ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 1050 เหตุผลที่ฆ่าเจ้า!
ดินแดนอักขระเทพของจิ่งเฟยหยางถูกเรียกออกมา อักขระทะยานเต็ม ฟากฟ้า
เขารู้แค่ว่าคำสั่งของเนี่ยเทียนก็คือกฎเหล็ก คนอื่นจะมองอย่างไร จะ คิดอย่างไร เขาล้วนไม่แยแส
“อู้!”
ด้วยความร้อนใจหญิงชราแดนเอตทัคคะช่วงท้ายจึงร่ายดินแดนของ ตัวเองออกมา
ดินแดนของนางมีหลากหลายสีสัน พลังชีวิตเปี่ยมล้น ทอดสายตามอง ไปก็เห็นผืนป่ารกครึ้มที่เต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวา
ใบหน้าของนางที่เดิมทีเหี่ยวย่นพลันเกิดการเปลี่ยนแปลงเนื่องจาก ดินแดนพืชหญ้าที่ถูกปล่อยออกมา
รอยยับย่นบนใบหน้าของนางเหมือนถูกลบทิ้ง ผิวหนังที่แห้งเหี่ยว เปลี่ยนมาเป็นใสแวววาว พริบตานั้นอายุของนางก็ลดน้อยลงไปอีกเยอะ มาก
นางพลันเปลี่ยนมาเป็นสตรีวัยกลางคนที่หน้าตางดงาม หุ่นอรชร อ้อนแอ้นคนหนึ่ง
“พูดสาเหตุให้ชัดเจนก่อน!”
นางที่มีชื่อเดิมว่าหล่วนชิงหลิ่วจ้องมองจิ่งเฟยหยางด้วยสายตาเย็นตา
กิ่งหลิวสีเขียวขจีหลายกิ่งยื่นออกมาจากดินแดนของนางซึ่งตรงดิ่งเข้า หาอาณาจักรอักขระของจิ่งเฟยหยาง
ในอาณาจักรอักขระของจิ่งเฟยหยางมีอักขระเล็กๆ น้อยๆ อยู่เป็น จำนวนมาก ซึ่งพอถูกม่านแสงสีเขียวเข้มแทรกซอนเข้ามา แสงที่ตัวอักขระ ปลดปล่อยก็พลันเปลี่ยนมาเป็นหม่นมัว
ด้านในอักขระมีลายเส้นเล็กละเอียดยิบย่อยซึ่งบิดเบือน พยายามจะ ต่อต้านการพัวพันจากพลังของหล่วนชิงหลิ่วอย่างสุดความสามารถ
จิ่งเฟยหยางขมวดคิ้ว เห็นได้ชัดว่าจนใจ เขาหันกลับไปมองเนี่ยเทียน
เป็นแดนเอตทัคคะเหมือนกัน เขาเพิ่งเลื่อนสู่แดนเอตทัคคะช่วงกลาง ได้แค่ไม่กี่ปี ทว่าหล่วนชิงหลิ่วเป็นแดนเอตทัคคะช่วงท้ายมานานแล้ว ร่อง ลึกทางขอบเขตเช่นนี้หาใช่สิ่งที่จะชดเชยกันได้ในเวลาเพียงวันสองวัน
เห็นได้ชัดว่าภายใต้การปกป้องของหล่วนชิงหลิ่ว จิ่งเฟยหยางไม่มีทาง สังหารฉิวหันซานจากสำนักแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ได้เลย
แล้วนับประสาอะไรกับที่ตัวฉิวหันซานเองก็เป็นแดนเอตทัคคะช่วงต้น เหมือนกัน
พอเห็นวาหล่วนชิงหลิ่วลงมือ ฉิวหันซานที่เดิมทีเตรียมจะปลดปล่อย ดินแดนของตัวเองออกมาต้านทานจิ่งเฟยหยางก็แอบผ่อนลมหายใจ สุดท้ายก็ล้มเลิกความคิดที่จะปล่อยแดนของตัวเองออกมา
เขาหันไปบ่นให้กับโหวชูหลันฟังด้วยท่าทางน่าสงสาร “เทพธิดา ข้ากับ บุตรแห่งดวงดาวคนที่เจ็ดไม่มีความแค้นใดๆ ต่อกัน ไม่เข้าใจเลยจริงๆ ว่า ทำไมเขาต้องทำแบบนี้กับข้าด้วย?”
เว่ยป่ายเทาจากตำหนักหลิงอู่และคนของตำหนักหลิงอู่ต่างก็มีสีหน้าไม่ น่ามองอย่างถึงที่สุด
พวกเขาและสำนักแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ล้วนเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของโหว ชูหลัน อยู่อาศัยในดินแดนพลังฟ้าร่วมกัน ต่างฝ่ายต่างก็มีความขัดแย้ง ความสัมพันธ์จึงไม่นับว่าปรองดองนัก
ทว่าบัดนี้พวกเขากลับรู้สึกเหมือนมีศัตรูร่วมกัน
เนี่ยเทียนที่เป็นคนนอกคนหนึ่ง พอเห็นฉิวหันซานกลับคิดจะลงมือ สังหารโดยไม่ยอมให้โอกาสได้แก้ตัว ในสายตาของตำหนักหลิงอู่แล้ว การ กระทำเช่นนี้นับว่าไร้เหตุผลและเหิมเกริมอย่างถึงที่สุด
ฐานะของพวกเขาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับสำนักแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ เนี่ย เทียนปฏิบัติกับฉิวหันซานเช่นนี้ แล้วจะไม่ใช้วิธีการเดียวกันมาปฏิบัติกับ พวกเขาด้วยหรอกหรือ?
แม้แต่พวกลูกน้องของโหวชูหลันก็ยังไม่สบอารมณ์อย่างยิ่ง
เนี่ยเทียนคิดจะลงมือกับฉิวหันซานต่อหน้าต่อหน้าโหวชูหลันโดยไม่มี คำอธิบาย แบบนี้มันสมควรแล้วหรือ?
บุตรแห่งดวงดาวของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวผู้นี้เห็นเจ้านายของ พวกเขาอยู่ในสายตาบ้างหรือไม่?
“เนี่ยเทียน ไม่ว่าจะเป็นหวงจินหนันหรือศิษย์น้องโหลวต่างก็ให้คำ ประเมินที่สูงสำหรับเจ้า” โหวชูหลันสีหน้านิ่งเฉย ระหว่างที่พูดยังใช้ สายตาบอกเป็นนัยเตือนหล่วนชิงหลิ่วไปด้วย
หล่วนชิงหลิ่วติดตามนางมาหลายปี ทุกคำพูด ทุกการกระทำเล็กๆ น้อยๆ ของนาง หล่วนชิงหลิ่วจึงรู้ใจหมด
หล่วนชิงหลิ่วจึงแอบย้ายกิ่งหลิวสีเขียวขจีของนางให้ล้อมวนอยู่รอบ กายของฉิวหันซานอย่างที่ไม่มีใครจับได้
“ดูจากข่าวที่ข้าได้รับมา เจ้าไม่ใช่คนที่โอหัง ไร้เหตุผลเช่นนี้” โหวชูห ลันเห็นว่าหล่วนชิงหลิ่วทำตามที่ตัวเองต้องการแล้วถึงได้เอ่ยต่อไป “ขอ เหตุผลหนึ่งในการสังหารเจ้าสำนักฉิวแก่ข้า ในเมื่อเจ้าจะลงมือ เขาก็ต้องมี เหตุผลที่สมควรตาย เจ้าบอกมาให้ชัดเจน ข้าจะได้อธิบายกับทุกคนได้ถูก”
“ศิษย์พี่หญิงโหวไม่ธรรมดาอย่างแท้จริง” เนี่ยเทียนยิ้มเจิดจ้า นัยน์ตา ฉายความชื่นชมออกมาเสี้ยวหนึ่ง “เจ้าสำนักแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ผู้นี้สมคบคิด กับเผ่าอสูรกาย วางแผนเล่นงานเจ้า หมายจะสังหารเจ้าในดินแดนพลังฟ้า เหตุผลข้อนี้มากพอแล้วหรือไม่?”
หัวคิ้วของโหวชูหลันค่อยๆ ขมวดเข้าหากัน นางหันไปมองฉิวหันซาน เงียบๆ โดยไม่เอ่ยคำใด
ฉิวหันซานพลันหน้าเปลี่ยนสี รีบร้องตะโกนว่าตัวเองถูกใส่ร้าย “เทพธิดา อย่าไปฟังเขาพูดจาเหลวไหล ข้าติดตามท่านมาหลายปี แต่ไรมา ก็ภักดีต่อท่านมาโดยตลอด มีหรือจะกล้าทำร้ายท่าน? เขาคาดเดามั่วซั่วไม่ มีหลักฐานอะไรสักอย่าง แล้วมาบอกว่าข้าสมคบคิดกับอสูรกาย ข้าไม่ ยอม!”
เนี่ยเทียนหัวเราะหึหึ “ฉิวหันซานมีลูกชายคนหนึ่งชื่อฉิวจี้ใช่ไหม?”
ดวงตาของฉิวหันซานมีความเจ็บปวดวาบผ่าน ถอนหายใจกล่าวว่า “ลูกชายข้าพาคนในสำนักส่วนหนึ่งไปสำรวจอยู่รอบนอกของสนามรบสุ้ย เมี่ยแล้วเจอกับเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของสนามรบสุ้ยเมี่ยพอดี ไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น ถึงไม่สามารถรอดชีวิตกลับมาได้”
“อยากรู้หรือไม่ว่าฉิวจี้ตายอย่างไร?” เนี่ยเทียนหัวเราะชอบใจ
ฉิวหันซานสีหน้างงงัน “ตายอย่างไร?”
“ข้าสังหารเขาเอง” เนี่ยเทียนยอมรับตรงไปตรงมา “คนของสำนัก แผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ของเจ้ากับลูกชายของเจ้ามาหาเรื่องข้าตอนอยู่ในสนาม รบสุ้ยเมี่ย ข้าเลยสังหารเขาซะ”
พอประโยคนี้ดังออกมา สีหน้าของทุกคนก็เปลี่ยนมาเป็นปั้นยากกันไป หมด
หลายคนต่างคิดกันไปว่าที่เนี่ยเทียนจงใจหาเรื่องฉิวหันซานเพราะเขามี ความแค้นครั้งเก่าก่อนกับสำนักแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์
“เจ้า เจ้าฆ่าเขา?” ฉิวหันซานสีหน้าเจ็บปวด ถลึงตามองเนี่ยเทียนแล้ว ก็ก้มหน้าลงอย่างรวดเร็ว “หรือว่าพอเจ้าฆ่าเขาไปแล้ว ยังรู้สึกว่าไม่หาย แค้น เลยคิดจะกำจัดสำนักแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ของพวกเราไปด้วยถึงจะยอม เลิกรา?”
“ไม่ ไม่ใช่อย่างนั้น” เนี่ยเทียนส่ายหน้า “ข้ารู้สึกว่าเจ้าน่าจะรู้จากปาก ของใครสักคนว่าลูกชายของเจ้าถูกข้าสังหาร เจ้าก็ไม่ต้องเสแสร้งทำเป็นไม่ รู้อีกแล้ว ข้าไม่รู้เรื่องที่เจ้าสมคบคิดกับอสูรกายแน่ชัดนัก ต่อให้ลูกชายเจ้า จะตายด้วยน้ำมือข้าจริง แต่ในเมื่อเจ้าช่วยอสูรกายก็สมควรตาย”
ฉิวหันซานพลันเงยหน้า ตวาดกร้าว “พูดมากมายขนาดนี้ เจ้ารู้ได้ อย่างไรว่าข้าสมคบคิดกับอสูรกาย?”
“ในแหวนเก็บของของเจ้ามีวัตถุของอสูรกายที่สามารถสื่อสารกับพวก เขาได้” เนี่ยเทียนแสยะปากยิ้ม แล้วเรียกไข่มุกวิญญาณมืดออกมา “เกรง ว่าเจ้าคงคาดไม่ถึงว่าข้าจะมาที่ดินแดนพลังฟ้า แน่นอนว่าเจ้าคงไม่รู้เลยว่า ในมือข้าครอบครองสมบัติล้ำค่าของเผ่าอสูรกายเอาไว้ ต่อให้อยู่ในแหวน เก็บของ แต่ไข่มุกเม็ดนี้ก็ยังสามารถสัมผัสได้ถึงวัตถุที่เป็นของอสูรกายได้ อยู่ดี”
“วัตถุที่เป็นของอสูรกายซึ่งเจ้าครอบครอง ด้านในมีซากวิญญาณที่ชุบ หลอมมาจากสิ่งมีชีวิตประเภทหนึ่ง ซึ่งซากวิญญาณอีกส่วนหนึ่งอยู่ในมือ ของเผ่าอสูรกายคนใดคนหนึ่ง สิ่งมีชีวิตเดียวกัน เมื่อซากวิญญาณถูกอสูร กายนำมาชุบหลอมแล้วแยกกันผสานรวมเข้าไปในวัตถุ วัตถุจึงสามารถ สื่อสารถึงกันได้ไม่ต่างจากหินส่งข้อความเสียงของเผ่ามนุษย์”
“วัตถุเช่นนี้ เผ่ามนุษย์ของเราไม่มีทางใช้ มีเพียงอสูรกายเป็นคนมอบ ให้ ถึงได้มาครอบครอง”
กล่าวมาถึงตรงนี้ เนี่ยเทียนก็หันไปพูดกับโหวชูหลันว่า “ศิษย์พี่หญิง โหว ขอแค่ชิงแหวนเก็บของของเขามาแล้วไล่ตรวจดูวัตถุทุกชิ้นที่อยู่ข้างใน ย่อมต้องเจอวัตถุที่สามารถติดต่อกับอสูรกายชิ้นนั้นได้แน่”
“เข้าใจแล้ว” โหวชูหลันถอนหายใจเบาๆ “เจ้าสำนักฉิว ถอนแหวน เก็บของออกมาให้ท่านน้าหล่วนข้าค้น ขอแค่ในแหวนเจ้าไม่มีวัตถุของอสูร กายอย่างที่เนี่ยเทียนบอก แน่นอนว่าย่อมพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของเจ้าได้”
“เทพธิดา!” ในที่สุดฉิวหันซานก็หน้าเปลี่ยนสี “วัตถุของอสูรกายไม่ สามารถหมายความถึงอะไรได้ทั้งนั้น! ในมือเขาเนี่ยเทียนก็มีวัตถุของอสูร กายอยู่เหมือนกันไม่ใช่หรือ? พวกเราเคยต่อสู้กับเผ่าอสูรกายมาก่อน เมื่อ สังหารอสูรกายก็เก็บของของพวกเขามา นี่ถือเป็นเรื่องที่ปกติอย่างยิ่ง! วัตถุอสูรกายในมือข้าก็เป็นแค่ของเชลยศึกเท่านั้น!”
โหวชูหลันแค่นเสียงเย็นกล่าว “ท่านน้าหล่วน สังหารเขาซะ”
ฉิวหันซานพลันปลดปล่อยดินแดนแผ่นดินออกมา ทว่าดินแดนของเขา เพิ่งจะก่อตัว กิ่งหลิวสีเขียวขจีของหล่วนชิงหลิ่วก็แทงทะลุเข้ามาก่อนแล้ว
แดนเอตทัคคะช่วงต้นและช่วงกลางคนอื่นๆ ที่พึ่งพาโหวชูหลันก็พากัน กรูเข้าไป
ดินแดนต่างๆ เบียดเสียดเข้ามาในดินแดนของฉิวหันซาน ทำให้ ดินแดนแผ่นดินของเขาแตกกระจายออกเป็นเสี่ยงๆ ในเสี้ยววินาที
เวลาสั้นๆ แค่สิบกว่าวินาที ดินแดนแผ่นดินของฉิวหันซานก็พังทลาย
ตัวของฉิวหันซานเองถูกกิ่งหลิวสีเขียวแทงทะลุกะโหลกศีรษะและ หน้าอก ยังไม่ทันติดต่อไปหาวัตถุของอสูรกายในแหวนเก็บของก็ตายคาที่ ซะแล้ว
แม้แต่จิตวิญญาณของเขาก็ยังถูกดินแดนพืชหญ้าของหล่วนชิงหลิ่ว ห่อหุ้มเอาไว้พลางหลอมละลายไปทีละนิด
“อู้!”
หล่วนชิงหลิ่วยื่นมือออกไปคว้าจับ แหวนเก็บของวงนั้นก็ลอยมาตกอยู่ ในมือของนาง
นางใช้กระแสจิตวิญญาณของตัวเองฉีกเส้นป้องกันในแหวนเก็บของ ออกแล้วทำการสำรวจอยู่ครู่หนึ่ง ไม่นานสีหน้าของนางก็มืดทะมึน หันไป พยักหน้าให้กับโหวชูหลันเบาๆ “เนี่ยเทียนพูดถูกแล้ว มีวัตถุของอสูรกาย ชิ้นหนึ่งอยู่ด้านในจริงๆ! ในวัตถุของอสูรกายมีซากวิญญาณเสี้ยวหนึ่งลอย อยู่ และยังมีกระแสจิตวิญญาณที่ผิดปกติก่อกำเนิดขึ้นในซากวิญญาณเสี้ยว นั้น”
“อย่าไปแตะวัตถุนั่น!” โหวชูหลันตวาด
หล่วนชิงหลิ่วพยักหน้ารับเบาๆ “เทพธิดาโปรดวางใจ”
การตายไปในเสี้ยววินาทีของฉิวหันซานสร้างความตกตะลึงให้กับผู้คน เรือรบของสำนักแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ที่จอดห่างไปไกลยามนี้ก็ถูกลูกน้องโหว ชูหลันกักตัวเอาไว้
คนของโหวชูหลันขึ้นไปบนเรือแล้วทยอยกันค้นความทรงจำจากใน มหาสมุทรจิตวิญญาณของคนสำนักแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์
คนของตำหนักหลิงอู่ที่เป็นลูกน้องของโหวชิงหลันพากันหวาดผวา สี หน้าเปลี่ยนแปลงไปไม่อยู่นิ่ง
“คาดไม่ถึงจริงๆ ว่า ฉิวหันซานของสำนักแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์จะแอบ สมคบคิดกับอสูรกาย” ผ่านไปครู่ใหญ่ เว่ยป่ายเทาถึงเอ่ยขึ้นอย่างไม่สบาย ใจนัก “สำนักแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ไม่ใช่สำนักนอกรีตเสียหน่อย แต่พวกเขา สมคบคิดกับอสูรกาย วางแผนล่อให้เทพธิดามาที่นี่ ช่างไม่น่าให้อภัยจริงๆ หากไม่เป็นเพราะเนี่ยเทียนสัมผัสได้ถึงวัตถุของอสูรกายในตัวฉิวหันซานชิ้น นั้น ผลลัพธ์ที่ตามมาคงเลวร้ายเกินจะคาดเดา”
โหวชูหลันที่พอคิดถึงผลลัพธ์ที่อาจจะเกิดขึ้นก็รู้สึกหวาดหวั่นเช่นกัน “ประตูข้ามอาณาจักรสามบานนั้นน่าจะเป็นเพราะฉิวหันซานจงใจเปิดเผย หลังจากติดต่อไปหาอสูรกาย เมื่อหลายปีก่อน สำนักแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์และ อสูรกายก็เคยมีการไปมาหาสู่กัน ก็ไม่น่าแปลกใจที่สำนักแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ จะค้นพบประตูข้ามอาณาจักรสามบานนั้นก่อน แล้วถึงเรียกให้พวกเรามา แก้ปัญหา”
“เทพธิดา เรื่องนี้ต้องยิ่งระวังให้มาก ตามความเห็นของข้า ทางที่ดี ที่สุดพวกเราควรแจ้งให้สำนักทราบ ให้สำนักส่งกองหนุนมาช่วย” หล่วน ชิงหลิ่วสีหน้าเคร่งเครียด “ทางฝ่ายของอสูรกายต้องรวบรวมกองกำลังที่ แข็งแกร่งเอาไว้มากมายเพื่อให้มั่นใจว่าจะสังหารพวกเราได้! ขอแค่ได้รับ กองหนุนที่แข็งแกร่งกว่าเดิม พวกเราถึงจะมีโอกาสทำให้อสูรกายบาดเจ็บ สาหัสได้”
“ทั้งยังต้องรวดเร็วด้วย ฉวยโอกาสลงมือตอนที่พวกเขายังไม่ได้ข่าว ยัง ไม่รู้ว่าฉิวหันซานตายไปแล้ว”
โหวชูหลันเองก็เข้าใจสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงได้เป็นอย่างดี จึงออก คำสั่งต่อหล่วนชิงหลิ่ว “ท่านน้าหล่วน ท่านจงรีบกลับไปที่สำนัก ดูสิว่า ตอนนี้ในสำนักมีใครที่ค่อนข้างว่างบ้าง”
——