ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 1049 เนี่ยเทียน เจ้าจะทำอะไร?
เว่ยป่ายเทาสั่งความออกไป
คนผู้หนึ่งก็เดินออกไปจากตำหนักใหญ่ ไม่นานนักก็พาพี่น้องไฉหลง เกอและไฉเฟิ่งอู่เดินเข้ามา
ในบรรดากลุ่มศิษย์ผู้กล้า พี่น้องไฉหลงเกอและไฉเฟิ่งอู่ไม่นับว่าเป็นที่ โดดเด่นเท่าไหร่นัก
ศิษย์ผู้กล้าที่แข็งแกร่งที่สุดของตำหนักหลิงอู่มีนามว่าเถาซูเหวิน ตบะ เขตวิญญาณช่วงท้าย
แต่ต่อให้เป็นเถาเหวินซูก็ยังไม่มีสิทธิ์เหยียบเข้ามาในตำหนักใหญ่เวลา นี้
สองพี่น้องผ่านหายนะความเป็นความตายในสนามรบสุ้ยเมี่ยมาได้ ขอบเขตของไฉหลงเกอจึงเลื่อนสู่เขตวิญญาณช่วงต้น ส่วนไฉเฟิ่งอู่คือเขตลี้ ลับช่วงท้าย
คนทั้งสองเข้ามาข้างในด้วยท่าทางขลาดกลัว แต่พอเห็นเนี่ยเทียนก็ทั้ง ตะลึงทั้งดีใจ
“เนี่ยเทียน เป็นเจ้าจริงๆ รึ?” ไฉหลงเกอร้องอุทานเสียงหลง
ปีนั้นตอนที่พวกเขาเจอกับเนี่ยเทียนในสนามรบสุ้ยเมี่ย เนี่ยเทียนยังไม่ ผ่านการประลองของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว ยังไม่ได้กลายเป็นบุตร แห่งดวงดาวคนที่เจ็ด
พวกเขาพอจะเดาได้ว่า เนี่ยเทียนตอนที่อยู่ในสนามรบสุ้ยเมี่ยก็คือบุตร แห่งดวงดาวคนที่เจ็ดของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวในวันนี้ แต่ในใจก็ยัง ไม่กล้าแน่ใจนัก
นอกจากนี้เนื่องจากตอนอยู่ในสนามรบสุ้ยเมี่ยพวกฉิวจี้จากสำนัก แผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ตายด้วยน้ำมือเนี่ยเทียนกันหมด และฉิวจี้จากสำนัก แผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ก็ยังเป็นบุตรชายคนเดียวของฉิวหันซาน หลังจากที่พวก เขากลับมาจึงทำเพียงแค่เล่าเหตุการณ์ที่ได้พบเจอกับเนี่ยเทียนอย่างง่ายๆ เท่านั้น
ที่ทำเช่นนี้ก็เพราะกังวลว่าการตายของฉิวจี้จะนำปัญหามาสู่เนี่ยเทียน มาสู่พวกเขา
ยังดีที่พวกฉิวจี้ตายกันหมด จนถึงตอนนี้ฉิวหันซานก็ยังไม่รู้ว่าลูกชาย ของเขาที่อยู่ในสนามรบสุ้ยเมี่ยตายด้วยฝีมือใคร
“ยินดีกับพวกเจ้าด้วยที่ขอบเขตฝ่าทะลุขั้นกันแล้ว” เนี่ยเทียนกล่าว ด้วยรอยยิ้ม
“เจ้าต่างหากที่จะเป็นคนที่น่าตะลึงอย่างแท้จริง” ไฉหลงเกอมีสีหน้า สะท้อนใจ “ตอนนั้นที่อยู่ในสนามรบสุ้ยเมี่ย ขอบเขตของเจ้า…ไม่สะดุดตา อย่างมาก แปบเดียวเวลาก็ผ่านไปแล้วหลายปี เจ้าเองก็เลื่อนสู่เขตลี้ลับช่วง ท้ายแล้วไม่ใช่หรือ? ดูจากสีหน้าท่าทางของเจ้า เหมือนว่าจะอยู่ห่างจาก การเลื่อนสู่เขตวิญญาณอีกแค่ก้าวเดียวเท่านั้น”
ไฉเฟิ่งอู่ที่อยู่ด้านข้างยิ้มหวาน “คารวะพี่ใหญ่เนี่ย”
คนทั้งสองรู้จักกับเนี่ยเทียนทำให้เว่ยป่ายเทาเจ้าตำหนักหลิงอู่ดีใจ อย่างมาก จึงขอบคุณเนี่ยเทียนซ้ำๆ อีกหลายครั้ง
หลังจากทักทายกับสองพี่น้องง่ายๆ เนี่ยเทียนก็หันไปหาโหวชูหลัน สอบถามเหตุการณ์ของดินแดนพลังฟ้าอย่างละเอียด จึงรู้จากโหวชูหลันว่า มีประตูข้ามอาณาจักรสามบานที่ตำหนักหลิงอู่และสำนักแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ ค้นพบ ทว่าตำแหน่งที่แน่นอนอยู่ตรงไหนนั้น พวกเขาตามหากันอยู่นาน มาก แต่ก็ยังหาไม่เจอ
“ศิษย์พี่หญิงโหว ประตูข้ามอาณาจักรบานที่เชื่อมโยงไปยังอาณาจักร ของชนต่างเผ่า เกรงว่าคงมีชนต่างเผ่าเฝ้าอยู่เป็นแน่” เนี่ยเทียนนิ่งคิด พลางพล่าวว่า “หากชนต่างเผ่าพวกนั้นถูกพวกเราสังหาร ข้าหวังว่าศพ พวกเขาจะเป็นของข้า”
“ศพของชนต่างเผ่างั้นหรือ?” โหวชูหลันหัวเราะเบาๆ แล้วพยักหน้า รับ “ไม่มีปัญหา ไม่ใช่แค่ศพของชนต่างเผ่าที่พวกเจ้าสังหารได้ แม้แต่ศพ ของชนต่างเผ่าที่ดินแดนพลังฟ้าของเราสังหารได้ก็จะยกให้เจ้าทั้งหมด เว้นเสียแต่ศพของเผ่าไม้ หาไม่แล้วศพอื่นๆ พวกเราจะไม่เก็บเอามา เด็ดขาด”
โหวชูหลันมาจากสำนักไม้ของสำนักห้าธาตุ วิชาที่นางฝึกตนเกี่ยวข้อง กับพลังพืชหญ้าอย่างใกล้ชิด
ในบรรดาชนต่างเผ่ามากมาย เผ่าที่นางให้ความสำคัญอย่างแท้จริงมี เผ่าไม้เท่านั้น
ส่วนเผ่าอื่นๆ อย่างภูตผีปีศาจ อสูรกาย เผ่าทมิฬที่ต่อให้นางจะเอาศพ มาเก็บไว้ก็ไม่มีประโยชน์ สุดท้ายก็จะต้องเอาออกมามอบให้สำนักจัดการ อยู่ดี
“ถ้าอย่างนั้นก็ขอบคุณมาก” เนี่ยเทียนตะลึงระคนดีใจ
ภารกิจในดินแดนพลังฟ้า เนื่องจากหลัวว่านเซี่ยงยังจัดการธุระใน สำนัก เขาจึงไม่คิดว่าตัวเองจะได้ค่าคุณความชอบสักเท่าไหร่
เขาจึงให้ความสำคัญกับชนต่างเผ่าที่เฝ้าอยู่ตรงประตูข้ามอาณาจักร มากเป็นพิเศษ
สังหารชนต่างเผ่าเพื่อเอาศพของอีกฝ่ายมาสั่งสมจิงชี่เลือดเนื้อที่เข้มข้น มากกว่าเดิมให้แก่ปราณเลือดสีเขียวเส้นนั้นถึงจะเป็นภารกิจที่สำคัญที่สุด
แน่นอนว่าหากสามารถหาโอกาสในการฝ่าทะลุขั้นสู่เขตวิญญาณจาก การสังหารชนต่างเผ่าและจากภารกิจในดินแดนพลังฟ้าได้ด้วย ถ้าเช่นนั้นก็ ย่อมดีที่สุด
“เอาอย่างนี้แล้วกัน แทนที่จะรอข่าวอยู่เฉยๆ ก็สู้พวกเราเดินทางไปยัง พื้นที่ที่ประตูข้ามอาณาจักรสามบานปรากฏด้วยตัวเองแล้วทำการสำรวจ กันสักรอบก่อน” โหวชูหลันเสนอความเห็น
เนี่ยเทียนเอ่ยคล้อยตาม “ไม่มีปัญหา”
เว่ยป่ายเทาเจ้าตำหนักหลิงอู่ที่พอได้ยินว่าโหวชูหลันต้องการจะไป สำรวจประตูข้ามอาณาจักรก็รีบสั่งความไปทันที
ไม่นานพวกโหวชูหลันบวกกับเนี่ยเทียนอีกคนก็ได้อาศัยค่ายกลนำส่ง ของตำหนักหลิงอู่เดินทางไปยังมุมใดมุมหนึ่งของดินแดนพลังฟ้า
เรือรบทางช้างเผือกลำหนึ่งที่เป็นของตำหนักหลิงอู่ซึ่งพวกเขาโดยสาร มาได้ค่อยๆ เผยกาย
ยืนอยู่บนเรือรบทางช้างเผือก เนี่ยเทียนทอดสายตามองไป พอจะเห็น ดวงดาวเปล่งประกายแสงระยิบระยับและอาณาจักรดวงดาวแห่งหนึ่งที่อยู่ ในบริเวณใกล้เคียง
ท่ามกลางทางช้างเผือกอันมืดมิด เรือรบทางช้างเผือกอีกลำหนึ่งซึ่งทำ มาจากหินอุกกาบาตนอกโลกอยู่ห่างจากเรือของตำหนักหลิงอู่ลำนี้ไปไม่ ไกลนัก
มองเห็นว่าสายตาของเนี่ยเทียนจ้องไปยังเรือรบทางช้างเผือกที่มี ลักษณะเป็นหินอุกกบาตลำนั้น โหวชูหลันก็เอ่ยอธิบายว่า “เรือรบทาง ช้างเผือกลำนั้นมาจากสำนักแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ ฉิวหันซานจากสำนักแผ่นดิน ศักดิ์สิทธิ์ก็เป็นลูกน้องของข้าเหมือนกัน เขาเชี่ยวชาญพลังพื้นดิน เรือรบ ทางช้างเผือกลำนั้นสร้างขึ้นมาจาก้อนดินหนาใหญ่ที่แปลกประหลาด ซึ่ง นับว่าแข็งแกร่งอย่างมาก”
“เฮอะ สำนักแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์” รอยยิ้มของเนี่ยเทียนคลุมเครือแฝง ความนัย
“สำนักเล็กๆ อย่างสำนักแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ เจ้าก็เคยได้ยินด้วยหรือ?” โหวชูหลันถามอย่างแปลกใจ
“เคยได้ยิน” เนี่ยเทียนหัวเราะเบาๆ “เคยได้ยินมาจากปากของสองพี่ น้องไฉหลงเกอและไฉเฟิ่งอู่”
เนื่องจากพี่น้องไฉหลงเกอขอบเขตต่ำเกินไป ต่อให้เว่ยป่ายเทา อยากจะให้พวกเขาผูกมิตรกับเนี่ยเทียนเพื่อขยับความสัมพันธ์ แต่ก็รู้ดีถึง ระดับของการต่อสู้ เพราะการต่อสู้ครั้งนี้จะต้องเกิดอยู่นอกอาณาจักร สอง พี่น้องไม่มีสิทธิ์ที่จะเข้าร่วมแม้แต่น้อย ดังนั้นจึงไม่อนุญาตให้พวกเขามา ด้วย
“ที่แท้ก็เป็นอย่างนี้นี่เอง” โหวชูหลันพยักหน้ารับอย่างไม่รู้สึกแปลกใจ
นางหันไปบอกเป็นนัยแก่หญิงชราที่อยู่ด้านหลัง
หญิงชราเอาคำสั่งของนางออกไปป่าวประกาศทันที ไม่นานเรือรบทาง ช้างเผือกลำนั้นของสำนักแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ก็ขยับเข้ามาใกล้พวกเขา
ผ่านไปพักหนึ่ง ฉิวหันซานเจ้าสำนักแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ก็บินออกมาจาก เรือลำนั้น เขาปลดปล่อยตบะแดนเอตทัคคะช่วงต้น พลิ้วกายมาด้วยสีหน้า ประจบเอาใจ “คารวะเทพธิดา!”
โหวชูหลันโบกมือ “ไม่ต้องเกรงใจ จะแนะนำคนผู้หนึ่งให้เจ้ารู้จัก ท่าน ผู้นี้คือเนี่ยเทียนจากพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว บุตรแห่งดวงดาวคนที่ เจ็ด”
“เนี่ยเทียน…”
ฉิวหันซานเรือนกายใหญ่โต สวมเสื้อตัวสั้นสีเหลืองเข้ม ผิวกายที่เปิด เปลือยอยู่ด้านนอกแสดงให้เห็นกล้ามเนื้อที่เป็นมัดๆ
เขาจ้องมองเนี่ยเทียนด้วยสายตาลึกล้ำแฝงความประหลาดใจ
ก่อนที่เขาจะรีบก้มหน้าลงต่ำคารวะอย่างนอบน้อม “ฉิวหันซานจาก สำนักแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ คารวะบุตรแห่งดวงดาวคนที่เจ็ด!”
“ไม่ต้องมากพิธี” เนี่ยเทียนยกมือขึ้นปราม
ย้อนนึกถึงอดีตที่เขาได้พบเจอกับคนของสำนักแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ใน สนามรบสุ้ยเมี่ย ทั้งยังถูกคนของสำนักแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์เล่นงานอย่างโอหัง จนเกือบจะทำให้เขาไม่สามารถออกไปจากนครของเผ่ามนุษย์หินได้
ซึ่งเขาและพี่น้องไฉหลงเกอก็ได้พบเจอกันที่นั่นเหมือนกัน แล้วก็เพราะ พี่น้องไฉหลงเกอเป็นคนช่วยออกปากให้ คนของสำนักแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ถึง ได้ปล่อยให้เขาจากมา
เวลาหลายปีผ่านไปอย่างรวดเร็ว ตอนนี้เขาอยู่ในดินแดนพลังฟ้า ยาม ที่ฉิวหันซานเจ้าสำนักแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์เผชิญหน้ากับเขาก็ยังต้องโค้งตัวก้ม หัวให้
การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ล้วนมาจากตัวตนบุตรแห่งดวงดาวของเขา มา จากพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวที่หนุนอยู่เบื้องหลังของเขา
“รอบด้านนี้เคยมีประตูข้ามอาณาจักรปรากฏอยู่สามบาน สำนัก แผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ของพวกเจ้าเป็นคนค้นพบก่อนใช่ไหม?” โหวชูหลันเอ่ย ถาม
ฉิวหันซานพยักหน้ารับ “อาณาจักรของสำนักแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์เราอยู่ ทางฝั่งนั้น” เขาชี้นิ้วไปยังอาณาจักรที่อยู่ใกล้เคียง “ตอนที่คนของพวกเรา เคลื่อนไหวอยู่ในทางช้างเผือกแถวๆ นั้น บังเอิญสัมผัสได้ถึงคลื่นห้วงมิติที่ ผิดปกติ จึงส่งข่าวมาบอก ทว่าไม่นานคนที่ส่งข่าวมาให้ก็หายตัวไป”
“พวกเราจึงเอาเรื่องนี้ไปบอกตำหนักหลิงอู่ พวกเขาเองก็ส่งคนให้ไป ค้นหาบริเวณรอบๆ แต่ว่าคนพวกนั้นก็หายตัวไปเหมือนกัน”
“ด้วยความจนใจ ข้าจึงได้แต่ออกจากด่านมาด้วยตัวเอง และนั่งบัญชา การณ์อยู่ที่นี่พร้อมกับเจ้าตำหนักเว่ย เดิมทีนึกว่านี่เป็นเพียงแค่เรื่อง เล็กน้อย คาดไม่ถึงว่าจะรบกวนไปถึงเทพธิดาได้”
โหวชูหลันกล่าว “หากเปลี่ยนมาเป็นเวลาปกติ ต่อให้ประตูข้าม อาณาจักรปรากฏ พวกเราก็ไม่มีทางระดมพลออกมามากมายขนาดนี้ ทว่า เวลาเปลี่ยนสถานการณ์ก็เปลี่ยน ในช่วงเวลาที่เปราะบางนี้ พวกเราปะทะ กับชนต่างเผ่าอย่างรุนแรง สงครามก็เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ภายใต้ สถานการณ์เช่นนี้ จู่ๆ มีประตูข้ามอาณาจักรปรากฏขึ้นจึงจำเป็นต้อง ระวัง”
“ขอบพระคุณเทพธิดา การที่ท่านมาต้องสามารถทำลายประตูข้าม อาณาจักรสามบานนั้นลงและรักษาความสงบสุขในดินแดนพลังฟ้าไว้ได้ แน่นอน” ฉิวหันซานกล่าว
มองโหวชูหลันที่พูดคุยอยู่กับฉิวหันซาน เนี่ยเทียนก็รู้สึกเบื่อหน่าย จึง ปลดปล่อยกระแสจิตวิญญาณออกไปสำรวจรอบด้าน
ทันใดนั้นเขาก็สัมผัสได้ถึงเสียงเรียกขานจากวิญญาณวัตถุในไข่มุก วิญญาณมืด เนี่ยเทียนเลิกคิ้วขึ้นแล้วทำการพูดคุยกับมันอย่างลับๆ
สีหน้าของเขาค่อยๆ เปลี่ยนมาเป็นมืดทะมึน ครั้นจึงหันไปมองฉิวหัน ซานด้วยสายตาเย็นชา ดวงตามีปราณสังหารล้อมวน พลันตวาดขึ้นว่า “ผู้ อาวุโสจิ่ง สังหารคนผู้นี้ให้ข้า!”
เขาชี้นิ้วไปที่ฉิวหันซาน
พริบตานั้นสายตาของทุกคนก็พลันมารวมกันที่เขา
เว่ยป่ายเทาของตำหนักหลิงอู่และหญิงชราคนนั้นต่างก็หน้าเปลี่ยนสี ไม่เข้าใจเรื่องราว
หลังจากได้รับคำสั่ง จิ่งเฟยหยางก็กระโจนเข้าหาฉิวหันซานทันทีโดย ไม่สนใจสิ่งใด
“เนี่ยเทียน เจ้าหมายความว่าอย่างไร?” ฉิวหันซานสีหน้าหวาดหวั่น รีบหันไปมองโหวชูหลันอย่างร้อนใจ “เทพธิดา ข้าไม่เข้าใจ ข้าไปล่วงเกิน เขาตอนไหน ขอท่านโปรดทวงคืนความยุติธรรมให้แก่ข้าด้วย!”
หญิงชราคนนั้นพลันผุดลุกขึ้นยืน “เนี่ยเทียน เจ้าจะทำอะไร?”
——