจลงได้
“ข้าออกไปได้ แล้วก็เข้ามาได้ แต่ว่า…คงยากที่คนอื่นๆ จะแหวกรอย แยกห้วงมิติเข้ามาที่นี่ได้อีก” เผยฉีฉีหรี่ตา “แม้แต่ผู้อาวุโสจีที่เมื่ออยู่ ภายใต้การปกคลุมของคำสาปลับน้ำแข็งสวรรค์ก็ยังไม่สามารถมาถึงที่นี่ใน เสี้ยววินาที หากพวกเขาคิดจะมาก็ได้แต่รออยู่นอกอาณาจักรแห่งที่เก้า แล้วทำลายคำสาปลับน้ำแข็งสวรรค์จากภายนอกเสียก่อน”
“ด้วยวิธีการของพวกเขา การทำลายคำสาปลับน้ำแข็งสวรรค์นั้นง่าย มาก เพียงแต่ว่าคงต้องใช้เวลาสักหน่อยเท่านั้น”
หวงจินหนันสีหน้าเคร่งขรึม “คุณหนูเผย ไม่อย่างนั้นเจ้าออกไปส่ง ข้อความให้กับผู้อาวุโสทั้งสามท่านก่อนดีไหม?”
“ไม่จำเป็นต้องยุ่งยากหรอก” เผยฉีฉีส่ายหน้า “ด้วยตบะและ ความสามารถของพวกเขาย่อมต้องค้นพบความผิดปกติในอาณาจักรแห่งที่ เก้านี้อย่างรวดเร็ว อีกไม่นานเท่าไหร่พวกเข็จะมาถึงและทำลายคำสาปลับ น้ำแข็งสวรรค์ทิ้ง”
“พอเถอะ”
หวงจินหนันกำลังจะพูดต่อ แต่นางกลับโบกมือ กล่าวอย่างหงุดหงิด “พวกเจ้ากระจายตัวกันออกไป รออยู่แถวๆ นี้แหละ อีกไม่นานคนของ ลัทธิจิตมืดก็จะปรากฏตัว แค่เตรียมพร้อมรับการต่อสู้ก็พอ”
“สร้างแนวป้องกัน เตรียมการต่อสู้!” หวงจินหนันออกคำสั่ง
ผู้ใต้บังคับบัญชาของเขาที่เป็นแดนเอตทัคคะและแดนว่างเปล่า กระจายตัวกันไปรอบด้าน ก่อนจะใช้วัตถุดิบวิเศษมากมายที่อยู่ในมือมา เริ่มสร้างค่ายกลและแนวป้องกันของที่แห่งนี้
รอจนพวกเขากระจายตัวกันไปแล้ว เผยฉีฉีก็ปรายตามามองเนี่ยเทียน แวบหนึ่ง ก่อนพูดว่า “หากยังไม่สามารถทำลายคำสาปลับน้ำแข็งสวรรค์ได้ แล้วพวกเราตกอยู่ในอันตรายโดยที่ต้องตายแน่นอน เจ้าห้ามออกห่างจาก ข้า”
“ทำไมล่ะ?” เนี่ยเทียนตะลึงงัน
“ในรัศมีร้อยเมตร ข้าสามารถใช้พลังทางสายเลือดบวกกับสมบัติล้ำค่า ระดับเพาะฟ้าชิ้นนั้นมาพาเจ้าและข้าหนีไปจากที่นี่ได้” เผยฉีฉีกล่าวด้วย น้ำเสียงจริงจัง
แดนเอตทัคคะช่วงท้ายของลัทธิจิตตวิสุทธิ์ผู้นั้นยังคงยืนอยู่ข้างๆ แต่ นางกลับพูดออกมาอย่างไม่มีปิดบัง
“แค่ข้าคนเดียวเท่านั้นหรือ?” เนี่ยเทียนอุทานเบาๆ
“พลังของข้ามีจำกัด” เผยฉีฉีผงกศีรษะรับเบาๆ “เวทลับที่ข้าร่ายใช้คือ การเอาวิชาลอดทะลวงความว่างเปล่ามาผสานรวมกับพรสวรรค์ทาง สายเลือดของข้า มีเพียงเจ้าและข้าเท่านั้นที่สามารถแบกรับพลังการฉีก กระชากยามที่ต้องลอดผ่านห้วงมิติไป คนอื่นๆ มีเรือนกายธรรมดา คลื่น ห้วงมิติประเภทนั้นขนาดพลังวิญญาณยังแหลกลาญได้ หากไม่มีเลือดลม มาประคองตัว ย่อมไม่มีทางรอดชีวิตแน่นอน”
กล่าวจบนางก็หันไปมองผู้แข็งแกร่งในสำนัก “ผู้อาวุโสหลิง ท่าน ข้ามิ อาจพาไปด้วยได้”
หลิงโยวพยักหน้ารับน้อยๆ แสดงว่าเข้าใจ
“คงไม่เลวร้ายถึงขนาดนั้นกระมัง?” เนี่ยเทียนเริ่มอยู่ไม่สุข
“น่าจะไม่ถึงขั้นนั้น ข้าแค่วางแผนรับมือกับสำหรับสถานการณ์ที่ เลวร้ายที่สุดไว้ก่อน” เผยฉีฉีถือว่าสุขุมไม่น้อย “เว้นเสียแต่ว่าเจอกับเจ้า ลัทธิจิตมืด หาไม่แล้วพวกเราต้องรอจนถึงช่วงเวลาที่คำสาปลับน้ำแข็ง สวรรค์ถูกทำลายลงได้แน่นอน”
——