ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 1057 ทายาทของต้าจุน!
“ฟูุวๆๆ!”
เปลวเพลิงร้อนแรงที่เกราะมังกรเพลิงปลดปล่อยออกไปกลายมาเป็น ทะเลเพลิงผืนหนึ่งที่ไล่ตามหลังการโบยบินของเนี่ยเทียน
ทะเลเพลิงทอดยาวเข้าหาเปลวเพลิงกร่อนดินแดน ทำให้เปลวเพลิง กร่อนดินแดนกลุ่มนั้นเผาไหม้เร็วขึ้น
เมื่อเทียบกับเมล็ดพันธ์เปลวเพลิงสีส้มอมแดงแล้ว การกำราบที่เกราะ มังกรเพลิงมีต่อเปลวเพลิงกร่อนดินแดนนับว่าด้อยกว่าไม่น้อย ทว่าการ ดำรงอยู่ของเกราะมังกรเพลิงอย่างน้อยก็ทำให้เนี่ยเทียนไม่จำเป็นต้องเพิ่ม การปูองกันอย่างอื่นที่ไม่จำเป็น
“ฟิ้ว!”
พอเพิ่มความเร็วอย่างต่อเนื่อง อาวุธวิเศษประเภทบินลำที่ทำจากไม้ ของโหวชูหลันก็มาเจอกับเนี่ยเทียนในที่สุด
อาวุธวิเศษประเภทบินพุ่งผ่านข้างกายของเนี่ยเทียนไป
ส่วนเนี่ยเทียนที่ร่างเผาไหม้ราวกับเป็นคนไฟกลับพุ่งตัวเข้าไปยังพื้นที่ที่ ถูกเปลวเพลิงกร่อนดินแดนปกคลุม การมาถึงของเขาทำให้เปลวเพลิง กร่อนดินแดนไม่สามารถลอดผ่านพื้นที่เปลวเพลิงที่ถูกเขาจุดขึ้นไปอย่าง ง่ายดายได้อีก
เปลวเพลิงกร่อนดินแดนที่ขอแค่เข้ามาใกล้เข้า การแทรกซอนจาก เปลวเพลิงของเกราะมังกรเพลิงก็จะทำให้เลือดลมที่เชื่อมความสัมพันธ์ ระหว่างเปลวเพลิงกร่อนดินแดนกับเผ่าทมิฬผู้นั้นถูกตัดขาด
เผ่าทมิฬที่มองออกว่าสถานการณ์ไม่ดี เนื่องจากความแข็งแกร่งของ เมล็ดพันธ์เปลวเพลิง เขาจึงรีบเปลี่ยนมาใช้พลังสายเลือดอย่างใหม่ หมาย จะเรียกให้เปลวเพลิงกร่อนดินแดนกลับมา หลีกเลี่ยงไม่ให้เปลวเพลิงกร่อน ดินแดนที่อยู่ในบริเวณนี้ถูกเมล็ดพันธ์เปลวเพลิงเผาไหม้จนหมด
“มานี่!”
เนี่ยเทียนที่ร่างอยู่ท่ามกลางกองเพลิงหันหน้ากลับมาเรียกเมล็ดพันธ์ เปลวเพลิงสีส้มอมแดงกลุ่มนั้น
บัดนี้เปลวเพลิงกร่อนดินแดนที่ไล่ตามเรือดาราได้ถูกเมล็ดพันธ์เปลว เพลิงดูดซับเอาไปชุบหลอมจนหมดแล้ว
เมล็ดพันธ์เปลวเพลิงเป็นเหมือนโคมไฟที่ส่องแสงเปลวเพลิงลึกลับซึ่ง พุ่งเข้ามาใกล้ในชั่วพริบตา
การมาถึงของเมล็ดพันธ์เปลวเพลิงทำให้เปลวเพลิงกร่อนดินแดนที่ถูก เกราะมังกรเพลิงเผาไหม้เหมือนต้องเผชิญหน้ากับฝันร้ายในบัดดล
เปลวเพลิงกร่อนดินแดนเป็นกลุ่มๆ ถูกเขมือบกลืนไปด้วยความเร็ว สูงสุด
เมล็ดพันธ์เปลวเพลิงนั้นขยายใหญ่อย่างต่อเนื่อง และจากนั้นก็หดเล็ก ลง คล้ายท้องของคนคนหนึ่งที่พอกินอาหารเข้าไปก็ทำการย่อยสลายอย่าง รวดเร็ว
มาถึงเวลานี้ เผ่าทมิฬคนนั้นก็ยากที่จะควบคุมเปลวเพลิงกร่อนดินแดน ได้อีก
แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังถูกพวกจิ่งเฟยหยางร่วมมือกันล้อมโจมตี
เขาร้องคำรามด้วยความเจ็บปวด เผ่นหนีไปอย่างสุดชีวิตพลางร้อง ตะโกนด้วยภาษาของชนต่างเผ่าคล้ายกำลังขอกองหนุน
“อู้! อู้ๆๆ!”
ไม่นานก็มีเงาร่างของอสูรกายทยอยกันปรากฏตัวที่ด้านหลังของเขา
เผ่าอสูรกายพวกนั้นล้วนมีสายเลือดระดับแปดและระดับเก้า
มีเพียงคนเดียวที่มีสายเลือดระดับเจ็ด
คนผู้นั้นก็เป็นคนคุ้นเคยคนหนึ่ง
เขาติดตามมากับอสูรกายหน้าตาหล่อเหลาคนหนึ่ง ยืนอยู่บนหัว กะโหลกที่ก่อตัวจากซากวิญญาณมากมาย ผลึกใสทรงปริซึมตรงหน้าผาก สาดสะท้อนเงาร่างของเนี่ยเทียน
“เป็นเจ้าเองรึ?”
มือข้างหนึ่งของเขาถือหัวกะโหลกสีน้ำตาลซีดเอาไว้ สีหน้ามืดทะมึน
“ฝูหลัวซือเท่อ!”
เนี่ยเทียนตะลึงไปครู่แล้วก็เหมือนจะจำอีกฝุายได้จึงแสยะปากหัวเราะ เสียงประหลาด “คาดไม่ถึงเลยว่าจะได้มาเจอเจ้าที่นี่! ฝูหลัวซือเท่อ คนที่ สมคบคิดกับฉิวหันซานจากสำนักแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์และวางแผนคิดทำร้าย ศิษย์พี่หญิงโหวก็คือเจ้ากระมัง?”
เขาหันไปเห็นหัวกะโหลกที่อยู่กลางฝุามือของฝูหลัวซือเท่อ
หัวกะโหลกนั้นคือวัตถุอสูรกายที่หล่อหลอมขึ้นมาจากเวทลับของอสูร กาย
ซึ่งเดิมทีวัตถุอสูรกายที่อยู่ในแหวนเก็บของของฉิวหันซานก็เป็น อันหนึ่งอันเดียวกับของที่อยู่ในมือของฝูหลัวซือเท่อ
และฝูหลัวซือเท่อกับฉิวหันซานก็ติดต่อกันผ่านเศษเสี้ยววิญญาณที่ เหลืออยู่ในวัตถุอสูรกายทั้งสองชิ้นนี้
“เจ้ามาอยู่ในดินแดนพลังฟูา เป็นเรื่องที่ข้าคิดไม่ถึงจริงๆ” ชั่วขณะที่ฝู หลัวซือเท่อได้เห็นเนี่ยเทียนและได้ยินคำพูดของเขาก็เดาออกเลยว่าตัวตน ของฉิวหันซานคงจะถูกเปิดเผยแล้ว
เรื่องที่เนี่ยเทียนครอบครองสมบัติล้ำค่าของเผ่าอสูรกายอย่างไข่มุก วิญญาณมืด เขารู้ดียิ่งกว่าใคร ปีนั้นตอนที่อยู่ในสนามรบสุ้ยเมี่ยเขาก็ยังเคย เสียเปรียบมาแล้วด้วยซ้ำ
“ข้าสงสัยนักว่าเรื่องที่ฉิวหันซานสมคบคิดกับพวกเจ้ามีมาตั้งนานแล้ว หรือว่าเป็นเจ้าที่เพิ่งพูดโน้มน้าวเขาได้สำเร็จ?” เนี่ยเทียนตะโกนถาม
“มีการติดต่อกันนานแล้ว” ฝูหลัวซือเท่อแค่นเสียงเบาๆ “แต่ว่าก่อน หน้านี้เป็นเพียงการแลกเปลี่ยนอย่างยุติธรรม เรื่องที่เจ้าสังหารฉิวจี้และคน ของสำนักแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ก็เป็นข้าที่เอามาบอกเขาทีหลัง การที่ฉิวหัน ซานทรยศต่อเผ่าพันธ์เดียวกันก็มีเจ้าเป็นสาเหตุด้วยส่วนหนึ่ง นอกจากนี้ พวกเรายังข่มขู่เขาว่าหากไม่ยืนอยู่ฝั่งเดียวกับพวกเรา พวกเราก็จะเปิดเผย เรื่องที่เขาไปมาหาสู่กับพวกเราตลอดหลายปีที่ผ่านมา”
“หลังจากใคร่ครวญในหลายๆ ด้าน เขาถึงยอมรับข้อเสนอของพวกเรา เลือกที่จะพึ่งพิงพวกเราอย่างลับๆ และล่อลวงให้เทพธิดาของสำนักไม้แห่ง สำนักห้าธาตุมาที่นี่”
เพียงอธิบายไม่กี่ประโยคฝูหลัวซือเท่อก็เปิดเปลือยเรื่องภายในที่ซุก ซ่อนไว้ออกมาจนหมด บอกว่าการที่ฉิวหันซานก่อกบฏก็มีสาเหตุส่วนหนึ่ง มาจากการที่บุตรแห่งดวงดาวอย่างเนี่ยเทียนสังหารบุตรชายคนเดียวของ เขา
“เรื่องไม่คาดคิดมีอยู่ไม่น้อยเลยจริงๆ” ฝูหลัวซือเท่อขมวดคิ้ว “ไม่นึก เลยว่าเลือดผสมอย่างเจ้าจะทำลายเปลวเพลิงกร่อนดินแดนของเผ่าทมิฬ ได้ด้วย! เดิมทีนึกว่าศึกนี้แค่อาศัยเปลวเพลิงกร่อนดินแดนก็จะจัดการกับ พวกเจ้าได้โดยไม่ต้องเสียเลือดเสียเนื้อ”
เขาส่ายหน้า แสดงออกว่าเสียดายอย่างเห็นได้ชัด
สงครามนองเลือดที่เดิมทีควรระเบิดปะทุอย่างรุนแรงกลับสงบลงได้ อย่างน่าแปลกใจ
รอจนฝูหลัวซือเท่อและอสูรกายเหล่านั้นทยอยกันมาถึงที่นี่ ผู้แข็งแกร่ง เขตดินแดนของเผ่ามนุษย์ที่เพิ่งจะไล่ฆ่าเผ่าทมิฬผู้นั้นก็พากันหยุดมือลง กลางคัน
พวกเขากำลังรอให้โหวชูหลันมารวมตัวด้วย
อีกอย่างก็เพราะเปลวเพลิงกร่อนดินแดนยังไม่ถูกทำลายจนสิ้นซาก หากเปิดศึกกันทันที พวกเขากังวลว่าเปลวเพลิงกร่อนดินแดนจะกระเซ็น มาโดน
ฝูหลัวซือเท่อและอสูรกายเหล่านั้นไม่รีบร้อนเปิดศึกก็เพราะกำลังรอให้ คนอื่นๆ ตามมาถึง
“ซ่าวจุน!” เผ่าทมิฬผู้นั้นไม่ได้สุขุมเฉกเช่นฝูหลัวซือเท่อ เขาตะโกนขึ้น ว่า “เปลวเพลิงกร่อนดินแดนของเผ่าข้ายังถูกหลอมละลายอย่างต่อเนื่อง ขอท่านรีบลงมือด้วยเถอะ!”
เปลวเพลิงกร่อนดินแดนมีค่าอย่างถึงที่สุด แม้แต่ในเผ่าทมิฬเองก็ยังมี ไม่มาก หากปล่อยให้เมล็ดพันธ์เปลวเพลิงสีส้อมอมแดงนั้นดูดซับไปอย่าง เสียเปล่า มันทำให้เขาเสียดายอย่างยิ่ง
“เปลวเพลิงกร่อนดินแดนที่ไม่สำแดงอานุภาพอย่างที่ควรมีเช่นนี้ เก็บ ไว้ก็ไม่มีความหมาย ละลายก็ละลายไปเถอะ” สีหน้าของฝูหลัวซือเท่อเย็น ชา “เจ้าโม้ไว้มากนัก บอกว่าขอแค่มีเปลวเพลิงกร่อนดินแดนพวกนี้ พวก เราไม่จำเป็นต้องลงมือก็สามารถสังหารเขตดินแดนของเผ่ามนุษย์ได้แล้ว”
“ตอนนี้ล่ะ? ที่ข้าเห็นก็แค่ดินแดนของคนสำนักห้าธาตุที่พังทลายลงไป เล็กน้อย ไม่มีใครตายเลยสักคนเดียว!”
เผ่าทมิฬผู้นั้นได้ยินเขาเอ่ยแขวะเช่นนี้ก็โมโหอยู่ในใจ “ซ่าวจุน ก่อน หน้านี้ยามที่เปลวเพลิงกร่อนดินแดนของเรารุกรานดินแดนของเผ่ามนุษย์ อยู่นอกทางช้างเผือก ไม่เคยมีครั้งไหนที่ไม่ราบรื่น ข้าจะไปรู้ได้อย่างไรว่า คราวนี้จะเจอกับคนประหลาดที่ครอบครองวัตถุซึ่งสามารถชุบหลอมเปลว เพลิงกร่อนดินแดนได้อย่างนี้?”
“ซ่าวจุน?”
เนี่ยเทียนตะลึงงัน คาดไม่ถึงว่าฝูหลัวซือเท่อที่พบเจอในสนามรบสุ้ย เมี่ยจะมีที่มาไม่ธรรมดาถึงเพียงนี้
ซ่าวจุนที่ชนต่างเผ่าเรียก ส่วนใหญ่มักจะเป็นทายาทของต้าจุน สายเลือดระดับสิบ มีเพียงทายาทที่มีสายเลือดของต้าจุนเท่านั้นถึงจะถูก เรียกว่าซ่าวจุน
ไม่นึกว่าบิดาแท้ๆ ของฝูหลัวซือเท่อจะเป็นต้าจุนท่านหนึ่งของเผ่าอสูร กาย ก็ไม่น่าแปลกที่ฐานะและตัวตนของเขาในเผ่าอสูรกายจะสูงส่งถึงเพียง นี้!
“ฝูหลัวซือเท่อคือทายาทของหมิงเหอต้าจุน คาดไม่ถึงว่าคนที่แอบยุยง ให้ฉิวหันซานวางแผนทำร้ายข้าจะเป็นเจ้า” โหวชูหลันเอ่ยขึ้นเบาๆ
“หมิงเหอต้าจุน!” เนี่ยเทียนตกใจอีกครั้ง
ไม่เหมือนกับเสวียนหมิงต้าจุนที่เคยปรากฏตัวในดินแดนสวรรค์ทมิฬ หมิงเหอต้าจุนต่างหากถึงจะเป็นผู้แข็งแกร่งที่สุดที่เผ่าอสูรกายให้การ ยอมรับอย่างแท้จริง!
สายเลือดของเสวียนหมิงต้าจุนคือระดับสิบขั้นต้น ทว่าหมิงเหอต้าจุน กลับเล่าลือกันว่ามีสายเลือดระดับสิบขั้นสูงตั้งแต่เมื่อหนึ่งแสนปีก่อนแล้ว!
หมิงเหอต้าจุนก็คือผู้อาวุโสในเผ่าอสูรกายเช่นกัน
ในทางช้างเผือกที่มีดินแดนดวงดาวนับหมื่นแห่ง ในบรรดาสิ่งมีชีวิต จำนวนนับไม่ถ้วน หมิงเหอต้าจุนก็ถือเป็นผู้พิชิตที่ทำให้ทุกคนกริ่งเกรง
ในเผ่ามนุษย์ คนที่สามารถทัดเทียมกับหมิงเหอต้าจุนได้ก็มีแค่คนไม่กี่ หยิบมืออย่างเจ้าตำหนักของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว เจ้าลัทธิจิตต วิสุทธิ์ เจ้าหอทอดฟูาและเจ้าสำนักห้าธาตุเท่านั้น
ต่อให้เป็นรองเจ้าตำหนักอย่างหลัวว่านเซี่ยงก็ยังมิอาจเทียบเคียงกับห มิงเหอต้าจุนได้
สถานการณ์ในด้านทายาทผู้สืบทอดของชนต่างเผ่าและเผ่ามนุษย์นั้น แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ผู้แข็งแกร่งเผ่ามนุษย์ที่คิดจะมีลูกถือเป็นเรื่องที่ง่ายดาย
ทว่าในจำนวนหลายสิบคนของลูกที่ผู้แข็งแกร่งเผ่ามนุษย์ให้กำเนิดอาจ ล้วนเป็นพวกที่มีความสามารถธรรมดา ไม่มีใครที่มีพรสวรรค์โดดเด่น
และก็ด้วยเหตุนี้ ว่าที่เจ้าตำหนักของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว ว่าที่ เจ้าลัทธิจิตตวิสุทธิ์ และว่าที่เจ้าหอทอดฟูาจึงไม่ได้เลือกจากบรรดาทายาท ของเจ้าสำนักคนปัจจุบัน
เพราะมีความเป็นไปได้น้อยนิดที่ลูกของผู้แข็งแกร่งจะเป็นผู้มาก พรสวรรค์
ทว่าการสืบพันธ์ของชนต่างเผ่านั้นเดิมทีก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ยิ่งเป็นชนต่าง เผ่าที่มีสายเลือดแข็งแกร่ง การให้กำเนิดทายาทก็ยิ่งเป็นเรื่องยากลำบาก
ชนต่างเผ่าสายเลือดระดับหก ระดับเจ็ดอาจมีลูกง่ายหน่อย ทว่าระดับ แปด ระดับเก้าจะยากลำบากมาก ส่วนต้าจุนระดับสิบที่คิดจะมีลูกสักคนก็ ยิ่งยากในยาก
ทว่าขอแค่ต้าจุนสายเลือดระดับสิบมีลูกสักคนหนึ่ง ลูกทุกคนของพวก เขาก็ล้วนสามารถสำแดงพรสวรรค์ทางสายเลือดที่ไร้ทัดเทียมออกมาได้
อย่างฝูหลัวซือเท่อที่เป็นทายาทของต้าจุนเช่นนี้ ความเป็นไปได้ที่ อนาคตเขาจะกลายเป็นต้าจุนจึงเหนือกว่าอสูรกายคนอื่นหลายเท่า!
ความแข็งแกร่งของทายาทชนต่างเผ่าล้วนมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ สายเลือดของบรรพบุรุษ
ด้วยเหตุนี้ชนต่างเผ่าที่เป็นเผ่าพันธุ์โบราณจึงมักจะเจริญเติบโตอย่าง ต่อเนื่อง มีทายาทที่สืบสายเลือดของต้าจุนไปอย่างไม่ขาดสาย และมีหลาย ครั้งที่จะให้กำเนิดผู้แข็งแกร่งทางสายเลือดคนใหม่ขึ้นมา
ในเมื่อฝูหลัวซือเท่อคือทายาทที่สืบสายเลือดของหมิงเหอต้าจุน ขอแค่ เขาไม่ตายไปก่อนกลางคันก็มีความเป็นไปได้มากว่าในอีกหลายหมื่นปีให้ หลัง เขาจะกลายมาเป็นต้าจุนอสูรกายคนใหม่!
คิดมาถึงตรงนี้ เนี่ยเทียนก็พลันตระหนักว่าหากเข้าใจไม่ผิด พ่าเก๋อเซิน เผ่าอสูรกายและกู่ถ่าซือจากเผ่าภูตผีปีศาจที่เขาพบในสนามรบสุ้ยเมี่ยก็ ต้องเป็นทายาทที่สืบสายเลือดของต้าจุนแน่นอน
“ตอนที่พ่าเก๋อเซินอยู่ในดินแดนสวรรค์ทมิฬ ขนาดมหาราชาเลี่ยกู่ สายเลือดระดับเก้ายังต้องให้การดูแลเขา ในมือครอบครองมีดกระดูก สลายอันเป็นของล้ำค่าของเผ่าโครงกระดูก บิดาแท้ๆ ของพ่าเก๋อเซินที่หาก ไม่ใช่คูกู่ต้าจุนก็ต้องเป็นต้าจุนคนอื่น”
เนี่ยเทียนพลันกระจ่างอยู่ในใจ
“สายเลือดแห่งชีวิตที่ไหลเวียนอยู่ในร่างข้ามาจากใครกันแน่นะ? เป็น ของเผ่ามนุษย์หรือเลือดผสมเช่นเดียวกับข้า? ความแข็งแกร่งของข้า การที่ ข้าโดดเด่นขึ้นมาได้อย่างต่อเนื่องล้วนเป็นความดีความชอบของสายเลือด แห่งชีวิต ข้า ได้กลายมาเป็นบุตรแห่งดวงดาว มีฐานะและความสามารถ เฉกเช่นทุกวันนี้ก็ล้วนมาจากเขาใช่หรือไม่?”
“พอผู้อาวุโสโม่เหิงของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวตรวจสอบแก่น เลือดหยดหนึ่งของข้าก็โปรดปรานข้ามากเป็นพิเศษ นั่นเป็นเพราะว่าเขารู้ เรื่องอะไรใช่หรือเปล่า?”
——