ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 1015 สะพานวิญญาณมืด
ครู่หนึ่ง
หลิงโยวจากลัทธิจิตตวิสุทธิ์ก็ขมวดคิ้ว พลันกล่าวขึ้นว่า “มาแล้ว”
เขาเพิ่งพูดจบได้ไม่นาน ดวงตาดาราของเนี่ยเทียนที่ถูกปล่อยออกไปก็ รับสัมผัสได้
มีวิญญาณหลายหมื่นดวงที่มีระดับความแข็งแกร่งและอ่อนแอไม่ เท่ากันลอยมาจากแปดทิศ
“ซากวิญญาณ”
เนี่ยเทียนแสยะปากยิ้ม “ยังนึกว่าลัทธิจิตมืดจะมีวิธีการที่พิเศษอะไร ก็ มีดีแค่นี้เอง”
ปีนั้นตอนที่เขาได้จากไข่มุกวิญญาณมืดมาจากวังวิญญาณซึ่งตั้งอยู่ใน อาณาจักรอั้นหมิงก็เคยพบเจอกับภาพเหตุการณ์ที่มีซากวิญญาณล่องลอย เต็มท้องฟ้ามาก่อนแล้ว
ภายหลังไปที่เทือกเขาฝังเลือดก็ยิ่งได้เห็นวิญญาณร้ายและซาก วิญญาณที่เวียนว่ายมากกว่าเดิม
ไข่มุกวิญญาณมืดที่อยู่ในมือของเขาคือของล้าค่าของเผ่าอสูรกาย มี พลังการพิชิตที่แข็งแกร่งต่อวิญญาณร้ายประเภทนี้
“ลัทธิจิตมืดเรียกวัตถุนี้ว่าวิญญาณมืด ท้ามาจากวิญญาณของคนที่ตาย ไปแล้ว” หลิงโยวอธิบายเบาๆ “วิชาลับที่ลัทธิจิตมืดใช้ฝึกตนมีส่วนหนึ่งที่ เกี่ยวข้องกับอสูรกาย พวกเขาสามารถเลี้ยงวิญญาณชั่วร้ายเอาไว้ และ
ภายหลังก็จับมาชุบหลอมท้าเป็นวิญญาณมืด ลูกศิษย์ของลัทธิจิตมืดล้วนมี ความสามารถในการควบคุมวิญญาณมืดนี้”
“อย่าดูถูกวิญญาณมืด มันไม่ค่อยเหมือนกับซากวิญญาณอื่นๆ วิญญาณมืด…มีพลังที่สามารถเพิ่มเติมให้แข็งแกร่งได้ในภายหลัง”
“วิญญาณมืดมีสติปัญญาหลงเหลืออยู่บ้าง ซึ่งพวกมันสามารถเอาเวท ลับตอนที่ยังมีชีวิตอยู่มาใช้โจมตีคู่ต่อสู้ได้”
เนี่ยเทียนกล่าวอย่างผ่อนคลาย “ไม่ว่าจะเป็นวิญญาณประเภทไหน ส้าหรับข้าแล้วก็แทบไม่มีความต่างกันมากนัก”
หลิงโยวตะลึงงัน ในใจให้สงสัย แต่กลับไม่ได้แสดงออกมา
วิญญาณมืดที่ลัทธิจิตมืดเรียกขานยังคงลอยทะยานเข้ามาแน่นขนัด
เมื่อวิญญาณมืดปรากฏขึ้นมาจริงๆ เนี่ยเทียนเพ่งสมาธิมองถึงได้พบว่า หลังจากวิญญาณมืดถูกชุบหลอม มันก็มีความต่างจากวิญญาณร้ายที่เขา เคยพบมาก่อนหน้านี้อย่างแท้จริง
วิญญาณร้ายที่เคยเจอมาเมื่อก่อนจะเป็นเพียงร่างของเศษซากวิญญาณ เท่านั้น ทั้งยังถึงขั้นมองไม่ออกถึงลักษณะที่เคยเป็นตอนมีชีวิตอยู่ด้วยซ้า
แต่วิญญาณมืดกลับไม่เหมือนกัน
วิญญาณมืดที่ลอยมา เมื่อมองปราดแรกจะรู้สึกว่ามันเหมือนจิต วิญญาณที่แท้จริงซึ่งหลุดออกมาจากกายเนื้อของเผ่ามนุษย์
วิญญาณมืดบางดวงก็พร่าเลือนไม่ชัดเจน แต่ดูจากรูปลักษณ์ของมัน แล้วยังจะพอจะมองออกว่ามันมีลักษณะเหมือนดวงวิญญาณของมนุษย์ มี แขนขาทั้งสี่ มีใบหน้า ขนาดก็พอๆ กับจิตวิญญาณที่แท้จริงของมนุษย์
ทั้งยังมีวิญญาณมืดบางดวงที่พิเศษ ซึ่งไม่ว่าจะมองอย่างไรก็แทบไม่ ต่างไปจากจิตวิญญาณที่แท้จริงของมนุษย์แม้แต่น้อย ทั้งยังชัดเจนอย่างถึง ที่สุดด้วย
วิญญาณมืดหลายหมื่นดวงบินฮือเข้ามาราวกับฝูงตั๊กแตน ทั้งยังกรีด เสียงร้องโหยหวนพร้อมๆ กัน
เสียงแหลมแสบแก้วหูตรงเข้าสู่ส่วนลึกในจิตวิญญาณของทุกคนซึ่ง คล้ายจะไปกระเทือนจิตวิญญาณของคนเหล่านั้น ท้าให้จิตวิญญาณผู้คนไม่ เป็นสุข เหมือนถูกวิญญาณมืดมากมายส่งผลกระทบต่อจิตใจจนใกล้จะ กลายเป็นบ้า
จุดลึกของจิตวิญญาณมืดที่มีมากจนมืดฟ้ามัวดินพอจะมองเห็นเงาร่าง มากมายที่มีเรือนกายที่แท้จริง คนเหล่านั้นก็คือผู้บงการวิญญาณมืด คือลูก ศิษย์ของลัทธิจิตมืด
“วิญญาณสร้างสะพาน!”
ทันใดนั้นก็มีเสียงทรงพลังเสียงหนึ่งดังออกมาจากจุดลึกของวิญญาณ มืดจ้านวนมาก
เห็นเพียงว่าวิญญาณมืดไหลบ่าเข้ามาแล้วเรียงตัวกันกลางอากาศ กลายมาเป็นสะพานที่แปลกประหลาดหลายแห่ง
สะพานแปดแห่งที่เกิดจากการก่อตัวของวิญญาณมืดเป็นรูปเป็นร่างขึ้น อย่างรวดเร็ว บนสะพานมีลูกศิษย์ของลัทธิจิตมืดยืนอยู่แปดคน แปดคนมี สามคนเป็นแดนเอตทัคคะ ห้าคนเป็นแดนว่างเปล่า
ลูกศิษย์ของลัทธิจิตมืดคนหนึ่งที่เป็นผู้น้ามีตบะแดนเอตทัคคะช่วงท้าย วิชาการฝึกตนคือวิชาเงามืด ให้ความรู้สึกที่อึมครึมไม่เหมือนสิ่งมีชีวิต แปลกประหลาดเหมือนผีร้าย
“เขาไม่ใช่คนร่ายค้าสาปลับน้าแข็งสวรรค์” เผยฉีฉีเอ่ยขึ้นเบาๆ “เขา เป็นคนที่เฝ้าค่ายกลน้าส่งแห่งมิติหลังนั้น แดนเอตทัคคะที่ข้าสัมผัสได้ถึง ก่อนหน้านี้มาจากเขา”
“ค่ายกลน้าส่งหลังนั้นสามารถท้าลายได้หรือไม่?” เนี่ยเทียนกล่าว
“ยาก” เผยฉีฉีส่ายหน้า “การมาถึงของพวกเรา อีกฝ่ายสัมผัสได้แล้ว คนที่ใช้ค้าสาปลับน้าแข็งสวรรค์ปิดผนึกสถานที่แห่งนี้สามารถขัดขวางการ กระท้าของข้า ค่ายกลน้าส่งที่เหลืออยู่หลังนั้น หากจะให้ท้าลายตอนนี้เกรง ว่าคงเป็นไปไม่ได้ เขากล้ามาที่นี่ก็แสดงว่าต้องมั่นใจว่าจะรักษาค่ายกลหลัง นั้นเอาไว้ได้”
“หาศพของผู้อาวุโสเซียวและศพของคนเหล่านั้นเจอได้อย่างไร?” เนี่ย เทียนถาม
“คนของลัทธิจิตมืดเป็นคนส่งออกไปให้ลอยอยู่นอกดินแดนสวรรค์ ทมิฬ” เผยฉีฉีอธิบาย “พวกผู้อาวุโสที่รบตายอยู่ในดินแดนสวรรค์ทมิฬ พอตายไป ดินแดนของพวกเขาก็ระเบิดตัวเองออก จิตวิญญาณ…เกรงงว่า น่าจะถูกอีกฝ่ายเก็บไปชุบหลอม หากเป็นเผ่ามนุษย์ที่ไม่มีสายเลือดที่พิเศษ ไม่ว่าขอบเขตจะสูงล้ามากแค่นั้น ศพก็มีมูลค่าไม่มากพอๆ กัน”
“โยนศพไว้นอกทางช้างเผือกน่าจะเกิดจากความตั้งใจของลัทธิจิตมืด เป็นการยั่วยุท้าทายพวกเรา”
เนี่ยเทียนแค่นเสียงเย็น “ลัทธิจิตมืดนี่ช่างโอหังยิ่งนัก”
เผ่ามนุษย์ ต่อให้เป็นผู้แข็งแกร่งแดนเอตทัคคะที่ตายไป ศพก็ไม่มีมูลค่า มากนัก ลัทธิจิตมืดเอาศพของพวกเซียวซีเฮ้อโยนทิ้งไว้นอกดินแดนสวรรค์ ทมิฬ บางทีอาจเพราะต้องการให้สามส้านักเก่าแก่หาเจอ นี่ก็คือการท้า ทายอย่างโจ่งแจ้ง
“เซียวซีเฮ้อมารบตายอยู่ที่นี่ ทว่าพวกเจ้ากลับยังกล้าบุกเข้ามา”
บนสะพานทั้งแปด ลูกศิษย์ของลัทธิจิตมืดที่เป็นผู้น้าหันมามองด้วย สายตาเย็นชา เขาเอ่ยขึ้นอย่างโอหัง “ภายใต้ค้าสาปลับน้าแข็งสวรรค์ พวก เจ้าไม่ว่าใครก็ออกไปไม่ได้ แล้วพวกเจ้าก็ไม่มีทางอยู่รอได้ถึงตอนที่มีคนมา ช่วยและท้าลายค้าสาปลับน้าแข็งสวรรค์ไปได้ พวกเจ้าทุกคนต้องตายอยู่ ที่นี่ วิญญาณของพวกเจ้าหลังตายไปก็จะกลายมาเป็นต้นก้าเนิดพลังงานที่ ท้าให้ลัทธิของข้าแข็งแกร่งเจริญรุ่งเรืองสืบต่อไป”
“สักวันหนึ่งลัทธิจิตมืดของข้าจะเข้ามาแทนที่พวกเจ้า กลายมาเป็น ส้านักของเผ่ามนุษย์ที่แข็งแกร่งที่สุด!”
“ตายซะเถอะ!”
สะพานแปดแห่งที่สร้างขึ้นจากวิญญาณมืดพลันยื่นขยายข้ามขอบฟ้า เข้ามาหาทุกคน
วิญญาณมืดที่ไหลบ่าเข้ามากรีดร้องเสียงแหลมอีกครั้ง
เสียงแหลมนั้นเป็นเหมือนใบมีดที่คมกริบ ท้าเอาแดนว่างเปล่าทุกคนที่ อยู่ตรงนี้พลันหน้าเปลี่ยนสี รีบใช้เวทลับของตัวเองมาปิดผนึกมหาสมุทรจิต วิญญาณไม่ให้จิตวิญญาณถูกรุกราน
ในสมองของเนี่ยเทียนมีเสียงอึงอลดังขึ้นเป็นระลอก เขารู้สึกถึงเพียง ความบ้าคลั่งกระหายการเข่นฆ่าที่ก้าลังค่อยๆ ลุกโชน
ในสายตาของเขาราวกับว่าทุกคนกลายมาเป็นศัตรูของตัวเอง เขา ต้องการสังหารทุกสิ่งมีชีวิตให้สิ้นซาก
เขาจึงเข้าใจทันทีว่ามหาสมุทรจิตวิญญาณของเขาเองก็ถูกเวทลับชั่ว ร้ายของลัทธิจิตมืดสร้างอิทธิพลให้โดยไม่ทันรู้ตัว หากไม่สามารถก้าจัด ผลกระทบนี้ออกไปได้ เขาจะสูญเสียสติสัมปชัญญะของตัวเองและ กลายเป็นบ้า
“เวทลับของลัทธิจิตมืด…”
เขาพึมพ้าหนึ่งประโยค จิตวิญญาณแห่งดวงดาวในมหาสมุทรจิต วิญญาณพลันส่องแสงเจิดจ้า
แสงดาวสาดส่องลงมาท้าให้เวทลับชั่วร้ายที่มัวเมาสติของเขาค่อยๆ ละลายหายไปราวกับน้าแข็งที่ถูกแสงแดดหลอมละลาย ยากที่จะสร้าง ผลกระทบให้กับเขาอีก
และตอนนี้ จ้าวเหิงที่แข็งแกร่งที่สุดก็บุกออกไปก่อนเป็นคนแรก
ฟองอากาศใสแวววาวหลายลูกลอยออกมาจากแดนน้าของจ้าวเหิง ตรงเข้าโจมตีวิญญาณมืดเหล่านั้น
พอวิญญาณมืดแต่ละดวงหายวับเข้ามาในฟองอากาศก็เหมือนถูกกักขัง สลัดอย่างไรก็ไม่หลุด
หลิงโยวยืนนิ่งไม่ขยับ คอยเฝ้าพิทักษ์อยู่ข้างกายเผยฉีฉีอย่างแน่นหนา เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้มีอันตรายที่คาดไม่ถึงเกิดขึ้นกับตัวของเผยฉีฉี
ในสายตาของเขา ชีวิตของเผยฉีฉีส้าคัญยิ่งกว่าทุกคนที่อยู่ที่นี่
จะถอนรากถอนโคนลัทธิจิตมืดได้หรือไม่ ไม่เกี่ยวอะไรกับเขา การ ด้ารงอยู่ของเขาก็แค่เพื่อรับประกันว่าเผยฉีฉีจะมีชีวิตอยู่รอดได้จนถึง ท้ายที่สุด
ด้วยเหตุนี้ขอแค่เผยฉีฉีไม่เจอกับอันตราย เขาก็จะไม่มีทางลงมือง่ายๆ เด็ดขาด
“ขึ้นมา!”
หวงจินหนันสะบัดแขนตะโกนดัง
เสาสีทองอร่ามต้นแล้วต้นเล่าผุดขึ้นมาจากพื้นดินที่ปริแตก
เสาทองหลายร้อยตนสลักลวดลายที่ซับซ้อนและลึกลับ ความสูงไม่ เท่ากัน พวกมันก่อตัวกันขึ้นเป็น “ค่ายกลเกิงจินชิงแสง” ของส้านักห้าธาตุ
เมื่อค่ายกลก่อตัวส้าเร็จ เสาสีทองที่ส่องแสงเจิดจ้าบาดตาก็บินออก มาแล้วตัดสลับกันอยู่กลางอากาศ ถักทอขึ้นเป็นตาข่าย ตาข่ายสีทองคล้าย ประกอบจากสายฟ้าสีทองที่แผ่กระจายเต็มผืนฟ้าซึ่งทอดหว่านเข้าหา วิญญาณมืด พอสัมผัสโดนตาข่ายสีทอง วิญญาณมืดก็จะส่งเสียง “ซี่ๆ” แล้วสลายหายไป
หวงจินหนันเรียกดอกบัวทองดอกนั้นออกมา ใช้ตบะเขตวิญญาณของ ตัวเองควบคุมค่ายกลใหญ่ด้วยท่วงท่าองอาจ
“เทพบุตรส้านักทองของส้านักห้าธาตุ” ลูกศิษย์ลัทธิจิตมืดที่เป็นผู้น้า หัวเราะหึหึเสียงแปร่ง “คาดไม่ถึงว่าคราวนี้แม้แต่เทพบุตรก็ยังมากับเขา ด้วย ดูท่าลัทธิจิตมืดของข้าจะมีหน้ามีตาไม่น้อย น่าเสียดายนัก ลัทธิจิตมืด
ของพวกเราเคยถูกพวกเจ้าท้าลายไปแล้วครั้งหนึ่ง วันนี้จะไม่มีทางเดินซ้า รอยเดิมอีกเด็ดขาด”
“พวกเจ้าไม่มีทางคิดออกเลยว่าดินแดนสวรรค์ทมิฬในเวลานี้มี อันตรายใหญ่หลวงแค่ไหนซุกซ่อนอยู่”
——