ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 113 คลื่นลูกใหญ่เกิด้ขึ้นอีกครั้ง!
หลังจากที่เนี่ยเทียนและพวกพันเทาออกห่างจากภูเขาลูกเตี้ย มาได้้ประมาณพันเมตร ในที่สุด้กมค่อยๆ หยุด้ลง
หันตัวกลับไปมองภูเขาลูกเตี้ยที่ยังคงดู้ด้ซับเอาปราณ วิญญาณฟอาด้ินอย่างบ้าคลั่ง เนี่ยเทียนพลันมีสีหน้ามืด้คล้ำา
คนอื่นๆ ยังคงบ่นด้่าเขา โทษว่าเขาไม่ควรพุ่งออกไปยัง กลางภูเขาโด้ยไม่สนใจสิ่งใด้ในช่วงเวลาคับขัน จนเกือบทำาให้ทุกคน ต้องเจอหายนะกันหมด้
อันซืออี๋ไม่ได้้พูด้อะไร แต่ประเมินเนี่ยเทียนด้้วยอาการ เหม่อลอย ผ่านไปครู่ใหญ่ นางพลันถามด้้วยน้ำาเสียงอ่อนโยน: “เนี่ย เทียน เจ้า…เลื่อนขั้นสู่ท้ายสวรรค์แล้วรึ?”
เมื่อคำาพูด้นี้ด้ังขึ้น คนอื่นๆ จึงพากันเงียบเสียงลง หัน มามองเนี่ยเทียนด้้วยสายตาตรวจสอบ
พวกเขาสัมผัสได้้ว่าขณะที่เนี่ยเทียนจ้องนิ่งไปยังภูเขา ลูกเลมกนั้น รอบกายเขายังคงมีคลื่นพลังวิญญาณอ่อนจางโอบล้อมอยู่
หลังจากที่คนเหล่านี้ผ่านการประลองในโลกมายามรกต ต่างกมได้้เลื่อนจากหลอมลมปราณเข้าสู่ขอบเขตท้ายสวรรค์ พวกเขา จึงรู้จุด้ที่แตกต่างมากที่สุด้ระหว่างท้ายสวรรค์และหลอมลมปราณ
ขอบเขตท้ายสวรรค์ ต่อให้ไม่ต้องทำาอะไร ขอแค่อยู่ใกล้ จุด้ที่มีปราณวิญญาณฟอาด้ิน น้ำาวนพลังวิญญาณในมหาสมุทร วิญญาณกมจะดู้ด้รับเอาปราณวิญญาณฟอาด้ินมาอย่างเชื่องช้า ก่อให้ เกิด้คลื่นปราณวิญญาณที่เลมกบาง
“เจ้าอยู่ท้ายสวรรค์จริงๆ ด้้วย!” พันเทาตะลึง กล่าว ด้้วยความแปลกใจ: “นี่เจ้า…อยู่ในถ้ำาสองชั่วยามกมฝ่าทะลุขั้นแล้ว รึ?”
ใบหน้าของคนอื่นๆ ต่างกมเตมไปด้้วยความประหลาด้ใจ
พวกเขาล้วนผ่านประสบการณ์โหด้ร้ายในโลกมายา มรกตมาก่อน หลังจากที่กลับสำานักกมต้องใช้เวลาอีกช่วงหนึ่งในการ บรรลุ ถึงได้้ค่อยๆ ฝ่าทะลุขั้น
ความรวด้เรมวในการเลื่อนขั้นของพวกเขาไม่ถือว่าช้า แต่กมไม่ได้้ราบรื่นมากมายนัก
ทว่าสองชั่วโมงก่อนหน้านั้น เหมนชัด้ๆ ว่าเนี่ยเทียนยัง อยู่ในขอบเขตหลอมลมปราณ อ่อนด้้อยกว่าพวกเขาหนึ่งขอบเขต ใครจะไปคาด้คิด้ว่าเวลาเพียงแค่ชั่วครู่ชั่วยาม เนี่ยเทียนกลับฝ่าทะลุ ขั้นได้้?
“เหอๆ ข้าโชคด้ีน่ะ” เนี่ยเทียนตอบรับลวกๆ ไปหนึ่ง ประโยค เป็นการยืนยันการคาด้เด้าของอันซืออี๋ จากนั้นเขากมพูด้ด้้วย
สีหน้าเคร่งเครียด้: “พันเทา พี่หญิงอัน…พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าภูเขาลูก นั้นที่พวกเจ้ายืนยันว่าเป็นภูเขาไฟที่มอด้ด้ับ แท้จริงแล้วใต้ด้ินยังมี โลกอยู่อีกหนึ่งแห่ง?”
“หมายความว่าอย่างไร?” พันเทาถามด้้วยความสงสัย
“จุด้ลึกใต้ด้ินของภูเขาเลมกเตี้ยลูกนั้น แท้จริงแล้วมี ลาวาร้อนแผด้เผาอยู่!” เนี่ยเทียนตวาด้เบาๆ หนึ่งประโยค จากนั้นกม พูด้อีกว่า: “บนลาวาพวกนั้นมีแถบผ้าหลากสีลักษณะเหมือนผลึก ปกคลุมอยู่บางๆ หนึ่งชั้น หากข้าเด้าไม่ผิด้ล่ะกม แถบผ้าพวกนั้นน่าจะ เป็นส่วนหนึ่งของค่ายกลใหญ่เพลิงพิภพเผานภา”
“ขอบเขตที่ค่ายกลใหญ่เพลิงพิภพเผานภาปกคลุม ไม่ ได้้มีเพียงแค่ภูเขาไฟสามลูกรอบประตูสำานักหอหลิงเป่าของพวกเจ้า เท่านั้น ในความเหมนข้า ตลอด้ทั้งเทือกเขาชื่อเหยียนล้วนถูกปกคลุม ไปด้้วยค่ายกลนั่น!”
“นี่ นี่จะเป็นไปได้้อย่างไร?” พันเทาตะลึงพรึงเพริด้
อันซืออี๋และอันอิ่งกมอึ้งงันไปเช่นกัน เหมนได้้ชัด้ว่าไม่รู้ เรื่องราวภายในเหล่านี้
“เนี่ยเทียน เจ้าไม่ได้้เข้าใจผิด้ไปใช่ไหม?” เจียงหลิงจู เองกมแสด้งความเหลือเชื่อ กล่าว: “ค่ายกลใหญ่เพลิงพิภพเผานภามี ไว้กมเพื่อปกปองประตูสำานักหอหลิงเป่า จะแผ่คลุมไปยังขอบเขตยาว
ไกลขนาด้นั้นได้้อย่างไร? อีกอย่าง เขตอื่นๆ ของเทือกเขาชื่อเหยียนกม ไม่มีภูเขาไฟที่ยังปะทุเหลืออยู่ ค่ายกลนั้นจะแผ่ออกมาไกลขนาด้นี้ เพื่อประโยชน์อันใด้?”
เนี่ยเทียนยิ้มเจื่อน กล่าว: “เพื่อปิด้ผนึกสัตว์ประหลาด้ ตัวหนึ่ง”
“หา!” อันซืออี๋ยกมือปิด้ปากอุทานเบาๆ
“เนี่ยเทียน! เจ้าไปเหมนอะไรมากันแน่!” พันเทาพูด้ อย่างเคร่งเครียด้
“สัตว์เพลิงพิภพ!”
เนี่ยเทียนสูด้ลมหายใจเข้าลึกหนึ่งครั้ง ละความผิด้ปกติ ของเกราะมังกรเพลิงเอาไว้ พูด้ถึงแค่สัตว์เพลิงพิภพในบ่อลาวาและ พลังกักขังในแถบผ้าผลึกใสเท่านั้น
และบอกพวกเขาว่า สัตว์เพลิงพิภพตัวนั้น…เนื่องจาก การเพิกถอนค่ายกลใหญ่เพลิงพิภพเผานภา เนื่องจากมีส่วนหนึ่งเสีย หาย จึงกำาลังจะหลุด้พ้นจากพันธนาการ
“สวรรค์! ไม่คิด้เลยว่ากลางใต้ด้ินของเทือกเขาชื่อเหยี ยนจะมีสัตว์เพลิงพิภพอยู่ด้้วย!” หลังจากที่ได้้ยิน เจียงหลิงจูพลัน หน้าเปลี่ยนสี “ว่ากันว่าสัตว์เพลิงพิภพมีสายเลือด้ของกิเลนไฟ มัน สามารถใช้พลังสายเลือด้ของมันมารวบรวมปราณเปลวเพลิงอย่าง
ต่อเนื่องได้้! มิน่าล่ะหอหลิงเป่าถึงได้้ตั้งประตูสำานักไว้ที่เทือกเขาชื่อเห ยียน ที่แท้กมเพราะสัตว์เพลิงพิภพนี่เอง!”
ด้วงตางด้งามของอันซืออี๋ฉายประกายประหลาด้ นาง ครุ่นคิด้อยู่ครู่หนึ่งกมคล้ายค่อยๆ ตระหนักถึงอะไรบางอย่าง
นางเชื่อการวิเคราะห์ของเนี่ยเทียน รู้ว่าเนี่ยเทียนย่อม ไม่พูด้โกหกอย่างแน่นอน ในเมื่อจุด้ลึกใต้ด้ินมีสัตว์เพลิงพิภพตัวหนึ่ง อยู่จริง อีกทั้งสัตว์เพลิงพิภพยังถูกกักขังอยู่ในบ่อลาวาใต้ด้ินด้้วย นั่น กมย่อมต้องเป็นการร่ายเวทของผู้อาวุโสยอด้ฝีมือบางคนของหอหลิง เป่าแน่นอน
“เพลิงพิภพเผานภา!”
นางพลันนึกขึ้นมาได้้ว่าผู้ที่สร้างค่ายกลใหญ่เพลิงพิภพ เผานภาอย่างแท้จริงคืออาจารย์โฮ่วเจิงเฉินผู้เป็นเจ้าสำานักหลิงคน ปัจจุบัน
และกมดู้เหมือนว่า…ในรุ่นของอาจารย์โฮ่วเจิงเฉิน หอ หลิงเป่าได้้ย้ายมาจากอาณาจักรอื่นและมาก่อตั้งประตูสำานักใหม่ที่ เทือกเขาชื่อเหยียน
นางเข้าใจสาเหตุขึ้นมาโด้ยพลัน!
“สัตว์เพลิงพิภพตัวนั้นจะหลุด้พ้นออกมาจากบ่อลาวา ใต้ด้ิน?” พันเทาสีหน้าแตกตื่น
“เนี่ยเทียนพยักหน้า “น่าจะอีกไม่นานแล้ว”
ประโยคนี้ด้ังลอยมา ทุกคนพลันลนลานขึ้นมาทันที ต่างกมีความรู้สึกเหมือนหายนะครั้งใหญ่กำาลังจะมาเยือน
“หากสัตว์เพลิงพิภพฝ่าออกมาจากใต้ด้ินได้้ ลาวาที่เกิด้ จากการรวบรวมของมันกมจะพ่นปะทุออกมาอย่างบ้าคลั่ง!” อันซืออี๋ เองกมหน้าถอด้สี กล่าว: “หากเป็นอย่างที่เจ้าพูด้ จุด้ลึกใต้ด้ินตลอด้ ทั้งเทือกเขาชื่อเหยียนกมจะเอ่อล้นไปด้้วยลาวา ถ้าเช่นนั้น รอจนสัตว์ เพลิงพิภพเด้ินออกมา ภูเขาไฟที่มอด้ด้ับทั้งหมด้ของเทือกเขาชื่อเหยี ยนกมจะปะทุลาวาร้อนลวกออกมาทันที!”
“ลาวาที่เกิด้จากการรวบรวมของสัตว์เพลิงพิภพ ความ น่ากลัวของอุณหภูมิร้อนนั้นสามารถทำาให้ร่างกายของพวกเรากลาย เป็นน้ำาเลือด้ได้้ทันที!”
“ไป! รีบไปกันเถอะ! หนีออกไปจากเทือกเขาชื่อเหยียน ให้ได้้โด้ยเรมวที่สุด้!” พันเทาร้อนใจราวกับมีไฟลน
ท่าทางของเขาราวกับว่านาทีถัด้มาภูเขาลูกเตี้ยรอบ ด้้านกมจะพ่นลาวาร้อนแผด้เผาออกมา แล้วกลบทับพวกเขาจนจมมิด้ อย่างไรอย่างนั้น
เนี่ยเทียนมองไปยังภูเขาลูกเตี้ยนั้นหนึ่งครั้ง แล้วจึงพบ ว่าภูเขาลูกเตี้ยนั้น…ได้้กลายมาเป็นสีแด้งชาด้ราวกับหินเหลมกไฟ โด้ยที่เขาไม่รู้ตัว
ไม่เพียงเท่านี้ เขายังสังเกตเหมนด้้วยว่า ปากถ้ำามากมาย ของภูเขาลูกเตี้ยมีควันไฟสีแด้งเข้มระเหยออกมา
เวลานี้ ทั้งๆ ที่เกราะมังกรเพลิงยังคงอยู่ในจุด้ลึกใต้ด้ิน ของภูเขาลูกเตี้ย ทั้งๆ ที่อยู่ห่างไกลกับเขาอย่างมาก ทว่าเขากลับยัง สัมผัสได้้ถึงปราณพลุ่งพล่านที่เกราะมังกรเพลิงส่งมาได้้รำาไร
เขาพลันตระหนักได้้ว่า ช่วงเวลาที่ผ่านมา เกราะมังกร เพลิงน่าจะสะสมพลังเปลวเพลิงได้้มากพอ และกำาลังร่วมมือกับสัตว์ เพลิงพิภพตัวนั้นเพื่อบุกฝ่าค่ายกลใหญ่เพลิงพิภพเผานภาที่ซ่อนลึก อยู่ใต้ด้ิน!
“เจ้าพูด้ถูกแล้ว พวกเราจำาเป็นต้องไปเด้ี๋ยวนี้!” เนี่ย เทียนเองกมร้อนใจขึ้นมาเช่นกัน
คนกลุ่มหนึ่งพอหยุด้ชะงักเลมกน้อยกมห้อตะบึงไปยัง ทิศทางของสำานักหลิงอวิ๋น อารามเสวียนอู้และหุบเขาเทาภายใต้ การนำาทางของพันเทา และเลือกเส้นทางหนึ่งที่สามารถหนีเอาชีวิต รอด้ออกไปจากเทือกเขาชื่อเหยียนได้้เรมวที่สุด้
การค้นพบที่ใต้ด้ินของเนี่ยเทียนทำาให้ทุกคนหวาด้ผวา ทำาให้พวกเขาตระหนักได้้ว่าตลอด้ทั้งเทือกเขาชื่อเหยียนกำาลังจะเกิด้ คลื่นเปลวเพลิงยักษ์ที่น่าหวาด้กลัวเพราะสัตว์เพลิงพิภพหลุด้พ้นการ จองจำา
ผู้ที่มีขอบเขตสูงมากพอ บางทีอาจโชคด้ีรอด้ชีวิตมาได้้ จากคลื่นลาวายักษ์ที่ทอด้ยาวนั้น
ส่วนพวกเขา หากไม่รีบออกไปโด้ยเรมว รอจนลาวาร้อน ลวกแผ่ขยายไปทั่วทุกมุมในเทือกเขาชื่อเหยียนแล้ว พวกเขาย่อม ต้องฝังร่างอยู่ที่นี่อย่างแน่นอน!
“ฟู่วๆๆ!”
คนทั้งกลุ่มกระตุ้นพลังวิญญาณ ห้อตะบึงอย่างบ้าคลั่ง ไม่สนใจปกปิด้ปราณอีกต่อไป แล้วกมไม่มัวมาสนว่าผู้ไล่ล่าของสำานัก ภูตผีและสำานักโลหิตจะตามเจอรอยเท้าหรือไม่
มาถึงเวลานี้ พวกเขาล้วนตระหนักได้้ว่าหายนะหลัง จากที่สัตว์เพลิงพิภพหลุด้ออกมาอาจจะเป็นภัยคุกคามมากยิ่งกว่าคน ของสำานักภูตผีและสำานักโลหิตด้้วยซ้ำา
ทว่าพวกเขาเพิ่งจะห้อตะบึงกันมาได้้เพียงครู่เด้ียว กลับถูกบีบให้ต้องหยุด้ชะงักลง
ด้้านข้างลำาธารใสสะอาด้ด้้านหน้าพวกเขา มีชายหญิง สองคนสวมชุด้สีแด้งยืนตระหง่านอยู่ ผู้หญิงคนนั้น…คือนางมารอ วี๋ถงที่เคยปรากฏตัวในโลกมายามรกตมาก่อน
“ในที่สุด้กมหาพวกเจ้าเจอเสียที” เฟิงหลัวที่อยู่ข้างอ วี๋ถงแสยะปากยิ้มแปอน กล่าว: “ก่อนหน้านี้หาร่องรอยของพวกเจ้าไม่ เจอ ไม่รู้ว่าพวกเจ้าไปซ่อนตัวอยู่ที่ไหน หึ นึกไม่ถึงว่าอยู่ๆ พวกเจ้า จะไม่ระวังตัวเอง เปิด้เผยร่องรอยออกมา”
หลังจากที่เขาและอวี๋ถงออกมาจากหุบเขากมแยกแยะ รอยเท้า พลางใช้กระแสจิตปริมาณมหาศาลรับสัมผัสไปด้้วย
พวกเขาเสียเวลาไปมากถึงจะแน่ใจว่าพวกเนี่ยเทียนอยู่ ในบริเวณใกล้เคียงนี้ แต่รอจนพวกเขาเด้ินทางมาถึงที่นี่แล้วกลับหา ร่องรอยไม่พบ
บริเวณใกล้เคียงปกคลุมไปทั่วอาณาเขตที่กว้างใหญ่ มาก เฟิงหลัวทำาได้้เพียงใช้กระแสจิตของเขาสำารวจหาแบบปูพรม
แท้จริงแล้ววิธีนี้ไม่ได้้ผลมากนัก การตามหาของเขาจึง ยากลำาบากอย่างมาก
และขณะที่เขากำาลังรู้สึกปวด้หัวอยู่นั้น พวกเนี่ยเทียนที่ หนีหัวซุกหัวซุนอย่างไม่คิด้ชีวิต จึงไม่ปกปิด้ปราณบนร่างอีก และใน ที่สุด้จึงเผยตัวอยู่ท่ามกลางการรับสัมผัสของพวกเขา
“เนี่ยเทียน!”
อวี๋ถงที่สวมอาภรณ์ชุด้แด้งเหลือบตามองมาเหมนเขาไฟ โทสะในใจกมคล้ายถูกจุด้ขึ้นมาชั่วพริบตา พลันตวาด้เสียงด้ัง
วินาทีนั้นด้วงตาของอวี๋ถงยิ่งมีปราณเลือด้เป็นกลุ่ม ก้อนลอยวนมากขึ้น ปราณเลือด้เหล่านั้นที่ล่องลอยอยู่ในด้วงตาของ นางคล้ายงูและมังกรที่ตัด้สลับกันไปมา ทำาให้ตลอด้ทั้งร่างของนาง เตมไปด้้วยปราณแปลกประหลาด้ชวนพิศวง
“สำานักโลหิต เฟิงหลัว!”
ตอนที่อันซืออี๋มองเหมนชายที่ยืนอยู่ข้างกายอวี๋ถง นางกม หน้าเปลี่ยนสีทันควัน รีบเอ่ยเตือนทุกคน: “ทุกคนระวัง! เฟิงหลัวผู้ นั้นคือศิษย์น้องของเสิ่นซิ่วที่เป็นอาจารย์ของอวี๋ถง คือผู้แขมงแกร่งที่ เพิ่งเหยียบย่างเข้าสู่ขั้นต้นสวรรค์ได้้ไม่นาน!”
“ขอบเขตต้นสวรรค์!” เนี่ยเทียนตื่นตะลึง
อันซืออี๋ที่เป็นผู้แขมงแกร่งที่สุด้ของพวกเขากมแค่กลาง สวรรค์ช่วงท้ายเท่านั้น ยังอยู่ห่างจากขอบเขตต้นสวรรค์มากมายนัก
แม้ว่าเฟิงหลัวจะเพิ่งเหยียบย่างเข้าสู่ขั้นต้นสวรรค์ได้้ไม่ นาน ทว่าความต่างระหว่างขอบเขตทั้งสองมีมากเกินไป จุด้นี้ทุกคน ล้วนรู้ด้ีอยู่แก่ใจ
เฟิงหลัวที่เหยียบย่างสู่ขั้นต้นสวรรค์ หากไม่มีอุบัติเหตุ เขาสามารถกำาราบอันซืออี๋ได้้อย่างมั่นคง อีกทั้งยังมีพลังเหลือเฟือ ด้้วย
ส่วนอวี๋ถึงกมเหยียบย่างเข้าสู่ขอบเขตท้ายสวรรค์ตั้งแต่ ตอนอยู่ในโลกมายามรกตแล้ว ว่ากันว่าหลังจากที่นางออกไปจาก โลกมายามรกต แม้ว่าจะบาด้เจมบสาหัส ทว่าหลังจากที่ฟื้นตัวนางกม ยิ่งมีความสามารถที่จะเอาชนะได้้มากกว่าที่เคย!
คนหนึ่งเฟิงหลัว คนหนึ่งอวี๋ถง เมื่อดู้จากความสามารถ ภายนอกของพวกเขาแล้ว ล้วนสามารถโค่นล้มพวกเขาได้้อย่าง ง่ายด้าย
บางทีอาจเพราะเหตุนี้ หลัวเฟิงและอวี๋ถงถึงได้้มีความ มั่นใจอย่างถึงที่สุด้ ทั้งสองคนถึงได้้กล้าตามพวกเขามานานถึงขนาด้ นี้ และมาขวางทางรอลงมือกับพวกเขาอยู่เบื้องหน้าอย่างเปิด้เผย
—ไม่ได้้ซ่อนตัวเพื่อรอโจมตี
“เขาน่ะหรือลูกศิษย์ของตาเฒ่าอู?” เฟิงหลัวกวาด้ตา มองเนี่ยเทียนตามสายตาของของอวี๋ถง พยักหน้าแล้วกล่าวว่า: “อืม เหยียบย่างเข้าสู่ขั้นท้ายสวรรค์แล้วเหมือนกัน เป็นแบบนี้กมด้ี ตอนนี้ เขาอยู่ระด้ับเด้ียวกับเจ้าแล้ว ต่างกมเป็นท้ายสวรรค์ช่วงต้น เมื่อเป็น
เช่นนี้กมถือว่าความสามารถเท่าเทียมกัน เจ้าฆ่าเขากมจะได้้ไม่รู้สึกว่า ชนะอย่างไม่เป็นธรรม”
“เสี่ยวถง!” เฟิงหลัวสีหน้าจริงจัง “ในเมื่อจิตใจเจ้า วุ่นวายเพราะเขา ถ้าเช่นนั้นตอนนี้กมจงสังหารเขาซะ ลบเลือนมารใน ใจให้หมด้สิ้น!”
เมื่อพูด้จบเขากมกางมือออก ตราประทับหนึ่งพลันก่อตัว ขึ้นมา
เมื่อตราประทับก่อตัวได้้สำาเรมจ พวกเนี่ยเทียนกมพลัน เหมนว่าบนพื้นด้ินที่พวกเขายืนอยู่มีหมอกสีเลือด้เป็นกลุ่มๆ โผล่ออก มา
ก้อนหินที่แขมงแกร่งทนทานราวกับถูกย้อมทับด้้วยเลือด้ สด้หนึ่งชั้น คล้ายมีเลือด้ที่กำาลังซึมออกมาด้้านนอกอย่างต่อเนื่อง
“พรวด้!”
ร่างของพันเทาสั่นเยือก คล้ายถูกพลังระลอกหนึ่งโจมตี อย่างหนักจนอด้ไม่ไหวต้องกระอักเลือด้ออกมาหนึ่งคำา
เจียงหลิงจู เย่กูโม่ และอันอิ่งต่างกมร่างโงนเงนเลมกน้อย ใบหน้าแด้งก่ำา ราวกับถูกพละกำาลังที่มองไม่เหมนโจมตีอย่างแรง
เรือนกายที่ตั้งตรงของพวกเขาพลันส่ายไหวอย่าง รุนแรง แม้แต่ยืนกมยังยืนได้้ไม่มั่นคง
ลำาธารใสสะอาด้ที่เฟิงหลัวและอวี๋ถงยืนอยู่ข้างๆ กมเตม ไปด้้วยเลือด้ เปลี่ยนมาเป็นสีแด้งฉาน
ในบรรด้าคนเหล่านั้นมีเพียงเนี่ยเทียนและอันซืออี๋ เท่านั้นที่ไม่ได้้รับผลกระทบ
เนี่ยเทียนสีหน้ามืด้คล้ำา เขาก้มหน้าลงมอง พบว่าก้อน หินใต้ฝ่าเท้าไม่มีน้ำาเลือด้ซึมออกมา อันซืออี๋เองกมเป็นเช่นเด้ียวกัน
เขาตระหนักได้้ทันทีว่าเวทลับที่เฟิงหลัวร่ายออกมาแค่ พุ่งเปอาไปที่พวกพันเทาเท่านั้น แต่กลับจงใจปล่อยเขาและอันซืออี๋
“เสี่ยวถง ไปเถอะ” เฟิงหลัวโบกมือ กล่าว: “นังหนู ตระกูลอันนั่นมอบให้ข้าจัด้การเอง ส่วนเนี่ยเทียน ข้าเกมบไว้ให้เจ้า ข้าไม่ได้้ทำาอะไรเขากมเพื่อให้เขาและเจ้าได้้ต่อสู้กันอย่างชอบธรรม!”
“ขอบคุณท่านอาเฟิงมาก” อวี๋ถงพูด้เบาๆ