ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 1041 พ่ายแพ้
จากน้ำเสียงที่ซือคงฉั่วใช้พูดกับเนี่ยเทียน แสดงให้เห็นถึงความกังขา ของเขา
แต่อันที่จริง การที่พวกเนี่ยเทียนสังหารภูตผีปีศาจและอสูรกายก็ถือ เป็นการช่วยเขาในทางหนึ่ง เขาจึงมิอาจพูดอะไรได้มากไปกว่านี้
เขาย่อมไม่รู้ว่าเปูาหมายเดิมที่มหาราชาเลี่ยกู่ไล่โจมตี แท้จริงแล้วก็คือ พวกเนี่ยเทียน
เพราะหลังจากที่เผยฉีฉีติดต่อหาฟุานเหวิน เนี่ยเทียนถึงได้ล่อให้มหา ราชาเลี่ยกู่พาปัญหาที่เดิมทีควรเป็นของพวกเขาไปให้ซือคงฉั่วรับมือแทน เป็นเหตุให้ซือคงฉั่วเสียหายอย่างหนัก
หากซือคงฉั่วรู้ว่าถูกเนี่ยเทียนวางแผนเล่นงาน เกรงว่าคงจะยิ่งเดือด ดาลมากกว่านี้
“ผู้อาวุโสของลัทธิจิตตวิสุทธิ์ที่ไปกับพวกเจ้าก็ตายแล้วงั้นหรือ?” เว่ ยไหลตะคอก
“เปล่า” ซือคงฉั่วส่ายหน้า สีหน้ายิ่งดำมืด “ผู้ที่เชี่ยวชาญพลังห้วงมิติ ของลัทธิจิตตวิสุทธิ์มีวิธีการมากมายให้เอาตัวรอด ตอนที่พวกเราถูก กองทัพของภูตผีปีศาจล้อมโจมตีจนหนีกระเจิงกันไปละทางก็ได้แยกทาง กับผู้อาวุโสฟุานแล้ว”
“บางทีนางอาจจะยังไม่ตาย”
เว่ยไหลพยักหน้ารับเบาๆ “ก็จริง คิดจะสังหารผู้ที่เชี่ยวชาญเวทลับ ห้วงมิติต้องมีขอบเขตเหนือไปกว่าคนผู้นั้นหลายระดับถึงจะทำได้ พวกต้า จุนของชนต่างเผ่าที่อยู่ในดินแดนสวรรค์ทมิฬต่างก็มัวยุ่งอยู่กับเรื่องอื่น ไม่ สามารถแบ่งเวลามาจัดการ ข้าเดาเอาว่าลูกศิษย์ของลัทธิจิตตวิสุทธิ์ที่อยู่ใน ดินแดนสวรรค์ทมิฬน่าจะรอดชีวิตกันมากที่สุด”
หลังจากเรือรบทางช้างเผือกของสำนักอสนีสวรรค์รับเอาพวกซือคงฉั่ว สามคนมาก็ขับต่อไปข้างหน้าอีกครั้ง
หลังจากนั้นก็มีข่าวมากมายทยอยกันถูกส่งมา
ไม่นานเนี่ยเทียนก็รู้ว่าเนื่องจากรองเจ้าตำหนักหลัวว่านเซี่ยงของสำนัก เขาและเสวียนกวางอวี่ของลัทธิจิตตวิสุทธิ์เข้ามาที่นี่ ชนต่างเผ่าที่ทำตัว กำเริบเสิบสานอยู่ในดินแดนสวรรค์ทมิฬ รวมไปถึงฝุายอธรรมของเผ่า มนุษย์ต่างก็พากันเร่งร้อนถอนทัพหนีไป
ไม่ว่าจะเป็นชนต่างเผ่าหรือลูกศิษย์ของสำนักสาปแห่งความตายและ ลัทธิจิตมืดต่างก็หนีไปโดยใช้ประตูข้ามอาณาจักร
จุดที่พวกเขาหนีไปก็คือมุมหนึ่งของมหาสมุทรดาวมอดดับ ซึ่งเป็นฟูา ดินที่ชนต่างเผ่ายึดครอง
ไม่นานนักเว่ยไหลก็ได้ข่าวมาอีกว่ากายธรรมแห่งเทพของลู่เจี้ยเฟิงจาก สำนักห้าธาตุระเบิดออก เรือนกายถูกเสวียนหมิงต้าจุนและเจ้าลัทธิจิตมืด ร่วมกันสังหาร เหลือเพียงซากวิญญาณที่หนีไป
ที่ซากวิญญาณของลู่เจี้ยเฟิงสามารถหนีไปได้ทันเวลา ก็เพราะโชคดีที่ เสวียนกวางอวี่มาถึงทันกาล
หากเสวียนกวางอวี่มาช้ากว่านี้อีกสักนิด ซากวิญญาณของลู่เจี้ยเฟิง ย่อมต้องถูกเสวียนหมิงต้าจุนและเจ้าลัทธิจิตมืดชุบหลอม เสียโอกาส สุดท้ายที่จะจุติกลับมาฝึกตนใหม่ไป
ส่วนโม่เหิงและจีหยวนฉวนจากลัทธิจิตตวิสุทธิ์ที่ต่างก็รับมือกับคูกู่ต้า จุนและเซวี่ยฝูุต้าจุนก็แค่บาดเจ็บ ไม่ถึงกับตาย
ศึกครั้งนี้เผ่ามนุษย์ที่เสียหายอย่างใหญ่หลวงที่สุดก็คือลู่เจี้ยเฟิงจาก สำนักห้าธาตุ
นอกจากลู่เจี้ยเฟิงแล้วยังมีผู้แข็งแกร่งแดนเอตทัคคะและแดนว่างเปล่า ของสามสำนักอีกบางส่วน
อย่างลูกน้องของซือคงฉั่วและลูกน้องของโหลวหงแยนกับฟางหยวน ต่างก็บาดเจ็บและล้มตายในระดับที่ต่างกัน
กลับเป็นพวกจ้าวเหิงลูกน้องของหวงจินหนัน หลิงโยวที่ยืนหยัดว่าจะ คุ้มครองเผยฉีฉีจนตัวตายเสียอีกที่พอโม่เหิงทำลายคำสาปลับน้ำแข็ง สวรรค์ในอาณาจักรแห่งที่เก้าได้ก็ล้วนโชคดีรอดชีวิตกันมาได้
พวกเสวียนกวางอวี่เป็นคนนำดวงวิญญาณของลู่เจี้ยเฟิงกลับไปส่งยัง สำนักห้าธาตุด้วยตัวเอง
ลู่เจี้ยเฟิงคือแดนเทพเจ้า หลังจากที่กายธรรมแห่งเทพระเบิดออก ซาก วิญญาณของเขาก็จำเป็นต้องหาโอกาสจุติและกลับมาฝึกตนใหม่อีกครั้ง ทว่าต่อให้เกิดใหม่ได้ แต่หากคิดจะฝึกตนจนถึงแดนเทพเจ้าอีกครั้งก็ไม่รู้ว่า ต้องใช้เวลานานเท่าไหร่
อันที่จริงศึกในดินแดนสวรรค์ทมิฬครั้งนี้ ฝุายมนุษย์ถือว่าเป็นผู้พ่าย
เจ้าลัทธิจิตมืดยังมีชีวิตอยู่ ต้าจุนชนต่างเผ่าที่บุกเข้ามาก็ถอนทัพ ออกไปได้สำเร็จ
ส่วนทางฝุายมนุษย์นั้น ลู่เจี้ยเฟิงตกอยู่ในสภาวะ “ตายไปครึ่งหนึ่ง” แดนเอตทัคคะและแดนว่างเปล่ามากมายก็ถูกชนต่างเผ่า ลัทธิจิตมืดและ สำนักสาปแห่งความตายทำร้ายจนเกิดความเสียหาย
เรือนกายและดวงวิญญาณของผู้ตายกลายมาเป็นของเชลยศึกของลัทธิ จิตมืดและเผ่าโครงกระดูก ซึ่งล้วนถูกพวกเขาเก็บเอาไปหมด
เนี่ยเทียนเคลื่อนไหวอยู่ในดินแดนสวรรค์ทมิฬกับเรือรบทางช้างเผือก ของสำนักอสนีสวรรค์อยู่ช่วงระยะเวลาหนึ่ง ผู้ที่รอดชีวิตซึ่งได้รับข่าวก็เป็น ฝุายมาหาพวกเขา
หลายวันต่อมา ฟางหยวนก็พาลูกน้องมารวมตัวกับพวกเขา
พอฟางหยวนเห็นว่าเนี่ยเทียนสุขสบายดีก็ตื่นตะลึงไปเหมือนกัน หลังจากพูดคุยกับเนี่ยเทียนอยู่พักหนึ่งจึงรู้ว่าพวกเนี่ยเทียนและเผยฉีฉี สามารถข้ามผ่านทะเลเลือดลมของเซวี่ยฝูุต้าจุนไปได้สำเร็จ จึงส่งข่าว ออกไปทันเวลา เป็นเหตุให้หายนะครั้งนี้ได้รับการคลี่คลายทางอ้อม และลู่ เจี้ยเฟิงก็สามารถรักษาดวงวิญญาณเอาไว้ นั่นจึงยิ่งทำให้เขาตะลึงหนักเข้า ไปใหญ่
พวกเผ่ามนุษย์ที่ตามมาทีหลังทำการค้นหาอยู่ในดินแดนสวรรค์ทมิฬ นานถึงครึ่งเดือน
คนของสามสำนักที่ไปหลบภัยอยู่ในมุมต่างๆ ล้วนทยอยกันเดินออกมา ทุกคนเริ่มมารวมตัวกัน แต่กลับไม่เจอชนต่างเผ่าหรือลูกศิษย์ของลัทธิจิต มืดและสำนักสาปแห่งความตายเลยแม้แต่คนเดียว
ไม่นานนักผู้แข็งแกร่งฝุายมนุษย์ที่เข้ามาในดินแดนสวรรค์ทมิฬก็ทยอย กันทำลายประตูข้ามอาณาจักรที่ชนต่างเผ่าทิ้งเอาไว้จนหมด
หลังจากทำลายประตูข้ามอาณาจักรแล้ว พวกคนที่ได้รับบาดเจ็บสาหัส ก็ทยอยกันจากไป
ส่วนเนี่ยเทียนนั้นติดตามเรือรบของสำนักอสนีสวรรค์อยู่ตลอดเวลา ทว่ากลับไม่เคยเจอโม่เหิง จีหยวนฉวน หรือรองเจ้าตำหนักหลัวว่านเซี่ยง ของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวเลย
ตามคำบอกของเว่ยไหล มีแดนเทพเจ้าหลายคนที่ปกปูองดวงวิญญาณ ของลู่เจี้ยเฟิงไปส่งด้วยตัวเอง
และยังมีหลายคนที่เนื่องจากต่อสู้กับต้าจุนของชนต่างเผ่าจึงเผาผลาญ พลังไปมหาศาลเลยรีบร้อนกลับสำนัก หากไม่ทำการรวบรวมพละกำลังก็ ถูกส่งไปยังพื้นที่อื่นๆ ที่เกิดเรื่องวุ่นวายเพื่อกำราบไม่ให้ชนต่างเผ่าเข้ามา รุกรานต่อ
สงครามในดินแดนสวรรค์ทมิฬจบลงด้วยความพ่ายแพ้เสียหาย ดังนั้น อารมณ์ของทุกคนจึงหนักอึ้ง
ผ่านไปอีกพักหนึ่ง ภายใต้การจัดการของเว่ยไหล เนี่ยเทียนจึงได้ เดินทางกลับพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวพร้อมกับบุตรแห่งดวงดาวอีก สองคนอย่างฟางหยวนและซือคงฉั่ว
นครสะเก็ดดาว ตำแหน่งที่ตั้งค่ายกลนำส่งในพระราชวังโอ่อ่า
เว่ยไหลกล่าวขึ้นว่า “ศึกในมหาสมุทรดาวมอดดับยังคงดำเนินต่อไป สงครามในดินแดนดวงดาวแห่งอื่นก็ยังไม่ยุติ พวกเจ้าทั้งสามคนต่างก็มี ความเสียหายในระดับที่ต่างกัน สูญเสียพลังต้นกำเนิดไปไม่น้อย สงคราม อื่นๆ พวกเจ้าไม่จำเป็นต้องเข้าร่วมแล้ว ส่วนชนต่างเผ่าและลูกศิษย์ของ ลัทธิจิตมืดกับสำนักสาปแห่งความตายที่พวกเจ้าสังหารได้จะถูกนำมาคิด เป็นค่าคุณความดีของพวกเจ้าทั้งหมด”
“ส่วนความเป็นประโยชน์ของพวกเจ้าในสมรภูมิรบ หลังจากที่สำนัก พูดคุยกับสำนักห้าธาตุและลัทธิจิตตวิสุทธิ์แล้วจะคำนวณออกมาอีกที”
“เอาล่ะ พวกเจ้าแยกย้ายกันกลับดินแดนของตัวเองเถอะ ไปดูสิว่าใน ดินแดนของพวกเจ้ามีอันตรายอะไรซ่อนแฝงอยู่หรือไม่?”
เมื่อเดินออกมาจากตำหนักใหญ่ บุตรแห่งดวงดาวทั้งสามคนก็เอาเรือ ดาราของตัวเองออกมา
ซือคงฉั่วจากไปเป็นคนแรก
“ศิษย์พี่ ในมือของท่านมีศพของชนต่างเผ่าสายเลือดระดับสูงหรือไม่? ข้าอยากจะซื้อในจำนวนมาก” เนี่ยเทียนเป็นฝุายเอ่ยขึ้นมาก่อน
“มี แต่ว่าในมือข้ามีไม่มากนัก” ฟางหยวนนิ่งคิดไปครู่หนึ่งก็กล่าวว่า “ข้าจะเอาที่มีอยู่ในมือให้เจ้าไปก่อน ส่วนที่เหลือเดี๋ยวข้าไปช่วยหามาให้ เพิ่ม”
“ข้าจะจ่ายให้ท่านเป็นหยกวิเศษ” เนี่ยเทียนแสดงท่าที
ฟางหยวนส่ายหน้าด้วยรอยยิ้ม “ไม่จำเป็นต้อง เจ้าช่วยประมุขตระกูล ฟางข้าคลี่คลายภัยร้ายที่ซ่อนแฝงอยู่ในแดนเอตทัคคะ ช่วยชุบหลอมเลือด ลมที่มหาราชาข่าตี๋ทิ้งเอาไว้ ถือว่าช่วยข้าครั้งใหญ่ กะอีแค่ศพของชนต่าง เผ่าจะนับเป็นอะไรได้ เอาอย่างนี้แล้วกัน เจ้ากลับดินแดนดวงดาวของเจ้า ไปก่อน รอข้าจัดการเสร็จแล้วจะให้คนเอาไปให้เจ้าที่ดินแดนพงฟูา ดี หรือไม่?”
“ถ้าอย่างนั้นก็ขอบคุณมาก” เนี่ยเทียนไม่ได้ปฏิเสธ
หลังจากนั้นคนทั้งสองก็แยกย้ายกันไป
เนี่ยเทียนกลับไปยังหอหงเทียน แล้วก็เปิดใช้ค่ายกลนำส่งตรงดิ่งไปที่ อาณาจักรเลี่ยคง จากนั้นก็ใช้ค่ายกลนำส่งของอาณาจักรเลี่ยคงเดินทางไป ยังอาณาจักรวอหลิวของดินแดนพงฟูา
ดินแดนดวงดาวสามแห่งในนามของเขา ศักยภาพของดินแดนพงฟูาถือ ว่ายิ่งใหญ่ที่สุด ทว่าเมื่อค่านจื้อเซิ่งช่วยปรับเปลี่ยนค่ายกลนำส่งในดินแดน ปราการดวงดาวให้ ดินแดนดวงดาวทั้งสามแห่งจึงเชื่อมโยงถึงกันแล้ว
อาณาจักรวอหลิวกลายมาเป็นพื้นที่ปักหลักของเขา
ทางฝุายของดินแดนดาวตก มีหลี่หลางเฟิงทำหน้าที่เป็นเหมือน พ่อบ้านใหญ่ให้กับเขา ตอนนี้อีกฝุายที่มีตบะเขตวิญญาณช่วงต้นก็ได้มา รายงานสถานการณ์ให้เขาฟัง
เยว่เหยียนสี่จากดินแดนปราการดวงดาวเลื่อนสู่แดนว่างเปล่าช่วงท้าย ได้สำเร็จ จึงมาบอกเล่าสถานการณ์ในปัจจุบันของดินแดนปราการดวงดาว ให้ฟังเช่นกัน
แม้แต่จิ่งเฟยหยางที่บรรลุความมหัศจรรย์ของอักขระได้อย่างทะลุปรุ โปร่งก็ยังเลื่อนขั้นสู่แดนเอตทัคคะช่วงกลางได้สำเร็จแล้ว
ฉวนจื่อเซวียน ฉวีหมิงเต๋อและยังมีเจ้าสำนักคุมสัตว์ เจ้าสำนักไฟ ศักดิ์สิทธิ์ที่เนื่องจากในรับผลเก็บเกี่ยวในอาณาจักรฟูามืด เวลานี้ต่างก็ฝุา ทะลุสู่ขอบเขตใหม่อย่างเต็มความสามารถ ทุกคนจึงยังคงปิดด่านฝึกตน
จากคำบอกเล่าของหลี่หลางเฟิง เยว่เหยียนสี่และจิ่งเฟยหยาง เนี่ย เทียนจึงรู้ว่าดินแดนดวงดาวทั้งสามแห่งของเขาไม่มีหายนะใดๆ เกิดขึ้น
ชนต่างเผ่าและพวกเผ่ามนุษย์ชั่วร้ายยังไม่เคยมาก่อเรื่องในสาม ดินแดน
แต่จิ่งเฟยหยางก็ยังได้ข่าวเรื่องสงครามวุ่นวายที่เกิดขึ้นในดินแดนอื่นๆ ของเผ่ามนุษย์ จึงเป็นกังวลอย่างมาก เขาเอ่ยเตือนให้เนี่ยเทียนระวังตัว
รอจนพวกเขารู้ว่าเนี่ยเทียนเพิ่งกลับมาจากสนามรบในดินแดนสวรรค์ ทมิฬ ลู่เจี้ยเฟิงแดนเทพเจ้าช่วงต้นของสำนักห้าธาตุหลงเหลือเพียงซาก วิญญาณ ฝุายมนุษย์พ่ายแพ้ในสงครามครั้งนี้ ทุกคนก็รู้สึกถึงแรงกดดัน หนักอึ้งราวมีภูเขากดทับ
“เกรงว่าวันหน้าเผ่ามนุษย์คงต้องเจอกับความวุ่นวายไปอีกนาน ทีเดียว” จิ่งเฟยหยางถอนหายใจ “ในที่สุดชนต่างเผ่าก็เจอวิธีการรับมือกับ พวกเรา พวกเขาเริ่มทำให้พวกเราแตกแยกกันเองจากภายใน ขอแค่พวก คนของลัทธิจิตมืดและสำนักสาปแห่งความตายยังวางตัวกำเริบเสิบสานอยู่ ข้างนอก เกรงว่าคงต้องมีสำนักอีกมากมายที่เรามองไม่เห็นคอยสร้างความ วุ่นวายอยู่ในมุมมืด”
“โลกใบนี้จะยิ่งวุ่นวาย ก็ไม่รู้ว่าต้องเป็นแบบนี้ไปนานแค่ไหน”
เนี่ยเทียนกล่าว “ข้าจะปิดด่านฝุาสู่เขตวิญญาณ ในเวลาสั้นๆ นี้พวก เจ้าจงปกปูองดินแดนของตัวเองให้ดี หากมีชนต่างเผ่าหรือใครมาสร้างเรื่อง จงกำจัดให้สิ้นซาก!”
——