ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 1064 ห่อเหี่ยว
สถานที่ที่มีปราณอสูรสีเขียวขมุกขมัวรวมตัวกันมีประตูข้ามอาณาจักร บานหนึ่งเปิดอ้าอยู่ เผ่าอสูรกายมากมายกระจายตัวอยู่โดยรอบ
เผ่าอสูรกายเหล่านี้ก็คือกลุ่มคนที่เพิ่งประหัตประหารกับเนี่ยเทียนไป เมื่อไม่นานมานี้
“ฝูหลัวซือเท่ออยู่ที่ไหน?!”
เสียงคำรามของลาหมู่เซิน “ผู้กลั่นพิษ” ดังมาแต่ไกล
เสียงยังคงก้องสะท้อน ทว่าทะเลเลือดลมที่มีพิษร้ายของเขากลับแผ่ปก คลุมมาถึงก่อนแล้ว
มหาราชาสายเลือดระดับเก้านามว่าไก้เท่อที่เป็นผู้นำขมวดคิ้ว กล่าว “ท่านลาหมู่เซินที่เคารพ โปรดอย่าวู่วามเกินไปนัก ซ่าวจุนของพวกเราเพิ่ง ถูกส่งกลับไปที่ดินแดนอสูร”
“เหตุใดคนผู้นั้นของตระกูลข้าถึงได้ตาย?” ลาหมู่เซินสีหน้ามืดทะมึน “เหตุใดเปลวเพลิงกร่อนดินแดนที่เขาเอาไปถึงไม่มีเหลือแม้แต่เสี้ยวเดียว? พวกเจ้ามีพลังของฝูหลัวซือเท่อช่วยเสริม บวกกับพลังของเปลวเพลิงกร่อน ดินแดน แต่กลับไม่สามารถสังหารเทพธิดาสำนักไม้ได้ ปล่อยให้พวกเขา รอดชีวิตสำเร็จ ช่างเป็นสวะไร้ค่ายิ่งนัก!”
“หากรู้แต่แรกว่าจะเป็นแบบนี้ พวกเราก็ไม่ควรเหยียบเข้ามาใน ดินแดนพลังฟ้าตามคำเชิญของพวกเจ้า!”
เผ่าทมิฬหลายคนที่อยู่เบื้องหลังเขาก็หันมามองไก้เท่ออย่างเดือดดาล
เผ่าทมิฬสายเลือดระดับแปดคนที่ถูกเนี่ยเทียนสังหารมาจากตระกูล พวกเขา ฐานะไม่ธรรมดา แต่วันนี้ต้องมาตายอยู่ในดินแดนพลังฟ้า หลัง กลับไป พวกเขายังต้องอธิบายเรื่องนี้ให้ผู้เฒ่าท่านหนึ่งของตระกูลฟัง
“ขอโทษด้วย ข้าเองก็คาดไม่ถึงเหมือนกันว่าบุตรแห่งดวงดาวคนที่เจ็ด ของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวจะไม่เพียงแต่ทำลายเปลวเพลิงกร่อน ดินแดนได้ ยังสามารถชุบหลอมมันได้อีกด้วย” ไก้เท่อรู้ว่าตัวเองเป็นฝ่าย ผิดจึงเอ่ยขอโทษซ้ำๆ “ซ่าวจุนของเผ่าเราก็ถูกบุตรแห่งดวงดาวท่านนั้นทำ ร้ายจนบาดเจ็บสาหัส เพราะได้เสื้อเกราะ “ข้ามวิญญาณ” ช่วยเอาไว้ถึง หนีออกมาจากสนามรบได้”
“ว่าไงนะ? มีเผ่ามนุษย์สามารถชุบหลอมเปลวเพลิงกร่อนดินแดนได้? เจ้าแน่ใจหรือว่าชุบหลอม ไม่ได้ใช้ลาวาทำให้ละลายหายไป?” ลาหมู่เซิน โหวกเหวกโวยวาย
“ข้ามั่นใจว่าเป็นการชุบหลอม หาใช่การหลอมละลาย” ไก้เท่อกล่าว อย่างเด็ดเดี่ยว
“ของทุกอย่างบนโลกต่างก็พิชิตกันเอง ลาวาสามารถหลอมละลาย เปลวเพลิงกร่อนดินแดนได้ เรื่องนี้ข้ารู้แต่แรกอยู่แล้ว” ลาหมู่เซินมีท่าทาง เหมือนไม่อยากจะเชื่อ “แต่มาจนถึงทุกวันนี้ ของที่สามารถชุบหลอมเปลว เพลิงกร่อนดินแดนและดูดซับมันไปได้ ข้ายังไม่เคยได้ยินมาก่อน! คงไม่ใช่ ว่าพวกเจ้าทำพลาดแล้วจงใจหาข้ออ้างหรอกกระมัง?”
“จะใช่ข้ออ้างหรือไม่ เจ้าแค่ดูก็รู้แล้ว” ไก้เท่อกล่าว
ทันใดนั้นผลึกใสกลางหว่างคิ้วของเขาก็สะท้อนภาพเหตุการณ์ที่มาจาก ความทรงจำของเขาออกมาอย่างชัดเจน
ภาพที่เนี่ยเทียนใช้เปลวเพลิงสีส้มอมแดงเขมือบกลืนเปลวเพลิงกร่อน ดินแดนถูกเปิดเผยออกมาหมดสิ้นทุกขั้นตอน
ลาหมู่เซินและคนเผ่าทมิฬต่างก็ยืนอึ้ง เงียบงันไปพักใหญ่
“ฟิ้ว!”
เมื่อภาพเหตุการณ์จบลง ไก้เท่อก็เก็บเอาปราณเลือดลมกลับมา แบมือ กล่าวด้วยรอยยิ้มจืดเจื่อน “ตอนนี้เชื่อแล้วหรือยัง?”
“ไม่นึก…ไม่นึกเลยว่าจะมีเผ่ามนุษย์สามารถใช้เปลวเพลิงมาชุบหลอม เปลวเพลิงกร่อนดินแดนของเผ่าข้าได้!” ลาหมู่เซินตกตะลึงอย่างหนัก “หากข้าเดาไม่ผิด เผ่ามนุษย์ผู้นั้นมีตบะแค่เขตลี้ลับไม่ใช่หรือ?”
ไก้เท่อพยักหน้ารับ “บุคคลเช่นเจ้าย่อมไม่มีทางมองผิดไปแน่”
“เขตลี้ลับ! เหตุให้ถึงยืนหยัดอยู่ในจุดลึกของท้องฟ้าได้? นับแต่อดีต เป็นต้นมา เผ่ามนุษย์ก็มีแค่เขตดินแดนเท่านั้นไม่ใช่หรือที่ถึงจะสามารถใช้ ดินแดนของตนมาสกัดกั้นการรุกรานจากสิ่งเจือปนนอกอาณาจักร? เผ่า มนุษย์มีร่างกายที่อ่อนแอ ตามหลักแล้วไม่ควรจะแบกรับพลังนอก อาณาจักรได้ไหวสิ!” ลาหมู่เซินไม่เข้าใจ
“เขา คือเลือดผสมของเผ่ามนุษย์” ไก้เท่ออธิบาย
“สายเลือดอยู่ในระดับใด? ต้นกำเนิดทางสายเลือดที่ปะปนมาเป็นของ เผ่าพันธุ์ใด?” ลาหมู่เซินเอ่ยถามเร่งร้อน
“ตามที่ซ่าวจุนบอกมา สายเลือดของเขาคือระดับเจ็ด ส่วนต้นกำเนิด ทางสายเลือด อย่างน้อยซ่าวจุนก็วิเคราะห์ไม่ออก บอกได้แค่ว่าสายเลือด ของเขามีความมหัศจรรย์ไร้ที่สิ้นสุด คล้ายจะนาบประทับแก่นแท้แห่งชีวิต
เอาไว้!” ไก้เท่อสูดลมหายใจเข้าลึกหนึ่งครั้ง “เขาใช้เวทลับทางสายเลือดที่ มหัศจรรย์อย่างหนึ่ง ซึ่งพอซ่าวจุนได้รับผลกระทบ ปราณเลือดและแก่น เลือดในร่างก็ล้วนไหลเวียนไม่สะดวก”
“นอกจากนี้เขายังครอบครองท่อนกระดูกท่อนหนึ่ง กระดูกท่อนนั้น เกรงว่าคงเป็นกระดูกของสัตว์ยักษ์มวลดาราตัวใดตัวหนึ่ง!”
“สายเลือดมีแก่นแท้ของชีวิตแฝงเร้น! มีท่อนกระดูกของสัตว์ยักษ์มวล ดาราอยู่ในมือ บุตรแห่งดวงดาวคนที่เจ็ดที่เป็นเลือดผสมผู้นี้มีที่มาที่ไป อย่างไรกันแน่?” ลาหมู่เซินตะลึงจนหน้าเผือดสี
ไก้เท่อส่ายหน้า “เผ่าอสูรกายของเรารู้จักเขาไม่ละเอียดนัก เพียงรู้จาก ปากของซ่าวจุนว่าไข่มุกวิญญาณมืดของเผ่าอสูรกายข้าตกอยู่ในมือของเขา อีกทั้งยังมีวิญญาณวัตถุถือกำเนิดขึ้นมาสำเร็จและให้การยอมรับเขาเป็น นายด้วย”
“ว่าไงนะ? สมบัติล้ำค่าของเผ่าอสูรกายกลับถูกเขาเอาไปใช้ได้?” สี หน้าของลาหมู่เซินแปลกประหลาดอย่างถึงที่สุด “ไอ้หมอนี่คงไม่ใช่ลูก ของต้าจุนเผ่าอสูรกายของพวกเจ้าในสมัยโบราณท่านใดที่ตายไปกับเผ่า มนุษย์หรอกนะ?”
“เจ้ารู้สึกว่าเป็นไปได้หรือไม่?” ไก้เท่อถามกลับ
ลาหมู่เซินเงียบคิดไปครู่ก็ให้รู้สึกว่าการคาดเดาของเขาน่าตลกเกินไป “สายเลือดของต้าจุน ต่อให้รวมกับผู้แข็งแกร่งของชนเผ่ายังยากที่จะให้ กำเนิดทายาทได้ ร่างของมนุษย์อ่อนแอ ไม่มีความเป็นไปได้ที่จะแบกรับ สายเลือดของต้าจุนเอาไว้ เพียงแต่ว่า บุตรแห่งดวงดาวคนนั้นเป็นไงมาไง กันแน่นะ?”
“คนผู้นี้ วันหน้าเผ่าอสูรกายของพวกเราจะต้องทำการตรวจสอบที่มา อย่างละเอียด” ดวงตาของไก้เท่อฉายความแน่วแน่ “เอาล่ะ ดินแดนพลัง ฟ้าอยู่นานไม่นานแล้ว ข่าวที่พวกเรามาปรากฏตัวอยู่ที่นี่ได้แพร่สะพัดไปทั่ว แล้ว หากมีผู้แข็งแกร่งของสี่สำนักใหญ่เข้ามาเพิ่มอีกคงเตรียมการกันมา พร้อม ไม่เหมาะให้รั้งรออยู่นาน”
“หลังจากพวกเราลอดผ่านไปได้ ประตูข้ามอาณาจักรบานนี้ก็ควรต้อง ทำลายทิ้ง หลีกเลี่ยงไม่ให้ทิ้งหางไว้ให้ผู้แข็งแกร่งเผ่ามนุษย์ตามจับ”
อสูรกายและเผ่าทมิฬพูดคุยกันอยู่พักหนึ่ง ลาหมู่เซินซักถาม รายละเอียดเกี่ยวกับเนี่ยเทียนเป็นพิเศษ แต่พอไก้เท่อเอ่ยเร่ง เขาก็นำพา คนในเผ่าจากไป
รอจนไก้เท่อลอดผ่านประตูข้ามอาณาจักรเป็นคนสุดท้าย ปราณอสูรก็ ไหลหายตามเข้าไปข้างในด้วย
เมื่อประตูข้ามอาณาจักรบานนี้ดูดซับเอาปราณอสูรที่อยู่รอบด้านไปได้ ไม่นานเท่าไหร่ก็ขยายใหญ่เหมือนลูกโป่งที่ถูกสูบลม ก่อนจะระเบิดแตก โพล๊ะ หลงเหลือไว้เพียงคลื่นกระเพื่อมไหว
ระหว่างเดินทางกลับ
พวกโหวชูหลันเงียบงันกันไปตลอดทาง ไม่มีใครคิดจะหาเรื่องมาพูดคุย
เฮ้อเหลียนสงเองก็ไม่ร่าเริงอีกต่อไป ท่าทางอวดดีเย่อหยิ่งของเขา คล้ายจะถูกราดรดให้มอดดับเพราะความเสียหายที่เกิดขึ้นในดินแดนพลัง ฟ้าแห่งนี้
ตอนที่มาเฮ้อเหลียนสงยังมีท่าทางฮึกเหิมตื่นเต้น รู้สึกว่าเขาสามารถ ช่วยโหวชูหลันสังหารอสูรกายมากมายและทำลายประตูข้ามอาณาจักรทิ้ง ไปได้
ตอนนี้ลูกน้องของเขาบาดเจ็บและล้มตายกันไปมาก ความพยายาม หลายปีที่ผ่านมาของเขาถูกทำลายทิ้งเพียงวันเดียว แม้แต่เผ่าทมิฬสักคนก็ มิอาจสังหารได้
อารมณ์ของเขาจึงดูห่อเหี่ยวอย่างเห็นได้ชัด
หลังจากนั้นไม่นาน เรือรบทางช้างเผือกที่เว่ยป่ายเทาเจ้าตำหนักหลิงอู่ เป็นผู้นั่งบัญชาการณ์ก็เผยตัวอยู่ในเส้นสายตาของทุกคน
ทางฝั่งนี้เงียบสงบไร้ความวุ่นวาย ไม่ได้เป็นเป้าหมายของชนต่างเผ่าจึง ไม่มีการต่อสู้ระเบิดขึ้น
เว่ยป่ายเทายืนอยู่บนเรือรบ เพียงแค่มองมาปราดเดียวสีหน้าก็ แปรเปลี่ยนทันควัน
พวกคนที่หวนกลับมามีน้อยเกินไปจนเว่ยป่ายเทาหวาดหวั่น
“เทพธิดา!”
เว่ยป่ายเทาทะยานตัวออกมาจากเรือรบ พุ่งมารับหน้าทุกคนพลาง ตะโกนเสียงดังมาแต่ไกล “เกิดเรื่องอะไรขึ้น? ทำไมพวกท่านถึงเหลือกันแค่ นี้?”
“ท่านน้าหล่วน ท่านจงพาคนไปตรวจสอบตำหนักหลิงอู่และสำนัก แผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ให้ละเอียด เริ่มจากแดนว่างเปล่า ห้ามปล่อยไปแม้แต่คน เดียว!” โหวชูหลันออกคำสั่ง
หล่วนชิงหลิ่วที่สีหน้านิ่งสนิทพยักหน้ารับ
สามารถติดต่อกับอสูรกายอย่างลับๆ และถูกอสูรกายให้ความสำคัญ มากพอที่จะเป็นผู้มอบข่าวสารแก่พวกเขา อย่างน้อยก็ต้องเป็นแดนว่าง เปล่า เพราะคนที่ขอบเขตต่ำเกินไปไม่มีแม้แต่คุณสมบัติที่จะสัมผัสกับอสูร กาย
การมาถึงของพวกเฮ้อเหลียนสงก็มีแค่พวกผู้อาวุโสของตำหนักหลิงอู่ เท่านั้นที่รู้ และผู้อาวุโสเหล่านี้ก็เป็นแดนว่างเปล่าทั้งสิ้น
การที่ร่องรอยของพวกเขาถูกเปิดเผยย่อมต้องเกี่ยวข้องกับตำหนักหลิง อู่อย่างหนีไม่พ้น
พอได้ยินว่าโหวชูหลันสั่งให้ตรวจสอบผู้แข็งแกร่งแดนว่างเปล่าทุกคน เว่ยป่ายเทาก็ยิ่งตื่นตระหนก “นี่มันเรื่องอะไรกัน?”
“ข่าวที่เฮ้อเหลียนสงมาที่นี่ถูกแพร่งพราย พวกเราต่างก็ถูกเผ่าทมิฬ และอสูรกายลอบโจมตี เสียหายใหญ่หลวง” หล่วนชิงหลิ่วอธิบายหนึ่ง ประโยค ก่อนจะบอกให้เขาเปิดค่ายกลนำส่งด้วยท่าทางหงุดหงิด นาง ต้องการจะไปที่ตำหนักหลิงอู่และไล่ตรวจสอบผู้แข็งแกร่งทุกคนของ ตำหนักหลิงอู่ที่รู้ร่องรอยของเฮ้อเหลียนสงเร็วๆ
ไม่นานทุกคนก็กลับจากเรือรบมาปรากฏตัวอยู่ในห้องโถงใหญ่ของ ตำหนักหลิงอู่
“รองเจ้าตำหนักหายตัวไปแล้ว!”
เข้ามาในตำหนักได้ไม่นาน ผู้อาวุโสคนหนึ่งของตำหนักหลิงอู่ก็เร่งร้อน มารายงานเว่ยป่ายเทา
“ว่าไงนะ? กานซีหายตัวไปแล้ว?” เว่ยป่ายเทารู้สึกได้ถึงลางสังหรณ์อัน เลวร้าย “หายไปตั้งแต่เมื่อไหร่?”
“ดูเหมือนว่าจะหลังจากที่คนของหอทอดฟ้ามาถึงได้ไม่นาน” คนผู้นั้น ก้มหน้าก้มตาอธิบาย “รองเจ้าตำหนักไม่ได้บอกอะไรไว้ แม้แต่เรือรบทาง ช้างเผือกสักลำของสำนักก็ไม่ได้เอาไปใช้ เขาจากไปเพียงลำพัง”
“ไปตามหาตัวเขาให้ข้าเดี๋ยวนี้!” เว่ยป่ายเทาคำราม
เนี่ยเทียนส่งสายตาให้กับจิ่งเฟยหยาง เพราะพวกเขาต่างก็เข้าใจว่ามี ความเป็นไปได้ถึงแปดเก้าส่วนที่รองเจ้าตำหนักหลิงอู่จะเป็นผู้แข็งแกร่งอีก คนที่สมคบคิดกับอสูรกายเฉกเช่นฉิวหันซาน
“ดินแดนพลังฟ้ามีแดนเอตทัคคะทั้งหมดสามคน สองคนในนั้นกลับ สวามิภักดิ์ต่ออสูรกายเสียแล้ว” เยว่เหยียนสี่ถอนหายใจยาวเหยียด พูด เบาๆ ว่า “ก็ไม่แปลกที่ศึกนี้พวกเราจะแพ้”
“ท่านน้าหล่วน ท่านไปกับคนของตำหนักหลิงอู่ พยายามหาตัวกานซี ให้เจอโดยเร็วที่สุด!” โหวชูหลันออกคำสั่ง
“ท่านอาเสิ่น ท่านก็ไปด้วย” เฮ้อเหลียนสงเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน “ต่อให้ ต้องขุดดินลงไปสามฉื่อก็ต้องลากตัวคนผู้นี้ออกมาให้ได้ ข้าจะชุบหลอมจิต วิญญาณของเขาทีละเสี้ยว จะต้องให้เขาทนทุกข์ทรามานสักร้อยปีแล้ว ค่อยตาย!”
จากนั้นหล่วนชิงหลิ่วและเสิ่นจิ้งจึงร่วมมือกับคนของตำหนักหลิงอู่ออก ตามหาร่องรอยที่กานซีหนีไป
“เกรงว่าคงต้องเสียแรงเปล่าอีกครั้ง”
เนี่ยเทียนส่ายหัว ในใจรู้ดีว่าในเมื่อกานซีผู้นั้นหนีไปแล้ว ในดินแดน ดวงดาวอันกว้างใหญ่ไพศาลแห่งนี้ ด้วยตบะแดนเอตทัคคะของเขา แค่หา ที่ซ่อนตัวสักที่หนึ่ง คิดจะลากตัวเขาออกมาคงยากยิ่งกว่างมเข็มใน มหาสมุทรซะอีก
——