ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 1063 บทเรียนอันเจ็บปวด
มุมหนึ่งของทางช้างเผือกที่อยู่ห่างไกลไปหลายหมื่นลี้
เฮ้อเหลียนสงดวงตาแดงก่ำ คอยหันกลับไปมองด้านหลังอยู่เป็นระยะ
เปลวเพลิงกร่อนดินแดนหลายกลุ่มไล่ตามติดเขามาราวกับเงาตามตัว
ขณะที่เปลวเพลิงกร่อนดินแดนไล่กวดมาก็มีเผ่าทมิฬคนหนึ่งที่คอย ตวาดเสียงดังอยู่เป็นระยะ
“พรวด!”
ลาวาร้อนแรงเดือดพล่านกลุ่มหนึ่งบินออกไปจากชายแขนเสื้อของแดน เอตทัคคะช่วงท้ายคนหนึ่งที่เชี่ยวชาญวิชาเปลวเพลิง
คนผู้นั้นมีนามว่าเสิ่นจิ้ง เขาติดตามเฮ้อเหลียนสงมานานหลายปี คือคน ที่แข็งแกร่งที่สุดในบรรดาผู้ที่พึ่งพาเขา
วิชาที่เขาใช้ฝึกตนมีความเกี่ยวข้องกับเปลวเพลิงปฐพีร้อนแรง
และก็ด้วยเหตุนี้ จุดลึกในดินแดนเปลวเพลิงของเขาจึงมีภูเขาไฟที่เดือด ปะทุลูกหนึ่งซึ่งสั่งสมพลังร้อนแรงไว้เปี่ยมล้น จึงช่วยให้เฮ้อเหลียนสงตีฝ่า วงล้อมของเผ่าทมิฬออกมาได้สำเร็จ
“ยังเหลืออีกสองคน เหลืออยู่แค่สองคนเท่านั้น ลูกน้องคนอื่นล้วนถูก เผ่าทมิฬสังหารไปหมดแล้ว!”
เฮ้อเหลียนสงร้องคำรามด้วยความเจ็บปวด ใจอยากจะหันกลับไปต่อสู้ กับเผ่าทมิฬให้วอดวายกันไปทั้งสองฝ่าย
แต่เขาก็รู้ดีว่าด้วยพลังที่เขาเหลืออยู่ในตอนนี้ หากสู้รบจนตัวตายจริงๆ ศพของเขาจะต้องถูกเผ่าทมิฬเก็บเอาไปเป็นของเชลยศึกแน่นอน
เขาคาดไม่ถึงเลยว่าตอนที่ได้ข่าวจากหล่วนชิงหลิ่วและกำลังขยับเข้าไป ใกล้โหวชูหลันนั้น จะถูกมหาราชาระดับเก้าของเผ่าทมิฬอย่างลาหมู่เซิน “ผู้กลั่นพิษ” พาผู้แข็งแกร่งเผ่าทมิฬกลุ่มหนึ่งมาซุ่มโจมตี
ลาหมู่เซิน “ผู้กลั่นพิษ” คือมหาราชาของเผ่าทมิฬ สายเลือดระดับเก้า ขั้นสูง
พอลาหมู่เซินมาถึงก็ปลดปล่อยเปลวเพลิงกร่อนดินแดนออกมา ทำให้ ดินแดนของลูกน้องเขาแต่ละคนโดนเปลวเพลิงกร่อนดินแดนเผาไหม้โดย ไม่ทันระวัง
แม้แต่เสิ่นจิ้งที่ครอบครองลาวาเดือดปะทุก็ยังไม่สามารถช่วยขจัดเปลว เพลิงกร่อนดินแดนที่ลุกลามดินแดนของสหายภายใต้การยื่นมือเข้าแทรก ของลาหมู่เซินและคนในเผ่าของเขาได้
ผลก็คือลูกน้องของเขาบาดเจ็บและล้มตายกันอย่างสาหัส
นอกจากเขาแล้วก็เหลือแค่เสิ่นจิ้ง และอีกคนหนึ่งที่ชื่อว่าสวีอี้ แดน เอตทัคคะชวงกลางที่ฝึกวิชาธาตุทองซึ่งฝ่าวงล้อมของเผ่าทมิฬหนีออกมา ได้
ด้านหลังของเขายังมีเปลวเพลิงกร่อนดินแดนที่ลาหมู่เซิน “ผู้กลั่นพิษ” ควบคุมไล่ตามมา
“นายท่าน!” เสิ่นจิ้งใช้เวทลับจิตวิญญาณส่งข้อความเสียงมาหาเขา “ลาวาที่ข้าครอบครองอยู่ใกล้จะไม่พอแล้ว ท่านไปรวมตัวกับเทพธิดา สำนักไม้ก่อนเถอะ ข้าจะพยายามถ่วงเวลาไว้ให้ท่านเอง”
สวีอี้เองก็ร้อนใจราวมีไฟลน ส่งข้อความเสียงมาให้อย่างต่อเนื่อง “นาย ท่านหนีไปก่อน!”
เฮ้อเหลียนสงเงียบงัน
ทว่าเวลานี้เอง เปลวเพลิงกร่อนดินแดนที่ไล่ตามมาไม่ยอมปล่อยกลับ บินหายเข้าไปในภาชนะสีเขียวซีดของลาหมู่เซิน “ผู้กลั่นพิษ” กะทันหัน
ลาหมู่เซินยกมือขึ้นแล้วตวาดด้วยภาษาของชนต่างเผ่า
เผ่าทมิฬทุกคนที่ไล่ตามมาพลันหยุดชะงักแล้วมองมาที่เขาอย่างไม่ เข้าใจ
อยู่ห่างกันหลายหลายลี้ ดวงตาเย็นชาของลาหมู่เซินกลับยังจับจ้องมา ที่เฮ้อเหลียนสง เขาลังเลอยู่แค่ไม่กี่วินาทีก็เอ่ยขึ้นด้วยภาษาของชนต่างเผ่า “กลับไปเถอะ”
หลังจากออกคำสั่ง เขาก็หมุนตัวจากไปโดยไม่ได้อธิบายเหตุผล
คนเผ่าทมิฬอึ้งงันกันไปครู่ ก่อนจะทำได้แค่ติดตามเขาไป ล้มเลิกการไล่ ล่าพวกเฮ้อเหลียนสง ถอนทัพกลับไปอย่างจนใจ
“เกิดเรื่องอะไรขึ้น?” เสิ่นจิ้งที่อยู่ในดินแดนเปลวเพลิงของตัวเองมอง ลาหมู่เซิน “ผู้กลั่นพิษ” จากไปด้วยความคลางแคลงใจ “เผ่าทมิฬคิดจะทำ อะไรกันแน่? ลาวาของข้าเหลืออยู่ไม่มากพอ ลาหมู่เซินย่อมต้องสัมผัสได้
ขอแค่พวกเขาไล่ตามต่อไป อีกไม่นานเท่าไหร่ข้าก็ต้องได้รับผลกระทบจาก เปลวเพลิงกร่อนดินแดน แล้วทำไมพวกเขาถึงได้เร่งร้อนจากไป?”
สวีอี้ที่อยู่ในดินแดนเอตทัคคะสีทองอร่ามเองก็สงสัยไม่ต่างกัน
เฮ้อเหลียนสงผ่อนลมหายใจออกมาหนึ่งที “พวกเผ่าทมิฬชอบทำอะไร ประหลาด ข้าเองก็เดาใจพวกเขาไม่ถูกเหมือนกัน”
“กริ้ง!”
และเวลานี้เอง กำไลเงินวงหนึ่งที่อยู่บนข้อมือของเฮ้อเหลียนสงก็ส่ง เสียงเรียกเร่งร้อน
เสิ่นจิ้งมีสีหน้ายินดี “ในที่สุด ในที่สุดก็สามารถติดต่อไปหาหล่วนชิง หลิ่วได้แล้ว!”
กำไลเงินวงนั้นคือกำไลส่งข้อความเสียงที่ผู้แข็งแกร่งแดนเอตทัคคะ ของลัทธิจิตตวิสุทธิ์หลอมขึ้นมา ซึ่งด้านในมีความลี้ลับของห้วงมิติแฝงเร้น อยู่ ยามที่อยู่ในท้องฟ้านอกอาณาจักรจะสามารถส่งข้อความติดต่อถึงกัน ได้
วัตถุชิ้นนี้มีมูลค่าสูงมาก ในสี่สำนักเก่าแก่ก็มีแค่ไม่กี่คนที่ได้ครอบครอง
ก่อนหน้านี้ตอนที่พวกเฮ้อเหลียนสงกำลังหลบหนีก็ได้พยายามติดต่อไป หาหล่วนชิงหลิ่วผ่านกำไลส่งข้อความเสียงอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ล้มเหลว ตลอด
เหมือนว่าท้องฟ้าระหว่างพวกเขากับหล่วนชิงหลิ่วมีปราการห้วงมิติ หลายชั้นกั้นขวางจนแม้แต่การส่งข้อความเสียงก็ยังทำไม่ได้
จนกระทั่งบัดนี้ การส่งข้อความถึงได้กลับมาราบรื่นอีกครั้ง
เฮ้อเหลียนสงแตะไปที่กำไลเงิน ส่งกระแสจิตวิญญาณเข้าไปข้างใน วิเคราะห์ข้อความที่หล่วนชิงหลิ่วส่งมาให้ด้วยสีหน้าที่เปลี่ยนแปลงไปอย่าง ต่อเนื่อง เดี๋ยวก็ซีดขาว เดี๋ยวก็แดงก่ำ
ผ่านไปพักใหญ่เขาถึงได้เก็บกระแสจิตวิญญาณกลับมาและกล่าวว่า “พวกชูหลันเจอกับเผ่าอสูรกาย ฝูหลัวซือเท่อซ่าวจุนของเผ่าอสูรกายยก ทัพไปล้อมสังหารพวกเขาด้วยตัวเอง แล้วก็ใช้เปลวเพลิงกร่อนดินแดนของ เผ่าทมิฬด้วยเหมือนกัน”
เสิ่นจิ้งตะลึงพรึงเพริดทันใด “ข้าจำได้ว่าลูกน้องของเทพธิดาสำนักไม้ ไม่มีใครที่เชี่ยวชาญพลังเปลวเพลิงหรือครอบครองลาวาร้อนแรงอย่างข้า จนสามารถกำราบเปลวเพลิงกร่อนดินแดนได้! ที่ข้ามีลาวาสะสมไว้มากก็ เพราะก่อนหน้านี้ไม่นานพวกเราเคยยกทัพไปที่มหาสมุทรดาวมอดดับ แล้ว ก็เพราะกังวลว่าจะเจอกับคนเผ่าทมิฬ ข้าถึงได้เตรียมเอาไว้ล่วงหน้า”
“เทพธิดาสำนักไม้ไม่มีลูกน้องที่เป็นเช่นนี้ เมื่ออยู่กลางท้องฟ้านอก อาณาจักรนางก็น่าจะถูกเปลวเพลิงกร่อนดินแดนสยบจนราบคาบ”
“พวกเขายังมีคนรอดชีวิตหรือไม่?”
สวีอี้แดนเอตทัคคะช่วงกลางหน้าขาวเผือด “ขนาดพวกเรามีพี่ใหญ่เสิ่น ก็ยังเหลือรอดกันแค่สามคน แล้วพวกเขา…”
จากการวิเคราะห์ของเสิ่นจิ้งและสวีอี้ พวกโหวชูหลันที่ถูกเปลวเพลิง กร่อนดินแดนของเผ่าทมิฬซุ่มโจมตีอยู่ในกลางท้องฟ้า เกรงว่าสถานการณ์ ของพวกเขาคงย่ำแย่ยิ่งกว่าพวกตน
การที่อีกฝ่ายมีคนรอดชีวิตมาส่งข้อความบอกกับพวกเขาได้ ทำให้พวก เขารู้สึกแปลกใจยิ่งนัก
“แดนเอตทัคคะช่วงต้นของพวกเขาตายกันไปสองคน” เฮ้อเหลียนสงมี สีหน้าซับซ้อน
“แดนเอตทัคคะช่วงต้นตายไปแค่สองคนเท่านั้นหรือ?” สวีอี้อุทาน ตกใจ “เป็นไปไม่ได้! นี่ไม่มีทางเป็นไปได้แน่นอน! พลังของเทพธิดาสำนัก ไม้ ข้าเคยตรวจสอบอย่างละเอียดแล้ว เมื่อมีเปลวเพลิงกร่อนดินแดนอยู่ ด้วย พวกเขามีแต่จะยิ่งเสียหายหนักกว่าเรา!”
“พวกเขายังสังหารชนต่างสายเลือดระดับแปดไปได้หลายคน บวกกับ มหาราชาอสูรกายระดับเก้าอีกคนหนึ่ง น่าแปลกใจมากเลยใช่ไหมล่ะ?” เฮ้อเหลียนสงกล่าว
เสิ่นจิ้งมีสีหน้าคาดไม่ถึง “พวกเขาทำได้อย่างไร?”
“ดูจากคำบอกเล่าของหล่วนชิงหลิ่ว นั่นคือฝีมือของบุตรแห่งดวงดาว คนที่เจ็ดของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว เนี่ยเทียนคือตัวแปรสำคัญ” ลึกๆ ในใจของเฮ้อเหลียนสงก็ไม่อยากเชื่อเหมือนกัน มุมปากของเขายกยิ้ม ขมขื่น
ศักยภาพของพวกเขาแข็งแกร่ง ทั้งยังมีผู้เชี่ยวชาญวิชาเปลวเพลิงซึ่ง สามารถกำราบเปลวเพลิงกร่อนดินแดนอย่างเสิ่นจิ้งอยู่ แต่กระนั้นพวกเขา ก็ยังเหลือรอดกันแค่สามคน
อีกทั้งพวกเขายังไม่สามารถสังหารเผ่าทมิฬได้แม้แต่คนเดียว
นับตั้งแต่ที่ปะทะกัน พวกเขาก็เพลี่ยงพล้ำตกเป็นรอง กลายเป็นฝ่าย ถูกกระทำถูกทุบตีทันที แทบจะไม่มีเรี่ยวแรงให้โจมตีกลับเลยด้วยซ้ำ
ทว่าพวกโหวชูหลันไม่เพียงแต่มีคนตายน้อยกว่าพวกเขา กลับยัง สามารถสังหารมหาราชาคนหนึ่งของอสูรกายได้ด้วย นี่จึงทำให้พวกเขา รู้สึกรับไม่ได้เล็กน้อย
“เนี่ยเทียน!”
เสิ่นจิ้งและสวีอี้ตะโกนออกมาอย่างพร้อมเพรียงกัน นัยน์ตาเต็มไปด้วย ความคลางแคลงใจ
“ข้ารู้ว่าพวกเจ้ารู้สึกแย่มาก เพราะข้าเอง ก็รู้สึกเหมือนกัน” เฮ้อ เหลียนสงถอนหายใจหนึ่งทีแล้วโบกมือ “ไปกันเถอะ พวกเราอยู่ห่างไม่ไกล นัก ไปรวมตัวกับพวกเขาก่อนค่อยว่ากัน”
จากนั้นคนทั้งสามจึงปรับทิศทางไปตามการนำทางของกำไลสีเงินและ เป็นฝ่ายขยับเข้าไปใกล้พวกโหวชูหลัน
“เนี่ยเทียนไม่ได้พูดเหลวไหลจริงๆ” หล่วนชิงหลิ่วละนิ้วมือข้างหนึ่ง ออกจากกำไลเงินที่เหมือนกับของเฮ้อเหลียนสงอย่างไม่มีผิดเพี้ยน ก่อนจะ พูดด้วยน้ำเสียงเศร้าสลด “พวกเฮ้อเหลียนสงเจอกับลาหมู่เซิน “ผู้กลั่น พิษ” ของเผ่าทมิฬจริงๆ คนที่ถูกพวกลาหมู่เซินล้อมโจมตี นอกจากเฮ้อ เหลียนสง เสิ่นจิ้งและสวีอี้แล้ว คนอื่นๆ ล้วนตายกันหมด”
โหวชูหลันกล่าวอย่างเสียใจ “คราวนี้ พวกเราทำผิดต่อเฮ้อเหลียงสง”
“นั่นสิ เป็นพวกเราที่ทำร้ายพวกเขา” หล่วนชิงหลิ่วก้มหน้า “ข้าผิดเอง ข้าไม่ควรติดต่อไปหาเฮ้อเหลียนสงจนเขาพาลูกน้องมาช่วยรบที่ดินแดน พลังฟ้าแห่งนี้”
เนี่ยเทียนที่อยู่บนเรือดาราปิดปากเงียบ
ศึกในดินแดนสวรรค์ทมิฬ เผ่ามนุษย์คือฝ่ายพ่ายแพ้ ลู่เจี้ยเฟิงเรือนกาย แหลกสลาย หลงเหลือเพียงจิตวิญญาณ และยังมีแดนว่างเปล่า แดน เอตทัคคะมากมายที่ตายไป
ศึกในดินแดนพลังฟ้าครั้งนี้ เผ่ามนุษย์ก็ยังคงเป็นฝ่ายที่พ่ายแพ้ เฮ้อ เหลียนสงเสียหายหนักที่สุด กองกำลังที่เขาสั่งสมมาอย่างยากลำบากตลอด ระยะเวลาหลายร้อยปีเสียหายไปเกือบครึ่ง
โหวชูหลันเองก็เสียแดนเอตทัคคะช่วงต้นไปสองคน
“หากไม่ได้เนี่ยเทียนทำให้ฝูหลัวซือเท่อบาดเจ็บสาหัส บีบให้ซ่าวจุน ของอสูรกายถอยหนีไปจากสนามรบ พวกเรา…” พอหล่วนชิงหลิ่วคิดถึง ผลลัพธ์ที่อาจเกิดขึ้นก็ตัวสั่นทั้งที่ไม่หนาว “เนี่ยเทียน ครั้งนี้สำนักห้าธาตุ ของพวกเรารักษากำลังส่วนใหญ่เอาไว้ได้โดยที่ไม่สูญเสียมากนักก็เพราะ เจ้าอีกแล้ว”
“คำพูดขอบคุณพวกนี้ไม่จำเป็นต้องพูดให้มากความ” เนี่ยเทียนโบก มือ “ตอนนี้ไม่จำเป็นต้องหาประตูข้ามอาณาจักรที่เชื่อมโยงไปยังดินแดน อสูรกายแล้ว ควรคิดหาวิธีจัดการกับพวกคนทรยศที่แอบสมคบคิดกับอสูร กายก่อนจะดีกว่า”
ดวงตาของโหวชูหลันพลันฉายไอสังหารเปี่ยมล้น
“ฟิ้วๆๆ!”
และเวลานี้ ในที่สุดเฮ้อเหลียนสง เสิ่นจิ้งและสวีอี้สามคนก็พากันบิน ข้ามผ่านทางช้างเผือกกว้างไกลมาถึงที่แห่งนี้ด้วยสีหน้าหมดอาลัย
——