ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 1040 กองหนุนแดนเทพเจ้า
พื้นที่ริมขอบดินแดนสวรรค์ทมิฬ
เนี่ยเทียนที่นั่งอยู่ในเรือดาราซึ่งอยู่ในดินแดนของเว่ยไหลอีกที ทอดสายตามองไปยังทิศไกล
จุดลึกของทะเลเลือดลมต้าจุนภูตผีปีศาจที่เดือดปะทุมีกายธรรมแห่ง เทพขนาดใหญ่ยักษ์ปานประหนึ่งเทพสวรรค์แห่งยุคดึกดำบรรพ์ยืน ตระหง่าน รอบกายเขาเปล่งประกายแสงดาวเจิดจ้า กำลังควบคุมกลุ่มแสง ดาวนับสิบล้านกลุ่มให้โจมตีไปยังปราณปีศาจเข้มข้น
“ท่านผู้นั้นก็คือรองเจ้าตำหนัก หลัวว่านเซี่ยง” เว่ยไหลเอ่ยเสียงหนัก
มีสายฟูาอีกเส้นหนึ่งที่ว่ายวนอยู่ในทะเลเลือดลมต้าจุนภูตผีปีศาจ ทุกที่ ที่สายฟูาพุ่งผ่าน ห้วงมิติแตกทลาย เสียง “ฟูุวๆ” ดังออกมาอย่างต่อเนื่อง
พอจะมองเห็นเงาร่างมากมายในสายฟูาได้รำไร แต่เนื่องจากอยู่ห่างกัน มากเกินไปจึงยากที่จะมองเห็นโฉมหน้าที่แท้จริงได้
“สายฟูาเส้นนั้นมาจากรองเจ้าลัทธิจิตตวิสุทธิ์ เสวียนกวางอวี่ ขอบเขต สูงกว่าจีหยวนฉวนระดับหนึ่ง เป็นแดนเทพเจ้าช่วงกลาง” เว่ยไหลพูดต่อ “รองเจ้าตำหนักหลัวกำราบเลือดลมของเซวี่ยฝูุต้าจุน ส่วนรองเจ้าลัทธิ เสวียนใช้เวทลับห้วงมิติแหวกพื้นที่ออก อีกไม่นานคงสามารถเข้าไปใน ดินแดนสวรรค์ทมิฬได้”
“ตอนนี้พวกเรายังไม่ต้องรีบร้อนเข้าไป รอให้ทะเลเลือดลมจางหาย ก่อนแล้วค่อยเข้าไปก็ยังไม่สาย”
ระหว่างที่เขาพูด โม่เชียนฟานเจ้าสำนักอสนีสวรรค์ที่อยู่ใกล้กันก็มอง ไปยังทะเลเลือดลมของต้าจุนผืนนั้นด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “วิกฤตของ ดินแดนสวรรค์ทมิฬน่าจะพอคลี่คลายได้แล้ว”
หลัวว่านเซี่ยงของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว เสวียนกวางอวี่จาก ลัทธิจิตตวิสุทธิ์ล้วนเป็นแดนเทพเจ้าช่วงกลาง
คนทั้งสองยังพาผู้อาวุโสแดนเอตทัคคะมาด้วยอีกหลายคน เว้นเสียแต่ สำนักเก่าแก่ทั้งสี่แล้ว กองกำลังที่น่ากลัวเช่นนี้ก็ล้วนสามารถกำจัดทุกกลุ่ม อิทธิพลของเผ่ามนุษย์ได้หมด
รวมไปถึงสำนักอสนีสวรรค์ด้วย
จู่ๆ กองกำลังเช่นนี้ก็บุกเข้ามาในดินแดนสวรรค์ทมิฬ ต่อสู้กันไปจะยัง มีประโยชน์อะไรอีก?
แล้วก็เป็นดังคาด ไม่นานทะเลเลือดลมที่ต้าจุนของภูตผีปีศาจท่านนั้น ปลดปล่อยออกมาก็หดหายไปอย่างรวดเร็ว
สุดท้ายปราณปีศาจและเลือดลมที่ไหลบ่ากลายมาเป็นขวานเลือดเล่ม หนึ่งที่ราวกับจะสามารถตัดฟูาได้ ขวานเลือดเล่มนั้นปลดปล่อยกลิ่นเลือด ลมคาวกึกที่ทำให้คนได้กลิ่นรู้สึกสะอิดสะเอียน
ขวานเลือดสีแดงฉานไม่ใช่ของจริง แต่จำแลงมาจากเลือดลมของต้าจุน ภูตผีปีศาจ วินาทีที่มันก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างก็พลันบินหายเข้าไปในมุมใด มุมหนึ่งของดินแดนสวรรค์ทมิฬ
“จะหนีไปไหน?”
กายธรรมแห่งเทพของหลัวว่านเซี่ยงจากพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว ร้องคำรามแล้วก้าวยาวๆ ตามไปรวดเร็วราวกับดาวตก เพียงแค่ก้าวเดียว ของเขาก็ข้ามผ่านอาณาจักรสองแห่งไปแล้ว
หลัวว่านเซี่ยงไล่กวดขวานเลือดไปติดๆ
ทะเลเลือดลมของต้าจุนภูตผีปีศาจท่านนั้นหายไปเกลี้ยงในชั่วพริบตา
“ต้าจุนชนต่างเผ่าใช้ทะเลเลือดลมปกคลุมดินแดนสวรรค์ทมิฬ นอกจากห้ามใครเข้าออกแล้วถือเป็นการเตือนภัยอย่างหนึ่งเช่นกัน” เว่ ยไหลพูดหน้าเคร่ง “พอรองเจ้าตำหนักหลัวและเสวียนกวางอวี่สองคนเข้า ไปในทะเลเลือดลมของต้าจุน ต้าจุนท่านนั้นก็ต้องสัมผัสได้ทันที”
“การต่อสู้ในดินแดนสวรรค์ทมิฬจะต้องยุติก่อนกำหนด หวังเพียงว่า แดนเทพเจ้าทั้งสามท่านและคนอื่นๆ จะยังปลอดภัย”
“ไปกันเถอะ พวกเราเองก็เข้าไปดูข้างในกัน”
ระหว่างที่เว่ยไหลพูดก็พลิ้วกายลงไปในเรือรบทางช้างเผือกของโม่ เชียนฟานแห่งสำนักอสนีสวรรค์ ครั้นจึงบอกเป็นนัยให้โม่เชียนฟาน ขับเคลื่อนเรือรบเข้าไปในดินแดนสวรรค์ทมิฬ
โม่เชียนฟานพยักหน้ารับ ออกคำสั่งให้ขับเรือรบทางช้างเผือกเข้าไป
เวลานี้ เนี่ยเทียนก็ได้รู้จากปากของเว่ยไหลนานแล้วว่าที่กองหนุนของสี่ สำนักเก่าแก่มาถึงล่าช้าขนาดนี้ก็เป็นเพราะพวกเขารอหลัวว่านเซี่ยงและ เสวียนกวางอวี่สองคน
ในแต่ละดินแดนของเผ่ามนุษย์เกิดความวุ่นวาย ชนต่างเผ่ามากมาย ร่วมมือกันก่อกวนอยู่ในพื้นที่หลายแห่ง
แดนเทพเจ้าเองก็ถูกระดมตัวออกไปปราบปราม
ผู้แข็งแกร่งของสี่สำนักเก่าแก่วิ่งวุ่นคลี่คลายหายนะของเผ่ามนุษย์ครั้งนี้ แต่ละคนจึงเหนื่อยล้ากันไม่น้อย
ตอนที่ข่าวเรื่องวิกฤตของดินแดนสวรรค์ทมิฬถูกส่งมา หลัวว่านเซี่ยง และเสวียนกวางอวี่สองคนยังไปกำราบชนต่างเผ่าอยู่ด้านนอก รอจนได้รับ ข่าว กว่าจะกลับมาก็ต้องใช้เวลา
หากไม่มีแดนเทพเจ้าเข้าไป หายนะในดินแดนสวรรค์ทมิฬคงมิอาจ คลี่คลายได้อย่างถึงรากถึงโคน ดังนั้นพวกเขาจึงได้แต่รอคอย
“เนี่ยเทียน ได้ยินทางสำนักห้าธาตุและลัทธิจิตตวิสุทธิ์บอกว่าเจ้าออก แรงมากตอนอยู่ในดินแดนสวรรค์ทมิฬ” สายตาเว่ยไหลฉายแววชื่นชม “เจ้าวางใจเถอะ รอให้ปัญหาของดินแดนสวรรค์ทมิฬคลี่คลายลงแล้ว คุณ ความชอบที่ควรเป็นของเจ้าไม่มีทางลดน้อยแน่นอน อีกอย่างดูเหมือนว่า เจ้าเองก็สังหารชนต่างเผ่าไปไม่น้อย ศพพวกนั้นอยู่ไหนล่ะ?”
“อยู่ในนี้” เนี่ยเทียนส่งแหวนเก็บของวงหนึ่งไปให้เขา
ศพของชนต่างเผ่ากองกันเป็นพะเนินอยู่ในแหวนเก็บของ แม้แต่ศพ ของภูตผีปีศาจอย่างเอ้าเติง อันเก๋อซือหรืออสูรกายคนอื่นๆ ก็ล้วนอยู่ใน นั้นด้วย
เพียงแต่ว่าศพที่อยู่ข้างในนี้ล้วนถูกเขาใช้การสูบดึงพลังชีวิตดึงเอาจิงชี่ เลือดเนื้อออกมาหมดแล้ว ศพจึงแห้งเหี่ยว ไม่เหลือคุณค่าใดๆ
เว่ยไหลรับมา ใช้อำนาจจิตตรวจสอบดูก็พยักหน้ารับ “ดีมาก สิ่ง เหล่านี้ล้วนเอามาคำนวนเป็นค่าคุณความชอบของเจ้าได้”
จิงชี่เลือดเนื้อที่เหลืออยู่ในศพของชนต่างเผ่าถูกชุบหลอมไปแล้ว หรือไม่ เขาไม่ได้สนใจเท่าไหร่นัก
เขาแค่ต้องการรู้ว่าเนี่ยเทียนสังหารผู้แข็งแกร่งของชนต่างเผ่าไป เท่าไหร่ เมื่อมีหลักฐานที่แน่นอนก็จะได้เอามาประเมินค่าคุณความชอบ ให้กับเนี่ยเทียน “เจ้าช่วยเผยฉีฉีและฉีเหลียนซานจากลัทธิจิตตวิสุทธิ์รักษา อาการบาดเจ็บ ช่วยให้พวกเขาหลุดพ้นมาจากทะเลเลือดลมของเซวี่ยฝูุ ต้าจุนได้ เรื่องพวกนี้ก็ต้องคิดเป็นค่าคุณความชอบให้เจ้าเช่นกัน”
“ข้าแค่หวังว่าผู้อาวุโสใหญ่จะปลอดภัย” เนี่ยเทียนกล่าวเบาๆ
“ผู้อาวุโสใหญ่…” เว่ยไหลหรี่ตาลง พูดด้วยน้ำเสียงที่แฝงความหมาย ลึกล้ำ “อันที่จริงข้อนี้เจ้าเป็นกังวลมากเกินไป เจ้าไม่รู้ถึงความร้ายกาจของ ผู้อาวุโสใหญ่ ตามความเห็นข้า แดนเทพเจ้าทั้งสามท่านที่เข้ามาในดินแดน สวรรค์ทมิฬ สองท่านที่เหลืออาจเกิดเรื่องได้ แต่ผู้อาวุโสใหญ่ต้องปลอดภัย ดีแน่นอน”
“ผู้อาวุโสใหญ่โม่เหิงร้ายกาจขนาดนี้จริงๆ หรือ?” เนี่ยเทียนถามอย่าง แปลกใจ
“ร้ายกาจกว่าที่เจ้าคิดไว้มากเลยล่ะ” เว่ยไหลกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง
หลายวันต่อมา
เรือรบทางช้างเผือกของสำนักอสนีสวรรค์ที่ข้ามผ่านทะเลอาณาจักร ของดินแดนสวรรค์ทมิฬมาได้นานแล้วก็มาถึงพื้นที่แห่งความตายที่พวก เนี่ยเทียนจากไปก่อนหน้านี้
เศษซากเรือรบของภูตผีปีศาจจำนวนมากล่องลอยอยู่ท่ามกลางความ ว่างเปล่า บนหินอุกกาบาตแบนเรียบก้อนหนึ่งมีคนสามคนยืนกันอยู่อย่าง โดดเดี่ยว
คนทั้งสามต่างท่าทางอ่อนระโหยโรยแรงราวกับเสียพลังวิญญาณกับ พลังจิตวิญญาณมากเกินไป แม้แต่ความสามารถที่จะข้ามผ่านทางช้างเผือก ก็ยังไม่มี
“ซือคงฉั่ว!”
เว่ยไหลตะลึง ก่อนจะสั่งให้เรือรบทางช้างเผือกของสำนักอสนีสวรรค์ เข้าไปใกล้อย่างรวดเร็ว
เนี่ยเทียนมองไกลๆ ก็จำซือคงฉั่วและลูกน้องสองคนของซือคงฉั่วได้ ทันที ข้างกายเขามีโจวฉิงแดนเอตทัคคะช่วงท้ายบวกกับเฉินฉี่เทียนเจ้า สำนักเชื่อมฟูา
“เหลือแค่สามคนเองหรือนี่” เนี่ยเทียนพึมพำอยู่ในใจ
“ผู้อาวุโสเว่ย!” ซือคงฉั่วตะโกนเสียงดัง รอจนเรือรบขยับเข้าไปใกล้ เขากับโจวฉิงและเฉินฉี่เทียนสามคนก็พากันพลิ้วกายเข้ามาในเรือรบ
“ทำไมเหลือพวกเจ้าแค่นี้? ซือคงฉั่ว ลูกน้องคนอื่นๆ ของเจ้าล่ะ?” เว่ ยไหลเอ่ยถาม
เขาจำได้ว่าก่อนจะมาที่ดินแดนสวรรค์ทมิฬ ซือคงฉั่วรวบรวมผู้ แข็งแกร่งแดนว่างเปล่าและแดนเอตทัคคะมามากถึงยี่สิบกว่าคน
“เหลือแค่พวกเราสามคนเท่านั้น” ซือคงฉั่วไม่มีท่าทางอวดดีเฉกเช่นใน ยามปกติ พอหันมาเห็นเนี่ยเทียน เขาก็มีสีหน้าตะลึงอย่างเห็นได้ชัด “ศิษย์ น้องเจ็ด เจ้ารอดชีวิตด้วยหรือ?”
“ข้าโชคดี เลยรอดชีวิตมาได้” เนี่ยเทียนกล่าว
“เกิดเรื่องอะไรขึ้น?” เว่ยไหลขมวดคิ้ว
“ตอนแรกเจอกับมหาราชาเลี่ยกู่ของเผ่าโครงกระดูก ประมือกันอยู่พัก หนึ่ง คนของข้าตายไปหลายคน” ซือคงฉั่วสีหน้ามืดทะมึน “ไม่ง่ายเลยกว่า ที่พวกเราจะขยับเข้าไปใกล้ทะเลเลือดลมของต้าจุนภูตผีปีศาจได้ ทว่าจู่ๆ กลับเจอเรือรบของภูตผีปีศาจหลายลำกับคนผู้หนึ่งที่มนุษย์ก็ไม่ใช่ปีศาจก็ ไม่เชิงนามว่าหันอวี้ คนอื่นๆ จึงทยอยตายกันไปขณะที่พยายามฝุาออกไป จากวงล้อม”
“หันอวี้…” ดวงตาเนี่ยเทียนฉายประกายประหลาด
ไม่จำเป็นต้องให้ซือคงฉั่วอธิบายอย่างละเอียด เขาก็เข้าใจได้ว่า เปูาหมายที่แท้จริงที่เรือรบภูตผีปีศาจซึ่งหันอวี้ขับเคลื่อนเข้าไปในทะเล เลือดลมของเซวี่ยฝูุต้าจุนต้องการไล่ล่าก็คือพวกเขา
หลังจากที่เผยฉีฉีถูกกระตุ้นพลังทางสายเลือดให้แข็งแกร่งขึ้นจนพาทุก คนหลุดพ้นไปจากทะเลเลือดลมของเซวี่ยฝูุต้าจุนได้ หันอวี้ก็น่าจะถอดใจ แล้ว
เกรงว่าระหว่างทางที่ทัพภูตผีปีศาจซึ่งมีหันอวี้เป็นหัวหน้าย้อนกลับมา คงเจอกับพวกซือคงฉั่วเข้าพอดี
เมื่อหาตนไม่เจอ จึงเห็นได้ชัดว่าหันอวี้เอาซือคงฉั่วมาระบายความแค้น เปลี่ยนเปูาหมายมาล้อมโจมตีซือคงฉั่วแทน ทำให้ซือคงฉั่วเสียหายอย่าง สาหัส
เนี่ยเทียนแอบเบิกบานใจ พอมองโจวฉิงและเฉินฉี่เทียนเจ้าสำนักเชื่อม ฟูาอย่างละเอียดก็สัมผัสได้ชัดว่าแดนเอตทัคคะของคนทั้งสองน่าจะ เสียหายอย่างหนักเช่นกัน คิดจะฟื้นฟูพลังการต่อสู้ในช่วงเวลาสั้นๆ นี้ก็ แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย
ซือคงฉั่วเดินทางมาดินแดนสวรรค์ทมิฬด้วยความเหิมเกริม คงคิดไม่ถึง เลยกระมังว่าจะต้องมาเจอการโจมตีแบบนี้
กองกำลังที่เขาสั่งสมมานานปี มีเกือบครึ่งที่ต้องมาตายอยู่ที่นี่ ไม่รู้ว่า ต้องใช้เวลานานแค่ไหนถึงจะฟื้นคืนพลังต้นกำเนิดกลับมาได้
“คนของพวกเรามาแล้วใช่ไหม?” ซือคงฉั่วถามอย่างร้อนใจ
“รองเจ้าตำหนักหลัวมาเอง และตอนนี้ก็ไล่ตามขวานเลือดที่จำแลงมา จากทะเลเลือดลมของเซวี่ยฝูุต้าจุนไปแล้ว” เว่ยไหลอธิบาย
“มิน่าเล่า” โจวฉิงแอบรู้สึกโชคดี “มิน่าเล่าจู่ๆ พวกภูตผีปีศาจที่ไล่ล่า พวกเราถึงถอยหนี แสดงว่าต้องเป็นเพราะเซวี่ยฝูุต้าจุนสัมผัสได้ว่าท่าไม่ดี เลยบอกให้พวกเขาหนีไป”
“หากไม่เป็นเพราะรองเจ้าตำหนักหลัวมาถึง ภูตผีปีศาจพวกนั้นย่อมไม่ มีทางรามือง่ายๆ แน่นอน พวกเราเองก็คงประคองตัวอยู่ได้อีกไม่นาน เท่าไหร่แล้ว”
ซือคงฉั่วถามขึ้นอีกว่า “ยังมีคนรอดชีวิตอีกกี่คน? มีกี่ฝุายที่มีคน บาดเจ็บล้มตาย?”
“ตอนนี้ยังไม่รู้ แต่อีกไม่นานก็คงจะได้คำตอบ ” เว่ยไหลตอบรับ “หลังจากทะเลเลือดลมของต้าจุนสลายหายไป การส่งข้อความของลัทธิ จิตตวิสุทธิ์ก็ไม่มีอุปสรรคอีก พวกเราจะตามหากันต่อ ย่อมต้องทยอยกัน เจอพวกคนที่รอดชีวิตของสามฝุายเราแน่นอน”
“คราวนี้โชคดีที่ได้เนี่ยเทียนและคุณหนูเผยจากลัทธิจิตตวิสุทธิ์ เพราะ พวกเขาฝุาออกไปจากทะเลเลือดลมของเซวี่ยฝูุต้าจุนได้เลยส่งข่าวออกไป ได้ทันเวลา”
“หาไม่แล้วผลที่ตามมาคงเลวร้ายเกินจะคาดคิด”
“เนี่ยเทียน?” ซือคงฉั่วตะลึง “เจ้าเองก็ข้ามผ่านทะเลเลือดลมของ เซวี่ยฝูุต้าจุนไปเหมือนกันรึ? ในเมื่อเจ้าผ่านพื้นที่แห่งความตายนี้ไป แล้ว สัมผัสได้ถึงการต่อสู้ระหว่างพวกเรากับมหาราชาเลี่ยกู่หรือไม่? ซากเรือรบ ของภูตผีปีศาจและอสูรกายมากมาย มาจากฝีมือพวกเจ้าหรือเปล่า?”
“ระหว่างทางสังหารภูตผีปีศาจและอสูรกายไปจริง แต่การต่อสู้ ระหว่างพวกเจ้ากับมหาราชาเลี่ยกู่ ข้ากลับไม่รู้” เนี่ยเทียนตอบอย่างเฉย เมย
——