ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 1039 มหันตภัย
ดินแดนฟูานิรันดร์ อาณาจักรเสวียนเหลย
อาณาจักรเสวียนเหลยคือที่ตั้งของสำนักอสนีสวรรค์ พวกเนี่ยเทียน อาศัยค่ายกลนำส่งในเรือรบทางช้างเผือกของโม่เชียนฟานเดินทางมาถึง ที่นี่
สถานการณ์ย่ำแย่ในดินแดนสวรรค์ทมิฬได้ถูกสำนักอสนีสวรรค์ ถ่ายทอดออกไปแล้ว
เทพบุตร เทพธิดาสองคนอย่างหวงจินหนันและโหลวหงแยนต่างก็ร้อน ใจจึงใช้ค่ายกลนำส่งในสำนักอสนีสวรรค์เดินทางกลับไปยังสำนักห้าธาตุ ของตัวเองแล้ว
เนี่ยเทียนไม่ได้รีบร้อนกลับไป แต่ใช้ความมหัศจรรย์ของตัวเองมาช่วย รักษาอาการบาดเจ็บให้กับเผยฉีฉี
ครึ่งวันต่อมา เผยฉีฉีก็สะลึมสะลือตื่นขึ้นมา
“ศิษย์พี่หญิงเผย…”
เห็นเผยฉีฉีที่ยังคงอ่อนเพลียไร้ชีวิตชีวา เนี่ยเทียนก็ถอนหายใจเบาๆ หนึ่งครั้ง “อาการบาดเจ็บทางกายของเจ้า ข้าช่วยรักษาให้ได้ชั่วคราวแล้ว แต่พลังทางสายเลือดของเจ้าที่สูญเสียไป ยังจำเป็นต้องให้เจ้าฟื้นตัวด้วย ตัวเอง”
“ที่นี่ที่ไหน?” เผยฉีฉีถาม
“สำนักอสนีสวรรค์”
“ดูท่าพวกเราคงหลุดออกมาจากดินแดนสวรรค์ทมิฬได้แล้ว” เผยฉีฉี หน้าซีดขาว “สถานการณ์ตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง? ลัทธิของข้าและฝุาย อื่นๆ มีใครส่งผู้แข็งแกร่งมาบ้างไหม?”
“ตอนนี้ยังไม่มี”
“ทำไมล่ะ?”
“ฟูาดินอันเป็นที่อยู่ของเผ่ามนุษย์ไม่ได้มีแค่ดินแดนสวรรค์ทมิฬแห่ง เดียวที่ถูกชนต่างเผ่ารุกราน” เนี่ยเทียนเล่าเหตุการณ์ใหม่ล่าสุดที่เกิดขึ้นให้ เผยฉีฉีฟังอย่างละเอียดด้วยสีหน้ามืดทะมึน
และเวลานี้เอง ฉีเหลียนซานที่พักอยู่ในบริเวณใกล้เคียงซึ่งพอสัมผัสได้ ถึงการฟื้นตื่นของเผยฉีฉีก็รีบเร่งรุดมาหา
เขามองเนี่ยเทียนด้วยสายตาลึกล้ำหนึ่งครั้ง ก่อนกล่าวว่า “ในเมื่อ คุณหนูเผยฟื้นแล้ว ข้าคงต้องรีบพานางกลับลัทธิโดยเร็วที่สุด”
“ก็ดีเหมือนกัน” เนี่ยเทียนพยักหน้ารับ “ศิษย์พี่หญิง เจ้าใช้เวทลับพา พวกเราหลุดพ้นมาจากทะเลเลือดลมของต้าจุน ทำให้พลังเผาผลาญเกือบ สิ้น เจ้าควรรีบกลับไปยังลัทธิจิตตวิสุทธิ์ ใช้ห้องลับพิเศษของลัทธิจิตต วิสุทธิ์มาฟื้นฟูพลังของตัวเองโดยเร็วที่สุด”
ชั่วขณะที่ฟื้นตื่น เผยฉีฉีก็ใช้กระแสจิตสำรวจเรือนกายของตัวเองจึงรู้ สภาพของตัวเองเป็นอย่างดี
อาการบาดเจ็บของนางไม่สาหัสนัก แต่ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดก็คือพลังงาน ที่ถูกเผาผลาญจนเกลี้ยง การดูดซับพลังวิญญาณห้วงมิตินั้นทำได้ง่าย แต่
การเผาผลาญทางสายเลือดและพลังจิตวิญญาณที่หายไปต่างหากถึงจะ เป็นปัญหายุ่งยาก
นางเองก็เข้าใจดีว่าปัญหาสองอย่างหลังนี้ แม้แต่เนี่ยเทียนเองก็ยังช่วย ไม่ได้ มีเพียงย้อนกลับไปที่ลัทธิจิตตวิสุทธิ์ ให้เจ้าลัทธิจิตตวิสุทธิ์ช่วยเหลือ บางทีอาจจะพอมีหวังที่จะฟื้นตัวได้โดยเร็ว
“แล้วเจ้าล่ะ?” เผยฉีฉีมองหน้าเนี่ยเทียน “เจ้าก็คิดจะกลับไป เหมือนกันหรือ?”
“ไม่ ข้าคิดจะดูสถานการณ์อยู่ที่นี่อีกสักสองสามวันแล้วค่อยตัดสินใจ” เนี่ยเทียนกล่าว
“เจ้าไม่ต้องห่วง พวกเราจะแจ้งให้ทางพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว ทราบเอง” ฉีเหลียนซานรับปากเนี่ยเทียน “การที่พวกเรารอดชีวิตกลับมา จากดินแดนสวรรค์ทมิฬได้ เจ้าและคุณหนูเผยมีคุณความชอบสูงสุด รอ สถานการณ์มั่นคงแล้ว พวกเราจะต้องบอกเล่าเรื่องนี้ให้พระราชวังโบราณ สะเก็ดดาวทราบอย่างชัดเจน ค่าคุณความดีที่เจ้าสมควรได้จะไม่ขาดไป แน่นอน”
เนี่ยเทียนส่ายหน้า โบกมือ “ค่าคุณความดีอะไรนั่น ตอนนี้ข้าไม่สนใจ หรอก”
ฉีเหลียนซานตะลึง แล้วจึงพยักหน้ารับ “เข้าใจแล้ว แต่ไม่ว่าอย่างไร ข้าก็ต้องพาคุณหนูเผยกลับสำนักก่อน”
“รักษาตัวด้วย” เผยฉีฉีลุกขึ้นยืนช้าๆ
ฉีเหลียนซานประคองนางให้เดินเข้าไปยังค่ายกลนำส่งของสำนักอสนี สวรรค์อย่างระมัดระวัง ไม่นานค่ายกลก็ถูกกระตุ้นใช้ คนทั้งสองจึงไปจาก ดินแดนฟูานิรันดร์ตามหลังพวกหวงจินหนันและโหลวหงแยน
พวกเขาจากไปได้ไม่นาน โม่ชิงเหลยก็มาเยือนเพียงลำพัง
ที่พักที่เนี่ยเทียนอยู่อาศัยคือที่พักที่สำนักอสนีสวรรค์ใช้รับรองแขกสูง ศักดิ์ อยู่ห่างจากค่ายกลนำส่งหลังนั้นของสำนักอสนีสวรรค์ไม่ไกลนัก
เวลานี้โม่เชียนฟานเจ้าสำนักอสนีสวรรค์ยังคงอยู่ในเรือรบทาง ช้างเผือกที่ลอยลำอยู่นอกอาณาจักร
โม่ชิงฟานกำลังรอให้ผู้แข็งแกร่งของสี่สำนักเก่าแก่ใช้ค่ายกลนำส่งในตัว เรือทยอยกันมาสมทบโดยเร็วที่สุด แล้วจะได้ใช้วิธีการที่รวดเร็วที่สุดแหวก ผ่านทะเลเลือดลมของต้าจุนภูตผีปีศาจเข้าไปในดินแดนสวรรค์ทมิฬอย่าง เร่งด่วน
ทว่าหวงจินหนันและโหลวหงแยนจากไปได้ครึ่งวันแล้ว ทางฝุายลัทธิ จิตตวิสุทธิ์เองก็น่าจะได้ข่าวแล้วเหมือนกัน แต่กลับยังไม่มีผู้แข็งแกร่งของ สำนักไหนเดินทางมายังดินแดนฟูานิรันดร์แม้แต่คนเดียว
และทางฝั่งนี้ ตอนนี้ก็เหลือแค่เนี่ยเทียนเพียงคนเดียว แน่นอนว่าโม่ชิง เหลยจึงได้แต่มาหาเนี่ยเทียน
“เนี่ยเทียน!” โม่ชิงเหลยมีท่าทางหงุดหงิดอย่างเห็นได้ชัด “ข่าวถูก ส่งออกไปตั้งนานแล้ว ทำไมผ่านไปตั้งครึ่งวันแล้วถึงยังไม่มีคนของสี่สำนัก มาเลย?”
“ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกัน” เนี่ยเทียนเองก็จนใจ
หายนะในดินแดนสวรรค์ทมิฬสร้างความสะเทือนใจให้เขาอย่างใหญ่ หลวง ทำให้เขาตระหนักได้ว่าข้อพิพาทระหว่างเผ่ามนุษย์และชนต่างเผ่า นั้น หากอาศัยตบะและขอบเขตในปัจจุบันของเขาก็เรียกได้ว่ามีแต่ใจแต่ไร้ กำลัง
การต่อสู้ของเหล่าเทพเซียน เขาที่เป็นผู้ฝึกลมปราณเขตลี้ลับธรรมดาๆ ไม่มีแม้แต่สิทธิจะเข้าร่วมด้วยซ้ำ
แค่มองการต่อสู้ระหว่างโม่เหิงและคูกู่ต้าจุนอยู่ไกลๆ เขายังเวียนหัว ตาลาย พลังจิตวิญญาณไหลหายไปอย่างรวดเร็ว
หากตอนนั้นเขาอยู่ในพื้นที่การต่อสู้ระหว่างโม่เหิงและคูกู่ต้าจุน คลื่น ลูกหลงจากพลังแข็งแกร่งสูงสุดของทั้งสองท่านอาจทำให้เขาบาดเจ็บสาหัส หรือคร่าชีวิตเขาไปเลยก็เป็นได้
ขอบเขตของเขา พลังของเขายังอยู่ห่างคนละชั้นไปไกลโขนัก!
“แล้วทำไมเจ้าถึงไม่รีบร้อนจากไปล่ะ?” โม่ชิงเหิงถามอย่างกังขา
“สำนักได้ข่าวแล้ว ข้ากลับหรือไม่กลับไปก็ไม่ส่งผลกระทบต่อ สถานการณ์ส่วนใหญ่อยู่ดี” เนี่ยเทียนหน้าตึง “ข้าจะอยู่ในสำนักอสนี สวรรค์เพื่อรอฟังสถานการณ์ที่แน่ชัดก่อนค่อยตัดสินใจ ไม่ว่าผลการต่อสู้ ของทางฝุายดินแดนสวรรค์ทมิฬจะเป็นเช่นไร ข้าก็ต้องรู้ข่าวทันทีที่ผล ออกมา!”
เขารู้สึกเป็นห่วงโม่เหิง
ผู้อาวุโสใหญ่ของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวท่านนี้ดีต่อเขาไม่น้อย เขามีใจอยากช่วยอีกฝุาย แต่เนื่องจากศักยภาพไม่มากพอจึงอับจนปัญญา
การต่อสู้ในดินแดนสวรรค์ทมิฬ ต่อให้ผู้แข็งแกร่งแดนเอตทัคคะมา เยือนก็ยังไม่สามารถสร้างผลกระทบที่แน่นอนได้ มีเพียงแดนเทพเจ้า เท่านั้นถึงจะพอพลิกกลับสถานการณ์ได้บ้าง
ซึ่งเขาไม่รู้จักแดนเทพเจ้าแม้แต่คนเดียว จึงมิอาจไปเชิญตัวใครมาได้
“สำนักอสนีสวรรค์ของพวกเจ้ามีเลือดเนื้อหรือศพของสัตว์วิเศษ ระดับสูงบ้างไหม หรือจะเป็นชนต่างเผ่าก็ได้” เนี่ยเทียนนิ่งคิดไปครู่ก่อน กล่าวว่า “ข้าสามารถซื้อด้วยหยกวิเศษ ยิ่งมากเท่าไหร่ก็ยิ่งดี!”
การแปรสภาพของสายเลือดแห่งชีวิตและการชุบหลอมแก่นเลือดล้วน จำเป็นต้องใช้จิงชี่เลือดเนื้อมหาศาล
ตอนนี้สิ่งที่เขาขาดแคลนมากที่สุดก็คือวัตถุที่สามารถมอบจิงชี่เลือด เนื้อให้กับเขาได้ เมื่อรู้ว่าศักยภาพของตัวเองไม่มากพอ เขาจึงเตรียมจะ เพิ่มพลังการต่อสู้ให้ได้โดยเร็วที่สุด
“มี ต้องมีอยู่แล้ว” โม่ชิงเหลยมองเขาด้วยสายตาประหลาดใจ “หยก วิเศษคงไม่ต้องหรอก ครั้งนั้นที่อยู่ในสนามรบสุ้ยเมี่ยก็ถือว่าเจ้าช่วยข้าไว้ หนึ่งครั้ง ช่วยให้ข้าหนีออกจากมาบ่อแห่งโชควาสนา หลบพ้นการไล่ล่า ของหยวนจิ่วชวนมาได้ นอกจากนี้หยวนจิ่วชวนที่เป็นฝันร้ายของผู้ฝึกวิชา สายฟูาทุกคนยังถูกเจ้าเนรเทศไปไว้ที่ห้วงมิติปั่นปุวน ก็ถือว่าเป็นการช่วย สำนักอสนีสวรรค์ของเราครั้งหนึ่ง”
พอทิ้งประโยคนี้ไว้ โม่ชิงเหลยก็หมุนตัวจากไป ไม่นานนักเขาก็กลับมา พร้อมกับโยนแหวนเก็บของวงหนึ่งให้เนี่ยเทียน
ในแหวนเก็บของวงนั้นมีเนื้อสัตว์วิเศษทั้งระดับหก ระดับเจ็ดและ ระดับแปด ทั้งปริมาณยังมีไม่น้อย
“นี่คือเท่าที่ข้าหาได้ในตอนนี้ ข้าจะสั่งให้คนไปหามาเพิ่มให้เจ้าอีก” โม่ ชิงเหลยแสดงท่าที “สำนักอสนีสวรรค์ของเราไม่เคยสัมผัสกับชนต่างเผ่า มานานหลายปี หากคิดจะหาศพของชนต่างเผ่าจึงค่อนข้างจะลำบาก”
“ข้าจะใช้ของพวกนี้ก่อนแล้วกัน” เนี่ยเทียนเอ่ยขอบคุณ
หลังจากนั้นเนี่ยเทียนที่อยู่ในที่พักซึ่งสำนักอสนีสวรรค์จัดหาไว้ให้ก็ใช้ การสูบดึงพลังชีวิตมาดึงจิงชี่เลือดเนื้อจากเนื้อสัตว์วิเศษในแหวนเก็บของ เพื่อสร้างแก่นเลือดขึ้นมา
เนื้อสัตว์วิเศษถูกเผาผลาญไปอย่างต่อเนื่อง แก่นเลือดแห่งชีวิตหยด ใหม่พากันถูกชุบหลอมขึ้นมาในหัวใจของเขา
สองวันต่อมา
ในที่สุดเว่ยไหลจากพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว และยังมีผู้อาวุโสของ ลัทธิจิตตวิสุทธิ์และสำนักห้าธาตุก็ได้อาศัยค่ายกลนำส่งเดินทางมาถึงสำนัก อสนีสวรรค์
คนอื่นๆ ที่พอมาถึงก็รีบร้อนใช้ค่ายกลนำส่งเดินทางไปยังเรือรบทาง ช้างเผือกลำที่จอดอยู่ระหว่างดินแดนฟูานิรันดร์กับดินแดนสวรรค์ทมิฬ ทันที
มีเพียงเว่ยไหลที่รู้ว่าเนี่ยเทียนยังอยู่ที่นี่จึงยังไม่รีบจากไป แต่มาหาเนี่ย เทียนก่อน
“ผู้อาวุโสเว่ย!” เนี่ยเทียนอุทานตกใจ
“ทำไมเจ้าถึงไม่กลับสำนักไปก่อน?” เว่ยไหลถามอย่างแปลกใจ
“ข้าอยากรอฟังผลสรุปของดินแดนสวรรค์ทมิฬก่อน” เนี่ยเทียนตอบ
“วางใจเถอะ ปัญหาของทางฝั่งดินแดนสวรรค์ทมิฬน่าจะสามารถ คลี่คลายได้” เว่ยไหลปลอบใจ “หลัวว่านเซี่ยงรองเจ้าตำหนักของ พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวเรา และรองเจ้าลัทธิอีกคนหนึ่งของลัทธิจิตต วิสุทธิ์ก็มาที่นี่ด้วย!”
“พวกเขาไปที่ดินแดนสวรรค์ทมิฬแล้วหรือ?”
“ออกเดินทางแล้ว!”
“ผู้อาวุโสเว่ย ท่านพาข้าไปด้วยสิ ข้าก็อยากไปที่ดินแดนสวรรค์ทมิฬ เหมือนกัน!”
“เจ้า? เจ้าแน่ใจรึว่าจะไปที่นั่นอีก?”
“แน่ใจ”
“ถ้าอย่างนั้นก็ได้!”
——