ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 1141 คลอนแคลนไม่มั่นคง
พื้นที่ห้วงมิติปั่นป่วน ระหว่างเดินทางกลับ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในฟ้าดินประหลาดผืนนั้นส่วน ใหญ่แล้วจ้าวซานหลิงจะเป็นคนอธิบาย แม่น้าเลือดหลายสาย พวกเลือดผสมที่แช่ตัวอยู่ใน แม่น้า พื้นที่ฝังกระดูกที่ใช้หลอมศพฟ้า รวมไปถึง ความปรองดองระหว่างเผ่าภูตผีปีศาจ เผ่าโครง กระดูก อสูรกายและเผ่ามนุษย์ ตอนแรกๆ เผยฉีฉียังตอบรับอยู่สองสามค้า แต่ไม่ นานนางก็เงียบเสียงไป ดวงตาของนางมีอารมณ์ซับซ้อนปรากฏ ทั้งสับสน สงสัย หวาดกลัว นางในเวลานี้เหมือนจมอยู่ในห้วงอารมณ์ของตัวเอง
“ฟ้าดินแห่งใหม่ แต่ละเผ่าพันธุ์อยู่กันอย่าง ปรองดอง มีเลือดผสมอยู่มากมาย!” “ศพของข่าตี๋ก้าลังถูกชุบหลอมเป็นศพฟ้า และยังมี มหาราชาระดับเก้าเหมือนกับข่าตี๋อีกมากมายที่รอ การชุบหลอม!” “กองก้าลังลับนั้นเป็นคนชักน้าทุกอย่างให้เกิดขึ้น ลับๆ จริงๆ ด้วย!” เนี่ยเทียนและต่งลี่สองคนที่พอได้ยินค้าบอกเล่าจาก จ้าวซานหลิงก็ตื่นตะลึงอย่างหนัก เขาเชื่อว่าหากข่าวที่มีฟ้าดินแห่งใหม่นี้ถูกน้าออกไป ป่าวประกาศให้สี่ส้านักเก่าแก่ทราบ ย่อมต้องสร้าง ความสะท้านสะเทือนให้กับผู้คนแน่นอน แม้แต่ทางฝ่ายของชนต่างเผ่าและเผ่าวิญญาณ โบราณก็คงครึกโครมไม่ต่างกัน
แต่ไม่นานเนี่ยเทียนก็สังเกตเห็นถึงความผิดปกติของ เผยฉีฉี “ศิษย์พี่หญิงเผย เจ้า…” เนี่ยเทียนขยับเข้าไปใกล้ นางแล้วเอ่ยถามด้วยความห่วงใย “เป็นเพราะไม่ ค้นพบความเคลื่อนไหวของซวีเฉิง ก็เลยรู้สึกผิดหวัง ใช่ไหม?” จ้าวซานหลิงมองเผยฉีฉีด้วยสายตาลึกล้า ก่อนกล่าว ว่า “เจ้า รู้สึกได้ถึงอะไรหรือไม่?” “รู้สึกถึงความเคลื่อนไหวทางสายเลือด” เผยฉีฉี ค่อยๆ ฟื้นตื่นกลับมาจากความเลื่อนลอย นางลังเล ไปครู่หนึ่งกว่าจะเอ่ยว่า “ไม่ใช่จากดินแดนที่พวกเรา เข้าไป แต่เป็นดินแดนอีกแห่งหนึ่ง แม้จะอยู่ห่างกัน ไปไกลมาก แต่สายเลือดของข้าก็ยังเกิดการขานรับ ได้อย่างเลือนราง”
เนี่ยเทียนดีใจ “พูดแบบนี้ก็แสดงว่าต้นก้าเนิดทาง สายเลือดของเจ้าอยู่ที่ฟ้าดินแห่งใหม่น่ะสิ?” “หากไม่ผิดไปจากที่คาด ซวีเฉิงน่าจะไปใช้ชีวิตกัน ใหม่อยู่ในดินแดนที่จุดลึกของสายเลือดข้า เกิดปฏิกิริยาตอบสนอง” สีหน้าของเผยฉีฉีซับซ้อน อย่างยิ่ง “บางทีที่นั่นอาจจะยังมีญาติของข้าอยู่ด้วย เพียงแต่ เพียงแต่…” “เพียงแต่อะไร?” เนี่ยเทียนถาม “ข้าไม่รู้ว่าควรไปพบพวกเขาดีหรือไม่” สีหน้าของ เผยฉีฉีเต็มไปด้วยความเจ็บปวด เนี่ยเทียนอึ้งงัน “เลือดผสมของที่นั่นถูกสร้างขึ้นมาอย่างจงใจ” เผย ฉีฉีก้มหน้า “ข้ามองออกว่าพวกเลือดผสมที่แช่ตัวอยู่ ในแม่น้าเลือดแต่ละสายล้วนถูกคนสร้างขึ้นมา เหมือนหันเซินผู้นั้น แต่ข้า ข้าไม่รู้ว่าข้าเองก็มาจาก
ที่นั่น หรือว่าเดิมทีใครบางคนของซวีเฉิงก็เป็น สมาชิกของพวกเขาอยู่แล้ว” “ส้านักอย่างส้านักศพฟ้า ลัทธิจิตมืด ส้านักสาปแห่ง ความตายล้วนเป็นศัตรูคู่แค้นของสี่ส้านักเก่าแก่ พวกเขาสร้างความวุ่นวาย สร้างหายนะให้แก่ฟ้าดิน ของเผ่ามนุษย์ ท้าร้ายเผ่าพันธุ์เดียวกันไปมากมาย หลายๆ เรื่องที่ข้าฟังมาจากท่านอาจารย์ ล้วน ล้วน ท้าให้คนเดือดแค้นทั้งสิ้น!” “ถ้าหาก บิดามารดาข้าคือสมาชิกหนึ่งในนั้น ข้าก็ ต้องเป็นเหมือนหันเซินที่ถูกพวกเขาจงใจสร้าง ขึ้นมา” “ข้าไม่รู้ว่าควรจะเผชิญหน้ากับอาจารย์ในอดีตของ ข้าและอาจารย์คนปัจจุบันที่รักและเอ็นดูข้า อย่างไร” “…”
เผยฉีฉีเจ็บปวดร้าวรานใจ เนี่ยเทียนตัวสั่นสะท้าน เงียบเสียงไปโดยพลัน เรื่องที่เผยฉีฉีเป็นกังวล ก่อนหน้านี้เขาไม่ได้ ใคร่ครวญอย่างละเอียด ตอนนี้พอมาได้ยินเผยฉี ฉีพูด เขาก็พลันตระหนักได้ เขาเองก็เป็นเลือดผสมเหมือนกัน ที่มาของมารดา เขาใสสะอาด นั่นคือมาจากอาณาจักรหลีเทียน ทว่าข้อมูลทางฝ่ายของบิดากลับน้อยนิดเหลือเกิน ถ้าหากบิดาที่ชุบชีวิตมารดาเขาให้ฟื้นคืนจากความ ตายก็เป็นส่วนหนึ่งของกองก้าลังนั้นเหมือนกัน และกองก้าลังนี้ก็เห็นได้ชัดว่าพลิกคว่้ากฎระเบียบ ของเผ่ามนุษย์ ชนต่างเผ่า เผ่าวิญญาณหรืออาจถึง ขั้นของโลกทั้งใบไปอย่างสิ้นเชิง แล้วเขาที่เป็นคน กลางควรท้าอย่างไร
ควรจะยืนอยู่ฝั่งเดียวกับพระราชวังโบราณสะเก็ด ดาวหรือติดตามบิดามารดาไป? คิดมาถึงตรงนี้เขาก็พลันหวนนึกถึงท่าทีของเฟิงเป่ย หลัวแห่งส้านักศพฟ้า แล้วก็ให้รู้สึกว่ามีความเป็นไป ได้สูงที่บิดามารดาของเขาจะเป็นสมาชิกกองก้าลัง ลับแห่งเดียวกับเฟิงเป่ยหลัว หรืออาจถึงขั้นเป็นคนที่สามารถออกค้าสั่งได้เลยก็ เป็นได้ เพราะโม่เหิงเคยบอกไว้ว่า บิดาเขาคือผู้ริเริ่ม ความคิดในการสร้างเลือดผสมเผ่ามนุษย์ขึ้นมา อุดมการณ์ที่จะผสมผสานสายเลือดของชนต่างเผ่า กับเผ่ามนุษย์ก็คือสิ่งที่บิดาของเขาเป็นผู้น้าเสนอ ทั้ง ยังลงมือปฏิบัติจริงด้วย
ฟ้าดินประหลาดที่เผยฉีฉีและจ้าวซานหลิงบุกเข้าไป แม่น้าสายเลือดและเลือดผสมของเผ่ามนุษย์จ้านวน มากที่อยู่ในนั้นเกิดจากฝีมือของใคร? บิดาที่เขาไม่เคยได้พบหน้าคือผู้ต้องสงสัยที่ใหญ่ ที่สุด! เผยฉีฉีและเนี่ยเทียนต่างก็พากันเงียบงัน ไม่มีใครพูด อะไรอีก เพียงแค่เดินทางกลับไปตามการน้าทางของ จ้าวซานหลิงเท่านั้น ภาพเหตุการณ์การซุ่มโจมตีเพื่อลอบฆ่าของกอง ก้าลังลับที่ทุกคนเป็นกังวลกลับไม่เกิดขึ้น ไม่นานทุกคนที่อยู่ภายใต้การน้าของจ้าวซานหลิงก็ ออกไปจากประตูลับที่เขาทิ้งไว้ หวนคืนสู่อาณาจักร ต้าฮวางได้อย่างราบรื่น
ลวดลายห้วงมิติที่เคยปรากฏอยู่ในส้านักกระดูกขาว ของอาณาจักรต้าฮวางยังไม่มีใครสืบค้นความลี้ลับ อย่างละเอียด เมื่อจ้าวซานหลิงกลับมาถึงก็รุดไปที่นั่น หมายจะท้า ความเข้าใจให้ชัดเจนว่าลวดลายห้วงมิติที่เกิดขึ้นเอง ตามธรรมชาติเหล่านั้นสุดท้ายแล้วเชื่อมโยงไปยัง สถานที่ใด คิดจะยืมใช้เจ้าสิ่งนี้มาเพิ่มความรู้ด้านสัจ ธรรมแห่งพลังห้วงมิติให้ตัวเองมากกว่าเดิม ส่วนเผยฉีฉีนั้นใช้ข้ออ้างว่าจิตใจไม่สงบจากไปเพียง ล้าพัง นางไม่ได้รีบร้อนกลับไปยังลัทธิจิตตวิสุทธิ์ แต่หวน กลับไปที่เทือกเขาฮว้านคงในอาณาจักรเลี่ยคง เตร็ดเตร่ไปตามพื้นที่ที่เคยเป็นที่ตั้งของซวีเฉิงอย่าง ไร้จุดหมาย หวังจะจัดระเบียบความคิดของตัวเอง
ส่วนต่งลี่สุดท้ายก็ยอมกลับไปที่อาณาจักรป่ายจั้น เพื่อท้าความเข้าใจกับความลี้ลับของหินปีศาจด้ามืด ต่อ โดยหวังว่าตัวเองจะฝ่าทะลุขอบเขตที่สูงกว่าเดิม โดยเร็วที่สุด เนี่ยเทียนยังอยู่ในอาณาจักรต้าฮวาง ไม่นานนัก เถาวัลย์เคียงฟ้าที่หดเล็กแล้วก็ลอยมาหาเขาอย่าง เงียบเชียบ “ในเมื่อเจ้าหาสถานที่ที่มีต้นไม้แห่งชีวิตงอกงามไม่ เจอ ถ้าอย่างนั้นให้ข้าส่งเจ้าไปหาคนของเผ่าไม้ดี ไหม?” เนี่ยเทียนเสนอความเห็น เถาวัลย์เคียงฟ้าตอบรับทันที เนี่ยเทียนยังจ้าได้ว่าตอนที่เขาต่อสู้อยู่กับเอ้าเฟยลี่ หย่าในมหาสมุทรดาวมอดดับมีผู้แข็งแกร่งของเผ่า ไม้มาร่วมชมศึกด้วย ซึ่งฝ่าท่าก็คือหนึ่งในนั้น
เขาและฝ่าท่าพอจะรู้จักมักคุ้นกันอยู่บ้าง ขอแค่น้า เถาวัลย์เคียงฟ้าไปมอบให้ฝ่าท่า ก็ถือว่าได้ท้าตาม ความปรารถนาของเถาวัลย์เคียงฟ้าที่จะได้กลับไป ยังมาตุภูมิแล้วกระตุ้นหน่ออ่อนให้งอกงามขึ้นมา ใหม่อีกครั้งให้เป็นจริง ซึ่งเถาวัลย์เคียงฟ้าสามารถใช้วิธีการนี้ทิ้งเมล็ดพันธ์ ของตัวเองให้สืบทอดต่อไปอีกเนิ่นนาน รอจนได้รับค้าอนุญาตจากเนี่ยเทียน เรือนกาย ใหญ่โตของเถาวัลย์เคียงฟ้าก็หดเล็กลงอย่างต่อเนื่อง มันหดร่างลงเล็กจนมองดูคล้ายเถาวัลย์ต้นไม้ ธรรมดา ทว่ากลับมีล้าแสงไหลวน เปี่ยมล้นไปด้วย ความน่าหลงใหล แผ่ปราณพืชหญ้าสดใหม่อบอวล มันที่เป็นแบบนี้ เมื่อมาอยู่กับเนี่ยเทียนจึงดูคล้าย สมบัติล้าค่าธาตุไม้ชิ้นหนึ่ง เพียงแต่ว่าไม่มีใครมีสิทธิได้ครอบครองมัน
เนี่ยเทียนรีบพามันไปที่อาณาจักรเลี่ยคง ใช้ค่ายกล น้าส่งเดินทางไปที่นครสะเก็ดดาว จากนั้นก็ไปที่ อาณาจักรฟ้ามืด แล้วค่อยใช้ค่ายกลของอาณาจักร ฟ้ามืดเดินทางไปที่มหาสมุทรดาวมอดดับ! ตอนที่เขามาโผล่ในมหาสมุทรดาวมอดดับอีกครั้งก็ พบว่าผู้แข็งแกร่งของแต่ละเผ่าพันธ์ที่รวมตัวอยู่ที่นี่ ไม่ว่าจะเป็นต้าจุน มหาราชา แดนเอตทัคคะหรือ แดนเทพเจ้าก็ล้วนหายไปเกือบเก้าส่วนแล้ว เมื่อหันหว่านหรงได้พบกับเขาอีกครั้งก็มีท่าทีแปลก ใจไม่น้อย นางถามว่า “ท้าไมเจ้าถึงเพิ่งมาเอา ป่านนี้?” “การต่อสู้ระหว่างผู้อาวุโสใหญ่กับหยวนหมอต้าจุน ล่ะ?” เนี่ยเทียนถาม “ย้ายสนามรบไปนานแล้ว เปลี่ยนจากมหาสมุทร ดาวมอดดับไปอยู่ที่จุดลึกของสนามรบสุ้ยเมี่ย มี
เพียงต้าจุนและแดนเทพเจ้าไม่กี่คนเท่านั้นที่มีวิธีการ พิเศษจึงหวนกลับไปยังสนามรบสุ้ยเมี่ยเพื่อรับชมศึก ตื่นตาตื่นใจนั้น” หันหว่านหรงอธิบาย “สงครามเกิดขึ้นมานานแค่ไหนแล้ว?” เนี่ยเทียน ถามอีกครั้ง “สักพักหนึ่งแล้วล่ะ แต่ว่ายังไม่มีวี่แววว่าจะสิ้นสุด เลย” หันหว่านหรงตอบ “ท้าไม เจ้าก็อยากไปดู หรือ? ส้านักสามารถส่งตัวเจ้าไปได้นะ” “อืม” ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี
เล่มที่ 39 บทที่ 1142 หวนคืนสู่สนามรบสุ้ยเมี่ยอีกครั้ง
นับตั้งแต่ที่เผยฉีฉีได้สมบัติห้วงมิติระดับเพาะฟ้าชิ้น นั้นมาจากในสนามรบสุ้ยเมี่ยก็ทำให้ประตูข้าม อาณาจักรและรอยแยกห้วงมิติหลายแห่งของสนาม รบสุ้ยเมี่ยสูญหายไป รอยแยกห้วงมิติที่เชื่อมโยงกับสนามรบสุ้ยเมี่ยของ อาณาจักรวอหลิวก็ถูกตัดขาดไปนานแล้วเช่นกัน เดิมทีพื้นที่ในฟ้าดินของเผ่ามนุษย์ที่สามารถ เชื่อมโยงไปยังสนามรบสุ้ยเมี่ยมีอยู่มากมาย ทว่าตอนนี้ช่องทางที่สามารถเข้าออกสนามรบสุ้ย เมี่ยได้กลับเหลือเพียงน้อยนิด
ในฐานะที่สี่สำนักเก่าแก่คือผู้พิชิตปกครองเผ่ามนุษย์ มานานนับสิบล้านปีก็ย่อมต้องมีวิธีการที่จะเข้าไปยัง สนามรบสุ้ยเมี่ยได้อยู่แล้ว ช่องทางที่หันหว่านหรงจัดหาให้ก็คือค่ายกลนำส่ง ข้ามดินแดนขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ชั้นล่างของเรือรบทาง ช้างเผือกลำนั้น “สงครามระหว่างผู้อาวุโสใหญ่กับหยวนหมอต้าจุน เกิดขึ้นในจุดลึกของสนามรบสุ้ยเมี่ย หากเจ้าไปก็ ต้องระวังตัวสักหน่อย” เมื่อมาถึงค่ายกลนำส่ง สี หน้าหันหว่านหรงก็เปลี่ยนมาเป็นเคร่งเครียด เล็กน้อย “การต่อสู้ระดับนั้น อย่าได้ปล่อยให้ตัวเอง จมจ่อมอยู่กับมันมากเกินไป เพราะจิตวิญญาณอาจ แบกรับไม่ไหวแล้วเป็นเหตุให้ได้รับบาดเจ็บ” “ขอบคุณมาก” เนี่ยเทียนผงกศีรษะรับเบาๆ “สนามรบสุ้ยเมี่ย…”
เขาพลันนึกถึงอูจี้อาจารย์ของเขา อูจี้ไปอยู่ในสนาม รบสุ้ยเมี่ยหลายปีมากแล้ว ตอนนี้อีกฝ่ายเป็นอย่างไร บ้างเขาก็ไม่อาจรู้ได้ นับตั้งแต่ที่เส้นทางเชื่อมโยงระหว่างอาณาจักรวอ หลิวกับสนามรบสุ้ยเมี่ยถูกตัดขาด เขาก็ไม่ได้ไปที่ สนามรบสุ้ยเมี่ยอีก และหลังจากนั้นก็ไม่เคยได้ยิน ข่าวคราวของอูจี้จากปากคนอื่นๆ อีกเลย เขารู้เพียงว่าอูจี้เหมือนจะตามหาแม่น้ำแห่งกาลเวลา ที่ปรากฏอยู่ในสนามรบสุ้ยเมี่ยอย่างลึกลับเจอแล้ว อูจี้ที่ฝึกตนด้วยพลังแห่งห้วงเวลา เกรงว่าคงได้รับ ความรู้ความเข้าใจมหาศาลจากในแม่น้ำแห่ง กาลเวลาสายนั้น และบางทีขอบเขตของเขาในเวลา นี้ก็อาจมีการพัฒนาไปอย่างน่าตะลึง
เนี่ยเทียนสอบถามหันหว่านหรงอีกเล็กน้อยจึงรู้ว่าผู้ แข็งแกร่งส่วนใหญ่ของแต่ละฝ่ายล้วนเข้าไปในสนาม รบสุ้ยเมี่ยด้วยช่องทางที่แตกต่างกัน ค่ายกลถูกเปิดใช้งานทันที ทันใดนั้นเนี่ยเทียนก็พลันรู้สึกเหมือนแผ่นดินคว่ำ แผ่นฟ้าพลิกหงาย คล้ายตกลงไปสู่ความปั่นป่วน วุ่นวายเหมือนเวลาไปเยือนพื้นที่ห้วงมิติปั่นป่วนอีก ครั้ง ลำแสงมากมายที่เขาไม่รู้จักบินผ่านร่างของเขาไป ส่วนตัวเขาเองก็เหมือนกลายมาเป็นลำแสงเส้นหนึ่ง ที่ลอดทะลวงไปตามซอกห้วงมิติที่ทับซ้อนกันเป็น ชั้นๆ และเคลื่อนที่ไปตามแรงดึงดูดชักนำจากพลัง ห้วงมิติ “อู้!”
การบินทะยานยาวนานช่วงเวลาหนึ่งทำให้เลือดเนื้อ ของเขาเกิดความรู้สึกปวดแสบปวดร้อน และในที่สุดอาการประหลาดทั้งหมดที่ทำให้เขารู้สึก ไม่สบายตัวก็หายไปสิ้น “เนี่ยเทียน!” ตรงรอยแยกห้วงมิติที่ปริแตกเส้นหนึ่ง ค่านจื้อเซิ่ง ผู้เชี่ยวชาญพลังห้วงมิติของพระราชวังโบราณสะเก็ด ดาวมองมายังเขาด้วยความแปลกใจ เดิมทีค่านจื้อเซิ่งมีตบะเป็นแดนว่างเปล่าช่วงท้าย ทว่าตอนนี้เขากลับเลื่อนสู่แดนเอตทัคคะแล้ว เขายืนตระหง่านอยู่ตรงรอยแยกห้วงมิติเส้นนั้นและ คอยร่ายเวทอย่างต่อเนื่อง ทำให้หินวิเศษที่มีพลัง ห้วงมิติและกลุ่มแสงกลุ่มแล้วกลุ่มเหล่าบินหายเข้า ไปในรอยแยกห้วงมิติ คอยรักษาความมั่นคงของมัน เอาไว้ ไม่ให้มันระเบิดแตก
เขาที่สามารถสร้างค่ายกลนำส่งข้ามดินแดนเคย สร้างค่ายกลหลังหนึ่งในสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ของ ดินแดนปราการดวงดาวให้กับเนี่ยเทียน ทำให้สาม ดินแดนใหญ่ของเนี่ยเทียนไปมาหาสู่กันได้สะดวก เขาจึงรู้จักมักคุ้นกับเนี่ยเทียนมานานแล้ว เพียงแต่ว่าเมื่อก่อนตอนที่เจอกับเนี่ยเทียน เขายัง วางท่าคิดว่าตัวเองสูงส่งกว่าอีกฝ่ายอยู่บ้าง ทว่าตอนนี้เมื่อเจอกับเนี่ยเทียนอีกครั้ง เขากลับเก็บ ความโอหังของตัวเองคืนไป เป็นฝ่ายปรี่ขึ้นมา ต้อนรับเนี่ยเทียนด้วยรอยยิ้มเต็มใบหน้า “ไม่ใช่ว่า เจ้ากำลังพักฟื้นอยู่หรอกหรือ? ทำไมจู่ๆ ถึงมาที่นี่ได้ เล่า?” ท่าทีที่เปลี่ยนแปลงไปนี้มาจากการที่เนี่ยเทียน เอาชนะเอ้าเฟยลี่หย่า และกลายมาเป็นคนที่สะดุด ตาที่สุดในบรรดาบุตรแห่งดวงดาวทั้งหมด
จะอย่างไรเสียค่านจื้อเซิ่งก็เป็นคนของพระราชวัง โบราณสะเก็ดดาว เมื่อเผชิญหน้ากับเนี่ยเทียนที่ยาม นี้กำลังมีหน้ามีตา และมีความเป็นไปได้สูงสุดที่จะได้ เป็นนายแห่งดวงดาวคนถัดไป เขาก็ย่อมรู้ดีอยู่แล้ว ว่าควรทำเช่นไร “ศึกระหว่างผู้อาวุโสใหญ่กับหยวนหมอต้าจุนเกิดขึ้น ที่ไหน?” เนี่ยเทียนถาม ค่านจื้อเซิ่งยื่นมือชี้ไปยังท้องฟ้าที่ห่างไกล “สนาม รบสุ้ยเมี่ยมีลักษณะเป็นทรงกลม ข้อนี้เจ้าน่าจะรู้มา นานแล้ว ยิ่งขยับเข้าสู่จุดศูนย์กลางของวงกลมมาก เท่าไหร่ แผ่นดิน ท้องฟ้า วัตถุทุกอย่างจะยิ่งเปลี่ยน มาเป็นแข็งแกร่งมากเท่านั้น เดิมทีสนามรบสุ้ยเมี่ยก็ คืออาณาจักรขนาดมหึมาแห่งหนึ่งซึ่งมีพลังงาน ต่อเนื่องไม่มีทางแห้งขอด” “อาณาจักรขนาดมหึมาเช่นนี้ถูกนำมาเป็นสนามรบ ติดต่อกันหลายครั้ง แม้ว่าความเสียหายจะรุนแรง
ทว่าจุดศูนย์กลางของวงกลมกลับยังสามารถรองรับ การต่อสู้ของผู้แข็งแกร่งระดับสูงสุดได้อยู่ดี” “ศึกระหว่างผู้อาวุโสใหญ่กับหยวนหมอต้าจุนนั้น เกิดขึ้นตรงกลางสุดของสนามรบสุ้ยเมี่ย แผ่นดินของ ที่นั่นแข็งแกร่งยิ่ง และเป็นพื้นที่ที่มีห้วงมิติมั่นคง มากที่สุด” “ช่องทางของพวกเราค่อนข้างจะอยู่ไกลจากที่นั่น สักหน่อย หากเจ้ารีบ ข้าจะพาเจ้าไปด้วยตัวเองดี ไหม?” ค่านจื้อเซิ่งบอกเล่าสถานการณ์และเสนอตัวจะเป็น ผู้นำทางให้กับเนี่ยเทียนอย่างกระตือรือร้น “เจ้าเฝ้าอยู่ที่นี่รึ?” เนี่ยเทียนสงสัย “เพราะการต่อสู้ระหว่างผู้อาวุโสใหญ่กับหยวน หมอต้าจุน ประตูข้ามอาณาจักรและรอยแยกห้วง มิติหลายแห่งที่เชื่อมโยงโลกภายนอกกับสนามรบสุ้ย
เมี่ยจึงเริ่มเปลี่ยนมาเป็นไม่มั่นคงอีกครั้ง” ค่านจื้อ เซิ่งอธิบาย “ข้าเฝ้าอยู่ที่นี่ก็เพื่อทำให้รอยแยกห้วง มิติเส้นนี้คงสภาพ สามารถเข้าออกได้อย่างราบรื่น ตลอดเวลา” “แบบนี้เองหรือ ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็ไม่ต้องไปส่งข้า หรอก” เนี่ยเทียนนิ่งคิดไปครู่ ก่อนจะเอ่ยอย่าง จริงจัง “เจ้ารู้หรือไม่ว่าสถานการณ์การต่อสู้ระหว่าง ผู้อาวุโสใหญ่กับหยวนหมอต้าจุนร้ายแรงแค่ไหน?” ที่เขาเป็นกังวลมากที่สุดก็คือโม่เหิงจะทนรับ อานุภาพร้ายกาจของหยวนหมอต้าจุนไม่ไหว แล้ว โดนสังหารไปทั้งๆ ที่เพิ่งเลื่อนสู่แดนเทพเจ้าช่วง กลางได้ไม่นาน เขายังไม่ได้บอกความลับเรื่องที่มีเลือดผสมมากมาย ในพื้นที่ห้วงมิติปั่นป่วนให้แก่หันหว่านหรงรู้ แล้วก็ ไม่คิดจะบอกเว่ยไหลหรือเหยียนจั้นด้วย
เขาอยากบอกเล่าทุกอย่างตามความจริงให้โม่เหิงรู้ เท่านั้น เขาเชื่อใจโม่เหิงแค่คนเดียว แล้วก็รู้สึกว่ามีเพียงโม่ เหิงเท่านั้นที่ถึงจะชี้นำแนวทางใหม่ให้แก่เขาได้ “บอกตามตรง เนื่องจากอยู่ไกลเกินไป ข้าไม่ สามารถรับรู้ถึงสถานการณ์การต่อสู้ของที่นั่นได้” ค่านจื้อเซิ่งยิ้มเจื่อน “แต่ว่า ดูจากข้อมูลที่ถูกส่งกลับ มา แม้ว่าผู้อาวุโสใหญ่จะตกเป็นรอง แต่ก็ใช่ว่าจะโต้ กลับคืนไปไม่ได้เสียเลย” เนี่ยเทียนมีสีหน้ายินดี พลันกล่าวว่า “ขอ ละลาบละล้วงถามสักหน่อย เจ้ารู้หรือไม่ว่าแม่น้ำ แห่งห้วงเวลาอยู่ที่ไหน?” เขายังอยากหาโอกาสไปพบอูจี้อาจารย์ของเขาดูสัก ครั้ง
“อ้อ แม่น้ำแห่งห้วงเวลาน่ะหรือ อันที่จริงแม่น้ำ ลึกลับสายนั้นสามารถเปลี่ยนแปลงได้ แล้วก็มักจะ กลายเป็นภาพมายาอยู่บ่อยๆ” ค่านจื้อเซิ่ง ใคร่ครวญเล็กน้อย “ข้าไม่ได้ให้ความสนใจที่นั่นเป็น พิเศษ แต่หากเจ้าจะไปที่นั่น ข้าจะลองคิดหาวิธีให้” เนี่ยเทียนขมวดคิ้ว กล่าว “ถ้าอย่างนั้นช่วยบอก พื้นที่การต่อสู้ของผู้อาวุโสใหญ่กับหยวนหมอต้าจุนที่ แน่ชัดกับข้าดีกว่า” ค่านจื้อเซิ่งรีบหยิบเข็มทิศชิ้นหนึ่งออกมาให้เขา ถือเข็มทิศไว้ในมือ เนี่ยเทียนก็เรียกเรือดาราออก มาแล้วบินทะยานไปยังจุดลึกของสนามรบสุ้ยเมี่ย ตามการชี้นำของเข็มทิศ “ฟิ้ว!” ผ่านไปไม่นานเท่าไหร่ ฝ่าท่าแห่งเผ่าไม้ก็เร่งร้อนมา ขวางทางเขาเอาไว้
“เถาวัลย์เคียงฟ้า! นั่นคือเถาวัลย์เคียงฟ้าที่หายไป จากเผ่าพันธ์ข้าหลายปีแล้ว!” ดวงตาของฝ่าท่าที่ เป็นประกายระยิบระยับจ้องมองเถาวัลย์เคียงฟ้าที่ หดเล็กนับหมื่นเท่าซึ่งอยู่ในเรือดารา “ข้า ข้าได้กลิ่น ปราณของมันถึงได้ตั้งใจมาที่นี่ เนี่ยเทียน เถาวัลย์ เคียงฟ้าต้นนี้ เจ้า…” เนี่ยเทียนที่ได้พบฝ่าท่า แม้จะแปลกใจ แต่กลับไม่ เป็นกังวล “เถาวัลย์เคียงฟ้าต้นนี้เคยอยู่ในดินแดนผนึกฟ้าและ เคยมีข้อตกลงร่วมกับเจ้าสำนักของข้าเมื่อนาน มาแล้ว” เนี่ยเทียนก้มหน้าลงมองเถาวัลย์เคียงฟ้า แวบหนึ่งพลางกล่าวว่า “เรื่องที่รับปากเจ้าไว้ ข้าทำ ตามสัญญาแล้ว” เถาวัลย์เคียงฟ้าจึงบินทะยานออกจากเรือดาราไป หาฝ่าท่า
ฝ่าท่ามองเถาวัลย์เคียงฟ้า สายเลือดที่พิเศษของเขา ก็พลันถูกกระตุ้น ลวดลายสีเขียวเข้มแน่นขนัด จำนวนมาก่อเกิดขึ้นมาจากใต้ผิวหนังของฝ่าท่า มองดูคล้ายลวดลายต้นไม้ตามธรรมชาติ เถาวัลย์เคียงฟ้ายื่นเถาวัลย์หลายเส้นที่เป็นสีเขียว อ่อนมาบนร่างของฝ่าท่า ฝ่าท่ามีสีหน้าปิติยินดี ดูเหมือนว่าเขาจะกำลังใช้เวท ลับทางสายเลือดสื่อสารกับเถาวัลย์เคียงฟ้า และ เถาวัลย์เคียงฟ้าก็มอบพลังให้เขาเสี้ยวหนึ่งเพื่อเพิ่ม ความแข็งแกร่งทางสายเลือดให้กับเขา “เนี่ยเทียน ขอบคุณเจ้ามาก” ครู่ใหญ่ ฝ่าท่าก็เอ่ย ขอบคุณจากใจจริง ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 39 บทที่ 1143 ชมศึก
เถาวัลย์เคียงฟ้ามาจากอาณาจักรหลักของเผ่าไม้ วัตถุชิ้นนี้มีธาตุไม้ เป็นสมบัติล้าค่าระดับเพาะฟ้า แม้แต่ในเผ่าไม้เองก็ยังหาได้ยากยิ่ง เมื่อหลายปีก่อน เถาวัลย์เคียงฟ้าถูกผู้แข็งแกร่งเผ่า ไม้ย้ายไปไว้ที่ดินแดนผนึกฟ้าเพราะคิดจะให้เถาวัลย์ เคียงฟ้าเปลี่ยนแปลงดินแดนแห่งนั้น ท้าให้มันกลาย มาเป็นสถานที่ที่เหมาะสมแก่การใช้ชีวิตของคนเผ่า ไม้ น่าเสียดายที่สุดท้ายแล้วดินแดนผนึกฟ้าถูก พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวยึดครองไป เถาวัลย์ เคียงฟ้าจึงต้องอยู่ที่นั่นนับตั้งแต่นั้นมา
ในฐานะที่เป็นสมบัติล้าค่าระดับเพาะฟ้า เถาวัลย์ เคียงฟ้าจึงมีสติปัญญา มันมีข้อตกลงร่วมกับจี้ชาง นั่นคือจะหล่อเลี้ยงบ้ารุงอาณาจักโพ่สุ้ย ท้าให้ อาณาจักรแห่งนั้นกลับคืนมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง เงื่อนไขของข้อตกลงก็คือจี้ชางจะเว้นชีวิตมัน และ ไม่ให้คนอื่นมาเก็บมันไปครอบครองเป็นของตัวเอง อีกทั้งเมื่อถึงระยะเวลาที่ก้าหนดไว้ยังอนุญาตให้มัน กลับคืนสู่มาตุภูมิอย่างเผ่าไม้ได้อีกด้วย “ข้าจะน้ามันกลับคืนสู่มาตุภูมิ ให้มันทิ้งเมล็ดพันธ์ เอาไว้ กระตุ้นให้เถาวัลย์เคียงฟ้าต้นใหม่แตกหน่อ งอกงาม” ฝ่าท่าโค้งตัวน้อยๆ สายตาที่มองเนี่ยเทียน ยิ่งเปลี่ยนมาเป็นอ่อนโยน “นับตั้งแต่ที่ข้ารู้จักเจ้าใน สนามรบสุ้ยเมี่ยก็รู้สึกได้ว่าเจ้ามีความเกี่ยวข้องกับ เผ่าไม้ของพวกเรา” เนี่ยเทียนหัวเราะเบาๆ “ก็แค่บังเอิญโชคดีได้รับ วิชาการฝึกตนของเผ่าไม้มาเท่านั้น”
“นั่นไม่ใช่ความโชคดีโดยบังเอิญหรอก” ฝ่าท่าส่าย หน้า “ค่ายกลก้าเนิดไม้โบราณ เวทไม้สวรรค์เกิด ใหม่ล้วนเป็นวิชาลับที่ไม่แพร่งพรายของเผ่าไม้เรา แม้แต่คนในเผ่าหลายคนยังไม่มีสิทธิ์ฝึกฝน แล้ว นับประสาอะไรกับที่คนที่มีสิทธิ์ฝึกก็ยังไม่แน่เสมอ ไปว่าจะฝึกเวทไม้สวรรค์เกิดใหม่ได้ถึงระดับสูงสุด” “ขอละลาบละล้วงถามหน่อย เวทไม้สวรรค์เกิดใหม่ ของเจ้าฝึกได้ถึงขั้นไหนแล้ว?” เนี่ยเทียนคิดเล็กน้อยก่อนตอบ “เนื้อหล่อหลอมขั้น ที่สี่” “จริงดังคาด” ฝ่าท่ายิ้มเฝื่อน “ท่านผู้สูงศักดิ์ของเผ่า ข้าเดาได้ไม่ผิดจริงๆ” “มอบเถาวัลย์เคียงฟ้าให้เจ้าแล้ว ข้าจะเข้าไปยังจุด ลึกของสนามรบสุ้ยเมี่ยเพื่อเป็นพยานในศึกล้าโลก
ระหว่างผู้อาวุโสใหญ่ของส้านักข้ากับหยวนหมอต้า จุน” เนี่ยเทียนกล่าว “พื้นที่การต่อสู้นั้นมองไม่เห็นอะไรหรอก ด้วย ศักยภาพของเจ้าและของข้าล้วนไม่สามารถขยับเข้า ไปได้ลึกนัก” ฝ่าท่าเองก็ไม่ขัดขวาง “แค่รับสัมผัส กับคลื่นพลังงานฟ้าดินและการเปลี่ยนแปลงของ เลือดลมที่อยู่รอบนอกก็ถือว่าได้ประโยชน์มากมาย แล้ว หากจะเสี่ยงเข้าไปลึกจริงๆ เกรงว่าจะได้ไม่คุ้ม เสีย” หลังจากที่ฝ่าท่าออกมาจากพื้นที่นั้นก็เป็นเพราะ สายเลือดเกิดการขานรับกับเถาวัลย์เคียงฟ้าถึงได้ ตั้งใจมาที่นี่ “จะอย่างไรก็ต้องไปดูสักหน่อย” เนี่ยเทียนกล่าว “ข้าจะบอกทิศทางที่ค่อนข้างปลอดภัยให้เจ้าก็แล้ว กัน” ฝ่าท่าคิดอยู่ครู่หนึ่งก็วาดเส้นทางให้กับเนี่ย
เทียน “ทางเส้นนี้คือเส้นทางที่เผ่ามนุษย์ของพวก เจ้ามุ่งหน้าไป พื้นที่อื่นๆ มีผู้แข็งแกร่งเผ่าภูตผีปีศาจ อสูรกาย เผ่าทมิฬและเผ่าโครงกระดูกอยู่ ส่วน นอกเหนือจากนี้ก็เป็นพวกเผ่าวิญญาณโบราณ” เนี่ยเทียนมองเส้นทางที่เขาวาดให้ก็พยักหน้ารับ จากนั้นคนทั้งสองก็บอกลากัน เรือดาราทะยานไปข้างหน้า สนามรบสุ้ยเมี่ยที่มีลักษณะเป็นทรงกลม ยิ่งขยับเข้า ลึกก็ยิ่งสัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงของ พลังงานฟ้าดิน ปราณปีศาจ ปราณอสูร ปราณวิญญาณ ปราณแห่ง ความตาย พลังงานหลากหลายชนิดกระเพื่อมแผ่ ออกมาจากพื้นที่หลายแห่งของสนามรบสุ้ยเมี่ย ทั้ง ยังมีกลุ่มแสงมากมายคล้ายหมอกคล้ายควัน “ฟิ้ว!”
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไหร่ จู่ๆ เรือดาราก็มาถึงยอด เขาขนาดมหึมาที่แตกหักแห่งหนึ่ง ต่อให้เป็นภูเขาที่แตกหัก แต่ก็ยังสูงนับหมื่นจั้ง! มีแสงดาวเปล่งประกายแวววาวออกมาจากยอดเขา นั้น ซึ่งดึงดูดให้เรือดาราลดตัวลงมาที่นี่ “เนี่ยเทียน!” โต้วเทียนเฉิน วังเหม่ยเจียและฟางหยวน บุตรแห่ง ดวงดาวสามคนรวมไปถึงลูกน้องของพวกเขาต่างก็ รวมตัวกันอยู่ตรงนั้น พวกเขาล้วนกวักมือเรียกเนี่ยเทียน “หลังจากจบศึกกับเอ้าเฟยลี่หย่า เจ้าหายไปไหน มา?” ฟางหยวนมองเขาด้วยสายตาสงสัย “อาการ บาดเจ็บหายดีแล้วรึ?” “ไม่เป็นอะไรมากแล้ว” เนี่ยเทียนพยักหน้ารับ “คน อื่นๆ ล่ะ?”
“คนอื่นๆ ล้วนเข้าไปลึกกว่านี้ แต่พวกเราอยู่แค่ตรง นี้ก็พอแล้ว” โต้วเทียนเฉินอธิบายด้วยรอยยิ้ม “มีแค่ รองเจ้าต้าหนักฉู่รุ่ยและพวกแดนเทพเจ้าคนอื่นๆ ที่ ถึงจะสามารถเข้าออกใจกลางของสนามรบได้ ขนาด แดนเอตทัคคะอย่างพวกข้ายังกลัวว่าจะโดนลูกหลง จากคลื่นพลังการประมือกันของคนทั้งสองไปด้วย” เนี่ยเทียนถามอย่างแปลกใจ “ซือคงฉั่วล่ะ?” “พวกเราเองก็แปลกใจมากเหมือนกัน” สีหน้าฟาง หยวนงุนงง “ได้ยินว่าดาวตกสวรรค์มวลดาวที่เป็น อาวุธเทพไม่ดับสลายชนิดนั้น เจ้าแลกเปลี่ยน กับซือคงฉั่วไปแล้ว เป็นเรื่องจริงหรือ?” “พวกท่านรู้ได้อย่างไร?” เนี่ยเทียนถาม “ผู้อาวุโสใหญ่เล่าให้ฟังน่ะ” ฟางหยวนอธิบาย “ตอนที่ผู้อาวุโสใหญ่ยังไม่ร่วมต่อสู้กับหยวนหมอต้า จุน ก็เหมือนจะบอกกับซือคงฉั่วแล้วว่าไม่ต้องรีบ
ร้อนดึงเอาดาวตกสวรรค์มวลดาวออกจากร่าง และ จากค้าบอกของซือคงฉั่วก็เหมือนว่าเจ้าจะยอมรับ แล้วเหมือนกัน พวกเจ้าสองคนเลยท้าการ แลกเปลี่ยนกัน เป็นแบบนี้จริงหรือไม่?” “อืม เป็นอย่างนี้จริง” เนี่ยเทียนพยักหน้ารับ “ในมือของซือคงฉั่วมีของอะไรที่มีมูลค่าเทียบเคียง ได้กับอาวุธเทพไม่ดับสลายงั้นรึ?” ฟางหยวนฉงน สนเท่ห์อย่างหนัก “อีกอย่างพอเขาได้ดาวตกสวรรค์ มวลดาวไป เกรงว่าศักยภาพคงยิ่งไต่ทะยาน เจ้า…” “เอาล่ะๆ เรื่องนี้อย่าเพิ่งพูดกันเลย” เนี่ยเทียนเป็น ฝ่ายห้ามปราม เขาเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าโม่เหิงต้องการของสิ่งใด จากหลัวว่านเซี่ยง
แต่เขาเชื่อว่าของที่โม่เหิงคิดจะแลกเปลี่ยนต้องมี มูลค่าไม่เป็นรองดาวตกสวรรค์มวลดาวแน่นอน อีก ทั้งยังต้องเหมาะสมกับเขามากยิ่งกว่า ค้าตอบทุกอย่างต้องรอให้สงครามระหว่างโม่เหิงกับ หยวนหมอต้าจุนสิ้นสุดลงเท่านั้นถึงจะรู้ได้ และเรื่องใหญ่อย่างเรื่องที่มีเลือดผสมอยู่เป็นจ้านวน มาก เขาก็คิดจะบอกกับโม่เหิงคนเดียวเท่านั้น “พวกท่านก้าลังจับตามองศึกครั้งนี้กันอยู่รึ?” เนี่ย เทียนงงงัน “แน่นอนว่าต้องจับตามองอยู่” ฟางหยวนหัวเราะ เบาๆ “เจ้าเองก็เป็นบุตรแห่งดวงดาว เจ้าลืมไปแล้ว หรือไรว่าในการสืบทอดอันเป็นแกนกลางส้าคัญที่ พวกเราได้รับมามีวิชาอย่างหนึ่งที่สามารถสร้าง ดวงตาดาราได้น่ะ?”
โต้วเทียนเฉินเองก็กล่าวว่า “ดวงตาดารามองเห็นได้ กว้างไกลกว่า อีกทั้งยังสามารถเชื่อมโยงจิตวิญญาณ เข้ากับตัวพวกเราเหมือนจิตวิญญาณที่แท้จริงไป เยือนด้วยตัวเอง ข้อดีก็คือดวงตาดาราไม่ใช่ร่างจริง เมื่ออยู่ริมขอบของสนามรบที่ดุเดือดก็ไม่ต้องกลัวว่า จะโดนลูกหลงจนร่างจริงบาดเจ็บสาหัส” พวกเขาสองคนพูดคุยกับเนี่ยเทียนด้วยท่าทางที่ไม่ เลวนัก มีเพียงวังเหม่ยเจียที่ฉู่รุ่ยเลือกแล้วเท่านั้นที่เอาแต่นั่ง นิ่งอยู่ตลอดเวลา แต่เนี่ยเทียนกลับสัมผัสได้ว่าบนร่างของนางมีคลื่น จิตวิญญาณที่ชัดเจน เห็นได้ชัดว่าก้าลังใช้ดวงตา ดาราสังเกตการณ์ต่อสู้ระหว่างโม่เหิงและหยวน หมอต้าจุนอย่างใกล้ชิดเช่นเดียวกับโต้วเทียนเฉิน และฟางหยวน
เนี่ยเทียนเองก็ไม่พูดอะไรให้มากความอีก เพียง เลือกที่แห่งหนึ่งบนยอดเขาแล้วนั่งลงไป เขาโคจรคาถาสะเก็ดดาว ดึงพลังจิตวิญญาณของจิต วิญญาณที่แท้จริงออกมาผสานรวมกับพลังจิต วิญญาณของดวงตาดาราเพื่อสร้างดวงตาดาราแต่ ละดวงขึ้นมา ดวงตาดาราเก้าดวงทยอยกันถูกเขาสร้างขึ้น ครั้นจึง บินเข้าไปยังจุดลึกของสนามรบสุ้ยเมี่ย เมื่อดวงตาดาราล่องลอยไป ภาพเหตุการณ์ต่างๆ ก็ สะท้อนเข้ามาในใจของเขา พลังการรับสัมผัสของ ดวงตาดาราท้าให้เนี่ยเทียนรู้ว่าในบริเวณใกล้เคียง กับพวกเขายังมีผู้ฝึกลมปราณเผ่ามนุษย์กระจายตัว กันอยู่อีกหลายคน คนของลัทธิจิตตวิสุทธิ์ หอทอดฟ้าและส้านักฟ้าธาตุ ที่ขอบเขตไม่ได้สูงนักอย่างพวกเขา หากไม่เลือกอยู่
บนภูเขาก็เลือกที่จะอยู่ในหุบเขา หรือไม่ก็เป็นพื้นที่ ที่ห่างไกลบางแห่ง ทว่ากลับมีกระแสจิตวิญญาณที่บ้างก็เลื่อนลอย บ้าง ก็ผลุบๆ โผล่ๆ บ้างก็ก้าเริบเสิบสานจ้านวนนับไม่ ถ้วนที่เผยกายเป็นกลุ่มๆ คล้ายดวงตาดารา อีกทั้งในกระแสจิตเหล่านั้น เขายังสัมผัสได้ถึงปราณ สดชื่นของโหวชูหลันด้วย “พวกที่ขอบเขตไม่มากพอ กลัวว่าหากอยู่ใกล้เกินไป จะโดนลูกหลง ทุกคนจึงใช้วิธีการแบบเดียวกันที่ หากไม่แบ่งจิตวิญญาณก็ใช้ดวงตาดารามารับสัมผัส กับพื้นที่ใจกลางที่มีคลื่นเคลื่อนไหวทางพลัง วิญญาณและเลือดลมของผู้อาวุโสใหญ่กับหยวน หมอต้าจุนกระเพื่อมแผ่ออกมา” เนี่ยเทียนพลันกระจ่างแจ้ง
เขาเองก็กลั้นลมหายใจ รวบรวมสมาธิไว้ที่ดวงตา ดาราทั้งเก้าดวง ใช้การมองเห็นและการรับสัมผัสที่ เฉียบคมของดวงตาดารามาจับตามองการ เปลี่ยนแปลงเล็กละเอียดอย่างใกล้ชิด แล้วค่อยๆ จมจ่อมอยู่กับมัน ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 39 บทที่ 1144 ผู้ที่อยู่สูงสุด
พื้นที่การต่อสู้อันดุเดือดระหว่างหยวนหมอต้าจุนกับ โม่เหิง ริ้วคลื่นพลังงานที่กระเพื่อมออกเป็นระลอก เกรงว่าคงสามารถบดขยี้ผู้ที่เป็นแดนเอตทัคคะช่วง ต้นได้เลย ดวงตาดาราเก้าดวงของเนี่ยเทียนที่พอขยับเข้าใกล้ พื้นที่ปะทะรุนแรงก็เป็นฝ่ายหยุดลงด้วยตัวเอง อาศัยการมองเห็นของดวงตาดารา การรับสัมผัส ทางจิตวิญาณ เนี่ยเทียนก็สัมผัสได้ถึงความปั่นป่วน รุนแรงของพลังวิญญาณและพลังเลือดลมจากพื้นที่ นั้น การโจมตีครั้งแล้วครั้งเล่าที่ไม่ต่างจากการ ระเบิดแปรเปลี่ยนมาเป็นความลี้ลับทางฟ้าดินและ ความลับทางสายเลือดมากมาย
เขาพอจะมองเห็นกายธรรมแห่งเทพของโม่เหิงและ ร่างปีศาจที่แท้จริงของหยวนหมอต้าจุนได้อย่าง เลือนราง กายธรรมแห่งเทพและร่างปีศาจของคนทั้งสองล้วน สูงหมื่นจั้ง ผลุบๆ โผล่ๆ อยู่ในจุดที่ลึกที่สุดของ สนามรบสุ้ยเมี่ย รอบด้านมีกลุ่มแสงพลังงานต่าง ธาตุลอยปกคลุม มองแล้วพร่ามัวเห็นได้ไม่ชัดเจนนัก เมื่อพลังวิญญาณฟ้าดินที่สูงสุดและบริสุทธิ์ที่สุดถูก กายธรรมแห่งเทพของโม่เหิงควบคุมก็แปรเปลี่ยนไป เป็นอาณาจักรหลายรูปแบบ ดาวและเดือนเคลื่อน สลับ ดวงดาวระเบิดแตก สี่ฤดูหมุนเวียนเปลี่ยนผัน ลี้ลับมหัศจรรย์ไร้ที่สิ้นสุด เรือนกายปีศาจหมื่นจั้งของหยวนหมอต้าจุนก็ เหมือนทวยเทพแห่งปีศาจบรรพกาลที่หยัดยืน ตระหง่านอยู่ท่ามกลางทางช้างเผือก ให้ความรู้สึก
ถึงความเก่าแก่โบราณ ความดุร้าย ความเผด็จการ ของผู้พิชิตและความน่ากลัวแก่คนมอง ความรู้สึกนี้แตกต่างกับความสุภาพสง่างามตอนที่ หยวนหมอต้าจุนเดินออกมาจากหน้าด่านสำคัญของ เผ่าภูตผีปีศาจอย่างสิ้นเชิง “ฟิ้ว!” แสงเลือดสีม่วงกลุ่มหนึ่งบินออกมาจากสนามต่อสู้ แสงเลือดนั้นปานประหนึ่งดวงอาทิตย์สีม่วงที่ส่อง แสงเจิดจ้าบาดตา ริมขอบของกลุ่มแสงที่เป็นราวกับดวงอาทิตย์สีม่วง ระเบิดแตก ทำให้มีเปลวเพลิงและสายรุ้งสีม่วงกำลัง แปรสภาพอย่างดุเดือด ก่อนจะกลายมาเป็นเงาร่าง สง่างามของหยวนหมอต้าจุนตอนที่สายเลือดยังไม่ คืนสู่บรรพบุรุษหลายร่าง “เปรี๊ยะ!”
จู่ๆ กายธรรมแห่งเทพของโม่เหิงก็ปริแตกออก แล้ว มีเงาร่างของโม่เหิงหลายคนปรากฏออกมา โม่เหิงแต่ละคนที่ถูกแยกออกมาให้ความรู้สึก เหมือนว่าเขาคือตัวจริงที่มีเลือดเนื้อและมีจิต วิญญาณ โม่เหิงสิบกว่าคนร่วมมือกันร่ายเวทคาถาสูงล้ำ มากมายที่เป็นของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว ประมือกับร่างจำแลงที่ถือกำเนิดจากกลุ่มแสงเลือด ลมของหยวนหมอต้าจุนอยู่ตรงริมขอบสนามรบ ดวงตาดาราเก้าดวงของเนี่ยเทียนลอยอยู่กลาง อากาศ จ้องมองไปยังการต่อสู้ดุเดือดเบื้องล่างเขม็ง ไม่นานนัก ร่างแยกเลือดลมของหยวนหมอต้าจุน และร่างแยกวิญญาณของโม่เหิงที่ซัดกันนัวก็ถลาเข้า ไปยังพื้นที่ใจกลางที่สนามแม่เหล็กปั่นป่วนมี พลังงานมากมายปะปน
จุดลึกของความว่างเปล่ามีปราณหลายขุมที่ทำให้ เนี่ยเทียนหายใจไม่ออก เขาเพียงแค่ครุ่นคิดเล็กน้อยก็เข้าใจได้ว่าปราณที่ทำ ให้คนหายใจลำบากนั้นน่าจะมาจากปราณของเจ้า ลัทธิจิตตวิสุทธิ์ เทพยักษ์ค้ำฟ้าที่ได้ชื่อว่าทวยเทพ แห่งบรรพกาล มังกรยักษ์และต้าจุนของเผ่าพันธุ์ ต่างๆ สิ่งมีชีวิตระดับสูงสุดที่เป็นแดนเทพเจ้าหรือไม่ก็ สายเลือดระดับสิบเหล่านั้นต่างก็กำลังจับตามองการ ต่อสู้ระหว่างหยวนหมอต้าจุนกับโม่เหิงอยู่เงียบๆ เช่นกัน “ไม่ว่าศึกนี้ใครจะแพ้ใครจะชนะ ขอแค่ผู้อาวุโสใหญ่ ยังมีชีวิตอยู่ก็ถือว่าเขาชนะแล้ว” เนี่ยเทียนที่สัมผัส ได้ถึงปราณน่าหวาดกลัวทั้งหลายผ่านดวงตาดารา ครุ่นคิดอยู่กับตัวเองเงียบๆ “ผู้อาวุโสใหญ่เพิ่งจะ เลื่อนสู่แดนเทพเจ้าช่วงกลางได้สำเร็จก็เปิดศึกกับ
ซื่อเซวี่ยต้าจุนไปแล้วหนึ่งครั้ง ทั้งยังท้ารบกับหยวน หมอต้าจุนทันที” “ไม่นึกเลยว่าพลังวิญญาณสูงสุดจะสามารถ เปลี่ยนแปลงไปได้หลากหลาย พลังวิญญาณคือ พลังงานไร้ธาตุที่หาได้ง่ายที่สุดและควบคุมได้ง่าย ที่สุดของเผ่ามนุษย์” “ผู้อาวุโสใหญ่อาศัยพลังวิญญาณบริสุทธิ์ของตัวเอง ก็สามารถแข็งข้อกับหยวนหมอต้าจุนได้ ในเวลา สั้นๆ นี้ยังไม่มีวี่แววว่าจะพ่ายแพ้” “พลังวิญญาณ พลังวิญญาณ…” เนี่ยเทียนที่ใช้ดวงตาดารารับสัมผัสกับพลังวิญญาณ ของโม่เหิงที่แปรเปลี่ยนไปอย่างต่อเนื่องซึ่งกำลัง ปะทะอย่างดุเดือดอยู่กับความลี้ลับทางพรสวรรค์ จำนวนมากที่สายเลือดของหยวนหมอต้าจุนสร้าง ขึ้นมา เขาก็คล้ายจะได้รับแรงบันดาลใจบางอย่าง
ดวงตาของเขาค่อยๆ ปิดลง ใช้แค่ดวงตาดาราไป สังเกตการณ์ ไปรับสัมผัส จากนั้นเขาก็รวบรวมปราณวิญญาณฟ้าดินที่อยู่ใน จุดลึกของสนามรบสุ้ยเมี่ยเข้าสู่โอสถวิญญาณไร้ธาตุ ในมหาสมุทรวิญญาณจุดตันเถียนของตัวเองโดย อัตโนมัติ เขาคอยจับตามองโอสถวิญญาณผลึกใสที่มีส่วนหนึ่ง เกาะตัวเป็นของแข็ง ก่อนที่จะค่อยๆ จมสู่การฝึกตนตามแนวทางของ ตัวเอง พื้นที่ลึกลับอีกแห่งหนึ่งของสนามรบสุ้ยเมี่ย แม่น้ำพร่างพราวเส้นหนึ่งที่ไม่รู้ว่าทอดยาวไปถึง สถานที่ใดลอยตัวผลุบๆ โผล่ๆ อยู่กลางอากาศ กลางแม่น้ำสายยาวที่สว่างเจิดจ้ามีภาพเหตุการณ์ ต่างๆ ลอยขึ้นมาอยู่เป็นระยะ ภาพเหตุการณ์นั้นดู
เหมือนจะเปลี่ยนแปลงไปตามความคิดของคนบาง คน เปลี่ยนสับอยู่ระหว่างห้วงเวลาแห่งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต บางครั้งก็มีกรวดทรายถูกดึงออกมาจากในแม่น้ำ พร่างพราวเส้นนั้น เรือนกายซูบผอมเรือนกายหนึ่งนั่งนิ่งอยู่กลาง อากาศเหนือแม่น้ำเจิดจ้าที่ไม่รู้ว่าเป็นของจริงหรือ ของปลอม คอยดูดซับเอาทรายมหัศจรรย์ออกมา จากในแม่น้ำเพื่อชุบหลอมตัวเอง พลางทำความ เข้าใจกับความมหัศจรรย์ของสายน้ำ เขา ก็คืออูจี้ที่หายตัวไปนานหลายปี หากเนี่ยเทียนอยู่ที่นี่ต้องเห็นแน่ว่าขอบเขตของอูจี้ อาจารย์เขา ได้เลื่อนจากเขตวิญญาณสู่แดนว่าง เปล่าช่วงท้ายแล้ว อีกทั้งขอบเขตนั้นยังเพิ่มพูนไป อย่างต่อเนื่องโดยที่เขาเองก็ไม่รู้ตัว
ราวกับว่าในแม่น้ำสายยาวที่ส่องแสงพร่างพราวสาย นั้นมีของบำรุงทุกอย่างที่จำเป็นสำหรับการฝึกตน การสร้างดินแดนและการทำความเข้าใจกับพลังห้วง เวลาของเขา นับตั้งแต่ที่เขาหาแม่น้ำแห่งเวลาเจอก็เฝ้าอยู่ใน แม่น้ำสายนี้ตลอดเวลา คอยดึงเอาพลังแห่งเวลาที่มี เพียงเขาเท่านั้นที่จะดึงเอามาได้ออกมาจากด้านใน รวมถึงดึงเอากรวดทรายหายากมาสร้างเป็นดินแดน ที่มีความลี้ลับของห้วงเวลาแฝงเร้นอยู่ “อู้!” จู่ๆ เงาร่างของเสี่ยเทียนก็สาดสะท้อนอยู่กลางแม่น้ำ พร่างพราว อูจี้เงยหน้า สายตาของเขาแปลกประหลาดอย่างถึง ที่สุดคล้ายค่อยๆ ย้อนหวนกลับมาจากห้วงแห่ง กาลเวลานับพันนับหมื่นปีอย่างเชื่องช้า
“ผ่านไปนานแค่ไหนแล้ว ทำไมจู่ๆ เจ้าเด็กนี่ถึงมา ที่นี่ได้?” หลังจากฟื้นตื่น อูจี้ก็สัมผัสได้ทันทีว่าจุดลึกของ สนามรบสุ้ยเมี่ยกำลังมีการต่อสู้สะท้านฟ้าสะเทือน ดินเกิดขึ้น เมื่อใจเขากระหวัดนึก แม่น้ำสายยาวก็แปร เปลี่ยนไปอีกครั้ง ภาพกายธรรมแห่งเทพของโม่เหิง และร่างปีศาจของหยวนหมอต้าจุนถูกสาดสะท้อน ออกมา ทว่าเป็นเพียงแค่ภาพที่พร่าเลือนเท่านั้น “ไม่นึกเลยว่าจะมีการต่อสู้ระดับสูงสุดเช่นนี้ เกิดขึ้น!” อูจี้ที่จิตวิญญาณล่องลอยอยู่ท่ามกลางแม่น้ำแห่ง กาลเวลา ไล่ตามการเปลี่ยนแปลงของชีวิต วิถี ยิ่งใหญ่ของฟ้าดิน การดับสลายของดินแดนในห้วง
เวลาที่ผ่านพ้นไป ในที่สุดก็ถูกปลุกให้ตื่นด้วยความ ตระหนก เขานิ่งคิดไปครู่ ก่อนจะค่อยๆ ดึงเอาจิตสำนึกที่ กระจายอยู่ทั่วแม่น้ำแห่งกาลเวลากลับคืนมา แม่น้ำสายยาวพร่างพราวค่อยๆ เปลี่ยนมาเป็นภาพ มายา จนกระทั่งจางหายไป ทว่าการเชื่อมโยงระหว่างเขากับแม่น้ำสายนั้นยังคง อยู่ เมื่อเขาเงยหน้าขึ้น สายตาก็ยังคงมองเห็นแม่น้ำ แห่งกาลเวลาที่เหมือนจะหายไปแล้วได้ตลอดเวลา เพียงแต่ว่าคนธรรมดาไม่อาจมองเห็นได้อย่างเขา เท่านั้น เขาจากไปชั่วคราว โดยมุ่งหน้าไปยังตำแหน่งที่เนี่ย เทียนอยู่อย่างไม่รีบไม่ร้อน จุดลึกของเทือกเขาฝังเลือด นครหลักของเผ่ามนุษย์ หิน
รูปปั้นหินแปดรูปยืนอยู่ตรงใจกลางของลานกว้าง ขนาดมหึมาโอบล้อมร่างมนุษย์หินที่แข็งแกร่งที่สุด เอาไว้คล้ายกำลังทำพิธีบวงสรวงเก่าแก่อะไร บางอย่าง พลังงานสว่างไสวหลายกลุ่มบินออกมาจากทั่วทุก ถนน ทั่วทุกมุมในนครของมนุษย์หินที่พังทลาย พลังงานเหล่านั้นมีมากนับร้อยนับพัน โปร่งใสราว สายฟ้า ซึ่งพากันหายเข้าไปในร่างของมนุษย์หินคน ที่แข็งแกร่งที่สุด ในยุคบรรพกาลอันห่างไกล เผ่ามนุษย์หินก็เหมือน เผ่าวิญญาณโบราณที่ต่างก็เป็นสิ่งมีชีวิตที่แข็งแกร่ง เพียงแต่ว่าเนื่องจากภายหลังมีการต่อสู้กับภูตผี ปีศาจ อสูรกายและเผ่าทมิฬ เผ่าพันธุ์ของพวกเขา จึงแทบจะหายสาบสูญไป “ตึง!”
จู่ๆ เรือนกายที่สูงใหญ่ค้ำฟ้าดินประหนึ่งทวยเทพก็ บินมาหยุดอยู่เหนืออากาศของนครเผ่ามนุษย์หิน หากเนี่ยเทียนอยู่ที่นี่ต้องมองออกทันทีว่านั่นก็คือ เทพยักษ์ค้ำฟ้าที่เคยปรากฏตัวในมหาสมุทรดาว มอดดับ “พวกเจ้า…” เทพยักษ์ค้ำฟ้านามว่าฉาเท่อเหวยเค่อผู้นั้นก้มมอง ลงไปยังเบื้องล่าง ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความ สงสารและยังมีความเวทนา ระอาใจอยู่เสี้ยวหนึ่ง ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 39 บทที่ 1145 ข้อตกลงโบราณ!
เมื่อเผ่ามนุษย์หินทั้งเก้าคนบินออกมาจากทะเลสี ครามเจ็ดดวงดาวก็เข้ามาในสนามรบสุ้ยเมี่ย ตอนที่ออกมาจากทะเลสีครามเจ็ดดวงดาว สายเลือดของเผ่ามนุษย์หินทั้งเก้ายังค่อนข้าง อ่อนแอ พริบตาเดียวเวลาก็ผ่านไปแล้วหลายปี อาศัยนคร หินเก่าแก่แห่งนี้ สายเลือดของมนุษย์หินเก้าตนจึง ฟื้นคืนกลับมาสู่ระดับสูงสุด เดิมทีสนามรบสุ้ยเมี่ยก็เป็นมาตุภูมิของเผ่ามนุษย์หิน อยู่แล้ว
และในยุคบรรพกาลอันห่างไกล นครแห่งนี้ก็คือที่อยู่ อาศัยของเผ่ามนุษย์หิน และที่นี่ยังซุกซ่อนความลับ ของเผ่ามนุษย์หินเอาไว้มากมาย และเผ่ามนุษย์หินที่แข็งแกร่งที่สุดซึ่งเป็นหัวหน้าคน นั้นก็เงยหน้ามองไกลๆ ไปยังฉาเท่อเหวยเค่อ ตอนที่ท่านผู้นี้บินออกมาจากทะเลสีครามเจ็ด ดวงดาว สายเลือดยังเป็นแค่ระดับเก้าขั้นต้นเท่านั้น ตอนนี้เมื่อผ่านการปลุกเสกจากค่ายกลพิเศษ หลากหลายอย่างและผ่านการสังเวยในนครหินมา ครั้งแล้วครั้งเล่า พลังงานที่ได้รับมาก็ทำให้สายเลือด ของเขาไต่ถึงระดับเก้าขั้นสูงสุด ขาดอีกแค่ก้าวเดียว ก็กลับคืนสู่ระดับสิบได้ดังเดิม ระดับสิบก็คือสายเลือดดั้งเดิมของเขา! “เจ้าคือ ลูกหลานของท่านผู้นั้น?”
เผ่ามนุษย์หินที่แข็งแกร่งที่สุดจ้องฉาเท่อเหวยเค่อที่ ลอยตัวอยู่บนท้องฟ้าแล้วเอ่ยถามด้วยภาษามีจังหวะ จะโคนที่เป็นเอกลักษณ์ของยุคบรรพกาล “หากนับกันตามอายุแล้ว ข้าคือเด็กรุ่นหลังของ ท่าน” ฉาเท่อเหวยเค่อเทพยักษ์ค้ำฟ้ากล่าวตอบเขา ด้วยภาษาบรรพกาล “หากข้ามองไม่ผิดล่ะก็ ท่าน น่าจะเป็นบุตรของประมุขคนก่อนที่เผ่ามนุษย์หินจะ สาบสูญไป ตามคัมภีร์ของเผ่าวิญญาณโบราณที่ข้า ได้อ่านมา ก่อนหน้าที่ศึกนั้นจะเกิดขึ้น ดูเหมือนท่าน จะถูกเนรเทศไปแล้ว” “เดิมนึกว่าท่านจะตายไปนานแล้ว ใครจะไปคาดคิด ว่าผ่านมานานหลายปีขนาดนี้ ท่านจะยังมีชีวิตอยู่?” “สถานที่ที่ท่านถูกเนรเทศไป คือที่ใด? แม้ว่าเผ่า มนุษย์หินของพวกท่านจะมีความพิเศษ มีอายุขัยที่ แทบจะเรียกได้ว่าเป็นอมตะ แต่ช่วงเวลาที่ท่านมี ชีวิตอยู่ก็เนิ่นนานจนแทบคาดคิดไม่ถึงเลยทีเดียว”
ฉาเท่อเหวยเค่อรู้ชัดเจนดีว่าในสมัยบรรพกาล อายุขัยของเผ่ามนุษย์หินนั้นยาวนานที่สุด โครงสร้างเรือนกายของเผ่ามนุษย์หินไม่ได้มาจาก เรือนกายที่มีเลือดเนื้ออย่างเดียวเท่านั้น บางทีก็อาจ เพราะเหตุนี้ คนเผ่ามนุษย์หินถึงได้มีอายุขัยหลาย ล้านปี หรือมากเป็นสิบล้านปีเลยทีเดียว เมื่อเทียบกับเผ่าพันธุ์ต่างๆ อย่างเทพยักษ์ค้ำฟ้า สัตว์โบราณ มังกรยักษ์แล้ว อายุขัยของพวกเขาก็ เรียกได้ว่ายืนยาวกว่ามาก แต่ว่าอายุขัยที่ยาวนานไม่ได้หมายความว่าศักยภาพ จะแข็งแกร่งตามไปด้วย กลับกัน เนื่องจากอายุขัยยาวนาน การเลื่อนขั้นทาง สายเลือด การฝ่าทะลุ การเพิ่มความแข็งแกร่งของ เผ่ามนุษย์หินจึงต้องใช้เวลายาวนานมาก
หากเทพยักษ์ค้ำฟ้า สัตว์โบราณและมังกรยักษ์ไม่ ตายไปเสียก่อนก็สามารถเพิ่มความแข็งแกร่งของ ตัวเองได้ตลอดเวลา ในเวลาหลายแสนปีให้หลังก็ อาจจะมีเลื่อนขั้นทางสายเลือดสู่ระดับสิบได้ แต่ในเวลาอย่างนี้ เผ่ามนุษย์หินจะต้องใช้เวลา มากกว่าเป็นสิบเท่า หรืออาจจะมากกว่านั้น บวกกับที่วิธีวิวัฒนาการของเผ่ามนุษย์หินนั้นพิเศษ การก่อกำเนิดของคนในเผ่าทุกคนจึงเต็มไปด้วย ความยากลำบาก และนี่ก็เป็นเหตุให้เผ่ามนุษย์หินมิอาจเทียบเคียง เทพยักษ์ค้ำฟ้า สัตว์โบราณ มังกรยักษ์ในยุคบรรพ กาลได้ ไม่ว่าจะเป็นจำนวนคนในเผ่าหรือพลังการต่อสู้ก็ล้วน เป็นรองเผ่าวิญญาณโบราณทั้งสิ้น
ที่เผ่ามนุษย์หินถูกต้าจุนของชนต่างเผ่าสังหารจนสูญ พันธ์ก็เพราะสาเหตุนี้อีกเหมือนกัน “สถานที่ที่ข้าถูกเนรเทศไปก่อนหน้านี้ ไม่สะดวกให้ พูด” ผู้แข็งแกร่งของเผ่ามนุษย์หินแค่นเสียงเย็น กล่าวว่า “ตอนนี้ข้าก็คือประมุขคนปัจจุบันของเผ่า มนุษย์หิน ข้าและคนในเผ่าล้วนกระจัดกระจายกัน ไปทั่วฟ้าดิน การที่ข้ากลับมาอยู่ในนครหลักของเผ่า มนุษย์หินแห่งนี้ ขอแค่พลังทางสายเลือดข้าฟื้น คืนกลับมา ข้าก็จะทวงคืนของที่เป็นของข้ากลับคืน มาเช่นกัน” “ยังมีอีกข้อหนึ่ง ในเมื่อเผ่าพันธุ์ของข้าไม่ได้ถูก ทำลายจนดับสูญ ยังมีคนในเผ่าที่โชคดีรอดชีวิต ถ้า เช่นนั้นข้อตกลงโบราณที่พวกเรามีร่วมกับเผ่า วิญญาณโบราณจะยังมีผลอยู่อีกหรือไม่?” เขาเอ่ยถาม
“นี่…” ฉาเท่อเหวยเค่อลังเลไปเล็กน้อย จากนั้นถึง ได้พูดว่า “รายละเอียดของข้อตกลง ข้าจำเป็นต้อง กลับไปสอบถามเหล่าผู้อาวุโสในตระกูลของข้า เสียก่อน ทางฝ่ายมังกรยักษ์และสัตว์โบราณจะ รักษาข้อตกลงโบราณหรือไม่ ข้ามิอาจให้การรับรอง ได้ ทุกอย่างนี้ต้องรอให้ข้ากลับไปก่อนเท่านั้น” “เผ่าพันธุ์ของข้าต้องจ่ายค่าตอบแทนที่เจ็บปวด เพราะศึกครั้งนั้น หวังว่าพวกเจ้าจะรักษาสัญญา!” ผู้ แข็งแกร่งเผ่ามนุษย์หินกล่าวอย่างเดือดดาล “หลังจากกลับไป ข้าย่อมเอาคำอธิบายมาให้แก่พวก เจ้า” ฉาเท่อเหวยเค่อพยักหน้ารับ “ต้นกำเนิดทางสายเลือดของต้าจุนเผ่าภูตผีปีศาจที่ อยู่ในจุดลึกของสนามรบสุ้ยเมี่ยผู้นั้นก็เป็นสาเหตุที่ ทำให้ตระกูลของข้าดับสิ้นเช่นกัน!” เผ่ามนุษย์หิน ตวาดกร้าว
“เจ้าหมายถึงหยวนหมอต้าจุนรึ?” ฉาเท่อเหวยเค่อ ขมวดคิ้ว “ต้าจุนท่านนี้คือประมุขของเผ่าภูตผีปีศาจ สายเลือดระดับสิบขั้นสูง เขาไม่ใช่คนที่ข้าจะรับมือ ด้วยได้ ยังมีอีกข้อหนึ่ง เจ้าหายไปนาน นานจนเจ้า ไม่รู้หรอกว่าสถานการณ์ตอนนี้เป็นอย่างไร” “สถานการณ์ในตอนนี้ เผ่ามนุษย์ที่ปีนั้นถูกพวกเจ้า ถูกเผ่าภูตผีปีศาจนำมาทำเป็นเครื่องเซ่นสังเวยได้ กลายมาเป็นภัยคุกคามที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแล้ว” “หลายครั้งที่เผ่าวิญญาณโบราณ เผ่าภูตผีปีศาจและ เผ่าอสูรกายอย่างพวกเราต้องร่วมมือกันถึงจะ กำราบความร้ายกาจและใจทะเยอทะยานของเผ่า มนุษย์ได้” “เจ้า จำเป็นต้องใช้เวลาทำความเข้าใจถึง สถานการณ์ใหม่ของโลกใบนี้เสียก่อน”
คนเผ่ามนุษย์หินเปล่งเสียงหัวเราะประหลาดที่คน ธรรมดาไม่ได้ยิน มีเพียงฉาเท่อเหวยเค่อเท่านั้นที่ถึง จะสัมผัสได้อย่างเฉียบไว “สถานการณ์ใหม่อย่างนั้น หรือ? เจ้าวางใจเถอะ ข้ารู้ว่าสถานการณ์ของโลกใบ ใหม่ควรจะเป็นอย่างไร อีกไม่นานเท่าไหร่ ขอแค่ เป็นฟ้าดินที่ชนเผ่าสิ่งมีชีวิตระดับสูงต่างๆ เคลื่อนไหวย่อมต้องเกิดสถานการณ์อย่างใหม่ขึ้นมา แน่นอน!” “พูดอะไรของเจ้า?” ฉาเท่อเหวยเค่อสงสัยอย่างยิ่ง “ไม่มีอะไร เจ้ารอสังเกตการณ์ไปเงียบๆ ก่อนเถอะ” เผ่ามนุษย์หินพลันเปลี่ยนท่าทีมาเป็นเย็นชา ฉาเท่อเหวยเค่อคลางแคลงใจ แต่ก็ไม่ได้ซักถาม ต่อไป เรือนกายที่ใหญ่โตของเขาค่อยๆ เคลื่อนย้าย ไปจากจุดลึกของนภากาศแห่งนี้
ประหนึ่งเมฆทะมึนบดบังดวงอาทิตย์เคลื่อนตัว ออกไป บนยอดเขามหึมาที่แตกหัก บุตรแห่งดวงดาวทั้งหมดสี่คนซึ่งรวมเนี่ยเทียนด้วย และยังมีผู้ใต้บังคับบัญชาของแต่ละฝ่ายต่างก็นั่งนิ่งๆ ใช้ดวงตาดารามารับชมและทำความเข้าใจกับ สงครามระหว่างโม่เหิงและหยวนหมอต้าจุนอย่าง ละเอียด ศึกนี้ดำเนินมานานมากแล้ว เงาร่างของอูจี้ที่ลอดผ่านกระแสพลังงานซับซ้อน หลากหลายชนิดโดยไม่อาศัยวัตถุใดๆ ค่อยๆ ลอย มาถึง “ใครกัน?” ขณะที่กำลังจะเข้ามาใกล้ โต้วเทียนเฉินพลันลืมตา จ้องมองผู้มาเยือนด้วยสายตาเย็นชา
ในบรรดาบุตรแห่งดวงดาวทั้งหลาย ศักยภาพของ โต้วเทียนเฉินถือว่าแข็งแกร่งที่สุด เขาเป็นแดน เอตทัคคะช่วงท้ายแล้ว ตอนที่ปราณของอูจี้ขยับเข้ามาใกล้ โต้วเทียนเฉิน พลันเกิดความไม่เป็นสุข ปราณประหลาดที่พิเศษ เช่นนั้น เขามิอาจสัมผัสได้ถึงความลี้ลับของมันใน ฉับพลัน ทว่าเมื่อสังเกตอย่างละเอียด เขากลับรู้สึกว่าอีกฝ่าย เหมือนจะไม่แข็งแกร่งเท่าใดนัก เขาตระหนักได้ทันทีว่าขอบเขตของผู้ที่มาไม่สูงมาก แต่เวทลับการฝึกตนของอีกฝ่ายกลับพิเศษอย่างยิ่ง “อูจี้แห่งดินแดนดาวตก” เสียงเย็นกระจ่างดังล่องลอยมาแต่ไกล เนี่ยเทียนที่นั่งนิ่งพลันตื่นขึ้นมาด้วยความตื่นเต้น เขาถลันลุกขึ้นยืน ร้องอุทานเสียงหลง “อาจารย์!”
“อาจารย์” ฟางหยวนและวังเหม่ยเจียต่างก็ตื่นขึ้นมาเพราะ เสียงอุทานของเขา ลูกน้องของพวกเขาพากันมองประเมินผู้ที่มาใหม่ ด้วยสายตาอยากรู้อยากเห็น ทุกคนล้วนอยากรู้ว่า คนที่เนี่ยเทียนเรียกว่าอาจารย์มีความพิเศษมากแค่ ไหน สายตามากมายจึงค่อยๆ มารวมกันอยู่ที่ร่างของอูจี้ “แค่แดนว่างเปล่าช่วงท้ายเท่านั้น” “ยังไม่เลื่อนสู่แดนเอตทัคคะ” “ดูเหมือนว่า จะอ่อนแอไปหน่อย” ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี
เล่มที่ 39 บทที่ 1146 บุคคลอันดับหนึ่งของดินแดนดาวตกที่แท้จริง!
เสียงเรียกว่าอาจารย์จากเนี่ยเทียน ทำให้อูจี้สามารถ พลิ้วกายลงมาบนยอดเขาได้โดยที่ไม่มีใครขัดขวาง และเขาก็ดึงดูดความสนใจจากคนทั้งหมดได้ใน วินาทีนั้นเอง “เอ๊ะ!” โต้วเทียนเฉินที่เป็นแดนเอตทัคคะช่วงท้ายอุทาน เบาๆ หนึ่งที คล้ายสัมผัสได้ถึงความผิดปกติอะไร บางอย่าง ดวงตาของฟางหยวน วังเหม่ยเจียและแดน เอตทัคคะที่เป็นลูกน้องของพวกเขาต่างก็แสดง ความตะลึงออกมา
เมื่ออูจี้มาถึง ทุกคนที่อยู่ในพื้นที่แถบนี้ก็บังเกิด ความรู้สึกเหมือนห้วงเวลาบิดเปลี่ยนผิดปกติ พวกเขามองอูจี้ และพริบตานั้นก็พลันหวนนึกถึง เรื่องราวบางอย่างที่ใกล้จะจางหายไปจากความทรง จำ เรื่องราวเหล่านั้นไปเกี่ยวสะกิดหัวใจของพวกเขา ทำให้อารมณ์ของพวกเขาเปลี่ยนแปลงไป ดูเหมือนว่าจู่ๆ เวลาก็จะย้อนกลับไปในช่วงเวลาอัน เป็นอดีต แต่เนี่ยเทียนกลับไม่ได้รู้สึกอะไรมากนัก มุมปากของ เขายกยิ้ม ลุกขึ้นยืนต้อนรับอูจี้ บนใบหน้าของอูจี้ก็มีรอยยิ้มปรากฏเช่นกัน “แดนว่างเปล่าช่วงท้าย กำลังจะเลื่อนสู่แดน เอตทัคคะ เดิมทีตบะเช่นนี้ไม่อาจส่งผลกระทบต่อ จิตใจของข้าได้” โต้วเทียนเฉินพึมพำกับตัวเอง ใน สมองพลันเกิดภาพมายามากมายที่ทำให้เขาจมจ่อม
อยู่กับมันจนมิอาจถอนตัว “ดูเหมือนว่าเวลาจะ เปลี่ยนแปลงไป พลังแห่งเวลา! สัจธรรมแห่งพลัง เวลาที่ลึกลับที่สุดบนโลกใบนี้!” ดวงตาของเขาพลันฉายแสงคมกริบ เสียงเตือนของเขาทำให้ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นตัวสั่น สะท้าน “พลังแห่งเวลา ไม่นึกเลยว่าจะมีคน จะมีคนที่ เชี่ยวชาญพลังเช่นนี้ด้วย!” วังเหม่ยเจียใช้สายตาที่ เหมือนมองตัวประหลาดมองไปยังอูจี้อย่างลึกล้ำ ใน ดวงตาไร้ซึ่งความดูหมิ่นใดๆ อีกต่อไป ไม่ว่าขอบเขตของอูจี้จะเป็นเช่นไร ลำพังเพียงแค่ การฝึกพลังแห่งเวลาของเขาก็มากพอจะทำให้ทุก คนเคารพเขาแล้ว ไม่เพียงแต่พวกเขาเท่านั้น แม้แต่แดนเทพเจ้าที่หาก รู้ว่าอูจี้ทำความเข้าใจกับพลังแห่งเวลาได้สำเร็จ ทั้ง
กำลังจะเลื่อนสู่แดนเอตทัคคะแล้วย่อมต้องเกิด ความเคารพเลื่อมใสเขาจากใจจริง “อาจารย์ ท่าน ฝ่าทะลุสู่แดนว่างเปล่าช่วงท้ายแล้ว รึ?” เนี่ยเทียนตกใจ ตะโกนดังลั่น “ทั้งยังเลื่อนจะสู่ แดนเอตทัคคะแล้วด้วย?” อูจี้พยักหน้ารับด้วยรอยยิ้ม “สำหรับข้าแล้ว สนาม รบสุ้ยเมี่ยก็คือสถานที่วิเศษแห่งหนึ่ง” ทันใดนั้นเนี่ยเทียนก็ไม่รู้ว่าตัวเองควรจะพูดอะไรต่อ ดี “อาจารย์ต่างหากถึงจะเป็นบุคคลอันดับหนึ่งของ ดินแดนดาวตกอย่างแท้จริง!” เขาร้องอุทานอยู่ในใจ เดิมทีเขานึกว่าจ้าวซานหลิงที่เชี่ยวชาญพลังห้วงมิติ ซึ่งเพิ่งเลื่อนสู่แดนว่างเปล่าช่วงท้ายก็คือผู้ที่ แข็งแกร่งที่สุดของดินแดนดาวตก แต่ตอนนี้เขาไม่คิดอย่างนั้นอีกแล้ว
ตอนที่อูจี้อาจารย์ของเขาอยู่ในดินแดนดาวตก ตบะ ยังเป็นรองจ้าวซานหลิงอยู่ไกลนัก ตอนที่เข้ามาในอาณาจักรสุ้ยเมี่ย ขอบเขตของอูจี้ก็ แค่เขตวิญญาณเท่านั้น นี่ก็เพิ่งผ่านไปได้แค่ไม่กี่ปี อูจี้เลื่อนจากเขตวิญญาณ ก้าวสู่แดนว่างเปล่าช่วงท้าย อีกทั้งคงใช้เวลาไม่นาน เท่าไหร่ก็จะเลื่อนสู่แดนเอตทัคคะได้อีกครั้ง! ช่างเป็นปาฏิหาริย์ยิ่งนัก! เมื่อเทียบกับอูจี้แล้วก็เห็นได้ว่าจ้าวซานหลิงไม่ได้น่า ตะลึงอะไรขนาดนั้น “แม่น้ำแห่งเวลาเส้นนั้นมีอิทธิพลกับข้าอย่างใหญ่ หลวง” อูจี้เก็บรอยยิ้ม กลับคืนสู่ความนิ่งขรึมอย่าง ที่เคยเป็นอีกครั้ง “แล้วก็เพราะแม่น้ำสายนั้นที่ทำให้ ขอบเขตของข้ามีการฝ่าทะลุอย่างต่อเนื่อง ดินแดน เวลาของข้าก็สร้างขึ้นมาสำเร็จเพราะแม่น้ำสายนั้น
เหมือนกัน ข้าสัมผัสได้ว่าเจ้ามาที่นี่ถึงได้ตั้งใจมาหา เจ้า” “แม่น้ำแห่งเวลา!” “เจ้าได้รับสัจธรรมความจริง ได้รู้วิถีแห่งเวลามาจาก แม่น้ำแห่งเวลาสายนั้น” “แม่น้ำแห่งเวลาสายนั้นบันทึกความลับของการ แปรเปลี่ยนแห่งสรรพสิ่งไว้มากมาย ทั้งยังมีความ มหัศจรรย์ของการเกิด การแทนที่ การหายสาบสูญ ของแต่ละยุคสมัยด้วย!” “เจ้าทำความเข้าใจความมหัศจรรย์มาได้จากแม่น้ำ แห่งเวลางั้นรึ!” สายตาที่ฟางหยวน โต้วเทียนเฉินและวังเหม่ยเจีย รวมไปถึงแดนเอตทัคคะใช้มองอูจี้ล้วนเปลี่ยนมา เป็นทั้งอิจฉา ทั้งยำเกรง
อูจี้เป็นแค่แดนว่างเปล่า ทว่าในสายตาของพวกเขา แล้ว อูจี้ที่ได้รับความลี้ลับจากแม่น้ำแห่งเวลาและ สามารถสื่อสารกับมันได้ เกรงว่าคงลึกลับยิ่งกว่า แดนเทพเจ้าเหล่านั้นมากนัก “คนที่ต่อสู้กันอยู่ในจุดลึกของสนามรบสุ้ยเมี่ยคือ ใคร?” อูจี้ถามอย่างใคร่รู้ “หยวนหมอต้าจุนแห่งเผ่าภูตผีปีศาจ และผู้อาวุโส ใหญ่ของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวข้าอย่างโม่ เหิง” โต้วเทียนเฉินเป็นฝ่ายอธิบายให้ฟังก่อน ทั้งยัง ถ่อมตัวอย่างยิ่ง “ในเมื่อท่านคืออาจารย์ของศิษย์ น้องเจ็ดในดินแดนดาวตก อีกทั้งดินแดนดาวตกยัง เป็นถิ่นของศิษย์น้องเจ็ด ทุกคนก็ถือเป็นคนกันเอง” “ไม่ว่าท่านจะมาชมการต่อสู้หรือพูดคุยกับศิษย์น้อง เจ็ด พวกเราก็ล้วนยินดีต้อนรับท่าน”
โต้วเทียนเฉินยื่นมือชี้ไปยังเทือกเขาและลำธารหลาย แห่งที่อยู่ห่างไปไกล “ผู้แข็งแกร่งของสำนักอื่นล้วน กระจายตัวกันอยู่ในพื้นที่เหล่านั้น ทุกคนต่างก็มีถิ่น เป็นของตัวเอง จุดที่ลึกที่สุดมีแดนเทพเจ้ากำลังจับ ตามองการต่อสู้ระหว่างหยวนหมอต้าจุนและผู้ อาวุโสอยู่ ยากที่คนทั่วไปจะเข้าไปก้าวก่ายได้” “แม้ว่าพลังแห่งเวลาที่ท่านฝึกฝนจะลึกลับ ทว่าจะ อย่างไรขอบเขตก็ยังไม่พอ ข้าแนะนำให้ท่านเฝ้าชม การต่อสู้อยู่กับพวกเราที่นี่ ท่านคิดว่าอย่างไร?” โต้วเทียนเฉินเอ่ยเชื้อเชิญด้วยรอยยิ้ม “อาจารย์ ข้าเองก็มีเรื่องมากมายอยากจะพูดคุยกับ ท่านเหมือนกัน” เนี่ยเทียนหัวเราะร่า อูจี้ลังเลเพียงเล็กน้อยก็พยักหน้ารับ “ถ้าอย่างนั้นข้า ก็จะอยู่ที่นี่ชั่วคราว อย่างไรข้าก็ยังต้องไปที่แม่น้ำ
แห่งเวลาสายนั้น เพราะการฝ่าขอบเขตของข้า หลังจากนี้ยังต้องอาศัยที่นั่น” “แน่นอน” เนี่ยเทียนรีบตอบรับ “มาดูกันสิว่าหลายปีที่ผ่านมานี้เจ้าเจอกับเรื่องอะไร มาบ้าง” อูจี้พ่นลมหายใจออกมาเบาๆ ดวงตาพลันมี ลำแสงพุ่งผ่าน ราวกับว่านั่นคือความลับที่แม่น้ำแห่ง เวลามอบให้กับดวงตาของเขา “เวลาหวนคืน” อูจี้กล่าวขึ้นเบาๆ พริบตานั้นเนี่ยเทียนก็พลันเกิดความรู้สึกลวงตาว่า เรื่องราวที่ตัวเองประสบพบเจอมาตลอดหลายปีได้ กลับมาปรากฏอยู่ในสมองอีกครั้ง ดูเหมือนว่าเวลาจะถูกดึงให้หวนกลับคืนไป ประสบการณ์ทุกอย่าง ความทรงจำหลายชั่วหลาย ยามคล้ายถูกดึงออกมา
อูจี้มองตาของเขาก็เหมือนจะมองเห็นทุกอย่างได้ จากจุดลึกของตาดำเนี่ยเทียน นี่คือเรื่องที่แม้แต่แดนเทพเจ้าก็ยังตะลึงลาน เพราะ เป็นเรื่องที่พวกเขาเองก็ยังทำไม่ได้ พวกฟางหยวน โต้วเทียนเฉินสัมผัสได้ถึงกลิ่นอาย ของห้วงเวลาที่หมุนย้อนกลับจากปราณของอูจี้ พวก เขาพลันเกิดความกระวนกระวายหวาดกลัว เป็น ฝ่ายขยับออกห่างอูจี้โดยอัตโนมัติ ราวกับว่าหากอูจี้นำวิชา “เวลาหวนคืน” นี้มาร่ายใช้ กับตัวของพวกเขา พวกเขาก็คงไม่สามารถปกปิด ความลับในอดีตที่ผ่านมา ทุกเรื่องราวคงต้องถูก เปิดเผยออกมาต่อหน้าอีกฝ่ายทั้งหมด “น่ากลัวเสียยิ่งกว่าเวทค้นวิญญาณเสียอีก อีกทั้งยัง ไม่มีอันตรายด้วย” วังเหม่ยเจียพึมพำเบาๆ “พลัง แห่งเวลาเป็นเพียงแค่ความลี้ลับของพลังงานที่มีอยู่
ในตำนาน เมื่อเทียบกับพลังแห่งห้วงมิติแล้วยังถือว่า ลึกลับกว่ามาก ขนาดฝ่ายในของสี่สำนักเก่าแก่ก็ยัง ไม่มีคำอธิบายเกี่ยวกับพลังแห่งเวลามากนัก ทั้งยัง ไม่มีวิชาการฝึกตนด้วย” “คาดไม่ถึงว่าดินแดนดาวตกเล็กๆ แห่งหนึ่งจะมีผู้ มากพรสวรรค์ถือกำเนิดได้มากมายขนาดนี้” โต้วเทียนเฉินพลันกล่าวขึ้นว่า “บางทีคงต้องหา โอกาสไปเยือนดินแดนดาวตกดูบ้างเสียแล้ว สถานที่ แห่งนั้นมีคนที่พิเศษอยู่มากมาย แล้วก็มีเรื่องราวน่า ตะลึงมากมายด้วยเช่นกัน” “ดินแดนดาวตกมีค่าควรไปเยือนอย่างแท้จริง” ฟาง หยวนถอนหายใจ แทบจะเวลาเดียวกัน
พื้นที่อีกแถบหนึ่งที่เหล่าเทพบุตร เทพธิดารวมไปถึง เหล่าผู้อาวุโสของสำนักห้าธาตุ ลัทธิจิตตวิสุทธิ์และ หอทอดฟ้ารวมตัวกันอยู่ “พลังแห่งเวลา!” “ข้าสัมผัสได้ถึงปราณที่ผิดปกติของห้วงเวลา แม่น้ำ แห่งเวลาสายนั้นคงไม่ลอยมาที่นี่หรอกกระมัง? นี่ มันผิดปกตินะ!” “มีคนติดต่อกับแม่น้ำแห่งเวลา และใช้พลังแห่งเวลา อยู่จริงๆ!” “ตรงตำแหน่งที่คนของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว อยู่กัน!” “แปลกจริง! ใครกันแน่นะที่เชี่ยวชาญพลังแห่งเวลา! ช่างน่าตะลึงยิ่งนัก!” ทันใดนั้นเหล่าผู้แข็งแกร่งเผ่ามนุษย์จำนวนมากที่ได้ กลิ่นอายของพลังแห่งเวลาต่างก็คืนสติจากการจับ
ตามองการต่อสู้ระหว่างหยวนหมอต้าจุนและโม่เหิง แล้วพากันไปรวมตัวกันตรงจุดที่อูจี้อยู่ ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 39 บทที่ 1147 มองอนาคตปราดหนึ่ง
ขนาดคนของสี่สำนักเก่าแก่ที่ยังไม่เลื่อนสู่แดนเทพ เจ้าก็ยังไม่กล้าขยับเข้าไปใกล้พื้นที่การต่อสู้ดุเดือด ระหว่างหยวนหมอต้าจุนกับโม่เหิง เพราะการต่อสู้ของคนทั้งสองอาจจะมีปราณเลือด ลมบ้าระห่ำหรือไม่ก็พลังวิญญาณบริสุทธิ์แผ่ออกมา ซึ่งล้วนทำให้แดนเอตทัคคะได้รับบาดเจ็บสาหัส อย่างที่ยากจะเยียวยาได้ แล้วก็ด้วยเหตุนี้ ขณะที่ชมการต่อสู้ของคนทั้งสอง ร่างจริงของแดนเอตทัคคะจึงไม่สามารถเยื้องกราย มาเยือนได้ พวกเขาก็เป็นเหมือนเนี่ยเทียนที่ใช้วิธีการคล้ายคลึง กับดวงตาดารามาจับตามองพื้นที่แห่งนั้นโดยรักษา ระยะห่างพลางใช้เวทลับรับสัมผัสไปด้วย
ซึ่งในการรับสัมผัสอันเฉียบไวของพวกเขา ทำให้ พวกเขาสัมผัสได้ถึงการกระเพื่อมของพลังแห่งเวลา พลังแห่งเวลาคือพลังงานที่ลึกลับและหายากที่สุดใน โลก ท่ามกลางประวัติศาสตร์อันยาวนาน ผู้ที่ สามารถไขความมหัศจรรย์ของพลังเวลาอันลึกลับได้ นั้นล้วนมีแค่ในตำนานเท่านั้น อีกทั้งยังหาได้ยากยิ่งกว่าขนหงส์เขากิเลน ด้วยเหตุนี้พอมีคนสัมผัสได้ว่ามีคนบรรลุพลังแห่ง เวลา อีกทั้งยังติดต่อกับแม่น้ำแห่งเวลาได้ ทุกคนก็ พากันตื่นตระหนก ไม่นานนัก บริเวณรอบๆ ยอดเขาที่เนี่ยเทียนและอูจี้อยู่ในเวลา นี้ก็มีอาวุธวิเศษประเภทบินงดงามจำนวนมาก ปรากฏขึ้นมา และยังมีบุคคลที่มีชื่อเสียงเลื่องลือไป
ทั่วฟ้าดินของเผ่ามนุษย์หลายคนที่ลอยตัวมากลาง อากาศสูงเพียงลำพัง หวงจินหนัน โหลวหงแยน โหวชูหลัน เฮ้อเหลียนสง … และยังมีผู้อาวุโสของสำนักไม้ สำนักทอง ลัทธิจิตต วิสุทธิ์และหอทอดฟ้า รวมไปถึงผู้อาวุโสบางส่วนของพระราชวังโบราณ สะเก็ดดาวอย่างเว่ยไหล เหยียนจั้นซึ่งต่างก็ทยอย กันบินมาถึง เดิมทีพวกเขาคิดจะขยับเข้าไปใกล้พื้นที่การต่อสู้ ของหยวนหมอต้าจุนกับโม่เหิงให้มากขึ้น แต่เวลานี้ กลับเปลี่ยนทิศทางเพราะถูกพลังแห่งเวลาดึงดูดมา ดวงตาของพวกเขาเป็นประกายระยิบระยับ แอบ มองประเมินอูจี้ด้วยสายตาลึกล้ำ
และอูจี้ในเวลานี้ก็ดึงสายตากลับมาจากร่างเนี่ย เทียนแล้ว เขาที่ใช้ “เวลาหวนคืน” มองภาพเหตุการณ์ต่างๆ ที่ เกิดขึ้นในอดีตและประสบการณ์ประหลาดมากมาย ของเนี่ยเทียนจากลูกตาดำของอีกฝ่าย ทุกอย่างก็ พลันกระจ่างแก่ใจ “เนี่ยเทียน ท่านผู้นี้คือ…” เว่ยไหลพลิ้วกายลงมา พลางจ้องมองอูจี้ด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “อาจารย์ของข้าในดินแดนดาวตก” เนี่ยเทียนตอบ “อาจารย์ในอดีตของเขา…” แขกหลายคนที่ทยอยกันมาเยือนต่างก็มีท่าทางตื่น ตะลึงไม่ต่างจากโต้วเทียนเฉินก่อนหน้านี้ โต้วเทียนเฉินลุกขึ้นยืนพร้อมหันไปอธิบายให้พวกเว่ ยไหล เหยียนจั้นฟังด้วยรอยยิ้ม “เขาสัมผัสได้ถึงการ ดำรงอยู่ของศิษย์น้องเจ็ด จึงเดินทางจากแม่น้ำแห่ง
กาลเวลามาที่นี่ ที่เขามาก็เพื่ออยากพูดคุยกับศิษย์ น้องเจ็ดสักหน่อย ไม่คิดว่าจะทำให้พวกท่านตกอก ตกใจ” “แม่น้ำแห่งเวลา! ติดต่อกับแม่น้ำแห่งเวลา!” เทพบุตร เทพธิดา และผู้แข็งแกร่งแต่ละคนที่พอได้ ยินคำพูดของโต้วเทียนเฉินก็สูดลมหายใจด้วยความ ตกตะลึง สีหน้าของพวกเว่ยไหลเปลี่ยนมาเป็นเคร่งเครียด มากขึ้นเรื่อยๆ ยามที่เผชิญหน้ากับอูจี้…ก็มีท่าทาง ระมัดระวังอย่างเห็นได้ชัด “ผู้อาวุโสทั้งหลาย พวกท่าน…” เนี่ยเทียนลูบคลำ ปลายคาง สีหน้าไม่สบอารมณ์สักเท่าไหร่นัก “พวก ท่านยกขบวนกันมา คงไม่ใช่ว่ามีอะไรไม่พอใจ อาจารย์ของข้าหรอกกระมัง?”
“เข้าใจผิดแล้ว” เหยียนจั้นรีบแสดงท่าที “ไม่ใช่ว่า ไม่พอใจ ก็แค่ตกใจเท่านั้น เพราะในตำนานเล่าลือ กันว่าแม่น้ำแห่งเวลาเส้นนั้นติดต่อได้ยากอย่างถึง ที่สุด ผู้ที่สามารถติดต่อกับแม่น้ำแห่งเวลาได้ก็คือผู้ มากพรสวรรค์ที่ได้รับการยอมรับจากมันอย่าง แท้จริง บุคคลเช่นนี้ ตลอดเวลาหลายแสนปีที่มาก็ ยังไม่เคยมีปรากฏมาก่อนแม้แต่คนเดียว” “หลายแสนปีก็ไม่เคยมีปรากฏแม้แต่คนเดียว?” เนี่ย เทียนตะลึงงัน เพราะว่าอูจี้คืออาจารย์ของเนี่ยเทียนในดินแดนดาว ตก ผู้มาเยือนจากลัทธิจิตตวิสุทธิ์ หอทอดฟ้าและ สำนักห้าธาตุที่กระจายตัวกันอยู่รอบๆ ยอดเขา แม้ว่าจะมีแต่ความสงสัยเต็มหัวใจ แต่กลับไม่มีใคร เปิดปากถาม
พวกเขาคิดว่านี่คือเรื่องภายในของพระราชวัง โบราณสะเก็ดดาว ให้เว่ยไหลและเหยียนจั้นเป็นคน ถามจะเหมาะสมกว่า “สำหรับแม่น้ำแห่งเวลานั้นมีคำเล่าลืออยู่อย่าง หนึ่ง” เว่ยไหลลังเลไปครู่ก็หันมามองอูจี้อย่าง เกรงใจ “ในตำนานเล่าลือกันว่าหากผู้ที่เชี่ยวชาญ พลังด้านเวลาสามารถติดต่อกับแม่น้ำแห่งเวลาได้ก็ จะสามารถมองเห็นอดีต ปัจจุบัน หรือแม้แต่อนาคต ได้ปราดหนึ่ง” อูจี้นิ่งคิดไปนาน ก่อนจะพยักหน้ารับเบาๆ “หาก มองอดีตจะง่ายหน่อย ทว่าหากคิดจะมองอนาคต กลับต้องจ่ายค่าตอบแทนที่ยิ่งใหญ่มหาศาล” “อีกทั้งอนาคตก็เปลี่ยนแปลงไปไม่แน่นอน สิ่งที่เห็น อาจไม่ใช่ผลลัพธ์สุดท้ายเสมอไป” “อดีตมิอาจเปลี่ยนแปลง มิอาจแก้ไข”
“แต่อนาคตเต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลงไร้ที่สิ้นสุด อาจได้รับอิทธิพลให้เกิดการเปลี่ยนแปลง” คำพูดประโยคนี้ได้แสดงให้เห็นถึงความรู้ที่อูจี้มีแต่ พลังแห่งเวลา “อดีตไม่สามารถเปลี่ยนแปลง อนาคตเต็มไปด้วย การเปลี่ยนแปลงไร้ที่สิ้นสุด สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ไม่แน่นอน…” แดนเอตทัคคะมากมาย รวมถึงพวกศิษย์ผู้กล้าที่มี พรสวรรค์และสติปัญญาโดดเด่นของสี่สำนักเก่าแก่ ต่างก็ทำสีหน้าครุ่นคิด คล้ายจะจับความรู้ของพลัง แห่งเวลาได้ “คือว่า…” เว่ยไหลมีสีหน้าจืดเจื่อน เพราะแม้แต่ตัว เขาเองก็ยังรู้สึกว่าตัวเองบุ่มบ่ามเกินไป “จะเป็นไป ได้ไหมที่จะมองอนาคตสักแวบหนึ่ง ข้าอยากรู้ว่า ผลลัพธ์การต่อสู้ระหว่างหยวนหมอต้าจุนกับผู้อาวุโส
ใหญ่โม่เหิงของสำนักข้าจะเป็นอย่างไร? พวกเรา อยากรู้มากว่าสุดท้ายแล้วผู้อาวุโสใหญ่โม่เหิงจะตาย หรือว่าจะมีชีวิตรอด” เมื่อประโยคนี้ดังออกมา ทุกคนก็เข้าใจความ ต้องการของเว่ยไหล แล้วก็เข้าใจว่าเหตุใดเขาถึงต้อง อึกๆ อักๆ เมื่อครู่นี้อูจี้พูดอย่างชัดเจนมากแล้ว หากอยากมอง อดีตนั้นง่ายมาก ก็เหมือนอย่างที่เมื่อครู่นี้เขาใช้ “เวลาหวนคืน” มา มองภาพเหตุการณ์ต่างๆ ในอดีตของเนี่ยเทียนอย่าง ง่ายดาย คิดจะมองอนาคต ต่อให้ใช้แม่น้ำแห่งเวลาก็ จำเป็นต้องจ่ายค่าตอบแทนอันเจ็บปวด
พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวอยากจะรู้ผลลัพธ์การ ต่อสู้ระหว่างหยวนหมอต้าจุนกับโม่เหิงก็เป็นเรื่อง ง่ายที่จะทำความเข้าใจ หากว่าโม่เหิงต้องตายแน่นอน และอนาคตสามารถ เปลี่ยนแปลงได้ บางทีพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว อาจจะหาหนทางเปลี่ยนแปลงผลลัพธ์นี้… หากโม่เหิงรอด ถ้าเช่นนั้นทุกคนก็ปิติยินดี ต่อให้โม่ เหิงจะพ่ายแพ้หรือแพ้อนาถ แต่เมื่อโม่เหิงยังมีชีวิต อยู่ ด้วยรากฐานของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวก็ ย่อมต้องหาสิ่งของมาทดแทนให้แก่เขาได้อย่างไร้ ขีดจำกัด “หากมองอนาคต…” อูจี้เงยหน้ามองไปยังทิศทางที่เขาจากมาก็พอจะ สัมผัสได้ถึงการดำรงอยู่ของแม่น้ำแห่งเวลาได้ เลือนๆ “ข้ายังไม่เคยทดลองมาก่อน แต่ความลี้ลับที่
ข้าทำความเข้าใจจากแม่น้ำแห่งเวลาก็มีวิธีให้ทำ เช่นนี้อยู่ ทว่าค่าตอบแทน…” สีหน้าของเขาค่อนข้างลำบากใจ “ไม่ว่าค่าตอบแทนจะเป็นอย่างไร พระราชวัง โบราณสะเก็ดดาวของพวกเราก็น่าจะจ่ายได้ไหว” โต้วเทียนเฉินรีบกล่าว คนที่เหลือก็พากันแสดงท่าทางว่าเห็นด้วย “อายุขัย” อูจี้กล่าวออกมา “อายุขัย!” “อายุขัยที่ล้ำค่ามากที่สุด!” “นี่…” หลายคนที่พอร้องอุทานก็พากันเงียบเสียงลง ข้อเสียที่สุดในการฝึกตนของเผ่ามนุษย์ก็คืออายุขัย ไม่มากพอ ขอบเขตของการฝึกตนถูกสกัดกั้นไว้ด้วย
อายุขัย หากใช้ชีวิตไม่ระวังอายุขัยก็จะถึงจุดสิ้นสุด และแก่ตายไป สมบัติล้ำค่าหายากที่สามารถเพิ่มอายุขัยได้อย่าง ผลไม้แห่งชีวิตก็เคยมีปรากฏมาก่อน แต่ก็ถูก นำมาใช้จนแทบจะหมดสิ้นแล้ว ฝ่ายในของสี่สำนักเก่าแก่มีพวกผู้เฒ่าประหลาดอยู่ มากมาย ซึ่งพวกเขาก็ต้องเผชิญหน้ากับปัญหาเรื่อง อายุขัยเช่นกัน และก็ต้องรอคอยให้ได้รับอายุขัยมา เพิ่มมากขึ้นยามที่ตบะมีการฝ่าทะลุขั้น หากพบเจอสมบัติที่สามารถต่ออายุขัยได้ก็จะเอามา ให้พวกเขาใช้ พวกเว่ยไหล โต้วเทียนเฉินเงียบงัน เมื่อตั้งใจครุ่นคิด ก็พบว่าสมบัติในสำนักที่สามารถเพิ่มอายุขัยได้ดู เหมือนจะถูกนำมาใช้จนหมดแล้วจริงๆ
นอกจากนี้พวกเขาเองก็ไม่รู้ว่าเมื่ออูจี้ใช้แม่น้ำแห่ง เวลาไปลอบมองอนาคตปราดหนึ่งจะต้องเผาผลาญ อายุขัยไปมากน้อยแค่ไหนกันแน่ ในบรรดาคนทั้งหมดที่ได้ยินคำว่า “อายุขัย” มีเพียง เนี่ยเทียนคนเดียวเท่านั้นที่ยกยิ้มมุมปากด้วยรอยยิ้ม ประหลาด “ที่แท้เมื่อมองอนาคตจะต้องจ่ายด้วยค่าตอบแทน เป็นอายุขัย อายุขัยคือพันธนาการที่น่ากลัวที่สุดที่รัด พันคนเผ่ามนุษย์เอาไว้!” “ทว่าพันธนาการนี้ข้าสามารถไขมันออกได้…” จู่ๆ เนี่ยเทียนก็พลันนึกถึงอะไรขึ้นมาได้ เขาจึงหันไปมองอูจี้ อูจี้ก้มหน้าลงนิดๆ ด้วยสีหน้าจำใจ
จากสีหน้าของอูจี้ก็เห็นได้ชัดว่าเขาไม่ยินยอมที่จะ สิ้นเปลืองอายุขัยของตัวเองเพื่อไปมองผลการต่อสู้ ของโม่เหิงให้แก่พระราชวังโบราณสะเก็ดดาว ทว่าเมื่อครู่นี้ตอนที่อูจี้ใช้ “เวลาหวนคืน” ได้ มองเห็นเหตุการณ์ในอดีตที่เกิดขึ้นกับตนไปแล้ว ภาพที่เขาใช้แก่นเลือดด้วยพรสวรรค์การมอบชีวิต ต่ออายุขัยให้แก่บุตรวิญญาณโลหิตในอาณาจักรเลี่ย คง อูจี้ก็เห็นหมดแล้วไม่ใช่หรือ? เห็นได้ชัดว่าอูจี้รู้ว่า หากเขาจะลอบมองอนาคต ปัญหาเรื่องอายุขัยก็มีวิธีแก้ไขแล้ว ถ้าเช่นนั้น… เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ เขาก็พลันเข้าใจ ที่อูจี้ตั้งใจพูดคำ ว่าอายุขัยออกมา เกรงว่าคงมีแผนการของตัวเอง “ดูท่าพวกเราคงทำให้ท่านลำบากใจแล้ว” เว่ยไหล ถอนหายใจ ส่ายหน้าพลางกล่าวว่า “อายุขัยเป็น
ของมีค่ามากเกินไป วัตถุประเภทนี้ในสำนักของพวก เราหมดสิ้นไปนานแล้ว ค่าตอบแทนนี้ของเจ้า พวก เราจ่ายไม่ไหวจริงๆ” อูจี้เงยหน้ามองเว่ยไหล กล่าวว่า “บางทีอาจจะลอง ดูหน่อยก็ได้ ช่วงที่ผ่านมานี้ข้าฝ่าทะลุขอบเขตหลาย ครั้งติดต่อกัน ขีดจำกัดของอายุขัยถูกตีแตก ในเวลา สั้นๆ นี้ข้ายังมีอายุขัยมากพอให้ใช้ อีกทั้งข้ามีลาง สังหรณ์ว่าอีกไม่นานข้าจะยังเลื่อนสู่แดนเอตทัคคะ ได้” “และหากเลื่อนสู่แดนเอตทัคคะ ข้าก็จะได้อายุขัย มาเพิ่มเติม” พอเขากล่าวเช่นนี้ ดวงตาของผู้อาวุโสและบุตรแห่ง ดวงดาวของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวก็เป็น ประกายทันที
“ท่านต้องการให้พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวของ เราทำอะไรให้?” เว่ยไหลถามอย่างจริงจัง ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 39 บทที่ 1148 หายนะในอนาคต
“ตอนนี้ข้ายังคิดไม่ออกว่าจะให้พระราชวังโบราณ สะเก็ดดาวทำอะไร” อูจี้ลังเลเล็กน้อย เขาเอ่ยเนิบช้า “แต่ข้าต้องการ คำมั่นสัญญาว่าหากข้าต้องการหลังจากนี้ก็หวังว่า พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวจะช่วยข้าทำเรื่องอะไร บางอย่างหรือไม่ก็รวบรวมของบางสิ่งให้แก่ข้า” เว่ยไหลและผู้อาวุโสหลายท่านหันมามองหน้ากัน โต้วเทียนเฉิน วังเหม่ยเจียและยังมีฟางหยวนนิ่งคิด ไปครู่หนึ่ง ครั้นจึงพยักหน้ารับก่อนใคร จากนั้นก็เป็นผู้อาวุโสคนอื่นๆ “ได้สิ” เว่ยไหลตกปากรับคำ
ในสายตาของเขา การที่อูจี้จะมีความสัมพันธ์กับ พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวกลับจะทำให้สำนัก ได้รับผลประโยชน์เสียอีก คนผู้หนึ่งที่เชี่ยวชาญพลังแห่งเวลา ทั้งยังเป็น อาจารย์ผู้มีพระคุณของเนี่ยเทียน พระราชวังโบราณ สะเก็ดดาวผูกมิตรกับเขาก็มีแต่จะเป็นเรื่องดีเท่านั้น ขอบเขตของอูจี้ในตอนนี้เป็นแค่แดนว่างเปล่าช่วง ท้าย แล้วก็ไม่เคยล่วงเกินบุคคลยิ่งใหญ่คนใดของ ดินแดนดาวตก ไม่ว่าจะคิดพิจารณาอย่างไร พวก เขาก็ล้วนรู้สึกว่าการรักษาความสัมพันธ์อันดีกับอูจี้ ถือเป็นเรื่องที่สำคัญมาก แล้วนับประสาอะไรกับที่มีความเป็นไปได้สูงที่เนี่ย เทียน…จะกลายมาเป็นนายแห่งดวงดาวคนต่อไป “มองอนาคตปราดหนึ่ง ข้าเองก็ต้องไปอยู่ที่แม่น้ำ แห่งเวลาสายนั้นด้วย” อูจี้กล่าว
ทางฝ่ายของลัทธิจิตตวิสุทธิ์ ฉีเหลียนซานที่ เชี่ยวชาญพลังห้วงมิติซึ่งเป็นแดนเอตทัคคะช่วง กลางเป็นฝ่ายลุกขึ้นยืนแล้วกล่าวว่า “ตำแหน่ง คร่าวๆ ของแม่น้ำแห่งเวลาสายนั้นอยู่ที่ไหนหรือ?” อูจี้อธิบายให้อีกฝ่ายฟังง่ายๆ ฉีเหลียนซานหรี่ตาลงครุ่นคิด ก่อนจะพยักหน้ารับ “ข้าสามารถส่งให้เจ้าไปโดยเร็วและกลับมาโดยเร็ว” “ตกลง” อูจี้เองก็ตอบรับรวดเร็วฉับไว “ข้าจะไป กับเนี่ยเทียน” “ได้!” ฉีเหลียนซานพลิ้วกายลงบนยอดเขาที่แตกหัก เขา โคจรพลังห้วงมิติพลางอาศัยกระบี่สีเงินเล่มหนึ่งมา แหวกรอยแยกห้วงมิติแคบยาวเส้นหนึ่งบนท้องฟ้า อูจี้มองเนี่ยเทียนปราดหนึ่ง
เนี่ยเทียนหัวเราะเบาๆ แล้วก้าวนำเข้าไปก่อนโดยไม่ แม้แต่จะลังเล จากนั้นถึงจะเป็นอูจี้และฉีเหลียนซาน ผู้อาวุโสและบุตรแห่งดวงดาวของพระราชวังโบราณ สะเก็ดดาวรวมไปถึงคนอื่นๆ ที่แม้จะมีท่าทีสงสัย ใคร่รู้อย่างยิ่ง แต่เป็นเพราะไม่ได้รับการเชื้อเชิญจึง ได้แต่รออยู่ที่เดิมเท่านั้น …… มุมห่างไกลของสนามรบสุ้ยเมี่ย ฉีเหลียนซานนำอูจี้และเนี่ยเทียนสองคนพลิ้วกายลง มา เดิมทีท้องฟ้าเป็นสีเทาขมุกขมัวไม่มีวัตถุใดๆ อยู่ แม้แต่อย่างเดียว การมาถึงของอูจี้ทำให้จุดลึกของท้องฟ้าสีเทาเหลือบ น้ำตาลค่อยๆ มีแสงสว่างทยอยกันถูกจุดประกาย
ไม่นานแม่น้ำพร่างพราวเส้นหนึ่งก็ผลุบๆ โผล่ๆ ออกมา ท่ามกลางแม่น้ำสายยาวมีจุดแสงเป็นประกายแวว วาวแล้วก็วูบผ่านไป เหมือนภาพเหตุการณ์ต่างๆ ที่ เคยเกิดขึ้นในอดีตของประวัติศาสตร์แต่ละท่อนที่ดับ สลายไปแล้ว ยืนอยู่ใต้แม่น้ำที่สว่างไสว ไม่ว่าจะเป็นฉีเหลียนซาน หรือเนี่ยเทียนต่างก็เกิดความรู้สึกแปลกประหลาด เหมือนอดีต ปัจจุบันและห้วงมิติมากมายวูบลอย ผ่านไป “แม่น้ำแห่งเวลา!” ฉีเหลียนซานสูดลมหายใจเข้าลึก เพ่งสมาธิมองไปยัง แม่น้ำพิเศษลึกลับในตำนานสายนั้น ผู้แข็งแกร่งที่เข้ามาในสนามรบสุ้ยเมี่ยมีมากนับพัน นับหมื่น และมีทุกเผ่าพันธุ์
แต่คนที่โชคดีสามารถได้เห็นแม่น้ำสายนี้กลับมีน้อย ยิ่งกว่าน้อย คนที่ได้เห็น ได้สื่อสารกับแม่น้ำแห่งเวลา ทั้งยัง สามารถดึงเอาพลังงานมาจากมันเพื่อสร้างดินแดน ของตัวเองก็ยิ่งไม่เคยปรากฏมาก่อนในระยะเวลา หลายแสนปีที่ผ่านมา อูจี้ก็คือคนที่พิเศษเช่นนี้ “ขอให้เจ้าจากไปก่อนสักครู่” เมื่อมาถึงที่นี่ อูจี้ก็ออกคำสั่งไล่ฉีเหลียนซานอย่างไม่ เกรงใจ ฉีเหลียนซานหันไปขอร้องเนี่ยเทียน “ด้วยความ สนิทสนมระหว่างเจ้ากับข้า…” เนี่ยเทียนส่ายหน้า “สนิทก็ส่วนสนิท ครั้งนี้ไม่ได้ จริงๆ”
เขาที่อยากจะรู้ว่าอูจี้ใช้วิธีการใดมาสื่อสารกับแม่น้ำ แห่งเวลาเพื่อลอบมองอนาคตได้แต่ย้อนกลับไปทาง เดิมด้วยความจนใจ “แค่ครึ่งชั่วยามก็เรียบร้อยแล้ว” ก่อนหน้าที่เขาจะจากไป อูจี้ยังพูดเสียงเย็นตามมา อีกหนึ่งประโยค ฉีเหลียนซานตอบรับหนึ่งคำก็หายตัวไป และรอย แยกห้วงมิติเส้นนั้นก็ปิดสนิทลงอย่างรวดเร็ว “สายเลือดของเจ้าเพิ่มอายุขัยให้กับคนอื่นได้!” ดวงตาของอูจี้พลันเปลี่ยนมาเป็นแวววาว “พรสวรรค์ทางสายเลือดของเจ้าช่างน่าตะลึงยิ่งนัก เป็นสายเลือดที่พิเศษที่สุดซึ่งข้าไม่เคยพบเจอมา ก่อนเลย” “อาจารย์ ท่านเห็นทุกอย่างจริงๆ ด้วย” เนี่ยเทียน กล่าวด้วยรอยยิ้ม
“ข้าเองก็ไม่เคยทดลองลอบมองอนาคตมาก่อน แล้ว ก็ไม่กล้าลองด้วย ไม่รู้ว่าอายุขัยจะถูกเผาผลาญไป มากน้อยเท่าไหร่” ตอนที่เหลือกันแค่อาจารย์และ ศิษย์สองคน อูจี้ก็พูดเปิดใจ “โดยเฉพาะบุคคลอย่าง หยวนหมอต้าจุนและโม่เหิงนี้ การที่จะมองอนาคต ของพวกเขา ขนาดข้าก็ยังรู้สึกหวาดกลัว” เนี่ยเทียนเองก็เข้าใจได้เป็นอย่างดี “หากไม่เป็น เพราะสายเลือดของข้าสามารถเพิ่มอายุขัยให้ท่าน อาจารย์ได้ เกรงว่าท่านก็คงไม่ยอมรับปาก พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวหรอกกระมัง?” “แน่นอน” อูจี้ไม่ปฏิเสธ “อายุขัยของข้าล้ำค่ามาก ของบนโลกนี้ที่สามารถต่ออายุขัยได้ก็มีน้อยเกินไป ข้าคงไม่พาตัวเองไปตายเพียงเพราะจะมองอนาคต แค่ปราดเดียว” “ท่านต้องการอะไรจากสำนักของข้า?” เนี่ยเทียน ถามอย่างใคร่รู้
“ยังคิดไม่ออก เรื่องนี้ไว้ค่อยพูดกันทีหลัง” อูจี้เริ่ม ตื่นเต้นขึ้นมาเล็กน้อย “ข้าก็แค่ แค่อยากลองลอบดู อนาคตสักหน่อย อยากรู้ว่ามันจะเป็นประสบการณ์ แบบใดกันแน่!” “ตูม!” ในที่สุดดินแดนแห่งเวลาที่มหัศจรรย์ของเขาก็ระเบิด ออก ลำแสงสว่างไสวเจิดจ้า ดินแดนแห่งเวลาแผ่ออกมา เต็มพิกัด เวลาราวกับหยุดนิ่งลงในวินาทีนั้น เนี่ยเทียนที่อยู่ใกล้กับเขามากที่สุดสัมผัสได้ชัดเจน ที่สุด เขารู้สึกว่าเวลานี้เหมือนฟ้าถล่มดินทลาย เวลา บิดเบือน แม้แต่ห้วงมิติก็ยังได้รับผลกระทบจนคล้าย จะปั่นป่วน กรวดทรายจำนวนนับไม่ถ้วนลอยออกมาจากใน ดินแดนแห่งเวลา
กรวดทรายพวกนั้นบางครั้งก็สว่างจ้า บางครั้งก็หม่น มัว และเหมือนจะมีการตอบสนองต่อแม่น้ำแห่ง เวลาสายยาวที่อยู่เหนือศีรษะของอูจี้ ในแม่น้ำแห่งเวลาสายยาวมีแม่น้ำสายหนึ่งแยกออก มาแล้วไหลรินลงสู่ดินแดนเวลาของอูจี้ อูจี้ที่อยู่ในดินแดนเวลากำหนดเวลาไว้ก่อน จากนั้น ไม่นานเส้นผมของเขาก็เริ่มขาวโพลน ผิวหนังบน ใบหน้าเปลี่ยนมาเป็นหยาบกร้านและเริ่มมีริ้วรอย ค่อยๆ ปรากฏขึ้น อายุขัยของเขากำลังเดินไปข้างหน้า ดวงตาทั้งคู่ของเขาพลันดูดดึงเอากรวดทรายใน แม่น้ำสายยาวไปและกรวดทรายพวกนั้นก็เหมือนจะ กลายมาเป็นโคมไฟที่ส่องสว่างทุกอย่างบนโลกใบนี้ ให้แก่เขา ทำให้เขามองเห็นอดีต ปัจจุบันและ อนาคต
ภาพเงาร่างของหยวนหมอต้าจุนกับโม่เหิงตัด สลับกันขึ้นมาปรากฏบนดวงตาข้างซ้ายและข้างขวา ของเขา ภาพการต่อสู้ของคนทั้งสอง การปะทะกันระหว่าง เลือดลมและพลังวิญญาณที่เล็กละเอียดปรากฏ ขึ้นมาในดวงตาของเขา จนแม้แต่เนี่ยเทียนก็ยัง มองเห็นได้อย่างชัดเจน ทว่าทุกอย่างนี้กลับดำรงอยู่แค่ครู่เดียว “เปรี๊ยะ!” หลอดเลือดเล็กๆ ในดวงตาของอูจี้ระเบิดออกทำให้ ดวงตาของเขากลายเป็นสีแดงก่ำในชั่วพริบตา เลือดสดไหลลงมาตามดวงตาของเขา ดวงตาของเขา จึงมีแสงสีเลือดขมุกขมัวปกคลุมจนเหมือนจะมองไม่ เห็นอะไรอีก
เขาร้องครางด้วยความเจ็บปวด เอามือทั้งคู่ขึ้นมาปิด ดวงตา แสงที่ปลายนิ้วกรอกเทเข้าหาดวงตาเขา อย่างบ้าคลั่ง ก่อนที่เลือดสดๆ จะไหลพลั่กๆ ออกมา จากร่องนิ้วของเขา เนี่ยเทียนเห็นเขาเจ็บปวดถึงเพียงนั้นก็อยากจะช่วย แต่กลับพบว่าตัวเองกระดุกกระดิกไม่ได้ เขาได้แต่เหม่อมองอูจี้ที่ไม่รู้ว่าใช้วิธีการใดค่อยๆ รักษาตัวเอง คอยปาดเลือดตรงดวงตา บางครั้งก็ ร้องโหยหวนน่ากลัวอยู่สองสามครั้ง เป็นอย่างนี้นานสิบกว่าวินาที อูจี้ที่เปลี่ยนมาเป็นแก่ ชราก็หมดสติไป พอเขาหมดสติ ดินแดนเวลาของเขาจึงคลายตัวออก โดยอัตโนมัติ สายน้ำที่แยกออกมาจากแม่น้ำแห่ง เวลาก็หายไปจากท้องฟ้า ไม่เหลือให้เห็นอีก
เนี่ยเทียนรีบรุดเข้าไปปลุกอูจี้ “อาจารย์ ท่านเห็น อะไรกันแน่?” “สนามรบสุ้ยเมี่ยพังทลายลงจริงๆ แล้ว ตายกัน หมด คนส่วนใหญ่ที่เข้ามาล้วนตายกันหมด” อูจี้ ครวญเหมือนละเมอ ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 39 บทที่ 1149 เรื่องไม่คาดฝัน!
คำพูดของอูจี้ทำให้เนี่ยเทียนอึ้งเป็นไก่ไม้ เลือดสดยังคงไหลจากหัวตาและรูจมูกของอูจี้ไม่ หยุด เส้นผมของเขาที่เดิมทีเป็นสีเทาเปลี่ยนมาเป็นขาว โพลนราวหิมะ รอยยับย่นบนใบหน้าราวกับร่องลึก อีกฝ่ายดูแก่และอ่อนแอจนน่าตกใจ “เกรงว่าสนามรบสุ้ยเมี่ยคงต้องเกิดหายนะครั้งใหญ่ อีกอย่างแน่นอน” อูจี้พยายามทำจิตใจให้สงบ หันไปพูดกับเนี่ยเทียน ว่า “ข้าไม่สามารถลอบมองขั้นตอนของเหตุการณ์ สิ่งที่ข้าเห็นมีเพียงผลลัพธ์เท่านั้น” “และผลลัพธ์ก็ช่างน่าสลดใจยิ่งนัก…”
เนี่ยเทียนฝืนข่มกลั้นความสะท้านสะเทือนในจิตใจ ฉวยโอกาสตอนที่ฉีเหลียนซานยังไม่กลับมารีบโคจร เลือดเนื้อแห่งชีวิต ใช้ปราณเลือดของตนมาบำรุง หล่อเลี้ยงร่างกายของอูจี้ พลังงานหลายกลุ่มที่แฝงเร้นไว้ด้วยพลังแห่งชีวิต แทรกซอนเข้ามาในเลือดเนื้อของอูจี้ ทำให้พลังชีวิต ของเขาค่อยๆ เปลี่ยนมาเป็นพลุ่งพล่านอุดมสมบูรณ์ อีกครั้ง “เจ้าไม่จำเป็นต้องใช้แก่นเลือดแห่งชีวิตที่มีคุณค่ามา ช่วยต่อชีวิตให้ข้า” อูจี้ลุกขึ้นยืนอย่างเชื่องช้า “ค่าตอบแทนก็แค่อายุขัยหลายร้อยปีเท่านั้น ซึ่งมัน ยังอยู่ในขอบข่ายที่ข้าสามารถแบกรับได้ไหว อีกไม่ นานข้าก็จะฝ่าทะลุสู่แดนเอตทัคคะอีกครั้ง และจะ ได้รับอายุขัยเพิ่มเติม ในเวลาสั้นๆ นี้ข้าไม่ จำเป็นต้องเป็นกังวลเรื่องอายุขัย”
ระหว่างที่พูดเขาก็แอบโคจรพลังแห่งเวลาที่ลึกลับ อีกครั้ง ดูเหมือนว่าเวลาจะค่อยๆ หวนกลับคืนไปอย่างเงียบ เชียบ เส้นผมที่ขาวโพลนราวหิมะของเขาค่อยๆ เปลี่ยนสี มีสีเทา สีดำแตกรากออกมา ริ้วรอยบนใบหน้าของ เขาก็คล้ายถูกมือข้างหนึ่งที่มองไม่เห็นลบเลือนให้ ราบเรียบไปเบาๆ ในเวลาสั้นๆ เขาก็ฟื้นคืนกลับมามีลักษณะและ หน้าตาเหมือนเดิมอีกครั้ง เพียงแต่ว่าพละกำลังกลับ ถูกเผาผลาญไปมากอย่างเห็นได้ชัด “อาจารย์ แก่นเลือดของข้าสามารถสร้างขึ้นมาได้ ใหม่จากเลือดสดของชนต่างเผ่าและสิ่งมีชีวิตที่มี สายเลือดระดับสูง” เนี่ยเทียนอธิบาย
“ข้ารู้” อูจี้ยิ้มอย่างอ่อนแรง “ตอนนี้ศพของชนต่าง เผ่าและสัตว์โบราณระดับสูงที่อยู่ในมือเจ้ามีไม่พอ ไม่ใช่หรือ? รอวันหน้าเมื่อข้าพบกับปัญหาด้าน อายุขัยเข้าจริงๆ ค่อยไปหาเจ้าก็แล้วกัน” เนี่ยเทียนครุ่นคิดเล็กน้อยก็ยอมทำตามความ ต้องการของอีกฝ่าย ครู่หนึ่ง รอยแยกห้วงมิติก็ถูกฉีเหลียนซานแหวกออก ฉีเหลียนซานที่หายไปได้หวนกลับคืนมาอีกครั้ง “เป็นอย่างไรบ้าง?” ฉีเหลียนซานสอบถามอย่างใคร่ รู้ เขามองออกว่าตอนนี้อูจี้อ่อนแอมากแค่ไหน กำลัง วังชาของอีกฝ่ายดูลดน้อยไม่เพียงพออย่างเห็นได้ชัด นี่คืออาการที่พละกำลัง พลังจิตวิญญาณ และแรงใจ ถูกเผาผลาญไปมากเกิน “ไปทางโน้นกันเถอะ” อูจี้เอ่ย
“ตกลง!” ฉีเหลียนซานนำทาง คนสามคนก็ออกจากพื้นที่ที่มี แม่น้ำแห่งเวลา เดินทางไปถึงยอดเขาแห่งนั้นอีกครั้ง บนยอดเขา เทพบุตร เทพธิดา บุตรแห่งดวงดาว และยังมีผู้อาวุโสของสี่สำนักเก่าแก่ต่างก็รอคอยอยู่ รอบด้านอย่างเงียบๆ พออูจี้มาถึง สายตาของทุกคนก็พลันมารวมกันอยู่ที่ เขาโดยอัตโนมัติ “เป็นอย่างไรบ้าง?” เว่ยไหลถามร้อนรน “ข้า ไม่ได้เห็นว่าผู้อาวุโสใหญ่โม่เหิงตาย” อูจี้ตอบ เว่ยไหลมีสีหน้าดีใจ “ไม่ตาย ถ้าอย่างนั้นก็แสดงว่ามี ชีวิตอยู่ ดียิ่งนัก! ขอแค่ยังมีชีวิตอยู่ ไม่ว่าผู้อาวุโส ใหญ่บาดเจ็บแค่ไหน ด้วยรากฐานของสำนักก็ล้วน ทำให้เขาฟื้นตัวกลับมาได้เป็นปกติดังเดิม”
“ข้าไม่เห็นเขาตาย…” สายตาของอูจี้ที่กวาดมองไป ยังทุกคนเต็มไปด้วยความสงสาร ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วย น้ำเสียงที่ราวกับอสนีบาต “แต่ดูเหมือนว่าข้าจะเห็น พวกเจ้าทุกคน ตายกันหมด” “ว่าไงนะ?!” ผู้แข็งแกร่งกลุ่มใหญ่ที่มารวมตัวกันอยู่ที่นี่ซึ่งเดิมที แค่จะรอฟังผลว่าโม่เหิงจะเป็นหรือตายพลันอยู่ไม่ เป็นสุขกันอีกต่อไป ผู้แข็งแกร่งแดนเอตทัคคะ ศิษย์ผู้กล้าหลายคนของ สำนักห้าธาตุ หอทอดฟ้าและลัทธิจิตตวิสุทธิ์ก็ไม่มัว แยกตัวกันอยู่รอบๆ แต่พากันลดตัวลงมาบนยอด เขา สายตาคมกริบของแต่ละคนที่เป็นประหนึ่งสายฟ้า ประหนึ่งมีดคมกริบล้วนหันไปถลึงใส่อูจี้
“ข้าไม่เห็นขั้นตอนระหว่างนั้น” อูจี้สูดลมหายใจเข้า ลึก ก่อนเอ่ยเนิบช้า “ข้าแค่เห็นผลลัพธ์ปราดเดียว เท่านั้น ผลลัพธ์ก็คือสนามรบสุ้ยเมี่ยจะผ่านสงคราม นองเลือดครั้งหนึ่ง สนามรบสุ้ยเมี่ยที่เป็นวงกลมจึง แตกกระจายออกเป็นเสี่ยงๆ แม้แต่พื้นที่ใจกลางที่ แข็งแกร่งที่สุดก็ยังแตกหักออกเป็นชิ้นๆ” “ศพ กลาดเกลื่อนอยู่ทุกหนทุกแห่ง!” “เผ่ามนุษย์ ภูตผีปีศาจ อสูรกาย เผ่าทมิฬ เผ่าโครง กระดูก และยังมีเผ่าไม้ มังกรยักษ์…” “ภาพเหตุการณ์ที่ข้าเห็น ไม่มีใครรอดชีวิต มีเพียง ความตาย ซากศพกลาดเกลื่อนไปทั่ว แม้แต่ข้าเองก็ ยังยากจะจินตนาการได้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่” อูจี้อธิบายภาพเหตุการณ์ที่เขาเห็นในอนาคตด้วย น้ำเสียงประหลาด
ผู้แข็งแกร่งของสี่สำนักเก่าแก่ทุกคนที่อยู่บนยอดเขา ล้วนพากันเงียบงันราวกับตายไปแล้ว สายตาทุกคนเป็นประกายแวววาวไม่แน่นอน บาง คนกำลังสงสัยในคำพูดของอูจี้ บางคนเชื่อหมดใจ แต่กลับอดใคร่ครวญไม่ได้ว่าจะเกิดเหตุการณ์พลิก ฟ้าพลิกดินแบบใดในสนามรบสุ้ยเมี่ยกันแน่ถึงได้มี ผลลัพธ์เช่นนี้? “หาก หากนี่เป็นเรื่องจริง ถ้าเช่นนั้นในสนามรบสุ้ย เมี่ยก็คงต้องมีเหตุการณ์สะเทือนขวัญครั้งใหญ่ เกิดขึ้นแน่นอน” เนิ่นนานหลังจากนั้น เว่ยไหลก็หัน ไปมองผู้แข็งแกร่งของอีกสามฝ่ายพลางกล่าวด้วย ท่าทีที่เคร่งเครียดอย่างถึงที่สุด “ทุกท่าน ข้าคิดว่า เรื่องนี้เราจำเป็นต้องนำไปแจ้งให้กับแดนเทพเจ้าที่ เฝ้าชมศึกในจุดลึกของสนามรบสุ้ยเมี่ยทราบทันที!” “ถูกต้อง!”
ผู้แข็งแกร่งของสามฝ่ายพยักหน้ารับหนักๆ แล้วก็ เลือกจากไปทันทีโดยไม่ลังเล ตอนนี้ชวีอี้เจ้าลัทธิจิตตวิสุทธิ์ เจ้าสำนักหลายคน ของสำนักห้าธาตุ และยังมีแดนเทพเจ้าของหอทอด ฟ้าล้วนอยู่ในจุดลึกของสนามรบสุ้ยเมี่ยเพื่อชมศึกสุด ยอดของหยวนหมอต้าจุนกับโม่เหิงกันทั้งหมด หากสนามรบสุ้ยเมี่ยจะต้องมีศึกร้ายแรงจนนำพาทุก คนไปพบจุดจบอันน่าอเนจอนาถเกิดขึ้นจริงๆ เมื่อ แดนเทพเจ้าเหล่านั้นรับรู้ล่วงหน้าก็อาจหลีกเลี่ยงได้ อูจี้เองก็บอกแล้วว่าอดีตมิอาจแก้ไข แต่อนาคตที่ยัง ไม่เกิดขึ้นมีการเปลี่ยนแปลงมากมายนับไม่ถ้วน ยัง สามารถแก้ไขได้ “ฟิ้วๆๆ!”
อาวุธวิเศษประเภทบินงดงามหลายลำและเงาร่าง มากมายที่เรียกแดนเอตทัคคะออกมาพากันบิน ออกไปจากยอดเขาอย่างรวดเร็ว คนที่ยังอยู่ต่อ ดวงตาคล้ายปกคลุมไปด้วยพยับเมฆ ที่ไล่ไม่จางหาย แต่ละคนปิดปากเงียบกริบ “เกิด เกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่ถึงทำให้เกิดผลลัพธ์ เช่นนี้?” “ทุกคนก็แค่มาชมศึกเท่านั้น เดิมทีไม่ควรขัดแย้งจน ระเบิดการต่อสู้ที่รุนแรงต่อกันนี่นา?” “ต้องมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นแน่ๆ ถึงเป็นเหตุให้ผู้ แข็งแกร่งของแต่ละเผ่าพันธ์ที่มารวมตัวกันชมศึก ระหว่างหยวนหมอต้าจุนกับผู้อาวุโสใหญ่โม่เหิงอยู่ ที่นี่เกิดความขัดแย้งรุนแรง!” “ควรต้องทำอย่างไร ถึงจะหลีกเลี่ยงได้?”
“ข้า ข้าควรจะออกไปจากสนามรบสุ้ยเมี่ยก่อน กำหนดดีหรือเปล่า?” “ถ้าข้าไม่ไป ข้าจะตายไหม?” “…” ทั้งสีหน้าและสายตาของพวกคนที่อยู่ต่อบนยอดเขา ล้วนเปลี่ยนแปลงไปอย่างต่อเนื่อง แต่ละคนครุ่นคิด อย่างหนัก ไม่รู้ว่าควรตัดสินใจอย่างไร ทุกคนไม่สนใจรายละเอียดการต่อสู้ระหว่างหยวน หมอต้าจุนกับโม่เหิงอีกแล้ว สายตาและสมาธิของ ทุกคนล้วนมารวมกันอยู่ร่างของอูจี้ หรือไม่ก็เอามองไปที่อื่น อูจี้นั่งอยู่ที่เดิม สีหน้านิ่งสนิท ไม่แสดงอารมณ์อะไร มากนัก ครู่ใหญ่เขาก็พลันเอ่ยขึ้นเบาๆ “เสี่ยวเทียน ทางที่ดี ที่สุดเจ้าก็…ควรจะรีบไปจากสนามรบสุ้ยเมี่ยซะ”
เนี่ยเทียนตะลึง กล่าวอย่างตกใจ “อาจารย์ ท่านคง ไม่ได้เห็นศพข้าหรอกกระมัง?” “นี่…ไม่เห็นหรอก” อูจี้ส่ายหน้า “ตอนที่ข้าลอบมอง อนาคต ในใจข้าอยากจะเห็นเจ้าเป็นพิเศษ ผลกลับ กลายเป็นว่าจู่ๆ อายุขัยของข้าก็ไหลหายไปอย่างบ้า คลั่ง ข้าตระหนักได้ถึงความผิดปกติจึงเป็นฝ่ายหยุด ดูเหมือนว่าเจ้าจะพิเศษมากๆ! ราวกับว่าหากคิดจะ มองทิศทางอนาคตของเจ้า อายุขัยที่ต้องเสียไปกลับ มากกว่าการดูอนาคตของพวกหยวนหมอต้าจุนกับ โม่เหิงมากนัก” “เจ้ารู้หรือไม่ว่านี่หมายความว่าอะไร?” เนี่ยเทียนมึนงง “ไม่รู้” “มีเพียงบุคคลที่จะเป็นกุญแจสำคัญในอนาคต เท่านั้นถึงจะทำให้เกิดผลลัพธ์เช่นนี้ได้” ดวงตาอูจี้ เป็นประกายแวววาว “นี่หมายความว่าในอนาคต
เจ้าจะมีสิทธิ์มีอำนาจในการตัดสินชะตาของโลกใบนี้ มีเพียงคนที่ส่งผลกระทบต่อเผ่าพันธุ์ทั้งหลายในฟ้า ดินเท่านั้นถึงจะเป็นเช่นนี้ได้” เนี่ยเทียนหัวเราะร่า กล่าวอย่างภาคภูมิใจ “ไม่คิด เลยว่าอนาคตของข้าจะแจ่มจรัสถึงเพียงนี้!” “ข้าไม่ได้ล้อเล่น” สีหน้าอูจี้จริงจังอย่างยิ่ง “อ้อ แต่ ก็จริงนะ ในเมื่อในอนาคตเจ้าจะมีอิทธิพลต่อ สถานการณ์ของโลกใบนี้ ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็ไม่ควรจะ มาตายอยู่ในสนามรบสุ้ยเมี่ยนี่ เพราะหากเจ้าตายไป ตั้งแต่ครั้งนี้ก็จะไม่มีอนาคตเหลืออยู่แล้ว และก็คงไม่ ทำให้อายุขัยของข้าไหลหายไปมากมายเพราะการ ลอบมองอดีตของเจ้า” คำพูดประโยคนี้มีความนัยแฝงอยู่ แต่เนี่ยเทียนกลับ ยังเข้าใจได้ดี —ตนไม่มีทางตาย!
หลังจากอูจี้กล่าวชี้ชัดถึงประเด็นสำคัญ เขาก็ไม่ เกลี้ยกล่อมอีก ปล่อยให้เนี่ยเทียนอยู่ที่นี่ต่อไป “แล้ว แล้วในบรรดาศพที่ท่านเห็น มีข้าอยู่หรือไม่?” แม้แต่ลูกน้องคนหนึ่งของเฮ้อเหลียนสงก็ยังขยับเข้า มายืนตรงหน้าอูจี้แล้วเอ่ยถามเสียงเบาอย่างเกรงใจ อูจี้เงยหน้าจ้องมองเขานิ่งๆ อยู่พักใหญ่ ก่อนจะพยัก หน้ารับช้าๆ “เหมือนว่าจะมี…” คนผู้นั้นที่พอได้รับคำตอบก็ไหล่ลู่คอตก กลับมายืน อยู่ข้างกายเฮ้อเหลียนสง “เขาก็ตายเหมือนกัน” อูจี้ชี้ไปที่เฮ้อเหลียนสง เฮ้อเหลียนสงพลันหน้าเปลี่ยนสี “พวกเจ้า แล้วก็พวกเจ้า ดูเหมือนว่าทุกคนจะตาย กันหมด ข้ามองเห็นศพของพวกเจ้า” อูจี้ยกมือชี้ไป ยังพวกผู้ใต้บังบัญชาของเหล่าศิษย์ผู้กล้า โหลว
หงแยนและหวงจินหนันก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย “พวก เจ้าสองคนก็ตายด้วยเหมือนกัน” คนที่ถูกเขายกนิ้วชี้ใส่ล้วนมีสีหน้าไม่น่ามองอย่างถึง ที่สุด แต่กลับไม่มีใครตำหนิคำพูดของเขา เพราะผู้ที่ เชี่ยวชาญพลังแห่งเวลาคือบุคคลที่พิเศษที่สุดในโลก ใครก็ไม่กล้ากังขาในคำพูดของพวกเขา ยังมีบางคนที่อูจี้ยังไม่ทันชี้ก็ปรี่ขึ้นหน้ามา เอาหน้า ของตัวเองให้อูจี้ดูแล้วสอบถามว่าตนตายหรือไม่ “ขอโทษด้วย ข้าแค่เห็นอนาคตปราดเดียว สิ่งที่ข้า เห็นไม่ใช่เหตุการณ์ทั้งหมด” อูจี้ส่ายหน้า กล่าว อย่างไร้ความรับผิดชอบ “บางทีพวกเจ้าอาจตาย หรืออาจจะรอด ข้าไม่สามารถให้คำตอบที่แน่ชัดกับ พวกเจ้าได้ ดังนั้นพวกเจ้าจงใคร่ครวญดูเอาเองเถิด”
“จะอย่างไรซะข้าก็ไม่สามารถบรรลุถึงแก่นสำคัญ จากการต่อสู้ของหยวนหมอต้าจุนกับโม่เหิง ไม่สู้รีบ กลับออกไปจะดีกว่า” ในที่สุดก็มีคนเอ่ยขึ้นมาด้วย ความขลาดกลัว “ข้าก็เหมือนกัน ข้าก็มองอะไรไม่ออก รีบจากไป น่าจะดีกว่า” “ไปด้วยกัน พวกเราไปด้วยกัน ไปให้พ้นจากสถานที่ บ้าๆ แห่งนี้” ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี
เล่มที่ 39 บทที่ 1150 ต้นกำเนิดจากความหวาดกลัว
ทุกคนพากันหวาดกลัว! คนที่ถูกอูจี้เรียก นั่นหมายความว่าในอนาคตอีกไม่ นาน คนคนนั้นจะต้องกลายมาเป็นศพที่เอาชีวิตมา ทิ้งอยู่ในสนามรบสุ้ยเมี่ย คนที่ยังไม่ถูกเรียกชื่อก็ยังไม่รู้ว่าตัวเองจะเป็นหรือ ตายเพราะอูจี้อาจจะแค่มองไม่เห็นภาพเท่านั้น ใครก็ไม่กล้าดูถูกคนที่เชี่ยวชาญพลังแห่งเวลา สิ้นเปลืองอายุขัยไปหลายปี มองเห็นอนาคตได้ปราด หนึ่ง ผู้ฝึกลมปราณขอบเขตแดนเอตทัคคะ เทพบุตร เทพธิดาที่ใช้ช่องทางต่างๆ เพื่อเข้ามาในสนามรบสุ้ย
เมี่ยเพื่อต้องการเป็นพยานในการต่อสู้ของหยวน หมอต้าจุนกับโม่เหิงพลันสติกระเจิดกระเจิง ไม่นาน เฮ้อเหลียนสงจากหอทอดฟ้าที่เงียบงันมา นานก็พาคนของเขาถอยออกไปจากยอดเขาก่อน ใคร คนมากมายของลัทธิจิตตวิสุทธิ์ที่ไม่ว่าจะถูกเรียก ขานชื่อหรือไม่ก็ล้วนพากันจากไปด้วยสีหน้าซับซ้อน คนของทั้งสองฝ่ายถึงขนาดไม่รอผู้อาวุโสของพวก เขาที่พยายามติดต่อไปหาแดนเทพเจ้าที่อยู่ในจุดลึก ของสนามรบสุ้ยเมี่ยด้วยซ้ำ ไม่นานนักหวงจินหนันและโหลวหงแยนสองคนที่ถูก อูจี้เรียกชื่อเป็นพิเศษซึ่งลังเลอยู่เพียงครู่ก็บอกลา กับเนี่ยเทียน —พวกเขาก็หวาดกลัวเหมือนกัน
โหวชูหลันที่อูจี้มองไม่เห็นว่าเป็นหรือตายยังอยู่นิ่งไม่ ขยับเขยื้อน ทว่าลูกน้องของนางและพวกผู้อาวุโส หลายคนของสำนักไม้ที่พอครุ่นคิดอย่างรอบคอบก็ เลือกที่จะออกไปจากสนามรบสุ้ยเมี่ย อูจี้นั่งนิ่งอยู่ที่เดิม ดวงตากวาดตามองไปยังร่างของ โต้วเทียนเฉินและวังเหม่ยเจีย บุตรแห่งดวงดาวสองคนมองหน้ากันพร้อมยิ้มจืด เจื่อน พวกเขาเองก็ถามไปแล้วเหมือนกัน ซึ่งศพที่อูจี้ มองเห็นก็มีพวกเขาสองคนอยู่ด้วย กลับเป็นฟางหยวนเสียอีกที่อูจี้มองไม่เห็น โต้วเทียนเฉินและวังเหม่ยเจียที่พอใคร่ครวญดีแล้วก็ พาลูกน้องของพวกเขาบอกลาเว่ยไหลและเห ยียนจั้น เลือกที่จะกลับไปยังนครสะเก็ดดาว เงาร่างมากมายทยอยกันหายไปจากพื้นที่แห่งนี้
ครึ่งเค่อต่อมา ผู้แข็งแกร่งหลายร้อยคนของสี่สำนักที่ กรูกันมารวมตัวอยู่ที่นี่ก็จากไปเสียเก้าส่วน มีเพียงคนอีกไม่กี่หยิบมืออย่างเว่ยไหล เหยียนจั้น ฟางหยวน โหวชูหลันเท่านั้นที่ยังอยู่รอที่นี่พร้อม กับเนี่ยเทียน ทว่าพวกเขาเองก็ไม่จับตามองการต่อสู้ของหยวน หมอต้าจุนกับโม่เหิงอีกต่อไป กลับกันคือพยายาม เค้นสมองครุ่นคิดว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงแบบไหน กันแน่ถึงจะทำให้เกิดมหันตภัยยิ่งใหญ่เพียงนั้น “จะมีสมบัติระดับเพาะฟ้าปรากฏตัวหรือเปล่า?” ฟางหยวนตัวสั่นสะท้าน ไพล่นึกไปถึงความเป็นไปได้ อย่างหนึ่งก็ตะโกนก้องขึ้นมา “ก็เหมือนกับที่คราว ก่อนในสนามรบสุ้ยเมี่ยมีสมบัติห้วงมิติระดับเพาะฟ้า เผยตัวอย่างนั้นหรือ? มีเพียงสมบัติประเภทนี้ ปรากฏขึ้นในจุดลึกของสนามรบสุ้ยเมี่ยเท่านั้นถึงจะ
เป็นต้นเหตุให้แต่ละเผ่าพันธุ์แย่งชิง เปิดศึกรุนแรง ต่อกัน!” ดวงตาของโหวชูหลันเป็นประกาย “มีความเป็นไป ได้จริง” “ไม่หรอก” เว่ยไหลส่ายหน้าเบาๆ “สิ่งที่จะทำให้ เกิดมหันตภัยร้ายจนเป็นเหตุให้เทพบุตร เทพธิดา และแดนเอตทัคคะตายกันหมดย่อมไม่ง่ายดายเพียง แค่มีสมบัติระดับเพาะฟ้าปรากฏตัวเท่านั้นแน่ สมบัติระดับนี้ หรือแม้แต่ระดับเทพไม่ดับสลายก็ ล้วนไม่มีทางทำให้พวกต้าจุนสายเลือดระดับสิบหรือ ผู้แข็งแกร่งแดนเทพเจ้าเป็นบ้าได้” พอเขาพูดแบบนี้ ทุกคนครุ่นคิดตามอย่างละเอียดก็ เงียบงันกันไปอีกครั้ง
คราวก่อนที่สมบัติห้วงมิติระดับเพาะฟ้าของเผยฉีฉี ปรากฏตัวก็ได้แค่สร้างความตื่นตกใจให้กับแดนเทพ เจ้าคนเดียวของลัทธิจิตตวิสุทธิ์เท่านั้น ต้าจุนชนต่างเผ่าและแดนเทพเจ้าของสำนักอื่นๆ ไม่ มีใครยื่นมือเข้าแทรกเลยแม้แต่น้อย นี่มากพอจะพิสูจน์ให้เห็นว่าในสายตาของต้าจุน ระดับสิบและแดนเทพเจ้าแล้ว สมบัติระดับเพาะฟ้า ไม่มีค่ามากถึงขนาดนั้น เว้นเสียแต่ว่าเป็นสมบัติที่เหมาะสมกับพวกเขา ถึง จะได้รับความสำคัญทำให้พวกเขาเยื้องกรายมา เยือนด้วยตัวเองได้ ทว่าสมบัติระดับเพาะฟ้าทุกชิ้นล้วนมีความพิเศษ เป็นของตัวเอง ไม่สามารถเหมาะสมกับทุกคน ทั้งไม่ มีทางที่จะมีของสิ่งใดที่เหมาะสมกับต้าจุนและแดน เทพเจ้าทุกคน
ต่อให้มี ชิ้นเดียวก็ไม่เพียงพอ… คิดมาถึงตรงนี้ ทุกคนก็เงียบงันกันไปอีกครั้ง รู้สึก เพียงว่าไม่ว่าจะมองอย่างไรก็มองไม่ทะลุม่านหมอก พร่ามัวแห่งอนาคต “ไม่ว่าอย่างไร ท่านช่วยพวกเรามองอนาคตปราด หนึ่ง พวกเราล้วนซาบซึ้งใจเป็นอย่างยิ่ง” เว่ยไหล หันไปพูดกับอูจี้ด้วยสีหน้าจริงจัง “หากมหันตภัย แบบนั้นเกิดขึ้นจริงๆ พวกคนที่จากไปก่อนหน้านี้ ต้องซาบซึ้งใจในบุญคุณของท่านอย่างมาก เป็นท่าน ที่ทำให้พวกเขาเข้าใจว่า หากพวกเขาอยู่ต่อไป มีแต่ จะต้องตายสถานเดียวเท่านั้น” อูจี้สีหน้าไม่เปลี่ยน “ข้ากลับหวังว่า หวังว่าเรื่องที่ได้ เห็นจะเปลี่ยนแปลงไป” เหยียนจั้นหน้าเปลี่ยนสี “ท่านหมายความว่า?”
“ข้าไม่แน่ใจ” อูจี้ส่ายหน้า “หากพวกเขาสามารถ หนีออกไปจากสนามรบสุ้ยเมี่ยได้อย่างปลอดภัย ถ้า เช่นนั้นชะตาชีวิตที่ถูกกำหนดมาแล้วของพวกเขาก็ จะเปลี่ยนแปลงไป กลัวก็แต่ว่าพวกเขา…” “ท่านหมายความว่า พวกเขาอาจออกไปจากสนาม รบสุ้ยเมี่ยไม่ได้?” เห็นได้ชัดว่าเหยียนจั้นไม่เห็นด้วย เท่าไหร่นัก “แต่ละสำนักล้วนมีช่องทางลับที่ สามารถเชื่อมโยงกับสนามรบสุ้ยเมี่ยได้ รอยแยก ห้วงมิติที่ก่อนหน้านี้ถูกสมบัติห้วงมิติระดับเพาะฟ้า ทำลายไปก็ไม่ได้อยู่ในการควบคุมของแต่ละสำนัก เหมือนกัน” “แล้วนับประสาอะไรกับที่เจ้าลัทธิจิตตวิสุทธิ์ก็อยู่ใน สนามรบสุ้ยเมี่ยด้วย” “มีเขาอยู่ พวกลูกศิษย์ของลัทธิจิตตวิสุทธิ์ที่อยากจะ ออกไปจากสนามรบสุ้ยเมี่ยก็ไม่ใช่เรื่องง่ายดาย หรอกหรือ?”
อูจี้ไม่ได้โต้แย้ง เพียงก้มหน้าเก็บปากเงียบ การที่เขาไม่พูดอะไรกลับยิ่งทำให้เว่ยไหลและเห ยียนจั้นกระวนกระวาย รู้สึกว่าคำพูดของเขาแฝง ความนัยที่คล้ายจะมีลางสังหรณ์ถึงอะไรบางอย่าง แต่ลางสังหรณ์นั้นกลับไม่ชัดเจนนัก อีกฝ่ายจึงไม่ สะดวกที่จะพูด ชั่วขณะนั้น ทุกคนล้วนจมสู่ความเงียบงัน โหวชูหลันเป็นฝ่ายขยับเข้าไปใกล้เนี่ยเทียน นาง กล่าวด้วยรอยยิ้มเจิดจ้า “คราวก่อนยังไม่ทันได้ ขอบคุณเจ้าดีๆ เลย หากไม่มีเจ้า การเลื่อนขั้นสู่แดน เอตทัคคะของข้าคงไม่มีทางผ่อนคลายขนาดนั้น” “ฮ่าๆ ไม่ต้องเกรงใจ ในเมื่อข้ารับปากเจ้าไปแล้วก็ ย่อมต้องทำตามคำพูด” เนี่ยเทียนยิ้มน้อยๆ “แล้ว นับประสาอะไรกับที่เจ้าเองก็จ่ายค่าตอบแทนมา มากพอแล้ว”
“อาจารย์ในดินแดนดาวตกของเจ้าท่านนี้คือผู้ที่ เชี่ยวชาญพลังแห่งเวลา ช่างน่าตกตะลึงจริงๆ” โหว ชูหลันพลันเปลี่ยนหัวข้อสนทนา จากนั้นคนทั้งสองก็พูดคุยกันอย่างเรียบง่าย …… นครหลักของเผ่ามนุษย์หิน จู่ๆ วิญญาณอาฆาตและศพผีจำนวนนับไม่ถ้วนก็ คลุ้มคลั่งขึ้นมาอย่างไม่รู้สาเหตุ เผ่ามนุษย์หินที่แข็งแกร่งที่สุดซึ่งกำลังรวบรวมพลัง จากในนครอย่างต่อเนื่องจนสายเลือดไต่ทะยาน อย่างบ้าคลั่งกำลังใช้สายเลือดของตัวเองทำพิธีเซ่น สังเวย ประตูหินสูงใหญ่และเก่าแก่บานหนึ่งพลันถล่มครืน ลงมา
หินมหึมาสีเทาซีดหลายก้อนระเบิดกระจาย กลายเป็นผุยผง ผุยผงพวกนั้นปะปนอยู่กับเศษ กระดูก และยังมีเลือดสดหลากหลายสีสันที่ส่อง สว่างภาพค่ายกลโบราณซึ่งสลักไว้บนแท่นบูชา แท่นบูชาแตกหัก หลุมลึกขนาดใหญ่ยักษ์ที่ทั้งเย็น ชาอึมครึม ทั้งมืดมนปรากฏขึ้นมาในแท่นบูชา คล้าย บ่อที่ทอดยาวไปยังนรกแห่งความตาย “อู้ๆๆ!” ซากวิญญาณจำนวนนับไม่ถ้วนและยังมีศพผีที่ไร้ จิตสำนึกอีกมากมายกรูกันมาจากทางเทือกเขาฝัง เลือด พวกมันล้วนจมหายเข้าไปในหลุมลึกคล้ายถูก หลุมนั้นดึงดูดเข้าไป เผ่ามนุษย์หินเก้าคนสีหน้าคลุ้มคลั่ง เลือดลมไต่ ทะยานขึ้นไปอย่างต่อเนื่อง
เผ่ามนุษย์หินที่เป็นหัวหน้าแหงนหน้าขึ้นฟ้าแล้วแผด เสียงคำรามด้วยภาษาโบราณ พลังอำนาจของเขา ทะยานขึ้นสูงอย่างไม่หยุดยั้ง ราวกับว่าในที่สุดก็ทำ การฝ่าทะลุขอบเขตทางสายเลือดอีกครั้ง ระดับสิบ! ต้าจุนระดับสิบ! เลือดลมของเผ่ามนุษย์หินอีกแปดคนก็ไต่ทะยานไป เช่นกัน ศักยภาพของทุกคนล้วนเพิ่มพูนขึ้นจากเดิม ราวกับว่าจะไม่มีทางหยุดยั้งได้ในเวลาสั้นๆ ศพผี วิญญาณร้ายล้วนกรูกันเข้าไปในบ่อมึดเย็นแห่ง นั้น ปากบ่อคล้ายปากของสัตว์ร้ายน่ากลัวที่อ้ากว้างแล้ว เขมือบกลืนทุกอย่าง ราวกับไม่มีวันพึงพอใจอย่างไร อย่างนั้น ……
มุมหนึ่งของสนามรบสุ้ยเมี่ย ค่านจื้อเซิ่งที่เฝ้ารอยแยกห้วงมิติของสนามรบสุ้ยเมี่ย พลันหน้าเปลี่ยนสี “ปัง!” รอยแยกห้วงมิติที่สามารถเชื่อมโยงไปยังโลก ภายนอกและส่งให้คนของพระราชวังโบราณสะเก็ด ดาวจากไปได้พลันระเบิดแตก! ค่านจื้อเซิ่งหน้าซีดเผือด ทว่าไม่นานเท่าไหร่นัก พวกโต้วเทียนเฉินและวัง เหม่ยเจียก็มาถึงอย่างเร่งร้อนพร้อมกับลูกน้องของ พวกเขา “ทั้งสองท่าน รอยแยกห้วงมิติเส้นที่เชื่อมโยงไปยัง โลกภายนอกซึ่งข้ามีหน้าที่เฝ้าอยู่กลับระเบิดแตก ออกเอง!” ค่านจื้อเซิ่งสีหน้าทอดอาลัย “ข้าไม่รู้ว่า เกิดเรื่องอะไรขึ้น บางทีพวกเจ้าอาจต้องไปถามผู้
แข็งแกร่งของลัทธิจิตตวิสุทธิ์ ดูสิว่าห้วงมิติของ สนามรบสุ้ยเมี่ยเกิดอะไรที่ผิดปกติหรือไม่?” “ว่าไงนะ!” โต้วเทียนเฉินมองรอยแยกห้วงมิติที่ค่อยๆ จาง หายไปจนมองไม่เห็นด้วยสีหน้าดำทะมึน “ทำไมถึง เป็นอย่างนี้ได้?” ค่านจื้อเซิ่งส่ายหน้าติดๆ กัน “ข้าไม่รู้จริงๆ” วังเหม่ยเจียใคร่ครวญอยู่เล็กน้อยก็หยิบเอาหินส่ง ข้อความเสียงออกมาพูด “ข้าพอจะสนิทสนมกับผู้ อาวุโสคนหนึ่งของลัทธิจิตตวิสุทธิ์อยู่บ้าง” นางถือหินส่งข้อความเสียงก้อนนั้นเอาไว้ ปล่อย กระแสจิตวิญญาณกลุ่มหนึ่งเข้าไปข้างใน พยายาม จะติดต่ออีกฝ่าย ก่อนที่สีหน้าของนางจะเปลี่ยนมาเป็นเขียวคล้ำใน เสี้ยววินาที
———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 39 บทที่ 1151 กรงขังขนาดใหญ่
“มีอะไรรึ?” โต้วเทียนเฉินเริ่มเกิดลางสังหรณ์ที่ไม่ดี แต่ก็ยังอด ซักถามต่อไม่ได้ “เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรขึ้นอย่าง นั้นหรือ?” “หินส่งข้อความเสียงใช้งานไม่ได้” วังเหม่ยเจียจ้อง ไปที่ก้อนหินก้อนนั้น “ดูเหมือนว่าการใช้กระแสจิต สื่อสารกันผ่านระยะทางจะถูกขัดขวาง ข้าไม่ สามารถติดต่อไปหาผู้อาวุโสของลัทธิจิตตวิสุทธิ์คน นั้นได้” “จู่ๆ รอยแยกห้วงมิติเส้นที่อยู่ตรงหน้าก็ระเบิดออก แถมหินส่งข้อความเสียงยังใช้ไม่ได้…” ค่านจื้อเซิ่งที่ เชี่ยวชาญพลังห้วงมิตินิ่งเงียบไปครู่ จู่ๆ ก็ตะโกนขึ้น ว่า “เกรงว่าคลื่นห้วงมิติในสนามรบสุ้ยเมี่ยน่าจะเกิด
ปัญหา! มีเพียงคลื่นห้วงมิติที่พิเศษบังเกิดขึ้นเท่านั้น ถึงจะทำให้ได้ผลลัพธ์เช่นนี้” “พูดอย่างนี้ก็แสดงว่าในเวลาสั้นๆ นี้พวกเราคง ออกไปจากสนามรบสุ้ยเมี่ยไม่ได้น่ะสิ?” โต้วเทียน เฉินขมวดคิ้ว “รอยแยกห้วงมิติเส้นที่เชื่อมโยงไปยังโลกภายนอก ของพวกเรากลับระเบิดออกกะทันหัน ฝ่ายอื่นๆ ก็ น่าจะเป็นแบบนี้เหมือนกัน” ค่านจื้อเซิ่งครุ่นคิด “แต่ว่าในเมื่อเจ้าลัทธิจิตตวิสุทธิ์ที่เชี่ยวชาญพลังห้วง มิติมากที่สุดในโลกยังอยู่ในสนามรบสุ้ยเมี่ย ทางฝ่าย ของลัทธิจิตตวิสุทธิ์ก็น่าจะหาทางแก้ไขปัญหาได้” “ลัทธิจิตตวิสุทธิ์!” วังเหม่ยเจียคำรามในลำคอ บุตรแห่งดวงดาวสองคนมองหน้ากัน ไม่นานก็ ตัดสินใจได้ พวกเขาจึงพาลูกน้องของตัวเองไปจากที่
แห่งนี้ มุ่งหน้าตรงไปยังจุดที่คนของลัทธิจิตตวิสุทธิ์ อยู่ทันที …… แทบจะเวลาเดียวกัน โหลวหงแยนและหวงจินหนันสองคนพาลูกน้องของ พวกเขามุ่งหน้าไปยังสถานที่ที่มีช่องทางเชื่อมโยงไป ยังข้างนอกของสำนักห้าธาตุ พอพวกเขามาถึงก็เห็นว่ารอยแยกห้วงมิติเส้นนั้นเต็ม ไปด้วยแสงสีรุ้งมากมาย แสงสีรุ้งพวกนั้นดำรงอยู่แค่ไม่กี่วินาที รอยแยกห้วง มิติของสำนักห้าธาตุที่สามารถนำส่งไปด้านนอกได้ ในเสี้ยววินาทีก็พลันระเบิดออก “เกิดเรื่องอะไรขึ้น?” “จู่ๆ รอยแยกห้วงมิติเส้นนี้ระเบิดออกได้ยังไง?” “แย่แล้ว!”
“หรือว่าภาพเหตุการณ์วันสิ้นโลกที่อาจารย์ของเนี่ย เทียนมองเห็นจะเกิดขึ้นจริงๆ?” “ไปที่พื้นที่ของลัทธิจิตตวิสุทธิ์กัน!” ไม่นานโหลวหงแยนและหวงจินหนันสองคนก็ได้ ข้อตกลงร่วมกัน พวกเขาจึงพาลูกน้องตรงดิ่งไปยัง จุดที่พวกคนของลัทธิจิตตวิสุทธิ์รวมตัวกันอยู่ ขณะเดียวกัน เฮ้อเหลียนสงจากหอทอดฟ้าและ ลูกน้องของเขาที่บอกลากับพวกเนี่ยเทียนก็ต้อง เผชิญหน้ากับปัญหาเดียวกัน ไม่เพียงแต่ฝ่ายของเผ่ามนุษย์เท่านั้น หลังจากนั้นไม่นาน ไม่ว่าจะเป็นประตูข้าม อาณาจักรหรือค่ายกลที่เผ่าภูตผีปีศาจ อสูรกาย เผ่า ทมิฬ และเผ่าโครงกระดูก มังกรยักษ์ รวมไปถึง เผ่าพันธ์สิ่งมีชีวิตเผ่าพันธ์อื่นสร้างขึ้นไว้ในสนาม
รบสุ้ยเมี่ยที่หากไม่ระเบิดออก ก็ใช้ไม่ได้ผล ยากที่จะ ลอดทะลุได้อีก ประตูข้ามอาณาจักรและรอยแยกห้วงมิติที่ถูกสมบัติ ห้วงมิติระดับเพาะฟ้าของเผยฉีฉีดูดซับพลังและ ทำลายลงไปเมื่อคราวก่อนล้วนเป็นช่องทางที่ เชื่อมโยงไปยังอาณาจักรเล็กๆ อย่างอาณาจักรวอ หลิว ช่องทางห้วงมิติที่พิเศษของสี่สำนักเก่าแก่ สมบัติ ห้วงมิติระดับเพาะฟ้าที่มีสติปัญญาชิ้นนั้นไม่กล้าคิด ละโมบอยากดึงพลัง แล้วก็ด้วยเหตุนี้ สำนักระดับต้นๆ และเผ่าพันธุ์ต่างๆ ถึงยังรักษาความเชื่อมโยงกับสนามรบสุ้ยเมี่ยไว้ได้ และสามารถเข้ามาขัดเกลาประสบการณ์ที่นี่ได้เป็น ประจำ ทว่าคราวนี้กลับแตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง
จู่ๆ ห้วงมิติในสนามรบสุ้ยเมี่ยก็เกิดการเปลี่ยนแปลง ที่ผิดปกติ ช่องทางมากมายที่สามารถเชื่อมโยงไปยัง โลกภายนอกได้ล้วนถูกตัดขาดกลางคัน นี่เป็นเหตุให้สนามรบสุ้ยเมี่ยเหมือนกลายมาเป็นกรง ขังขนาดใหญ่ พริบตาเดียวทุกคนล้วนตกอยู่ในอันตรายล่อแหลม …… ยอดเขาแตกหัก อูจี้นั่งนิ่งไม่ขยับ เนี่ยเทียนเองก็ทอดสายตามองไป ยังท้องฟ้าทิศไกลอย่างเกียจคร้านพลางหาเรื่องมา คุยกับเทพธิดาสำนักไม้อย่างโหวชูหลันไม่หยุดปาก “เอ๊ะ!” โหวชูหลันลูบคลำกำไลข้อมือสีเขียวมรกตของตน บนใบหน้าที่งามพิสุทธิ์เต็มไปด้วยความฉงนสนเท่ห์ “หินส่งข้อความเสียงใช้ไม่ได้แล้ว”
นางทดลองติดต่อไปหาพวกผู้อาวุโสของสำนักไม้ เพื่ออยากดูว่าผู้อาวุโสเหล่านั้นติดต่อกับอาจารย์ของ นางได้หรือไม่ แล้วพวกเขาตัดสินใจกันอย่างไร ทว่ากระแสจิตวิญญาณของนางได้แต่ไหลว่ายวนอยู่ ในหินส่งข้อความเสียง มิอาจส่งออกไปหาอีกฝ่ายได้ “หินส่งข้อความเสียงใช้ไม่ได้งั้นหรือ?” พวกคนที่รออยู่ที่เดิมอย่างฟางหยวน เว่ยไหลและเห ยียนจั้นที่พอได้ยินนางพูดแบบนี้ก็รีบทดลองด้วย ตัวเอง ไม่กี่วินาทีหลังจากนั้น สีหน้าของทุกคนก็เปลี่ยนมา เป็นเครียดขรึม “เกรงว่าคงจะเกิดเรื่องใหญ่แล้ว” เว่ยไหลสูดลม หายใจเข้าลึก “หินส่งข้อความเสียงไม่สามารถใช้ได้ คือปรากฎการณ์ที่ผิดปกติมากที่สุด นี่หมายความว่า ห้วงมิติเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ซึ่งรอยแยก
ห้วงมิติแต่ละเส้น ประตูข้ามอาณาจักรแต่ละบานที่ เชื่อมโยงไปยังโลกภายนอกก็อาจได้รับคลื่นกระทบ หรืออาจถึงขั้น…ระเบิดแตกจนใช้งานไม่ได้!” “นี่มันผิดปกติ!” ครืนๆๆ จู่ๆ แผ่นดินใต้ฝ่าเท้าของทุกคนก็เกิดแรงสะเทือน แม้แต่ภูเขาที่แตกหักลูกนี้ก็ยังโยกคลอน เนี่ยเทียนจ้องมองพื้นดินเบื้องล่างที่กระเทือนเป็น ลูกระนาดด้วยสายตาที่เริ่มเปลี่ยนมาเป็นเคร่งเครียด “อู้!” ฉู่รุ่ยรองเจ้าตำหนักของพระราชวังโบราณสะเก็ด ดาวบินออกมาจากจุดลึกของสนามรบสุ้ยเมี่ย แสงดาวพร่างพราวก่อตัวขึ้นเป็นวงกลมขนาดมหึมา ที่ลอยอยู่ด้านหลังเขา ปานประหนึ่งวงแสงศักดิ์สิทธิ์ ที่ลึกลับเกินจะหยั่ง
“รองเจ้าตำหนัก!” ทุกคนพากันลุกขึ้นยืนมองฉู่รุ่ยด้วยสีหน้าตื่นตกใจ “ใครคือคนที่เชี่ยวชาญพลังแห่งเวลา สามารถมอง อนาคตได้ปราดหนึ่ง?” พอมาถึงฉู่รุ่ยก็เปิดปากถาม ทันที พลางกวาดสายตามองไปทั่ว และเมื่อ สังเกตเห็นอูจี้ที่ไม่คุ้นหน้า เขาก็รีบกล่าวขึ้นว่า “ท่านก็คืออาจารย์ของเนี่ยเทียนจากดินแดนดาวตก สินะ?” อูจี้ลุกขึ้นยืนช้าๆ ก่อนพยักหน้ารับ “ข้าเอง” “รบกวนไปกับข้าสักหน่อย ข้าจะคุ้มครองความ ปลอดภัยให้ท่านเอง มีคนหลายคนอยากพูดคุยกับ ท่านต่อหน้า” ฉู่รุ่ยเชื้อเชิญด้วยท่าทางนอบน้อม “ใคร? ใครอยากจะคุยกับอาจารย์ของข้า?” เนี่ย เทียนเองก็ลุกขึ้นยืน
“เจ้าลัทธิจิตตวิสุทธิ์ เจ้าสำนักไม้ เจ้าสำนักไฟของ สำนักห้าธาตุ และยังมีผู้อาวุโสใหญ่เย่เหวินฮั่นจาก หอทอดฟ้า” ฉู่รุ่ยอธิบาย “คนเหล่านั้นคือแดนเทพ เจ้าที่ชมศึกของหยวนหมอต้าจุนกับโม่เหิงอยู่ในจุด ลึกของสนามรบสุ้ยเมี่ย พอได้ยินข่าวนั้นก็ให้ ความสำคัญอย่างมาก และอยากจะรู้รายละเอียด มากกว่านี้” “ไม่มีปัญหา” อูจี้พยักหน้ารับ “รองเจ้าตำหนัก อาจารย์ของข้า…” เนี่ยเทียนเอ่ย ขึ้นเบาๆ ฉู่รุ่ยโบกมือเป็นการบอกไม่ให้เขากังวลใจ ทั้งยังเอ่ย ด้วยน้ำเสียงจริงจัง “เนี่ยเทียน อาจารย์ของเจ้า เชี่ยวชาญพลังแห่งเวลา ทั้งยังเป็นเผ่ามนุษย์ เหมือนกัน ในช่วงเวลาที่สำคัญเช่นนี้ไม่ว่าใครก็ล้วน ไม่คิดอยากจะทำร้ายอาจารย์ของเจ้า ข้าขอรับรอง
กับเจ้าว่าคนที่อยากพบอาจารย์ของเจ้า ไม่มีเจตนา ร้ายกับเขาแม้แต่นิดเดียว!” เนี่ยเทียนจึงวางใจลงได้ กล่าวว่า “ก็ได้” “ห้วงมิติของสนามรบสุ้ยเมี่ยเกิดความผิดปกติ บาง ทีพวกเจ้าอาจจะสัมผัสได้แล้ว” ฉู่รุ่ยพูดขึ้นมาอีก “หากห้วงมิติไม่เกิดปัญหา เจ้าลัทธิจิตตวิสุทธิ์ก็คง ร่ายคาถารับตัวอาจารย์ของเจ้าไปที่นั่นโดยตรง แล้ว” “พวกเจ้าเองก็ระวังตัวด้วย พยายามไปรวมตัวอยู่ กับคนของลัทธิจิตตวิสุทธิ์ให้ได้” “เจ้าลัทธิจิตตวิสุทธิ์บอกแล้วว่าเมื่อคุยกับอาจารย์ ของเจ้าเสร็จ เขาจะใช้กระจกมิติมายาฝืนเปิด ช่องทางห้วงมิติส่งตัวทุกคนออกไปจากที่นี่อย่าง ปลอดภัย”
หลังจากกำชับเสร็จ ฉู่รุ่ยก็พาอูจี้มุ่งหน้าไปยังจุดลึก ของสนามรบสุ้ยเมี่ยด้วยตัวเอง พวกเนี่ยเทียนปรึกษากันพักหนึ่งก็เริ่มขยับตัว พากัน มุ่งหน้าไปยังจุดที่ลูกศิษย์ของลัทธิจิตตวิสุทธิ์รวมตัว กันอยู่ อาวุธวิเศษประเภทบินหลายลำถูกเรียกออกมา โหวชูหลันเทพธิดาจากสำนักไม้พาตัวเองเข้าไปยืน เคียงบ่าเนี่ยเทียนอยู่ในเรือดาราของเขา “เนี่ยเทียน ปราณบนร่างของเจ้ามีการเปลี่ยนแปลง อีกแล้ว” โหวชูหลันสูดลมหายใจเข้าลึกหนึ่งครั้ง “เจ้าเปลี่ยนมาเป็นแข็งแกร่งขึ้น ตัวเจ้าเองอาจจะ สัมผัสไม่ได้ แต่กลิ่นอายที่ข้าได้จากตัวของเจ้ากลับมี ประสิทธิผลช่วยบำรุงไผ่เทพในร่างข้าได้ดีขึ้น เลือด ลมของเจ้า จิงชี่ที่แผ่ออกมาจากโอสถวิญญาณพืช หญ้าของเจ้ายิ่งบริสุทธิ์มากกว่าเดิม”
เนี่ยเทียนครุ่นคิด “บางทีอาจเป็นเพราะพอได้ต่อสู้ กับเอ้าเฟยลี่หย่า เลือดลมและพลังวิญญาณจึงถูก ชุบหลอมให้บริสุทธิ์มากขึ้น” อันที่จริงเขาเองก็สังเกตได้ว่า เขาที่เป็นเขตวิญญาณ ช่วงต้น ทั้งๆ ที่ช่วงนี้ไม่ได้ตั้งใจฝึกตน แต่ขอบเขต กลับพัฒนาไปอย่างต่อเนื่อง ความเร็วในการเกาะตัว เป็นผลึกของโอสถวิญญาณแต่ละเม็ดก็เพิ่มขึ้นจาก เดิมเยอะมาก ด้านหนึ่งก็เพราะประสิทธิผลจากเมล็ดพันธ์เปลว เพลิง บุปผาเก้าดาราและต้นวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ อีกด้านหนึ่งก็เป็นเพราะประสบการณ์การต่อสู้ กับเอ้าเฟยลี่หย่าทำให้ความมั่นใจของเขาเพิ่มพูน ความเข้าใจที่มีต่อเลือดลมและพลังงานของตัวเอง จึงทำให้ขอบเขตของเขาเพิ่มสูงขึ้นโดยที่เขาเองก็ไม่ รู้ตัว
“สายเลือดของเจ้าไม่ใช่สายเลือดของเผ่าไม้ ข้า มั่นใจมาก” โหวชูหลันหันกลับมา ดวงตาของนาง แฝงไว้ด้วยประกายประหลาด “สายเลือดพืชหญ้า ของเผ่าไม้ไม่เหมือนกับสายเลือดของเจ้า ข้าได้ สัมผัสกับคนของเผ่าไม้มามากมาย ปราณของพวก เขา ข้าคุ้นชินดี แต่เจ้านั้นเห็นได้ชัดว่าเคยฝึกเวท คาถาของเผ่าไม้มาก่อน…” “ก่อนหน้านี้ข้าเคยได้ฝึกวิชาลับของเผ่าไม้มาโดย บังเอิญจริงๆ” เนี่ยเทียนกล่าวอย่างตรงไปตรงมา “สายเลือดของเจ้าไม่ใช่ของเผ่าไม้ แต่กลับฝึกเวท ลับของเผ่าไม้ได้ เจ้าไม่รู้สึกว่ามันแปลกบ้างหรือ?” โหวชูหลันเอ่ยถาม “แปลกมากก็จริง แต่ตอนนี้ข้าเองก็ยังไม่รู้ว่าต้น กำเนิดทางสายเลือดของข้ามาจากไหน” เนี่ยเทียน กล่าวอย่างจนใจ
“ข้าช่วยเจ้าได้นะ” โหวชูหลันหัวเราะเบาๆ “ช่วงที่ ผ่านมาข้าศึกษาคัมภีร์ประเภทนี้อยู่ แล้วก็ได้ความรู้ มาบ้าง เจ้าอยากลองฟังไหม?” ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 39 บทที่ 1152 นายผู้สร้าง
ดวงตาเนี่ยเทียนพลันเป็นประกาย กล่าวว่า “ยินดี รับฟังรายละเอียด!” โหวชูหลันไม่ได้รีบร้อนตอบรับ แต่ใช้สายตาบอก เป็นนัยให้เขาชะลอความเร็วของเรือดาราลง เนี่ยเทียนทำตามที่อีกฝ่ายต้องการ เรือดาราที่เป็นของเขาลำนี้ชะลอความเร็วลงจริงๆ ปล่อยให้พวกฟางหยวน เว่ยไหลและเหยียนจั้น ทยอยกันพุ่งนำผ่านพวกเขาไป เห็นได้ชัดว่าโหวชูหลันรู้ว่าพวกคนของลัทธิจิตต วิสุทธิ์รวมตัวกันอยู่ตรงไหน นางจึงคอยบอกทิศทาง ให้เขาอย่างต่อเนื่อง
รอจนพวกเขาทิ้งระยะห่างจากคนอื่นๆ ได้มาก พอแล้ว โหวชูหลันถึงได้กล่าวว่า “หินส่งข้อความ เสียงใช้งานไม่ได้ นี่หมายความว่าสนามรบสุ้ยเมี่ย เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ จึงไม่ต้องเป็นกังวลว่า คนอื่นจะรับรู้บทสนทนาของพวกเรา” “เจ้าไปรู้อะไรมา?” เนี่ยเทียนคำรามเบาๆ ดวงตาของโหวชูหลันที่เป็นประกายระยิบระยับจ้อง มองไปบนร่างของเนี่ยเทียน ลังเลอยู่ชั่วครู่ ในที่สุดก็ กล่าวว่า “สายเลือดของเจ้าเรียกว่าสายเลือดแห่ง ชีวิตใช่หรือไม่?” เนี่ยเทียนนิ่วหน้า เงียบไปพักหนึ่งถึงพยักหน้ารับ เบาๆ “ใช่” โหวชูหลันทำสีหน้าสนอกสนใจ กล่าวด้วยน้ำเสียง ตกตะลึง “เป็นอย่างที่ข้าคิดไว้จริงๆ ด้วย!”
“เจ้าเข้าใจสายเลือดแห่งชีวิตมากน้อยแค่ไหน?” เนี่ยเทียนถามอย่างเร่งร้อน “ไม่เข้าใจมากหรอก เพียงแต่ว่าเคยอ่านเจอเบาะแส บางอย่างจากในคัมภีร์ของสำนัก” โหวชูหลันส่าย หน้า สีหน้าเปลี่ยนมาเป็นซับซ้อนเล็กน้อย “จาก คัมภีร์ของสำนักข้าที่บันทึกเกี่ยวกับพวกเลือดผสม เอาไว้ ข้าจึงรู้มาว่าคนที่เสนอแนวความคิดให้สร้าง เลือดผสมก่อนใครก็คือคนผู้หนึ่งของพระราชวัง โบราณสะเก็ดดาว” “ข้อมูลที่เกี่ยวกับคนผู้นั้น ไม่ว่าจะเป็นชื่อหรือ เรื่องราวต่างๆ ของเขา ส่วนใหญ่ล้วนถูกลบทิ้งไป หมดแล้ว” “และคัมภีร์ของสำนักข้าก็ไม่ได้บันทึกข้อมูลเกี่ยวกับ คนผู้นั้นไว้มากสักเท่าไหร่ เพียงแค่บอกไว้ว่าเขา เลือกเดินทางผิดในด้านการผสมผสานสายเลือด ระหว่างเผ่ามนุษย์ ชนต่างเผ่าและสัตว์โบราณ
กลายเป็นพวกสำนักมารนอกรีต ยิ่งเดินก็ยิ่งหลงผิด ไปไกล” เนี่ยเทียนเงียบงันไม่ตอบรับ โหวชูหลันสังเกตการณ์เปลี่ยนแปลงทางสีหน้าของ เขาอย่างละเอียด ก่อนจะพูดต่อไปว่า “ในบันทึก ของคัมภีร์สำนักข้า ท่านผู้นี้ทำผิดใหญ่หลวง จึงถูกสี่ สำนักร่วมแรงกันล้อมปราบปราม สุดท้ายก็ตายไป คำว่าตายที่บันทึกไว้ในคัมภีร์ หมายถึงตายดับไป จริงๆ หรือว่าจิตวิญญาณหนีไปได้กลับเป็นสิ่งที่ไม่มี ใครล่วงรู้” “เขาเคยเสนอทฤษฎีทางสายเลือดอย่างหนึ่ง บอกไว้ ว่าสายเลือดของทุกสรรพสิ่ง ไม่ว่าจะเป็นชนต่างเผ่า ก็ดี เผ่าวิญญาณโบราณก็ช่าง อันที่จริงต้นกำเนิด ทางสายเลือดของพวกเขาที่แม้จะแตกต่าง แต่ก็มี จุดหมายเดียวกัน”
“เขาเดาเอาว่าต้นกำเนิดของสายเลือดสิ่งมีชีวิตก็คือ สายเลือดแห่งชีวิต สายเลือดแห่งชีวิตมีพลังแห่งโชค วาสนาอย่างหาที่สิ้นสุดไม่ได้ เมื่อปะทะหรือผสาน รวมกับปราณวิญญาณของสิ่งมีชีวิตที่แตกต่างกันจะ ทำให้เกิดสายเลือดที่มหัศจรรย์หลากหลายชนิด” “สายเลือดแห่งชีวิตก็คือรากฐานและแกนกลาง สำคัญของเผ่าพันธุ์สิ่งมีชีวิตนับพันนับหมื่น” “หากมีเผ่าพันธุ์สิ่งมีชีวิตอย่างใหม่ถือกำเนิดขึ้นมาก็ ต้องอาศัยสายเลือดแห่งชีวิตเช่นกัน ใช้สายเลือด แห่งชีวิตกระตุ้น แปรสภาพ ก่อร่างสร้างเผ่าพันธุ์ สิ่งมีชีวิตแบบใหม่หมดขึ้นมา” “แต่คำถามที่ว่าสายเลือดแห่งชีวิตที่เป็นต้นกำเนิด ทางสายเลือดของสิ่งมีชีวิตมากมายมีที่มาจากที่ใด สุดท้ายแล้วกลับยังเป็นปริศนาที่ไม่มีใครเข้าใจ”
“ท่านผู้นั้นเคยขนานนามตัวเองว่าเป็นนายผู้สร้าง เขาคิดจะสกัดสายเลือดแห่งชีวิตมาจากเผ่าพันธุ์นับ พันนับหมื่น แล้วค่อยใช้สายเลือดแห่งชีวิตเป็น แกนกลางสำคัญในการสร้างเผ่าพันธ์สิ่งมีชีวิตอย่าง ใหม่ขึ้นมา อย่างเผ่าภูตผีปีศาจ เผ่าทมิฬ…” “เขาอยากจะสร้างชีวิตแบบใหม่ขึ้นมาใหม่ ใจ ทะเยอทะยานของเขานั้นมีมากจนทำให้จิตใจของ ทุกคนหวาดหวั่นไม่เป็นสุข” “ระหว่างนั้น เขาไม่เคยทำได้สำเร็จ กลับเป็นการ สร้างหายนะแห่งคาวเลือดเสียหลายครั้ง เขาทำ ล้มเหลว แต่ละสำนักจึงมิอาจยอมรับเขาได้อีก อุดมการณ์ของเขา จินตนาการของเขา การกระทำ ทั้งหมดของเขาล้วนไม่ได้รับการยอมรับจากคนทั้ง โลก” “หลังจากนั้นเขาก็ถูกล้อมสังหาร”
กล่าวมาถึงตรงนี้ โหวชูหลันก็นิ่งเงียบ มองเนี่ยเทียน ด้วยสายตาที่ทำให้เขาไม่สบายตัว “หากสายเลือดของเจ้าก็คือสายเลือดแห่งชีวิต ถ้า เช่นนั้นระหว่างเจ้ากับเขาก็ต้องมีความสัมพันธ์ที่ แยกกันไม่ขาดแน่นอน” นิ่งคิดไปครู่ โหวชูหลันก็ เอ่ยอีกครั้งว่า “ตัวตนของเจ้าก็เป็นการพิสูจน์ถึงสิ่ง หนึ่ง นั่นคือเขายังมีชีวิตอยู่ ไม่เพียงแต่ยังมีชีวิตอยู่ เขายังสร้างสายเลือดแห่งชีวิตขึ้นมาได้สำเร็จด้วย” “สายเลือดแห่งชีวิตของเจ้าสามารถมองเป็นกุญแจ ดอกหนึ่ง กุญแจซึ่งวิวัฒนาการมาเป็นเผ่าพันธุ์แบบ ใหม่!” พอนางกล่าวจบ เนี่ยเทียนก็อยู่ในสภาวะซึมกะทือ ความคิดในสมองวุ่นวายขมวดกันเป็นปม
“คนผู้นั้นก็คือผู้ที่สร้างแนวคิดแห่งสายเลือด เรียก ตัวเองว่านายผู้สร้าง หมายจะสร้างเผ่าพันธุ์สิ่งมีชีวิต ใหม่ขึ้นมา” “เลือดผสมเหล่านั้นมีสายเลือดของเผ่ามนุษย์ที่ แตกต่างปะปนกัน หากจะนับอย่างเคร่งครัดก็ถือว่า เป็นเผ่าพันธุ์อย่างใหม่ เป็นเผ่าพันธ์สิ่งมีชีวิตที่ รวบรวมข้อดีทางสายเลือดของเผ่ามนุษย์และชนต่าง เผ่าเข้าไว้ด้วยกัน” “หรือจะบอกว่าสายเลือดแห่งชีวิตของข้ามี ประโยชน์ในการกระตุ้นให้เกิดสิ่งมีชีวิตขึ้นมาใหม่?” “ความสำเร็จของข้าถึงเป็นเหตุให้แผนการของคนผู้ นั้นถูกนำมาใช้จริงได้อย่างราบรื่น? ตอนที่สายเลือด แห่งชีวิตของข้ายังไม่ฟื้นตื่น ข้าก็ถูกดึงเลือดสด ออกไปแล้วอย่างนั้นหรือ?”
“พวกเลือดผสมเหล่านั้นเกี่ยวข้องอะไรกับข้า หรือไม่? คนที่สร้างเลือดผสมเหล่านั้นเป็นเขาจริงๆ หรือไม่?” “…” ความคิดมากมายพุ่งผ่านสมองของเนี่ยเทียนไปอย่าง รวดเร็ว สติของเขาพลันเลื่อนลอย ไม่รู้ว่าควรต้อง ทำอย่างไร “ข่าว ข่าวพวกนี้ คนของสำนักห้าธาตุพวกเจ้ารู้กัน มากน้อยแค่ไหน?” เนิ่นนานหลังจากนั้น เนี่ยเทียน ถึงได้คืนสติจากความเลื่อนลอย “อีกอย่างก็คือ สายเลือดของข้า นอกจากเจ้าแล้วยังมีใครที่รู้อีก บ้าง?” “เรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับคนผู้นั้น คนที่รู้ล้วนเป็นคน เก่าแก่ อีกทั้งส่วนใหญ่ก็ตายกันไปหมดแล้ว” โหว ชูหลันเองก็ไม่ปิดบัง “ส่วนสายเลือดที่พิเศษของเจ้า
ตอนที่เจ้ายังไม่ยอมรับ แม้แต่ข้าก็ยังคาดเดาไม่ถูก ที่ข้าคิดได้ก็เพราะว่าตอนที่ข้าฝ่าทะลุสู่แดน เอตทัคคะ เลือดลมของเจ้าช่วยข้าไว้ ความ ช่วยเหลือเช่นนั้นช่างน่าเหลือเชื่อยิ่งนัก” เนี่ยเทียนเงียบงันไปอีกครั้ง “ไม่ต้องกังวล ข้าจะเก็บความลับนี้ไว้เป็นอย่างดี ทางฝ่ายของท่านอาจารย์ ข้าก็จะไม่พูดอะไรให้มาก ความ” น้ำเสียงของโหวชูหลันผ่อนคลาย “เจ้าช่วย ข้าไว้หลายครั้ง ต่อให้เจ้าจะมีความสัมพันธ์ที่ลึกล้ำ กับคนผู้นั้น ข้าก็ไม่กลัว” ระหว่างที่พูด เรือดาราก็บินมาถึงหุบเขาคับแคบแห่ง หนึ่ง ตรงหุบเขามีผู้ฝึกลมปราณเผ่ามนุษย์รวมตัวกันอยู่ มากมาย พวกโหลวหงแยน หวงจินหนันและเฮ้อ เหลียนสงที่จากไปก่อนหน้านี้ก็อยู่ในกลุ่มคนนั้นด้วย
และยังมีแดนเอตทัคคะอย่างโต้วเทียนเฉิน วังเหม่ย เจียและผู้อาวุโสของแต่ละฝ่ายที่ต่างก็รอกันอยู่ที่นั่น บนอากาศเหนือหุบเขามีรอยแยกห้วงมิติสว่างไสว อยู่เส้นหนึ่ง ด้านในมีมีดแสงห้วงมิติตัดสลับ ปลดปล่อยประกายแสงเจิดจ้า ทว่าแสงนั้นกลับค่อยๆ มืดดับลง ผู้ฝึกลมปราณแดนเอตทัคคะหลายคนของลัทธิจิตต วิสุทธิ์พากันใช้พลังห้วงมิติ ใช้หินวิเศษห้วงมิติ จำนวนมากผสมผสานกับกระแสจิตวิญญาณและ พลังงานของตัวเอง พยายามขัดขวางไม่ให้รอยแยก ห้วงมิติเส้นนั้นปิดลง แต่ไม่ว่าพวกเขาจะพยายามอย่างไร สุดท้ายรอย แยกห้วงมิติเส้นนั้นก็ค่อยๆ ปิดประสานเข้าด้วยกัน เพราะถูกพลังงานบางอย่างที่ไม่อาจปฏิเสธทัดทาน
“มีพลังงานชนิดหนึ่งที่มาจากตัวของสนามรบสุ้ย เมี่ยเอง มันบังคับปิดผนึกช่องทางทุกแห่งที่เชื่อมโยง ไปยังโลกภายนอก” ฉีเหลียนซานจากลัทธิจิตตวิสุทธิ์ยืนอยู่ในหุบเขาด้วย สีหน้าหนักอึ้งสุดขีด รอจนเห็นเรือดาราของเนี่ย เทียนบินทะยานเข้ามา เขาก็กวักมือเรียกให้เนี่ย เทียนมาหา “มากันครบเชียว ไม่มีใครหนีออกไปได้สำเร็จเลย หรือนี่” เนี่ยเทียนทำหน้าล้อเลียน พวกเฮ้อเหลียนสงสีหน้ากระอักกระอ่วน ไม่มีใคร เอ่ยตอบรับเขาสักคน พอรู้จากปากอูจี้ว่าจุดจบของตัวเองคือต้องตายอยู่ ในสนามรบสุ้ยเมี่ย พวกเขาก็หวาดกลัวอย่างยิ่ง แต่ ละคนจึงรีบร้อนเผ่นหนีไป
น่าเสียดาย พวกเขาที่คิดหนีไปจากสนามรบสุ้ยเมี่ยก ลับไม่มีใครหนีไปได้สำเร็จแม้แต่คนเดียว “เนี่ยเทียน เจ้าลัทธิบอกแล้วว่า รอเขาสอบถาม เรื่องราวอย่างแน่ชัดเสียก่อนแล้วจะมาที่นี่ด้วย ตัวเอง” รอจนเนี่ยเทียนมาถึง ฉีเหลียนซานก็กล่าว ว่า “ตอนนี้พวกเจ้ารอฟังข่าวอยู่ที่นี่ไปเงียบๆ ก่อน เถอะ” ที่ทุกคนมาที่นี่ก็เพราะรอยแยกห้วงมิติและประตู ข้ามอาณาจักรทั้งหมดล้วนระเบิดหายไปหมดแล้ว ชวีอี้เจ้าลัทธิจิตตวิสุทธิ์คือผู้ที่มีความรู้ด้านพลังแห่ง มิติที่ลึกซึ้งมากที่สุดในบรรดาผู้แข็งแกร่งมากมาย ของโลกใบนี้ เมื่อมีเขาอยู่ ทุกคนจึงไม่เป็นกังวลว่าจะออกไปจาก สนามรบสุ้ยเมี่ยไม่ได้ “โฮกๆ!”
เสียงคำรามของมังกรยักษ์และสัตว์โบราณดังถี่ๆ มา จากท้องฟ้าทิศไกล และยังมีมหาราชาชนต่างเผ่า ระดับเก้าก็ต่างก็มุ่งหน้ามาที่นี่เหมือนกัน ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 39 บทที่ 1153 พิธีเซ่นสังเวยที่บ้าคลั่ง
เสียงคำรามเหล่านั้นดังสะเทือนฟ้าสะเทือนดิน ชั้นเมฆที่ห่างออกไปไกลถูกมหาสมุทรเลือดลม หลากหลายสีสันกลบทับ ปราณที่ทั้งบ้าคลั่งทั้ง กระหายเลือดแผ่มามืดฟ้ามัวดิน การปะทะกันของเลือดลมทำให้ท้องฟ้าเดี๋ยวมืด เดี๋ยวสว่าง บางครั้งก็มีเสียงโหยหวนบาดแก้วหูดังออกมา ผู้แข็งแกร่งเผ่ามนุษย์ของสี่สำนักเก่าแก่ที่มารวมตัว กันอยู่ที่นี่ต่างก็ตกอกตกใจ “มหาราชาชนต่างเผ่า มังกรยักษ์และสัตว์โบราณ คล้ายจะเปิดศึกกันแล้ว”
เว่ยไหลจากพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวขมวดคิ้ว กล่าวอย่างไม่เข้าใจ “ศึกระหว่างหยวนหมอต้าจุน กับผู้อาวุโสใหญ่โม่เหิงยังไม่สิ้นสุด เหตุใดจู่ๆ พวก เขาถึงได้ระเบิดสงครามนองเลือดต่อกัน” “ไปดูสถานการณ์ทางฝั่งนั้นกันก่อนดีกว่า” ฉีเหลียน ซานคำรามเบาๆ แดนเอตทัคคะมากมาย รวมไปถึงเนี่ยเทียนต่างก็ใช้ เวทลับทางจิตวิญญาณของใครของมัน เนี่ยเทียนสร้างดวงตาดาราขึ้นมาอีกครั้งแล้วปล่อย ให้พวกมันลอยไปตรงตำแหน่งที่มีเสียงดังลอยมา พื้นแผ่นดินที่เปล่าเปลี่ยวเยียบเย็นแตกระแหง ร่อง ลึกที่มองไม่เห็นก้นมีไอหลากสีเหมือนสายรุ้งที่น่า หลงใหลระเหยออกมาจากด้านใน
ไอเหล่านั้นเป็นเหมือนแสงสายรุ้งที่ล่องลอยไปทั่วฟ้า ดินเยียบเย็น แทรกซอนเข้าไปยังมหาสมุทรเลือดลม ของชนต่างเผ่าและเผ่าสัตว์โบราณ พอทะเลเลือดลมที่ภูตผีปีศาจ เผ่าทมิฬ เผ่าโครง กระดูก อสูรกายและยังมีมังกรยักษ์ สัตว์โบราณแผ่ ออกมาสัมผัสโดนเข้ากับไอสายรุ้งเหล่านั้น ทะเล เลือดลมของพวกเขาก็คล้ายจะเกิดความผิดปกติ บุคคลที่มีหน้ามีตาเมื่ออยู่ในโลกภายนอกเหล่านี้ ล้วนเปลี่ยนมาเป็นคลุ้มคลั่ง สติปัญญาและสติสัมปชัญญะของพวกเขาล้วนเริ่ม สูญหายไปเพราะไอสายรุ้งพวกนั้น ดูเหมือนว่าการเข่นฆ่าจะอัดแน่นเต็มพื้นที่สมองของ พวกเขา!
ภูตผีปีศาจ เผ่าทมิฬกำลังต่อสู้อยู่กับมังกรยักษ์ สัตว์ โบราณอย่างดุเดือด สถานที่ใดที่ทะเลเลือดลมปะทะ ไปโดน ฟ้าก็ถล่มดินก็ทลาย การต่อสู้ของพวกเขาค่อยๆ ย้ายมาตรงจุดที่เผ่า มนุษย์รวมตัวกันอยู่ ราวกับว่าเดิมทีพวกเขาก็สัมผัสได้แล้วว่ามีศัตรูที่ สมควรจัดการยิ่งกว่ารออยู่ ซึ่งพวกเขาควรจะเอา ชีวิตของอีกฝ่ายให้สิ้นซากเพื่อระบายแค้นเสียก่อน กระแสจิตวิญญาณหลายกลุ่มล่องลอยไปยังพื้นที่นั้น มองพวกชนต่างเผ่า มังกรยักษ์และสัตว์โบราณที่เปิด ฉากสังหารกันก่อนแล้ว “ทำไม ทำไมถึงกลายเป็นอย่างนี้ไปได้?” สีหน้าโต้ว เทียนเฉินเลื่อนลอย “ก่อนหน้านี้ไม่นานชนต่างเผ่า มังกรยักษ์และสัตว์โบราณพวกนั้นเพิ่งจะตกลงกันได้ ไม่ใช่หรือ?”
“พวกเจ้าสังเกตเห็นหรือไม่ว่าทะเลเลือดลมของ พวกเขาถูกไอสายรุ้งพวกนั้นกัดกร่อน?” โหวชูหลัน อุทานเบาๆ “ทะเลเลือดลมของมหาราชาระดับเก้าถูกวัตถุ แปลกปลอมรุกราน พวกเขาก็เลยบ้าคลั่งอย่างนี้น่ะ หรือ?” เฮ้อเหลียนสงรู้สึกเหลือเชื่อ “บนโลกใบนี้ยัง มีของอะไรที่สามารถส่งผลกระทบกับทะเลเลือดลม ของมหาราชาระดับเก้า ทำให้อารมณ์ของพวกเขา เสียการควบคุมได้อีก?” “หรือว่าจะมีอยู่จริงๆ…” เว่ยไหลหน้าเปลี่ยนสี สายตาของทุกคนหันมารวมกันอยู่บนร่างของเขา โดยอัตโนมัติ “ในยุคดั้งเดิม เล่าลือกันว่ามีสัตว์ยักษ์มวลดาราอยู่ ตัวหนึ่ง ชื่อของเขาไม่ระบุแน่ชัด” เว่ยไหลลังเลอยู่ พักใหญ่ กว่าจะพูดต่อว่า “ไอที่ปลดปล่อยออกมา
จากรูขุมขนของสัตว์ยักษ์มวลดาราสามารถทำให้ สิ่งมีชีวิตทั้งหมดที่อยู่ใกล้กับมันตกอยู่ในสภาวะคลุ้ม คลั่งกระหายเลือด มันไม่ต้องทำอะไรเลยก็สามารถ อาศัยไอที่แผ่ออกมาทำให้เทพยักษ์ค้ำฟ้า สัตว์ โบราณ มังกรยักษ์พากันสติแตกแล้วเข่นฆ่ากันเอง” “สิ่งที่มันต้องทำก็คือรอให้การสังหารสุดสิ้นลงแล้ว ค่อยเก็บศพของเผ่าสัตว์โบราณมากิน” เมื่อจบคำพูดของเขา ทุกคนก็หน้าเผือดสีด้วยความ ตะลึงพรึงเพริด ร้องอุทานไม่หยุด “มีวัตถุประหลาดแบบนั้นอยู่จริงหรือ? เว่ยไหล เจ้า ไปได้ข่าวนี้มาจากไหน?” “สัตว์ยักษ์มวลดาราตนนั้นน่าจะตายไปนานแล้ว กระมัง? ในยุคสมัยนี้ สัตว์ยักษ์มวลดารา…ไม่ได้สูญ พันธ์ไปหมดแล้วหรือ?”
“หรือว่าไอที่เจ้าบอกว่าสามารถส่งผลกระทบกับชน ต่างเผ่าและเผ่าสัตว์โบราณได้จะมาจากมันจริงๆ?” ทุกคนพากันซักถามไม่หยุด เนี่ยเทียนเองก็ตะลึงไปเหมือนกัน เขาเดาเอาว่าที่เว่ ยไหลได้ข้อมูลนี้มาคงเพราะรู้มาจากสัตว์ยักษ์มวล ดาราตัวที่จำศีลอยู่ในแผ่นดินลอยตัว ท่ามกลางทางช้างเผือกที่กว้างใหญ่ไพศาล สัตว์ยักษ์ มวลดาราไม่ได้สูญพันธ์ไปทั้งหมด ในแผ่นดินลอยตัว ก็มีอยู่ตัวหนึ่ง “ได้ข้อมูลมาอย่างไร ข้ามิอาจบอกได้” เว่ยไหลดึง กระแสจิตวิญญาณของตัวเองกลับคืนมา ก่อนจะ ตอบว่า “ข้ารู้เพียงว่าสัตว์ยักษ์มวลดาราตัวนั้นน่าจะ ตายไปแล้ว ทว่าศพของมันน่าจะอยู่ในจุดลึกของ สนามรบสุ้ยเมี่ย”
“ไอที่ส่งผลกระทบต่อชนต่างเผ่าและสัตว์โบราณจะ มาจากมันหรือไม่ ข้าไม่แน่ใจ เพราะข้าเองก็ไม่เคย เห็นมาก่อน” “แต่ที่ข้าอยากพูดก็คือ หากไอนั้น…มาจากมันจริงๆ อย่าว่าแต่มหาราชาระดับเก้าเลย แม้แต่ต้าจุนระดับ สิบของชนต่างเผ่า หรือเทพยักษ์ค้ำฟ้าระดับสิบก็ ล้วนสามารถได้รับผลกระทบจากมันทั้งสิ้น” “กลับเป็นเผ่ามนุษย์อย่างพวกเราเสียอีกที่เนื่องจาก เลือดลมอ่อนแอ ไม่ได้อยู่ในขอบเขตของเหยื่อที่พวก มันจะจับกินเป็นอาหาร ผลกระทบที่จะได้รับจาก มันจึงน้อยมาก” คำพูดของเว่ยไหลประหนึ่งสายฟ้าที่ฟาดผ่าให้จิตใจ ของทุกคนสั่นสะเทือน “ต้าจุนระดับสิบก็ยังได้รับผลกระทบอย่างนั้น หรือ?” หวงจินหนันตกใจจนแทบจะสะดุ้งโหยง
ไม่เพียงแต่เขาเท่านั้น คนอื่นๆ ก็ทำสีหน้าเหลือเชื่อ เช่นกัน ต้าจุนระดับสิบคือบุคคลที่สูงส่งที่สุดในโลก พวกเขา แต่ละคนล้วนมีความสามารถเลิศล้ำค้ำฟ้าดิน แล้ว จะเสียสติเพราะโดนไอที่พิเศษพวกนั้นได้อย่างไร “ในยุคอันห่างไกล สัตว์ยักษ์มวลดาราตัวนั้นเคย สังหารต้าจุนระดับสิบจริงๆ” เว่ยไหลเอ่ยเสริมไปอีก หนึ่งประโยค เวลานี้ดวงตาดาราของเนี่ยเทียนที่กระจายอยู่ข้าง นอกก็สังเกตเห็นว่าพอไอหลากสีแทรกซอนเข้าไปยัง ทะเลเลือดลมของมหาราชาชนต่างเผ่าระดับเก้า ทะเลเลือดลมนั้นก็เกิดความผิดปกติ มีผลึกใสก้อนเล็กละเอียดหลากสีที่ด้านในมีพลังงาน ที่ทำให้คนหูตาพร่าลาย ล่อลวงใจคนเปล่งประกาย ออกมา
“คล้ายคลึงกับโซ่ผลึกทางสายเลือดที่พิเศษอย่าง หนึ่ง ซึ่งนาบประทับสัจธรรมทางสายเลือดที่ สามารถส่งผลกระทบต่อคนอื่นได้?” เนี่ยเทียนอดคิดลึกไม่ได้ ดวงตาดาราของเขาที่ ล่องลอยอยู่ตรงนั้นเริ่มเกิดความคิดอยากเข่นฆ่า อย่างบ้าคลั่ง ปรารถนาจะกำจัดศัตรูที่ขวางหูขวาง ตาออกไปให้ได้โดยเร็วที่สุด …… ครืนๆๆ! ขณะเดียวกัน นครหลักของเผ่ามนุษย์หินที่อยู่ใน เทือกเขาฝังเลือดก็สั่นสะเทือนโยกไหว นครที่เดิมทีก็แตกหักผุพังอยู่แล้วพลันถล่มครืนลงมา ทว่าเผ่ามนุษย์หินทั้งเก้าคนนั้นกลับตกอยู่ในสภาวะ คลุ้มคลั่งอย่างสมบูรณ์แบบ
ดวงตาของพวกเขาจ้องเขม็งไปยังหลุมลึกดำมืดนั้น มองศพผีและวิญญาณร้ายที่หลุดจมเข้าไปในหลุม ตามวิธีของการเซ่นสังเวย ด้านในหลุมลึกที่ไม่รู้ว่าทอดยาวไปยังที่ใดมีแสงสีรุ้ง ตัดสลับกัน แต่กลับแผ่ปราณของความอึมครึมบ้า คลั่ง แผ่นดินในพื้นที่แต่ละแห่งของสนามรบสุ้ยเมี่ยปริ แตกจนเกิดหลุมเกิดบ่อเต็มไปหมด ไอสายรุ้งจำนวนมากกว่าเดิมลอยออกมาจากใต้ดิน คล้ายสายรุ้งพร่างพราวที่ลอยอยู่บนท้องฟ้า อีกทั้ง ยังล่องลอยไปทั่วทุกหนแห่งเหมือนกำลังตามหาจุด ที่มีสิ่งมีชีวิตรวมตัวกันอยู่โดยสัญชาตญาณ ไม่ว่าจะเป็นภูตผีปีศาจ เผ่าอสูรกาย เผ่าวิญญาณ โบราณหรือสิ่งมีชีวิตใดที่มีทะเลเลือดลม พอทะเล
เลือดลมสัมผัสเข้ากับไอประหลาดนั้นก็เกิดการ เปลี่ยนแปลงที่ผิดปกติทันที และเมื่อทะเลเลือดลมผสานรวมเข้ากับไอสายรุ้งก็ ก่อตัวขึ้นมาเป็นผลึกก้อนเล็กๆ ผลึกเหล่านั้นไม่อาจมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า แต่กลับ ดำรงอยู่จริง พวกมันแทรกซอนเข้าไปยังหัวใจของ เผ่าพันธ์สิ่งมีชีวิตเรือนกายใหญ่โต แล้วใช้วิธีการที่ ยากจะเข้าใจบังคับปรับเปลี่ยนโซ่ผลึกสายเลือดที่อยู่ ในร่างของสิ่งมีชีวิตนั้นๆ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการ เปลี่ยนแปลงอย่างใหม่ ทั่วทุกมุมในสนามรบสุ้ยเมี่ยมีผู้แข็งแกร่งมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเผ่ามนุษย์ ชนต่างเผ่าหรือเผ่าวิญญาณ โบราณเข้ามาเยือนตั้งแต่เมื่อนานมากมาแล้ว พวกเขากระจายตัวกันอยู่ตามริมขอบด้านนอกของ สนามรบสุ้ยเมี่ยและทำการฝึกปรือขัดเกลาตัวเอง
ทว่าเมื่อแผ่นดินปริแตก พวกเขาก็พากันจมลงไปใน ร่องบนพื้นดินเหล่านั้น การเข่นฆ่า การแย่งชิง การคร่าชีวิตเกิดขึ้นทั่วทุกหัว ระแหง “ดี!” “เกิดขึ้นแล้ว ในที่สุดก็เกิดขึ้นแล้ว!” เผ่ามนุษย์หินเก้าคนที่มีสีหน้าบ้าคลั่งมองไปยังหลุม ที่มีแสงสายรุ้งตัดสลับ พลางส่งเสียงไชโยโห่ร้องราว กับกำลังชื่นชมอะไรบางอย่าง …… “ปังๆๆ!” ถิ่นที่ตั้งของลัทธิจิตตวิสุทธิ์ เทือกเขาที่อยู่ใกล้กับหุบเขาคับแคบพลันระเบิดแตก แผ่นดินแข็งกระด้างเหมือนถูกมีดยักษ์ที่มองไม่เห็น กรีดสลักเป็นร่องลึก
ไอเหมือนสายรุ้งที่ทำให้คนหลงใหลลอยออกมาจาก ด้านในนั้น ก่อนที่ไอสายรุ้งจะล่องลอยไปยังกลางหุบเขาที่มีเผ่า มนุษย์รวมตัวกันอยู่ “ไอเหล่านั้นมีพลังการกัดกร่อนทะเลเลือดลมที่ รุนแรง เผ่ามนุษย์ที่ไม่มีทะเลเลือดลมอาจจะไม่ได้ รับผลกระทบที่ชัดเจนนัก” เว่ยไหลพลันหน้าเปลี่ยน สี รีบหันไปมองเนี่ยเทียน “เจ้า…” เนี่ยเทียนเรียกเรือดาราออกมาแล้วพลิ้วตัวลงไป พลางกล่าวว่า “ข้าจะรีบออกไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุดก็ แล้วกัน” ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 39 บทที่ 1154 มิอาจหลีกเลี่ยง
แสงรุ้งดุจธารน ้าหลายเส้นที่ล่องลอยอยู่กลางอากาศ ไม่เหมือนกับมหาราชาชนต่างเผ่า สัตว์โบราณและ มังกรยักษ์พวกนั น เพราะเนี่ยเทียนมีการป้องกันตัว ไว้ก่อนแล้ว เรือดาราบินทะยานออกไป พยายามเลี่ยงห่างสายรุ้ง เหล่านั นให้ได้มากที่สุด เขายังจงใจอ้าพรางเลือดลม ของตัวเองเป็นพิเศษ ทั งยังใช้การอ้าพรางชีวิตด้วย พอกระตุ้นใช้การอ้าพรางชีวิต เลือดลมที่พลุ่งพล่าน อุดมสมบูรณ์ของเขาก็พลันสงบราบเรียบอย่างน่า แปลกใจ แม้แต่หัวใจของเขาก็เต้นเบาจนแทบจะจับสังเกต ไม่ได้
ทันใดนั นเนี่ยเทียนก็สังเกตเห็นว่าธารสายรุ้งที่เดิมที ลอยมาตามทิศทางของเลือดลมเขาเหมือนสูญเสีย เป้าหมายจึงบินไปยังทิศทางอื่น “ไม่นึกเลยว่าการอ้าพรางพลังชีวิตจะยังสามารถ หลบเลี่ยงการกัดกินจากไอพวกนี ได้ด้วย!” เนี่ยเทียนสีหน้าคึกคัก เมื่อพบว่าพรสวรรค์ทาง สายเลือดอย่างการอ้าพรางชีวิตมหัศจรรย์ถึงเพียงนี เขาก็ไม่ระวังตัวแจอีกต่อไป ไม่นานเขาก็สังเกตเห็นว่าไอสายรุ้งพวกนั นค่อยๆ เข้าไปกลบทับหุบเขาแห่งนั น ผู้ฝึกลมปราณของสี่ส้านักเก่าแก่ บ้างก็เรียกดินแดน ออกมา บ้างก็ใช้ม่านแสงพลังวิญญาณมาสกัดกั น การรุกรานของไอเหล่านั น เผ่ามนุษย์ที่หากไม่ใช่เลือดผสม เกิดมาก็มีเลือดลม อ่อนแออยู่แล้ว
ผู้แข็งแกร่งที่อยู่ด้านล่างไม่มีใครเป็นเลือดผสมแม้แต่ คนเดียว เลือดเนื อของพวกเขาที่อ่อนแอจึงเหมือน จะไม่สามารถชักน้าให้แสงสีรุ้งพวกนั นเกิดการ เปลี่ยนแปลงและเกาะตัวขึ นมาเป็นผลึกสายรุ้งได้ นี่จึงเป็นเหตุให้ผู้แข็งแกร่งของเผ่ามนุษย์ต่างก็ไม่ได้ รับผลกระทบ ทุกคนยังคงมีสติดีดังเดิม “เห็นได้ชัดว่าตั งแต่ต้นจนถึงตอนนี เป็นเพราะ ร่างกายของเผ่ามนุษย์อ่อนแอ เลือดลมไม่พอจึง ไม่ใช่เป้าหมายของสัตว์ยักษ์มวลดารา” เนี่ยเทียน ครุ่นคิด “หากเป็นสัตว์ยักษ์มวลดาราที่จับเผ่า วิญญาณโบราณและต้าจุนของแต่ละเผ่าพันธ์กินเป็น อาหารตัวนั นจริงๆ ล่ะก็…” ครืนๆๆ! แผ่นดินยังคงปริแตกและยังคงมีแสงสายรุ้งจ้านวน มากกว่าเดิมบินออกมา
มหาราชาชนต่างเผ่า มังกรยักษ์และสัตว์โบราณที่ เดิมทีอยู่บนท้องฟ้าอีกแถบหนึ่งได้ค่อยๆ ย้ายสนาม รบมาที่นี่ มหาราชาภูตผีปีศาจระดับเก้าตนหนึ่งที่สายเลือด หวนคืนสู่บรรพบุรุษ ใต้รักแร้มีหนามเรียงเป็นใบ เลื่อยก้าลังเข่นฆ่าอยู่กับมังกรยักษ์ตัวหนึ่ง เลือดลมที่ ปะทะกันของพวกเขาท้าให้ห้วงมิติบิดเบือนพังถล่ม พริบตาเดียวสนามต่อสู้ของพวกเขาก็ย้ายจาก ต้าแหน่งที่ห่างไปไกลหลายร้อยลี มาถึงที่นี่ พอมาถึงหุบเขาแห่งนี ปราณและหน้าตาของผู้ฝึก ลมปราณเผ่ามนุษย์จ้านวนมากก็ปรากฏอยู่ในการ มองเห็นของพวกเขา พวกเขาจึงเหมือนเจอ เป้าหมายใหม่ มหาราชาของภูตผีปีศาจและมังกรยักษ์พลันแยก ออกจากกัน ไม่โรมรันกันอีกต่อไป
พวกเขาร้องค้าราม เรือนกายใหญ่โตของภูตผีปีศาจ และร่างมังกรยักษ์ล้วนตรงดิ่งมาที่หุบเขา เว่ยไหลที่ยืนอยู่ในจุดลึกของหุบเขามีสีหน้าขมขื่น “เกรงว่าอนาคตที่อูจี มองเห็นคงใกล้จะเกิดขึ นแล้ว ศึกนี หาใช่ว่าพวกเราต้องการให้เกิด แต่เป็นเพราะ ทะเลเลือดลมที่อุดมสมบูรณ์ของพวกมหาราชา และต้าจุนได้รับผลกระทบจากไอสีรุ้ง จึงถูกกระตุ้น ความกระหายเลือด ไม่เหลือสติสัมปชัญญะอีก ต่อไป” เมื่อประโยคนี ดังออกมา ทุกคนก็พลันนึกถึง เหตุการณ์ที่อูจี ลอบมองอนาคต พวกผู้แข็งแกร่งของแต่ละฝ่ายที่อยู่ในหุบเขาเพื่อรอ ให้เจ้าลัทธิจิตตวิสุทธิ์มาถึงและส่งพวกเขาให้จากไป พลันมีสีหน้าราวกับขี เถ้ามอด
“เกิดขึ นจริงๆ แล้ว ศึกวุ่นวาย ศึกวุ่นวายของหลาย เผ่าพันธ์!” “ท่านผู้ที่มองเห็นอนาคตได้คนนั น บอกว่าข้า… จะต้องตายอยู่ที่นี่ หรือว่าชะตาชีวิตที่ถูกก้าหนดไว้ แล้วก้าลังจะเกิดขึ นงั นหรือ?” “ข้า ก็ต้องตายด้วยหรือ?” ในใจของพวกคนที่ถูกอูจี ชี ตัวว่าต้องตายเต็มไปด้วย ความหวาดกลัว เรื่องที่เกิดขึ นในวันนี และการกระหายการเข่นฆ่า อย่างบ้าคลั่งของชนต่างเผ่าเหมือนจะพิสูจน์ให้เห็น แล้วว่าค้าท้านายของอูจี ก้าลังค่อยๆ เริ่มต้นขึ น ถ้าเช่นนั น การตายของพวกเขาก็ก้าลังจะเกิดขึ น อย่างนั นหรือ? “ทุกคนอย่าได้ลนลาน!” เว่ยไหลมองเห็นทุกคน หมดอาลัยจึงรีบบินขึ นไปบนท้องฟ้าแล้วตะโกนเสียง
ดัง “ท่านผู้นั นบอกแล้วว่าอดีตมิอาจแก้ไข แต่ อนาคตกลับเต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลงไร้ที่สิ นสุด มันสามารถแก้ไข! พวกเรารู้แล้วว่าอนาคตจะเกิด อะไรขึ น ในเมื่อสงครามมิอาจหลีกเลี่ยง ถ้าเช่นนั น พวกเราก็ต้องพยายามสังหารพวกชนต่างเผ่าที่เสีย สติ รู้จักแต่การเข่นฆ่าพวกนี ให้ได้มากที่สุด!” มีคนตอบรับมาว่า “ถูกต้อง ขอแค่ฆ่าพวกเขาให้ หมด พวกเราที่ยังมีสติแจ่มชัดก็ไม่ต้องตาย!” “แล้วยังจะรออะไรอีกเล่า? จะอย่างไรซะการต่อสู้ ระหว่างพวกเรากับชนต่างเผ่าและเผ่าวิญญาณ โบราณก็ต้องเกิดขึ นในมหาสมุทรดาวมอดดับตลอด กาลอยู่แล้ว!” เฮ้อเหลียนสงค้ารามอย่างเดือดดาล “สงครามที่ถูกก้าหนดไว้แล้วว่าต้องเกิดขึ น จะช้า หรือเร็วก็ต้องมาถึงในสักวัน แล้วจะมีอะไรต่างกัน อีก!”
เทพบุตร เทพธิดาและผู้แข็งแกร่งแดนเอตทัคคะ จ้านวนมากต่างก็พากันบินขึ นไปกลางอากาศเหนือ หุบเขา ทันใดนั นบนอากาศเหนือหุบเขาก็ถูกเต็มเติมไปด้วย แสงประกายพร่างพราวของแดนเอตทัคคะจ้านวน มาก แดนเอตทัคคะเหล่านั นเหมือนสมบัติแห่งเซียน มีทั ง เปลวเพลิงเจิดจ้า มีทั งเปลวเพลิงดุจไฟจากนรก มี แสงสีทองอร่ามคล้ายถูกหล่อหลอมมาจากทองค้า แล้วก็มีแดนเอตทัคคะบางแห่งที่เย็นเฉียบบาดลึกไป ถึงกระดูก… แดนเอตทัคคะต่างธาตุก็มีความมหัศจรรย์ที่แตกต่าง กันออกไป ซึ่งเวลานี พวกมันแผ่ปกคลุมเต็มท้องฟ้า มีสมบัติล ้าค่าระดับเชื่อมโยงวิญญาณอีกมากมาย มี ทั งไข่มุก ลูกกลมอาคม มีด ทวน กระดานหมากรุก
ภาพวาด ฯลฯ สิ่งต่างๆ เหล่านี ล้วนแผ่อยู่ในแดน เอตทัคคะของพวกเขา แสงแห่งความศักดิ์สิทธิ์ส่อง ประกายเจิดจ้าไปหมื่นจั ง แผ่คลื่นพลังงานที่ยิ่งใหญ่ เกรียงไกรออกมา มหาราชาของภูตผีปีศาจที่ย้ายสมรภูมิรบมาจาก พื นที่อื่นจึงรับเคราะห์เป็นคนแรก มหาราชาภูตผีปีศาจสายเลือดระดับเก้าขั นกลางที่ สายเลือดหวนคืนสู่บรรพบุรุษจนร่างใหญ่โตนับร้อย เมตรซึ่งยืนตระหง่านอยู่กลางอากาศ แสยะเขี ยว กลางกรงเล็บกลายมาเป็นเป้าหมายแรกที่ถูกโจมตี แสงศักดิ์สิทธิ์ที่ปลดปล่อยออกมาจากอาวุธวิเศษ จ้านวนมากพุ่งเข้าไปฟาดฟันให้ร่างกายของมหา ราชาภูตผีปีศาจคนนั นแหลกลาญ แดนเอตทัคคะจ้านวนมากร่วมมือกันโจมตี อย่าว่า แต่มหาราชาภูตผีปีศาจท่านนี เลย ต่อให้เป็นเซวี่ยฝู่
ต้าจุนที่มีสายเลือดระดับสิบขั นต้นก็ใช่ว่าจะทนรับ ได้ไหว เพียงแค่ครู่เดียว มหาราชาภูตผีปีศาจคนนั นก็ตาย อนาถคาที่ มังกรยักษ์ที่ร่างเลื อยลดคดเคี ยวซึ่งเนี่ยเทียนเองก็ เคยเจอมาก่อนเพราะ,yoมากับพวกเฟ่ยลี่เค่อซือ ม่ายเค่อหลันหนี มีสายเลือดระดับเก้าเช่นกัน ร่างมังกรของมันเป็นสีทองอร่าม กรงเล็บราวกับ สมอยักษ์ สภาพการตายอนาถของภูตผีปีศาจคล้ายจะท้าให้ มันตกใจ ร่างที่ใหญ่โตของมันที่อยู่อากาศถึงพลัน หยุดชะงัก แม้มันจะถูกความคิดที่กระหายการเข่นฆ่ากลบทับ สติสัมปชัญญะ ทว่าสัญชาติญาณก็ท้าให้มันเกิด ความหวาดกลัวขึ นมา
ดังนั นมันจึงเงยหน้าแล้วแผดเสียงร้องค้าราม เมื่อเสียงค้ารามของมันดังขึ น เผ่ามังกรตัวอื่นๆ และ สัตว์โบราณที่อยู่ใกล้เคียงต่างก็มารวมตัวกันที่นี่โดย อัตโนมัติ มหาราชาของเผ่าภูตผีปีศาจ เผ่าทมิฬ อสูรกายและ เผ่าโครงกระดูกที่ต่อสู้อยู่กับเผ่ามังกรและสัตว์ โบราณจึงถูกพามาด้วยโดยปริยาย “คราวนี ก็ยุ่งแล้ว” ผู้อาวุโสท่านหนึ่งของส้านักไม้ยืนอยู่กลางอากาศ มองชนต่างเผ่าและสัตว์โบราณจ้านวนมากที่ถูก มังกรตัวนั นเรียกมาด้วยอาการชาไปทั งหนังหัว สิ่งที่พวกเขาไม่ต้องการเห็นมากที่สุดก็คือเหตุการณ์ ที่เกิดขึ นอยู่ตรงหน้านี
สิ่งที่พวกเขาอยากเห็นก็คือชนต่างเผ่าและสัตว์ โบราณจะสังหารกันเองจนตายไปเกินครึ่ง แล้วพวก เขาค่อยเก็บกวาดตามหลัง พวกเขารู้สึกว่าหากชนต่างเผ่าและสัตว์โบราณพากัน มาตายอยู่ที่นี่ ถ้าเช่นนั นบางทีผลเก็บเกี่ยวที่พวกเขา ไม่เคยได้มาจากมหาสมุทรดาวมอดดับตลอดหลายปี ที่ผ่านมาก็อาจจะกลายมาเป็นความจริงได้ที่นี่ น่าเสียดายที่ต่อให้คาดฝันไว้ดีแค่ไหน ความจริงก็คือ ความจริงอยู่วันยังค่้า สิ่งที่ชนต่างเผ่าและสัตว์โบราณหวาดกลัวและเป็น กังวลมากที่สุด ก็คือการลุกผงาดของเผ่ามนุษย์ นี่คือความระแวงและความไม่สบายใจที่ตราตรึงลึก ลงไปถึงกระดูกของพวกเขา ด้วยเหตุนี พอได้เห็นผู้ฝึกลมปราณเผ่ามนุษย์ และ เห็นว่าพวกมนุษย์ท้าเหมือนตลอดระยะเวลาหลาย
พันหลายหมื่นปีที่ผ่านมา พวกเขาจึงวางอคติที่มีต่อ กันลงแล้วร่วมมือโจมตีเป้าหมายเดียวกันทันที บนเรือดารา เนี่ยเทียนหรี่ตาลง มองชนต่างเผ่าและ เผ่าสัตว์โบราณที่กรูกันมาจากแปดทิศด้วยสีหน้า เคร่งเครียด “เรื่องราวยังคงเกิดขึ นอย่างที่มิอาจหลีกเลี่ยงได้” เขาถอนหายใจหนึ่งที รู้ว่าภาพเหตุการณ์โศก นาฎกรรมที่อูจี เคยท้านายไว้ก้าลังเกิดขึ น สงครามวุ่นวายของหลายชนเผ่า! ไม่ได้เกิดจากน ้ามือของเผ่ามนุษย์ แต่เป็นเพราะ เลือดลมของชนต่างเผ่าและสัตว์โบราณได้รับ ผลกระทบจากปราณของสัตว์ยักษ์มวลดารา เป็น เหตุให้สงครามครั งนี ต้องเกิดขึ น “หรือว่าสัตว์ยักษ์มวลดาราตัวนั นยังมีชีวิตอยู่?”
เขาขมวดคิ วครุ่นคิดอยู่พักหนึ่งก็เรียกเอาท่อน กระดูกของสัตว์ยักษ์มวลดาราออกมาจากในถุงเก็บ ของโดยอัตโนมัติ เขาอยากดูว่า ในเมื่อเป็นผู้พิชิตแห่งทางช้างเผือก เผ่าพันธ์เดียวกัน กระดูกท่อนนี จะมีการตอบสนอง หรือไม่ ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 39 บทที่ 1155 เหตุการณ์ยิ่งเลวร้าย
ตอนที่ท่อนกระดูกของสัตว์ยักษ์มวลดาราของเขา ลอยอยู่ในจุดลึกของพื้นที่ห้วงมิติปั่นป่วนได้ดูดซับ เอาลำแสงจากนอกอาณาจักรมา แล้วก็ดูเหมือนจะ มีการเปลี่ยนแปลงอย่างใหม่เกิดขึ้น ท่อนกระดูกยาวเพิ่มเป็นแปดสิบเมตร พอกระดูกท่อนนี้บินออกมาจากแหวนเก็บของก็ส่อง แสงสีแดงเจิดจ้า ลวดลายเส้นเลือดถี่ยิบหลายที่เส้น ตัดสลับกันอย่างลึกลับซับซ้อนทยอยกันส่อง ประกายแสง “ฟิ้วๆๆ!” ไอสายรุ้งที่ลอยออกมาจากร่องลึกใต้ดินเหมือนถูก ชักนำความสนใจ
เดิมทีไอสายรุ้งพวกนั้นแยกตัวกันอยู่ ทว่าตอนนี้พวก มันกลับค่อยๆ มุ่งหน้าเข้าหาเนี่ยเทียน เนี่ยเทียนที่อยู่บนเรือดาราหน้าเปลี่ยนสีเล็กน้อย เขารู้ดีว่าหากไอสายรุ้งเหล่านั้นแทรกซอนเข้ามายัง เลือดเนื้อของเขาเมื่อไหร่ เขาก็อาจได้รับผลกระทบ จากมัน เพราะว่าเขาใช้การอำพรางชีวิต ถึงหลบไอสายรุ้ง พวกนั้นมาได้พ้น แต่เวลานี้เนื่องจากการปรากฏตัวของท่อนกระดูก สัตว์ยักษ์มวลดารา ไอสายรุ้งถึงได้ถูกดึงดูดมาที่นี่ และขณะที่เขากำลังคิดว่าควรจะหลบมันดีหรือไม่ นั้น เขาก็พบว่าสายรุ้งราวที่เป็นราวกับลำธารหลาย เส้นแค่ขยับเข้ามาหาท่อนกระดูกสัตว์ยักษ์มวลดารา เหมือนหนวดปลาหมึกที่ยื่นมาโดน
สายรุ้งไหลเข้าหาท่อนกระดูกที่ส่องแสงสีแดงฉาน จนทำให้เกิดสะเก็ดไฟลั่นดัง “เปรี๊ยะๆ” “นี่คือ…” เนี่ยเทียนอึ้งตะลึง แล้วจู่ๆ ก็เกิดความรู้สึกที่แปลก ประหลาดอย่างถึงที่สุด เขารู้สึกเหมือนมีสัตว์ยักษ์มวลดาราสองตัวที่เป็น เผ่าพันธุ์เดียวกันแต่ลักษณะไม่เหมือนกันกำลัง สื่อสารกันโดยวิธีการที่เขาไม่เข้าใจ “แม้ผู้อาวุโสเว่ยไหลจะบอกว่าสัตว์ยักษ์มวลดาราตัว ที่ฝังร่างอยู่ที่นี่อาจจะตายไปก่อนแล้ว ทว่ามันน่าจะ ยังเหลือกระแสจิตวิญญาณทิ้งไว้” เนี่ยเทียนนิ่วหน้า แล้วก็มองไปยังกระดูกท่อนด้วยสายตาลึกล้ำ “แม้ว่ามันจะเหลือแค่กระดูกท่อนเดียว แต่พอได้ สายเลือดแห่งชีวิตของข้าไปกลับค่อยๆ เติบโตจน เหมือนจะฟื้นคืนกลับมามีชีวิตอีกครั้ง”
“เป็นสัตว์ยักษ์มวลดาราเหมือนกัน เคยเป็นผู้พิชิต ในยุคดั้งเดิม คือสิ่งมีชีวิตที่อยู่เหนือสุดของห่วงโซ่ อาหาร พวกมันไม่น่าจะเหมาะสมกับยุคสมัยนี้ไม่ใช่ หรือ?” เนี่ยเทียนขมวดคิ้วคิดหนัก “เปรี๊ยะ!” พลันมีแสงสายฟ้าบินออกมาจากท่อนกระดูกที่ เพราะได้จิงชี่แห่งชีวิตของเขาจึงเติบโตอย่างต่อเนื่อง และเกิดความมหัศจรรย์มากมาย นครของเผ่ามนุษย์หิน มนุษย์หินเก้าตนยังคงใช้ศพผีและวิญญาณร้ายทำ การเซ่นสังเวยอย่างบ้าคลั่ง ตรงหลุมลึกมืดดำที่มีแสงสายรุ้งตัดสลับกันค่อยๆ มี คลื่นที่ทำให้ใจคนไม่เป็นสุขส่งออกมา “อู้ๆๆ!”
ไอหลากหลายสีสันราวกับสีรุ้งแผ่ออกมาจากกลาง หลุม และค่อยๆ กลบทับไปทั่วนครที่กลายเป็นซาก ปรักหักพังแห่งนี้ หัวใจของมนุษย์หินที่สายเลือดหวนคืนสู่ระดับสิบซึ่ง เป็นหัวหน้าคนนั้นเต้นกระหน่ำอย่างรุนแรง เขาหมอบลงเหนือหลุมลึก รับฟังข้อมูลและคำบอก เล่าที่ถูกส่งมาจากในหลุมอย่างตั้งใจ “ตูม!” จู่ๆ เทพยักษ์ค้ำฟ้านามว่าฉาเท่อเหวยเค่อก็หวน กลับมาลอยตัวอยู่กลางอากาศสูงเหนือนครอีกครั้ง “เหตุการณ์การเปลี่ยนแปลงในสนามรบสุ้ยเมี่ยมี สาเหตุมาจากพวกเจ้านี่เอง!” ดวงตาที่ใหญ่โตราวดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ ของฉาเท่อเหวยเค่อจ้องเขม็งไปยังหลุมลึกที่มีแสง สายรุ้งตัดสลับกัน “ไอ้หมอนั่นฟื้นคืนชีพกลับมาเป็น
เวลาสั้นๆ เพราะการเซ่นสังเวยของพวกเจ้าใช่ หรือไม่? ทำไม ทำไมพวกเจ้าต้องทำอย่างนี้ด้วย?” “ทำไม?” เผ่ามนุษย์หินคนที่เป็นหัวหน้าหัวเราะ อย่างดุร้าย “ก็ย่อมต้องเพื่อแก้แค้นอย่างไรล่ะ!” “พวกภูตผีปีศาจ อสูรกายและเผ่าทมิฬที่อยู่ใน สนามรบสุ้ยเมี่ยตอนนี้ล้วนเคยเข้าร่วมสงคราม ทำลายล้างเผ่าพันธุ์ของข้า! และพวกเจ้าที่เคยเป็น สหายรบเคียงบ่าเคียงไหล่พวกเราก็ผิดคำสัญญาที่ เคยให้ไว้ในปีนั้น พวกเจ้ายอมอยู่ร่วมกับพวกเขา อย่างสงบสุข แถมยังร่วมมือกันโจมตีศัตรูด้วย!” “พวกเจ้ามันสมควรตายกันให้หมด!” ฉาเท่อเหวยเค่อคำรามกร้าวอย่างเดือดดาล “ข้าไม่รู้ ว่าก่อนหน้านี้เจ้าถูกเนรเทศไปอยู่ที่ไหน แต่เจ้าจาก ไปนานมากเกิน! เจ้าไม่รู้เลยว่าในยุคสมัยนี้ เผ่า มนุษย์ต่างหากถึงจะเป็นภัยคุกคามที่ใหญ่ที่สุด! เผ่า
วิญญาณโบราณของพวกเราจำเป็นต้องร่วมมือกับ พวกเขาถึงจะสามารถต้านทานเผ่ามนุษย์ที่ลุกผงาด อย่างรวดเร็วได้!” “ยุคสมัยเปลี่ยนไปแล้ว” เผ่ามนุษย์หินสายเลือด ระดับสิบแหงนหน้ามองท้องฟ้าพลางหัวเราะด้วย เสียงที่ทำให้คนฟังขนหัวลุก “อีกไม่นานเท่าไหร่ เจ้า ก็จะได้เห็นยุคสมัยใหม่ถือกำเนิด เผ่ามนุษย์หินของ พวกเราจะลุกผงาดในยุคสมัยใหม่ ตามรอยฝีเท้า ของคนผู้นั้นไปติดๆ!” “คนผู้นั้น? เจ้าหมายถึงใคร?” ฉาเท่อเหวยเค่อตะลึง ลาน “ข้าไม่จำเป็นต้องบอกเจ้า” “การฟื้นคืนชีพของมันในเวลาสั้นๆ จะเกิดขึ้นไม่ได้! มันจะทำให้สิ่งมีชีวิตทั้งหมดในสนามรบสุ้ยเมี่ยมา ตายกันอยู่ที่นี่!”
“ขอโทษด้วย ข้าถูกส่งตัวให้กลับมาทำเรื่องนี้ให้ สำเร็จ” “ถูกส่งตัวกลับมา?” ฉาเท่อเหวยเค่อเงียบงันไปนานแล้วก็พลันเข้าใจได้ ตระหนักได้ว่าพวกเผ่ามนุษย์หินที่หลงเหลืออยู่ เหล่านี้น่าจะไปสวามิภักดิ์กับกลุ่มอิทธิพลลับที่เขาไม่ รู้จัก แผนการของกลุ่มอิทธิพลนี้ช่างยิ่งใหญ่จนเขาหวั่นใจ “ข้าก็คงได้แค่ขัดขวางเจ้าเท่านั้น!” ฉาเท่อเหวยเค่อไม่คิดพิจารณาอะไรให้มากความ เรือนกายใหญ่โตราวขุนเขาของเขาพลันเยื้องกราย ลงไปยังนครเผ่ามนุษย์หินที่อยู่เบื้องล่าง หมายจะ ทำลายหลุมลึกนั้นทิ้ง
“หากเป็นคราวก่อน เจ้าอาจจะพอขัดขวางข้าได้” เผ่ามนุษย์หินที่แข็งแกร่งที่สุดผู้นั้นส่ายหน้า “น่า เสียดายที่เจ้าค้นพบสายเกินไป” “ฟิ้วๆๆ!” ลำแสงสายรุ้งนับพันนับหมื่นพลันสาดยิงออกมาจาก ในหลุมลึกรวดเร็วราวสายฟ้าแลบ พริบตาเดียวสายรุ้งพวกนั้นก็แทรกซอนเขาไปยัง ทะเลเลือดลมเข้มข้นที่เทพยักษ์ค้ำฟ้าตนนั้น ปลดปล่อยออกมาตามธรรมชาติ ทะเลเลือดลมของเขาถูกไอสีสันสดใสอาบย้อมจน ผิดปกติไปจากเดิม ก่อนที่มันจะก่อตัวขึ้นมาเป็น ผลึกเม็ดเล็ก “ตูม!”
เรือนกายที่ใหญ่โตของฉาเท่อเหวยเค่อกระแทกล งบนนครหลักของเผ่ามนุษย์หินอย่างแรงเหมือน เทือกเขาที่พังถล่มลงมา นครที่เดิมทีก็มีแต่ซากปรักหักพัง พอถูกเขาชน กระแทกแบบนี้จึงระเบิดกระจาย เศษหินปลิวว่อน หอเรือนหินแต่ละหลังพังราบเป็นหน้ากลอง ครึ่งเค่อต่อมา ฉาเท่อเหวยเค่อก็ค่อยลุกๆ ขึ้นยืนโซเซ เม็ดผลึก หลากสีที่อยู่ในทะเลเลือดลมของเขามีเพิ่มมากขึ้น เรื่อยๆ ดวงตาของเขาค่อยๆ ถูกความบ้าคลั่งและความ กระหายเลือดกลบทับ จิตสำนึกถูกกลืนกิน “ปัง!”
ร่างที่ใหญ่โตราวขุนเขาของเขาทะยานขึ้นฟ้าคล้าย ภูเขาลูกหนึ่งที่พุ่งตัวออกจากนครหลักเผ่ามนุษย์หิน แล้วไปตามหาเป้าหมายที่เขาต้องการสังหาร “ต้าจุนระดับสิบ ถูกเรียกขานว่าทวยเทพบรรพกาล ก็ยังถูกบิดเบือนสติสัมปชัญญะ!” หัวหน้าเผ่ามนุษย์หินห้าวเหิมขึ้นมาทันควัน “แม้แต่ เจ้าก็ยังหลบไม่พ้น! ต้าจุนชนต่างเผ่า มังกรยักษ์ สัตว์โบราณ เกรงว่าก็คงหนีเคราะห์ครั้งนี้ไม่พ้น เหมือนกัน!” เขาเหลือบตามองนครที่ถูกฉาเท่อเหวยเค่อทำลาย ยับด้วยความเสียดาย “สักวัน สักวันเผ่าพันธุ์ของเขาจะบุกเบิกดินแดน สุขาวดีแห่งใหม่ ให้กำเนิดคนในเผ่าและหวนคืนสู่ เส้นทางแห่งความเจริญรุ่งเรืองอีกครั้ง!” เขาพึมพำ เบาๆ
หุบเขาของลัทธิจิตตวิสุทธิ์ ชนต่างเผ่า สัตว์โบราณ มังกรยักษ์ล้วนรวมตัวกันอยู่ ที่นี่และกำลังเปิดฉากสังหารกับผู้แข็งแกร่งแดน เอตทัคคะและเทพบุตร เทพธิดาของเผ่ามนุษย์ เนี่ยเทียนยืนอยู่บนเรือดารา จ้องเขม็งไปที่ท่อน กระดูกตาไม่กะพริบ ส่วนของท่อนกระดูกที่ถูกไอสายรุ้งแผ่มาโดนมี ลำแสงสายฟ้าสาดยิงจนมองเห็นได้ไม่ชัดเจน ก่อนที่ จิตสำนึกแบบขาดๆ หายๆ จะค่อยๆ ก่อตัวขึ้นมาใน ท่อนกระดูก เนี่ยเทียนพยายามอย่างเต็มที่เพื่อรับสัมผัสมัน แต่ก็ ยากที่เขาจะวิเคราะห์ความลี้ลับจากภายในนั้นได้ “ฟิ้ว!” ทันใดนั้นแดนเทพเจ้าของลัทธิจิตตวิสุทธิ์ก็เยื้อง กรายมาถึงที่นี่
“นี่มัน…” คนที่มาถึงก่อนก็คือจีหยวนฉวนแห่งลัทธิจิตตวิสุทธิ์ เขาเร่งรุดเดินทางมา เดิมทีนั้นคิดจะเปิดช่องทาง ใหม่ที่สามารถเชื่อมโยงไปยังโลกภายนอกเพื่อให้ผู้ แข็งแกร่งเผ่ามนุษย์แต่ละฝ่ายออกไปจากสนาม รบสุ้ยเมี่ยโดยเร็วที่สุด ก่อนจะมา เขาเคยได้พบกับอูจี้มาก่อน แล้วก็ สังเกตเห็นว่าพื้นที่หลายแห่งของสนามรบสุ้ยเมี่ยมี ไอประหลาดรั่วไหลออกมา เมื่อเห็นสภาพเสียสติคลุ้มคลั่งของพวกเผ่าวิญญาณ โบราณและชนต่างเผ่า เขาก็มั่นใจว่าภาพเหตุการณ์ ที่อูจี้มองเห็นถูกกำหนดมาแล้วว่าต้องเกิดขึ้น ดังนั้น จึงล่วงหน้ามาก่อนเพื่อจัดการเรื่องนี้ “รองเจ้าลัทธิ ทำไมคนที่มาถึงเป็นท่านล่ะ?” แดน เอตทัคคะคนหนึ่งของลัทธิจิตตวิสุทธิ์ตะโกนถาม
“เจ้าลัทธิยังไม่สามารถแยกตัวมาได้” สีหน้าของจี หยวนฉวนไม่น่าดูสักเท่าใด “จุดลึกของสนามรบสุ้ย เมี่ยก็มีต้าจุนชนต่างเผ่า มังกรยักษ์ สัตว์โบราณที่จู่ๆ ที่เสียสติเหมือนกัน!” “ว่าไงนะ? เหตุการณ์เลวร้ายได้ถึงเพียงนี้เชียว หรือ?” เว่ยไหลอุทานตกใจ ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 39 บทที่ 1156 ต้นกำเนิดหายนะ
ชวีอี้เจ้าลัทธิจิตตวิสุทธิ์กลับไม่สามารถแยกตัวมาได้! ข่าวที่จีหยวนฉวนนำมาให้ ทำให้พวกเว่ยไหลตกอยู่ ในความหวาดหวั่นพรั่นพรึง เดิมทีพวกเขายังคาดหวังให้ชวีอี้มาถึงด้วยตัวเอง แล้วใช้กระจกมิติมายาที่เป็นอาวุธเทพไม่ดับสลาย เปิดรอยแยกห้วงมิติส่งพวกเขาออกไปจากสนาม รบสุ้ยเมี่ย ใครก็คาดไม่ถึงว่าแม้แต่ชวีอี้ก็ยังถูกกักตัวให้อยู่ในจุด ลึกของสนามรบสุ้ยเมี่ย หากมีแค่จีหยวนฉวนคนเดียว เขาจะมีความสามารถ ส่งพวกเขาออกไปจากที่นี่ได้หรือไม่ พวกเขาก็ยังไม่ แน่ใจ
โดยเฉพาะตรงหน้านี้ยังเกิดเหตุการณ์ที่พิเศษอย่าง ยิ่ง เมื่อมหาราชาชนต่างเผ่า สัตว์โบราณและมังกรยักษ์ ล้วนมารวมตัวกันอยู่ที่นี่ พวกเขาจึงจำเป็นต้อง เผชิญหน้ากับพวกคนที่กระหายเลือดและบ้าคลั่ง จากการที่ทะเลเลือดลมถูกเปลี่ยนแปลง “เนี่ยเทียน นี่เจ้า…?” จีหยวนฉวนแห่งลัทธิจิตตวิสุทธิ์หันมามองก็ สังเกตเห็นท่อนกระดูกของสัตว์ยักษ์มวลดารา สังเกตเห็นสะเก็ดแสงที่สาดยิงออกมาจึงอดถามด้วย ความแปลกใจไม่ได้ “ทำไมเจ้าถึงไปอยู่ไกลขนาด นั้น? อีกอย่าง เจ้าเอากระดูกท่อนนั้นออกมาทำ อะไร?” “ตูมๆๆ!” ระหว่างที่เขาพูด พวกแดนเอตทัคคะ เทพบุตรและ
เทพธิดาทั้งหลายก็ได้กระจายตัวกันไปต่อสู้กับมหา ราชาของชนต่างเผ่า มังกรยักษ์และสัตว์โบราณ การต่อสู้ระดับนี้สองฝ่ายต่างสูสีกัน ยังมิอาจแยกได้ ว่าใครจะแพ้หรือชนะในช่วงเวลาสั้นๆ นี้ เว้นเสียแต่ว่าศักยภาพของสองฝ่ายจะแตกต่างกัน อย่างเด่นชัดยิ่งกว่านี้ “เปรี๊ยะๆๆ!” สายฟ้ายังคงสาดยิงออกมาจากท่อนกระดูก เนี่ย เทียนจึงเพ่งสมาธิและกระแสจิตวิญญาณจ้องมอง กระดูกท่อนนั้นเขม็ง กระดูกสีแดงฉานมีพื้นที่ส่วนหนึ่งที่กลายมาเป็น โปร่งใส ลวดลายเส้นเลือดที่เดิมทีอยู่ในนั้นเกิดการ เปลี่ยนแปลงอย่างเงียบเชียบ มีภาพบางอย่าง ก่อกำเนิดขึ้นมา แม้จะพร่ามัว แต่กลับพอจะเห็นได้
อย่างรางๆ ภาพนั้นก็คือภาพนครหลักของเผ่ามนุษย์หิน จากภาพที่พร่าเลือนนั้น เนี่ยเทียนพอจะมองเห็น หลุมลึกดำมืดที่มีศพผีและวิญญาณร้ายจำนวนมาก กรูกันเข้าไปด้านในจนทำให้เกิดแสงสีรุ้งตัดสลับกัน เผ่ามนุษย์หินทั้งเก้าตนกำลังกราบกรานทำพิธีเซ่น สังเวยชั่วร้ายอย่างกระตือรือร้น พอจีหยวนฉวนเห็นว่าเนี่ยเทียนไม่ได้สนใจตน ทั้งยัง มองเมินการต่อสู้ระหว่างผู้แข็งแกร่งแดนเอตทัคคะ ของเผ่ามนุษย์กับชนต่างเผ่าและสัตว์โบราณไปอย่าง สิ้นเชิง เขาจึงลอยตัวขึ้นไปกลางอากาศ “กระจกมิติมายา!” อาวุธเทพไม่ดับสลายของลัทธิจิตตวิสุทธิ์ที่เดิมทีอยู่ ในมือเจ้าลัทธิอย่างชวีอี้ถูกเขาประคองวางอยู่ ตรงหน้าอกด้วยสองมือ
จีหยวนฉวนกระตุ้นดินแดนห้วงมิติของตน มีดแสง ห้วงมิติที่เจิดจ้าพร่างพราวจึงล่องลอยอยู่ในดินแดน ของเขาราวกับฝูงปลา ห้วงมิติทับซ้อนหลายชั้นราว ม้วนภาพวาดงดงามที่ถูกปูแผ่ไว้รอบกายของเขา มีพลังห้วงมิติเจิดจ้าบินเข้าไปยังกระจกมิติมายา รวดเร็วราวสายฟ้าแลบ “กระจกมายา ปริแตก!” จีหยวนฉวนใช้เวทลับทำให้มีดแสงห้วงมิติหลายพัน เล่มตัดสลับกัน ก่อนจะกลายมาเป็นธารแสงพร่าง พราวที่เตรียมจะผ่าฟ้าดินที่เกิดการเปลี่ยนแปลงผืน นี้ให้แตกออก “ฟิ้วๆๆ!” จู่ๆ ไอสายรุ้งที่บินเข้าหาเนี่ยเทียนก็พลันพุ่งเข้าใส่ ดินแดนของจีหยวนฉวน ดินแดนห้วงมิติของเขาเปลี่ยนมาเป็นขุ่นมัวในชั่ว
พริบตา พลังงานประหลาดมากมายหลายอย่างเต็ม ล้นอยู่ในดินแดน ทำให้ดินแดนของเขาเปลี่ยนมา เป็นสับสนอลหม่าน “สวบ! ฟู่วๆ!” พลังงานที่แผ่ออกมาจากกระจกมิติมายาก็ได้รับ ผลกระทบจนไม่สามารถช่วยให้เขาแหวกรอยแยก ห้วงมิติที่เป็นช่องทางให้ทุกคนลอดผ่านไปได้ “ตึง!” ภาพที่ปรากฏในท่อนกระดูกสัตว์ยักษ์มวลดารา เบื้องหน้าเนี่ยเทียนพลันระเบิดกระจาย “แสงสายรุ้งที่สามารถบิดเบือนทะเลเลือดลมของชน ต่างเผ่ายังสามารถควบคุมดินแดนห้วงมิติของข้าได้ ด้วย!” จีหยวนฉวนหน้าเปลี่ยนสีเล็กน้อย เขาจ้อง เขม็งไปยังกระจกมิติมายา หัวคิ้วขมวดกันเป็นปม ลึก “ดูท่าด้วยพละกำลังของข้า หากคิดจะฝืนเปิด
รอยแยกห้วงมิติออกแล้วหนีไปจากสนามรบสุ้ย เมี่ยคงเป็นไปไม่ได้แล้ว” จบคำพูดของเขา หัวใจของพวกเทพบุตร เทพธิดา และผู้อาวุโสสำนักต่างๆ ก็ล้วนหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม “ผู้อาวุโสจี!” เนี่ยเทียนที่อยู่บนเรือดาราตะโกนเสียงดังเรียกให้ เขามาหา ไอแสงหลากสีที่แทรกซอนเข้าไปยังดินแดนห้วงมิติ ของจีหยวนฉวนไม่มีพลังการทำลายล้ายสักเท่าใด นัก พวกมันจึงไม่ได้สร้างความเสียหายให้แก่ดินแดน และตัวของเขาเอง พอได้ยินเสียงตะโกนของเนี่ยเทียน เขาที่สงสัยก็หุบ ดินแดนห้วงมิติแล้วบินไปหาอีกฝ่าย อยู่ในสนามรบสุ้ยเมี่ย เขาสามารถลอดทะลวงห้วง มิติไปได้ในเสี้ยววินาทีโดยไม่ได้รับอุปสรรคใดๆ
ครู่หนึ่ง เขาก็มาปรากฏอยู่ตรงหน้าเนี่ยเทียน “เจ้านี่นะ เมื่อครู่ข้าพูดกับเจ้า แต่เจ้ากลับเมินข้า” “ข้ากำลังมองอย่างอื่นอยู่” เนี่ยเทียนสูดลมหายใจ เข้าลึกบังคับให้ตัวเองสงบสติอารมณ์ ก่อนจะคำราม ว่า “ข้ารู้สึกว่า ข้ารู้กุญแจสำคัญที่ทำให้สนามรบสุ้ย เมี่ยเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่แล้ว!” จีหยวนฉวนมีสีหน้าตื่นตะลึง เร่งร้อนเอ่ยถาม “ไหน ลองพูดมาสิ!” ตอนที่อยู่ดินแดนสวรรค์ทมิฬ เนี่ยเทียนได้พิสูจน์ให้ เห็นถึงความสามารถของตัวเขาเอง และก่อนหน้านี้ ไม่นาน ศึกระหว่างเขากับเอ้าเฟยลี่หย่า จีหยวนฉวน ก็เป็นพยานเห็นเองกับตา ในสายตาของเขา เนี่ยเทียนไม่ใช่บุคคลที่ไร้ ความสำคัญอีกแล้ว แต่มีค่ามากพอที่เขาจะปฏิบัติ ต่อด้วยความจริงใจ
“ไอสายรุ้งที่ก่อนหน้านี้ไหลเข้าไปในดินแดนห้วงมิติ ของท่าน มันได้สัมผัสกับกระดูกท่อนนี้มาก่อน” เนี่ย เทียนพูดตรงประเด็นไม่มัวอ้อมค้อม “ข้าเห็นอะไร บางอย่าง! ในจุดลึกของเทือกเขาฝังเลือด นครของ เผ่ามนุษย์หินที่ถูกทอดทิ้งมีมนุษย์หินเก้าตนกำลังทำ พิธีเซ่นสังเวยที่ชั่วร้าย!” “ศพผีและวิญญาณร้าย รวมไปถึงสิ่งของบางอย่างที่ ถูกทิ้งไว้ในนครแห่งนั้นล้วนเป็นของเซ่นไหว้ทั้งสิ้น” “สิ่งที่พวกเขาเซ่นไหว้น่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตที่ทำให้จุด ลึกใต้ดินแผ่ปราณประหลาดออกมาอย่างสัตว์ยักษ์ มวลดาราตัวหนึ่ง มันเป็นหรือตายข้ามิอาจรู้ได้” “แต่ว่าต่อให้มันตายไปแล้ว ก็น่าจะยังทิ้งจิตสำนึก เอาไว้” “เทพยักษ์ค้ำฟ้าตนนั้นไปเยือนนครของเผ่ามนุษย์ หินสองครั้ง ตอนที่ไปครั้งที่สองเขาได้รับผลกระทบ
จากไอพวกนั้นจึงตกอยู่ในสภาวะคลุ้มคลั่งและบิน จากไปแล้ว” “นอกจากเผ่ามนุษย์อย่างพวกเรา ชนต่างเผ่าและ เผ่าวิญญาณที่มีเลือดลมอุดมสมบูรณ์ ขอแค่ขยับเข้า ไปใกล้นครของเผ่ามนุษย์หินก็อาจได้รับผลกระทบ ทั้งหมด” “ซึ่งก็หมายความว่า หากคิดจะเปลี่ยนแปลง สถานการณ์ในสนามรบสุ้ยเมี่ยตอนนี้ ก็มีแต่พวกเรา เท่านั้นที่ทำได้!” เนี่ยเทียนพูดสรุปอย่างรวบรัด บอกทั้งภาพที่ได้เห็น และการคาดเดาในใจของตัวเองด้วยคำพูดที่สั้นและ กระชับ ทว่ากลับชัดเจนแจ่มแจ้ง จากนั้นก็เอ่ยเร่งว่า “ผู้อาวุโสจี ท่านไม่สามารถพาพวกเราออกไปจาก สนามรบสุ้ยเมี่ยได้ แต่หากเป็นในสนามรบสุ้ยเมี่ยนี่ ท่านยังสามารถไปที่ไหนก็ได้ใช่ไหม?”
“เผ่ามนุษย์หิน นครหลักของเผ่ามนุษย์หินที่ฝังร่าง สัตว์ยักษ์มวลดาราเอาไว้” จีหยวนฉวนพึมพำเบาๆ นับตั้งแต่ที่กลับออกมาจากจุดลึกของสนามรบสุ้ย เมี่ย เขาที่เคยพูดคุยกับพวกชวีอี้ อูจี้มาก่อนก็คล้าย จะเข้าใจได้ว่าไอที่ทำให้สนามรบสุ้ยเมี่ยเกิดการ เปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่มาจากสัตว์ยักษ์มวลดาราใน ตำนานตัวหนึ่งที่ตายไปนานแล้ว “กระดูกท่อนนั้นของเนี่ยเทียนเป็นของสัตว์ยักษ์ มวลดาราอีกตัวหนึ่ง ภาพที่เขาได้เห็นก็น่าจะเป็น ความจริง” จีหยวนฉวนครุ่นคิดแล้วก็ตัวสั่นสะท้าน เข้าใจ คำถามของเนี่ยเทียนได้ในทันที “หากแค่ลอดทะลวงอยู่ในสนามรบสุ้ยเมี่ย ข้า สามารถลองดูได้” เขาพลันฮึกเหิม “การลอดทะลวง เช่นนี้ไม่จำเป็นต้องทำลายเขตปราการ ระดับความ
ยากจะลดลงเยอะมาก หากมีแค่เผ่ามนุษย์หินเก้าคน ล่ะก็…” เขาอึ้งไปครู่ ก่อนจะถามใหม่ “สายเลือดของผู้ที่ แข็งแกร่งที่สุดของพวกเผ่ามนุษย์หินคือระดับใด?” “มากสุดคงระดับสิบ แต่น่าจะเพิ่งฟื้นคืนสู่ระดับนี้ได้ ไม่นาน” เนี่ยเทียนกล่าว “หากเป็นอย่างนั้นก็ง่ายขึ้นเยอะเลย” จีหยวนฉวน วางใจลงได้ “หากเรื่องนี้เป็นความจริง หากเผ่า มนุษย์หินเป็นต้นกำเนิดของหายนะครั้งนี้จริง และ เจ้ากับอาจารย์สองคนเป็นคนบอกเตือนล่วงหน้า พวกเจ้าอาจารย์และศิษย์…” ดวงตาของเขาฉายความตื่นตะลึง คำพูดหลังจากนั้น เขาไม่ได้เอ่ยมันออกมา ตัวเขาเองพลันถอยออกห่างจากพื้นที่ที่มีลำแสง สายรุ้งไปให้ได้ไกลมากที่สุด ก่อนจะเรียกกระจกมิติ
มายาออกมาอีกครั้ง ทว่ากลับไม่ได้แผ่ดินแดนของ ตัวเองออกมา “ลอดทะลวงความว่างเปล่า!” หลังจากเสียงตะโกนของเขาก็มีลำแสงพร่างพราว สาดยิงออกมาจากในกระจกมิติมายา รอยแยกห้วงมิติที่พร่างพราวเส้นหนึ่งถูกกระจกบาน นั้นกรีดออก เพียงแค่ครู่เดียวรอยปริแตกก็ก่อตัวขึ้น ได้สำเร็จ “ทุกท่าน! ตามข้าไปที่เทือกเขาฝังเลือด!” จีหยวนฉ วนตะโกนเสียงดัง “ความวุ่นวายในสนามรบสุ้ยเมี่ย จะสงบลงได้หรือไม่ ที่นั่นต่างหากถึงจะเป็นกุญแจ สำคัญ!” เผ่ามนุษย์ทุกคนล้วนมีสติครบถ้วนสมบูรณ์ดี พอได้ยินคำพูดของจีหยวนฉวน คนที่ไม่ได้โรมรันอยู่ กับชนต่างเผ่าและเผ่าวิญญาณโบราณจึงพากันบิน
มาหาเขาทันที เนี่ยเทียนที่จงใจใช้การอำพรางชีวิตปกปิดปราณ เข้มข้นทั่วร่างก็ขับเรือดาราบินเข้าไปในรอยแยกห้วง มิติเส้นนั้นเทียบจะเวลาเดียวกับจีหยวนฉวน ครู่หนึ่งหลังจากนั้น เขาก็มาโผล่ที่นครหลักของเผ่า มนุษย์หินตามหลังจีหยวนฉวน “เป็นเผ่ามนุษย์หินจริงๆ ด้วย!” ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 39 บทที่ 1157 บรรพบุรุษวิชากระบี่
นครหลักของเผ่ามนุษย์หินที่ผุพังมีแต่หอเรือนหินที่ พังถล่มอยู่ทั่วทุกหนแห่ง กลางนครยังมีหลุมลึก รูปร่างเหมือนยักษ์อยู่หลุมหนึ่ง เนี่ยเทียนแค่มองปราดเดียวก็รู้ว่าหลุมรูปคนนั้นก็คือ ร่องรอยที่ฉาเท่อเหวยเค่อเทพยักษ์ค้าฟูาทิ้งไว้ รอยแยกห้วงมิติที่ปริแตกเส้นนั้นอยู่เหนือนครแห่งนี้ พอดี เมื่อจีหยวนฉวนมาถึง ดวงตาที่ลุกเรืองเป็นประกาย ของเขาก็จับจ้องไปยังหลุมที่ลึกมืดจนมองไม่เห็นก้น แต่มีล้าแสงสีรุ้งตัดสลับกันทันที เพราะว่ายังคงมีศพผีและวิญญาณร้ายที่ทยอยกัน ดึงดูดให้บินเข้าไปในหลุม ข้างปากหลุมมีเผ่ามนุษย์หินเก้าตนที่ก้าลังท้าการ
บวงสรวง มนุษย์หินที่แต่ละคนใบหน้าพร่าเลือนพากันหันมา มองจีหยวนฉวนและเนี่ยเทียน “กลืนกินศพผีและวิญญาณร้ายเพื่อใช้บูชาอย่างบ้า คลั่ง” เนี่ยเทียนพึมพ้า ขมวดคิ้วมองไปยังหลุมนั้น “หรือว่าสัตว์ยักษ์มวลดาราที่ตายไปตั้งแต่เมื่อหลาย ปีก่อนตัวนั้นจะสามารถฟื้นคืนชีพกลับมาได้ในเวลา สั้นๆ เพราะวิธีการเช่นนี้จริงๆ? หรือว่าวิญญาณร้าย สามารถช่วยให้มันรวบรวมซากวิญญาณ พลังศพ ของศพผีสามารถกระตุ้นร่างที่กลายเป็นศพของมัน ได้?” “ฟิ้ว!” ขณะที่เขาก้าลังครุ่นคิด เว่ยไหลก็ลอดรอยแยกห้วง มิติเข้ามา “เผ่ามนุษย์หิน!”
เว่ยไหลจ้องมองไปยังหลุมลึก มองแสงสายรุ้งที่ตัด สลับกันพลางปลดปล่อยกระแสจิตวิญญาณออกไป รับสัมผัสอย่างละเอียด เขาสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าก้นหลุมลึกมีพลังงานที่ ประหลาดอย่างถึงที่สุดก้าลังก่อตัว ซึ่งดูเหมือนว่าจะ สามารถระเบิดได้ตลอดเวลา “เผ่ามนุษย์…” เดิมทีเผ่ามนุษย์หินที่เป็นหัวหน้านอนหมอบอยู่ตรง ปากหลุม ก้าลังสื่อสารกับสิ่งมีชีวิตที่น่าหวาดกลัวซึ่ง เมื่อผ่านการเซ่นสังเวยอย่างบ้าคลั่งจึงค่อยๆ ฟื้นตื่น ขึ้นมา การมาถึงของเผ่ามนุษย์ท้าให้เขาตกใจ จึงจ้าต้อง ย้ายความสนใจมาที่ผู้มาเยือน เขาเองก็เริ่มรู้สึกเอือมระอาไม่รู้จะรับมืออย่างไร ไม่เหมือนกับเทพยักษ์ค้าฟูาอย่างฉาเท่อเหวยเค่อ
เนื่องจากเลือดลมของเผ่ามนุษย์อ่อนแอ ไม่มีทางถูก ไอประหลาดนั้นแทรกซอนแล้วบิดเบือนสติปัญญา จนตกอยู่ภาวะกระหายเลือด เผ่ามนุษย์ที่จู่ๆ ก็ปรากฏตัวกะทันหันเหล่านี้ต้องไม่ ได้มาด้วยเจตนาดีแน่นอน เขาจึงจ้าเป็นต้องใช้ วิธีการอื่นมาจัดการ “เนี่ยเทียน สิ่งที่เจ้าวิเคราะห์ไว้ไม่ผิดเลย!” จีหยวนฉวนสูดลมหายใจเข้าลึก “ต้นเหตุที่ท้าให้ สนามรบสุ้ยเมี่ยเกิดการเปลี่ยนแปลง มหาราชาของ ชนต่างเผ่าและเผ่าสัตว์โบราณตกอยู่ในสภาวะคลุ้ม คลั่ง ล้วนเป็นฝีมือของพวกเผ่ามนุษย์หินพวกนี้นี่เอง! เฮอะ มนุษย์หินไม่ควรจะสูญพันธ์ไปตั้งแต่ยุค สมัยก่อนแล้วหรือ?” “พรวด!” มีเงาร่างอีกเงาหนึ่งลอดผ่านทางแยกห้วงมิติออกมา
นั่นก็คือแดนเทพเจ้าช่วงต้นอย่างเย่เหวินฮั่นแห่งหอ ทอดฟูา เขาเองก็เพิ่งเร่งร้อนออกมาจากจุดลึกของสนาม รบสุ้ยเมี่ยเช่นกัน “พี่เย่!” ดวงตาจีหยวนฉวนเป็นประกาย ในที่สุดก็วางใจลง ได้ “ท่านมาได้ทันเวลาพอดีเลย เดิมทียังนึกว่า จะต้องปวดหัวเพราะก้าลังไม่พอเสียอีก มีท่านมา ด้วยก็ง่ายขึ้นเยอะเลย” เย่เหวินฮั่นกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “การต่อสู้ใน จุดลึกของสนามรบสุ้ยเมี่ยยิ่งนานก็ยิ่งควบคุมได้ยาก ข้ารีบมาที่นี่ เดิมทีก็เพราะคิดจะมาช่วยเจ้าส่งทุกคน ออกไปจากสนามรบสุ้ยเมี่ย คาดไม่ถึงว่าจะมีเรื่องไม่ คาดฝันอย่างอื่นเกิดขึ้น…” ตอนที่เขามาถึงหุบเขาก็เห็นว่ามหาราชาของชนต่าง
เผ่าและเผ่าวิญญาณโบราณก้าลังโรมรันพันตูอยู่กับ แดนเอตทัคคะของสี่ส้านักเก่าแก่ เมื่อสอบถามเว่ยไหลแล้วรู้เรื่องที่เกิดขึ้น เขาจึงรีบ ตามมา “คนที่มามีแค่พวกเราสามคน” เย่เหวินฮั่นเอ่ยขึ้น อีกครั้ง “หากพวกผู้แข็งแกร่งแบ่งจากหุบเขาของ ลัทธิจิตตวิสุทธิ์มาที่นี่เยอะเกิน พวกคนที่เหลืออยู่คง รับมือกับมหาราชาชนต่างเผ่าและเผ่าวิญญาณ โบราณที่คลุ้มคลั่งพวกนั้นไม่ไหว” พอจีหยวนฉวนคิดตามก็ตระหนักได้ “พี่เย่พิจารณา ได้รอบคอบยิ่ง” ก่อนหน้านี้เขาร้อนใจมากเกินไปจึงตะโกนให้พวก แดนเอตทัคคะเผ่ามนุษย์ที่ยังมีสติตามมาช่วยรับมือ กับเผ่ามนุษย์หิน ยังดีที่คนที่มามีแค่เว่ยไหลและเย่เหวินฮั่น
หากจู่ๆ แดนเอตทัคคะจ้านวนมากตามมาที่นี่ คนที่ เหลืออยู่ซึ่งยังต่อสู้ติดพันกับพวกชนต่างเผ่าและเผ่า วิญญาณโบราณเกรงว่าคงต้องตายอยู่ที่นั่น “ข้าไม่เคยต่อสู้กับเผ่ามนุษย์หินมาก่อน แล้วก็ไม่เคย สัมผัสกับพวกเขามาก่อนด้วย” เย่เหวินฮั่นที่ออกมาจากรอยแยกห้วงมิติบินไปยัง ต้าแหน่งที่เผ่ามนุษย์หินเก้าคนอยู่อย่างเชื่องช้า กระบี่วิเศษที่บางราวปีกจักจั่นหลายเล่มล้อมวนร่าง ของเขาราวกับฝูงปลา กระบี่วิเศษแต่ละเล่มที่เมื่อแสงเจิดจ้าสาดยิงออกมา ก็พลันเปลี่ยนมาเป็นสว่างไสวจับตา พริบตานั้นดินแดนที่พิเศษของเย่เหวินฮั่นก็แผ่ขยาย ออกมา เงากระบี่และวิญญาณกระบี่นับพันนับหมื่นลอย ขึ้นมาในดินแดนของเขาอย่างเชื่องช้า เงากระบี่
วิญญาณกระบี่ ปราณกระบี่อัดแน่นเต็มอยู่ภายใน ท้าให้ดินแดนของเย่เหวินฮั่นดูลึกลับมหัศจรรย์ “วิชากระบี่!” เนี่ยเทียนมองไกลๆ แค่ปราดเดียวก็ตระหนักได้ว่า หอทอดฟูาต่างหากถึงจะเป็นบรรพบุรุษของผู้ฝึก วิชากระบี่ ผู้ฝึกลมปราณของส้านักสามกระบี่ดินแดนปราการ ดวงดาว ส้านักภูเขาพันกระบี่ของดินแดนพงฟูาล้วน เป็นผู้ที่ฝึกวิชากระบี่ ในฟูาดินแห่งอื่นของเผ่ามนุษย์ก็มีส้านักมากมายที่ ฝึกแค่วิชากระบี่อยู่เช่นกัน พวกเขามองกระบี่เป็นต้นก้าเนิดพลังงานและ รากฐานของตัวเอง คอยหมั่นชุบหลอมพวกมันทั้งวัน และคืน ทว่าต้นก้าเนิดและผู้สืบทอดวิชากระบี่กลับมาจาก
หอทอดฟูา หอทอดฟูาต่างหากถึงจะเป็นส้านักผู้ฝึกกระบี่ที่ เก่าแก่ที่สุดและมีประวัติยาวนานที่สุดของเผ่ามนุษย์ “เดิมทีเผ่ามนุษย์หินได้สูญพันธ์ไปตั้งแต่ก่อนที่เผ่า มนุษย์เราจะลุกผงาดและต่อกรกับชนต่างเผ่าและ เผ่าวิญญาณโบราณได้เสียอีก” จีหยวนฉวนหัวเราะ พรืด กล่าวด้วยน้าเสียงที่ออกจะดูแคลน “ใน สงครามกับภูตผีปีศาจ อสูรกายและเผ่าโครงกระดูก พวกเขาถูกฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ เพียงแต่คาดไม่ถึงว่า เผ่าพันธ์ที่หายเข้ากลีบเมฆไปนานหลายปีเผ่านี้จะยัง มีคนหลงเหลืออยู่ และยังสร้างปัญหาใหญ่โตแบบนี้ ขึ้นมาได้ด้วย” เป็นแดนเทพเจ้าเหมือนกัน จีหยวนฉวนและเย่เหวิน ฮั่นที่ก้าลังซุบซิบกันได้บินมาลอยตัวอยู่เหนือเผ่า มนุษย์หินทั้งเก้าแล้ว เว่ยไหลแห่งพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวก็ติดตาม ไปเงียบๆ
มีเพียงเนี่ยเทียนที่เรียกเรือดาราออกมาหยุดอยู่ตรง จุดที่มีรอยแยกห้วงมิติซึ่งยังไม่ปิดประสาน มองไป ยังผู้แข็งแกร่งแดนเทพเจ้าสองคนและแดน เอตทัคคะช่วงท้ายคนหนึ่งที่เปิดฉากต่อสู้กับมนุษย์ หินเก้าคนทันทีอย่างเงียบๆ “มนุษย์หินเก้าคน คนที่สายเลือดเลื่อนสู่ระดับสิบมี แค่คนเดียว” “ส่วนที่เหลืออีกแปดคน แม้ว่าสายเลือดจะยังไต่ ระดับสู่ความแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง แต่ก็แค่ระดับ เก้าเท่านั้น ไม่ใช่ระดับเก้าขั้นสูงสุด” “หากไม่ผิดไปจากที่คาด ศึกนี้เผ่ามนุษย์หินต้องพ่าย แพ้แน่นอน” เนี่ยเทียนวิเคราะห์อยู่ในใจ อารมณ์เริ่มผ่อนคลายลง รู้สึกว่าตัวเองแค่ชมการต่อสู้ก็พอ ไม่จ้าเป็นต้องลง มือ “ฟิ้วๆๆ!”
กระบี่วิเศษโปร่งแสงนับพันนับหมื่นส่องประกาย สีสันศักดิ์สิทธิ์ เต็มไปด้วยปราณกระบี่แหลมคม หลากหลายชนิดซึ่งตัดสลับแปรเปลี่ยนเป็นคาถาวิชา กระบี่ที่มหัศจรรย์ กระบี่วิเศษบินกราดลงไปยังหลุมลึกและมนุษย์หิน ทั้งเก้าราวกับน้าตก “สายเลือด หิน…” เผ่ามนุษย์หินขับร้องบทเพลงโบราณคล้ายก้าลัง กระตุ้นพรสวรรค์ทางสายเลือด ที่น่าแปลกก็คือ บทเพลงโบราณนี้ เนี่ยเทียนไม่เคย ได้ยินมาก่อน แต่กลับฟังเข้าใจ เพียงแต่ว่าเนื่องจากประโยคหลังๆ แผ่วเบาเกินไป เขาถึงไม่เข้าใจถึงความหมายแฝงของมัน “ตูมๆๆ!” ก้อนหินที่เกิดจากหอเรือนหินพังถล่มซึ่งกระจายไป ทั่วทุกแห่งได้รับการชักน้าจากสายเลือดของเผ่า
มนุษย์หินจึงลอยขึ้นมาทันควัน ด้านในหินยักษ์สีเทาซีดหลายก้อนมีแสงประหลาด กะพริบพราวและมีพลังงานพิเศษไหลบ่า ขณะเดียวกันในหลุมที่มีแสงสีรุ้งตัดสลับเป็นจ้านวน มากก็มีเสียง “ฟืดฟาดๆ” คล้ายเสียงหายใจหอบ หนักของสิ่งมีชีวิตเรือนกายใหญ่โตดังขึ้นมา “อู้!” จู่ๆ ก็มีแสงสีรุ้งเส้นหนึ่งสาดยิงออกมาจากในหลุม ดินแดนห้วงมิติของจีหยวนฉวน ดินแดนกระบี่ ของเย่เหวินฮั่น และดินแดนดวงดาวของเว่ยไหล ล้วนถูกแสงสีรุ้งพวกนั้นโจมตีมาโดน แสงรุ้งที่สามารถบิดเบือนทะเลเลือดลมของชนต่าง เผ่า ท้าให้มหาราชาหรือแม้แต่ต้าจุนตกอยู่ในสภาวะ บ้าคลั่งกระหายเลือดกลับไม่มีพลังท้าลายล้างต่อเผ่า มนุษย์ที่เลือดลมอ่อนแอ ทว่าคราวนี้แสงสายรุ้งที่สาดยิงออกมากลับท้าลาย แดนเทพเจ้าและแดนเอตทัคคะของพวกเขาได้
เพราะในแสงสายรุ้งนี้ เต็มไปด้วยปราณศพ! ปราณศพเข้มข้นปะปนไปด้วยเลือดลมของสัตว์ยักษ์ มวลดาราเป็นเหมือนพิษร้ายแรงที่กัดกร่อนแดน เอตทัคคะและแดนเทพเจ้า ท้าให้ดินแดนของพวก เขามีเสียง “ฟูุวๆ” ดังออกมา มีเปลวเพลิงสีขาวซีดเยียบเย็นลุกไหม้ขึ้นมาใน ดินแดนของพวกเขาสามคน “เปลวเพลิงพิษศพ นี่มันฝีมือของ ของส้านักศพฟูา ชัดๆ!” จีหยวนฉวนร้องอุทานตกใจ “หรือว่าส้านัก ศพฟูาก็มีเอี่ยวกับเรื่องนี้ด้วย?” ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 39 บทที่ 1158 การแตกตัว
“เปรี๊ยะๆๆ!” ดินแดนของจีหยวนฉวน เย่เหวินฮั่นและเว่ยไหลเต็ม ไปด้วยเปลวเพลิงสีขาวซีด พลังวิญญาณอันเป็นแกนกลางในการสร้างดินแดน ของพวกเขาไหลหายไปอย่างรวดเร็ว ดินแดนห้วงมิติ ดินแดนกระบี่และดินแดนดวงดาว ค่อยๆ แตกตัวออกจากกันเพราะการกัดกร่อนจาก เปลวเพลิงสีขาวซีดเหล่านั้น อานุภาพจากวิชาคาถาที่มหัศจรรย์ของคนทั้งสาม ลดลงไปฮวบฮาบ “ตูมๆๆ!” หินยักษ์นับล้านก้อนพวยพุ่งขึ้นสูง เมื่อได้รับการชัก นำจากสายเลือดของเผ่ามนุษย์หินก็พากันบินขึ้นไป บนท้องฟ้า
พวกจีหยวนฉวนรีบร้อนสร้างวิชาคาถาขึ้นมาใหม่ เพื่อโจมตีก้อนหินยักษ์เหล่านั้น “สายเลือด เศษหินแข็งตัว กลายเป็นก้อนหิน!” เผ่ามนุษย์หินคนที่เป็นหัวหน้าตะโกนออกมาด้วย เสียงก้องกังวานซึ่งมีท่วงทำนองของบทเพลงแฝง เร้นอยู่ เสียงขับขานของเขาเหมือนสามารถสื่อสารกับ พลังงานประหลาดของฟ้าดิน ทำให้พลังงานที่อยู่ใน เทือกเขาฝังเลือดมารวมตัวกัน เมื่อเสียงขับขานดังก้อง พลังงานหลากหลายที่ กระจายอยู่ทั่วนครหลักของเผ่ามนุษย์หินและที่มา จากเทือกเขาฝังเลือดก็เหมือนถูกกระตุ้นกะทันหัน จึงพากันบินมารวมอยู่ ณ ที่แห่งนี้ มีดแสงห้วงมิติ คมกระบี่และแสงดาวที่พวกจี หยวนฉวนเรียกออกมาโจมตีหินยักษ์ล้วนแหลก
สลายกลายเป็นผุยผง เศษผงกระจายคลุ้งอยู่กลางอากาศ หมอกสีเทาซีด ขมุกขมัวประหนึ่งฝุ่นของทะเลทรายที่พัดไปยัง ท้องฟ้า หลังจากที่เผ่ามนุษย์หินร่ำร้องขับขาน พลังงาน ประหลาดที่พุ่งมาจากแปดทิศก็ผสานรวมเข้ากับเศษ หินที่ปลิวว่อน พริบตาเดียวดินแดนของจีหยวนฉวน เย่เหวินฮั่น และเว่ยไหลก็ถูกกลบทับไปด้วยเศษหิน เศษหินมารวมตัวกันอย่างน่าประหลาด ทำให้ ดินแดนของพวกเขาเหมือนกลายมาเป็นก้อนหินที่ แข็งแกร่ง ยากที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงอัน มหัศจรรย์ใดๆ ได้อีก เว่ยไหลหน้าเปลี่ยนสีฉับพลัน เขาสัมผัสดินแดนดวงดาวของตนอย่างละเอียดก็ค้น
พบว่าพลังดวงดาวที่อยู่ในมหาสมุทรวิญญาณจุด ตันเถียนยากที่จะกรอกเทเข้าสู่ดินแดนของเขาได้อีก ขณะเดียวกันพลังดวงดาวบริสุทธิ์ที่เดิมทีผสานรวม กับดินแดนของเขาก็ยากที่จะดึงกลับคืนมาได้เช่นกัน เว่ยไหลเกิดความหวาดกลัวขึ้นเป็นครั้งแรก “ต้าจุนระดับสิบ จะอย่างไรซะเผ่ามนุษย์หินคนนั้นก็ คือสายเลือดระดับสิบ ผู้ที่มีสายเลือดระดับสิบ ทั้ง ยังเป็นเผ่าพันธุ์สิ่งมีชีวิตในยุคบรรพกาล ความ มหัศจรรย์ในสายเลือดของเขาพวกเราไม่เคยสัมผัส มาก่อน นี่มันช่าง…” “แตกตัว!” และเวลานี้เอง ผู้แข็งแกร่งระดับสิบที่เป็นหัวหน้า ของเผ่ามนุษย์หินก็พลันสะบัดแขนตะโกนดังลั่น “อู้!” แสงสีเทาเหมือนก้อนหินกลุ่มหนึ่งผุดพุ่งออกมาจาก
กลางฝ่ามือของเขาอย่างบ้าคลั่ง เมื่อแสงนั้นปรากฏขึ้น เนี่ยเทียนก็พอจะเห็นได้ว่า ด้านในมีแก่นเลือดหลายหยดที่ทำให้เขารู้สึกแปลก ประหลาด แก่นเลือดชนิดนี้แตกต่างไปจากแก่นเลือดของพวก เผ่าวิญญาณโบราณ อสูรกายหรือภูตผีปีศาจที่เขา รู้จักอย่างสิ้นเชิง และยังไม่ใช่แก่นของเลือดลมที่ บริสุทธิ์อย่างเดียวด้วย ในกลุ่มแสงที่เผ่ามนุษย์หินเรียกออกมาคล้ายจะเป็น เลือดลมที่ปะปนไปด้วยไขหินแวววาว ไขหินก็คือพลังงานพิเศษที่ปะปนระหว่างเลือดเนื้อ กับหินวิเศษ อีกทั้งภายในนั้นยังมีความลี้ลับทางสายเลือดที่ กระตุ้นให้เกิดพลังงานของหินวิเศษด้วย “ปัง!”
กลุ่มแสงสีเทากระแทกลงไปบนโจมตีดินแดน ดวงดาวที่เกาะตัวเป็นหินของเว่ยไหล เมื่อแสงกลุ่มนั้นกระแทกมาโดน ดินแดนดวงดาวที่ เกาะตัวแข็งก็ปริแตกคล้ายเครื่องเรือนหยกที่ถูก โจมตีแรงๆ จนเกิดรอยแตกร้าวจำนวนนับไม่ถ้วนใน ชั่วพริบตา รอยปริแตกนั้นขยายลามไปอย่างรวดเร็ว จนกระทั่ง ดินแดนของเว่ยไหลระเบิดแตกออกเป็นเสี่ยงๆ “อ๊าก!” เว่ยไหลที่เป็นแดนเอตทัคคะช่วงท้ายพลันร้อง โหยหวนด้วยความเจ็บปวด เนื่องจากดินแดนดวงดาวของเขาแตกกระจาย แสง ดาวดาวเล็กๆ น้อยๆ จำนวนนับไม่ถ้วนจึงสาด กระเซ็นไปแปดทิศ เขาพยายามบินไปคว้าแสงที่นาบประทับแก่นจิต
วิญญาณและเศษซากของโอสถวิญญาณดวงดาวไว้ ให้ได้มากที่สุด ไม่เหลือเรี่ยวแรงใดๆ ให้ไปต่อกรกับ พวกเผ่ามนุษย์หินอีกแล้ว อยู่ห่างกันไกลมาก เนี่ยเทียนที่ยืนอยู่บนเรือดารายัง สัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดรวดร้าวและหวาดกลัวของ เว่ยไหล เขามองออกว่า กระบวนท่า “แตกตัว” ที่เผ่ามนุษย์ หินใช้นั้นได้สร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงให้แก่ ดินแดนดวงดาวของเว่ยไหล! แสงดวงดาวที่สาดยิงออมาล้วนเป็นของที่ล้ำค่าที่สุด สำหรับจิตวิญญาณและโอสถวิญญาณของเว่ยไหล เมื่อเสียหายไปส่วนหนึ่ง เขาก็จะเสียหายอย่างใหญ่ หลวง ยากที่จะทำให้ดินแดนของเขาฟื้นคืนกลับมา เป็นดังเดิมได้อีก “แดนเอตทัคคะช่วงท้ายกลับได้รับบาดเจ็บสาหัส เพียงแค่การโจมตีเดียว” เนี่ยเทียนสีหน้าหนักอึ้ง
จับสังเกตจีหยวนฉวนและเย่เหวินฮั่นอย่างใกล้ชิด “พวกเขาน่าจะพอทนไหวกระมัง?” เขาอดหันไปมองรอยแยกห้วงมิติเส้นที่อยู่ข้างหลัง ตัวเองไม่ได้ ครุ่นคิดว่าควรจะไปเรียกผู้แข็งแกร่งของเผ่ามนุษย์ มาร่วมศึกเพิ่มดีหรือไม่ ทางฝั่งนั้นมีมหาราชาของชนต่างเผ่าและเผ่า วิญญาณโบราณที่กำลังบ้าคลั่ง หากแบ่งคนมาที่นี่ คนของที่นั่นจะต้านทานได้ไม่ไหวจนบาดเจ็บและล้ม ตายกันไปมากหรือเปล่า? “ทั้งสองท่านระวัง!” เว่ยไหลที่ไล่จับแสงดวงดาวแต่ละดวงอย่างรวดเร็ว ราวดาวตกยังมีแก่ใจหันมาร้องเตือนเสียงดัง ปราณกระบี่ของเย่เหวินฮั่นผุดพุ่งขึ้นอย่างห้าวเหิม หลังจากที่เห็นว่าดินแดนกระบี่ของตนเกาะตัวกลาย
สภาพเป็นหิน มุมปากของเขาก็ยกยิ้มขึ้นน้อยๆ “เพรียกกระบี่!” สิบนิ้วของเย่เหวินฮั่นพลันเปลี่ยนมาเป็นโปร่งใส มี ปราณกระบี่หลายเส้นที่บินออกมาปราดเปรียวราว ฝูงปลา ครั้นจึงหันเข้าหาดินแดนกระบี่ที่เกาะตัวแข็ง ของเขา ดินแดนกระบี่ที่ถูกหินเกาะส่งเสียงลั่น “เปรี๊ยะๆๆ” ก้อนหินพากันหลุดร่อนออก เงากระบี่ วิญญาณกระบี่ที่อยู่ในดินแดนกระบี่ซึ่ง กลายเป็นก้อนหินคล้ายถูกเรียกขานให้ฟื้นตื่นจน กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง “สวบ!” กระบี่วิเศษเล่มหนึ่งที่อยู่ใจกลางของดินแดนกระบี่ พลันส่องแสงเจิดจ้าราวกับถูกเช็ดถูฝุ่นที่เกราะ เขรอะมานานหลายปี
พริบตานั้นดินแดนกระบี่ของเขาก็หลุดพ้นจากตรา ผนึกทางสายเลือดของเผ่ามนุษย์หิน “ไป!” เย่เหวินฮั่นโบกมือหนึ่งครั้ง เงากระบี่ แสงกระบี่นับพันนับหมื่นที่ปะปนกับ วิญญาณกระบี่และปราณกระบี่ก็พากันทิ่มแทงเข้า หาเผ่ามนุษย์หินทั้งเก้าคนอีกครั้ง “สวบๆๆ!” เรือนกายแข็งแกร่งปานหินเหล็กของเผ่ามนุษย์หิน ถูกเงากระบี่ แสงกระบี่ที่สาดกระจายเต็มฟ้าฟาดฟัน จนแหลกสลายกลายเป็นฝุ่นผง เผ่ามนุษย์หินเก้าคนก็เริ่มได้รับบาดเจ็บเพราะเย่เห วินฮั่นแล้วเช่นกัน “ห้วงมิติ ทับซ้อน แปรเปลี่ยน!” เวลาเดียวกันนั้น จีหยวนฉวนแห่งลัทธิจิตตวิสุทธิ์ก็ หลุดหัวเราะพรืด
ดินแดนห้วงมิติที่เกาะตัวเป็นหินของเขาเหมือนจม ลงสู่ห้วงมิติอีกแห่งหนึ่งในชั่วพริบตา ริ้วคลื่น มหัศจรรย์จำนวนนับไม่ถ้วนตรงเข้าปกคลุมดินแดน ห้วงมิติที่แข็งตัวของเขา “ฟั่บๆๆ!” เศษหินแตกกระจายออกอีกครั้งเพราะถูกกรีดเถือ ออกจากดินแดนห้วงมิติ รอจนดินแดนห้วงมิติของเขาหลุดพ้นจากการ กลายเป็นหินแล้วจึงหวนกลับคืนมายังฟ้าดินแห่งนี้ อีกครั้ง “กระจกมิติมายา” จีหยวนฉวนคำรามเบาๆ อาวุธเทพไม่ดับสลายของ ลัทธิจิตตวิสุทธิ์ที่ชวีอี้มอบให้เขาเพื่อให้เขาเปิด ช่องทางไปนอกสนามรบสุ้ยเมี่ยก็ลอยอยู่สูงเหนือ ศีรษะของเขา
มีดแสงจำนวนนับไม่ถ้วนที่บินออกมาจากกระจกมิติ มายาคล้ายสามารถฟาดฟันห้วงมิติ ผ่าฟ้าทำลายดิน “สวบๆๆ!” เผ่ามนุษย์หินสายเลือดระดับเก้าสองคนถูกมีดแสง ฟันจนแหลกเละ “เปรี๊ยะ!” พวกเขาเหมือนรูปปั้นน้ำแข็งที่ระเบิดแตก ศพที่ แหลกสลายของพวกเขาเหลือเพียงเศษหินที่ร่วง กราวลงมา ไม่มีเลือดสดแม้แต่หยดเดียว เผ่ามนุษย์หินคนที่เป็นหัวหน้าร้องโหยหวน รีบลงไป นอนหมอบอยู่กับพื้น ยกสองมือชูขึ้นสูงคล้ายกำลัง วิงวอนขออะไรสักอย่าง “โฮก!” เสียงคำรามอื้ออึงดังสะเทือนฟ้าดินพลันดังออกมา จากก้นหลุมยักษ์
หลุมยักษ์ระเบิดแตก แสงสายรุ้งตัดสลับสาดปลิว ว่อน แผ่นดินของนครเผ่ามนุษย์หินถล่มยวบลงไป เบื้องล่าง ทั้งยังมีร่องลึกปรึแตกอีกเป็นจำนวนมาก สิ่งมีชีวิตที่ไม่รู้ว่าเรือนกายใหญ่โตมากแค่ไหน ซ่อน ตัวอยู่ใต้ดินมานานแล้วกี่ปีค่อยๆ โผล่ออกมาจาก เบื้องล่างอย่างเชื่องช้า “สัตว์ยักษ์มวลดารา!” ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี
เล่มที่ 39 บทที่ 1159 กระดูกสันหลังยาวดุจเทือกเขา
บนเรือดารา เนี่ยเทียนสีหน้านิ่งสนิทราวกับน้านิ่ง เขาจ้องมองไปยังหลุมลึกที่ค่อยๆ ปริแตกและมอง นครของเผ่ามนุษย์หินที่ระเบิดพังทลายตาไม่กะพริบ “ครืนๆๆ!” นครหินที่ผุพังถล่มลงไปในหลุมลึกใต้ดิน พริบตาเดียวก็หายวับไปอย่างไร้ร่องรอย แม้แต่เทือกเขาฝังเลือดก็ยังโดนลูกหลง เพราะเมื่อ เสียงระเบิดครืนครั่นดังกึกก้อง พื้นดินของที่แห่งนั้น ก็เริ่มปริแตกตามไปด้วย ดูเหมือนว่าสิ่งมีชีวิตเก่าแก่ที่ใหญ่โตอย่างถึงที่สุด แต่ กลับมองไม่เห็นโฉมหน้าที่แท้จริงจะโผล่มาแค่ กระดูกสันหลังเท่านั้น ทว่าแค่กระดูกสันหลังของมันก็ทอดยาวราวกับ
เทือกเขา พื้นที่บริเวณใกล้เคียงและเทือกเขาฝัง เลือดล้วนอยู่บนกระดูกสันหลังของมัน เนี่ยเทียนเพ่งสายตามองไปก็เห็นว่ามีศพผีจ้านวน นับไม่ถ้วนนอนหมอบห้อยอยู่บนเส้นขนเหนือ กระดูกสันหลังของสิ่งมีชีวิตเรือนกายใหญ่โตนั่น และศพผีก็คอยถ่ายทอดพลังศพในร่างตัวเองให้กับ สิ่งมีชีวิตนั้นอย่างต่อเนื่อง ในร่างของสิ่งมีชีวิตที่ตายไปนานแล้วเปี่ยมล้นไปด้วย พลังศพที่ผิดปกติ และดูเหมือนว่าพลังศพจะไป กระตุ้นมัน ปลุกให้มันตื่น ท้าให้เรือนกายใหญ่โต ของมันมีความสามารถในการเคลื่อนไหวอีกครั้ง ส่วนวิญญาณร้ายจ้านวนนับไม่ถ้วนที่วนเวียนอยู่ แถวๆ เทือกเขาฝังเลือดก็คอยช่วยให้สิ่งมีชีวิตร่าง ยักษ์ตามหาซากจิตส้านักที่ดับสลายไปท่ามกลางฟ้า ดินได้เจอ “แม้แต่คิดก็ยังไม่กล้าคิดว่าจะมีสิ่งมีชีวิตที่เรือนกาย ใหญ่โตขนาดนี้”
เนี่ยเทียนเอ่ยชื่นชมจากใจจริง ล้าพังเพียงแค่กระดูกสันหลังของสัตว์ยักษ์มวลดารา ที่โผล่ออกมาก็สร้างความตื่นตะลึงให้เขาได้มาก พอแล้ว มันท้าให้เขาเข้าใจว่าสิ่งมีชีวิตเก่าแก่ที่แม้แต่ เทพยักษ์ค้าฟ้า สัตว์โบราณและมังกรยักษ์ก็ยังกลาย มาเป็นอาหารของมันมีเรือนกายที่ใหญ่โตได้ขนาด ไหน! ขนาดของสัตว์ยักษ์มวลดาราพอๆ กับอาณาจักร แห่งหนึ่ง ซึ่งมันถูกขนานนามให้เป็นผู้พิชิตทาง ช้างเผือกในยุคดั้งเดิม! สิ่งมีชีวิตที่เรือนกายใหญ่โตเป็นพิเศษเช่นนี้มักจะพัก พิงอยู่ในพื้นที่ลับลึกเข้าไปในทางช้างเผือก หรือไม่ก็ อยู่ในอาณาจักรขนาดมหึมาอย่างแผ่นดินลอยตัว หรือสนามรบสุ้ยเมี่ยแห่งนี้ อาณาจักรที่เล็กกว่านี้ไม่สามารถรวบรวมพลัง
วิญญาณฟ้าดินได้มากพอกับความต้องการของมัน อาณาจักรขนาดเล็กอาจจะแค่เทียบเคียงได้กับเรือน กายของพวกมันเท่านั้น ไม่แน่เสนอไปว่าจะสามารถ รองรับน้าหนักของพวกมันได้ “ท่ามกลางทะเลลึกสีด้าของแผ่นดินลอยตัวมีสัตว์ ยักษ์มวลดาราที่มีชีวิตอยู่อีกตัวหนึ่ง เดิมทีแผ่นดิน ลอยตัวก็เป็นอาณาจักรขนาดมหึมาเช่นเดียวกับ สนามรบสุ้ยเมี่ย” “เพียงแต่ว่าความรู้สึกที่สัตว์ยักษ์มวลดาราตรงหน้า มอบให้กับผู้คนกลับไม่เหมือนว่ามันคือสิ่งมีชีวิตที่ แท้จริง” “กลับเป็นปราณศพและกลิ่นอายแห่งความตายเสีย อีกที่ตลบอบอวล!” เนี่ยเทียนเพ่งสายตามอง “ตูม!”
ท่ามกลางขนหนาใหญ่ของสัตว์ยักษ์มวลดาราที่แค่ เผยให้เห็นกระดูกสันหลัง ยังไม่โผล่ออกมาอย่างเต็ม ตัวพลันส่องประกายแสงหลากสีสัน แสงสีรุ้งตัดสลับกับพลังศพแล้วพวยพุ่งขึ้นสู่ฟากฟ้า พวกจีหยวนฉวนและเย่เหวินฮั่นจากหอทอดฟ้าที่ เตรียมจะสังหารเผ่ามนุษย์หินให้สิ้นซากหน้าเปลี่ยน สีในฉับพลัน “สวบๆๆ!” แสงสีรุ้งพากันบินพุ่งเข้ามาหาพวกเขา กระบี่วิเศษและมีดแสงห้วงมิติจ้านวนมาก รวมไปถึง คาถากระบี่และความลี้ลับของพลังห้วงมติล้วนถูก แสงสีรุ้งพวกนั้นโจมตีจ่ายพ่ายแพ้ยับเยิน ดินแดนกระบี่และดินแดนห้วงมิติที่เพิ่งจะหลุดพ้น จากสภาพการกลายเป็นหินของพวกเขาก็ถูกแสงสี รุ้งอาบย้อมจนกลายมาเป็นหลากหลายสีสัน
ดินแดนกระบี่และดินแดนห้วงมิติได้รับผลระทบจาก พลังงานประหลาด เมื่อกระตุ้นเวทลับอีกครั้งจึง เปลี่ยนมาเป็นยากล้าบาก ความมหัศจรรย์มากมาย มิอาจน้ามาใช้ได้ “ถูก ถูกปลุกจนฟื้นตื่นแล้วหรือ?” สีหน้าของจี หยวนฉวนเผยความหวาดกลัวไม่เป็นสุขออกมาเสี้ยว หนึ่ง “ถ้าเป็นแบบนี้ หายนะของสนามรบสุ้ยเมี่ยก็ คงไม่มีทางหยุดลงอย่างนั้นสิ? ต่อให้ฆ่าเผ่ามนุษย์หิน เหล่านี้ก็คงเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ สนามรบสุ้ยเมี่ย” “ตูมๆๆ!” แผ่นดินสั่นสะเทือน สนามรบสุ้ยเมี่ยที่มีลักษณะเป็น วงกลมเริ่มแตกออกจากกันเป็นแถบใหญ่เพราะการ ขยับตัวของสัตว์ยักษ์มวลดาราตัวนั้น “มาแล้ว! ในที่สุดก็มาแล้ว!” เผ่ามนุษย์หินคนที่เป็นหัวหน้าร้องค้ารามอย่าง
กระตือรือร้นพลางชูแขนทั้งสองข้างขึ้นสูง “ฟิ้ว!” เว่ยไหลที่ตามไปเก็บแสงดวงดาวเพื่อรอซ่อมแซม ดินแดนดวงดาวกลับคืนมาอีกครั้งพลันย้ายมาอยู่ ข้างกายเนี่ยเทียน ด้านหลังเรือดาราก็คือรอยแยกห้วงมิติที่จีหยวนฉวน เปิดทิ้งไว้ “เนี่ยเทียน สัตว์ยักษ์มวลดาราถูกปลุกให้ฟื้นตื่น ขึ้นมาในเวลาสั้นๆ เพราะการเซ่นสังเวยที่ชั่วร้าย บางอย่างจากเผ่ามนุษย์หิน” เว่ยไหลถอนหายใจ “เรื่องเกิดขึ้นแล้ว เกรงว่าคงยากที่จะขัดขวาง แดน เอตทัคคะของข้าก็ถูกโจมตีจนเสียหายอย่างหนัก ไม่ สามารถช่วยพวกเขาทั้งสองคนได้ ข้าคงต้องขอตัว ล่วงหน้าไปดูสถานการณ์ของอีกฝั่งหนึ่งก่อน” ไม่รอให้เนี่ยเทียนตอบรับ เว่ยไหวที่อารมณ์ห่อเหี่ยว
ก็บินหายเข้าไปในรอยแยกห้วงมิติ เนี่ยเทียนแค่จุ๊ปาก ไม่เอ่ยค้าใด เขารู้ว่าเว่ยไหลไม่ได้กลัว แต่อยู่ต่อไปก็ไม่มี ประโยชน์ ไม่สู้น้าข่าวของทางฝั่งนี้ไปแจ้งแก่สี่ส้านัก ใหญ่ ให้พวกเขาเข้าใจว่าหายนะยังคงเกิดขึ้นอย่างมิ อาจหลีกเลี่ยงจะดีกว่า “เปรี๊ยะๆๆ! ตูมๆๆ!” ไม่เพียงแต่แถบของเทือกเขาฝังเลือดเท่านั้น แผ่นดินหลายพื้นที่ของสนามรบสุ้ยเมี่ยที่มีลักษณะ เป็นวงกลมก็ปริแตกออกเช่นกัน สนามรบสุ้ยเมี่ยที่ถูกใช้เป็นสถานที่ท้าสงครามมา นาน เดิมทีก็เสียหายอย่างหนักอยู่แล้ว พอสัตว์ยักษ์ มวลดารามาก่อเรื่องคราวนี้ก็ยิ่งเปลี่ยนมาเป็น เปราะบางเข้าไปอีก และเวลานี้ผู้ฝึกลมปราณเผ่ามนุษย์ในหลายขอบเขต
ก็ยังคงต่อสู้กับชนต่างเผ่าอย่างบ้าคลั่ง “ไป!” จีหยวนฉวนและเย่เหวินฮั่นสองคนหันมามองหน้า กัน สุดท้ายก็ล้มเลิกความคิดที่จะไล่ฆ่าคนของเผ่า มนุษย์หิน คนทั้งสองคนขยับดินแดนของตัวเองอย่าง ยากล้าบาก พยายามกรีดพลังงานที่ไม่ใช่ของพวก เขาออกไปจากดินแดนทีละนิด จากนั้นก็เก็บ ดินแดนเทพเจ้าของตัวเองกลับคืนมา ไม่นานคนทั้งสองก็มาปรากฏตัวอยู่ข้างกายเนี่ย เทียน “สัตว์ยักษ์มวลดาราตัวนี้ไม่ได้ฟื้นคืนชีพอย่างแท้จริง แต่ได้รับพลังศพและพลังวิญญาณจากวิญญาณร้าย โดยผ่านการบวงสรวงที่พวกเราไม่เข้าใจ ท้าให้ตื่น ขึ้นมาในเวลาสั้นๆ” จีหยวนฉวนขมวดคิ้ว “การฟื้น
ตื่นเช่นนี้ยิ่งรับมือได้ยาก เมื่อครู่นี้ข้าทดลองดูแล้วก็ ยังไม่รู้ว่าควรจะรับมือกับมันอย่างไร” “อู้ๆๆ!” และเวลานี้เอง เผ่ามนุษย์หินที่พอนครหลักพังทลาย ยุบถล่มก็พลิ้วตัวลงไปยังสันหลังของสัตว์ยักษ์มวล ดารา เดิมทีพวกเขาร่างใหญ่โตอย่างมาก ทว่าพอ เปรียบเทียบกับสัตว์ยักษ์มวลดาราที่ยังไม่เผยโฉม หน้าที่แท้จริงกลับดูเล็กจ้อยจนมิอาจเทียบเคียงได้ เลย เผ่ามนุษย์หินที่เหลืออีกเจ็ดคนยังขับร้องบทเพลง อะไรบางอย่างคล้ายใช้วิธีการเช่นนี้มาสื่อสารกับ สัตว์ยักษ์มวลดารา หรือไม่ก็ควบคุมสัตว์ยักษ์มวลดารา ท้าให้สัตว์ยักษ์ มวลดาราที่พวกเขาใช้พิธีเซ่นไหว้ปลุกให้ฟื้นตื่น
กลายมาเป็นอาวุธร้ายในมือของพวกเขา “ครืนๆๆ!” สัตว์ยักษ์มวลดาราขยับร่างแผ่นดินก็พลันสั่นไหว ภูเขาโยกคลอน สนามรบสุ้ยเมี่ยค่อยๆ พังทลายแตก ออกเป็นเสี่ยงๆ จีหยวนฉวนที่ก้าลังจะจากไปพลันหันไปมองยัง กระจกมิติมายาอาวุธเทพไม่ดับสลายของลัทธิจิตต วิสุทธิ์ที่ลอยอยู่เหนือศีรษะตัวเอง ตอนนี้ในกระจกมี เงาร่างหนึ่งค่อยๆ ก่อตัวขึ้นมา จีหยวนฉวนอึ้งงันไปครู่ ก่อนร้องอุทานเบาๆ “เจ้าลัทธิ” เงาร่างด้ามืดในกระจกพลันก้าวออกมาจากอีกห้วง มิติหนึ่ง อูจี้ก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย “ท่านเจ้าลัทธิ!”
“ผู้อาวุโสชวี!” จีหยวนฉวนและเย่เหวินฮั่นโค้งตัวและอุทานเสียง เบาพร้อมๆ กัน เนี่ยเทียนเองก็ตะโกนดังลั่น “อาจารย์ ท่าน…” อูจี้ถูกเจ้าลัทธิจิตตวิสุทธิ์อย่างชวีอี้อาศัยกระจกมิติ มายาพาตัวออกจากจุดลึกของสนามรบสุ้ยเมี่ยมาถึง ที่นี่ในชั่วพริบตา ชวีอี้มองเนี่ยเทียนด้วยสายตาลึกล้า ก่อนพยักหน้า เบาๆ “เจ้าไม่เลวเลย” ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 39 บทที่ 1160 ปรมาจารย์แห่งการล่วงรู้!
“อู้!” กระจกมิติมายาที่ส่องสะท้อนห้วงมิติที่แตกต่างซึ่ง ลอยอยู่กลางอากาศสูงพลันร่วงลงมาอยู่กลางฝ่ามือ ของชวีอี้ เดิมทีกระจกมิติมายาก็คืออาวุธเทพที่อยู่ในการ ครอบครองของเขาอยู่แล้ว พอเข้ามาอยู่ในมือ กระจกมิติมายาก็ยิ่งสาดส่อง ประกายแสงศักดิ์สิทธิ์พร่างพราว มีมีดแสงสว่างเจิด จ้าอีกหลายกลุ่มที่สาดยิงออกมา “สวบๆๆ!” เผ่ามนุษย์หินเจ็ดคนที่ซ่อนตัวอยู่บนกระดูกสันหลัง ของสัตว์ยักษ์มวลดารามีหกคนที่ถูกมีดแสงฟาดฟัน
จนร่างขาดออกเป็นท่อนๆ พลัดตกลงไปสู่เหวลึก เบื้องล่าง มีเพียงเผ่ามนุษย์หินสายเลือดระดับสิบคนเดียวที่ กรีดร้องเสียงแหลมและเข้าไปหลบภัยในร่างของ สัตว์ยักษ์มวลดารา “เผ่ามนุษย์หินสายเลือดระดับสิบ คือต้าจุน” ชวีอี้พึมพำ จุดลึกของกระจกมิติมายาพลันส่อง สะท้อนภาพของเผ่ามนุษย์หินผู้นั้นออกมา “ช่างเป็นเรือนกายที่พิเศษนัก เหมือนเลือดเนื้อ แต่ ก็เหมือนก้อนหิน น่าเสียดาย แม้ว่าจะมีอายุขัย ยาวนาน ทว่าการเพิ่มระดับความแข็งแกร่งของ สายเลือดกลับเชื่องช้าเกินไป การแพร่พันธ์ลูกหลาน ก็คือปัญหาใหญ่อีกข้อหนึ่ง ถูกกำหนดมาแล้วว่าเป็น เผ่าพันธ์ที่แข็งแกร่งรุ่งเรืองสู้เผ่าวิญญาณโบราณ ไม่ได้”
เผ่ามนุษย์หินเก้าตนที่บินออกมาจากทะเลสีคราม เจ็ดดวงดาวแล้วบุกเข้ามาในสนามรบสุ้ยเมี่ย จู่ๆ กลับเหลือแค่คนเดียว ท่านผู้นั้นอาศัยการปกป้องจากเลือดลมของสัตว์ ยักษ์มวลดาราถึงได้รอดมาได้ ชวีอี้ยืนอยู่กลางอากาศ มือประคองกระจกมิติมายา ดูคล้ายทวยเทพของมวลมนุษย์ ขอแค่เป็นเป้าหมาย ที่เขาต้องการสังหารก็ดูเหมือนว่าไม่ว่าจะหลบเลี่ยง ไปอยู่ไหนก็ล้วนถูกเขาจับได้ทั้งสิ้น เนี่ยเทียนเองก็ตื่นตะลึงอย่างหนัก เขาเคยได้ยินชื่อเสียงและบารมีอันน่าเกรงขามของ ลัทธิจิตตวิสุทธิ์มานานแล้ว ทว่าวันนี้เพิ่งเคยได้เห็น กับตาตัวเองเป็นครั้งแรก อันที่จริงชวีอี้ในสายตาของเขาไม่นับว่าสะดุดตามาก นัก อีกฝ่ายไม่ได้หล่อเหลาสง่างาม แล้วก็ไม่ได้มี
บุคลิกองอาจห้าวหาญอะไร ทว่าคนผู้นี้กลับเป็นคนที่เดินไปบนเส้นทางของพลัง ห้วงมิติได้ไกลที่สุดของเผ่ามนุษย์ในทุกวันนี้ ท่านผู้นี้คืออาจารย์ผู้มีพระคุณของเผยฉีฉี คือคนที่ นำพาเผยฉีฉีเข้าไปอยู่ในลัทธิจิตตวิสุทธิ์ ทำให้ สายเลือดและขอบเขตของนางพัฒนาไปอย่างก้าว กระโดด “สัตว์ยักษ์มวลดารา…” ชวีอี้พึมพำเบาๆ มือข้างหนึ่งจับกระจกมิติมายา ไม่ได้รีบร้อนลงมือกับมนุษย์หินคนสุดท้าย ภาพเหตุการณ์ด้านในกระจกเปลี่ยนแปลงไปอย่าง ต่อเนื่อง สะท้อนภาพเหตุการณ์แผ่นดินพังถล่ม หลากหลายมุมในสนามรบสุ้ยเมี่ย และยังมีภาพ เรือนกายของสัตว์ยักษ์มวลดาราที่อำพรางตัวอยู่ใน จุดอื่น
หลังจากที่ชวีอี้บอกกับเนี่ยเทียนว่า “เจ้าไม่เลวเลย” เขาก็ไม่ได้เอ่ยอะไรต่อ เพียงแค่จ้องมองกระจกอย่าง ตั้งใจเท่านั้น ดูเหมือนเขาจะกำลังครุ่นคิดว่าควรจะใช้วิธีการใดมา คลี่คลายสถานการณ์เลวร้ายตรงหน้านี้ “ฟิ้ว!” อูจี้ที่มาพร้อมกับเขาพลิ้วกายลงบนเรือดารา ด้านหลังเรือดาราคือรอยแยกห้วงมิติเส้นที่ยังเปิดอ้า ทว่าเพราะการมาของชวีอี้ ไม่ว่าจะเป็นจีหยวนฉวน คือเย่เหวินฮั่นจากหอทอดฟ้าก็ล้วนไม่รีบร้อนจากไป ขณะที่ชวีอี้กำลังครุ่นคิด ความสนใจของจีหยวนฉ วนและเย่เหวินฮั่นก็พุ่งมาอยู่ที่ตัวอูจี้ ก่อนที่จีหยวนฉ วนจะเป็นคนถามว่า “ตอนที่พวกเจ้ามา จุดลึกของ สนามรบสุ้ยเมี่ยเป็นอย่างไร?”
“หยวนหมอต้าจุนได้รับผลกระทบจากเลือดลมของ สัตว์ยักษ์มวลดาราตัวนั้น” อูจี้ขมวดคิ้ว “เดิมทีด้วย สายเลือดระดับสิบขั้นสูงของหยวนหมอต้าจุนควร จะหลุดพ้นจากการถูกบิดเบือนสติปัญญาได้ เพียงแต่ว่าศึกกับโม่เหิงเผาผลาญพลังของเขามาก เกินไป ไม่ทันระวังจึงถูกเลือดลมของสัตว์ยักษ์มวล ดารารุกราน ถึงได้ถูกพลังชั่วร้ายบ้าคลั่งส่งผล กระทบ” เนี่ยเทียนตะลึง “แล้วผู้อาวุโสใหญ่ล่ะ?” “อันที่จริงศึกระหว่างเขากับหยวนหมอต้าจุนต้องถือ ว่าสิ้นสุดลงแล้ว” เย่เหวินฮั่นเป็นคนกล่าว ดวงตา ของเขาเต็มไปด้วยความนับถือจากใจจริง “ก่อนที่ ข้าจะมา ก็ได้เห็นผลการต่อสู้แล้ว โม่เหิงถือว่าเป็น ฝ่ายแพ้ แต่ว่ายังแพ้ในขอบเขตที่พอรับได้ เขายังมี ชีวิตอยู่ดี”
“หยวนหมอต้าจุนทำได้แค่โจมตีให้เขาพ่ายแพ้ เท่านั้น ไม่อาจสังหารเขาได้” “ที่คนทั้งสองยังโรมรันกันต่อล้วนเป็นเพราะ สติสัมปชัญญะของหยวนหมอต้าจุนถูกเลือดลมของ สัตว์ยักษ์มวลดารารุกราน จึงเกิดปณิธานการต่อสู้ที่ บ้าคลั่งขึ้นมาอีกครั้ง” จู่ๆ อูจี้กลับพูดเสริมขึ้นมา “แต่ว่าตอนนี้การต่อสู้ เปลี่ยนไปอีกแล้ว ต้าจุนชนต่างเผ่าหลายคนที่อยู่ใน จุดลึกของสนามรบสุ้ยเมี่ยก็ได้รับผลกระทบจาก เลือดลมของสัตว์ยักษ์มวลดาราเช่นกัน” จีหยวนฉวนตกใจ “ต้าจุนพวกนั้นก็เสียสติไป เหมือนกันหรือ?” อูจี้พยักหน้ารับ หลุบตามองพื้นดินด้านล่างที่มี สิ่งมีชีวิตเรือนกายใหญ่โตซึ่งกำลังจะโผล่ออกมาจาก พื้นดินที่ปริแตกพลางกล่าวว่า “ที่น่าแปลกก็คือ
เลือดลมที่ปลดปล่อยออกมาจากในร่างของมันกลับ กระจายไปตามพื้นที่ที่มีชนต่างเผ่าและเผ่าวิญญาณ โบราณเคลื่อนไหวได้อย่างแม่นยำ พื้นที่ที่ไม่มี สิ่งมีชีวิตอยู่ กลับไม่มีเลือดลมของมัน” “อีกอย่าง เลือดลมของมันยังส่งผลกระทบต่อเลือด ลมของชนต่างเผ่าและเผ่าวิญญาณโบราณได้รุนแรง กว่าในตำนานเสียอีก” เนี่ยเทียนถามอย่างแปลกใจ “อาจารย์ ท่านเข้าใจ เรื่องของมันด้วยหรือ?” อูจี้มาจากอาณาจักรเล็กๆ อย่างอาณาจักรหลีเทียน ของดินแดนดาวตก ก่อนหน้านี้เนี่ยเทียนก็รู้แล้วว่าอู จี้มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องราวประหลาดหายากของชน ต่างเผ่าในบางเรื่อง ทว่าสัตว์ยักษ์มวลดาราที่มาจากยุคดั้งเดิม แม้แต่ ภายในของสี่สำนักเก่าแก่ก็ยังไม่รู้กันทุกคน
แล้วนับประสาอะไรกับอูจี้? “ท่านอูสมกับเป็นปรมาจารย์ผู้ล่วงรู้ของเผ่ามนุษย์ เราจริงๆ!” และเวลานี้เอง ชวีอี้เจ้าลัทธิจิตตวิสุทธิ์ก็ตื่นขึ้นมา จากการขบคิดแล้วกล่าวชมเชยอูจี้ “สามารถติดต่อ กับแม่น้ำแห่งเวลา สามารถย้อนเวลาไปดูเรื่องราว ในอดีต หากเขาต้องการรู้เรื่องในอดีตก็นับว่าเป็น เรื่องที่ง่ายดายยิ่ง” เนี่ยเทียนนิ่วหน้า ร้องอุทานตกใจ “อาจารย์ เรื่อง เกี่ยวกับสัตว์ยักษ์มวลดารา ท่านเพิ่งรู้มาจากแม่น้ำ แห่งเวลางั้นหรือ?” อูจี้พยักหน้ารับเบาๆ “อืม เพิ่งได้ข้อมูลมา” เนี่ยเทียนเข้าใจได้โดยพลัน แล้วก็กระจ่างแจ้งด้วย ว่าเหตุใดจู่ๆ เจ้าลัทธิจิตตวิสุทธิ์ถึงมองประเมินอูจี้ อาจารย์ของเขาสูงถึงเพียงนี้ ทั้งยังเรียกอูจี้ว่า
“ท่าน ผู้ล่วงรู้ และปรมาจารย์” อีกด้วย “ท่านรู้หรือไม่ว่าด้วยสภาพของมันในตอนนี้ ควรจะ จัดการกับเจ้าสิ่งนี้อย่างไร?” ชวีอี้ขอคำแนะนำอย่าง ถ่อมตัว “มัน ไม่ได้ฟื้นคืนชีพตามความหมายที่ แท้จริง แต่ได้รับพลังศพ พลังจากวิญญาณร้ายกรอก เทให้อย่างต่อเนื่อง และใช้วิธีการเซ่นสังเวยของเผ่า มนุษย์หินมารวบรวมเศษซากความคิดของมันที่ กระจายอยู่ทั่วฟ้าดิน ทำให้มันมีพละกำลังกลับคืน มาในเวลาสั้นๆ” อูจี้เคยได้เห็นอดีตของสัตว์ยักษ์มวลดาราผ่านแม่น้ำ แห่งเวลา จึงรู้ว่ามันตายอย่างไร ความเป็นมาของ มันคืออย่างไร รวมไปถึงความไม่ธรรมดาแต่ละอย่าง ของมัน ในเมื่อเป็นเช่นนี้ วิธีการที่จะรับมือกับสัตว์ยักษ์มวล ดาราที่ยังมีชีวิต และวิธีการที่จะกำราบมัน อูจี้ก็ น่าจะรู้ดีอยู่แก่ใจ
สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ชวีอี้เจ้าลัทธิจิตตวิสุทธิ์มิอาจรู้ได้ “อันที่จริงสัตว์ยักษ์มวลดาราตัวนี้ถูกเผ่าพันธุ์ เดียวกันสังหาร” อูจี้ขมวดคิ้ว “สิ่งที่ข้าเห็นนั้นพร่า เลือนมาก ไม่ได้ชัดเจนสักเท่าใด แต่ข้ารู้ว่ามันตาย เพราะศีรษะถูกกระบี่แหลมคมแทงทะลุ และจิต วิญญาณระเบิดสลาย” “ถูกเผ่าพันธุ์เดียวกันสังหาร?” เนี่ยเทียนตะลึง “สัตว์ยักษ์มวลดาราอีกตัวหนึ่งสังหารมัน?” “เหมือนจะเป็นอย่างนั้น” อูจี้พยักหน้ารับ “อู้!” ท่อนกระดูกของสัตว์ยักษ์มวลดาราที่อยู่ในการ ครอบครองของเนี่ยเทียนถูกเขาเรียกออกมา “หากถูกเผ่าพันธุ์เดียวกันสังหาร…” เนี่ยเทียนที่ถือ ท่อนกระดูกไว้ในมือใคร่ครวญถึงถ้อยคำที่จะกล่าว ออกไป “หากข้าใช้ท่อนกระดูกของสัตว์ยักษ์มวล
ดาราอีกตัวทดลองแทงเข้าไปในรูเดิมที่หัวกะโหลก ของมัน จะสามารถทำลายซากวิญญาณที่เพิ่งมา รวมกันใหม่ของมัน ทำให้มันหยุดก่อเรื่องได้หรือไม่” “ตำแหน่งหัวกะโหลกของมันอยู่ในจุดลึกของสนาม รบสุ้ยเมี่ยที่ต้าจุนกับเทพแดนเจ้ากำลังต่อสู้กัน” อูจี้กล่าวขึ้นอีก เนี่ยเทียนตะลึงงันไปทันที ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 39 บทที่ 1161 จุดที่ลึกที่สุด!
“จุดที่ต้าจุนกับแดนเทพเจ้าต่อสู้กัน!” เนี่ยเทียนยิ้มเจื่อน ส่ายหน้าเบาๆ อย่างอดรู้สึกว่า ตัวเองอวดเก่งเกินไปไม่ได้ สถานที่ที่โม่เหิงกับหยวนหมอต้าจุนต่อสู้กันคือจุดที่ ลึกที่สุดของสนามรบสุ้ยเมี่ย ก่อนหน้านี้เขาได้แต่ อาศัยดวงตาดารา ไม่แม้แต่จะกล้าเข้าไปใกล้ ได้แต่ ทำความเข้าใจกับการโจมตีระหว่างพลังงานและ เลือดลมอยู่ภายนอกเท่านั้น ต่อให้เขาจะมั่นใจในตัวเองสักแค่ไหนก็เข้าใจดีว่า ด้วยขอบเขตและระดับสายเลือดของเขาในเวลานี้ยัง ไม่มีคุณสมบัติที่จะเข้าไปในพื้นที่การรบที่วุ่นวายนั้น ได้ นั่นคือสถานที่เฉพาะสำหรับต้าจุนของชนต่างเผ่า
และแดนเทพเจ้าของเผ่ามนุษย์เท่านั้น! คนที่ขอบเขตและสายเลือดต่ำต้อยอย่างเขา หาก เข้าไปก็มีแต่จะพาตัวเองไปตายเท่านั้น “กระดูกท่อนนี้ของเจ้าก็เป็นของสัตว์ยักษ์มวลดารา งั้นหรือ?” ชวีอี้เจ้าลัทธิจิตตวิสุทธิ์มองมาด้วยสายตา ใคร่รู้ “กระดูกท่อนนี้มีอะไรที่มหัศจรรย์หรือ?” ไม่รอให้เนี่ยเทียนเอ่ยตอบ จีหยวนฉวนก็เป็นฝ่ายพูด ขึ้นเองว่า “เจ้าลัทธิ เนี่ยเทียนอาศัยกระดูกท่อนนี้ รับสัมผัสได้ว่าสัตว์ยักษ์มวลดาราตัวนั้นฟื้นตื่นขึ้นมา ในเวลาสั้นๆ เพราะพิธีบวงสรวงที่บ้าคลั่งของเผ่า มนุษย์หิน ที่พวกเรามาที่นี่ได้ก็เพราะคุณความชอบ ของเนี่ยเทียน เสียดายก็แต่มาช้าไปก้าวหนึ่ง” สุดท้ายเมื่อได้รับความช่วยเหลือจากเผ่ามนุษย์หิน สัตว์ยักษ์มวลดาราก็ฟื้นตื่นและกำลังจะโผล่ออกมา จากใต้ดินจริงๆ
“ที่แท้ก็เป็นอย่างนี้นี่เอง” ชวีอี้พยักหน้ารับเบาๆ ก่อนเอ่ยขึ้นแผ่วต่ำ “สัตว์ยักษ์มวลดาราที่ตายไปตัว นั้นถูกเผ่าพันธุ์เดียวกันสังหาร ส่วนหัวที่ถูกแทงทะลุ ของมันก็อยู่ในพื้นที่สงครามวุ่นวาย หากใช้วิธีการ เดียวกันไปทำลายหัวที่เคยถูกแทงทะลุจะสามารถ หยุดยั้งไม่ให้มันสร้างความวุ่นวายในสนามรบสุ้ยเมี่ย ได้หรือไม่?” อันที่จริงเขากลับไม่แน่ใจนัก ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ชวีอี้ก็หันไปมองอูจี้แล้วเอ่ยขึ้นอีกว่า “ท่านอู…” อูจี้ส่ายหน้า “ข้าเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน” ชวีอี้นิ่งคิด ก่อนกล่าวว่า “หากข้าเป็นคนคุ้มกันก็ สามารถส่งเนี่ยเทียนไปที่ยังพื้นที่การรบวุ่นวายนั้น ได้ เพียงแต่ว่าจะมีความเสี่ยงตามมาเยอะมาก กลัว ก็แต่ว่า…”
“หรือว่าต้องเป็นข้อต่อกระดูกจากเรือนกายของ สัตว์ยักษ์มวลดาราอย่างเดียวเท่านั้นถึงจะทำให้มัน ตายได้อีกครั้ง?” เย่เหวินฮั่นถามอย่างแปลกใจ ครืนๆๆ! ขณะที่พวกเขาพูดคุยกัน กระดูกสันหลังของสัตว์ ยักษ์มวลดาราที่ฝังตัวอยู่ใต้ดินก็ค่อยๆ โผล่ออกมา จากพื้นหินแข็งกระด้างที่ปริแตกทีละนิด เรือนกายของมันแหวกพื้นดินให้แตกออก กระดูกสันหลังของมันมีลักษณะเป็นครึ่งวงกลม ประหนึ่งเทือกเขาสูงใหญ่เสียดฟ้าซึ่งค่อยๆ ผุดขึ้นมา ทีละนิด ไม่รู้ว่าเผ่ามนุษย์หินสายเลือดระดับสิบคนนั้นเข้าไป ในร่างของสัตว์ยักษ์มวลดาราได้อย่างไร แล้วดู เหมือนว่าเขาจะกลายมาเป็นอวัยวะส่วนหนึ่งของมัน ที่คอยใช้เวทลับบางอย่างติดต่อกับมัน ควบคุมมัน
“อ๊าก! โฮกๆ!” ห่างออกไปไกลนับหมื่นลี้ จุดลึกของสนามรบสุ้ยเมี่ย มีเสียงคำรามสะเทือนฟ้าดินดังลอยมา คลื่นพลังงานที่น่าหวาดกลัวระลอกแล้วระลอกเล่า และยังมีพายุเลือดลมหมุนคว้างพวยพุ่งขึ้นสู่นภา กาศ ทำให้พื้นที่นั้นเต็มไปด้วยพลังงานวุ่นวาย เหมือนกลายมาเป็นเครื่องบดเนื้อขนาดใหญ่ยักษ์ที่ นำพาวันสิ้นโลกมาสู่สรรพชีวิต ชวีอี้เพ่งสมาธิมองไปยังทิศทางนั้นพลางกล่าวว่า “การที่เลือดลมของต้าจุนล้วนได้รับผลกระทบจนสติ ถูกบิดเบือน ต้องเป็นเพราะส่วนหัวของสัตว์ยักษ์ มวลดาราฝังอยู่ตรงแถบนั้นแน่นอน พื้นดินของแถบ นั้นแข็งแกร่งจะตายไป มันสามารถรองรับแรงโจมตี จากพลังงานของแดนเทพเจ้าและต้าจุนได้ ก็มีความ เป็นไปได้มากที่จะเป็นที่พักพิงของสัตว์ยักษ์มวล ดารา”
“ผู้อาวุโสชวี ไม่อย่างนั้นท่านลองส่งข้าไปที่นั่นดู ดี ไหม?” เนี่ยเทียนเสนอตัว “เจ้าแน่ใจนะ?” ชวีอี้ถามอย่างแปลกใจ เนี่ยเทียนพยักหน้ารับ ชวีอี้เองก็เข้าใจดีว่าแม้ที่นี่จะเป็นตำแหน่งที่เผ่า มนุษย์หินปลุกให้สัตว์ยักษ์มวลดาราตื่นขึ้นมา แต่ อวัยวะสำคัญของสัตว์ยักษ์มวลดารากลับไม่ได้อยู่ ที่นี่ หากเขาใช้กระจกมิติมายาที่นี่ก็สามารถสร้าง บาดแผลร้ายแรงให้กับเรือนกายของสัตว์ยักษ์มวล ดาราได้เช่นกัน เพียงแต่ว่าหากคิดจะสังหารสัตว์ยักษ์มวลดารา ทำ ให้มันกลับเข้าไปอยู่ใต้ดิน ไม่สร้างความวุ่นวายอีก กลับจำเป็นต้องให้ยาที่ถูกกับโรคโดยการลงมือกับ ศีรษะที่เป็นจุดรวมเศษซากวิญญาณของมันเท่านั้น
“งั้นก็ตกลง” ชวีอี้รับคำ ครั้นจึงพุ่งมาหยุดอยู่ข้างกายเนี่ยเทียน ชั่วขณะที่เนี่ยเทียนเก็บเรือดาราลงไป ชวีอี้ก็ยกมือ ขึ้นคว้าร่างเขาแล้วพาเขาพุ่งหายเข้าไปในกระจกมิติ มายาอย่างง่ายดายราวกับน้ำที่ไหลลงสู่ทะเล พอเข้ามาในกระจกมิติมายา เนี่ยเทียนก็พลันเกิด ความรู้สึกมหัศจรรย์ราวกับตัวเองกำลังลอดทะลวง อยู่ในห้วงมิติที่ทับซ้อนกันหลายชั้น กระจกมิติมายาเหมือนกลายมาเป็นฟ้าดินแห่งหนึ่ง แล้วก็ทั้งเหมือนเป็นหนึ่งในชุมทางสถานีของพื้นที่ ห้วงมิติปั่นป่วนซึ่งพาเขาลอดทะลวงห้วงมิติแต่ละ แห่งเพื่อตามหาพิกัดห้วงมิติที่ถูกต้อง “อู้!” ขณะที่เขายังตื่นตะลึง ชวีอี้ที่ช่วยคุ้มกันก็พาเขามา โผล่อยู่บนก้อนเมฆในจุดลึกของสนามรบสุ้ยเมี่ยแล้ว
วงแสงศักดิ์สิทธิ์เจิดจ้าปกคลุมอยู่ทั่วจุดลึกของสนาม รบสุ้ยเมี่ย เมื่อเงยหน้าขึ้นเนี่ยเทียนก็มองเห็น ท้องฟ้าที่ดำมืดเย็นเยียบ แต่กลับมองไม่เห็นดวงดาว แม้แต่ดวงเดียว มองจากที่สูงลงมาเบื้องล่าง จุดลึกของสนามรบสุ้ย เมี่ยคือแผ่นดินสีน้ำตาลอ่อนผืนหนึ่ง ผืนแผ่นดินกว้างขวาง มีเทือกเขา แม่น้ำ ลำธาร เพียงแต่ไม่มีต้นไม้ใบหญ้างอกแม้แต่ต้นเดียว เวลานี้กลางท้องฟ้าบนแผ่นดินสีน้ำตาลอ่อนมีเรือน กายใหญ่โตมากมายที่ทำให้เขาหายใจติดขัดกำลัง แหงนหน้าแผดเสียงคำราม โรมรันต่อสู้กันอุตลุด ภูตผีปีศาจที่เลือดหวนคืนบรรพบุรุษ แดนเทพเจ้า เผ่ามนุษย์ที่เรียกกายธรรมแห่งเทพออกมา เทพยักษ์ ค้ำฟ้าที่เดิมทีก็ร่างใหญ่โตมากพออยู่แล้ว คูกู่ต้าจุน สายเลือดระดับสิบ เสวียนหมิงต้าจุนแห่งเผ่าอสูร กาย เจ้าสำนักไฟ เจ้าสำนักไม้
แต่ละคนที่เรียกได้ว่าเป็นสุดยอดบุคคลของฟ้าดิน แถบหนึ่งล้วนอัดแน่นอยู่เต็มไปหมด ทำให้แผ่นดินที่ กว้างใหญ่ผืนนี้ดูคับแคบไปถนัดตา บนแผ่นดินมีร่องลึกปริแตกจำนวนนับไม่ถ้วน ลำแสงที่ลักษณะเป็นไอสีรุ้งตลบอบอวลทั่วแผ่นฟ้า และผืนดิน มันคอยแทรกซอนเข้าไปยังทะเลเลือด ลมของชนต่างเผ่าและเผ่าวิญญาณโบราณ ชักนำให้ พวกเขาบ้าคลั่ง ทั้งยังคอยสร้างผลึกคล้ายเพชร หลายเม็ดหลากสีที่ด้านในเปี่ยมล้นไปด้วยพลังแห่ง ความบ้าคลั่ง ความกระหายเลือดและความเกรี้ยว กราดขึ้นมา “ที่นี่แหละ” ชวีอี้หรี่ตาลง ไม่ได้มองไปที่ต้าจุนชนต่างเผ่าหรือ แดนเทพเจ้าเลยแม้แต่น้อย แต่จ้องนิ่งไปบนพื้นดินสี น้ำตาลอ่อน
“สวบ!” สายฟ้าเส้นหนึ่งโผล่ขึ้นมาจากความว่างเปล่า ก่อน จะพุ่งสวบจมหายเข้าไปในจุดลึกของแผ่นดินสี น้ำตาลอ่อนในเสี้ยววินาที ชวีอี้ขมวดคิ้วเป็นปม “ไม่นึกว่าเมื่อกระแสจิต วิญญาณของข้าแทรกเข้าไปยังใต้ดินจะเจอกับ อุปสรรคหลายชั้นขนาดนี้ เลือดลมเข้มข้นพวกนั้น มาจากสัตว์ยักษ์มวลดารา เกรงว่ามันคงสามารถตัด ขาดการรับสัมผัสทางเลือดเนื้อของชนต่างเผ่าและ เผ่าวิญญาณโบราณได้ แต่ถ้าเป็นข้ากลับพอจะ สัมผัสถึงได้เล็กน้อย” เขากำลังใช้กระแสจิตวิญญาณของตนตามหา ตำแหน่งที่ฝังศีรษะของสัตว์ยักษ์มวลดารา ส่วนเนี่ยเทียนนั้นมองไปยังโม่เหิงผู้อาวุโสใหญ่ของ สำนักเขา
กายธรรมแห่งเทพของโม่เหิงเปลี่ยนแปลงไป หลากหลาย ยืนค้ำฟ้าหยัดดิน คอยสร้างพลังงานฟ้า ดินที่บริสุทธิ์ที่สุดและเก่าแก่โบราณมากที่สุดอยู่ ท่ามกลางต้าจุนชนต่างเผ่าหลายคน เขาคือทวยเทพองค์เดียวในดินแดนเทพเจ้าของ ตัวเอง คราใดที่ปะทะกับทะเลเลือดลมของชนต่าง เผ่า พลังวิญญาณของเขาที่สาดกระเซ็นออกมาก็ทำ ให้ฟ้าดินสั่นไหวได้ทั้งสิ้น “ฟิ้ว!” กระดูกของสัตว์ยักษ์มวลดาราที่ถูกเนี่ยเทียนเก็บไป ก่อนหน้านี้ถูกเขาเรียกออกมาอีกครั้ง ที่ทำให้เนี่ยเทียนแปลกใจก็คือ เมื่อมาอยู่ในจุดลึก ของสนามรบสุ้ยเมี่ย อยู่ในพื้นที่ที่มีต้าจุนและเผ่า วิญญาณโบราณ กระดูกของสัตว์ยักษ์มวลดาราท่อน นี้กลับเกิดการเปลี่ยนแปลงทันที
มีเส้นเลือดอย่างใหม่ที่สับสนวุ่นวายถูกกระตุ้นให้ เกิดขึ้นมาในท่อนกระดูก ดูเหมือนว่าพรสวรรค์ทางสายเลือดอย่างใหม่จะก่อ ตัวขึ้นมาในเวลาสั้นๆ สีหน้าเนี่ยเทียนงงงัน ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น “อ๊าก!” สัตว์ยักษ์มวลดาราที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ดินและเมื่อได้รับ ของเซ่นไหว้อย่างศพผีและวิญญาณร้ายจึงค่อยๆ ฟื้นตื่นพลันส่งเสียงร้องดังสนั่นหวั่นไหว แผ่นดินที่กว้างใหญ่ระเบิดกระจายกะทันหัน! แสงสีแดงเจิดจ้าหลายพันหลายหมื่นเส้นพวยพุ่งขึ้น สู่ท้องฟ้าเหมือนน้ำตกที่ไหลย้อนกลับ ตรงดิ่งไปยัง จุดลึกของท้องฟ้านอกโลกที่เยียบเย็นเปล่าเปลี่ยว ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 39 บทที่ 1162 ศพฟ้าที่แข็งแกร่งที่สุด?
แสงสายรุ้งสาดส่องพร่างพราวประหนึ่งลูกธนูนับ หมื่นที่ถูกง้างยิงออกมาพร้อมกัน พลังงานที่อัดแน่นอยู่ในแสงสายรุ้งมีพลังศพแปลก ประหลาดและมีปราณเลือดที่พิเศษอยู่อีกด้วย “เปรี๊ยะ!” ผลึกใสราวเพชรสีรุ้งที่อยู่ท่ามกลางทะเลเลือดลมอัน เข้มข้นของต้าจุนชนต่างเผ่าแต่ละท่านพลันระเบิด แตก สายเลือดของต้าจุนระดับสิบแต่ละคนเหมือนถูก บังคับให้เกิดการเปลี่ยนแปลง สายตาของทุกคนพลันหันขวับมามองชวีอี้ ชวีอี้หน้าเปลี่ยนสีเล็กน้อย
เสียงร้องคำรามยิ่งดังรุนแรง แผ่นดินแข็งกระด้าง ของจุดลึกสนามรบสุ้ยเมี่ยเองก็แตกกระจาย ออกเป็นเสี่ยงๆ “โฮก!” ศีรษะของสัตว์ขนาดใหญ่ยักษ์จนแทบจะเทียบเคียง ได้กับอาณาจักรหลีเทียนค่อยๆ โผล่ขึ้นมาจาก พื้นดินเบื้องล่างที่ยุบถล่ม เนี่ยเทียนยืนอยู่กลางท้องฟ้าสูง ก้มมองเบื้องล่าง ด้วยความรู้สึกว่าราวกับได้เห็นภูเขาใหญ่ยักษ์ค่อยๆ ผุดสูงขึ้นสู่ท้องฟ้า “ศีรษะของสัตว์ยักษ์มวลดารา!” เมื่อจ้องมองอย่างละเอียด เขาจึงสังเกตเห็นว่าตรง กลางของศีรษะสัตว์ยักษ์มวลดารามีพื้นที่แห่งหนึ่งที่ เป็นหลุมลึกดำมืด ซึ่งด้านในหลุมมีวิญญาณร้าย จำนวนนับไม่ถ้วนว่ายวนอยู่ด้านใน
ตรงรูโบ๋กลางหัวที่ใหญ่โตราวมหาสมุทรคล้ายจะถูก วิญญาณร้ายกลบทับไว้จนเต็มล้น วิญญาณร้ายกลายร่างมาเป็นเส้นใยที่ทอตัดกันเป็น ตาข่ายจิตวิญญาณของสัตว์ยักษ์มวลดารา ช่วยให้ มันดึงเอาซากวิญญาณของตัวเองที่กระจายอยู่ทั่วฟ้า ดินมารวมกันทีละนิด “พรวด!” จีหยวนฉวน เย่เหวินฮั่นทยอยกันโผล่ออกมาจาก รอยแยกห้วงมิติ คนทั้งสองมายืนอยู่ข้างกายเนี่ยเทียน ตั้งท่าพร้อม ระวังภัยให้เขา อูจี้อาจารย์ของเขาไม่ได้มาด้วย “ฟิ้วๆๆ!” ท่อนกระดูกของสัตว์ยักษ์มวลดาราที่อยู่เบื้องหน้า เนี่ยเทียนยิ่งมีลายเลือดมหัศจรรย์เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
ท่อนกระดูกนั้นค่อยๆ เติบโตต่อหน้าต่อตาของเขา เมื่อยื่นมือออกไปสัมผัสกับท่อนกระดูก เนี่ยเทียน กลับได้รับข้อความพร่าเลือนขาดๆ หายๆ มาอีกครั้ง เขาจึงจำต้องตั้งใจทำความเข้าใจกับมัน “สัตว์ยักษ์มวลดาราตัวนั้นไม่ได้ตายตามความหมาย ที่แท้จริง สัตว์ยักษ์มวลดารามีพรสวรรค์ทาง สายเลือดที่พิเศษเป็นของตัวเอง ซึ่งเป็นพรสวรรค์ที่ ลี้ลับ เก่าแก่และมหัศจรรย์” “ต่อให้จิตวิญญาณของมันมอดดับ แต่ก็ไม่แน่เสมอ ไปว่าซากวิญญาณของมันจะหายไปจากฟ้าดินอย่าง แท้จริง” “จุดลึกของทางช้างเผือกที่ลึกลับบางแห่งอันเป็นที่ พักพิงของสัตว์ยักษ์มวลดาราสามารถเก็บซาก วิญญาณของมันไม่ให้แหลกสลายไปได้”
“มีวิธีการที่พิเศษบางอย่างสามารถรวบรวมซาก วิญญาณของมันขึ้นมาได้ใหม่ ทำให้จิตวิญญาณของ มันหวนคืนมาในเวลาสั้นๆ และหากมีต้นกำเนิด เลือดเนื้อที่อุดมสมบูรณ์มากพอ เรือนกายที่ตายไป ของพวกมันก็สามารถกลืนกินพลังงาน ทำให้ปราณ และหัวใจกลับมาเต้นใหม่อีกครั้ง เมื่อมันฟื้นตื่น โซ่ ผลึกสายเลือดแต่ละเส้นก็จะก่อตัวขึ้นมาใหม่” “สิ่งมีชีวิตที่เก่าแก่ที่สุดและมีชีวิตอยู่มานานที่สุดมี ความลี้ลับมากมายนัก” “…” เมื่อผ่านการวิเคราะห์ของเนี่ยเทียน ความคิดพร่า เลือนหลายท่อนก็เปลี่ยนมาเป็นชัดเจน ในที่สุดเนี่ยเทียนก็มีความเข้าใจที่ลึกซึ้งต่อผู้พิชิต แห่งทางช้างเผือกซึ่งถือกำเนิดตั้งแต่ยุคดั้งเดิม “อู้!”
มีความคิดอีกท่อนที่ซับซ้อนยิ่งกว่าเดิมส่งผ่านมา จากท่อนกระดูกที่เขากุมไว้ เนี่ยเทียนทำความเข้าใจอย่างตั้งใจอีกครั้ง ครู่ใหญ่ หน้าเขาก็พลันเปลี่ยนสี เพราะความลับที่ ได้มาจากท่อนกระดูกทำให้เขาตกตะลึงอย่างยิ่ง “ผู้อาวุโสชวี!” เขาตะโกนขึ้นมาดังลั่น ดึงดูดความสนใจของชวีอี้ จี หยวนฉวนและเย่เหวินฮั่นได้ทันที แดนเทพเจ้าทั้งสามท่านล้วนหันมามองเขาด้วย สายตาแปลกใจ “มีคน พยายามที่จะนำสัตว์ยักษ์มวลดาราที่ฝังตัวอยู่ ใต้ดินมาหลอมเป็นศพฟ้า! ศพฟ้าตัวหนึ่งที่เป็น เอกลักษณ์ สามารถกวาดตะลุยไปทั่วทางช้างเผือก สามารถสร้างปัญหาใหญ่ให้กับต้าจุนเผ่าวิญญาณ โบราณและชนต่างเผ่า!” เนี่ยเทียนสูดลมหายใจเข้า
ลึก ตะโกนก้อง “หลังจากที่ซากวิญญาณของสัตว์ ยักษ์มวลดาราตัวนี้มารวมกันได้ชั่วคราว มันจึง พอจะมีจิตสำนึกเป็นของตัวเอง มันไม่ได้ยินดีให้เป็น เช่นนี้” ชวีอี้ตื่นตะลึง “เจ้า สามารถสื่อสารกับมันงั้นรึ?” “ข้าทำไม่ได้” เนี่ยเทียนส่ายหน้า ชี้ไปที่ท่อนกระดูก “แต่มันทำได้” “สำนักศพฟ้า!” จีหยวนฉวนและเย่เหวินฮั่นตะโกนขึ้นพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นฟ้าดินของเผ่ามนุษย์หรือชนต่างเผ่า คน ที่สามารถหลอมศพฟ้าได้มีแค่สำนักศพฟ้าเท่านั้น พอเนี่ยเทียนพูดถึงศพฟ้า พวกเขาก็นึกถึงสำนักศพ ฟ้าที่เร้นกายหายไปนานหลายปีทันที และเนี่ยเทียนเองก็คิดอย่างนี้เหมือนกัน
“สำนักศพฟ้า เฟิงเป่ยหลัวอย่างนั้นหรือ?” เขา ใคร่ครวญอย่างหนัก “นำสัตว์ยักษ์มวลดาราตัวหนึ่งที่ตายไปมาหลอมเป็น ศพฟ้า สำนักศพฟ้านี่กล้าคิดจริงๆ” ชวีอี้เองก็หน้า เปลี่ยนสีน้อยๆ “แต่ว่าด้วยวิธีการของสำนักศพฟ้า ด้วยตบะของเจ้าสำนักคนปัจจุบัน คิดจะหลอมสัตว์ ยักษ์มวลดาราเป็นศพฟ้า ข้าว่าก็เป็นเพียงแค่ความ เพ้อฝันเท่านั้น เว้นเสียแต่ว่า…” “เว้นเสียแต่อะไร?” เย่เหวินฮั่นเอ่ยถาม “เว้นเสียแต่ว่าผู้ก่อตั้งสำนักศพฟ้า—ท่านผู้นั้นยังมี ชีวิตอยู่บนโลก!” คิดมาถึงตรงนี้ ชวีอี้ก็ตกใจสะดุ้ง โหยง “ตามหลักแล้วท่านผู้นั้นน่าจะตายไปนานแล้ว ตายไปไม่รู้กี่ปีแล้ว ปีนั้นตอนที่เขายังมีชีวิตอยู่เคยมี ความคิดบ้าคลั่งที่อยากจะนำศพของสัตว์ยักษ์มวล ดาราตัวหนึ่งมาหลอมเป็นศพฟ้าจริงๆ”
“แต่เขายังไม่ทันหาศพของสัตว์ยักษ์มวลดาราเจอก็ ถูกฆ่าตายเสียก่อน เจ้าสำนักศพฟ้ารุ่นนี้น่าจะยังไม่ ถึงแดนเทพเจ้ากระมัง?” เนี่ยเทียนเอ่ยแทรก “เฟิงเป่ยหลัวหรือ? เขาน่าจะ เป็นแดนเทพเจ้าแล้ว” “ว่าไงนะ?” ชวีอี้ตะลึง “เจ้าเคยเจอเขา? ที่ไหน?” “เอาเป็นว่าข้าเคยเจอเขา และเขาก็น่าจะเป็นแดน เทพเจ้าแล้ว” เนี่ยเทียนกล่าวอย่างคลุมเครือ “หากเป็นแดนเทพเจ้าก็พอจะมีความเป็นไปได้อยู่ บ้าง” ชวีอี้ใคร่ครวญถ้อยคำที่จะเอ่ย “แล้วพวก มนุษย์หินเหล่านั้นล่ะเป็นมาอย่างไร? หรือพวกเขาก็ มีความเกี่ยวข้องกับสำนักศพฟ้า?” “เผ่ามนุษย์หินที่ตายไปก็คือหนึ่งในเครื่องเซ่นไหว้” เนี่ยเทียนเอ่ยตอบ
“เผ่ามนุษย์หินเก้าคน ตายไปแล้วแปดคน แปดคน นั้นก็คือหนึ่งในเครื่องเซ่นไหว้ของสัตว์ยักษ์มวล ดารา? แล้วคนที่เก้าที่มีสายเลือดระดับสิบ เผ่า มนุษย์หินที่เป็นต้าจุนล่ะ?” จีหยวนฉวนเองก็ตื่น ตะลึง “หรือว่า…?” เนี่ยเทียนพยักหน้ารับ “มนุษย์หินสายเลือดระดับ สิบคนที่เก้าก็คือหนึ่งในเครื่องเซ่นไหว้เช่นกัน หาก ไม่ผิดจากที่คาด อีกไม่นานเท่าไหร่ เขาก็จะผสาน รวมเข้าสู่ร่างของสัตว์ยักษ์มวลดารา ถูกมันชุบ หลอมกลืนกินอย่างสมบูรณ์แบบ ผู้ที่บงการเรื่องนี้ อย่างแท้จริง ไม่ใช่เผ่ามนุษย์หิน แต่เป็นคนอื่น” “ข้อมูลเหล่านี้มันเป็นคนบอกเจ้ารึ?” ชวีอี้เอ่ยถาม อย่างเคร่งเครียด เนี่ยเทียนลูบคลำท่อนกระดูก พยักหน้ารับเบาๆ “ผู้ บงการนั่นยังไม่สามารถควบคุมมันได้อย่างสมบูรณ์ แบบ วิญญาณร้ายและพลังศพยังไม่ผสานรวมกับ
เลือดเนื้อของมันอย่างแท้จริง แล้วก็เพราะเหตุนี้ มัน จึงยังหลงเหลือจิตสำนึกที่สามารถอาศัยพรสวรรค์ แห่งเผ่าพันธ์มาสื่อสารกับท่อนกระดูกในมือข้าได้” “ผู้บงการอยู่ที่ไหน?” ชวีอี้ตวาดถาม “ไม่ได้อยู่ในสนามรบสุ้ยเมี่ย แต่อยู่ในจุดใดจุดหนึ่ง ของทางช้างเผือกด้านนอก” เนี่ยเทียนตอบรับ “จิตสำนึกที่ยังหลงเหลืออยู่ของสัตว์ยักษ์มวลดาราก็ ยากที่จะจับทิศทางได้ แต่ว่าในหัวกะโหลกของมันมี ร่างแยกวิญญาณผู้บงการที่แอบควบคุมการฟื้นตื่น ของจิตวิญญาณมันอยู่ ข้าสามารถลองดูได้” “ฟิ้ว!” กล่าวจบท่อนกระดูกของสัตว์ยักษ์มวลดาราก็ถูกเนี่ย เทียนขว้างออกไป
ท่อนกระดูกเป็นเหมือนดาวตกที่หายวับเข้าไปในจุด ที่มีวิญญาณร้ายว่ายวนตรงส่วนหัวของสัตว์ยักษ์มวล ดาราที่โผล่ออกมา “ร่างแยกวิญญาณงั้นหรือ?” ชวีอี้หัวเราะเสียงหยัน “ขอแค่เป็นร่างแยกวิญญาณ ที่มีจิตสำนึกเป็นของตัวเอง ข้าก็ไม่เชื่อหรอกว่าข้า จะลากตัวเขาออกมาไม่ได้!” กล่าวจบ กระจกมิติมายาบานนั้นก็ถูกเขาโยนไปยัง จุดศูนย์กลางศีรษะของสัตว์ยักษ์มวลดารา ด้านในกระจกมิติมายามีเงาวิญญาณของชวีอี้บิน ออกไปปะปนอยู่กับวิญญาณร้ายมากมายคล้าย กำลังตามหาอะไรบางอย่าง ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 39 บทที่ 1163 แยกตัว
ท่อนกระดูกที่เนี่ยเทียนถืออยู่ในมือและกระจกมิติ มายาของชวีอี้ต่างก็ทยอยกันหายเข้าไปในหัว กะโหลกของสัตว์ยักษ์มวลดารา “พรวดๆๆ!” วิญญาณร้ายจำนวนนับไม่ถ้วนล้อมวนท่อนกระดูก และเงาวิญญาณของชวีอี้ที่บินออกมาจากในกระจก มิติมายาไว้แน่นขนัด วิญญาณของชวีอี้เหมือนปลาได้น้ำที่ว่ายวนอยู่ด้าน ใน คอยตามหาร่างแยกวิญญาณของผู้ที่บงการเรื่อง นี้อย่างลับๆ ท่อนกระดูกของสัตว์ยักษ์มวลดาราที่ถูกเนี่ยเทียน โยนเข้าไป หาใช่เพื่อสังหารสัตว์ยักษ์มวลดารา
เมื่อท่อนกระดูกหายเข้าไป ลวดลายเส้นเลือดแน่น ขนัดเหมือนเส้นผลึกแดงฉานก็ผลิบานเปล่งประกาย ออกมาจากในท่อนกระดูก ท่ามกลางลายเส้นเลือดมีจิตสำนึกที่พร่าเลือนไม่ ชัดเจนแฝงเร้นอยู่ ตัวเนี่ยเทียนเองที่อาศัยแก่นเลือดแห่งชีวิตซึ่งเคย ผสานรวมเข้าไปในท่อนกระดูกจึงสามารถสัมผัสได้ ถึงกระแสจิตวิญญาณมากมายที่แทรกซอนไปยัง กระดูกท่อนนั้น กระแสจิตวิญญาณเหล่านั้นกระจัดกระจาย คลุมเครือ มีอยู่ส่วนหนึ่งที่เป็นของสัตว์ยักษ์มวล ดารา ทว่าที่มากกว่านั้นกลับเป็นของวิญญาณร้าย “ร่างวิญญาณ” เนี่ยเทียนครุ่นคิด ก่อนจะหยิบเอาไข่มุกวิญญาณมืด ของเผ่าอสูรกายออกมาจากในแหวนเก็บของ
เมื่อไข่มุกวิญญาณมืดโผล่ออกมา ต้าจุนระดับสิบ ของเผ่าอสูรกายอย่างเสวียนหมิงต้าจุนก็ เกิดปฏิกิริยาขานรับอย่างรุนแรง จุดศูนย์กลางของตาดำเสวียนหมิงต้าจุนมีผลึกสี เขียวส่องประกายแสง ก่อนที่แสงศักดิ์สิทธิ์สีเขียวเป็นลำจะพากันสาดยิง ออกมาจากผลึกใส เนี่ยเทียนหน้าเปลี่ยนสีทันควัน ไข่มุกวิญญาณมืดคือสมบัติล้ำค่าของเผ่าอสูรกาย ฝู หลัวซือเท่อของเผ่าอสูรกายที่เคยเจอกับเขาก่อน หน้านี้ก็เคยใช้สารพัดวิธีเพื่อช่วงชิงมันกลับคืนไป น่าเสียดายที่ระดับสายเลือดของฝูหลัวซือเท่อไม่สูง มากพอ จึงล้มเหลวไปเสียทุกครั้ง
ทว่าเสวียนหมิงต้าจุนที่มีสายเลือดระดับสิบขั้นต้น หากคิดจะแย่งไข่มุกวิญญาณมืดไปจากมือเขาย่อม ง่ายกว่าเยอะมาก “เสวียนหมิง!” จีหยวนฉวนและเย่เหวินฮั่นพากันมายืนขนาบข้าง ซ้ายขวาของเนี่ยเทียนทันที พอเห็นความผิดปกติของเสวียนเหมิงต้าจุน คนทั้ง สองก็หัวเราะหยันพร้อมกัน แดนเทพเจ้าของจีหยวนฉวนและเย่เหวินฮั่นพลันก่อ ตัวขึ้นมาอีกครั้ง ก่อนจะกลายมาเป็นกายธรรมแห่ง เทพ กายธรรมแห่งเทพของจีหยวนฉวนเกิดจากมีดแสง ห้วงมิติพร่างพราว เพียงกายธรรมแห่งเทพของเขา โบกมือก็มีแสงห้วงมิตินับร้อยรับพันพุ่งออกมาสลาย
แสงสีเขียวในดวงตาของเสวียนหมิงต้าจุนไปอย่าง ง่ายดาย ต้าจุนระดับสิบขั้นต้นกับตบะแดนเทพเจ้าช่วงต้นมี ศักยภาพทัดเทียมกันพอดี กายธรรมแห่งเทพที่เย่เหวินฮั่นเรียกออกมายังไม่ทัน ได้ลงมือก็เห็นว่าเสวียนหมิงต้าจุนถูกจีหยวนฉวน กำราบไว้ได้แล้ว ดังนั้นเขาจึงหันมาจับตามองเนี่ยเทียนต่อ “เอ๊ะ!” เนี่ยเทียนที่เรียกไข่มุกวิญญาณมืดออกมาและเตรียม จะใช้พลังของมันมาดูดซากวิญญาณเข้าไปพลัน หยุดชะงัก เขาค้นพบด้วยความตื่นตะลึงว่าหลังจากเส้นผลึกสี แดงบนพื้นผิวท่อนกระดูกที่ถูกเขาขว้างเข้าไปในหัว ของสัตว์ยักษ์มวลดาราก่อตัวได้สำเร็จ มันก็พลันมี
ประสิทธิผลที่คล้ายคลึงกับไข่มึกวิญญาณมืด—เป็น ฝ่ายดึงดูดพลังจิตวิญญาณของวิญญาณร้ายมาด้วย ตัวเอง! เดิมทีวิญญาณร้ายจำนวนนับไม่ถ้วนที่รวมตัวกันอยู่ ในศีรษะของสัตว์ยักษ์มวลดาราได้ช่วยให้สัตว์ยักษ์ มวลดารารวบรวมซากความคิดและจิตวิญญาณมา ใหม่อีกครั้ง คาดไม่ถึงว่าพอเขาขว้างกระดูกเข้าไป มันจะดึงเอา วิญญาณร้ายส่วนหนึ่งให้แยกตัวออกมาด้วยตัวเอง ดูเหมือนว่าท่อนกระดูกเองก็กำลังตามหาเศษซาก ความคิดที่กระจายอยู่ในพื้นที่ลึกลับของฟ้าดินอยู่ เช่นกัน “หรือว่าเศษซากความคิดของกระดูกท่อนนี้ก็ สามารถกลับมารวมตัวกันใหม่ได้โดยอาศัยเสี้ยว วิญญาณจากวิญญาณร้าย?” เนี่ยเทียนตื่นตะลึงไป
อีกครั้ง “หากทำแบบนี้ได้จริง วันหน้าเมื่อไข่มุก วิญญาณมืดของข้ารวบรวมวิญญาณร้ายได้มาก พอจะสามารถช่วยให้กระดูกท่อนนั้นเอาความทรง จำ ความคิด จิตวิญญาณที่ขาดหายมารวมกันใหม่ได้ อีกครั้งหรือไม่?” “เรือนกายก่อตัวขึ้นมาใหม่ จิตวิญญาณถูกรวบรวม กลับมาอีกครั้ง นี่ไม่ใช่การฟื้นคืนชีพในความหมายที่ แท้จริงหรอกหรือ?” จู่ๆ เนี่ยเทียนก็ไพล่นึกไปถึงความเป็นไปได้อย่าง หนึ่ง —ความเป็นไปได้ที่จะทำให้สัตว์ยักษ์มวลดาราอีกตัว ที่เป็นเจ้าของกระดูกท่อนนี้ฟื้นคืนชีพกลับมาได้อีก ครั้ง กระดูกท่อนนี้ได้รับแก่นเลือดแห่งชีวิตของเขากรอก เทเข้าไป จึงเชื่อมโยงเข้ากับจิตใจของเขา ทั้งยังต่อสู้
เคียงบ่าเคียงไหล่กับเขา สามารถมองเป็นอาวุธร้าย ในมือเขาได้ด้วย! จู่ๆ ในท่อนกระดูกก็มีเสียงตะโกนเร่งร้อนดังมา เนี่ยเทียนตะลึง วินาทีถัดมาท่อนกระดูกก็ส่งแรงดึงรั้งมหาศาล ออกมา ร่างของเนี่ยเทียนบินหวือเข้าไปยังจุดที่ท่อนกระดูก อยู่ด้วยความเร็วราวกับดาวตก “สายเลือด! การผสานรวมชีวิต!” มือทั้งสองข้างของเขาคว้าจับไปที่ท่อนกระดูกโดย อัตโนมัติ ทั้งยังเหมือนจะถูกท่อนกระดูกเร่งเร้าให้ ร่ายใช้พรสวรรค์ที่พิเศษออกมาอย่างห้ามไม่ได้ แก่นเลือดหลายหยดที่เป็นดั่งอัญมณีสีแดงพลันลุก ไหม้อยู่ในหัวใจของเขา สายเลือดถูกกระตุ้นใช้ ฉับพลัน
ทันใดนั้นเขาและท่อนกระดูกเหมือนเกิดการขานรับ ที่มหัศจรรย์ต่อกัน เขายังถึงขั้นพอจะรู้สึกได้ด้วยว่า ในท่อนกระดูกมีจิตสำนึกที่เก่าแก่แต่น้อยนิดส่งมา ให้ “มัน กำลังรวบรวมความคิดและจิตวิญญาณ?” เนี่ยเทียนตัวสั่นสะท้าน พลันบังเกิดความรู้สึกที่ มหัศจรรย์ ความรู้สึกเช่นนี้ก็คือเหมือนเขากลายมาเป็นสัตว์ ยักษ์มวลดาราตัวหนึ่งในยุคดั้งเดิมที่ไล่ฆ่าเทพยักษ์ ค้ำฟ้า มังกรยักษ์และสัตว์โบราณ สิ่งมีชีวิตใหญ่โตอย่างปีศาจบรรพกาลก็ล้วนเป็น อาหารของมัน อาณาจักรหลายแห่งถูกมันดูดดึงพลังงานต่างๆ มา รวมในร่างกายตัวเองจนเกลี้ยง
เรือนกายของมันใหญ่โตจนยากจะจินตนาการได้ เรือนกายที่หากบินทะยานออกไปก็สามารถกวาด ตะลุยทั่วทางช้างเผือก และสามารถพุ่งชนอาณาจักร เล็กๆ แห่งหนึ่งให้ย่อยยับได้เลย ทุกที่ที่ผ่าน ฟ้าถล่มดินทลาย ทุกชีวิตพากัน หลีกเลี่ยง สรรพชีวิตมอดม้วย นั่นคือสิ่งมีชีวิตที่อยู่เหนือสุดของห่วงโซ่อาหารในยุค ดั้งเดิม คือผู้พิชิตเพียงหนึ่งเดียวของทางช้างเผือก! “นี่ต่างหากถึงจะเรียกว่าสิ่งมีชีวิตที่เผด็จการ ไร้ เหตุผลอย่างแท้จริง!” เนี่ยเทียนครางอยู่ในลำคอ ความรู้สึกมหัศจรรย์ที่ ราวกับว่าได้แปลงกายมาเป็นสัตว์ยักษ์มวลดารา โบยบินอยู่ในยุคดั้งเดิม กินสิ่งมีชีวิตใหญ่โตในโลก เป็นอาหาร ทำให้ใจเขาเอนเอียงเข้าหามัน
เขาไม่รู้ว่าแก่นเลือดหลายหยดของเขายังคงลุกไหม้ ไม่หยุด และเขาก็ไม่รู้ว่าหลังจากที่ผสานรวมชีวิตกับกระดูก ท่อนนั้น แก่นเลือดของเขาได้ช่วยกระตุ้นให้เกิด ความมหัศจรรย์ทางสายเลือดที่ลี้ลับแก่กระดูกท่อน นั้น “สวบ! อู้ๆๆ!” จู่ๆ วิญญาณร้ายนับพันนับหมื่นที่อยู่ตรงส่วนหัวของ สัตว์ยักษ์มวลดาราก็พลันถูกบังคับดึงดูดมา ขณะที่เนี่ยเทียนยังคงจมอยู่ท่ามกลางความรู้สึก อัศจรรย์ราวกับอยู่ในฝัน กระดูกท่อนที่เขาขว้างเข้า มาก็เข้ามาแทนที่เจ้าของหัวกะโหลก กลายมาเป็น เหมือนจระเข้ยักษ์ยุคบรรพกาลที่จับวิญญาณร้ายมา กลืนกินอย่างบ้าคลั่ง “ไม่ๆ!”
เนี่ยเทียนเหมือนจะได้ยินเสียงต้าจุนระดับสิบของ เผ่ามนุษย์หินคนนั้นโรงโหยหวนแว่วๆ “ใครกัน! เจ้าคือใคร?” มีความคิดที่บ้าคลั่งอีกกลุ่มหนึ่งผุดขึ้นมาในหัว กะโหลกที่ใหญ่โตของสัตว์ยักษ์มวลดารา เนี่ยเทียนเพิ่งจะสัมผัสได้ถึงความคิดนี้ เงาวิญญาณ หลายเงาของชวีอี้ที่ปะปนอยู่ท่ามกลางวิญญาณร้าย ก็โผล่ออกมา ชวีอี้หลายสิบคนพลันผสานรวมกัน กลายมาเป็น หนึ่ง วิญญาณของชวีอี้ดวงสุดท้ายยกยิ้มเย็นชา มองไปยัง ทิศทางหนึ่ง “หาเจ้าเจอแล้ว” “ปัง!” กระจกมิติมายาพลันบินไปยังพื้นที่แถบหนึ่งที่มี วิญญาณร้ายเคลื่อนไหว ผิวกระจกเหมือนใบมีด
แหลมคมที่ทำลายวิญญาณร้ายซึ่งห้อมล้อมอยู่รอบ ด้านจนย่อยยับ แล้วพุ่งเข้าปกคลุมเปลวเพลิงสีเทา ซีดกลุ่มหนึ่ง “กระจกมิติมายา!” เสียงอุทานโหยหวนพลันดังออกมาจากในเปลวเพลิง สีเทาซีด เนี่ยเทียนตกใจ หันขวับไปมองก็พบว่าเปลวเพลิงสี เทาซีดแทบไม่ต่างจากที่เขาเคยได้มาจากจุดลึกของ เทือกเขาฝังเลือดและมอบให้กับหลี่หลางเฟิง “เป็นฝีมือของสำนักศพฟ้าจริงๆ ด้วย!” เขากระจ่าง แจ้งทันควัน จุดที่ห่างไกลเปลี่ยวร้างแห่งหนึ่งของสนามรบสุ้ยเมี่ย ที่กำลังระเบิดออก มีหินประหลาดก้อนหนึ่งลอย ขึ้นมา “เปรี๊ยะ!”
ก้อนหินระเบิดแตก ผู้เฒ่าร่างผอมแห้งคนหนึ่งที่พุ่ง ออกมาปราณศพเข้มข้นมองดูคล้ายคน แต่ก็คล้าย ศพผีเช่นกัน “เฟิงเป่ยหลัว!” เขาร้องตะโกนอย่างเดือดดาล เสียงนั้นเหมือนดังไป ถึงห้วงมิติบางแห่งที่ไม่มีใครรู้ “ฟิ้ว!” เฟิงเป่ยหลัวเจ้าสำนักศพฟ้าคนปัจจุบันพลันบิน ออกมาจากจุดแสงห้วงมิติที่ลึกลับจุดหนึ่ง เฟิงเป่ยหลัวสีหน้าห่อเหี่ยว ก่อนจะหันไปโค้งตัว คารวะอย่างที่ผู้น้อยควรทำต่อผู้อาวุโส ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 39 บทที่ 1164 คลี่คลาย
“อาจารย์อา” เฟิงเป่ยหลัวก้มหน้า สีหน้าจนใจ ผู้เฒ่าที่ผอมแห้งราวศพผีคนนั้นมีขนสีขาวขึ้นเต็มตัว คล้ายลิงขาวผอมแห้งตัวหนึ่ง ดวงตาของเขามีเปลว เพลิงซีดขาวไหวระริก เห็นได้ชัดว่านั่นก็คือไฟพิษศพ ที่เฟิงเป่ยหลัวเคยพูดถึง ความรู้สึกที่ผู้เฒ่าประหลาดมอบให้กับคนมอง คล้ายคลึงกับหันอวี้อยู่หลายส่วน หันอวี้ไม่ใช่ทั้งคนและไม่ใช่ทั้งปีศาจ เขาผสานรวม ร่างกับดอกไม้ดวงตาปีศาจ ร่างกายเป็นสื่อกลาง ระหว่างภูตผีปีศาจและเผ่ามนุษย์
ผู้เฒ่าประหลาดที่ถูกเฟิงเป่ยหลัวเรียกว่า “อาจารย์ อา” ผู้นี้ก็คล้ายร่างที่ผสมผสานกันระหว่างศพผีกับ เผ่ามนุษย์ ไม่ใช่ทั้งคน แล้วก็ไม่ใช่ทั้งศพ เขามีเรือนกายคล้ายศพผี แต่ดวงตากลับแวววาวมี ชีวิตชีวา ไม่ได้อยู่ในสภาะทึ่มทื่ออย่างศพผี เขายังมีคลื่นพลังจิตวิญญาณที่เด่นชัดมากเป็นพิเศษ สามารถพูดคุย สามารถต่อสู้ สามารถร่ายใช้คาถา วิเศษได้มากมาย “ชวีอี้จากลัทธิจิตตวิสุทธิ์เข้ามาป่วนเรื่องดีๆ ของข้า จนพังป่นปี้!” ผู้เฒ่าประหลาดสบถด่า “ร่างแยก วิญญาณที่ข้าตั้งใจทิ้งไว้ในหัวกะโหลกของสัตว์ยักษ์ มวลดาราถูกเขาทำลายทิ้งไปแล้ว” “ชวีอี้!”
เฟิงเป่ยหลัวขมวดคิ้ว สีหน้าเปลี่ยนมาเป็น เคร่งเครียด ตวาดกร้าว “หากเป็นชวีอี้จริงๆ ก็ไม่ ควรอยู่ที่นี่ต่อ! อาจารย์อา รีบหนีไปกับข้าเถอะ!” ผู้เฒ่าประหลาดที่ไม่ใช่ทั้งผีและไม่ใช่ทั้งคนบริภาษ เสียงขรม “ทำไมพวกเจ้าถึงไม่คิดหาวิธีจัดการกับชวี อี้ผู้นั้น? ไม่ใช่ว่าพวกเจ้าวางแผนมาเป็นดิบดีถึงทำให้ จี้ชางจากพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวไปหลงอยู่ ในทางช้างเผือกลึกล้ำไม่เป็นที่รู้จักจนยังไม่สามารถ หวนคืนกลับมาได้อย่างนั้นหรือ?” “จี้ชางไม่เหมือนกับชวีอี้” เฟิงเป่ยหลัวเริ่มหงุดหงิด “ชวีอี้ครอบครองกระจกมิติมายา สามารถบุกตะลุย ไปทั่วทางช้างเผือกและดินแดนต่างๆ ทั้งยังสามารถ เข้าออกพื้นที่ห้วงมิติปั่นป่วนได้ตามใจชอบ บนโลกนี้ อาจมีคนเอาชนะชวีอี้ได้ ซึ่งจี้ชางคือคนที่มี ความสามารถนั้น”
“แต่คิดจะกักตัวชวีอี้ไว้ ทำให้เขาหายตัวไปในทาง ช้างเผือกลึกลับกลับแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย” “จี้ชางทำไม่ได้ พวกเราทำไม่ได้ คนอื่นๆ ก็ทำไม่ได้ เหมือนกัน” ผู้เฒ่าประหลาดของสำนักศพฟ้ายังคิดจะพูดต่อ แต่ จู่ๆ กลับร้องอึกอักอยู่ในลำคอ ไฟพิษศพที่อยู่ในจุดลึกของดวงตาเขาพลันเปลี่ยนมา เป็นหม่นแสง “ไป!” เฟิงเป่ยหลัวไม่กล้ารีรออีกต่อไป กระชากผู้เฒ่า ประหลาดคนนั้นพุ่งหายเข้าไปในจุดแสงห้วงมิติที่ ลึกลับด้วย จุดแสงเปล่งประกายวูบวาบอยู่อีกไม่กี่ทีก็หายวับไป อย่างไร้ร่องรอย จากนั้นไม่นาน
กระจกมิติมายาก็พลันเผยตัว ชวีอี้เจ้าลัทธิจิตต วิสุทธิ์เดินก้าวออกมาจากในกระจก “ที่นี่แหละ!” กระจกมิติมายาสาดสะท้อนไปทั่วทุกทิศทาง ชวีอี้แผ่ พลังที่แข็งแกร่งออกไปรับสัมผัสก็ยังรับรู้ได้ถึงการ ดำรงอยู่ของปราณไฟพิษศพและพลังศพ “ทั้งสองคนล้วนมีพลังศพที่ทั้งเข้มข้นและบริสุทธิ์ หนึ่งในนั้นคือเฟิงเป่ยหลัว อีกคนหนึ่งคือใครกัน นะ?” ชวีอี้ครุ่นคิด “สัมผัสได้ถึงการมาของข้า จึง หนีไปก่อน พวกเขาจากไปโดยไม่คิดจะสนใจศีรษะ ของสัตว์ยักษ์มวลดารานั่นอีกหรือ?” ตรงจุดศูนย์กลางของศีรษะสัตว์ยักษ์มวลดารา มือทั้งคู่ของเนี่ยเทียนกดลงไปบนท่อนกระดูก เมื่อใช้ การผสานรวมพลังชีวิต แก่นเลือดแต่ละหยดของเขา ก็ลุกไหม้เผาผลาญไปไม่หยุด
เขาบังเกิดความรู้สึกมหัศจรรย์เหมือนได้กลายร่าง เป็นสัตว์ยักษ์มวลดารายุคดั้งเดิมตัวหนึ่งที่อาละวาด ไปทั่วทางช้างเผือก เพราะร่างแยกวิญญาณที่ผู้เฒ่าประหลาดคนนั้นทิ้ง ไว้ให้ควบคุมที่แห่งนี้ถูกชวีอี้สังหารทิ้ง วิญญาณร้าย มากมายที่มารวมตัวกันจึงคล้ายจะสูญเสียการ ควบคุมกะทันหัน “อู้ๆๆ!” เสี้ยววิญญาณของวิญญาณร้ายส่วนใหญ่ล้วนถูก ท่อนกระดูกที่เนี่ยเทียนครอบครองดูดซับเอาไป กลับเป็นวิญญาณร้ายที่อยู่ในหัวสมองของสัตว์ยักษ์ มวลดาราเบื้องล่างเสียอีกที่ยิ่งลดน้อยลงไปเรื่อยๆ “กร้วมๆๆ!” พลันมีเสียงเคี้ยวที่ทำให้คนขนลุกขนพองดังเข้าหู เนี่ยเทียนจากที่ไกลแสนไกล
บางครั้งเนี่ยเทียนยังได้ยินเสียงเรือนกายหินของ มนุษย์หินสายเลือดระดับสิบถูกบดขยี้ดังมาแว่วๆ ด้วย ไม่รู้ว่าทำไม แม้จะมองไม่เห็น แต่เนี่ยเทียนกลับยังรู้ ได้ว่าต้าจุนมนุษย์หินสายเลือดระดับสิบคนนั้นก็คือ หนึ่งในเครื่องเซ่นไหว้ ซึ่งถูกคนที่แข็งแกร่งที่สุดของ สำนักศพฟ้านำมาพลีชีพเพื่อหมายจะชุบหลอมสัตว์ ยักษ์มวลดารา “ทั้งน่าสงสารและน่าเศร้า ทุกคนล้วนถูกหลอกใช้” เนี่ยเทียนถอนหายใจเบาๆ อยู่ในใจ เขาปลดปล่อย สายเลือดแห่งชีวิตของตัวเองออกมา เลือดลมของ เขาเป็นเหมือนเข็มขัดที่รัดพันเขาและท่อนกระดูกไว้ ด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบ “ฟิ้ว!”
ชวีอี้ย้อนกลับมายืนอยู่บนอากาศเหนือเนี่ยเทียนอีก ครั้ง “เนี่ยเทียน มีวิธีที่จะขัดขวางไม่ให้แสงสายรุ้งพวก นั้นรั่วไหลออกมาหรือไม่?” ชวีอี้กล่าวอย่างลังเล “ขอแค่ไม่มีเลือดลมของสัตว์ยักษ์มวลดาราแทรก ซอนเข้าไปยังทะเลเลือดลมของพวกต้าจุนชนต่าง เผ่าเพิ่มเติม พวกเขาก็จะค่อยๆ คืนสติกลับมา คน ของสำนักศพฟ้าสองคนที่แอบสร้างเรื่องอย่างลับๆ ได้ถอยหนีไปแล้ว” แม้ว่าจะเป็นถึงเจ้าลัทธิจิตตวิสุทธิ์ผู้สูงส่ง และเป็นผู้ ที่เชี่ยวชาญเวทลับห้วงมิติมากที่สุดในโลก แต่ชวีอี้ก็ ยังคงไม่รู้ว่าจะขัดขวางไม่ให้สัตว์ยักษ์มวลดาราที่ ตายไปแล้วฟื้นคืนชีพกลับมาในช่วงเวลาสั้นๆ แผ่ เลือดลมของมันออกมาอย่างไร
ทว่าท่อนกระดูกของเนี่ยเทียนกลับสามารถสื่อสาร กับมันได้ แน่นอนว่าเขาย่อมฝากความหวังไว้ที่ ตัวเนี่ยเทียน “ข้าจะลองดู” เนี่ยเทียนกำท่อนกระดูกไว้แน่น รวบรวมกระแสจิต วิญญาณเข้าไปในท่อนกระดูก พยายามสื่อสารกับ จิตสำนึกที่เก่าแก่แต่กลับน้อยนิดที่อยู่ด้านใน เขาสัมผัสได้ว่ายิ่งมีวิญญาณร้ายมารวมกันมาก เท่าไหร่ จิตสำนึกกลุ่มนั้นก็ยิ่งแข็งแกร่งอย่างรวดเร็ว มากขึ้นเท่านั้น ทว่ายังอยู่ห่างไกลเกินกว่าที่จิตสำนึกกลุ่มนั้นจะ กลับคืนมาเป็นปกติดังเดิม “พรวดๆๆ!” จู่ๆ ก็มีสายฟ้าสีรุ้งสาดยิงออกมาจากท่อนกระดูก ของสัตว์ยักษ์มวลดาราที่อยู่ด้านนอก
เรื่องมหัศจรรย์พลันเกิดขึ้น! เห็นเพียงว่าผลึกใสสีรุ้งมากมายที่อยู่ในจุดลึกของ ทะเลเลือดลมเข้มข้นของต้าจุนชนต่างเผ่าและเผ่า วิญญาณโบราณเหมือนถูกดึงดูดจึงพากันหลุด ออกไปจากทะเลเลือดลมของพวกเขา ผลึกใสกลายมาเป็นกรวดทรายสีรุ้งที่ทยอยกันหาย วับเข้าไปในร่างของสัตว์ยักษ์มวลดารา สัตว์ยักษ์มวลดาราที่เกรี้ยวกราด สร้างความเสียหาย ทำให้สนามรบสุ้ยเมี่ยปริแตก เกิดการเปลี่ยนแปลง พลิกฟ้าพลิกดินกลับค่อยๆ เปลี่ยนมาเป็นสงบนิ่ง เนื่องด้วยการหนีไปของผู้เฒ่าประหลาดสำนักศพฟ้า และเพราะวิญญาณร้ายส่วนใหญ่ถูกท่อนกระดูกของ เนี่ยเทียนดูดซับเอาไว้ บวกกับที่เนี่ยเทียนได้สื่อสาร กับท่อนกระดูก
สัตว์ยักษ์มวลดาราที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ดิน ไม่ยินดีกลาย มาเป็นทาส ไม่ต้องการฟื้นคืนชีพกลับมาในเวลา สั้นๆ แล้วถูกบังคับให้กลายมาเป็นศพฟ้าก็คล้ายจะ ได้รับสิทธิ์ในการเป็นผู้ควบคุมกลับมาอีกครั้ง มันยินดีที่จะนอนหลับไปอย่างยาวนาน รอเวลานับ ล้านปีผ่านไป รอให้เจอโอกาสอื่นๆ ที่เหมาะสม มากกว่าที่จะฟื้นคืนชีพมาตอนนี้ มันจึงเป็นฝ่ายรวบรวมเอาพลังเลือดลมของมันที่ถูก บังคับให้แพร่กระจายออกไปกลับคืนมา ผลึกใสหลากสีสาดเทลงบนร่างของมันราวกับสาย ฝน ทยอยกันจมหายไปบนกายมันราวกับหยดน้ำที่ จมหายไปในมหาสมุทร มันที่โผล่ออกมาจากพื้นดินที่ปริแตกออกเป็นเสี่ยงๆ เพียงน้อยนิด ยังไม่เผยกายอย่างเต็มตัวค่อยๆ มุดลง
ไปใต้ดินของสนามรบสุ้ยเมี่ย กลับเข้าไปอยู่ในใต้ดิน ที่เย็นมืดเงียบเหงาอีกครั้ง หยวนหมอต้าจุนแห่งเผ่าภูตผีปีศาจผ่อนลมหายใจ ออกมาหนึ่งที ลมหายใจของเขาเป็นเหมือนก้อนเมฆ สีม่วงที่ลอยอวลขึ้นฟ้า ท่ามกลางก้อนเมฆสีม่วงเหล่านั้นมีเปลวเพลิงและ สายฟ้าท่วมพลุ่งพล่าน แล้วก็มีพลังศพ ไฟพิษ หลงเหลืออีกเพียงเล็กน้อยซึ่งกำลังสลายจางไป พร้อมเสียงดัง “เปรี๊ยะๆ” เรือนกายใหญ่โตราวขุนเขาหลังจากสายเลือดหวน คืนสู่บรรพบุรุษของหยวนหมอต้าจุนหดเล็กลงอย่าง รวดเร็ว ไม่นานนักเขาก็กลับคืนมามีรูปร่างเป็นภูตผีปีศาจ หนุ่มชั้นสูงที่หน้าตาหล่อเหลาสง่างาม สวมอาภรณ์ หรูหราอีกครั้ง
“สำนักศพฟ้าพยายามจะหลอมสัตว์ยักษ์มวลดารา ให้เป็นศพฟ้าที่แข็งแกร่งที่สุด เพื่อใช้มันมาสร้าง ความวุ่นวายให้กับแต่ละเผ่าพันธุ์” ดวงตาของหยวน หมอต้าจุนกลับคืนสู่ความมีสติทีละน้อย เขาขมวด คิ้วพึมพำอยู่กับตัวเอง “แม้แต่ข้าที่เนื่องจากต่อสู้มา ยาวนาน พอไม่ทันระวังก็ยังถูกเลือดลมของสัตว์ ยักษ์มวลดาราสร้างพลังกำราบได้” เสวียนหมิงต้าจุน คูกู่ต้าจุนและต้าจุนหลายท่านของ ชนต่างเผ่า รวมไปถึงฉาเท่อเหวยเค่อเทพยักษ์ค้ำฟ้า ก็ล้วนค่อยๆ มีสติกลับคืนมา ในที่สุดการต่อสู้ที่ดำเนินมาอย่างยาวนานก็ยุติลง ยังดีที่การต่อสู้ระหว่างต้าจุนและแดนเทพเจ้าไม่ สามารถได้ข้อสรุปในเวลาสั้นๆ ต้าจุนและแดนเทพ เจ้าทั้งหลายที่แม้จะได้รับบาดเจ็บในระดับที่ต่างกัน แต่กลับไม่มีใครตาย
“เนี่ยเทียน!” จู่ๆ โม่เหิงก็คำรามขึ้นมา ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 39 บทที่ 1165 โชควาสนา
เงาร่างของเนี่ยเทียนค่อยๆ จมลงไปเบื้องล่างตาม ศีรษะใหญ่ยักษ์ของสัตว์ยักษ์มวลดารา กระดูกท่อนนั้นยังคงรวบรวมซากวิญญาณมาจากใน หัวกะโหลก เขาที่ร่ายใช้การผสานรวมชีวิตจนกลายมาเป็นร่าง เดียวกับท่อนกระดูก รักษาความเชื่อมโยงกับท่อน กระดูกเอาไว้กำลังจมลึกลงไปยังพื้นดินดำมืดเย็น เยียบของสนามรบสุ้ยเมี่ยตามหัวใหญ่ยักษ์ของสัตว์ ยักษ์มวลดารา “อู้ๆๆ!”
พลังงานฟ้าดินหลากหลายและเลือดลมที่ปะปน อย่างซับซ้อนไหลเชี่ยวกรากทำให้ก้อนหินปริแตก และจมลงไปเบื้องใต้ หลังจากที่โม่เหิงตะโกนขึ้นมาเขาก็เก็บกายธรรม แห่งเทพแล้วไล่ตามเนี่ยเทียนลงไป เขานึกว่าเนี่ยเทียนถูกหัวของสัตว์ยักษ์มวลดารา กลืนกินเข้าไปแล้วจริงๆ ชวีอีแห่งลัทธิจิตตวิสุทธิ์สีหน้าเหยเก ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก็เอ่ยขึ้นเบาๆ “น้องโม่!” โม่เหิงหยุดกึก หันมามองเขาอย่างไม่เข้าใจ ยามนี้จีหยวนฉวน เย่เหวินฮ่น เจ้าสำนักไฟ เจ้า สำนักไม้ของสำนักห้าธาตุ รวมไปถึงเทพยักษ์ค้ำฟ้า ต้าจุนหลายคนของชนต่างเผ่าต่างก็มองเห็นถึงความ ผิดปกติ
มีแถบพลังงานกลุ่มหนึ่งที่ปะปนไปด้วยแสงสีรุ้งและ ล้อมวนด้วยปราณศพเข้มข้นแบ่งพื้นที่ที่พวกเขาอยู่ กับจุดที่สัตว์ยักษ์มวลดาราจมลึกลงไปให้แยกออก จากกัน แถบพลังงานนั้นไม่ใช่สิ่งที่ชนต่างเผ่าและเผ่า วิญญาณโบราณจะเข้าไปใกล้ได้เลย หาไม่แล้วพวกเขาก็จะได้รับผลกระทบจากเลือดลม ที่สัตว์ยักษ์มวลดาราปลดปล่อยออกมาแล้วตกสู่ สภาวะบ้าคลั่งอีกครั้ง ปราณศพประหลาดอย่างถึงที่สุดนั้นก็มีพลังสร้าง ผลกระทบที่รุนแรงต่อแดนเทพเจ้าของเผ่ามนุษย์ เช่นกัน ราวกับว่าหากจมสู่ปราณนั้น หรือมีปราณศพโชยมา โดนก็จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่กับพวก เขา
ด้วยเหตุนี้พวกแดนเทพเจ้าและต้าจุนของชนต่างเผ่า จึงได้แต่มองแถบพลังงานด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ไม่มี ใครบุ่มบ่ามลงมือ มีเพียงเนี่ยเทียนที่ถือกระดูกท่อนนั้นเท่านั้นที่ค่อยๆ จมลึกลงไปในพื้นที่ประหลาดทีละนิดพร้อมๆ กับหัว ของสัตว์ยักษ์มวลดารา “เจ้าเด็กเนี่ยเทียนผู้นี้เจอโชควาสนาอีกครั้งหนึ่ง แล้ว” ชวีอี้อธิบาย โม่เหิงต่อสู้กับหยวนหมอต้าจุนมานาน พลังวิญญาณ ที่กว้างใหญ่ไพศาลของเขาถูกเผาผลาญไปมาก พลัง จิตวิญญาณเองก็เสียหายใหญ่หลวงเช่นกัน อีกทั้ง ก่อนหน้านี้เขายังต้องรับมือกับหยวนหมอต้าจุนที่ คลุ้มคลั่งอย่างเหนื่อยล้า
แล้วก็ด้วยเหตุนี้ เขาถึงไม่ทันได้สังเกตเห็นเหตุการณ์ ผิดปกติต่างๆ รวมไปถึงการสื่อสารระหว่างเนี่ยเทียน กับสัตว์ยักษ์มวลดารา พอได้ฟังชวีอี้อธิบาย ดวงตาของโม่เหิงก็เป็น ประกายน้อยๆ กล่าวว่า “เจ้าจะบอกว่า สัตว์ยักษ์ มวลดาราตัวนั้นมอบโชควาสนาให้กับเขารึ?” ชวีอี้พยักหน้ารับ “สามารถพูดได้ว่าหายนะในสนาม รบสุ้ยเมี่ยครั้งนี้ล้วนคลี่คลายได้ก็เพราะเขาและอูจี้ อาจารย์ของเขา หากไม่ได้อาจารย์ของเขาที่เห็น ปัญหาล่วงหน้า พวกเราก็ไม่มีทางเตรียมการรับมือ ไว้ก่อน หากไม่มีเนี่ยเทียนที่สื่อสารกับเศษซาก ความคิดของสัตว์ยักษ์มวลดารา ทำให้มันเก็บเอา ผลึกสายเลือดที่ทำให้ต้าจุนแต่ละคนเสียสติกลับคืน ไป ผลที่ตามมาคงเลวร้ายจนเกินจะคาดคิด” “เนี่ยเทียน!”
“บุตรแห่งดวงดาวคนที่เจ็ดของพระราชวังโบราณ สะเก็ดดาวที่เคยต่อสู้กับเอ้าเฟยลี่หย่าน่ะหรือ?” “เพราะเขา พวกเราถึงได้คืนสติ?” “บุตรแห่งดวงดาวคนที่เจ็ด!” พริบตานั้นพวกต้าจุนของชนต่างเผ่าและเทพยักษ์ค้ำ ฟ้าต่างก็ตกตะลึงไปกับคำพูดของชวีอี้ ดวงตาโชนประกายแสงคมกริบหลายคู่ล้วนหันมา จับจองเนี่ยเทียนที่จมลงไปด้านล่างจนเกือบจะมอง ไม่เห็นเรือนกายของเขาแล้ว ก่อนหน้าที่จะมาที่นี่ พวกแดนเทพเจ้าและเหล่าต้า จุนล้วนคาดไม่ถึงว่าตัวเองจะติดร่างแหซวยไปด้วย ใครจะไปคาดคิดได้ว่าคนของเผ่ามนุษย์หินจะใช้ วิธีการเซ่นสังเวยชั่วช้า ใช้วิชาลับของสำนักศพฟ้ามา รวบรวมศพผีและวิญญาณร้ายนับไม่ถ้วนของ เทือกเขาฝังเลือด พยายามจะชุบหลอมสัตว์ยักษ์
มวลดาราที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ดินให้กลายเป็นศพฟ้าที่ แข็งแกร่งที่สุด? ใครจะคาดเดาได้ว่า เพียงแค่พลังเลือดลมของสัตว์ ยักษ์มวลดาราที่ยังไม่ฟื้นตื่นอย่างแท้จริงก็ทำให้พวก เขาบ้าคลั่งเสียสติได้แล้ว? ต้าจุนของชนต่างเผ่าหลายคนจมอยู่ในอาการคิด หนัก “สัตว์ยักษ์มวลดาราของยุคดั้งเดิม…” พวกต้าจุนที่อยู่เบื้องหน้าเหล่านี้ล้วนมีอายุขัยแค่ หลายแสนปีเท่านั้น เรื่องลับที่เกิดขึ้นในยุคดั้งเดิม พวกเขาเองก็ไม่เคยประสบกับตัวเองมาก่อน เพียงแต่ว่าความทรงจำที่หยั่งรากลึกและในจุดลึก ของสายเลือดพวกเขาทำให้เกิดความหวาดกลัว อย่างลึกล้ำต่อสัตว์ยักษ์มวลดารา ความลับมากมายเกี่ยวกับสัตว์ยักษ์มวลดาราและ เรื่องที่พวกมันสูญพันธ์ได้อย่างไรเริ่มจางหายไปจาก
จุดลึกของทางช้างเผือก ขนาดพวกเขาที่เป็นถึงต้า จุนก็ยังไม่รู้อย่างชัดเจนนัก ตอนนี้เพียงแค่สัตว์ยักษ์มวลดาราตัวเดียวที่ตายไป นานแล้วหลายปี ทั้งยังไม่ฟื้นตื่นอย่างเต็มที่กลับ สามารถควบคุมสายเลือดของพวกเขา จนพวกเขา เกือบจะวิปลาสไปแล้ว พวกเขาแต่ละคนจึงเริ่มให้ความสำคัญกับสัตว์ยักษ์ มวลดาราที่เคยเป็นจอมเผด็จการในยุคดั้งเดิมอย่าง จริงจัง ครุ่นคิดกับตัวเองว่ารอกลับไปถึงตระกูล เมื่อไหร่จะต้องไปหาอ่านตำราที่เก่าแก่ที่สุดและใช้ วิธีการต่างๆ มาไขความลับของสัตว์ยักษ์มวลดารา อย่างละเอียด “โม่เหิง” หยวนหมอต้าจุนที่กลับคืนร่างมาเป็นภูตผีปีศาจ ชั้นสูงก้าวออกมาก้าวหนึ่ง มาหยุดยืนอยู่ท่ามกลาง
ความว่างเปล่าเบื้องหน้าโม่เหิง ดวงตาที่เป็นดั่งผลึก ใสสีม่วงของเขามองมาด้วยสายตาลึกล้ำ “ศึก ระหว่างเจ้าและข้า แม้เจ้าจะแพ้ แต่ก็แพ้อย่าง สมเกียรติ ข้าเอาชนะเจ้าได้ก็จริง แต่หากคิดจะ สังหารเจ้า กลับไม่ง่ายขนาดนั้น พระราชวังโบราณ สะเก็ดดาวของพวกเจ้าไม่ธรรมดาเลยจริงๆ” โม่เหิงโค้งตัวคารวะอีกฝ่ายพลางเอ่ยอย่างถ่อมตัว “ต้าจุนเกรงใจเกินไปแล้ว” สายตาของหยวนหมอต้าจุนกวาดมองไปตามร่าง ของพวกแดนเทพเจ้าเผ่ามนุษย์ทีละคน ครู่ใหญ่ เขาถึงเป็นฝ่ายกล่าวว่า “ลากันตรงนี้ล่ะ” “ฟิ้ว!” จากนั้นเขาก็กลายร่างเป็นสายฟ้าสีม่วงเส้นหนึ่งที่ บินออกไปจากจุดลึกของสนามรบสุ้ยเมี่ยที่ตอนนี้ กลายมาเป็นซากปรักหักพัง
ตามหลังเขาก็คือต้าจุนชนต่างเผ่าคนที่เหลือซึ่ง ทยอยกันจากไปด้วยสีหน้าปั้นยาก “การต่อสู้ของฝ่ายอื่นๆ ก็น่าจะยุติลงแล้ว หากยังไม่ ยุติ ข้าจะทำให้พวกเขาหยุดเอง” ชวีอี้จากลัทธิจิตต วิสุทธิ์นิ่งคิดไปชั่วครู่ก็ควบคุมกระจกมิติมายาแล้ว หายตัวไป จีหยวนฉวนและเย่เหวินฮั่นหันมามองตากัน ก่อนที่ คนทั้งสองจะเปิดรอยแยกห้วงมิติเส้นหนึ่งออกแล้ว หายตัวไปจากตรงนั้น กลางหุบเขาที่แดนเอตทัคคะอย่างพวกเว่ยไหล โต้ว เทียนเฉิน โหลวหงแยนและโหวชูหลันอยู่ เนื่องจากผลึกใสสายรุ้งที่แทรกซอนเข้าไปยังทะเล เลือดลมของมหาราชาแต่ละท่านจางหายไป พวก เขาจึงฟื้นคืนสติและหลุดพ้นจากการเป็นทาสของ สัตว์ยักษ์มวลดารา
ทว่าการต่อสู้ที่เดิมทีควรยุติกลับยังไม่หยุดลง ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าก่อนหน้านี้ตอนที่มหาราชา เผ่าภูตผีปีศาจและเผ่าอสูรกายมาถึงที่นี่ได้ถูกแดน เอตทัคคะ และเทพบุตร เทพธิดาสังหาร นอกจากนี้หลังจากที่สงครามดำเนินไปอย่าง ยาวนาน ทางฝ่ายมนุษย์ก็มีแดนเอตทัคคะตายไป เช่นกัน ไม่เหมือนกับการเข่นฆ่าระดับแดนเทพเจ้าและต้า จุนในจุดลึกของสนามรบสุ้ยเมี่ย การต่อสู้ระหว่าง แดนเอตทัคคะและมหาราชาสามารถมีคนบาดเจ็บ และล้มตายได้ในเวลาสั้นๆ เมื่อมีคนบาดเจ็บและล้มตายเกิดขึ้น จึงเป็นเหตุให้ ถึงแม้พวกชนต่างเผ่าและเผ่าวิญญาณโบราณจะคืน สติแล้ว ทว่าพอเห็นคนในเผ่าตัวเองตายไปก็ยังยาก ที่จะรามืออยู่ดี
“ฟิ้ว!” ชวีอี้เผยกายกะทันหัน “อ๊าก!” มีต้าจุนชนต่างเผ่าผู้หนึ่งส่งเสียงร้องคำรามดังสนั่น หวั่นไหว ในเสียงนั้นคือคำสั่งที่บอกให้ฝั่งของชนต่าง เผ่าถอยทัพ การมาถึงของชวีอี้และคำสั่งจากพวกต้าจุนทำให้ พวกคนที่ยังต่อสู้กันอยู่ยอมรามือในที่สุด ชนต่างเผ่า เผ่าวิญญาณโบราณและมังกรยักษ์เริ่ม ทยอยกันเก็บศพของคนในเผ่าที่ตายกลับไป หมาย จะออกไปจากสนามรบสุ้ยเมี่ยให้ได้โดยเร็วที่สุด ขอแค่หัวใจของมหาราชาระดับเก้าไม่ระเบิดแตก ไม่ได้ตายไปอย่างแท้จริง พวกเขาก็ล้วนมีโอกาสฟื้น คืนชีพกลับมาได้ใหม่
มหาราชาหลายท่านที่ตายไปมีเกินครึ่งที่หัวใจยังอยู่ รอให้กลับไปถึงตระกูลแล้วก็ยังสามารถอาศัยเลือด ลมของคนในเผ่ามาสร้างเลือดเนื้อขึ้นมาใหม่และ กลับมามีชีวิตได้อีกครั้ง ด้านเผ่ามนุษย์เองก็เป็นเช่นเดียวกัน วิญญาณไม่ดับ ร่างกายตายไป ยังมีโอกาสไปจุติ กลับมาฝึกตนใหม่ “เจ้าลัทธิ เกิดอะไรขึ้นในจุดลึกของสนามรบสุ้ยเมี่ย กันแน่” ฉีเหลียนซานจากลัทธิจิตตวิสุทธิ์อดซักถาม ไม่ไหว “สงคราม ยุติแล้วหรือ?” “ยุติแล้ว” ชวีอี้พยักหน้า “เพราะว่าเนี่ยเทียนและอู จี้อาจารย์ของเขา หายนะที่เกือบจะเกิดขึ้นจึงสิ้นสุด ลงก่อนกำหนด” “เนี่ยเทียน เนี่ยเทียนล่ะ?” เหยียนจั้นถามอย่างร้อน ใจ
———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 39 บทที่ 1166 พัฒนารอบด้าน!
ใจกลางสนามรบสุ้ยเมี่ย แผ่นดินสั่นสะเทือน หัวกะโหลกใหญ่ยักษ์ของสัตว์ ยักษ์มวลดาราจมหายเข้าไปในจุดลึกใต้ดินที่ปริแตก วงแสงพลังงานพร่างพราวซึ่งปะปนไปด้วยพลังศพ และเลือดลมคล้ายพรมสีรุ้งที่ปูแผ่ไปทั่วผืนแผ่นดินที่ แตกระแหง “อู้ๆๆ!” พลังงานฟ้าดินหลากหลายชนิดที่ล้อมวนอยู่ในจุดลึก ของสนามรบสุ้ยเมี่ยพากันบินไปรวมที่วงแสงพร่าง พราว
ต้าจุนและแดนเทพเจ้าแต่ละท่านที่อยู่ท่ามกลาง ความว่างเปล่าบิดเบือนได้พากันรีบร้อนจากไปนาน แล้ว มีเพียงคนสามคนที่ยังปักหลักอยู่กลางอากาศสูง ลู่อวี่ซินเจ้าสำนักไม้และเส้าเทียนหยางเจ้าสำนักไฟ รวมไปถึงโม่เหิงผู้อาวุโสใหญ่ของพระราชวังโบราณ สะเก็ดดาว ลู่อวี่ซินและเส้าเทียนหยางล้วนเป็นแดนเทพเจ้าช่วง ท้าย คือผู้พิชิตของหนึ่งสำนักในสำนักห้าธาตุ เป็น บุคคลที่มีชื่อเสียงมาหลายหมื่นปีแล้ว เมื่อเทียบกับพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นขอบเขต ชื่อเสียง หรือบารมี โม่เหิงก็ล้วนด้อยกว่าระดับหนึ่ง ทว่าหลังจากที่โม่เหิงเปิดศึกกับหยวนหมอต้าจุน กลับไม่มีใครกล้าดูถูกเขา และดูถูกพระราชวัง โบราณสะเก็ดดาวอีก
—แม้ว่าจี้ชางจะยังไม่กลับมาก็ตาม โม่เหิงดึงสายตากลับมาจากเบื้องล่าง ก่อนจะหันมา มองลู่อวี่ซินและเส้าเทียนหยางอย่างคลางแคลงใจ “พวกท่านสองคน?” เรือนกายของเส้าเทียนหยางเหมือนเปลวเพลิงกลุ่ม หนึ่งที่ลุกท่วมอยู่ตลอดกาล ดินแดนเทพเจ้าที่เป็น ของจริงของเขาหดเล็กลง ทำให้ยากที่จะเห็นโฉม หน้าที่แท้จริงของเขาได้ “เนี่ยเทียนเจ้าเด็กคนนี้มีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งกับ สำนักห้าธาตุของเรา” เสียงของเส้าเทียนหยางทรง พลัง “เขาเคยช่วยหวงจินหนัน ลูกศิษย์ของข้า ยัง มีนังหนูโหว ลู่เจี้ยเฟิงเองก็ผ่านเคราะห์ในดินแดน สวรรค์ทมิฬมาได้เพราะเขา”
ลู่อวี่ซินแห่งสำนักไม้เอ่ยแทรกว่า “คราวนี้พวกต้า จุนของชนต่างเผ่าสามารถฟื้นคืนสติได้อย่างรวดเร็ว เขาเองก็มีคุณความชอบที่มิอาจปฏิเสธได้” พอได้ยินพวกเขากล่าวเช่นนี้ โม่เหิงถึงวางใจลงได้ รู้ แล้วว่าพวกเขาไม่ได้มีเจตนาร้ายอะไร “แต่ว่า…” เส้าเทียนหยางพลันเปลี่ยนหัวข้อ “แต่ว่า ต้นกำเนิดทางสายเลือดของเขาทำให้ข้าตะลึงและ แปลกใจอย่างยิ่ง ในเมื่อท่อนกระดูกที่เขาได้ ครอบครองเป็นของสัตว์ยักษ์มวลดาราอีกตัวหนึ่ง แล้วทำไมเขาถึงสามารถชุบหลอมมันได้? เจ้าเป็นผู้ อาวุโสใหญ่ของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว ตอนที่ เจ้ากลับไปถึงสำนักคงจะเคยตรวจสอบสายเลือด ของเขามาก่อนกระมัง?” ลู่อวี่ซินเอ่ยขึ้นเบาๆ “โม่เหิง เจ้ารู้หรือไม่ว่าที่มาของ สายเลือดเขาคืออะไร?”
“ตอนนี้ยังไม่รู้” โม่เหิงส่ายหน้าด้วยสีหน้าเฉยชา “สายเลือดของเขามาจากที่ไหน สำคัญกับพวกท่าน นักหรือ?” “บางทีอาจจะไม่สำคัญกับพวกเราสักเท่าใด แต่คน อื่นอาจจะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้” ลู่อวี่ซินกล่าว “คนอื่น?” โม่เหิงขมวดคิ้ว “ใครกัน?” “ในใจเจ้าย่อมรู้ดี” ลู่อวี่ซินถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะ กล่าวขึ้นว่า “ช่างเถอะ มีเจ้ารออยู่ที่นี่ เขาก็ไม่น่าจะ เป็นอะไร ชวีอี้เองก็บอกแล้วว่านี่คือโชควาสนาครั้ง หนึ่งของเขา พวกเราคงไม่เสียเวลารอปกป้องเขา แล้วล่ะ” สุดท้ายเส้าเทียนหยางก็กล่าวว่า “ความมหัศจรรย์ ของสายเลือดเขา เจ้าจงใคร่ครวญดูเอาเองเถอะ” จากนั้นเจ้าสำนักไฟและเจ้าสำนักไม้ก็บอกลาแล้วพา กันไปหาคนในสำนักพวกเขาที่โชคดีรอดชีวิต
“หรือว่าพวกเขาสองคนมองออกถึงปัญหา?” ขณะที่ เหลือโม่เหิงอยู่ที่นี่เพียงลำพัง เขาจึงพึมพำกับตัวเอง “สุดท้ายแล้วกระดาษก็ห่อไฟไม่อยู่ หากวันหนึ่งต้น กำเนิดทางสายเลือดของเจ้าถูกเปิดเผยจริงๆ ข้าควร จะทำอย่างไรดี?” เขาจมสู่ความสับสนอันน่าปวดหัว พื้นที่มหัศจรรย์อีกแห่งหนึ่งใต้ดินของสนามรบสุ้ย เมี่ย เนี่ยเทียนและกระดูกท่อนนั้นยังคงรักษาสภาวะการ ผสานรวมชีวิตเอาไว้ ท่อนกระดูกยังคงรวบรวมซาก วิญญาณนับพันนับหมื่นมาให้ตัวเอง เขาลอยตัวอยู่บนหัวกะโหลกที่เป็นโพรงของสัตว์ ยักษ์มวลดารา เมื่อเงยหน้ามองก็เห็นเพียงว่าเหนือ ศีรษะของเขามีแถบพลังงานหลากสีปกคลุมอยู่
เขาครุ่นคิดอย่างละเอียด แล้วไพล่ถึงนึก แถบพลังงานหลากสีเป็นวงๆ ท่ามกลางน้ำวนที่ มหัศจรรย์ซึ่งเชื่อมโยงแผ่นดินชั้นบนลงมาสู่แผ่นดิน ชั้นล่างในแผ่นดินลอยตัว ท่ามกลางทะเลลึกสีดำของแผ่นดินลอยตัวก็มีสัตว์ ยักษ์มวลดาราตัวหนึ่งจำศีลอยู่เช่นกัน อีกทั้งยังมีชีวิตอยู่ด้วย! “หรือว่าแถบแสงพลังงานหลากสีพวกนี้จะมีเฉพาะ ในสัตว์ยักษ์มวลดาราเท่านั้น?” สีหน้าเนี่ยเทียนฉายความประหลาดใจ หลังจากรับ สัมผัสเงียบๆ ก็พบว่าแถบพลังงานหลากสีเหนือ ศีรษะตัวเองคล้ายจะชักนำพลังงานวุ่นวาย หลากหลายอย่างทั่วทุกมุมในสนามรบสุ้ยเมี่ยมา มีปราณอสูร ปราณปีศาจ เลือดลมของต้าจุน และ พลังงานฟ้าดินอีกสารพัดไม่ซ้ำชนิด
พลังงานแต่ละประเภทเหล่านั้นผสานรวมเข้าไปใน วงแสงพลังงานพร่างพราว และหลังจากที่ค่อยๆ ถูก ชำระล้างให้สะอาด ก็มีพลังงานที่บริสุทธิ์ยิ่งกว่าเดิม สาดลงมาเบื้องล่าง จู่ๆ โอสถวิญญาณพืชหญ้า เปลวเพลิง ดวงดาว รวม ไปถึงโอสถวิญญาณไร้ธาตุของเนี่ยเทียนต่างก็เปลี่ยน มาเป็นลิงโลดผิดปกติ เมล็ดพันธ์เปลวเพลิง บุปผาเก้าดาราและต้น วิญญาณศักดิ์สิทธิ์เองก็เปลี่ยนมาเป็นกระหายใคร่ อย่างถึงที่สุด ไม่รอให้เนี่ยเทียนตั้งตัว เขาก็มองเห็นแสงดาวเป็น ดวงๆ เส้นแสงผลึกเปลวเพลิงและพลังพืชหญ้าสี เขียวอ่อนเป็นกลุ่มๆ บวกกับพลังวิญญาณบริสุทธิ์ไร้ สีบินเข้ามาหา
บัดนี้เขาพลันมีความรู้สึกยอดเยี่ยมราวกับว่าตัวเอง กลายมาเป็นฟองน้ำที่ดูดซับเอาหยดน้ำมาอย่างบ้า คลั่ง เขารู้สึกปลอดโปร่งโล่งสบายไปทั้งตัว เมื่อเพ่งสมาธิ สำรวจอย่างละเอียดก็เห็นว่าส่วนที่ยังไม่เกาะตัวเป็น ผลึกแข็งของโอสถวิญญาณแต่ละเม็ดล้วนเกิดความ ผิดปกติ เพราะพลังงานมหาศาลที่ถูกกรอกเทลงไป พวกมันจึงเริ่มเกาะตัวเข้าด้วยกัน “เกาะตัวเป็นผลึกได้เร็วขนาดนี้เชียวหรือ!” เนี่ย เทียนไชโยโห่ร้องอย่างที่มิอาจควบคุมตัวเองได้ หลังจากเลื่อนสู่เขตวิญญาณ การฝ่าทะลุขอบเขต อย่างต่อเนื่องต้องดูที่ระดับการเกาะตัวเป็นผลึกของ โอสถวิญญาณ
เพิ่งจะเลื่อนสู่เขตวิญญาณ พื้นที่ส่วนใหญ่ของโอสถ วิญญาณยังเป็นของเหลว และมีเพียงส่วนน้อยที่ เกาะตัวเป็นผลึกใสแข็งทนทาน เขตวิญญาณช่วงต้น ช่วงกลางและช่วงท้ายล้วน จำเป็นต้องชุบหลอมโอสถวิญญาณครั้งแล้วครั้งเล่า ทำให้ส่วนที่เป็นของเหลวกลายเป็นผลึกใสทั้งหมด ทำให้พลังวิญญาณต่างธาตุเกิดการเปลี่ยนแปลงทาง คุณภาพ ก่อนหน้านี้ต่อให้อยู่นอกอาณาจักรแล้วใช้เมล็ดพันธ์ เปลวเพลิง บุปผาเก้าดาราและต้นวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ ความเร็วในการเกาะตัวเป็นผลึกของโอสถวิญญาณก็ ยังช้าเกินไปอยู่ดี เนี่ยเทียนคาดไม่ถึงเลยว่าเมื่อเขาลงมาในจุดลึกใต้ ดินของสนามรบสุ้ยเมี่ยพร้อมกับสัตว์ยักษ์มวลดารา เขาจะเหมือนจมสู่ฟ้าดินที่ลึกลับอีกแห่งหนึ่งซึ่งมี พลังงานบริสุทธิ์กว้างใหญ่ไพศาลรออยู่
พลังงานฟ้าดินที่ถูกเขาดูดซับ ถูกเมล็ดพันธ์เปลว เพลิง บุปผาเก้าดาราและต้นวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ดูด ซับมาทำให้ความเร็วในการเกาะตัวเป็นผลึกใสของ โอสถวิญญาณเขาทะยานสูงขึ้นถึงระดับที่แม้แต่ฝัน เขาเองก็ยังไม่กล้าคิด! ที่ยิ่งทำให้เขาตะลึงระคนแปลกใจก็คือยังมีวิญญาณ ร้ายส่วนหนึ่งถูกไข่มุกวิญญาณมืดของเขาดูดซับมา ด้วย ซากวิญญาณพวกนั้นผ่านการชุบหลอมจากวิญญาณ วัตถุที่อยู่ในไข่มุกวิญญาณมืด และยังแบ่งพลังจิต วิญญาณที่บริสุทธิ์แบบที่ไม่มีสิ่งเจือปนส่วนเกิน ออกมาผสานรวมเข้ากับจิตวิญญาณที่แท้จริงของ เขาด้วย! “โอสถวิญญาณ จิตวิญญาณที่แท้จริง”
เนี่ยเทียนกู่ร้องอยู่ในใจ ยังไม่หยุดพัก เป็นอีกครั้งที่ เขาสัมผัสได้ว่าตอนที่เขาใช้การสูบดึงพลังชีวิต เลือด ลมที่ไหลลงมาจากด้านบนซึ่งไม่รู้ว่าเป็นของใครกลับ ถูกดึงดูดมาด้วย “ยังมีเลือดลม จิงชี่เลือดเนื้อด้วย!” ในที่สุดเนี่ยเทียนก็ตะโกนขึ้นมาเสียงดังเพราะดีใจ จนระงับอาการไม่อยู่ มหาสมุทรวิญญาณจุดตันเถียน จิตวิญญาณ สายเลือดของเขาล้วนสามารถดึงเอาพลังงานที่ จำเป็นมาจากพื้นที่พิเศษใต้ดินของสนามรบสุ้ย เมี่ยซึ่งสัตว์ยักษ์มวลดาราใช้ป้องกันตัวเองแห่งนี้ นี่คือผลประโยชน์ที่ครอบคลุม นี่คือการพัฒนารอบ ด้าน! ไม่นานเขาก็ค้นพบว่าแก่นเลือดของเขาที่เผาผลาญ ไปเพราะกระตุ้นใช้การผสานรวมชีวิต เมื่ออยู่ภายใต้
ประสิทธิผลของการสูบดึงพลังชีวิต ก็ได้มีแก่นเลือด ที่เป็นผลึกใสก่อตัวขึ้นมาใหม่ในหัวใจของเขา! “ช่างเป็นเลือดลมที่มากมหาศาลยิ่งนัก!” ภายใต้ประสิทธิผลของการสูบดึงพลังชีวิต เขารู้สึก ได้ว่ามีจิงชี่เลือดเนื้อไหลบ่ามาผสานรวมอยู่ในร่าง ของเขาอย่างไม่ขาดสาย ก่อนที่พวกมันจะเกาะตัว เป็นแก่นเลือด อีกทั้งเขายังเห็นว่าในเลือดลมที่ถูกดูดซับมามีสะเก็ด แสงประหลาดที่พุ่งเข้าไปผสานรวมกับปราณเลือดสี เขียวซึ่งเป็นสายเลือดแห่งชีวิตของเขา สายเลือดแห่งชีวิตที่จำศีลมานานโดยยังไม่มีการแปร สภาพคล้ายถูกกระตุ้นในฉับพลัน “คราวนี้มันจะสร้างการฝ่าทะลุขั้นให้ข้าได้มากน้อย แค่ไหน?” เนี่ยเทียนตื่นเต้น “หรือว่าสัตว์ยักษ์มวล ดาราตัวนั้นกำลังช่วยข้า? หรือเป็นเพราะความ
มหัศจรรย์ของเรือนกายข้าเองที่ทำให้ข้าอยู่ที่นี่ เหมือนปลาได้น้ำ? สถานที่แห่งนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร กันแน่ เหตุใดถึงมหัศจรรย์ขนาดนี้?” ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 39 บทที่ 1167 รู้แจ้งตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
“เปรี๊ยะ!” รอยแยกห้วงมิติอีกเส้นหนึ่งปริแตกออกเพราะพลัง ของจีหยวนฉวน ฉู่รุ่ย เว่ยไหล เหยียนจั้นและพวกบุตรแห่งดวงดาว ของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวอย่างโต้วเทียนเฉิน ทยอยกันเดินออกมาทีละคน อูจี้เองก็ถูกจีหยวนฉวนพาตัวมาด้วย พื้นที่ด้านบนเหนือแถบพลังงานหลากสี โม่เหิงยังคง รับสัมผัสกับความลี้ลับของแถบสายรุ้งเหล่านั้น เงียบๆ เมื่อสัมผัสได้ว่ามีคนมาจึงเงยหน้าขึ้นมอง “พวกเจ้า…?”
ก่อนหน้านี้เนื่องจากการต่อสู้ระหว่างเขาและหยวน หมอต้าจุนเป็นเหตุให้พลังงานในสนามรบสุ้ยเมี่ย ปั่นป่วนจนแดนเอตทัคคะไม่กล้าเยื้องกรายเข้ามา ใกล้ เมื่อการต่อสู้สิ้นสุดลง ชวีอี้ เจ้าสำนักไฟและเจ้า สำนักไม้ แดนเทพเจ้า ต้าจุนแต่ละท่านล้วนพากัน จากไปเพื่อยุติการต่อสู้ในแต่ละเขตพื้นที่ ทว่าคน ของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวกลับหวนมาที่นี่ “พวกเราได้ยินว่าเนี่ยเทียนจมเข้าไปในหัวกะโหลก ของสัตว์ยักษ์มวลดาราจึงอยากจะมาดูสถานการณ์ สักหน่อย” ฉู่รุ่ยที่อ้วนฉุหรี่ตาพลางเอ่ยเบาๆ เดิมทีเขาที่เป็นรองเจ้าตำหนักของพระราชวัง โบราณสะเก็ดดาวก็มีตบะเป็นแดนเทพเจ้าช่วงกลาง คือบุตรแห่งดวงดาวรุ่นก่อนที่หลังจากพ่ายแพ้ในการ
ช่วงชิงตำแหน่งกับจี้ชางจึงกลายมาเป็นผู้ช่วยของ เขาแทน โม่เหิงเป็นเพียงแค่ผู้อาวุโสใหญ่เท่านั้น ทั้งฐานะ ตำแหน่งหน้าที่และตัวตนล้วนสู้เขาไม่ได้ ทว่าเมื่อโม่เหิงฝ่าทะลุสู่แดนเทพเจ้าช่วงกลางแล้ว โจมตีให้ซื่อเซวี่ยต้าจุนพ่ายแพ้ ซ้ำยังรอดชีวิตมาได้ หลังจากต่อสู้กับหยวนหมอต้าจุน ตำแหน่งของโม่ เหิงในสำนักก็คล้ายจะเกิดการเปลี่ยนแปลง จากท่าทีของบุตรแห่งดวงดาวอย่างพวกโต้วเทียน เฉิน ฟางหยวน วังเหม่ยเจียและพวกผู้อาวุโสแต่ละ ท่านก็พอจะมองออกถึงข้อนี้ ในช่วงเวลาที่สำนักตกอยู่ในอันตรายล่อแหลม โม่ เหิงลุกขึ้นมาประกาศท้ารบกับคนที่เก่งกาจกว่า อย่างหยวนหมอต้าจุน ทำให้ชื่อเสียงที่ตกต่ำของ สำนักเพิ่มพูนกลับคืนมาอีกครั้ง
เมื่อผ่านศึกครั้งนี้ไป ไม่เพียงแต่ในสำนักเท่านั้น ใน สายตาของคนนอกอีกมากมาย โม่เหิงก็เหมือนจะ กลายมาเป็นผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดของพระราชวัง โบราณสะเก็ดดาวรองจากจี้ชางแล้ว ฉู่รุ่ยและหลัวว่านเซี่ยงต่างก็ถูกเขาข่มทับกลบรัศมี “เขายังอยู่ข้างล่าง” โม่เหิงชี้ไปยังแถบพลังงานสีรุ้ง ที่กั้นขวางพื้นที่ด้านล่างกับสนามรบสุ้ยเมี่ยเบื้องบน พลางเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงที่ไม่ถ่อมตัวและไม่กร้าว กระด้าง “ข้าทดลองดูแล้ว แต่กระแสจิตวิญญาณ ของข้ามิอาจแทรกซอนเข้าไปได้ แต่ข้าพอจะสัมผัส ได้ว่าแถบพลังงานสีรุ้งนี้เป็นฝ่ายดึงพลังงาน หลากหลายชนิดมาด้วยตัวเอง ทั้งยังชำระล้างชุบ หลอมได้อย่างน่าอัศจรรย์ ก่อนที่จะปล่อยพลังงาน เหล่านั้นลงไปเบื้องล่าง” “ดูเหมือนว่าพื้นที่เบื้องล่างจะเป็นชั้นพลังงานพิเศษ ที่สัตว์ยักษ์มวลดาราตัวนั้นใช้ปกป้องตัวเอง หล่อ
เลี้ยงซากศพของตัวเองไม่ให้เน่าเปื่อย หลังจากที่ สัตว์ยักษ์มวลดาราตัวนั้นตายไป เลือดเนื้อทั้งร่าง ของมันไม่ได้สลายหายไปหมด แต่ยังมีความเป็นไป ได้ที่จะฟื้นคืนชีพอีกครั้ง สิ่งที่มันอาศัยก็คือ สภาพแวดล้อมที่พิเศษของสนามรบสุ้ยเมี่ยซึ่งเป็น อาณาจักรขนาดมหึมา” โม่เหิงอธิบาย “สัตว์ยักษ์มวลดารามีวิธีการที่พิเศษในการปกป้อง ตัวเอง” อูจี้ที่ไม่สะดุดตาที่สุดในกลุ่มคนเอ่ยขึ้นเบาๆ “คล้ายคลึงกับทะเลเลือดลมของพวกต้าจุนชนต่าง เผ่า ทว่ากลับมีความลี้ลับมากกว่า เมื่อเลือดลมของ สัตว์ยักษ์มวลดาราถูกแผ่ออกมาจะสามารถรวบรวม พลังงานต่างๆ ที่ปะปนกันอยู่ท่ามกลางฟ้าดินได้ และเมื่อชำระล้างให้สะอาดก็จะกลายมาเป็น พลังงานที่หล่อเลี้ยงบำรุงตัวมันเอง” “ท่านผู้นี้คือ?” โม่เหิงงุนงงเล็กน้อย
ก่อนหน้านี้อูจี้เคยมาที่นี่มาก่อน ซึ่งได้มาพูดคุยอยู่ กลางอากาศสูงกับชวีอี้เจ้าลัทธิจิตตวิสุทธิ์ ทว่าตอนนั้นโม่เหิงยังคงต่อสู้พัวพันอยู่กับหยวน หมอต้าจุน จึงไม่อาจแบ่งเวลามาสนใจอูจี้ได้ “ผู้อาวุโสใหญ่ ท่านผู้นี้คืออาจารย์ของเนี่ยเทียน ที่ดินแดนดาวตก อูจี้” เว่ยไหลเป็นผู้แนะนำ “ท่านอู คือผู้ที่เชี่ยวชาญพลังแห่งเวลา! อีกทั้งยังสามารถ สื่อสารกับแม่น้ำแห่งเวลา แล้วก็เป็นเพราะเขาแอบ มองอนาคตปราดหนึ่งจนเห็นหายนะครั้งใหญ่ใน สนามรบสุ้ยเมี่ย จึงทำให้พวกเรามีการเตรียมพร้อม รับมือล่วงหน้า ดังนั้น…” ฉู่รุ่ยและพวกบุตรแห่งดวงดาวอย่างโต้วเทียนเฉิน ต่างก็มีสีหน้าเคารพเลื่อมใส แม้แต่ชวีอี้เจ้าลัทธิจิตตวิสุทธิ์ยังเรียกอูจี้ว่า “ท่าน ปรมาจารย์ ผู้หยั่งรู้” อีกทั้งอูจี้เองก็ได้พิสูจน์ให้เห็น
แล้วว่าอีกนิดเดียวการทำนายของเขาเกือบจะ เกิดขึ้นจริงเสียแล้ว ด้วยเหตุนี้อูจี้ที่ขอบเขตไม่ได้สูงมากจึงมีตำแหน่งที่ เปลี่ยนมาเป็นไม่ธรรมดาในสายตาของทุกคน “ถือว่าพวกเราติดค้างน้ำใจเขาครั้งหนึ่ง ช่วงแรกเริ่ม สุดแค่อยากจะรู้ว่าท่านจะผ่านเคราะห์จากการต่อสู้ ของหยวนหมอต้าจุนมาได้หรือไม่” เว่ยไหลอธิบาย อย่างชัดเจน “สื่อสารกับแม่น้ำแห่งเวลา สามารถมองเห็น ประวัติศาสตร์ที่ผ่านพ้นไปแล้ว!” โม่เหิงตื่นตะลึงใน ที่สุด ตอนที่มองไปยังอูจี้อีกครั้ง สีหน้าของเขาจึงมี ความเลื่อมใสจากใจจริงเพิ่มขึ้นมาอีกหลายส่วน “ในเมื่อเจ้ารู้ความลับบางอย่างของสัตว์ยักษ์มวล ดาราจากการมองอดีต ถ้าอย่างนั้นเจ้ารู้สึกว่าเนี่ย เทียนที่อยู่ด้านในจะมีอันตรายหรือไม่?”
อูจี้ยิ้มน้อยๆ “ข้าบอกได้แค่ว่า เด็กคนนี้มีวาสนา มากและชะตาชีวิตยิ่งใหญ่” เขาไม่ได้บอกให้ใครรู้ว่าตอนที่เขาคิดจะลอบมอง อนาคตของเนี่ยเทียน อายุขัยของเขาไหลหายไป อย่างบ้าคลั่งจนน่ากลัว นี่หมายความว่าอิทธิพลที่เนี่ยเทียนจะมีต่ออนาคต ย่อมมากกว่าทั้งหยวนหมอต้าจุนและโม่เหิง มีเพียงบุคคลที่จะสามารถส่งผลกระทบต่อ สถานการณ์ของทางช้างเผือก ทำให้เผ่าพันธุ์ มากมายเกิดการเปลี่ยนแปลง ทุกการกระทำล้วน ส่งผลกระทบต่อฟ้าดินอย่างแท้จริงเท่านั้นถึงจะ ออกมามีผลลัพธ์เช่นนี้ เขาพูดอย่างคลุมเครือ ทว่าโม่เหิงกลับเข้าใจ “แค่เขาไม่เป็นไรก็ดีแล้ว” โม่เหิงพยักหน้ารับ ไม่ได้ ซักถามต่อไป แต่หันไปพูดกับทุกคนว่า “สนาม
รบสุ้ยเมี่ยแตกกระจายออกเป็นเสี่ยงๆ แล้ว พวกเจ้า มาที่นี่ได้ก็หมายความว่าการต่อสู้ระหว่างเผ่ามนุษย์ และชนต่างเผ่าได้สงบลงชั่วคราวแล้ว” ฉู่รุ่ยรองเจ้าตำหนักนิ่งคิดไปครู่ ก่อนพูดว่า “ทาง ฝ่ายของสำนักยังต้องมีคนเฝ้าพิทักษ์” “ข้าจะอยู่ต่อรอเจ้าเด็กเนี่ยเทียนออกมาเอง” โม่เหิง เองก็เห็นด้วย “พวกเจ้ารีบกลับสำนักไปจัดการเรื่อง อื่นเถอะ” “ท่านอู เจ้าลัทธิของข้าบอกว่าหากท่านไม่มีอะไรก็ เชิญไปเป็นแขกที่ลัทธิจิตตวิสุทธิ์ของพวกเรา” จีหยวนชวนแห่งลัทธิจิตตวิสุทธิ์ที่พาทุกคนมาส่งหัน ไปเชื้อเชิญอูจี้ด้วยรอยยิ้มเต็มใบหน้า หมายจะให้อูจี้ ที่เป็นแขกผู้มีเกียรติไปเยือนลัทธิจิตตวิสุทธิ์
“ท่านอู พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวของพวกเราก็ ขอเชิญท่านไปที่สำนักของพวกเรา” ฉู่รุ่ยอึ้งไปครู่ ก่อนจะคืนสติแล้วรีบร้อยเอ่ยเชื้อเชิญ คนที่สามารถมองเห็นอนาคตมีความสำคัญแค่ไหน สามารถสร้างผลประโยชน์ได้มากเท่าไหร่ ก่อนหน้า นี้พวกเขาต่างก็ได้เห็นกันแล้ว ทั้งตอนนี้อูจี้ยังเป็นแค่แดนว่างเปล่าช่วงท้ายเท่านั้น หากเขาเลื่อนสู่แดนเอตทัคคะหรือแดนเทพเจ้า เมื่อไหร่ การติดต่อสื่อสารระหว่างเขากับแม่น้ำแห่ง เวลาจะยิ่งสัมบูรณ์มากขึ้น! เมื่อถึงเวลานั้นขึ้นมาจริงๆ อดีต ปัจจุบันและอนาคต เขาก็ล้วนหยั่งรู้ได้หมด! ผู้ที่รู้แจ้งเรื่องราวตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน นี่ หมายความว่าอะไร?
“ขอบคุณในความหวังดีของทุกท่าน” อูจี้ส่ายหน้า “แม่น้ำแห่งเวลายังอยู่ในสนามรบสุ้ยเมี่ย ข้ายังต้อง อาศัยแม่น้ำลึกล้ำสายนั้นมาเลื่อนสู่แดนเอตทัคคะ ในเวลาสั้นๆ นี้คงยังไม่ไปจากที่นี่ นอกจากนี้ข้าก็ อยากอยู่ที่นี่เพื่อพิทักษ์เนี่ยเทียน รอดูว่าเขาจะ ออกมาเมื่อไหร่” คำอธิบายของเขามีพลังในการโน้มน้าวที่ดียิ่ง เพราะ ต่อให้สถานที่อื่นจะดีแค่ไหนก็ไม่มีประโยชน์ต่ออูจี้ เท่าแม่น้ำแห่งเวลา ทุกคนพูดคุยกันอยู่อีกพักหนึ่ง ไม่นานเท่าไหร่ก็ ทยอยกันออกไปจากที่นี่ สุดท้ายคนที่ยังอยู่ต่อจึงมีแค่อูจี้และโม่เหิงเท่านั้น “ก่อนหน้านี้ข้ามองเห็นอดีตที่เจ้าพูดคุยกับเนี่ย เทียน จึงรู้สึกห่วงใยเขาอย่างมาก” อูจี้เงียบไปนาน
ครั้นจึงเป็นฝ่ายเปิดปากพูดก่อน “เจ้าและบิดาแท้ๆ ของเนี่ยเทียนคงจะรู้จักกันสินะ?” โม่เหิงขมวดคิ้วน้อยๆ “เจ้าเห็นการพูดคุยระหว่างข้า กับเนี่ยเทียนด้วยรึ?” อูจี้พยักหน้ารับเบาๆ โม่เหิงเงียบงัน แต่นัยน์ตาฉายแสงคมกริบจนแทบจะ แทงทะลุออกมาจากดวงตา “เจ้าคิดจะฆ่าข้าปิดปากงั้นหรือ?” อูจี้กล่าวอย่าง ตรงไปตรงมา “เพราะว่าบิดาแท้ๆ ของเนี่ยเทียน เป็นคนที่พิเศษเกินไป? เพราะหากความลับทาง สายเลือดของเนี่ยเทียนถูกเปิดเผยขึ้นมาเมื่อไหร่จะ นำภัยร้ายมาสู่ตัวเขา?” ดวงตาของโม่เหิงยิ่งมืดทะมึน “เรื่องพวกนี้เจ้าก็รู้ ด้วยรึ?”
“ข้าเคยเห็นอดีตของเนี่ยเทียนในอาณาจักรหลี เทียน” อูจี้ครุ่นคิดเล็กน้อย แล้วจึงเอ่ยเนิบช้า “ที่ทำ ให้ข้าแปลกใจก็คือข้าสามารถมองเห็นประสบการณ์ ชีวิตในอดีตของเขาได้ทั้งหมด ท่านตา ท่านป้าของ เขา หรือแม้แต่มารดาแท้ๆ ของเขาที่ฟื้นคืนชีพจาก ความตายข้าก็ยังมองเห็น” “มีเพียงบิดาของเขาเท่านั้นที่เป็นเพียงเงามายาที่ พร่าเลือนตลอดเวลา มิอาจมองเห็นรูปโฉมที่ แท้จริง” “สาเหตุที่เป็นเช่นนี้มีเพียงอย่างเดียว นั่นคือคนผู้นั้น แข็งแกร่งเกินไป แข็งแกร่งจนแม้แต่พลังแห่งเวลา ของข้าก็ยังไม่สามารถทำลายสนามแม่เหล็กพลังงาน ที่เขาแผ่ออกมาตามธรรมชาติไปมองเห็นโฉมหน้า ของเขาได้”
โม่เหิงแค่นเสียงเย็นอยู่ในลำคอ “แค่เจ้ามองเห็นเงา มายาที่พร่าเลือน รู้ถึงการมีตัวตนของเขาก็มาก พอจะให้ภาคภูมิใจในตัวเองได้แล้ว” ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 39 บทที่ 1168 การฝ่าทะลุแบบก้าวกระโดด
“เขา คือใครกันแน่?” อูจี้คำรามเบาๆ สีหน้าเคร่งเครียดอย่างถึงที่สุด โม่เหิงนิ่งเงียบ ไม่เพียงแต่ไม่ตอบคำถาม ยังครุ่นคิด อย่างจริงจังด้วยว่าควรจะสังหารผู้ฝึกลมปราณตัว เล็กๆ เบื้องหน้าที่เป็นแค่แดนว่างเปล่าผู้นี้ดีหรือไม่ ต่อให้อูจี้จะเชี่ยวชาญพลังแห่งเวลา แต่เนื่องจาก ขอบเขตไม่สูงมากพอ โม่เหิงจึงมีความมั่นใจอย่าง มากว่าจะสามารถสังหารเขาได้ “ก่อนที่เนี่ยเทียนจะมาสนามรบสุ้ยเมี่ย เขาไปที่ พื้นที่ห้วงมิติปั่นป่วนมาก่อน” อูจี้เอ่ยขึ้นอีกครั้ง “เขาไปเจออะไรบางอย่างในจุดลึกของพื้นที่ห้วงมิติ ปั่นป่วน ข้อมูลที่เขาได้มากจากที่นั่นโดยบังเอิญ เขา
ยังปิดบังเอาไว้โดยไม่ได้บอกใคร ไม่ว่าจะเป็นคนใน สำนักของเจ้าอย่างเว่ยไหล เหยียนจั้นหรือฉู่รุ่ย เขา ก็ล้วนไม่ได้บอก” “เขาอยากบอกเจ้าแค่คนเดียว คนเดียวที่เขาเชื่อใจ มีเพียงเจ้า!” ขณะที่เหลือกันอยู่แค่สองคน ที่อูจี้ยอมพูดมาก ขนาดนี้ก็เพราะตอนที่ลอบมองอดีตของเนี่ยเทียนทำ ให้เขารู้ถึงความสัมพันธ์ที่พิเศษระหว่างเนี่ยเทียน และโม่เหิง เพราะเนี่ยเทียนเชื่อใจโม่เหิง เขาถึงได้ยอมบอก ความลับให้อีกฝ่ายรู้ โม่เหิงที่ยังตัดสินใจไม่ได้ขมวดคิ้ว ถามว่า “เขา ต้องการจะบอกอะไรข้า?” “หากยังไม่ได้เข้าไปด้านล่าง” อูจี้ชี้ไปยังแถบวงกลม พลังงานหลากสี “เขาน่าจะนำข่าวที่ได้จากพื้นที่ห้วง
มิติปั่นป่วนมาบอกเจ้า เอาเถิด อย่างไรเสียเขาก็กะ ว่าจะพูดให้เจ้าฟังอยู่แล้ว แต่ตอนนี้เขายังไม่มีโอกาส นั้น ข้าจะเป็นคนบอกเจ้าเองก็แล้วกัน” “จุดลึกของพื้นที่ห้วงมิติปั่นป่วนมีพื้นที่ประหลาด แห่งหนึ่งที่มีประตูลับซึ่งสามารถเชื่อมโยงไปยังฟ้า ดินอีกแห่งหนึ่งได้” “ที่นั่นไม่ใช่ถิ่นฐานของฝ่ายใดทั้งสิ้น แต่ถูกเรียกว่า เป็นโลกใบใหม่ มีเลือดผสมมากมายใช้ชีวิตกันอยู่ที่ นั่น มีกองกำลังลับที่สามารถรวบรวมและควบคุม สำนักนอกรีตอย่างสำนักศพฟ้า ลัทธิจิตมืด สำนัก สาปแห่งความตาย ฯลฯ ทั้งยังรวบรวมพวกคน ทรยศไว้มากมาย” “…” อูจี้บอกความลับที่ดึงมาจากความทรงจำของเนี่ย เทียนให้โม่เหิงฟังทั้งหมดอย่างไม่มีปิดบัง
เรื่องเหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องที่เนี่ยเทียนเตรียมจะบอก โม่เหิงอยู่แล้ว “เผยฉีฉีที่มาจากดินแดนดาวตกเหมือนกัน และมี สายเลือดห้วงมิติที่พิเศษก็น่าจะถือกำเนิดมาจากที่ นั่น” พออูจี้เล่าจบ สุดท้ายเขาก็กล่าวว่า “เนี่ยเทียน ไม่ได้เกิดที่นั่น ทว่าบุคคลที่อยู่เบื้องหลังซึ่งสร้างโลก ใบนั้นขึ้นมา ทำให้เลือดผสมมากมายถือกำเนิดขึ้น เกรงว่าคงมีความสัมพันธ์ที่ไม่ธรรมดากับเนี่ยเทียน” โม่เหิงพลันหน้าเปลี่ยนสี ข่าวที่อูจี้นำมามอบให้ทำให้เขาตกตะลึงอย่างยิ่ง เห็นได้ชัดว่าก่อนหน้านี้เขาไม่เคยรู้เรื่องพวกนี้มา ก่อน “เลือดผสมมากมาย รวบรวมกองกำลังอย่างสำนัก ศพฟ้า ลัทธิจิตมืด สำนักสาปแห่งความตายเอาไว้ คิดว่าศักยภาพของตัวเองเหนือว่าทุกฝ่ายของสี่
สำนักเก่าแก่ คิดจะเปลี่ยนแปลงโลกเพื่อสร้างยุค สมัยใหม่…” ร่างของโม่เหิงสั่นเทิ้มเล็กน้อย เขาพึมพำเบาๆ อย่าง ห้ามตัวเองไม่ได้เพราะตกตะลึงกับเรื่องนี้มากเกินไป อูจี้ไม่พูดอะไรให้มากความอีก ตอนที่เขาได้ข่าวพวกนี้มาจากความทรงจำของเนี่ย เทียนก็ตื่นตระหนกอย่างถึงที่สุดเช่นกัน ใช้เวลาอยู่ เป็นนานก็ยังมิอาจสงบอารมณ์ลงได้ เดิมทีนึกว่าเรื่องประหลาดที่เกิดขึ้นในจุดลึกของ พื้นที่ห้วงมิติปั่นป่วน บุคคลอย่างโม่เหิงจะพอระแคะ ระคายมาบ้าง เขาเองก็นึกไม่ถึงเหมือนกันว่าโม่เหิงจะไม่รู้เรื่อง อะไรเลย
เนิ่นนานหลังจากนั้น โม่เหิงถึงได้ค่อยๆ สงบสติ อารมณ์ลงได้ “เรื่องนี้ยังมีใครที่รู้อีกบ้าง? นอกจาก ข้าแล้ว เจ้ายังบอกใครอีก?” “มีแค่เจ้า” อูจี้ตอบ “เผยฉีฉีแห่งลัทธิจิตตวิสุทธิ์ยัง ไม่ได้กลับไปที่สำนัก แล้วก็ดูเหมือนว่าจะไม่คิดบอก เรื่องนี้ให้ชวีอี้ทราบทันทีเหมือนกัน” โม่เหิงสูดลมหายใจหนึ่งครั้ง แล้วพูดใหม่ว่า “แล้ว เนี่ยเทียน เจ้า…” “เขาคือลูกศิษย์ของข้า คือคนที่ข้าชักนำให้เดินไป บนเส้นทางของการฝึกตน ข้าย่อมต้องดูแลเขา ช่วย ให้เขาข้ามผ่านเคราะห์ภัยแต่ละครั้งไปได้อย่าง ปลอดภัย” อูจี้กล่าว “หวังว่าเจ้าจะคิดแบบนี้และทำแบบนี้จริงๆ” โม่เหิง เอ่ยขึ้นเบาๆ เวลาล่วงเลยผ่านไป
เลือดลมและพลังงานหลากหลายชนิดในจุดลึกของ สนามรบสุ้ยเมี่ยล้วนถูกชักนำมาให้ไหลเข้าหาชั้น พลังงานหลากสี เมื่อผ่านการชำระล้างและชุบหลอมจากชั้นพลังงาน สีรุ้ง พลังงานที่บริสุทธิ์ยิ่งกว่าเดิมก็แทรกซอนลงไป ด้านล่าง หัวกะโหลกใหญ่ยักษ์ของสัตว์ยักษ์มวลดาราจม หายไปนานแล้ว เมื่อมีการสกัดกั้นจากชั้นพลังงานสี รุ้ง การมองเห็นและพลังจิตวิญญาณต่างก็ยากที่จะ ทะลุผ่านเข้าไปมองเห็นการเปลี่ยนแปลงที่อยู่ข้างใน ได้ “เขตวิญญาณช่วงกลาง!” บริเวณที่มีวิญญาณร้ายว่ายวน เนี่ยเทียนที่ถือท่อน กระดูกไว้ในมือพลันลืมตา ดวงตาของเขาส่อง ประกายคมกริบ
เขาไม่แน่ใจว่าผ่านไปนานแค่ไหนแล้ว เขารู้แค่ว่าเมื่อมาอยู่ในพื้นที่มหัศจรรย์ที่มีพลังงาน ยิ่งใหญ่ไพศาลราวมหาสมุทรแห่งนี้ การเกาะตัวเป็น ผลึกของโอสถวิญญาณเปลวเพลิง พืชหญ้าและ ดวงดาวของเขาได้เพิ่มระดับความเร็วถึงขีดสุด อีก ทั้งยังได้รับเสี้ยววิญญาณมาจากไข่มุกวิญญาณมืด ทำให้จิตวิญญาณที่แท้จริงของเขาเปลี่ยนมาเป็น ชัดเจนยิ่งกว่าเดิม ขอบเขตของเขากระโดดจากเขตวิญญาณช่วงต้นไป ยังเขตวิญญาณช่วงกลางได้อย่างราบรื่นผิดปกติ อีกทั้งยังไม่เจอกับปราการกั้นขวางทางขอบเขตใดๆ ราวกับว่ากระโดดพรวดเดียวก็ไปถึง ซึ่งมันทำให้เขา รู้สึกเหลือเชื่ออย่างมาก การฝ่าทะลุช่วงต้น ช่วงกลาง ช่วงท้ายของเขต วิญญาณจะไม่มีการก้าวกระโดดทางคุณสมบัติ มี
เพียงแค่ระดับการเกาะตัวเป็นผลึกของโอสถ วิญญาณและระดับการชุบหลอมจิตวิญญาณที่ แท้จริงซึ่งเพิ่มสูงขึ้นเท่านั้น เมื่อเลื่อนสู่เขตวิญญาณช่วงกลาง มหาสมุทร วิญญาณจุดตันเถียนจะมีระลอกคลื่นถาโถมขึ้นอีก ครั้ง ทว่าเมื่อได้รับพลังวิญญาณที่มากมหาศาลกรอก เทเข้ามามันก็สงบลงอย่างรวดเร็ว เมล็ดพันธ์เปลวเพลิง บุปผาเก้าดาราและต้น วิญญาณศักดิ์สิทธิ์ยังคงดึงพลังงานสามชนิดมาอย่าง บ้าคลั่งเพื่อช่วยให้การชุบหลอมโอสถวิญญาณของ เขาพัฒนาต่อเนื่อง และตกผลึกได้มากขึ้น เมื่ออาศัยการสูบดึงพลังชีวิต จิงชี่เลือดเนื้อที่เขา ได้รับมาจึงช่วยสร้างแก่นเลือดที่เผาผลาญไปของเขา ให้กลับคืนมาอีกครั้ง
จิงชี่เลือดเนื้อส่วนที่เกินมา เมื่อผ่านการชุบหลอม แล้วก็ไหลไปตามแขนขาทั้งสี่และอวัยวะภายในของ เขาเพื่อทำการหล่อหลอมเรือนกายนี้ใหม่อีกครั้งด้วย วิธีการของเวทไม้สวรรค์เกิดใหม่ เขายังคงเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับตัวเองอย่าง ต่อเนื่อง “แปลกจริง ทำไมการแปรสภาพของสายเลือดแห่ง ชีวิตถึงยังไม่เริ่มต้นขึ้นนะ…” ก่อนหน้านี้สายเลือดแห่งชีวิตที่จำศีลมาเนิ่นนานถูก กระตุ้นจนเขาเข้าใจว่ามันจะฟื้นตื่นพร้อมกับปลุก พรสวรรค์ทางสายเลือดอย่างใหม่และทำให้ สายเลือดของเขาฝ่าทะลุสู่ขั้นถัดไปอย่างขั้นแปด เขาจึงปรารถนาอย่างยิ่งที่จะให้สายเลือดแห่งชีวิตฝ่า ทะลุได้สำเร็จอย่างรวดเร็ว
เพราะในพื้นที่พิเศษที่เลือดลมของสัตว์ยักษ์มวล ดาราบุกเบิกไว้ยังมีปราณเลือดอีกมากมายให้เขาได้ ใช้ หากสายเลือดแห่งชีวิตของเขาแปรสภาพสำเร็จจน เลื่อนสู่ระดับแปด สายเลือดแห่งชีวิตของเขาก็จะ ได้รับเลือดลมมากกว่าเดิมจนสร้างแก่นเลือดได้มาก ขึ้น และเขาก็จะสามารถปรับเปลี่ยนเรือนกายให้ แข็งแกร่งยิ่งขึ้นไปอีกระดับ น่าเสียดายที่ทั้งๆ ที่สายเลือดแห่งชีวิตของเขาถูก กระตุ้นแล้ว แต่มันกลับยังไม่ฟื้นตื่นตามมาด้วย “ขาดอีกแค่นิดเดียว มันขาดอะไรกันแน่นะ?” เนี่ยเทียนสงสัยไม่เข้าใจ เมื่อเทียบกับการฝ่าทะลุ ด้านขอบเขตแล้ว การเลื่อนขั้นของสายเลือดแห่ง ชีวิตกลับเป็นสิ่งที่เขาให้ความสำคัญมากกว่า เขา ตระหนักได้ตั้งนานแล้วว่าความแข็งแกร่งของ
สายเลือดแห่งชีวิตจะสามารถเพิ่มพลังการต่อสู้รอบ ด้านให้กับเขา และทำให้เขาสำแดงอานุภาพของ อาวุธแต่ละอย่างออกมาได้ดียิ่งกว่าเดิม “ฟุ่บ!” ผ่านไปอีกพักหนึ่ง การผสานรวมชีวิตระหว่างเขา และท่อนกระดูกก็ยุติลง ตอนนี้ท่อนกระดูกยาวเพิ่มขึ้นเป็นหนึ่งร้อยห้าสิบ เมตรโดยที่เขาไม่รู้ตัวแม้แต่น้อย! หลังจากที่กระดูกท่อนกลืนกินวิญญาณร้ายไปเป็น จำนวนมาก จิตสำนึกที่อยู่ด้านในก็ค่อยๆ เปลี่ยน จากอ่อนแอมาเป็นแข็งแกร่ง ตอนที่จิตสำนึกกลุ่มนั้นสื่อสารกับเนี่ยเทียนก่อนหน้า นี้ไม่ถือว่าราบรื่นเท่าใดนัก ไม่เหมือนกระแสจิต วิญญาณที่สมบูรณ์แบบ แต่กลับคล้ายการประกอบ รวมกันของเศษซากความคิดแต่ละกลุ่มมากกว่า
แต่เวลานี้เมื่อการผสานรวมแห่งชีวิตสิ้นสุดลง กระแสจิตวิญญาณของเนี่ยเทียนกลับเชื่อมต่อกับมัน ติดในเสี้ยววินาที —ทั้งยังเปลี่ยนมาเป็นแจ่มชัดอย่างน่าแปลกใจ! จิตสำนึกกว้างใหญ่ไพศาล ทั้งเก่าแก่และทั้งยาวนาน ให้ความรู้สึกเหมือนกับจิตสำนึกของสัตว์ยักษ์มวล ดาราที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ทะเลสีดำของแผ่นดินลอยตัวซึ่ง เคยพูดคุยกับเนี่ยเทียนอย่างไม่ผิดเพี้ยน ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 39 บทที่ 1169 วิกฤตตระกูลโม่
กระแสจิตสำนึกจากสัตว์ยักษ์มวลดาราอีกตัวหนึ่ง! เคยได้เห็นเรือนร่างใหญ่โตของสัตว์ยักษ์มวลดาราที่ ฝังอยู่ใต้ดินของสนามรบสุ้ยเมี่ย เนี่ยเทียนก็เข้าใจ แล้วว่าเมื่อเทียบท่อนกระดูกที่เขาถืออยู่ในมือกับ กระดูกของสัตว์ยักษ์มวลดาราตัวนั้นแล้ว มันเล็ก จ้อยกว่ามากแค่ไหน หากกระดูกท่อนนี้ไม่ได้ถูกเขากรอกเทแก่นเลือด แห่งชีวิตเข้าไปกระตุ้นก็ย่อมไม่สามารถรวบรวม จิตสำนึกขึ้นมาได้ใหม่ การชุบหลอมพลังจิตวิญญาณจากวิญญาณร้าย จำนวนมากช่วยให้จิตสำนึกที่อยู่ในท่อนกระดูก แข็งแกร่งขึ้นได้ในที่สุด ทำให้มันสามารถสื่อสาร กับเนี่ยเทียนได้อย่างรื่นไหลมากขึ้น
ปราณของมันค่อนข้างคล้ายคลึงกับสัตว์ยักษ์มวล ดาราตัวที่อยู่ในทะเลลึกของแผ่นดินลอยตัว ทว่าระดับความแข็งแกร่งของจิตวิญญาณกลับยัง ห่างชั้นกันไกลนัก แต่สุดท้ายแล้วมันก็ยังสามารถสื่อสารกับเนี่ยเทียน ได้ ไม่ถือว่าเป็นวัตถุที่ตายแน่นิ่งอีกต่อไป “ในปราณเลือดลมที่หลงเหลืออยู่ของสัตว์ยักษ์มวล ดาราที่ฝังร่างไว้ที่นี่มีพลังศพปะปน นี่ไม่ใช่สิ่งที่มัน ต้องการ พลังศพไม่เพียงแต่ไม่มีประโยชน์ในการฟื้น คืนชีพของมัน กลับยังให้ผลลัพธ์ในทางตรงกันข้าม” “ที่มันต่อต้านก็เพราะไม่อยากเป็นศพฟ้าที่ถูกสำนัก ศพฟ้าควบคุม” “มันยินยอมที่จะรอคอยโอกาสอย่างอื่นมากกว่า โอกาสที่ว่านั้นก็คือการรวบรวมพลังจากทาง ช้างเผือกและพลังที่มีมากมายไม่มีวันสิ้นสุดของ
อาณาจักรขนาดมหึมาอย่างสนามรบสุ้ยเมี่ยเข้ามา ในพื้นที่ใต้ดินที่มันบุกเบิกทีละนิด แล้วค่อยๆ ฟื้นตื่น ขึ้นมาอย่างช้าๆ” “เลือดลมที่มันแผ่ออกมาและพลังงานฟ้าดิน หลากหลายชนิดที่ชุบหลอมอยู่ในพื้นที่ของมัน ข้า สามารถเอามาใช้ได้” “…” เนี่ยเทียนพึมพำเบาๆ มีความเข้าใจต่อสถานการณ์ ในตอนนี้มากยิ่งขึ้น บางทีอาจเป็นเพราะเขาได้ช่วยเหลือสัตว์ยักษ์มวล ดาราตัวนี้ บวกกับการต่อต้านดิ้นรนของสัตว์ยักษ์ มวลดาราเอง ถึงทำให้เขาสามารถเข้ามาที่นี่ ใช้ พลังงานพิเศษในพื้นที่ที่สัตว์ยักษ์มวลดาราบุกเบิกไว้ มาเพิ่มพลังให้ตัวเองอย่างครอบคลุมรอบด้าน
สัตว์ยักษ์มวลดาราฝังร่างจมลึกอยู่ใต้ดินของสนาม รบสุ้ยเมี่ย สนามแม่เหล็กพลังงานที่พิเศษของมันยัง สามารถทำให้เศษซากชิ้นส่วนของสนามรบสุ้ยเมี่ยที่ แตกออกกลับมาประกอบเข้าด้วยกันได้ใหม่อีกครั้ง หากไม่มีอุบัติเหตุอย่างอื่นเกิดขึ้น สนามรบสุ้ยเมี่ยที่ แตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ เพราะสัตว์ยักษ์มวลดารา จะยังสามารถกลับคืนมาเป็นเหมือนเดิมได้อีกครั้งก็ เพราะมัน ถึงเวลานั้นอาณาจักรขนาดมหึมาแห่งนี้ก็จะยังคง เป็นสถานที่วิเศษของสัตว์ยักษ์มวลดาราดังเดิม เลือดลมที่ระเบิดออกมาในสงครามแต่ละครั้ง ระหว่างชนต่างเผ่า เผ่าสัตว์โบราณและเทพยักษ์ค้ำ ฟ้า พลังวิญญาณที่บิดเบือนบ้าคลั่งของเผ่ามนุษย์ พลังงานฟ้าดิน พลังประหลาดจากนอกโลก
ทั้งหมดทั้งมวลนี้ขอแค่เป็นพลังงานที่ระเบิดอยู่ใน สนามรบสุ้ยเมี่ยก็สามารถถูกพื้นที่ใต้ดินของสัตว์ ยักษ์มวลดาราดึงเอาพลังไปส่วนหนึ่ง และการฟื้นคืนชีพของสัตว์ยักษ์มวลดาราก็จะต้อง อาศัยการดึงเอาพลังงานเหล่านั้นเข้ามาผสานรวมไว้ ในร่างกายของมันเอง เนื่องจากความใหญ่โตของมัน เนื่องจากความ แข็งแกร่งของมัน หากมันคิดจะฟื้นคืนชีพขึ้นมา จริงๆ ก็ยังต้องใช้เวลาอีกยาวนาน “แก่นเลือดแห่งชีวิต!” เมื่อได้สื่อสารกับท่อนกระดูก เนี่ยเทียนจึงรู้ว่า กระแสจิตวิญญาณที่อยู่ในท่อนกระดูกปรารถนา อยากจะได้แก่นเลือดแห่งชีวิตของเขามากกว่าเดิม —เป็นความต้องการแบบไม่มีวันสิ้นสุด!
ราวกับว่าแก่นเลือดของเขาถึงจะเป็นกุญแจสำคัญที่ ทำให้ท่อนกระดูกแข็งแกร่ง ทำให้ความลี้ลับของ สายเลือดระเบิดออกมา ทำให้มันสามารถสำแดง ปาฏิหาริย์ได้อย่างแท้จริง! “สายเลือดของข้ายังไม่แปรสภาพ จิงชีเลือดเนื้อที่ ได้มาเพิ่มเติมก็ยังไม่ได้เอามาใช้อะไรมากนัก แทนที่ จะปล่อยให้เสียเปล่า ก็ไม่สู้ใช้การสูบดึงพลังชีวิตดึง จิงชี่เลือดเนื้อที่ปะปนกันมาสกัดเป็นแก่นเลือดให้ มากกว่าเดิมจะดีกว่า” พอคิดมาถึงตรงนี้เขาก็ตัดสินใจได้ จากนั้นเขาจึงกรอกแก่นเลือดในหัวใจไปให้กับท่อน กระดูกอีกครั้ง เมื่อกรอกไปให้มันได้ครบสิบหยด เขาก็ใช้การสูบดึง พลังชีวิตมาดูดซับจิงชี่เลือดเนื้อจากในพื้นที่พิเศษที่
สัตว์ยักษ์มวลดาราตัวนั้นบุกเบิกไว้แล้วสร้างแก่น เลือดขึ้นมาใหม่ เวลาล่วงผ่าน เขาที่อยู่ในพื้นที่ด้านล่างของสัตว์ยักษ์ มวลดาราก็อาศัยเมล็ดพันธ์เปลวเพลิง บุปผาเก้า ดาราและต้นวิญญาณศักดิ์สิทธิ์มารวบรวมพลังงาน ต่างธาตุ ทำให้โอสถวิญญาณของเขาเกาะตัวเป็น ผลึกได้เร็วขึ้น ขอบเขตของเขายังคงเพิ่มพูนไปอย่างมั่นคง และ แก่นเลือดหยดใหม่ก็ถูกกระตุ้นให้เกิดขึ้นอย่าง ต่อเนื่อง ขณะที่เขาจมจ่อมอยู่กับสิ่งเหล่านี้ เขาไม่รู้เลยว่า เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่แล้ว อูจี้และโม่เหิงเองก็นั่งเฝ้าอยู่ที่นี่มานานมากแล้ว “พรวด!”
อูจี้พลันลุกขึ้นยืน “สองเดือนกว่าแล้ว เจ้าเด็กเนี่ย เทียนยังไม่ออกมาเสียที ข้าว่าเขาน่าจะไม่เป็นอะไร และข้าก็จำเป็นต้องไปที่แม่น้ำแห่งเวลาเพื่อเพิ่ม ขอบเขตของตัวเองให้สูงขึ้น” มีโม่เหิงอยู่ที่นี่ เขาที่ไม่มีอะไรให้กังวลจึงเลือกที่จะ บอกลาจากไป “ได้” โม่เหิงพยักหน้ารับอย่างเฉยชา “เมื่อเนี่ย เทียนออกมา ข้าจะบอกเขาเอง” “หากเขาออกมา ข้าก็น่าจะสัมผัสได้” อูจี้ทิ้ง ประโยคนี้ไว้ก็จากไปเพียงลำพัง ร่างของเขาวับๆ แวมๆ อยู่กลางอากาศ แผล็บเดียวก็หายไปอย่างไร้ ร่องรอย “สามารถสื่อสารกับแม่น้ำแห่งเวลา ขอบเขตฝ่าทะลุ ขั้นอย่างรวดเร็ว สามารถย้อนกลับไปในอดีต ลอบ มองอนาคต” โม่เหิงก้มหน้าพึมพำอยู่กับตัวเอง “อูจี้
เจ้ามาจากอาณาจักรหลีเทียนของดินแดนดาวตก จริงๆ หรือ? เจ้าในเวลานี้ คือเจ้าจริงๆ หรือ?” ผ่านไปอีกครึ่งเดือน วันนี้ค่านจื้อเซิ่งจากพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว แหวกรอยแยกห้วงมิติเส้นหนึ่งมาปรากฏตัว “ผู้อาวุโสใหญ่!” ค่านจื้อเซิ่งเพิ่งจะมาถึงก็เห็นโม่เหิงได้ทันที เขารีบ ร้อนคารวะอีกฝ่าย โม่เหิงพยักหน้ารับ “ห้วงมิติของสนามรบสุ้ยเมี่ยก ลับมาเป็นปกติ สามารถเดินทางได้อย่างราบรื่นแล้ว รึ?” “ตอนที่สัตว์ยักษ์มวลดาราตัวนั้นจมลงไปใต้ดินอีก ครั้ง ทุกอย่างก็ค่อยๆ กลับคืนมาเป็นปกติ” ค่านจื้อ เซิ่งตอบ “แผ่นดินแต่ละผืนที่พอแตกออกจึง
ล่องลอยไปก็ดูเหมือนว่าจะถูกชักนำกลับมาประสาน ตัวเข้าด้วยกันอีกครั้ง” “เจ้ามาหาข้ามีธุระอะไร? หรือในสำนักมีเรื่อง เกิดขึ้น?” โม่เหิงถามอย่างแปลกใจ “ไม่ใช่ในสำนัก แต่เป็น…” ค่านจื้อเซิ่งลังเลไป เล็กน้อย “โม่ชิงเหลยเจ้าสำนักน้อยของสำนักอสนี สวรรค์ดินแดนสายฟ้านิรันดร์มาที่สำนักเรา โม่ชิง เหลยผู้นั้นบอกว่าท่านคืออาของเขา อยากจะพบ ท่านเพราะมีเรื่องจะขอร้อง” “โม่ชิงเหลย…” โม่เหิงพึมพำด้วยสีหน้าซับซ้อน ตระกูลโม่เคยเป็นตระกูลหนึ่งที่แข็งแกร่ง และเขา เองก็มาจากตระกูลโม่ เพียงแต่ว่าเขาเป็นเพียงคนของตระกูลโม่สายรอง อีกทั้งเนื่องจากตอนเด็กไม่มีธาตุการฝึกตนที่เป็น
พิเศษจึงไม่เคยได้รับความสำคัญ เป็นบุคคลที่ถูก ตระกูลโม่ทอดทิ้งเสมอมา หากไม่เป็นเพราะเขาถูกคนที่สายตาเฉียบแหลมพา เข้ามาอยู่ในพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว เขาก็คงไม่ มีทางมีตำแหน่งอย่างในตอนนี้ได้ แล้วก็เพราะเหตุนี้ หลังจากที่เขามีชื่อเสียงขึ้นมาจึง ไม่เคยติดต่อไปหาตระกูลโม่ แล้วก็ปฏิเสธความหวัง ดีที่ตระกูลโม่หยิบยื่นมาให้หลายครั้ง แม้แต่ตำแหน่ง ประมุขตระกูลโม่เขาก็ยังสละทิ้งอย่างไม่ใยดี ประมุขตระกูลโม่คนปัจจุบันก็คือบิดาของโม่ชิงเหลย โม่เชียนฝานแห่งสำนักอสนีสวรรค์ แดนเอตทัคคะ ช่วงท้าย โม่เชียนฝานถือเป็นลูกพี่ลูกน้องกับเขา ทว่าไม่เคยได้ พบหน้ากันมานานมากแล้ว
“เกิดหายนะใหญ่ที่ดินแดนสายฟ้านิรันดร์” เห็นว่า โม่เหิงไม่พูดไม่จา ค่านจื้อเซิ่งจึงเป็นฝ่ายเอ่ยเสียเอง “หยวนจิ่วชวนมารสายฟ้าปรากฏตัวอีกครั้งหนึ่งแล้ว และยังมีเลือดผสมคนหนึ่งที่ชื่อว่าหันเซิน ก่อนหน้า นี้เคยเป็นคนของสำนักห้าธาตุ แต่ตอนนี้ได้ทรยศ สำนัก คนทั้งสองร่วมมือกันเปิดฉากสังหารไปทั่ว ดินแดนสายฟ้านิรันดร์” “ผู้เชี่ยวชาญวิชาสายฟ้าของสำนักอสนีสวรรค์หลาย คนก็ได้ถูกมารสายฟ้าสังหารไป” “หันเซินผู้นั้นไม่เพียงแต่ฝึกวิชาสายฟ้า ยังมี สายเลือดสายฟ้าที่พิเศษอยู่ในร่าง ดูเหมือนว่าเขายัง ฝึกเวทลับของหยวนจิ่วชวนมารสายฟ้าด้วย และทั้ง คู่ก็อาละวาดไปทั่วดินแดนสายฟ้านิรันดร์พร้อมกัน” “อีกอย่างดูเหมือนว่าพวกเขาจะมีคนหนุนหลังอยู่ โม่เชียนฝานเจ้าสำนักอสนีสวรรค์ก็คล้ายจะถูกกัก ตัวอยู่ในสำนัก ออกมาไม่ได้”
“โม่ชิงเหลยมาที่สำนักของเราก็เพื่อขอร้องให้ท่าน ไปช่วยเหลือตระกูลโม่ ช่วยคลี่คลายปัญหาให้แก่ สำนักอสนีสวรรค์” ค่านจื้อเซิ่งเล่าความเป็นมาของเรื่องราวอย่าง ละเอียด จากนั้นก็ปล่อยให้โม่เหิงเป็นคนตัดสินใจ เอง “มารสายฟ้า หันเซิน เลือดผสม” สีหน้าโม่เหิงเริ่ม เปลี่ยนมาเป็นมืดทะมึน ไพล่นึกไปถึงเรื่องที่อูจี้บอก ว่าเนี่ยเทียนไปประสบพบเจอมาที่พื้นที่ห้วงมิติ ปั่นป่วน เขาก็ประติดประต่อเรื่องราวหลายอย่างเข้า ด้วยกันได้อย่างรวดเร็ว ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 39 บทที่ 1170 หญิงงามเคียงคู่อยู่ข้างกาย
“ตระกูลโม่…” โม่เหิงเงียบคิด ลังเลไปพักใหญ่ หลังจากที่เนี่ยเทียนเอาชนะเอ้าเฟยหลี่หย่าได้ก็ กลายมาเป็นบุคคลที่ผู้แข็งแกร่งของชนต่างเผ่าแต่ ละฝ่ายหมายตา เทพยักษ์ค ้าฟ้า เผ่าไม้ และยังมีเผ่า มังกรยักษ์ต่างก็ดูเหมือนว่าจะต้องการอะไร บางอย่างจากเนี่ยเทียน แม้ว่าตอนนี คนของเผ่าพันธุ์ที่แข็งแกร่งเหล่านั นจะ จากไปชั่วคราว แต่ใครก็ยืนยันไม่ได้ว่าพวกเขาจะแห่ กันเข้ามาที่นี่อีกหรือไม่ โดยเฉพาะเนื่องจากการมุดกลับลงไปใต้ดินของสัตว์ ยักษ์มวลดาราได้ท้าให้ช่องทางห้วงมิติต่างๆ ของ
สนามรบสุ้ยเมี่ยกลับคืนมาเปิดโล่งเข้าออกได้ง่าย ดังเดิมแล้ว ที่โม่เหิงมาเฝ้าอยู่ที่นี่ก็เพื่อต้องการรับรองว่าตอนที่ เนี่ยเทียนเดินออกมาจากเบื องล่าง เขาจะยัง ปลอดภัยดี ทว่าทางฝั่งของตระกูลโม่ก็ยังมีคนตระกูลโม่ของเขา บางส่วนที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับส้านักอสนี สวรรค์ ตอนนี ส้านักอสนีสวรรค์ตกอยู่ในอันตราย แม้แต่โม่ เชียนฝานที่เป็นแดนเอตทัคคะช่วงท้ายยังถูกบีบให้ จ้าต้องส่งตัวโม่ชิงเหลยมาขอความช่วยเหลือจากเขา นี่หมายความว่าสถานการณ์ทางฝั่งนั นคงใกล้จะ ควบคุมไม่ได้เต็มทีแล้ว
นอกจากนี โม่เหิงเองก็อยากรู้ด้วยว่ากองก้าลังลับที่ รับตัวมารสายฟ้าหยวนจิ่วชวนเข้าไปอยู่ด้วยจะ แข็งแกร่งมากเพียงไหน “ที่นี่ จ้าเป็นต้องมีคนมาคอยดูแล” โม่เหิงกล่าว “ผู้อาวุโสใหญ่ ท่านเรียกให้ผู้อาวุโสเว่ยไหล ผู้อาวุโส เหยียนจั นมาที่นี่ดีไหมล่ะ?” ค่านจื อเซิ่งเสนอ ความเห็น โม่เหิงส่ายหน้า “เกรงว่า คงไม่เหมาะสักเท่าไหร่” เว่ยไหลและเหยียนจั นต่างก็เป็นแดนเอตทัคคะช่วง ท้าย ยังไม่เลื่อนสู่แดนเทพเจ้า พลังการต่อสู้เช่นนี หากเจอเข้ากับเทพยักษ์ค ้าฟ้า ต้า จุนเผ่าไม้และคนของเผ่ามังกรยักษ์ก็ย่อมไม่มีทาง ต่อสู้ด้วยได้เลย —ยิ่งถ้าคนเหล่านั นมีเจตนาร้ายแล้วล่ะก็ “แล้ว…” ค่านจื อเซิ่งเองก็จนปัญญา
“เปรี๊ยะ!” จู่ๆ ก็มีรอยแยกห้วงมิติอีกเส้นหนึ่งปริแตกออก เผยฉีฉีก้าวออกมาจากด้านใน ก่อนจะเดินมาหยุด อยู่ตรงหน้าโม่เหิงและค่านจื อเซิ่งอย่างผ่อนคลาย นางมองโม่เหิงแวบหนึ่งแล้วโค้งตัวค้านับ “คารวะผู้ อาวุโสใหญ่” โม่เหิงและค่านจื อเซิ่งต่างก็เคยพบนางมาก่อน พอ เห็นว่านางมาก็ให้เกิดความสงสัย “คุณหนูเผย เจ้า มาท้าอะไรที่สนามรบสุ้ยเมี่ยรึ?” ค่านจื อเซิ่งถาม ด้วยความอยากรู้ “ข้าได้ยินว่าผู้อาวุโสโม่เหิงอาจต้องจากไปด้วยธุระ ส้าคัญ” เผยฉีฉีพูดตรงประเด็นไม่อ้อมค้อม “ทางนี ให้ข้าเป็นคนดูแลเองเถิด อยู่ในสนามรบสุ้ยเมี่ย อยู่ ที่นี่ หากมีความเคลื่อนไหวใดๆ ที่ผิดปกติ ข้าก็ สามารถติดต่อไปหาท่านอาจารย์ของข้าได้เสมอ
ดังนั นข้าอยู่ที่นี่จึงเป็นตัวแทนว่าอาจารย์ของข้าอยู่ ที่นี่ด้วย” สมบัติล ้าค่าระดับเพาะฟ้าที่นางได้ครอบครองก็มา จากสนามรบสุ้ยเมี่ย ส้าหรับนางแล้ว อาณาจักรขนาดมหึมาแห่งนี จึงเป็น เหมือนสวนหลังบ้านตัวเองที่นางจะเข้าจะออก ตามใจชอบอย่างไรก็ได้ ที่ก่อนหน้านี นางไม่ได้มาเพราะในใจยังมีความกังขา เพราะว่ายังไม่ได้ค้าตอบ ที่คราวนี นางมาหาเนี่ย เทียนก็เพราะได้ข่าวความผิดปกติที่เกิดขึ นใน ดินแดนสายฟ้านิรันดร์ และรู้ว่าคนของที่นั่นได้มาขอ ความช่วยเหลือจากโม่เหิง “หากเจ้าเป็นตัวแทนที่พี่ชวีล่ะก็…” โม่เหิงพยักหน้า รับเบาๆ “ถ้าอย่างนั นก็ไม่มีปัญหา”
เขาตอบรับอย่างรวดเร็ว ครั นจึงถูกค่านจื อเซิ่งน้าพา ออกไปจากสนามรบสุ้ยเมี่ย อาศัยประตูข้าม อาณาจักรของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวมุ่งตรง ไปจัดการปัญหาที่ดินแดนสายฟ้านิรันดร์ “ดินแดนสายฟ้านิรันดร์ หันเซิน หยวนจิ่วชวน…” หลังจากที่โม่เหิงจากไป ดวงตาคู่งามของเผยฉีฉีก็ พลันมีประกายประหลาดวาบผ่าน เห็นได้ชัดว่านาง เองก็ตระหนักได้ว่าความวุ่นวายที่เกิดขึ นในดินแดน สายฟ้านิรันดร์มีความเกี่ยวข้องกับกองก้าลังลับนั น “คนพวกนั นคิดจะท้าอะไรกันแน่นะ? ดินแดน สายฟ้านิรันดร์จะเป็นก้าวแรกของพวกเขาหรือ เปล่า? แล้วหลังจากนี ล่ะ ฟ้าดินแห่งต่างๆ ที่เผ่า มนุษย์อยู่อาศัย หรือไม่ก็ดินแดนถิ่นฐานของชนต่าง เผ่าจะมีปัญหาท้านองนี ทยอยกันเกิดขึ นหรือไม่? มี เลือดผสมอยู่มากน้อยเท่าไหร่ มีกองก้าลังมากมาย แค่ไหนที่แอบเข้าร่วมกับพวกเขาแล้ว?”
เผยฉีฉีคิดหนัก “พื นที่ใต้ดินของสนามรบสุ้ยเมี่ยที่สัตว์ยักษ์มวล ดาราบุกเบิกไว้ด้วยตัวเอง?” นางก้มหน้าลงมอง เบื องล่าง แล้วก็เห็นว่าชั นพลังงานพร่างพราวพวก นั นยังคงดูดซับพลังต่างๆ มา “หากเนี่ยเทียนอยู่ ข้างล่าง แล้วข้าจะเข้าไปได้ไหม?” พอคิดอย่างนี นางก็ทดลองแทรกกระแสจิตวิญญาณ เข้าไป เพียงแค่กระแสจิตวิญญาณและเลือดลมห้วงมิติที่ พิเศษของเผยฉีฉีสัมผัสเข้ากับชั นพลังงานหลากสี นางก็ได้รับผลกระทบจากพลังศพเข้มข้นทันที นอกจากนี แสงสีรุ้งที่ส่องออกมาจากด้านในก็ไป กระตุ้นเลือดลมนาง ท้าให้นางเกิดความรู้สึกบ้าคลั่ง กระหายที่จะเข่นฆ่า เผยฉีฉีรีบหยุดทันที
ก่อนหน้าจะมาที่นี่นางก็รู้จากปากคนอื่นแล้วว่ามี การเปลี่ยนแปลงน่ากลัวเกิดขึ นในสนามรบสุ้ยเมี่ย จนเกือบจะท้าให้ทุกเผ่าพันธุ์ต้องมาตายอยู่ที่นี่ และตัวการของเรื่องนี ก็คือสัตว์ยักษ์มวลดาราตัว หนึ่งที่ปลดปล่อยเลือดลมน่ากลัวออกมา ท้าให้พวก ชนต่างเผ่าและเผ่าวิญญาณโบราณพากันบ้าคลั่ง “ข้าคือเลือดผสม เลือดลมจึงได้รับผลกระทบ เหมือนกัน” เผยฉีฉีครุ่นคิดอยู่พักใหญ่ ก่อนจะหยิบ เอาสมบัติล ้าค่าระดับเพาะฟ้าที่ได้จากสนามรบสุ้ย เมี่ยชิ นนั นออกมาแล้วท้าการสื่อสารกับวิญญาณ วัตถุที่อยู่ด้านใน หลายวินาทีให้หลัง ดวงตาของเผยฉีฉีก็พลันเป็น ประกาย “ฟิ้ว!”
นางที่ถือผลึกไม่เป็นรูปเป็นร่างไว้ในมือกลายร่างเป็น แสงสายฟ้าเส้นหนึ่งที่พลันจมดิ่งสู่เบื องล่าง วงแสงพลังงานหลากสีที่แม้แต่โม่เหิงยังไม่กล้า เหยียบย่างเข้าไป และต้าจุนของชนต่างเผ่า รวมถึง เทพยักษ์ค ้าฟ้าก็ยังไม่กล้าปล่อยเลือดลมออกไป โจมตี แต่นางกลับสามารถกระโดดลงไปได้อย่าง ผ่อนคลาย “เอ๊ะ!” เมื่อลอดผ่านวงแสงพลังงานนั นไปได้ เผยฉีฉีก็อุทาน ขึ นเบาๆ เพราะสัมผัสได้ทันทีว่าพื นที่ด้านล่างเต็มไป ด้วยพลังงานหลากหลายชนิด แม้แต่พลังห้วงมิติก็ยังกระจายอยู่ทั่วทุกมุมเป็น จ้านวนมาก
ที่ยิ่งท้าให้นางแปลกใจก็คือพอผ่านพลังงานชั นนั น มาได้ พื นที่พิเศษที่อยู่ด้านล่างกลับไม่มีปราณใดๆ ที่ ท้าให้อารมณ์ของนางพลุ่งพล่านอยู่อีก ข้างใต้นี กลับปลอดภัยอย่างมาก “เนี่ยเทียน” พอเข้ามาข้างใน คลื่นเลือดลมที่เข้มข้นของเนี่ย เทียนก็ขานรับกับนางอย่างมหัศจรรย์ทันที เรือนกายที่ผ่านการชุบหลอมมาหลายครั งของนางก็ เคยได้อาศัยแก่นเลือดของเนี่ยเทียนมาก่อน เมื่ออยู่ ในระยะห่างที่แน่นอน คนทั งสองจึงสัมผัสได้ถึงการ ด้ารงอยู่ของอีกคน “ฟิ้ว!” เมื่อควบคุมสมบัติห้วงมิติที่ได้มาจากสนามรบสุ้ยเมี่ย ครู่หนึ่งนางก็มาโผล่อยู่ข้างหน้าเนี่ยเทียน
นางมองเนี่ยเทียนที่ก้าลังใช้การสูบดึงพลังชีวิต รวบรวมจิงชี่เลือดเนื อมาสร้างแก่นเลือดกรอกเท ให้กับท่อนกระดูกไม่หยุด แล้วก็สัมผัสได้ว่ามีพลังเปลวเพลิง ดวงดาวและพืช หญ้าไหลบ่าเข้าหาเนี่ยเทียนอย่างไม่ขาดสาย ท้าให้ ขอบเขตรวมไปถึงปราณจิตวิญญาณที่แท้จริงของ เนี่ยเทียนเพิ่มพูนได้อย่างมั่นคง “เจ้ามาได้อย่างไร?” เนี่ยเทียนตะลึง “โม่เหิงมีธุระต้องกลับไปก่อน ข้าเลยตั งใจมาหา เจ้า” เผยฉีฉีตอบรับแล้วเดินมาหยุดอยู่ข้างกายเขา ก่อนจะพูดด้วยสีหน้าพึงพอใจ “ที่นี่เป็นสถานที่ วิเศษจริงๆ! เจ้าหาที่นี่พบ มาฝึกตนอยู่ที่นี่ ท้าให้ เลื่อนขั นได้เร็วกว่าที่ไหนๆ หลายเท่าตัว” กล่าวจบนางก็เริ่มสงบสติอารมณ์แล้วโคจรสายเลือด รวมถึงพลังงานในมหาสมุทรจุดตันเถียนของตัวเอง
นางดึงเอาพลังห้วงมิติที่มีประโยชน์ต่อตัวเองซึ่ง กระจายอยู่ทั่วฟ้าดินที่สัตว์ยักษ์มวลดาราบุกเบิกไว้ เข้ามาในร่างและในผลึกใส “เจ้า สามารถเข้าออกที่นี่ได้ตามใจชอบ?” เนี่ย เทียนถามอย่างแปลกใจ เผยฉีฉีพยักหน้ารับ ชี ไปยังสมบัติห้วงมิติระดับเพาะ ฟ้าชิ นนั น “มันถือก้าเนิดในสนามรบสุ้ยเมี่ย มัน สามารถพาข้าเข้าออกที่แห่งนี ได้ตลอดเวลา” เนี่ยเทียนแอบผ่อนลมหายใจแล้วคลี่ยิ ม “ถ้าอย่าง นั นก็ดี ก่อนหน้านี ข้ายังเป็นกังวลอยู่ทีเดียวว่าจะ ออกไปได้อย่างไร มีเจ้ามาอยู่ด้วย และได้ยิน ประโยคนี ของเจ้า ข้าก็วางใจลงได้แล้ว” “เจ้าและข้าคงต้องท้าเวลากันหน่อยแล้วล่ะ ดู เหมือนว่าสถานที่แห่งนี จะไม่ได้เป็นอย่างนี ตลอดเวลา” เผยฉีฉีกล่าวอย่างจริงจัง “วัตถุชิ นนั น
บอกให้ข้ารู้ว่า พวกเราไม่น่าจะอยู่ที่นี่ไปได้ตลอด กาล” ———————————