ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 1017 เผยฉีฉีผู้น่าครั่นคร้าม!
“พูดหนึ่งพันกลายเป็นหนึ่งหมื่น ก็ไม่ใช่เพราะว่าสี่สำนักของพวกเจ้า แข็งแกร่ง เหตุผลที่พวกเจ้าพูดก็คือเหตุผล ส่วนเหตุผลของพวกเรากลับ เป็นเรื่องผิดทำนองคลองธรรมในสายตาของพวกเจ้า”
เริ่นหยวนจียิ้มอย่างผ่าเผย “เพียงแต่ว่า บนโลกนี้ไม่มีเรื่องใดที่ไม่ สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดกาล สักวันหนึ่ง รอให้สำนักสาปแห่งความ ตายของพวกเราและลัทธิจิตมืดเข้ามาแทนที่สี่สำนักของพวกเจ้า ถ้าเช่นนั้น เหตุผลที่พวกเราพูดก็จะกลายมาเป็นหลักการที่ถูกต้อง”
“สาปผนึก! วิญญาณเทพปั่นป่วน!”
เขายกนิ้วข้างหนึ่งชี้ไกลๆ มายังเนี่ยเทียนโดยมีสะพานมืดกั้นขวาง
นิ้วชี้ข้างนั้นคล้ายขยายใหญ่อย่างไร้ที่สิ้นสุดเพียงชั่วพริบตา
เนี่ยเทียนตัวสั่นสะท้าน รู้สึกเพียงว่าฟ้าดินที่อยู่เบื้องหน้าเหลือแค่นิ้ว มือของเริ่นหยวนจีอย่างเดียวเท่านั้น
นิ้วนั้นเหมือนลอดผ่านห้วงมิติ เป็นดั่งภูเขาขนาดใหญ่ยักษ์ที่พังครืนลง มาและกำลังจะมุดลอดเข้ามาในหว่างคิ้วของเขา
“เปรี๊ยะ!”
เนื้อหนังตรงหว่างคิ้วของเขาปริแตกออก เลือดสดไหลรินลงมา
“เจ้ากล้ารึ!”
หลิงโยวจากลัทธิจิตตวิสุทธิ์พลันเดือดดาล ระเบิดแดนเอตทัคคะออก ทันใด
เมื่อแสงแห่งความเย็นปรากฏ บนท้องฟ้าก็เหมือนมีเทือกเขาน้ำแข็งลูก หนึ่งเผยกาย ปราณแห่งความเย็นเยียบที่เดิมทีถูกเทพแห่งความมืดเซียวซี เฮ้อควบคุมพลันก่อตัวกลายมาเป็นจุดแสงน้ำแข็งนับพันนับหมื่นที่ถูกหลิง โยวเอามาใช้เสียเอง
“เพล้ง!”
เนี่ยเทียนเห็นว่านิ้วที่ยึดครองทุกพื้นที่ในสายตาของเขาพลันสลาย หายไป
รอจนเขาเพ่งสมาธิมองไปอีกครั้งก็เห็นว่านิ้วของเริ่นหยวนจีมีเลือดสด หยดลงมาติ๋งๆ
ขณะเดียวกันจิตวิญญาณแห่งดวงดาวเก้าดวงที่ลอยสูงอยู่ในมหาสมุทร จิตวิญญาณของเขาก็ได้ส่งพลังจิตวิญญาณที่เล็กราวเข็มเล่มหนึ่งให้บิน ออกไปจากกลางหว่างคิ้วและแทงเข้าไปตรงหว่างคิ้วจุดที่มีเลือดไหล ออกมา
เขาสัมผัสได้อย่างเฉียบไวว่าตรงหว่างคิ้วของเขาที่ผิวเนื้อปริแตกยังมีคำ สาปผนึกของเริ่นหยวนจีหลงเหลืออยู่
คำสาปผนึกนั้นมีเสียงกรีดร้องที่สยบวิญญาณซึ่งกำลังแทรกซอนจาก หว่างคิ้วของเขาเข้าไปยังมหาสมุทรจิตวิญญาณ แต่กลับถูกพลังจิต วิญญาณของจิตวิญญาณแห่งดวงดาวเก้าดวงสกัดกั้นไว้สุดกำลัง
“บุตรแห่งดวงดาว!”
เริ่นหยวนจีอุทานเบาๆ เมื่อเห็นว่าคำสาปผนึก “วิญญาณเทพ ปั่นป่วน” ของตัวเองไม่สามารถนาบประทับลงไปในจุดลึกของจิตวิญญาณ เนี่ยเทียนได้อย่างราบรื่น แค่ครุ่นคิดเล็กน้อยเขาก็รู้สาเหตุ
“บุตรแห่งดวงดาวคนที่เจ็ด!”
เขารู้ตัวตนของเนี่ยเทียนในเสี้ยววินาที
“เทพบุตรของสำนักห้าธาตุคนหนึ่ง บวกกับบุตรแห่งดวงดาวอีกคน หนึ่ง ประเสริฐยิ่ง! ” เริ่นหยวนจีไม่ตกใจแต่กลับดีใจมากด้วยซ้ำ “ดีมาก! เมื่อเทียบกับผู้อาวุโสที่แทนที่ได้อย่างเซียวซีเฮ้อแล้ว การตายของเทพบุตร และบุตรแห่งดวงดาวย่อมต้องสร้างความเสียหายให้กับสองสำนักได้มากยิ่ง กว่า!”
ผู้อาวุโสอย่างเซียวซีเฮ้อ เมื่อตายไปจะต้องมีผู้อาวุโสคนใหม่เข้ามา แทนที่
คนในพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวที่สามารถแทนที่เซียวซีเฮ้อได้มีให้ เลือกดื่นดาษ
เซียวซีเฮ้อตายไปก็แค่ส่งผลกระทบต่อหน้าตาของพระราชวังโบราณ สะเก็ดดาวเท่านั้น ไม่ถือว่าทำร้ายไปถึงรากฐานของพวกเขา
ทว่าหากเป็นบุตรแห่งดวงดาวอย่างเนี่ยเทียนกลับต่างออกไป ทุกครั้งที่ มีบุตรแห่งดวงดาวตายก็ยากจะชดเชยความเสียหายได้ จะทำให้พระราชวัง โบราณสะเก็ดดาวเจ็บปวดได้อย่างแท้จริง
“แค่ฝีมืออย่างพวกเจ้า นึกหรือว่าจะเอาคำสาปลับน้ำแข็งสวรรค์มา ใช้ได้ตามใจปรารถนาอยู่ในอาณาจักรแห่งที่เก้านี้ได้จริงๆ?” หลิงโยวเอ่ย เย้ยหยัน ก่อนจะค่อยๆ บินออกมาจากด้านหลังของเผยฉีฉี
แท่งน้ำแข็งจำนวนนับไม่ถ้วนเป็นเหมือนกระบี่น้ำแข็งนับพันนับหมื่น เล่มที่หล่อหลอมขึ้นมาจากพลังน้ำแข็งในส่วนลึกของแดนเอตทัคคะแห่ง ความเย็นเขา
“เจ้าสำนักเริ่น! สังหารเจ้าเด็กนั่นก่อน!”
คนผู้นั้นที่ถูกวิญญาณร้ายกลืนกินวิญญาณมืดอย่างต่อเนื่องร้อนใจราว มีไฟลน เมื่อเห็นว่าวิญญาณมืดเริ่มจะชดเชยช่องโหว่ของสะพานมืดไม่พอ เขาก็รีบร้องเรียกขอความช่วยเหลือ
“เนี่ยเทียน เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?” เผยฉีฉีขยับเข้ามาใกล้แล้วเอ่ยถาม อย่างเป็นห่วง
นางมองออกว่ายังมีแสงสีเลือดสาดยิงออกมาจากจุดลึกกลางหว่างคิ้ว ของเนี่ยเทียนอย่างต่อเนื่อง
พลังจิตวิญญาณประหลาดที่ไม่ใช่ของเนี่ยเทียนยังคงเคลื่อนไหวอยู่ กลางหว่างคิ้วของเขา พยายามที่จะแทรกซอนเข้าไปในมหาสมุทรจิต วิญญาณของเนี่ยเทียนให้ได้
จิตวิญญาณแห่งดวงดาวเก้าดวงเปล่งประกายแสงถี่รัว คอยรวบรวม พลังจิตวิญญาณมาต้านทานคำสาปผนึกของเริ่นหยวนจีอย่างต่อเนื่อง
“ไม่เป็นอะไร” ใบหน้าเนี่ยเทียนอาบไปด้วยเลือด มองดูแล้วน่ากลัว มาก แต่กลับยังส่งยิ้มไปให้เผยฉีฉี “มีอยู่ข้อหนึ่งที่พวกเจ้าเข้าใจผิดแล้ว
วิญญาณร้ายห้าดวงที่ปล่อยออกมาจากไข่มุกวิญญาณมืดไม่ได้อ่อนแอ เพราะข้าได้รับบาดเจ็บ พวกมันดำรงอยู่อย่างอิสระ”
เยผฉีฉีมองเขาด้วยสายตาแปลกใจ “ถ้าเป็นแบบนั้นก็ดี”
“คำสาปผนึกอย่างนั้นหรือ… ” เนี่ยเทียนพึมพำ ก่อนจะคว้าไข่มุก วิญญาณมืดที่ลอยอยู่เหนือศีรษะมากดลงไปบนหว่างคิ้ว
คำสาปผนึกที่เริ่นหยวนจีร่ายออกมามีกระแสจิตวิญญาณของเวทลับชั่ว ร้ายรวมอยู่ด้วย ซึ่งเมื่อสัมผัสโดนเข้ากับไข่มุกวิญญาณมืดก็ถูกกระชากเข้า หาไข่มุกเหมือนถูกหินแม่เหล็กดึงดูดเอาไว้อย่างแน่นหนา
คำสาปผนึกที่ชื่อว่า “วิญญาณเทพปั่นป่วน” ถูกคลี่คลายได้ในพริบตา
เนี่ยเทียนหัวเราะหึหึ “สมบัติล้ำค่าของเผ่าอสูรกายช่างมีประโยชน์ไร้ที่ สิ้นสุดจริงๆ! วิชาชั่วร้ายที่มีความลี้ลับทางจิตวิญญาณเช่นนี้ก็ถูกไข่มุก วิญญาณมืดกำราบได้เช่นกัน!”
บัดนี้ประสิทธิผลที่เกิดจากไข่มุกวิญญาณมืดแทบไม่ต่างอะไรไปจาก สะพานมืดทั้งแปดแห่ง
การดำรงอยู่ของสะพานมืดทำให้พลังจิตวิญญาณของลูกน้องหวง จินหนันไหลหายไปอย่างเงียบเชียบ เวทลับประเภทต่างๆ ที่จำเป็นต้องใช้ พลังจิตวิญญาณผสมผสานเข้าไปก็ถูกลดทอนอานุภาพไปมากมาย
คำสาปผนึก “วิญญาณเทพปั่นป่วน” ของเริ่นหยวนจีเองก็เป็นเวทลับ ที่มีจิตวิญญาณผสมอยู่เช่นกัน ซึ่งไข่มุกวิญญาณมืดสามารถสลายพลังจิต วิญญาณที่อยู่ในวิชาชั่วร้ายเหล่านั้นไปได้
“ข้ารู้อยู่แล้วว่าเจ้าต้องไม่เป็นอะไร” เผยฉีฉีกลับมาสุขุมดังเดิมอีกครั้ง
“อู้ๆๆ!”
ทว่าเวลานี้เอง กลับมีลูกศิษย์ของลัทธิจิตมืดทยอยกันทะยานมาจาก ทิศไกลอีกครั้ง
ลูกศิษย์ของลัทธิจิตมืดที่เพิ่งปรากฏตัวมีขอบเขตต่ำกว่าอย่างเห็นได้ชัด หลายคนยังโดยสารอาวุธวิเศษประเภทบินมาด้วยซ้ำ ส่วนใหญ่คือเขต วิญญาณ มีเพียงแค่สามคนเท่านั้นที่เป็นแดนว่างเปล่าช่วงต้น
ศักยภาพและขอบเขตของพวกเขาเทียบกับพวกคนที่สร้างสะพานมืด ทั้งแปดไม่ติด อีกทั้งความเร็วก็สู้แปดคนที่มาถึงก่อนไม่ได้
ดังนั้นผ่านไปตั้งนานขนาดนี้ พวกเขาถึงได้เพิ่งตามมาทัน
เพียงแต่ว่าแม้ขอบเขตของพวกเขาจะค่อนข้างธรรมดา ทว่ากลับชนะ ในด้านจำนวน
พอลูกศิษย์ของลัทธิจิตมืดหลายสิบคนปรากฏตัว ลูกศิษย์คนที่สะพาน มืดใกล้จะพังทลายก็สบายใจได้ในที่สุด เขารีบตะโกนเสียงดัง “ฆ่าเจ้าเด็ก นั่นก่อน!”
คนที่เขาพูดถึง ย่อมต้องเป็นเนี่ยเทียน
เขตวิญญาณหลายสิบคนซึ่งมีแดนว่างเปล่าช่วงต้นสามคนเป็นผู้นั้น พลันกรูกันเข้ามาทันที
เมื่อลูกน้องลงมือไม่ได้ หวงจินหนันที่สลัดหลุดจากเคราะห์มาได้ก็เรียก ทวนยาวสีทองมาไว้ในมือ บนร่างมีเสื้อเกราะสีทองปกคลุม แล้วพุ่งออกไป เป็นคนแรก
“ไอ้หมอนี่ถือว่ารู้อะไรควรไม่ควรอยู่บ้าง”
เผยฉีฉีพึมพำ ก่อนที่คลื่นห้วงมิติเป็นชั้นๆ จะกระเพื่อมออกมาโดยมี นางเป็นจุดศูนย์กลาง
ทุกที่ที่คลื่นห้วงมิติกระเพื่อมผ่าน ปราณกระบี่ที่พุ่งทะยานราวสายรุ้ง คอยผลุบๆ โผล่ๆ ให้เห็น
“กระบี่ไร้รอย!”
เนี่ยเทียนเคยเห็นความร้ายกาจของเผยฉีฉีมานานแล้ว แต่เวลาผ่านไป นานหลายปี กระบี่ไร้รอยแต่ละเล่มที่นางเอาออกมาใช้ในตอนนี้กลับ เหมือนได้รับพลังจากมารและอานุภาพจากเทพมามากมายจนไร้ที่สิ้นสุด
ลูกศิษย์ของลัทธิจิตมืดที่เป็นเขตวิญญาณหลายคน รอบกายพวกเขามี วิญญาณมืดล่องลอยอยู่หลายดวง มองดูแล้วน่าหวาดกลัว ทว่าพอกระบี่ไร้ รอยพุ่งผ่าน หัวของพวกมันกลับขาดกระเด็นออกไปกลางทาง
ขนาดแดนมายาของแดนว่างเปล่าช่วงต้นสามท่านที่พอคลื่นห้วงมิติ เคลื่อนผ่านก็ยังเหมือนถูกกระบี่ไร้รอยที่ซ่อนตัวอยู่กรีดดินแดนจน เหวอะหวะ
ดินแดนมายาเหมือนผืนฟ้าที่มีรอยปริแตกทำให้เกิดรูโหว่มากมาย
“เขตวิญญาณช่วงกลาง สังหารคนที่มีระดับเดียวกันกลับผ่อนคลาย ราวหั่นผักอย่างนี้” เนี่ยเทียนตื่นตะลึงไปกับความสามารถของเผยฉีฉี “ขนาดแดนมายาของพวกแดนว่างเปล่าก็ยังต้านทานความคมกริบของ กระบี่ไร้รอยไม่ได้? ศิษย์พี่หญิงเผยแข็งแกร่งถึงเพียงนี้แล้วหรือ?”
เขาแอบสัมผัสได้ว่าสายเลือด โอสถวิญญาณและจิตวิญญาณของเผย ฉีฉีต่างก็ผสานเป็นหนึ่งเดียวกับกระบี่ไร้รอยอย่างสมบูรณ์แบบ
วิชาที่เผยฉีฉีเอามาใช้ดูเหมือนจะเป็นเวทลับที่ไม่ถ่ายทอดของลัทธิจิตต วิสุทธิ์เช่นกัน ซึ่งวิชานี้ก็สามารถผสานรวมกับสายเลือดของนางได้อย่าง ราบรื่น
“ฝึกแค่วิชาห้วงมิติ สายเลือดมีความลี้ลับของห้วงมิติแฝงเร้น คลื่นห้วง มิติผิดปกติที่แผ่ออกมาจากโอสถวิญญาณนาง หรือแม้แต่จิตวิญญาณของ นางก็คล้ายจะแฝงเร้นไว้ด้วยสัจธรรมของห้วงมิติเอาไว้ ทุกสิ่งทุกอย่างนี้ ผสานรวมเป็นหนึ่งอยู่ในร่างกายนาง ผ่านการขับเคลื่อนจากเวทลับของ ลัทธิจิตตวิสุทธิ์ อานุภาพแข็งแกร่งได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ?”
ขณะที่เขายังตื่นตะลึงอยู่นั้น เผยฉีฉีได้หายตัวไปแล้ว
กลางอากาศ ศพของลูกศิษย์ลัทธิจิตมืดแตกสลายออกเป็นเสี่ยงๆ แล้ว ร่วงกราวลงมาอย่างต่อเนื่อง
——