ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 1046 ล่องลอยอยู่ในทางช้างเผือก
ท้องฟ้ามากหมู่ดาวนอกอาณาจักรมีพลังงานมากมายปะปนกัน
เนี่ยเทียนยืนอยู่บนเรือดารา ถอนการป้องกันของเรือดาราออก เปิดเผยร่างอยู่ด้านนอกและรับสัมผัสอย่างตั้งใจ
เขาสัมผัสได้ว่าพลังดวงดาว จิงชี่พืชหญ้าและพลังงานความร้อนที่อยู่ใน ท้องฟ้าได้รับการชักนำจากบุปผาเก้าดารา เมล็ดพันธ์เปลวเพลิงและต้น วิญญาณศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ในร่างของเขา จึงเป็นฝ่ายมารวมตัวกัน
ทว่าระหว่างขั้นตอนนี้ยังมีพลังงานอีกมากมายที่ไม่เหมาะสมกับเขา ปะปนเข้ามาด้วย
พลังงานเหล่านั้นมีมากมายหลายร้อยชนิด มีทั้งปราณปีศาจเบาบาง ปราณแห่งอสูรกาย สิ่งสกปรกนอกอาณาจักร และพลังงานมากมายที่ สามารถกัดกร่อนเลือดเนื้อ
ปราณต่างๆ ที่แตกต่างกันเหล่านี้แม้จะไม่ถูกชักนำมา แต่ขอแค่เรือน กายของเขาเปิดเผยอยู่ด้านนอกก็ยังถูกรุกรานทีละนิดอยู่ดี
เขาจำเป็นต้องใช้พลังทางสายเลือดมาไล่ชุบหลอมพลังงานที่ไม่ได้รับ การยอมรับจากร่างกายของเขาออกไป
“ผู้ที่มีขอบเขตดินแดน สามารถใช้ดินแดนของตนมาตัดขาดเลือดลม และโบยบินอยู่ในทางช้างเผือก” เนี่ยเทียนนิ่งคิด “ดินแดนของข้ายังมิอาจ ก่อตัวได้สำเร็จ จึงยังไม่มีความสามารถนี้ ชนต่างเผ่าที่เชี่ยวชาญพลังทาง สายเลือดซึ่งพอสายเลือดไต่ไปถึงระดับที่แน่นอนก็สามารถใช้เลือดลมมา สร้างเป็นม่านบางๆ ที่มีประสิทธิภาพการปกป้องเฉกเช่นดินแดน”
“สายเลือด! พลังชีวิตแข็งแกร่ง!”
เขาพลันกระตุ้นพรสวรรค์ทางสายเลือด จิงชี่เลือดเนื้อที่แผ่ไปทั่วเรือน กายระเบิดพลุ่งพล่านในบัดดล
มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าว่าร่างของเขากำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่าง รวดเร็ว มีเกราะมหัศจรรย์ผุดขึ้นมาตรงผิวหนังของเขา ซึ่งลวดลายของมัน เป็นสีทองสลับกับสีเงิน
พอกระตุ้นใช้พลังชีวิตแข็งแกร่ง หัวใจของเขาก็เต้นรัวเร็ว กล้ามเนื้อ ปูดนูน แม้แต่ความสูงก็เหมือนจะยืดขึ้นไปอีกคืบใหญ่
ลักษณะเช่นนี้ของเขา หากมองปราดๆ จะรู้สึกได้ว่าแข็งแกร่งจนน่า เหลือเชื่อ
เมื่อคงสภาวะพลังชีวิตแข็งแกร่งเอาไว้แล้วลองรับสัมผัสดูอีกครั้ง เขาก็ ค้นพบด้วยความตกตะลึงว่าพลังงานประหลาดในทางช้างเผือกที่แทรก ซอนเข้ามาในร่างของเขา ส่วนใหญ่ล้วนถูกเลือดลมที่เขาแผ่ออกมาสกัดกั้น ไว้ให้อยู่ภายนอก
พลังงานทั้งหลายเหล่านั้นยากที่จะแทรกซอนผ่านรูขุมขนเข้ามายัง เลือดเนื้อของเขาได้อีก
และมีพลังงานปริมาณเพียงน้อยนิดที่ผ่านผนึกเลือดลมเข้ามาได้ ซึ่งดู เหมือนว่าจะยังมีประโยชน์ต่อการชุบหลอมเรือนกายของเขา พอจะช่วยทำ ให้เรือนกายของเขาแข็งแกร่งได้อีกเล็กน้อย
“เอ๊ะ!”
เขาพลันมีสีหน้าฮึกเหิม สละเรือดาราทิ้งทันควันแล้วเริ่มเคลื่อนที่ไป ตามทางช้างเผือกที่กว้างใหญ่ไพศาลนี้
ตอนแรกเขายังรับสัมผัสอย่างระมัดระวัง
แต่ไม่นานเขาก็ตระหนักได้ว่าเมื่อเขาเผาผลาญจิงชี่เลือดเนื้อไป เล็กน้อยเพื่อคงสภาวะพลังชีวิตแข็งแกร่งเอาไว้ บุปผาเก้าดารา เมล็ดพันธ์ เปลวเพลิงและต้นวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ในมหาสมุทรวิญญาณจุดตันเถีย นของเขาก็ยังคงชักนำพลังความร้อน พลังดวงดาวและพลังพืชหญ้ามา ดังเดิม
และพลังงานที่ไม่เหมาะสมกับวิชาการฝึกตน ทั้งยังทำร้ายเรือนกาย ของเขาก็ล้วนถูกกั้นขวางเอาไว้
พลังงานที่สามารถเข้ามาได้ก็เหมือนเป็นพลังงานที่ผ่านการคัดกรอง อย่างละเอียดจากสายเลือดแห่งชีวิตแล้วว่ามีประโยชน์ต่อร่างกายเขา
ดวงตาเขาจึงเป็นประกายระยิบระยับ
เมื่ออยู่ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ก็หมายความว่าต่อให้เขายังไม่กลายมา เป็นเขตดินแดน แต่วันหน้าก็ไม่จำเป็นต้องพึ่งเรือดาราอีก
ไม่จำเป็นต้องให้ผู้ที่มีเขตดินแดนมาปกป้อง เขาก็สามารถใช้พลังของ ตัวเองข้ามผ่านทางช้างเผือกแล้วทำการต่อสู้นอกอาณาจักรได้โดยตรง!
“สายเลือดแห่งชีวิตฝ่าทะลุสู่ระดับเจ็ด เลือดเนื้อผ่านการเปลี่ยนแปลง ให้แข็งแกร่ง จึงทำให้ข้ามีการพัฒนาขึ้นอย่างเห็นได้ชัด!”
เขาพลันเข้าใจได้ทันทีว่าการที่ก่อนหน้านี้เขาเผาผลาญจิงชี่เลือดเนื้อไป มากมายเพื่อหล่อหลอมเรือนกายนี้ ก็คือสาเหตุที่ทำให้เรือนกายซึ่งมีความ มหัศจรรย์ทางสายเลือดแห่งชีวิตของเขาเกิดการเปลี่ยนแปลงกะทันหัน
นับแต่นี้เป็นต้นไป เขาก็ไม่ต้องกังวลเรื่องการเดินทางในทางช้างเผือก การต่อสู้กับคนอื่นนอกอาณาจักรและการฝึกตนในทางช้างเผือกอีกแล้ว
บุปผาเก้าดารา เมล็ดพันธ์เปลวเพลิงและต้นวิญญาณศักดิ์สิทธิ์สามารถ ช่วยให้เขารับเอาพลังงานทั้งสามธาตุมาได้
เมื่อเรือนกายของเขาอยู่ภายใต้สภาวะพลังชีวิตแข็งแกร่ง พอรับเอา พลังงานที่มีประโยชน์ในการสร้างความแข็งแรงต่อเลือดเนื้อเขามายังช่วย ให้เขาทำการชุบหลอมเรือนกายนี้ไปได้อีกขั้นหนึ่ง!
“เขตลี้ลับช่วงท้าย โอสถวิญญาณบริสุทธิ์และโอสถวิญญาณอีกสาม ธาตุต่างก็หล่อหลอมถึงขีดสุดแล้ว ตอนนี้สิ่งที่ขาดก็มีแค่การหล่อหลอมจิต วิญญาณที่แท้จริงเท่านั้น!”
นิ่งคิดไปครู่หนึ่งเขาก็เป็นฝ่ายติดต่อไปหาวิญญาณวัตถุในไข่มุก วิญญาณมืด แล้วขอพลังจิตวิญญาณบริสุทธิ์มาจากวิญญาณวัตถุโดยตรง
จากนั้นเขาก็เอาพลังจิตวิญญาณบริสุทธิ์ที่ได้มาจากวิญญาณวัตถุมา เพิ่มความแข็งแกร่งให้กับจิตวิญญาณที่แท้จริงอยู่ในทางช้างเผือกเช่นนี้
เวลาช่วงหนึ่งผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว
จิตวิญญาณที่แท้จริงของเขาซึ่งพอผ่านการชุบหลอมจากพลังจิต วิญญาณก็มาถึงระดับที่จะฝ่าทะลุสู่เขตวิญญาณได้แล้ว
และเวลานี้เขาก็เริ่มจะสัมผัสได้ถึงการดำรงอยู่ของปราการขอบเขต เกิดความรู้สึกมหัศจรรย์ว่ากำลังจะข้ามเขตลี้ลับเข้าสู่เขตวิญญาณได้แล้ว
“เขตวิญญาณคือด่านขนาดใหญ่ด่านใหม่ คือการก้าวกระโดดทาง คุณสมบัติ!”
จิตใจเขาสั่นไหว ครั้นจึงหวนกลับมาที่เรือดารา แล้วเริ่มขับเรือดารา ล่องลอยไปตามท้องฟ้าเงียบสงัดนอกอาณาจักร พลางทำการฝ่าทะลุขั้น อย่างสงบ
ทว่าผ่านไปนานมาก เขาก็ยังไม่สามารถข้ามผ่านปราการขอบเขตเลื่อน สู่เขตวิญญาณได้เสียที
“ไม่สามารถฝ่าทะลุขั้นไปได้อย่างราบรื่น แสดงว่าต้องขาดอะไรไป บางอย่าง บางทีอาจจะเป็นความเข้าใจที่มีต่อพลังงานต่างๆ หรือจะเป็น อย่างอื่น…”
ครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง นึกวิธีได้มากมาย แต่เขาก็ยังไม่สามารถฝ่าทะลุสู่ เขตวิญญาณอยู่ในทางช้างเผือกนี้ได้สำเร็จ นี่จึงทำให้เขาล้มเลิกความคิดที่ จะปักหลักอยู่ยาว เพราะไม่อยากเสียเวลาอีกต่อไป
“ผู้อาวุโสโม่เหิงคือแสงไฟนำทางของข้า บางทีเขาอาจจะให้คำแนะนำ อะไรข้าได้”
เขาไพล่นึกไปถึงผู้อาวุโสใหญ่แห่งพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว รู้สึกว่า คำชี้นำของโม่เหิงสามารถช่วยปัดกวาดปริศนาข้อใหญ่ที่กักขังเขาไว้ได้ อย่างเกลี้ยงเกลา
เขาจึงตัดสินใจที่จะกลับไปยังนครสะเก็ดดาวเพื่อไปให้โม่เหิงช่วยไขข้อ ข้องใจ
ทว่าตอนที่เขาเข้าไปในตำหนักใหญ่ของอาณาจักรเลี่ยคงซึ่งสามารถ เดินทางไปยังหอหงเทียนได้โดยตรง กลับเห็นว่าต่งลี่มารอเขาอยู่ก่อนแล้ว
“เนี่ยเทียน มีทูตจากพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวทำการไล่สำรวจแต่ ละสำนักของดินแดนปราการดวงดาวและดินแดนพงฟ้า” สีหน้าต่งลี่ไม่ ค่อยเป็นสุขนัก “ทูตจากพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวต้องการตรวจสอบ ให้แน่ใจว่าดินแดนดวงดาวในนามของเจ้ามีสำนักที่ฝึกวิชาชั่วร้ายอย่างลัทธิ จิตมืดหรือสำนักสาปแห่งความตายอยู่หรือไม่”
เนี่ยเทียนหน้าเปลี่ยนสีทันควัน “มาตอนไหน?”
“เพิ่งมาถึงได้ไม่นาน” ต่งลี่ขมวดคิ้ว “ตามที่พวกเขาบอก ไม่เพียงแต่ เจ้า ทว่ากองกำลังใต้บังคับบัญชาของบุตรแห่งดวงดาวทุกคนล้วน จำเป็นต้องผ่านการตรวจสอบทั้งหมด ได้ยินมาว่าดินแดนต่างๆ ของเผ่า มนุษย์เราต่างก็ทำแบบนี้ แล้วก็มีกองกำลังที่ก่อนหน้านี้มีความเกี่ยวข้อง กับฝ่ายธรรมหลายแห่งที่เจอกับหายนะ”
“เจอกับหายนะ ยังไง?”
“สำนักหลายแห่งถูกสังหารจนเกลี้ยง พวกคนที่มีความเกี่ยวข้องกับ สำนักเหล่านั้นหรือคนที่ฝึกวิชาชั่วร้าย หากไม่ถูกฆ่าตาย ก็ต้องถูกจับขัง แล้วสอบสวนอย่างเข้มงวด” ต่งลี่ตอบ
เนี่ยเทียนสีหน้ามืดทะมึน “เจ้ารีบไปที่อาณาจักรหลีเทียน จัดการให้ ทุกคนของสำนักโลหิตไปอยู่ในที่ที่ทูตจากพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวจะ
หาไม่เจอ จำเอาไว้ว่าเรื่องนี้ต้องจัดการลับๆ ห้ามเปิดเผยร่องรอยเด็ดขาด อาณาจักรของเผ่ากิ้งก่าแล้วก็พื้นที่รกร้างระหว่างดินแดนดาวตกกับ ดินแดนปราการดวงดาวล้วนเป็นตัวเลือกที่ดี”
ต่งลี่ตกใจ “สำนักโลหิตก็มีปัญหาอย่างนั้นหรือ?”
“ต้นกำเนิดการฝึกตนของสำนักโลหิตคือสำนักวิญญาณโลหิต สำนักนี้ก็ ถูกจำกัดความให้เป็นสำนักที่ฝึกวิชาชั่วร้ายเช่นกัน ซ้ำในอดีตยังเคยถูกหอ ทอดฟ้ากำจัด” เนี่ยเทียนพยักหน้ารับเบาๆ “ในช่วงเวลาที่เปราะบางเช่นนี้ ให้สำนักโลหิตหลบไปก่อนถือว่าเป็นเรื่องที่จำเป็นต้องทำ อีกอย่างเจ้าก็ ให้หลี่หลางเฟิงไปซ่อนตัวพร้อมกับสำนักโลหิตด้วย”
“หลี่หลางเฟิง?” ต่งลี่งงงัน
“วิชาลับที่เขาฝึกตนได้ผสานรวมไฟของพิษศพเข้าไป ซึ่งน่าจะมีปัญหา เล็กน้อย” เนี่ยเทียนกล่าวอย่างตรงไปตรงมา
ต่งลี่คิดตามก็กล่าวว่า “ตกลง ข้ารู้แล้วว่าต้องทำอย่างไร”
นางจึงลงมือจัดการหาสถานที่เหมาะๆ ให้สำนักโลหิตและหลี่หลางเฟิง ซ่อนตัวหลบภัยได้ระยะหนึ่งทันที รอให้สี่สำนักเก่าแก่เลิกเข้มงวดกับพวก สำนักนอกรีตเมื่อไหร่ค่อยไปรับพวกเขากลับมาอีกครั้ง
จากนั้นเนี่ยเทียนก็ไปที่นครสะเก็ดดาว แล้วไปพบเว่ยไหล
พอเว่ยไหลเห็นเขาก็พูดขึ้นด้วยสีหน้าซับซ้อน “ค่าคุณความดีของเจ้ามี เพิ่มขึ้นมาห้าแสน”
“ห้าแสน นับว่าไม่เลว” เนี่ยเทียนพยักหน้า
“ฟางหยวนสามแสน ซือคงฉั่วแปดแสน” เว่ยไหลกล่าวอีก
“ทำไมซือคงฉั่วได้มากถึงแปดแสน?” เนี่ยเทียนอยู่เฉยไม่ได้อีกต่อไป “ชนต่างเผ่าที่ข้าสังหารอาจจะน้อยกว่าซือคงฉั่วอยู่บ้าง ทว่าข้าช่วยให้เผย ฉีฉีจากลัทธิจิตตวิสุทธิ์ พาพวกหวงจินหนัน โหลวหงแยนของสำนักห้าธาตุ หนีจากทะเลเลือดลมเซวี่ยฝู่ต้าจุนได้สำเร็จ แล้วเอาข่าวหายนะในดินแดน สวรรค์ทมิฬออกมาแจ้ง คุณความดีนี้จะนับอย่างไร?”
“ข้อนี้…” เว่ยไหลทำสีหน้าลำบากใจ “รองเจ้าตำหนักหลัวบอกว่าคนที่ ส่งข่าวออกมาล้วนเป็นความชอบของคุณหนูเผยจากลัทธิจิตตวิสุทธิ์ ไม่ เกี่ยวกับเจ้าเท่าไหร่นัก”
“รองเจ้าตำหนักหลัว?” เนี่ยเทียนแค่นเสียงในลำคอ “ผู้อาวุโสโม่เหิง ล่ะ?”
“หลังจากที่ผู้อาวุโสใหญ่ต่อสู้กับคูกู่ต้าจุนก็ได้รับบาดเจ็บไม่น้อย ช่วงที่ ผ่านมานี้จึงปิดด่านรักษาตัว ไม่สนใจเรื่องภายนอก” เว่ยไหลยิ้มเจื่อน “รองเจ้าตำหนักอีกท่านหนึ่งนั่งบัญชาการณ์อยู่ที่มหาสมุทรดาวมอดดับจึง ไม่ยื่นมือเข้าแทรกเรื่องในสำนัก ส่วนเจ้าตำหนักก็ออกไปสำรวจดินแดน ลึกลับอยู่ตลอดทั้งปี ช่วงที่ผ่านมานี้ก็เหมือนจะขาดการติดต่อกับสำนักไป ชั่วขณะ”
เนี่ยเทียนนิ่งไปครู่แล้วพลันเอ่ยว่า “รองเจ้าตำหนักหลัวให้ความสำคัญ กับซือคงฉั่วมากเลยใช่หรือไม่?”
เว่ยไหลกระแอมเบาๆ แล้วพูดอย่างลำบากใจ “บุตรแห่งดวงดาวคนที่ หกโดดเด่นเป็นที่สะดุดตา ได้รับความสำคัญเป็นพิเศษ ก็ถือเป็นเรื่องปกติ”
“ลูกน้องของซือคงฉั่วมีคนหนึ่งที่ชื่อเซวี่ยเจวี๋ยจื่อ เขาคือพรรคพวกของ สำนักวิญญาณโลหิตที่เหลืออยู่ เรื่องนี้จะตัดสินกันอย่างไร?” เนี่ยเทียน ถามอีกครั้ง
“เซวี่ยเจวี๋ยจื่อถอนตัวออกจากสำนักวิญญาณโลหิตตั้งแต่ที่สำนัก วิญญาณโลหิตยังไม่ถูกหอทอดฟ้าทำลายแล้ว ” เว่ยไหลรู้สึกปวดหัว เล็กน้อย “หอทอดฟ้าเองก็ได้รับความช่วยเหลือจากเซวี่ยเจวี๋ยจื่อถึง สามารถถอนรากถอนโคนสำนักวิญญาณโลหิตได้สำเร็จ และก็เพราะเหตุนี้ เซวี่ยเจวี๋ยจื่อจึงได้รับอนุญาตให้มีชีวิตอยู่ต่อ ไม่ได้ถูกซักไซ้เอาความผิดใน ภายหลัง”
“นี่คือคำพูดและการตัดสินใจจากรองเจ้าตำหนักหลัวสินะ?” เนี่ยเทียน กล่าวอย่างไม่เป็นมิตร
เว่ยไหลยิ้มเจื่อนพลางพยักหน้ารับ
——