ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 1171 ศิษย์ชั่ว
อาวุธวิเศษระดับเพาะฟ้ามีสติปัญญาโดดเด่นไม่เป็น รองเผ่าพันธุ์ระดับสูง ผลึกใสที่เผยฉีฉีครอบครองก็คือวัตถุประเภทนี้ การสื่อสารระหว่างนางกับผลึกใสในช่วงที่ผ่านมา ราบรื่นไร้อุปสรรคมาโดยตลอด วัตถุชิ้นนี้ถูกนางตั้งชื่อให้ว่า “ผลึกแดนเทศะ” “แดน” หมายถึงดินแดนบนโลก “เทศะ” หมายถึง ห้วงมิติ ออกตกเหนือใต้ สี่ด้านแปดทิศ “ผลึกแดนเทศะ” ถือกำเนิดขึ้นในสนามรบสุ้ยเมี่ย เกิดมาแทบจะพร้อมๆ กับการกำเนิดของอาณาจักร ขนาดมหึมาแห่งนี้ ซึ่งนับว่ามีความสัมพันธ์ที่ลึกล้ำ กับสนามรบสุ้ยเมี่ย
ที่เผยฉีฉีได้ “ผลึกแดนเทศะ” มาครอบครอง ก็ เพราะว่านางมีความพิเศษอย่างถึงที่สุด ไม่เพียงแต่ ในมหาสมุทรวิญญาณจุดตันเถียนจะเต็มล้นไปด้วย พลังแห่งมิติ ในสายเลือดของนางก็มีสัจธรรมแห่ง ห้วงมิตินาบประทับไว้ ด้วยเหตุนี้ “ผลึกแดนเทศะ” ที่มีสติปัญญาล้ำเลิศถึง ได้เลือกให้เผยฉีฉีเป็นนายของมัน “ผลึกแดนเทศะ” ไม่เหมือนกับ “กระจกมิติมายา” ของชวีอี้ เพราะขอบเขตของเผยฉีฉียังไม่สูงมากพอ สายเลือด ก็ยังไม่ไต่ไปถึงระดับสูงสุด ตอนนี้นางจึงยังมิอาจ ช่วยเหลือและสัมผัสใกล้ชิดกับ “ผลึกแดนเทศะ” ได้ มากพอ ทว่าหากวันหนึ่งสายเลือดห้วงมิติของเผยฉีฉีไต่ไปถึง ระดับสิบและขอบเขตก็สูงถึงแดนเทพเจ้าแล้วล่ะก็
ถ้าเช่นนั้นเมื่อนางและ “ผลึกแดนเทศะ” ผสานรวม ร่างเป็นหนึ่งก็มีความเป็นไปได้สูงที่ “ผลึกแดน เทศะ” จะกลายมาเป็นอาวุธเทพไม่ดับสลายอย่าง “กระจกมิติมายา” อีกทั้งอาจจะแข็งแกร่งกว่าด้วยซ้ำ! เผยฉีฉีสามารถลอดผ่านแถบเลือดลมหลากสีของ สัตว์ยักษ์มวลดารามาได้ก็เพราะอาศัย “ผลึกแดน เทศะ”! เมื่อสื่อสารกับ “ผลึกแดนเทศะ” นางจึงรู้ว่าฟ้าดิน ใต้สนามรบสุ้ยเมี่ยซึ่งถูกสัตว์ยักษ์มวลดาราขุดไว้ฝัง ร่างตัวเอง ก็คือพื้นที่พิเศษที่สัตว์ยักษ์มวลดาราใช้ เลือดลมมหาศาลของมันบุกเบิกเอาไว้ก่อนตาย อันที่จริง “ผลึกแดนเทศะ” สัมผัสได้ตั้งนานแล้วว่า แท้จริงแล้วพื้นที่เบื้องใต้ของสนามรบสุ้ยเมี่ยแถบนี้ มีความพิเศษซุกซ่อนอยู่
ทว่าก่อนหน้านี้ “ผลึกแดนเทศะ” ที่ถือกำเนิดใน สนามรบสุ้ยเมี่ยกลับไม่สามารถเข้ามาที่นี่ได้อย่าง ง่ายดาย ส่วนพื้นที่ที่เผยฉีฉีอาศัย “ผลึกแดนเทศะ” เข้ามาได้ ในตอนนี้ยังเป็นเพียงแค่พื้นที่แถบหนึ่งซึ่งรวบรวม พลังงานมากมายที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วสนามรบสุ้ย เมี่ยมาเท่านั้น แถบพลังงานแสงชั้นนั้นก็คือทางเข้าทางหนึ่ง สงครามการเข่นฆ่ากันระหว่างต้าจุนชนต่างเผ่าและ เผ่าวิญญาณโบราณ รวมไปถึงแดนเทพเจ้าของเผ่า มนุษย์มักจะปลดปล่อยพลังงานและเลือดลม มหาศาลออกมา พลังงานเหล่านี้ส่วนใหญ่แล้วจะถูกอาณาจักรขนาด มหึมาแห่งนี้แบกรับเอาไว้ พอดูดซับมาแล้วก็แปร
สภาพให้กลายมาเป็นพลังงานที่ปะปนกัน หลากหลาย กระจายไปแปดทิศ พื้นที่พิเศษที่สัตว์ยักษ์มวลดาราบุกเบิกเอาไว้ก็ได้ อาศัยโอกาสนี้มาดูดซับพลังงานพวกนั้นมาเก็บไว้ให้ ตัวเองใช้ ตอนที่ดึงเอาพลังงานเหล่านั้นมา แท้จริงแล้วพื้นที่ที่ มันบุกเบิกไว้ได้มีช่องโหว่หนึ่งเปิดอ้าอยู่ ชนต่างเผ่าที่มีทะเลเลือดลมกว้างใหญ่ไพศาลยากที่ จะข้ามผ่านได้ แม้แต่แดนเทพเจ้าอย่างโม่เหิงก็ยัง ได้รับขีดจำกัดทางจิตวิญญาณ ไม่กล้าเข้าไปใกล้ ทว่าตอนนี้ “ผลึกแดนเทศะ” กลับสามารถพาเผย ฉีฉีเข้าออกได้อย่างง่ายดาย แต่จากการสื่อสารระหว่างเผยฉีฉีและ “ผลึกแดน เทศะ” นางจึงได้รู้ว่าหากสัตว์ยักษ์มวลดาราตัวนั้น รับเอาเลือดลมและพลังงานต่างๆ ที่ล่องลอยอยู่ใน
แต่ละพื้นที่ของสนามรบสุ้ยเมี่ยมาสู่พื้นที่ด้านล่างนี้ เสร็จเมื่อไหร่ มันก็จะปิดช่องโหว่ที่เชื่อมโยงกับโลก ภายนอกนี้ไปซะ เมื่อถึงเวลานั้น พื้นที่พิเศษที่มันบุกเบิกไว้จะตกอยู่ ในสภาพถูกปิดตาย แม้แต่ “ผลึกแดนเทศะ” ที่หากจะเข้าออกก็ยังไม่มี ทางเป็นไปได้ “หากทางเข้าพื้นที่แห่งนี้ถูกปิดลง จะเกิดอะไรขึ้น?” เนี่ยเทียนถามอย่างใคร่รู้ “อีกอย่าง ต้องใช้เวลานาน แค่ไหนถึงจะเกิดสถานการณ์เช่นนี้ขึ้น?” “หลังจากที่แห่งนี้ถูกปิด มันก็จะใช้พรสวรรค์ทาง สายเลือดที่พิเศษของตัวเองมาดึงเอาพลังงานและ เลือดลมทั้งหมดที่ล่องลอยอยู่ในนี้ไปราวกับปลาวาฬ สูบน้ำ” เผยฉีฉีอธิบาย “หากตอนนั้นพวกเราก็อยู่
ที่นี่ด้วย ก็อาจต้องกลายมาเป็นหนึ่งในอาหารของ มัน” เนี่ยเทียนพยักหน้ารับ “ที่แท้ก็เป็นอย่างนี้นี่เอง” เขาเองก็เข้าใจดีว่าพลังงานต่างๆ ที่ถูกชั้นพลังงาน หลากสีดูดซับและชุบหลอมมาไม่สามารถช่วยให้ สัตว์ยักษ์มวลดาราตัวนั้นพื้นคืนชีพได้ในทันที อาจต้องทำอย่างนี้อีกสิบกว่าครั้ง หรืออาจหลายสิบ ครั้ง สัตว์ยักษ์มวลดาราที่ร่างใหญ่โตเทียบเท่า อาณาจักรแห่งหนึ่งตัวนี้ถึงอาจจะฟื้นคืนชีพได้ตาม ความหมายที่แท้จริง “พวกเรายังมีเวลา” เผยฉีฉีลิงโลด “ก่อนหน้าที่มัน ยังไม่ลงมือ พวกเราสามารถพึ่งใบบุญของมันโดย การดึงเอาพลังงานบริสุทธิ์ที่พวกเราต้องการมา ก่อนที่พื้นที่วิเศษแห่งนี้จะปิดลงอย่างแท้จริง ข้า สามารถสัมผัสได้ล่วงหน้า”
เนี่ยเทียนเข้าใจกระจ่างแจ้ง ตอนที่เผยฉีฉียังไม่มา เขายังนึกไปว่าตัวเองจะ สามารถฝึกตนอยู่ในฟ้าดินลึกลับที่มีพลังงานให้ใช้ไม่ หมดสิ้นแห่งนี้ไปได้ตลอดกาล ความเร็วเวลาที่ฝึกตนอยู่ที่นี่เร็วมากจริงๆ เร็วจนทำ ให้เขาทอดถอนใจด้วยความเสียดายหากจะไม่ได้อยู่ ที่นี่ต่อ การปรากฏตัวของเผยฉีฉีทำให้เขารู้ว่าสามารถอาศัย สมบัติระดับเพาะฟ้าชิ้นนั้นออกไปจากที่นี่ได้อย่าง ง่ายดาย แต่ว่า เขาคงต้องรีบทำเวลาเข้าแล้วจริงๆ พื้นที่ที่ปริแตกอีกแห่งหนึ่งของสนามรบสุ้ยเมี่ย แม่น้ำแห่งเวลาสายยาวที่ก่อนนี้จางหายไปได้ลอย ขึ้นอีกครั้งเพียงแค่อูจี้กลับมา
แม่น้ำพร่างพราวที่ทอดยาวจนไม่รู้ว่าจุดสิ้นสุดอยู่ที่ ไหนลอยตัวอยู่กลางอากาศ มีเพียงแค่แม่น้ำสาย หนึ่งที่ไหลแยกลงมาสู่เหนือศีรษะของอูจี้ “อู้!” อูจี้พลันกระโดดผลุงเข้าไปในแม่น้ำที่แยกลงมา จุดแสงลึกลับเกินจะคาดเดา และยังมีกรวดทราย ลำแสงสีรุ้งมากมายถูกปราณของเขาดึงดูดมาจึง ผสานรวมเข้าไปในดินแดนแห่งเวลาอันเป็นภาพ มายาล่องลอยประหนึ่งเงาสะท้อนกลับหัวบนผิวน้ำ ของเขา ดินแดนแห่งเวลาของเขาจำต้องดึงเอาสารบำรุงมา จากในแม่น้ำแห่งเวลามาเท่านั้นถึงจะเปลี่ยนแปลง ไปได้อย่างรวดเร็ว “สู่แดนเอตทัคคะ”
อูจี้หรี่ตาแล้วพึมพำเบาๆ ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกว่าจุด แสง กรวดทราย ลำแสงสีรุ้งมากมายที่ผสานรวมเข้า ไปในดินแดนของเขาล้วนบันทึกประวัติศาสตร์ใน อดีตหลายช่วงหลายยามที่ไม่มีใครรู้เอาไว้ “อดีต ตามหาอดีต ตรวจสอบปัจจุบัน สุดท้ายค่อย อนุมานพยาการณ์อนาคต…” ขณะที่เขาพึมพำ จุดลึกในดวงตาดำทั้งสองข้างก็มี ภาพมายาแปลกประหลาดมากมายผุดขึ้นมา มีทั้งความลับแห่งการก่อกำเนิดของชนเผ่า แล้วก็มี สาเหตุที่เผ่าพันธ์สิ่งมีชีวิตสูญพันธ์ รวมไปถึงวัตถุหา ยากและสิ่งมีชีวิตที่มีจิตสำนึกมากมายซึ่งเคยปรากฏ อยู่ในยุคดั้งเดิม ยุคบรรพกาลและยุคดึกดำบรรพ์ แม่น้ำแห่งเวลาสายยาวที่ลึกลับเกินจะหยั่งสายนี้ มี เพียงคนที่เชี่ยวชาญพลังเวลาอย่างอูจี้เท่านั้นถึงจะ สัมผัสได้ถึงและสามารถสื่อสารกับมันได้
หากได้รับการยอมรับจากมันก็จะสามารถตามหา ความลับทั้งหมดที่ตัวเองสนใจมาจากมันได้ การเลื่อนสู่แดนเอตทัคคะ การที่ดินแดนว่างเปล่า กลายมาเป็นดินแดนเอตทัคคะของอูจี้ก็เริ่มทำให้เขา ได้รับความลับแห่งกาลเวลาที่มากกว่าเดิมมาจากใน จุดลึกของแม่น้ำแห่งเวลา ทั้งยังสามารถค้นหา ประวัติศาสตร์หลายท่อนที่สาบสูญไปนานแล้วเจอ ชวีอี้เคยกล่าวไว้ว่าอูจี้ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญพลังแห่ง เวลา ย่อมต้องเป็นบุคคลที่ฉลาดล้ำที่สุด และหยั่งรู้ การณ์ได้ล่วงหน้าได้แม่นยำที่สุดของเผ่ามนุษย์ในยุค ปัจจุบัน นั่นก็เป็นเพราะเขารู้ดีว่าอูจี้ที่ได้รับการ ยอมรับจากแม่น้ำแห่งเวลาและสื่อสารกับมันได้จะ ได้รับความรู้ปริมาณมหาศาลที่พวกเขาไม่มีทางอาจ เอื้อมได้ถึง ครึ่งเดือนต่อมา
ดินแดนแห่งเวลาของอูจี้ยังอยู่ในสภาวะผสานรวม กับแม่น้ำแห่งเวลา ตบะแดนเอตทัคคะของเขาเองก็ ค่อยๆ มั่นคงมากขึ้น “ฟิ้ว!” เงาร่างหนึ่งพลันบินมาถึง หลังจากที่เงาร่างนั้นหดลกเล็กก็แสดงให้เห็นถึง เรือนกายที่ถูกดอกไม้ดุร้ายแห่งอาณาจักรปีศาจกลืน กินไปเกินครึ่ง คนที่มาก็คือหันอวี้ ลูกศิษย์คนที่สองของอูจี้ “ตาแก่อู!” ร่างเกินครึ่งของหันอวี้ค่อยๆ โผล่ออกมาจากดอกไม้ ดวงตาปีศาจช้าๆ เรือนกายที่โผล่ออกมาของเขานั้นเปลือยเปล่า ล่อนจ้อน บนร่างเต็มไปด้วยลวดลายปีศาจสีม่วงเข้ม ลึกลับ มองดูคล้ายตาประทับทางสายเลือดของเผ่า
ภูตผีปีศาจ แล้วก็คล้ายลายดอกไม้บนกลีบดอก ดวงตาปีศาจ แผ่กลิ่นอายเย็นเยียบน่าขนลุก “เจ้าเองรึ” เสียงของอูจี้คล้ายล่องลอยมาจากห้วงเวลาอื่น “เจ้า ตั้งใจมาที่นี่เพื่อมาหาข้างั้นรึ?” เมื่อได้ลอบมองอดีตของเนี่ยเทียน อูจี้ก็ย่อมต้องรู้ว่า ลูกศิษย์คนที่สองของเขาในดินแดนดาวตกที่แม้จะ หายตัวไปนานหลายปี แต่กลับยังมีชีวิตอยู่ เขาใช้วิธีการที่ไม่ใช่คนและไม่ใช่ปีศาจยืนกรานใช้ ชีวิตอยู่ในเผ่าของภูตผีปีศาจได้อย่างดื้อดึง “ข้าได้ยินมาว่ามีคนผู้หนึ่งบรรลุพลังแห่งเวลา ช่วย ทำนายอนาคตให้แก่พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวจึง รู้ว่าสนามรบสุ้ยเมี่ยจะเกิดหายนะครั้งใหญ่ คนผู้นั้น ถูกบุตรแห่งดวงดาวคนที่เจ็ดเรียกว่าอาจารย์” ดวงตาของหันอวี้ค่อยๆ มีประกายเปลวเพลิงสีม่วง
ผุดขึ้นมา “เนี่ยเทียนก็คือลูกศิษย์ที่เจ้าตั้งใจอบรมสั่ง สอนสินะ?” อูจี้เงียบ ไม่ตอบรับ “ตาแก่อู เจ้ามันลำเอียง!” หันอวี้มีสีหน้าไม่พอใจ “เขาได้กลายเป็นบุตรแห่งดวงดาว มีคาถาลับลี้ลับ มากมายที่ข้าไม่เคยสัมผัส ตอนนั้นที่เจ้ารับข้าเป็น ศิษย์ คาถาวิเศษและความรู้ที่เจ้าถ่ายทอดให้แก่ข้า แทบจะไม่ช่วยอะไรข้าเลย!” “หาไม่แล้วข้าก็คงไม่ซัดเซเพนจรไปถึงอาณาจักร ปีศาจ ถูกพวกภูตผีปีศาจจับตัวไป สุดท้ายโชคดีรอด มาได้เพราะผสานรวมร่างกับดอกไม้ดวงตาปีศาจ ได้รับการยอมรับจากเอ้าเฟยลี่หย่า จึงถูกรับให้ไป อยู่กับพวกภูตผีปีศาจ แล้วก็มีสภาพอย่างในทุก วันนี้!”
อูจี้ขมวดคิ้ว “เจ้ารู้สึกว่าที่เจ้ากลายเป็นแบบนี้ เพราะความผิดของข้าอย่างนั้นรึ?” “ไม่ว่าจะเป็นเนี่ยเทียนหรือต้วนสือหู่ก็ล้วนอยู่ใน สภาพดีกว่าข้าทั้งสิ้น!” หันอวี้คำราม กลีบดอกแต่ละดอกของดอกดวงตาปีศาจส่ายสะบัด ดวงตาปีศาจที่เขย่าขวัญคนมองจ้องเขม็งมาที่อูจี้ เหมือนต้องการจะลากอูจี้ไปลงนรกแห่งความตาย “เจ้าศิษย์ชั่ว!” อูจี้คำรามกร้าว ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี
เล่มที่ 40 บทที่ 1172 แยกย้ายกันอย่างไม่สบอารมณ์
“ตาแก่อู เป็นเพราะเจ้าลำเอียง!” หันอวี้คำรามอย่างเคียดแค้นเดือดดาล ดอกไม้ ดวงตาปีศาจที่หดเล็กลงหลายเท่าตัวของเขาพลัน ขยายใหญ่ กลีบดอกมากมายที่ดูแปลกประหลาด ล้วนพากันหันมาถลึงตาจ้องมองอูจี้ เมื่อรู้จากปากของภูตผีปีศาจที่กลับมาจากสนาม รบสุ้ยเมี่ยว่าอาจารย์ในอาณาจักรหลีเทียนของเนี่ย เทียนสามารถติดต่อกับแม่น้ำแห่งเวลาจนลอบมอง อนาคตได้ปราดหนึ่ง และทำนายถึงหายนะที่กำลัง จะเกิดขึ้น เป็นเหตุให้เภทภัยในสนามรบสุ้ยเมี่ยหยุด ลงก่อนกำหนด หันอวี้ก็ไม่พอใจอย่างยิ่ง
ในสายตาของเขา ในเมื่ออูจี้เชี่ยวชาญพลังแห่งเวลา สามารถมองเห็นอนาคตได้ การที่เนี่ยเทียนกลายมา เป็นบุตรแห่งดวงดาวและผงาดล้ำในทุกก้าวที่เดินไป เป็นที่จับตามองของผู้คนมากมาย ล้วนมีอูจี้คอยเป็น กุนซือบงการอยู่เบื้องหลัง ในเมื่ออูจี้สามารถจัดวางชะตาชีวิตของเนี่ยเทียนได้ เหตุใดถึงไม่ทำกับเขาแบบนี้บ้าง? อีกอย่างเขารู้สึกว่าวิชาลับมากมายที่เนี่ยเทียนมี เกรงว่าก็คงเป็นเพราะอูจี้สื่อสารกับแม่น้ำแห่งเวลา แล้วเอามาถ่ายทอดให้แก่เนี่ยเทียน ทว่าในปีนั้น เขากลับไม่ได้วิชาลับที่ลี้ลับใดๆ มาจาก อูจี้เลย ในปีนั้นเขาคิดว่าตบะของตัวเองสูงมากพอจึงแอบไป ฝึกประสบการณ์ในอาณาจักรเลี่ยคง ทว่าไม่ทัน ระวังจึงพลัดหลงเข้าไปในรอยแยกห้วงมิติแห่งหนึ่ง
แล้วถูกเผ่าภูตผีปีศาจจับตัวไป กลายมาเป็นทาส ปีศาจ ด้วยตัวตนของทาส เขาที่อยู่ในโลกของเผ่าภูตผี ปีศาจเคยต้องขุดเหมืองอย่างยากแค้นไม่เห็นเดือน เห็นตะวันอยู่ช่วงเวลาหนึ่ง ภายหลังตอนที่เขาถูกเผ่าภูตผีปีศาจพาตัวไปยัง สถานที่ที่เสี่ยงอันตรายที่สุดแห่งหนึ่งของอาณาจักร ปีศาจ ได้ไปเจอเข้ากับดอกไม้ดวงตาปีศาจซึ่งเป็น พืชพรรณอันดับหนึ่งของอาณาจักรปีศาจโดยบังเอิญ และถูกมันกลืนกินร่างเข้าไป เขาใช้ปณิธานที่แข็งแกร่งของตัวเองต้านทานมันครั้ง แล้วครั้งเล่า เป็นเหตุให้ดอกไม้ดวงตาปีศาจไม่ สามารถลบเลือนจิตวิญญาณทั้งหมดของเขาไปได้ สุดท้ายเขาก็ได้รับการยอมรับจากดอกไม้ดวงตา ปีศาจต้นนั้น เขาจึงต้องใช้เลือดเนื้อของตัวเองมา
หล่อเลี้ยงมัน ส่วนเขาก็อาศัยพลังของดอกไม้ปีศาจ จนค่อยๆ กลายมามีสภาพคนก็ไม่ใช่ปีศาจก็ไม่เชิง เช่นนี้ และภายหลังเขาก็ได้รับความโปรดปรานจากเอ้า เฟยลี่หย่า จึงเลือกที่จะพึ่งพานาง อาศัยการสังหาร คนในเผ่ามนุษย์ด้วยกันมาซื้อความเชื่อใจจากเผ่า ภูตผีปีศาจ ทว่าทุกอย่างนี้หาใช่ความตั้งใจเดิมของเขาไม่ เขา เพียงแค่อยากมีชีวิตอยู่ต่อไป จึงถูกบีบให้จำต้องทำ เช่นนี้ แน่นอนว่าเมื่อเดินมาถึงก้าวนี้ เขามองหลาย เรื่องราวได้อย่างเฉยชามากขึ้น แล้วก็มองโลกเปิด กว้างมากขึ้น ไม่มองตัวเองเป็นคนเผ่ามนุษย์อีก ต่อไป
ทว่าพวกเผ่าภูตผีปีศาจก็ไม่เห็นเขาเป็นคนเผ่าพันธุ์ เดียวกัน สภาพการณ์ของเขาจึงเรียกได้ว่ากระอัก กระอ่วนมาก เป็นลูกศิษย์ของอูจี้เหมือนกัน ต้วนสือหู่ที่ไปยัง ดินแดนพงฟ้ากลายมาเป็นสมบัติล้ำค่าแห่งสำนัก อักขระเทพ ได้แต่งจิ่งโหรวเป็นภรรยา วันหน้าย่อม ต้องกลายมาเป็นเจ้าสำนักอักขระเทพ ซึ่งก็ถือว่ามี โชควาสนาที่ดีพอ เนี่ยเทียนกลับยิ่งเหนือกว่า เป็นถึงบุตรแห่งดวงดาว คนที่เจ็ดที่ส่องประกายเจิดจรัสแห่งพระราชวัง โบราณสะเก็ดดาว แม้แต่เอ้าเฟยลี่หย่าที่เป็นที่พึ่ง ของเขาในเผ่าภูตผีปีศาจกลับยังถูกเนี่ยเทียนโจมตี จนพ่ายแพ้ นี่ทำให้หันอวี้ไม่ยินยอมอย่างถึงที่สุด เขารู้สึกว่าอูจี้ที่ เชี่ยวชาญพลังแห่งเวลาสร้างต้วนสือหู่ สร้างเนี่ย เทียนให้ประสบความสำเร็จได้ แต่กลับทอดทิ้งเขา
“สวบๆๆ!” รากของดอกไม้ดวงตาปีศาจหลายรากพุ่งตรงเข้ามา หมายรัดพันอูจี้ พลังจิตวิญญาณชั่วร้ายที่เขย่าคลอน ใจคนกระเพื่อมแผ่ออกมาจากด้านในดวงตาปีศาจ “เจ้าแข็งแกร่งกว่าก่อนหน้านี้มากมายหลายเท่านัก และดอกไม้ปีศาจดอกนี้ก็รับมือได้ยากมาก เหมือนกัน” อูจี้ส่ายหน้า กล่าวอย่างไม่อินังขังขอบ “ที่น่า เสียดายก็คือสถานที่ที่ข้าอยู่ในตอนนี้ เป็นพื้นที่มายา ของแม่น้ำแห่งเวลาพอดี เมื่ออยู่ที่นี่ ข้าสามารถ อาศัยพลังของแม่น้ำแห่งเวลาได้ ดังนั้น…” แม่น้ำพร่างพราวที่ตัดสลับอยู่กับดินแดนแห่งเวลา ของเขาพลันมีแสงประหลาดพุ่งออกมา แสงประหลาดนั้นเหมือนธารน้ำที่บินออกมาจากใน แม่น้ำแห่งเวลา
เวลาพลันหยุดค้าง ดวงตาปีศาจส่องประกายแสงสีม่วงที่ผลิบานอยู่บน ลำต้นทั้งหมดของดอกไม้ปีศาจ เรือนกายปีศาจน่า กลัวของหันอวี้ที่ค่อยๆ ลอยออกมา ลม คลื่นห้วงมิติ พลังงานวุ่นวาย เลือดลม ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนแข็งตัว ความคิดของหันอวี้เปลี่ยนมาเป็นสับสนผิดปกติ เดี๋ยวก็หวนนึกถึงอดีต เดี๋ยวก็คล้ายวิญญาณกลับเข้า ร่าง “หวนคืนสู่อดีต” อูจี้เอ่ยขึ้นเบาๆ พลางมองหันอวี้ด้วยสายตาลึกล้ำ ความทรงจำที่ลึกที่สุดของหันอวี้ถูกอูจี้ดึงออกมา ทางดวงตา เขาไปที่อาณาจักรเลี่ยคงอย่างไร พลัดเข้าไปในรอย แยกห้วงมิติเส้นหนึ่ง เข้าไปอยู่ในโลกแปลกหน้า ถูก ภูตผีปีศาจจับตัวไปเป็นทาส ถูกเฆี่ยนถูกโบยมา
หลายสิบปี ต้องทำงานรับใช้ภูตผีปีศาจ มีชีวิตน่า เศร้าชวนสังเวชแค่ไหน ทุกอย่างล้วนกลายมาเป็น ภาพเหตุการณ์ที่อูจี้มองเห็นอย่างแจ่มชัด หลังจากที่เขาแยกจากอูจี้ไป สภาพชีวิตตลอดเวลาที่ ผ่านมาของเขาก็ล้วนถูกอูจี้รับรู้ได้อย่างง่ายดาย “เฮ้อ…” เนิ่นนานหลังจากนั้น อูจี้ถึงถอนหายใจเบาๆ หนึ่งที เป็นฝ่ายคลายอาคมเวลาออก ทำให้หันอวี้และดอก ไม้ดวงตาปีศาจต้นนั้นสามารถเคลื่อนไหวได้เป็น ปกติ “ไม่ใช่ว่าข้าไม่ช่วยกำหนดชะตาชีวิตของเจ้า แต่เป็น เพราะข้าในเวลานั้นยังมีความรู้ต่อพลังแห่งเวลาที่ ตื้นเขิน ห่างชั้นกับตอนนี้ไกลโขนัก เจ้าไม่เข้าใจเลย ว่า ไม่ใช่ข้าที่ทำให้เนี่ยเทียนประสบความสำเร็จ แต่ เนี่ยเทียนต่างหากที่ทำให้ข้าประสบความสำเร็จ”
“ไม่มีเนี่ยเทียน อายุขัยของข้าคงหมดสิ้นเพราะ พยายามทำความเข้าใจกับพลังแห่งเวลาไปนาน แล้ว” “พลังแห่งเวลาของข้าสามารถพัฒนาต่อไปได้ก็ เพราะความช่วยเหลือจากเนี่ยเทียน ที่ข้าได้มาที่ สนามรบสุ้ยเมี่ย ตามหาแม่น้ำแห่งเวลาสายนี้เจอก็ เพราะเนี่ยเทียนเช่นกัน” “เนี่ยเทียนไม่ใช่คนที่ข้าสร้างให้ประสบความสำเร็จ ข้าหาได้มีความสามารถเช่นนั้นไม่” อูจี้คล้ายจะอธิบาย แล้วก็คล้ายจะพึมพำกับตัวเอง พอกล่าวจบเขาก็โบกมือ “เจ้าไปเสียเถิด หลังจากนี้ เจ้าจะไปที่ไหนจะทำอะไร ข้ามิอาจก้าวก่ายได้ แล้ว ก็ไม่มีความสามารถนั้น เมื่ออยู่ในแม่น้ำแห่งเวลา สายนี้ อย่าว่าแต่เจ้าเลย ใครก็ตามที่ขอบเขตต่ำ กว่าต้าจุนและแดนเทพเจ้าก็ล้วนอย่าได้หวังว่าจะฆ่า ข้าได้”
หันอวี้มีสีหน้าเลื่อนลอย พอสลัดหลุดจากอาคมแห่งเวลา เขาก็เตรียมจะเอา คืน ทว่ากลับได้ยินคำพูดเหล่านี้ของอูจี้เข้าเสียก่อน เขาอึ้งงันไปครู่ ก่อนจะโพล่งขึ้นว่า “ถ้าอย่างนั้น อนาคตของข้า จะเป็นอย่างไร?” “ข้าไม่ได้ไปดู” อูจี้ขมวดคิ้ว “หากดู จะต้องเผา ผลาญอายุขัยของข้า เจ้า…” “ข้าไม่มีค่าพอให้เจ้าทำอย่างนั้น ใช่ไหมล่ะ?” หันอวี้ สีหน้ามืดทะมึน “บนมือของเจ้าเปื้อนเลือดคนเผ่าเดียวกันมามาก เกินไป เพียงเพื่อให้มีชีวิตอยู่ต่อ เจ้าถึงกับยอมทำ เรื่องที่ไร้คุณธรรมและโหดเหี้ยมถึงเพียงนั้น” อูจี้เอง ก็ตอกกลับเสียงเย็นอย่างไม่เกรงใจ “ในเมื่อเจ้า ยินยอมเข้าพวกกับปีศาจ ถ้าเช่นนั้นเจ้าก็จงหลงผิด
ต่อไปเถิด เจ้าเคยเป็นลูกศิษย์ของข้า ข้าจะไม่ลงมือ กับเจ้าด้วยตัวเอง แต่…” ยังไม่ทันรอให้เขากล่าวจบ หันอวี้ก็จากไปพร้อม ความแค้น อาจารย์และศิษย์สองคนจากกันโดยไม่ดี จุดลึกของสนามรบสุ้ยเมี่ย รอยแยกห้วงมิติพร่างพราวเส้นหนึ่งพลันถูกแหวก ออก ก่อนที่คนกลุ่มหนึ่งจะทยอยกันลอดผ่านมา ผู้ที่เป็นคนนำคือเสวียนกวางอวี่รองเจ้าลัทธิจิตต วิสุทธิ์ แดนเทพเจ้าช่วงกลาง คนที่เขาพามาด้วยมีหงหมิงฮุยลูกศิษย์ของชวีอี้ รวม ไปถึงแดนเอตทัคคะอีกหลายคนที่พึ่งพาหงหมิงฮุย บวกกับหงโม่บิดาของหงหมิงฮุย “ทางฝ่ายพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวบอกว่าศิษย์ น้องเล็กมาที่นี่” หลังจากมาถึง หงหมิงฮุยก็กวาดตา
มองไปรอบด้าน “ว่ากันว่าเนี่ยเทียนผู้นั้นจมเข้าไป ใต้ดินพร้อมกับสัตว์ยักษ์มวลดาราด้วย ช่วงแรกเริ่ม โม่เหิงเป็นผู้พิทักษ์อยู่ที่นี่ ทว่าภายหลังเขาจากไป เพราะตระกูลโม่ในดินแดนสายฟ้านิรันดร์เกิดปัญหา เลยเปลี่ยนให้ศิษย์น้องเล็กมาเฝ้าแทน” ตอนนั้นเสวียนกวางอวี่แห่งลัทธิจิตตวิสุทธิ์ไม่ได้เข้า มาที่นี่พร้อมกับชวีอี้ คนที่มาคือจีหยวนฉวน เสวียนกวางอวี่ยืนอยู่ใต้รอยแยกห้วงมิติเส้นนั้น พลางปล่อยกระแสจิตวิญญาณและมีดแสงห้วงมิติ ให้ตรวจตราไปรอบด้าน “นังหนูเผยไม่ได้อยู่บนนี้” สิบกว่าวินาทีหลังจากนั้น เขาก็ดึงเอากระแสจิตที่กระจายไปทั่วหลายร้อย หลายพันลี้กลับคืนมา ก่อนจะมองไปยังชั้นพลังงาน หลากสีที่อยู่เบื้องล่างซึ่งบดบังพื้นที่ใต้ดินเอาไว้ “ผู้
แข็งแกร่งของชนต่างเผ่าและเผ่าวิญญาณโบราณต่าง ก็ถูกกำราบเลือดลม จึงยากจะข้ามผ่านไปได้” “พวกโม่เหิงไม่เชี่ยวชาญพลังแห่งมิติ จึงไม่สามารถ ฝ่าปราการเลือดลมของสัตว์ยักษ์มวลดาราเข้าไป ข้างในได้เช่นกัน” “ตอนนั้นไม่รู้ว่าเจ้าลัทธิมัวยุ่งอยู่กับเรื่องอะไรหรือ ว่าเป็นเพราะเนี่ยเทียนถึงได้ไม่เข้าไปตรวจข้างใน โดยละเอียด” เสวียนกวางอวี่พึมพำกับตัวเองเบาๆ ในดวงตาของ เขาค่อยๆ มีประกายร้อนแรงผุดขึ้นมาทีละน้อย “สัตว์ยักษ์มวลดาราตัวหนึ่งเชียวนะที่ฝังร่างไว้ข้าง ใต้นี้” ดาบแหลมคมวาววับลักษณะเป็นผลึกแคบยาวไม่รู้ ชื่อถูกเขาเรียกออกมา “ผ่ามิติ!”
เสวียนกวางอวี่โคจรเวทลับ ใช้ดาบที่พิเศษเล่มนั้น ฟาดฟันลงไปยังวงแสงพลังงานเบื้องล่างอย่างแรง ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 40 บทที่ 1173 ไล่แขก
คนที่รู้ความลับของสัตว์ยักษ์มวลดารามีอยู่ไม่มาก แต่ในฐานะที่เสวียนกวางอวี่เป็นรองเจ้าลัทธิจิตต วิสุทธิ์ย่อมต้องเข้าใจดี โดยเฉพาะเมื่อผู้แข็งแกร่งของสี่ฝ่ายกลับไปป่าว ประกาศเรื่องหายนะที่เกิดขึ้นในสนามรบสุ้ยเมี่ย ทุก คนจึงแอบไปสืบความจนรู้ว่าสัตว์ยักษ์มวลดาราก็คือ กุญแจสำคัญของเรื่องทุกอย่าง ก่อนหน้านี้เนื่องจากติดพันกับธุระอย่างอื่น บวกกับ ที่ชวีอี้มาที่นี่ด้วยตัวเอง เสวียนกวางอวี่จึงไม่ได้มา ทว่าช่วงที่ผ่านมานี้เขาได้ไปหาตำราโบราณศึกษา ความลับเกี่ยวกับสัตว์ยักษ์มวลดารา จนกระทั่งมี ความมั่นใจมากพอจึงคิดจะมาดูให้เห็นเองกับตาสัก หน่อย
จุดลึกในดวงตาของหงหมิงฮุย หงโม่ และยังมีแดน เอตทัคคะบางส่วนที่เป็นลูกน้องของหงหมิงฮุยต่างก็ ฉายประกายเร่าร้อน “สัตว์ยักษ์มวลดาราเชียวนะ หากดูตามตำราที่ได้มา จากชนต่างเผ่าและเผ่าวิญญาณโบราณ สัตว์ยักษ์ มวลดาราล้ำค่าไปทั้งตัว ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหนัง กรง เล็บหรือกระดูกก็ล้วนสามารถเอามาทำเป็นวัตถุดิบ ในการหลอมอาวุธระดับเชื่อมโยงวิญญาณ หรืออาจ เป็นอาวุธระดับเทพไม่ดับสลายเลยก็ได้” “เลือดลมของชนต่างเผ่าและเผ่าวิญญาณโบราณถูก กำราบ พวกมันจึงไม่กล้าเข้าไปข้างใน แต่พวกเรา ย่อมไม่กลัวอยู่แล้ว” “เพียงแต่ไม่รู้ว่าทำไมตอนนั้นพวกเจ้าลัทธิ เจ้า สำนักไม้ เจ้าสำนักไฟและโม่เหิงถึงไม่มีความคิด อยากครอบครอง?”
“หรือเป็นเพราะพวกเขาต่อสู้กับต้าจุนชนต่างเผ่ามา ก่อนจึงสูญเสียพลังเยอะเกินไป?” “หวังว่ารองเจ้าลัทธิจะลอดผ่านชั้นพลังงานเข้าไป ในร่างของสัตว์ยักษ์มวลดาราได้จริงๆ” “…” ผู้แข็งแกร่งแดนเอตทัคคะที่พึ่งพาหงหมิงฮุยซุบซิบ กันเบาๆ ตาก็จ้องมองไปยังเสวียนกวางอวี่ที่ใช้ดาบ ผ่ามิติฟันลงไปเบื้องล่างไม่กะพริบ ดาบผ่ามิติก็คืออาวุธเทพไม่ดับสลายชิ้นหนึ่งเช่นกัน แน่นอนว่าเมื่อเทียบกับกระจกมิติมายาแล้ว อาวุธ ชิ้นนี้ยังคงอยู่คนละชั้นกับกระจกมิติมายา กระจกมิติมายาคืออาวุธเทพที่สืบทอดต่อกันมา ตั้งแต่สมัยโบราณของลัทธิจิตตวิสุทธิ์ มีเพียงเจ้าลัทธิ จิตตวิสุทธิ์เท่านั้นถึงจะมีสิทธิ์ได้ครอบครอง
หลังจากที่อายุขัยของเจ้าลัทธิจิตตวิสุทธิ์แต่ละรุ่น หมดสิ้นลง เรือนกายมอดดับจิตวิญญาณแหลก สลาย กระจกมิติมายากลับไม่ได้ตายตามไปด้วย แต่ กลับถูกส่งต่อกันมาเป็นรุ่นๆ ทว่าดาบผ่ามิตินั้นไม่เหมือนกัน อาวุธที่เรียกว่าก็เป็นระดับเทพไม่ดับสลาย เช่นเดียวกันชิ้นนี้ มีเพียงเสวียนกวางอวี่ที่ฝ่าทะลุ แดนเทพเจ้าแล้วใช้วัตถุดิบวิเศษมากมายสร้างขึ้นมา เท่านั้นที่ได้ครอบครอง เป็นอาวุธเทพไม่ดับสลายเช่นเดียวกัน ทว่าระดับชั้น ของดาบผ่ามิติกลับอยู่ห่างไกลจากกระจกมิติมายา มากนัก ทว่าจุดที่แข็งแกร่งที่สุดของดาบผ่ามิติก็คือความคม มันสามารถผ่าห้วงมิติให้ปริแตก และสามารถฟาด ฟันเลือดเนื้อของสิ่งมีชีวิตส่วนใหญ่ให้แหลกลาญได้
ดาบผ่ามิติที่มีลักษณะแคบยาว สร้างขึ้นมาจากการ ชุบหลอมผลึกพิเศษบางอย่างกระทบลงบนชั้น พลังงานหลากสีนั่นในที่สุด “เปรี๊ยะๆๆ!” แสงพร่างพราวพลันระเบิดสาดยิงออกมา พลังศพที่ผสานรวมอยู่ในเลือดลมของสัตว์ยักษ์มวล ดาราและไม่มีที่ให้ระบายออกจึงม้วนตลบเข้าหา ดาบผ่ามิติทันที “เพล้งๆๆ!” ดาบผ่ามิติที่ทำจากผลึกใสส่งเสียงก้องใสแจ๋ว ก่อนที่ ค่ายกลห้วงมิติละเอียดยิบซึ่งถูกสลักลงไปใน ภายหลังจะลอยขึ้นมาเหนือดาบผ่ามิติ ค่ายกลห้วงมิติจำนวนมากกำลังตัดสลับผสาน รวมกัน ครั้นจึงกลายมาเป็นค่ายกลขนาดใหญ่ที่ ซับซ้อนอย่างถึงที่สุด
ทว่าค่ายกลนั้นกลับถูกพลังประหลาดมากมายพุ่ง เข้าจู่โจม มีลวดลายห้วงมิติหลายจุดที่อ่อนจางลง คล้ายกำลังจะถูกลบเลือนให้หายไป เสวียนกวางอวี่หน้าเปลี่ยนสี ก่อนที่ปลายนิ้วเขาจะมี สายฟ้าเปล่งวาบ “ฟิ้ว!” ดาบผ่ามิติที่มหัศจรรย์เล่มนั้นกลับเข้ามาอยู่กลางฝ่า มือของเขาอีกครั้ง เขาหรี่ตาลง ขมวดคิ้วแล้วเงียบไป ในพื้นที่พิเศษเบื้องใต้สนามรบสุ้ยเมี่ยที่สัตว์ยักษ์มวล ดาราบุกเบิกเอาไว้มีแสงพลังงานหลากหลายสีสัน แฝงเร้นไว้ด้วยพลังงานที่ทั้งเข้มข้นและบริสุทธิ์ ซึ่ง หลังจากผ่านการชุบหลอมจากสัตว์ยักษ์มวลดาราก็ ไหลรินลงมาด้านใต้
เผยฉีฉีกำลังโคจรพลังสายเลือด ใช้มหาสมุทร วิญญาณจุดตันเถียนดึงเอาเส้นแสงที่บินวูบวาบไป มาไม่แน่นอนมาหาตัวเอง เส้นแสงเหล่านั้นมองดูคล้ายผลึกน้ำแข็งที่เป็น ประกายวับแวม ซึ่งพวกมันล้วนเป็นพลังงานห้วงมิติที่พิเศษ! ในฐานะที่สนามรบสุ้ยเมี่ยคืออาณาจักรขนาดมหึมา จึงมีประตูข้ามอาณาจักรและช่องทางห้วงมิติตาม ธรรมชาติบังเกิดขึ้นมากมาย สิ่งที่สร้างช่องทางหรือประตูเหล่านี้ขึ้นมาก็คือพลัง ห้วงมิติ ก่อนหน้านี้ตอนที่สัตว์ยักษ์มวลดาราคลุ้ม คลั่งก็ได้มีพื้นที่หลายแห่งที่พังทลายลง พลังงานห้วงมิติที่กระจัดกระจายไปตามจุดต่างๆ จึง ถูกเลือดลมของสัตว์ยักษ์มวลดาราดูดซับเอามา รวมกันไว้ที่นี่
“เอ๊ะ!” จู่ๆ เผยฉีฉีที่กำลังฝึกตนก็เงยหน้ามองท้องฟ้า ด้านบน “มีอาวุธที่แหลมคมบางอย่างพยายามจะแทงผ่าน เขตอาคมที่สร้างขึ้นจากเลือดลมของสัตว์ยักษ์มวล ดาราเข้ามา” นางพึมพำ “วัตถุชิ้นนี้มีพลังห้วงมิติที่ แหลมคมที่สุด ดูเหมือนว่าจะเป็นดาบผ่ามิติของ ท่านผู้นั้น เขา มาที่นี่ทำไม?” เพียงแค่สัมผัสกับคลื่นห้วงมิติที่แผ่ออกมา นางก็เดา ออกว่าคนที่ลงมือก็คือเสวียนกวางอวี่แห่งลัทธิจิตต วิสุทธิ์ นางไม่มีความรู้สึกดีอันใดต่อเสวียนกวางอวี่ และ นางเองก็รู้ดีว่าเสวียนกวางอวี่สนิทกับหงหมิงฮุยอยู่ มาก แต่ไรไหนมาเสวียนกวางอวี่ก็เข้าใจมาโดย
ตลอดว่าหงหมิงฮุยต่างหากถึงเป็นผู้ที่มีสิทธิ์ในการ เป็นเจ้าลัทธิคนต่อไปมากที่สุด —หากว่านางไม่ปรากฏตัว หลังจากที่ชวีอี้รับนางเข้าเป็นศิษย์ ทุกคนก็เริ่มมอง ออกว่าชวีอี้ให้การปลูกฝังอบรมนางอย่างจริงจัง ตั้งใจ มีท่าทางว่าจะมอบตำแหน่งเจ้าลัทธิจิตตวิสุทธิ์ คนต่อไปให้แก่นาง เรื่องที่เสวียนกวางอวี่เคี่ยวเข็ญหงหมิงฮุย ให้หงหมิง ฮุยพยายามตามจีบนางอย่างบ้าคลั่ง นางก็พอจะได้ ยินมาจากคนอื่นๆ อยู่บ้าง ด้วยเหตุนี้นางจึงยิ่งไม่พอใจในตัวเสวียนกวางอวี่ เนี่ยเทียนไม่รู้เรื่องที่เกิดขึ้นภายนอกแม้แต่น้อย เขา ยังคงตั้งใจดูดซับพลังงงานต่างๆ ที่มีประโยชน์ใน การสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ตัวเองมาอย่างบ้าคลั่ง
เผยฉีฉีพอจะสัมผัสได้ว่าขอบเขตของเนี่ยเทียน อาจจะฝ่าทะลุไปอีกครั้งอย่างรวดเร็ว จนไต่ไปถึง เขตวิญญาณช่วงท้าย แล้วก็มีเพียงพื้นที่มหัศจรรย์ที่ถูกสัตว์ยักษ์มวลดารา ชุบหลอมพลังงานต่างๆ ให้บริสุทธิ์เพียงเวลาสั้นๆ บวกกับความพิเศษของเมล็ดพันธ์เปลวเพลิง บุปผา เก้าดาราและต้นวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ของเนี่ยเทียนเอง เท่านั้นถึงจะสร้างปาฏิหาริย์ให้กับเนี่ยเทียนได้ถึง เพียงนี้ “ครืนๆๆ!” มีริ้วคลื่นใหญ่ยักษ์หลายระลอกกระเพื่อมออกจาก ในวงแสงพร่างพราว ไม่มีเสียงดังลอยมา ทว่าเผยฉี ฉีกลับมองเห็นได้อย่างชัดเจน เพียงมองปราดเดียวนางก็เข้าใจได้ถึงความไม่ ยินยอมของเสวียนกวางอวี่ และเกรงว่าอีกฝ่ายคง
ร่ายใช้พลังงานที่แข็งแกร่งมากกว่าเดิมอย่างเช่นพลัง วิญญาณแห่งเทพแล้วด้วยซ้ำ บางทีเสวียนกวางอวี่อาจจะเรียกกายธรรมแห่งเทพ ออกมาแล้วก็เป็นได้ เขาคงคิดจะร่วมมือกับดาบผ่า มิติฟาดฟันชั้นพลังงานให้ปริออกแล้วเข้ามาในนี้ เผยฉีฉีสูดลมหายใจเข้าลึก สัมผัสได้ทันทีว่าพลังงาน บริสุทธิ์ส่วนหนึ่งถูกสัตว์ยักษ์มวลดาราดึงเอาไปใช้ ต้านทานการโจมตีของเสวียนกวางอวี่ ซึ่งเดิมทีพลังงานเหล่านั้นควรจะไหลลงมาให้นาง และเนี่ยเทียนได้ดูซับ ถ้าหากพลังงานที่สัตว์ยักษ์มวลดาราชุบหลอมถูกดึง ออกไปทีละนิดเพื่อป้องกันเสวียนกวางอวี่ ผลประโยชน์ที่นางและเนี่ยเทียนสองคนจะได้รับก็ ย่อมลดน้อยลงตามไปด้วย
หรือหากสัตว์ยักษ์มวลดารารู้สึกว่าเป็นอย่างนี้ต่อไป จะเปลืองแรงของมัน มันก็อาจถือโอกาสตัดขาด ความสัมพันธ์กับโลกภายนอกเสียเลย เมื่อถึงเวลานั้นวงแสงพลังงานจะไม่เหลืออยู่อีก สัตว์ ยักษ์มวลดาราและพื้นที่อัศจรรย์แห่งนี้ก็จะหายไป ด้วย เกรงว่านางและเนี่ยเทียนสองคนก็คงต้องถูกบีบให้ ออกไปจากที่นี่ก่อนกำหนด “ไอ้พวกตัววุ่นวาย ตอนที่มีการต่อสู้ก่อนหน้านี้ไม่ โผล่หัวมา พอจบเรื่องกลับแอบลักลอบมาเสียนี่…” สีหน้าเผยฉีฉีเย็นชา ลังเลอยู่เพียงครู่เดียวก็หยุดการ ฝึกตนแล้วใช้ “ผลึกแดนเทศะ” บินขึ้นไปด้านบนอีก ครั้ง “ศิษย์น้องเล็ก!”
หงหมิงฮุยตื่นเต้นขึ้นมาทันใด รีบปรี่เข้ามารับหน้า นางด้วยสีหน้ากระตือรือร้นยิ่ง “ศิษย์น้องเล็ก ก่อน หน้านี้เจ้าไปอยู่ไหนมา? ข้าได้ยินว่าเจ้าอยู่ที่นี่เลย ตั้งใจมาหาเจ้า!” “คารวะคุณหนูเผย” พวกลูกน้องรวมไปถึงหงโม่บิดาของเขาต่างก็พากัน ทักทายนางด้วยรอยยิ้มเต็มใบหน้า มีเพียงเสวียนกวางอวี่ที่ยังอยู่ในกายธรรมแห่งเทพ ร่างใหญ่โต กางแขนทั้งสองข้างควบคุมดาบผ่ามิติที่ ขยายใหญ่หมายจะฟาดฟันลงไปอีกครั้ง พอเผยฉีฉีเผยกาย เสวียนกวางอวี่ก็สะดุ้ง กายธรรม แห่งเทพที่ส่องแสงเจิดจรัสไปหมื่นจั้งหดเล็กลง โดยเร็ว “ฟิ้ว!”
ไม่กี่วินาทีต่อมาเขาก็คืนสภาพกลับมาเป็นปกติ พลังงานคมกริบที่ทำให้ห้วงมิติปริแตกก็หายไปด้วย “คารวะรองเจ้าลัทธิ” เผยฉีฉีค้อมตัวลงน้อยๆ “นังหนูเผย เจ้า ออกมาจากข้างในนั้นรึ?” ดวงตา ของเสวียนกวางอวี่ฉายความสนใจอันเข้มข้น “ต้อง ใช่แน่ๆ ก่อนหน้านี้ข้าตรวจสอบอย่างละเอียดแล้ว พื้นที่บริเวณใกล้เคียงนี้ไม่มีปราณของเจ้าอยู่ เจ้า เข้าไปในนั้นได้อย่างไร? อีกอย่างด้านในมีอะไรอยู่ กันแน่?” “ศิษย์น้องเล็ก ห้วงมิติพิเศษที่สัตว์ยักษ์มวลดารา บุกเบิกเอาไว้มีความมหัศจรรย์เช่นไรหรือ?” หงหมิง ฮุยเองก็เริ่มสนใจ “ในเมื่อเจ้าเข้าไปได้ จะช่วยพา พวกเราเข้าไปพบความมหัศจรรย์บ้างได้หรือไม่? รองเจ้าตำหนักมาเป็นเพื่อนพวกเราครั้งนี้ก็เพราะ อยากจะเข้าไปดูพื้นที่ที่สัตว์ยักษ์มวลดาราสร้างขึ้น เสียหน่อย”
“ด้านในไม่มีอะไร ไม่เหมาะสมกับพวกเจ้า พวกเจ้า รีบกลับไปซะเถอะ อย่าได้รบกวนการฝึกตนของข้า เลย” เผยฉีฉีเอ่ยเสียงเย็นเยียบราวน้ำแข็ง พอนางกล่าวจบ สีหน้าของพวกเสวียนกวางอวี่และ หงหมิงฮุยก็เปลี่ยนมาเป็นไม่น่ามองทันที ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี
เล่มที่ 40 บทที่ 1174 พวกเจ้าต่างหากที่เป็นคนนอก!
เสวียนกวางอวี่ตั้งใจมาที่นี่ก็เพื่อต้องการจะมาดูพื้นที่ พิเศษที่สัตว์ยักษ์มวลดาราบุกเบิกไว้เพื่อฝังศพของ ตัวเอง เขาพลิกอ่านตำราเก่าแก่ที่ได้จากชนต่างเผ่าและเผ่า วิญญาณโบราณมามากมาย ถึงได้พอจะมีความรู้ต่อ ผู้พิชิตในยุคดั้งเดิมบ้างเล็กน้อย ยิ่งเขาเข้าใจลึกซึ้งมากเท่าไหร่ก็ยิ่งใคร่รู้มากเท่านั้น อยากรู้มากว่าสัตว์ยักษ์มวลดาราที่แม้แต่เทพยักษ์ค้ำ ฟ้า ภูตผีปีศาจบรรพกาลก็ยังสามารถสังหารได้ เรื่อง มันเป็นมาอย่างไรกันแน่
ขนาดกายธรรมแห่งเทพเขายังเอาออกมาใช้แล้ว ทั้ง ยังใช้ดาบผ่ามิติ ทว่าก็ยังไม่สามารถทำลายเขต ปราการป้องกันชั้นนั้นลงได้ เขาจึงเริ่มเข้าใจว่าทำไมผู้แข็งแกร่งหลายคนที่ทั้งๆ อยู่ที่นี่ แต่กลับละทิ้งมันไป เขาเดาเอาว่าบางทีพวกจีหยวนฉวน เย่เหวินฮั่น และใครหลายๆ คนอาจจะเคยแอบทดลองมาแล้ว เมื่อทำไม่ได้ถึงได้จากไป เขาเชื่อว่าหากชวีอี้เจ้าลัทธิของเขาใช้กระจกมิติ มายาก็น่าจะมีความสามารถที่จะเข้าไปในพื้นที่ที่ สัตว์ยักษ์มวลดาราบุกเบิกเอาไว้ได้ เพียงแต่ไม่รู้ว่าด้วยจุดประสงค์ใด ชวีอี้ถึงไม่ได้ทำ เช่นนั้น แต่กลับปล่อยให้เนี่ยเทียนอยู่ที่นี่แล้วจากไป เพียงลำพัง
เวลานี้จู่ๆ ก็มีเรื่องไม่คาดคิดเกิดขึ้น เขาคาดไม่ถึงว่า เผยฉีฉีก็จะมีความสามารถเข้าออกที่นี่ได้ตามใจชอบ แน่นอนว่าเขาย่อมหวังให้เผยฉีฉีพาเขาและหงหมิง ฮุยเข้าไปชมความลี้ลับด้วยกัน ไม่นึกว่าเผยฉีฉีจะปฏิเสธพวกเขาอย่างไม่อ้อมค้อม แบบนี้ ทั้งยังตั้งท่าจะไล่พวกเขาไปด้วย ในฐานะที่เขาเป็นรองเจ้าลัทธิจิตตวิสุทธิ์ เป็นผู้ที่ แข็งแกร่งที่สุดรองลงมาจากชวีอี้ เสวียนกวางอวี่จึงมี ศักดิ์ศรีเป็นของตัวเอง พอได้ยินนางพูดเช่นนั้นจึง ขมวดคิ้ว “ศิษย์น้องเล็ก” หงหมิงฮุยเป็นตัวแทนเขาในการสั่ง สอนเผยฉีฉี “เนี่ยเทียนผู้นั้นอยู่ข้างในใช่ไหม?” เผยฉีฉีพยักหน้ารับด้วยท่าทีที่ยังเฉยชาดังเดิม “อยู่ เกี่ยวอะไรกับเจ้าด้วย?”
“เนี่ยเทียนอยู่ข้างในนั้นได้ แล้วทำไมพวกเราถึงเข้า ไปไม่ได้?” หงโม่เรียกร้องความเป็นธรรม เผยฉีฉีหันกลับไปมองหน้าเขาด้วยสายตาเย็นชา “เจ้ามันตัวอะไร? แม้แต่ลูกศิษย์ในลัทธิก็ยังไม่ใช่ เจ้ามีคุณสมบัติมากพอจะมาซักถามข้าอย่างนั้น หรือ?” นางเองก็เกลียดขี้หน้าหงโม่มานานมากแล้ว เหมือนกัน หงหมิงฮุยตามตื๊อนางมานานมากแล้ว และวิธีการ หน้าด้านมากมายที่เขาใช้จีบนาง นางก็รู้ว่าล้วนมา จากฝีมือของคนผู้นี้ ในฐานะที่เป็นบิดาของหงหมิงฮุย เพียงประโยค เดียวของนาง สีหน้าของหงโม่ก็เปลี่ยนมาเป็นเขียว แดง ขาวสลับกันไป ลมหายใจของเขาหอบรัว เล็กน้อย แต่กลับพูดอะไรไม่ออก
ต่อให้เขาจะไม่พอใจ ไม่ชอบฟังคำพูดถากถางของ เผยฉีฉีมากแค่ไหน เขาก็ไม่สามารถตอบโต้กลับไปได้ เดิมทีเขาหงโม่มีพรสวรรค์ในการฝึกตนที่ธรรมดา ที่ มีฐานะอย่างทุกวันนี้ได้ก็เพราะได้ดีตามบุตรชาย หากหงหมิงฮุยไม่ถูกชวีอี้รับเป็นลูกศิษย์ เขาก็ไม่ใช่ อะไรทั้งนั้น ต่อให้เป็นตอนนี้ เขาที่อยู่ในกลุ่มของพวกแดน เอตทัคคะก็ยังไม่ใช่คนที่แข็งแกร่งที่สุดอยู่ดี แต่เพียง เพราะความสัมพันธ์ระหว่างเขากับหงหมิงฮุย ถึง ได้รับการยกย่องจากคนอื่น แต่ว่าฐานะเหล่านั้นของเขาเมื่อมาอยู่ต่อหน้าเผยฉีฉี แน่นอนว่าย่อมไม่มากพอ หากลบตัวตนของบิดาทิ้งไป เขาก็เหมือนกับแดน เอตทัคคะคนอื่นๆ ของหงหมิงฮุยที่เป็นเพียงแค่ผู้
พึ่งพา รับฟังคำสั่งจากหงหมิงฮุยเท่านั้น ไม่ถือว่า เป็นลูกศิษย์ของลัทธิจิตตวิสุทธิ์จริงๆ ด้วยซ้ำ ทว่าเผยฉีฉีกลับเป็นลูกศิษย์ที่ชวีอี้เจ้าลัทธิจิตตวิสุทธิ์ ยอมผิดคำพูดของตัวเองเพื่อรับเข้าเป็นลูกศิษย์คน สุดท้าย อีกทั้งเหตุการณ์ต่างๆ ยังแสดงให้เห็นชัดเจนว่ามี ความเป็นไปได้ถึงแปดเก้าส่วนที่เผยฉีฉีจะได้ กลายเป็นเจ้าลัทธิจิตตวิสุทธิ์คนต่อไปแทนที่ลูกชาย ของเขา! เผยฉีฉีตำหนิเขา เขากลับไม่อาจทำอะไรได้เลย แม้แต่น้อย “ถ้าอย่างนั้นข้าถามได้ไหมว่าทำไมเนี่ยเทียนถึงอยู่ ข้างในได้ แต่พวกเราเข้าไปไม่ได้?” หงหมิงฮุยที่หน้า แดงก่ำแค่นเสียงถามอย่างไม่พอใจขึ้นมาบ้าง
“เนี่ยเทียนลงไปข้างล่างด้วยความสามารถของ ตัวเอง” เผยฉีฉีกล่าวเสียงเรียบเฉย หงหมิงฮุยเกือบจะสำลักประโยคนี้ของนาง มีปาก แต่มิอาจโต้กลับคืนไปได้ “นังหนูเผย เจ้าจะพาพวกเราเข้าไปดูสักหน่อยไม่ได้ เชียวรึ?” เสวียนกวางอวี่สูดลมหายใจเข้าลึกหนึ่ง ครั้ง แม้ว่าจะไม่พอใจมากแค่ไหน แต่ก็ทำได้แค่ข่ม กลั้นอารมณ์เอาไว้ “พวกเราล้วนเป็นคนลัทธิ เดียวกัน พาพวกเราเข้าไปด้วยมันจะมีปัญหาอะไร นักหนา?” “ข้าไม่ต้องการแบ่งปันความมหัศจรรย์ด้านล่างนั้น กับใคร ง่ายดายเพียงนี้แหละ” เผยฉีฉีเลิกคิ้ว “แต่เจ้ายินดีแบ่งปันมันกับเนี่ยเทียนงั้นสิ?” สีหน้า หงหมิงฮุยไม่น่ามอง “เจ้าเป็นคนของลัทธิจิตตวิสุทธิ์ เขาเป็นคนของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว ต่อให้
พวกเจ้าจะรู้จักกันมาตั้งแต่อยู่ดินแดนดาวตก เจ้าก็ ไม่จำเป็นต้องช่วยเขาทุกเรื่องหรอกกระมัง?” “เรื่องช่องทางสามเส้นที่เชื่อมดินแดนดาวตกไปยัง อาณาจักรปีศาจ เจ้าก็ช่วยพาเขาไปกวาดทรัพยากร จำนวนมหาศาลมาจากในสามอาณาจักรปีศาจ ใหญ่!” “เจ้าไม่บอกคนในสำนักแม้แต่คนเดียว!” “หลังจบเรื่องก็เห็นได้ชัดว่าเขาขอให้เจ้าทำลายรอย แยกห้วงมิติสามเส้นที่เชื่อมไปยังสามอาณาจักร ปีศาจ เพื่อป้องกันไม่ให้ภูตผีปีศาจกลับมาแก้แค้นได้ เจ้าช่วยเขาทำเรื่องพวกนี้ก็ยังพอว่า แต่กลับยังแบก รับภาระทั้งหมดเอาไว้คนเดียว! หากไม่เป็นเพราะ อาจารย์รักและเอ็นดูเจ้า ลำพังเพียงแค่เรื่องนี้ เจ้าก็ คงถูกหลายฝ่ายเอาเรื่องไปแล้ว!”
“รอยแยกห้วงมิติสามเส้นนั้นเชื่อมโยงไปถึง อาณาจักรปีศาจเชียวนะ! หากสี่สำนักเก่าแก่รู้ข่าว ล่วงหน้า ก็มีความเป็นไปได้ที่พวกเราจะโจมตีเผ่า ภูตผีปีศาจทั้งเผ่าได้!” “หลายปีมานี้พวกเราต่อสู้อยู่ในมหาสมุทรดาวมอด ดับมาตลอดเวลาก็ไม่ใช่เพราะสิ่งนี้หรอกหรือ?” “เพื่อคนนอกคนเดียว เจ้าสามารถทำเพื่อเขาได้ มากมาย คราวนี้แค่พาพวกเราเข้าไปดูข้างในกลับ ไม่ได้งั้นรึ?” หงหมิงฮุยพร่างพรูความไม่พอใจอย่างรุนแรงออกมา ชุดใหญ่ นี่คือสิ่งที่เขาอยากพูดมานานมากแล้ว “ในสายตาของข้า พวกเจ้าต่างหากที่เป็นคนนอก” เผยฉีฉีไม่คิดจะทำแม้แต่อธิบาย เพียงโยนประโยค เย็นชานี้ออกไป “หากพื้นที่ด้านล่างถูกโจมตี
ติดต่อกัน จะส่งผลกระทบต่อการฝึกตนของข้า หาก พวกเจ้ายังดึงดันจะเข้าไปโดยการทำลายปราการสี รุ้งนั่นอีก ข้าจะรายงานท่านอาจารย์ บอกว่าพวกเจ้า มาถ่วงรั้งโอกาสการฝึกตนของข้า” กล่าวจบก็ไม่รอให้เสวียนกวางอวี่พูดอะไรอีก นาง เพียงใช้ “ผลึกแดนเทศะ” จมหายเข้าไปเบื้องล่าง อีกครั้ง ทิ้งพวกเสวียนกวางอวี่ที่มีสีหน้ามืดทะมึนไว้ข้างนอก ได้แต่มองนางที่จู่ๆ ก็โผล่ออกมา แล้วจู่ๆ ก็หายไป ทั้งยังทิ้งคำพูดที่ทำให้พวกเขาเจ็บใจไว้โดยที่พวกเขา ทำอะไรไม่ได้เลย นานต่อมาหลังจากนั้น หงหมิงฮุยเงยหน้าขึ้น “เอา อย่างไรต่อ?” เขาจ้องเสวียนกวางอวี่เขม็ง “เจ้าลัทธิรักนางมากแค่ไหน เจ้าและข้าต่างก็รู้ดี” เสวียนกวางอวี่สีหน้าขมขื่น “ในเมื่อนางบอกแล้วว่า
หากพวกเราฝืนฝ่าปราการสีรุ้งนั้นเข้าไปจะส่งผลต่อ การฝึกตนของนาง หากพวกเรายังทำต่อ นางคงมี ข้ออ้างได้จริงๆ หลังจากจบเรื่อง เจ้าลัทธิคงตำหนิ พวกเราแน่” หัวคิ้วของเสวียนกวางอวี่ขมวดเข้าด้วยกันเป็นปม พอนึกถึงความเดือดดาลของชวีอี้ เขาก็บังเกิดความ หวั่นกลัว เขาหวาดกลัวชวีอี้อย่างลึกซึ้งไปถึงกระดูก ซึ่งเป็น อย่างนี้มานานมากแล้ว และไม่เคยเปลี่ยนแปลงไป เลย “ถ้าอย่างนั้นพวกเราก็มาเสียเที่ยวน่ะสิ?” หงหมิง ฮุยกล่าว เสวียนกวางอวี่เงียบงันไปนาน แล้วจู่ๆ ก็กล่าวขึ้นว่า “พวกเราไม่อาจลงมือ แต่หากเป็นคนอื่นก็คงห้าม ไม่ได้ หากมีแดนเทพเจ้าคนอื่นมาที่นี่แล้วฝ่าวงแสง
พลังงานสีรุ้งนั่นเข้าไป เกรงว่านังหนูเผยก็คงไม่ สามารถใช้ชื่อของลัทธิเราบอกให้คนอื่นถอยร่นไปได้ หรอกกระมัง?” ดวงตาของหงหมิงฮุยพลันเป็นประกาย “ประเสริฐ ยิ่ง!” “รายละเอียดควรจะทำอย่างไร ข้าไม่สน แล้วก็ไม่ ถามด้วย” เสวียนกวานอวี่หรี่ตาลง ก่อนกล่าวต่อ ด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “อีกอย่างเจ้าลัทธิเองก็รู้ว่ายัง มีคนอื่นที่สนใจสถานที่แห่งนี้เหมือนกัน พวกเราก็ แค่มาถึงก่อนเท่านั้น หากหลังจากนี้จะมีใครมาอีก หรือใช้วิธีการใดในการทดลองก็ไม่อยู่ในการควบคุม ของพวกเราอีกต่อไป” “เข้าใจแล้ว” หงหมิงฮุยตอบรับอย่างรู้ใจ หลายวันต่อมา
คนผู้หนึ่งขี่กระบี่มาถึง พลังอำนาจของเขาคมกริบ สะท้านฟ้า ผ่านที่ใดนภากาศก็สั่นสะเทือนที่นั่น ปราณกระบี่ท่วมเทียมฟ้า ราวกับว่าฟ้าดินรอบด้าน ถูกแทงเป็นรูมากมาย เสวียนกวางอวี่มองไปยังทิศไกลด้วยสีหน้าเคร่งขรึม คำรามในลำคอเบาๆ ว่า “คนผู้นั้นของหอทอดฟ้า มาถึงแล้ว!” หงหมิงฮุยหัวเราะเสียงแปร่ง “เดิมทีเขาก็อยากมา อยู่แล้ว พอข้าปล่อยข่าวออกไป เขาก็ย่อมอดทนรอ ไม่ไหว นอกจากเขายังมีอีกหลายคนที่น่าจะใกล้ มาถึงแล้ว” “ไม่ใช่คนของลัทธิเรา ทั้งยังเป็นคนผู้นั้น เกรงว่าเขา เองก็คงไม่เห็นแก่หน้าเจ้าลัทธิด้วยเช่นกัน” เสวียน กวางอวี่หัวเราะร่า “ข้าอยากจะรู้นักว่าหากเขาฝ่าวง
แสงพลังงานเข้าไปได้ นังหนูเผยจะใช้วิธีการแบบใด มาเกลี้ยกล่อมให้เขาถอยออกมา?” “ข้าเองก็อยากรู้เหมือนกัน” หงหมิงฮุยกล่าวอย่าง คนมีความสุขบนความทุกข์ผู้อื่น “ฟิ้ว!” ผู้ที่ยืนเหยียบอยู่บนกระบี่ยาวสีเขียววาววับแหวก อากาศมาถึงด้วยท่วงท่าสง่างาม “เสวียนกวางอวี่!” หลังจากที่คนผู้นั้นมาถึงก็เหลือบ ตามองสภาพการณ์รอบด้าน แล้วจึงถามอย่าง ค่อนข้างแปลกใจ “พวกเจ้ามาถึงที่นี่ตั้งแต่ เมื่อไหร่?” “พี่ฟ่าน” เสวียนกวางอวี่ทักทายด้วยน้ำเสียงเรียบ เรื่อย “พักใหญ่แล้วล่ะ แต่ว่าเขตปราการด้านล่างที่ เกิดจากเลือดลมของสัตว์ยักษ์มวลดาราช่างทำลาย ได้ยากนัก”
“ยากสักแค่ไหนกันเชียว? แม้แต่เจ้าก็รู้สึกว่ามันยาก ด้วยหรือ?” ฟ่านเทียนเจ๋อถามอย่างแปลกใจ เป็นแดนเทพเจ้าช่วงกลางเหมือนกัน ฟ่านเทียนเจ๋อ ที่มาจากหอทอดฟ้ารู้ดีว่าเสวียนกวางอวี่รับมือได้ไม่ ง่ายนัก ดาบผ่ามิติของอีกฝ่ายก็เป็นอาวุธเทพไม่ดับ สลาย สามารถกรีดผ่าห้วงมิติได้ ขนาดเสวียนกวางอวี่ยังไม่สามารถทำลายเขตอาคม นั้นลง นี่จึงทำให้เขาแปลกใจอย่างมาก “เจอเรื่องไม่คาดฝันนิดหน่อย เลยไม่ได้ลงมือเต็ม กำลัง” เสวียนกวางอวี่คลี่ยิ้ม “ก่อนหน้านี้ยังคิดอยู่ ว่าจะกลับไปดีหรือไม่ คาดไม่ถึงว่าเจ้าจะมา เสียก่อน” ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 40 บทที่ 1175 กระบี่ชิงหง!
พอฟ่านเทียนเจ๋อมาถึง หงหมิงฮุยและพวกลูกน้อง ของเขาต่างก็พากันเงียบเสียง นอกจากหงหมิงฮุยแล้ว คนอื่นๆ ไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะ สอดปากพูดอะไรทั้งนั้น ฟ่านเทียนเจ๋อมาจากหอทอดฟ้า เป็นบุตรบุญธรรม ของอดีตเจ้าหอรุ่นก่อนเหมือนกับฉู่หยวนเจ้าหอ ทอดฟ้าคนปัจจุบัน หากนับกันตามอาวุโสแล้ว ฟ่านเทียนเจ๋อแก่กว่าฉู่ หยวนเล็กน้อย ฉู่หยวนเจ้าหอทอดฟ้าที่แม้จะมีตบะเป็นแดนเทพ เจ้าช่วงท้าย ทว่ากลับให้ความเคารพต่อฟ่านเทียน เจ๋ออยู่มาก
ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะถึงแม้ฟ่านเทียนเจ๋อจะถูกเจ้าหอ คนเก่ารับเป็นบุตรบุญธรรมและให้การอบรมสั่งสอน อย่างดี ทว่าฟ่านเทียนเจ๋อกลับเป็นคนมีนิสัยรัก อิสระ ไปไหนมาไหนเพียงลำพัง ไม่ชอบถูกกักขังอยู่ ในสำนัก เรื่องราวมากมายในหอทอดฟ้า เขาคร้านจะสนใจ เอาแต่เตร็ดเตร่ไปทั่ว บางทีอาจด้วยเหตุนี้ อดีตเจ้าหอจึงระอาใจ จำต้อง ปล่อยฟ่านเทียนเจ๋อไปแล้วหันมามองฉู่หยวนเป็นผู้ สืบทอด ผลักดันให้ฉู่หยวนเดินขึ้นสู่ตำแหน่งเจ้าหอ ทอดฟ้าแทน ส่วนฟ่านเทียนเจ๋อนั้นแทบไม่ได้ใช้ทรัพยากรการฝึก ตนใดๆ จากหอทอดฟ้าเลย เขาเตร็ดเตร่ไปทั่ว ขี้ เกียจฝึกตน วันนี้จึงมีตบะเพียงแดนเทพเจ้าช่วง กลาง
หลายคนต่างก็บอกว่าหากฟ่านเทียนเจ๋อมานะเฉก เช่นฉู่หยวน ใช้ทรัพยากรของหอทอดฟ้ามาตั้งใจฝึก ตน เขาอาจจะประสบความสำเร็จเหนือกว่าฉู่หยวน ด้วยซ้ำ มาจนถึงวันนี้ ฟ่านเทียนเจ๋อที่อยู่ในหอทอดฟ้าก็ยัง ไม่มีตำแหน่งที่แน่นอนอะไร ยามใดที่หอทอดฟ้าเจอกับปัญหายุ่งยากจนฉู่หยวน ไม่มีเวลาให้รับมือ ถึงจะไหว้วานให้เขาไปช่วยจัดการ นอกจากฉู่หยวนแล้ว หอทอดฟ้าก็ไม่มีใครเชื้อเชิญ เขาได้อีก อีกทั้งฉู่หยวนยังติดค้างบุญคุณของเขา แต่เขาไม่ติด ค้างอะไรฉู่หยวนและหอทอดฟ้าแม้แต่น้อย ที่เขาช่วยจัดการเรื่องราวให้กับหอทอดฟ้าก็ล้วนเป็น เพราะเห็นแก่หน้าอดีตเจ้าหอ แล้วก็เพราะฉู่หยวน ยังคงปฏิบัติต่อเขาด้วยความเกรงใจมีมารยาท
การที่เขาซึ่งถือว่าอาวุโสยิ่งกว่าและมีบารมียิ่งกว่าฉู่ หยวนเจ้าหอทอดฟ้ามาถึงที่นี่ นอกจากเสวียนกวา งอวี่ที่มีสิทธิ์พูดจาอย่างเป็นธรรมชาติแล้ว แม้แต่ หงหมิงฮุยก็ยังขลาดกลัวไม่กล้าเอ่ยอะไร คนอื่นๆ จึงยิ่งรู้สึกว่าตัวเองไม่มีสิทธิ์พูดแทรก “เรื่องไม่คาดคิดอะไร?” ฟ่านเทียนเจ๋อไม่เข้าใจ “เรื่องนี้…” ดวงตาของเสวียนกวางอวี่เป็นประกาย วาบ กระแอมเบาๆ ก่อนกล่าวว่า “พี่ฟ่าน ตอนที่ เจ้ามาได้รู้ข่าวอะไรจากทางหอทอดฟ้าบ้างหรือไม่?” “ข้าไม่ได้กลับไปที่หอทอดฟ้านานมากแล้ว” ฟ่าน เทียนเจ๋อตอบเรียบๆ “แต่อย่างไรเจ้าก็น่าจะรู้ว่าเนี่ยเทียนบุตรแห่ง ดวงดาวคนที่เจ็ดของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวก็ อยู่ข้างล่างด้วยกระมัง?” เสวียนกวางอวี่ถามอีกครั้ง
“เขาอยู่ข้างในนั้นแล้วเกี่ยวอะไรกับข้าด้วย?” ฟ่าน เทียนเจ๋อขมวดคิ้ว “ข้าจะลงไปข้างล่าง ไม่ใช่เพื่อ เล่นงานเขาเนี่ยเทียนเสียหน่อย แต่เป็นเพราะข้ามี ธุระอย่างอื่นจึงต้องการจะไปตามหาของบางอย่าง จากในพื้นที่ที่สัตว์ยักษ์มวลดาราบุกเบิกเอาไว้” “เผยฉีฉีจากลัทธิข้าก็อยู่ในนั้นด้วย” เสวียนกวางอวี่ เอ่ยขึ้นอีก “ไม่เห็นเกี่ยวอะไรกับข้า” ฟ่านเทียนเจ๋อเริ่ม หงุดหงิด “หากเจ้าไม่ทดลองต่อ ข้าก็จะลองบ้าง” เสวียนกวางอวี่ถอยออกมาให้สองสามก้าว “เชิญ ตามสบาย!” ฟ่านเทียนเจ๋อควบคุมกระบี่ กระบี่ยาวสีเขียวเป็นประกายที่ถูกเขาเหยียบไว้ใต้ฝ่า เท้าเป็นเหมือนน้ำใสสะอาดผืนหนึ่งที่กรีดผ่าลงไป บนปราการเลือดลมของสัตว์ยักษ์มวลดารา
“อาวุธเทพไม่ดับสลาย! กระบี่ชิงหง!” หงหมิงฮุยอดร้องอุทานเสียงหลง สีหน้าเปลี่ยนมา เป็นเคร่งขรึมอย่างห้ามไม่ได้ กระบี่ชิงหงมีระดับสูงยิ่งกว่าดาบผ่ามิติของเสวียน กวางอวี่ อีกทั้งยังเป็นอาวุธเทพไม่ดับสลายที่สืบ ทอดต่อกันมาในหอทอดฟ้าหลายปีแล้ว กระบี่เล่มนี้ก็ถือเป็นสมบัติแห่งหอทอดฟ้าเช่นกัน! หากหลังจากนี้อายุขัยของฟ่านเทียนเจ๋อสิ้นสุดลง หรือถูกคนสังหาร กระบี่ชิงหงเล่มนี้จะยังถูกหอทอด ฟ้าเก็บคืนไปแล้วส่งต่อให้คนรุ่นถัดไป เมื่อกระบี่ชิงหงเผยกาย ปราณกระบี่คมกริบก็ทำให้ ฟ้าดินเกิดการเปลี่ยนแปลงสะเทือนเลือนสั่น “พรวดๆๆ!”
หลายสิบวินาทีต่อมา พลังงานและเลือดลมที่พุ่งลง ไปข้างล่างกลับถูกกระบี่ชิงหงชักนำจนก่อตัวพุ่ง ขึ้นมาเป็นลำแสงหลากหลายสีสัน ปราณกระบี่พวยพุ่งเทียมเมฆ ทำให้ท้องฟ้าและ พื้นดินของที่แห่งนี้เกิดการสั่นสะเทือนเบาๆ “ฟั่บ!” แสงสีรุ้งของกระบี่ประหนึ่งธารสวรรค์ที่ไหลรินลงสู่ ชั้นอาคมของสัตว์ยักษ์มวลดารา ช่องโหว่แคบยาวช่องหนึ่งปริแตกแล้วปิด ประสานกันอย่างรวดเร็ว แสงสีรุ้งของกระบี่แทงสวบเข้าไปข้างในอย่างเห็นได้ ชัด! สีหน้าของเสวียนกวางอวี่เปลี่ยนมาเป็นไม่ค่อยน่าดู เท่าใดนัก แถมหนังหนาของเขายังกระตุกอย่างไม่ เป็นธรรมชาติ
หงหมิงฮุยและผู้แข็งแกร่งที่อยู่ใต้บังคับบัญชาของ เขาพยายามกลืนเสียงร้องอุทานลงไปในลำคอ ราว กับกลัวว่าหากเสวียนกวางอวี่ได้ยินเข้าจะยิ่งทำให้ เขากระดากใจเข้าไปใหญ่ เป็นแดนเทพเจ้าช่วงกลางเหมือนกัน เสวียนกวางอวี่ เรียกดาบผ่ามิติออกมา ทั้งยังใช้กายธรรมแห่งเทพ แต่กลับไม่สามารถผ่าทำลายชั้นอาคมของสัตว์ยักษ์ มวลดาราไปได้ ทว่าฟ่านเทียนเจ๋อที่ไม่แม้แต่จะเผยกายธรรมแห่ง เทพ เพียงแค่ฟันลงไปครั้งเดียว ปราณกระบี่ของเขา ก็แทงทะลุชั้นอาคมเข้าไปได้แล้ว แค่นี้ก็รู้แล้วว่าใครฝีมือเหนือชั้นกว่า! “ก็ดูเหมือนว่าจะไม่ได้ยากเย็นอะไร” ฟ่านเทียนเจ๋อ พึมพำกับตัวเอง “แต่ก็ยังยุ่งยากเล็กน้อย ชั้นอาคม นั้นประสานตัวเข้าด้วยกันในเสี้ยววินาที ความ
เชื่อมโยงทางจิตวิญญาณของข้ากับปราณกระบี่ เปลี่ยนมาเป็นอ่อนจางอย่างมาก อยากที่จะ สังเกตการณ์อะไรได้ ดูท่าพลังที่ใช้คงจะน้อย เกินไป” พื้นที่พิเศษเบื้องล่าง เผยฉีฉีที่จากไปแล้วย้อนกลับมาอีกครั้งย่อมไป รบกวนเนี่ยเทียน เนี่ยเทียนจึงลืมตาสอบถาม แล้วก็ได้รู้ว่าเสวียนกวา งอวี่กับพวกหงหมิงฮุยแห่งลัทธิจิตตวิสุทธิ์พากันมา ที่นี่ อีกทั้งยังพยายามจู่โจมชั้นพลังงานหลากสีด้วย เผยฉีฉีอธิบายให้รู้ว่านางได้เตือนพวกเสวียนกวางอวี่ ไปแล้ว คนพวกนั้นต้องไม่กล้าทำตัวเหลวไหลอีก แน่นอน นางต้องการให้เนี่ยเทียนตั้งใจฝึกตนไปอย่างเดียว เท่านั้น ไม่ต้องกังวลกับปัญหาที่เกิดขึ้นภายนอก
เพราะเมื่อได้รับการช่วยเหลือจากเมล็ดพันธ์เปลว เพลิง บุปผาเก้าดาราและต้นวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ เนื่องจากโอสถวิญญาณเกาะผลึกได้มากขึ้น ขอบเขตของเนี่ยเทียนจึงมีแนวโน้มว่าจะฝ่าทะลุสู่ เขตวิญญาณช่วงท้าย สำหรับเขาแล้วนี่จึงถือเป็นโอกาสที่พันปีก็ยากจะ พานพบได้สักครั้ง เขาจึงเลือกที่จะเชื่อเผยฉีฉี คิดว่าพวกเสวียนกวา งอวี่ไม่กล้าสร้างความวุ่นวายอีก จึงตั้งใจฝึกตนต่อไป ครู่ใหญ่ต่อมา “สวบ!” แสงกระบี่ของฟ่านเทียนเจ๋อที่ผ่านชั้นพลังงานของ สัตว์ยักษ์มวลดารามาได้เส้นนั้นพลันพุ่งมาถึง แสงกระบี่เป็นสีรุ้ง ในปราณกระบี่มีกระแสจิต วิญญาณของฟ่านเทียนเจ๋ออยู่กลุ่มหนึ่ง
เผยฉีฉีหันขวับไปมองยังแสงกระบี่ แล้วก็เห็นเพียง ว่าแสงกระบี่นั้นเปลี่ยนแปลงไปอย่างต่อเนื่องเบื้อง หน้านาง สุดท้ายกลายมามีลักษณะเป็นฟ่านเทียน เจ๋อ แม้แต่กระแสจิตวิญญาณที่อ่อนจางก็ยังเป็น อันหนึ่งอันเดียวกับปราณกระบี่ “ปราณกระบี่หนึ่งเส้นกับคาถากระบี่ก็ประกอบกัน ขึ้นมาเป็นร่างแยกวิญญาณ วิชาเช่นนี้เป็นของหอ ทอดฟ้า!” เผยฉีฉีครุ่นคิดกับตัวเองเพียงครู่เดียวก็พลัน ตระหนักได้ นางหันไปมองเงากระบี่ที่มีรูปร่างแทบ จะใกล้เคียงกับร่างจริงของฟ่านเทียนเจ๋อด้วยท่าทาง ที่เหมือนเผชิญกับศัตรูตัวฉกาจ “ท่านเป็นใคร?” ด้านนอก หลังจากโจมตีไปแล้วครั้งหนึ่ง ฟ่านเทียน เจ๋อก็พูดว่าพลังไม่พอ ต้องการลงมืออีกครั้ง แต่อันที่ จริงเขากลับหยุดการโจมตีไปชั่วคราว
การเชื่อมโยงระหว่างเขากับปราณกระบี่เส้นนั้นไม่ได้ ถูกตัดขาดแม้แต่น้อย เมื่ออาศัยปราณกระบี่เส้นนั้น ต่อให้ตัวจริงเขายังอยู่ ข้างนอก แต่ก็ยังมองเห็นพื้นที่เบื้องล่างทั้งหมดได้ อย่างชัดเจน แล้วก็ไม่รีบร้อนลงมือ แต่ใช้ปราณ กระบี่นั้นมาสืบความให้รู้แน่ชัดเสียก่อน “ฟ่านเทียนเจ๋อแห่งหอทอดฟ้า” กระแสจิตวิญญาณ ของเขาส่งออกมาจากปราณกระบี่ “ฟ่านเทียนเจ๋อ!” เผยฉีฉีหน้าเปลี่ยนสีทันควัน นาง ไม่เคยเจอกับคนผู้นี้มาก่อน ทว่านางกลับเคยได้ยิน ชื่อเสียงของอีกฝ่ายมาแล้วหลายครั้ง คนที่เล่าเรื่องฟ่านเทียนเจ๋อให้นางฟังคือชวีอี้เจ้าลัทธิ จิตตวิสุทธิ์ ยามที่ชวีอี้พูดถึงฟ่านเทียนเจ๋อจะเต็มไป ด้วยความเลื่อมใสจากใจจริง บอกว่าลำพังเพียงแค่
พรสวรรค์ของฟ่านเทียนเจ๋อ คนผู้นี้ก็เหนือกว่าฉู่ หยวนเจ้าหอทอดฟ้าไปแล้วระดับหนึ่ง! “ท่านผู้อาวุโสมาที่นี่ด้วยธุระอันใด?” เผยฉีฉี สอบถามอย่างนอบน้อม ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 40 บทที่ 1176 ฟ่านเทียนเจ๋อ
เผยฉีฉีตั้งท่าเหมือนเจอศัตรูตัวฉกาจ ก่อนหน้านี้ตอนที่นางเจอกับเสวียนกวางอวี่ที่เป็น แดนเทพเจ้าช่วงกลางเหมือนกัน นางยังมีท่าทาง มั่นใจ มีความเป็นตัวของตัวเอง ตรงหน้านี้เป็นเพียงแค่เงาวิญญาณที่มาพร้อมกับ ปราณกระบี่ของฟ่านเทียนเจ๋อเท่านั้น ทว่ากลับทำ ให้นางเคร่งเครียดได้มากขนาดนี้ แค่นี้ก็พอจะเห็น ได้ว่าในสายตาของนาง เสวียนกวางอวี่และฟ่าน เทียนเจ๋อนั้นแตกต่างกันแค่ไหน “เจ้าคงเป็นเผยฉีฉีสินะ?”
ปราณกระบี่กลุ่มนั้นของฟ่านเทียนเจ๋อกลายร่างมามี สภาพเหมือนตัวจริงของเขาที่ย่อขนาดเล็กลง ซึ่ง กำลังมองประเมินเผยฉีฉีอย่างใคร่รู้ เป็นเพียงแค่ปราณกระบี่เส้นเดียวที่ฝากจิตวิญญาณ กลุ่มหนึ่งเอาไว้ ทว่าเมื่ออยู่ภายใต้การจับจ้องของ เขา เผยฉีฉีกลับมีความรู้สึกว่าถูกคนผู้นี้มอง ตรวจสอบอย่างทะลุปรุโปร่ง แม้แต่ความมหัศจรรย์ ทางสายเลือดห้วงมิติก็คล้ายจะถูกมองเห็นแจ่มแจ้ง หัวใจของนางพลันหนักอึ้ง ไม่รู้ว่าทำไม นางถึงรู้สึกได้โดยสัญชาตญาณว่าฟ่าน เทียนเจ๋อที่เป็นแดนเทพเจ้าช่วงกลางเหมือนกัน แต่ กลับมีศักยภาพเหนือกว่าเสวียนกวางอวี่ เรื่องที่เสวียนกวางอวี่ทำไม่ได้หรือไม่กล้าทำ ฟ่าน เทียนเจ๋อกลับทำได้
พอคิดว่าปราณกระบี่ที่อยู่ตรงหน้าคือพลังงานของ ฟ่านเทียนเจ๋อที่ลอดผ่านชั้นพลังงานเข้ามาถึงที่นี่ นางก็รู้แล้วว่าฟ่านเทียนเจ๋อแข็งแกร่งยิ่งกว่า นางเหลือบมองไปยังเนี่ยเทียนที่อยู่ห่างจากนางไป ช่วงระยะหนึ่งโดยอัตโนมัติ “คนผู้นั้น ก็คือบุตรแห่งดวงดาวคนที่เจ็ดของ พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวล่ะสิ?” เห็นว่านางไม่ตอบ เสียงของฟ่านเทียนเจ๋อก็ดังผ่าน ปราณวิญญาณออกมาอีกครั้ง ในที่สุดเผยฉีฉีก็ยอมพยักหน้ารับอย่างจำใจ “ผู้ อาวุโสสายตาแหลมคมนัก ข้าคือเผยฉีฉี อาจารย์ ของข้าคือชวีอี้เจ้าลัทธิจิตตวิสุทธิ์” หยุดไปครู่หนึ่ง นางก็หันไปมองเนี่ยเทียน “เขาก็คือ บุตรแห่งดวงดาวคนที่เจ็ดของพระราชวังโบราณ สะเก็ดดาว”
เพียงแค่เวลาชั่วกะพริบตา ปราณกระบี่เส้นนั้นของ ฟ่านเทียนเจ๋อก็กลายมาเป็นร่างแยกวิญญาณที่ ชัดเจน นอกจากเป็นภาพมายาแล้ว ก็แทบจะไม่ต่าง จากร่างจริงสักเท่าไหร่นัก แม้แต่ขนาดรูปร่างก็ยังเหมือนกันอย่างไม่มีผิดเพี้ยน หากในเวลานี้เสวียนกวางอวี่แห่งลัทธิจิตตวิสุทธิ์ สามารถบินลงมาด้วยก็คงเข้าใจได้ในเสี้ยววินาทีว่า ฟ่านเทียนเจ๋อสามารถสื่อสารกับเผยฉีฉีได้อย่างไร้ อุปสรรค อีกทั้งยังสามารถพูดได้ด้วยว่า เมื่อฟ่านเทียนเจ๋อใช้ เวทลับ แท้จริงแล้วเขาก็สามารถส่งพลังงานกลุ่ม หนึ่งของเขาลอดผ่านชั้นพลังงานของสัตว์ยักษ์มวล ดารามาได้ตั้งแต่แรก และเขาก็คือแดนเทพเจ้าช่วงกลาง
ต่อให้จะเป็นเพียงแค่พลังงานกลุ่มหนึ่งที่อยู่ที่นี่ แต่ หากเขาต้องการก็สามารถสร้างภัยคุกคามที่ถึงแก่ ชีวิตต่อเผยฉีฉีและเนี่ยเทียนได้ “เจ้าไม่ต้องเอาชื่ออาจารย์ของเจ้ามาข่มข้า” สีหน้า ฟ่านเทียนเจ๋อเฉยชา “แม้ว่าเขาจะเป็นถึงเจ้าลัทธิ จิตตวิสุทธิ์ผู้สูงส่ง แต่ข้าไม่จำเป็นต้องเห็นแก่หน้า เขา” เผยฉีฉีก้มหน้ากล่าวตอบรับอย่างว่าง่าย “ข้าเข้าใจ” “ฟิ้ว! ฟิ้วๆๆ!” จู่ๆ ก็มีปราณกระบี่มหัศจรรย์พุ่งออกมาจากในร่าง แยกวิญญาณกลุ่มนั้นของฟ่านเทียนเจ๋อ คล้ายกลาย มาเป็นกระบี่หลายเล่มที่มองไม่เห็นแต่กลับสัมผัสได้ ถึงปราณกระบี่แหลมคม ซึ่งแยกจากร่างวิญญาณ ของเขา มุ่งหน้าไปหาเนี่ยเทียน เผยฉีฉีหน้าเปลี่ยนสี ตวาดกร้าว “ผู้อาวุโส!”
ฟ่านเทียนเจ๋อแค่นเสียงกลับ “ข้าก็แค่อยากรู้จักเนี่ย เทียนผู้นี้เท่านั้น!” ปราณกระบี่ของฟ่านเทียนเจ๋อที่มองไม่เห็นแต่กลับ สัมผัสได้ถึงจิตวิญญาณที่อยู่ข้างในพุ่งฉิวไปหยุดอยู่ ข้างกายของเนี่ยเทียน เพราะได้รับผลกระทบจากปราณกระบี่ของฟ่าน เทียนเจ๋อ พวกพลังงานที่ถูกเมล็ดพันธ์เปลวเพลิง บุปผาเก้าดาราและต้นวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ของเนี่ย เทียนดึงดูดมาจึงขาดหายไปกลางคัน จุดตันเถียนของเนี่ยเทียนพลันสูญเสียความสามารถ ในการดึงพลังงานเข้มข้นไป “ท่านเป็นใคร!” นาทีถัดมา เนี่ยเทียนก็ลืมตาขึ้นโดยอัตโนมัติแล้วหัน ไปถลึงตาใส่ฟ่านเทียนเจ๋ออย่างไม่สบอารมณ์ “ที่นี่ เป็นพื้นที่พิเศษที่สัตว์ยักษ์มวลดาราบุกเบิกเอาไว้
ท่านคือเผ่ามนุษย์ หากต้องการเก็บพลังงานที่มี ประโยชน์ต่อตัวเองก็จงทำไป แต่เหตุใดต้องมา ขัดขวางข้า?” “เนี่ยเทียน เขาคือผู้อาวุโสฟ่านเทียนเจ๋อจากหอ ทอดฟ้า” เผยฉีฉีรีบพุ่งเข้ามา ด้วยกลัวว่าเนี่ยเทียน จะไปล่วงเกินฟ่านเทียนเจ๋อเข้าเพราะความไม่เข้าใจ ปราณกระบี่กลุ่มนั้นของของฟ่านเทียนเจ๋อสามารถ แทรกซอนเข้ามาในนี้ได้ ร่างจริงและกายธรรมแห่ง เทพของเขาย่อมต้องเข้ามาที่นี่ได้เต็มร้อย เผยฉีฉีกริ่งเกรงคนผู้นี้อย่างถึงที่สุด กลัวว่าหากกาย ธรรมแห่งเทพของเขาเข้ามาที่นี่จะทำให้เกิดคลื่นลูก ยักษ์ในพื้นที่ที่พิเศษแห่งนี้และเป็นเหตุให้การฝึกตน ของเนี่ยเทียนกับนางต้องหยุดลง “สามารถเอาชนะเอ้าเฟยลี่หย่าแห่งเผ่าภูตผีปีศาจ นับเป็นบุคคลอันดับหนึ่ง” ร่างแยกวิญญาณของ
ฟ่านเทียนเจ๋อจ้องมองเนี่ยเทียนเขม็ง แล้วก็เอาแต่ พูดอยู่กับตัวเอง “พรสวรรค์ทางสายเลือดที่ มหัศจรรย์ซึ่งข้าไม่เคยพบต้นกำเนิดทางสายเลือดนี้ จากร่างของชนต่างเผ่าใดๆ คล้ายสายเลือดพืชหญ้า ของเผ่าไม้ แต่ก็มีความมหัศจรรย์มากกว่า ปราณ ค่อนข้างคล้ายคลึงกับ…” เขาใคร่ครวญอยู่กับตัวเอง เมื่ออยู่ในหอทอดฟ้า เขาอาวุโสกว่าฉู่หยวน หลายปี มานี้ได้ท่องเที่ยวไปหลายแห่งจึงเคยสัมผัสใกล้ชิดกับ ชนต่างเผ่ามากมาย ประสบการณ์ของเขาย่อมมีเหนือกว่าผู้แข็งแกร่ง แดนเทพเจ้าหลายๆ คน “หอทอดฟ้า ฟ่านเทียนเจ๋อ…” คำพูดประโยคนั้นของเผยฉีฉีทำให้เนี่ยเทียนหน้า เปลี่ยนสีไปเล็กน้อย เขาเองก็เคยได้ยินหลายคนพูด
ถึงคนผู้นี้เช่นกัน รู้ที่ว่าที่มาของเขาไม่ธรรมดา จึงข่ม กลั้นความโมโหเอาไว้ชั่วขณะ “อู้ๆๆ!” ปราณกระบี่ที่ฟ่านเทียนเจ๋อใช้ขัดขวางเขาถูกอีก ฝ่ายสลายไปอย่างเงียบเชียบ เนี่ยเทียนจึงสามารถใช้สมบัติวิเศษสามอย่างใน มหาสมุทรวิญญาณจุดตันเถียนมาดึงพลังงานต่อไป ได้อีกครั้ง ขอบเขตและโอสถวิญญาณของเขาต่างก็กำลังเกิด การแปรสภาพ เขาเชื่อมั่นว่าในเวลาสั้นๆ นี้เขาจะสามารถฝ่าทะลุสู่ เขตวิญญาณช่วงท้าย หรืออาจจะ…ไปได้ไกล มากกว่านั้นอีกก้าวหนึ่ง —หากเขามีเวลามากพอ “พรวด!”
แก่นเลือดแห่งชีวิตหยดหนึ่งที่เป็นของเนี่ยเทียนถูก ร่างแยกวิญญาณของฟ่านเทียนเจ๋อดึงออกมา เขาคาดไม่ถึงว่าฟ่านเทียนเจ๋อจะมาถึงกะทันหัน ดังนั้นจึงไม่ทันเก็บมันกลับคืนมา แก่นเลือดแห่งชีวิตหยดนั้นของเขาผสานรวมเข้าสู่ ร่างแยกวิญญาณของฟ่านเทียนเจ๋อ ถูกปราณกระบี่ คมกริบนับพันนับหมื่นในร่างแยกวิญญาณของเขา แบ่งแยกและหลอมละลาย แก่นเลือดที่เป็นเหมือนอัญมณีสีแดงจึงพลันระเบิด แตก มีแสงสีเลือดมากมายที่เป็นเหมือนผลึกสาด กราวออกมา ที่น่าตกตะลึงก็คือร่างแยกวิญญาณของฟ่านเทียน เจ๋อกลับเกิดการเปลี่ยนแปลงที่มหัศจรรย์เพราะ แก่นเลือดเพียงหยดเดียวของเนี่ยเทียน!
ร่างแยกวิญญาณของเขาเหมือนได้รับเลือดเนื้อใน เสี้ยววินาที! แม้แต่เผยฉีฉีที่อยู่ข้างๆ ก็ยังสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่า ร่างแยกวิญญาณของฟ่านเทียนเจ๋อที่เป็นภาพมายา กำลังเปลี่ยนมาเป็นของจริง! เหมือนผู้แข็งแกร่งแดนว่างเปล่าที่เลื่อนสู่แดน เอตทัคคะ แดนว่างเปล่ากลายมาเป็นของจริง ภาพ มายากลายมาเป็นเรือนกายที่แท้จริง! เมื่อเห็นว่าเงามายาของตัวเองเกิดการแปรสภาพ เพราะแก่นเลือดของเนี่ยเทียน ดวงตาของฟ่านเทียน เจ๋อก็ฉายประกายแห่งความตื่นตะลึงอย่างรุนแรง ทว่าเรื่องดีอยู่ได้ไม่นาน ภาวะประหลาดนี้ดำรงอยู่ แค่ไม่กี่วินาทีเท่านั้น แก่นเลือดแห่งชีวิตของเนี่ย เทียนก็คล้ายถูกเผาผลาญจนสิ้น ความมหัศจรรย์จึง หมดลง
ร่างแยกวิญญาณของฟ่านเทียนเจ๋อที่ค่อยๆ เปลี่ยน จากภาพมายามาเป็นร่างแยกวิญญาณที่มีเลือดเนื้อ กลับคืนสู่สภาพเดิมอย่างรวดเร็ว ทว่าในดวงตาร่างแยกวิญญาณมายาของฟ่านเทียน เจ๋อกลับมีเปลวเพลิงเต้นระริกแสดงให้เห็นถึงความ ตื่นตะลึงระคนดีใจอย่างใหญ่หลวง “ช่างเป็นสายเลือดที่วิเศษเกินจะเปรียบ ร่างแยก วิญญาณของข้าไม่ได้กลายมาเป็นร่างจำแลงก็เพราะ สาเหตุอื่น พลังงานเช่นนี้ ความมหัศจรรย์ของ สายเลือดเช่นนี้ช่างน่าเหลือเชื่อยิ่งนัก!” เสียงจากจิต วิญญาณของฟ่านเทียนเจ๋อที่ตอนแรกดังกังวานกลับ ค่อยๆ แผ่วลงไป ไม่นานนักเขาก็เป็นฝ่ายกล่าวว่า “ดูเหมือนว่าเสวียนกวางอวี่ของลัทธิจิตตวิสุทธิ์เจ้า จะจงใจให้ข้าทำลายชั้นอาคมให้ได้” ดวงตาของเผยฉีฉีเปลี่ยนมาเป็นเยียบเย็น “เขายังไม่ ไปอีกรึ? หรือว่าคิดจะอยู่เพื่อสร้างเรื่องต่อ?”
———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 40 บทที่ 1177 ฝ่าทะลุขอบเขตติดต่อกัน!
โลกด้านอก พวกเสวียนกวางอวี่ หงหมิงฮุยแห่งลัทธิจิตตวิสุทธิ์ ยังคงรอให้ฟ่านเทียนเจ๋อทำลายชั้นป้องกันของสัตว์ ยักษ์มวลดารา เพื่อที่จะได้เข้าไปข้างในนั้น ทว่าพอฟ่านเทียนเจ๋อโจมตีไปหนึ่งครั้ง ปากก็บอกว่า จะสั่งสมพลังเพื่อเรียกกายธรรมแห่งเทพออกมา แต่ อันที่จริงกลับไม่ได้รีบร้อนลงมือ กระบี่ชิงหงที่เปล่งประกายสีเขียววูบไหวยังคงลอย อยู่เหนือศีรษะของเขานิ่งๆ แสงศักดิ์สิทธิ์ถูกปลดปล่อยออกมาจากคมกระบี่ กลายมาเป็นวงแสงสีเขียวพร่างพราวที่ปกคลุมฟ่าน เทียนเจ๋อไว้ภายใน
ส่วนฟ่านเทียนเจ๋อนั้นหรี่ตาลงน้อยๆ คล้ายกำลัง ครุ่นคิดอะไรอยู่ “พี่ฟ่าน…” เสวียนกวางอวี่เริ่มทนไม่ไหวจึงอดถามออกไปไม่ได้ ฟ่านเทียนเจ๋อหันหน้าไปมอง “เขตอาคมเลือดลม ของสัตว์ยักษ์มวลดาราชั้นนี้ค่อนข้างจะร้ายกาจ ข้า ต้องการเวลาในการฟื้นตัวสักหน่อย” “อ้อ” เสวียนกวางอวี่สีหน้าปั้นยาก ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก็ถามอีกว่า “ถ้างั้น…?” “ถ้าเจ้ารีบก็มาก่อนเลย” ฟ่านเทียนเจ๋อตอกกลับ เสียงเย็นด้วยท่าทีที่ไม่เป็นมิตรนัก เสวียนกวางอวี่สีหน้าแข็งทื่อ หากเขากล้าลงมือจริงก็คงทำไปนานแล้ว จะยังต้อง มัวรอจนถึงตอนนี้ทำไม?
เพราะหากเขาใช้อาวุธเทพและคาถาของตัวเองกับ ปราการเลือดลมชั้นนั้น เผยฉีฉีที่อยู่ข้างในต้องสัมผัส ได้ทันที ตามคำบอกของเผยฉีฉี นางต้องการใช้พื้นที่พิเศษที่ สัตว์ยักษ์มวลดาราบุกเบิกเอาไว้มาฝึกตน หากถูก พวกตนรบกวน นางจะไปฟ้องชวีอี้ “ถ้าอย่างนั้นก็รออีกสักเดี๋ยวเถอะ” เมื่อข่มกลั้น ความไม่พอใจลงไปได้ เสวียนกวางอวี่ก็ถอยห่าง ออกไปยืนรวมอยู่กับพวกหงหมิงฮุยเงียบๆ อีกครั้ง “เจ้าคนประหลาด” ฟ่านเทียนเจ๋อพึมพำเบาๆ …… “เขา ต้องการใช้พลังของข้ามาทำลายชั้นเลือดลม ของสัตว์ยักษ์มวลดารา” ร่างแยกวิญญาณในปราณกระบี่ของฟ่านเทียนเจ๋อที่ อยู่ด้านล่างขายพวกเสวียนกวางอวี่และหงหมิงฮุยให้
เผยฉีฉีกับเนี่ยเทียนฟังอย่างไม่มีอ้อมค้อม “ข้ารู้เรื่อง บางอย่างของสัตว์ยักษ์มวลดารามาตั้งนานแล้ว แต่ ที่ทำให้ข้ารีบตัดสินใจมาที่นี่ก็เพราะข่าวหนึ่ง ในข่าว นั้นบอกว่าพื้นที่พิเศษที่สัตว์ยักษ์มวลดาราบุกเบิกไว้ เป็นที่ฝังศพของตัวเอง มีสมบัติล้ำค่าอยู่ชิ้นหนึ่ง” “สมบัติล้ำค่า?” เผยฉีฉีตะลึง เนี่ยเทียนหันไปมองรอบตัว ทุกพื้นที่ที่สายตา มองเห็น นอกจากพลังงานหลากหลายชนิดที่มีธาตุ ต่างกันแล้ว ยังมีสมบัติอะไรตรงไหนอีก? แต่ทว่าพอเขาลองคิดในมุมกลับ การมารวมตัวกัน ของพลังงานที่ถูกชุบหลอมจนบริสุทธิ์มาแล้วจะไม่ เรียกว่าสมบัติล้ำค่าอย่างนั้นหรือ? “ข้าเตรียมจะฝ่าสู่แดนเทพเจ้าช่วงท้าย จึง จำเป็นต้องรวบรวมวัตถุดิบวิเศษที่หายากมาเป็นการ รับประกันว่าจะทำสำเร็จ” ฟ่านเทียนเจ๋อไม่คิดจะ
ปิดบัง “ต่อให้เป็นในหอทอดฟ้า คิดจะหาวัตถุดิบ วิเศษที่เหมาะสมกับข้าและช่วยข้าได้ ก็ยังหาได้ยาก ยิ่ง ด้วยเหตุนี้พอได้ยินว่าที่นี่มีสมบัติล้ำค่าโผล่ขึ้นมา ข้าจึงต้องมาดูให้รู้แน่ชัด” “แล้วตอนนี้ล่ะ?” เนี่ยเทียนถาม “แค่ร่างแยกวิญญาณนี้ของข้าเข้ามาที่นี่ได้ ก็ย่อม ต้องเข้าใจว่า นั่นเป็นเพียงแค่ข่าวลือเหลวไหล เท่านั้น” ฟ่านเทียนเจ๋อมีท่าทางเสียดายเล็กน้อย “วิชากระบี่ที่ข้าฝึกฝนไม่ต้องการพลังงานที่ซับซ้อน ของที่แห่งนี้ การฝ่าทะลุขอบเขตของข้าไม่ได้อาศัย ของพวกนี้มานานมากแล้ว” หลังจากส่งร่างแยกวิญญาณมาพร้อมกับปราณ กระบี่และบินสำรวจไปรอบด้าน ฟ่านเทียนเจ๋อก็ พลันกระจ่างแจ้ง
คำว่าสมบัติล้ำค่าเป็นเพียงแค่ข่าวลือเท่านั้น ซึ่งพวก เสวียนกวางอวี่อาจจงใจแพร่ข่าวออกไป กลับเป็นแก่นเลือดหยดเดียวของเนี่ยเทียนเมื่อครู่นี้ สร้างการเปลี่ยนแปลงให้ร่างแยกวิญญาณของเขา เสียอีกที่ทำให้เขาสนใจอย่างมาก “ในเมื่อไม่มีของที่ข้าต้องการ ข้าก็จะไปจากที่นี่” ร่างแยกวิญญาณนั้นของฟ่านเทียนเจ๋อจ้องเนี่ยเทียน ด้วยสายตาลึกล้ำอยู่พักหนึ่ง “วันหน้า ข้าอาจต้อง ไปพบเจ้า รบกวนให้เจ้าช่วยอะไรบางอย่าง” “เรื่องอะไร?” เนี่ยเทียนไม่เข้าใจ “รอให้ข้าไปหาเจ้าแล้วค่อยว่ากันอีกที” ฟ่านเทียน เจ๋อไม่ได้อธิบายอย่างละเอียด “เมื่อข้าออกไปจะแก้ ข่าวให้เองว่าที่นี่ไม่มีสมบัติล้ำค่าอะไร” “ฟู่ว!”
ร่างแยกวิญญาณที่อยู่ในปราณกระบี่ของเขากลาย ร่างเป็นลำแสงเส้นหนึ่งที่พุ่งผ่านชั้นเลือดลมออกไป ทิ้งให้เนี่ยเทียนและเผยฉีฉีมองหน้ากันด้วยความ ฉงนสนเท่ห์ …… กระบี่ชิงหงปล่อยแสงสว่างไสวแจ่มจ้า แสงกระบี่กลุ่มหนึ่งพุ่งออกมาจากเขตอาคมสีสัน สดใส ครั้นจึงหายเข้าไปในกระบี่เทพของฟ่านเทียน เจ๋อ เสวียนกวางอวี่หน้าเปลี่ยนสี พอเห็นแสงกระบี่พุ่ง กลับมาเขาก็เข้าใจได้ว่าที่ฟ่านเทียนเจ๋อบอกว่ากำลัง สะสมพลัง แท้จริงแล้วเป็นเพียงข้ออ้าง เพราะ กระแสจิตวิญญาณของเขาได้ผสานรวมกับปราณ กระบี่เข้าไปยังพื้นที่ด้านล่างได้ตั้งนานแล้ว
“ข้างในไม่มีอะไร” ฟ่านเทียนเจ๋อเองก็ไม่กลัวว่าเขา จะจับได้ พอเก็บปราณกระบี่กลับคืนก็หันมาพูดกับ เสวียนกวางอวี่ว่า “เจ้าคิดมากไปเอง แท้จริงแล้ว ข้างในนั้นไม่มีอะไรที่เหมาะสมกับเจ้า หากเป็นชน ต่างเผ่าหรือเผ่าวิญญาณโบราณอาจจะพอรวบรวม ปราณเลือดลมมาสร้างประโยชน์ให้กับตัวเองได้บ้าง แต่น่าเสียดายที่สายเลือดของพวกเขากลับถูกสัตว์ ยักษ์มวลดารากำราบเอาไว้” “เจ้าและข้าต่างก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรจากข้างใน นั้น” “แต่อาจจะพอมีประโยชน์ต่อเขาอยู่บ้าง” ฟ่านเทียนเจ๋อชี้ไปที่หงหมิงฮุย “ข้างในนั้นก็แค่ช่วย ให้คนที่พลังงานไม่มากพอ ขอบเขตไม่สูงพอชุบ หลอมมหาสมุทรวิญญาณจุดตันเถียนได้เร็วขึ้น เท่านั้น แค่นี้จริงๆ”
กล่าวจบฟ่านเทียนเจ๋อก็ขี่กระบี่จากไปโดยไม่รอฟัง คำใดจากเสวียนกวางอวี่ ระหว่างทางเขาก็เจอพวกผู้แข็งแกร่งเผ่ามนุษย์ฝ่าย อื่นที่เดินทางมาไกลเพราะได้ข่าวเรื่องสมบัติล้ำค่า เหมือนกัน เขาจึงบอกคนเหล่านั้นไปตามตรงว่าตัวเองได้สำรวจ พื้นที่ด้านล่างแล้ว ซึ่งทุกอย่างเป็นเพียงแค่ข่าวลือ เท่านั้น แม้ว่าเวลาปกติเขาจะไม่ชอบเปิดเผยตัวตนมากนัก แต่ชื่อเสียงของเขากลับเลื่องลือ คนส่วนใหญ่ที่ได้ ข้อมูลจากเขาจึงล้มเลิกความคิดกันแทบทั้งหมด ยัง ไม่ทันได้ไปเห็นเองกับตาก็เลือกจะล่าถอยกลับไป แล้ว นี่จึงเป็นเหตุให้ข่าวลือที่หงหมิงฮุยตั้งใจปล่อย ออกไปเพื่อดึงดูดใจผู้คนไม่ได้ผลดังที่คาดการณ์ไว้
พอเขาจากไป จึงไม่มีผู้แข็งแกร่งแดนเทพเจ้ามา เยือนที่นั่นอีก พวกคนที่อ่อนแอกว่า ไม่เชื่อในคำของเขา ในใจยัง เพ้อฝันว่าจะได้ครอบครองสมบัติล้ำค่าที่ต่อให้มาก็ ไม่สามารถลอดทะลุชั้นปราการเลือดลมของสัตว์ ยักษ์มวลดาราลงไปสำรวจความลี้ลับได้ ผลกลับกลายเป็นว่าพวกเสวียนกวางอวี่ที่เฝ้ารอ อย่างยากลำบากมาเนิ่นนานจึงได้แต่เสียเวลาเปล่า เท่านั้น …… เนี่ยเทียนที่ไม่ถูกรบกวนอีกจึงตั้งใจฝึกตน ค่อยๆ สั่ง สมพลังในมหาสมุทรวิญญาณจุดตันเถียน โอสถวิญญาณหลายเม็ดของเขาก็พากันเกาะตัวเป็น ผลึกแข็ง
การฝ่าทะลุครั้งต่อมายังคงราบรื่นดังเดิม ไม่มี อุปสรรคขัดขวางใดๆ ทำให้เขาฝ่าทะลุไปถึงเขต วิญญาณช่วงท้ายได้อย่างง่ายดายผิดปกติ โอสถวิญญาณล้วนกลายมาเป็นผลึกแข็งทั้งหมด! ขณะที่เขาทำการเลื่อนขอบเขต เผยฉีฉีก็รวบรวม พลังห้วงมิติที่กระจายอยู่ทั่วพื้นที่พิเศษแห่งนี้มาไว้ กับตัวเองเช่นกัน ขอบเขตของเผยฉีฉีจึงมีการพัฒนาอย่างเห็นได้ชัด เพียงแต่ว่าไม่ได้ฝ่าทะลุขั้นเท่านั้น ทว่าเมื่อมาอยู่ในพื้นที่พิเศษแห่งนี้ สายเลือดของนาง กลับแข็งแกร่งรุดหน้ารวดเร็ว ร่างกายของนางก็ถูก พลังห้วงมิติชำระร่างจึงยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้น “เจ้าฝ่าทะลุอีกครั้งแล้วรึ? เขตวิญญาณช่วงท้าย!” พอสัมผัสได้ถึงความเคลื่อนไหวของเนี่ยเทียน นางก็ รีบขยับเข้ามาใกล้ด้วยความดีใจ “ช่างเป็น
ประสบการณ์ที่มหัศจรรย์ยิ่งนัก ดูเหมือนว่าการฝ่า ขอบเขตของเจ้าในครั้งนี้จะไม่เจอปัญหาใดๆ ราบรื่น มากจริงๆ” เนี่ยเทียนลืมตาขึ้น จุดลึกในดวงตามีประกายไฟเต้น ระริก กล่าวตอบรับนางด้วยรอยยิ้ม “ดูเหมือนว่า เมื่ออยู่ในพื้นที่พิเศษแห่งนี้ การฝ่าทะลุในขั้นเล็กๆ จะราบรื่นอย่างแท้จริง บางทีนี่ก็คงเป็นความ มหัศจรรย์ของพื้นที่ที่สัตว์ยักษ์มวลดาราบุกเบิก เอาไว้กระมัง” “ข้ารู้สึกได้ว่าโชคดีของพวกเราใกล้จะสิ้นสุดลง แล้ว” เผยฉีฉีกล่าว “อืม ข้าเองก็มองออกเหมือนกัน” เนี่ยเทียนเงยหน้า มองปราการเลือดลมที่ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปและไม่ ดึงพลังงานมาจากโลกภายนอกอีก “มันจะปิดที่นี่ แล้ว”
“นั่นสิ พวกเรารีบจากไปก่อนที่มันจะปิดเถอะ” เผย ฉีฉีเอ่ย “ยังดี ยังดีที่ขอบเขต เรือนกายและแก่นเลือดของ ข้าล้วนมีการพัฒนาทั้งหมด” เนี่ยเทียนมีสีหน้าพึ่ง พอใจ “สิ่งเดียวที่เสียดายก็คือสายเลือดของข้า ทั้งๆ ที่ถูกกระตุ้นแล้ว แต่กลับแปรสภาพสู่ขั้นต่อไปไม่ สำเร็จ” “ความลับทางสายเลือดเลื่อนขั้นได้ซับซ้อนยิ่งกว่า ขอบเขตของพวกเรา ปล่อยให้มันเป็นไปตาม ธรรมชาติเถอะ” เผยฉีฉีเอ่ยปลอบ “ก็คงทำได้แค่นั้นแหละ” เนี่ยเทียนถอนหายใจ ไม่นานนัก เมื่อเผยฉีฉีสัมผัสได้ว่าปราการเลือดลม ของสัตว์ยักษ์มวลดารากลับจะปิดลง นางก็หยิบเอา “ผลึกแดนเทศะ” ออกมาอีกครั้ง
จากนั้นคนทั้งสองก็อาศัยอาวุธห้วงมิติระดับเพาะฟ้า ที่ก่อกำเนิดในสนามรบสุ้ยเมี่ยออกไปจากที่นี่ กลับคืนสู่โลกภายนอกอีกครั้ง ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 40 บทที่ 1178 ปัญหาใหม่
ตรงกลางของสนามรบสุ้ยเมี่ย เนี่ยเทียนและเผยฉีฉีสองคนใช้ “ผลึกแดนเทศะ” ลอดผ่านปราการชั้นนั้นออกมาถึงที่แห่งนี้ “ตูมๆๆ!” คลื่นกระเพื่อมเป็นระลอกส่งออกมาจากแผ่นดินใต้ ฝ่าเท้าของพวกเขาที่ระเบิดแตกตั้งนานแล้ว วงแสงพลังงานที่พร่างพราวชั้นนั้นค่อยๆ จางลง เหมือนสายรุ้งที่ค่อยๆ จมหายเข้าไปในร่องแตกของ พื้นดิน การที่จู่ๆ เนี่ยเทียนก็โผล่ออกมาจากพื้นที่มหัศจรรย์ ที่เต็มไปด้วยพลังงานหลากหลายซึ่งทั้งเข้มข้นและ ทั้งบริสุทธิ์ เขาจึงรู้สึกปรับตัวไม่ทันเล็กน้อย
เขาสูดลมหายใจเข้าลึกหนึ่งที “พลังงานฟ้าดินหลากหลายธาตุและเลือดลมของผู้ แข็งแกร่งชนต่างเผ่าที่กระจายอยู่ในพื้นที่นี้ก่อนหน้า นั้นล้วนถูกดูดซับไปหมดแล้ว มันเหลือบางเบาจน ยากจะสัมผัสได้ถึง” เนี่ยเทียนหรี่ตาลงแล้วรับสัมผัส อย่างลึกซึ้ง “ไม่รู้ว่าพวกเสวียนกวางอวี่และหงหมิงฮุยจากไป ตั้งแต่ตอนไหน” เผยฉีฉีมองไปรอบด้าน ทั้งยังปล่อย กระแสจิตวิญญาณออกไปรับสัมผัส แต่กลับไม่ ค้นพบอะไร ผู้ฝึกลมปราณของแต่ละฝ่ายที่เดิมทีควรถูกหงหมิง ฮุยล่อลวงให้มายังพื้นที่ที่สัตว์ยักษ์มวลดาราบุกเบิก ไว้กลับหายไปไม่เหลือเงาด้วย
ไม่มีผู้ฝึกลมปราณเผ่ามนุษย์คนใด ไม่มีนักรบชนต่าง เผ่าคนใด แล้วก็ไม่มีคนของพระราชวังโบราณ สะเก็ดดาวอยู่แม้แต่คนเดียว เหลือแค่เนี่ยเทียนกับเผยฉีฉีสองคนเท่านั้น เวลานี้สายเลือดแห่งชีวิตของเนี่ยเทียนเหมือนจะฝ่า ทะลุสู่ระดับแปดได้ทุกเมื่อ แต่ก็ไม่ฝ่าทะลุเสียที ขอบเขตของเขาคือเขตวิญญาณช่วงท้าย โอสถ วิญญาณเกาะตัวเป็นผลึกทั้งหมดแล้ว จิตวิญญาณที่แท้จริงของเขาก็ชัดเจนมากขึ้น พลัง จิตวิญญาณก็ยิ่งแข็งแกร่ง เขาในตอนนี้เท่ากับอยู่ในสภาวะพร้อมรบที่ แข็งแกร่งที่สุด มั่นใจว่าหากได้พบกับเอ้าเฟยลี่หย่า อีกครั้ง ต้องเอาชนะอีกฝ่ายได้สบายกว่าเดิมแน่นอน “อู้!”
ท่อนกระดูกของสัตว์ยักษ์มวลดาราถูกเขาเรียก ออกมา ตอนนี้ท่อนกระดูกยาวหนึ่งร้อยห้าสิบเมตร เป็นสี แดงฉานราวผลึกสีเลือด เส้นเลือดด้านในก็เด่นชัด อย่างถึงที่สุด ราวกับมีเลือดสดเข้มข้นไหลรินอยู่ใน กระดูกไม่หยุดนิ่ง ทว่าเมื่อเนี่ยเทียนพยายามใช้กระแสจิตวิญญาณ ติดต่อไปอีกครั้งกลับพบว่าจิตวิญญาณที่อยู่ในท่อน กระดูกคล้ายจะหลับสนิทไปแล้ว เมื่อเขาสัมผัสกับท่อนกระดูกและใช้สายเลือดแห่ง ชีวิตไปกระตุ้นก็ไม่มีการตอบสนองใดๆ กลับมา “ท่อนกระดูกดูดซับแก่นเลือดของข้าและพลังของ วิญญาณร้ายเข้าไป ดูเหมือนว่า…มันเริ่มจะจำศีล คง ต้องใช้เวลาในการย่อยพลังงานพวกนั้น สุดท้ายถึง จะแปรสภาพและฟื้นตื่นขึ้นมา”
เนี่ยเทียนพึมพำกับตัวเอง ตระหนักได้ว่าบางทีนี่อาจ เป็นช่วงเวลาอันเป็นกุญแจสำคัญของกระดูกท่อนนี้ รอจนจิตวิญญาณในท่อนกระดูกตื่นจากการหลับลึก รอให้ในกระดูกเกิดการเปลี่ยนแปลงได้สำเร็จ กระดูกท่อนนี้ก็จะยังถูกเขาเอามาใช้งานอีกครั้ง เมื่อถึงเวลานั้นกระดูกท่อนนี้จะมีความมหัศจรรย์ มากกว่าเดิม มีความลี้ลับทางสายเลือดอย่างใหม่เกิด ขึ้นมา ทำให้เขามีพลังการต่อสู้ที่แข็งแกร่งยิ่ง กว่าเดิม ถึงเวลานั้นกระดูกท่อนนี้ก็อาจจะเป็นอาวุธเทพที่…มี เพียงเขาเท่านั้นที่ได้ครอบครอง และมีเพียงเขา เท่านั้นที่สามารถใช้มันได้! “สมกับที่เป็นอาณาจักรขนาดมหึมา” เผยฉีฉีถอน หายใจอย่างปลงๆ “ก่อนหน้านี้สนามรบสุ้ยเมี่ยแตก กระจายออกเป็นเสี่ยงๆ แล้ว นึกไม่ถึงว่าจะมีลางที่
จะกลับมาประสานกันได้อีกครั้ง ตัวอาณาจักรเองก็ ยังดูดซับเอาพลังงานหลากหลายชนิดในทาง ช้างเผือกมาทำให้ตัวเองแข็งแกร่งอีกครั้ง” ผลึกแดนเทศะที่นางเรียกออกมายังไม่ถูกเก็บ กลับไป แต่ยังคงหมุนติ้วๆ อยู่กลางฝ่ามือของนาง ซึ่งแต่ละด้านของผลึกแดนเทศะได้สาดสะท้อนภาพ เหตุการณ์ในแต่ละมุมของสนามรบสุ้ยเมี่ยออกมาให้ เห็นอย่างชัดเจน แล้วก็เพราะอาศัยผลึกแดนเทศะ เผยฉีฉีที่ยืนอยู่ตรง นี้จึงสามารถมองเห็นทั่วทุกมุมในสนามรบสุ้ยเมี่ยได้ โดยง่าย “เอ๊ะ!” เผยฉีฉีร้องอุทานเบาๆ จากนั้นก็แหวกรอยแยกห้วง มิติออกแล้วลากเนี่ยเทียนเข้าไปข้างในด้วยกัน
พริบตาเดียวคนทั้งสองก็มาโผล่ในตำแหน่งที่อูจี้ใช้ ฝึกตน แม่น้ำแห่งเวลาสายยาวลอยอยู่กลางอากาศ ตัดสลับ อยู่กับดินแดนแห่งเวลาของอูจี้ และขอบเขตของอูจี้ ก็ได้เลื่อนสู่…แดนเอตทัคคะอย่างเป็นทางการแล้ว! แดนเอตทัคคะคนแรกของดินแดนดาวตก ไม่ใช่จ้าว ซานหลิง ไม่ใช่ฝานข่าย แต่เป็นอูจี้! “อาจารย์!” พอเนี่ยเทียนมาถึง มองปราดเดียวก็รู้สึกได้ว่าอูจี้ที่ ลอยตัวอยู่ในแม่น้ำแห่งเวลาให้ความรู้สึกบางอย่างที่ อธิบายไม่ถูก ความรู้สึกนั้นไม่เคยคุ้นสำหรับเนี่ยเทียนสักเท่าไหร่ ราวกับว่าอูจี้อาจารย์ของเขาได้กลายมาเป็นคนอื่น อีกทั้งยังไม่ใช่แค่คนเดียว แต่เหมือนกลายมาเป็น ใครหลายคน…
ท่ามกลางแม่น้ำแห่งเวลาที่มีลำแสงพร่างพราวหลาก สีสันไหลวน อูจี้เหมือนเรือลำน้อยที่ล่องลอยไปตาม ริ้วคลื่น ดินแดนแห่งเวลาของเขาเป็นเหมือนน้ำที่ไหลลงสู่ มหาสมุทรใหญ่ เคลื่อนไหวไปตามแม่น้ำแห่งเวลา สีหน้าของอูจี้ไม่เปลี่ยน ทว่าดวงตาของเขากลับ เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา เมื่อได้ยินคำเรียกขานจากเนี่ยเทียน อูจี้ก็เหมือนจะ ค่อยๆ ฟื้นตื่นขึ้นมาจากกาลเวลาอันไกลโพ้น เขาหัน หน้ากลับมา มองเนี่ยเทียนแล้วค่อยๆ ย้อนทวน ความทรงจำ พักใหญ่เขาถึงค้นหาความทรงจำที่มีระหว่างเนี่ย เทียนเจอ ใบหน้าจึงคลี่ยิ้มอ่อนโยน “เจ้าไม่เป็น อะไรก็ดีแล้ว”
“อาจารย์ ท่านทำให้ข้ารู้สึกแปลกๆ” เนี่ยเทียน ยอมรับตามตรง อูจี้ขมวดคิ้ว ครุ่นคิดจริงจังอยู่พักใหญ่ แล้วจึงเอ่ย ตอบเนิบช้า “ไม่รู้ว่าทำไม หลังจากที่ข้าเลื่อนสู่แดน เอตทัคคะและผสานรวมเข้ากับแม่น้ำแห่งเวลาอย่าง แท้จริง ข้าก็เหมือนจะค้นหาความทรงจำที่เป็นของ ข้าเจอจากในแม่น้ำที่ลึกลับสายนี้ ข้า…” “ความทรงจำของท่าน?” เนี่ยเทียนตะลึง “หมายความว่าอย่างไร? ทำไมความทรงจำของท่าน ถึงอยู่ในแม่น้ำแห่งเวลาล่ะ?” เผยฉีฉีเองก็ตื่นตะลึงอย่างหนัก “เป็นความทรงจำของข้า แต่ก็ เหมือนว่าจะเป็นข้า อีกคนหนึ่ง…” แม้แต่ตัวอูจี้เองก็ยังไม่เข้าใจนัก “ดู เหมือนว่าข้า เคยเป็นใครอีกคนหนึ่ง ข้ายังคงค้นหา
คำตอบอยู่ ในเวลาสั้นๆ นี้ ข้าจะยังอยู่ที่นี่ อยู่ใน แม่น้ำแห่งเวลาสายนี้” “ท่านอีกคนหนึ่ง!” เนี่ยเทียนพรึงเพริด อูจี้โบกมือด้วยท่าทางที่เหนื่อยล้าอย่างเห็นได้ชัด “เจ้าไปทำธุระของเจ้าเถอะ ข้ายังต้องหา…ตัวข้าที่ แท้จริงจากในแม่น้ำแห่งเวลาสายนี้” “พวกเราไปกันเถอะ” ไม่รอให้เนี่ยเทียนพูดมาก เผยฉีฉีก็รีบแหวกรอยแยกห้วงมิติออกแล้วพาเขา ลอดเข้าไป “จะรีบร้อนไปทำไม? ข้ายังถามไม่รู้ความเลยนะ” เนี่ยเทียนกล่าวอย่างไม่พอใจ “ไม่รู้ว่าทำไม อาจารย์ของเจ้าทำให้ข้ารู้สึกว่าเขา อันตรายมาก ต้นกำเนิดที่แท้จริงของแม่น้ำแห่งเวลา สายนั้น ไม่ได้อยู่ที่สนามรบสุ้ยเมี่ย” เผยฉีฉีอธิบาย “ผลึกแดนเทศะที่ข้าได้มาถือกำเนิดขึ้นในสนาม
รบสุ้ยเมี่ย ทว่าช่วงเวลาที่จิตสำนึกของเจ้าสิ่งนี้บัง เกิดขึ้น แม่น้ำแห่งเวลาก็อยู่ในสนามรบสุ้ยเมี่ยมาไม่ รู้กี่ปีแล้ว” “แม้แต่มันก็ไม่รู้ว่าต้นกำเนิดที่แท้จริงของแม่น้ำแห่ง เวลามาจากที่ไหน แม่น้ำแห่งเวลาที่พวกเราเห็นอยู่นี้ เป็นเพียงแค่แม่น้ำสายหนึ่งที่แยกออกมาเท่านั้น ซึ่ง บางทีอาจารย์ของเจ้าอาจจะเจอต้นกำเนิดของ แม่น้ำแห่งเวลาที่แท้จริงโดยอาศัยแม่น้ำสาขาแยก สายนี้” “แล้วก็มีความเป็นไปได้ว่าเขาทำแบบนั้นไปแล้ว และเขาก็กำลังไขความลับในระดับที่ลึกซึ้งยิ่งกว่า จากจุดใดจุดหนึ่งของแม่น้ำแห่งเวลา” เนี่ยเทียนขมวดคิ้ว “อะไรคือความลับที่ลึกซึ้งยิ่ง กว่า?”
“หากเป็นอย่างที่อาจารย์เจ้าบอก หากเขาเป็นใคร อีกคนหนึ่งล่ะ? หากเขาเคยเป็นปรมาจารย์คนใดคน หนึ่งที่ตายไปซึ่งทิ้งจิตสำนึกกลุ่มหนึ่ง ทิ้งร่างแยก วิญญาณร่างหนึ่งเอาไว้แล้วแปรสภาพกลายมาเป็นอู จี้ล่ะ?” ดวงตาของเผยฉีฉีเป็นประกายแวววาว “คน ที่สามารถทำความเข้าใจกับพลังแห่งเวลา สื่อสาร กับแม่น้ำแห่งเวลาได้อย่างอาจารย์เจ้านับเป็นคน พิเศษ หลายเรื่องราวใช่ว่าจะไม่มีเหตุผลเสมอไป” ร่างของเนี่ยเทียนสั่นเยือก “เอาล่ะๆ เรื่องแบบนี้ต้องรอให้อาจารย์ของเจ้าหา คำตอบได้เท่านั้น เราถึงจะรู้ความจริง” จากนั้นเผย ฉีฉีก็พาเนี่ยเทียนบินไปอีกครั้ง “อู้!” ครู่ถัดมา พวกเขาก็มาโผล่อยู่ตรงประตูที่เชื่อมโยงไป ยังโลกภายนอกของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว
ค่านจื้อเซิ่งยังคงเฝ้าอยู่ที่นี่ เขารอเนี่ยเทียนอยู่ตลอดเวลา รอให้เนี่ยเทียน ออกมาจากพื้นที่มหัศจรรย์แห่งนั้นแล้วย้อนกลับไป ยังพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวจากตรงนี้ “ในที่สุดเจ้าก็ออกมาเสียที!” พอเห็นเนี่ยเทียน เขา ก็พลันตื่นเต้น “ดียิ่งแล้ว ยังนึกว่าจะมีอุบัติเหตุอะไร เกิดขึ้นเสียอีก!” “ทุกอย่างราบรื่นดี” เนี่ยเทียนยักไหล่ “เขตวิญญาณช่วงท้าย!” ค่านจื้อเซิ่งร้องอุทานด้วย ความตกใจอีกครั้ง “ข้าจะกลับสำนัก” เขาหันไปมองเผยฉีฉี “เจ้าล่ะ? จะกลับพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวกับข้าหรือว่า ตรงไปที่ลัทธิจิตตวิสุทธิ์เลย?”
“คือว่า…” สีหน้าค่านจื้อเซิ่งเปลี่ยนมาเป็นปั้นยาก “เนี่ยเทียน คนของเจ้ามีคนที่ชื่อบุตรวิญญาณโลหิต แล้วก็ชื่อหลี่หลางเฟิงอยู่หรือเปล่า?” “มีอะไรรึ?” เนี่ยเทียนหน้าเครียดทันที “มีคนพบพวกเขาแล้วเอามาฟ้องสำนัก รองเจ้า ตำหนักหลัวเดือดดาลอย่างหนักจึงออกคำสั่งให้คน ไปค้นหาความจริงในดินแดนทั้งสามของเจ้า” ค่านจื้ อเซิ่งกล่าวด้วยสีหน้าขออภัย “หลัวว่านเซี่ยง หาเรื่องข้าอีกแล้วรึ?” เนี่ยเทียน กล่าวอย่างโมโห ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 40 บทที่ 1179 กักขัง
ค่านจื้อเซิ่งก้มหน้าลงไม่พูดไม่จา “หลัวว่านเซี่ยง!” เนี่ยเทียนที่หน้าตาบึ้งตึงคำรามอยู่ในลำคอ “อาการ บาดเจ็บของเขาดีขึ้นแล้วรึ? บุตรวิญญาณโลหิต และหลี่หลางเฟิงที่อยู่ในถิ่นของข้า ตอนนี้เป็น อย่างไรบ้างแล้ว? แล้วผู้อาวุโสใหญ่โม่เหิงล่ะ? ทำไม เขาถึงไม่จัดการเรื่องในสำนักเหล่านี้?” “ทางฝ่ายของท่านผู้อาวุโสใหญ่ ทางสำนักยังติดต่อ ไม่ได้ชั่วคราว” ค่านจื้อเซิ่งถอนหายใจอีกครั้ง “เกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นในดินแดนสายฟ้านิรันดร์…” ค่านจื้อเซิ่งอธิบาย “ผู้อาวุโสใหญ่มีความสัมพันธ์กับ ตระกูลโม่ โม่ชิงเหลยมาขอร้องถึงสำนัก หวังว่าผู้
อาวุโสใหญ่จะลงมือ ผู้อาวุโสใหญ่จึงไปคลี่คลาย ปัญหาให้แก่สำนักอสนีสวรรค์ และดูเหมือนว่าเมื่อผู้ อาวุโสใหญ่ไปถึง ปัญหาในสำนักอสนีสวรรค์จะ แก้ไขได้แล้ว” “แต่ไม่รู้ว่าด้วยเหตุผลอะไร จู่ๆ ท่านผู้อาวุโสใหญ่ก็ หายตัวไปจากขอบเขตของสำนักอสนีสวรรค์ กะทันหัน” “ข่าวสุดท้ายที่พวกเราได้มาจากโม่เชียนฟานแห่ง สำนักอสนีสวรรค์ ก็คือผู้อาวุโสใหญ่เหมือนจะได้ยิน เรื่องของใครคนหนึ่งแล้วเร่งรุดไปตรวจสอบ” “หลังจากนั้นทางสำนักก็ไม่สามารถติดต่อกับผู้ อาวุโสใหญ่ได้อีก” “เรื่องราวในสำนักมีรองเจ้าตำหนักอย่างฉู่รุ่ยและ หลัวว่านเซี่ยงร่วมมือกันจัดการ ก่อนหน้านี้มีคน ค้นพบพื้นที่ประหลาดแห่งหนึ่งในดินแดนผนึกฟ้าซึ่ง
เป็นของเจ้า แล้วก็เลยไปพบบุตรแห่งวิญญาณโลหิต กับหลี่หลางเฟิงที่นั่น” “บุตรแห่งวิญญาณโลหิตผู้นั้นเคยเป็นหนึ่งในสมาชิก ของสำนักนอกรีต หลังจากที่รองเจ้าตำหนักหลัวได้ ข่าวก็สั่งให้คนไปปิดผนึกพื้นที่แห่งนั้น ไม่อนุญาตให้ ใครเข้าออก รอให้เจ้าออกมาก่อนแล้วค่อยเอาเรื่อง เจ้า” “…” “เอาเรื่องข้า?” เนี่ยเทียนหัวเราะหยัน เขาเชื่อว่าหากโม่เหิงยังอยู่ ต่อให้มีคนค้นพบ ร่องรอยของบุตรแห่งวิญญาณโลหิตและหลี่หลาง เฟิง ก็ไม่คงมีปัญหามากมายนัก แต่ถ้าโม่เหิงไม่อยู่ล่ะก็…
เขาพลันนึกไปถึงอีกเรื่องหนึ่ง นึกไปถึงเรื่องที่เขาได้ ดาวตกสวรรค์มวลดาวมาหลังจากเอาชนะเอ้าเฟยลี่ หย่าได้ แล้วสุดท้ายก็ได้ดีซือคงฉั่วไป โม่เหิงเคยรับปากเขาว่าจะรีดไถสมบัติล้ำค่าที่ เหมาะสมกับเขายิ่งกว่าดาวตกสวรรค์มวลดาวมา จากมือของหลัวว่านเซี่ยงโดยผ่านซือคงฉั่ว ได้ข่าวว่าหลัวว่านเซี่ยงเองก็รับปากแล้ว ตอนนี้จู่ๆ โม่เหิงก็หายตัวไป แล้วเขาจะทวงเอา สมบัติล้ำค่าที่เดิมทีควรเป็นของเขาและหลัวว่านเซี่ย งตอบรับแล้วว่าจะมอบให้มาจากมือหลัวว่านเซี่ยงได้ หรือไม่? พอคิดมาถึงตรงนี้ เนี่ยเทียนก็ยิ่งโมโหหนักเข้าไปอีก หลัวว่านเซี่ยงยังติดค้างของที่ควรเป็นของเขา ลูกน้องของซือคงฉั่วก็มีเซวี่ยเจวี๋ยจื่อ ทว่าหลัว ว่านเซี่ยงกลับมาสร้างความลำบากใจให้แก่เขา
เลือกที่จะลงมือกับบุตรแห่งวิญญาณโลหิตและหลี่ หลางเฟิงที่เป็นคนของเขา “ข้าจะกลับอาณาจักรเลี่ยคงก่อน!” เนี่ยเทียนตวาด เรื่องในสำนักที่เกี่ยวพันกับความขัดแย้งระหว่างรอง เจ้าตำหนักและบุตรแห่งดวงดาวเช่นนี้ ค่านจื้อเซิ่ง ไม่กล้าก้าวก่ายมากนัก เขาจึงปล่อยให้เนี่ยเทียนและเผยฉีฉีสองคนอาศัย ประตูข้ามอาณาจักรของพระราชวังโบราณสะเก็ด ดาวในสนามรบสุ้ยเมี่ยกลับไปที่อาณาจักรฟ้ามืด ก่อน …… อาณาจักรผนึกฟ้า หินอุกกาบาตใหญ่ยักษ์อันเป็นที่ตั้งของสำนักโลหิตมี เรือรบทางช้างเผือกจอดอยู่ แล้วก็มีม่านแสงสี
เหลืองเข้มที่คล้ายม่านบางๆ ปกคลุมพื้นที่ทั้งหมด ของหินอุกกาบาติก้อนนั้นไว้จนมิด สิ่งเจือปนนอกอาณาจักรถูกกั้นขวางให้อยู่เพียง ภายนอก ลูกศิษย์ที่อยู่ในสำนักโลหิตอาศัยหินวิเศษและ วัตถุดิบต่างธาตุมาใช้ในการฝึกตน มุมหนึ่งของหินอุกกาบาต บุตรแห่งวิญญาณโลหิตนั่งนิ่งอย่างเฉยเมย ดินแดน แห่งเลือดของเขาไม่ได้ถูกปลดปล่อยออกมา ทว่า กลับมีกลิ่นคาวเลือดเข้มข้นอบอวลไปแปดทิศ! แดนเอตทัคคะช่วงท้าย! หลังจากที่เลื่อนสู่แดนเอตทัคคะช่วงท้ายได้สำเร็จ บุตรแห่งวิญญาณโลหิตก็มีความมั่นใจมากขึ้น และ เนื่องด้วยขีดจำกัดทางอายุขัยถูกฝ่าทะลุไปแล้ว จึง
ทำให้เขาเกิดความทะเยอทะยานที่จะฝ่าสู่แดนเทพ เจ้า! ช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมานี้ เขาตั้งใจฝึกตนอยู่ในฟ้า ดินที่แทบจะถูกหลายฝ่ายหลงลืมไปแห่งนี้ ขอบเขต จึงพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว “ท่านบรรพบุรุษ…” หลีจิ้งแห่งสำนักโลหิตขับแท่นดอกบัวสีเลือดมาถึง อย่างเงียบเชียบ ขอบเขตของหลีจิ้งในเวลานี้ได้เลื่อนจากเขตลี้ลับใน ตอนนั้นมาเป็นเขตวิญญาณช่วงท้ายแล้ว แล้วก็มี คุณสมบัติในการสร้างดินแดนเลือดเพื่อเลื่อนสู่แดน ว่างเปล่าในลำดับถัดไป การฝ่าทะลุขอบเขตของนางนับว่าไวพอดู ด้านหนึ่ง ก็เพราะยืนกรานที่จะผูกมิตรและอยู่เคียงข้างเนี่ย เทียนมาตั้งแต่แรก
อีกด้านหนึ่งก็เพราะการปรากฏตัวของบุตรแห่ง วิญญาณโลหิต บุตรแห่งวิญญาณโลหิตลืมตาขึ้น ในลูกตาดำของเขา ถูกสีเลือดอาบย้อม มองดูแล้วน่าสะพรึงกลัวไม่น้อย เขาไม่ได้พูดอะไรกับหลีจิ้ง เพียงหันไปมองทิศไกลที่ มีเรือรบทางช้างเผือกจอดอยู่สามลำ และมีแดน เอตทัคคะหลายคนอยู่ในเรือเหล่านั้น เรือรบทั้งสามลำเป็นของพระราชวังโบราณสะเก็ด ดาว และพวกคนที่อยู่ในเรือก็คือผู้ใต้บังคับบัญชา ของหลัวว่านเซี่ยง ในอดีตหลัวว่านเซี่ยงเองก็เคยเป็นบุตรแห่งดวงดาว เขาจึงมีรากฐานและกองกำลังเป็นของตัวเอง บุตรแห่งวิญญาณโลหิตใช้เวทลับซึ่งปะปนไปด้วย เลือดลมและพลังวิญญาณของเขามาสร้างเส้นเลือด สีแดงสดที่เล็กละเอียดเหมือนเส้นผม ก่อนจะปล่อย
ให้มันลอดทะลวงชั้นปราการของหินอุกกาบาต ออกไป “อู้ๆๆ!” พวกแดนเอตทัคคะที่อยู่บนเรือรบรีบโผล่ออกมา ด้วยท่าทางราวกับเจอศัตรูตัวฉกาจ คนที่เป็นหัวหน้าซึ่งเป็นแดนเอตทัคคะช่วงท้าย ตะโกนขึ้นมาเสียงดัง “บุตรแห่งวิญญาณโลหิต! หาก เนี่ยเทียนยังไม่ออกมา พวกเจ้าก็ไม่ได้รับอนุญาตให้ ออกไปจากที่นี่แม้แต่ครึ่งก้าว! หาไม่แล้วก็อย่ามาหา ว่าพวกเราไม่เกรงใจ!” “อย่าโหวกเหวกโวยวายไปหน่อยเลยน่า ข้าก็แค่ทำ ความเข้าใจกับคาถาวิเศษในขณะที่ฝึกตนเท่านั้น” บุตรแห่งวิญญาณโลหิตแค่นเสียงในลำคอ
สายตาที่เขามองไปยังพวกแดนเอตทัคคะเหล่านั้น ซ่อนปราณสังหารเอาไว้ ซึ่งหลีจิ้งที่อยู่ด้านข้าง มองเห็นอย่างชัดเจน “ตึง!” เส้นเลือดสีแดงฉานที่กลับมาจากข้างนอกกลายเป็น หมอกเลือดอยู่กลางอากาศ ก่อนที่จะเปลี่ยนมาเป็น วงแสงสีแดงซึ่งครอบคลุมหลีจิ้งไว้ภายในด้วย “เอาล่ะ เว้นเสียแต่ว่าเป็นแดนเทพเจ้ามาเอง หาไม่ แล้วลำพังพวกสุนัขรับใช้ของหลัวว่านเซี่ยงย่อมไม่ ทางได้ยินบทสนทนาระหว่างเจ้าและข้าแน่นอน” บุตรแห่งวิญญาณโลหิตเอ่ยด้วยเสียงเย็นชา “หากไม่ เพราะเป็นกังวลเรื่องอื่น แค่พวกเขาไม่กี่คน อย่าได้ หวังเลยว่าจะขวางข้าได้!” หลังจากที่เลื่อนสู่แดนเอตทัคคะช่วงท้าย บุตรแห่ง วิญญาณโลหิตก็เปี่ยมล้นไปด้วยความมั่นใจ พวก
ลูกน้องของหลัวว่านเซี่ยงก็มีแดนเอตทัคคะช่วงท้าย อยู่คนหนึ่ง บวกกับคนที่ด้อยกว่าอีกหลายคน แต่เขากลับไม่เคยเห็นคนพวกนั้นอยู่ในสายตา “พวกเราทำให้ท่านบรรพบุรุษเดือดร้อน” หลีจิ้งมีสี หน้าขออภัย บุตรแห่งวิญญาณโลหิตโบกมือ “ไม่เกี่ยวอะไรกับ พวกเจ้า เพียงแต่ว่าหากข้าบุ่มบ่าม อาจเป็นการ สร้างปัญหาให้กับเนี่ยเทียน ยังมีอีกข้อหนึ่งก็คือ แม้ว่าพวกคนที่อยู่ที่นี่จะไม่น่ากลัวมากพอ ทว่าจะ อย่างไรเสียพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวก็มีแดน เทพเจ้านั่งบัญชาการณ์ หากแดนเทพเจ้าลงมือ ข้า ในเวลานี้ก็ทำอะไรไม่ได้เลย” อีกมุมหนึ่งของหินอุกกาบาต หลี่หลางเฟิงก็ถูกกักบริเวณให้อยู่ที่นี่เพื่อรอให้เนี่ย เทียนออกมาอธิบายกับหลัวว่านเซี่ยงเหมือนกัน
เมื่อใคร่ครวญดูแล้ว หลี่หลางเฟิงจึงทะยานตัว ออกมา เขาบินมาหาบุตรแห่งวิญญาณโลหิต “ท่านผู้อาวุโส ขอท่านอย่างเพิ่งวู่วาม!” หลี่หลาง เฟิงตวาดเบาๆ ที่เขาตั้งใจมาที่นี่เพราะกังวลว่าบุตรแห่งวิญญาณ โลหิตจะข่มกลั้นอารมณ์ไม่ไหวจนลงไม้ลงมือกับอีก ฝ่าย เป็นเหตุให้สถานการณ์เลวร้ายจนเกินควบคุม “วางใจเถอะ ตอนนี้ข้ายังพอทนได้” บุตรแห่ง วิญญาณโลหิตแค่นเสียงตอบ พอมองไปยังหลีจิ้ง และคนของสำนักโลหิตที่อยู่ห่างไปไกล สีหน้าของ เขาก็พลันหม่นลง “สำนักวิญญาณโลหิตของข้า เหลือกันอยู่แค่นี้แล้ว แล้วมีหรือที่จะยอมเสียสละ เมล็ดพันธ์สุดท้ายของสำนักวิญญาณโลหิตเพียงเพื่อ ความสะใจชั่วครู่ชั่วยาม?”
ได้ยินเขาพูดเช่นนี้ หลี่หลางเฟิงจึงวางใจลงได้ เขา โค้งตัวให้อีกฝ่ายเล็กน้อยและเตรียมจะจากไป “โอ้!” บุตรแห่งวิญญาณโลหิตอุทานเบาๆ ในดวงตามี ประกายแห่งความฮึกเหิมวาบผ่าน “เป็นอะไรไปหรือ ท่านบรรพบุรุษ” หลี่หลางเฟิง ถามอย่างแปลกใจ หลีจิ้งเองก็ตกใจเช่นกัน นางรู้ว่าบุตรแห่งวิญญาณ โลหิตสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่าง จึงหันมามองอย่าง สงสัย “ข้าสัมผัสได้ถึงปราณของเนี่ยเทียน เขา กำลังจะมา ที่นี่แล้ว” บุตรแห่งวิญญาณโลหิตพลันสงบอารมณ์ ลงได้ “หลังจากนี้จะจัดการอย่างไร จะพูดคุยกับ หลัวว่านเซี่ยงอย่างไร ก็อยู่ที่เขาแล้ว”
“ก็ไม่แน่เสมอไปหรอกว่าเนี่ยเทียนจะปกป้องพวก เราได้” หลีจิ้งยิ้มเจื่อน “อีกฝ่ายคือหลัวว่านเซี่ยง คือรองเจ้าตำหนักของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว ต่อให้เนี่ยเทียนจะแข็งแกร่งหรือมีชื่อเสียงเลื่องลือใน หมู่บุตรแห่งดวงดาวมากแค่ไหน แต่จะอย่างไรเสีย เขาก็ยังไม่ใช่นายแห่งดวงดาว ไม่ใช่คนที่นั่งอยู่บน ตำแหน่งนั้น” ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 40 บทที่ 1180 ฉีกหน้า
“หลัวว่านเซี่ยง?” สีหน้าของบุตรแห่งวิญญาณโลหิตเต็มไปด้วยแววดู แคลน “หากไม่เป็นเพราะไม่มีใครรู้ว่าผู้อาวุโสใหญ่ โม่เหิงหายตัวไปที่ไหน มีหรือที่เขาหลัวว่านเซี่ยงจะก ล้าสร้างเรื่องวุ่นวายแบบนี้!” “โม่เหิง!” หลี่หลางเฟิงและหลีจิ้งได้ยินชื่อนี้เข้าก็พลันบังเกิด ความเลื่อมใส! พอสงครามในสนามรบสุ้ยเมี่ยสิ้นสุดลง โม่เหิงที่ เลื่อนขั้นเป็นแดนเทพเจ้าช่วงกลางได้ไม่นานก็ สามารถขึ้นมายืนเคียงไหล่กับชวีอี้แห่งลัทธิจิตต วิสุทธิ์ และฉู่หยวนจากหอทอดฟ้า!
ต่อให้ตอนนี้ขอบเขตของโม่เหิงยังด้อยกว่า แต่หาก โม่เหิงเลื่อนสู่แดนเทพเจ้าช่วงท้ายเมื่อไหร่ เขาก็ต้อง กลายมาเป็นคนที่แข็งแกร่งที่สุดอย่างแน่นอน! แล้วก็ด้วยเหตุนี้ ชื่อเสียงของโม่เหิงในพระราชวัง โบราณสะเก็ดดาวจึงเริ่มจะอยู่เหนือหลัวว่านเซี่ยง และฉู่รุ่ยไปแล้ว เขาเป็นผู้อาวุโสใหญ่ แต่สองคนนั้นคือรองเจ้า ตำหนัก หากนับกันตามลำดับชั้นที่เข้มงวดแล้วล่ะก็ เขาไม่สามารถตีเสมอหลัวว่านเซี่ยงและฉู่รุ่ยได้ ทว่าในสายตาของคนอื่น เขากลับเป็นรองแค่เจ้า ตำหนักอย่างจี้ชางเท่านั้น! “น่าเสียดายที่โม่เหิงหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย เช่นเดียวกับเจ้าตำหนัก” หลีจิ้งถอนหายใจเบาๆ “อยู่นั่นไง”
รอยแยกห้วงมิติพร่างพราวเส้นหนึ่งปริแตกออก เนี่ยเทียนที่สีหน้าเคร่งขรึมทอดสายตาเย็นชามองไป ยังทิศไหล รอยแยกห้วงมิติเส้นนั้นมีเผยฉีฉีเป็นคนเฝ้าพิทักษ์ ก่อนที่เงาร่างมากมายจะพากันลอดผ่านรอยแยก ห้วงมิติออกมา เซี่ยเชียนแดนเอตทัคคะช่วงท้ายของสำนักจันทรา วารี จิ่งเฟยหยาง ฉวนจื่อเสวียน ฉวีหมิงเต๋อแดน เอตทัคคะช่วงกลาง และยังมีแดนเอตทัคคะช่วงต้น อย่างต่งฉีซง จงหลีเจียน แดนเอตทัคคะหกท่าน! “ทำลายม่านแสงนั่นทิ้งซะ” เนี่ยเทียนยื่นมือชี้ไป เซี่ยเชียนได้ยินเช่นนั้นก็พยักหน้ารับเบาๆ ครั้นจึง ปล่อยพลังของแดนเอตทัคคะช่วงท้ายออกมาอย่าง เป็นธรรมชาติ
ระหว่างเรือรบสามลำกับหินอุกกาบาตใหญ่ที่ตั้ง สำนักโลหิตมีม่านแสงหลายชั้นกั้นขวาง เพื่อป้องกัน ไม่ให้คนของสำนักโลหิตจากไป ทว่าเวลานี้กลับถูกเซี่ยเชียนจัดการด้วยพลังของแดน เอตทัคคะ! ธารน้ำเก้าเส้นที่เป็นผลึกใสบินออกไปท่ามกลาง ความว่างเปล่าที่มืดมิด ธารน้ำตัดสลับถักทอกันไป มา พอจะมองออกว่าเป็นการจัดเรียงค่ายกลที่ มหัศจรรย์อย่างหนึ่ง ปราณใสกระจ่างขุมหนึ่งที่ชำระล้างความสกปรก และพลังชั่วร้ายต่างๆ ให้สะอาดเอี่ยมถูกปลดปล่อย ออกมา ทันใดนั้นไข่มุกน้ำนับพันนับหมื่นเม็ดคล้ายไข่มุกสี เงินยวงก็พลันระเบิดออก สะเก็ดน้ำสาดกระจายไป สี่ทิศ
ม่านแสงพวกนั้นถูกพลังของหยดน้ำแทรกซอนเข้า ไป และเมื่อถูกสายธารผลึกใสทั้งเก้าเส้นพุ่งโจมตีก็ คล้ายดินโคลนที่ถูกน้ำสะอาดสาดเข้าใส่ ยากที่จะ สร้างอิทธิพลใดๆ ได้อีก “ใครกัน?” แดนเอตทัคคะคนที่ตวาดบุตรแห่งวิญญาณโลหิตไป ก่อนหน้านี้เชี่ยวชาญพลังพื้นดิน ตอนนี้เขาเกรี้ยว กราดอย่างหนัก “ข้าเอง เนี่ยเทียน!” น้ำเสียงที่ทั้งกระโชกและทั้งเผด็จการดังขึ้นมาจาก ด้านหลังหินอุกกาบาตก้อนหนึ่งที่ถือว่าลับตาอยู่มาก นาทีถัดมา พวกเนี่ยเทียนก็บินทะยานออกมาจาก หลังก้อนหิน “เนี่ยเทียน!” “เจ้านายตัวจริงมาแล้ว!”
“บุตรแห่งดวงดาคนที่เจ็ด!” พวกแดนเอตทัคคะที่ได้รับคำสั่งจากหลัวว่านเซี่ยง ให้มาเฝ้าพวกบุตรแห่งวิญญาณโลหิตและหลี่หลาง เฟิงไม่ให้หลบหนีต่างก็หน้าเปลี่ยนสีน้อยๆ “เนี่ยเทียน!” เด็กรุ่นเล็กของสำนักโลหิตที่รู้จักเนี่ยเทียนซึ่งเฝ้ามอง เหตุการณ์อย่างอวี๋ถง หลินเหอต่างก็ดีใจกันอย่างยิ่ง ดวงตาของหลีจิ้งก็มีประกายแห่งความยินดีปรากฏ “ท่านบรรพบุรุษ ท่านช่างรับสัมผัสได้เฉียบไวยิ่งนัก เขามาถึงแล้วจริงๆ” บุตรแห่งวิญญาณโลหิตที่สีหน้าซับซ้อนพยักหน้ารับ เล็กน้อย “นั่นสิ” หลีจิ้งไม่เข้าใจว่าการที่เขารับแก่นเลือดของเนี่ย เทียนมาโดยการแลกเปลี่ยนกับอายุขัยที่เพิ่มมากขึ้น
ทำให้เขาต้องถูกวิญญาณวัตถุของไข่มุกวิญญาณมืด พันธนาการวิญญาณที่แท้จริงเอาไว้ แล้วก็ด้วยเหตุนี้ เขาจึงสัมผัสได้ถึงการมาถึงของเนี่ย เทียนอย่างชัดเจน ทว่าเรื่องมาถึงวันนี้ บุตรแห่งวิญญาณโลหิตกลับไม่มี อะไรให้ต้องเสียใจ เฉกเช่นเซี่ยเชียนที่ในเวลานี้ยินดีจะถูกเนี่ยเทียน เรียกตัวจากดินแดนจุลอันธการให้มาช่วย เซี่ยเชียนพึ่งพาเนี่ยเทียนแค่ในนามเท่านั้น ก่อนหน้า นี้เขาเคยตกลงกับเนี่ยเทียนเป็นการส่วนตัวว่าจะ ยังคงความอิสระของสำนักจันทราวารีเอาไว้ และ เป็นแค่พันธมิตรกับเนี่ยเทียนเท่านั้น ทว่าเมื่อเนี่ยเทียนเติบโตขึ้นไปทีละก้าว เมื่อเขา เอาชนะเอ้าเฟยลี่หย่า ส่องประกายเจิดจรัสอยู่ในจุด ลึกของสนามรบสุ้ยเมี่ย ชื่อเสียงของเขาก็ยิ่งเลื่องลือ
จนอาจจะได้กลายมาเป็นนายแห่งดวงดาวคนถัดไป ท่าทีของเซี่ยเชียนจึงค่อยๆ เปลี่ยนไป และในใจของเขาก็เริ่มยอมรับบทบาทผู้พึ่งพาของ ตัวเองได้แล้ว ด้วยเหตุนี้เมื่อเนี่ยเทียนออกคำสั่งเรียกตัวอย่างลับๆ และเขาได้ข่าว เขาถึงได้รีบมาช่วยในทันทีโดยไม่มี ลังเลแม้แต่น้อย “ตูม!” เลือดลมมหาศาลพุ่งทะยานออกไปจากร่างของบุตร แห่งวิญญาณโลหิตอย่างบ้าคลั่ง แสงสีเลือดจำนวนนับไม่ถ้วนที่ละเอียดราวเส้นผม บินวาบออกไป แล้วหายไปรอบๆ เรือรบทั้งสาม ไม่กี่วินาทีต่อมา ตาข่ายเลือดสีแดงฉานขนาดใหญ่ ยักษ์ตาข่ายหนึ่งก็เหมือนใยแมงมุมที่รัดพันเรือรบทั้ง สามลำเอาไว้
พวกลูกน้องของหลัวว่านเซี่ยงที่อยู่บนเรือรบเริ่มรู้สึก ว่าเลือดลมไหลเวียนไม่สะดวก เลือดสดในร่างกาย คล้ายอุดตัน เคลื่อนไหวได้จำกัด “บุตรแห่งวิญญาณโลหิต!” “เนี่ยเทียน!” แดนเอตทัคคะช่วงท้ายที่เชี่ยวชาญวิชาแห่งปฐพีซึ่งมี นามว่ากวานฉงตวาดกร้าวเสียงดัง “เจ้ามันตัวอะไร บังอาจตวาดใส่ข้าเชียวรึ?” เนี่ย เทียนแสยะปาก เอ่ยเย้ยหยันดูแคลน “เจ้ามันก็เป็น แค่ลูกน้องของรองเจ้าตำหนักเท่านั้น หากว่ากันใน ความหมายที่เข้มงวดแล้ว เจ้าก็เป็นแค่กองกำลัง ส่วนตัวของรองเจ้าตำหนัก ไม่นับเป็นคนของสำนัก” “ข้าได้รับคำสั่งให้มาจับตามองพวกคนทรยศของ สำนักวิญญาณโลหิตที่ยังหลงเหลืออยู่ รวมไปถึงเจ้า
คนฝึกวิชาชั่วร้ายซึ่งเห็นได้ชัดว่าเป็นของสำนักศพ ฟ้าผู้นั้น!” กวานฉงชี้ไปที่บุตรแห่งวิญญาณโลหิตและหลี่หลาง เฟิงพลางเอ่ยด้วยถ้อยคำที่เต็มไปด้วยเหตุผล “นั่นไม่ใช่เรื่องที่เจ้ามีสิทธิ์พูด” เนี่ยเทียนแค่นเสียง เย็น “ฟิ้วๆๆ!” ในที่สุดบุตรแห่งวิญญาณโลหิต หลี่หลางเฟิงและ หลีจิ้งก็ทำลายข้อตกลง ออกจากหินอุกกาบาต พา กันมาปรากฏตัวอยู่ด้านหลังเขา ยืนอยู่หน้ากวานฉง “ตอนนี้ข้าทำลายกฎที่พวกเจ้าตั้งไว้แล้ว แล้ว อย่างไร?” ดวงตาของบุตรแห่งวิญญาณโลหิตเต็มไป ด้วยความเหี้ยมอำมหิต เป็นฝ่ายเอ่ยท้าทายก่อน กวานฉงหน้าเปลี่ยนสี
หากมีเพียงแค่บุตรแห่งวิญญาณโลหิตคนเดียว เขา และแดนเอตทัคคะที่เขาพามายังพอจะมีความมั่นใจ อยู่บ้าง แล้วนับประสาอะไรกับที่ต่อให้จับตัวบุตรแห่ง วิญญาณโลหิตไม่ได้ แต่ก็ยังสามารถสังหารคนอื่นๆ ของสำนักโลหิตมาเชือดไก่ให้ลิงดู ทำให้บุตรแห่ง วิญญาณโลหิตไม่กล้าทำตัวเหลวไหล? ทว่าพอเนี่ยเทียนมาถึง และการปรากฏตัวของแดน เอตทัคคะหกคนที่มีเซี่ยเชียนเป็นผู้นำกลับทำลาย ความสมดุลลงในเสี้ยววินาที ก่อนหน้านี้พวกเซี่ยเชียน จิ่งเฟยหยางต่างก็ได้ข่าว และรู้ว่าบุตรแห่งวิญญาณโลหิตกับหลี่หลางเฟิงเจอ ปัญหา ทว่าเนี่ยเทียนยังไม่ปรากฏตัว ยังไม่แสดงท่าที ต่อให้ พวกเขาอยากจะช่วยแค่ไหนก็ไม่กล้าวู่วาม
เพราะว่าเบื้องหลังเรื่องครั้งนี้คือรองเจ้าตำหนักหลัว ว่านเซี่ยง มีเพียงเนี่ยเทียนปรากฏตัวเท่านั้น เนี่ยเทียนถึงจะ สร้างความมั่นใจให้แก่พวกเขา พวกเขาถึงจะ สามารถร่วมกับเนี่ยเทียนปะทะกับหลัวว่านเซี่ยงรอง เจ้าตำหนักพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวอย่างซึ่งๆ หน้าได้ “พวกเจ้ารออยู่นี่แหละ” เนี่ยเทียนยื่นมือไปชี้กวานฉงและพวกคนที่ทยอยกัน เดินออกมาจากเรือรบทั้งสามลำ “รอให้รองเจ้าตำหนักหลัวมาถึงแล้วมีคำอธิบายให้ ข้าเมื่อไหร่ พวกเจ้าถึงจะจากไปได้ ข้าจำได้แน่ชัด เลยล่ะว่ารองเจ้าตำหนักติดค้างข้าไม่น้อย ตอนนี้ถึง เวลาที่เขาต้องใช้คืนแล้ว”
“เจ้า เจ้าบังอาจข่มขู่รองเจ้าตำหนักเชียวรึ!” กวาน ฉงร้องอุทานตกใจ “ไม่ใช่ข่มขู่ แต่เป็นทวงคืนของที่ควรเป็นของข้า เท่านั้น” เนี่ยเทียนตอบรับอย่างเฉยเมย “ลูกน้องของเจ้ามีบุตรแห่งวิญญาณโลหิต มีคนที่ฝึก วิชาชั่วร้ายของสำนักศพฟ้า เจ้าไม่เป็นฝ่ายยอมรับ ผิดก็ยังพอทำเนา แต่กลับยังกล้าวางท่าโอหังเพียง นี้!” กวานฉงตวาดเดือดดาล “อย่านึกว่าเอาชนะเอ้า เฟยลี่หย่าได้แล้วจะได้ทุกอย่างที่ต้องการ เมื่ออยู่ใน สำนัก หากเจ้ายังไม่ได้กลายเป็นนายแห่งดวงดาว เจ้าก็ยังต้องเชื่อฟังรองเจ้าตำหนัก!” “เรื่องระหว่างข้ากับเขา ไม่จำเป็นต้องให้เจ้ามา กังวล” เนี่ยเทียนไม่แยแสอีกฝ่ายแม้แต่น้อย เขาหัน ไปพยักหน้าให้พวกเซี่ยเชียนพลางเอ่ยสั่งความ “ปิด ผนึกที่แห่งนี้ ห้ามใครจากไปไหนทั้งนั้น ข้าเชื่อว่าอีก ไม่นานรองเจ้าตำหนักหลัวจะต้องมาเยือนด้วย
ตัวเอง ข้าอยากจะรู้นักว่าเขาจะยอมรับหรือไม่ ว่า ตัวเองติดค้างอะไรข้าบ้าง” ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 40 บทที่ 1181 สะเทือนไปสี่ทิศ
กวานฉงหน้าเปลี่ยนสี แดนเอตทัคคะที่มีเซี่ยเชียนและบุตรแห่งวิญญาณ โลหิตเป็นหัวหน้ากระจายตัวอยู่รอบๆ เรือรบสามลำ โดยมีแสงสีเลือดถักทอเป็นตาข่ายห่อหุ้มเรือรบ เอาไว้ พลังแดนเอตทัคคะของเซี่ยเชียนมีหยดนำผลึกใส จำนวนมากที่ล่องลอยอยู่ท่ามกลางเรือรบ หยดนำแต่ละหยดรองรับพลังนับแสนชั่ง ซึ่งเกิดจาก การที่เซี่ยเชียนชุบหลอมมาจากทะเลสาบนอก อาณาจักร กวานฉงเองก็เข้าใจดีว่าหากขับเรือรบออกไป เมื่อไหร่ ยังไม่ต้องพูดถึงว่าจะสามารถฉีกตาข่าย
เลือดออกไปได้หรือไม่ ต่อให้ฝ่าไปได้ แต่เมื่อชนเข้า กับหยดนำพวกนั นก็ยังเจอกับอุปสรรคหลายชั นอยู่ดี หากแดนเอตทัคคะช่วงท้ายสองคนลงมือเต็มกำลัง อย่างแท้จริง เรือรบสามลำที่พวกเขาโดยสารมาก็ไม่ สามารถถอยออกไปได้เลย แล้วนับประสาอะไรกับที่ยังมีแดนเอตทัคคะอีก หลายคน บวกกับเนี่ยเทียนและเผยฉีฉีสองคนที่จ้อง มองมาตาเขม็งอีกล่ะ? “รองเจ้าตำหนักต้องทวงคืนความยุติธรรมให้กับ พวกเราแน่นอน!” ครู่ใหญ่ เมื่อกวานฉงรู้แล้วว่ากำลังเผชิญอยู่กับอะไร จึงได้แต่เอ่ยข่มขู่อย่างเคียดแค้น พวกผู้ฝึกลมปราณที่เป็นลูกน้องของหลัวว่านเซี่ยงซึ่ง อออยู่ด้านหลังเขาก็แอบถอนหายใจโล่งอกเช่นกัน
“ข้าจะรอรองเจ้าตำหนักอยู่ที่นี่” เนี่ยเทียนบินไปยัง หินอุกกาบาตก้อนนั น หลังจากทักทายกับบุตรแห่ง วิญญาณโลหิตแล้ว สีหน้าของเขาก็กลับคืนมาเป็น ปกติดังเดิม “ข้าเชื่อว่าอีกไม่นานเท่าไหร่ รองเจ้า ตำหนักหลัวย่อมต้องได้ข่าวและรีบมาที่นี่แน่นอน” กวานฉงแค่นเสียงอยู่ในลำคอ “ข้าเองก็อยากรู้ เหมือนกันว่าเจ้าจะอธิบายให้เขาฟังเรื่องพวกคน นอกรีตจากสำนักวิญญาณโลหิตอย่างไร!” ลูกตาดำของบุตรแห่งวิญญาณโลหิตที่มีแสงสีเลือด แดงฉานสาดยิงออกมาหันขวับไปจ้องกวานฉงเขม็ง เป็นแดนเอตทัคคะช่วงท้ายเหมือนกัน กวานฉงถูก เขามองก็อดตัวสั่นทั งที่ไม่หนาวไม่ได้ แล้วจู่ๆ ก็หุบ ปากลงอย่างรู้อะไรควรไม่ควร เวลานี เขาได้แต่ฝากความหวังทั งหมดไปไว้ที่หลัว ว่านเซี่ยง
ด้านในตำหนักใหญ่โตของพระราชวังโบราณสะเก็ด ดาว “ว่าไงนะ?” เว่ยไหลตะลึง ขมวดคิ วกล่าวกับเห ยียนจั น “เนี่ยเทียนกลับออกมาจากสนามรบสุ้ยเมี่ย แล้ว? พอกลับมาก็เป็นฝ่ายกักตัวกวานฉงเสียเอง? เขาไม่รู้หรือไงว่ากวานฉงเป็นคนของรองเจ้าตำหนัก หลัว?” “มีหรือที่จะไม่รู้?” เหยียนจั นยิ มเจื่อน “บุตรแห่งวิญญาณโลหิตเป็นคนของสำนักวิญญาณ โลหิตที่หลงเหลืออยู่จริงๆ เขาไม่เหมือนกับเซวี่ยเจวี๋ ยจื่อ” เว่ยไหลเองก็รู้สึกปวดหัวอย่างมาก “เพราะ สุดท้ายแล้วเซวี่ยเจวี๋ยจื่อก็ทรยศสำนักวิญญาณ โลหิต ตอนที่เข้าปราบสำนักวิญญาณโลหิต เขายัง เคยเป็นตัวตั งตัวตี แล้วก็เพราะเหตุนี เขาเซวี่ยเจวี๋ ยจื่อถึงได้รับการอภัยโทษจากทุกฝ่าย และมีที่ยืนอยู่ ในสังคม”
“ทว่าเดิมทีบุตรแห่งวิญญาณโลหิตก็ถูกปลูกฝังให้ กลายมาเป็นเจ้าสำนักวิญญาณโลหิตคนต่อไปอยู่ แล้ว สมญานามว่าบุตรแห่งวิญญาณโลหิตนี ก็เป็น ตัวแทนของเจ้าสำนักวิญญาณโลหิตเช่นกัน” “ส่วนหลี่หลางเฟิงผู้นั นก็เหมือนว่าจะฝึกวิชาศพพิษ ที่แปลกประหลาดจริงๆ จะบอกว่าเขาเกี่ยวข้องกับ สำนักศพฟ้าก็ยังไม่แน่เสมอไป ทว่าหากจะมองวิชา ที่เขาใช้ฝึกตนเป็นวิชานอกรีตก็ไม่มีปัญหาเลยแม้แต่ นิดเดียว” “อันที่จริงแค่เนี่ยเทียนสละบุตรแห่งวิญญาณโลหิต และหลี่หลางเฟิงทิ ง โดยการบอกว่าคนทั งสองไม่มี ความเกี่ยวข้องอะไรกับเขาก็ได้แล้ว” “ทว่าเขาดันกลับมาทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ ทีนี ก็มีปัญหาแล้ว” เว่ยไหลเอ่ยเบาๆ
“สำคัญคือผู้อาวุโสใหญ่ไม่อยู่นี่สิ” เหยียนจั นถอน หายใจหนึ่งที “พวกเราจะลองไปดูสักหน่อยไหม เผื่อจะหลีกเลี่ยงไม่ให้เรื่องเลวร้ายจนเก็บกวาด ไม่ได้” “จำเป็นต้องไปอยู่แล้ว!” เว่ยไหลคำราม …… “เนี่ยเทียนกลับมาแล้ว ทั งยังเป็นฝ่ายกักตัวลูกน้อง ของหลัวว่านเซี่ยงไว้เสียเอง?” พอฉู่รุ่ยที่เป็นรองเจ้าตำหนักซึ่งเวลาอยู่ในพื นที่ลับ แห่งหนึ่งได้รับข่าวก็ตกตะลึงไปเหมือนกัน เขานิ่งคิดอยู่ไม่กี่วินาที จู่ๆ ก็หัวเราะขึ นมาเบาๆ “น่าสนใจ น่าสนใจจริงๆ ดูท่าข้าเองก็คงต้องไปด้วย เหมือนกัน” หยุดไปครู่เขาก็เอ่ยสั่งความว่า “ไปบอกวังเหม่ยเจีย สักหน่อย ให้นังหนูนั่นไปดูพร้อมกันด้วย โม่เหิงยังไม่
ปรากฏตัว แต่เนี่ยเทียนกลับกล้าขัดแย้งกับหลัวว่าน เซี่ยงแบบนี เป็นเพราะเขามีที่พึ่งอะไรกันแน่? หาก เป็นแค่การโต้เถียงกันก็ดูเหมือนว่าเนี่ยเทียนจะไม่ ค่อยมีเหตุผลให้เอามาอ้างสักเท่าไหร่นะ?” ฉู่รุ่ยที่ร่างอ้วนฉุพึมพำกับตัวเองพักหนึ่ง ก่อนจะมุ่ง หน้าไปยังที่ตั งของค่ายกลนำส่งขนาดใหญ่ บทสนทนาในทำนองเดียวกันนี แพร่ไปท่ามกลางผู้ อาวุโสและเหล่าแดนเอตทัคคะของพระราชวัง โบราณสะเก็ดดาวคนอื่นๆ เช่นกัน ไม่นานบุคคลชั นสูงส่วนใหญ่ของพระราชวังโบราณ สะเก็ดดาวก็รู้เรื่องที่เนี่ยเทียนปะทะกับหลัวว่าน เซี่ยง คนหนึ่งคือรองเจ้าตำหนักที่อยู่ในฐานะสูงส่งมา ยาวนาน อีกคนหนึ่งคือบุตรแห่งดวงดาวที่ช่วงที่ผ่าน
มาได้ลอยตัวสู่ฟ้าสูง ส่องแสงเจิดจรัสจนทำให้แสง ของซือคงฉั่วหม่นมัวลงไป ความขัดแย้งของคนทั งสองจึงดึงดูดความสนใจจาก คนส่วนหนึ่งในพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวได้อย่าง แท้จริง บางคนก็ได้อาศัยช่องทางของตัวเองแอบเดินทางไป ยังดินแดนผนึกฟ้าอันเป็นพื นที่ประหลาดที่ถูก ทอดทิ งไปนานหลายปีแห่งนั น บางคนกลับจับตามองเหตุการณ์ที่เกิดขึ นทางฝั่งนั น อย่างใกล้ชิด แม้จะไม่ได้ไปเยือนด้วยตัวเองแต่ก็แอบ สืบข่าวผ่านช่องทางต่างๆ มากมาย อาณาจักรผนึกฟ้า พวกเซี่ยเชียน บุตรแห่งวิญญาณโลหิตกระจายตัวกัน โอบล้อมปกป้องเนี่ยเทียน
เผยฉีฉีนั่งนิ่งๆ อยู่บนหินก้อนหนึ่งที่ห่างไปสิบเมตร รอดูเหตุการณ์เงียบๆ ห่างออกไปไกลยิ่งกว่า พวกหลีจิ ง หลี่หลางเฟิง และอวี๋ถงแห่งสำนักโลหิตทอดสายตามองมาจากที่ ไกลๆ ด้วยความร้อนใจ พวกเขากำลังกังวลว่าพอหลัวว่านเซี่ยงมาถึง เนี่ย เทียนควรจะใช้วิธีใดมางัดข้อกับหลัวว่านเซี่ยง? หากหลัวว่านเซี่ยงลงไม้ลงมือเข้าจริงๆ เนี่ยเทียน และลูกน้องของเขาจะรองรับไฟโทสะจากแดนเทพ เจ้าได้จริงๆ น่ะหรือ? ไม่ว่าพวกเขาจะใคร่ครวญอย่างไรก็ล้วนรู้สึกว่าการ ปะทะกับหลัวว่านเซี่ยงซึ่งๆ หน้าโดยที่โม่เหิงหายตัว ไปอย่างนี เป็นเรื่องที่ไม่ฉลาดเอาเสียเลย “ฟิ้ว!”
กระดูกของสัตว์ยักษ์มวลดาราท่อนนั นถูกเนี่ยเทียน เรียกออกมา พอท่อนกระดูกปรากฏตัว มันก็สกัดดึงเอาพลังงาน หลากหลายในทางช้างเผือกที่มีประโยชน์มาให้ ตัวเอง ทว่าอันที่จริงจิตวิญญาณและตัวของท่อน กระดูกเองกลับยังอยู่ในสภาวะจำศีล อย่างน้อยในช่วงเวลานี เนี่ยเทียนก็ยังไม่สามารถ สื่อสารกับจิตวิญญาณของมัน และไม่สามารถ สำแดงอานุภาพที่ร้ายกาจที่สุดของท่อนกระดูก ออกมาได้ “อู้ๆๆๆ!” ผู้อาวุโสสองท่านอย่างเว่ยไหล เหยียนจั นมาถึง พร้อมกันและมาหยุดยืนอยู่ด้านหน้าเนี่ยเทียนอย่าง รวดเร็ว
“เนี่ยเทียน เจ้า…” เว่ยไหลปรายตามองบุตรแห่ง วิญญาณโลหิตที่มีเลือดลมเข้มข้นแผ่อวลออกมาจาก ทั งร่างแวบหนึ่ง หน้าของเขาเปลี่ยนสีไปเล็กน้อย เขาพบว่าบุตรแห่งวิญญาณโลหิตที่เพิ่งเลื่อนสู่แดน เอตทัคคะช่วงท้ายทำให้เขาเกิดความรู้สึกไม่สบายใจ บางอย่าง ความรู้สึกนี ไม่ได้เกิดขึ นตอนที่ปีนั นเขาเผชิญหน้ากับ บุตรแห่งวิญญาณโลหิตซึ่งเป็นเจ้าสำนักคนก่อน “หรือว่าบุตรแห่งวิญญาณโลหิตที่อยู่ตรงหน้าผู้นี ไม่ ว่าจะเป็นความสามารถแฝงหรือพรสวรรค์ก็ล้วน เหนือกว่าบุตรแห่งวิญญาณโลหิตคนก่อน? หากเป็น อย่างนี ล่ะก็ คนผู้นี ก็มีหวังได้เลื่อนสู่แดนเทพเจ้า แน่นอน!” เว่ยไหลใจสั่น “หากมีแดนเทพเจ้าคน หนึ่งมายืนอยู่ข้างกายเนี่ยเทียนได้อย่างมั่นคง ถ้า เช่นนั นตอนที่ช่วงชิงตำแหน่งกัน เนี่ยเทียนก็จะยิ่ง สบายมากขึ น!”
จู่ๆ เว่ยไหลก็เข้าใจแล้วว่าทำไมเนี่ยเทียนถึงยืน กรานจะปกป้องบุตรแห่งวิญญาณโลหิต “เนี่ยเทียน เหตุใดเจ้าต้องมีปัญหากับรองเจ้า ตำหนักหลัวในเวลานี ด้วยเล่า?” เหยียนจั นปรี่ขึ น หน้ามาเอ่ยเกลี ยกล่อมเบาๆ “มันไม่มีความจำเป็นที่ ต้องทำแบบนี เรื่องของสำนักวิญญาณโลหิตใช่ว่าจะ ประนีประนอมกันไม่ได้เสียเลย เพราะอย่างไรซะ เซวี่ยเจวี๋ยจื่อก็กลายมาเป็นลูกน้องของซือคงฉั่วแล้ว เหมือนกัน แต่การที่เจ้าจับตัวกวานฉง ฉีกหน้ารอง เจ้าตำหนัก แบบนี แหละเป็นปัญหาแน่” “ถึงเวลาที่เขาควรจะคืนทรัพย์สินที่ติดค้างข้าไว้ แล้ว” เนี่ยเทียนกล่าว ระหว่างที่พูดกันอยู่ก็มีผู้อาวุโสคนอื่นๆ ของ พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวทยอยกันมาถึง ฉู่รุ่ยเองก็พาวังเหม่ยเจียมาถึงด้วยสีหน้าประหลาด
หลังจากผ่านไปอีกพักหนึ่ง บุคคลที่มีหน้ามีตาหลาย คนของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวก็พากันอาศัย วิธีการต่างๆ มาถึงที่แห่งนี หมายจะดูผลสรุปการ ปะทะระหว่างเนี่ยเทียนและหลัวว่านเซี่ยงในทันที กลับเป็นหลัวว่านเซี่ยงเสียอีกที่ไม่ปรากฏตัวเสียที และซือคงฉั่วก็หายหน้าหายตาไปเช่นกัน ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 40 บทที่ 1182 โอหังด้วยอำนาจยิ่งใหญ่
“ทุกท่านโปรดทวงคืนความยุติธรรมให้แก่ข้าด้วย!” เมื่อกวานฉงเห็นว่าเหล่าผู้อาวุโสและฉู่รุ่ยแห่ง พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวทยอยกันปรากฏตัวก็ อดร้องเรียนเอาผิดเนี่ยเทียนไม่ได้ “พวกเราทำตามคำสั่งของรองเจ้าตำหนักหลัวถึง ได้มากักตัวพวกคนทรยศของสำนักวิญญาณโลหิตที่ หลงเหลืออยู่และหลี่หลางเฟิงที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ สำนักศพฟ้า สองคนนี้ต่างก็มีความสัมพันธ์กับเนี่ย เทียนบุตรแห่งดวงดาวคนที่เจ็ด!” “เนี่ยเทียนไม่ให้คำอธิบายกับพวกเราก็ยังพอทำเนา แต่นี่ยังอาศัยว่ามีลูกน้องมากกว่ามากักตัวพวกเราไว้ ที่นี่อีกด้วย”
“…” กวานฉงร้องโหวกเหวกเสียงดังคล้ายจู่ๆ ก็มีความ มั่นใจขึ้นมา ตอนที่พวกฉู่รุ่ย เว่ยไหลและเหยียนจั้นยังไม่ปรากฏ ตัว เขายังกริ่งเกรงกองกำลังในมือของเนี่ยเทียนอยู่ บ้าง จึงไม่กล้าทำเรื่องเหลวไหล ทว่าเวลานี้ ต่อให้หลัวว่านเซี่ยงไม่ได้อยู่ด้วย เขาก็ไม่ กลัวอีกแล้ว —เขาคิดว่าตัวเองคือฝ่ายที่มีเหตุผล ทว่าไม่นานกวานฉงก็ต้องอึ้งงันไป จู่ๆ เขาก็ค้นพบว่าไม่ว่าจะเป็นฉู่รุ่ย หรือพวกผู้ อาวุโสอย่างเว่ยไหล เหยียนจั้น หรือแม้แต่พวกบุตร แห่งดวงดาวอย่างวังเหม่ยเจีย ฟางหยวนกลับไม่มี ใครหันมาแลเขาแม้แต่หางตา
ทุกคน รวมไปถึงรองเจ้าตำหนักอย่างฉู่รุ่ยต่างก็ไป รวมตัวอยู่ข้างกายเนี่ยเทียน บางคนก็รอยยิ้มเต็ม หน้า บางคนก็ขมวดคิ้ว คนเหล่านั้นบ้างก็เป็นกังวลแทนเนี่ยเทียน บ้างก็คิด ว่าเนี่ยเทียนวู่วามเกินไป เห็นได้ชัดว่ากำลังเอ่ย ปลอบใจหรือไม่ก็เอ่ยเกลี้ยกล่อมไม่ให้เนี่ยเทียน บุ่มบ่าม ตั้งแต่ต้นจนถึงตอนนี้ยังไม่มีใครฟังเสียงเขาโวยวาย แม้แต่คนเดียว เสียงเอะอะของกวานฉงพลันขาดหายไปกลางคัน มองพวกรองเจ้าตำหนักและผู้อาวุโสที่เป็นฝ่ายขยับ เข้าไปใกล้ชิดเนี่ยเทียนอย่างกระตือรือร้น ทั้งบางคน ยังจงใจประจบเนี่ยเทียนอย่างออกหน้าออกตา กวานฉงก็เริ่มเงียบเสียงลง
“รองเจ้าตำหนักฉู่รุ่ย โม่เหิงที่หายตัวไป และยังมี พวกผู้อาวุโสอย่างเว่ยไหลและเหยียนจั้นดูเหมือนว่า จะยอมศิโรราบให้เนี่ยเทียนแล้ว” กวางฉงแอบ ครุ่นคิด พลันรู้สึกว่าต่อให้หลัวว่านเซี่ยงมาเองก็ไม่ แน่เสมอไปว่าอีกฝ่ายจะใช้ตำแหน่งรองเจ้าตำหนัก มากำราบเนี่ยเทียนได้ “ฟิ้ว!” กลุ่มแสงประหลาดกลุ่มหนึ่งค่อยๆ ผลิบานอยู่ข้าง ความมืดมิดที่ว่างเปล่าใกล้ร่างเนี่ยเทียน จีหยวนฉวนแห่งลัทธิจิตตวิสุทธิ์ และยังมีพวกฉี เหลียนซาน หลิงโยวต่างก็ทยอยกันเดินออกมา “คุณหนูเผย!” พอพวกฉีเหลียนซานและหลิงโยวมาถึงก็ตรงดิ่งมา หยุดอยู่หน้าเผยฉีฉีแล้วโค้งตัวให้นางน้อยๆ
จีหยวนฉวนหันไปพยักหน้าพร้อมอมยิ้มน้อยๆ ให้กับเผยฉีฉีก่อน “เจ้าลัทธิรู้ว่าเจ้าออกมา อีกทั้งมา ที่นี่จึงตั้งส่งข่าวให้พวกเรา หมายให้พวกเรามารับ เจ้ากลับลัทธิ” บนใบหน้าที่เย็นชาของเผยฉีฉีไม่มีริ้วอารมณ์ใดๆ “ข้ารอให้เรื่องของเนี่ยเทียนจบลงเสียก่อน” “เข้าใจแล้ว” จีหยวนฉวนมีสีหน้าเข้าอกเข้าใจ ครั้น จึงหันไปยิ้มให้เนี่ยเทียน ทั้งยังโค้งตัวน้อยๆ กล่าว ด้วยน้ำเสียงจริงใจ “เนี่ยเทียน เรื่องระหว่างเจ้าและ หลัวว่านเซี่ยง เจ้าลัทธิก็ได้ยินแล้วเหมือนกัน เจ้า ลัทธิของข้าบอกแล้วว่าหากเจ้าอยู่ในพระราชวัง โบราณสะเก็ดดาวแล้วไม่สบายใจ ลัทธิจิตตวิสุทธิ์ ของเราก็ยินดีรับตัวเจ้าไปเป็นส่วนหนึ่งของเรา” “เจ้าลัทธิยังรับรองด้วยว่าสิ่งที่พระราชวังโบราณ สะเก็ดดาวมอบให้เจ้าได้ ลัทธิจิตตวิสุทธิ์ก็มอบให้ได้ เหมือนกัน”
“ทุกอย่างที่เจ้าและอาจารย์ของเจ้าทำเพื่อเผ่า มนุษย์ ชนต่างเผ่าและเผ่าวิญญาณโบราณในจุดลึก ของสนามรบสุ้ยเมี่ย เจ้าลัทธิของข้ารู้สึกซาบซึ้งใจ อย่างยิ่ง” น้ำเสียงของจีหยวนฉวนยิ่งนานก็ยิ่งเคร่งเครียด เห็น ได้ชัดว่าไม่ได้ล้อเล่น “ว่าไงนะ?!” บุคคลสำคัญและผู้อาวุโสหลายคนของพระราชวัง โบราณสะเก็ดดาวอย่างฉู่รุ่ย วังเหม่ยเจียและฟาง หยวน รวมถึงพวกบุตรแห่งวิญญาณโลหิตที่ได้ยิน คำพูดของเขาต่างก็ตัวสั่นเทิ้มด้วยความตะลึง จีหยวนฉวนแห่งลัทธิจิตตวิสุทธิ์มาเยือนที่นี่ด้วย ตัวเอง ปากก็บอกว่าจะพาตัวเผยฉีฉีกลับ แต่กลับ เป็นตัวแทนของชวีอี้เจ้าลัทธิจิตตวิสุทธิ์เชื้อเชิญให้
เนี่ยเทียนไปอยู่ในลัทธิจิตตวิสุทธิ์ นี่หมายความว่า อย่างไร? แย่งตัวคนไปหรือ? โจ่งแจ้งแจ่มชัดถึงเพียงนี้เชียว หรือ? “น้องจี เจ้าคงไม่ได้ล้อเล่นอยู่หรอกกระมัง?” เนื้อ ไขมันที่เต็มร่างของฉู่รุ่ยกระเพื่อมเป็นลูกคลื่น เขา กล่าวด้วยท่าทางกระอักกระอ่วน “เนี่ยเทียนคือบุตร แห่งดวงดาวของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวเรา บุตรแห่งดวงดาวหมายความว่าอย่างไร เจ้าคงไม่ได้ ไม่รู้หรอกนะ? เขาไม่ใช่ลูกศิษย์ธรรมดาทั่วไป แต่ เป็นบุคคลที่ได้รับการสืบทอดอันเป็นแกนกลาง สำคัญ ทั้งยังมีหวังที่จะได้กลายเป็นนายแห่งดวงดาว ด้วย!” “วิชาที่เขาฝึกตนไม่ใช่เวทลับห้วงมิติ เจ้าลัทธิชวีเชื้อ เชิญเขาไปอยู่ในลัทธิจิตตวิสุทธิ์ หมายความว่า อย่างไรกัน?”
นี่ก็เป็นคำถามที่อยู่ในใจคนมากมายเช่นกัน “ข้อนี้ข้าไม่อาจรู้ได้ ข้าแค่เป็นตัวแทนนำคำพูดของ เจ้าลัทธิมาบอกเท่านั้น” จีหยวนฉวนยักไหล่ “ขอบพระคุณในความหวังดีของเจ้าลัทธิชวี” เนี่ย เทียนยิ้มกว้าง “ทางฝ่ายของลัทธิจิตตวิสุทธิ์ ตอนนี้ ข้ายังไม่มีความคิดใดๆ แต่ว่า หากมีใครบางคนบีบ บังคับข้า คิดหาวิธีจะกำราบข้าอยู่ตลอดเวลาจนข้า ทนอยู่ในสำนักต่อไปไม่ไหวอีกจริงๆ ข้าก็ไม่ จำเป็นต้องดึงดันอยู่ในสำนักต่อ” พอเขากล่าวเช่นนี้ สีหน้าของพวกฉู่รุ่ย เว่ยไหล เห ยียนจั้นก็เปลี่ยนมาเป็นเคร่งเครียดทันที ตัวเลือกแรกของฉู่รุ่ยคือวังเหม่ยเจีย เขาคิดว่าใน อนาคตวังเหม่ยเจียมีโอกาสจะได้กลายเป็นนายแห่ง ดวงดาว
ทว่าภายหลังเมื่อซือคงฉั่วผ่านการประลองเส้นทาง แห่งดวงดาว ความแข็งแกร่งของเขาก็เพิ่มพูนทบทวี ได้รับความสำคัญจากหลัวว่านเซี่ยง ถูกทุกคนมอง ว่ามีความหวังที่จะได้ขึ้นสู่ตำแหน่งนายแห่งดวงดาว มากที่สุด ทว่าหลังจากนั้นกลับเป็นเนี่ยเทียนที่ใช้วิธีการที่ แข็งแกร่งกว่าและเหี้ยมหาญกว่ามาสยบทุกคน พิสูจน์ให้เห็นว่าเขามีดียิ่งกว่าซือคงฉั่ว ศึกระหว่างเนี่ยเทียนและเอ้าเฟยลี่หย่า รวมไปถึง การแสดงออกมากมายในภายหลัง การสนับสนุน จากโม่เหิง ก็ล้วนทำให้ท่าทีที่ฉู่รุ่ยมีต่อเนี่ยเทียน ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไป ในช่วงเวลาที่จี้ชางหายตัวไป หากพระราชวังโบราณ สะเก็ดดาวต้องเลือกนายแห่งดวงดาวที่แข็งแกร่งคน ใหม่จริงๆ แม้แต่ตัวฉู่รุ่ยเองก็ยังรู้สึกว่าเนี่ยเทียน เหมาะสมยิ่งกว่าวังเหม่ยเจีย
ทว่าตอนนี้เนื่องจากความขัดแย้งเล็กๆ ระหว่างเนี่ย เทียนกับหลัวว่านเซี่ยง ลัทธิจิตตวิสุทธิ์กลับยื่นเท้า เข้ามาแทรก เขาที่เดิมทีกะจะมาดูเรื่องสนุก ดูว่าเนี่ยเทียนกับ หลัวว่านเซี่ยงจะคุมเชิงกันอย่างไร จู่ๆ กลับมาต้อง อารมณ์เสีย เขาคิดว่าจะปล่อยให้สำนักของตัวเอง กลายมาเป็นตัวตลกในสายตาของคนอื่น ปล่อยให้ คนอื่นเกิดความคิดที่จะมาแย่งชิงคนสำคัญที่สร้าง ความรุ่งเรืองให้กับสำนักอย่างเนี่ยเทียนไปไม่ได้ “อู้!” ลำแสงประหลาดมากมายบินออกมาจากพื้นที่อื่น เมื่อมาหยุดอยู่ใกล้เนี่ยเทียน ลำแสงประหลาดก็ พลันหยุดชะงัก ก่อนที่เงาร่างของคนที่เนี่ยเทียน คุ้นเคยเป็นอย่างดีจะเดินออกมาจากแดนเอตทัคคะ ของใครของมัน คนเหล่านั้นได้แก่หวงจินหนัน โหว
ชูหลันและโหลวหงแยน รวมไปถึงผู้เฒ่าแดน เอตทัคคะสำนักทอง สำนักไม้และสำนักไฟของพวก เขา ผู้เฒ่าเหล่านั้นไม่ใช่ลูกน้องของคนทั้งสาม แต่เป็นผู้ อาวุโสของทั้งสามสำนัก! นอกจากเจ้าแห่งสำนักทอง สำนักไม้และสำนักไฟ แล้ว ผู้อาวุโสแดนเอตทัคคะช่วงท้ายเหล่านี้ล้วนเป็น เสาหลักของทั้งสามสำนักทั้งสิ้น การมาถึงของพวกเขาทำให้คนของพระราชวัง โบราณสะเก็ดดาวอึ้งงันกันไปอีกคำรบ ไม่แน่ใจว่าผู้ เฒ่าของสามสำนักมาที่นี่ด้วยเรื่องอันใด ที่น่าแปลกใจก็คือโหวชูหลันยิ้มหวานมาหยุดยืนอยู่ ตรงกลางระหว่างเนี่ยเทียนกับจีหยวนฉวน ก่อนจะ พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงน่าฟัง “เนี่ยเทียนมีพระคุณต่อ สำนักห้าธาตุของพวกเรามาก ผู้อาวุโสลู่ก็เคยรอด
ผ่านเคราะห์ในดินแดนสวรรค์ทมิฬมาได้เพราะเขา ข้าเองก็ไม่ถูกชนต่างเผ่าฆ่าเพราะเขาเหมือนกัน” “คนอื่นๆ ที่อยู่ในสนามรบสุ้ยเมี่ยก็รอดพ้นจากการ สังหารนองเลือดกับชนต่างเผ่าและเผ่าวิญญาณ โบราณมาได้เพราะเขาและอาจารย์ของเขา” “ดังนั้นที่ข้ามาในครั้งนี้ก็เพื่อเป็นตัวแทนสำนักห้า ธาตุเชื้อเชิญเนี่ยเทียน ขอแค่เนี่ยเทียนรู้สึกว่าอยู่ใน พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวไม่มีความสุข ก็ สามารถมาอยู่ที่สำนักห้าธาตุของพวกเราได้ ตลอดเวลา” “เช่นเดียวกับลัทธิจิตตวิสุทธิ์ สิ่งที่พระราชวังโบราณ สะเก็ดดาวให้เจ้าได้ สำนักห้าธาตุเราก็ให้ได้ หรือ อาจให้ได้มากกว่าด้วยซ้ำ” “เจ้าคิดว่าอย่างไร?”
โหวชูหลันยิ้มหวานมองเนี่ยเทียน ดวงตาของนาง เต็มไปด้วยประกายแห่งความคาดหวัง ราวกับว่าขอ แค่เนี่ยเทียนพยักหน้ารับ นางก็จะลงมือจัดการทันที ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นพากันร้องฮือฮา อย่าว่าแต่คนของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวเลย แม้แต่จีหยวนฉวนแห่งลัทธิจิตตวิสุทธิ์ก็ยังมีสีหน้า ปั้นยาก หัวเราะแห้งๆ “สนุกล่ะทีนี้” คนที่สีหน้าไม่น่ามองมากที่สุดก็คือกวานฉงลูกน้อง ของหลัวว่านเซี่ยง ไม่ว่าจะอย่างไร พวกเขาก็จินตนาการไม่ออกเลยว่า เหตุใดลัทธิจิตตวิสุทธิ์และสำนักห้าธาตุถึงได้เชื้อเชิญ เนี่ยเทียน ยอมละเมิดกฎเพราะต้องการให้เนี่ยเทียน ไปอยู่ร่วมสำนัก หลัวว่านเซี่ยงยังไม่ทันปรากฏตัว แต่เมื่อคนของลัทธิ จิตตวิสุทธิ์และสำนักห้าธาตุพากันมาเยือน กวานฉง
ก็เริ่มเข้าใจแล้วว่าต่อให้หลัวว่านเซี่ยงมาถึง เกรงว่า ก็คงกำราบเนี่ยเทียนไม่อยู่ ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 40 บทที่ 1183 ยอมรับ!
“หรือทุกท่านเห็นว่าเจ้าตำหนักของข้ายังไม่กลับมา เลยจงใจมาหาเรื่องอย่างนั้นรึ?” ในที่สุดฉู่รุ่ยก็อดทนไม่ไหวอีกต่อไป เขาตวาดขึ้นด้วย น้ำเสียงไม่สบอารมณ์ สีหน้าเคร่งเครียด หากลัทธิจิตตวิสุทธิ์กับสำนักห้าธาตุคิดจะดึงคนอื่น ไปเข้าพวก บางทีฉู่รุ่ยอาจจะไม่ถือสา แต่เนี่ยเทียน เป็นถึงบุตรแห่งดวงดาว! บุคคลที่แข็งแกร่งของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว อย่างเว่ยไหล เหยียนจั้น มาถึงเวลานี้ก็เริ่มไม่พอใจ ขึ้นมาบ้างแล้วเหมือนกัน “อู้!”
เงาแสงดาวพร่างพราวกลุ่มหนึ่งพลันโผล่ออกมาจาก ท้องฟ้าทิศไกล นั่นคือกายธรรมแห่งเทพของหลัวว่านเซี่ยง! หลัวว่านเซี่ยงที่ร่ายกายธรรมแห่งเทพถูกวงแสง หลายชั้นปกคลุม ท่ามกลางวงแสงมีดวงดาว ดารดาษส่องประกาย ประหนึ่งธารดวงดาวที่ลึกลับ เกินจะหยั่ง ทว่าเลือดลมของหลัวว่านเซี่ยงและคลื่นกายธรรม แห่งเทพของเขากลับวุ่นวายผิดปกติ “นายท่าน!” พอกวานฉงเห็นเขาก็รีบร้องเรียกเสียงร้อนรน โบก มือหวอยๆ หลัวว่านเซี่ยงพลิ้วตัวลงมา ก่อนจะเก็บกายธรรม แห่งเทพกลับคืนและเผยกายที่แท้จริงออกมา
“พี่หลัว เจ้าไปเจออะไรมาระหว่างทางรึ?” จี หยวนฉวนขมวดคิ้ว ฉู่รุ่ยผู้มีร่างอ้วนกลมมองเขาด้วยสายตาลึกล้ำแล้ว ถามว่า “เกิดเรื่องอะไรขึ้น?” “ข้าถูกคนลอบโจมตีระหว่างทาง” ดวงตาหลัว ว่านเซี่ยงกวาดมองไปบนร่างของผู้แข็งแกร่งอย่างจี หยวนฉวนและพวกโหวชูหลันแห่งสำนักห้าธาตุ “พวกเจ้ามาทำอะไรกัน?” กวานฉงรีบปรี่ขึ้นหน้าไปเล่าเรื่องที่จีหยวนฉวนเป็น ตัวแทนของชวีอี้ลัทธิจิตตวิสุทธิ์และโหวชูหลันเป็น ตัวแทนของสำนักห้าธาตุมาเชื้อเชิญเนี่ยเทียนเข้าไป อยู่ในสำนักของพวกเขาให้หลัวว่านเซี่ยงฟังทันที จีหยวนฉวนอมยิ้ม ไม่ได้ปฏิเสธ ทั้งยังเอ่ยขึ้นด้วยว่า “นี่คือความต้องการของเจ้าลัทธิข้า”
โหวชูหลันเองก็เอ่ยแทรกขึ้นว่า “เจ้าสำนักทั้งห้า ของสำนักห้าธาตุข้าก็เห็นดีเห็นงามแล้ว ขอแค่เนี่ย เทียนตอบรับ สำนักห้าธาตุของพวกเราก็มีที่ว่างให้ เขาเสมอ” หนังหน้าของหลัวว่านเซี่ยงพลันกระตุกรัวทันที “คารวะรองเจ้าตำหนัก” เนี่ยเทียนขยับมาคารวะ อีกฝ่ายด้วยท่าทางเป็นธรรมชาติ ครั้นจึงพูดขึ้นต่อ ว่า “ท่านผู้อาวุโสใหญ่เคยจัดการนำดาวตกสวรรค์ มวลดาวไปมอบให้แก่ซือคงฉั่ว ผู้อาวุโสใหญ่เคยบอก กับข้าว่าเนื่องด้วยความล้ำค่าของดาวตกสวรรค์มวล ดาว ท่านจึงยินดียกสมบัติล้ำค่าในครอบครองให้แก่ ข้าส่วนหนึ่ง” “ตอนนี้ข้าอยากถามว่าของที่ท่านตกลงกับผู้อาวุโส ใหญ่ว่าจะมอบให้ข้า จะสามารถมอบให้ได้ เมื่อไหร่?”
ดวงตาทั้งคู่ของเนี่ยเทียนที่ฉายแสงคมกริบมองไปยัง ดวงตาของหลัวว่านเซี่ยงอย่างไม่หวาดกลัว หลัวว่านเซี่ยงขมวดคิ้ว นิ่งเงียบไปคล้ายกำลัง ครุ่นคิดอะไรอยู่ “ที่แท้หลังจากพูดคุยกัน ผู้อาวุโสใหญ่โม่เหิงก็เป็น คนจัดการกับดาวตกสวรรค์มวลดาวด้วยตัวเอง? นั่น มันอาวุธเทพเชียวนะ สิ่งของที่จะมาแลกเปลี่ยนกับ อาวุธเทพไม่ดับสลายได้ต้องไม่ธรรมดาอย่างมาก!” “มิน่าเล่า มิน่าเล่าตอนที่ดาวตกสวรรค์มวลดาว ผสานรวมกับร่างของซือคงฉั่วถึงได้ไม่มีใครขัดขวาง ดูท่าพวกเขาคงทำการแลกเปลี่ยนกันอย่างลับๆ นี่เอง” “จนถึงตอนนี้โม่เหิงแห่งพระราชวังโบราณสะเก็ด ดาวก็ยังไม่กลับมา ถ้าอย่างนั้น…”
พวกแดนเอตทัคคะของสำนักห้าธาตุและผู้ฝึก ลมปราณอีกหลายคนที่ยังไม่เข้าใจเรื่องราวแอบ ซุบซิบกันราวกับเพิ่งรู้สาเหตุของการแลกเปลี่ยนดาว ตกสวรรค์มวลดาวเป็นส่วนตัวเป็นครั้ง ทว่าพวกเว่ยไหล เหยียนจั้น ฟางหยวนและวังเหม่ ยเจียกลับไม่มีท่าทีแปลกใจใดๆ เห็นได้ชัดว่าพวกเขาต่างก็รู้เรื่องกันอยู่แล้ว “มีการแลกเปลี่ยนกันจริง” หลัวว่านเซี่ยงพยักหน้า ตอบอย่างเปิดเผย “แต่ว่ารายละเอียดยังจำเป็นต้อง ให้ข้าพูดคุยกับโม่เหิงอีกที ขณะที่เขายังไม่กลับมา ยังมีเรื่องบางอย่างที่ตัดสินใจไม่ได้ ดังนั้นข้าควรจะ เอาอะไรให้เจ้า ให้มากน้อยเท่าไหร่ ต้องรอให้เขา กลับมาเสียก่อน” เพราะว่าเรื่องนี้หลายคนในสำนักต่างรับรู้ เขาจึง ไม่ได้ปฏิเสธ
ที่เขาทำคือแค่หาข้ออ้างถ่วงเวลาออกไป ฉวยโอกาส ตอนที่โม่เหิงไม่อยู่ ยังไม่ยอมมอบค่าตอบแทนที่ควร จ่ายให้แก่เนี่ยเทียน ดวงตาเนี่ยเทียนเปลี่ยนมาเป็นเย็นชา “เรื่องนี้ยังไม่ต้องพูดถึง” หลัวว่านเซี่ยงแค่นเสียง เบาๆ ก่อนจะชี้ไปยังบุตรแห่งวิญญาณโลหิต หลี่ หลางเฟิงและพวกคนของสำนักโลหิต “พวกเขาล้วน อยู่ในถิ่นของเจ้า หมายความว่าอย่างไร? เจ้ารู้ หรือไม่ว่าบุตรแห่งวิญญาณโลหิตที่อยู่เบื้องหน้าผู้นี้ก็ คือเจ้าสำนักวิญญาณโลหิตคนปัจจุบัน?” เรื่องที่ต้องเกิด อย่างไรก็เลี่ยงไม่ได้! “รู้แล้ว แล้วจะอย่างไร?” เนี่ยเทียนเอ่ยเสียงหนัก “เดิมทีสำนักวิญญาณโลหิตก็คือสำนักนอกรีต วิชาที่ ใช้ฝึกตนโหดเหี้ยมผิดมนุษย์ สำนักนี้…” หลัวว่าน เซี่ยงเตรียมเอาโทษอย่างเข้มงวด
“วิชาหลอมเลือดที่สำนักวิญญาณโลหิตใช้ฝึกตน ข้า เองก็เคยฝึกมาก่อน ไม่เห็นจะรู้สึกว่ามีตรงไหนที่ไม่ เหมาะสม” เนี่ยเทียนแค่นเสียง “วิชาหลอมเลือด เลือดที่เอามาหลอมคือเลือดของสัตว์วิเศษ เลือด ของชนต่างเผ่า จากนั้นถึงผสานรวมเข้ากับร่างกาย ของตัวเอง ใช้เลือดลมของสัตว์วิเศษและชนต่างเผ่า มาสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ตัวเอง มีปัญหา ตรงไหนกัน?” “เผ่ามนุษย์เลือดลมอ่อนแอ วิชาการฝึกตนของ สำนักวิญญาณโลหิตก็ไม่ได้ไปทำร้ายใคร เพียงแค่ วิธีการแตกต่างเท่านั้น แค่นี้ก็ต้องเข่นฆ่าเอาชีวิตกัน ด้วยหรือ?” “วิชาที่พวกเราฝึกตนอาศัยปราณวิญญาณฟ้าดิน และโอสถวิญญาณที่มีธาตุแตกต่างกันออกไป สำนัก วิญญาณโลหิตใช้เลือดลมของสัตว์วิเศษและชนต่าง เผ่ามาสร้างโอสถโลหิตของตัวเอง นี่เป็นเพียงแค่
ความแตกต่างทางต้นกำเนิดของพลังงานเท่านั้น หากว่ากันโดยแก่นแท้แล้วก็ถือว่ายังใช้วิธีการที่เผ่า มนุษย์เราฝึกตนอยู่ดี” “อีกอย่างต่อให้ไม่ใช้วิธีการที่เผ่ามนุษย์ใช้ แต่ขอแค่ ไม่ทำร้ายเผ่ามนุษย์ด้วยกัน ยังมีอะไรที่ยอมรับไม่ได้ อีกเล่า?” เนี่ยเทียนตะคอกด้วยน้ำเสียงจริงจัง หลังจากที่จบคำพูดของเขา นอกจากหลัวว่านเซี่ยง และลูกน้องของเขาแล้ว หลายคนต่างก็มีสีหน้า ครุ่นคิด ซึ่งพวกบุตรแห่งวิญญาณโลหิตและหลีจิ้งแห่งสำนัก โลหิตต่างก็มีท่าทางตื่นเต้นมากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะบุตรแห่งวิญญาณโลหิต!
เขาพลันหันไปมองเนี่ยเทียน เรือนกายของเขาสั่น สะท้านน้อยๆ แล้วจึงโค้งตัวต่ำให้แก่เนี่ยเทียน ทว่า กลับไม่ได้พูดคำใด แต่กระนั้นไม่ว่าใครก็ล้วนมองออกถึงความซาบซึ้งใจ ในดวงตาของบุตรแห่งวิญญาณโลหิต! คราวนี้เนี่ยเทียนไม่ได้มอบแก่นเลือดแห่งชีวิตให้เขา แม้แต่หยดเดียว แต่กลับทำให้บุตรแห่งวิญญาณ โลหิตยอมรับเนี่ยเทียนได้จากใจจริง! เขาตัดสินใจแล้วว่า นับแต่นี้เป็นต้นไป เขาจะขอยืน หยัดอยู่ข้างกายเนี่ยเทียนไม่แปรพักตร์! คำพูดที่เนี่ยเทียนพูดเพื่อสำนักวิญญาณโลหิต ตลอด หลายร้อยหลายพันปีที่ผ่านมาเขาเคยอธิบายให้คน จำนวนนับไม่ถ้วนฟัง แล้วก็เป็นคำพูดเดียวกับที่บุตร แห่งวิญญาณโลหิตคนก่อนพูดให้พวกคนที่ล้อมโจมตี ก่อนที่จะล้มล้างสำนักพวกเขาให้พังทลายฟัง!
น่าเสียดายที่ก่อนหน้านั้นไม่มีใครให้ความสำคัญ “ที่เนี่ยเทียนพูดมีเหตุผล” จีหยวนฉวนแห่งลัทธิจิตต วิสุทธิ์เอ่ยขึ้นมาก่อนท่ามกลางความเงียบงันของทุก คน “เรื่องกวาดล้างสำนักวิญญาณโลหิต มีหอทอด ฟ้าเป็นผู้นำหลัก อันที่จริงโดยความรู้สึกส่วนตัวของ ลัทธิเราแล้ว เมื่อเปรียบเทียบกับสำนักอื่นๆ สำนัก วิญญาณโลหิตก็ใช่ว่าจะเป็นสำนักที่ให้การยอมรับ ไม่ได้เสียเลย” “ก่อนที่พวกเราจะมาที่นี่ก็ได้ขอความเห็นเจ้าสำนัก ทั้งห้าท่าน” โหวชูหลันเอ่ยแทรก “พวกเขาเองก็คิด ว่า สำนักวิญญาณโลหิตและบุตรแห่งวิญญาณโลหิต ต่างก็ไม่ควรจะต้องถูกกำจัด อันที่จริงวิธีการที่พวก เราเคยใช้ก่อนหน้านี้ถือว่าสุดโต่งเกินไป ซึ่งยัง สามารถมาปรึกษากันได้ใหม่” บุตรแห่งวิญญาณโลหิตพลันตัวสั่นเทิ้มด้วยความ ตื่นเต้น
การที่ได้รับการยอมรับจากลัทธิจิตตวิสุทธิ์และสำนัก ห้าธาตุอาจหมายความว่าคนของสำนักโลหิตจะ สามารถใช้ชื่อของสำนักวิญญาณโลหิตมาเดินอย่าง เปิดเผยสง่างามอยู่ในฟ้าดินของเนี่ยเทียน นี่คือเป้าหมายที่แม้แต่ฝันเขาก็หวังให้มันเป็นจริง— เป้าหมายในการสืบทอดเมล็ดพันธ์ให้กับสำนัก วิญญาณโลหิตต่อไป! เขารู้ดีว่าลำพังแค่คำพูดของเขา ต่อให้วันหนึ่งได้ เลื่อนสู่แดนเทพเจ้าจริง เกรงว่าก็คงยากที่จะทำให้ สำนักวิญญาณโลหิตกลายเป็นสำนักที่ถูกทำนอง คลองธรรมได้ คาดไม่ถึงว่าเมื่อเนี่ยเทียนกล่าวจบ คนของลัทธิจิตต วิสุทธิ์และสำนักห้าธาตุจะพากันให้การยอมรับ เหมือนเป็นการอนุญาตให้สำนักวิญญาณโลหิตดำรง อยู่ต่อไปได้โดยปริยาย
ฝ่ายในของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวก็มี ความเห็นสอดคล้องตรงกัน พวกฉู่รุ่ยจะรอให้โม่เหิง กลับมาก่อน หากเขาคิดว่าสำนักวิญญาณโลหิตไม่มี ปัญหา ถ้าเช่นนั้นนับแต่นี้ไปสำนักวิญญาณโลหิตก็ จะถูกตัดชื่อออกจากสำนักนอกรีต ในสี่สำนักเก่าแก่ หากสามสำนักเห็นด้วย หอทอด ฟ้าก็ทำอะไรไม่ได้ ได้ล้างมลทินให้แก่สำนัก ทำให้สำนักกลายมาเป็น สำนักที่ถูกต้อง นี่คือความต้องการที่แม้แต่ฝันบุตร แห่งวิญญาณโลหิตก็ยังปรารถนาให้มันเป็นความ จริง! ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 40 บทที่ 1184 ได้รับความช่วยเหลือมากมาย
สีหน้าหลัวว่านเซี่ยงมืดทะมึน ที่พึ่งสำคัญที่สุดที่เขาใช้เอาผิดเนี่ยเทียนก็คือเรื่องที่ บุตรแห่งวิญญาณโลหิตคือคนของสำนักวิญญาณ โลหิตนอกรีตที่ยังหลงเหลืออยู่ เนี่ยเทียนจึงมี ความผิดฐานปกป้องอีกฝ่าย ทว่าตอนนี้จีหยวนฉวนแห่งลัทธิจิตตวิสุทธิ์และพวก คนของสำนักห้าธาตุกลับมีท่าทีสอดคล้องต้องกันว่า การกวาดล้างสำนักวิญญาณโลหิตไม่ใช่เรื่องที่จำเป็น อีกแล้ว นี่จึงทำให้หลัวว่านเซี่ยงรู้สึกลำบากใจไม่น้อย “สำนักวิญญาณโลหิตถูกหอทอดฟ้าระบุว่าเป็น สำนักนอกรีต พวกเขาจึงเป็นกองกำลังหลักไป
ปราบปราม” นิ่งคิดไปชั่วครู่ หลัวว่านเซี่ยงก็แค่น เสียงพูดต่อ “ฝ่ายอื่นๆ ที่เหลือก็เคยเข้าร่วมการ กวาดล้างด้วย ตอนนี้จู่ๆ จะมาพูดว่าให้ปล่อยตัว สำนักวิญญาณโลหิตได้ นี่ไม่เท่ากับตบหน้าหอทอด ฟ้าอย่างนั้นรึ?” “หอทอดฟ้าของพวกเราก็ใช่ว่าจะทำถูกไปเสียทุก เรื่อง” จู่ๆ น้ำเสียงเกียจคร้านเสียงหนึ่งก็ดังมาจาก ขอบฟ้าห่างไกล “ฟิ้ว!” กระบี่ชิงหงกลายมาเป็นสายฟ้าเส้นหนึ่งที่แหวก อากาศมาถึง “อาวุธเทพไม่ดับสลาย กระบี่ชิงหง หอทอดฟ้า— ฟ่านเทียนเจ๋อ!” ฉู่รุ่ยแห่งพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวตกใจจนร้อง อุทานเสียงหลง
จีหยวนฉวนแห่งลัทธิจิตตวิสุทธิ์และเหล่าผู้อาวุโส ของสำนักห้าธาตุที่มาพร้อมโหวชูหลันก็พากันหัน หน้ามามอง สายตาของแต่ละคนพลันมารวมกันอยู่ บนร่างของฟ่านเทียนเจ๋อ ทำไม เขาถึงปรากฏตัว? หลัวว่านเซียงตื่นตะลึง ขมวดคิ้วมองฟ่านเทียนเจ๋อ ด้วยสายตาลึกล้ำ “พี่ฟ่าน เจ้า…” เป็นแดนเทพเจ้าช่วงกลางเหมือนกัน แต่ไม่ว่าจะเป็น อายุหรือตำแหน่งในหอทอดฟ้า หรือแม้แต่พลังการ ต่อสู้ ฟ่านเทียนเจ๋อก็ล้วนเหนือกว่าเขา ข้อนี้หลัวว่านเซี่ยงรู้ดีอยู่แก่ใจ เรื่องเล่าลือเกี่ยวกับฟ่านเทียนเจ๋อเต็มไปด้วยความ ลึกลับหลากหลาย ซึ่งบางทีพวกเด็กรุ่นเล็กอาจจะไม่ รู้แน่ชัด
ทว่าแดนเทพเจ้าอย่างหลัวว่านเซี่ยง ฉู่รุ่ยและจี หยวนฉวนกลับเคยได้รู้ถึงความร้ายกาจของฟ่าน เทียนเจ๋อมาก่อน รู้ดีว่าเรื่องเล่าต่างๆ ที่เกี่ยวกับคน ผู้นี้ ไม่เพียงแต่ไม่มีเรื่องใดที่เป็นข่าวลือ กลับยังมี หลายเรื่องที่ถูกเก็บไว้เป็นความลับด้วยซ้ำ ด้วยเหตุนี้พอเห็นฟ่านเทียนเจ๋อ หลัวว่านเซี่ยงจึง บังเกิดความหวาดกลัวขึ้นมาในใจ “ข้ามาเพราะเรื่องของเนี่ยเทียน” ฟ่านเทียนเจ๋อสี หน้าเฉยชา ไม่ใคร่จะสนใจหลัวว่านเซี่ยงสักเท่าไหร่ เพียงเดินตรงดิ่งไปหาเนี่ยเทียนและเผยฉีฉี “เจ้าเด็ก สองคน พวกเราได้เจอกันอีกแล้ว” เนี่ยเทียนและเผยฉีฉีรีบหันไปคารวะเขา “ข้าเองก็ได้ยินมาเหมือนกันว่าพวกเจ้ามีปัญหาเรื่อง สำนักวิญญาณโลหิตกันนิดหน่อย ถึงได้ตั้งใจมาที่นี่” เส้นสายตาของฟ่านเทียนเจ๋อกวาดผ่านร่างของจี
หยวนฉวน ฉู่รุ่ยและพวกคนจากพระราชวังโบราณ สะเก็ดดาวและสำนักห้าธาตุครบทุกคนหนึ่งรอบ จากนั้นถึงได้กล่าวอย่างไม่รีบไม่ร้อน “ปีนั้นหอทอด ฟ้าของพวกเรานำทัพไปกวาดล้างสำนักวิญญาณ โลหิตจริง” “แต่เรื่องนี้เกี่ยวพันกับความแค้นส่วนตัว มีคนฝ่าย ในของหอทอดฟ้าต้องการให้สำนักวิญญาณโลหิต กลายมาเป็นกองกำลังที่พึ่งพาหอทอดฟ้า” “ผลกลับกลายเป็นว่าบุตรแห่งวิญญาณโลหิตคน ก่อนปฏิเสธความหวังดีของเขา ด้วยความอับอายที่ พานมาเป็นความโกรธ เขาจึงใส่ความสำนักวิญญาณ โลหิต บังคับกำหนดให้สำนักวิญญาณโลหิตเป็น สำนักนอกรีตแล้วร่วมมือกับฝ่ายอื่นๆ ไปจำกัด สำนักวิญญาณโลหิตทิ้ง” “คนที่เป็นผู้นำเรื่องนี้ไม่อยู่นานแล้ว ปีนั้นข้าออกไป หาประสบการณ์ข้างนอก เจ้าหอปิดด่านฝึกตน จึง
ไม่ได้ยื่นมือเข้ายุ่งเรื่องในสำนัก เขาเลยไม่รู้เรื่องนี้ ด้วย” “ภายหลังพวกเราถึงได้รู้ต้นสายปลายเหตุทั้งหมด น่าเสียดายที่ได้กระทำความผิดลงไปแล้ว และหอ ทอดฟ้าก็ต้องรักษาหน้าตาเอาไว้ จึงไม่ได้ป่าว ประกาศเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมา” กล่าวมาถึงตรงนี้ฟ่านเทียนเจ๋อก็หันไปโค้งตัวให้กับ บุตรแห่งวิญญาณโลหิตด้วยท่าทางเก้ๆ กังๆ อย่าง คนไม่เคยชิน ก่อนจะกล่าวอย่างจริงใจว่า “ความผิด ของพวกเราหอทอดฟ้า เป็นเหตุให้สำนักวิญญาณ โลหิตถูกฆ่าล้างสำนัก ครั้งนี้ข้าขอเป็นตัวแทนหอ ทอดฟ้าขอโทษพวกเจ้า ยังดีที่เจ้ายังอยู่ รากฐาน ของสำนักวิญญาณโลหิตจึงยังหลงเหลืออยู่…” เขามองไปยังพวกหลีจิ้งแห่งสำนักโลหิตซึ่งเห็นได้ชัด ว่ารากฐานของสำนักวิญญาณโลหิตที่เขาพูดถึงก็คือ สำนักโลหิตในตอนนี้
คำพูดของเขาอธิบายเรื่องทุกอย่างอย่างชัดเจน ซึ่ง ไม่เพียงแต่หลัวว่านเซี่ยงเท่านั้น คนอื่นๆ ก็อึ้งงันไป เช่นกัน ไม่มีใครคาดเดาได้ว่าการกวาดล้างสำนักวิญญาณ โลหิตในอดีตจะเกี่ยวพันกับผู้แข็งแกร่งภายในบาง คนของหอทอดฟ้า และยิ่งไม่มีใครคาดถึงว่าฟ่านเทียนเจ๋อจะมาที่นี่ด้วย ตัวเอง ทั้งยังกล่าวถึงความผิดของหอทอดฟ้าอย่าง ตรงไปตรงมา และขอภัยบุตรแห่งวิญญาณโลหิต คืน ความบริสุทธิ์ให้แก่สำนักวิญญาณโลหิต “นี่ นี่…” ดวงตาของบุตรแห่งวิญญาณโลหิตมีน้ำตา เอ่อคลอ ร่างของเขาสั่นสะท้าน พูดไม่ออกแม้แต่คำ เดียว เขาคาดไม่ถึงว่าความปรารถนา ความคาดหวัง เป้าหมายที่จะทำให้สำนักกลายเป็นสำนักที่ถูก
ทำนองคลองธรรมตลอดหลายปีที่ผ่านมาจะกลาย มาเป็นจริงได้อย่างง่ายดายขนาดนี้? เขาพลันเกิดความรู้สึกเหมือนตัวเองอยู่ในความฝัน เหมือนว่าตัวเองเห็นภาพลวงตา “ดินแดนอันเป็นที่ตั้งของสำนักวิญญาณโลหิตใน อดีตอยู่ในถิ่นของหอทอดฟ้าข้าในปัจจุบัน…” ฟ่าน เทียนเจ๋อกล่าวต่อ “ตอนที่ข้ามาได้จัดการเรียบร้อย แล้ว นับแต่นี้ไปต้นไป เราจะคืนอาณาจักรที่ตั้งของ สำนักวิญญาณโลหิตมาให้ทั้งหมด นอกจากนี้หอ ทอดฟ้าของพวกเราจะยังจ่ายค่าชดใช้ให้ส่วนหนึ่ง” “ข้าขอเป็นตัวแทนสำนักวิญญาณโลหิตขอบพระคุณ ผู้อาวุโสฟ่าน” เนี่ยเทียนรีบเอ่ย มาถึงบัดนี้ บุตรแห่งวิญญาณโลหิตก็ยังคงอยู่ ท่ามกลางคลื่นอารมณ์ที่ปั่นป่วน พูดไม่ออกแม้แต่คำ เดียว
“ลัทธิจิตตวิสุทธิ์ สำนักห้าธาตุ หอทอดฟ้า…” ฉู่รุ่ยแห่งพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวพึมพำอยู่ในใจ เหลือบมองเนี่ยเทียนด้วยสายตาประหลาด ก่อนจะ ยิ้มเจื่อน แอบคิดกับตัวเองว่า “หากไม่เป็นเพราะ เนี่ยเทียน เกรงว่าสำนักวิญญาณโลหิตก็คงไม่มีหวังที่ จะได้กลายมาเป็นสำนักที่ถูกต้องเช่นนี้ กะอีแค่ สำนักที่ถูกทำลายลงไป แค่ผู้สืบทอดที่เป็นแดน เอตทัคคะคนหนึ่ง ไม่มีทางอยู่ในสายตาของสาม สำนักได้เลย” “หากแค่ลัทธิจิตตวิสุทธิ์และสำนักห้าธาตุก็ยัง พอทำเนา เหตุใดแม้แต่ฟ่านเทียนเจ๋อก็ยังให้ ความสำคัญกับเนี่ยเทียนมากถึงเพียงนี้?” ไม่ว่าคิดอย่างไรฉู่รุ่ยก็คิดไม่ตก “รองเจ้าตำหนักหลัว!” เนี่ยเทียนหัวเราะหึหึ เอ่ย ขึ้นมาอีกครั้งว่า “ตอนนี้ท่านยังรู้สึกว่าการที่บุตร
แห่งวิญญาณโลหิตมาฝึกตนอยู่ในถิ่นของข้า กลาย มาเป็นลูกน้องของข้า มีปัญหาอะไรอีกไหม?” หลัวว่านเซี่ยงไร้คำพูดโต้ตอบ “คนผู้นั้น! วิชาการฝึกตนของคนผู้นั้นคล้ายคลึงกับ สำนักศพฟ้า!” กวานฉงร้อนใจขึ้นมาทันที เขาจึงรีบ ชี้ไปที่หลี่หลางเฟิง “เขาต้องเป็นพวกเดียวกับสำนัก ศพฟ้าแน่!” “วิชาการฝึกตนของเขา ข้ารู้ดีอยู่แก่ใจว่าไม่ เกี่ยวข้องอะไรกับสำนักศพฟ้า” เนี่ยเทียนแค่นเสียง ในลำคอ “ส่วนปราณพลังศพจากร่างเขาก็เป็น เพราะกองเพลิงชนิดหนึ่งที่ข้าได้มาจากในสนาม รบสุ้ยเมี่ยโดยบังเอิญ ไม่ว่าจะอย่างไรเขาก็ไม่ได้รับ การสืบทอดจากสำนักศพฟ้า ไม่เคยหลอมศพ” “แต่ปราณนั่น…” กวานฉงเถียงกลับ
“พอที” หลัวว่านเซี่ยงยกมือห้ามไม่ให้กวานฉงพูด ต่อ เขาคิดอยู่ครู่หนึ่งก็พูดกับเนี่ยเยนว่า “ในเมื่อ ลัทธิจิตตวิสุทธิ์ สำนักห้าธาตุและหอทอดฟ้าต่างก็ ตั้งใจออกหน้ามาชำระล้างมลทินให้แก่สำนัก วิญญาณโลหิต ข้าเองก็ไม่มีอะไรให้พูดอีก เรื่องนี้จบ ลงแค่นี้ ข้าจะไม่ซักไซ้เอาความทั้งสำนักวิญญาณ โลหิตและบุตรแห่งวิญญาณโลหิตอีกต่อไป” เนี่ยเทียนเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย “เดิมทีก็ไม่มีเรื่อง อะไรอยู่แล้ว” “คนของข้า ข้าจะพากลับ” หลัวว่านเซี่ยงเอ่ยขึ้นอีก ครั้ง เนี่ยเทียนหรี่ตา ไม่ได้พูดอะไร “ไปเถอะ” หลัวว่านเซี่ยงหมุนกายหันไปมองพวก กวานฉงแวบหนึ่ง ก่อนจะพลิ้วกายลงไปในเรือรบ และเอ่ยเร่งคนของเขา
กวานฉงถอนหายใจเบาๆ เดินตามไปเงียบๆ ด้วยสี หน้าหม่นมัว เมื่อปัญหาความขัดแย้งครั้งนี้จบลง เขาก็พลันรู้สึก อย่างแรงกล้าว่านับแต่นี้เป็นต้นไป ชื่อเสียงของหลัว ว่านเซี่ยงในพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวจะต้องดิ่ง วูบลงเหว ส่วนเนี่ยเทียนที่ยังเป็นแค่บุตรแห่งดวงดาวจะยิ่ง ขยับฐานะขึ้นสูงดั่งเรือที่ลอยตามน้ำขึ้น เกรงว่าคง ไม่มีใครที่จะสยบรัศมีของเขาได้อีก หลัวว่านเซี่ยงทำไม่ได้ ฉู่รุ่ยก็ย่อมทำไม่ได้เช่นกัน คนผู้เดียวที่มีชื่อเสียงเหนือเขาก็คือจี้ชางที่หายตัวไป นาน ส่วนอีกคนหนึ่งคือโม่เหิงที่แม้ว่าจะหายตัวไป อย่างไร้ร่องรอยเหมือนกัน แต่ก็เห็นได้ชัดว่าโม่เหิง ยืนอยู่ฝ่ายเดียวกับเนี่ยเทียน
เมื่อเป็นเช่นนี้ก็คงจะไม่มีใครสามารถขัดขวางไม่ให้ เนี่ยเทียนขึ้นเป็นนายแห่งดวงดาวในอนาคตได้อีก กระมัง? ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 40 บทที่ 1185 ความรู้สึก
สุดท้ายหลัวว่านเซี่ยงก็พาลูกน้องกลับไปพร้อมความ เจ็บใจ หลังจากที่สำนักวิญญาณโลหิตได้รับการยอมรับจาก หอทอดฟ้า ลัทธิจิตตวิสุทธิ์และสำนักห้าธาตุ ในที่สุด วันนี้พวกเขาก็สามารถเดินไปทั่วฟ้าดินได้อย่าง เปิดเผย บุตรแห่งวิญญาณโลหิตดีใจจนอยากจะร้องคำราม ให้ดังลั่น เรื่องที่วิชาการฝึกตนของหลี่หลางเฟิงเกี่ยวข้องกับ พลังศพไม่มีใครพูดถึงอีก “ผู้อาวุโสฟ่าน”
เนี่ยเทียนสงสัย จึงขยับขึ้นหน้าไปพูด “เหตุใดท่าน ถึงช่วยข้า?” เขาเข้าใจดีว่าหากไม่มีเหตุผลส่วนตัว ในเวลาอย่างนี้ หอทอดฟ้าไม่มีทางป่าวประกาศความลับที่เกี่ยวกับ สำนักวิญญาณโลหิตออกมาแน่นอน อันที่จริงเรื่องการจัดการกับสำนักวิญญาณโลหิตของ หอทอดฟ้าถือเป็นข่าวคาวเหม็นโฉ่ พวกเขาปิดบังมา ตั้งหลายปี แล้วเหตุใดถึงมาเปิดเผยเอาในเวลานี้? “เดิมทีสำนักวิญญาณโลหิตก็ถูกใส่ร้ายอยู่แล้ว” ฟ่านเทียนเจ๋อแสดงท่าที “แต่ว่าสาเหตุหลักก็เป็น เพราะเจ้าจริงๆ หากไม่มีเจ้า หอทอดฟ้าก็ไม่มีทาง พูดเรื่องนี้ออกมา ฝ่ายในของหอทอดฟ้ายิ่งไม่มีทาง ยอมยกอาณาจักรและจ่ายค่าชดเชยให้กับสำนัก วิญญาณโลหิต”
เนี่ยเทียนพยักหน้ารับ “นี่ก็คือสิ่งที่ข้าคลางแคลง ใจ” ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับเฮ้อเหลียนสงแห่งหอ ทอดฟ้าไม่ถือว่าดีนัก ทั้งยังเคยขัดคอกันอยู่หลาย ครั้ง เย่เหวินฮั่นเป็นคนเดียวของหอทอดฟ้าที่เขารู้จัก ตอนเกิดเรื่องในสนามรบสุ้ยเมี่ย แต่ก็ไม่ได้สนิทอะไร ลึกซึ้ง เขานึกไม่ออกว่าเหตุใดฟ่านเทียนเจ๋อแห่งหอทอดฟ้า ถึงตั้งใจมาหาเขา “ข้ามีเรื่องจะขอร้องเจ้า” ฟ่านเทียนเจ๋อเอ่ยเบาๆ “ยินดีรับฟังรายละเอียด” เนี่ยเทียนแสร้งทำท่า ตั้งใจฟัง “เรื่องนี้…” ฟ่านเทียนเจ๋อลังเลเล็กน้อย ก่อนจะส่าย หัว “ตอนนี้ยังไม่ถึงช่วงเวลาที่เหมาะสม รอให้ถึง
เวลา รอให้ข้าคิดจนกระจ่างแจ้งดีแล้วถึงจะไปยัง ดินแดนของเจ้า หรือไม่ก็ไปหาเจ้าที่พระราชวัง โบราณสะเก็ดดาว หวังว่าเมื่อถึงเวลานั้น เจ้าจะเห็น แก่ที่ข้าช่วยขับไล่พวกคนเห็นแก่ตัวในสนามรบสุ้ย เมี่ยและเรื่องของสำนักวิญญาณโลหิต ยอมรับปาก ช่วยข้า” ประโยคนี้ของเขาทำให้หลายคนแปลกใจกันอย่าง มาก เขาที่เป็นแดนเทพเจ้าช่วงกลาง และฐานะในหอ ทอดฟ้าก็เป็นแค่รองฉู่หยวนเท่านั้น จะมีเรื่องอะไรที่ ต้องมาขอร้องเนี่ยเทียน? ในความทรงจำของพวกเขา ฟ่านเทียนเจ๋อไปไหนมา ไหนคนเดียวจนเคยชิน แม้แต่ทรัพยากรในการฝึก ตนของหอทอดฟ้าเขายังสละทิ้งแล้วมอบให้แก่ฉู่ หยวน ทำให้ฉู่หยวนกลายมาเป็นเจ้าหอทอดฟ้า
หากเขาคิดจะแย่งชิง ตำหนักเจ้าหอทอดฟ้าคน ปัจจุบันนี้ก็ต้องเป็นของเขา คนที่สละได้แม้กระทั่งตำแหน่งหนึ่งในผู้พิชิตของสี่ สำนักใหญ่เผ่ามนุษย์ มีความจำเป็นใดที่จะต้อง ขอให้บุตรแห่งดวงดาวซึ่งเพิ่งจะมีชื่อเสียงอย่างเนี่ย เทียนช่วยเหลือ? ทุกคนต่างก็คิดไม่ตก เนี่ยเทียนอึ้งไปครู่ ครั้นจึงตอบรับอย่างรวดเร็ว “ได้ เลย รอคราวหน้าที่ผู้อาวุโสฟ่านไปพบข้า พวกเรา ค่อยคุยกันอีกที” “ข้ายังมีธุระ คงต้องขอตัวก่อน” ฟ่านเทียนเจ๋อไม่ พูดอะไรมากความอีก หลังจากหันไปพยักหน้าให้กับ พวกจีหยวนฉวน ฉู่รุ่ยเล็กน้อยถือเป็นการบอกลาก็ขี่ กระบี่บินจากไป พริบตาเดียวก็หายวับไปอย่างไร้ร่องรอย
“เนี่ยเทียน” เว่ยไหลปรี่ขึ้นหน้ามา ทำท่าจะพูดอะไรบางอย่างแต่ ก็เงียบไป ดูเหมือนเขาจะไม่อยากพูดต่อหน้าพวกจี หยวนฉวน จีหยวนฉวนยิ้มน้อยๆ หันไปพูดกับเผยฉีฉีว่า “เจ้า ลัทธิเป็นห่วงเจ้ามาก หวังว่าเจ้าจะกลับลัทธิโดยเร็ว ถ้าหากตอนนี้ไม่มีเรื่องอะไรแล้ว เจ้าก็กลับลัทธิเถอะ เจ้าลัทธิเองก็อยากรู้ว่าเจ้าได้ผลเก็บเกี่ยวอะไรมา จากในพื้นที่พิเศษของสัตว์ยักษ์มวลดาราบ้าง” เผยฉีฉีหันไปมองเนี่ยเทียน ดวงตาใสกระจ่างคู่นั้น ของนางมีความอาลัยอาวรณ์ซ่อนเร้นอยู่ ผู้ฝึกลมปราณทุกคนที่อยู่ตรงนั้นต่างก็เป็นพวก เฉลียวฉลาดกันทั้งสิ้น พวกเขาจึงมองหลายสิ่งหลาย อย่างออกจากสายตาของนาง
“ศิษย์พี่หญิง เจ้าไปทำธุระของเจ้าก่อนเถอะ” เนี่ย เทียนส่งยิ้มให้นาง เผยฉีฉีถึงได้พยักหน้ารับ หันไปพูดกับจีหยวนฉวน “ก็ได้ กลับลัทธิกันเถอะ” รอยแยกห้วงมิติเส้นหนึ่งถูกจีหยวนฉวนแหวกออก คนจากลัทธิจิตตวิสุทธิ์จึงพากันบินเข้าไปด้านใน ก่อนจะจากไป เผยฉีฉียังหันกลับมามองเนี่ยเทียน ด้วยสายตาลึกซึ้งอีกครั้ง อีกฝั่งหนึ่ง ในกลุ่มคนของสำนักห้าธาตุที่อยู่ห่างจากคนของ พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวระยะหนึ่ง โหวชูหลันมี สีหน้าซับซ้อนเล็กน้อย หลี่ซินเฟินที่เป็นผู้อาวุโสของเผ่าไม้ เชี่ยวชาญด้าน สมุนไพรพืชหญ้า เป็นอาจารย์หลอมยาปรายตามา มองโหวชูหลันพลางกดน้ำเสียงพูดแผ่วเบา “เจ้าคง
จะไม่มีใจให้กับเนี่ยเทียนเหมือนนังหนูผู้นั้นของลัทธิ จิตตวิสุทธิ์หรอกนะ?” โหวชูหลันพลันคืนสติ รีบปฏิเสธเป็นพัลวัน “ใช่ที่ ไหนกัน? ข้าแค่รู้สึกว่าอันที่จริงคุณหนูเผยเหมาะสม กับเนี่ยเทียนมากๆ เลย” “หากข้าจำไม่ผิด เนี่ยเทียนมีคู่หมั้นอยู่คนหนึ่งใน ดินแดนดาวตก ชื่อว่าต่งลี่” หลี่ซินเฟินถอนหายใจ “ต่งลี่ เผยฉีฉี แล้วก็…” นางมองโหวชูหลันด้วยสายตาลึกล้ำ ก่อนส่ายหน้า พูดว่า “บุตรแห่งดวงดาวผู้นี้เป็นคนมากรักยิ่งนัก ทั้ง ความสามารถแฝงก็มีมากมายไร้ที่สิ้นสุด หากไม่มี เรื่องไม่คาดคิดเกิดขึ้น เขาต้องได้เป็นนายแห่ง ดวงดาวแน่ แต่คนแบบเขาไม่ใช่คนที่เหมาะสมจะ เลือกเป็นคู่ชีวิต”
“จี้ชาง ชวีอี้ ฉู่หยวน บุคคลที่ยืนอยู่เหนือสุดของเผ่า มนุษย์ทั้งสามคนนี้ เมื่อฝึกตนมาจนถึงท้ายที่สุด ใน สายตาพวกเขาก็มีแต่การฝ่าทะลุขอบเขตเท่านั้น ไหนเลยจะมีเวลาไปสนใจเรื่องรักๆ ใคร่ๆ?” “ต้าจุนของชนต่างเผ่าหลายคนที่หากไม่เป็นเพราะ ต้องสืบทอดสายเลือดก็ไม่มีทางให้กำเนิดบุตร” “วิถียิ่งใหญ่จำต้องไร้ความรู้สึก ไม่ว่าจะเป็นเผ่า มนุษย์ ชนต่างเผ่าหรือเผ่าวิญญาณโบราณที่เมื่อฝึก ตนมาถึงขอบเขตที่ลึกล้ำและมีสายเลือดระดับสูงสุด จริงๆ พวกเขาจะค่อยๆ เปลี่ยนไป ความรัก ฉันท์ญาติ รักฉันท์คนรัก รักฉันท์มิตร ทุกอย่างนี้จะ ค่อยๆ ถูกสละทิ้ง” “สุดท้ายก็แสวงหาเพียงแค่พละกำลัง ขอบเขตและ สายเลือดเท่านั้น”
ไม่รู้ว่าหลี่ซินเฟินคิดอะไรอยู่ นางถึงได้ทอดถอนใจ อย่างปลงอนิจจัง โหวชูหลันยืนเหม่อลอย “ความรักชายหญิงไม่ยั่งยืนหรอกนะ” หลี่ซินเฟิน พูดขึ้นอีกครั้ง “หากเจ้าสามารถยืนเคียงบ่าเขาโดย รักษาระดับชั้นเดียวกันไว้ได้ตลอดเวลา บางที อาจจะดีกว่า หาไม่แล้ว…” “ขอบเขตของข้าสูงล้ำยิ่งกว่าเขา!” โหวชูหลัน ตะคอกเบาๆ “ตอนนี้น่ะใช่ แต่หลังจากนี้ล่ะ?” หลี่ซินเฟินถาม โหวชูหลันทอดสายตามองไกลๆ ไปยังเนี่ยเทียน “ด้วยพรสวรรค์และความสามารถของข้า วันหน้าก็ ใช่ว่าจะล้าหลังเขาเสมอไป”
“กลัวก็แต่ว่าอีกไม่นานเผยฉีฉีแห่งลัทธิจิตตวิสุทธิ์จะ แซงหน้าเจ้าไปแล้ว” คำพูดของหลี่ซินเฟินเหมือน สาดน้ำเย็นใส่หน้านาง โหวชูหลันอึ้งงัน สายตาค่อยๆ ฉายความเด็ดเดี่ยว ไม่นานนักนางก็เป็นฝ่ายมาบอกลาเนี่ยเทียน เนี่ยเทียนเอ่ยขอบคุณคนของสำนักห้าธาตุที่เดินทาง กันมาไกล ก่อนจะสอบถามอีกเล็กน้อยจึงรู้ว่าเนื่อง ด้วยวิกฤตของดินแดนดาวตกคลี่คลายลงแล้ว ท่าน ตาและเด็กๆ ตระกูลเนี่ยของเขาจึงถูกส่งกลับไปยัง อาณาจักรโพ่สุ้ยอีกครั้ง ไม่นานคนของลัทธิจิตตวิสุทธิ์และสำนักห้าธาตุก็ จากไปกันหมด “เนี่ยเทียน ก่อนหน้านี้เจ้าเอาชนะเอ้าเฟยลี่หย่าได้ แล้วก็ทำให้สัตว์ยักษ์มวลดาราหยุดสร้างความ วุ่นวายในสนามรบสุ้ยเมี่ยกลางคัน” เวลานี้เอง เว่
ยไหลถึงยอมพูดสิ่งที่คิดออกมา “เรื่องพวกนี้ล้วน สามารถนำมาคำณวนเป็นค่าคุณความชอบได้ เพียงแต่ว่าก่อนหน้านี้ถูกรองเจ้าตำหนักหลัวสกัด เอาไว้ การยื่นเรื่องขอค่าคุณความชอบจึงไม่ผ่านเสีย ที” “เหตุผลที่หลัวว่านเซี่ยงอ้างก่อนหน้านี้ก็คือเนี่ย เทียนปกป้องสำนักวิญญาณโลหิต ตอนนี้เขาคงไม่มี ข้ออ้างอะไรอีกแล้ว” ฉู่รุ่ยเอ่ยแทรก “ข้าเองก็รู้สึกว่าไม่มีปัญหาอะไรแล้ว คงต้องถึงเวลา ที่จะมอบค่าคุณความชอบให้กับเนี่ยเทียนเสียที” เว่ ยไหลกล่าว “เท่าไหร่หรือ?” เนี่ยเทียนถามอย่างอยากรู้ “ประมาณหนึ่งพันสามล้านกระมัง” ตอนที่เว่ยไหล พูดจำนวนนี้ออกมา เขามีท่าทางตื่นเต้นไม่น้อย คน อื่นๆ ก็ยิ่งตกตะลึงกันอย่างหนัก
———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 40 บทที่ 1186 ยอมศิโรราบ
“สิบสามล้าน!” (*แก้ไขจากตอนที่แล้วหนึ่งพันสาม ล้านค่ะ) แม้แต่บุตรแห่งดวงดาวอีกสองคนอย่างฟางหยวน และวังเหม่ยเจียก็ยังร้องอุทานออกมาอย่างห้าม ไม่ได้ มีเพียงคนที่อยู่ระดับสูงอย่างฉู่รุ่ย เว่ยไหล เห ยียนจั้นเท่านั้นที่สีหน้าไม่แปรเปลี่ยน ด้วยรู้สึกว่า เป็นเรื่องที่สมควรอยู่แล้ว “เยอะขนาดนี้เชียว?” เนี่ยเทียนตะลึงลาน “คำนวณกันอย่างไรรึ?”
เขาเป็นบุตรแห่งดวงดาวและกรีฑาทัพไปทั่วสี่ทิศ เพื่อสำนักมาหลายปี ค่าคุณความชอบที่นำมาคิด รวมกันก็แค่ประมาณหนึ่งถึงสองล้านเท่านั้น อีกทั้งค่าคุณความชอบส่วนใหญ่ยังเอาไป แลกเปลี่ยนมาเป็นวัตถุดิบวิเศษที่จำเป็นสำหรับการ ฝึกตนของพวกจิ่งเฟยหยาง ยกตัวอย่างเช่นอักขระฟ้า ตอนนี้ในดินแดนสามแห่งภายใต้นามของเขา ผู้ แข็งแกร่งแดนว่างเปล่ามีเยอะที่สุด คนที่คิดจะฝ่าสู่ แดนเอตทัคคะจึงเยอะมาก เมื่อเทียบกับแดนว่างเปล่าแล้ว การเลื่อนสู่แดน เอตทัคคะถือเป็นเรื่องที่ยากมาก จำเป็นต้องใช้ วัตถุดิบหายากซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะมีแต่ในสี่สำนัก เก่าแก่เท่านั้น
ค่าคุณความชอบที่มากพอจะทำให้เขานำไป แลกเปลี่ยนวัตถุดิบวิเศษมากมายที่เหมาะสมแก่การ เลื่อนสู่แดนเอตทัคคะของผู้ใต้บังคับบัญชาของเขา ค่าคุณความชอบสิบล้านกว่านั้น หากนำไปใช้กับผู้ ฝึกลมปราณแดนว่างเปล่าช่วงกลางและช่วงท้ายที่ พึ่งพาเขา บางทีอีกไม่นานเท่าไหร่ เขาก็จะมีลูกน้อง เป็นแดนเอตทัคคะเพิ่มขึ้นมาอีกหลายคน จำนวนของผู้แข็งแกร่งแดนเอตทัคคะก็เป็น มาตรฐานการวัดเกณฑ์ที่สำคัญในการช่วงชิง ตำแหน่งนายแห่งดวงดาวในอนาคตเช่นกัน “จะคำนวณอย่างไรนั้นไม่สะดวกให้พูด เอาเป็นว่า มันค่อนข้างซับซ้อนก็แล้วกัน” เว่ยไหลยิ้มบางๆ “การที่เจ้าเอาชนะเอ้าเฟยลี่หย่าในมหาสมุทรดาว มอดดับ ช่วงชิงดาวตกสวรรค์มวลดาวของสำนักที่ หายไปคืนมาได้ ก็คือคุณความชอบครั้งใหญ่!”
“ลำพังเพียงแค่ข้อนี้ก็มากพอจะมอบคุณความชอบ ให้เจ้าหลายล้านคะแนนแล้ว” “ภายหลังเจ้ายังร่วมมือกับท่อนกระดูกสื่อสารกับ สัตว์ยักษ์มวลดาราตัวที่แผ่พลังศพ ทำให้มันยอม กลับลงไปใต้ดินอีกครั้ง” “หายนะครั้งใหญ่ที่เดิมทีควรเกิดขึ้นในสนามรบสุ้ย เมี่ยจึงจบลงก่อนกำหนด ซึ่งด้านหนึ่งก็เพราะ อาจารย์ของเจ้า แต่อีกด้านหนึ่งนั้นเป็นเพราะเจ้า” “เนื่องจากอาจารย์เจ้าไม่ใช่คนของสำนัก พวกเราจึง มองว่าเราติดค้างบุญคุณครั้งใหญ่หลวงกับเขา” “ส่วนเจ้านั้นสามารถนำคุณความชอบทั้งหลายมา แลกเปลี่ยนเป็นค่าความดี ความพยายามทั้งหมดที่ เจ้าทำเพื่อสำนัก เมื่อนำมารวมกันแล้วก็ได้ค่าคุณ ความดีประมาณสิบสามล้านกว่าคะแนน”
“ช่วงนี้เจ้าสามารถไปเลือกสมบัติต่างๆ ในหอเก็บ สมบัติของสำนัก จะไปฝึกตนในสถานที่พิเศษด้วย ตัวเอง หรือจะให้ลูกน้องคนใดก็ตามถือป้ายดวงดาว ของเจ้าไปแลกเปลี่ยนเอาวัตถุดิบที่จำเป็นสำหรับ การฝึกตนของพวกเขามาก็ได้” “คนในสำนักล้วนรู้จักเจ้า แล้วก็รู้จักป้ายดวงดาว ของเจ้า” “……” เว่ยไหลอธิบายรายละเอียดอย่างแจ่มชัด “ค่าคุณความชอบมากมายสามารถแลกวัตถุดิบล้ำ ค่ามาจากพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว!” พวกหลีจิ้งที่เป็นคนของสำนักโลหิตพลันตื่นเต้น หลีจิ้งเลื่อนสู่เขตวิญญาณช่วงท้ายแล้ว ตอนนี้อยู่ ในช่วงสำคัญของการฝ่าทะลุสู่แดนว่างเปล่า เนื่องจากความพิเศษด้านการฝึกตนของสำนักโลหิต
การฝ่าสู่แดนว่างเปล่าของนางและการสร้างดินแดน ให้สำเร็จจึงจำเป็นต้องรวบรวมวัตถุดิบหายากไม่ น้อย ส่วนบุตรแห่งวิญญาณโลหิตที่เนื่องจากสำนัก วิญญาณโลหิตถูกกวาดล้าง จึงยากที่จะช่วยหา วัตถุดิบต่างๆ มาให้แก่นางได้ ก่อนหน้านี้บุตรแห่งวิญญาณโลหิตก็กำลังกลุ้มใจกับ เรื่องนี้อยู่พอดี เวลานี้เมื่อได้ยินว่าเนี่ยเทียนได้รับค่าคุณความชอบ มหาศาลมาจากพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว ทั้ง บุตรแห่งวิญญาณโลหิตและหลีจิ้งก็พลันหันมามอง ตากัน แล้วจึงวางใจลงได้ “นอกจากทางฝ่ายของเนี่ยเทียนแล้วยังมีคำสัญญา จากหอทอดฟ้าด้วย” บุตรแห่งวิญญาณโลหิตเอ่ย เสียงแผ่วต่ำ “ในเมื่อฟ่านเทียนเจ๋อออกปากด้วย
ตัวเอง อาณาจักรที่เดิมทีควรเป็นของสำนักวิญญาณ โลหิตก็น่าจะกลับมาอยู่ในมือของพวกเราอีกครั้ง ช่วงนี้ข้าจะไปพูดคุยกับหอทอดฟ้าสักหน่อย ดูสิว่า ตอนที่ทวงอาณาจักรกลับคืนมายังจะได้ของชดเชย อะไรอย่างที่ฟ่านเทียนเจ๋อว่าไว้อีกบ้าง” “ไม่มีเนี่ยเทียน พวกเราก็คง…” หลีจิ้งเหลือบมองไป ยังเนี่ยเทียนที่กำลังพูดคุยกับพวกเว่ยไหล ฉู่รุ่ย บน ใบหน้าที่งดงามของนางเปล่งประกายชวนมอง นางยังจำได้ว่าตอนที่รู้จักเนี่ยเทียนใหม่ๆ เนี่ยเทียน ยังเป็นแค่เด็กที่ไม่รู้ประสาคนหนึ่งเท่านั้น นอกจาก ที่หน้าตาจะหล่อเหลา นิสัยเด็ดเดี่ยว โชคดีค้ำฟ้า แล้ว นอกนั้นก็ไม่มีอะไรพิเศษ ใครเล่าจะคาดคิดว่าเวลาสั้นๆ เพียงแค่ไม่กี่สิบปี ไม่ ถึงร้อยปีด้วยซ้ำ เนี่ยเทียนจะเติบโตได้มากถึงเพียง นี้?
อย่าว่าแต่นางที่มาจากอาณาจักรหลีเทียน เหมือนกับเนี่ยเทียนเลย เผ่ามนุษย์ที่มาจากดินแดน ดาวตก ดินแดนปราการดวงดาว ดินแดนพงฟ้า หรือ ในดินแดนอื่นๆ ที่กว้างไกลไปยิ่งกว่านั้น หรือแม้แต่ ในดินแดนของชนต่างเผ่าเอง นามของเนี่ยเทียน บุตรแห่งดวงดาวคนที่เจ็ดของ พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวก็คงเลื่องระบือไปไม่ ต่างกัน! ยังเป็นแค่บุตรแห่งดวงดาว แต่กลับกล้าปะทะซึ่งๆ หน้ากับหลัวว่านเซี่ยงที่เป็นรองเจ้าตำหนัก ทั้งยังมี คนของลัทธิจิตตวิสุทธิ์ สำนักห้าธาตุและหอทอดฟ้า มาช่วยข่มขู่ “เรื่องบนโลกนี้ยากจะคาดเดา เด็กหนุ่มในความทรง จำของข้าคนนั้นค่อยๆ จางหายไปแล้ว” หลีจิ้ง พึมพำ จุดลึกในดวงตาคู่งามมีประกายแห่ง ความหมายลึกล้ำซ่อนอยู่
“วันหน้า ไม่จำเป็นต้องมาซ่อนตัวอยู่ที่นี่อีกแล้ว” เนี่ยเทียนตะโกนขึ้นมา “ดินแดนดาวตก ดินแดน ปราการดวงดาว ดินแดนพงฟ้า พวกเจ้าอยากไปที่ ไหนก็ได้ตามใจชอบ รวมไปถึงอาณาจักรที่เป็นของ สำนักโลหิตซึ่งผู้อาวุโสฟ่านแห่งหอทอดฟ้าพูดถึง ก่อนหน้านี้ พวกเจ้าก็สามารถไปสำรวจได้เช่นกัน” “ทราบแล้ว เดี๋ยวข้าจะไปสักหน่อย” บุตรแห่ง วิญญาณโลหิตเอ่ยอย่างนอบน้อม ความนอบน้อมนี้ของเขาดูจริงใจกว่าเก่าไม่รู้กี่เท่า เนี่ยเทียนมองไปที่เขาแล้วก็พลันรู้สึกว่า ต่อให้ไม่มี ตราผนึกที่วิญญาณวัตถุของไข่มุกวิญญาณมืดทิ้งไว้ ในจุดลึกของจิตวิญญาณเขา บุตรแห่งวิญญาณโลหิต ก็ยังจะยินดีรับใช้เขาด้วยความซื่อสัตย์ภักดี เหมือนหลี่หลางเฟิงที่ไม่มีใจเป็นอื่นอีก
“เอาล่ะ พวกเจ้าก็ลองคิดดูแล้วกันว่าจะเอาอย่างไร ต่อ” เนี่ยเทียนพยักหน้า แล้วจึงหันไปพูดกับพวกจิ่ง เฟยหยาง “เมื่อพวกเจ้ากลับไปแล้ว พวกแดนว่าง เปล่าช่วงท้ายที่มีหวังจะเลื่อนสู่แดนเอตทัคคะใน ดินแดนปราการดวงดาวและดินแดนพงฟ้าของพวก เจ้าต้องการวัตถุดิบอะไรก็จงเขียนรายการมา ข้าจะ ให้คนไปจัดการโดยเร็วที่สุด” พวกแดนเอตทัคคะอย่างจิ่งเฟยหยาง ฉวีหมิงเต๋อที่ ได้ยินเขาพูดอย่างนี้ก็พลันปิติยินดี พยักหน้ารับติดๆ กัน “ผู้อาวุโสเซี่ย ทางฝั่งของเจ้าก็เช่นเดียวกัน” เนี่ย เทียนกล่าวขึ้นอีก เซี่ยเชียนแห่งสำนักจันทราวารีที่เดินทางมาไกลนับ พันลี้ยกยิ้มด้วยความยินดี โค้งตัวให้เนี่ยเทียนน้อยๆ “ขอบคุณมาก”
ประโยคเหล่านี้ของเนี่ยเทียนหมายความว่าเขา เตรียมจะใช้ค่าคุณความดีสิบสามล้านที่ได้มาแลกมา ด้วยผลประโยชน์ของผู้ใต้บังคับบัญชาของเขา ผู้ฝึกลมปราณแดนว่างเปล่าช่วงท้ายหลายคนที่ เตรียมจะเลื่อนสู่แดนเอตทัคคะในสามดินแดนใหญ่ ต่างก็มีโอกาสเลื่อนสู่แดนเอตทัคคะเพราะเนี่ยเทียน ส่วนเรื่องที่ว่าจะเลื่อนสู่แดนเอตทัคคะสำเร็จหรือไม่ นั้น ไม่ใช่เรื่องที่ใครจะบอกได้แน่ชัดแล้ว ทว่าเดิมทีการรวบรวมวัตถุดิบวิเศษที่จำเป็นต่อการ เลื่อนสู่แดนเอตทัคคะก็ต้องใช้เวลายาวนานมากอยู่ แล้ว การดำรงอยู่ของเนี่ยเทียน ค่าคุณความชอบมากมาย ที่เขาได้รับมา ทำให้ช่วงเวลาที่ว่านั้นหดสั้นลงมา หลายเท่าตัว นี่ก็คือข้อได้เปรียบของพวกคนที่เลือก พึ่งพาเนี่ยเทียน
สำนักอักขระเทพ สำนักภูเขาพันกระบี่ สำนักทอง ไพศาลและสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ ฯลฯ ล้วนมีแดนว่าง เปล่าช่วงท้ายอยู่ทุกสำนัก และพวกเขาก็จะเป็นคน ที่ได้รับผลประโยชน์ก่อนผู้ใด “แค่มาหาข้าที่อาณาจักรเลี่ยคงก็พอ” ทิ้งประโยคนี้ไว้ เนี่ยเทียนก็บอกลากับพวกฉู่รุ่ย ดวงตาเล็กหยีราวเมล็ดถั่วเหลืองบนใบหน้าที่เต็มไป ด้วยเนื้อไขมันของฉู่รุ่ยแห่งพระราชวังโบราณสะเก็ด ดาวกวาดผ่านไปบนร่างของพวกแดนเอตทัคคะ อย่างเซี่ยเชียน บุตรแห่งวิญญาณโลหิต จิ่งเฟยหยาง ครบทีละคน ก่อนที่เขาจะพยักหน้าแล้วจากไปพร้อมกับวังเหม่ย เจีย รอจนออกห่างไปได้ระยะหนึ่งแล้ว ฉู่รุ่ยที่ก้าวเดิน เนิบช้าอยู่ท่ามกลางท้องฟ้ามืดมิดก็หันมาพูดกับวัง
เหม่ยเจียที่รอบกายมีเมฆแสงดาวล้อมวนว่า “ไม่ใช่ ว่าข้าไม่ต้องการสนับสนุนเจ้าต่อ แต่ว่า…” “ไม่ต้องพูดแล้ว ข้ารู้อยู่แก่ใจดี” วังเหม่ยเจียกล่าวอ ย่างเฉยชา ในฐานะบุตรแห่งดวงดาวคนที่สี่ คนหนุนหลังที่ใหญ่ ที่สุดของนางก็คือรองเจ้าตำหนักอย่างฉู่รุ่ย และนั่น ก็เป็นเพราะว่าเดิมทีพ่อแม่ที่เสียไปของนางก็สนิท สนมกับฉู่รุ่ยอยู่แล้ว แต่ต่อให้มีฉู่รุ่ยช่วยเกื้อหนุน นางเองก็รู้ดีว่าตัวเอง ไม่ได้โดดเด่นนักในบรรดาบุตรแห่งดวงดาวทั้งหลาย ก่อนหน้านางมีโต้วเทียนเฉิน ตามหลังนางยังมีซือคง ฉั่ว ตอนนี้มีเนี่ยเทียนที่ผงาดขึ้นมาอีกคน ทิฐิมานะที่จะช่วงชิงตำแหน่งนายแห่งดวงดาวของ นางจึงเริ่มค่อยๆ เจือจางลงไป
“มีเนี่ยเทียนอยู่ คนอื่นก็ยากที่จะมีความหวัง” ฉู่รุ่ย วิเคราะห์อย่างใจเย็น “ตามความเห็นข้า หากใน อนาคตเจ้าจะกลายมาเป็นหนึ่งในรองเจ้าตำหนักไม่ ต่างจากข้า ยังถือว่าพอมีความเป็นไปได้ บางครั้ง คนเราก็ต้องเรียนรู้ที่จะยอมรับชะตากรรม อย่าได้ สุดโต่งเกินไปนัก” “เจ้าเองก็เห็นแล้วว่าพวกลูกน้องของเนี่ยเทียน ตอนนี้นับว่าแข็งแกร่งมากพอแล้ว” “ค่าคุณความชอบสิบสามล้านคะแนนล้วนเอามาใช้ กับลูกน้องที่เป็นแดนว่างเปล่าช่วงท้าย นั่นจะทำให้ เขามีแดนเอตทัคคะเพิ่มขึ้นไปอีก” “เขาเพิ่งจะเข้ามาอยู่ในสำนักนานแค่ไหนกันเชียว? มีแดนเอตทัคคะเป็นผู้ใต้บังคับบัญชามากขนาดนี้ ในด้านรากฐานก็ถือว่าเขาไม่เป็นรองใครแล้ว แม้แต่ ซือคงฉั่วเองที่เนื่องจากก่อนหน้านี้พลังชีวิตเสียหาย อย่างใหญ่หลวง จึงถูกเขาข่มรัศมีไปแล้ว”
“มีทั้งการสนับสนุนจากโม่เหิง ซ้ำบุคคลสำคัญของ หอทอดฟ้า สำนักห้าธาตุและลัทธิจิตตวิสุทธิ์ก็ยัง โปรดปรานเขามาก” “ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ ใครจะไปแข่งขันกับเขา ได้?” วังเหม่ยเจียก้มหน้า “ไม่ต้องพูดแล้ว ข้ารู้ดีว่าข้าไม่มี หวังแล้ว” “เรียนรู้จากฟางหยวนให้มากๆ เข้าเถอะ” ฉู่รุ่ยถอน หายใจเบาๆ “วันหน้าก็พยายามตีสนิทเนี่ยเทียนเข้า ไว้ แน่นอนว่าข้าไม่ได้หมายถึงความใกล้ชิดในแบบ ชายหญิง เจ้าแค่แสดงท่าทีว่าต้องการผูกมิตรกับเขา ไม่ได้เป็นศัตรูกับเขา รอวันใดที่เขากลายเป็นนาย แห่งดวงดาวแล้ว ในสำนักก็ย่อมมีที่ว่างสำหรับเจ้า”
วังเหม่ยเจียพยักหน้ารับ กล่าวอย่างขมขื่น “ขนาด หลัวว่านเซี่ยงยังยอมถอยให้เขา ข้าย่อมไม่มีทาง ขัดขวางเขาได้” “ข้าเองก็ถอยแล้วเหมือนกัน” ฉู่รุ่ยถอนหายใจอีกที “หากพวกจีหยวนฉวน ฟ่านเทียนเจ๋อและคนของ สำนักห้าธาตุไม่ได้มาด้วย ข้ายังคิดจะสังเกตการณ์ อีกสักหน่อย ยังคิดจะพยายามต่อไป แต่ตอนนี้ดูจาก ลูกน้องของเขาที่นับวันก็ยิ่งแข็งแกร่ง และศักยภาพ ขอบเขตของเขาเองที่ต่างก็พัฒนาอย่างก้าวกระโดด ข้าก็ได้แต่ต้องยอมรับเท่านั้น” “ข้าเอง ก็ต้องยอมเหมือนกัน” วังเหม่ยเจียกล่าว “ได้ยินเจ้าพูดแบบนี้ ข้าก็วางใจได้แล้วจริงๆ” ใน ที่สุดฉู่รุ่ยก็ผ่อนลมหายใจออกมา “ข้ากังวลว่าเจ้าจะ ไม่ยอมรามือ แล้วไปแอบทำเรื่องอะไรลับๆ ที่เป็น การล่วงเกินเขา วันหน้าคงยากที่จะแก้ไข”
“เจ้าคิดมากเกินไปแล้ว คนที่คิดจะทำเรื่องแบบนี้ก็มี แต่ซือคงฉั่วเท่านั้น ข้าไม่มีทางทำแน่” วังเหม่ยเจียก ล่าว “ซือคงฉั่ว…” ฉู่รุ่ยหรี่ตาลง “ตั้งแต่ที่ได้ดาวตก สวรรค์มวลดาวไป เขาก็ยังไม่โผล่หน้ามาอีกเลย หากไม่ผิดไปจากที่คาด ดาวตกสวรรค์มวลดาวจะทำ ให้ขอบเขตและศักยภาพของเขาพัฒนาไปไกลมาก พอ คนที่จะงัดข้อกับเนี่ยเทียนได้จริงๆ ก็มีแต่เขา เท่านั้น เพียงแต่ข้ารู้สึกว่า เขาเองก็ไม่มีหวังอะไร แล้วเหมือนกัน” “หากเขายอมทำตัวสงบเสงี่ยมว่าง่ายก็ยังพอทำเนา แต่หากคิดจะแย่งชิงและแอบทำเรื่องชั่วช้าลับๆ ขึ้นมาจริงๆ หลัวว่านเซี่ยงก็คงปกป้องเขาไม่ได้” วังเหม่ยเจียคิดอยู่ครู่ก็ถามว่า “หากซือคงฉั่วมีดาว ตกสวรรค์มวลดาวอยู่ในมือแล้ว ตอนนี้เขาจะ เอาชนะเนี่ยเทียนได้ไหม?”
“ไม่รู้เหมือนกัน นับตั้งแต่ที่เนี่ยเทียนกลับมาจากจุด ลึกของสนามรบสุ้ยเมี่ย ขอบเขตก็เลื่อนสู่เขต วิญญาณช่วงท้าย แล้วก็คล้ายว่าจะเลื่อนสู่แดนว่าง เปล่าแล้ว” ฉู่รุ่ยขบคิดอย่างละเอียด “แต่สิ่งที่น่า กลัวที่สุดของเนี่ยเทียนไม่ใช่ข้อนี้ แต่เป็นสายเลือด อาวุธและยังมีของบางอย่างที่เรายังไม่รู้ที่มาแน่ชัด” ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี
เล่มที่ 40 บทที่ 1187 ต่างคนต่างพบความมหัศจรรย์
อาณาจักรป่ายจั้น จุดที่ตั้งของหินปีศาจดำมืด ตอนที่เนี่ยเทียนโดยสารเรือดารามาถึงที่แห่งนี้ สายเลือดแห่งชีวิตของเขาก็สัมผัสได้ถึงเลือดลม มหาศาลขุมหนึ่งอย่างเฉียบไว จุดลึกของความมืดมิดที่มองไม่เห็นแม้แต่นิ้วมือของ ตัวเองมีสิ่งมีชีวิตเรือนกายใหญ่โตกำลังกลืนกินพลัง แห่งความมืด เพื่อนำมาสร้างความแข็งแกร่งให้กับ ตัวเอง ในปราณของสิ่งมีชีวิตนั้นยังมีกลิ่นอายที่เนี่ยเทียน คุ้นเคยปะปนอยู่ด้วย “เต่าทมิฬ!”
ชั่วพริบตาเนี่ยเทียนก็พลันรู้ว่าสิ่งมีชีวิตใหญ่โตที่เขา สัมผัสได้ถึงก่อนหน้านี้คือสิ่งใด มันก็คือเต่าทมิฬที่ขยายร่างใหญ่ยักษ์ซึ่งมีสายเลือด เป็นระดับแปดตัวนั้น! เต่าวิเศษตัวนี้เคยได้รับแก่นเลือดแห่งชีวิตของเขา เมื่อครั้งแรกเริ่มจึงฟักตัวออกมาจากไข่ จากนั้นก็ ดูดกลืนพลังแห่งความมืดของต่งลี่จึงได้ค่อยๆ เติบโต ขึ้น หากว่ากันในบางความหมาย สัตว์ต่างเผ่าตัวนี้ก็คือ ลูกของเขากับต่งลี่ เมื่อผ่านการต่อสู้กับหลายเผ่าพันธุ์ เนี่ยเทียนจึงมี ความรู้ต่อเผ่าสัตว์โบราณและสัตว์วิเศษชนิดต่างๆ ค่อนข้างลึกซึ้ง
ทว่าเขายังคงหาที่มาของเต่าทมิฬไม่เจอ ไม่รู้ว่าเต่า วิเศษที่เกิดมาก็มีสายเลือดแห่งความมืดมิดลึกลับตัว นี้ถือกำเนิดมาจากสัตว์โบราณชนิดไหนกันแน่ เวลานี้เรือดาราของเนี่ยเทียนมาจอดอยู่เหนือความ มืดมิดที่เข้มข้น เขาปลดปล่อยสายเลือดแห่งชีวิตออกไปรับสัมผัส อย่างละเอียดก็พบว่าปราณของเต่าทมิฬพลันแผ่ กระเพื่อมอยู่ท่ามกลางความมืด “ตูม!” เสียงระเบิดดังสะเทือนฟ้าดินก้องออกมาจากใน ความมืดมิด จากนั้นเต่าทมิฬที่ขยายร่างใหญ่โตก็ค่อยๆ โผล่ ออกมาจากความมืด จนกระทั่งมาเผยกายอยู่ ตรงหน้าเขาคล้ายเทือกเขาดำปลอดเทือกหนึ่ง “นี่…”
เห็นได้ชัดว่าเต่าทมิฬที่บินออกมาใหญ่โตกว่าคราว ก่อนที่เขาได้เห็นหลายเท่าตัว นี่ทำให้เนี่ยเทียนอด ร้องอุทานตกใจไม่ได้ “เรือนกายแทบจะใหญ่โตพอๆ กับเทพยักษ์ค้ำฟ้าที่ โตเต็มวัยคนหนึ่งเลยทีเดียว ขนาดมังกรยักษ์และ สัตว์โบราณบางประเภทที่อยู่ในมหาสมุทรดาวมอด ดับก็ยังสู้ไม่ได้ แต่สายเลือดของเต่าทมิฬตัวนี้ก็ เหมือนว่าจะยังอยู่แค่ระดับแปดเท่านั้น ทว่าเลือด ลมที่พลุ่งพล่าน เรือนกายมโหฬารของมันกลับแกร่ง กร้าวกว่ามังกรยักษ์และสัตว์โบราณไปเยอะเลย” “ไม่ธรรมดาอย่างยิ่ง! เกรงว่าที่มาของเต่าทมิฬตัวนี้ คงมีปัญหาแน่!” “หรือว่าในสายเลือดของเต่าทมิฬมีร่องรอยของสัตว์ ยักษ์มวลดาราอยู่ด้วย? เต่าทมิฬตัวนี้คงไม่ใช่สัตว์ ยักษ์มวลดาราตัวใดตัวหนึ่ง? หรือคงไม่ใช่สัตว์ต่าง
เผ่าที่เกิดจากการผสมพันธ์ระหว่างสัตว์ยักษ์มวล ดารากับสัตว์อื่นหรอกกระมัง?” “หาไม่แล้ว การขยายใหญ่ของมันก็ออกจะไม่ สมเหตุสมผลสักเท่าไหร่” เนี่ยเทียนครุ่นคิด จิตวิญญาณในท่อนกระดูกยังคงอยู่ในสภาวะจำศีล เขาจึงไม่สามารถปลุกให้มันตื่นมาไขข้อข้องใจแก่เขา ได้ ทว่าเต่าทมิฬมหึมาที่อยู่ตรงหน้านี้กลับทำให้เขา สงสัยว่าสายเลือดของมันน่าจะมีสายเลือดของสัตว์ ยักษ์มวลดาราปนอยู่บางส่วน! “เจ้ามาได้อย่างไร?” และเวลานี้เอง น้ำเสียงหวานหยดของต่งลี่ก็ดังมา จากจุดลึกของความมืดมิด “ฟิ้ว!”
ครู่ต่อมา นางก็พลิ้วกายมาถึงพร้อมกับวงแสงสีดำ อ่อนจางประหนึ่งเทพธิดาแห่งความมืด แสงสว่างของโลกภายนอกค่อยๆ ถูกวงแสงของนาง กลืนกินให้มืดมิดไปทีละนิด “หยุด!” เมื่อต่งลี่ตวาดขึ้นมา การกลืนกินแสงสว่างถึงได้หยุด ลง สะโพกอวบอิ่มของนางสะบัดน้อยๆ วงแสงสีดำที่ปก คลุมร่างนางก็คล้ายกระแสน้ำสีหมึกที่ไหลหายเข้า ไปในกาย เนี่ยเทียนอึ้งงัน มองนางด้วยสายตาลึกล้ำ “แปลก จริง ข้ามองออกว่าเจ้าเป็นเขตวิญญาณ แต่กลับ วิเคราะห์ไม่ได้ว่าเจ้าอยู่ในช่วงไหน”
“อยู่ในช่วงกลางข้ามไปสู่ช่วงท้าย” ต่งลี่พูดด้วย น้ำเสียงผ่อนคลาย “ผ่านไปอีกสักครึ่งเดือนก็คง เลื่อนสู่เขตวิญญาณช่วงท้ายได้กระมัง” เนี่ยเทียนตัวสั่นเยือก “ทำไมถึงได้เร็วขนาดนี้?” “เจ้าเองก็ไม่ได้เลื่อนสู่เขตวิญญาณช่วงท้ายแล้ว หรอกรึ?” ต่งลี่ถามกลับ “ข้ามีความพิเศษของข้าเอง” เนี่ยเทียนอธิบาย “ตอนที่ข้าไปสนามรบสุ้ยเมี่ยได้เข้าไปยังพื้นที่ที่สัตว์ ยักษ์มวลดาราบุกเบิกไว้ จึงได้สั่งสมพลังที่มากพอมา จากที่นั่น แต่เจ้า…” “เจ้ามีโชควาสนาของเจ้า ข้าเองก็มีโชควาสนาของ ข้าเหมือนกัน” ต่งลี่ยิ้มกว้าง เนี่ยเทียนยังคงไม่เข้าใจ “ข้าจะทำให้เจ้าดู” ต่งลี่ยื่นมือชี้ไปยังความมืดมิด เบื้องล่าง
ความมืดแผ่ปกคลุมไปทั่วพื้นดิน เทือกเขาและ ทะเลสาบที่อยู่รอบๆ ในรัศมีพันลี้ ทว่าเมื่อต่งลี่โบกมือ กระชากกลับ ชักดึง ความมืด พวกนั้นก็คล้ายถูกขับไล่ ถูกปรับเปลี่ยน และถูกนาง ควบคุมได้ดั่งใจต้องการ “นี่หมายความว่าอย่างไร?” เนี่ยเทียนยังคงไม่เข้าใจ “หินปีศาจดำมืดที่เจ้าเอากลับมาจากอาณาจักร ปีศาจถูกข้าผสานรวมเข้ากับจุดตันเถียนแล้ว” ต่งลี่ ยื่นมือไปชี้ยังจุดใดจุดหนึ่งของความมืดอีกครั้ง “มัน ผสานรวมเป็นหนึ่งเดียวกับโอสถวิญญาณแห่งความ มืดของข้า ข้าสามารถแยกมันออก แล้วก็เก็บ กลับมาได้ตามใจชอบ” เนี่ยเทียนตะลึง ก่อนที่ในใจจะรู้สึกแปลกๆ
ในจุดตันเถียนของเขาก็มีวัตถุอื่นอย่างเมล็ดพันธ์ เปลวเพลิง บุปผาเก้าดาราและต้นวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ ผสานรวมเข้าไปเหมือนกัน เขาทำได้ ต่งลี่ก็ทำได้ เมื่อเทียบกับเมล็ดพันธ์เปลว เพลิง บุปผาเก้าดาราและต้นวิญญาณศักดิ์สิทธิ์แล้ว เกรงว่าหินปีศาจดำมืดก็คงไม่ด้อยไปกว่ากันสัก เท่าไหร่ เพราะอย่างไรซะตอนที่หินปีศาจดำมืดอยู่ใน อาณาจักรปีศาจก็เคยทำให้คนผู้หนึ่งของอาณาจักร ปีศาจกลายมาเป็นเฮยอั้นต้าจุนได้ “หลังจากผสานรวมกับหินปีศาจดำมืดแล้ว เจ้ารู้สึก อย่างไรบ้าง?” เนี่ยเทียนถามอย่างใคร่รู้ “เป็นความรู้สึกที่วิเศษมาก ในระยะเวลาสั้นๆ นี้การ ฝ่าทะลุขอบเขตของข้าสามารถมีได้ไม่จำกัด” สีหน้า ของต่งลี่เคลิบเคลิ้ม “ขอแค่สั่งสมพลังแห่งความมืด
และพลังจิตวิญญาณได้มากพอก็สามารถฝ่าทะลุขั้น ได้อย่างราบรื่น อีกอย่างข้ายังคอยทำความเข้าใจกับ หินปีศาจดำมืดและสัจธรรมแห่งพลังของความมืด อย่างละเอียดทุกวันด้วย” “หินปีศาจที่ลึกลับก้อนนี้สามารถช่วยปลุกพลังแห่ง ความมืดให้กับทุกชีวิตได้” “ภูตผีปีศาจ หงส์ดำ มังกรดำ หรือแม้แต่ข้า ขอแค่ บรรลุพลังแห่งความมืดได้ก็จะได้รับการยอมรับจาก มัน แล้วก็จะได้รับผลประโยชน์จากมันในระดับที่ ยากจะจินตนาการ” เนี่ยเทียนรับฟังอย่างตั้งใจ แล้วจู่ๆ ก็พลันรู้สึกว่า หากมองในบางมุม หินปีศาจดำมืดก้อนนั้นก็มีส่วน คล้ายคลึงกับแม่น้ำแห่งเวลาที่อูจี้อาจารย์ของเขา บรรลุเช่นกัน “แล้วมันล่ะ?” เนี่ยเทียนชี้ไปที่เต่าทมิฬ
“มัน ก็เป็นเหมือนข้า มันก็ได้รับผลประโยชน์จาก หินปีศาจดำมืดเหมือนกัน” ต่งลี่หัวเราะคิกคัก “เพียงแต่ว่าการเลื่อนขั้นทางสายเลือดครั้งต่อไป ของมันยังจำเป็นต้องกินอาหารเข้าไป ขอแค่ได้รับ เลือดลมที่มากมหาศาล ไม่ว่าจะเป็นเลือดลมของ สัตว์วิเศษก็ดี ชนต่างเผ่าก็ช่าง ก็ล้วนสามารถทำให้ สายเลือดของมันเพิ่มพูนได้ทั้งสิ้น” “ส่วนข้า หลังจากที่ผสานหินปีศาจดำมืดเข้าสู่โอสถ วิญญาณ อันที่จริงก็ไม่จำเป็นต้องเอาแต่ตั้งหน้าตั้ง ตาฝึกตนอย่างเดียวแล้ว” “หากเจ้ามีเรื่องอะไรที่ต้องการให้ข้าทำ ข้าก็ สามารถไปทำให้ได้” “อ้อ ใช่แล้ว” ต่งลี่ตบหัวตัวเองเบาๆ พลางเอ่ยว่า “เจ้าจ้าวซานห ลิงผู้นั้นเหมือนจะค้นพบอะไรบางอย่างที่อาณาจักร
ต้าฮวาง เขาบอกว่าหากเจ้ากลับมาจากสนามรบสุ้ย เมี่ย เขาก็อยากจะพบเจ้า” “อาณาจักรต้าฮวาง?” เนี่ยเทียนพลันนึกไปถึงลวดลายห้วงมิติลึกลับจำนวน มากที่ค้นพบโดยบังเอิญในที่ตั้งอดีตสำนักกระดูก ขาว “ป้ายดวงดาวนี้เจ้าช่วยถือไว้แทนข้าหน่อย ช่วงนี้ พวกจิ่งเฟยหยางอาจจะต้องการแลกเปลี่ยนของ อะไรบางอย่างกับพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว ข้า ได้คะแนนคุณความชอบมาสิบล้านกว่าคะแนนจาก สนามรบสุ้ยเมี่ย เจ้าช่วยจัดการแจกจ่ายให้พวกเขา แทนข้าที เจ้าเองก็รู้ว่าข้าไม่ค่อยเชี่ยวชาญเรื่องพวก นี้สักเท่าไหร่” เนี่ยเทียนหัวเราะแห้งๆ ก่อนจะส่งป้ายดวงดาวที่ เป็นของเขาไปให้ต่งลี่
ตามคำบอกของเว่ยไหล ขอแค่ถือป้ายดวงดาวแผ่น นี้ก็สามารถแลกวัตถุดิบหายากทุกชนิดได้จาก พระราชวังโบราณสะเก็ดดาว และทุกคนต่างก็รู้ดีถึงความสัมพันธ์ระหว่างเขา กับต่งลี่ นางจึงเป็นคนที่น่าเชื่อถือมากที่สุด “ไม่มีปัญหา ข้าเชี่ยวชาญเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว” ต่งลี่ รับมาฉับไว “แต่ว่าข้าเองก็อยากไปดูที่อาณาจักร ต้าฮวางเหมือนกัน อยากรู้ว่าจ้าวซานหลิงคิดจะทำ อะไรกันแน่” “ได้” อาณาจักรต้าฮวาง ที่ตั้งซากปรักของสำนักกระดูก ขาว จ้าวซานหลิงนั่งนิ่งๆ อยู่บนก้อนหินที่แข็งแกร่ง ประดุจโลหะ บนพื้นผิวภายนอกของก้อนหินแวว
วาวมีร่องที่ลึกมากซึ่งเต็มไปด้วยแสงประหลาด กระจัดกระจาย “ฟุ่บ!” ปลายนิ้วของจ้าวซานหลิงว่ายวนไปตามร่องรอย เหล่านั้นอย่างไร้เป้าหมาย คล้ายทำการรับสัมผัส อย่างเงียบเชียบ ดวงตาของเขาปิดเข้าหากันแน่น จากนั้นไม่นานมือสองข้างของเขาที่แยกกันลูบไป ตามร่องรอยประกายแสงเบื้องหน้าก็พลันตบกระทบ กัน “เพี๊ยะ!” แสงพร่างพราวถูกปลดปล่อยออกมาจากในลวดลาย ห้วงมิติที่ถูกสลักเอาไว้บนหินก้อนนั้น
แสงประหลาดเป็นดั่งงูวิเศษที่เลื้อยขยับอยู่ตรง หน้าอกของจ้าวซานหลิง คล้ายภาพมายาที่เว้าเค้า โครงขึ้นเป็นค่ายกลห้วงมิติที่ลึกลับอย่างใหม่ ทั้งเหมือนเกิดจากธรรมชาติ แล้วก็เหมือนว่าเพิ่งจะ มาสลักเอาในตอนหลัง “ช่องทางหนึ่งที่ไม่รู้ว่าเชื่อมโยงไปยังที่ใด จิต วิญญาณมิอาจเอื้อมไปสัมผัส ยากจะรับรู้…” จ้าวซานหลิงพึมพำ นิ้วที่ประสานกันพลันแยกออก รูปภาพห้วงมิติที่โผล่ขึ้นมาจึงหายวับไปอีกครั้งโดย ไม่เหลือร่องรอยใด “ไม่กล้าแหะ ข้าใกล้จะเลื่อนจากแดนว่างเปล่าสู่ แดนเอตทัคคะแล้ว ข้าไม่กล้าเข้าไปเสี่ยงในพื้นที่ที่ ไม่คุ้นเคยแห่งนั้นหรอก”
เขาส่ายหน้า ค่ายกลห้วงมิติที่ลอยขึ้นมาถูกเขา ทดลองอยู่หลายครั้ง แต่เมื่อถึงช่วงเวลาสำคัญ เขา กลับจะต้องรามือไปก่อนเสียทุกครั้ง เมื่อได้รับความช่วยเหลือจากเนี่ยเทียน เขาจึงสะสม ยาทำลายปราการและวัตถุดิบวิเศษที่จำเป็นต่อการ เลื่อนสู่แดนเอตทัคคะได้ครบแล้ว การทำความเข้าใจกับร่องรอยห้วงมิติเหล่านี้ก็ทำให้ เขาได้รับผลประโยชน์มหาศาลเช่นกัน เขามั่นใจว่า ใช้เวลาไม่นาน ตนจะได้เลื่อนสู่แดนเอตทัคคะ กลาย มาเป็นตำนานของดินแดนดาวตก บางทีอาจด้วยเหตุนี้ เขาถึงได้ระมัดระวังต่อช่องทาง ที่เขาไม่รู้ที่มาเส้นนี้เป็นพิเศษ “เจ้าต้องการพบข้าทำไมรึ?” ขณะที่เขาเกิดความลังเลอีกครั้ง เนี่ยเทียนและต่งลี่ สองคนก็พลันพลิ้วกายมาถึง
———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 40 บทที่ 1188 ความคิดที่เกิดขึ้นกะทันหัน
ดวงตาของจ้าวซานหลิงมีความยินดีวาบผ่าน “เจ้า กลับมาจากสนามรบสุ้ยเมี่ยแล้วรึ?” “กลับมาได้พักหนึ่งแล้ว” เนี่ยเทียนตะลึงไป “เรื่อง ที่ลูกน้องของหลัวว่านเซี่ยงไปปิดผนึกดินแดนผนึก ฟ้า ห้ามไม่ให้สำนักโลหิตและหลี่หลางเฟิงออกไป ข้างนอก เจ้าไม่รู้เรื่องเลยรึ?” สีหน้าจ้าวซานหลิงงงงัน เขาส่ายหน้าหัว กล่าวตอบ “ไม่รู้เลย” “เขารู้สิแปลก” ต่งลี่หัวเราะเบาๆ “นับตั้งแต่ กลับมาจากพื้นที่ห้วงมิติปั่นป่วนก็ดูเหมือนว่าเขาจะ ไม่เคยไปจากที่นี่เลย”
“ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง” จ้าวซานหลิงมีท่าทาง คึกคักเพิ่มขึ้น “ข้าเสียเวลาไปตั้งนาน ในที่สุดก็ไข ความลี้ลับของเส้นลายห้วงมิติพวกนี้ออก พวกเจ้าดู สิ” นิ้วมือของมือทั้งสองข้างเขาลูบวนไปตามวิถีโคจร พิเศษที่อยู่บนก้อนหินแข็งกระด้าง คลื่นห้วงมิติที่เปล่งประกายแสงลุกเรืองสะดุดตา พลันถูกกระตุ้นออกมาจากในรอยสลักบนก้อนหิน ไม่นานค่ายกลห้วงมิติที่มหัศจรรย์ซึ่งหายไปก่อน หน้านั้นก็ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง ภาพค่ายกลห้วงมิติเป็นเหมือนแท่นโม่ขนาดใหญ่ ที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้าจ้าวซานหลิงและเนี่ย เทียน ลายเส้นเล็กละเอียดมากมายตัดสลับกัน ก่อกลายมา เป็นค่ายกลห้วงมิติซึ่งด้านในมีแสงที่พร่างพราวยิ่ง
กว่าและมีคลื่นห้วงมิติกระเพื่อมออกมา เห็นได้ชัด ว่าเป็นช่องทางสำหรับให้สิ่งมีชีวิตลอดผ่านไป “ค่ายกลที่เดินทางผ่านไปได้?” เนี่ยเทียนพลัน บังเกิดความสนใจ “เจ้าให้ข้ามาที่นี่ก็เพราะค่ายกล นี่น่ะหรือ? เจ้าได้เข้าไปดูสถานการณ์ของอีกฝั่งหนึ่ง มาแล้วหรือยัง?” จ้าวซานหลิงยิ้มเจื่อน ส่ายหน้าพูด “ไม่ได้ไป ไม่กล้า ไป ที่นั่นคือที่ไหน เชื่อมโยงไปยังสถานที่ใด ข้าล้วน ไม่สามารถรับสัมผัสได้” “เจ้ากังวลเรื่องอะไร?” ต่งลี่ถามอย่างแปลกใจ “ขอบเขตของข้าจะฝ่าทะลุสู่ขั้นใหม่แล้ว” จ้าว ซานหลิงยืนหลังตรงแน่ว เผยความมั่นใจอันเปี่ยม ล้นออกมา “ข้า จะกลายมาเป็นคนของดินแดนดาว ตกคนแรกที่เลื่อนสู่แดนเอตทัคคะ หากข้าเลื่อนสู่ แดนเอตทัคคะเมื่อไหร่ พลังห้วงมิติที่ข้าฝึกตนจะมี
การก้าวกระโดดทางคุณสมบัติ ข้าจะรอให้ถึงเวลา นั้นก่อนแล้วค่อยเข้าไปที่นั่น” “ขอโทษด้วย ต่อให้เส้นทางการฝ่าสู่แดนเอตทัคคะ ของเจ้าจะสำเร็จ แต่เจ้าก็ไม่ใช่คนแรกของดินแดน ดาวตกแล้วล่ะ” เนี่ยเทียนกล่าวอย่างตรงไปตรงมา “ข้าไม่ใช่คนแรก?” จ้าวซานหลิงแปลกใจอย่างมาก แต่กระนั้นก็ยังเชิดหน้าขึ้นอย่างเย่อหยิ่ง “ไม่ใช่ข้า แล้วจะเป็นใคร? ฝานข่ายรึ?” “อาจารย์ของข้าเอง” เนี่ยเทียนกล่าว จบคำพูดของเขา ไม่เพียงแต่จ้าวซานหลิงเท่านั้น แม้ แต่ต่งลี่ก็ยังอึ้งงันตามไปด้วย นับตั้งแต่ที่กลับมาจากพื้นที่ห้วงมิติปั่นป่วน พวกเขา สองคนก็อยู่ในดินแดนดาวตก ส่วนเนี่ยเทียนนั้นไปที่ สนามรบสุ้ยเมี่ยและได้พบกับอูจี้ที่นั่น
ก่อนหน้านี้อูจี้คอยทำความเข้าใจอยู่กับแม่น้ำแห่ง เวลา ฝึกตนอย่างยากลำบากอยู่ในสนามรบสุ้ยเมี่ย ไม่เคยผละออกมาแม้แต่ครั้งเดียว ด้วยเหตุนี้หลายคนในดินแดนดาวตกจึงลืมอูจี้ไป แล้ว “อูจี้อาจารย์ของเจ้า เลื่อนสู่แดนเอตทัคคะแล้ว?” จ้าวซานหลิงตวาดเสียงหนัก “ถูกต้อง เขาเลื่อนสู่แดนเอตทัคคะได้สำเร็จในสนาม รบสุ้ยเมี่ยนั่นแหละ” เนี่ยเทียนยิ้ม “คนแรกของ ดินแดนดาวตกที่เลื่อนสู่แดนเอตทัคคะ ถือกำเนิดขึ้น แล้ว” “คาดไม่ถึง คาดไม่ถึงจริงๆ ว่าจะกลายมาเป็นเขา …” จ้าวซานหลิงพึมพำ “แต่ว่า เขาเองก็ลึกลับ คน ที่ฝึกพลังแห่งเวลา เดิมทีก็ผิดปกติจากคนทั่วไปอยู่ แล้ว พลังแห่งเวลา ทั้งยังเลื่อนสู่แดนเอตทัคคะ
ได้รับผลประโยชน์จากแม่น้ำแห่งเวลาที่ลึกลับที่สุด ในสนามรบสุ้ยเมี่ย อนาคตของเขา เกรงว่าคงยาก จะประมาณการณ์ได้” ต่งลี่เองก็ตกตะลึงอย่างหนัก “เอาล่ะ” เนี่ยเทียนชี้ไปยังค่ายกลห้วงมิติภาพนั้น “เจ้าเรียกให้ข้ามาดูภาพค่ายกลนี้ เพราะคิดจะทำ อะไร? จะให้ข้าไปเป็นเพื่อนเจ้า? ตอนนี้ หรือว่ารอ ให้เจ้าเลื่อนสู่แดนเอตทัคคะก่อน?” จ้าวซานหลิงลังเลไปอีกครั้ง “แม้แต่เจ้าก็ยังไม่มั่นใจงั้นหรือ?” ต่งลี่ถาม “ก็ใช่น่ะสิ” สีหน้าจ้าวซานหลิงเคร่งเครียด “บางที หากเลื่อนสู่แดนเอตทัคคะอาจจะมั่นใจมากพอ แต่ ถ้าเป็นตอนนี้ ข้ายังมีความกังวลอยู่หลายอย่าง หาก แม่หนูเผยอยู่ด้วย บางทีสมบัติห้วงมิติของนางอาจ ทำให้พวกเราไปไหนมาไหนกันได้สะดวก”
“ในเมื่อเจ้าไม่มั่นใจก็ช่างมันเถอะ” เนี่ยเทียนเองก็ ไม่อยากรั้งรออยู่นาน “รอเจ้าตัดสินใจได้แล้ว พวก เราค่อยทดลองกันดู เมื่อถึงเวลานั้นข้าสามารถพา ศิษย์พี่หญิงเผยไปกับเจ้าได้” “ตอนนี้นางไม่อยู่รึ?” จ้าวซานหลิงแปลกใจ ที่เขาเรียกเนี่ยเทียนมาก็เพราะหวังว่าเนี่ยเทียนจะ พาเผยฉีฉีมาด้วย แล้วพวกเขาสามคนก็ไปดู สถานการณ์ของอีกฝั่งให้รู้แน่ชัดก่อนหน้าที่เขาจะ เลื่อนสู่แดนเอตทัคคะ “ลัทธิจิตตวิสุทธิ์เรียกตัว นางจึงกลับลัทธิไปแล้ว” เนี่ยเทียนตอบ “ถ้าอย่างนั้นก็รอให้นางว่างก่อนเถอะ” จ้าวซานห ลิงดูผิดหวังอย่างเห็นได้ชัด “ค่ายกลห้วงมิติที่ไม่รู้ว่าเชื่อมโยงไปยังที่แห่งใด” เนี่ยเทียนใคร่ครวญ
ในสมองของเขาพลันหวนนึกไปถึงเสาหลายต้นก้น ทะเลสาบในโลกมายามรกตที่สลักรูปมังกรเพลิงและ มังกรน้ำแข็งเอาไว้ ตอนนั้นงูเหลือมน้ำแข็งยักษ์ก็ เคยหนีออกไปจากโลกมายามรกตได้สำเร็จโดยผ่าน ที่นั่น และเขาเองก็ได้รับผลประโยชน์ไม่น้อยมาจาก ที่แห่งนั้น พอคิดมาถึงตรงนี้ เขาจึงกล่าวขึ้นว่า “เอาอย่างนี้ เจ้าไปสถานที่หนึ่งเป็นเพื่อนข้าก่อน” “ที่ไหน?” จ้าวซานหลิงใคร่รู้ “อีกสถานที่หนึ่ง ซึ่งอาจเป็นสถานที่ที่เชื่อมโยงไปยัง เผ่าของสัตว์โบราณ เพียงแต่ไม่รู้ว่าพวกเราจะลอด ผ่านไปได้หรือไม่” เนี่ยเทียนกล่าว “เชื่อมโยงกับเผ่าของสัตว์โบราณ?” จ้าวซานหลิงมี ท่าทางสนใจอย่างเห็นได้ชัด “ไปที่อาณาจักรหลีเทียนก่อน” เนี่ยเทียนกล่าว
“ตกลง” มีค่ายกลนำส่งห้วงมิติอยู่ เดินทางจากอาณาจักร ต้าฮวางไปยังอาณาจักรหลีเทียนจึงใช้เวลาแค่ครู่ เดียว ไม่นานเนี่ยเทียน จ้าวซานหลิงและต่งลี่ก็มาถึง อาณาจักรหลีเทียน พวกเขาไปที่เทือกเขาชื่อเหยียน ซึ่งเคยเป็นที่ตั้งของหอหลิงเป่า ไปตามหาคนที่ รับผิดชอบเพื่อสอบถามถึงทางเข้าโลกมายามรกต เวลาผ่านไปนานหลายปี เจ้าหอหลิงเป่าได้เปลี่ยนมา เป็นพันหงเจินแล้ว พันหงเจินคือบิดาของพันป่าย เดิมทีเป็นผู้อาวุโส ใหญ่ ที่เขาได้กลายมาเป็นเจ้าหอหลิงเป่า เบื้องหลัง มีหลายเหตุผลที่เกี่ยวพันกับเนี่ยเทียน เพียงแต่ว่าตัวเนี่ยเทียนเองไม่รับรู้เท่านั้น “เนี่ยเทียน! คุณหนูตระกูลต่ง!”
หลังจากที่พันหงเจินแห่งหอหลิงเป่าทราบข่าวก็ถลัน ออกมาด้วยความตื่นเต้นเป็นพิเศษ และยังมีหลาย คนที่เนี่ยเทียนพอจะจำได้ทยอยกันปราฏตัว หนึ่งในนั้นคือฝางฮุย ทว่าพันป่ายที่เนี่ยเทียนคุ้นเคย มากที่สุดกลับไม่ได้เผยกาย เห็นใบหน้าที่คุ้นตาเหล่านั้น เนี่ยเทียนพลันรู้สึก เลื่อนลอย “ผู้อาวุโสฝาง” เนี่ยเทียนโค้งกายคำนับ “มิกล้า ตอนนี้ข้ามิกล้ารับหรอก” ฝางฮุยโบกมือ เป็นพัลวัน “ด้วยตำแหน่งของเจ้าในเวลานี้ แค่มา เยือนหอหลิงเป่าก็นับว่าเป็นเกียรติมากแล้ว ใช่แล้ว พวกเจ้าตั้งใจมาที่นี่ด้วยเรื่องอันใด? หอหลิงเป่า เล็กๆ ของเราจะมีสถานที่ใดที่ทำให้ทั้งสามท่าน สนใจได้?” พันหงเจินเองก็รีบร้อนสอบถาม
นับตั้งแต่ที่เนี่ยเทียนเดินออกไปจากดินแดนดาวตก จนไปถึงดินแดนพงฟ้า เขาก็แทบไม่เคยมาที่หอหลิง เป่าอีกเลย หลายครั้งก่อนที่เขากลับมา หากไม่ไปหา อูจี้ที่สำนักหลิงอวิ๋นก็ต้องตรงดิ่งไปยังรอยแยกห้วง มิติที่เชื่อมโยงไปยังอาณาจักรปีศาจ ไม่เคยมีครั้ง ไหนที่เขามาเยือนหอหลิงเป่า วันนี้จู่ๆ เขาปรากฏตัว นอกจากความตกตะลึงแล้ว พวกเขายังเป็นกังวลด้วย “ทางเข้าโลกมายามรกตที่พวกเจ้าควบคุมมีการ เปลี่ยนแปลงหรือไม่ ข้าอยากจะไปเยือนสักครั้ง” เนี่ยเทียนสอบถาม “โลมายามรกต? พื้นที่ลับแบบนั้นเทียบไม่ได้แม้แต่ อาณาจักรแห่งหนึ่ง พวกเจ้าจะไปกันทำไม?” พันหง เจินอึ้งงัน “สัตว์วิเศษในโลกมายามรกตล้วนมีระดับ ต่ำมาก ไม่มีค่ามากพอให้พวกเจ้าเห็นความสำคัญได้ หรอก”
“ด้านในนั้นมีค่ายกลแห่งหนึ่งที่อาจเชื่อมโยงไปยัง สถานที่อื่น ข้าอยากจะไปตรวจสอบดูสักหน่อย” เนี่ยเทียนอธิบาย “เมื่อหลายปีก่อนข้าเข้าไป ประลองในนั้นแล้วค้นพบค่ายกลที่ว่าใต้ทะเลสาบ หลังจากนั้นก็ไม่มีโอกาสกลับมาอีก ก่อนหน้านี้จู่ๆ ก็ นึกถึงมันขึ้นมาได้เลยอยากจะมาดู” “ข้าจะพาพวกเจ้าไปเอง” ฝางฮุยเสนอตัว ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 40 บทที่ 1189 ค่ายกลในโลกลับที่ถูกหลงลืม
โลกมายามรกต เวลาผ่านไปนานหลายปี นี่เป็นอีกครั้งที่เนี่ยเทียนได้ เข้ามายังที่แห่งนี้ภายใต้การนำของฝางฮุยแห่งหอห ลิงเป่า เขายังจำได้ว่าครั้งแรกที่มาร่วมการประลองในโลก มายามรกต ตนมีขอบเขตเพียงแค่หลอมรวม ลมปราณ แล้วก็เพราะการจัดการของอันซืออี๋ถึงได้ โชคดีมีโอกาสเข้ามาที่นี่ด้วย ภาพเหตุการณ์การต่อสู้ระหว่างพวกอวี๋ถงแห่งสำนัก โลหิตและคนจากสำนักภูตผีในโลกมายามรกตปีนั้น ผุดขึ้นมาในสมองของเนี่ยเทียน
ภาพเหตุการณ์ในอดีตเหมือนลอยห่างไปไกลแสน ไกล ฝางฮุยที่อยู่ข้างกันเห็นว่าเขาเงียบก็ได้แต่เงียบตาม เนิ่นนานหลังจากนั้น จ้าวซานหลิงถึงเป็นคนเอ่ยเร่ง อย่างไม่ใคร่จะสบอารมณ์ “เจ้าจะไปที่ไหน?” “ไปกันเถอะ” เนี่ยเทียนเรียกเรือดาราแล้วทะยาน ไปเบื้องหน้า ทะเลทราย ทะเลสาบ ปลักโคลน ตำหนักใต้ดิน เนี่ยเทียนพาพวกจ้าวซานหลิงทะยานไปเบื้องหน้า อย่างคนที่คุ้นชินเส้นทางเป็นอย่างดี จนกระทั่งไถล ลื่นเข้าไปยังตำหนักที่ซ่อนลึกอยู่ใต้ทะเลทราย ตำหนักแห่งนี้ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ เสาหินสิบ สองต้นยังคงตั้งตระหง่านดุจเดิม แท่นบูชาทรงปริซึมตรงกลางของเสาหินทั้งสิบสอง ต้นก็ยังไม่เปลี่ยนแปลงไป
แท่นบูชาสีน้ำตาลเข้มมีหลุมมีบ่ออยู่มากมายซึ่งเดิม ทีวางกระดูกสัตว์ที่เป็นผลึกใสเอาไว้ แต่เนื่องจาก การจากไปของงูเหลือมน้ำแข็งยักษ์ในคราวนั้น ของ ทุกอย่างจึงถูกเผาผลาญไปสิ้น ซึ่งมันก็เคยทำให้เนี่ย เทียนฝ่าทะลุจากขอบเขตหลอมรวมลมปราณ เช่นกัน กระดูกสัตว์เหล่านั้นเคยกระตุ้นให้แท่นบูชาทรง ปริซึมกลายเป็นต้นกำเนิดพลังงานในการนำส่งข้าม มิติ “เอ๊ะ!” พอจ้าวซานหลิง ต่งลี่และฝางฮุยลงมาเห็นตำหนักใต้ ดินที่อยู่ข้างล่าง รวมไปถึงเสาหินสิบสองต้นที่มีมังกร รัดพันและแท่นบูชานั้น พวกเขาต่างก็แสดงท่าทาง ตกตะลึง
“คิดไม่ถึงว่าในโลกมายามรกตจะมีสถานที่แบบนี้อยู่ ด้วย” ฝางฮุยจุ๊ปากชื่นชม ก่อนหันไปถามเนี่ยเทียน ว่า “เจ้าค้นพบที่นี่ตอนที่มาประลองในปีนั้นน่ะ หรือ?” “ใช่แล้ว” เนี่ยเทียนยิ้มตอบ “ขอบเขตหลอมรวม ลมปราณของข้าฝ่าทะลุขั้นได้ก็เพราะที่นี่ งูเหลือม น้ำแข็งยักษ์ตัวนั้นก็อาศัยแท่นบูชาทรงปริซึมออกไป จากโลกมายามรกต โดยที่ไม่รู้ว่ามันไปอยู่ไหน” “โลกมายามรกตเป็นแค่โลกลับแห่งหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่อาณาจักร คาดไม่ถึงว่าในโลกลับระดับล่าง แบบนี้จะยังมีค่ายกลนำส่งแห่งมิติตั้งอยู่ด้วย” ต่งลี่ เองก็แปลกใจอย่างมาก นางเดินวนอ้อมเสาหิน ทั้งหลายพลางยกมือลูบคลำไม่ก็เคาะไปเรื่อย “มังกรที่สลักเอาไว้มีธาตุแตกต่างกัน มังกรเพลิงหก ตัว มังกรน้ำแข็งหกตัว”
“เป็นฝีมือของพวกเผ่าสัตว์โบราณจริงๆ” จ้าวซานห ลิงพยักหน้ารับ “มีวิธีเปิดแท่นบูชานี่หรือไม่?” เนี่ยเทียนถาม จ้าวซานหลิงพลันยิ้มลำพองใจ “แท่นบูชาประเภทนี้ เมื่อเทียบกับลวดลายห้วงมิติของอาณาจักรต้าฮวาง แล้วก็เรียกได้ว่าไม่มีความลี้ลับใดๆ และแท่นบูชาที่ พวกเผ่าสัตว์โบราณจัดวางไว้นี่ก็ขาดแค่หินวิเศษที่ แฝงพลังงานห้วงมิติเท่านั้น แค่ปรับพิกัดบนแท่น บูชาเล็กน้อยก็สามารถเปิดได้แล้ว” “งูเหลือมน้ำแข็งยักษ์เคยไปจากที่นี่ ข้าเองก็อยากรู้ เหมือนกันว่าแท่นบูชานี้จะเชื่อมโยงไปยังสถานที่ ใด” เนี่ยเทียนแสดงท่าที “ไม่มีปัญหา ให้เวลาข้าเตรียมการสักหน่อยแล้วกัน” จ้าวซานหลิงรับปากแล้วลงมือหยิบเอาหินวิเศษ หรือไม่ก็หยกวิเศษที่มีพลังงานแห่งมิติโยนเข้าไปใน
หลุมเว้าพวกนั้น ก่อนจะเดินอ้อมแท่นบูชากับเสาทั้ง สิบสองต้นเพื่อจัดระเบียบความลี้ลับห้วงมิติที่อยู่ ด้านใน ฝางฮุยและต่งลี่เดินเตร่ไปทั่วด้านด้วยความสงสัย ใคร่รู้ “อู้!” เนี่ยเทียนเรียกเกราะมังกรเพลิงออกมาจากในแหวน เก็บของ เกราะมังกรเพลิงมีเปลวเพลิงลุกท่วม ทำให้อุณหภูมิ ของตำหนักใต้ดินเพิ่มพรวดขึ้นในพริบตา แทบจะชั่วขณะเดียวกันกับที่เกราะมังกรเพลิงเผย ตัว เสาหินที่สลักรูปมังกรเพลิงก็กลายมาเป็นสีแดง ฉานในบัดดล เสียงวิญญาณวัตถุของเกราะมังกรเพลิงดังก้องขึ้นใน สมองของเนี่ยเทียน ท่าทางของมันดูตื่นเต้นอย่าง
มาก คล้ายค้นพบว่าปราณของมังกรเพลิงที่รัดพัน เสาหินทั้งหกต้นมีความคล้ายคลึงกับมัน “อู้ๆๆ!” จู่ๆ มีลำแสงเปลวเพลิงหกเส้นสาดยิงออกมาจากใน เสื้อเกราะแล้วแยกกันไปยังเสาหินทั้งหก เนี่ยเทียนติดต่อกับวิญญาณวัตถุจึงรู้ว่าด้านในมังกร เพลิงที่สลักอยู่บนเสาหินมีเลือดลมของมังกรเพลิง ซุกซ่อนอยู่ เพียงแต่ว่าเวลาผ่านมานานเกินไป เลือด ลมพวกนั้นจึงอ่อนจางอย่างถึงที่สุด แล้วก็มีความเป็นไปได้ว่าเพราะการนำส่งที่เคย เกิดขึ้นจึงเผาผลาญเลือดลมไปมากเกิน เมื่อหลายปีก่อนตอนที่เนี่ยเทียนสัมผัสกับเสาหิน เขายังรู้สึกได้ถึงเปลวเพลิงร้อนระอุเทียมฟ้า และยัง ได้รับผลประโยชน์จากมัน ทว่ามาวันนี้พลังงาน
ความร้อนและเลือดลมที่อยู่ในเสาหินเหล่านั้นกลับ ไม่มีค่าพอในสายตาเขาอีกแล้ว กลับกลายเป็นเสาหินเองเสียอีกที่จำเป็นต้องให้เขา ใช้เกราะมังกรเพลิงไปช่วยทำให้เลือดลมแข็งแกร่ง ขึ้น “อืม มีพลังงานความร้อนจากเกราะมังกรเพลิงเสริม เข้ามาก็จะสะดวกขึ้น” จ้าวซานหลิงพยักหน้ารับ “แต่ก็ต้องระวังหน่อย เพราะเสาหินอีกหกต้นมีพลัง ความเย็น เสาหินและแท่นบูชาทรงปริซึมพวกนี้ต่าง ก็กระตุ้นกันและกัน พลังงานความร้อนและพลังงาน ความเย็นของเสาหินต่างก็ช่วยทำให้แท่นบูชาอยู่ใน สภาวะมั่นคงอย่างมีสมดุล” เขาอธิบายอย่างง่ายๆ ก่อนจะหยิบเอาผลึกใสหลาย ก้อนที่แผ่ความเย็นเยียบออกมา “เพล้ง!”
ผลึกใสถูกเขาบีบแตกจนกลายเป็นเศษเล็กเศษน้อย ครั้นจึงบินไปยังเสาหินต้นที่เหลือซึ่งสลักรูปมังกร น้ำแข็งเอาไว้ เมื่อเสาน้ำแข็งทั้งหกต้นได้รับพลังงานความเย็นจาก ก้อนผลึกก็พลันแผ่ไอเย็นอบอวล มังกรน้ำแข็งที่อยู่ บนนั้นก็คล้ายจะเปลี่ยนมามีชีวิตชีวาเสมือนจริง “ตึง!” วงแสงพร่างพราววงหนึ่งที่เปี่ยมล้นไปด้วยพลังแห่ง มิติผุดขึ้นมาจากจุดศูนย์กลางที่ตั้งวางแท่นบูชาทรง ปริซึม จ้าวซานหลิงงยืนอยู่ข้างแท่นบูชา นิ้วมือประหนึ่งมีด แกะสลักที่วาดไล้เบาๆ คล้ายกำลังปรับเปลี่ยนค่าย กล แล้วก็คล้ายจะตั้งเป้าหมายเอาไว้เพื่อสะดวกใน การนำส่งช่วงถัด
“เนี่ยเทียน ตอนนี้อาจารย์ของเจ้ายังอยู่ในสนาม รบสุ้ยเมี่ยรึ?” ฝางฮุยพลันถามขึ้น ตอนอยู่อาณาจักรหลีเทียน เขาและอูจี้คือเพื่อนรัก กัน ปีนั้นเนี่ยเทียนมาเยือนหอหลิงเป่า เพราะเห็น แก่ความสนิทสนมกับอูจี้ ฝางฮุยจึงเคยอำนวยความ สะดวกให้เนี่ยเทียนไม่น้อย ภายหลังตอนอยู่อาณาจักรต้าฮวาง อูจี้ก็เคยไป ประลองคัดเลือกอาจารย์หลอมอาวุธที่สำนักอาวุธ เป็นเพื่อนเขา เขาเองก็รู้ดีว่าสุดท้ายอูจี้ไปที่สนามรบสุ้ยเมี่ย แต่อีก ฝ่ายไม่เคยกลับมาอีกเลย บางครั้งที่นึกถึงก็อดเป็น ห่วงไม่ได้ “ขอบพระคุณที่ท่านเป็นห่วง อาจารย์ของข้า เลื่อน สู่แดนเอตทัคคะแล้ว” เนี่ยเทียนกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“เลื่อนสู่แดนเอตทัคคะ?” ฝางฮุยตะลึงงัน “เลื่อนสู่ แดนเอตทัคคะ? นี่ นี่จะเป็นไปได้อย่างไร?” คราวก่อนที่เขาพบอูจี้ อูจี้ยังเป็นแค่เขตวิญญาณ เท่านั้น เขตวิญญาณสู่แดนว่างเปล่า แดนว่างเปล่าสู่ แดนเอตทัคคะ ในขั้นตอนเหล่านี้มีด่านมากมายแค่ ไหนที่จำเป็นต้องข้ามผ่านไปให้ได้ เขากระจ่างชัดอยู่ แก่ใจเป็นอย่างดี ตอนนี้เขายังเป็นแค่เขตวิญญาณช่วงกลางเท่านั้น ยัง อยู่ห่างจากแดนว่างเปล่าอีกก้าวใหญ่ ทว่าอูจี้ที่เป็น เพื่อนสนิทของเขามาหลายปีกลับเลื่อนสู่แดน เอตทัคคะแล้ว? แล้วจะไม่ให้ฝางฮุยตกตะลึงได้อย่างไร? “ท่านจะตกใจก็ไม่แปลกหรอก เพราะข้าเองก็ตกใจ มากเหมือนกัน” เนี่ยเทียนเข้าใจอีกฝ่ายได้เป็นอย่าง ดี “โชควาสนาของอาจารย์ข้าก็คือได้พบแม่น้ำแห่ง
กาลเวลาในสนามรบสุ้ยเมี่ย แล้วเขาก็ตั้งใจฝึกตนอยู่ ใกล้กับแม่น้ำแห่งเวลา ขอบเขตถึงได้ทะยานพรวด พราด อีกทั้งยังเหมือนจะไม่เจออุปสรรคใดๆ ผ่อน คลายจนแทบไม่น่าเชื่อ” “ไม่นึกเลยว่าคนแรกของดินแดนดาวตกที่เลื่อนสู่ แดนเอตทัคคะจะเป็นเขา” ฝางฮุยยังคงตกอยู่ใน อารมณ์ตื่นตะลึงอย่างใหญ่หลวง “เรียบร้อยแล้ว” จ้าวซานหลิงตะโกนเสียงดังพลาง โบกมือบอกให้เนี่ยเทียนและต่งลี่ขยับไปหา รอจน คนทั้งสองเข้ามายืนอยู่ด้วยกันแล้วถึงพูดว่า “หาก พวกเจ้าตัดสินใจได้แล้ว ตอนนี้เราก็สามารถไป สำรวจกันได้เลยว่าค่ายกลของโลกมายามรกตหลังนี้ ทอดยาวไปยังที่ได้” “เหตุใดตอนอยู่อาณาจักรต้าฮวางถึงได้หวาดกลัว แต่พอมาอยู่ที่นี่เจ้ากลับใจกล้าขนาดนี้?” ต่งลี่ถาม อย่างแปลกใจ
“ที่นี่ค่อนข้างง่าย เพียงแค่ความคิดที่แฝงพลังห้วง มิติของข้าปรากฏขึ้นก็สามารถข้ามผ่านค่ายกลไปได้ เลย ข้าจึงมั่นใจว่าหากไปแล้วจะยังกลับมาได้อีก” จ้าวซานหลิงอธิบาย “ทว่าค่ายกลห้วงมิติที่ อาณาจักรต้าฮวางลึกลับและซับซ้อนมากเกินไป จิต วิญญาณของข้ามิอาจลอดผ่านไปได้ จึงไม่มีความ มั่นใจแม้แต่น้อย” “เอาเถอะ เจ้าเปิดค่ายกลเถอะ พวกเราจะไปดูกัน เดี๋ยวนี้เลย” เนี่ยเทียนพยักหน้ารับ ก่อนหน้าที่ค่ายกลจะเปิดขึ้น ฝางฮุยพลันคืนสติแล้ว จึงบากหน้าเดินเข้าไปในแท่นบูชาด้วยอีกคน ครั้น แล้วค่ายกลก็ถูกกระตุ้นให้เปิดใช้งาน ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 40 บทที่ 1190 เรื่องไม่คาดฝัน
“ฟิ้วๆๆ!” เส้นแสงแน่นขนัดพลันส่องแสงพร่างพราวแล้วตรง เข้ามาห่อหุ้มพวกเนี่ยเทียนเอาไว้ สายเลือดแห่งชีวิตในร่างของเนี่ยเทียนถูกกระตุ้น พลังเลือดลมที่เข้มข้นจึงแผ่อวลไปทั่ว “ผิดปกติ!” จ้าวซานหลิงคำรามกร้าว เรียกเจดีย์ซวีหลิงออกมา มีดแสงห้วงมิติจำนวนนับไม่ถ้วนราวฝูงปลาบิน ออกมาจากในเจดีย์คล้ายจะช่วยเขาต้านทาน พันธนาการบางอย่าง ต่งลี่ขมวดคิ้ว จุดลึกในดวงตามีประกายแสงมืดดำ คล้ายหลุมลึกที่กลืนกินแสงสว่าง
“พลังงานอย่างหนึ่งที่พันธนาการไม่ให้พวกเราเดิน ทางผ่านไปได้” ฝางฮุยตกตะลึง พลันร่ายใช้เวทลับ เปลวเพลิง เส้นผลึกเพลิงพิภพจำนวนมากราวเส้น ชีพจรในร่างมนุษย์จึงก่อตัวขึ้นเป็นค่ายกลเปลวเพลิง อยู่ตรงหน้าเขา “ตึง!” ค่ายกลเปลวเพลิงแตกทลายก่อนเป็นอันดับแรก ก่อนที่ร่างของฝางฮุยจะถูกเหวี่ยงกระเด็นออกมา จากแท่นบูชาทรงปริซึม “อู้ๆๆ!” เส้นแสงเปลวเพลิงและน้ำแข็งไหลบ่าจากเสาหินทั้ง สิบสองต้นกรอกเทเข้าสู่แท่นบูชาทรงปริซึมอย่างบ้า คลั่ง ฝางฮุยมิอาจก้าวเข้าไปข้างในนั้นได้อีก
และในที่สุดแสงศักดิ์สิทธิ์เจิดจ้าเหล่านั้นก็ค่อยๆ กลบทับแท่นบูชาทรงปริซึมไว้จนมิด “ช่างเป็นพลังงานที่ประหลาดยิ่งนัก” จ้าวซานหลิง หัวเราะหยัน เจดีย์ซวีหลิงหมุนวนอยู่เหนือศีรษะ ของเขาและคอยปล่อยมีดแสงห้วงมิติสว่างพร่าง พราวจำนวนมากกว่าเดิมให้สาดเทลงมาผสานรวม กับแท่นบูชาทรงปริซึมใต้ฝ่าเท้าของเขา ทางฝ่ายของต่งลี่ เต่าทมิฬที่จำศีลมาระยะหนึ่งก็ ค่อยๆ คลานต้วมเตี้ยมออกมาด้วยขนาดที่หดเล็กลง เท่าเดิม สายเลือดแห่งความมืดของเต่าทมิฬถูกกระตุ้นใช้โดย อัตโนมัติ ความมืดที่บริสุทธิ์ทำการขานรับกับหินปีศาจดำมืด ในร่างของต่งลี่ ทำให้รอบกายของต่งลี่แผ่แสงสีดำ สนิทลึกลับเกินจะหยั่ง
แล้วจู่ๆ ก็มีแรงดึงดูดขุมหนึ่งแผ่เข้าปกคลุมร่างของ พวกเนี่ยเทียนสามคน นาทีถัดมา เนี่ยเทียน จ้าวซานหลิงและต่งลี่ก็หายไป จากสายตาของฝางฮุยที่อยู่ข้างนอก ฟ้าดินลึกลับ เม็ดฝนเทกระหน่ำเสียงดังซ่าๆ ทั้งน้ำฝนยังไม่ใช่สีใส แต่กลับเป็นสีขุ่นราวน้ำสกปรก สายฟ้ามากมายแลบแปลบปลาบอยู่บนท้องฟ้าสีเทา หม่นพร้อมกับเสียงฟ้าคำรณสะเทือนแก้วหูจนคนได้ ยินปวดหูแปลบ พื้นดินโล่งกว้างไร้ที่สิ้นสุดถูกพายุฝนชะกระหน่ำ อย่างบ้าคลั่ง แท่นบูชาหลังหนึ่งซึ่งถูกประกอบจาก กระดูกสัตว์บางชนิดตั้งโดดเดี่ยวอยู่ตรงนั้น
ทอดสายฟ้าไปไกลยังพอจะมองเห็นตำหนักหลาย หลังที่ปลูกสร้างด้วยลักษณะหยาบๆ เรียบง่าย ทว่า กลับใหญ่โตมโหฬารมากเป็นพิเศษ ตำหนักเหล่านั้นเหมือนกับตำหนักที่ซ่อนอยู่ใต้ดิน ของโลกมายามรกตที่ซึ่งพวกเนี่ยเทียนเพิ่งจากมา อย่างไม่มีผิดเพี้ยน เพียงแต่ว่าตำหนักของที่นี่ส่วนใหญ่ล้วนพังทลาย กองถล่มอยู่บนหินยักษ์ และยังสลักภาพหลากหลาย รูปแบบเอาไว้ มีทั้งภาพมังกรยักษ์ สัตว์โบราณ แล้วก็มีเทพยักษ์ค้ำ ฟ้า ดอกไม้ใบหญ้าแปลกตามากมาย หรือแม้กระทั่ง เผ่าพันธุ์บรรพกาลที่มีอยู่ในตำนาน “ที่นี่คือที่ไหนกันแน่? ใช่ฟ้าดินของเผ่ามนุษย์ หรือไม่?” ต่งลี่พลันคืนสติ บนใบหน้าที่งามล้ำของ นางเต็มไปด้วยความตื่นตะลึง “ตอนที่ค่ายกลทำ
การนำส่ง ข้ามีความรู้สึกเหมือนถูกผลักไส หากไม่ เป็นเพราะมัน…” นางก้มหน้าลงมองเต่าทมิฬ “หากไม่มีการขานรับ จากเลือดลมของมัน เกรงว่าข้าก็คงไม่สามารถมาถึง ที่นี่ได้อย่างราบรื่น” “ข้าเองก็โดนผลักไสเหมือนกัน” จ้าวซานหลิงพยัก หน้ารับ “แต่วิชาการฝึกตนของข้าคือพลังห้วงมิติ เจดีย์ซวีหลิงของข้าก็พิเศษมาก ที่สำคัญที่สุดก็คือ ความคิดที่แฝงกระแสจิตวิญญาณของข้าได้มาถึงที่นี่ ก่อนแล้ว ด้วยเหตุผลนานาประการจึงทำให้ข้าเข้า มาที่นี่ได้สำเร็จ” “ส่วนที่นี่จะใช่ฟ้าดินของเผามนุษย์เราหรือไม่ ตอนนี้ข้าก็ยังมองไม่ออกเหมือนกัน” เนี่ยเทียนมีท่าทางสงบนิ่งยิ่งกว่าใคร “ข้าไม่รู้สึกถึง ขีดจำกัดใดๆ”
“ผู้แข็งแกร่งของชนต่างเผ่าและเผ่าสัตว์โบราณเคย เคลื่อนไหวอยู่ในฟ้าดินของเผ่ามนุษย์เมื่อนานมาก แล้ว เนื่องด้วยการลุกผงาดของเผ่ามนุษย์ พวกเขา จึงถูกขับไล่ ยามที่จากไปเลยทิ้งประตูข้ามอาณาจักร และช่องทางพิเศษเอาไว้มากมาย” จ้าวซานหลิง ครุ่นคิด “เนื่องด้วยเป็นกังวลว่าเผ่ามนุษย์จะฉวย โอกาสข้ามผ่านไป ประตูข้ามอาณาจักรและช่องทาง พิเศษเหล่านั้นจึงมีขีดจำกัดบางอย่างที่แน่นอน” “เจ้าไม่รู้สึกถึงความผิดปกติ ไม่ถูกค่ายกลขับไล่ นั่น เป็นเพราะเจ้าไม่เหมือนคนทั่วไป” “อืม เรื่องนี้ข้าย่อมรู้อยู่แล้ว” เนี่ยเทียนพยักหน้ารับ เบาๆ “แท่นบูชานี้จะสามารถส่งพวกเรากลับไปยัง โลกมายามรกตได้อีกครั้งหรือไม่?” “วางใจเถอะ ไม่มีปัญหาอะไรแน่” จ้าวซานหลิง เปี่ยมล้นไปด้วยความมั่นใจ “ในมือข้ามีวัตถุดิบมาก
พอ แค่ต้องใช้เวลาไขความลับของแท่นบูชานี่สัก หน่อยเท่านั้น” “เจ้าจัดการกับที่นี่ไปก่อน ข้าจะไปดูรอบๆ สัก หน่อย” เนี่ยเทียนกล่าว ต่งลี่เองก็เอ่ยขึ้นว่า “ข้าก็จะไปดูด้วย” เนี่ยเทียนใช้พลังจิตวิญญาณและจิตวิญญาณแห่ง ดวงดาวผสานรวมเข้าด้วยกัน ดวงตาดาราหลายข้าง จึงก่อตัวขึ้นมาอย่างรวดเร็ว จากนั้นดวงตามายาที่ เหมือนแสงดาวพร่างพราวซึ่งลอยตัวอยู่กลางอากาศ ก็แยกย้ายกันบินออกไป เมื่อฝ่าทะลุสู่เขตวิญญาณช่วงท้าย ทำให้ไม่ว่าจะเป็น พลังการรับสัมผัสหรือขีดจำกัดด้านระยะทาง ระหว่างเนี่ยเทียนกับดวงตาดาราก็ล้วนมีการพัฒนา ไปในระดับที่มากพอ
ดวงตาดาราเก้าข้างสามารถมองเห็น สามารถรับ สัมผัสกับปราณพลังวิญญาณและจิตวิญญาณที่ แตกต่างกันได้ “พวกเจ้าก็ไปด้วย” เนี่ยเทียนปล่อยไข่มุกวิญญาณมืดออกมา ไข่มุก วิญญาณมืดที่มีสีเขียวขมุกขมัวปกคลุมจึงปล่อยให้ วิญญาณร้ายห้อทะยานออกไปแปดทิศ “ไปเถอะ” แม้แต่เกราะมังกรเพลิงก็ยังถูกเขาเอาออกมาด้วย ปล่อยให้มันกลายร่างเป็นลำแสงเปลวเพลิงเส้นหนึ่ง ที่บินทะยานไปยังทิศไกล ตัวเขาเองนั้นลังเลอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะใช้สายเลือดแห่ง ชีวิต เมื่อสายเลือดแห่งชีวิตถูกกระตุ้น เขาก็พลันเกิด ความรู้สึกแปลกประหลาดอย่างถึงที่สุด
ดูเหมือนว่าทุกอย่างในฟ้าดินลึกลับแห่งนี้ ไม่ว่าจะ เป็นท้องฟ้า ผืนดิน เม็ดฝน อากาศ ทั้งหมดทั้งมวล ล้วนเหมือนมีพลังเลือดลมบางๆ ซุกซ่อนอยู่ ฟ้าดินทั้งแถบคล้ายวิวัฒนาการอย่างเชื่องช้ามาจาก เลือดลมของสิ่งมีชีวิตประเภทหนึ่ง เขาบอกความสงสัยในใจให้จ้าวซานหลิงฟัง “ข้ามี ความรู้สึกว่าทุกสิ่งอย่างในโลกที่พวกเราอยู่ตอนนี้ ล้วนเกิดจากเลือดลมอ่อนจางทั้งสิ้น” “ข้าเองก็รู้สึกคล้ายกับเจ้า” จ้าวซานหลิงนิ่งคิดไป พักหนึ่ง ครั้นจึงเอ่ยวิเคราะห์อย่างไม่มั่นใจนัก “ข้า รู้สึกว่าฟ้าดินที่พวกเราอยู่ในตอนนี้คือทะเลเลือดลม ที่เข้มข้นของเผ่าวิญญาณโบราณท่านหนึ่ง ซึ่งอาจ เป็นเพราะได้รับการกระตุ้นหรือแปรเปลี่ยนไปตาม ธรรมชาติถึงได้กลายมาเป็นโลกใบนี้”
เนี่ยเทียนตะลึง “คล้ายคลึงกับดินแดนของผู้ฝึก ลมปราณเผ่ามนุษย์ในขอบเขตดินแดนน่ะหรือ?” “ประมาณนั้น” จ้าวซานหลิงกวาดตามองไปรอบ ด้าน “แต่เท่าที่ข้ารู้มา ดินแดนแบบนี้ ฟ้าดินแบบนี้ หากแปรสภาพมาจากเลือดลมของเผ่าวิญญาณ โบราณจริง อีกฝ่ายก็น่าจะมีสายเลือดเป็นระดับสิบ มีเพียงทะเลเลือดลมของต้าจุนระดับสิบเท่านั้นถึงจะ สามารถขานรับกับธรรมชาติ ทำให้ทะเลเลือดลม วิวัฒนาการได้อย่างมหัศจรรย์เช่นนี้” “พื้นที่ประหลาดที่เกิดจากเลือดลมของเผ่าวิญญาณ โบราณหรือไม่ก็เผ่าสัตว์โบราณที่มีสายเลือดระดับ สิบท่านหนึ่ง” เนี่ยเทียนพึมพำ พลันหวนนึกไปถึง พื้นที่ที่สัตว์ยักษ์มวลดาราบุกเบิกเอาไว้ในสนาม รบสุ้ยเมี่ย
ทว่าเมื่อเปรียบเทียบความรู้สึกตอนอยู่ที่นี่กับตอนที่ อยู่ในพื้นที่ของสัตว์ยักษ์มวลดาราแล้ว เขากลับรู้สึก ว่ามีหลายจุดที่ไม่เหมือนกัน พื้นที่ที่สัตว์ยักษ์มวลดาราบุกเบิกเอาไว้สามารถดึง เอาพลังงานหลากหลายที่ปะปนกันอยู่ในสนาม รบสุ้ยเมี่ยมาได้ด้วยตัวเอง ครั้นจึงชุบหลอมให้ สะอาดแล้วเอามาใช้งาน ทว่าฟ้าดินที่เขาอยู่ในเวลานี้กลับไม่มีอะไรที่พิเศษ แบบนั้น ดวงตาดาราเก้าดวงที่เดิมทีกระจายกันไปตามทิศ ต่างๆ โดยมีเขาเป็นจุดศูนย์กลางเริ่มออกห่างไป เรื่อยๆ ในการมองเห็นของดวงตาดาราทำให้เขาได้เห็น ตำหนักหินใหญ่โตอีกมากมายที่พังถล่มและ เทือกเขาหลายลูกที่แตกหัก ทว่ากลับมองไม่เห็นศพ
ของสิ่งมีชีวิตใดๆ แล้วก็สัมผัสไม่ได้ถึงกลิ่นอายของ การมีชีวิตอยู่ด้วย “ถ้างูเหลือมน้ำแข็งยักษ์ตัวนั้นมาที่นี่จริงๆ มันจะยัง มีชีวิตอยู่หรือไม่?” เนี่ยเทียนครุ่นคิด ดวงตาดารายังคงทะยานออกไปไกลอย่างต่อเนื่อง เพื่อตามหาความลับมากกว่าเดิมมาให้แก่เขา ต่งลี่ที่ยืนเหยียบอยู่บนร่างของเต่าทมิฬซึ่งมองดู คล้ายก้อนเมฆสีดำก็บินห่างจากเขาไปยังทิศทาง หนึ่ง ไม่รู้ว่ากำลังตามหาอะไรอยู่ ไข่มุกวิญญาณมืด เกราะมังกรเพลิง สายเลือดแห่ง ชีวิตล้วนถูกเนี่ยเทียนปลดปล่อยออกมาหมดสิ้น ไม่รู้ว่าผ่านไปนานแค่ไหน ดวงตาดาราข้างหนึ่งของ เขาถึงได้ยินเสียงร้องอุทานตกใจของต่งลี่ ดวงตาดาราพลันย้ายไปที่แห่งนั้นในเสี้ยววินาที
ไม่นานนัก เขาก็มองเห็นผ่านดวงตาดาราข้างนั้นว่า ในฟ้าดินที่ประหลาดแห่งนี้มีคนคุ้นหน้าของเขาอยู่ คนหนึ่ง —นั่นก็คืออินย่าหนันผู้ครอบครองงูเหลือมเลือด น้ำแข็ง ศิษย์ผู้กล้าหญิงแห่งสำนักคุมสัตว์! ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 40 บทที่ 1191 คำสัญญาที่เคยให้ไว้
“เจ้าเองรึ!” ชั่วขณะที่ต่งลี่เห็นอินย่าหนันก็อึ้งงันไป “เจ้ามาอยู่ ที่นี่ได้อย่างไร?” อินย่าหนันเองก็ตะลึงเหมือนกัน งูเหลือมเลือดน้ำแข็งตัวนั้นชูคอสูงอยู่ข้างกายนาง เวลาห่างไปนานหลายปี สายเลือดระดับแปดของงู เหลือมเลือดน้ำแข็งฝ่าทะลุขอบเขตจึงเลื่อนสู่ สายเลือดระดับเก้าแล้ว งูเหลือมเลือดน้ำแข็งสายเลือดระดับเก้า เมื่อเทียบ จากระดับของเผ่าวิญญาณโบราณก็เท่าเทียมกับ แดนเอตทัคคะของเผ่ามนุษย์!
ขนาดต่งฉีซงเจ้าสำนักคุมสัตว์ยังเป็นแค่แดน เอตทัคคะช่วงต้นเท่านั้น ตระกูลต่งมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับสำนักคุมสัตว์ พวกต่งลี่ ต่งป่ายเจี๋ยและเด็กๆ ของตระกูลต่งมาก มายต่างก็เคยไปฝึกตนอยูในสำนักคุมสัตว์ แล้วก็ด้วยเหตุนี้ ต่งลี่และอินย่าหนันจึงสนิทกันมา นานแล้ว ความเข้าใจผิดมากมายในอดีตจึงจางหาย ตามไปด้วย หลังจากที่ตระกูลต่งถูกฆ่าล้างตระกูลในอาณาจักร ป่ายจั้น เด็กของตระกูลต่งหลายคนก็เลือกที่จะ กลายไปเป็นส่วนหนึ่งของสำนักคุมสัตว์ ดังนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างต่งลี่กับสำนักคุมสัตว์จึงยิ่ง แน่นเฟ้น
ตระกูลต่งและสำนักคุมสัตว์ต่างก็เคยได้ผล ประโยชน์และความสะดวกมากมายเพราะ ความสัมพันธ์พิเศษระหว่างต่งลี่กับเนี่ยเทียน “แล้วเจ้าล่ะ มาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?” อินย่าหนันเองก็ รู้สึกแปลกใจมากเหมือนกัน ฟืดๆๆ ดวงตาเล็กๆ ของเต่าทมิฬที่หายใจอย่างเกียจคร้าน อยู่ใต้เท้าของต่งลี่จ้องไปยังงูเหลือมเลือดน้ำแข็ง เขม็ง สายเลือดของเต่าทมิฬยังเป็นแค่ระดับแปด ทั้งยัง ไม่ได้อยู่ในระดับที่จะเลื่อนสู่ขั้นเก้าได้ แต่งูเหลือมเลือดน้ำแข็งกลับมีสายเลือดเป็นระดับ เก้าแล้ว หากนับกันตามระดับชั้นของเผ่าวิเศษ งู เหลือมเลือดน้ำแข็งถือว่าแข็งแกร่งกว่าเต่าทมิฬมาก นัก
ทว่าเมื่ออยู่ภายใต้สายตาจับจ้องของเต่าทมิฬ งู เหลือมเลือดน้ำแข็งกลับหดคอลงแล้วเลื้อยไปหลบ อยู่ด้านหลังอินย่าหนันอย่างเห็นได้ชัดว่าเกิดความ หวาดกลัว อินย่าหนันหันไปมองงูเหลือมเลือดน้ำแข็งอย่าง แปลกใจ ในใจก็ตกตะลึงอย่างมาก งูเหลือมเลือดน้ำแข็งก็เป็นสายเลือดผสมเหมือนกัน น้อยนักที่มันจะเห็นสัตว์วิเศษระดับเดียวกันอยู่ใน สายตา ตอนที่สายเลือดของมันฝ่าทะลุสู่ระดับเก้าได้สำเร็จ แม้แต่ต่งฉีซงเจ้าสำนักคุมสัตว์ที่เป็นแดนเอตทัคคะ ช่วงต้น เมื่อเผชิญหน้ากับงูเหลือมเลือดน้ำแข็งก็ยังมี ท่าทางระมัดระวัง นี่หมายความว่างูเหลือมเลือดน้ำแข็งที่มีสายเลือด ระดับเก้าสามารถเป็นภัยคุกคามแก่ต่งฉีซงได้แล้ว!
ทว่างูเหลือมเลือดน้ำแข็งสายเลือดระดับเก้าที่ เผชิญหน้ากับเต่าทมิฬสายเลือดระดับแปดกลับหลบ เลี่ยงอย่างขลาดกลัว นี่หมายความว่าอะไร? ตอนที่อินย่าหนันหันไปมองเต่าทมิฬอีกครั้ง สีหน้า นางก็เปลี่ยนมาเป็นปั้นยากไปเหมือนกัน “ฟิ้ว!” ขณะที่นางกำลังจะอธิบาย เนี่ยเทียนก็ขับเรือดารา ทะยานมาถึง “เนี่ยเทียน!” อินย่าหนันร้องอุทานเสียงหลง แล้วก็คล้ายว่าจู่ๆ จะ นึกถึงอะไรบางอย่าง หน้าจึงแดงก่ำอย่างไร้เหตุผล “ยินดีด้วย เจ้าเองก็เลื่อนสู่เขตวิญญาณแล้ว” เมื่อ เนี่ยเทียนมาถึงและลดเรือดาราลงต่ำ เพียงมอง ปราดเดียวก็รู้ว่าขอบเขตของอินย่าหนันมีการพัฒนา ไปแล้วเหมือนกัน
เขาจำได้ว่าคราวก่อนตอนที่เจออินย่าหนัน อิน ย่าหนันเป็นแค่เขตลี้ลับเท่านั้น เวลาสั้นๆ เพียงเท่านี้ นางกลับเลื่อนสู่เขตวิญญาณ ได้ นับว่าไม่ธรรมดามากแล้ว ไม่พูดถึงเรื่องขอบเขตยังพอว่า แต่พอเนี่ยเทียนพูด ถึงเรื่องขอบเขตขึ้นมา สีหน้าของอินย่าหนันก็ เปลี่ยนมาเป็นเหยเก พูดจาก็อึกๆ อักๆ เนี่ยเทียนอึ้งไป แล้วก็พลันนึกถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ สายตาเลยเปลี่ยนมาเป็นยั่วเย้าสนุกสนาน เขายังจำได้ว่าในอดีตอินย่าหนันเคยบอกว่า หากวัน หนึ่งขอบเขตของเขาแซงหน้านางไปได้ นางจะยอม ให้เขาใกล้ชิดแนบสนิทด้วย ตอนที่อินย่าหนันพูดประโยคนี้ นางคงคาดไม่ถึงเลย ว่าวันหนึ่งเนี่ยเทียนที่ฝึกวิชาควบสามอย่างทั้งเปลว
เพลิง ดวงดาวและพืชหญ้าจะมีขอบเขตเหนือกว่า นางได้จริงๆ อันที่จริงตอนที่ต่งฉีซงเจ้าสำนักคุมสัตว์กลับมาจาก ดินแดนผนึกฟ้าก็เคยบอกแล้วว่าขอบเขตของเนี่ย เทียนเลื่อนสู่เขตวิญญาณช่วงท้ายแล้ว นี่คือปาฏิหาริย์! ในฐานะที่เป็นหนึ่งในผู้พึ่งพาของเนี่ยเทียน ต่งฉีซง จึงป่าวประกาศเรื่องนี้ให้รับรู้กันทั่ว ดังนั้นเหล่าผู้ แข็งแกร่งของแต่ละสำนักและขั้วอิทธิพลต่างๆ ที่อยู่ ในดินแดนปราการดวงดาว ดินแดนพงฟ้าจึงรู้เรื่องนี้ กันหมด ครั้งแรกที่อินย่าหนันได้ยินข่าวนี้ นางก็รู้สึกกระอัก กระอ่วนอย่างมาก กลัวว่าจะต้องได้มาเจอกับเนี่ย เทียน
บางทีอาจเป็นเพราะเหตุนี้ นางถึงได้เลือกที่จะใช้ ค่ายกลผุพังแห่งหนึ่งของซากปรักที่สำนักคุมสัตว์ไข ความลับได้เดินทางมาที่นี่ หวังตามหาโชควาสนา และได้ออกมาจากสำนักชั่วคราว ค่ายกลนั้นคนอื่นเคยทดลองดูแล้ว แต่กลับไม่ สามารถใช้ได้ มีเพียงนางเท่านั้นที่เลือดลมอุดมสมบูรณ์ หลังจาก เลื่อนสู่เขตวิญญาณ ร่างกายก็คล้ายจะยิ่งแกร่งกร้าว การนำส่งสำหรับนางจึงสำเร็จราบรื่นด้วยดี อินย่าหนันเป็นคนมีนิสัยโผงผาง ความขัดเขินของ นางจึงเกิดขึ้นเพียงเวลาสั้นๆ หลังจากนั้นนางก็ อธิบายอย่างตรงไปตรงมาว่าเนื่องด้วยสำนักคุมสัตว์ ศึกษาวิถีทางแห่งสัตว์วิเศษ จึงมักจะไปเยือนสถานที่ พิเศษตามดินแดนปราการดวงดาวและดินแดน ดวงดาวในบริเวณที่ใกล้เคียงที่มีสัตว์วิเศษปรากฎตัว
เป็นประจำ เพื่อกำราบเอาสัตว์วิเศษหายากกลับมา ยังสำนักคุมสัตว์ ซึ่งสถานที่พิเศษที่สำนักคุมสัตว์ค้นพบมีหลายแห่งที่ เกี่ยวข้องกับเผ่าสัตว์โบราณ ที่นางมาที่นี่ได้ก็เพราะอาศัยค่ายกลนำส่งที่ผุพังหลัง หนึ่ง อีกทั้งเพิ่งจะมาได้ไม่นาน เวลานี้นางก็เป็น เหมือนต่งลี่และเนี่ยเทียนที่ยังไม่แน่ใจเหมือนกันว่า ตัวเองอยู่ที่ไหน “ยังนึกว่าจะได้ข้อมูลอะไรจากเจ้าเสียอีก” สีหน้าต่ง ลี่เต็มไปด้วยความผิดหวัง “พวกเราค้นหากันต่อ เถอะ ดูสิว่าจะค้นพบอะไรจากสถานที่ประหลาดที่ อาจเกี่ยวข้องกับเผ่าวิญญาณโบราณแห่งนี้หรือไม่” ต่งลี่เหยียบลงบนเต่าทมิฬอีกครั้งแล้วบินทะยาน นำหน้าไปก่อน
“พวกเจ้ามาที่นี่ได้อย่างไร?” อินย่าหนันถามอย่าง ใคร่รู้ “มาทางโลกลับคล้ายกับของพวกเจ้านั่นแหละ” เนี่ยเทียนอธิบายง่ายๆ เขายังคงเชื่อมโยงกระแสจิต วิญญาณกับดวงตาดารา ไข่มุกวิญญาณมืดและ เกราะมังกรเพลิงเอาไว้ หมายจะค้นหาบางสิ่ง บางอย่างที่ซุกซ่อนอยู่ในฟ้าดินแห่งนี้ให้เจอ “คือว่า เรื่องที่ข้าเคยพูดไปก่อนหน้านี้…” อิน ย่าหนันพูดติดๆ ขัดๆ เนี่ยเทียนหัวเราะหึหึ “เจ้าหมายถึงเรื่องที่เจ้าจะ ยอมให้ข้าแนบชิดด้วยน่ะหรือ?” เนื่องด้วยฝึกวิชาเรือนกายที่พิเศษของสำนักคุมสัตว์ อินย่าหนันที่ร่างกายแข็งแกร่งงดงามจึงประดุจนาง เสือดาวที่เปี่ยมล้นไปด้วยพละกำลัง อันที่จริงแล้วก็ ถือว่ามีเสน่ห์น่าหลงใหลอีกรูปแบบหนึ่ง
นั่นคือความเย้ายวนที่แฝงไว้ด้วยความป่าเถื่อน ความเผ็ดร้อนไม่เหมือนใคร เนี่ยเทียนมองนางแล้วก็พลันหวนนึกไปถึงการ เชื่อมโยงทางจิตวิญญาณที่เคยมีร่วมกับอินย่าหนัน เมื่อครั้งที่ถูกจิตวิญญาณชั่วร้ายของไข่มุกวิญญาณ มืดบงการ ความรู้สึกเช่นนั้น ตอนนี้มาย้อนนึกดูเขาก็ยังรู้สึก เคลิบเคลิ้มไม่หาย “ตอนนั้นข้าแค่พูดเล่น เจ้าอย่าคิดเป็นจริงเป็นจัง” อินย่าหนันเห็นว่าเขาพูดไม่อ้อมค้อมจึงตอบกลับ อย่างเปิดเผยเช่นกัน นางแค่นเสียงหึในลำคอเบาๆ ก่อนจะชี้ไปยังทิศทางที่ต่งลี่หายไป “นังหนูตระกูล ต่งผู้นั้นไม่ใช่คนที่รับมือได้ง่ายๆ ข้าไม่กลัวหรอกว่า เจ้าจะกล้ามาก้อร่อก้อติกกับข้า”
นับตั้งแต่ที่รู้ว่าเนี่ยเทียนเอาชนะเอ้าเฟยลี่หย่าได้ใน มหาสมุทรดาวมอดดับได้ นางก็รู้แล้วว่าต่อให้ ขอบเขตของเนี่ยเทียนสู้นางไม่ได้ แต่ศักยภาพของ เขาก็ยังบดขยี้นางได้อยู่ดี แล้วนับประสาอะไรกับที่ตอนนี้เนี่ยเทียนที่เพิ่ง กลับมาจากสนามรบสุ้ยเมี่ยมีขอบเขตเหนือเกินกว่า นางไปแล้ว? ด้วยฐานะของเนี่ยเทียนในสามดินแดนตอนนี้ หาก เขาคิดจะเอาคำพูดที่นางหลุดปากไปมาเป็นข้ออ้าง ทำอะไรนางเข้าจริงๆ เกรงว่าแม้แต่สิทธิ์จะคร่ำ ครวญนางก็คงไม่มี ไม่แน่ว่าพวกคนของสำนักคุมสัตว์อาจจะชอบใจด้วย ซ้ำที่นางถูกเนี่ยเทียนเอาเปรียบ เพราะอย่างไรซะสำนักคุมสัตว์ก็ถือว่าเป็น ผู้ใต้บังคับบัญชาในนามของเนี่ยเทียน
“อ๊ะ!” เนี่ยเทียนสัมผัสได้ถึงเสียงเรียกขานเร่งร้อนที่แทบจะ ส่งมาพร้อมๆ กันจากวิญญาณวัตถุที่อยู่ทั้งในไข่มุก วิญญาณมืดและเกราะมังกรเพลิง “เนี่ยเทียน!” เสียงของจ้าวซานหลิงเองก็ข้ามผ่านห้วงมิติส่งตรง มาถึงที่แห่งนี้ “ยังมีคนมากับเจ้าอีกหรือ?” อินย่าหนันตะลึง เนี่ยเทียนไม่ได้สนใจนาง เพียงรวบรวมสมาธิสื่อสาร กับวิญญาณวัตถุที่อยู่ทั้งในไข่มุกวิญญาณมืดและ เกราะมังกรเพลิง ก่อนที่สีหน้าของเขาจะค่อยๆ เปลี่ยนมาเป็นแปลก ประหลาด ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี
เล่มที่ 40 บทที่ 1192 หัวใจระดับสิบที่ก่อเกิดขึ้นมาอีกครั้ง!
บ่อโคลนขุ่นคลั่กถูกน้าฝนเทกระหน่้าใส่ราวน้าตก ไหลหลาก สายฟ้าหนาใหญ่หงิกงอหลายเส้นประหนึ่งมังกรที่ โฉบลงสู่บ่อโคลนแล้วหายวับไปไม่เห็นรอย บ่อโคลนแห่งนี้กว้างขวางอย่างยิ่ง รอบด้านว่างเปล่า ไร้สิ่งใด มีเพียงไข่มุกวิญญาณมืดและเกราะมังกร เพลิงเท่านั้นที่ลอยตัวอยู่กลางอากาศเหนือบ่อ “เปรี๊ยะ!” รอยแยกห้วงมิติเส้นหนึ่งถูกฉีกกระชากออก เนี่ยเทียนและพวกจ้าวซานหลิง อินย่าหนัน ต่งลี่ต่าง ก็ทยอยกันลอดออกมา
เส้นสายตาของทุกคนล้วนกวาดลงไปยังบ่อโคลน ด้านล่างโดยอัตโนมัติ บ่อโคลนสีน้าตาลอมเทาที่อัดแน่นไปด้วยโคลนขุ่น คลั่กมอบความรู้สึกแปลกประหลาดอย่างบอกไม่ถูก แก่คนมอง สายฝน สายฟ้าล้วนพากันสาดเทลงมาสู่บ่อแห่งนั้น ชั่วขณะที่เนี่ยเทียนมาถึงเขาก็สังเกตเห็นว่าไข่มุก วิญญาณมืดและเกราะมังกรเพลิงลอยตัวแกว่งๆ อยู่ กลางอากาศคล้ายถูกบ่อโคลนดึงดูดจนเหมือนจะจม ลงไป “เลือดลมของข้าและงูเหลือมเลือดน้าแข็ง…” เรือนกายที่ทั้งแข็งแกร่งและทั้งมีเสน่ห์ของอิน ย่าหนันพลันบิดเบือนรุนแรงคล้ายถูกกระชากจนหัว แทบจะทิ่มลงบ่อ “อู้!”
เรือดาราพุ่งเข้าไปใต้ร่างอินย่าหนันอย่างรวดเร็ว คล้ายดาวตกที่มารองรับนางเอาไว้ “ดูเหมือนว่าอาวุธประเภทบินของเผ่ามนุษย์จะไม่ได้ รับผลกระทบสักเท่าไหร่” จ้าวซานหลิงสีหน้าหนัก อึ้ง ท้าการรับสัมผัสอยู่กับตัวเองเงียบๆ “เมื่อไม่มี พลังเลือดลมที่เข้มข้นก็จะไม่ถูกดึงดูด” เขาไม่ใช่พวกเลือดผสม แล้วก็ไม่ได้ฝึกตนด้วยวิชา เรือนกายอย่างอินย่าหนัน ด้วยเหตุนี้เขาจึงลอยตัวอยู่กลางอากาศได้โดยไม่ได้ รับผลกระทบใดๆ ต่งลี่เองก็มีสีหน้าเป็นปกติ ส่วนเต่าทมิฬที่ไม่รู้ที่มาตัวนั้นก็ส่ายหัวโงนเงนอยู่ข้าง นางเพียงครู่เดียวก็คล้ายจะปรับตัวเข้ากับแรงชักดึง ซึ่งบ่อโคลนมีต่อสิ่งมีชีวิตที่มีเลือดเนื้อเปี่ยมล้นได้ แล้ว
เนี่ยเทียนที่โดยสารอยู่บนเรือดาราก็ปลอดภัยดี แม้ จะได้รับผลกระทบอยู่บ้าง แต่ก็ไม่หนักหนาเพราะมี เรือดาราคอยรองรับ มีเพียงอินย่าหนันและงูเหลือมเลือดน้าแข็งระดับเก้า ตัวนั้นที่ถูกแรงดึงดูดในบ่อคลอนกระชากรั้งจน เกือบจะถูกกลืนเข้าไป “ลงมา” เนี่ยเทียนยกมือขึ้น ไข่มุกวิญญาณมืดและเกราะ มังกรเพลิงก็พากันบินมาโอบล้อมเรือดาราเอาไว้ ไข่มุกวิญญาณมืดและเกราะมังกรเพลิงก็เป็นวัตถุ ประเภทหนึ่ง แต่ด้วยความพิเศษของพวกมันจึงยัง ได้รับการดึงรั้งจากบ่อโคลน กลับเป็นเรือดาราเสีย อีกที่ไม่ได้รับผลกระทบใดๆ “บ่อโคลนมีแรงดึงดูด มันไปกระตุ้นให้เลือดลมของ ข้าผิดปกติ” หลังจากหายตกใจ อินย่าหนันก็กลับมา
มีสติอย่างรวดเร็ว “งูเหลือมเลือดน้าแข็งของข้าก็ถูก ดึงดูดเหมือนกัน อีกอย่างเลือดลมบนร่างข้ายังไหล หายไปในบ่อโคลนอย่างที่มิอาจควบคุมได้ ด้านล่าง นี้ต้องมีอะไรผิดปกติแน่” เนี่ยเทียนหรี่ตาลง ยืนอยู่ตรงปลายฝั่งหนึ่งของเรือ ดาราแล้วก้มหน้ามองบ่อโคลน จ้าวซานหลิงและต่งลี่ก็ยืนประเมินเหตุการณ์อย่าง ละเอียดอยู่ข้างกายเขา “สายเลือด…” เนี่ยเทียนเอ่ยขึ้นเบาๆ สายเลือดแห่งชีวิตพลันถูก กระตุ้นให้ใช้การรับสัมผัสที่เฉียบคมไปส้ารวจความ ผิดปกติใต้บ่อโคลน “ตึกๆๆ!”
เสียงดังกัมปนาทคล้ายเสียงตีกลองเสียงแล้วเสียง เล่ากระหน่้าอยู่ตรงหน้าอกของเนี่ยเทียน เป็นเหตุให้ หัวใจของเนี่ยเทียนเต้นรัวเร็วอย่างห้ามไม่ได้ เนี่ยเทียนพลันหน้าเปลี่ยนสี จ้าวซานหลิง ต่งลี่และอินย่าหนันล้วนสัมผัสไม่ได้ถึง ความผิดปกติ แล้วก็ไม่ได้ยินเสียงระรัวดังสนั่นนั่น ด้วย “ใต้บ่อโคลนมีหัวใจสดใหม่ดวงหนึ่งที่เปี่ยมล้นไป ด้วยพลังชีวิต!” เนี่ยเทียนสูดลมหายใจเข้าลึกหนึ่ง ครั้ง “ฟ้าดินแห่งนี้วิวัฒนาการมาจากพลังงานฟ้าดิน และเลือดลมของเผ่าวิญญาณโบราณระดับสิบท่าน หนึ่ง หัวใจของเขาจมอยู่ใต้บ่อโคลนซึ่งมันคอยดึงดูด พลังเลือดลมต่างๆ มาด้วยตัวเอง ก็เพื่อ…” “ฟื้นคืนชีพอีกครั้ง!” จ้าวซานหลิงเอ่ยแทรก
เนี่ยเทียนพยักหน้ารับพร้อมรอยยิ้มจืดเจื่อน “ถูกต้อง ถ้าหากเป็นสัตว์โบราณหรือพวกมังกรยักษ์ สายเลือดระดับสิบ เพียงแก่นเลือดหยดเดียวก็ สามารถรวบรวมเลือดลม ฟื้นคืนชีพกลับมาได้อีก ครั้ง หากแก่นเลือดสะสมเลือดลมไว้อย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งสร้างหัวใจขึ้นมาได้ จากนั้นค่อยสร้าง เลือดเนื้อและกระดูกเส้นเอ็นต่อจากหัวใจ ก็จะยิ่ง ขยับเข้าไปใกล้การฟื้นคืนชีพมากเท่านั้น” “หากเป็นเช่นนี้ ตลอดหลายล้านปีที่ผ่านมา สัตว์ วิเศษหรือชนต่างเผ่าที่เข้ามาถึงที่แห่งนี้จะ…” จ้าว ซานหลิงตะลึง อินย่าหนันก็พลันหน้าเปลี่ยนสี เนี่ยเทียนไพล่นึกไปถึงงูเหลือมน้าแข็งยักษ์ที่ พยายามแทบตายเพื่อหนีออกจากโลกมายามรกต นึกว่าตัวเองจะรอดชีวิตไปได้ ทว่าพอเข้ามาถึงฟ้า
ดินแห่งนี้ เกรงว่ามันคงกลายมาเป็นกองเลือดกอง หนึ่งที่จมหายเข้าไปในบ่อโคลนนี้แล้ว “หลังจากที่ส้านักคุมสัตว์ของข้าค้นพบค่ายกลผุพัง แห่งนั้นก็เคยคิดจะส่งคนในส้านักเข้ามาส้ารวจ ดูก่อน” อินย่าหนันอธิบาย “เนื่องด้วยค่ายกลหลัง นั้นมีขีดจ้ากัดต่อเลือดเนื้อ คนในส้านักข้าจึงไม่ สามารถถูกน้าส่งมาได้ส้าเร็จ ภายหลังที่หาแนวทาง อื่นเจอจึงส่งสัตว์วิเศษที่ถูกก้าราบและสามารถ สื่อสารกับพวกคนในส้านักเข้ามาที่นี่แทน” “สัตว์วิเศษพวกนั้นต่างก็ถูกส่งมาที่นี่ได้อย่าง ราบรื่น” “แต่ผลกลับกลายเป็นว่าไม่มีตัวไหนได้กลับคืนไป” “เดิมทีงูเหลือมเลือดน้าแข็งของข้าตัวนี้ก็เตรียมจะ ถูกส่งมาส้ารวจที่นี่เหมือนกัน แต่เนื่องจากวิชาการ
ฝึกตนของข้าท้าให้ข้ามีเลือดลมที่เปี่ยมล้นเป็นพิเศษ ข้าจึงเข้ามาพร้อมกับมันได้อย่างราบรื่น” “พอเข้ามาข้าก็ส้ารวจไปทั่ว แต่ไม่เจอสัตว์วิเศษที่ ส้านักคุมสัตว์เคยส่งมาแม้แต่ตัวเดียว สัตว์ชนต่าง เผ่าหรือสิ่งมีชีวิตอย่างอื่นก็ไม่พบเจอเช่นกัน” “ก่อนหน้านี้ข้ายังสงสัยว่าสัตว์วิเศษพวกนั้นไปอยู่ที่ ไหน ดูท่าค้าตอบคงอยู่ในบ่อโคลนนี้แล้วล่ะ” จ้าวซานหลิงพยักหน้ารับ “ที่มันก้าหนดขีดจ้ากัดต่อ มนุษย์ก็เพราะมนุษย์ไม่มีเลือดลม มีแต่พลังวิญญาณ อย่างเดียว ซึ่งไม่มีประโยชน์อะไรต่อการฟื้นคืนชีพ ของมัน มีเพียงคนที่มีเลือดลมเปี่ยมล้นหรือสัตว์ วิเศษและชนต่างเผ่าเท่านั้นที่พอพลัดหลงเข้ามาที่นี่ ถึงจะได้รับผลกระทบและค่อยๆ ถูกดูดเลือดลมไป จนหมด”
เนี่ยเทียน อินย่าหนัน งูเหลือมเลือดน้าแข็ง หรือ แม้แต่เกราะมังกรเพลิงต่างถือเป็นหนึ่งในสิ่งมีชีวิตที่ มีเลือดลมเปี่ยมล้น ขอแค่คนหรือสัตว์ที่มีเลือดลมอุดมสมบูรณ์มา เคลื่อนไหวอยู่รอบๆ บ่อโคลน เลือดลมของพวกเขา ก็จะค่อยๆ ไหลหายไป ด้วยขอบเขตของเนี่ยเทียนในเวลานี้ เมื่อใช้พลังของ ดวงตาดาราจึงเห็นอย่างชัดเจนว่ามีหมอกควันสี เลือดเป็นเส้นๆ ลอยออกจากร่างพวกเขาจมลงสู่บ่อ โคลน “ก็แค่เผ่าวิญญาณโบราณคนหนึ่งที่ยังตายไม่สนิท และใช้ชีวิตอยู่เพื่อรอความตายไปวันๆ เท่านั้น” ต่ง ลี่แค่นเสียงอย่างดูแคลน “ต่อให้เป็นระดับสิบ ทว่ามี แค่หัวใจอย่างเดียวก็ไม่น่ากลัวเสมอไป เจ้าสิ่งนี้มี ความคิดชั่วช้า ทิ้งค่ายกลน้าส่งและแท่นบูชาไว้ตั้ง
มากมายเพื่อล่อให้สัตว์วิเศษและชนต่างเผ่ามาติดกับ เพียงแค่เพื่อต้องการให้ตัวเองฟื้นคืนชีพ” “ระดับสิบที่ตายไปแล้ว” เนี่ยเทียนเองก็หัวเราะหึหึ นาทีถัดมาเขาก็กระตุ้นพรสวรรค์อันเป็นเอกลักษณ์ อย่างการสูบดึงพลังชีวิต “ฟู่วๆ!” เส้นเลือดสีแดงสดบางดุจเส้นผมหลายเส้นพุ่งออก จากร่างเขาแล้วทิ่มแทงลงยังบ่อโคลนด้านล่าง “พรึ่บ!” เปลวเพลิงสีฟ้าอมเขียวชั้นหนึ่งพลันลุกไหม้แล้วผุด ขึ้นมาจากผิวของบ่อโคลน เปลวเพลิงสีฟ้าอมเขียวลุกโหมโชติช่วง ก่อนที่ม่าน แสงพลังงานบางๆ สีเดียวกันอีกชั้นหนึ่งจะก่อตัว ขึ้นมาปกคลุมไปทั่วบ่อโคลนกว้างใหญ่อย่างรวดเร็ว
แรงดึงดูดทางเลือดลมขุมหนึ่งที่เผด็จการยิ่งกว่าและ รุนแรงยิ่งกว่าก่อนหน้านี้นับร้อยเท่าพลันเกิดขึ้น! แรงดึงดูดนี้เหมือนจะขานรับเป็นหนึ่งเดียวกับฟ้าดิน แห่งนี้ ขอแค่สิ่งมีชีวิตที่มีเลือดเนื้อใดๆ ก็ตามก้าวมาถึงที่นี่ และบ่อโคลนระเบิดพลังงานก็จะถูกมันดึงดูดเอา เลือดลมที่เข้มข้นให้จมหายเข้าไปในบ่อจนหมด เพื่อให้กลายมาเป็นสารบ้ารุงซึ่งช่วยสร้างกระดูก และเลือดเนื้อให้กับมัน “เป็นแรงดึงดูดทางเลือดลมที่แข็งแกร่งยิ่งนัก!” อินย่าหนันหน้าซีดขาว แม้แต่งูเหลือมเลือดน้าแข็ง ระดับเก้าก็ยังตัวสั่นเทิ้ม ด่านล่างต้องมีหัวใจของต้าจุนเผ่าวิญญาณโบราณอยู่ แน่นอน ซึ่งต่อให้เขาจะตายไปหลายปีแล้ว แต่เมื่อ
หัวใจก่อก้าเนิดขึ้นมาก็หมายความว่าเขาต้องมีพลัง อย่างตอนที่เคยมีชีวิตอยู่ในระดับที่แน่นอน อีกทั้งเดิมทีพื้นที่แห่งนี้ก็เกิดจากการรวมตัวกันของ มหาสมุทรเลือดลมที่แผ่กระจายของเขากับพลังงาน ฟ้าดินอยู่แล้ว เมื่อเผชิญหน้ากับแรงดึงดูดจากบ่อโคลน งูเหลือม เลือดน้าแข็งสายเลือดระดับเก้าขั้นต้นก็พลันเกิด ความรู้สึกไร้เรี่ยวแรงให้ต้านทาน ถึงขั้นเกิดความ กระตือรือร้นอยากจะเสียสละตัวเองเพื่อท้าให้ต้าจุน ที่อยู่ข้างในนั้นสมปรารถนาด้วยซ้า กลับเป็นเต่าทมิฬที่ดวงตาเล็กเท่าเมล็ดข้าวเสียอีกที่ สายตาเต็มไปด้วยความเย็นชา เต่าทมิฬสายเลือดระดับแปดกลับสามารถต่อต้าน แรงดึงดูดน่ากลัวจากบ่อด้านล่างและยังคงรักษา
สายเลือดแห่งความมืดของตัวเองเอาไว้ได้โดยที่ เลือดลมไม่ไหลหายไปแม้แต่เสี้ยวเดียว รอจนอินย่าหนันสังเกตเห็นนางก็ตื่นตะลึงจนมิ อาจจะตะลึงไปได้มากกว่านี้อีกแล้ว นางไม่เข้าใจ เลยว่าเหตุใดสัตว์วิเศษระดับแปดธรรมดาๆ ตัวหนึ่ง ถึงสามารถต้านทานเสียงเรียกขานจากหัวใจและ การก้าราบของสายเลือดที่เหนือกว่าจากต้าจุนระดับ สิบเผ่าวิญญาณโบราณได้ “เปรี้ยงๆๆ!” และเวลานี้เอง เส้นใยสีเลือดแดงฉานที่เนี่ยเทียน สาดยิงเข้าไปเบื้องล่างก็ปะทะกับม่านแสงสีฟ้าอม เขียว จนม่านแสงสีฟ้าอมเขียวระเบิดออก สะเก็ดไฟสีฟ้าอมเขียวเป็นกลุ่มๆ ปลิวกระจายขึ้นมา จากพื้นผิวของบ่อโคลน ก่อนจะบินรี่เข้าหาเนี่ย
เทียน อินย่าหนัน งูเหลือมเลือดน้าแข็งและเต่าทมิฬ ราวกับมีสติปัญญาเป็นของตัวเอง มันเลือกที่จะมองข้ามต่งลี่และจ้าวซานหลิงไปอย่าง สิ้นเชิง เห็นได้ชัดว่าต่งลี่และจ้าวซานหลิงที่ไม่มีเลือดลม อุดมสมบูรณ์ต่างก็ไม่ใช่เหยื่อของมัน ไม่ว่าพวกเขา จะเป็นหรือตายก็ล้วนไม่มีประโยชน์ใดๆ ต่อมัน “พวกเจ้า รู้ที่มาของมันหรือไม่” กระแสจิตวิญญาณของเนี่ยเทียนสอบถามไปยัง วิญญาณวัตถุของไข่มุกวิญญาณมืดและเกราะมังกร เพลิงพร้อมๆ กัน ก่อนที่เขาจะเก็บเอาเลือดลมแห่ง ชีวิตกลับคืนมา เปลี่ยนมาใช้พลังงานในมหาสมุทร วิญญาณจุดตันเถียนเพื่อสร้างเส้นป้องกันไว้ตรง หน้าอกของตัวเองใหม่อีกครั้ง ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 40 บทที่ 1193 ปลาวาฬกลืนอสนี
วิญญาณวัตถุของไข่มุกวิญญาณมืดเกิดขึ้นมาจาก วิญญาณของมหาราชาระดับเก้าเผ่าอสูรกายปะปน กับจิตวิญญาณเสี้ยวหนึ่งของเนี่ยเทียน ส่วนเกราะมังกรเพลิงนั้นมีวิญญาณมังกรอยู่ด้านใน เนี่ยเทียนคิดว่าการที่ไข่มุกวิญญาณมืดและเกราะ มังกรเพลิงหาที่แห่งนี้เจอก็อาจจะรู้ที่มาของเจ้าของ หัวใจที่อยู่เบื้องล่างนั้นก็เป็นได้ โดยเฉพาะเกราะมังกรเพลิง มังกรเพลิงคือสายของมังกรยักษ์ หนึ่งในเผ่า วิญญาณโบราณ “สัตว์โบราณ—ปลาวาฬกลืนอสนี!”
ความคิดที่ชัดเจนส่งตรงจากเกราะมังกรเพลิงเข้าสู่ มหาสมุทรจิตวิญญาณของเนี่ยเทียน “เปรี๊ยะๆ!” เมื่อก้มหน้าลงมองอีกครั้ง เนี่ยเทียนก็สังเกตเห็นว่า สะเก็ดไฟสีฟ้าอมเขียวนั้นเกิดจากสายฟ้าโค้งงอ จริงๆ ม่านแสงที่เขาสร้างขึ้นมาจากพลังของเปลวเพลิง ดวงดาวและพืชหญ้าถูกสะเก็ดไฟสีฟ้าอมเขียวพุ่ง เข้าโจมตี พลังวิญญาณจึงถูกเผาผลาญไปอย่าง รวดเร็ว “ตึง!” เรือดาราที่เขาโดยสารอยู่ถูกเขากระตุ้นหินดวงดาวที่ ปูอยู่เต็มพื้นเรือ เขตอาคมดวงดาวจึงพลันปรากฏ ขึ้น
เมื่อเขตอาคมดวงดาวเผยตัวก็เหมือนมีแสงดาว ดารดาษสะท้อนวิบวาวอยู่เหนือศีรษะเขา เมื่อ ประกอบเข้ากับคาถาสะเก็ดดาวและพลังดวงดาวใน ร่างของเขา มันก็กลายมาเป็นการป้องกันที่ แข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิม สะเก็ดเพลิงสีฟ้ามรกตที่บินออกมาจากบ่อโคลน ด้านล่างไม่สามารถแทรกซอนเข้ามาได้ในทันที “ด้านล่างคือสัตว์โบราณตัวหนึ่งที่ชื่อว่าปลาวาฬ กลืนอสนี ตอนมีชีวิตอยู่สายเลือดคือระดับสิบ ไม่รู้ ว่ามาตายอยู่ที่นี่ได้อย่างไร” เนี่ยเทียนตะโกนเสียง ดัง “ข้าเดาเอาว่าในอดีตเผ่าวิญญาณโบราณคงจะ จับเผ่ามนุษย์เป็นทาสแล้วให้มาบุกเบิกดินแดนที่ พวกเราอยู่อาศัย ทว่าเนื่องด้วยการลุกผงาดของเผ่า มนุษย์ เป็นเหตุให้มันกลับเป็นฝ่ายถูกฆ่าแทน ทะเล เลือดลมของมันหรือไม่ก็แก่นเลือดของมันสามารถ
หนีรอดมาได้ จนกระทั่งค่อยๆ เกิดการเปลี่ยนแปลง แล้วกลายมาเป็นพื้นที่พิเศษแห่งนี้” “ปลาวาฬกลืนอสนี?” จ้าวซานหลิงงงงัน ส่ายศีรษะ “ไม่เคยได้ยินชื่อสัตว์โบราณชนิดนี้มาก่อนเลย” ต่งลี่เองก็มึนงงไม่ต่างกัน กลับเป็นอินย่าหนันที่ตะลึงอย่างหนัก “ปลาวาฬ กลืนอสนีสายเลือดระดับสิบ? ข้ารู้แค่ว่าปลาวาฬ กลืนอสนีที่สายเลือดแข็งแกร่งที่สุดในขอบเขตของ เผ่าสัตว์โบราณทุกวันนี้เหมือนจะมีสายเลือดอยู่แค่ที่ ระดับแปดเท่านั้น ปลาวาฬกลืนอสนีระดับสิบข้าไม่ เคยได้ยินมาก่อน เกรงว่ามันคงอยู่ห่างไกลเกินกว่า ยุคสมัยนี้ของพวกเราไปมากนัก” จ้าวซานหลิงเรียกเจดีย์ซวีหลิงออกมา ต่งลี่เองก็มี แสงมืดดำห่อหุ้มร่างกายป้องกันตัวเองเอาไว้ ทว่า
สะเก็ดไฟสีฟ้าอมเขียวพวกนั้นกลับไม่เห็นพวกเขา อยู่ในสายตาแม้แต่น้อย ดังนั้นพวกเขาจึงเป็นคนที่ผ่อนคลายมากที่สุด “ปลาวาฬกลืนอสนี…” ข้อมูลอย่างใหม่ถูกเกราะมังกรเพลิงทยอยส่งมาให้ อย่างต่อเนื่อง บวกกับคำบอกเล่าของอินย่าหนัน ไม่นานเนี่ยเทียน ก็รู้ว่าสัตว์โบราณอย่างปลาวาฬกลืนอสนีนี้กลืนกิน เมฆที่มีสายฟ้าเป็นอาหาร ทั้งยังต้องอยู่ในดินแดน พิเศษที่มีบ่อสายฟ้าถึงจะเพิ่มระดับทางสายเลือดได้ ปลาวาฬกลืนอสนีระดับต่ำจะทำได้แค่กลืนกิน สายฟ้าในดินแดนหนึ่งเท่านั้น แต่ในตำนานบอกว่า ปลาวาฬกลืนอสนีระดับเก้าสามารถโบยบินไปทั่ว ทางช้างเผือกเพื่อตามหาเมฆสายฟ้ามากลืนกินด้วย ตัวเอง
ปลาวาฬกลืนอสนีระดับสิบจะสามารถรับสัมผัสได้ ว่าในทางช้างเผือกอันกว้างใหญ่ไพศาลจุดใดที่มีบ่อ สายฟ้า แล้วก็จะเดินทางนับร้อยล้านลี้เพื่อไปชุบ หลอมบ่อสายฟ้าเหล่านั้นมาสร้างความแข็งแกร่ง ให้แก่สายเลือดของตัวเอง สายเลือดของปลาวาฬกลืนอสนีก็มีพลังสายฟ้าอยู่ ด้านใน คือหนึ่งในสัตว์โบราณที่มีพลังสายฟ้าใน ครอบครอง “ปังๆๆ!” ขณะที่เนี่ยเทียนกำลังครุ่นคิด บ่อโคลนด้านล่างก็ พลันเดือดปะทุจนเศษโคลนปลิวว่อน แล้วจู่ๆ หัวใจขนาดมหึมาสีฟ้าเข้มดวงหนึ่งก็ปรากฎ ออกมา “ตึกๆๆ!” หัวใจดวงนั้นกินพื้นที่หลายไร่ มันเต้นระรัวรุนแรง
ในหัวใจมีโซ่ผลึกสายเลือดสีฟ้าโปร่งใสเด่นชัดอยู่ หลายเส้น และยังมีหลอดเลือดอีกมากมายที่ เชื่อมโยงกับหัวใจยื่นขยายไปยังจุดอื่น พลังเลือดลมที่เข้มข้นแผ่กระเพื่อมออกมาจากใน หัวใจดวงยักษ์ที่เต้นกระหน่ำอย่างบ้าคลั่ง โซ่ผลึกสายเลือดลึกลับซับซ้อนจำนวนมากพลันส่อง แสงพร่างพราวขึ้นพร้อมกัน สายฟ้าที่มาพร้อมกับ เสียงฟ้าคำรามก็ดังกึกก้องตามมาด้วย “ครืนๆๆ! ครืนๆๆ!” เสียงฟ้าร้องดังไม่ขาดสาย โลกทั้งใบที่แปรสภาพมา จากทะเลเลือดลมของมันถึงกับโยกคลอนตามไป ด้วย ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นถูกเสียงฟ้าคำรณโจมตีอย่าง ดุเดือด เนี่ยเทียน ต่งลี่ จ้าวซานหลิงต่างก็หน้า
เปลี่ยนสี ดวงตาเล็กเย็นชาของเต่าทมิฬเริ่มแสดง ความไม่สบอารมณ์ “เปรี้ยง!” จู่ๆ สายฟ้าสีฟ้าแวววาวเส้นหนึ่งที่ไม่รู้ว่าโผล่มาจาก ไหนก็พลันระเบิดออก สายฟ้านั้นผลุบๆ โผล่ๆ อยู่กลางอากาศ รอจนทุก คนสังเกตเห็นก็ตะลึงค้างกันไปทันที เพราะพวกเขา ค้นพบว่ามีสายฟ้าสีฟ้าแน่นขนัดที่ปะปนมากับพลัง ของสายเลือดผ่าลงมายังมหาสมุทรจิตวิญญาณของ พวกเขาโดยที่พวกเขาไม่รู้ตัวแม้แต่น้อย แต่ไรไหนมา สายฟ้าก็เป็นดาวพิชิตจิตวิญญาณอยู่ แล้ว! แม้แต่เนี่ยเทียนก็ยังรู้สึกชาไปทั้งหนังศีรษะ หัว สมองปวดร้าวราวกับจะระเบิดแตก
ไข่มุกวิญญาณมืดที่ถูกเขาเรียกออกมาให้สำรวจไป รอบด้านรู้สึกหวาดกลัวมากที่สุด มันจึงเป็นฝ่ายหด กลับเข้าไปอยู่ในแหวนเก็บของของเขาก่อนใคร จิตวิญญาณของไข่มุกวิญญาณมืดไม่อาจช่วยเหลือ อะไรเขาในเวลานี้ได้เลย สายเลือดที่ปลาวาฬกลืนอสนีระดับสิบระเบิด ออกมาเป็นตัวพิชิตมันได้อย่างพอเหมาะพอดี! “เพล้ง!” กำไลหยกบนข้อมือของจ้าวซานหลิงพลันระเบิด แตก เขาขมวดคิ้วน้อยๆ ปรายตามองเนี่ยเทียนพลางพูด ว่า “แท่นบูชาที่ส่งเจ้าและข้าเข้ามาแตกออกแล้ว พลังของปลาวาฬกลืนอสนีทำให้ฟ้าดินแห่งนี้เสีย สมดุล เป็นเหตุให้ค่ายกลห้วงมิติที่ข้าสลักไว้ภายหลัง มิอาจทานรับได้จึงแตกไปก่อน”
“หมายความว่าพวกเราออกไปไม่ได้แล้วงั้นรึ?” ประกายเย็นเฉียบในดวงตาเนี่ยเทียนยิ่งเข้มข้นมาก ขึ้นเรื่อยๆ “เดิมทีสถานที่แห่งนี้ก็คือหลุมพรางหลุมหนึ่ง” เจดีย์ซวีหลิงของจ้าวซานหลิงเหมือนหมวกใบหนึ่งที่ ครอบนิ่งอยู่บนศีรษะของเขา มีดแสงห้วงมิติที่สว่างพร่างพราวสาดเทลงมาอย่าง ต่อเนื่องราวกับม่านไข่มุก “บางทีก่อนหน้านี้อาจไม่ใช่หลุมพราง แต่เป็น สถานที่วิเศษที่เรียกให้สัตว์วิเศษด้านนอกพากันแห่ เข้ามา” เขากล่าวต่อ “แต่ว่าเมื่อปลาวาฬกลืนอสนี ตายไป แก่นเลือดและหัวใจของมันต่างก็จมอยู่ที่นี่ ในเมื่อมันอยากจะฟื้นคืนชีพอีกครั้งก็ย่อมต้องคิดหา วิธีดึงเอาพลังเลือดลมมาจากสิ่งมีชีวิตจำนวนมาก”
“มันจะฟื้นคืนชีพ นั่นก็หมายความว่าสิ่งมีชีวิต มากมายต้องตายไป” “บนโลกใบนี้ ความเป็นความตายของสรรพชีวิต ล้วนมีกฎเกณฑ์กำหนดไว้ สิ่งหนึ่งอยากจะฟื้น คืนกลับมา ก็ย่อมต้องทำให้สิ่งมีชีวิตมากมายสูญสิ้น ไป ลำพังเพียงแค่ปลาวาฬกลืนอสนีระดับสิบสร้าง หัวใจขึ้นมา หลอดเลือดมากมายที่แผ่ขยายออกไป จากหัวใจของมันก็ต้องทำให้สิ่งมีชีวิตมากมาย โดยเฉพาะสิ่งมีชีวิตเผ่าพันธ์เดียวกับมันต้องมาตายอ นาถอยู่ที่นี่” “ขนาดเผ่าเดียวกันมันยังทำร้ายได้ แล้วนับประสา อะไรกับพวกเรา?” ต่งลี่เองก็กล่าวว่า “นี่คือแผนการชั่วร้ายที่วางไว้นาน แล้ว” “โฮก!”
เต่าทมิฬคำรามกร้าวคล้ายทนไม่ไหวอีกต่อไป เพียง ร่างของมันขยับเคลื่อนไหวก็คล้ายลูกหนังที่ถูกเป่า ลมให้ขยายใหญ่อย่างรวดเร็ว กลับเป็นงูเหลือมเลือดน้ำแข็งของอินย่าหนันเสียอีก ที่พอเผชิญหน้ากับการดูดดึงเลือดลมจากปลาวาฬ กลืนอสนีกลับตัวสั่นสะท้าน สายเลือดถูกกำราบโดย สัญชาตญาณจนไม่กล้าทำอะไรบุ่มบ่าม เมื่อเต่าทมิฬขยายร่างให้อยู่ในสภาวะที่แข็งแกร่ง ที่สุด งูเหลือมเลือดน้ำแข็งก็บังเกิดความหวาดกลัว อย่างเข้มข้นอีกครั้ง “ก็แค่หัวใจดวงเดียวเท่านั้น” เนี่ยเทียนนิ่งคิดไปพักหนึ่งก็เรียกเอาท่อนกระดูกของ สัตว์ยักษ์มวลดาราที่จิตวิญญาณด้านในอยู่ในสภาวะ จำศีลออกมา
จิตวิญญาณในท่อนกระดูกไม่มีปฏิกิริยาตอบสนอง ใดๆ เนี่ยเทียนจึงไม่สามารถใช้สายเลือดไปกระตุ้น ให้ท่อนกระดูกแข็งแกร่งและทำให้มันสำแดง พรสวรรค์ทางสายเลือดอันมหัศจรรย์ออกมาได้ ที่เขาทำก็แค่เพียงถือท่อนกระดูกไว้ในมือแล้ว ทะยานออกไปจากเรือดารา ร่างของเขาที่แล่นออกไปราวดาวตก ครั้นจึงเงื้อท่อน กระดูกแล้วจ้วงแทงลงไปยังหัวใจที่โผล่ออกมาจาก ในบ่อโคลน “ตึง!” และเวลานี้เอง หัวใจของเขาก็พลันเต้นกระหน่ำ อย่างบ้าคลั่ง! ปราณเลือดสีเขียวอันเป็นตัวแทนของสายเลือดแห่ง ชีวิตซึ่งจำศีลอยู่ในหัวใจเขามาเนิ่นนานคล้ายจะฟื้น
ตื่นขึ้นมากะทันหัน และพรสวรรค์ทางสายเลือด อย่างใหม่ก็ได้ทำการเลื่อนขั้นไปอีกครั้ง นี่เป็นเรื่องไม่คาดฝันที่สร้างความปิติยินดีให้แก่เขา อย่างยิ่ง! ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 40 บทที่ 1194 โลกกลมสำหรับคนเป็นศัตรู
แสงสีเขียวพร่างพราวส่องเจิดจ้าออกมาจากใน ปราณเลือดสีเขียวเส้นนั้น โซ่ผลึกสายเลือดที่มีสีเขียวใสทว่าบางเฉียบหลาย เส้นถูกกระตุ้นให้ก่อกำเนิด โซ่ผลึกสายเลือดทุกเส้นที่ก่อตัวได้สำเร็จย่อม หมายความว่าความมหัศจรรย์ของสายเลือดแห่ง ชีวิตเกิดการแปรสภาพอย่างใหม่ ซึ่งอาจจะมี พรสวรรค์ทางสายเลือดแบบใหม่ปรากฏขึ้น ทำให้ ระดับทางสายเลือดฝ่าทะลุไปอีกขั้น “ตึกๆๆ!”
เสียงหัวใจของเขาเต้นโลดอย่างแข็งแรงและทรง พลัง ราวกับกำลังขานรับอยู่กับหัวใจของปลาวาฬ กลืนอสนีที่อยู่เบื้องล่าง เนี่ยเทียนรู้ดีว่าหากสายเลือดแห่งชีวิตเกิดอาการ ประหลาดเช่นนี้ การเลื่อนขั้นทางสายเลือด การ ก่อกำเนิดของพรสวรรค์ก็จะสำเร็จลุล่วงตามไปด้วย เพียงแต่ว่าอาจจะต้องรออีกระยะหนึ่ง การแปร สภาพถึงจะสำเร็จเสร็จสิ้นอย่างสมบูรณ์ ตอนนี้เขาจึงยังไม่สนใจการเปลี่ยนแปลงทาง สายเลือด เพียงกรอกเทเลือดลมไปให้แก่กระดูกของ สัตว์ยักษ์มวลดารา แล้วโจมตีไปยังปลาวาฬกลืน อสนี “เปรี๊ยะ!”
วงแสงสีแดงฉานวงหนึ่งพลันเปล่งประกายออกมา จากท่อนกระดูกของสัตว์ยักษ์มวลดาราที่มีความยาว เพิ่มมากขึ้น ปราณอันเป็นลักษณะเฉพาะของสัตว์ยักษ์มวลดารา อบอวลไปทั่วอย่างเป็นธรรมชาติ นั่นคือสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่โตซึ่งอยู่เหนือสุดของห่วง โซ่อาหารในยุคดั้งเดิม คอยจับสิ่งมีชีวิตอย่างเทพ ยักษ์ค้ำฟ้า มังกรยักษ์และเผ่าสัตว์โบราณกินเป็น อาหาร ใช้พลังงานทั่วฟ้าดินมาเป็นสารบำรุงเพิ่ม ความแข็งแกร่งให้กับสายเลือดของตัวเอง หัวใจดวงนั้นของปลาวาฬกลืนอสนีพลันสัมผัสได้ถึง ปราณที่ผิดแผกออกไป เปลวเพลิงสีฟ้าอมเขียวจำนวนนับไม่ถ้วนจึงลุกไหม้ โหมกระหน่ำอยู่บนพื้นผิวภายนอกของหัวใจขนาด ยักษ์
“ไม่ ไม่นะ” เนี่ยเทียนเหมือนจะได้ยินเสียงร้องคำรามที่ทั้งสิ้น หวังและเจ็บปวดหวาดกลัวดังมาจากหัวใจดวงนั้นได้ แว่วๆ “ตูม!” ฟ้าดินพลันสั่นสะเทือน พื้นดินที่ตั้งของหัวใจของปลาวาฬกลืนอสนีปริแตก ถล่มยวบลงไปอย่างรวดเร็ว ก้อนเมฆบนท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยสายฟ้าซึ่งก่อนหน้า นี้อำพรางตัวไม่เผยกายพากันปรากฏออกมาคล้าย ทะเลสายฟ้าที่ติดไฟ “ฟิ้วๆๆ!” สายฟ้าหนาสิบกว่าเมตร ยาวหลายพันเมตรเท กระหน่ำลงมาจากในบ่อสายฟ้าที่เคยถูกปลาวาฬ กลืนอสนีกลืนกินแล้วโยนเก็บเข้าไปไว้ในท้องฟ้า
นี่คือพลังส่วนหนึ่งของตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ซึ่งปลาวาฬ กลืนอสนีระดับสิบสามารถเอามาใช้ได้โดยผ่านหัวใจ ดวงนั้น! “สายฟ้าเช่นนี้แฝงพลังแห่งการระเบิดเอาไว้ น่ากลัว ไม่น้อย!” ต่งลี่หน้าเปลี่ยนสีเล็กน้อย รีบพลิ้วกายลงบน กระดองกว้างใหญ่ของเต่าทมิฬแล้วหันมาพูดกับจ้าว ซานหลิง “ตัวเจ้าเองก็ระวังหน่อย! แม้ว่าสายฟ้า พวกนี้จะไม่ได้พุ่งเป้ามาที่เจ้าและข้า แต่หากโดนเข้า โดยไม่ทันระวังล่ะก็ซวยแน่” “วางใจเถอะ วิชาที่ข้าเชี่ยวชาญก็คือพลังแห่งห้วง มิติ” จ้าวซานหลิงกล่าวอย่างโอหัง อินย่าหนันหน้าม่อย เรือนกายที่แข็งแกร่งงดงาม ของนางขดอยู่ใต้ท้องงูเหลือมเลือดน้ำแข็งโดยมี เกล็ดแข็งแกร่งของมันคอยปกป้องเอาไว้
ทว่าเลือดลมของทั้งนางและของทั้งงูเหลือมเลือด น้ำแข็งต่างก็กำลังไหลหายไปอย่างรวดเร็ว เมื่อเผชิญหน้ากับการดูดซับเลือดลมจากปลาวาฬ กลืนอสนีเบื้องล่าง งูเหลือมเลือดน้ำแข็งสายเลือด ระดับเก้าที่เทียบเคียงได้กับมหาราชาชนต่างเผ่า กลับเกิดความหวาดกลัวโดยสัญชาตญาณ แม้แต่ ความคิดที่จะต่อต้านก็ยังไม่มี นี่จึงทำให้นางกลัดกลุ้มอย่างถึงที่สุด งูเหลือมเลือดน้ำแข็งตัวนี้คือพันธ์ผสมระหว่างงู เหลือมน้ำแข็งยักษ์กับงูเหลือมลายเลือด จัดว่าอยู่ใน อันดับต้นๆ ของสัตว์วิเศษมากมายในสำนักคุมสัตว์ ทว่าเหตุใดเมื่อมาเจอกับปลาวาฬกลืนอสนีระดับสิบ ถึงได้อ่อนด้อยขนาดนี้? “เจ้ามานี่เถอะ!”
ต่งลี่กวักมือเรียกให้อินย่าหนันมาหลบอยู่กับเต่า ทมิฬ น่าเสียดายที่งูเหลือมเลือดน้ำแข็งของอินย่าหนันก ลับขยับเขยื้อนตัวไม่ไหว เวลานี้เนื่องจากบ่อสายฟ้าบนท้องฟ้าลุกไหม้ โลกทั้ง ใบจึงเหมือนโชติช่วงไปด้วยเปลวเพลิง “เปรี๊ยะ!” จู่ๆ ก็มีลำแสงพร่างพราวเส้นหนึ่งเปล่งวาบขึ้นมา ท่ามกลางสายฟ้าที่แลบปลาบอย่างบ้าคลั่ง “ตูม!” ตอนที่เนี่ยเทียนแทงท่อนกระดูกของสัตว์ยักษ์มวล ดาราลงไปบนบ่อโคลนกลับค้นพบว่าหัวใจใหญ่ยักษ์ ของปลาวาฬกลืนอสนีกลับจมหายเข้าไปด้านใต้ ทิ้ง ไว้เพียงสะเก็ดเพลิงสีฟ้ามรกตที่ลุกไหม้เท่านั้น
กลับเป็นบนท้องฟ้าที่ยังมีเสียงฟ้าร้องฟ้าผ่า สอดแทรกมากับเสียงประหลาดไม่หยุด เสียงประหลาดที่ว่าก็คือเสียงของเผ่ามนุษย์! “บ่อสายฟ้า บ่อสายฟ้าในหมู่เมฆหลายสิบบ่อ!” “มีเพียงพื้นที่พิเศษบางแห่งที่มีพลังสายฟ้าเปี่ยมล้น เท่านั้น ในจุดลึกของก้อนเมฆถึงจะสะสมสายฟ้าจน กลายมาเป็นบ่อสายฟ้าเช่นนี้ได้” “แต่ว่าบ่อสายฟ้าระดับสูงซึ่งมีพลังสายฟ้าดุเดือด ซ่อนเร้นอย่างที่แห่งนี้กลับมีน้อยยิ่งกว่าน้อยเสีย อีก!” “บางทีคงมีเพียงสัตว์โบราณอย่างปลาวาฬกลืนอสนี เท่านั้นที่ถึงจะสามารถใช้พลังของเลือดลมมากลืน กินสายฟ้าแล้วเก็บสะสมมันเอาไว้ได้”
“ปลาวาฬกลืนอสนีสายเลือดระดับสิบตัวนั้นต้องอยู่ ที่นี่แน่นอน ข้ายังสัมผัสได้ถึงปราณที่แผ่ไพศาลของ มันด้วย” “ระดับสิบ ระดับต้าจุน! ต่อให้ตายไป ขอแค่มีของ ทิ้งไว้ก็ไม่เสียแรงที่พวกเราดั้นด้นเดินทางมา!” “ถูกต้อง!” เสียงแล้วเสียงเล่าดังแว่วมาจากท้องฟ้าที่ตอนนี้มีทั้ง ฟ้าแลบฟ้าร้องดังสนั่นหวั่นไหว ในบรรดาเสียงเหล่านั้นกลับมีบางเสียงที่พวกเนี่ย เทียน จ้าวซานหลิงและต่งลี่รู้สึกคุ้นหู “เพี๊ยะ!” หลังจากที่เนี่ยเทียนเบี่ยงหลบสายฟ้าหนายาวหลาย เส้นมาได้ สายฟ้าที่เป็นแส้ยาวเหล่านั้นก็ฟาดโบยลง บนบ่อโคลนเบื้องล่าง จากนั้นก็ถูกดูดหายเข้าไปใน บ่อโคลน
ก่อนที่เงาร่างมากมายจะลอดผ่านอุโมงค์บางจุดบน ท้องฟ้าออกมา มารสายฟ้าหยวนจิ่วชวน หันเซิน และยังมีผู้เฒ่าแดนเอตทัคคะช่วงท้ายท่าทางเคร่ง ขรึมคนหนึ่งที่เชี่ยวชาญพลังสายฟ้า ซึ่งพอคน เหล่านั้นปรากฏตัวต่างก็หันมาจ้องพวกเนี่ยเทียน ด้วยสีหน้าประหลาดใจ “พวกเจ้าเองรึ!” หยวนจิ่วชวนและหันเซินจ้องเนี่ยเทียน จ้าวซานห ลิงและต่งลี่ด้วยสายตาเย็นชา รู้สึกปวดหัวขึ้นมา ทันที ก่อนหน้านี้ไม่นานในพื้นที่ห้วงมิติปั่นป่วน เนี่ยเทียน ต่งลี่ จ้าวซานหลิงและเผยฉีฉีเคยจับตัวหยวนจิ่วชวน ทั้งยังบังคับให้หันเซินต้องยอมเชื่อฟังแต่โดยดี
ภายหลังเนื่องจากเฟิงเป่ยหลัวแห่งสำนักศพฟ้า ปรากฏตัว หยวนจิ่วชวนถึงรอดไปได้ และหลังจากนั้นเนี่ยเทียนที่อยู่ในสนามรบสุ้ยเมี่ยก็ ได้ยินมาอีกว่าหยวนจิ่วชวน หันเซินและใครอีก หลายคนได้ไปที่ดินแดนสายฟ้านิรันดร์ และเกือบจะ ฆ่าล้างสำนักอสนีสวรรค์ได้สำเร็จ ด้วยเหตุนี้โม่เหิงถึงได้ล้มเลิกการเฝ้าพิทักษ์เขาแล้ว เร่งเดินทางไปยังดินแดนสายฟ้านิรันดร์ จากนั้นอีก ฝ่ายก็หายตัวไป ใครจะไปคาดคิดว่าพื้นที่ประหลาดแห่งหนึ่งที่เกิด จากการผสมผสานระหว่างเลือดลมของปลาวาฬ กลืนอสนีและพลังงานฟ้าดินจะทำให้คนเหล่านี้ กลับมาเจอกันอีกครั้ง? พวกเขามึนงงอย่างหนัก เนี่ยเทียนเองก็สงสัยไม่ เข้าใจ
“มารสายฟ้า แล้วก็หยวนจิ่วชวน!” ต่งลี่แค่นเสียง เย็น “บังเอิญซะจริง ดูเหมือนว่าผ่านไปแค่ไม่นานก็ ต้องมาเจอกับพวกเจ้าอีกครั้งแล้ว พวกเจ้ามาจาก ไหน มาเพื่อปลาวาฬกลืนอสนีนี่น่ะหรือ?” “หันเซิน พวกเขาคือ?” ผู้เฒ่าแดนเอตทัคคะช่วง ท้ายที่ฝึกวิชาสายฟ้าเช่นกันคำรามขึ้นมาเบาๆ “เจ้าสำนัก เขาก็คือเนี่ยเทียนแห่งพระราชวังโบราณ สะเก็ดดาว คนผู้นั้นคือผู้ที่เชี่ยวชาญพลังห้วงมิติ ข้า เคยเจอเขาที่พื้นที่ห้วงมิติปั่นป่วน” หันเซินก้มหน้า ก้มตาอธิบาย ก่อนจะไล่บอกชื่อแซ่ของพวกเนี่ย เทียน จ้าวซานหลิงและต่งลี่ไปทีละคน “เจ้าสำนัก? เจ้าสำนักสายฟ้าในบังคับบัญชาของ สำนักห้าธาตุงั้นรึ?” เนี่ยเทียนสีหน้าเหยเก ตอนที่เขาออกมาจากสนามรบสุ้ยเมี่ยได้ไม่นานก็ได้ ไปสืบความเรื่องของโม่เหิง จึงรู้ว่าในบรรดาคนที่บุก
เข้าไปสร้างความวุ่นวายในดินแดนสายฟ้านิรันดร์มี เจ้าสำนักสายฟ้ารวมอยู่ด้วย เจ้าสำนักสายฟ้ากับเจ้าสำนักห้าธาตุทั้งห้าคนอยู่คน ระดับชั้นกันเลยทีเดียว เพราะห้าคนนั้นต่างก็เป็นแดนเทพเจ้า! เจ้าสำนักสายฟ้าที่อยู่เบื้องหน้าผู้นี้อาจจะมีอาวุโส มากก็จริง แต่น่าเสียดายที่มาถึงตอนนี้กลับยังมี ขอบเขตเป็นเพียงแค่แดนเอตทัคคะช่วงท้าย ซ้ำ อายุขัยยังใกล้จะสิ้นสุดลง ไม่มีโอกาสที่จะเลื่อนสู่ แดนเทพเจ้าได้อีกแล้ว หันเซินก็คือเลือดผสมที่เขาสร้างขึ้นมาโดยใช้วิธีการ ต่างๆ วาดหวังให้วันหน้าหันเซินได้เลื่อนสู่แดนเทพ เจ้า “เนี่ยเทียนใช่ไหม เจ้าเห็นกระดูกของปลาวาฬกลืน อสนีหรือไม่? อีกอย่างหัวใจของมันก่อตัวขึ้นมาได้
สำเร็จอีกครั้งแล้วหรือเปล่า?” สีหน้าของเจ้าสำนัก สายฟ้าเย่อหยิ่ง “ทุกอย่างที่อยู่ในพื้นที่แห่งนี้ล้วน เป็นของพวกเราทั้งหมด พวกเจ้าสามคนยอมให้จับ แต่โดยดีเถอะ พวกเราจะพาพวกเจ้าออกไปแล้วรอ ให้คนอื่นมาจัดการอีกที” “กะอีแค่ศิษย์ทรยศคนหนึ่งของสำนักห้าธาตุ กลับ บังอาจมาข่มขู่ข้า ช่างน่าขันซะจริง!” เนี่ยเทียน หัวเราะกระด้าง ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 40 บทที่ 1195 เจ้าสำนักสายฟ้า
เจิ้งอี้ก็คือนามของเจ้าสำนักสายฟ้า ก่อนหน้านี้ไม่นานเขาและหันเซินสองคนไปปรากฏ กายอยู่ในดินแดนสายฟ้านิรันดร์พร้อมกับหยวนจิ่วช วนและคนอีกหลายคน ก่อนหน้าที่พวกเขาจะ สังหารคนที่ฝึกวิชาสายฟ้าของดินแดนสายฟ้านิ รันดร์ก็ได้ถูกสำนักห้าธาตุลบชื่อทิ้งไปแล้ว รายละเอียดที่ลึกซึ้งยิ่งกว่านี้ เนี่ยเทียนมิอาจรู้ได้ ในอดีตความฝันสูงสุดของเจิ้งอี้ที่เป็นแดนเอตทัคคะ ช่วงท้ายก็คือสร้างแดนเทพเจ้าคนหนึ่งที่เชี่ยวชาญ พลังสายฟ้าขึ้นมา ทำให้สำนักสายฟ้ากลายมาเป็น สาขาหนึ่งที่แข็งแกร่งของสำนักห้าธาตุ สุดท้ายเขาก็สร้างหันเซินขึ้นมาได้สำเร็จ
ทว่าผลกลับกลายเป็นว่าทั้งเขาและหันเซินเลือกที่ จะทรยศสำนักห้าธาตุ ทางฝ่ายสำนักห้าธาตุก็เคยป่าวประกาศไว้นานแล้ว ว่า นับแต่นี้ไปสำนักสายฟ้า เขาเจิ้งอี้และหันเซินไม่ มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับสำนักห้าธาตุอีก แต่ที่น่าแปลกก็คือตอนที่เจิ้งอี้ หันเซินไปก่อความ วุ่นวายในดินแดนสายฟ้านิรันดร์ ทางฝ่ายสำนักห้า ธาตุกลับไม่ได้ส่งผู้แข็งแกร่งให้ไปสังหารเจิ้งอี้และ หันเซิน กลับเป็นโม่เหิงเสียอีกที่ถูกโม่เชิงเหลยมาเชิญตัวจึง ต้องไปจากสนามรบสุ้ยเมี่ย และหลังจากที่ไปเยือนดินแดนสายฟ้านิรันดร์ โม่เหิง ก็หายตัวไป ไม่มีใครรู้ว่าเขาไปไหน
พวกเจิ้งอี้ หันเซินและหยวนจิ่วชวนถอนทัพล่วงหน้า เพราะการมาเยือนของโม่เหิง จากนั้นพวกเขาก็หาย ตัวไปเช่นกัน “หยวนจิ่วชวนแดนเอตทัคคะช่วงกลาง หันเซิน เลื่อนสู่แดนว่างเปล่าแล้ว สายเลือดประมาณระดับ หก” ขณะที่เนี่ยเทียนหัวเราะอย่างบ้าคลั่งและคุมเชิง กับเจิ้งอี้อยู่นั้น จ้าวซานหลิงกลับหรี่ตาตั้งใจรับ สัมผัสจึงพอจะประมาณการณ์ขอบเขตและ สายเลือดของหยวนจิ่วชวนกับหันเซินได้ สีหน้าของจ้าวซานหลิงเริ่มค่อยๆ เปลี่ยนมาเป็น เคร่งเครียด หากยังอยู่ในพื้นที่ห้วงมิติปั่นป่วน มีเผยฉีฉีอยู่ด้วย เมื่อเจอกับหยวนจิ่วชวนและหันเซิน เผยฉีฉีกับเขาก็ ยังสามารถเอาชนะอีกฝ่ายได้
ทว่าที่นี่กลับไม่ใช่พื้นที่ห้วงมิติปั่นป่วนที่เหมาะสม สำหรับการต่อสู้ของเขามากที่สุด สถานที่แห่งนี้คือพื้นที่พิเศษที่เหมาะสมกับคนอย่าง หยวนจิ่วชวน หันเซินเพราะวิวัฒนาการมาจากเลือด ลมของปลาวาฬกลืนอสนี แล้วนับประสาอะไรกับที่อีกฝ่ายยังมีเจิ้งอี้เจ้าสำนัก สายฟ้าที่อยู่ในขอบเขตแดนเอตทัคคะช่วงท้ายมา นานหลายปีแล้วด้วยอีกคน จ้าวซานหลิงจึงต้องเริ่มครุ่นคิดแล้วว่าหากท่าไม่ดี ควรจะใช้วิธีการใดพาเนี่ยเทียนและต่งลี่หนีไปจาก ที่นี่ ส่วนอินย่าหนันนั้นไม่อยู่ในขอบเขตการพิจารณา ของเขา ซ้ำเขายังวางแผนว่าจะพลีชีพอีกฝ่ายแล้ว ด้วยซ้ำ “เปรี้ยง!”
สายฟ้าหนายาวอีกเส้นหนึ่งผ่าเปรี้ยงลงมาหนักๆ จากท้องฟ้า ประหนึ่งมังกรสายฟ้าที่หายวับเข้าไปใน บ่อโคลน ฟ้าดินที่มีฝนห่าใหญ่เทกระหน่ำลงมาถูกแสงแลบ ปลาบของสายฟ้าส่องให้สว่างจ้าเป็นบางคราว สี หน้าของเจิ้งอี้เดี๋ยวมืดเดี๋ยวสว่าง ดวงตาเขียวเป็น มันขลับของเขาจ้องเนี่ยเทียนด้วยสายตาลึกล้ำ “ช่วงนี้นามของบุตรแห่งดวงดาวคนที่เจ็ดของ พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวระบือเลื่องลือนัก” ระหว่างที่พูดเช่นนี้ก็มีลำแสงสายฟ้านับพันนับหมื่น เส้นสาดยิงออกมาจากดวงตาของเขา ลำแสงสายฟ้าแต่ละเส้นซ่อนแฝงจิตวิญญาณของเขา เอาไว้ ซึ่งเวลานี้พวกมันพากันหายเข้าไปในบ่อ สายฟ้าบนก้อนเมฆแล้วว่ายวนไปทั่วคล้ายอาศัยเวท ลับสายฟ้าตามหาอะไรสักอย่าง
เนี่ยเทียนสีหน้าแข็งกระด้าง ในใจไม่ได้รู้สึก หวาดกลัวสักเท่าใดนัก เขายังคงรับสัมผัสอยู่กับการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ ของปราณเลือดสีเขียวในหัวใจ รู้ดีว่าอีกไม่ นานเท่าไหร่ การเลื่อนขั้นทางสายเลือดครั้งนี้จะต้อง สิ้นสุดลง แก่นเลือดสีแดงราวหยดอัญมณีในหัวใจของเขาก็พา กันทำท่าฮึกเหิม พลังเลือดลมขุมหนึ่งที่ค่อยๆ เปลี่ยนมาเป็น แข็งแกร่งและมหัศจรรย์ยิ่งกว่าเดิมกำลังก่อตัวอยู่ใน ปราณเลือดสีเขียวในหัวใจของเขา สายเลือดยังเลื่อนขั้นไม่สำเร็จ แต่เขากลับค้นพบ ด้วยความตกตะลึงว่าการดึงรั้งของเลือดลมที่อยู่ใน บ่อโคลนไม่ส่งผลใดๆ กับเขาอีกแล้ว!
ต่อให้หัวใจของปลาวาฬกลืนอสนีจะหดกลับเข้าไป อยู่ในจุดลึกของบ่อโคลนอีกครั้ง แต่บ่อโคลนนั้นก็ยัง ดึงดูดเอาเลือดลมมาจากงูเหลือมเลือดน้ำแข็ง อิน ย่าหนันและหันเซินที่เพิ่งมาถึงอยู่ดี ทว่าเขา กลับไม่มีความรู้สึกที่ไม่สบายตัวใดๆ เกิดขึ้นอีกแล้ว! “คาดไม่ถึงว่าจะมีแค่พวกเจ้าไม่กี่คนเท่านั้น…” ประกายดุร้ายเปล่งวาบขึ้นมาในดวงตาของเจิ้งอี้ ก่อนหน้านี้ที่เขาเงียบไปก็เพราะปลดปล่อยกระแส จิตวิญญาณผสานรวมเข้าไปในสายฟ้าที่อยู่กระจัด กระจายเพื่อตระเวนตรวจสอบไปโลกที่วิวัฒนาการ มาจากเลือดลมของปลาวาฬกลืนอสนีใบนี้ เขารู้ดีว่าบางทีผู้แข็งแกร่งแดนเอตทัคคะที่พึ่งพาเนี่ย เทียนอาจจะอยู่ที่นี่ด้วย
ก่อนหน้านี้ไม่นานตอนที่เนี่ยเทียนปะทะกับหลัวว่าน เซี่ยงในดินแดนผนึกฟ้า พวกเซี่ยเชียน บุตรแห่ง วิญญาณโลหิตและจิ่งเฟยหยางล้วนปรากฏตัวกัน ครบ เรื่องนั้นแพร่สะพัดไปทั่วจนแม้แต่เขาเองก็ยัง ได้ข่าว เจิ้งอี้กังวลว่าเหล่าผู้แข็งแกร่งแดนเอตทัคคะใน บังคับบัญชาของเนี่ยเทียนจะซุ่มอยู่ในบริเวณ ใกล้เคียง ดังนั้นจึงไม่ได้ลงมือในทันที บัดนี้เขามั่นใจเต็มร้อยแล้วว่าผู้แข็งแกร่งแดน เอตทัคคะอย่างเซี่ยเชียน บุตรแห่งวิญญาณโลหิต ฯลฯ ไม่มีใครติดตามเนี่ยเทียนมาแม้แต่คนเดียว ข้างกายเนี่ยเทียนมีแค่จ้าวซานหลิง ต่งลี่และอิน ย่าหนันเท่านั้น “ทุกอย่างของปลาวาฬกลืนอสนีล้วนต้องเป็นของ พวกเรา ส่วนพวกเจ้า ข้าจะจับตัวเป็นๆ กลับไป”
เจิ้งอี้พลันหัวเราะ แสยะปากเห็นฟันขาวชวนสะพรึง “ดินแดนสายฟ้า!” “ครืน!” สายฟ้านับพันนับหมื่นเส้นบนท้องฟ้าพลันตัด สลับกันแล้วกลายมาเป็นโลกแห่งสายฟ้าที่บ้าคลั่งใบ หนึ่ง บ่อสายฟ้าบ่อแล้วล่อเล่าที่ไม่รู้ว่าปลาวาฬกลืนอสนี ดูดมาจากไหนคล้ายทะเลสาบสายฟ้าหลายผืนที่ถูก ดินแดนสายฟ้าของเจิ้งอี้ดึงเอาไปรวมอยู่ด้วยกัน อย่างเชื่องช้า เจิ้งอี้มีท่าทางคล้ายคนบ้าคลั่งเขาแผดเสียงตะโกน ด้วยความฮึกเหิมเกินจะกล่าว “บ่อสายฟ้าแต่ละบ่อ มาผสานรวมอยู่ในแดนเอตทัคคะของข้า อาจทำให้ ข้าฝ่าพันธนาการทางขอบเขตนับแสนปี ส่งข้าสู่แดน เทพเจ้าได้!”
แดนเทพเจ้าก็คือเป้าหมายที่เขาเสาะแสวงหามาทั้ง ชีวิต! พอมารสายฟ้าอย่างหยวนจิ่วชวนและหันเซินที่เขา สร้างขึ้นมากับมือตัวเองเห็นว่าบ่อสายฟ้าทั้งหลาย ล้วนถูกดินแดนของเขาชักนำให้เคลื่อนเข้าหา สีหน้า ของคนทั้งสองก็เปลี่ยนมาเป็นแปลกประหลาด เล็กน้อย “หันเซิน บ่อสายฟ้าพวกนี้ไม่ค่อยมีประโยชน์กับการ เลื่อนขั้นทางสายเลือดของเจ้าเท่าใดนัก” จู่ๆ เจิ้งอี้ก็ ทำสีหน้าจริงจัง “กระดูก หัวใจหรือเลือดสดของ ปลาวาฬกลืนอสนีต่างหากถึงจะเป็นสมบัติล้ำค่าใน การฝ่าทะลุทางสายเลือดของเจ้า เจ้าวางใจเถอะ หลังจากนี้หากหาของสิ่งใดที่เป็นของปลาวาฬกลืน อสนีเจอ ทุกอย่างล้วนต้องตกเป็นของเจ้าทั้งหมด”
หันเซินที่เดิมทียังมีความคิดอย่างอื่น พอได้ยินเขา พูดแบบนี้ก็ลูบจมูกหัวเราะหึหึ “ขอบพระคุณท่าน อาจารย์” “แล้วข้าล่ะ?” หยวนจิ่วชวนแค่นเสียงเบาๆ “วิชาการฝึกตนของเจ้าไม่มีทางขาดแคลนพลัง สายฟ้าได้ เจ้าไม่ต้องเป็นกังวล” เจิ้งอี้พูดเกลี้ย กล่อมพลางชักนำให้สายฟ้าที่เจิดจ้าบาดตาแต่ละ เส้นมาถักทอเข้าเป็นค่ายกลมหัศจรรย์ที่แฝงเร้นไว้ ด้วยสัจธรรมแห่งสายฟ้าอยู่เบื้องหน้าเขา “อสนีพิโรธเขย่านภา!” เสียงฟ้าร้องสะเทือนฟ้าสะเทือนดินดังกึกก้อง ออกมาจากค่ายกลสายฟ้าที่ทั้งแปลกประหลาดและ ทั้งลึกลับซึ่งกินอาณาเขตหลายสิบไร่นั้น ก่อนที่ค่ายกลจะพลันกลายมาเป็นดวงอาทิตย์แห่ง สายฟ้าที่ส่องแสงพร่างพราวแสบตาดวงหนึ่ง
“เปรี้ยงๆๆ!” สายฟ้าที่ก่อนหน้านี้หายเข้าไปในบ่อโคลนถูก กระชากออกมาให้ผสานรวมเข้ากับค่ายกลสายฟ้า จ้าบาดตา “จงรอข้าอยู่ที่นี่ซะดีๆ เถอะ” มือทั้งสองข้างของเจิ้งอี้ร่ายคาถาวิเศษทำให้ค่ายกล มหัศจรรย์นั้นเกิดการเปลี่ยนแปลงกลายมาเป็น น้ำวนสายฟ้าหมุนคว้าง และเพียงแค่ครู่เดียวก็หอบ เอาทุกคนที่รวมเนี่ยเทียนด้วยเข้าไปอยู่ภายใน “อู้!” ที่น่าแปลกก็คือร่างของหยวนจิ่วชวนมารสายฟ้า กลับถูกหอบเข้าไปในน้ำวนบ้าคลั่งอย่างเขาที่มิอาจ ควบคุมด้วย “เจิ้งอี้! เจ้าบังอาจเล่นงานข้า!” หยวนจิ่วชวนคำราม เดือดดาล
หันเซินผงะตกใจ เจิ้งอี้เจ้าสำนักสายฟ้ามีสีหน้าเฉยชา ไม่ได้สนใจเสียง โหวกเหวกของหยวนจิ่วชวน เพียงหันไปพูดกับ หันเซินว่า “อย่างไรเสียเจ้าก็รู้วิชาการฝึกตนทั้งหมด ของเขาแล้ว เขาและเจ้า มีแค่คนเดียวที่มีชีวิตอยู่บน โลกก็พอแล้ว อีกอย่างนับวันเขายิ่งแข็งแกร่ง สักวัน หนึ่งเขาอาจจะเกิดความคิดอยากจัดการข้า ข้าจึง ต้องรีบลงมือแต่เนิ่นๆ” หันเซินเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าเห็นด้วย “อาจารย์กล่าวถูกแล้ว” ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี
เล่มที่ 40 บทที่ 1196 ชุบหลอมเรือนกายด้วยสายฟ้า!
บ่อสายฟ้าบ่อแล้วบ่อเล่าล้วนสาดเทจากท้องฟ้าลง มาตามการชักนำของแดนเอตทัคคะจากเจิ้งอี้ เจิ้งอี้ปานประหนึ่งเทพบรรพกาลสายฟ้าที่นั่งบัญชา การณ์อยู่ในแดนเอตทัคคะสายฟ้ากว้างใหญ่ไพศาล คอยควบคุมสายฟ้าเพื่อประคองน้ำวนพายุสายฟ้า บ้าคลั่งลูกนั้น “ครืนๆๆ!” ท่ามกลางเสียงดังสนั่นหวั่นไหว ในดินแดนที่มี สายฟ้าตัดสลับก็มีสายฟ้ารูปร่างเหมือนมังกรพากัน บินออกมา ช่วยเพิ่มพลังให้กับน้ำวนพายุลูกนั้น
หันเซินหวาดกลัวจึงไปหลบอยู่ไกลๆ ราวกับกังวลว่า หากเจิ้งอี้คลุ้มคลั่งขึ้นมา อีกฝ่ายจะไม่เว้นไว้แม้แต่ เขา “จะอย่างไรเสีย แดนเทพเจ้าก็เป็นความหวังสูงสุด ตลอดชีวิตของเขา เดิมทีความหวังทั้งหมดล้วนฝาก ไว้ที่ข้า ทว่าตอนนี้เมื่อมาอยู่ในฟ้าดินที่แปรสภาพมา จากเลือดลมของปลาวาฬกลืนอสนีระดับสิบกลับมี บ่อสายฟ้าหลายบ่อที่ชุบหลอมพลังสายฟ้าให้ บริสุทธิ์ถึงขีดสุด” เขาครุ่นคิดพลางพึมพำอยู่ในใจ ตัวเอง “อาจารย์รู้สึกว่าหากชุบหลอมบ่อสายฟ้า และเลือดลมของปลาวาฬกลืนอสนีเหล่านี้เข้าไป แล้ว จะมีโอกาสผลักดันแดนเอตทัคคะให้เลื่อนสู่ แดนเทพเจ้า” “ในเมื่อตัวเขาเองมองเห็นความหวังในการฝ่าทะลุ ขั้น ถ้าเช่นนั้นข้าก็คงไม่จำเป็นสำหรับเขาอีกต่อไป”
คิดมาถึงตรงนี้ หันเซินก็ยิ่งขยับออกห่างไปจากเจิ้งอี้ ที่อยู่ท่ามกลางสายฟ้าและสายตาเริ่มเปลี่ยนมาเป็น บ้าคลั่ง แต่เอาเข้าจริงแล้ว เจิ้งอี้ในเวลานี้กลับไม่มีเวลามา มัวสนใจเขา สมาธิทั้งหมดของเจิ้งอี้ล้วนอยู่ที่บ่อสายฟ้าและน้ำวน พายุสายฟ้าที่เขาร่ายออกมานั่นต่างหาก “เป็นแดนเอตทัคคะเหมือนกัน ทว่าวิชาการฝึกตน ของหยวนจิ่วชวนมารสายฟ้ากลับร้ายกาจน่ากลัว กระนั้นความรู้ที่เขามีต่อพลังสายฟ้ากลับยังเป็นรอง ข้า” เจิ้งอี้แค่นเสียงเย็น กระแสจิตวิญญาณของเขา สื่อสารไปหาสายฟ้าที่กระจายอยู่ทั่วฟ้าดินแห่งนี้ จากนั้นก็สร้างคาถาอาคมที่ช่วยกระตุ้นชักนำสัจ ธรรมความจริงเกี่ยวกับสายฟ้าที่เขาทำความเข้าใจ มานานหลายหมื่นปี
“อสนีบาตเก้าชั้นฟ้า!” เจิ้งอี้คำรามขึ้นมาอีกครั้ง บ่อสายฟ้าทั้งหลายที่ถูก เขาชักนำให้มาสัมผัสกับแดนเอตทัคคะของเขา ชั่วคราวก็พลันเดือดปะทุ บ่อสายฟ้าจำนวนมากถูกเชื่อมโยงไว้ด้วยกระแสจิต วิญญาณของเขา กระแสจิตวิญญาณของเขาจึง เหมือนโซ่ตรวนสายฟ้าที่แจ่มจ้าหลายเส้นซึ่ง เชื่อมต่อบ่อสายฟ้าทุกบ่อไว้ด้วยกัน ค่ายกลสายฟ้าที่ทั้งลึกลับทั้งเก่าแก่พลันก่อตัวขึ้นมา จุดศูนย์กลายของค่ายกลอสนีบาตเก้าชั้นฟ้าก็คือเจิ้ง อี้ที่เป็นผู้ควบคุม! “ครืน!” บ่อสายฟ้าที่เดือดปะทุทุกบ่อต่างสั่นไหว ปราณน่า หวาดกลัวที่คล้ายจะสามารถกวาดล้างดินแดนต่างๆ และทำให้จิตวิญญาณของสิ่งมีชีวิตทั้งหมดระเบิดสิ้น
ซากได้ในบัดดลถูกส่งตรงมาจากร่างของเจิ้งอี้ที่กำลัง ตกอยู่ในสภาวะคลุ้มคลั่ง ดวงตาของเจิ้งอี้พลันเปลี่ยนแปลงไป! สายฟ้าหลายเส้นสาดยิงออกมาจากจุดลึกของ ดวงตาเขา สายฟ้าเหล่านั้นเป็นดั่งกระบี่ที่คมกริบ ที่สุดในโลกซึ่งจ้วงแทงเข้าไปยังจุดศูนย์กลางของ น้ำวนสายฟ้า พวกเนี่ยเทียนที่ถูกพลังสายฟ้าหอบเข้ามาในน้ำวน จนมึนหัวตาลาย เวลานี้ต่างคนต่างร่ายใช้ม่านแสง เขตอาคมพลังงานต่างๆ มาป้องกันตัวเอง “เปรี๊ยะๆๆ!” สายฟ้าจำนวนนับพันนับหมื่นผ่าเปรี้ยงลงมาแล้ว ระเบิดออก เป็นเหตุให้พวกเนี่ยเทียนสีหน้าหนักอึ้ง กลางบ่อน้ำวนสายฟ้า พลังสายฟ้าที่พินาศฟ้าดิน ยังคงเพิ่มพูนทบทวีไม่มีที่ท่าว่าจะหยุดลง
บัดนี้หัวใจของปลาวาฬกลืนอสนีได้ผลุบหายเข้าไป แล้ว และปราณของมันก็หายเกลี้ยงเช่นกัน พอพวกเจิ้งอี้มาถึง ปลาวาฬกลืนอสนีที่มีสติปัญญา ล้ำเลิศก็เหมือนเต่าหดหัวที่วางแผนให้เนี่ยเทียนและ พวกเจิ้งอี้ที่มาถึงภายหลังรบราฆ่าฟันกันเอง แม้แต่บ่อโคลนที่ดูดกลืนเลือดลมก่อนหน้านี้ก็ยังไม่ ทำงานอีกต่อไป ขนาดบ่อสายฟ้าหลายลูกที่ถูกพรสวรรค์ทาง สายเลือดของมันกลืนกินมาเก็บไว้ที่นี่เมื่อนานแล้วก็ ยังถูกมันละทิ้งชั่วคราว “ฟ่อๆ!” เนื่องด้วยหัวใจของปลาวาฬกลืนอสนีระดับสิบหยุด สำแดงฤทธิ์เดช งูเหลือมเลือดน้ำแข็งระดับเก้าของ อินย่าหนันตัวนั้นจึงเหมือนจะสลัดหลุดพ้น พันธนาการ
มันแลบลิ้นแปลบปลาบ ลวดลายสีดำสลับขาวบน ร่างปลดปล่อยประกายแสงเจิดจ้า “พรวด!” ปากของมันพ่นพลังความเย็นสุดขั้วออกไป มองเห็น ได้ด้วยตาเปล่าว่าในหมอกขาวโพลนมีแสงน้ำแข็ง มีดน้ำแข็งและผลึกน้ำแข็งจำนวนนับไม่ถ้วนสาดยิง ไปยังทิศทางเบื้องหน้าที่มีสายฟ้าแน่นขนัด “เพล้งๆๆ!” แสงน้ำแข็งและพลังความเย็นพยายามต้านทานตรา ผนึกของสายฟ้าจนแสงสว่างพร่าพรายไปหมด ต่งลี่ยืนอยู่บนกระดองที่ขยายใหญ่ของเต่าทมิฬ เต่า ทมิฬที่อยู่ในพายุสายฟ้าไม่ได้มีท่าทางหงุดหงิดอะไร สายฟ้าบางเส้นที่ผ่าลงมาโดนกระดองแข็งๆ ของมัน ก็ได้แค่ทำให้เกิดสะเก็ดไฟเท่านั้น
มันแค่ขยับกายอย่างไม่สบายตัวในบางครั้ง แต่ไม่ได้ รับบาดเจ็บอย่างจริงจังอะไร เรือนกายของต่งลี่ถูกปกคลุมไปด้วยเลือดลมดำมืด ของมัน บวกกับความช่วยเหลือจากหินปีศาจดำมืด ที่อยู่ในโอสถวิญญาณของนาง ร่างทั้งร่างนางจึง เหมือนอยู่ภายใต้แสงดำมืดราวกับน้ำหมึก จึง สามารถต้านทานการพุ่งชนของสายฟ้าไว้ได้ กลับเป็นจ้าวซานหลิงเสียอีกที่เมื่อถูกหอบเข้ามาใน น้ำวนสายฟ้ากลับไม่ได้ใช้พลังห้วงมิติหลบหนีไป ในทันที เขาเรียกเจดีย์ซวีหลิงออกมา อาศัยพลังมหัศจรรย์ ของมันมาเคลื่อนตัวไปท่ามกลางสายฟ้าที่แน่นขนัด อย่างระมัดระวังด้วยท่าทางยากลำบากเล็กน้อย บางครั้งเขายังถูกสายฟ้าผ่ามาโดนกาย
เขาไม่กล้าที่จะเรียกแดนว่างเปล่าออกมาเลย เพราะ เมื่อแดนว่างเปล่าปรากฏตัว เขาก็จะยิ่งกลายเป็น เป้าหมายที่เด่นชัด จะยิ่งถูกพลังสายฟ้าที่น่ากลัว มากกว่าเดิมของน้ำวนลูกนี้มาชำระล้าง “เปรี้ยง!” สายฟ้าสีเขียวเข้มอีกเส้นหนึ่งผ่าเปรี้ยงลงมาอีกครั้ง เนี่ยเทียนยืนนิ่งอยู่กลางน้ำวนสายฟ้าที่หมุนคว้าง พลางใช้พรสวรรค์พลังชีวิตแข็งแกร่ง เรือนกายของเขาอยู่ในสภาวะที่กล้ามเนื้อปูดนูน ขยายใหญ่ ผิวหนังเกิดชั้นโครงสร้างธรรมชาติปาน ประหนึ่งเสื้อเกราะทนทาน เนื่องด้วยการชุบหลอมเรือนกายจากเวทไม้สวรรค์ เกิดใหม่ ไม่ว่าจะเป็นกระดูกผลึกใส อวัยวะซ่อนแฝง เอ็นทนทานหรือเนื้อหล่อหลอมก็ล้วนทำให้เรือน
กายที่มีเลือดเนื้อของเขาเรือนกายนี้ทั้งแข็งแกร่งทั้ง ทนทาน อีกทั้งสายเลือดแห่งชีวิตของเขาที่จำศีลมานาน หลายปียังเพิ่งจะมีการฝ่าทะลุขั้น เวลานี้สายเลือดแห่งนี้ชีวิตของเขายังไม่ปลุก พรสวรรค์ทางสายเลือดอย่างใหม่ให้ฟื้นตื่น แต่เขา กลับรู้ดีว่าสายเลือดระดับเจ็ดของเขากำลังแปร สภาพเป็นระดับแปดอย่างเป็นทางการ ภายในสายเลือดแห่งชีวิตระดับแปดยังคงกระตุ้นโซ่ ผลึกสายเลือดอย่างใหม่ให้เกิดขึ้นมา มีเพียงโซ่ผลึก สายเลือดปรากฏขึ้น พรสวรรค์ทางสายเลือดอย่าง ใหม่ถึงจะก่อตัวได้สำเร็จ ระหว่างนี้ ไม่ว่าจะเป็นชนต่างเผ่า เผ่าวิญญาณ โบราณหรือเผ่าพันธุ์ที่แข็งแกร่งใดๆ ก็ตาม เนื่อง
ด้วยการฝ่าทะลุทางสายเลือด ความแข็งแกร่งของ เรือนกายก็เหมือนว่าจะแสดงออกมาก่อนล่วงหน้า เขาจึงสัมผัสได้ว่าจิงชี่เลือดเนื้อที่ซุกซ่อนอยู่ตาม กระดูก เส้นเอ็นและเลือดเนื้อของเขาเปลี่ยนมาเป็น ลิงโลดผิดปกติ แม้แต่แก่นเลือดของเขาก็ยังลุกไหม้และแผ่พลัง เลือดลมที่กว้างใหญ่ไพศาลให้มาชำระล้างร่างกาย เขา เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งในลำดับถัดไป! เขาสัมผัสได้เด่นชัดเป็นพิเศษว่าเรือนกายนี้ของเขา เปลี่ยนมาเป็นทนทานมากขึ้นในทุกๆ วินาที ทนทานจนมิอาจทำลายได้! ด้วยเหตุนี้เขาที่อยู่ในน้ำวนสายฟ้าจึงไม่ได้ใช้พลัง ของพืชหญ้า เปลวเพลิงและดวงดาวมาสร้างชั้น ปราการป้องกันตัวเอง
เขาปล่อยให้สายฟ้าเหล่านั้นฟาดโจมตีลงมาบนร่าง โดยไม่ปัดป้อง “ใช้พลังของสายฟ้ามาชำระเรือนกาย มันจะช่วยให้ ร่างกายของข้าผ่านการชุบหลอมรอบใหม่” เนี่ย เทียนยิ้มกว้างมองสายฟ้าเส้นหนึ่งที่ผ่าลงมาตรงหน้า อกของเขา แต่กลับทำได้เพียงทิ้งรอยไหม้เกรียมไว้ บนหนังของเขาเท่านั้น “การโจมตีทางสายฟ้าระดับ นี้กลับไม่สามารถทำร้ายข้าได้เลย” เมื่อขยับเลือดลม ตรงผิวหนังที่เป็นรอยไหม้ฉ่าสีดำก็ อันตรธานหายไปสิ้น “ตูมๆๆ!” มีลูกสายฟ้าอีกหลายลูกมาระเบิดอยู่บนร่างของเขา พลังแห่งอสนีฟันลงมาแสกหน้า แต่กลับเหมือน ระเบิดลงบนหินผาหมื่นปีที่มิอาจสั่นคลอน
ก่อนที่พลังสายฟ้าจะแทรกซึมเข้ามาในกายอย่าง เงียบเชียบ แต่ในความรู้สึกของเนี่ยเทียน พลังสายฟ้าที่ฟาดลง มาซึ่งว่ายวนอยู่ในกายเขากลับเป็นเหมือนเปลว เพลิงที่หล่อหลอมอาวุธสักชิ้นขึ้นมา พวกมันคอย เคาะตีไปทั่วผิวหนัง กระดูกและเส้นเอ็นของเขา การโจมตีด้วยสายฟ้าครั้งนี้มีแต่จะทำให้เขาเปลี่ยน มาเป็นแข็งแกร่งมากขึ้นเท่านั้น มันทำให้เรือนกายที่ เมื่อสายเลือดฝ่าทะลุขั้นของเขายิ่งแข็งแกร่งมาก กว่าเดิมประดุจร่างกระดูกไม่แตกสลายของเผ่าโครง กระดูก และร่างปีศาจไม่ดับสลายของเผ่าภูตผีปีศาจ “สายฟ้าชุบหลอมเรือนกาย!” น้ำเสียงแห่งความประหลาดใจพลันดังขึ้นมา หลังจากถูกกระชากเข้ามาข้างใน หยวนจิ่วชวนมาร สายฟ้าก็หมุนคว้างไปตามน้ำวนสายฟ้าหนึ่งรอบ
แล้วสุดท้ายเมื่อสังเกตเห็นเนี่ยเทียน เขาจึงเป็นฝ่าย ขยับเข้ามาใกล้ เขาหรี่ตามองอยู่พักหนึ่งก็เห็นว่าสายฟ้าที่ถูกเจิ้งอี้ ชักนำมาจนเหมือนห่าฝนได้กระแทกลงบนร่างของ เนี่ยเทียนอย่างรุนแรง ทว่าปราณของเนี่ยเทียนกลับเปลี่ยนมาเป็นลี้ลับ ราวกับว่าตัวเขาเองได้อาศัยการโจมตีของสายฟ้ามา ชุบหลอมเรือนกาย ทำให้เนื้อหนังมังสาที่ผ่านการ ขัดเกลาของเขาเปลี่ยนมาเป็นน่ากลัวมากกว่าเดิม “ต่อให้เป็นภูตผีปีศาจหรือเผ่าโครงกระดูกที่มี สายเลือดบริสุทธิ์ก็ไม่มีทางที่จะทนรับการโจมตีทาง สายฟ้าอย่างหนักหน่วงในระดับสายเลือดเท่านี้ได้ เลย!” หยวนจิ่วชวนร้องอุทานอยู่ในใจ ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 40 บทที่ 1197 ร่วมมือ?
“ตึง!” ลูกสายฟ้ามหึมาสีเขียวเข้มลูกหนึ่งกระแทกลงกลาง ศีรษะของเนี่ยเทียน สายฟ้าสีเขียวเข้มถือโอกาสแทรกซอนจาก กระหม่อมของเนี่ยเทียนเข้าไปในหัวสมองของเขา หยวนจิ่วชวนที่สังเกตการณ์อยู่เงียบๆ ดวงตาเป็น ประกาย เห็นได้ชัดว่าสนใจอย่างถึงที่สุด “สมอง มหาสมุทรจิตวิญญาณ…” เขาพึมพำเบาๆ “เรือนกายสามารถแบกรับการชำระล้างจากสายฟ้า แล้วมหาสมุทรจิตวิญญาณล่ะ? หากพลังสายฟ้าเข้า ไปในมหาสมุทรจิตวิญญาณเมื่อไหร่ จิตวิญญาณของ เขาคงต้องแหลกสลาย หากเจิ้งอี้คิดจะควบคุมพลัง
สายฟ้าให้ทำลายจิตวิญญาณของเขาก็คงง่ายดาย มากกระมัง?” ฝึกวิชาสายฟ้าเหมือนกัน หยวนจิ่วชวนจึงรู้ชัดเจนดี ว่าสายฟ้ามีพลังการคุกคามต่อจิตวิญญาณมาก เพียงใด คนที่ฝึกวิชาสายฟ้าอย่างเขา ศัตรูที่ไม่เกรงกลัวมาก ที่สุดก็คือชนต่างเผ่าที่มีพลังจิตวิญญาณแข็งแกร่ง อย่างเผ่าอสูรกาย หรือไม่ก็พวกผู้ฝึกลมปราณลัทธิ ชั่วชั่วที่ควบคุมวิญญาณร้ายอย่างลัทธิจิตมืด พอเขาและพวกเจิ้งอี้ หันเซินเข้าร่วมกับกองกำลัง นั้น ลูกศิษย์ของลัทธิจิตมืดที่พบเจอต่างก็ปฏิบัติต่อ พวกเขาอย่างมีมารยาทอ่อนน้อม นี่ก็เป็นเพราะว่าผู้แข็งแกร่งที่ฝึกวิชาสายฟ้าคือดาวผู้ พิชิตลัทธิจิตมืดได้พอดี
เนี่ยเทียนสามารถใช้เรือนกายที่แข็งแกร่งมา ต้านทานการโจมตีจากสายฟ้า ใช้สายฟ้าชุบหลอม เรือนกาย แม้จะทำให้หยวนจิ่วชวนตะลึงอยู่มาก แต่ ก็ยังอยู่ในขอบข่ายที่เขาพอจะรับได้ เพราะอย่างไรซะสิ่งมีชีวิตที่เรือนกายแข็งแกร่งอย่าง แท้จริงบนโลกใบนี้ก็สามารถอาศัยการดูดดึงพลัง สายฟ้ามาชำระหลอมร่างกายให้แข็งแกร่งได้จริงๆ ทว่าจิตวิญญาณนั้น… “สวบ!” พลังสายฟ้าพุ่งหายเข้าไปในกะโหลกของเนี่ยเทียน พร้อมแสงสว่างเจิดจ้าราวดวงอาทิตย์ สำหรับพลังสายฟ้าที่มีความสามารถในการพิฆาต รุนแรงนี้ มันสามารถฉีกทำลายเส้นป้องกันทางจิต วิญญาณแต่ละชั้นของเนี่ยเทียนได้อย่างเป็น ธรรมชาติ ประหนึ่งเขื่อนที่ถูกทำลายให้แตกแล้วน้ำ
ไหลกรากทะลักเข้าไปในมหาสมุทรจิตวิญญาณของ เขา ในที่สุดเนี่ยเทียนก็เริ่มรู้สึกไม่เป็นสุขขึ้นมาบ้างแล้ว “มหาสมุทรจิตวิญญาณ!” เมื่อฉุกคิด จิตวิญญาณแห่งดวงดาวทั้งเก้าดวงของ เขาก็สว่างจ้าพร้อมกัน ก่อนที่พลังจิตวิญญาณจะ ผสานรวมเข้ากับพลังของจิตวิญญาณแห่งดวงดาว แล้วใช้ความเร็วที่มากเกินจินตนาการมาสร้างโซ่ ดวงดาวในสมองของเขา เดิมทีโซ่ดวงดาวก็เป็นเวทลับทางจิตวิญญาณอย่าง หนึ่งที่ใช้กักกันจิตวิญญาณอยู่แล้ว เวลานี้โซ่ดวงดาวแต่ละเส้นจึงกลายมาเป็นค่ายกล ป้องกันที่ลึกลับที่สุด “เปรี้ยงๆๆ!”
โซ่ดวงดาวแต่ละเส้นเป็นเหมือนยันต์ที่สร้างขึ้นมา จากพลังจิตวิญญาณ ทำให้สายฟ้าที่ฟาดผ่าลงมา ระเบิดกระจายเป็นเศษเล็กเศษน้อยแล้วจางหายไป อย่างไร้ร่องรอย “เวทลับจิตวิญญาณของพระราชวังโบราณสะเก็ด ดาวสามารถช่วยต้านทานการจู่โจมทางจิตวิญญาณ ได้ดีจริงๆ” เนี่ยเทียนนิ่วหน้า ก่อนจะเคลื่อนพลังเลือดลม เยื่อ เลือดสีชาดผลุบๆ โผล่ๆ ชั้นหนึ่งจึงลอยออกมาตรง ท้ายทอยของเขา เลือดลมแห่งชีวิตที่รวบรวมขึ้นมาเป็นวงแสงใช้ใน การป้องกันไม่ให้มหาสมุทรจิตวิญญาณของเขาถูก สายฟ้าโจมตีโดยเฉพาะ “ป้องกันไว้ได้แล้ว…”
หยวนจิ่วชวนอึ้งค้างไปพักใหญ่ ก่อนจะใช้สายฟ้า พร่างพราวห่มกายอำพรางตัวหายไป มือทั้งสองข้างของเขาเคลื่อนไหวต่อเนื่องเพื่อปัดเอา สายฟ้าที่มีปราณจิตวิญญาณของเจิ้งอี้ซึ่งกำลังตาม หาตัวเขาให้ออกไปอยู่อีกด้านพลางครุ่นคิดไปด้วย “เจิ้งอี้คือเจ้าสำนักสายฟ้า วิชาสายฟ้าที่เขาฝึกตน มหัศจรรย์ยิ่งกว่าของโม่เชียนฝานที่เป็นเจ้าสำนัก อสนีสวรรค์มากนัก ในอดีตสำนักสายฟ้าก็คือหนึ่งใน สายของสำนักห้าธาตุ แล้วก็เคยมีแดนเทพเจ้า ปรากฏขึ้น เวทลับของสำนักสายฟ้าจึงมี ประวัติศาสตร์ยาวนาน มิอาจดูถูกได้” “เดิมทีเป็นเพราะพรสวรรค์และสภาพจิตใจของเจิ้ง อี้ไม่แข็งแกร่งมากพอ เขาถึงไม่สามารถเลื่อนสู่แดน เทพเจ้าได้สำเร็จ ต่อให้เจิ้งอี้ดูดซับบ่อสายฟ้าที่ ปลาวาฬกลืนอสนีระดับสิบสะสมไว้มาเนิ่นนานและ
โลกสายฟ้าที่จำแลงมาจากเลือดลมของมันแห่งนี้ ก็ ไม่แน่เสมอไปว่าเขาจะเลื่อนสู่แดนเทพเจ้าได้สำเร็จ” “ทว่าหากแค่คิดจะจัดการกับข้าและพวกเนี่ยเทียน เขากลับมีหวังที่จะทำได้” “…” มารสายฟ้าหยวนจิ่วชวนครุ่นคิดไม่หยุด สีหน้าจึง เปลี่ยนแปลงต่อเนื่อง “หากสามารถสังหารเจิ้งอี้ ใช้เวทคาถาของข้าดูดซับ แดนเอตทัคคะของเขามา ทุกอย่างที่อยู่ตรงหน้านี้ก็ จะต้องตกมาอยู่ในมือของข้า!” หยวนจิ่วชวนพลันตื่นเต้น เขารู้สึกว่าทั้งพรสวรรค์ และความสามารถของตนต่างก็เหนือกว่าเจิ้งอี้ เขาเชี่ยวชาญเวทลับในการดูดดึงพลังสายฟ้าจาก ผู้อื่น แม้ว่าจะสุดโต่งและเสี่ยงไปบ้าง ทว่ามันต้องส่ง ให้เขาไปสู่แดนเทพเจ้าได้แน่นอน
“อู้!” หยวนจิ่วชวนที่ซ่อนตัวอยู่ในมุมมืดจึงมาโผล่พรวด อยู่ตรงหน้าเนี่ยเทียน เนี่ยเทียนที่กำลังใช้พลังสายฟ้ามาชำระเรือนกาย สร้างความแข็งแกร่งให้กับเลือดเนื้อ กระดูกและเส้น เอ็นพลันลืมตามองอีกฝ่ายด้วยสายตาเย็นเฉียบ “หยวนจิ่วชวน!” “เจ้าเองก็เห็นแล้วไม่ใช่หรือ?” หยวนจิ่วหยวนไม่ กล้าเรียกแดนเอตทัคคะสายฟ้าออกมา เขายังคง ล่องลอยไปตามสายฟ้าที่ตัดสลับกันแน่นขนัดพลาง ยิ้มแห้งๆ อธิบายให้เนี่ยเทียนฟัง “พายุหมุนสายฟ้า ที่พวกเราอยู่ในตอนนี้ แรกเริ่มพลังการกักกันจะมีสูง มาก แต่ภายหลังเมื่อพลังสายฟ้าหนักหน่วงขึ้น เรื่อยๆ ค่ายกลจะเปลี่ยนแปลงไป พลังคุกคามของ สายฟ้าที่อยู่ด้านในจะเพิ่มพูนขึ้นไปตามลำดับ”
“ค่ายกลนี้ไม่ใช่ค่ายกลที่จะทำลายพวกเราในชั่วอึด ใจ แต่จะค่อยๆ ลดทอนพลังของพวกเราไปทีละนิด จนพวกเราตายไปในที่สุด” “โดยเฉพาะเมื่อบ่อสายฟ้าแต่ละบ่อถูกเจิ้งอี้ชุบ หลอม พลังสายฟ้าที่เขาได้รับมาก็จะยิ่งเปี่ยมล้น ไพศาล” หยวนจิ่วชวนชี้ให้เห็นถึงความมหัศจรรย์ของค่ายกล แห่งนี้ เนี่ยเทียนทำหน้าประหลาดใจ “เจ้าไม่ใช่พวก เดียวกับเขาหรอกหรือ? ทำไมเจ้าถึงถูกโยนเข้ามา ที่นี่ด้วย?” “วิชาการฝึกตนของข้าก็คือต้องดูดดึงพลังสายฟ้ามา จากสิ่งมีชีวิต สัตว์หรือคนทั้งหมดที่อยู่ในโลก” หยวนจิ่วชวนยิ้มกว้าง “แล้วก็เพราะเหตุนี้ โม่เชียน ฝานแห่งสำนักอสนีสวรรค์และพวกคนมากมายที่ฝึก
วิชาสายฟ้าถึงไม่ยอมเว้นชีวิตข้า คิดจะกำจัดข้าให้ ได้” “เจิ้งอี้ผู้นั้นยังไม่เลื่อนสู่แดนเทพเจ้า บางทีเขา อาจจะรู้สึกว่าหากขอบเขตของข้าเท่าเทียมกับเขา เมื่อไหร่ ข้าจะเป็นภัยต่อตัวเขาเอง” เนี่ยเทียนอึ้งไปครู่ “หากเจ้ามีความสามารถอย่าง ที่ว่าก็คงทำอย่างนั้นจริงๆ ไม่ใช่หรือ?” “ก็อาจจะ” หยวนจิ่วชวนไม่ปฏิเสธ “แต่ว่า ข้าจะ กำจัดเขาหลังพวกโม่เชียนฝานและคนที่ลอบทำร้าย ข้า” “เจ้ามาหาข้าด้วยเรื่องอันใด?” เนี่ยเทียนขมวดคิ้ว ระหว่างที่พูดยังคงมีฟ้าแลบหลายเส้นที่ปะปนอยู่กับ กลุ่มสายฟ้าสีเขียวเข้มโจมตีใส่เนี่ยเทียน
และเนี่ยเทียนเองก็สัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าพลัง คุกคามที่อยู่ในฟ้าแลบและกลุ่มสายฟ้าพวกนั้น เพิ่มขึ้นจริงๆ เขาเพิ่งจะทำการเลื่อนขั้นให้กับเรือนกายที่ พรสวรรค์ทางสายเลือดยังรวมตัวไม่สำเร็จเสร็จ พอ โดนสายฟ้าโจมตีเข้ามาอีกครั้งก็เริ่มรู้สึกปวดร้าวบ้าง แล้ว “อันที่จริงเจ้าและข้ามาร่วมมือกันได้” หยวนจิ่วชวน หรี่ตาลงน้อยๆ “ข้าเชี่ยวชาญพลังสายฟ้า แต่ก็ เพราะเชี่ยวชาญ วิชาการฝึกตนจึงเหมือนกับเจิ้งอี้ อย่างไม่มีผิดเพี้ยน ทว่าขอบเขตข้ากลับด้อยกว่าเขา ดังนั้นจึงค่อนข้างเป็นปัญหา แต่เจ้าไม่เหมือนกัน ข้า รู้จักเจ้า รู้เรื่องมากมายของเจ้า หากเจ้าได้รับการ ชี้แนะจากข้า เจ้าก็จะสามารถทำลายตราผนึกของ เขาและหนีไปจากที่นี่ได้”
“รวมถึงคนอื่นๆ ที่ต่างก็เชื่อฟังคำสั่งจากเจ้า หาก เจ้าออกปาก พวกเขาก็มีวิธีหนีไปจากที่นี่ เหมือนกัน” “เจิ้งอี้คิดจะเล่นงานเจ้า แล้วก็คิดเล่นงานข้าเช่นกัน มาถึงเวลานี้ เจ้าและข้าร่วมมือกัน บางทีอาจจะหนี ไปจากที่นี่และอาจจะยังได้ในสิ่งที่ต่างคนต่าง ต้องการก็เป็นได้!” หยวนจิ่วชวนพูดเกลี้ยกล่อมชี้ชวนให้เห็นถึง ผลประโยชน์ที่แต่ละฝ่ายจะได้รับด้วยสีหน้าจริงใจ “ร่วมมือ…” เนี่ยเทียนอึ้งไปครู่หนึ่ง “ร่วมมือกับเจ้า หนีออกไปจากที่นี่ เจ้าจะได้อะไร? แล้วพวกข้า จะ ได้อะไร?” “แค่เจิ้งอี้ตายก็พอแล้ว” หยวนจิ่วชวนหัวเราะดุร้าย “เมื่อเขาตาย ดินแดนสายฟ้าของเขาก็จะถูกข้ายึด มาเป็นของตัว อย่างน้อยเมื่อเขาตาย ข้าก็สามารถ
อาศัยการตายและพลังสายฟ้าของข้ามาทำให้ ขอบเขตของตัวเองเลื่อนขั้นไปได้อีกระดับ” “ร่วมมือกันนั้นได้ แต่ก่อนจะร่วมมือกัน ข้ามีเรื่อง อยากจะถาม” เนี่ยเทียนพูดเสียงกร้าวกระด้าง “เรื่องอะไร?” หยวนจิ่วชวนมึนงง “โม่เหิงผู้อาวุโสใหญ่ของสำนักข้าไปเจออะไรที่ดิน แดนสายฟ้านิรันดร์ เหตุใดเขาถึงหายตัวไป?” เนี่ย เทียนสีหน้าเยียบเย็น “พวกเจ้าเข้าไปในดินแดน สายฟ้านิรันดร์ ลงมือกับสำนักอสนีสวรรค์เพราะ ต้องการสิ่งใด? เป็นพวกเจ้าหรือไม่ก็คนบงการ เบื้องหลังพวกเจ้าใช่ไหมที่ทำให้ผู้อาวุโสใหญ่หายตัว ไปอย่างลึกลับ?” “เรื่องนี้…” หยวนจิ่วชวนทำสีหน้าลำบากใจ การที่จะเล่นงานเจิ้งอี้หรือสังหารอีกฝ่าย เขาไม่รู้สึก ว่าเป็นเรื่องใหญ่อะไร
ทว่าหากแพร่งพรายความลับภายใน แบบนั้นล่ะ ปัญหาใหญ่แน่ เขาจึงลังเลตัดสินใจไม่ได้ “หากเจ้าลำบากใจ ไม่ต้องบอกรายละเอียดก็ได้ ข้า แค่อยากรู้ว่าผู้อาวุโสใหญ่ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่? เขามี อันตรายถึงแก่ชีวิตหรือไม่? แล้วมีโอกาสจะรอดมา ได้ไหม?” เนี่ยเทียนถามอีกครั้ง “ที่พวกเราไปเยือนดินแดนสายฟ้านิรันดร์ บอกว่า จะเล่นงานสำนักอสนีสวรรค์ แต่แท้จริงแล้วก็เพื่อล่อ ให้โม่เหิงปรากฏตัว” หยวนจิ่วชวนสูดลมหายใจเข้า ลึก “รายละเอียดที่แน่ชัด พวกเราเองก็ไม่รู้ เหมือนกัน ข้ารู้เพียงแค่ข้อเดียวก็คือ คนผู้นั้น ต้องการจะพบหน้าโม่เหิงที่ดินแดนสายฟ้านิรันดร์ สักครั้ง เพราะเขาต้องการเกลี้ยกล่อมให้โม่เหิงกลาย มาเป็นส่วนหนึ่งของพวกเรา”
“หากโม่เหิงรับปากก็จะได้เป็นสมาชิกของพวกเรา แต่หากไม่รับปากก็อาจจะถูกกักตัวไว้ที่ใดที่หนึ่ง” “แต่ไม่ว่าเขาจะรับปากหรือไม่รับปาก ในเวลาสั้นๆ นี้เขาก็ต้องหายตัวไปอยู่ดี” เนี่ยเทียนตัวสั่นสะท้าน “สรุปว่าเขารับปาก หรือไม่?” “เรื่องนี้ข้าไม่รู้จริงๆ” หยวนจิ่วชวนยิ้มเจื่อน “เท่าที่ ข้ารู้ก็คือคนผู้นั้นได้พบเขาแล้ว ส่วนเรื่องที่ว่าจะ เกลี้ยกล่อมเขาสำเร็จหรือไม่นั้น ข้ายังไม่ได้อยู่ใน ระดับสูงพอที่จะรู้ข้อมูล” “ระดับของเจ้ายังไม่สูงพอ?” เนี่ยเทียนตะลึงงัน “แดนเทพเจ้าเท่านั้นถึงจะมีสิทธิ์ได้พบหน้าคนผู้ นั้น” หยวนจิ่วชวนถอนหายใจ ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 40 บทที่ 1198 ได้ข้อตกลงร่วมกัน
“คนผู้นั้น…” ท่ามกลางพายุสายฟ้า เนี่ยเทียนก้มหน้าพึมพำด้วยสี หน้าประหลาด เขาเดาเอาว่า “คนผู้นั้น” ที่หยวนจิ่วชวนพูดถึง มี ความเป็นไปได้ถึงแปดเก้าส่วนว่าจะเป็นบิดาที่เขาไม่ เคยพบหน้า และ “คนผู้นั้น” ก็คือคนที่ชักนำให้โม่เหิงเข้ามาอยู่ ในพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว สร้างโม่เหิงขึ้นมา กับมือตัวเอง โม่เหิงซาบซึ้งใจในตัว “คนผู้นั้น” มาโดยตลอด ทั้ง ยังมีความเคารพเลื่อมใสอย่างลึกล้ำ ทว่าเส้นทางที่
“คนผู้นั้น” เดินไปในเวลานี้กลับตรงกันข้ามกับ สำนักเก่าแก่ทั้งสี่ หลังจากที่โม่เหิงได้พบเขาแล้ว จะถูกเขาเกลี้ยกล่อม สำเร็จหรือไม่? หากเกลี้ยกล่อมไม่สำเร็จ แล้วพวกเขาจะกักตัวโม่ เหิงไว้ที่ใด? ที่จี้ชางนายแห่งดวงดาว เจ้าตำหนักพระราชวัง โบราณสะเก็ดดาวหายตัวไปอย่างลึกลับจะเป็นฝีมือ ของเขาด้วยหรือไม่? หลังจากนี้ตนที่เป็นเลือดผสมและได้รับสืบทอด สายเลือดแห่งชีวิตมาจากเขา ควรจะทำเช่นไร? ปัญหามากมายแล่นผ่านในสมองจนรบกวนความคิด ของเนี่ยเทียนให้ยุ่งเหยิง ไม่ว่าเขาจะพยายามจัด ระเบียบพวกมันอย่างไรก็หาข้อสรุปถึงทางเลือกใน อนาคตไม่ได้
โดยเฉพาะมารดาของเขาก็น่าจะอยู่กับคนผู้นั้นด้วย ด้านหนึ่งคือพ่อแม่ อีกด้านหนึ่งคือมิตร คือคนสนิท ในสำนัก หากพวกเขาระเบิดความขัดแย้งกันขึ้นมา ตนที่อยู่ตรงกลางย่อมต้องเลือก —เขาควรจะเอนเอียงไปทางฝั่งไหน? “ที่ข้ารู้ก็มีแค่นี้” หยวนจิ่วชวนคำรามเบาๆ เนี่ยเทียนคืนสติขึ้นมาจากอาการครุ่นคิดลึกซึ้ง เวลา นี้เขาสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าอานุภาพในสายฟ้าแต่ ละเส้นเพิ่มขึ้นทุกขณะแล้วจริงๆ พอพลังสายฟ้าที่โจมตีเข้ามาในเวลานี้แทรกซอนเข้า สู่ร่างกายเขาก็ทำให้เส้นชีพจร เลือดเนื้อของเขาเกิด อาการชาปลาบเป็นพักๆ เขาต้องใช้เลือดลมมาชำระล้าง อาการชาไร้เรี่ยวแรง นั้นถึงจะหายไป
“วิธีการร่วมมือที่เจ้าพูดถึง ก็คือทำให้เจิ้งอี้ตายอย่าง นั้นรึ?” เนี่ยเทียนสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อให้ตัวเอง สงบสติอารมณ์ “เขาคือแดนเอตทัคคะช่วงท้าย แดนเอตทัคคะของเขาแฝงเร้นพลังสายฟ้าที่รุนแรง กายตายของเขาจะสามารถทำให้เจ้ารับช่วงต่อพลัง สายฟ้าของเขามาได้ราบรื่น” “และขอบเขตของเจ้าก็จะฝ่าทะลุไปอีกขั้น กลายมา เป็นแดนเอตทัคคะช่วงท้าย!” ก่อนหน้านี้เขาไม่ได้ตรวจสอบขอบเขตของหยวน จิ่วชวนโดยละเอียด ตอนนี้มาลองรับสัมผัสดูถึงได้รู้ ว่าหลังจากแยกกันที่พื้นที่ห้วงมิติปั่นป่วน ขอบเขต ของหยวนจิ่วชวนได้เลื่อนไปอีกระดับหนึ่งแล้ว แดนเอตทัคคะช่วงกลาง!
หากมารสายฟ้าหยวนจิ่วชวนสามารถอาศัยการตาย ของเจิ้งอี้มาเลื่อนขั้นสู่แดนเอตทัคคะช่วงท้ายหรือ อาจเลื่อนสู่แดนเทพเจ้าได้จริงๆ ระดับความอันตรายของเขาก็คงไม่ด้อยไปกว่าเจิ้งอี้ เจ้าสำนักสายฟ้าเลย! “เนี่ยเทียน หรือเจ้ากลัวความแข็งแกร่งของข้า?” หยวนจิ่วชวนมีสีหน้าประหลาด “ข้าคือคนที่จุติ กลับมาฝึกตนใหม่ ขอบเขตของข้าก่อนหน้านี้ก็คือ ระดับนี้ ที่ข้าฝ่าทะลุขั้นได้อย่างรวดเร็ว นอกจาก วิชาการฝึกตนที่พิเศษแล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดยังมี ประสบการณ์ของชาติก่อนด้วย ถึงได้ทำให้การฝ่า ทะลุขอบเขตของข้าไร้ปราการกางกั้น!” “แต่ต่อให้เป็นเช่นนี้ ข้าก็ต้องลำบากลำบน ใช้เวลา ยาวนานถึงจะกลับคืนมายังขอบเขตของชาติก่อน”
“ข้ารู้สึกว่าคนอื่นอาจกลัวข้าได้ แต่เจ้าไม่จำเป็นต้อง กังวลในเรื่องนี้” เนี่ยเทียนตะลึง “หมายความว่าอย่างไร?” ใบหน้าของหยวนจิ่วชวนมารสายฟ้าเต็มไปด้วย ความขมขื่น “เมื่อเทียบกันแล้ว ข้าควรต่างหากที่ ควรจะกลัวเจ้า! ตัวเจ้าเองไม่รู้หรือว่าเจ้าฝึกวิชาควบ สามอย่าง ทั้งยังเป็นเลือดผสม ระดับการเลื่อนขั้น ของเจ้าถือว่าเร็วมากขนาดไหน? ขอบเขตยังเป็น เพียงแค่ด้านหนึ่งเท่านั้น ทว่าพลังในการต่อสู้ของ เจ้ากลับก้าวกระโดดเสียยิ่งกว่า!” “ตามความเห็นข้า อีกไม่นานเจ้าก็ต้องแซงหน้าข้า ไปไกล มีแต่จะทำให้ข้าต้องก้มหัวคารวะเท่านั้น!” “ด้วยเหตุนี้เจ้าไม่จำเป็นต้องกลัวข้าเลย คนที่ควรจะ กลัว ควรเป็นข้าเสียมากกว่า!” นี่คือคำพูดที่ออกมาจากใจจริงของหยวนจิ่วชวน
เขาเจอกับเนี่ยเทียนเมื่อครั้งที่ไปบ่อแห่งโชควาสนา ในสนามรบสุ้ยเมี่ย ตอนนั้นเนื่องจากขอบเขตของ หยวนจิ่วชวนยังไม่สูงมากพอ เขาถึงไม่กล้าเปิดเผย ตัวตน ภายหลังก็มาเจอกันที่ดินแดนพงฟ้า หลังจากนั้นเขาถูกจ้าวซานหลิงจับโยนไปไว้ในพื้นที่ ห้วงมิติปั่นป่วน แล้วถึงได้ไปเจอกับเนี่ยเทียนอีกครั้ง หลังจากคราวนั้นก็คือตอนนี้ ประสบการณ์ในแต่ละครั้งที่เขาพบเจอเต็มไปด้วย ความมหัศจรรย์ ขอบเขตและศักยภาพจึงก้าว กระโดดไปอย่างไม่หยุดยั้ง ทว่าทุกครั้งที่เขาได้พบเนี่ยเทียน เขากลับค้นพบว่า ความเร็วในการเติบโต การพัฒนาทางด้านพลังการ ต่อสู้ของเนี่ยเทียนน่ากลัวยิ่งกว่าเขา ผิดปกติยิ่งกว่า เขาเสียอีก!
นี่ทำให้ในใจเขาค่อยๆ บังเกิดความหวาดกลัวต่อเนี่ย เทียน ภายหลังยังได้ยินมาว่าเนี่ยเทียนเอาชนะเอ้าเฟยลี่ หย่าผู้เป็นความภาคภูมิใจของเผ่าภูตผีปีศาจได้ที่ มหาสมุทรดาวมอดดับ และในสนามรบสุ้ยเมี่ยก็ใช้ วิธีการเฉพาะตัวมาคลี่คลายหายนะที่เกิดจากศพ ของสัตว์ยักษ์มวลดารา คราวนี้เมื่อได้มาเจอเนี่ยเทียนอีกครั้ง เนี่ยเทียนกลับ ก้าวกระโดดสู่เขตวิญญาณช่วงท้ายแล้ว แม้แต่ตัวเนี่ยเทียนเองก็ยังไม่รู้ว่า เขาสร้างความ หวาดกลัวและสะเทือนขวัญให้แก่หยวนจิ่วชวนมาก แค่ไหน “เจ้าเนี่ยนะ กลัวข้า?” เนี่ยเทียนยิ้มอย่างไม่เห็นเป็น จริงเป็นจัง
“กลัว กลัวจริงๆ นอกจากความแข็งแกร่งของตัวเจ้า เองแล้ว ยังมีสาเหตุอย่างอื่นอีก” หยวนจิ่วชวน กล่าวอย่างตรงไปตรงมา “สาเหตุอย่างอื่น สาเหตุอะไร?” เนี่ยเทียนถาม หยวนจิ่วชวนตัวสั่นสะท้านคล้ายนึกถึงอะไรขึ้นมาได้ จึงหุบปากฉับ “ไหนว่ามาสิ” เนี่ยเทียนซักถามมาอีก ทว่าคราวนี้หยวนจิ่วชวนปิดปากแน่นสนิทจริงๆ ไม่ ว่าอย่างไรก็ไม่ยอมพูดต่อ “อู้ๆๆ!” และเวลานี้เอง จ้าวซานหลิง ต่งลี่และอินย่าหนัน สามคนก็ได้ลอดผ่านตราผนึกสายฟ้าหนาชั้นและ การโจมตีจากสายฟ้ามาหาเนี่ยเทียนด้วยสภาพที่ กระเซอะกระเซิงกันเล็กน้อย
พอมาถึงพวกเขาก็เห็นหยวนจิ่วชวน แต่ละคนจึง ทำท่าเหมือนเผชิญศัตรูตัวฉกาจ เนี่ยเทียนโบกมือไม่ให้พวกเขาตื่นตระหนก จากนั้น จึงพูดว่า “เขาเองก็เหมือนพวกเราที่ถูกเจิ้งอี้เจ้า สำนักสายฟ้าผลักเข้ามาที่นี่” พอได้ยินเขาอธิบายเช่นนี้ พวกจ้าวซานหลิงถึงได้ สงบสติลง “เนี่ยเทียน จุดลึกของพายุหมุนลูกนี้เต็มไปด้วยพลัง ของสายฟ้า แถมยิ่งนานก็ยิ่งรุนแรง” ต่งลี่เหลือบ มองไปยังเต่าทมิฬด้วยสายตาสงสาร “มัน เริ่มรับไม่ ไหวแล้ว พวกเราทดลองที่จะฝ่าออกไปจากพื้นที่นี้ ให้ได้แล้ว ทว่ากลับล้มเหลวทุกครั้ง” “อืม ยิ่งผ่านไปนาน พลังสายฟ้าก็ยิ่งแข็งแกร่ง” จ้าว ซานหลิงสีหน้าเคร่งเครียด “หากเป็นอย่างนี้ต่อไป แม้แต่ข้าก็คงทานไม่ไหว”
เรือนกายแข็งแกร่งปราดเปรียวของอินย่าหนันถูก ปกคลุมไว้ด้วยน้ำแข็งสีขาวใสบางๆ นั่นคือการปกป้องจากพลังความเย็นสุดขั้วของงู เหลือมเลือดน้ำแข็งระดับเก้า หากไม่มีงูเหลือมเลือดน้ำแข็งระดับเก้าที่คอยใช้ เลือดลมและพลังน้ำแข็งเย็นเฉียบของตัวเองมาช่วย ปกป้องอินย่าหนัน ด้วยขอบเขตของอินย่าหนันเอง เมื่อมาอยู่ในพื้นที่ที่มีสายฟ้าพลุ่งพล่านแบบนี้เกรงว่า นางคงตายไปนานแล้ว “หยวนจิ่วชวนบอกแล้วว่าค่ายกลนี้เป็นการลดทอน พลังของเราอย่างต่อเนื่อง และนั่นจะทำให้ตัวมันเอง แข็งแกร่งขึ้นทีละนิด” เนี่ยเทียนเองก็รู้สึกได้ เหมือนๆ กับคนอื่น “เขามาขอให้ร่วมมือกัน” “ร่วมมือ?” ต่งลี่หรี่ตา “ร่วมมือกันอย่างไร? เจ้าคิด จะทำอะไร? แล้วพวกเราจะได้อะไร?”
“ข้าต้องการให้เจิ้งอี้ตาย!” หยวนจิ่วชวนกล่าว “ตกลง งั้นก็เอาตามนี้!” ต่งลี่ตอบรับฉับไว “ถ้า อย่างนั้นพวกเราก็ร่วมมือกันสังหารเจิ้งอี้ให้ได้ก่อน ค่อยว่ากัน! หลังจากนี้ควรจะจัดการอย่างไร รอให้ เขาตายแล้วค่อยมาว่ากันอีกที เจ้าคิดว่าไง?” “คุณหนูต่งใจนักเลงยิ่งนัก!” ดวงตาของหยวนจิ่วช วนพลันเป็นประกาย “มิน่าเล่าเจ้าที่เป็นเพียงคน ธรรมดาในดินแดนดาวตกถึงได้การยอมรับจากเนี่ย เทียน ทั้งยังได้รับการยอมรับจากขั้วอิทธิพลต่างๆ ทั้งในดินแดนพงฟ้าและดินแดนปราการดวงดาว” “ชมเกินไปแล้วๆ” ต่งลี่ยิ้มเสแสร้ง ก่อนจะเอ่ยต่อ ด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ตอนที่อยู่พื้นที่ห้วงมิติ ข้า แนะนำให้เผยฉีฉีรีบสังหารเจ้าซะโดยไม่ต้องสนใจ อะไร เฮ้อ ผู้หญิงคนนั้นก็เอาแต่แสร้งทำเป็นคนดีมี คุณธรรมอยู่ได้ หากเปลี่ยนมาเป็นข้าที่จับตัวเจ้าได้
พอรู้สิ่งที่ต้องการจากปากเจ้าแล้วคงสังหารภัยร้าย อย่างเจ้าทิ้งไปนานแล้ว” พอคิดถึงตอนนั้นที่ต่งลี่โวยวายให้รีบจัดการตน สี หน้าของหยวนจิ่วชวนก็ยิ่งขมขื่นเข้าไปใหญ่ “ปราณของหินปีศาจดำมืดได้ผสานรวมเป็นหนึ่งกับ ร่างนางแล้ว เต่าทมิฬตัวนั้นข้าก็ไม่เคยเจอที่ไหนมา ก่อน” เขามองประเมินต่งลี่ด้วยสีหน้าที่ เปลี่ยนแปลงไปอย่างต่อเนื่อง “ผู้หญิงคนนี้ยิ่งนาน วันก็ยิ่งทำให้ข้ารู้สึกถึงอันตราย ซ้ำศักยภาพยัง เติบโตแข็งแกร่งรวดเร็ว บางทีอีกไม่นานเท่าไหร่ ชื่อเสียงของนางคงเลื่องลือไปทั่วทุกดินแดน เทียบเคียงได้กับบุตรแห่งดวงดาวของพระราชวัง โบราณสะเก็ดดาว และเทพบุตรเทพธิดาของสำนัก ห้าธาตุ” เมื่อชั่งน้ำหนักในใจดีแล้ว หยวนจิ่วชวนจึงตัดสินใจ ได้อย่างฉับไว “วิชาการฝึกตนของข้าคือวิชาสายฟ้า
เนื่องด้วยขอบเขตอ่อนด้อยกว่า พื้นที่หลายแห่งจึง ถูกจำกัด แต่พวกเจ้าไม่เหมือนกัน ขอแค่พวกเจ้ารู้ ว่าพื้นที่ใดในค่ายกลประหลาดนี้สามารถทำลายได้ ง่ายแล้วไปทำลายมัน ก็ยากที่เจิ้งอี้จะกักตัวพวกเจ้า ไว้ได้ต่อ” กล่าวจบเขาก็เริ่มอธิบายให้ทุกคนรู้ถึงวิธีการที่เจิ้งอี้ ใช้โคจรพายุหมุนสายฟ้า รวมไปถึงเส้นทางที่สายฟ้า ด้านนอกกรอกเทเข้ามาอย่างต่อเนื่อง เชี่ยวชาญพลังสายฟ้าเหมือนกัน ขอบเขตของเขา อ่อนด้อยกว่าเจิ้งอี้เจ้าสำนักสายฟ้า ทว่าในด้าน ความรู้ เขากลับมีมากพอๆ กัน การที่หยวนจิ่วชวนมารสายฟ้าถูกเหล่าผู้ฝึกวิชา สายฟ้าทั้งมนุษย์และสัตว์ทุกคนเรียกขานว่าดาวผู้ พิชิต หาใช่ว่าจะไม่มีเหตุผล ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 40 บทที่ 1199 เอาคืน!
โลกภายนอก ฝนเม็ดใหญ่ที่เคยเทกระหน่าหยุดตกไปนานแล้ว ทว่าท้องฟ้ายังคงหม่นมัวไร้แสงสว่าง บ่อสายฟ้าจ่านวนมากที่ส่องแสงพร่างพราวถูกแดน เอตทัคคะสายฟ้าของเจิ้งอี้ชักน่าให้ดิ่งจากท้องฟ้าลง มารายล้อมอยู่รอบดินแดนของเขา มองดูคล้ายถาด กลมขนาดใหญ่ที่ระเบิดปะทุอยู่ตลอดเวลา ระหว่างบ่อสายฟ้าด้วยกัน เบื้องหน้าแดนเอตทัคคะ ที่มีฟ้าร้องฟ้าแลบก็คือพายุหมุนสายฟ้าลูกใหญ่ที่กัก ตัวพวกเนี่ยเทียนไว้ภายใน มีสายฟ้าสิบกว่าเส้นที่คล้ายมังกรสายฟ้าพุ่งแทงเข้า ไปตรงกลางของพายุหมุน
เจิ้งอี้ยังคงเพิ่มพลังการท่าลายล้างให้แก่พายุหมุนลูก นั้น หันเซินที่หวาดผวาพยายามถอยห่างออกมาจากเขา ให้ได้มากที่สุด ในใจหันเซินมีความรู้สึกอย่างหนึ่งว่าหากเจิ้งอี้ใช้บ่อ สายฟ้าพวกนั้นสังหารหยวนจิ่วชวนและเอาเลือดลม ของปลาวาฬกลืนอสนีมาช่วยให้เลื่อนสู่แดนเทพเจ้า ได้ส่าเร็จเมื่อไหร่ เขาก็จะหมดความหมายไปอย่าง สิ้นเชิง เดิมทีเจิ้งอี้ฝากความหวังไว้ที่ตัวเขา หวังว่าเขาจะ เลื่อนสู่แดนเทพเจ้า ท่าให้ส่านักสายฟ้ากลายมาเป็น ส่านักที่ถูกท่านองคลองธรรม เวลานี้หากตัวเจิ้งอี้เองสามารถเลื่อนสู่แดนเทพเจ้า ได้ อายุขัยที่ก่าลังจะหมดสิ้นของเขาก็จะถูกท่าลาย
ขีดจ่ากัดลงอีกครั้ง เขาหันเซินจะอยู่หรือตายก็ล้วน ไม่จ่าเป็นส่าหรับอีกฝ่าย เมื่อมองออกถึงจุดนี้ ในใจหันเซินจึงสับสนอย่างถึง ที่สุด เขาอยู่กับเจิ้งอี้มานานหลายปี รู้ดีถึงใจที่อ่ามหิตของ อีกฝ่าย รู้ดีว่าหากเจิ้งอี้คิดว่าเรื่องไหนถูกต้อง เขาก็ จะต้องยืนกรานท่าตามความคิดของตัวเองให้จงได้ ทว่าตอนนี้เจิ้งอี้อยู่ในช่วงเวลาที่แข็งแกร่งที่สุด และ เขาเองก็ไม่มีความสามารถไปต้านทานกับเจิ้งอี้ใน เวลานี้ หากเขาแสดงความไม่พอใจออกมาจนเป็น เหตุให้ถูกเจิ้งอี้ปลิดชีวิตล่วงหน้า นั่นจะยิ่งเป็นการ กระท่าที่โง่เขลาเข้าไปใหญ่ “หวังว่า หวังว่าเขาจะท่าไม่ส่าเร็จ เมื่อเขาล้มเหลว ข้าถึงจะมีโอกาส”
หันเซินพึมพ่าอยู่ในใจตัวเอง ก่อนจะถอยห่างออกไป อีกนิดโดยอัตโนมัติ ตาทั้งคู่ก็คอยจ้องเจิ้งอี้ที่ก่าลัง คลุ้มคลั่งและพายุสายฟ้าลูกนั้นเขม็ง “หยวนจิ่วชวนถูกขนานนามว่ามารสายฟ้า ขอบเขต แค่ด้อยกว่าระดับหนึ่งเท่านั้น เขา บวกกับพวกเนี่ย เทียนแล้วก็น่าจะพอต้านทานได้นานหน่อย กระมัง?” “อีกอย่างก็ไม่รู้ว่าหัวใจของเจ้าปลาวาฬกลืนอสนี บัดซบนั่นไปมุดหัวอยู่ที่ไหนแล้ว เป้าหมายที่ข้ามา ที่นี่ก็เพื่อหัวใจของมันดวงนั้น เมื่อได้หัวใจดวงนั้น สายเลือดสายฟ้าของข้าก็จะฝ่าทะลุไปอีกก้าวใหญ่” เขามองซ้ายมองขวาไปทั่ว ทั้งยังแอบใช้สายเลือด ของตัวเองมารับสัมผัสอย่างละเอียด
น่าเสียดายที่ปลาวาฬกลืนอสนีไม่เพียงแต่เอาหัวใจ ไปซุกซ่อน แม้แต่ปราณของตัวมันเองก็ยังหายไป เกลี้ยงด้วย เขายังถึงขั้นสังเกตเห็นด้วยว่าปลาวาฬกลืนอสนียอม สละพื้นที่วิเศษที่วิวัฒนาการมาจากเลือดลมของตัว มันเองผสานกับพลังงานฟ้าดินแห่งนี้ไปชั่วคราวแล้ว ด้วย กลับเป็นเจิ้งอี้อาจารย์ของเขาที่เข้ามาแทนที่ ปลาวาฬกลืนอสนี กลายมาเป็นผู้บงการของโลกใบ นี้ชั่วคราว “สายเลือดของปลาวาฬกลืนอสนีคือระดับสิบ เป็น ระดับต้าจุนของเผ่าสัตว์โบราณ สติปัญญาของมัน ต้องไม่ด้อยไปกว่าสิ่งมีชีวิตใดๆ แน่นอน การที่มันไป ซ่อนตัวและปล่อยให้พวกเราจัดการกันเองแบบนี้ ต้องเป็นเพราะมีแผนการร้ายอย่างอื่นแน่!”
หันเซินไม่ใช่คนโง่ เพียงแค่ขบคิดเล็กน้อยก็เดาออก ว่าปลาวาฬกลืนอสนีต้องการนั่งภูดูเสือกัดกัน “เจ้าเหลือแค่หัวใจดวงเดียวเท่านั้น ต่อให้เคย เป็นต้าจุนระดับสิบ แต่เหลือแค่หัวใจแล้วจะท่าอะไร ได้?” หันเซินแค่นเสียงเย็น “หากอาจารย์ของข้า อาศัยบ่อสายฟ้าเลื่อนสู่แดนเทพเจ้าได้ส่าเร็จ ถ้า เช่นนั้นทุกอย่างที่อยู่ในโลกใบนี้ก็จะต้องกลายมา เป็นส่วนหนึ่งของแดนเทพเจ้าสายฟ้าเขา ถูกเขาเอา มาสร้างกายธรรมแห่งเทพ!” “นี่ คงไม่ใช่สิ่งที่เจ้าต้องการจะเห็นกระมัง?” “สวบๆๆ!” ขณะที่หันเซินร้องค่ารามอยู่ในใจก็พลันสังเกตเห็น ว่าพื้นที่ริมขอบหลายแห่งตรงจุดศูนย์กลางของพายุ หมุนสายฟ้ามีล่าแสงสายฟ้าสาดยิงออกมา “ตึง!”
เท้าใหญ่ยักษ์ข้างหนึ่งของเต่าทมิฬยื่นพรวดออกมา จากจุดที่มีสายฟ้าตัดสลับกันแน่นขนัด อีกฝั่งหนึ่งคือเนี่ยเทียนที่ถือกระดูกแคบยาวแหลม คมแหวกผ่าล่าแสงสายฟ้าออกมา และอีกจุดหนึ่งก็มีเจดีย์เล็กๆ หนึ่งหลังซึ่งล้อมวนไป ด้วยมีดแสงห้วงมิติจ่านวนนับไม่ถ้วนบินออกมา เท้ายักษ์ กระดูกแหลมคม เจดีย์วิเศษ เพียงอาวุธวิเศษสามชนิดโผล่ออกมา ค่ายกลสายฟ้า ลึกลับที่สืบทอดมาจากส่านักสายฟ้าของเจิ้งอี้ก็เกิด ช่องโหว่ หันเซินสังเกตเห็นได้ทันใด เขาทั้งตะลึงทั้งสงสัย พึมพ่ากับตัวเองว่า “ค่ายกลนี้สามารถซ่อมแซมได้ อย่างง่ายดาย ไม่ใช่ว่าจะท่าลายทิ้งได้ง่ายๆ เพียงนี้” “ครืนๆๆ!”
ทว่าขณะที่หันเซินคิดว่าเจิ้งอี้อาจารย์ของเขาจะ สามารถใช้เวทลับมาซ่อมแซมค่ายกลได้นั้นเอง จู่ๆ บ่อสายฟ้าทั้งหลายก็เกิดบิดเบือนผิดปกติ ราวกับว่าจุดลึกใต้ดินมีพลังงานอะไรบางอย่างร้อง เรียกพวกมัน ชักน่าพวกมันให้เข้าไปหา บ่อสายฟ้าส่วนหนึ่งที่เชื่อมโยงกับแดนเอตทัคคะ สายฟ้าของเจิ้งอี้เกิดแกว่งไกวแล้วมีแรงกระชากรั้ง ผุดขึ้น เป็นเหตุให้แดนเอตทัคคะสายฟ้าของเจิ้งอี้ ถึงกับส่ายโอนเอนตามไปด้วย เดิมทีเจิ้งอี้เตรียมจะใช้พลังของแดนเอตทัคคะมา ซ่อมแซมรอยโหว่ที่เต่าทมิฬ เนี่ยเทียนและจ้าว ซานหลิงสร้างขึ้น ทว่าเพราะการเปลี่ยนแปลงที่ ผิดปกติของบ่อสายฟ้า เขาจึงรับมือไม่ทัน “ครืนๆๆ!”
พายุหมุนสายฟ้าที่ก่อตัวขึ้นมาจากพลังงานและ กระแสจิตวิญญาณที่เขากรอกเทเข้าไปในบ่อสายฟ้า พลันส่ายสะบัดพลุ่งพล่าน เดิมทีบ่อสายฟ้าหลายบ่อถูกเจิ้งอี้สร้างโซ่สายฟ้ามา รัดพันไว้ แต่เนื่องจากแรงดึงรั้งที่ส่งมาจากแผ่นดิน โซ่สายฟ้า แต่ละเส้นที่รัดพันบ่อสายฟ้ากลับถูกบิดขาด โซ่สายฟ้าแตกหักออกหนึ่งเส้น ใบหน้าของเจิ้งอี้ก็ซีด ขาวลงหนึ่งส่วน รอจนโซ่สายฟ้าขาดออกจากกันทั้งหมด บ่อสายฟ้า ที่เจิ้งอี้ย้ายมาไว้ในแดนเอตทัคคะของตัวเองอย่าง ยากล่าบากก็หลุดลอยหนีเขาไปหมด พวกมันพากันจมหายลงไปยังบ่อโคลนที่อยู่ด้านล่าง “พรวด!”
เลือดสดสาดพุ่งออกมาจากปากของเจิ้งอี้อย่างมิอาจ ควบคุม ดวงตาของเขาที่แจ่มจ้าพลันหม่นมัวลงไปหลายส่วน โซ่สายฟ้ามีพลังจิตวิญญาณและแก่นสายฟ้าที่ บริสุทธิ์ที่สุดในแดนเอตทัคคะของเขาฝากฝังเอาไว้ เมื่อมันขาดออกจากกันจึงเท่ากับท่าร้ายให้เขา บาดเจ็บ และขณะที่เขาปลุกปล้่าอยู่กับบ่อสายฟ้า พวกเนี่ย เทียนก็กระโจนออกมาจากพายุหมุนที่เกิดช่องโหว่ ได้ส่าเร็จ “เปรี๊ยะๆๆ!” สายฟ้านับพันนับหมื่นเส้นสาดยิงเปะปะอย่างที่เขา ไม่อาจควบคุมได้อีกต่อไป
พวกเนี่ยเทียน จ้าวซานหลิงและต่งลี่จึงข้ามผ่านเขต อาคมสายฟ้าที่สภาพผุพังขาดวิ่นออกมาปรากฏตัว ในฟ้าดินแห่งนี้ได้อีกครั้งอย่างผ่อนคลาย พอออกมาพวกเขาก็เห็นเจิ้งอี้ที่เสียการควบคุมบ่อ สายฟ้า จนพวกมันพากันหลุดลอยหนีไป มองดูเหมือนว่าบ่อสายฟ้าจะจมหายไปในบ่อโคลน ทว่าพอมันออกห่างจากเจิ้งอี้มาได้กลับแยกกระจาย กันไปตามจุดลึกของหมู่เมฆและกลับมาถ่ายทอด พลังให้กับฟ้าดินแห่งนี้อีกครั้ง “นี่ นี่มัน…” หันเซินก้มหน้าลงมองบ่อโคลนที่เหมือนเป็นปกติ ด้วยสีหน้ามืดทะมึน เขาพลันเข้าใจแล้วว่าเนื่องด้วยอาจารย์ของเขามี พลังของแดนเอตทัคคะช่วงท้าย อีกทั้งพลังยัง เพิ่มพูนขึ้นมาได้เมื่ออยู่ในฟ้าดินที่มีแต่สายฟ้าแห่งนี้
ดังนั้นปลาวาฬกลืนอสนีจึงมองเขาเป็นศัตรูที่น่ากลัว ที่สุด ปลาวาฬกลืนอสนีจงใจปล่อยให้อาจารย์ของเขาได้ ใจไปก่อนโดยการท่าให้เขาเข้าใจผิดว่าบ่อสายฟ้า พวกนั้นขาดความเชื่อมโยงกับมัน และอาจารย์ของ เขาสามารถดึงเอามาใช้ได้เต็มที่แล้ว ก่อนจะแอบ ร่วมมือกับพวกเนี่ยเทียนแว้งกัดเขากลับในช่วงเวลา ที่ส่าคัญที่สุด อาจารย์ของเขา ก็คือเป้าหมายแรกของปลาวาฬ กลืนอสนี! “เจิ้งอี้ ดูเหมือนว่าเจ้าจะบาดเจ็บสาหัสนะ?” หยวน จิ่วชวนแสยะยิ้ม นัยน์ตาเย็นเยียบ “บางที คงถึง เวลาตายของเจ้าแล้ว” ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 40 บทที่ 1200 ยุคสมัยของเจ้า ผ่านไปแล้ว
เจิ้งอี้เจ้าสำนักสายฟ้าเหมือนไม่ได้ยินคำพูดเย้ยหยัน ของหยวนจิ่วชวน เขาเอาแต่เหม่อมองไปที่ขอบฟ้า บ่อสายฟ้าหลายบ่อที่ถูกเขาชักนำมาแล้วรัดพันไว้ ด้วยโซ่สายฟ้า ซึ่งมองดูเหมือนจะผสานรวมกับแดน เอตทัคคะของเขาได้ มาบัดนี้กลับหนีเขาไปไกล เขาเปลี่ยนคาถาวิเศษอีกครั้ง ทว่าแม้แต่กระแสจิต วิญญาณของเขาก็ยังยากจะสั่นคลอนบ่อสายฟ้าพวก นั้น บ่อสายฟ้าเหมือนกลายมาเป็นภูเขาใหญ่ยักษ์ที่ยืน นิ่งไม่ขยับ เจิ้งอี้พลันเข้าใจแล้วว่าที่ก่อนหน้านี้เขาสามารถชัก นำบ่อสายฟ้าพวกนั้นลงมาได้อย่างง่ายดาย หาใช่
เพราะขอบเขตและพลังของเขาสามารถควบคุมบ่อ สายฟ้าได้อย่างแท้จริง แต่เป็นเพราะปลาวาฬกลืนอสนีจงใจปล่อยมือ! “ปลาวาฬกลืนอสนี! ระดับสิบ!” เจิ้งอี้คำรามกร้าว มุมปากยังมีคราบเลือดไหล ออกมาไม่หยุด หัวตา รูจมูกและรูหูของเขาต่างก็มีสายฟ้าสีเขียวเข้ม เล็กละเอียดสาดยิงออกมา ในมหาสมุทรวิญญาณจุดตันเถียนของเขาก็ยิ่ง กึกก้องไปด้วยเสียงฟ้าคำรณ! “พรวด!” ปีกสายฟ้าลักษณะคล้ายใบเลื่อยที่กว้างใหญ่ผุด ออกมาจากกระดูกสันหลังของเจิ้งอี้ เรือนกายของ เขาพลันเปี่ยมล้นไปด้วยพลังแห่งสายอสนี
อักขระตัวแล้วตัวเล่าที่ปะปนอยู่กับตราประทับ สายฟ้าโผล่ออกมาจากปีกสีเงินยวงนั้น “ปีกแห่งเทพสายฟ้า!” เจิ้งอี้หันไปมองหยวนจิ่วชวนด้วยสายตาเย็นชาพลาง แค่นเสียง “เจ้าถูกคนอื่นขนานนามว่ามารสายฟ้า แต่เจ้าสำนักสายฟ้าแต่ละรุ่นอย่างพวกเรากลับถูก เผ่ามนุษย์เรียกว่าทวยเทพแห่งสายฟ้า! ปีกแห่งเทพ สายฟ้านี้ก็คือสมบัติล้ำค่าของสำนักสายฟ้า คืออาวุธ เทพไม่ดับสลาย! เจ้านึกจริงๆ หรือว่าเพียงแค่เจ้าฝึก ตนด้วยวิธีที่แตกต่างจากคนอื่นก็จะทำให้เจ้า ครอบครองวิถีแห่งสายฟ้าอย่างแท้จริง!” “อู้!” ระหว่างที่พูด ปีกแห่งเทพสายฟ้าของเจิ้งอี้ก็พลัน โบกสะบัดแล้วบินโฉบเข้าหาหยวนจิ่วชวน
ท่ามกลางปีกสีเงินยวงมีสัจธรรมแห่งสายฟ้าที่ลี้ลับ อยู่นับไม่ถ้วน ไม่ว่าจะเป็นยันต์ อักขระหรือลวดลาย ลึกลับต่างๆ ก็ล้วนส่องแสงสว่างพร่างพราว ทุกที่ที่เจิ้งอี้บินผ่าน ฟ้าดินที่แปรสภาพมาจากเลือด ลมของปลาวาฬกลืนอสนีก็คล้ายจะถูกปีกคู่นั้นฉีก กระชากออกเป็นชิ้นๆ “ห้วงมิติปริแตก…” จ้าวซานหลิงหน้าเผือดสี ร้องอุทานออกมาด้วย ความตกใจ ก่อนจะรีบเรียกเจดีย์ซวีหลิงให้ออกมา ปกคลุมพวกเนี่ยเทียน อินย่าหนันและต่งลี่ไว้ภายใน “ครืนๆๆ!” ฟ้าดินที่เต็มไปด้วยแสงสายฟ้าเกิดรูโหว่ทุกหนทุก แห่ง ในรูเหล่านั้นมีลำแสงหลากสีสาดออกมา บางครั้งก็มี ประกายประหลาดของพลังงานลึกลับวาบผ่านไป
คล้ายว่าจะสามารถเชื่อมโยงไปหาฟ้าดินบางแห่งที่ เงียบสงัดอันธกาลได้ในครู่สั้นๆ เนื่องด้วยมีเจดีย์ซวีหลิงอยู่ ห้วงมิติตรงแถบพื้นที่ ของจ้าวซานหลิงจึงถือว่าค่อนข้างเป็นปกติ “สวบ!” แสงสายฟ้าเส้นหนึ่งพุ่งผ่านไป เพราะเจิ้งอี้ที่เป็นดั่ง ทวยเทพบรรพกาลผู้มีปีกยักษ์งอกออกมาจากหลัง ใช้อักขระและยันต์ทั้งหลายในปีนฟันเข้าใส่หยวน จิ่วชวน “ตราราชาสายฟ้า!” หยวนจิ่วชวนแผดเสียงคำราม ก่อนจะโยนวัตถุ ขนาดใหญ่ยักษ์ที่มีเสียงฟ้าผ่าเปรี้ยงปร้างไม่หยุด ออกไป
ลูกสายฟ้ากลมๆ ที่สว่างจ้าดุจดวงอาทิตย์ซึ่งปะปน ไปด้วยเพลิงสายฟ้าดับโลกตรงเข้าโรมรันกับเจิ้งอี้ทัน ควัน “เทพสายฟ้า?” เสียงหัวเราะหยันของหยวนจิ่วชวน ดังออกมาจากในสายฟ้าที่แลบปลาบอยู่เป็นระยะ “มีแต่เจ้าสำนักสายฟ้าในอดีตที่เลื่อนเป็นแดนเทพ เจ้าได้เท่านั้นแหละถึงจะถูกผู้ฝึกวิชาสายฟ้าทุกคน ขนานนามให้เป็นเทพสายฟ้า แต่เจ้าเจิ้งอี้กลับไม่มี ใครเรียกว่าเทพสายฟ้า” “สำนักสายฟ้าเสื่อมถอยมาตั้งแต่รุ่นเจ้าแล้ว” “ด้วยขอบเขตและพรสวรรค์ของเจ้า ต่อให้ได้ ครอบครองปีกแห่งเทพสายฟ้าแล้วจะอย่างไร? อาวุธเทพไม่ดับสลายที่สืบทอดกันมาของสำนัก สายฟ้าชิ้นนี้ อยู่ในมือเจ้าก็ไม่สามารถสำแดง อานุภาพที่แท้จริงออกมาได้”
“แล้วนับประสาอะไรกับที่เดิมทีเจ้าก็บาดเจ็บสาหัส อยู่แล้ว! ไม่ว่าเจ้าจะยอมรับหรือไม่ เจ้าในตอนนี้ก็ แพ้แล้ว” “เจ้าไม่สามารถดึงเอาบ่อสายฟ้ามาผสานรวมเข้ากับ แดนเอตทัคคะของตัวเองได้ ความหวังที่จะเลื่อน เป็นแดนเทพเจ้าของเจ้าก็ดับลงอีกครั้ง และอายุขัย ของเจ้าก็ถึงจุดสิ้นสุด ไม่เลื่อนสู่แดนเทพเจ้า อีกไม่ นานเจ้าก็จะต้องตายไป” “เจิ้งอี้ จงยอมรับชะตากรรมเสียโดยดีเถอะ รีบมอบ ปีกแห่งเทพสายฟ้าให้แก่หันเซินซะ ด้วยพรสวรรค์ และสายเลือดสายฟ้าของหันเซิน เขาสามารถทำให้ ความปรารถนาของเจ้าเป็นจริง ทำให้สำนักสายฟ้า มีแดนเทพเจ้าถือกำเนิดจนชื่อเสียงเลื่องลืออีกครั้ง ได้” “ยุคสมัยของเจ้ามันผ่านพ้นไปแล้ว”
น้ำเสียงบาดหูของหยวนจิ่วชวนประหนึ่งกระบี่ แหลมคมที่แทงเข้าสู่หัวใจของเจิ้งอี้ โจมตีปณิธานใน การต่อสู้ของเขาให้พังภินท์ ทำให้เขาเกิดเงามืดใน หัวใจ ทำให้เขาสิ้นหวัง “ฟิ้วๆๆ!” แล้วจู่ๆ ก็มีแสงเลือดเล็กละเอียดโผล่วาบอยู่ในแดน เอตทัคคะของเจิ้งอี้ ในแสงเลือดนั้นมีพลังที่มากพอจะลดทอนและ แยกสลายพลังสายฟ้าของเจิ้งอี้ให้กลายมาเป็นสาร บำรุงที่เหมาะสมในการหล่อเลี้ยงฟ้าดินแห่งนี้ “ปลาวาฬกลืนอสนี!” เจิ้งอี้พลันตะลึงพรึงเพริด เขาที่กำลังต่อสู้กับหยวน จิ่วชวนสัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงของแดน เอตทัคคะอีกครั้ง
แดนเอตทัคคะของเขาได้รับผลกระทบ นั่น หมายความว่าบ่อสายฟ้าที่เขาดึงมาใช้ก่อนหน้านี้มี เลือดลมบางส่วนที่ปลาวาฬกลืนอสนีทิ้งเอาไว้ ซึ่งอยู่ ในแผนการเล่นงานของมัน เลือดลมที่มีอยู่ในปลาวาฬกลืนอสนีระดับสิบไม่อาจ ดูถูกได้ โดยเฉพาะเขายังต้องเผชิญหน้ากับคู่ต่อสู้อย่างหยวน จิ่วชวนด้วย “เนี่ยเทียน” จ้าวซานหลิงที่ใช้เจดีย์ซวีหลิงป้องกัน พื้นที่แห่งนี้เอาไว้ทอดสายตามองไปยังการต่อสู้ ระหว่างเจิ้งอี้และหยวนจิ่วชวน “พวกเราจะดูเฉยๆ หรือว่ายื่นมือเข้าแทรก? ตามความเห็นข้า จาก สภาพของเจิ้งอี้ในตอนนี้ เขาที่ได้รับบาดเจ็บอาจจะ กำราบหยวนจิ่วชวนเอาไว้ไม่อยู่ หากพวกเรายื่นมือ เข้าแทรก เกรงว่าเจิ้งอี้ก็คงจะพ่ายแพ้อย่างรวดเร็ว”
งูเหลือมเลือดน้ำแข็งแระดับเก้า เต่าทมิฬ บวก กับเนี่ยเทียนและเขา หากร่วมมือกันรับมือเจิ้งอี้ ความเป็นไปได้ที่จะชนะก็มีสูงมาก “ไม่ต้องสนใจการต่อสู้ของพวกเขา” เนี่ยเทียนส่าย หน้า แล้วหันไปมองหาหันเซิน จึงเห็นว่าหันเซิน ทำท่าลับๆ ล่อๆ ไปหลบอยู่ไกลมาก “หันเซิน” เนี่ยเทียนแสยะยิ้ม แล้วจึงสั่งความอิน ย่าหนัน “ใช้พลังของงูเหลือมเลือดน้ำแข็งและตัว เจ้าเองไปจับตัวไอ้หมอนั่นมาให้ข้า อ้อ หากเขาขัด ขืนรุนแรงนักก็ฆ่าได้เลย เลือดผสมแบบเขาหาได้ น้อย ตายไปสักคนก็จะได้ลดไปคนหนึ่ง” “แล้วเจ้าล่ะ?” จ้าวซานหลิงถาม “ลงไปข้างล่าง!” เนี่ยเทียนถือกระดูกของสัตว์ยักษ์ มวลดาราเอาไว้ เขาสัมผัสได้ถึงความมหาศาลของ ปราณเลือดจึงรู้ว่าพรสวรรค์ทางสายเลือดกำลังจะ
ฟื้นตื่นขึ้นมา “จะดูถูกปลาวาฬกลืนอสนีตัวนั้นไม่ได้ เลย แม้จะมีเพียงแค่หัวใจ ทว่าเมื่อมาอยู่ในดินแดน ที่วิวัฒนาการมาจากเลือดลมของมันแห่งนี้ มันก็ สามารถสร้างปัญหาได้มากมาย” “ข้าจะลงไปหาหัวใจนั่นแล้วลองพูดคุยกับมัน ดูก่อน” กล่าวจบเขาก็บินลงไปข้างล่างโดยไม่แม้แต่จะเรียก เรือดาราออกมา “ไม่ต้องให้พวกเราช่วยรึ?” จ้าวซานหลิงตะโกนถาม “ไม่จำเป็น” เนี่ยเทียนส่ายหน้า “สายเลือดแห่งชีวิต ของข้าเลื่อนสู่ระดับแปดแล้ว แม้จะยังไม่แปรสภาพ อย่างสมบูรณ์แบบ แต่ข้ารู้สึกว่าการรับมือกับหัวใจ ดวงหนึ่งของปลาวาฬกลืนอสนี ไม่น่าจะเป็นปัญหา มากนัก”
เขาที่สวมเกราะมังกรเพลิงไว้บนร่าง มือถือท่อน กระดูกพลันกลายร่างเป็นลำแสงเปลวเพลิงที่พุ่งหาย เข้าไปในบ่อโคลน เนี่ยเทียนใช้พลังเลือดลมผสานกับเกราะมังกรเพลิง จึงกลายมาเป็นเหมือนสว่านแหลมคมที่เจาะลึกลง ไปยังใต้ดิน สายเลือดแห่งชีวิตที่รับสัมผัสได้อย่างเฉียบคมคอย ทำการค้นหาอย่างต่อเนื่อง และไม่นานเขาก็สัมผัส ได้ถึงปราณจากหัวใจของปลาวาฬกลืนอสนี “หนีห่างไปเสียไกล ถูกเก็บไว้ในสถานที่พิเศษแห่ง หนึ่งใต้ดิน บางครั้งก็โผล่ออกมา บางครั้งก็อำพราง ตัว!” เนี่ยเทียนหัวเราะเสียงเย็น ครั้นจึงมุ่งหน้าไป ยังจุดลึกใต้ดินอย่างรวดเร็ว ———————————