ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 1038 ดินแดนดวงดาวสะเทือนไหว
เนี่ยเทียนพลันนึกถึงโม่ชิงเหลยที่เคยเจอในสนามรบสุ้ยเมี่ยขึ้นมาได้ อีกฝุายก็คือนายน้อยของสำนักอสนีสวรรค์
ตอนที่อยู่สนามรบสุ้ยเมี่ย เขากับโม่ชิงเหลยเคยได้สัมผัสกันมาก่อน ภายหลังเขาปล่อยให้โม่ชิงเหลยจากไปเพียงลำพังตามยถากรรม
หลายปีผ่านมา เขาเองก็ไม่รู้ว่าโม่ชิงเหลยหนีพ้นเงื้อมมืออำมหิตของ หยวนจิ่วชวนมาได้หรือไม่
“เจ้าเคยสัมผัสกับสำนักอสนีสวรรค์มาก่อนหรือ?” หยางฝานงุนงง “แต่นี่ก็ถือเป็นเรื่องปกติ เพราะอย่างไรซะเดิมทีผู้อาวุโสใหญ่ของ พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวเจ้ากับโม่เชียนฟานเจ้าสำนักอสนีสวรรค์ก็คือ พี่น้องร่วมสายเลือดกัน เพียงแต่เท่าที่ข้ารู้มา อันที่จริงแล้วโม่เหิงกับโม่ เชียนฟานและตระกูลโม่ต่างก็ไม่มีความสัมพันธ์อันใดต่อกัน”
“ผู้อาวุโสโม่เหิงเป็นพี่น้องร่วมสายเลือดกับโม่เชียนฟานอย่างนั้น หรือ?” เนี่ยเทียนกล่าวอย่างแปลกใจ
หยางฝานไม่ได้รีบร้อนตอบรับ แต่แผ่กระแสจิตวิญญาณให้ข้ามผ่าน ทางช้างเผือกเพื่อติดต่อไปหาเรือรบทางช้างเผือกของสำนักอสนีสวรรค์
ครู่หนึ่งดวงตาของหยางฝานก็เป็นประกาย “โม่เชียนฟานก็อยู่ในนั้น ด้วย!”
จากนั้นเขาถึงได้หันกลับมาอธิบายให้เนี่ยเทียนฟัง “โม่เชียนฟานมา จากตระกูลโม่ ซึ่งนับเป็นตระกูลที่แข็งแกร่งตระกูลหนึ่ง พวกเขาแตก กิ่งก้านสาขากว้างไกล แม้ว่าผู้อาวุโสโม่เหิงจะมาจากตระกูลโม่เหมือนกัน
แต่เนื่องจากตอนเด็กๆ ไม่มีวิชาการฝึกตนที่แน่นอน จึงไม่เคยได้รับ ความสำคัญจากคนในตระกูล ตระกูลโม่ที่เขาอยู่เป็นเพียงแค่ตระกูลสาย รองเท่านั้น เนื่องจากก่อนหน้าเขาก็ไม่เคยมีบุคคลที่ร้ายกาจอะไรปรากฏ ตัว ตำแหน่งของเขาในตระกูลจึงไม่สูงนัก”
“ส่วนเขาที่อาศัยอยู่ในตระกูลโม่ก็ไม่ได้มีความสุขเท่าไหร่”
“จนกระทั่งปีหนึ่ง ผู้สูงศักดิ์คนหนึ่งของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว ต้องตาเขา จึงพาเขากลับไปยังพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว นั่นถึงทำให้ พลังที่พิเศษของเขาถูกเปิดเผยและมีการพัฒนาอย่างก้าวกระโดด”
“และหลังจากที่เขาค่อยๆ เติบโต ค่อยๆ แข็งแกร่งขึ้นมาในพระราชวัง โบราณสะเก็ดดาว ตระกูลโม่ถึงได้คิดจะตีสนิทกับเขา”
“แต่เขากลับไม่ได้ยอมรับตระกูลโม่”
“รอจนเขากลายมาเป็นผู้อาวุโสใหญ่ของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว เลื่อนสู่แดนเทพเจ้าแล้ว ตระกูลโม่ถึงคิดจะสวามิภักดิ์ต่อเขา ให้เขากลาย มาเป็นประมุขของตระกูลโม่ แต่น่าเสียดายที่ถูกเขาปฏิเสธ”
“ประมุขตระกูลโม่คนปัจจุบันก็คือโม่เชียนฟานของสำนักอสนีสวรรค์ แต่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา พี่น้องร่วมสายเลือดสองคนนี้กลับไม่เคยไปมา หาสู่กันมาก่อน”
เรื่องราวระหว่างโม่เหิงและตระกูลโม่ เด็กรุ่นเล็กส่วนใหญ่อย่างโหลว หงแยน หวงจินหนันต่างก็ไม่รู้เรื่อง เนี่ยเทียนก็ยิ่งไม่รู้อะไรเลย
รอจนหยางฝานอธิบายจบ เนี่ยเทียนถึงได้เข้าใจว่าเนื่องจากโม่เหิง ปฏิเสธความหวังดีของตระกูลโม่ สุดท้ายตระกูลโม่ถึงได้เลือกโม่เชียนฟาน ให้กลายมาเป็นผู้นำของตระกูลโม่
“ผู้อาวุโสฉี พวกเราออกมาจากดินแดนสวรรค์ทมิฬได้แล้ว ตอนนี้ท่าน …สามารถติดต่อกับลัทธิจิตตวิสุทธิ์ได้หรือไม่?” โหลวหงแยนถามเบาๆ
ยามนี้ดินแดนสวรรค์ทมิฬได้หายไปจากเส้นสายตานานแล้ว ทะเล เลือดลมของต้าจุนภูตผีปีศาจก็หายไปเช่นกัน
ลัทธิจิตตวิสุทธิ์มีเวทลับที่สามารถติดต่อไปยังสำนักโดยข้ามผ่านทาง ช้างเผือกได้ โหลวหงแยนจึงหวังว่าลัทธิจิตตวิสุทธิ์จะรับรู้เหตุการณ์การ เปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในดินแดนสวรรค์ทมิฬโดยเร็วที่สุด เพื่อที่จะได้ส่งผู้ แข็งแกร่งมากกว่าเดิมให้มาที่นี่
“ข้าต้องการเวลา” ฉีเหลียนซานยิ้มเจื่อน “การเคลื่อนไหวอยู่ในทะเล เลือดลมของต้าจุนภูตผีปีศาจทำให้ข้าเผาผลาญพลังไปมหาศาล ข้า จำเป็นต้องรวบรวมพลังอีกสักหน่อย”
ระหว่างที่พูด เขาก็หยิบเอาหินวิเศษห้วงมิติหลายก้อนออกมาเริ่มดูด ซับพลังห้วงมิติที่อยู่ภายใน
เนี่ยเทียนยื่นมือออกไปแตะร่างของเผยฉีฉีเบาๆ สัมผัสได้ว่าลมหายใจ ของนางเป็นปกติ เลือดลมมั่นคง ก็เข้าใจว่านางแค่อ่อนแอเกินไปเท่านั้น จึงไม่สามารถฟื้นตื่นขึ้นมาได้ในทันที
“ข้าจะช่วยนางรักษาอาการบาดเจ็บสักหน่อย” เนี่ยเทียนแสดงท่าที
ทุกคนพยักหน้าแสดงว่าเข้าใจ แล้วจึงพากันรออยู่บนหินอุกกาบาต ก้อนที่ยืนอยู่เงียบๆ
จิงชี่เลือดเนื้อเป็นกลุ่มๆ กรอกเทเข้าไปในร่างของเผยฉีฉี เนี่ยเทียนใช้ เวทไม้สวรรค์เกิดใหม่ผสานรวมกับจิงชี่พืชหญ้าและพลังเลือดลมมาช่วย รักษาอาการบาดเจ็บให้เผยฉีฉีอีกครั้ง
ครู่หนึ่งหลังจากนั้น เรือรบทางช้างเผือกห้าลำก็ทยอยกันขับมาถึงช้าๆ
เรือรบทางช้างเผือกลำที่อยู่หน้าสุดเป็นฝุายขยับเข้ามาใกล้ก่อน ครั้น จึงค่อยๆ ลดตัวลงเหนือหินอุกกาบาตก้อนนั้น
คนผู้หนึ่งบินออกมาจากเรือรบทางช้างเผือก บนร่างของเขามีสายฟูา ล้อมวนเวียน หน้าตาคล้ายคลึงกับโม่เหิงอยู่หลายส่วน เขามองมาไกลๆ แวบหนึ่งแล้วถึงกล่าวอย่างตกตะลึง “ทุกท่าน ทุกท่านคือ?”
“โหลวหงแยนแห่งสำนักห้าธาตุ”
“หวงจินหนัน”
“ผู้อาวุโสลัทธิจิตตวิสุทธิ์ ฉีเหลียนซาน”
ทุกคนที่อยู่บนหินอุกกาบาตพากันแนะนำตัวเอง
“เนี่ย เนี่ยเทียน?” เสียงของโม่ชิงเหลยดังขึ้นมาจากเรือรบทาง ช้างเผือก เขาร้องโหวกเหวกแล้วก็ลดตัวลงตามมา “เจ้ามาอยู่ที่นี่ได้ อย่างไร?”
มือข้างหนึ่งของเนี่ยเทียนยังวางทาบอยู่บนลำคอด้านหลังของเผยฉีฉี แต่เขาก็ยังแบ่งสมาธิหันมามอง “โม่ชิงเหลย นึกไม่ถึงเลยว่าเจ้าจะรอดชีวิต ออกมาจากในสนามรบสุ้ยเมี่ยได้”
“ใช่สิ โชคดีรอดชีวิตมาได้แล้ว” โม่ชิงเหลยหัวเราะแห้งๆ “ข้าได้ยินมา ว่าหยวนจิ่วชวนเคยไปที่ดินแดนพงฟูา ผู้ฝึกลมปราณที่ฝึกพลังสายฟูา รวมถึงสัตว์วิเศษมากมายที่อยู่ที่นั่นล้วนถูกเขาสังหารไปเกือบหมด”
พอพูดถึงหยวนจิ่วชวน โม่เชียนฟานที่กำลังพูดคุยอยู่กับพวกหยางฝาน ก็หันมามองด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“หยวนจิ่วชวนเคยปรากฏตัวในดินแดนพงฟูา ฆ่าและทำร้ายคนไปไม่ น้อย แต่ตอนนี้กลับไม่น่าเป็นกังวลอีกแล้ว” เนี่ยเทียนสีหน้าผ่อนคลาย “ขณะที่เขาพยายามไปจากดินแดนพงฟูา หวังไปเคลื่อนไหวอยู่ในดินแดน อื่นกลับถูกพวกเราวางแผนเล่นงานโดยการจับตัวเขาไปปล่อยไว้ในพื้นที่ ห้วงมิติปั่นปุวน เกรงว่าเขาคงยังหาทางกลับมาไม่เจอ”
“มารสายฟูาถูกพวกเจ้าปล่อยไปไว้ในพื้นที่ห้วงมิติปั่นปุวนอย่างนั้น หรือ?” โม่ชิงฟานกล่าวอย่างตะลึงระคนดีใจ
พอเห็นว่าเนี่ยเทียนพยักหน้ารับ โม่เชียนฟานก็ผ่อนลมหายใจออกมา อย่างเห็นได้ชัด “ดี เป็นแบบนี้ดีที่สุด! ทางที่ดีที่สุดก็ให้ไอ้สารเลวนั่นตาย อยู่ในพื้นที่ห้วงมิติปั่นปุวน ไม่ต้องกลับมาอีกตลอดกาลนั่นแหละ!”
“พวกเจ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?” โหลวหงแยนคำรามเบาๆ
โม่เชียนฟานลังเลไปครู่ก็หันไปมองยังดินแดนสวรรค์ทมิฬที่อยู่ห่างไป ไกลด้วยสายตาลึกล้ำ “ที่นั่น เกิดอะไรขึ้นกันแน่? มีคนของลัทธิจิตตวิสุทธิ์ ส่งข้อความมาให้พวกเรา บอกว่าไม่สามารถติดต่อไปหาคนที่เดินทางไป ดินแดนสวรรค์ทมิฬได้ เลยให้พวกเรามาดูสถานการณ์ เมื่อหลายวันก่อน พวกเราก็สังเกตเห็นแล้วว่าดวงดาวที่เปล่งแสงอยู่ในดินแดนสวรรค์ทมิฬ ล้วนดับหายไปหมด”
“ดูท่าลัทธิจิตตวิสุทธิ์คงจะพอสัมผัสได้แล้ว” โหลวหงแยนพยักหน้ารับ “ในเมื่อติดต่อไม่ได้ ทำไมคนของลัทธิจิตตวิสุทธิ์และของสำนักอื่นๆ ถึงไม่ ส่งผู้แข็งแกร่งมาตามหา?”
โม่เชียนฟานยิ้มเจื่อน “เพราะว่าดินแดนดวงดาวหลายแห่งของเผ่า มนุษย์ต่างก็เกิดหายนะ เท่าที่รู้มาตอนนี้มีดินแดนดวงดาวถึงห้าแห่งแล้วที่ ก่อนหน้านี้มีภูตผีปีศาจมาทำลับๆ ล่อๆ อยู่ข้างนอก สี่สำนักใหญ่ไม่มีเวลา มารับมือ นอกจากนี้แล้วว่ากันว่าที่มหาสมุทรดาวมอดดับก็มีกองทัพใหญ่ ของชนต่างเผ่ารุกรานเข้ามา ผู้แข็งแกร่งของสี่สำนักใหญ่ถูกระดมตัวไป หมดจนมิอาจแบ่งกำลังไปให้ความช่วยเหลือได้”
“ว่าไงนะ? ดินแดนแต่ละแห่งก็มีปัญหาเกิดขึ้นเหมือนกัน? แม้แต่ มหาสมุทรดาวมอดดับก็มีชนต่างเผ่ารวมกำลังมารุกรานงั้นรึ ?” หวง จินหนันตกใจจนหน้าเผือดสี หันไปพูดกับทุกคนว่า “ดูท่าดินแดนสวรรค์ ทมิฬคงไม่ใช่ดินแดนแห่งเดียวที่ถูกชนต่างเผ่าเล่นงานซะแล้วล่ะ! แย่แล้ว เกรงว่าหายนะครั้งนี้คงแพร่ไปทั่วดินแดนใหญ่ๆ หลายแห่ง ในเวลาสั้นๆ นี้ คงยากที่จะสงบลงได้”
ฉีเหลียนซานจากลัทธิจิตตวิสุทธิ์เองก็มีสีหน้าเครียดขรึม “ข้าเองก็ พอจะเดาได้ว่าโลกภายนอกไม่น่าจะสงบสุข เพียงแต่คาดไม่ถึงว่า สถานการณ์จะเลวร้ายถึงได้ขั้นนี้!”
“เกิดเรื่องอะไรขึ้นในดินแดนสวรรค์ทมิฬกันแน่? มีแดนเทพเจ้าสามคน เข้าไปที่นั่น แต่ก็ยังสังหารเจ้าลัทธิจิตมืดไม่ได้อย่างนั้นหรือ?” โม่เชียนฟาน กล่าวอย่างร้อนใจ
ดินแดนฟูานิรันดร์เป็นเพื่อนบ้านกับดินแดนสวรรค์ทมิฬ หากดินแดน สวรรค์ทมิฬถูกยึดครองจริงๆ ดินแดนฟูานิรันดร์ที่เป็นที่ตั้งของสำนักอสนี สวรรค์คงต้องกลายมาเป็นเปูาหมายถัดไป แล้วจะไม่ให้เขาเป็นกังวลได้ อย่างไร
ดินแดนฟูานิรันดร์ไม่ถือเป็นผู้พึ่งพาของสี่สำนักใหญ่ ที่เขาพยายามตี สนิทกับลัทธิจิตตวิสุทธิ์อย่างสุดความสามารถก็เพราะรู้ในหลักการที่ว่าขาด ริมฝีปากฟันก็หนาว
“นอกจากลัทธิจิตมืดแล้ว ยังมีสำนักสาปแห่งความตาย บวกกับต้าจุน ของชนต่างเผ่าอย่างน้อยสามคน! ” หยางฝานชี้ไปยังทิศที่ตั้งของดินแดน สวรรค์ทมิฬ “ทะเลเลือดลมของต้าจุนชนต่างเผ่าสามคนปิดผนึกดินแดน สวรรค์ทมิฬไว้หมดแล้ว นี่ก็คือเหตุผลที่ว่าทำไมลูกศิษย์ของลัทธิจิตตวิสุทธิ์ ถึงไม่สามารถติดต่อไปหาคนในสำนักได้”
“กว่าพวกเราหนีจะออกมาจากดินแดนสวรรค์ทมิฬได้ก็ต้องจ่าย ค่าตอบแทนที่เจ็บปวดอย่างถึงที่สุดเหมือนกัน”
“ด้วยเหตุนี้ คุณหนูเผยถึงกับหมดสติไม่ฟื้น และยังมีคนหลายคนใน ตระกูลของพวกเราที่ถูกชนต่างเผ่าฆ่าตายอยู่ในดินแดนสวรรค์ทมิฬ แม้แต่ ศพก็ยังเก็บเอามาไม่ได้”
“เจ้ารีบใช้วิธีการของพวกเจ้าติดต่อไปหาลัทธิจิตตวิสุทธิ์ บอกเล่า สถานการณ์ในดินแดนสวรรค์ทมิฬให้ลัทธิจิตตวิสุทธิ์ทราบ!”
โม่เชียนฟานตะลึงพรึงเพริด “ไม่นึกเลยว่าดินแดนสวรรค์ทมิฬจะถูก ยึดครองแล้ว!”
เขารู้ดีว่าสถานการณ์คับขันแค่ไหน จึงรีบหันไปตะโกนใส่เรือรบทาง ช้างเผือก “รีบบอกลัทธิจิตตวิสุทธิ์ทันทีว่าดินแดนสวรรค์ทมิฬถูกยึดครอง แล้ว มีทะเลเลือดลมของต้าจุนชนต่างเผ่าสามท่านปิดผนึกดินแดนสวรรค์ ทมิฬเอาไว้! แดนเทพเจ้าสามท่านที่อยู่ด้านในเกรงว่าคงต้องพบเจอกับ เรื่องเลวร้ายเกินกว่าจะคาดคิด ต้องการให้พวกเขาส่งผู้แข็งแกร่งไปโดยเร็ว ที่สุด!”
เมื่อหันกลับมา เขาก็มาพูดกับหยางฝานอีกครั้งว่า “ค่ายกลนำส่งห้วง มิติที่สามารถข้ามผ่านอาณาจักรของสำนักอสนีสวรรค์เราสามารถใช้ได้ ตลอดเวลา หากผู้แข็งแกร่งของสี่สำนักเดินทางมาก็ไม่น่าจะล่าช้าเกินไป นัก เรือรบทางช้างเผือกลำนั้นของข้าก็มีค่ายกลนำส่งขนาดเล็กอยู่เช่นกัน ซึ่งมันสามารถเชื่อมโยงไปยังค่ายกลของสำนักอสนีสวรรค์ได้”
นิ่งคิดไปครู่หนึ่ง โม่เชียนฟานก็กล่าวอีกว่า “นอกจากนี้หากมีอะไรให้ สำนักอสนีสวรรค์ช่วยก็บอกมาได้เลย ขอแค่สำนักอสนีสวรรค์สามารถทำ ได้ เราจะต้องช่วยอย่างสุดความสามารถแน่นอน!”
“รอให้ทางลัทธิข้าตอบรับกลับมาก่อนค่อยว่ากัน” ฉีเหลียนซานกล่าว
เนี่ยเทียนขมวดคิ้วแน่น พลันรู้สึกว่าฟูาดินของเผ่ามนุษย์เหมือนถูกปก คลุมไว้ด้วยพยับเมฆอึมครึมที่มิอาจปัดเปุาให้จางหาย
เกรงว่ามหันตภัยที่เกิดจากการร่วมมือกันของชนต่างเผ่าและเผ่ามนุษย์ ฝุายอธรรมในครั้งนี้คงต้องดำเนินไปอีกระยะหนึ่ง หาใช่เรื่องที่จะสงบลงได้ ในวันสองวัน
“หวังก็แต่ว่าทางฝุายดินแดนพงฟูา ดินแดนปราการดวงดาวและ ดินแดนดาวตกจะไม่มีเรื่องไม่คาดฝันอะไรเกิดขึ้น”
——