ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 1201 การปะทะทางสายเลือด!
“เพล้งๆๆ!” กระดูกสีน ้าเงินเข้มหลายท่อนพากันปริแตกออก เพราะการทะยานรุดหน้าของเนี่ยเทียน สายฟ้าสีฟ้า สว่างจ้าสาดกระเซ็นไปสี่ทิศ ชั่วครู่เดียวก็มองเห็น พื นที่โล่งกว้างเบื องล่าง พื นที่ว่างเปล่านั นคล้ายเคยเป็นช่วงหน้าอกของ ปลาวาฬกลืนอสนี แสงสีฟ้าแวววาวเต็มไปด้วยพลัง ของสายฟ้าที่พลุ่งพล่านจนท้าให้คนพรั่นพรึง ความรู้สึกนี น่ากลัวยิ่งกว่าตอนที่เนี่ยเทียนอยู่ในพายุ หมุนสายฟ้าของเจิ งอี เสียอีก! ซากกระดูกสีฟ้าเข้มก็คือกระดูกหน้าอกในอดีตของ ปลาวาฬกลืนอสนีที่ตายไป
สายฟ้าเล็กละเอียดที่ว่ายวนอยู่ตามโพรงหน้าอก คล้ายมีจิตส้านึกของตัวเอง พวกมันบินไปบินมาอยู่ ตามหัวใจที่เต้นกระตุกเพื่อคอยให้การดูแล หัวใจดวงนั นของปลาวาฬกลืนอสนีมีขนาดหลายไร่ พื นผิวด้านนอกเป็นประกายสีฟ้าเข้มที่อัดแน่นเต็ม ไปด้วยสายฟ้าสีเขียวอมฟ้า “ตึกๆๆ!” หัวใจดวงนั นเต้นกระหน่้ารุนแรง โซ่ผลึกสายเลือด เล็กละเอียดจ้านวนมากที่อยู่ด้านในคล้ายจารึก พรสวรรค์ทางสายเลือดและความรู้ความเข้าใจที่มัน มีต่อสายฟ้ามาตลอดเวลาหลายแสนปี เนี่ยเทียนพลิ วกายลงตรงกระดูกหน้าอก ทุกสิ่งที่ สายตามองเห็นจึงมีแต่โครงกระดูกสีฟ้าเข้ม กระดูกแต่ละท่อนโค้งงอห่อหุ้มหัวใจเอาไว้ ลักษณะ คล้ายกรงที่เกิดขึ นมาเองตามธรรมชาติ
“สวบ!” สายฟ้าโค้งงอสีเขียวเข้มหลายร้อยเส้นบินออกมา จากหัวใจตรงกระดูกหน้าอก สายฟ้าเหล่านั นประดุจโซ่ตรวนที่พริบตาเดียวก็ดิ่ง มายังต้าแหน่งอันตรายบนร่างเนี่ยเทียนอย่างหน้า ท้อง ข้อศอก หัวเข่าและล้าคอ ก่อนจะค่อยๆ รัดเข้า ด้วยกัน “เปรี๊ยะๆๆ!” เปลวเพลิงที่ปลดปล่อยออกมาจากเกราะมังกรเพลิง ปะทะเข้ากับสายฟ้าเหล่านั น พริบตาเดียวก็สาดแสง ดารดาษเจิดจ้าแห่งการปะทะชน ทว่าพลังเปลวเพลิงของเกราะมังกรเพลิงที่แข็งแกร่ง กลับไม่สามารถลดทอนสายฟ้าพวกนั นได้ในเวลา สั นๆ
เนี่ยเทียนไม่ได้ตกใจสักเท่าไหร่ เขารับสัมผัสอย่าง ละเอียดก็พบว่าสายฟ้าเหล่านั นไม่ได้มีพลังพิฆาตสูง นัก แต่กลับเป็นพลังการกักกันเสียมากกว่าที่ ค่อนข้างรุนแรง “เปรี ยง!” ทุกครั งที่หัวใจของปลาวาฬกลืนอสนีเต้นขยายใหญ่ ก็จะต้องมีลูกสายฟ้าที่น่าหวาดกลัวท้าท่าจะบิน ออกมา ในลูกสายฟ้าพวกนั นต่างหากที่แฝงพลังแห่งการ ระเบิดซึ่งสามารถดับท้าลายทุกสรรพชีวิตและสรรพ สิ่งให้วอดวายได้อย่างแท้จริง “ดูเหมือนว่าที่การเข้ามาของข้าจะได้รับการยินยอม จากเจ้า” เนี่ยเทียนขมวดคิ วพลางตั งใจรับสัมผัส “พื นที่ต้องห้ามที่เจ้าใช้ปกป้องหัวใจของตัวเองแห่ง นี หากว่ากันตามหลักแล้วข้าคงไม่สามารถบุกเข้ามา
ได้อย่างราบรื่นและง่ายดายเพียงนั น เอาล่ะ ตอนนี ข้ามาถึงแล้ว เจ้า…” เขามองหัวใจของปลาวาฬกลืนอสนีแล้วก็แอบรู้สึก ว่าปลาวาฬกลืนอสนีต้องสามารถสื่อสารกับเขาได้รู้ เรื่องแน่นอน แม้ว่าตอนนี เขาจะยังไม่รู้ก็ตามว่าต้องใช้วิธีใด “อู้!” ครั นแล้วพลังการดึงดูดที่รุนแรงก็ส่งมาจากหัวใจดวง ยักษ์ของปลาวาฬกลืนอสนีที่เต้นกระตุกไม่หยุด ส่วนเนี่ยเทียนนั นถูกโซ่สายฟ้าที่รัดพันกระชากรั งให้ บินเข้าไปหาหัวใจดวงนั น และเวลานี เอง เนี่ยเทียนพลันสัมผัสได้อย่างเฉียบไว ว่าหัวใจของปลาวาฬกลืนอสนีดวงนั นกระหายและ ปรารถนาต่อพลังสายเลือดที่เป็นของเขา!
ไม่ได้สื่อสารกัน ไม่ได้ส่งกระแสจิตวิญญาณ เพียงแค่ มองหัวใจของปลาวาฬกลืนอสนี เขาก็เข้าใจได้ “สายเลือดแห่งชีวิตของข้า!” ทันใดนั นเนี่ยเทียนก็คืนสติ รู้ดีว่านับตั งแต่ที่ตัวเอง เยื องกรายเข้ามาในพื นที่ประหลาดแห่งนี เมื่อจิงชี่ เลือดเนื อของเขาไหลหายไปในบ่อโคลนแล้วหัวใจ ของปลาวาฬกลืนอสนีดูดกลืนไป ก็ถูกมันหมายหัว ไว้แล้ว บางทีในสายตาของปลาวาฬกลืนอสนี เลือดลมที่มา จากอินย่าหนันและงูเหลือมเลือดน ้าแข็งระดับเก้า อาจไม่มีค่าพอให้พูดถึง มีเพียงสายเลือดของเขาซึ่งเป็นเลือดลมที่ซุกซ่อน ความลี ลับแห่งพลังชีวิตเอาไว้เท่านั นถึงจะเป็นสิ่งที่ ปลาวาฬกลืนอสนีปรารถนาจะได้ครอบครองอย่าง แท้จริง เพราะมันจะกลายมาเป็นต้นก้าเนิดพลังงาน
ที่ท้าให้มันฟื้นคืนชีพได้เร็วขึ น หรืออาจถึงขั นที่ท้าให้ มันแข็งแกร่งมากยิ่งขึ นในอนาคต! “คิดจะใช้หัวใจยักษ์กลืนกินข้าทั งเป็นอย่างนั นรึ?” เนี่ยเทียนสีหน้ามืดคล ้า ใช้พลังแห่งสายเลือดมา กระตุ้น ลายเลือดสีแดงฉานบนพื นผิวของเกราะ มังกรเพลิงจึงปลดปล่อยเปลวเพลิงร้อนแรงออกมา มากกว่าเดิม “ฟู่วๆ!” สายฟ้าจ้านวนมากกว่าเดิมบินออกมาจากในโครง กระดูกสีฟ้าเข้มเพื่อดับท้าลายเปลวเพลิงแดงฉาน บนร่างเขา “กระตุ้นพลังแฝง! พลังชีวิตแข็งแกร่ง!” แก่นเลือดแห่งชีวิตหลายหยดลุกไหม้อยู่ในหัวใจ สายเลือดที่แปรสภาพสู่ระดับแปดและเรือนกายที่
แข็งแกร่งยิ่งขึ นนี ต่างก็พร้อมใจกันระเบิดพลัง สะท้านฟ้าสะเทือนดิน! “เปรี ยง!” สายฟ้าสีเขียวเข้มหลายเส้นที่รัดพันร่างเขาไว้ถูกเขา ใช้ก้าลังแขนกระชากออกจนขาด สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าว่าในสายฟ้าที่ขาด ออกมีผลึกใสสีฟ้าแวววาวลึกลับซึ่งซุกซ่อนเศษโซ่ ผลึกสายเลือด ดูเหมือนด้านในจะบันทึกความลี ลับ ของพลังสายฟ้าเอาไว้ ก้อนผลึกเหล่านั นร่วงกราวลงไปบนพื นและถูกหัวใจ ของปลาวาฬกลืนอสนีรับกลับคืนไปอีกครั ง ขณะเดียวกันพลังงานสายฟ้าเดือดพล่านในบ่อ สายฟ้าแต่ละบ่อด้านนอกก็พากันเทฝนห่าใหญ่ที่ เคล้าไปด้วยแสงสายฟ้าลงมา ลงมาสู่บ่อโคลนเบื องล่างทั งหมด!
ดูเหมือนว่าบ่อโคลนจะได้รับการเติมเต็มจากฝน สายฟ้าในเวลาสั นแสนสั น มันจึงกลายมาเป็นบ่อ สายฟ้าบ่อหนึ่งที่มีพลังงานเยอะที่สุดและน่ากลัว มากที่สุด! เนี่ยเทียนที่ยืนอยู่ก้นบ่อเงยหน้าขึ น แล้วก็ต้องหน้า เปลี่ยนสี! เขาพลันเกิดความรู้สึกมหัศจรรย์ว่าในโลกใบนี มีโลก เล็กๆ อีกใบหนึ่งซ่อนอยู่ —โลกที่อยู่ในโลกอีกที! โลกใบที่เล็กกว่าเต็มไปด้วยเลือดลมของปลาวาฬ กลืนอสนี เลือดลมที่ถูกสั่งสมและพลังสายฟ้าที่ถูก กลืนกินมาหลายแสนปีของมัน พลังงานเช่นนี บริสุทธิ์ยิ่งกว่า ตรงกว่าและเดือด พล่านยิ่งกว่าของเจิ งอี ! “เปรี ยง!”
เสาสายฟ้าต้นหนึ่งสาดยิงจากด้านบนกระแทกลง มายังไหล่ของเนี่ยเทียน เนี่ยเทียนเจ็บร้าวไปทั งร่าง เซถลาไปข้างหน้าอย่างที่ มิอาจควบคุมตัวเอง ก่อนที่ในหัวใจใหญ่ยักษ์จะมีสายฟ้าอีกหลายร้อย เส้นตรงเข้ามารัดพันเขาประหนึ่งเชือกป่าน ไม่รอให้ เขาตั งตัวทัน พริบตาเดียวก็กระชากเขาให้เข้าไปอยู่ ในฟ้าดินที่เต็มไปด้วยเลือดลมคาวคลุ้งและมีรสเค็ม เหมือนน ้าทะเล —หัวใจของปลาวาฬกลืนอสนี! ทั งเขาและเกราะมังกรเพลิงต่างก็ถูกพาเข้าไปใน หัวใจดวงนั น ทว่าท่อนกระดูกของสัตว์ยักษ์มวลดารากลับถูก กระแสสายฟ้าจ้านวนนับไม่ถ้วนของปลาวาฬกลืน
อสนีโจมตีให้แยกห่างออกจากเขา ถูกมันทิ งเอาไว้ ตรงกระดูกหน้าอก ราวกับว่าปลาวาฬกลืนอสนีเองก็กริ่งเกรงกระดูก ท่อนนั นอย่างถึงที่สุด—แม้ว่าจิตวิญญาณที่อยู่ใน ท่อนกระดูกจะยังไม่ฟื้นตื่นขึ นมาก็ตาม พอเข้ามาอยู่ในหัวใจของปลาวาฬกลืนอสนี สิ่งที่ สายตาของเนี่ยเทียนมองเห็นก็คือโซ่ผลึกสายเลือดสี ฟ้าใสระยิบระยับที่ตัดสลับกัน ส่วนตัวเขาก็เหมือน คนจิ๋วที่ถูกย่อส่วนให้เล็กลงจากเดิมหลายเท่า ขณะที่เขายังตกตะลึงอยู่นั น โซ่ผลึกสายเลือดสีฟ้า วาวววับหลายเส้นก็พุ่งแทงเข้ามาที่เขาราวกับเข็ม แหลมคม เมื่อเผชิญหน้ากับการทิ่มแทงจากโซ่ผลึกสายเลือด ของปลาวาฬกลืนอสนี เรือนกายที่แข็งแกร่งของเขา
กลับมิอาจต้านทานได้จึงถูกแทงทะลุไปในเสี ยว วินาที นาทีถัดมาทั งร่างของเขาก็มีแต่ประกายแสงสายฟ้า เปล่งวูบวาบ ซึ่งสายฟ้าพวกนั นพกพาเอาพลังเลือด ลมของปลาวาฬกลืนอสนีให้มุ่งตรงมายังหัวใจของ เขา ปราณเลือดสีเขียวที่ยังอยู่ระหว่างการกระตุ้นให้โซ่ ผลึกสายเลือดเพิ่มจ้านวนขึ นพลันสัมผัสได้ และนั่นดูเหมือนจะไปกระตุ้นให้สายเลือดแห่งชีวิต เดือดดาล! โซ่ผลึกสายเลือดแต่ละเส้นที่อยู่ในปราณเลือดของ เขาปานประหนึ่งกลายร่างมาเป็นสัตว์ร้ายเหี ยน กระหาย ประหนึ่งนักล่าค่าหัวที่เหี ยมโหดที่สุดซึ่งบิน พรวดออกมาจากในปราณเลือดสีเขียว
พริบตานั นโซ่ผลึกสายเลือดของเขาและโซ่ผลึก สายเลือดของปลาวาฬกลืนอสนีก็ปะทะโรมรันกัน อยู่กลางหัวใจของเขา โซ่ผลึกสายเลือดหลายพันเส้นที่มาจากทั งของเขา และของปลาวาฬกลืนอสนีคล้ายมังกรดุร้ายกับงู เหลือมยักษ์หลายพันหลายหมื่นตัวที่เปิดฉากสังหาร กัดกิน ดูดซับและลดทอนพลังของกันและกันใน พื นที่แคบๆ กลางหัวใจของเขา! ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 41 บทที่ 1202 ไม่ไปแล้ว!
โดยทั่วไปแล้ว หากสายเลือดระดับสูงเจอกับ สายเลือดระดับต่า สายเลือดระดับสูงจะได้เปรียบ เพราะมีพลังในการก่าราบ สายเลือดของปลาวาฬกลืนอสนีคือระดับสิบ เป็น ระดับของต้าจุน ต่อให้หลงเหลือแค่หัวใจดวงเดียว ทว่าเมื่อโซ่ผลึก สายเลือดก่อตัวขึ้นมาในหัวใจ สายเลือดของมันก็ ยังคงเป็นระดับสิบอยู่ดี สายเลือดแห่งชีวิตของเนี่ยเทียนมีเพียงแค่ระดับ แปดเท่านั้น ทั้งยังเพิ่งจะเลื่อนขั้น แม้แต่พรสวรรค์ สายเลือดอย่างใหม่ก็ยังแปรสภาพไม่ส่าเร็จด้วยซ้่า
ระดับสิบกับระดับแปดที่ต่างก็จารึกโซ่ผลึกสายเลือด ที่ลี้ลับเอาไว้เช่นเดียวกัน หากว่ากันตามหลักการ ทั่วไปแล้ว โซ่ผลึกสายเลือดของปลาวาฬกลืนอสนี ย่อมต้องกลืนกิน ฉีกกระชากสายเลือดระดับแปด ของเนี่ยเทียนได้อย่างสิ้นซาก ทว่าบนโลกนี้ไม่มีเรื่องใดที่ตายตัวเสมอไป รอจนโซ่ผลึกสายเลือดของปลาวาฬกลืนอสนีโรมรัน พันตูอยู่กับโซ่ผลึกสายเลือดของเนี่ยเทียนในหัวใจ เนี่ยเทียน เนี่ยเทียนก็กระตุ้นใช้การสูบดึงพลังชีวิต โดยอัตโนมัติ เมื่อแก่นเลือดแต่ละหยุดเผาไหม้ อานุภาพของการ สูบดึงพลังชีวิตจากโซ่ผลึกสายเลือดจึงเพิ่มพูนมาก ขึ้น จิตวิญญาณของเขามองเห็นอย่างชัดเจนว่าโซ่ผลึก สายเลือดสีฟ้าเข้มที่เป็นของปลาวาฬกลืนอสนีมี
สายฟ้าสาดกระเซ็น และตัวก้อนผลึกก็ค่อยๆ ปริ แตกไปทีละนิด สายเลือดระดับสิบและแก่นเลือดลมที่มากไพศาล กลับต้องมาถูกโซ่ผลึกสายเลือดของเนี่ยเทียนดึงรั้ง เข้าสู่หัวใจของเขาเสียเอง “ตึกๆๆ!” หัวใจของเขาที่เมื่อเทียบกับหัวใจของปลาวาฬกลืน อสนีแล้วเล็กกว่าไม่รู้ต่อกี่เท่าพลันส่งเสียงอื้ออึง สะเทือนฟ้าดิน ดังจนเหมือนจะกลบทับเสียงหัวใจของปลาวาฬกลืน อสนี! และต่าแหน่งที่เขายืนอยู่ในเวลานี้ก็คือหัวใจของ ปลาวาฬกลืนอสนีอย่างเหมาะเหม็ง! “พรวด!”
เลือดลมสีแดงฉานนับพันนับหมื่นเส้นสาดยิงออกมา จากรูขุมขนทั่วร่างของเขา มองดูคล้ายสายฟ้าสีชาด ที่นาบประทับสัจธรรมแห่งชีวิตและความลี้ลับแห่ง การถือก่าเนิดของสรรพชีวิตซึ่งพุ่งเข้าหาปราการ หัวใจของปลาวาฬกลืนอสนี แก่นเลือดเข้มข้นในหัวใจของปลาวาฬกลืนอสนี คล้ายถูกเครื่องสูบน้่าสูบเอาไปดัง “ปุดๆๆ” ถี่ระรัว มาบัดนี้หัวใจยักษ์เหมือนจะก่าลังแห้งเหี่ยวลง เสียงฟ้าค่ารณดังกึกก้องอยู่ในห้องหัวใจ คลอเคล้า มาด้วยเสียงฟ้าผ่ากังวาน พลังดึงดูดที่พันธนาการ เนี่ยเทียนก่อนหน้านี้ไม่เพียงแต่หายเกลี้ยง ยังมีแรง ผลักอีกขุมหนึ่งที่ผลักดันให้เนี่ยเทียนฝ่าทลายเข้าไป ยังหัวใจของมัน ปลาวาฬกลืนอสนีพลันหวาดกลัวเสียแล้ว
แม้จะไม่ได้พูดคุยกัน ไม่ได้ส่งกระแสจิตใดๆ แต่เนี่ย เทียนกลับรู้ดีว่ามันก่าลังหวาดกลัวจนตัวสั่น เพราะโซ่ผลึกสายเลือดระดับสิบที่แต่เดิมเริงร่า ลิงโลดของมันกลับไม่สามารถก่าราบสายเลือดที่เป็น เพียงแค่ระดับแปดของเนี่ยเทียนได้! นี่คือเหตุการณ์ที่พลิกตลบหลักการทั่วไปอย่าง สิ้นเชิง! ปลาวาฬกลืนอสนีระดับสิบมีสติปัญญาล้่าเลิศไม่ ด้อยไปกว่าต้าจุนชนต่างเผ่าคนใด และอายุขัยของมันก็มากกว่าต้าจุนชนต่างเผ่า ซึ่ง น่าจะมีอายุขัยยาวนานหลายแสนปีหรือเกือบล้านปี เลยทีเดียว สิ่งที่สามารถท่าลายความรู้และท่าให้มัน หวาดกลัวได้จึงมีน้อยยิ่งกว่าน้อย ทว่าบนร่างเนี่ยเทียนกลับมีหลายสิ่งที่ท่าให้มันหวาด เกรง
ก่อนหน้านี้มันกลัวท่อนกระดูกของสัตว์ยักษ์มวล ดารา เพราะมันสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของศัตรูทาง ธรรมชาติที่แผ่ออกมาจากในกระดูก ยังดีที่จิตวิญญาณของสัตว์ยักษ์มวลดาราอยู่ใน สภาวะจ่าศีลหลับลึก ท่อนกระดูกนั้นก็ก่าลังเกิดการ เปลี่ยนแปลง จึงไม่ได้ส่าแดงฤทธิ์เดชออกมา แล้วก็ด้วยเหตุนี้ มันถึงดึงดูดเนี่ยเทียนให้เข้ามาใน หัวใจ แต่เลือกจะทิ้งท่อนกระดูกไว้ข้างนอก เดิมทีมันนึกว่าตอนที่เนี่ยเทียนเข้ามาในหัวใจ มันจะ สามารถอาศัยระดับสายเลือดที่เหนือกว่ามากลืนกิน เลือดลมลึกลับที่แค่มันได้กลิ่นก็กระหายอยาก และ สามารถช่วยให้มันฟื้นคืนชีพได้เร็วขึ้นของเนี่ยเทียน จนหมดสิ้น
ไม่ว่าอย่างไรมันก็คาดไม่ถึงเลยว่าเนี่ยเทียนที่มันจับ ตัวมาเพราะมองเป็นแกะตัวน้อย พอเผยเขี้ยวเล็บ แล้วจะน่ากลัวถึงเพียงนี้! เมื่อเห็นว่าโซ่ผลึกสายเลือดที่มันปล่อยออกไปหมาย กลืนกินเนี่ยเทียนถูกตัดขาดกะทันหัน และแก่น เลือดเนื้อที่สั่งสมมาหลายแสนปีพากันไหลบ่าเข้าหา เนี่ยเทียนอย่างมิอาจควบคุม ในที่สุดมันก็เกิดความ หวาดกลัว มันอยากจะขัดขวางไม่ให้ทุกอย่างนี้เกิดขึ้น! “หึ นี่ก็คือวิธีการที่เจ้าบ้านอย่างเจ้าต้อนรับแขก อย่างนั้นรึ?” เนี่ยเทียนหัวเราะเบาๆ “มา ข้าก็ถูก เจ้าบังคับพามา ผายลมข้ายังไม่ทันหายเหม็น เจ้าก็ รีบร้อนไล่แขกแล้วรึ? ง่ายเพียงนั้นเสียเมื่อไหร่ ข้า เองก็ไม่ใช่คนที่ใครคิดจะเรียกก็มา คิดจะไล่ก็ไป ใน เมื่อมาแล้ว ข้าก็ไม่คิดจะกลับไปแล้ว”
“สวบๆๆ!” เส้นเลือดสีแดงฉานจ่านวนมากกว่าเดิมบินทะยาน ออกมาจากร่างเนี่ยเทียนแล้วแทงเข้าไปยังหัวใจของ ปลาวาฬกลืนอสนี สายเลือดแห่งชีวิตถูกกระตุ้นใช้ เลือดลมที่ท่าให้เนี่ย เทียนรู้สึกเหมือนมหาสมุทรกว้างใหญ่ไพศาลไหล กรากตามเส้นเลือดแดงฉานเข้าสู่หัวใจของเขา และ ท่าการชุบหลอมเรือนกายของเขาอีกครั้ง “ไม่!” เนี่ยเทียนคล้ายจะได้ยินเสียงร้องวิงวอนที่ส่งมาจาก ปลาวาฬกลืนอสนีได้แว่วๆ อึ้งไปครู่เดียว เนี่ยเทียนก็แสร้งท่าเป็นไม่ได้ยินแล้ว ลงมือต่อ เขายังคงใช้การสูบดึงพลังชีวิตมาดึงเอา เลือดลมบริสุทธิ์ของปลาวาฬกลืนอสนีมาสร้างความ
แข็งแกร่งให้กับตัวเอง เพื่อกระตุ้นโซ่ผลึกสายเลือด และแก่นเลือดแห่งชีวิตให้ได้มากกว่าเดิม หัวใจของปลาวาฬกลืนอสนีค่อยๆ เหี่ยวแฟบลงทีละ นิดอย่างเห็นได้ชัด “ครืนๆๆ!” เสียงฟ้าถล่มดินทลายดังมาจากด้านนอก ดู เหมือนว่าโลกที่ปลาวาฬกลืนอสนีควบคุมจะเริ่ม แหลกสลายจึงเกิดช่องโพรงจ่านวนมาก บ่อสายฟ้าแต่ละบ่อที่ลอยอยู่บนท้องฟ้าเสียการ ควบคุมอีกครั้ง คราวนี้คือการเสียการควบคุมจริงๆ หาใช่การแสร้ง ปล่อยมือเพื่อเล่นงานเจิ้งอี้อย่างที่ปลาวาฬกลืนอสนี เคยท่า เจิ้งอี้ที่เรียกปีกแห่งเทพสายฟ้าออกมาต่อสู้กับหยวน จิ่วชวนถึงตอนนี้ก็เหนื่อยล้าเต็มทีแล้ว วิชาสายฟ้า
และพลังงานสายฟ้าบริสุทธิ์จ่านวนมากของเขาที่เอา มาใช้โจมตีหยวนจิ่วหยวนมักจะถูกหยวนจิ่วชวนดูด ซับไปได้ส่วนหนึ่งเสมอ เขาที่เนื่องจากถูกปลาวาฬกลืนอสนีเล่นงาน ทั้งพายุ สายฟ้ายังระเบิดแตกเพราะหยวนจิ่วชวนชี้น่าให้ พวกเนี่ยเทียนช่วยกันท่าลาย แท้จริงแล้วถือว่า บาดเจ็บอย่างสาหัส อาการบาดเจ็บที่ร้ายแรงยิ่งกว่ามาจากวิธีการที่ ปลาวาฬกลืนอสนีทิ้งไว้รับมือเขาในภายหลัง—พลัง เลือดลมประหลาดที่ลดทอนพลังแดนเอตทัคคะของ เขา เจิ้งอี้ที่ต่อสู้กับมารสายฟ้าจึงค่อยๆ ตกเป็นรอง ฟ้าดินอีกแถบหนึ่ง หันเซินก็ถูกพลังเย็นเยียบของงู เหลือมเลือดน้่าแข็งปิดผนึกจนร่างทั้งร่างกลายเป็น ก้อนน้่าแข็ง
ท่ามกลางก้อนน้่าแข็ง เวลาใดที่ประกายสายฟ้า เปล่งวาบอยู่บนร่างเขาก็จะต้องถูกพลังเย็นเยียบ โจมตีกลับในทันที ไม่มีทางที่จะสลัดพ้นพันธนาการ จากพลังความเย็นของงูเหลือมเลือดน้่าแข็งได้เลย จ้าวซานหลิงและต่งลี่ที่เห็นท้องฟ้าเริ่มผิดปกติ และ หันไปสังเกตการต่อสู้ระหว่างมารสายฟ้ากับเจิ้งอี้ สี หน้าของคนทั้งคู่ก็เคร่งเครียด พวกเขาสัมผัสไม่ได้ถึงปราณของเนี่ยเทียนจากใต้ดิน ไม่รู้ว่าเนี่ยเทียนเผชิญกับสิ่งใดอยู่ “โลกใบเล็กๆ ที่วิวัฒนาการมาจากเลือดลมของ ปลาวาฬกลืนอสนีและพลังฟ้าดินแห่งนี้คงใกล้จะ แตกทลายเต็มทีแล้ว” จ้าวซานหลิงขมวดคิ้ว “ตอนนี้ที่ข้าเป็นกังวลก็คือ โลกเล็กๆ ใบนี้เป็นของ เผ่ามนุษย์เรา หรือเป็นสถานที่ใด หากมันระเบิด เมื่อไหร่ พวกเราจะไปอยู่ที่ไหน แล้วจะหาทางกลับ เจอหรือไม่!”
“ข้าจะลงไปดูเนี่ยเทียน!” ต่งลี่ร้อนใจ ขณะที่นางเตรียมจะขยับตัวนั้นเอง เต่าทมิฬที่หด ร่างเล็กลงอีกครั้งก็เอาหัวมาซุนเท้าของนางและส่ง กระแสจิตมาให้ ดวงตาของต่งลี่พลันเป็นประกาย “เจ้าพูดจริงรึ?” เต่าทมิฬพยักหน้ารับ จ้าวซานหลิงไม่เข้าใจ “มันพูดอะไรกับเจ้า?” “มันบอกว่าปราณของปลาวาฬกลืนอสนีถูกชุบ หลอมแล้ว” ต่งลี่กลับมาเยือกเย็นได้อีกครั้ง “ดู เหมือนว่าเนี่ยเทียนจะหาหัวใจของปลาวาฬกลืน อสนีเจอและปะทะอยู่กับมัน และเนี่ยเทียนก็เป็น ฝ่ายที่ได้ชุบหลอมแก่นเลือดเข้มข้นของปลาวาฬ กลืนอสนี เพื่อเอามาช่วยให้สายเลือดของตัวเอง เลื่อนขั้น”
จ้าวซานหลิงตะลึงลาน “พูดอย่างนี้ก็แสดงว่า เนี่ย เทียนคือผู้ชนะ?” “ใช่” ต่งลี่ยิ้มสดใสประหนึ่งบุปผาผลิบาน เวลาเดียวกันนั้น มุมหนึ่งของทะเลสีครามเจ็ด ดวงดาวในดินแดนปราการดวงดาวพลันมีหมอกควัน สีฟ้ากลุ่มหนึ่งกระเพื่อมปั่นป่วน ก่อนที่โลกของ ปลาวาฬกลืนอสนีจะโผล่พรวดออกมา! ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 41 บทที่ 1203 ชุบหลอม!
“ทะเลสีครามเจ็ดดวงดาว! ไม่นึกเลยว่าจะเป็นทะเล สีครามเจ็ดดวงดาว!” อินย่าหนันแห่งสำนักคุมสัตว์ที่มาจากดินแดน ปราการดวงดาวมองไปยังม่านฟ้าที่ถูกฉีกกระชาก แล้วเห็นเป็นมหาสมุทรสีครามซึ่งลอยตัวอยู่ก็พลัน ร้องอุทานเสียงหลง นางคุ้นเคยกับสถานที่แห่งนี้ดียิ่งนัก เดิมทีทะเลสีครามเจ็ดดวงดาวก็คือสถานที่ที่ลึกลับ ที่สุดของดินแดนปราการดวงดาว ตลอดหลายหมื่น หลายแสนปีที่ผ่านมา ไม่รู้ว่ามีคนมากมายเท่าไหร่ที่ มีมาค้นหาความลับจากในทะเลสีครามเจ็ดดวงดาว โดยที่ไม่ได้ผลพวงอะไรกลับคืนไป
เผ่ามนุษย์หินเคยปรากฎตัวในทะเลสีครามเจ็ด ดวงดาว และสุดท้ายก็เข้าไปที่สนามรบสุ้ยเมี่ย นับตั้งแต่โบราณมา ในดินแดนปราการดวงดาวก็มี ตำนานความลับมากมายที่เกี่ยวกับทะเลสีครามเจ็ด ดวงดาว ว่ากันว่าใต้ทะเลลึกของทะเลสีครามเจ็ด ดวงดาวเชื่อมโยงไปยังฟ้าดินแห่งใหม่บางแห่ง เพียงแต่ว่าไม่เคยมีใครได้ลงไปถึงจุดที่ลึกที่สุดของ ทะเลสีครามเจ็ดดวงดาว จึงไม่เคยมีใครรู้คำตอบ โลกใบเล็กที่แปรสภาพมาจากเลือดลมของปลาวาฬ กลืนอสนีและพลังฟ้าดินที่ผิดปกติกลับอยู่ในทะเลสี ครามเจ็ดดวงดาว หรืออาจจะเชื่อมโยงกับทะเลสี ครามเจ็ดดวงดาว นี่จึงเป็นเรื่องที่ทำให้อินย่าหนัน แปลกใจอย่างมาก “ที่นี่ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ” จ้าวซานหลิงมองซ้าย มองขวาไปทั่ว “ก่อนหน้านี้ประตูข้ามอาณาจักรของ
ชนต่างเผ่าก็มาตั้งอยู่ใกล้ๆ กับทะเลสีครามเจ็ด ดวงดาว คลื่นห้วงมิติรอบๆ นี้ก็มีมากกว่าพื้นที่อื่นๆ ของดินแดนปราการดวงดาวอย่างเห็นได้ชัด จึงง่าย ที่จะสร้างช่องทางเชื่อมโยงไปยังฟ้าดินแห่งอื่น” กล่าวจบสายตาของเขาก็จ้องมองไปยังเบื้องล่าง ตรงพื้นที่ที่เป็นสีน้ำเงินเข้มอย่างลึกล้ำ “บางจุดด้านใต้นั่นก็คือฟ้าดินที่แปรสภาพมาจาก เลือดลมของปลาวาฬกลืนอสนี เป็นพื้นที่หนึ่งที่ผุด ลอยมาจากเบื้องล่างของทะเลสีครามเจ็ดดวงดาว ทะเลสีครามเจ็ดดวงดาวคือทะเลสีครามที่อยู่ตรง กลางระหว่างดวงดาวมอดดับเจ็ดดวง และเปลว เพลิงสีฟ้าเข้มที่ปลาวาฬกลืนอสนีปลดปล่อยออกมา ก็เห็นได้ชัดว่าเป็นสีเดียวกับสีของทะเลสีครามเจ็ด ดวงดาว” “หรือว่าทะเลสีครามเจ็ดดวงดาวกับปลาวาฬกลืน อสนีมีความเกี่ยวข้องอะไรกัน?”
“ครืนๆๆ!” ขณะที่ทุกคนกำลังครุ่นคิด ฟ้าดินที่เป็นของปลาวาฬ กลืนอสนีก็เริ่มแตกสลายแยกตัวออกจากกัน มีพื้นที่ หนึ่งซึ่งตัดกับน้ำทะเลของทะเลสีครามเจ็ดดวงดาวที่ อยู่เบื้องล่าง บ่อสายฟ้าลอยขึ้นมาจากในโลกใบเล็กและส่ายไหว โอนเอียง ก่อนจะจมดิ่งลงไปยังก้นทะเลสีครามเจ็ด ดวงดาว “พวกเจ้าเข้ามาที่นี่ได้อย่างไร?” ต่งลี่พลันย้าย สายตาไปมองหันเซิน ดวงตาของนางเย็นชา “พวก เจ้ารู้หรือไม่ว่าในโลกใบเล็กที่แปรสภาพมาจากเลือด ลมของปลาวาฬกลืนอสนีแห่งนี้ซ่อนอยู่ในทะเลสี ครามเจ็ดดวงดาว?” เรือนกายของหันเซินจับตัวเป็นน้ำแข็งกลางก้อน น้ำแข็ง สายเลือดจึงไม่สามารถเคลื่อนไหวได้
ทว่ากระแสจิตวิญญาณของเขากลับยังพอจะส่งออก มาจากก้อนน้ำแข็งได้ “ไม่รู้ พวกเราไม่รู้ว่าโลกของ เลือดลมปลาวาฬกลืนอสนีอยู่ในทะเลสีครามเจ็ด ดวงดาว ที่พวกเรามาที่นี่ได้ก็เพราะอาศัยค่ายกลลับ แห่งหนึ่ง และค่ายกลลับแห่งนั้นก็เป็นค่ายกลที่ หลังจากพวกเราสำรวจไปทั่วแล้วยืนยันได้ว่ามีความ เกี่ยวข้องกับปลาวาฬกลืนอสนี!” จิตสำนึกของหันเซินกลายมาเป็นเส้นสายฟ้าที่ส่ง ความคิดของเขาออกมาอย่างชัดเจน “ในเมื่อเป็นทะเลสีครามเจ็ดดวงดาว ถ้าอย่างนั้นก็ ง่ายขึ้นเยอะเลย” จ้าวซานหลิงยกยิ้มเย่อหยิ่ง พลัน วางใจลงได้ “ไม่จำเป็นต้องเครียดอีกแล้ว ขอแค่ข้า ต้องการก็สามารถพาพวกเจ้าออกไปจากที่นี่ได้ ที่ ตอนนี้ยังไม่ไปก็เพราะโลกใบนี้กำลังค่อยๆ สลาย หายไป”
“เป็นเพราะว่าหัวใจดวงนั้นของปลาวาฬกลืนอสนี ถูกเนี่ยเทียนชุบหลอมงั้นหรือ?” อินย่าหนันถาม อย่างแปลกใจ ต่งลี่พยักหน้ารับเบาๆ “หัวใจของปลาวาฬกลืนอสนี ระดับสิบเป็นผู้ควบคุมโลกใบนี้ ตอนนี้หัวใจของมัน ถูกเนี่ยเทียนชุบหลอม โลกใบนี้ก็ย่อมต้องพังทลาย รอจนหัวใจนั่นหายไปเมื่อไหร่ เกรงว่าโลกใบนี้ก็คง ไม่หลงเหลืออยู่อีกแล้ว” “หัวใจของปลาวาฬกลืนอสนีระดับสิบ!” หันเซิน ร้องคำรามอยู่ในใจ หัวใจของปลาวาฬกลืนอสนีก็คือเป้าหมายที่เขาเข้า มาที่นี่ ด้วยสายเลือดสายฟ้าของเขา หากได้หัวใจ ของปลาวาฬกลืนอสนีมาครอบครอง ระดับ สายเลือดของเขาจะสามารถฝ่าทะลุไปถึงระดับแปด หรืออาจถึงระดับเก้าก็เป็นได้!
เพราะอย่างไรซะสิ่งมีชีวิตบรรพกาลที่เชี่ยวชาญพลัง สายฟ้าอย่างปลาวาฬกลืนอสนีก็คือตัวกระตุ้นการ พัฒนาทางสายเลือดที่เหมาะสมกับเขามากที่สุดบน โลกใบนี้! การที่ให้เนี่ยเทียนเป็นคนชุบหลอมหัวใจปลาวาฬ กลืนอสนี ในสายตาเขาแล้วช่างเป็นเรื่องที่สิ้นเปลือง เหยียบย่ำของมีค่ายิ่งนัก แต่น่าเสียดายที่ทุกอย่างไม่ได้อยู่ในการตัดสินใจของ เขา บ่อโคลนถูกน้ำทะเลของทะเลสีครามเจ็ดดวงดาวซัด จนเบาบางลง และดินโคลนก็ค่อยๆ ละลายหายไป พลังสายฟ้าและสายฟ้าที่แลบแปลบปลาบอยู่ตรง กระดูกสีฟ้าซึ่งก่อตัวขึ้นมาเป็นจุดป้องกันสำคัญ ตรงหน้าอกของปลาวาฬกลืนอสนีก็ไม่พลุ่งพล่านอีก ต่อไป
“ฟู่วๆ!” พลังสายฟ้าและแสงสายฟ้าเหมือนว่าจะละลาย หายไปในทะเลสีครามเจ็ดดวงดาว แม้แต่บ่อสายฟ้าก็ยังค่อยๆ ลดตัวลงต่ำคล้ายจะ กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของก้นทะเลสีครามเจ็ด ดวงดาว ทว่าหัวใจของปลาวาฬกลืนอสนีกลับค่อยๆ เหี่ยว แฟบลง แก่นเลือดลมอันอุดมสมบูรณ์ของต้าจุน ระดับสิบที่บริสุทธิ์อย่างถึงที่สุดกลับถูกการสูบดึง พลังชีวิตของเนี่ยเทียนชุบหลอมกลืนกินไปสิ้น ตรงกันข้ามคือแก่นเลือดแห่งชีวิตหลายหยดกลับถูก กระตุ้นและก่อตัวขึ้นมาในหัวใจของเนี่ยเทียน “ห้าสิบ หนึ่งน้อย สองร้อย สามร้อย” ขีดจำกัดของแก่นเลือดแห่งชีวิตของสายเลือดระดับ เจ็ดคือห้าสิบหยด
บัดนี้เมื่อการสูบดึงพลังชีวิตสำแดงผล เลือดลมของ ปลาวาฬกลืนอสนีถูกดูดซับมาชุบหลอม แก่นเลือด แห่งชีวิตจึงก่อตัวขึ้นมาใหม่อย่างรวดเร็ว ไม่นานก็มีแก่นเลือดแห่งชีวิตสีแดงใสราวอัญมณี สามร้อยหยดก่อตัวขึ้นมาในหัวใจของเขา พลังชีวิตที่เข้มข้นเปี่ยมล้นอย่างถึงที่สุดเต็มเติมไป ทั่วกาย ไม่ว่าจะเป็นเลือดเนื้อ เส้นชีพจรหรืออวัยวะ ภายในของเขาก็ล้วนได้รับการชำระล้างจากสายฟ้า จนเปลี่ยนมาเป็นแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น อีกทั้งการกระตุ้นโซ่ผลึกสายเลือดให้เกิดขึ้นมาก กว่าเดิมยังทำให้เนี่ยเทียนสะท้านไปทั้งร่าง เพราะ ในที่สุดเขาก็มองเห็นว่าพรสวรรค์ทางสายเลือด อย่างใหม่กำลังจะเป็นรูปเป็นร่างแล้ว!
“พรสวรรค์ทางสายเลือดคราวนี้จะเกิดขึ้นมากี่ชนิด แล้วจะเป็นอย่างไร?” ในใจเนี่ยเทียนเต็มไปด้วย ความคาดหวัง ตอนที่สายเลือดเลื่อนสู่ระดับเจ็ดก็มีพรสวรรค์สอง ชนิดอย่างการกระตุ้นพลังแฝงและแก่นเลือดเลื่อน ขั้นเกิดขึ้น ทั้งเขายังได้เข้าไปในดินแดนเลือด พบ เจอเวทลับทางสายเลือดที่มหัศจรรย์สองชนิดอย่าง ผนึกแห่งชีวิตและพลังชีวิตไหลหาย เขาจึงใคร่รู้อย่างยิ่งว่าสายเลือดแห่งชีวิตระดับแปด จะนำพาอะไรมาให้เขา เขาชุบหลอมเลือดลมของปลาวาฬกลืนอสนีพลาง สังเกตการณ์ก่อกำเนิดของพรสวรรค์ทางสายเลือด แบบใหม่อย่างใกล้ชิดไปด้วย
แล้วก็คาดหวังว่าจะได้เข้าไปในดินแดนเลือดอีกครั้ง เพื่อที่จะเอาเวทลับทางสายเลือดที่ลี้ลับและ มหัศจรรย์มากกว่าเดิมมาครอง หัวใจขนาดมหึมาของปลาวาฬกลืนอสนีค่อยๆ เหี่ยว แห้ง ฟีบแบน เนื้อร่วนเหลวจนแนบติดกับร่างของ เขา เขาใช้มือทั้งคู่ฉีกกระชากหนังหุ้มหัวใจของปลาวาฬ กลืนอสนีแล้วกระโจนออกมา โดยที่เส้นเลือดสีแดง ฉานของเขายังคงเสียบแทงอยู่ในหัวใจและดึงเลือด ลมของอีกฝ่ายมาอย่างต่อเนื่อง เสียงร้องโหยหวนของปลาวาฬกลืนอสนีหยุดลงไป นานแล้ว เนี่ยเทียนสัมผัสได้ว่าจิตสำนึกของปลาวาฬกลืนอสนี ได้สลายหายไปอย่างสมบูรณ์แบบเนื่องจากแก่น เลือดในหัวใจกำลังจะถูกผลาญไปหมดสิ้น
“ต้าจุนระดับสิบที่ตายไปนานหลายปีพยายามอย่าง สุดความสามารถ หวังจะฟื้นคืนชีพกลับมาใหม่ น่า เสียดายนัก” เขาทอดถอนใจอย่างปลงอนิจจัง แล้ว ก็พลันสังเกตเห็นว่าบ่อสายฟ้าหลายบ่อกำลังลด ต่ำลงมาจากเบื้องบน เมื่อเพ่งสมาธิมองและรับสัมผัสอย่างละเอียดเขาก็ ค้นพบว่าด้านนอกโครงกระดูกหน้าอกของปลาวาฬ กลืนอสนีก็คือน้ำทะเลสีน้ำเงิน เขาอึ้งไปพักใหญ่ รู้สึกคุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก และ พอขบคิดอย่างละเอียดก็ตัวสั่นสะท้าน ในที่สุดก็นึก ออก “ทะเลสีครามเจ็ดดวงดาว! ทะเลสีครามเจ็ดดวงดาว ลึกลับของดินแดนปราการดวงดาว! ตอนนั้นเผ่า มนุษย์หินก็ลอยขึ้นมาจากก้นทะเลสีครามเจ็ด ดวงดาวแล้วบุกเข้าไปที่สนามรบสุ้ยเมี่ย!”
เขาพลันหันไปมองยังด้านใต้ แล้วจู่ๆ เขาก็รู้สึกว่าโครงกระดูกหน้าอกของ ปลาวาฬกลืนอสนีที่ห่อหุ้มเขาเอาไว้ซึ่งหดเล็กลง กว่าเดิมสิบกว่าเท่ากำลังค่อยๆ ลดต่ำลง ดิ่งลงไปยังก้นของทะเลสีครามเจ็ดดวงดาว ขณะเดียวกันโซ่ผลึกสายเลือดจำนวนมากที่อยู่ใน สายเลือดแห่งชีวิตของเขาก็ส่องประกายแสงเจิดจ้า ในที่สุดพรสวรรค์ทางสายเลือดอย่างใหม่ก็แปร สภาพได้สำเร็จ! “ทะเลสีครามเจ็ดดวงดาว!” บรรพบุรุษหุนเทียนแห่งสำนักฟ้ากลมสัมผัสได้ถึง ความผิดปกติจึงบินทะยานออกมา “โลกเล็กๆ ใบหนึ่งที่กำลังจะพังทลาย เปี่ยมล้นไป ด้วยพลังเลือดลมของเผ่าสัตว์โบราณ!” ดวงตาของ บรรพบุรุษหุนเทียนเป็นประกายเจิดจ้า
———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 41 บทที่ 1204 โลกลับผสานทะเล
บรรพบุรุษหุนเทียนนั่งนิ่งๆ อยู่ในดวงดาวมอดดับ ดวงหนึ่งที่อยู่ใกล้เคียงแล้วสังเกตทะเลสีครามเจ็ด ดวงดาว ปล่อยกระแสจิตวิญญาณออกไปว่ายวน หมายจะไขความลับของทะเลสีครามเจ็ดดวงดาวให้ ได้ ทะเลสีครามเจ็ดดวงดาวตั้งอยู่ระหว่างดาวมอดดับ เจ็ดดวง พื้นที่ตรงกลางของดาวมอดดับทั้งเจ็ดดวง คือดินแดนที่กว้างใหญ่ไพศาลอย่างยิ่ง ซึ่งดินแดนนั้น เป็นน้าทะเลสีครามทั้งหมด ชีวิตช่วงที่ผ่านมาของบรรพบุรุษหุนเทียนไม่ใคร่จะดี นัก
ตอนที่เนี่ยเทียนยังไม่มาฉายประกายเจิดจรัสอยู่ใน ดินแดนปราการดวงดาว บรรพบุรุษหุนเทียนคือผู้น้า ของส้านักอันดับหนึ่งในดินแดนแห่งนี้ ตัวเขาเองก็เป็นผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดซึ่งอยู่ห่างจากแดน เอตทัคคะเพียงแค่ก้าวเดียวเท่านั้น! แล้วเขาเองก็มั่นใจมากว่าจะเป็นคนแรกของดินแดน ปราการดวงดาวที่ได้เลื่อนสู่แดนเอตทัคคะ ทว่าเวลาหลายปีที่ผ่านมา สถานการณ์ของดินแดน ปราการดวงดาวกลับเปลี่ยนแปลงอย่างพลิกฟ้าพลิก ดิน ต่งฉีซงเจ้าส้านักคุมสัตว์ จงหลีเจียนเจ้าส้านักไฟ ศักดิ์สิทธิ์ต่างพากันเลื่อนสู่แดนเอตทัคคะ แม้แต่คน อย่างพวกเยว่เหยียนสี่ที่พอได้รับทรัพยากรในการ ฝึกตนเป็นจ้านวนมากก็ยังเริ่มลงมือฝ่าสู่แดน เอตทัคคะกันแล้ว
ต้าแหน่งของส้านักฟ้ากลมในดินแดนปราการ ดวงดาวเทียบกับในอดีตไม่ได้เลย ซ้ายังถูกแต่ละ ฝ่ายขับไล่ไสสง ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเพราะความทิฐิของเขา เพราะเขา ดึงดันไม่ยอมกลายเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาที่พึ่งพาเนี่ย เทียนอย่างส้านักคุมสัตว์ ส้านักไฟศักดิ์สิทธิ์หรือเขา สุขาวดี ส้านักอื่นๆ และผู้แข็งแกร่งทั้งหลายที่หลังจากพึ่งพา เนี่ยเทียน กรีฑาทัพไปรบอยู่ข้างนอกเป็นประจ้า ผล เก็บเกี่ยวที่ได้อุดมสมบูรณ์ รากฐานจึงยิ่งแข็งแกร่ง มากขึ้นเรื่อยๆ ทว่าส้านักฟ้ากลมไม่เพียงแต่ไม่แข็งแกร่งขึ้น กลับยัง ค่อยๆ ถูกทอนอ้านาจไปทีละนิดอีกด้วย ตอนนี้คนเกินครึ่งในส้านักของเขาต่างก็คิดว่าการ ตัดสินใจในปีนั้นของเขาคือความผิดพลาด ค้าสั่ง
มากมายที่ออกจากปากเขามักจะถูกขัดขวางจากผู้ อาวุโสคนอื่นในส้านักฟ้ากลมเสมอ เพื่อเปลี่ยนแปลงทุกอย่างนี้ เพื่อพิสูจน์ตัวเอง เขาจึง ท้าได้เพียงสร้างความแข็งแกร่งให้กับตัวเองอย่าง ต่อเนื่อง เขาอยากจะฝ่าทะลุขอบเขตให้เร็วขึ้น ฝ่าไปสู่แดน เอตทัคคะช่วงกลาง เพื่อบอกกับทุกคนว่าเขายังคง เป็นคนที่แข็งแกร่งที่สุดในดินแดนปราการดวงดาว ในฐานะที่ทะเลสีครามเจ็ดดวงดาวคือพื้นที่ที่ลึกลับ ที่สุดของดินแดนปราการดวงดาว ต้าแหน่งที่เผ่า มนุษย์หินบินออกมาจึงกลายมาเป็นเป้าหมายที่เขา ต้องการส้ารวจ เขามารออยู่ในดวงดาวมอดดับใกล้เคียงนานมาก แล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถใช้กระแสจิตเข้าไปสืบค้นเจอ ความลี้ลับในจุดลึกของทะเลสีครามเจ็ดดวงดาวได้
ทว่าตอนนี้จู่ๆ เขาก็มองเห็นโลกเล็กๆ ใบหนึ่งลอย ขึ้นมาจากมุมหนึ่งของทะเลสีครามเจ็ดดวงดาว เขา จึงมีความรู้สึกเหมือนคนมองเห็นความหวัง มองเห็น แสงสว่างเรืองรอง เขาพลันถลันพรวดออกไป! “เปรี้ยง!” เสียงฟ้าผ่าดังอึกทึกออกมาจากในโลกใบเล็กที่ก้าลัง พังทลาย แดนเอตทัคคะสายฟ้าของเจิ้งอี้และมาร สายฟ้าหยวนจิ่วชวน ปีกแห่งเทพสายฟ้าและตรา ราชาสายฟ้าปะทะโรมรันอยู่ด้วยกันอย่างบ้าคลั่ง เนื่องด้วยหัวใจของปลาวาฬกลืนอสนีหดเล็กลง เลือดลมแหลกสลายปลิวกระจาย ฟ้าดินของที่แห่งนี้ จึงก้าลังจะหายไปแล้วผสานรวมอยู่กับทะเลสีคราม เจ็ดดวงดาว กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของมัน “เปรี๊ยะ!”
เจดีย์ซวีหลิงที่ปลดปล่อยแสงสีขาวจ้าท้าให้ดวงตา ของคนปวดร้าวพลันพุ่งพรวดออกมาจากโลกใบนั้น ต่งลี่ เต่าทมิฬ อินย่าหนันและงูเหลือมเลือดน้าแข็งที่ ผนึกตัวหันเซินไว้ด้วยน้าแข็งบินตามจ้าวซานหลิง ออกมาจากพื้นที่มหัศจรรย์ที่พังทลายไม่สมบูรณ์ แบบอีกต่อไป ท่ามกลางสายฝนและสายฟ้าที่เทกระหน่้า บ่อ สายฟ้าทั้งหลายล้วนพากันจมลงไปยังก้นของทะเลสี ครามเจ็ดดวงดาว เสียงร้องค้าราม เสียงตวาดด่า เสียงสบถเดือดดาล ของเจิ้งอี้และหยวนจิ่วชวนดังสนั่นหวั่นไหว และ พวกเขาก็รีบทะยานออกมาจากพื้นที่มหัศจรรย์ที่ ก้าลังจะพังพินาศกลายเป็นส่วนหนึ่งของทะเลสี ครามเจ็ดดวงดาวอย่างเร่งด่วน
เจิ้งอี้สยายปีกแห่งเทพสายฟ้า เมื่อหลุดออกจาก ทะเลสีครามเจ็ดดวงดาวมาได้ ปีกสว่างเจิดจ้าที่เกิด จากการรวมตัวกันของสายฟ้าก็คล้ายจะขยาย เหยียดออกไปอีกหลายสิบลี้ เลือดสดสาดกระเซ็นลงมาจากปีกแสงนั้น เห็นได้ชัดว่าเจิ้งอี้บาดเจ็บสาหัส! ทว่ามารสายฟ้าหยวนจิ่วชวนกลับกระปรี้กระเป่า ตราราชาสายฟ้าลอยสูงอยู่กลางอากาศ ทั้งยังขยาย ใหญ่กว่าเดิมเกือบร้อยเท่า เสมือนภูเขาสายฟ้าลูก หนึ่งที่ตามไล่ล่าปีกแห่งเทพสายฟ้าของเจิ้งอี้ พริบตานั้นคนทั้งสองที่กลายมาเป็นแสงสายฟ้าพร่าง พราวก็หลุดออกไปจากทะเลสีครามเจ็ดดวงดาว พวกเขาสองคนเปิดฉากเข่นฆ่ากันต่อท่ามกลาง ดวงดาวมอดดับทั้งเจ็ดของดินแดนปราการดวงดาว หมายจะตัดสินให้รู้ว่าใครจะรอดใครจะตาย
“เจ้าส้านักสายฟ้า!” “มารสายฟ้า! หยวนจิ่วชวน!” หลังจากขยับเข้ามาใกล้ บรรพบุรุษหุนเทียนที่หันไป เห็นคนทั้งสองก็หน้าเปลี่ยนสี รีบหยุดชะงัก ได้แต่ มองพวกเขาทั้งคู่จากไปไกล ไม่กล้าขัดขวาง ครู่ถัดมาเขาก็สังเกตเห็นอินย่าหนันและงูเหลือม เลือดน้าแข็ง! “เจ้าเองรึ เจ้าไม่ได้ไปพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของส้านักคุม สัตว์ เพื่อฝ่าทะลุขอบเขตหรอกรึ?” น้าเสียงของเขา ดังกังวาน “ที่แท้ก็ท่านบรรพบุรุษนี่เอง” อินย่าหนันอึ้งไปครู่ ก่อนจะยิ้มบางๆ สีหน้าของนางไม่แสดงความ เย่อหยิ่งแต่ก็ไม่ต่้าต้อย “พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของส้านักคุม สัตว์ข้าก็คือโลกด้านล่างที่พังทลายไปนั่นอย่างไร ล่ะ”
หากเปลี่ยนไปเป็นเมื่อก่อน การที่จู่ๆ พบกับบรรพ บุรุษหุนเทียนเช่นนี้ อินย่าหนันคงต้องแสดงท่าที อ่อนน้อม ทว่าเมื่องูเหลือมเลือดน้าแข็งของนางเลื่อนสู่ระดับ เก้าได้ส้าเร็จ ต่งฉีซงแห่งส้านักคุมสัตว์ยังกลายมา เป็นแดนเอตทัคคะแล้ว และเมื่อนางได้สัมผัสกับเนี่ย เทียนรวมถึงผู้แข็งแกร่งมากมายอย่างลึกซึ้ง บุคคล อันดับหนึ่งของดินแดนปราการดวงดาวอย่างบรรพ บุรุษหุนเทียนจึงยากที่จะท้าให้นางระมัดระวังตัวได้ ดังเดิมอีกต่อไป ล้าพังเพียงแค่งูเหลือมเลือดน้าแข็งของนาง ซึ่งบางที อาจจะไม่ใช่คู่ต่อสู้ของบรรพบุรุษหุนเทียน แต่ก็ สามารถท้าให้บรรพบุรุษหุนเทียนปวดหัวได้ แล้วนับประสาอะไรที่ส้านักคุมสัตว์ยังมีต่งฉีซงอีก คน?
พลังของต่งฉีซงกับงูเหลือมเลือดน้าแข็งแห่งส้านัก คุมสัตว์ผนวกรวมกันก็สามารถก้าราบส้านักฟ้ากลม ได้แล้ว ซ้าพวกนางยังมีพันธมิตรเป็นส้านักไฟ ศักดิ์สิทธิ์ เขาสุขาวดีและส้านักสามกระบี่ ฯลฯ บรรพบุรุษหุนเทียนจะเอาอะไรมาต้านทานพวกนาง ได้? เบื้องหลังของพวกนางยังมีเนี่ยเทียน มีแดน เอตทัคคะจ้านวนมากจากดินแดนพงฟ้า และยังมี การสนับสนุนจากพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวซึ่ง ถือว่าเป็นที่พึ่งที่แข็งแกร่งที่สุด บรรพบุรุษหุนเทียนสัมผัสได้อย่างเฉียบไวถึงท่าทีที่ เปลี่ยนแปลงไปของอินย่าหนัน แต่เขากลับไม่ได้พูด อะไรมากความ ต่อให้เขาจะดึงดันแค่ไหนก็ยังรู้ดีว่าวันนี้ไม่เหมือน วันวาน ส้านักฟ้ากลมและเขาไม่ใช่ผู้พิชิตของ
ดินแดนปราการดวงดาว และไม่ใช่ผู้ที่ออกค้าสั่งได้ อีกต่อไป “โลกที่พังทลายนั่นเกิดขึ้นเพราะอะไรกันแน่?” เขา ลังเลไปเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยสอบถาม “อีกอย่าง เจ้าส้านักสายฟ้ากับมารสายฟ้าหยวนจิ่วชวนท้าไม ถึงต่อสู้กัน? ข้าได้ยินว่าเมื่อไม่นานมานี้พวกเขายัง ร่วมมือกันไปเล่นงานส้านักอสนีสวรรค์ที่ดินแดน สายฟ้านิรันดร์อยู่เลย” “รายละเอียดข้าไม่สะดวกจะพูด” อินย่าหนันไม่ไว้ หน้า “เพราะอย่างไรซะ ท่านบรรพบุรุษและส้านัก ฟ้ากลมของท่านก็ไม่ใช่คนของพวกเรา” สีหน้าของบรรพบุรุษหุนเทียนแข็งค้าง ต่งลี่แค่นเสียงเบาๆ “เนี่ยเทียนอนุญาตให้ส้านักฟ้า กลมของพวกเจ้าอยู่ในดินแดนปราการดวงดาว ต่อไปได้ ไม่ได้ขับไล่พวกเจ้าออกไปเสีย ก็ถือว่าให้
เกียรติพวกเจ้ามากพอแล้ว อย่าไม่รู้จักที่ต่้าที่สูงไป หน่อยเลย” “เจ้าคือ?” บรรพบุรุษหุนเทียนถามอย่างแปลกใจ เวลาส่วนใหญ่เขามักจะปิดด่าน จึงไม่เคยพบเจอต่ง ลี่ แน่นอนว่าย่อมไม่รู้ตัวตนของนาง “ต่งลี่ คู่หมั้นของเนี่ยเทียน” “ที่แท้ก็เจ้านี่เอง” บรรพบุรุษหุนเทียนกระจ่างแจ้งทันควัน หัวคิ้วของ เขาพลันขมวดแน่น แล้วก็เงียบเสียงไป “อันที่จริง ส้านักฟ้ากลมแล้วก็เจ้า ไม่นับเป็นอะไร ได้เลย” ต่งลี่หัวเราะเบาๆ กล่าวอย่างไม่เกรงใจ “ส้านักจันทราวารีที่แข็งแกร่งที่สุดในดินแดนจุล อันธกาลยังเป็นฝ่ายมาขอพึ่งพาเนี่ยเทียนด้วยซ้า เซี่ยเชียนเป็นถึงแดนเอตทัคคะช่วงท้าย แข็งแกร่ง กว่าเจ้ามากมายนัก ส้านักอักขระเทพ ส้านักทอง
ไพศาล ส้านักภูเขาพันกระบี่ล้วนทรงพลังยิ่งกว่า ส้านักฟ้ากลมของพวกเจ้า เจ้าไม่เห็นหรือว่าพอพวก เขาพึ่งพาเนี่ยเทียนแล้ว ศักยภาพของส้านักทะยาน พรวดพราดเร็วแค่ไหน?” “แล้วลองดูส้านักคุมสัตว์ ส้านักไฟศักดิ์สิทธิ์สิ ตอนนี้ พวกเขามีแดนเอตทัคคะกันแล้ว แถมหลังจากนี้ยัง จะต้องมีเพิ่มขึ้นอีก” “สาเหตุเป็นเพราะอะไร เจ้าน่าจะรู้ชัดเจนดี หาก เจ้ายอมกลายเป็นกระบี่ในมือเนี่ยเทียนอย่างพวก เขาตั้งแต่แรก บางทีขอบเขตของเจ้าอาจเลื่อนสู่แดน เอตทัคคะช่วงกลางแล้วก็เป็นได้ ไม่เหมือนตอนนี้ที่ ยังต้องตามหาวิธีฝ่าทะลุสู่ขอบเขตต่อไปอย่าง ยากล้าบาก และต้องฝากความหวังไว้ที่ทะเลสีคราม เจ็ดดวงดาว”
ต่งลี่พูดตรงเผงไม่มีอ้อมค้อม ย้าชัดว่าความดึงดัน ของบรรพบุรุษหุนเทียนเป็นการกระท้าที่โง่เขลาถึง เพียงใด บรรพบุรุษหุนเทียนที่ได้ยินค้าพูดนางก็หน้าเขียว แต่ กลับหาค้าตอบโต้ไม่เจอ ได้แต่ปิดปากหอบหายใจ แรงๆ “เนี่ยเทียนก้าลังจมลงไปยังจุดลึกของทะเลสีคราม เจ็ดดวงดาวพร้อมกับโลกที่พังทลายใบนั้น” จ้าว ซานหลิงเอ่ยแทรก ท่าทางเขาเป็นกังวลไม่น้อย “แปลกจริง พอโลกลับที่แปรสภาพมาจากเลือดลม ของปลาวาฬกลืนอสนีและพลังงานฟ้าดินปรากฏขึ้น ในทะเลสีครามเจ็ดดวงดาวและระเบิดแตกก็ดู เหมือนว่ามันจะจมหายเข้าไปในทะเลสีครามเจ็ด ดวงดาวอีกครั้ง” อินย่าหนันตกใจ “เนี่ยเทียนจะออกมาได้หรือ เปล่า?”
“หมายความว่าไง?” ต่งลี่ขมวดคิ้ว “เจ้าไม่รู้หรือว่าในดินแดนปราการมีคนที่คิดว่า ตัวเองแข็งแกร่งมากมายแค่ไหนที่เคยพยายามจะ เข้าไปส้ารวจในจุดลึกของทะเลสีครามเจ็ดดวงดาว น่ะ” อินย่าหนันอธิบาย “คนพวกนั้น ไม่เคยได้ยินว่า มีใครสามารถออกมาจากก้นทะเลสีครามเจ็ด ดวงดาวได้ส้าเร็จเลยสักคน” “มีคนผู้หนึ่งที่เคยกลับมาจากเบื้องล่างได้ส้าเร็จ” บรรพบุรุษหุนเทียนเอ่ยขึ้นกะทันหัน “ใคร?” อินย่าหนันแปลกใจ เส้นสายตาของบรรพบุรุษหุนเทียนหันไปมองยังจ้าว ซานหลิง “เจดีย์ซวีหลิงหลังนี้ของเจ้า เจ้าได้มาจาก จุดลึกของพื้นที่ห้วงมิติปั่นป่วนงั้นรึ?”
จ้าวซานหลิงพยักหน้ารับ ไม่ได้ปฏิเสธ “ข้าไปพร้อม กับเนี่ยเทียน และได้ของสิ่งนี้มาจากมือคนของเขา สุขาวดีและส้านักสามกระบี่” “เจ้าของเจดีย์ซวีหลิงอย่างซวีหลิงจื่อก็เคยเป็นผู้ แข็งแกร่งคนหนึ่งของดินแดนปราการดวงดาว เหมือนกัน” บรรพบุรุษหุนเทียนอธิบาย “ก่อนหน้า นี้ข้าและซวีหลิงจื่อเคยพูดคุยกันอยู่หลายครั้ง เขา เคยบอกว่าเขาบรรลุความลี้ลับของห้วงมิติมาจาก ก้นทะเลสีครามเจ็ดดวงดาว แล้วก็ออกมาได้ส้าเร็จ” “หลังจากเขาออกมาไม่นานก็เข้าไปที่พื้นที่ห้วงมิติ ปั่นป่วน หมายจะฝ่าสู่แดนเอตทัคคะช่วงกลาง แต่ น่าเสียดายที่ล้มเหลว” “เขาเล่าประสบการณ์ช่วงที่เข้าไปในทะเลสีคราม เจ็ดดวงดาวให้ข้าฟังคนเดียวเท่านั้น แต่ก็ไม่ได้ อธิบายอะไรละเอียดนัก แล้วก็ด้วยเหตุนี้ข้าถึงได้มา ที่นี่ หมายจะดูว่ากระแสจิตวิญญาณจะสามารถ
ค้นพบอะไรจากในทะเลสีครามเจ็ดดวงดาวได้ หรือไม่ เพราะแน่ใจว่าจะต้องเข้าไปส้ารวจด้านใน นั้นได้” บรรพบุรุษหุนเทียนอธิบายให้ทุกคนเข้าใจ “ไม่นึกเลยว่าจะเป็นซวีหลิงจื่อ!” ต่งลี่ร้องอุทาน ตกใจ แต่ก็กลับมาเยือกเย็นอีกครั้งได้อย่างรวดเร็ว “หากเป็นเขาล่ะก็ การที่รอดชีวิตออกมาจากก้น ทะเลสีครามเจ็ดดวงดาวได้ก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ อะไร เพราะอย่างไรซะเขากับคนผู้นั้นก็…” ซวีหลิงจื่อคือบุตรชายคนเดียวของเจ้าลัทธิจิตต วิสุทธิ์ แต่เพราะคนทั้งสองทะเลาะกัน ซวีหลิงจื่อจึง ออกจากลัทธิจิตตวิสุทธิ์ มาอยู่ที่ดินแดนปราการ ดวงดาวเพียงล้าพัง
เขาเชี่ยวชาญเวทลับมากมายของลัทธิจิตตวิสุทธิ์ ทั้ง ยังได้ครอบครองเจดีย์ซวีหลิง การที่เขาออกมาจาก ทะเลสีครามเจ็ดดวงดาวได้จึงน่าจะเป็นความจริง “เนี่ยเทียนล่ะ?” อินย่าหนันครุ่นคิด “เขาจะออกมา ได้หรือไม่? อีกอย่าง พวกเราควรจะลงไปหาเขาดี ไหม ดูว่าเผื่อจะช่วยอะไรเขาได้บ้าง” “พวกเจ้าไม่จ้าเป็นต้องลงไป ข้าไปเอง และจะ พยายามพาเขาออกมาให้ได้” จ้าวซานหลิงตวาด เบาๆ จากนั้นเขาก็ควบคุมเจดีย์ซวีหลิงแล้วทะยานลงไป ยังทะเลสีครามเจ็ดดวงดาวโดยไม่รอค้าตอบรับ จากต่งลี่และอินย่าหนัน ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 41 บทที่ 1205 ผลึกลี้ลับ!
ดวงดาวมอดดับเจ็ดดวงที่รายล้อมอยู่รอบทะเลสี ครามเจ็ดดวงดาว มีค่ายกลนำส่งหลังหนึ่งตั้งอยู่ “อู้!” เงาร่างมากมายทยอยกันบินออกมาจากค่ายกล นำส่งหลังนั้นและพากันไปรวมตัวอยู่ที่ทะเลสีคราม เจ็ดดวงดาวอย่างรวดเร็ว ต่งฉีซงจากสำนักคุมสัตว์ จงหลีเจียนจากสำนักไฟ ศักดิ์สิทธิ์ และยังมีผู้แข็งแกร่งจากเขาสุขาวดี สำนัก สามกระบี่ ตระกูลฉู่ ตระกูลกวานและตระกูลเจี่ย นต่างก็มาทันทีที่ได้รับข่าว พวกเขารู้ถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในทะเลสี ครามเจ็ดดวงดาวผ่านช่องทางของใครของมัน
“ย่าหนัน!” พอต่งฉีซงมาถึงก็เห็นอินย่าหนันที่ขี่งูเหลือมเลือด น้ำแข็งลอยตัวอยู่เหนือทะเลสีครามเจ็ดดวงดาวได้ ทันที “คุณหนูต่ง!” คนอื่นๆ ที่พอเห็นต่งลี่ก็พากันขยับเข้ามาทักทาย อย่างนอบน้อม ต่งลี่ถือเป็นตัวแทนของเนี่ยเทียนในสามดินแดนใหญ่ ตระกูลและสำนักในดินแดนปราการดวงดาวจึงรู้จัก นางเป็นอย่างดี ทั้งยังเคารพยำเกรงนางไม่น้อย กลับเป็นต่งฉีซงเสียอีกที่พอเห็นต่งลี่ก็แค่ยิ้มให้น้อยๆ เท่านั้น เพราะว่าหากจะนับกันตามสายเลือดแล้ว ต่งลี่และ คนตระกูลต่งถือว่ามีความสัมพันธ์แน่นเฟ้นกับเขา เขาจึงไม่จำเป็นต้องประจบเอาใจต่งลี่
“เกิดอะไรขึ้น? สำนักส่งเจ้าไปยังพื้นที่พิเศษ เหตุใด เจ้าถึงมาอยู่ที่นี่?” ต่งฉีซงเอ่ยถาม ทุกคนพากันหันมามองอินย่าหนันด้วยความสงสัย ต่างก็รอฟังคำตอบจากนาง “เปรี้ยงๆๆ!” เสียงสายฟ้าที่ปะทะกันดังสะเทือนแก้วหูพลันดัง ขึ้นมาจากดินแดนดวงดาวที่ห่างไปไกล “ใครกัน?” จงหลีเจียนหน้าเปลี่ยนสี “เจิ้งอี้เจ้าสำนักสายฟ้าและมารสายฟ้าหยวนจิ่วช วน” อินย่าหนันสูดลมหายใจเข้าลึกหนึ่งครั้ง ก่อน จะอธิบายให้พวกเขาเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นอย่าง กระชับฉับไว “หา! เนี่ยเทียนอยู่ในทะเลสีครามเจ็ดดวงดาว?”
“เพราะว่าฟ้าดินที่ปลาวาฬกลืนอสนีสร้างขึ้น พังทลายจมสู่ทะเล เขาจึงจมลงไปยังก้นทะเลลึก พร้อมกับฟ้าดินแห่งนั้นด้วย?” “จะทำอย่างไรดี ข้าไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยว่ามีใคร ที่จมลงสู่ก้นทะเลสีครามเจ็ดดวงดาวแล้วจะรอดชีวิต กลับมาได้!” “ควรจะแจ้งจิ่งเฟยหยาง เซี่ยเชียน หรือไม่ก็ พระราชวังโบราณสะเก็ดดาว ลัทธิจิตตวิสุทธิ์และ สำนักห้าธาตุทันทีหรือไม่ พวกเขาจะได้ช่วยแก้ไข?” “…” ทุกคนเอะอะโวยวาย ต่างเผยสีหน้าเป็นกังวล สายตาก็คอยหันไปมองยังทะเลสีครามเจ็ดดวงดาว อยู่ตลอดเวลา
ส่วนบรรพบุรุษหุนเทียนก็ยังยืนอยู่ตรงนั้น ทว่าพวก คนที่มาถึงนอกจากจะพยักหน้าทักทายในตอนแรก แล้ว กลับไม่มีใครคิดจะเข้ามาพูดคุยกับเขา บางทีในใจพวกเขาอาจจะมองว่าบรรพบุรุษหุน เทียนเป็นคนนอกตั้งนานแล้ว “ไอ้พวกนี้…” สายตาของบรรพบุรุษหุนเทียนกวาดมองไปตามร่าง ของคนเหล่านั้น สีหน้าของเขาดำคล้ำ โทสะแล่นขึ้น เป็นริ้วๆ ในอดีต สำนักฟ้ากลมคือกลุ่มอิทธิพลอันดับหนึ่งใน ดินแดนปราการดวงดาว และเขาก็คือคนที่แข็งแกร่ง ที่สุด ตอนที่เนี่ยเทียนยังไม่ย่างกรายมาที่นี่ ไม่ว่าใคร ก็ตามที่อยู่ตรงนี้เจอหน้าเขาก็จะต้องนอบน้อมมี มารยาทเสมอ
พริบตาเดียว คนที่เขาไม่เคยเห็นอยู่ในสายตากลับมี ตบะและขอบเขตเท่าเทียมกับเขา ทั้งรากฐานของ สำนักคนเหล่านั้นก็เหนือกว่าสำนักฟ้ากลมไปแล้ว เมื่อได้มาเจอกันอีกครั้ง แม้แต่ความเคารพนับถือที่ ควรจะมีก็ไม่มีอีกต่อไป บรรพบุรุษหุนเทียนไม่สบอารมณ์อย่างถึงที่สุด “ไม่ต้องเป็นห่วง เนี่ยเทียนไม่น่าจะเป็นอะไร” เมื่อเห็นว่าทุกคนเอาแต่โวยวายกันไม่หยุด ต่งลี่จึง ยกมือทำท่าบอกให้ทุกคนเงียบ คนเหล่านั้นจึงหุบ ปากฉับ ไม่วิพากษ์วิจารณ์กันอีกต่อไป ตอนที่ทุกคนหันมามองก็เห็นว่าใบหน้างามล้ำของ นางเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ สายตาที่ทำให้คน หลงใหลเปี่ยมล้นไปด้วยความมั่นใจ “ไม่ว่าเนี่ย เทียนจะอยู่ที่ไหนก็ต้องกลับคืนมาอย่างปลอดภัย
เสมอ ข้อนี้ข้าไม่สงสัยแม้แต่น้อย! นับตั้งแต่ที่ข้าได้ รู้จักเขา ก็ไม่เคยเห็นเขาทำให้ข้าผิดหวังมาก่อน” “และทุกครั้งที่กลับมา เขาก็จะต้องแข็งแกร่งและมี ค่าพอให้เชื่อถือยิ่งกว่าเดิม!” ประกายแสงแห่งความไว้เนื้อเชื่อใจที่แจ่มจรัส ออกมาจากใบหน้าของนางทำให้อินย่าหนัน รวมไป ถึงหญิงสาวอย่างมู่ปี้ฉง เฉียวอวิ๋นซีที่ตามมาถึงที หลังต่างก็ทำสีหน้าครุ่นคิด “มิน่าเล่า นางที่อยู่ในดินแดนดาวตกถึงได้รับการ โปรดปรานจากเนี่ยเทียน” “ชาติกำเนิดและตบะของนางในช่วงแรกๆ อาจจะ ไม่สะดุดตามากนัก แต่นางกลับมีเสน่ห์เป็นของ ตัวเองจริงๆ แต่ไรไหนมา ผู้หญิงคนเดียวที่เนี่ยเทียน ยอมรับว่ามีความสัมพันธ์ด้วยก็มีแต่นางเท่านั้น ดูท่า นี่คงจะไม่ใช่เรื่องไร้เหตุผลเสียแล้ว”
“ช่างเป็นผู้หญิงที่ร้ายกาจยิ่งนัก” มองต่งลี่ในเวลานี้ ในใจแต่ละคนพลันเกิดความคิดที่ แตกต่างกันไป เมื่อก่อน พวกผู้แข็งแกร่งในดินแดนปราการดวงดาว มักจะรู้สึกว่าต่งลี่ไม่เหมาะสมกับเนี่ยเทียน ทว่าพอ ได้รู้จักนางลึกซึ้งยิ่งขึ้น พวกเขาถึงได้รู้ความไม่ ธรรมดาของต่งลี่ และเวลานี้เมื่อได้มาเห็นความเชื่อใจจนแทบจะไร้สติ อย่างที่ต่งลี่มีต่อเนี่ยเทียน พวกเขาก็พลันรู้สึกว่าคน ที่อยู่เบื้องหลังเนี่ยเทียนสมควรจะเป็นต่งลี่! จุดลึกของทะเลสีครามเจ็ดดวงดาว น้ำทะเลนิ่งสนิท ไร้คลื่น กลางน้ำทะเล มีลูกแสงสีฟ้าสดใสอยู่ลูกหนึ่ง ดั่งหยด น้ำสีฟ้าขนาดใหญ่ยักษ์หนึ่งหยดที่ลอยนิ่งอยู่ในทะเล เนี่ยเทียนอยู่ในลูกแสงนั้น
“สายเลือด! ผลึกลี้ลับ!” อยู่ในแสงสีฟ้าแวววาว มือทั้งสองข้างของเนี่ยเทียน ถือหัวใจของปลาวาฬกลืนอสนีที่หดเล็กลงจากเดิม ไม่รู้กี่เท่าเอาไว้ พลางร่ายใช้พรสวรรค์สายเลือด อย่างแรกที่ฟื้นตื่นขึ้นมา แก่นเลือดแห่งชีวิตหลายหยดที่อยู่ในหัวใจพลันลุก ไหม้ เปลวเพลิงจากแก่นเลือดกรอกเทเข้าสู่หัวใจของ ปลาวาฬกลืนอสนี เมื่ออยู่ภายใต้การกระตุ้นของ “ผลึกลี้ลับ” โซ่ผลึกสายเลือดเล็กละเอียดราวเส้น ผมที่ยังเหลืออยู่ในหัวใจของปลาวาฬกลืนอสนีก็ถูก ย่อให้เล็กลง จนกระทั่งกลายมาเป็นผลึกใสขนาด เท่าเล็บมือ ผลึกใสสีเขียวคล้ายคลึงกับผลึกทรงปริซึมตรงหว่าง คิ้วของเผ่าอสูรกาย
ทว่าผลึกใสสีเขียวเล็กๆ ชิ้นนี้กลับเต็มไปด้วยโซ่ผลึก สายเลือดของปลาวาฬกลืนอสนี ประทับสัจธรรม ความจริงของสายฟ้าที่ปลาวาฬกลืนอสนีระดับสิบ เคยบรรลุได้เอาไว้ บนโลกใบนี้ ไม่ว่าใครก็ตามที่ฝึกวิชาสายฟ้า จะเป็น ชนต่างเผ่า เผ่าวิญญาณโบราณหรือเผ่ามนุษย์ก็ล้วน สามารถส่งกระแสจิตวิญญาณเข้าไปทำความเข้าใจ กับความลี้ลับของพลังสายฟ้าที่อยู่ในผลึกเขียวนี้ได้ ทำความเข้าใจกับสัจธรรมความจริงส่วนหนึ่งที่ต้าจุน เผ่าวิญญาณโบราณระดับสิบบรรลุมาหลายแสนปีซึ่ง นาบประทับไว้ในสายเลือดของตัวเอง ความลี้ลับแห่งสายฟ้า! ผลึกใสก็คือพรสวรรค์อย่างแรกของเนี่ยเทียนที่ถือ กำเนิดขึ้นมาหลังจากสายเลือดฝ่าทะลุสู่ระดับแปด– -ผลึกลี้ลับ!
ผลึกนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเอาหัวใจของชนต่างเผ่า หรือเผ่าวิญญาณโบราณที่อย่างน้อยมีสายเลือด ระดับเก้าขึ้นไปมาเป็นเกณฑ์ดั้งเดิม แล้วชุบหลอมโซ่ ผลึกสายเลือดให้กลายมาเป็นแก่นวิญญาณแห่ง สายเลือด! “แม้ว่าจะไม่มีพลังเลือดลมที่เข้มข้น แต่ไม่ว่าจะเป็น หันเซินหรือคนอื่นที่ฝึกวิชาสายฟ้า เมื่อได้รับผลึกลี้ ลับที่นาบประทับความมหัศจรรย์ของสายฟ้านี้ไปทำ ความเข้าใจ ผลประโยชน์ที่จะได้รับก็มากมหาศาล” เนี่ยเทียนถือผลึกสีเขียวเล็กๆ ก้อนนั้นไว้พลางพึมพำ อยู่กับตัวเอง “สำหรับเผ่ามนุษย์อย่างโม่ชิงเหลยที่ ฝึกวิชาสายฟ้าแล้ว ผลึกลี้ลับนี้ก็เหมือนอักระฟ้า ขอ แค่ทำความเข้าใจกับมัน ก็จะช่วยให้ขอบเขตมีการ พัฒนาสูงขึ้น” “อักขระฟ้า…”
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ สีหน้าเนี่ยเทียนก็เปลี่ยนมาเป็น แปลกประหลาด “อักขระฟ้าส่วนใหญ่แล้วล้วนถือกำเนิดได้เองโดย ธรรมชาติ แต่ว่าจะมีอักขระฟ้าแบบไหนหรือไม่ที่ เกิดจากการชุบหลอมของคน คล้ายคลึงกับผลึกลี้ลับ นี้?” เขารู้สึกว่า จู่ๆ เขาก็เข้าใจความลับบางประการของ โลกใบนี้ “ผลึกลี้ลับ! วันหน้าหากข้าต่อสู้กับชนต่างเผ่าระดับ เก้าหรือเผ่าวิญญาณโบราณที่หัวใจยังเต้นอยู่ หลังจากสังหารพวกเขาได้แล้ว และใช้การสูบดึง พลังชีวิต นอกจากจะได้เลือดลมมากมหาศาล ยัง สามารถใช้พรสวรรค์ผลึกลี้ลับมาชุบหลอมความ มหัศจรรย์ในสายเลือดของพวกเขาให้กลายเป็นผลึก ได้อีกด้วย”
“ตัวข้าเองที่เนื่องจากฝึกแค่วิชาดวงดาว เปลวเพลิง และพืชหญ้า บางทีอาจไม่ได้ใช้ประโยชน์ แต่ลูกน้อง ของข้า…” “พวกคนที่พึ่งพาข้ามีใครเชี่ยวชาญพลังสายฟ้าแล้วก็ ภักดีต่อข้าบ้างนะ?” คนแรกที่เขาคิดถึงกลับเป็นพี่น้องเหลยเทียนฉี เหลียนเทียนหงแห่งตระกูลเหลยที่อยู่ในการดูแล ของสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ รวมไปถึงคนของภูเขาสายฟ้า ในดินแดนดาวตก แต่ว่าคนพวกนี้ขอบเขตค่อนข้างต่ำ จึงไม่มี คุณสมบัติมากพอที่จะได้รับผลึกสายฟ้าซึ่งมาจาก ปลาวาฬกลืนอสนีไปครอบครอง “ผลึกลี้ลับทางสายเลือดที่ได้มาจากหัวใจของ ปลาวาฬกลืนอสนีระดับสิบ หากเจิ้งอี้หรือหยวนจิ่วช วนได้ไป เกรงว่าคงช่วยให้พวกเขาเลื่อนสู่แดนเทพ
เจ้าได้ทีเดียว” เนี่ยเทียนครุ่นคิด แล้วจู่ๆ ก็นึกไปถึง โม่ชิงเหลยแห่งดินแดนสายฟ้านิรันดร์ “หากโม่เชียน ฝานเจ้าสำนักอสนีสวรรค์ได้ของสิ่งนี้ไปครอง บางที ก็อาจได้เลื่อนสู่แดนเทพเจ้า หรืออย่างน้อยก็มี ความหวังมากขึ้น” “เอาของสิ่งนี้ไปแลกเปลี่ยนกับโม่ชิงฝาน ก็น่าจะได้ วัตถุดิบวิเศษจำนวนมากมาจากดินแดนสายฟ้านิ รันดร์” พอคิดเช่นนี้ ดวงตาของเขาก็พลันเป็นประกาย “ฟู่วๆ!” ปราณเลือดสีเขียวเส้นที่เป็นตัวแทนของสายเลือด แห่งชีวิตซึ่งอยู่ในหัวใจของเขากระตุ้นโซ่ผลึก สายเลือดให้เกิดขึ้นอีกครั้ง พรสวรรค์อย่างที่สอง ของสายเลือดระดับแปดจึงก่อใกล้จะก่อตัวสำเร็จ ตามไปด้วย
“พรสวรรค์อย่างที่สองจะเป็นอะไรนะ?” ใจเขาเต็มไปด้วยความรอคอย กระแสจิตวิญญาณ จับต้องไปที่หัวใจราวดวงตาข้างหนึ่ง รอคอยให้ พรสวรรค์ทางสายเลือดอย่างใหม่ถือกำเนิดเงียบๆ เขากำลังรอว่าแก่นเลือดแห่งชีวิตจะเหลือพอให้เขา เข้าไปในดินแดนเลือดเพื่อหาเวทลับทางสายเลือด มาอีกครั้งหรือไม่ “ฟู่ว!” และเวลานี้เอง เขาพลันรู้สึกได้ว่าเหนือศีรษะมีแสง สว่างพร่างพราวขึ้นมา เมื่อเงยหน้าเพ่งมองก็เห็นจ้าวซานหลิงที่ถูกห่อหุ้ม ด้วยพลังของเจดีย์ซวีหลิงค่อยๆ ขยับเข้ามาใกล้เขา อย่างเชื่องช้าและยากลำบากด้วยสีหน้าที่เจ็บปวด อย่างยิ่ง
จ้าวซานหลิงยังโบกมือคล้ายเร่งให้เขาลอยขึ้นไป ด้วยซ้ำ ทว่าหลังจากที่โลกของปลาวาฬกลืนอสนีพังทลาย จนเหลืออยู่แค่ลูกแสงสีฟ้าสดใสเล็กๆ ลูกนี้ เขากลับ ไม่รู้สึกถึงความผิดปกติใดๆ ไม่มีตรงไหนที่ไม่สบาย ตัว เขาจึงหันไปส่ายหน้าให้กับจ้าวซานหลิง บอกให้เจ้า ซานหลิงไปก่อนโดยไม่ต้องสนใจเขา เพราะเขายังรอให้พรสวรรค์ทางสายเลือดอย่างที่ สองถือกำเนิดขึ้นมา จะได้ทำความเข้าใจกับมัน เงียบๆ ทว่าจ้าวซานหลิงกลับมีท่าทีร้อนรนยิ่งกว่าเก่าคล้าย มีลางสังหรณ์ถึงอะไรบางอย่าง จึงเร่งกวักมือบอกให้ เขารีบลอยตัวขึ้นไป ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่41 บทที่1206 เหตุการณ์ประหลาดก้นทะเล!
จ้าวซานหลิงเรียกเจดีย์ซวีหลิงออกมา เพื่อใช้แสง ศักดิ์สิทธิ์มาคุ้มกันให้ตัวเองลงไปยังก้นทะเลด้วย ความยากลำบาก แสงศักดิ์สิทธิ์สว่างจ้าที่เกิดจากการรวมตัวกันของ พลังห้วงมิติล้อมวนรอบกายจ้าวซานหลิงประหนึ่งฝูง ปลาตัวใสๆ “เปรี๊ยะ! ฟู่วๆ!” ทว่าแสงศักดิ์สิทธิ์เหล่านั้นกลับจางหายไปอย่าง รวดเร็ว ราวกับถูกชุบหลอมทิ้งไป ความร้อนรนกระวนกระวาย และความเป็นกังวลที่ เขามีต่อเนี่ยเทียนงฉายออกมาทางดวงตาล้วน เด่นชัดเป็นพิเศษ
เนี่ยเทียนตะลึงงัน เขาที่อยู่ในลูกแสงสีฟ้าสดใสพลันดึงสมาธิกลับมา จากสายเลือดแห่งชีวิตที่อยู่ในหัวใจชั่วขณะ จากนั้น ก็หันไปมองประเมินทะเลลึกรอบกายอย่างจริงจัง แล้วเขาก็พลันมองเห็นภาพเหตุการณ์ประหลาดที่ เกิดขึ้น! น้ำทะเลรอบกายเขาบางครั้งก็มีภาพมายามากมาย ปรากฏขึ้น ซึ่งทีแรกพวกมันลอยขึ้นมาอย่างชัดเจน จากนั้นก็พร่าเลือนลงอย่างรวดเร็ว จนกระทั่ง หายไป ภาพมายาเหล่านั้นมีทั้งภาพของโลกลับแห่งน้ำที่มี ทะเลสาบนิ่งสงบ ใสกระจ่างประดุจมรกตโปร่งใสอยู่ ทั่วทุกหนแห่ง แล้วก็มีฟ้าดินที่มีแสงสีทองอร่ามเจิดจ้า เทือกเขา พื้นดิน ท้องฟ้าล้วนถูกอาบย้อมไว้ด้วยสีทอง ประดุจ
หล่อหลอมขึ้นมาจากท้อง ยังมีโลกแห่งไฟที่เปลวเพลิงลุกท่วมเทียมฟ้า ธารา ลาวาหลั่งริน มังกรเพลิงตัวแล้วตัวเล่าว่ายวนไปทั่ว หมื่นลี้ ทั้งพื้นดินและความว่างเปล่าล้วนลุกไหม้คุ โชนไปด้วยเปลวเพลิง เพียงแค่มองแวบเดียวก็ทำให้ รู้สึกเหมือนร่างกายถูกเผาไหม้ ทั้งยังมีพื้นที่ประหลาดน่าหวาดกลัวที่ตลบอบอวลไป ด้วยปราณปีศาจไหลเชี่ยว กองกระดูกทับกันเป็น พะเนิน วิญญาณร้ายร้องคำรามเกรี้ยวกราด ทว่าที่ทำให้เนี่ยเทียนแปลกใจมากที่สุดก็คือฟ้าดินที่ มีบ่อสายฟ้าล่องลอยอยู่กลางอากาศ มองไปทางใดก็ เห็นแต่ฟ้าแลบแปลบปลาบ ดูแล้วคุ้นตายิ่งนัก นั่นก็คือโลกใบเล็กที่แปรสภาพมาจากเลือดลมของ ปลาวาฬกลืนอสนีและพลังงานฟ้าดิน! ทว่าโลกเล็กๆ ใบนั้นไม่ใช่แตกทลายแล้วจมลงสู่
ทะเลสีครามเจ็ดดวงดาวแล้วหรอกหรือ? แม้แต่บ่อสายฟ้าพวกนั้น ที่ก่อนหน้านี้เขาก็เห็นว่า พวกมันได้ผสานรวมเป็นหนึ่งเดียวกับดินแดนทะเล ลึกลับที่กว้างใหญ่ไพศาลซึ่งคั่นอยู่ระหว่างดาวมอด ดับทั้งเจ็ดแล้วนี่นา? ทำไมโลกใบเล็กที่สลายไปแล้วถึงได้ปรากฏเป็นภาพ มายาอยู่ในก้นทะเลลึกอีกครั้ง? “โลกของเลือดลมปลาวาฬกลืนอสนีเผยตัวอีกครั้ง ในก้นทะเล ถ้าเช่นนั้นภาพมายาลึกลับมากมายที่ ปรากฏขึ้นก่อนหน้านี้ล่ะหมายความว่าอะไร?” หลังจากครุ่นคิดอย่างลึกซึ้ง เนี่ยเทียนก็พลันหน้า เปลี่ยนสี “หรือว่า ฟ้าดินที่เป็นภาพมายาซึ่งพอโผล่ ขึ้นมาแล้วก็หายไปเหล่านั้นเคยมีจริงมาก่อน ทว่า พอแหลกสลายไปแล้วก็ผสานรวมอยู่ในทะเลแห่ง นี้?”
เนี่ยเทียนตัวสั่นสะท้าน “รองรับโลกลับ ฟ้าดินเล็กๆ และมหาสมุทรเลือดลม ของชนต่างเผ่าที่แตกสลายเอาไว้ ทะเลสีครามเจ็ด ดวงดาวนี่จะมหัศจรรย์เกินไปหน่อยไหม? พวกเผ่า มนุษย์หินเหล่านั้นก็ลอยออกมาจากจุดใดจุดหนึ่ง ของทะเลสีครามเจ็ดดวงดาวเหมือนกัน จากนั้นพวก เขาก็ไปที่สนามรบสุ้ยเมี่ย” “เผ่ามนุษย์หินหายตัวไปนานหลายปี ก่อนหน้านี้ พวกเขาไปอยู่ที่ไหนมา?” “หรือว่าก้นทะเลสีครามเจ็ดดวงดาวยังมีช่องทางลับ ที่สามารถเชื่อมโยงไปยังสถานที่อื่นอยู่อีก?” “โลกใบใหม่ที่พวกสำนักนอกรีตอย่างสำนักศพฟ้า ลัทธิจิตมืดพูดถึงจะมีทางเข้าอยู่ในก้นทะเลแห่งนี้ ด้วยไหม?” ข้อสงสัยมากมายไหลบ่าเข้ามากลางใจของเนี่ยเทียน
ทำให้เขาสับสน ไม่ว่าคิดอย่างไรก็คิดไม่ตก และเวลานี้เขาก็สังเกตเห็นว่าจ้าวซานหลิงมิอาจ ขยับลงมาได้อีกแล้ว จ้าวซานหลิงที่ควบคุมเจดีย์ซวีหลิงอยู่ห่างเหนือ ศีรษะเขาไปเกือบร้อยเมตร และคอยใช้สายตาเร่ง เร้า ให้เขารีบบินออกไปจากก้นทะเลอยู่ตลอดเวลา เรือนกายของเขาที่ถูกห่อหุ้มไว้ในลูกแสงสีฟ้าสดใสก็ ไม่เคลื่อนลงต่ำอีกต่อไป เมื่อโซ่ผลึกสายเลือดหลายเส้นใหม่ถูกกระตุ้นอีกครั้ง พรสวรรค์ทางสายเลือดอย่างที่สองในหัวใจของเขาก็ ใกล้จะแปรสภาพสำเร็จแล้ว เขาหันไปมองรอบกายอีกครั้ง แล้วก็พลันเห็นว่ามี ประกายแสงของอะไรบางอย่างที่เขาไม่รู้จักระเบิด ทลาย ประกายแสงวงขนาดใหญ่ยักษ์พลันแผ่คลื่นที่ เขาได้แค่มอง แต่มิอาจรับสัมผัสออกมา
แต่ไม่รู้ว่าทำไม วินาทีที่ประกายแสงวงกว้างระเบิด ออก เขาถึงสัมผัสได้ถึงอันตรายร้ายแรง ราวกับว่าต่อให้เป็นแดนเอตทัคคะ หรือแม้แต่แดน เทพเจ้าช่วงต้นที่หากอยู่ท่ามกลางประกายแสงนั้น แล้วประกายแสงระเบิดแตก พวกเขาก็จะตายไป อย่างสิ้นซาก ไม่มีโอกาสรอดชีวิตได้เลย “จ้าวซานหลิงคงเป็นกังวลกับเจ้านี่กระมัง?” เขานิ่วหน้า พลันกระจ่างแจ้ง “พลังระเบิดประเภท นั้น แม้แต่ข้าก็ยังหวาดกลัวไม่เป็นสุข ทั้งมันยังคอย ระเบิดอยู่เป็นระยะ หากข้าโดนลูกหลงไปด้วยก็คง ตายอนาถแน่ อย่างน้อยข้าในเวลานี้ก็คงไม่มี ความสามารถที่จะรอดพ้นจากการระเบิดนั้นไปได้” เมื่อตระหนักได้ถึงข้อนี้ เขาก็พยายามขยับแขนขา ร่ายใช้ปราณเลือดแห่งชีวิต ปราณเลือดสีชาดหลายสิบเส้นบินออกมาจากในร่าง
ของเขา แล้วค่อยๆ พยุงเขาให้ลอยขึ้นไปด้านบน ช้าๆ เป็นไปอย่างราบรื่น วงแสงสีฟ้าสว่างใสที่ห่อหุ้ม ปกป้องเขาเอาไว้พาเขา ลอยตัวขึ้นสู่ผิวน้ำ ยิ่งขยับขึ้นไปข้างบน วงแสงสีฟ้าแวววาวก็ยิ่งบางลง เรื่อยๆ วงแสงโปร่งใสคล้ายพลังแก่นเลือดลมของปลาวาฬ กลืนอสนีเสี้ยวสุดท้ายที่หลงเหลืออยู่ เนื่องจากผลึก ลี้ลับอันเป็นของปลาวาฬกลืนอสนีที่ถูกเขาชุบหลอม ยังอยู่ในมือ มันถึงได้พิทักษ์ปกป้องเขาตาม สัญชาตญาณ ทว่าอันที่จริงเป้าหมายที่มันปกป้องก็คือผลึกลี้ลับที่ บันทึกตราประทับทางสายเลือดของปลาวาฬกลืน อสนี และสัจธรรมแห่งสายฟ้าเอาไว้ หาใช่เนี่ยเทียน
“อู้!” ไม่นานนัก ในที่สุดเนี่ยเทียนก็ขยับเข้ามาใกล้จ้าว ซายหลิง แล้วจู่ๆ วงแสงสีฟ้าก็จางหายไป “ไป!” วงแสงศักดิ์สิทธิ์ของเจดีย์ซวีหลิงถูกจ้าวซานหลิง ควบคุมให้ตรงเข้ามาห่อหุ้มร่างของเนี่ยเทียนเอาไว้ การดำลงลึกเป็นเรื่องที่ยากลำบากอย่างยิ่ง ทว่าการ ลอยตัวขึ้นด้านบนกลับง่ายดายกว่าเยอะ เจดีย์ซวีหลิงพาจ้าวซานหลิงและเนี่ยเทียนทะยานไป เร็วขึ้นเรื่อยๆ ไม่นานนักพวกเขาก็กระโดดผลุง ออกไปจากท้องทะเลสีน้ำเงินเข้มลึกลับ คนทั้งสองกลับขึ้นไปยังด้านบนของทะเลสีครามเจ็ด ดวงดาวอีกครั้ง! ทว่าโลกใบเล็กของปลาวาฬกลืนอสนีและบ่อสายฟ้า
ทั้งหลายที่หลังจากระเบิดทลายก็ได้กลายมาเป็น ส่วนหนึ่งของทะเลสีครามเจ็ดดวงดาว ยากที่จะพบ เห็นได้อีก “ไม่นึกเลยว่าท้องทะเลแห่งนี้จะสามารถรองรับโลก ใบเล็กที่แตกสลายเอาไว้ได้” ต่งลี่เดาะลิ้น “นายน้อยเนี่ย!” “คารวะนายน้อยเนี่ย!” ผู้แข็งแกร่งมากมายของดินแดนปราการดวงดาว อย่างจงหลีเจียน ต่งเชียนฉีที่พอเห็นเขาลอยออกมา ก็ปรี่เข้ามาใกล้อย่างร้อนใจ จากนั้นก็รีบโค้งตัวแสดง การคำนับ เนี่ยเทียนมองไปรอบๆ ก็เห็นทั้งใบหน้าของคนที่ คุ้นเคยและคนที่แปลกหน้า ครั้นจึงพยักหน้ารับ เบาๆ สุดท้ายสายตาของเขาไปหยุดอยู่บนร่างของบรรพ
บุรุษหุนเทียน แล้วเอ่ยขึ้นอย่างแปลกใจ “เอ๊ะ ทำไม เจ้าก็อยู่ที่นี่ด้วยล่ะ? เจ้ามาที่นี่ เพราะว่าคิดได้แล้ว หรือ?” “นี่…” สีหน้าของบรรพบุรุษหุนเทียนแข็งค้าง เขาเคยบอกว่า เว้นเสียแต่วันใดเนี่ยเทียนสามารถใช้ พละกำลังของตัวเองเอาชนะเขาได้ หาไม่แล้วเขาจะ ไม่มีทางยอมก้มหัว ประกาศตัวสวามิภักดิ์ต่อเนี่ย เทียนเด็ดขาด ต่อให้เป็นตอนนี้ที่เผชิญหน้ากับแรงกดดันจากคนทั้ง ในและนอกสำนัก เขาก็ยังคงยืนกรานคำพูดเดิมของ ตัวเอง ทว่าชั่วขณะที่เนี่ยเทียนซึ่งสายเลือดฝ่าทะลุสู่ระดับ แปดลอยตัวออกมาจากจุดลึกของทะเลสีครามเจ็ด ดวงดาว เขาเพียงแค่รับสัมผัสกับขอบเขตและพลัง การต่อสู้ของเนี่ยเทียนเล็กน้อย ก็ไม่รู้ว่าทำไม ถึงได้
รู้สึกอกสั่นขวัญผวา อันที่จริงความรู้สึกเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่สำหรับ เขา เพราะมีเพียงเวลาที่เขาเผชิญหน้ากับศัตรูที่มีพลัง เท่าเทียมกัน หรือไม่ก็ผู้ที่แข็งแกร่งกว่าเท่านั้น เขา ถึงจะเป็นเช่นนี้ แต่เห็นได้ชัดว่าเนี่ยเทียนยังเป็นแค่เขตวิญญาณช่วง ท้าย ยังไม่เลื่อนสู่แดนว่างเปล่าเลยด้วยซ้ำ ระหว่างขอบเขตของเนี่ยเทียนกับแดนเอตทัคคะ ของเขายังมีแดนว่างเปล่ากั้นขวางอยู่อีกขอบเขต หนึ่ง เนี่ยเทียนที่เป็นแบบนี้กลับทำให้เขารู้สึกหวาดหวั่น พรั่นพรึ่งได้ นี่มันหมายความว่าอย่างไร? เขาไม่คิดว่าตัวเองจะมองผิดไป! เขาเชื่อว่าเนี่ยเทียนในเวลานี้ต้องมีพลังการต่อสู้ที่
เกินกว่าเขตวิญญาณไปแน่นอน! “เนี่ยเทียน ทะเลสีครามเจ็ดดวงดาวจะดูถูกไม่ได้ เลย!” หลังจากออกมาได้ จ้าวซานหลิงที่ถือเจดีย์ซ วีหลิงก็มีสีหน้าเคร่งเครียด ดูเหมือนว่าเขาจะเข้าใจ ความลับอะไรบางอย่างเกี่ยวกับทะเลสีครามเจ็ด ดวงดาวผ่านทางเจดีย์ซวีหลิงและพลังห้วงมิติที่เขา บรรลุ จึงรีบร้อนจะอธิบายให้เนี่ยเทียนฟัง “ช้าก่อน!” ต่งลี่ตวาดเบาๆ จ้าวซานหลิงงงงัน “เจ้าน่ะ” ต่งลี่เก็บรอยยิ้มกลับคืน ก่อนจะขยับเข้า มาใกล้บรรพบุรุษหุนเทียนแล้วเอ่ยไล่แขก “สถานที่ แห่งนี้ไม่มีที่ว่างสำหรับเจ้า เรื่องที่พวกเราจะพูดคุย กัน เจ้าที่เป็นคนนอกไม่มีสิทธิ์รับฟัง แม้ว่าจะดูไร้ มารยาทไปบ้าง แต่ข้าก็ยังต้องพูด เจ้าไปจากที่นี่เสีย เถอะ!”
สีหน้าของบรรพบุรุษหุนเทียนยิ่งไม่น่ามองเข้าไป ใหญ่ เนี่ยเทียนเองก็นิ่งคิด แล้วก็ไม่ได้พูดอะไร เพียงแต่ มองจ้องไปที่บรรพบุรุษหุนเทียน คนอื่นๆ อย่างต่งฉีซง จงหลีเจียนและผู้แข็งแกร่ง ของดินแดนปราการดวงดาวก็พากันหันมามอง บรรพบุรุษหุนเทียนด้วยสีหน้ารอดูเรื่องสนุก “เดิมทีสำนักฟ้ากลมของข้าก็เป็นส่วนหนึ่งของ ดินแดนปราการดวงดาว ช่วงแรกเริ่มสุดทะเลสี ครามเจ็ดดวงดาวก็ได้สำนักฟ้ากลมเรา…” บรรพบุรุษหุนเทียนคำรามต่ำๆ “เมื่อก่อนก็คือเมื่อก่อน” ต่งลี่ตัดบทถ้อยคำของเขา อย่างไม่ไว้หน้า “หากจะพูดถึงประวัติศาสตร์ ช่วง แรกเริ่มสุดดินแดนปราการดวงดาวถูกชนต่างเผ่ายึด ไม่ใช่หรือ? หลังจากที่ชนต่างเผ่าจากไป สำนักฟ้า
กลมของพวกเจ้าก็ไม่ได้ก่อตั้งสำนักในดินแดน ปราการดวงดาวทันที เดิมทีดินแดนปราการดวงดาว ก็ไม่ใช่พื้นเพของเผ่ามนุษย์คนใด” บรรพบุรุษหุนเทียนพูดไม่ออก “จู่ๆ ข้าก็นึกถึงคำพูดที่เจ้าเคยพูดได้” เนี่ยเทียนลูบ คลำปลายคาง พูดไปพลางใช้กระแสจิตจ้องมอง สายเลือดแห่งชีวิตที่อยู่ในหัวใจซึ่งเพิ่งมีพรสวรรค์ สายเลือดอย่างใหม่แปรสภาพได้สำเร็จ แล้วทันใด นั้นความมั่นใจของเขาก็เพิ่มพูน “เจ้าเคยพูดว่า หาก วันใดที่ข้าสามารถใช้พลังของตัวเองเอาชนะเจ้าได้ เจ้าจะยอมศิโรราบแก่ข้า ยังเป็นเช่นนั้นอยู่หรือไม่?” พอเขากล่าวจบ ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นก็หน้าเปลี่ยนสี กันไปทันที บรรพบุรุษหุนเทียนตัวสั่นเยือก พลังอำนาจพลันไต่ ทะยานเพิ่มพูน ตวาดกร้าว “ย่อมต้องเป็นเช่นนั้น!”
เนี่ยเทียนพยักหน้ารับ “ถ้าอย่างนั้นก็ดี งั้นก็เอาวันนี้ ตอนนี้เลย ข้าอยากจะลองดูสักหน่อย!” บรรพบุรุษหุนเทียนทั้งตะลึงทั้งดีใจ ลึกๆ ในใจพลัน บังเกิดความตื่นเต้นที่ปะปนไปด้วยความคาดหวัง ตลอดหลายปีที่ผ่านมา “เจ้าแน่ใจจริงๆ รึ?” “ข้าแน่ใจ” เนี่ยเทียนพยักหน้ารับยืนยัน อากาศเหนือทะเลสีครามเจ็ดดวงดาวพลันโกลาหล ปั่นป่วน เหล่าผู้ฝึกลมปราณของดินแดนปราการ ดวงดาวล้วนตื่นตะลึงกันอย่างหนัก มีคนรีบร้อนพูด เกลี้ยกล่อมขอให้เนี่ยเทียนใจเย็นๆ อย่าได้บุ่มบ่าม ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 41 บทที่ 1207 รบหุนเทียน!
“นายน้อยเนี่ย ไม่จำเป็นต้องทำถึงขนาดนั้น กระมัง?” ต่งฉีซงแห่งสำนักคุมสัตว์ที่ถูกสายตาของคนมากมาย ขอร้องมาจึงแข็งใจเดินเข้ามาเกลี้ยกล่อม “ด้วยตัวตนของเจ้าในวันนี้ และฐานะอันทรงเกียรติ ในเผ่ามนุษย์ของเรา เหตุใดต้องสนใจบรรพบุรุษหุน เทียนด้วย? พระราชวังโบราณสะเก็ดดาว ลัทธิจิตต วิสุทธิ์และสำนักห้าธาตุต่างก็ชื่นชมในตัวนายน้อย เนี่ยไม่น้อย กะอีแค่สำนักฟ้ากลม เขาไม่ยอม สวามิภักดิ์ก็ปล่อยเขาไปเถิด เหตุใดยังต้องไปเปลือง แรงกับพวกเขาด้วย?” เขาพูดต่อหน้าบรรพบุรุษหุนเทียนอย่างไม่คิดจะ อ้อมค้อม
นี่ก็คือความในใจของต่งฉีซงและคนอื่นๆ ที่เหลือ ตอนอยู่ในมหาสมุทรดาวมอดดับ เนี่ยเทียนเอาชนะ เอาเฟยลี่หย่าได้ก็ถือว่าได้สร้างชื่อเสียงให้แก่ พระราชวังโบราณสะเก็ดดาว สร้างชื่อเสียงให้แก่เผ่า มนุษย์ทุกคน! ในสนามรบสุ้ยเสี่ย เขาสร้างคุณูปการอย่างใหญ่ หลวง ช่วยให้แดนเอตทัคคะ แดนเทพเจ้าหลายคน ของสี่สำนักเก่าแก่หลีกเลี่ยงเคราะห์ภัยจากการต่อสู้ กับมหาราชาและต้าจุนของทั้งชนต่างเผ่าและเผ่า วิญญาณโบราณมาได้ ก่อนหน้านี้ไม่นานแม้แต่หลัวว่านเซี่ยงรองเจ้า ตำหนักของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวที่เป็นแดน เทพเจ้าช่วงกลางก็ยังถูกบีบให้ต้องก้มหัวให้แก่เขา บรรพบุรุษหุนเทียนจะนับเป็นอะไรได้? พวกจิ่งเฟยหยาง บุตรแห่งวิญญาณโลหิตหรือเซี่ย
เชียนที่พึ่งพาเนี่ยเทียน มีใครบ้างที่ไม่สามารถ เอาชนะบรรพบุรุษหุนเทียนได้อย่างง่ายดาย? แม้แต่ตัวต่งฉีซงเอาที่เมื่อได้รับทรัพยากรมากมาย และชุบหลอมอาวุธเหมาะมือมาครองก็ยังรู้สึกว่า สามารถต่อกรกับบรรพบุรุษหุนเทียนได้แล้ว เขาไม่คิดว่า บรรพบุรุษหุนเทียนที่แม้แต่เขาก็ยังไม่ เคารพจะมีค่ามากพอให้เนี่ยเทียนต้องสิ้นเปลือง แรงกายด้วย “ไม่เป็นไร” เนี่ยเทียนโบกมือ ยิ้มอย่างสุขุม “จะ อย่างไรเสียปัญหาในดินแดนปราการดวงดาวก็ต้อง ได้รับการแก้ไข พวกเราเองก็ไม่ใช่คนไร้เหตุผล หาก ไร้เหตุผลจริงๆ คงจะขับไล่ให้สำนักฟ้ากลมออกไป จากดินแดนปราการดวงดาวเสียนานแล้ว “ในเมื่อเขาเคยพูดไว้ว่ามีเพียงวันใดที่ข้าสามารถ เอาชนะเขาได้โดยไม่ต้องพึ่งพาคนอื่น ก็จะยอมให้
สำนักฟ้ากลมเข้ามาเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของข้า แม้ว่าเวลาจะผ่านมาไม่นานสักเท่าไหร่ แต่ข้ากลับ รู้สึกว่ามันสมควรแก่เวลาแล้ว” บรรพบุรุษหุนเทียนมีสีหน้าเอาจริงเอาจัง “ขอแค่ เจ้าเอาชนะข้าได้ หรือเสมอข้าได้ ข้าจะไม่พูดอะไร อีกแม้แต่คำเดียว!” “นี่…” จงหลีเจียนแห่งสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์อุทานเบาๆ ด้วยสี หน้ามึนงง เต็มไปด้วยแววครุ่นคิด อินย่าหนัน มู่ปี้ฉงและเฉียวอวิ๋นซี รวมถึงผู้ฝึก ลมปราณหลายคนของดินแดนปราการดวงดาวอึ้ง งันกันไปพักใหญ่ ก่อนจะค่อยๆ พากันเงียบเสียงลง ท่าทีของบรรพบุรุษหุนเทียนน่าสนใจยิ่งนัก! “แบบนั้นก็ดี” เนี่ยเทียนพยักหน้ารับ ก่อนจะหันไปบอกเป็นนัยให้
ทุกคนออกห่างไปจากเขา เว้นพื้นที่กว้างๆ เหนือ ทะเลสีครามเจ็ดดวงดาวเอาไว้ “ออกห่างไปหน่อย” ต่งฉีซงเอ่ยบอกทุกคน ไม่นานพื้นที่ระหว่างเนี่ยเทียนและบรรพบุรุษหุน เทียนก็เปลี่ยนมาเป็นกว้างขวาง “เนี่ยเทียน แล้วการต่อสู้ระหว่างเจิ้งอี้สำนักสายฟ้า กับหยวนจิ่วชวนมารสายฟ้าเล่า?” ต่งลี่พูดถึงเรื่องนี้ ขึ้นมา “ไม่ต้องไปสนใจ” สายตาของเนี่ยเทียนกวาดมองไป รอบๆ ตำแหน่งของดวงดาวมอดดับที่อยู่ใกล้เคียง “เจิ้งอี้และหยวนจิ่วชวนมารสายฟ้า คนหนึ่งคือแดน เอตทัคคะช่วงท้าย อีกคนคือแดนเอตทัคคะช่วง กลาง การต่อสู้ระหว่างพวกเขา คนอื่นยื่นมือเข้า แทรกไม่ได้ อีกอย่างข้ารู้สึกได้ว่าตำแหน่งการต่อสู้ ของพวกเราเริ่มออกห่างไปจากที่นี่แล้ว”
“เว้นเสียแต่ว่ามีแดนเทพเจ้ามาจากดินแดนอื่น ถึง จะพอสังหารหรือจับตัวพวกเขาได้อย่างไม่มี ข้อผิดพลาด” ต่งลี่พยักหน้ารับเบาๆ แล้วไม่พูดอะไรอีก ในใจนางเองก็เข้าใจดีว่า ทั้งเจิ้งอี้และหยวนจิ่วชวน ต่างก็เป็นคนของกองกำลังลับแห่งเดียวกัน กองกำลังนี้ดูเหมือนจะมีความสัมพันธ์บางอย่างที่ คลุมเครือกับเนี่ยเทียน อีกทั้งยังเล่าลือกันว่ากอง กำลังนี้แข็งแกร่งกว่าสี่สำนักเก่าแก่ทุกฝ่าย ต่งฉี่ที่ฉลาดเฉลียว เมื่อยังไม่รู้วัตถุประสงค์ของกอง กำลังลับนั้น และกองกำลังลับนั่นก็ยังไม่ได้มาหา พวกเขาด้วยตัวเอง นางจึงไม่คิดจะทำอะไรบุ่มบ่าม ส่วนการต่อสู้ระหว่างเจิ้งอี้และหยวนจิ่วชวนมาร สายฟ้า ขอแค่ไม่เป็นภัยต่อดินแดนปราการดวงดาว ก็ถือเสียว่าพวกเขาคือหมาที่ไล่กัดกันเท่านั้น
“ค่ายกลฟ้ากลม! ดินแดน!” บรรพบุรุษหุนเทียนตะโกนกร้าว แดนเอตทัคคะที่ เป็นสีเทาขมุกขมัวก็พลันก่อตัวขึ้นมา แดนเอตทัคคะ ของเขาคล้ายพื้นที่ประหลาดขุ่นมัวที่มีสีสันของยาม สนธยา เปี่ยมไปด้วยปราณแห่งปฐพี ลูกหินสีเทาเหลือบน้ำตาลขนาดมหึมาหลายก้อน กลิ้งหลุนชนปะทะกันเองอยู่ตรงหน้าอกของบรรพ บุรุษหุนเทียน “ลูกอาคมฟ้ากลม!” ทุกครั้งที่ลูกหินสีเทาเหลือบน้ำตาลปะทะกัน ฟ้าดิน ก็จะระเบิดเสียงดังกึกก้อง แม้แต่ทะเลสีครามเจ็ด ดวงดาวที่อยู่ด้านล่างก็ยังมีลูกคลื่นโถมตัว ลูกตาดำของเนี่ยเทียนหดตัวลงน้อยๆ จ้องมองไปยัง ลูกหินใหญ่ยักษ์เหล่านั้นตาไม่กะพริบ
“ลูกอาคมฟ้ากลมพวกนี้เหมือนจะผ่านการชุบหลอม จากโลกลับที่ขุ่นมัวมาเป็นเวลานับพันนับหมื่นปี หนึ่ง สอง ทั้งหมดแปดลูก!” ลูกอาคมฟ้ากลมแปดลูกมีขนาดเท่ากัน ทุกลูกเป็นสี เทาเหลือบน้ำตาล ไร้แสงสว่างใดๆ ลูกอมคมที่กลิ้งหลุนมาๆ เปี่ยมล้นไปด้วยพลัง อำนาจและสร้างความกดดันมหาศาลให้แก่เนี่ย เทียน ทำให้เขาเกิดความรู้สึกลวงตาว่าจะถูกโลกลับ ขนาดเล็กทั้งแปดใบชนกระแทกบดขยี้ แต่เขาก็รู้อีกว่า นี่ไม่ใช่ความรู้สึกหลอกตัวเอง! ลูกอาคมฟ้ากลมเหล่านี้แปลงมาจากโลกลับใบเล็ก หลายใบที่เหมาะสมกับบรรพบุรุษหุนเทียนซึ่งเขา รวบรวมไว้ด้วยกัน จากนั้นก็ผสานพลังวิญญาณและ พลังจิตวิญญาณเข้าไป ทำให้มันกลายมาเป็นอาวุธ ร้ายที่เหมาะมือที่สุดของเขา
ลูกอาคมทั้งแปดเรียงตัวกันเป็นค่ายกลปกคลุมแปด ทิศที่จู่ๆ ก็ขยับเข้ามาใกล้คล้ายจะปิดผนึกฟ้าดิน เอาไว้ “สายเลือด พลังชีวิตแข็งแกร่ง กระตุ้นพลังแฝง!” พรสวรรค์ทางสายเลือดสองอย่างถูกกระตุ้นใช้แทบ จะเวลาเดียวกัน เรือนกายที่แต่เดิมดูแข็งแรงบึกบึนอยู่บ้างของเนี่ย เทียน พลันพองขยายใหญ่เพราะการระเบิดของ พรสวรรค์ทางสายเลือด! ทันใดนั้นเรือนกายที่แข็งแกร่งของเขาก็ขยายใหญ่ เกือบสามเมตร! กล้ามเนื้อแต่ละก้อนปูดนูนขึ้นมา ทั้งยังมีใย โครงสร้างที่แข็งแกร่งประดุจโลหะปกคลุมไปทั่วเนื้อ หนัง ส่องประกายแสงสีเงินสีทองสลับกัน “อ๊าก!”
แก่นเลือดเดือดพล่าน พลังแฝงถูกกระตุ้นอีกครั้ง จิง ชี่เลือดเนื้อที่เปี่ยมล้นไพศาลจึงเป็นดั่งแม่น้ำสีเลือด สายใหญ่ที่ไหลเชี่ยวกรากอยู่ในร่างของเขา ปราณเลือดสีชาดเข้มข้นแผ่อวลออกมาเองโดย อัตโนมัติ เหมือนกลายมาเป็นทะเลเลือดสีแดงฉาน “พรึ่บๆๆ!” เสื้อเกราะมังกรเพลิงที่สวมอยู่บนร่างของเนี่ยเทียน ถูกจุดไฟ เปลวเพลิงร้อนแรงลุกท่วมโชติช่วง ประสานกับเลือดลมของเนี่ยเทียนได้อย่างสมบูรณ์ แบบ ไม่รู้ว่าทำไม เนี่ยเทียนที่สายเลือดฝ่าทะลุสู่ขั้นแปด ถึงบังเกิดความมั่นใจประหนึ่งว่าตัวเองมีพละกำลัง มหาศาลมากพอจะเขย่าคลอนฟ้าดิน สามารถทุบ ทำลายเทือกเขาหมื่นจั้งได้อย่างง่ายดาย หรือแม้แต่ ท้องฟ้าที่มากไปด้วยหมู่ดาวก็ยังสามารถฉีกทึ้งลงมา
ได้ง่ายๆ “สายเลือดระดับแปด เรือนกายถูกสร้างและชุบ หลอมขึ้นใหม่อีกครั้ง เมื่อแปรสภาพสำเร็จแล้วจะ แข็งแกร่งอีกแค่ไหนกันนะ?” พอคิดอย่างนี้ เนี่ยเทียนก็พลันจ้องไปยังลูกอาคมฟ้า กลมขนาดใหญ่ลูกหนึ่ง แล้วเหวี่ยงหมัดออกไป กระแทกอย่างแรง “เทพค้ำฟ้าพิโรธ!” ไม่ได้ร่ายใช้พลังอย่างอื่น ใช้เพียงแค่เลือดลมที่อุดม สมบูรณ์อย่างเดียวเท่านั้น เลือดลมสีชาดที่ซัดตลบอบอวลพลันเกิดการ เปลี่ยนแปลงไร้ที่สิ้นสุดระหว่างทางที่เหวี่ยงหมัด ออกไป เลือดลมไหลเชี่ยวเข้มข้นคล้ายก่อตัวขึ้นมา เป็นยักษ์ตนหนึ่งที่ร่างอาบโชกไปด้วยเลือด —เทพยักษ์ค้ำฟ้า!
เทพยักษ์ค้าร่างใหญ่มหึมาเป็นสีแดงฉาน ส่งกลิ่น คาวเลือดคละคลุ้งแปรเปลี่ยนมาเป็นหมัดของเนี่ย เทียนที่อัดแน่นอยู่เต็มฟ้าดินและคำรามไร้เสียงดั่งไม่ ยอมแพ้ให้แก่สวรรค์ “ตูม!” หมัดสีเลือดที่มีรูปร่างเป็นยักษ์กระแทกลงไปบนลูก อาคมฟ้ากลมลูกหนึ่ง ลูกอาคมที่หล่อหลอมขึ้นมาจากโลกลับหนึ่งใบ ผสานรวมกับพลังวิญญาณ จิตวิญญาณและวิชา คาถาที่บรรพบุรุษหุนเทียนบรรลุมาพลันส่งเสียงลั่น “เปรี๊ยะๆๆ” ลูกหินมหึมาสีเทาเหลือบน้ำตาลคล้ายถูกชำระล้าง ด้วยแสงสีเลือดเจิดจ้า ลูกหินทั้งลูกจึงกลายมาเป็น ผลึกใสสีแดง มีแสงสีเลือดเปล่งประกายพร่างพราวสาดยิงออกมา
จากในลูกหินมโหฬาร บรรพบุรุษหุนเทียนพลันหน้าเปลี่ยนสี ในความรู้สึกของเขา ลูกหินสีเทาเหลือบน้ำตาลที่ถูก เขาชุบหลอมและตั้งชื่อว่า “ลูกอาคมฟ้ากลม” นั้น ได้ถูกเลือดลมน่าหวาดกลัวที่ไม่ใช่ของเขาและไม่ใช่ สิ่งที่เขาคุ้นเคยกลบทับจนมิดแล้ว! ภายใต้การจับจ้องโดยกระแสจิตวิญญาณ เขาก็ได้ เห็นว่าลูกหินที่ก่อเกิดจากฟ้าดินแห่งหนึ่งได้กลายมา เป็นทะเลสีเลือดแดงฉานไปแล้ว ทะเลสีเลือดผืนนั้นยังคงเปลี่ยนแปลงไปอย่าง ต่อเนื่อง มองดูคล้ายยักษ์ร่างอาบเลือด และใบหน้า ของยักษ์ตนนั้นก็คล้ายคลึงกับเนี่ยเทียนอยู่หลาย ส่วน ยักษ์คาวเลือดร้องคำรามด้วยภาษาโบราณอยู่ในลูก หินที่ชุบหลอมมาจากโลกลับของเขา
เสียงร้องคำรามเหล่านั้นคือภาษาโบราณที่เขาไม่เคย ได้ยินมาก่อน ซึ่งมันสามารถลอดทะลุโลกในลูกหิน ออกมาขานรับกับเนี่ยเทียนที่อยู่ข้างนอก “ตูมๆๆ!” “ตูมๆๆ!” โลกเล็กๆ สีเทาขมุกขมัวที่อยู่ในลูกหินคล้ายจะ ปริแตก บรรพบุรุษหุนเทียนรีบเปลี่ยนคาถา ลูกอาคมฟ้ากลมห้าลูกที่ขยับเข้ามาใกล้เนี่ยเทียน พลันละทิ้งเขาชั่วคราว แต่หันไปพุ่งชนลูกหินที่ถูก หมัดของเนี่ยเทียนแทน ทุกครั้งที่ลูกหินทั้งห้าพุ่งเข้าชน โลกสีเทาในลูกหิน ก้อนนั้นก็จะได้รับพลังเพิ่มหนึ่งเท่าตัว “ปังๆๆ ปังๆ!” เมื่อครบห้าครั้ง เลือดลมเข้มข้นที่หมัดของเนี่ยเทียน กรอกเข้าไปในฟ้าดินของลูกหิน และกลายมาเป็น
ยักษ์คาวเลือด ในที่สุดก็ถูกโจมตีจนแหลกสลาย กลายมาเป็นแสงสีเลือดหลายเส้นที่กระจายหายไป “อึก!” เมื่อปล่อยหมัดนั้นออกไป เลือดลมของเนี่ยเทียนก็ พัดปั่นป่วน สัมผัสได้อย่างลึกลับว่ามีแรงโจมตีบดขยี้ ปฐพีเป็นระลอกพุ่งกรากเข้ามา ไล่ตามเส้นสายการเชื่อมโยงระหว่างเขากับเลือดลม ของหมัดนั้น ย้อนกลับมาโจมตีเรือนกายของเขา! แสงสีเลือดที่แตกสลายสาดกระเซ็นออมาจากลูก อาคมฟ้ากลมลูกนั้น เมื่อแสงสีเลือดแตกสลายไป ก็ ทำให้เนี่ยเทียนเผชิญรับการแรงโจมตีจากลูกอาคม ฟ้ากลมที่เหลือระลอกแล้วระลอกเล่า เห็นเพียงว่าร่างของเนี่ยเทียนที่ลอยตัวอยู่เหนือ ทะเลสีครามเจ็ดดวงดาวสั่นสะท้านอย่างรุนแรง อาภรณ์ที่เขาสวมใส่พลันขาดวิ่นไม่เหลือดี มีเพียง
เสื้อเกราะมังกรเพลิงและลวดลายเปลวเพลิงลี้ลับที่ บิดเบือนบ้าคลั่ง กลายมาเป็นเปลวเพลิงโหมเทียม ฟ้าปกคลุมอยู่นอกกายเท่านั้น เนี่ยเทียนที่นอกจากส่วนที่มีเสื้อเกราะป้องกันแล้ว เรือนกายส่วนอื่นๆ ล้วนเปิดเปลือยก่อให้เกิดเสียง ร้องหวีดแหลม เสียงหวัดแหลมพวกนั้นมาจากอินย่าหนัน มู่ปี้ฉง เฉียวอวิ๋นซีและผู้ฝึกลมปราณเพศหญิงคนอื่นๆ ของ ดินแดนปราการดวงดาวที่ตามมาถึงทีหลัง “เปรี๊ยะๆๆ!” ทว่าเพียงแค่ครู่เดียว เปลวเพลิงของเสื้อเกราะมังกร เพลิงก็ปกคลุมร่างของเนี่ยเทียนไว้จนมิด และเมื่อเปลวเพลิงร้อนแรงของเกราะมังกรเพลิง ผสานรวมกับเลือดลมและพลังเปลวเพลิงของตัวเนี่ย เทียนเอง ก็ยิ่งทำให้ร่างของเขาลุกโชนไปด้วย
เปลวไฟ ขณะเดียวกันพรสวรรค์ทางสายเลือดอย่างใหม่ของ เนี่ยเทียนที่เพิ่งแปรสภาพสำเร็จอย่างการกรอกเท พลังชีวิตก็ได้ราดรดไปยังเมล็ดพันธ์เปลวเพลิงที่อยู่ ในโอสถเปลวเพลิงของเขา เมล็ดพันธ์เปลวเพลิงลึกลับที่พอได้รับ “การกรอกเทพลังชีวิต” ก็ลิงโลดผิดปกติ แล้วพุ่ง ทะยานออกมาจากโอสถเปลวเพลิง “พรึ่บ!” อานุภาพของทะเลเพลิงสีแดงฉานที่กลบทับไปทั่ว ร่างของเนี่ยเทียนพลันเพิ่มสูงขึ้นอีกหลายเท่าเพราะ การบินออกมาของเมล็ดพันธ์เปลวเพลิงลึกลับ! “ช่างเป็นปราณเปลวเพลิงที่น่ากลัวยิ่งนัก!” “ปราณเปลวเพลิงเช่นนี้เหมือนจะสามารถเผาไหม้ ดินแดนแห่งหนึ่งและทำให้ทะเลลึกเดือดระอุเป็นไอ จนแห้งขอดได้เลย!”
“จิตวิญญาณของข้าร้อนไปหมดแล้ว!” ผู้แข็งแกร่งมากมายจากดินแดนปราการดวงดาวที่ เห็นว่าอานุภาพเสื้อเกราะมังกรเพลิงและทะเลเพลิง สีชาดลุกเรืองของเนี่ยเทียนเพิ่มพูนก็พากันตื่น ตระหนกหวาดกลัว คนที่มีขอบเขตต่ำรีบถอยหนีไปโดยไม่รู้ตัว เพราะกลัวว่าจะถูกลูกหลง “ไฟศักดิ์สิทธิ์! ปราณของไฟศักดิ์สิทธิ์!” จงหลีเจียน เฉียวอวิ๋นซีแห่งสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ร้อง ครางขึ้นมาเกือบจะพร้อมๆ กัน จุดลึกในดวงตายังมี ความลุ่มหลงและเลื่อมใสฉายชัด ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 41 บทที่ 1208 วิญญาณร้ายขับร้อง
สำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ตั้งชื่อสำนักขึ้นมาก็เพราะหลังจาก ที่ไฟศักดิ์สิทธิ์กลุ่มนั้นเผาผลาญดินแดนไฟโลกันตร์ จนมอดไหม้ ผู้ก่อตั้งสำนักแห่งนี้ก็คือบุคคลที่มาจากดินแดนไฟ โลกันตร์และบูชาไฟศักดิ์สิทธิ์กลุ่มนั้นอย่างบ้าคลั่ง ในฐานะที่จงหลีเจียนคือเจ้าสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์คน ปัจจุบัน เขาจึงมีความเข้าใจกับปราณของไฟ ศักดิ์สิทธิ์กลุ่มนั้นผ่านทางรายละเอียดที่อธิบายไว้ใน ตำราเก่าแก่ของสำนักไม่น้อย ไฟศักดิ์สิทธิ์ถูกพวกเขามองเป็นจิตวิญญาณแห่งไฟ! ไฟศักดิ์สิทธิ์ประทานเมล็ดพันธ์เปลวเพลิงซึ่งมีปราณ ของไฟศักดิ์สิทธิ์ให้แก่เนี่ยเทียน และหลังจากที่ถูก เนี่ยเทียนมอบแก่นเลือดที่มีพรสวรรค์ “การกรอกเท
พลังชีวิต” ไปให้แล้ว ก็คล้ายว่าจะทำให้เมล็ดพันธ์ เปลวเพลิงมีอานุภาพเพิ่มขึ้น เมล็ดพันธ์เปลวเพลิงเปลี่ยนแปลงมาเป็นแข็งแกร่ง จนมีอานุภาพศักดิ์สิทธิ์ส่วนหนึ่งของไฟศักดิ์สิทธิ์! พรสวรรค์ “การกรอกเทพลังชีวิต” ที่เพิ่งฟื้นตื่นของ สายเลือดแห่งชีวิตระดับแปดกับ “การมอบพลัง ชีวิต” ของระดับเจ็ด มีความมหัศจรรย์พอๆ กัน สิ่งที่แตกต่างก็คือ “การมอบชีวิต” นำมาใช้ได้กับ สิ่งมีชีวิตที่มีเลือดเนื้อเท่านั้น เช่นเผ่ามนุษย์อย่าง บุตรวิญญาณโลหิต ซึ่งเมื่อนำมาใช้กับเขาก็ทำให้เขา มีอายุขัยมากขึ้น และเมื่อนำมาใช้กับเลือดผสมที่มีเรือนกายแข็งแกร่ง เช่นเผยฉีฉีจะช่วยชุบหลอมเรือนกายของนาง ทำให้ ช่องโพรงในร่างนางถูกขยับขยายและเลือดเนื้อก็ ทรงพลังมากขึ้น
ส่วนพลังของ “การกรอกเทพลังชีวิตนั้นจะเป็นการ ดึงเอาแก่นเลือดแต่ละหยดไปใช้กับวัตถุอย่างบุปผา เก้าดารา เมล็ดพันธ์เปลวเพลิงและต้นวิญญาณ ศักดิ์สิทธิ์ เมื่อใช้พรสวรรค์ทางสายเลือดชนิดนี้ พลังที่ซ่อนแฝง ของบุปผาเก้าดารา เมล็ดพันธ์เปลวเพลิงและต้น วิญญาณศักดิ์สิทธิ์จะมีการแปรสภาพไปอย่าง รวดเร็ว แม้แต่การเติบโตของพวกมันก็ยังเร็วขึ้นตาม ไปด้วย นี่ต่างหากถึงจะเป็นความน่ากลัวของ “การกรอกเท พลังชีวิต” หากต้นวิญญาณศักดิ์สิทธิ์คือวัตถุวิเศษระดับเพาะ ฟ้า ถ้าเช่นนั้น “การกรอกเทพลังชีวิต” ก็สามารถ กระตุ้นให้มันมีสติปัญญาที่ล้ำเลิศยิ่งกว่าเดิม จน ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางคุณสมบัติ
เมล็ดพันธ์เปลวเพลิง ก็เป็นเช่นเดียวกัน “ฟู่วๆ!” เปลวเพลิงของเมล็ดพันธ์เปลวเพลิง เกราะมังกร เพลิงและเลือดลมจากตัวเนี่ยเทียนเอง สามผสาน เป็นหนึ่ง เปลวเพลิงที่เดือดพล่านกลายมาเป็นทะเลเพลิงสี ชาด เรือนกายที่แข็งแกร่งของเนี่ยเทียนประดุจทวย เทพแห่งพระเพลิงที่อยู่ท่ามกลางเปลวเพลิงโชติช่วง ชัชวาลซึ่งพลันหันขวับไปมองลูกอาคมฟ้ากลมลูก หนึ่ง ก้อนหินสีเทาเหลือบน้ำตาลก้อนนั้นกลิ้งมาจาก ด้านหลังของเขา “เพรียกมังกรไฟ!” ลำแสงเปลวเพลิงที่ร้อนแรงประดุจลาวาถูกดึงสกัด ออกมาจากทะเลเพลิงสีแดงเดือดดาล ก่อนจะกลาย
มาเป็นมังกรไฟตัวหนึ่งที่ร้องคำรามประดุจมีชีวิตจริง มังกรไฟร้องคำรามพลางส่ายสะบัดหางดั่งจะ สะเทือนท้องนภาพ ครั้นจึงพุ่งเข้ากระแทกกับลูก อาคมฟ้ากลมลูกนั้น “ตูม!” แสงไฟสว่างพร่างพราว พลังขุ่นมัวสีเทาเสมือนริ้ว คลื่นพลังงานหลายชั้นที่แผ่อวลไปทั่วทุกแห่ง พื้นที่เหนือทะเลสีครามเจ็ดดวงดาวผืนนั้นเหมือนจู่ๆ ก็ถล่มยวบลงไป มีลำแสงประหลาดสาดยิงไปยังก้น ทะเล แม้แต่ทะเลลึกสีน้ำเงินเข้มก็ยังเกิดลูกคลื่นโถมตัวอีก ครั้งเพราะการโจมตีครั้งนี้! “กระบี่สิบดัชนีเพลิงแดง!” เนี่ยเทียนคำรามกร้าว ทันใดนั้นแสงกระบี่เปลวเพลิง สิบเส้นประหนึ่งเสาเปลวเพลิงที่สูงตระหง่านค้ำยัน
ท้องฟ้าสิบเสา พกพาเอาพลังงานที่สามารถเผา ดินแดนให้มอดไหม้ ผลาญสรรพชีวิตให้มอดม้วยให้ ตรงเข้าไปโจมตีกับลูกอาคมฟ้ากลมที่เหลืออีกครั้ง คาถาวิเศษระดับดินที่เมื่ออยู่ในมือของเขาและอยู่ ภายใต้การเพิ่มพลังจากเมล็ดพันธ์เปลวเพลิงและ เสื้อเกราะมังกรเพลิง อานุภาพก็สำแดงออกมาอย่าง เต็มกำลัง พวกคนที่มองอยู่มองเห็นว่าคาถามหัศจรรย์เหล่านั้น เปลี่ยนแปลงไปอย่างลึกลับหลากหลายรูปแบบ เพราะการร่ายใช้ของเนี่ยเทียนก็ตกตะลึงกันอย่างยิ่ง “ตูมๆ! ตูมๆๆ!” ค่ายกลฟ้ากลมที่เกิดจากการควบคุมลูกอาคมฟ้า กลมแปดลูกของบรรพบุรุษหุนเทียนถูกอานุภาพ ศักดิ์สิทธิ์และพลังเปลวเพลิงของเนี่ยเทียนระเบิด ทำลายจนยากที่จะประคองตัวเอาไว้ได้อีก
“อู้ๆๆ!” ลูกอาคมฟ้ากลมแปดลูกวิ่งวนปะทะกันเองอยู่รอบ หนึ่งก็พากันบินกลับเข้าไปหาบรรพบุรุษหุนเทียน สีหน้าของบรรพบุรุษหุนเทียนแดงก่ำ ลมหายใจ หอบหนัก แดนเอตทัคคะสีเทาขมุกขมัวของเขามี กระแสลำแสงสีเทาเหลือบน้ำตาลกระเพื่อมปะทะ วุ่นวายไปทั่ว เขายังถึงขั้นจำเป็นต้องใช้พลังวิญญาณและเวทลับ จิตวิญญาณมาประคองแดนเอตทัคคะของตัวเอง อย่างแต่เนื่องด้วยซ้ำ “มีพลังที่ไม่ธรรมดาจริงๆ ด้วย!” รับสัมผัสได้ถึงแรงกระเทือนของแดนเอตทัคคะและ การเปลี่ยนแปลงภายในโลกกลางลูกอาคมฟ้ากลม ทั้งแปดที่เชื่อมโยงกับแดนเอตทัคคะของตัวเอง บรรพบุรุษหุนเทียนก็แอบประหวั่นพรั่นใจ
เนี่ยเทียนที่เป็นเพียงเขตวิญญาณช่วงท้าย ยังไม่ เลื่อนสู่แดนว่างเปล่าอาศัยพลังของสายเลือดและ ความแข็งแกร่งของเกราะมังกรเพลิง บวกกับความลี้ ลับของเมล็ดพันธ์เปลวเพลิง ก็เห็นได้ชัดว่ามีพลังที่ มากพอจะต่อกรกับเขาได้จริงๆ อีกทั้งเนี่ยเทียนยังไม่ได้ใช้เวทลับของพระราชวัง โบราณสะเก็ดดาวเลยด้วยซ้ำ “ไข่มุกวิญญาณมืด!” เนี่ยเทียนตวาดกร้าว เรียกไข่มุกประหลาดที่ได้มา จากเผ่าอสูรกายออกมา “ไป!” วิญญาณร้ายทั้งห้าบินออกมาจากในไข่มุก คล้าย วิญญาณของสิ่งชั่วร้ายที่ตายดับไปในธาร ประวัติศาสตร์นับล้านปีของเผ่าทมิฬ และถูกเรียก ออกมาจากยุคสมัยที่ห่างไกล
คลื่นอารมณ์เชิงลบทั้งห้าที่สุดโต่งอย่างอาฆาต หวาดกลัว สิ้นหวัง เดือดดาลและกระหายการเข่น ฆ่าพลันแผ่ปกคลุมมืดฟ้ามัวดิน ตอนที่อยู่ในสนามรบสุ้ยเมี่ย วิญญาณร้ายทั้งห้าได้ ชุบหลอมวิญญาณมากมายมาจากในหัวกะโหลกของ สัตว์ยักษ์มวลดารา เพื่อนำมาเสริมสร้างพละกำลัง ให้ตัวเองแข็งแกร่งยิ่งขึ้น นึ่จึงทำให้พละกำลังของวิญญาณทั้งห้าทบทวีพรวด พราดจนน่าตกใจ! เนี่ยเทียนเพ่งสมาธิมองไปก็ค้นพบว่าวิญญาณร้ายทั้ง ห้าที่ออกมาจากในไข่มุกวิญญาณมืดดูคล้ายจะมีการ ขานรับกับวิญญาณชั่วร้ายบรรพกาลของเผ่าอสูร กายอย่างแท้จริง แล้วทันใดนั้นวิญญาณร้ายทั้งห้าก็พุ่งเข้าไปยังแดน เอตทัคคะของบรรพบุรุษหุนเทียน
แดนเอตทัคคะเป็นการสกัดพลังวิญญาณและพลัง จิตวิญญาณ บวกกับความรู้ความเข้าใจที่มีต่อวิชา คาถาวิเศษ และใช้วัตถุดิบวิเศษหายากมาสร้างขึ้น พอวิญญาณร้ายทั้งห้าบุกเข้าไปในแดนเอตทัคคะ ของบรรพบุรุษหุนเทียน บรรพบุรุษหุนเทียนก็รู้สึก เหมือนว่ามหาสมุทรจิตวิญญาณของตนกำลังถูก อะไรบางอย่างกัดทึ้ง เขามิอาจสงบเยือกเย็นได้อีกต่อไป เขาไม่มัวมาสนใจรวบรวมลูกอาคมฟ้ากลมทั้งแปด ขึ้นเป็นค่ายกลอีกแล้ว แต่เร่งรวมกระแสจิตวิญญาณ ทั้งหมดไปต้านทานกับวิญญาณร้ายทั้งห้านั่น วิญญาณร้ายทั้งห้าไม่มีเรือนกายที่แท้จริง แต่ต่อให้ เป็นเพียงภาพมายา ร่างของพวกมันก็สูงเกือบร้อย จั้ง! วิญญาณร้ายที่จมหายเข้าไปในแดนเอตทัคคะของ
บรรพบุรุษหุนเทียนก็เป็นประหนึ่งสิ่งมีชีวิตที่ชั่วร้าย ที่สุดของยุคดึกดำบรรพ์ซึ่งทำลายแดนเอตทัคคะ ของเขา ทั้งยังเน้นทำลายจิตวิญญาณของเขาที่ ปะปนอยู่ด้านในโดยเฉพาะ คลื่นอารมณ์เชิงลบทั้งห้าชนิดโถมทับเข้ามาจนจิตใจ ของบรรพบุรุษหุนเทียนเหมือนดิ่งลงเหว จุดลึกในดวงตาของบรรพบุรุษหุนเทียนบางครั้งก็มี ความหวาดกลัว บางครั้งก็มีความเคียดแค้น บางครั้งเป็นความเดือดดาลบ้าคลั่ง… โดยที่ไม่ทันรู้ตัว เมื่อโดนวิญญาณร้ายทั้งห้าโจมตี จิตวิญญาณของเขาก็มิอาจรักษาไว้ได้อีกต่อไป “อู้!” ไข่มุกวิญญาณมืดที่หมุนวนเบาๆ ลอยขยับเข้าไป ใกล้แดนเอตทัคคะของเขา วิญญาณวัตถุที่อยู่ด้านใน กำลังสำแดงเดช!
แสงสีเขียวมัวซัวสาดสะท้อนลงมากระทบเข้ากับร่าง ของบรรพบุรุษหุนเทียน ม่านตาของบรรพบุรุษหุนเทียนค่อยๆ ปิดลงช้าๆ จิต วิญญาณที่แท้จริงซึ่งอยู่ในมหาสมุทรจิตวิญญาณของ เขาค่อยๆ ถูกพลังของไข่มุกวิญญาณมืดพันธนาการ เสียงขับร้องของวิญญาณร้ายที่มีเพียงเนี่ยเทียน เท่านั้นที่ได้ยินส่งมาจากไข่มุกวิญญาณไม่หยุด เสียงขับร้องของวิญญาณร้ายเหล่านั้นปานประหนึ่ง การกำราบทางจิตวิญญาณซึ่งทวยเทพแห่งความชั่ว ร้ายหลายองค์ในยุคบรรพกาลได้ฟื้นคืนชีพแล้วเปล่ง ออกมาอย่างพร้อมเพรียงกัน นี่คือเวทลับทางจิตวิญญาณที่ก่อนหน้านี้ไข่มุก วิญญาณมืดไม่เคยใช้มาก่อน—วิญญาณร้ายขับร้อง! จุดลึกในมหาสมุทรจิตวิญญาณของบรรพบุรุษหุน เทียนมีอักขระที่เก่าแก่ที่สุดของเผ่าอสูรกายเริง
ระเบิดราวกับหมู่ผีเสื้อ อักขระแต่ละตัวล้วนนาบ ประทับสัจธรรมแห่งจิตวิญญาณและความลี้ลับของ ตำราเผ่าอสูรกายเอาไว้ บรรพบุรุษหุนเทียนที่มึนงงลืมเลือนไปนานแล้วว่า ตัวเองเป็นใคร แม้แต่พวกจงหลีเจียน ต่งฉีซงที่จับตามองภาพการ ต่อสู้ซึงต่อให้จะไม่ได้ยินเสียงขับร้องของวิญญาณ ร้าย แต่จิตวิญญาณของพวกเขาก็ปวดแปลบ ไม่ สบายตัว ราวกับว่าขอแค่มองไข่มุกวิญญาณมืด มองแสงสี เขียวขมุกขมัวนั้น จิตวิญญาณของพวกเขาก็ได้รับ ผลกระทบแล้ว พวกเขาฝืนบังคับตัวเองให้ย้ายสายตาออกมาจาก ไข่มุกวิญญาณมืด “ศึกนี้ไม่จำเป็นต้องดำเนินต่อแล้ว”
จ้าวซานหลิงหรี่ตา กระแอมเบาๆ แล้วหันไปพูด กับเนี่ยเทียน “จิตวิญญาณของบรรพบุรุษหุนเทียน เสียความเป็นตัวของตัวเองไปแล้ว ต่อให้สู้ต่อไป จิต วิญญาณของเขาก็ไม่ใช่ของเขาอีกแล้ว” เมื่อจบคำพูดของเขา ทุกคนที่เพ่งมองบรรพบุรุษหุน เทียนอย่างละเอียดก็ค้นพบว่าจ้าวซานหลิงพูดถูก แล้ว ในความรู้สึกของพวกเขา บรรพบุรุษหุนเทียนได้ สูญเสียสิทธิ์ในการควบคุมจิตวิญญาณของตัวเองไป จนไม่เหลือความคุ้นเคยใดๆ สำหรับพวกเขา “เอาเถอะ” เนี่ยเทียนกวักมือเรียกไข่มุกวิญญาณมืดกลับมา และ เมื่อความคิดของเขาบังเกิดขึ้น วิญญาณร้ายทั้งห้าที่ อยู่ในจุดลึกแดนเอตทัคคะของบรรพบุรุษหุนเทียนก็ กลายมาเป็นลำแสงสีเทาที่พุ่งออกมา
“บรรพบุรุษหุนเทียนแพ้ไปทั้งอย่างนี้น่ะหรือ?” “แพ้ได้ประหลาดยิ่งนัก!” “แดนเอตทัคคะ เขาเป็นถึงแดนเอตทัคคะเชียวนะ! ทุกวันนี้ เขาน่าจะเป็นแดนเอตทัคคะที่แข็งแกร่ง ที่สุดในดินแดนปราการดวงดาวด้วยซ้ำ!” “เนี่ยเทียนในเวลานี้มีพลังที่สามารถรบชนะหรือ อาจถึงขั้นสังหารแดนเอตทัคคะได้แล้วหรือ? แต่ ขอบเขตของเขายังเป็นแค่เขตวิญญาณช่วงท้ายเท่า นั้นเอง ขนาดแดนว่างเปล่ายังไม่ถึงเลย!” “…” เหล่าผู้แข็งแกร่งของดินแดนปราการดวงดาวพากัน วิพากษ์วิจารณ์ด้วยอารมณ์ที่ทั้งตะลึงและทั้ง ตระหนก มู่ปี้ฉงที่อยู่ในกลุ่มคนมองเนี่ยเทียนด้วยสายตาที่เห็น ได้ชัดว่าซับซ้อนอย่างถึงที่สุด
นางมองเนี่ยเทียนเป็นเป้าหมายคนสำคัญที่ต้องไล่ ตามให้ทันมาตลอดเวลา และนั่นทำให้นางมานะ พยายามมาโดยตลอด ไม่เคยเกียจคร้านแม้แต่นาที เดียว นางรู้สึกว่าขอแค่ตัวเองพยายามอย่างเต็มที่ โดย อาศัยบุปผาร่วมชีวิตที่ลึกลับในร่างตัวเอง ความสำเร็จในอนาคตของนางก็ย่อมไม่เป็นรองเนี่ย เทียน ทว่ามาถึงบัดนี้นางกลับรู้สึกหมดเรี่ยวหมดแรง รู้สึก หดหู่ทอดอาลัยอย่างยิ่ง “บรรพบุรุษหุนเทียนผู้เป็นตำนานในดินแดน ปราการดวงดาวมาหลายพันปีกลับต้องพ่ายแพ้ไปทั้ง แบบนี้” นางพึมพำอย่างคนสติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว “คนผิดปกติ ตัวประหลาดแบบนี้ ข้าจะสามารถไล่ ตามจนไปยืนทัดเทียมเคียงบ่ากับเขาได้จริงๆ น่ะ หรือ?”
“ไม่นึกเลยว่าเจ้าคนบัดซบผู้นี้จะ จะแข็งแกร่งได้ถึง ขนาดนี้แล้ว” เฉียวอวิ๋นซีแห่งสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ก็ พึมพำกับตัวเองอย่างสะท้อนใจเช่นกัน แม้แต่อินย่าหนันก็ยังได้แต่ยิ้มเจื่อน ส่ายหัวพูดกับ ตัวเองว่า “ข้า ข้าดูถูกเขาเกินไปจริงๆ เดิมทีนึกว่า ข้ามีงูเหลือดเลือดน้ำแข็งระดับเก้าแล้วจะพอ ต้านทานเขาได้ เฮ้อ ข้านี่ช่างคิดอย่างไร้เดียงสา จริงๆ” ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 41 บทที่ 1209 ศิโรราบ
บรรพบุรุษหุนเทียนคืนสติกลับมาอย่างเชื่องช้า เนื่องจากการถอยกลับไปของวิญญาณร้ายทั้งห้า พื้นที่มากมายในแดนเอตทัคคะของเขาที่เกิดความ วุ่นวายจึงกลับคืนสู่ความสงบอีกครั้งอย่างรวดเร็ว ลูกอาคมฟ้ากลมแปดลูกพิทักษ์แปดทิศในแดน เอตทัคคะ โลกลับภายในลูกอาคมดึงเอาสารบำรุงไป จากในแดนเอตทัคคะทำให้ฟ้าดินในลูกอาคมได้รับ การซ่อมแซมความเสียหายทีละนิด บรรพบุรุษหุนเทียนลืมตาโพลง ชั่วขณะที่ลืมตาขึ้น เขาก็เห็นว่าพวกจงหลีเจียน ต่ง ฉีซงหันมองมายังเขาไกลๆ ด้วยสีหน้าแปลก ประหลาด ยังไม่ทันเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น
อึ้งงันไปครู่หนึ่ง เมื่อย้อนนึกทวนเหตุการณ์ทั้งหมดที่ เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ หัวใจของเขา…ก็เริ่มถูกเต็มเติม ไปด้วยความขมขื่น “ข้า…แพ้แล้วรึ?” เหมือนจะถามคนอื่น แล้วก็เหมือนทั้งจะถามแค่ ตัวเอง เรือนกายที่เต็มไปด้วยบารมีน่าเกรงขามของเขา มา บัดนี้กลับให้ความรู้สึกเศร้าสลดวังเวงใจ จู่ๆ พวกต่งฉีซงและผู้ฝึกลมปราณของดินแดน ปราการดวงดาวก็หยุดการวิพากษ์วิจารณ์ลง ต่งลี่ที่นิ่งคิดไปครู่ก็ตอบกลับมาว่า “เจ้าแพ้แล้วจริงๆ” บรรพบุรุษหุนเทียนเก็บแดนเอตทัคคะลงไปแล้วก้าว เดินยาวๆ เข้ามาหาเนี่ยเทียน เนี่ยเทียนถือไข่มุกวิญญาณมืดไว้ในมือ ร่างยังท่วม
ทับด้วยทะเลเพลิงสีแดงฉาน กำลังใช้พลังเลือดลม ของตัวเองเก็บเอาปราณเปลวเพลิงร้อนแรงที่ ปลดปล่อยออกไปกลับคืนมาอย่างเงียบเชียบ รอจนบรรพบุรุษหุนเทียนขยับเข้ามาใกล้ เขาจึง กลับคืนมามีสภาพดังปกติ และไข่มุกวิญญาณมืดก็ ถูกเก็บไปไว้ในแหวนเก็บของแล้ว “แม้ข้าจะพึ่งวัตถุนอกกาย” เนี่เยทียนกล่าวด้วย น้ำเสียงที่ราบเรียบผิดปกติ “แต่วัตถุนอกกาย เหล่านั้นก็ถือว่าเป็นของข้า ข้าไม่ได้ยืมมือใคร ไม่ได้ อาศัยคนที่มีขอบเขตเท่าเทียมกับเจ้าหรือเหนือกว่า เจ้ามาเล่นงานเจ้า” “ข้าเข้าใจ” บรรพบุรุษหุนเทียนก้มหน้า เงียบไป หลายวินาที ก่อนจะโค้งตัวลงน้อยๆ เอ่ยแผ่วเบา “ข้าผู้อาวุโสขอยอมศิโรราบจากใจจริง นับแต่นี้เป็น ต้นไป สำนักฟ้ากลมของข้าจะเชื่อฟังคำสั่งจากเจ้า เฉกเช่นสำนักคุมสัตว์ สำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ ฯลฯ”
พอกล่าวประโยคนี้ออกมา เขากลับโล่งใจมากเป็น พิเศษ รู้สึกเหมือนคนที่ได้ปลดแอก เขาพลันเข้าใจว่า แท้จริงแล้วตัวเขาเองก็รู้ดีมา ตลอดเวลาว่าความดื้อดึงของตัวเองเป็นเรื่องที่โง่ เขลามากเพียงใด เพียงแต่ด้วยสาเหตุหลากหลายประการ ด้วยมิอาจ วางศักดิ์ศรีและบารมีของตัวเองที่มีในดินแดน ปราการดวงดาวลง ถึงได้ทำให้ตนกลายเป็นฝ่ายถูก กระทำถึงเพียงนี้ ทั้งสำนักฟ้ากลมยังถูกสำนักคุม สัตว์ สำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ ฯลฯ แซงหน้าไปไกล เมื่อวางทิฐิลงได้และยอมศิโรราบเข้าจริงๆ กลับไม่ใช่ เรื่องที่ยากเย็นอะไรเลย “ฮ่าๆ! ข้ารู้แต่แรกแล้วว่าต้องมีวันนี้!” “ยินดีด้วย! นับแต่นี้ไปทุกคนก็ลงเรือลำเดียวกัน แล้ว!”
“ในเมื่อสำนักฟ้ากลมคือสำนักของดินแดนปราการ ดวงดาว เดิมทีก็ควรเป็นอย่างนี้อยู่แล้ว!” บุคคลยิ่งใหญ่มีหน้ามีตาทั้งแดนเอตทัคคะและแดน ว่างเปล่าของห้าสำนักสามตระกูลต่างก็ปรี่เข้ามา แสดงความยินดีกับบรรพบุรุษหุนเทียน บรรพบุรุษหุนเทียนยิ้มอย่างกระอักกระอ่วน เล็กน้อย เพียงพยักหน้าตอบรับทุกคนโดยที่ไม่ได้ พูดอะไร เนี่ยเทียนยอมรับบรรพบุรุษหุนเทียนได้อย่าง ง่ายดาย ป่าวประกาศว่านับแต่นี้ไปสำนักฟ้ากลมจะ ได้รับการปฏิบัติเฉกเช่นสำนักอื่นๆ ในการปกครอง ของเขา บรรยากาศพลันเปลี่ยนมาเป็นคึกคัก ผู้อาวุโสและ เหล่าลูกศิษย์ของสำนักฟ้ากลมที่ได้ข่าวก็พากันมาถึง พวกผู้อาวุโสของสำนักฟ้ากลมที่ได้ยินว่าบรรพบุรุษ
หุนเทียนพ่ายแพ้ให้แก่เนี่ยเทียน นอกจากจะไม่โกรธ แล้วกลับยังดีใจ ทุกคนต่างก็ไชโยโห่ร้องด้วยความ ยินดีที่สำนักจะได้กลายมาเป็นผู้พึ่งพาเนี่ยเทียน นี่ยิ่งทำให้สีหน้าของบรรพบุรุษหุนเทียนปั้นยากเข้า ไปใหญ่ “ตอนนี้ไม่มีคนนอกอีกแล้ว” จ้าวซานหลิงเอ่ยขึ้น เสียงต่ำ สายตาของทุกคนจึงมารวมกันอยู่ที่ตัวเขาโดย อัตโนมัติ “ทะเลสีครามเจ็ดดวงดาวมหัศจรรย์มาก” จ้าวซานหลิงครุ่นคิดพลางเรียกเจดีย์ซวีหลิงออก มาแล้วใช้มือแตะเบาๆ ไปที่เจดีย์วิเศษนั้น แสงศักดิ์สิทธิ์ส่องสว่างเจิดจ้ามาจากในเจดีย์ ปลดปล่อยคลื่นห้วงมิติที่เด่นชัดมากเป็นพิเศษ มีริ้วคลื่นแทรกซึมเข้าไปยังทะเลสีครามเจ็ดดวงดาว
จนผิวน้ำกระเพื่อมไหว เมื่อผิวน้ำสีครามแวววาวเกิดลูกคลื่น ภาพเหตุการณ์ ประหลาดเบื้องล่างก็พลันปรากฎวูบขึ้นมาแล้วแตก สลายไปอย่างรวดเร็ว “แทนที่จะเรียกมันว่าทะเลสีครามเจ็ดดวงดาว ไม่สู้ เรียกมันว่า…โลกทะเลจะดีกว่า!” จ้าวซานหลิงสูดลมหายใจเข้าลึกหนึ่งครั้ง ก่อนพูด ต่อว่า “ทะเลลึกเบื้องล่างรองรับโลกลับและทะเล เลือดลมของชนต่างเผ่าหรือไม่ก็เผ่าวิญญาณโบราณ มากมายที่ระเบิดพังทลาย! เมื่อโลกลับหรือฟ้าดิน ขนาดเล็กระเบิดแตก ก็ได้จมลงไปยังก้นทะเล แล้ว ผสานรวมเป็นส่วนหนึ่งของมัน!” “ก้นทะเลมีอะไรอยู่กันแน่ ข้าเองก็ไม่รู้แน่ชัด เหมือนกัน”
“แต่ข้าเชื่อว่าก้นทะเลสีครามเจ็ดดวงดาวแห่งนี้ จะต้องซุกซ่อนความลับอะไรแน่นอน ในเมื่อเผ่า มนุษย์หินที่หายสาบสูบไปหลายปีลอยขึ้นมาจากข้าง ใน ถ้าเช่นนั้นในทะเลลึกก็จะต้องมีช่องทางที่ เชื่อมโยงไปยังที่ใดที่หนึ่ง” “โลกทะเล?” เนี่ยเทียนตะลึงงัน “ใช่ คือพื้นที่พิเศษขนาดเล็กที่สามารถรองรับ กัก เก็บโลกลับที่ถูกทำลายหรือดินแดนที่ดับสลาย” จ้าวซานหลิงพยักหน้ารับเบาๆ “ข้าได้ความรู้ บางส่วนที่เกี่ยวกับโลกทะเลมาจากเจดีย์ซวีหลิงหลัง นี้ แต่ว่าไม่ใช่ความรู้ที่ลึกซึ้งนัก ข้าเดาเอาว่าในลัทธิ จิตตวิสุทธิ์จะต้องมีคำอธิบายเกี่ยวกับโลกทะเลที่ ละเอียดกว่าอยู่แน่นอน ซึ่งนังหนูเผยอาจจะรู้ ความลับเกี่ยวกับโลกทะเลผ่านทางลัทธิจิตตวิสุทธิ์ ได้มากกว่าข้า”
“สิ่งเดียวที่ข้าสามารถยืนยันได้ก็คือ ทะเลสีคราม เจ็ดดวงดาวน่าจะเป็นหนึ่งในโลกทะเล” ที่เขารู้ว่าทะเลสีครามเจ็ดดวงดาวคือโลกทะเลที่ มหัศจรรย์ก็ล้วนเป็นเพราะเจดีย์ซวีหลิง หรืออาจจะ พูดได้ว่าเป็นเพราะซวีหลิงจื่อในอดีต ซวีหลิงจื่อมาจากลัทธิจิตตวิสุทธิ์ คือบุตรชายของ ชวีอี้ คิดจะไขความลับของโลกทะเลเพื่อให้ได้รู้ถึงความ มหัศจรรย์ที่มากกว่าเดิม บางทีก็อาจจะต้องไปถามผู้ แข็งแกร่งแดนเทพเจ้าของลัทธิจิตตวิสุทธิ์ อย่างเช่นจีหยวนฉวนเป็นต้น “โลกทะเลแห่งนี้ เจ้าและข้าสำรวจเองไม่ได้หรือ?” เนี่ยเทียนถาม จ้าวซานหลิงพยักหน้ารับ “มันค่อนข้างจะลำบาก เว้นเสียแต่ว่าขอบเขตของข้าเลื่อนสู่แดนเอตทัคคะ
แล้วก็อาจจะมีความเป็นไปได้ แต่ต่อให้เป็นเช่นนี้ ข้าก็ยังรู้สึกว่าหากคิดจะไขความลี้ลับของโลกทะเลก็ ยังเต็มไปด้วยปัญหามากมาย ทางที่ดีที่สุดคือไป หานังหนูเผย ให้นางไปสอบถามเรื่องนี้จากคน ระดับสูงของลัทธิจิตตวิสุทธิ์” “ได้ ข้าจะกลับไปที่สำนักและทำความเข้าใจกับ สถานการณ์ช่วงที่ผ่านมาสักหน่อย” เนี่ยเทียนคิด แล้วพูดต่อว่า “เจ้าถือป้ายตัวตนของข้าไปแลกเอา วัตถุดิบที่จำเป็นสำหรับเลื่อนจากแดนว่างเปล่าสู่ แดนเอตทัคคะจากที่สำนักของข้า จากนั้นข้าค่อยไป หาคนของลัทธิจิตตวิสุทธิ์เพื่อสอบถามเรื่องนี้ แล้วก็ ไปสืบความเคลื่อนไหวของโม่เหิงต่อ” “เนี่ยเทียน แล้วเจ้าคนนี้ล่ะ?” อินย่าหนันชี้ไปที่ หันเซิน “พวกเจ้าจัดการตามสบาย” เนี่ยเทียนตอบรับอย่าง ไม่คิดมาก
แค่หันเซินที่กระจอกๆ คนหนึ่ง เขาไม่เห็นอยู่ใน สายตาแม้แต่น้อย สำนักไฟศักดิ์สิทธิ์มีค่ายกลนำส่งขนาดใหญ่ การ เดินทางจึงสะดวกสบาย เนี่ยเทียนจึงเดินทาง กลับไปที่หอหงเทียนในนครสะเก็ดดาวก่อน พอมาถึงหอหงเทียน พวกผู้อาวุโสในพระราชวัง โบราณสะเก็ดดาวก็คล้ายจะสัมผัสได้ถึงการมาของ เขา เว่ยไหลและเหยียนจั้นจึงเร่งรุดมาหา “เกิดเรื่องใหญ่แล้ว” สีหน้าของเว่ยไหลมืดทะมึน “ดินแดนต่างๆ ในนามพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว ของพวกเราต่างก็เกิดความวุ่นวายไปทั่ว” “ไม่เพียงแค่พวกเราเท่านั้น ทางฝ่ายอื่นๆ ก็เจอแบบ เดียวกัน” เหยียนจั้นเอ่ยแทรก
“ดูเหมือนว่าจะมีกองกำลังลับแห่งหนึ่งเริ่มแสดง อำนาจแล้ว” เว่ยไหลเอ่ยกับเนี่ยเทียนด้วยสีหน้าที่ เคร่งเครียดอย่างถึงที่สุด “เมื่อหลายปีก่อนกองกำลัง หรือตระกูลที่พึ่งพาสำนัก ไม่รู้ว่าเป็นอะไร จู่ๆ ถึงได้ พากันทรยศ และในบรรดาตระกูลหรือกองกำลังที่ ทรยศเหล่านั้นก็จะมีเลือดผสมอย่างหันเซินอยู่ ด้วย!” “ใต้หล้าจะโกลาหลใหญ่แล้ว” เหยียนจั้นถอน หายใจ ———————————
ราชันแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 41 บทที่ 1210 สิบสามดินแดนดวงดาว
หลังจากทำความเข้าใจอยู่ครู่หนึ่ง เนี่ยเทียนก็ต้อง ตะลึงงันไปเหมือนกัน เจ้าตำหนัก รองเจ้าตำหนักและบุตรแห่งดวงดาวของ พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวต่างก็มีอำนาจในการ ควบคุมดินแดนดวงดาวเพื่อสั่งสมกองกำลังเป็นของ ตัวเอง อย่างเขาที่มีดินแดนดาวตก ดินแดนปราการดวงดาว และดินแดนพงฟ้าอยู่ในการครอบครองส่วนตัว สำนัก กองกำลังและตระกูลทั้งหมดในสามดินแดน ไม่มีความเกี่ยวข้องกับพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว ภักดีแต่เขาเพียงคนเดียว แต่ก็มีดินแดนดวงดาวระดับสูงบางแห่งที่ยังคงพึ่งพา
พระราชวังโบราณสะเก็ดดาว ในดินแดนดวงดาวเหล่านี้ก็มักจะมีกองกำลังและ สำนักที่แข็งแกร่ง ซึ่งค่อนข้างจะซับซ้อนเล็กน้อย พวกเขาจำเป็นต้องส่งเครื่องบรรณาการมาให้ พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวทุกปี และต้องคอยรอรับ คำสั่งเรียกตัวไปรบจากพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว การคัดเลือกคนในพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว จะต้องเลือกคนที่มีข้อได้เปรียบคนอื่นจากดินแดน ดวงดาวเหล่านั้น ยกตัวอย่างเช่นตระกูลฟางของ ฟางหยวน ฟางเจ๋อ และยังมีบุตรแห่งดวงดาวหรือ แม้แต่คนในสำนักธรรมดาๆ อีกไม่น้อยที่ต่างก็มาจาก ดินแดนดวงดาวเหล่านั้น ซึ่งดินแดนดวงดาวที่พึ่งพาพระราชวังโบราณสะเก็ด ดาวในลักษณะนี้มีทั้งหมดสิบสามแห่ง ก่อนหน้านี้ไม่นาน เนื่องจากจี้ชางเจ้าตำหนักไม่กลับ
มาเสียที และพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวก็พ่ายแพ้ ในมหาสมุทรดาวมอดดับ ภายในของดินแดนดวงดาว เหล่านั้นจึงเริ่มเกิดปากเสียงและความไม่ลงรอยกัน จนกระทั่งเนี่ยเทียนเอาชนะเอ้าเฟยลี่หย่า และโม่เหิง ที่ถูกบีบให้ต้องท้ารบกับหยวนหมอต้าจุนแล้วรอดชีวิต มาได้สำเร็จในท้ายที่สุด เสียงคัดค้านในสิบสาม ดินแดนใหญ่ถึงได้เงียบลง ใครก็คาดไม่ถึงว่า ผ่านไปได้ไม่นาน เนื่องจากการหาย ตัวไปของโม่เหิง ในสิบสามดินแดนนั้นจะเกิดความ วุ่นวายขึ้นมาอีกครั้ง ไม่เหมือนในอดีตก็คือ คราวนี้ไม่ใช่ของพระราชวัง โบราณสะเก็ดดาวเท่านั้น ดินแดนดวงดาวในการ ครอบครองของหอทอดฟ้า สำนักห้าธาตุและลัทธิ จิตตวิสุทธิ์ก็เกิดความวุ่นวายครั้งใหญ่เช่นกัน จู่ๆ ดินแดนหลายแห่งของเผ่ามนุษย์ก็โกลาหล
ปั่นป่วน ดินแดนดวงดาวที่มีปัญหาเกิดขึ้นล้วนต้องมีพวกเลือด ผสมเผยกาย บางคนตอนแรกก็มีชื่อเสียงอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าสายเลือดยังไม่ฟื้นตื่นเท่านั้น สำนักหรือบุคคลในดินแดนดวงดาวต่างๆ ที่ในอดีตถูก มองว่ามีฝีมือน่าภาคภูมิใจ อยู่ดีๆ กลับพากันมี สายเลือดที่มหัศจรรย์ขึ้นมา พวกเลือดผสมถือกำเนิดขึ้นเป็นจำนวนมาก พวกเขา พากันเผยกายในแต่ละดินแดน จนทำให้คนหลายคน เกิดความรู้สึกอย่างหนึ่งที่เหมือนกัน —ยุคสมัยใหม่กำลังจะเปิดฉากขึ้น! “ในเมื่อดินแดนดวงดาวสิบสามแห่งที่พึ่งพา พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวเกิดปัญหาขึ้นมาพร้อมๆ กัน” เนี่ยเทียนขมวดคิ้ว “แล้วไม่ได้ส่งคนไปกำราบ หรือปลอบประโลมบ้างหรือ?”
“โต้วเทียนเฉิน วังเหม่ยเจีย ฟางหยวนล้วนไปกัน หมดแล้ว” เว่ยไหลอธิบาย “แม้แต่ซือคงฉั่วที่ปิดด่าน มานานก็ยังถูกส่งตัวไปทำภารกิจ ให้ไปกำราบดินแดน ดวงดาวแห่งหนึ่ง แล้วก็มีผู้อาวุโสหลายท่านที่ถูกส่งไป ปลอบใจหรือไม่ก็รักษาความสงบ แต่น่าเสียดายที่ดู จากสภาพการณ์ในตอนนี้เหมือนจะไม่ได้ผลเท่าไร นัก” “ทำไมล่ะ?” เนี่ยเทียนถาม “ดินแดนดวงดาวสิบสามแห่งเหล่านี้ส่วนใหญ่ล้วน เป็นดินแดนดวงดาวระดับสูง ต่างก็มีแดนเอตทัคคะ ช่วงท้ายเฝ้าบัญชาการณ์ บางดินแดนมีแดนเอตทัคคะ อยู่หลายคน อีกทั้งยังเคยมีแดนเทพเจ้าด้วย” เหยียนจั้นตอบรับ สีหน้าเต็มไปด้วยความขมขื่น “เมื่อก่อนมีเจ้าตำหนัก มีรองเจ้าตำหนักสองท่านและ มีผู้อาวุโสใหญ่โม่เหิง พวกเขาจึงยังสงบเสงี่ยมกันอยู่
บ้าง” “ตอนนี้เจ้าตำหนักและผู้อาวุโสใหญ่โม่เหิงต่างก็ขาด การติดต่อ แถมรองเจ้าตำหนักหลัวว่านเซี่ยงยัง ประกาศตัวปิดด่าน จึงเหลือแค่รองเจ้าตำหนักฉู่รุ่ยที่ เป็นแดนเทพเจ้าอยู่คนเดียว” “เมื่อหลายวันก่อน รองเจ้าตำหนักฉู่รุ่ยเพิ่งจะเข้าไป ในดินแดนหุบน้ำแข็ง” “ดูจากข่าวที่ได้มาล่าสุด การไปพูดเกลี้ยกล่อมใน ดินแดนหุบน้ำแข็งของรองเจ้าตำหนักฉู่รุ่ยไม่นับว่า ราบรื่นนัก เกรงว่าอีกไม่นานคงต้องยกทัพ ประจัญบานกันแล้ว ไม่รู้ว่าทำไมพวกกองกำลังใน ดินแดนหุบน้ำแข็งถึงไม่กลัวรองเจ้าตำหนักฉู่รุ่ยเลย คล้ายว่าจะมีที่พึ่งอะไรอย่างนั้นแหละ” “หากว่าภารกิจในดินแดนหุบน้ำแข็งของรองเจ้า ตำหนักฉู่รุ่ยล้มเหลว ดินแดนอื่นๆ ก็คงเกรงว่า..”
กล่าวมาถึงตรงนี้ไม่ว่าเหยียนจั้นหรือเว่ยไหลต่างก็ ขมวดคิ้วเป็นปมแน่น เพียงแค่หนึ่งในสี่สำนักเก่าแก่อย่างพระราชวังโบราณ สะเก็ดดาว ที่พอเจ้าตำหนักจี้ชางหายตัวไปก็ต้องเจอ กับปัญหารุมเร้าหลายทางไม่ว่างเว้น ไม่ง่ายเลยกว่าที่โม่เหิงจะเลื่อนสู่แดนเทพเจ้าช่วงกลาง สร้างชื่อเสียงระบือนาม สยบขวัญไปแปดทิศ ใครก็คาดไม่ถึงว่าผ่านไปเพียงไม่นาน โม่เหิงเองก็จะ หายตัวไปเหมือนกับจี้ชางเพียงเพราะไปเยือนสำนัก อสนีสวรรค์ในดินแดนสายฟ้านิรันดร์ และนั่นก็ทำให้ ฟ้าดินของเผ่ามนุษย์เกิดความวุ่นวายครั้งใหญ่ตามมา เนื่องจากเสียผลประโยชน์ในการต่อสู้กับเนี่ยเทียน ที่ดินแดนผนึกฟ้า หลัวว่านเซี่ยงจึงประกาศปิดด่าน ไม่สนใจเรื่องราวในสำนักอีก ฉู่รุ่ยที่เป็นแดนเทพเจ้าคนเดียวในสำนักที่เหลืออยู่ได้
เดินทางไปยังดินแดนหุบน้ำแข็ง แต่ก็ไม่สามารถ ปราบปรามความวุ่นวายในดินแดนหุบน้ำแข็งได้ใน เวลาสั้นๆ ขนาดพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวยังเป็นเช่นนี้ แล้ว สำนักอื่นๆ ล่ะ? “สำนักห้าธาตุ หอทอดฟ้าและลัทธิจิตตวิสุทธิ์ต่างก็ เจอปัญหาแบบเดียวกัน” เว่ยไหลอธิบาย “ความ วุ่นวายในดินแดนของพวกเขาเกิดช้ากว่าพวกเราไป เล็กน้อย แต่ก็ระเบิดปะทุครบด้านเหมือนกัน สาม ฝ่ายนั้นก็ร้อนใจ ไม่ว่าจะผู้อาวุโส เทพบุตร เทพธิดา หรือแดนเทพเจ้าต่างก็พากันออกไปข้างนอกจนหมด” “แล้วสำนักต้องการให้ข้าทำอะไรล่ะ?” เนี่ยเทียนเอ่ย ถาม “แม้ว่าช่วงเวลาที่เจ้าเข้ามาอยู่ในสำนักจะถือว่ายังสั้น แต่กองกำลังที่เจ้าควบคุมในเวลานี้กลับไม่ด้อยไปกว่า
บุตรแห่งดวงดาวคนใด” สีหน้าของเว่ยไหล เคร่งเครียด “สำนักตกอยู่ในอันตราย ในฐานะที่เป็น บุตรแห่งดวงดาว เจ้าจึงจำเป็นต้องออกแรงส่วนหนึ่ง ทางฝ่ายของรองเจ้าตำหนักฉู่รุ่ย เจ้าไปก็ช่วยอะไร ไม่ได้ พวกเราจึงหวังว่าเจ้าจะไปที่ดินแดนกำเนิดห ยาง” “ดินแดนกำเนิดหยาง?” เนี่ยเทียนทวนคำอย่างแปลก ใจ “อืม หนึ่งในสิบสามดินแดนใหญ่ในนามของสำนัก ดินแดนกำเนิดหยางอยู่ในสามอันดับแรกของสิบสาม ดินแดน ซึ่งสำนักกำเนิดหยางคือสำนักที่แข็งแกร่ง ที่สุด เพราะเคยมีแดนเทพเจ้าปรากฏตัว” เว่ยไหล อธิบายรายละเอียด “ฟางหยวนถูกส่งไปที่ดินแดน กำเนิดหยาง เพื่อกำราบให้สำนักกำเนิดหยางยอมเชื่อ ฟังแต่โดยดี”
“ทว่าข่าวล่าสุดที่พวกเราได้มา สำนักกำเนิดหยาง ตอบโต้รุนแรงมาก กลับเป็นฝ่ายที่จับตัวฟางหยวน เอาไว้เสียเอง” “ในสำนักกำเนิดหยางก็มีศิษย์ผู้กล้าคนหนึ่งที่เป็น แดนว่างเปล่า แต่ว่า…ช่วงที่ผ่านมานี้จู่ๆ สายเลือด ของเขาก็ฟื้นตื่น! ที่มาทางสายเลือดของเขาลึกลับ บวกกับตบะแดนว่างเปล่าจึงถึงขั้นเอาชนะฟางหยวน ได้!” “เขาป่าวประกาศแล้วว่า บุตรแห่งดวงดาวกระจอก เพียงนี้เอง ขนาดเขา บุตรแห่งดวงดาวยังเอาชนะ ไม่ได้ แล้วยังจะเพ้อฝันให้สำนักกำเนิดหยางยอมเชื่อ ฟังพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวแต่โดยดี” “นี่คือการหมิ่นเกียรติสำนัก!” กล่าวมาถึงตรงนี้ ทั้งเว่ยไหลและเหยียนจั้นต่างก็ เคียดแค้นพอกัน
“คนผู้นั้นของสำนักกำเนิดหยางมีนามว่า ชีเจียวหยาง” เหยียนจั้นพูดเสริม “คนผู้นี้ตอนที่อายุ ยังน้อยเคยเข้าร่วมการคัดเลือกลูกศิษย์ของ พระราชวังโบราณสะเก็ดดาว เขาเป็นคนที่เย่อหยิ่ง มาก คิดว่าตัวเองต้องได้เป็นบุตรแห่งดวงดาวแน่นอน น่าเสียดายที่ตอนอายุยังน้อย ปราณในร่างของเขามี แต่ธาตุเปลวเพลิง” “หลังจากสำนักทำการทดสอบจึงคิดว่าเขาเหมาะสม กับพลังแห่งความร้อน ไม่ใช่คาถาสะเก็ดดาว” “ทว่านับตั้งแต่เกิดมาเขาก็อยากเป็นบุตรแห่งดวงดาว มาโดยตลอด ไม่ได้อยากเป็นอย่างอื่น สุดท้ายเขาก็ ปฏิเสธความหวังดีของสำนัก ไม่ได้กลายมาเป็นส่วน หนึ่งของพวกเรา แต่ยังฝึกตนอยู่ในสำนักกำเนิดหยาง ต่อ” “ที่น่าแปลกใจที่สุดก็คือ เขา…กลับเป็นเลือดผสม!
ในอดีตสายเลือดของเขาไม่เคยปรากฎ แต่ไม่รู้ว่า ทำไมช่วงที่ผ่านมา จู่ๆ สายเลือดก็ฟื้นตื่น ก่อนหน้านี้ ขอบเขตของเขาเป็นแค่เขตวิญญาณเท่านั้น แต่ เนื่องจากการฟื้นตื่นของสายเลือด เขาจึงฝ่าทะลุ ขอบเขตติดต่อกันจนกระทั่งกลายมาเป็นแดนว่าง เปล่า!” “บัดนี้เขาเป็นแดนว่างเปล่าช่วงกลางเช่นเดียวกับ ฟางหยวน แต่ว่าเขาที่อยู่ในสำนักกำเนิดหยางกลับ สามารถเอาชนะฟางหยวนที่มีขอบเขตเท่ากันได้!” “ชัยชนะของเขาสร้างความฮึกเหิมให้แก่ผู้ฝึก ลมปราณของสำนักกำเนิดหยาง! ทั้งสำนักกำเนิด หยางและสำนักอื่นๆ ในดินแดนกำเนิดหยางต่างก็มี ความมั่นใจว่าจะตั้งตัวเป็นอิสระหลุดพ้นไปจาก พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวได้” เหยียนจั้นกล่าวอย่างสะท้อนใจ เว่ยไหลเงียบงัน
สีหน้าเคร่งเครียดอย่างถึงที่สุด “ดินแดนกำเนิดหยาง สำนักกำเนิดหยาง ชีเฉียวหยาง …” เนี่ยเทียนพยักหน้ารับเบาๆ “เข้าใจแล้ว ข้าจะไป ที่ดินแดนกำเนิดหยางเอง ในสำนักมีวิธีการใดที่จะไป ถึงดินแดนกำเนิดหยางได้เร็วที่สุดบ้าง?” “เดิมทีมีค่ายกลนำส่งที่ไปถึงได้โดยตรงเลย” เว่ยไหล มีสีหน้าจนใจ “แต่ดินแดนกำเนิดหยางตัดสินใจ เด็ดขาดว่าจะตั้งตนเป็นอิสระ จึงตัดขาดการค่ายกลที่ เชื่อมโยงกับสำนักทิ้ง หากจะไปที่ดินแดนกำเนิดหยาง ต้องเดินทางไปที่ดินแดนสายฟ้านิรันดร์ก่อนแล้วค่อย โดยสารเรือรบทางช้างเผือกไปถึงจะได้” “พวกฟางหยวนก็ไปที่ดินแดนสายฟ้านิรันดร์ และ ได้รับความช่วยเหลือจากสำนักอสนีสวรรค์ ถึงได้ไป ถึงสำนักกำเนิดหยาง” เนี่ยเทียนตะลึง “ดินแดนกำเนิดหยางอยู่ติดกับ
ดินแดนสายฟ้านิรันดร์?” “อืม อยู่ติดกัน” เว่ยไหลพยักหน้ารับ “ดินแดน สายฟ้านิรันดร์อยู่ใกล้กับดินแดนสวรรค์ทมิฬ ส่วนอีก ฝั่งหนึ่งอยู่ติดกับดินแดนกำเนิดหยาง ในฐานะที่เป็น ดินแดนดวงดาวระดับสูง ดินแดนสายฟ้านิรันดร์จึงตั้ง ตัวเป็นอิสระมาโดยตลอด และเนื่องจากความสัมพันธ์ ที่มีต่อผู้อาวุโสใหญ่ ทางสำนักจึงไม่ได้บีบบังคับให้ ดินแดนสายฟ้านิรันดร์ต้องมาเป็นผู้ใต้บังคับบัญชา” “ไปที่ดินแดนสายฟ้านิรันดร์คงไม่มีปัญหากระมัง?” เนี่ยเทียนถามอีกครั้ง “ย่อมไม่มีปัญหาอยู่แล้ว” เว่ยไหลพยักหน้ารับ “ดีเลย ข้าเองก็อยากไปที่ดินแดนสายฟ้านิรันดร์เพื่อ ถามสักหน่อยว่าท่านผู้อาวุโสใหญ่หายตัวไปได้ อย่างไร” เนี่ยเทียนมีแผนการอยู่ในใจแล้ว จึงกล่าวว่า “พาข้าไปที่ค่ายกลนำส่งเถอะ”
“เจ้า ไม่กลับไปยังดินแดนของตัวเองเพื่อเรียกรวม ลูกน้องใต้บังคับบัญชารึ?” เหยียนจั้นตะลึง ต่อให้เนี่ยเทียนจะร้ายกาจแค่ไหน ตอนนี้ก็ยังมีตบะ แค่เขตวิญญาณช่วงท้าย เดินทางไปที่ดินแดนกำเนิดห ยางเพียงคนเดียว แล้วจะช่วยฟางหยวนได้อย่างไร? หากเขาก็ถูกกักตัวอยู่ในสำนักกำเนิดหยางเหมือนกับ ฟางหยวน ถ้าเช่นนั้นหน้าตาของสำนักก็คงหดหายไม่ มีเหลือ “ไม่เป็นไร ข้าจะเกลี้ยกล่อมให้คนของสำนักอสนี สวรรค์ไปเป็นเพื่อนข้าเอง” เนี่ยเทียนตอบรับอย่าง มาดมั่น “ก่อนหน้านี้โม่เชียนฝานแห่งสำนักอสนีสวรรค์ไม่เคย มีความสนิทสนมอะไรกับผู้อาวุโสใหญ่โม่เหิง หลังจาก เรื่องนี้จบลง โม่เชียนฝานก็เงียบเฉย ไม่ได้ติดต่ออะไร มาหาสำนัก” เว่ยไหลตะลึง “เจ้าจะเอาไปพูด
เกลี้ยกล่อมให้เขายอมได้?” “วางใจเถอะ ข้ามีวิธีของตัวเอง” ———————————
ราชันแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 41 บทที่ 1211 คำพูดอันโอหัง!
ส ำนักอสนีสวรรค์ ดินแดนสำยฟ้ำนิรันดร์ ในจุดลึกของก้อนเมฆหนำชั้นมีสำยฟ้ำแลบปลำบคลอ ไปกับเสียงฟ้ำร้องอื้ออึง คลื่นสะท้ำนฟ้ำดินเขย่ำ คลอดแปดทิศอยู่เป็นระลอก บนยอดก้อนเมฆที่กลิ้งตลบมีแดนเอตทัคคะสำยฟ้ำ แดนหนึ่งที่คล้ำยจะก ำลังรับกำรช ำระล้ำงจำกบ่อ สำยฟ้ำ โม่เชียนฝำนเจ้ำส ำนักอสนีสวรรค์ก ำลัง เปลี่ยนแปลงคำถำอยู่ในแดนเอตทัคคะแห่งนี้ ท่ำมกลำงกลุ่มภูเขำหลำยลูกที่สูงเยี่ยมเมฆมีผู้ แข็งแกร่งก ำลังเงยหน้ำจับตำมองอยู่ ส่วนใหญ่เป็นผู้ฝึกลมปรำณของส ำนักอสนีสวรรค์ที่มี ตบะเป็นแดนเอตทัคคะ แล้วก็มีคนบำงส่วนของ
ตระกูลเหลยที่กลั้นใจป้องกันอย่ำงระมัดระวัง ตรงภูเขำลูกหนึ่งที่สูงที่สุด โม่ชิงเหลยก ำมือทั้งสิบ แน่น เกร็งตัวจนเส้นเอ็นปูดโปนขึ้นบนหน้ำผำก “ส ำเร็จหรือล้มเหลวก็อยู่ที่ครั้งนี้แล้ว!” โม่ชิงเหลยหอบหำยใจแรงๆ จ้องเขม็งไปยังลูกสำยฟ้ำ ขนำดใหญ่ยักษ์หลำยลูกที่มีสำยฟ้ำแลบปลำบไหว ระริกในหมู่เมฆ “เฮ้อ ข้ำว่ำเขำรีบร้อนเกินไปหน่อย” ผู้อำวุโสของ ตระกูลโม่นำมว่ำโม่หลีมีใบหน้ำเหลืองตอบ หลังค่อม น้อยๆ เวลำนี้เขำก ำลังเงยหน้ำมองท้องฟ้ำด้วยควำม เป็นกังวล “อันที่จริง กำรฝ่ำทะลุขอบเขตของบิดำเจ้ำ ควรจะชะลอไว้ก่อน” โม่หลี โม่ชิงฝำนและโม่เหิงต่ำงก็เป็นคนรุ่นเดียวกันที่ อยู่ในยุคสมัยเดียวกัน ทว่ำขอบเขตของเขำกลับเป็นแค่แดนเอตทัคคะ
ช่วงต้นเท่ำนั้น “ท่ำนบิดำก็ถูกบีบให้จ ำต้องท ำอย่ำงนี้เหมือนกัน” โม่ชิงเหลยถอนหำยใจ “ก่อนหน้ำนี้เจิ้งอี้เจ้ำส ำนัก สำยฟ้ำ มำรสำยฟ้ำหยวนจิ่วชวนและเลือดผสมอย่ำง หันเซินต่ำงก็พำผู้แข็งแกร่งจ ำนวนมำกมำเปิดฉำก สังหำรในดินแดนสำยฟ้ำนิรันดร์ คนมำกมำยของ ส ำนักอสนีสวรรค์เรำที่ฝึกวิชำสำยฟ้ำก็ถูกพวกเขำ สังหำรไปไม่น้อย “หำกไม่เป็นเพรำะมีค่ำยกลใหญ่ช่วยคุ้มกัน และข้ำไป ขอควำมช่วยเหลือจำกท่ำนอำที่พระรำชวังโบรำณ สะเก็ดดำว เกรงว่ำส ำนักอสนีสวรรค์และตระกูล เหลยของเรำคงพินำศวอดวำยไปแล้ว” คิดถึงช่วงเวลำแห่งควำมยำกล ำบำกในตอนนั้น โม่ชิงเหลยก็อดสะท้อนใจไม่ได้ “เมื่อไม่นำนมำนี้ก็มี ข่ำวส่งมำอีกว่ำเจิ้งอี้และหยวนจิ่วชวนแตกหักกันที่
ดินแดนปรำกำรดวงดำว หยวนจิ่วชวนคือฝ่ำยได้ เปรียบ เขำไล่สังหำรเจิ้งอี้ข้ำมผ่ำนดินแดนดวงดำวไป หลำยร้อยล้ำนลี้ แล้วก็เหมือนจะท ำส ำเร็จแล้วด้วย” “มำรสำยฟ้ำ!” โม่หลีหน้ำเปลี่ยนสี บนยอดเขำยังมีผู้อำวุโสของส ำนักอสนีสวรรค์และ คนของตระกูลโม่อยู่อีกบำงส่วนที่ต่ำงก็มีสีหน้ำ เคร่งเครียดเมื่อได้ยินค ำพูดของโม่ชิงเหลย ในอดีต มำรสำยฟ้ำหยวนจิ่วชวนถูกตระกูลโม่และ ส ำนักอสนีสวรรค์เป็นตัวน ำพำผู้แข็งแกร่งที่ฝึกสำยฟ้ำ ไปล้อมสังหำร น่ำเสียดำยที่หยวนจิ่วชวนไปจุติและกลับมำฝึกตนได้ ส ำเร็จ ส ำหรับส ำนักอสนีสวรรค์และตระกูลโม่แล้ว พวกเขำ ไม่ต้องกำรเห็นหยวนจิ่วชวนเจิ้งอี้เจ้ำส ำนักสำยฟ้ำได้ ส ำเร็จ และฉวยโอกำสยึดครองส ำนักสำยฟ้ำของเจิ้งอี้
จนตบะฝ่ำทะลุไปอีกครั้ง ใครก็รู้ดีว่ำวิชำกำรฝึกตนของมำรสำยฟ้ำนั้นพิเศษยิ่ง ด้วยฝีมือของมำรสำยฟ้ำ หำกเขำสำมำรถสังหำรเจิ้งอี้ ที่เป็นแดนเอตทัคคะช่วงท้ำยได้ แล้วใช้เวทลับที่ ชั่วร้ำยมำชุบหลอมพลังสำยฟ้ำที่เจิ้งอี้สั่งสมมำทั้งชีวิต ถ้ำเช่นนั้น มำรสำยฟ้ำก็ย่อมต้องเลื่อนสู่แดน เอตทัคคะช่วงท้ำยแน่นอน! เมื่อถึงเวลำนั้นส ำนักอสนีสวรรค์และตระกูลโม่ก็ จะต้องถูกมำรสำยฟ้ำช ำระแค้นเลือด แล้วก็เพรำะว่ำโม่เชียนฝำนตระหนักได้ว่ำศักยภำพ ของส ำนักและตระกูลไม่มำกพอ ถึงได้รีบร้อนอยำก ฝ่ำทะลุขอบเขตก่อนก ำหนด “เฮ้อ แต่กำรข้ำมสู่แดนเทพเจ้ำมันอันตรำยเกินไป” โม่หลีส่ำยหน้ำ “ไม่ว่ำส ำนักเก่ำแก่สี่ส ำนักใดก็ตำมที่ จะสร้ำงแดนเทพเจ้ำขึ้นมำสักคน ก็ไม่ใช่เรื่องง่ำยเลย
เมื่อช่วงหลำยปีที่ผ่ำนมำนี้อัตรำที่แดนเอตทัคคะจะ เลื่อนสู่แดนเทพเจ้ำได้ส ำเร็จมีน้อยจนน่ำตกใจ” “แดนเอตทัคคะช่วงท้ำยหลำยสิบคนหรือเกือบร้อย คน จะมีสักคนเดียวเท่ำนั้นที่โชคดีฝ่ำทะลุสู่แดนเทพ เจ้ำได้ส ำเร็จ คนที่เหลือหำกไม่ไปจุติเพื่อกลับมำฝึก ตนใหม่ จิตวิญญำณก็ต้องแหลกสลำย” ตอนที่โม่หลีพูดมำถึงประโยคนี้ ทุกคนที่อยู่บนยอด เขำต่ำงก็เงียบกันไปหมด รวมถึงโม่ชิงเหลยเองด้วย เขำรู้ดีอยู่แก่ใจว่ำ ด้วยกำรสั่งสมของบิดำเขำ คิดจะ ฝ่ำทะลุขอบเขตถึงแดนเทพเจ้ำในช่วงเวลำนี้เป็นเรื่อง ที่เสี่ยงมำกเพียงใด คนที่สั่งสมพลังได้มำกพอ เตรียมวัตถุดิบวิเศษมำ พร้อมสรรพก็ใช่ว่ำจะเลื่อนสู่แดนเทพเจ้ำได้ส ำเร็จ เสมอไป แล้วนับประสำอะไรกับบิดำเขำที่ท ำกำร
ฝ่ำทะลุขอบเขตอย่ำงฉุกละหุก?
“หำกล้มเหลว ส ำนักอสนีสวรรค์…ต้องกลำยมำเป็น ลำนประหำรของมำรสำยฟ้ำแน่นอน” หัวใจของ โม่ชิงเหลยหนักอึ้งจนค่อยๆ จมดิ่งลงเรื่อยๆ “โดยเฉพำะกำรที่ท่ำนอำมำถึงดินแดนสำยฟ้ำนิรันดร์ แล้วหำยตัวไปอย่ำงลึกลับ ไม่มีท่ำนอำคอยปกป้อง ทั้งท่ำนพ่อยังฝ่ำด่ำนล้มเหลว แล้วจะมีใครที่ปกป้อง ส ำนักอสนีสวรรค์ได้อีก?”
“ครืนๆๆ!” จุดลึกของก้อนเมฆหนำชั้น แดนเอตทัคคะของ โม่ชิงเหลยที่มีสำยฟ้ำแลบปลำบพร้อมๆ กับลูก สำยฟ้ำที่ระเบิดแตกพลันสัมผัสได้ถึงกำรเปลี่ยนแปลง ที่ผิดปกติ ลูกแสงสำยฟ้ำทั้งหลำยที่ถูกชุบหลอมขึ้นด้วยควำม ลี้ลับทำงพลังสำยฟ้ำของโม่เชียนฝำนเกิดระเบิด
ติดต่อกัน ดูเหมือนว่ำพลังงำนที่ชักน ำมำจำกบ่อ สำยฟ้ำจะไม่สำมำรถผสำนรวมเป็นหนึ่งเดียวกับลูก แสงสำยฟ้ำได้อย่ำงกลมกลืน “แย่แล้ว” บนใบหน้ำของโม่หลีเต็มไปด้วยควำมเศร้ำและจนใจ เป็นแดนเอตทัคคะเหมือนกัน เขำจึงเคยเห็นเวลำที่ คนอื่นพยำยำมจะเลื่อนสู่แดนเทพเจ้ำมำก่อน ควำมผิดปกติที่เกิดขึ้นบนท้องฟ้ำ เขำเคยเห็นมำจำก คนผู้หนึ่ง คนผู้นั้น…ตอนที่ฝ่ำสู่แดนเทพเจ้ำ จิต วิญญำณแหลกสลำย แม้แต่ควำมหวังที่จะไปจุติเพื่อ กลับมำฝึกตนใหม่ก็ยังไม่มี “ท่ำนเจ้ำส ำนัก เกรงว่ำ เกรงว่ำคงล้มเหลวแล้ว” “หำกท่ำนประมุขตำยไป ตระกูลโม่ควรจะท ำอย่ำงไร จะไปอยู่ที่ไหน?”
คนของตระกูลโม่และส ำนักอสนีสวรรค์ต่ำงร้องโอด
ครวญคล้ำยมองเห็นอนำคตในอีกไม่ไกลเป็นภำพที่ มำรสำยฟ้ำผู้ฮึกเหิมมำไล่สังหำรคนที่ฝึกวิชำสำยฟ้ำใน ดินแดนสำยฟ้ำนิรันดร์ทีละคน จนฆ่ำได้ครบหมด “อู้!” และเวลำนี้เอง สำยฟ้ำเส้นหนึ่งก็พุ่งมำจำกเทือกเขำที่ อยู่ในบริเวณใกล้เคียง ผู้อำวุโสคนหนึ่งของส ำนักอสนีสวรรค์ที่พอมำถึงก็เอ่ย ว่ำ “นำยน้อย บุตรแห่งดวงดำวคนที่เจ็ดของ พระรำชวังโบรำณสะเก็ดดำวจู่ๆ ก็เดินทำงผ่ำนค่ำย กลมำ” “เนี่ยเทียน!” โม่ชิงเหลยตะลึง “ต้องมำยืมเส้นทำงของเรำเพรำะปัญหำที่เกิดขึ้นใน ดินแดนก ำเนิดหยำงแน่นอน” โม่หลีแค่คิดก็พอจะเดำ สถำนกำรณ์ออก “ฟยำงหยวนและลูกน้องของเขำ เสียท่ำในดินแดนก ำเนิดหยำง เรื่องที่ฟำงหยวนพ่ำย
แพ้ให้แก่ชนะศิษย์ผู้กล้ำนำมจีเฉียวหยำงคงแพร่ สะพัดออกไปแล้ว เนี่ยเทียนเร่งร้อนมำที่นี่คงเพรำะ ต้องกำรช่วยฟำงหยวนแน่นอน” “ก็ไม่แน่เสมอไป เพรำะเนี่ยเทียนมำแค่คนเดียว” ผู้อำวุโสคนนั้นกล่ำว “เขำมำคนเดียว?” โม่หลีขมวคิ้ว “ชื่อเสียงของบุตร แห่งดวงดำวคนที่เจ็ด ช่วงที่ผ่ำนมำนี้ได้เลื่องลือไปทั่ว ดินแดนของเผ่ำมนุษย์ เขำบังคับให้หลัวว่ำนเซี่ยง จ ำต้องยอมถอยให้ พลังกำรต่อสู้และอิทธิพลของ ตัวเขำเองเริ่มแข็งแกร่งมำกขึ้นเรื่อยๆ หำกเทียบกับ ในบรรดำบุตรแห่งดวงดำวด้วยกันเอง เรื่องนี้พวกเรำ ต่ำงก็รู้ดี” “แต่ถ้ำเขำมำแค่คนเดียว แล้วจะเอำอะไรไปท ำให้ ส ำนักก ำเนิดหยำงยอมปล่อยตัวคน? ฟำงหยวนเป็น แดนว่ำงเปล่ำช่วงกลำงยังพ่ำยแพ้ให้กับชีเฉียวหยำง
เขำไปที่นั่นเพียงล ำพังแล้วจะท ำอะไรได้?”
ผู้อำวุโสคนอื่นๆ ของตระกูลโม่และส ำนักอสนีสวรรค์ ต่ำงก็รู้สึกฉงนสนเท่ห์ เพรำะคิดว่ำกำรที่เนี่ยเทียนมำ เพียงล ำพังเป็นเรื่องที่ไม่มีเหตุผล “นำยน้อย เขำอยำกพบท่ำน” ผู้อำวุโสคนนั้นส่ง ข้อควำมเสียงมำให้ “พบข้ำ?” โม่ชิงเหลยลังเลไปครู่ เขำเงยหน้ำมอง ท้องฟ้ำด้วยสีหน้ำย่ ำแย่ “หำกเป็นเวลำอื่น ข้ำคงแล่น จะไปพบเขำแล้ว ทว่ำนี่เป็นช่วงเวลำส ำคัญในกำร ฝ่ำด่ำนของบิดำข้ำ…” “เขำบอกว่ำ เขำจะช่วยท่ำนเจ้ำส ำนักเอง” ผู้อำวุโส คนนั้นกล่ำวขึ้นอีก “ว่ำ ว่ำไงนะ?” โม่ชิงเหลยยังตั้งตัวไม่ทัน
กลับเป็นโม่หลีเสียอีกที่เดินพรวดไปคว้ำแขนผู้อำวุโส
คนนั้นแล้วตวำดเสียงหนัก “อะไรที่บอกว่ำจะช่วย ท่ำนเจ้ำส ำนัก?!”
“เนี่ยเทียนบอกแล้วว่ำบำงทีเขำอำจมีวิธีช่วยส่งให้ ท่ำนเจ้ำส ำนักเลื่อนสู่แดนเทพเจ้ำได้ส ำเร็จ!” ผู้อำวุโส ท่ำนนั้นที่เอำข่ำวมำบอกมีตบะแค่แดนว่ำงเปล่ำ พอถูกเขำบีบแขนก็เจ็บจนแทบจะพูดไม่ออก “เลื่อนสู่แดนเทพเจ้ำ! เลื่อนสู่แดนเทพเจ้ำ!” โม่หลี ร้องอุทำนเสียงหลง “ยังไม่รีบไปเชิญตัวเนี่ยเทียนมำ อีก!” ผู้อำวุโสคนนั้นหันมำมองโม่ชิงเหลย และในที่สุดโม่ชิงเหลยเองก็คืนสติ เขำตวำดด้วยเสียง อันดัง “รีบไปเชิญตัวบุตรแห่งดวงดำวคนที่เจ็ดมำ!” “ทรำบแล้ว!” แล้วคนผู้นั้นก็เร่งร้อนจำกไป “เนี่ยเทียนผู้นั้นข้ำไม่เคยเห็นหน้ำ แต่เคยได้ยิน ชื่อเสียงมำก่อน” โม่หลียังตกอยู่ในสภำพจิตใจ
ปั่นป่วนรุนแรง “ชิงเหลย! เจ้ำรู้จักกับเขำ ไหนเจ้ำ ลองบอกมำสิว่ำเขำจะสำมำรถส่งให้บิดำของเจ้ำเลื่อน สู่แดนเทพเจ้ำได้จริงๆ น่ะรึ?”
“เนี่ยเทียนไม่ธรรมดำก็จริง แต่ว่ำ…กำรที่จะสร้ำง แดนเทพเจ้ำสักคนมันยำกล ำบำกแค่ไหน ท่ำนก็รู้ดีอยู่ แล้วไม่ใช่หรือ?” โม่ชิงเหลยได้แต่ยิ้มจืดเจื่อน “แต่ข้ำ เคยได้ยินมำว่ำ เขำเคยช่วยโหวชูหลันเทพธิดำของ ส ำนักไม้ให้เลื่อนจำกแดนว่ำงเปล่ำสู่แดนเอตทัคคะได้ ส ำเร็จ” “บำงทีเขำอำจจะสำมำรถช่วยให้บิดำของเจ้ำเลื่อนสู่ แดนเทพเจ้ำได้จริงก็เป็นได้” โม่หลีเอ่ยเบำๆ อย่ำงมี ควำมหวัง รอบด้ำน ไม่ว่ำจะเป็นผู้อำวุโสของส ำนักอสนีสวรรค์ หรือคนของตระกูลเหลยต่ำงก็มีสีหน้ำซับซ้อน พวกเขำย่อมหวังว่ำกำรมำถึงของเนี่ยเทียน จะส่งให้
โม่เชียนฝำนเลื่อนสู่แดนเทพเจ้ำได้ส ำเร็จอย่ำงแท้จริง แต่ทว่ำกำรฝ่ำสู่แดนเทพเจ้ำมีอันตรำยมำกเพียงใด พวกเขำก็ล้วนรู้ดีอยู่แก่ใจ แม้แต่พระรำชวังโบรำณสะเก็ดดำว ส ำนักห้ำธำตุ หอทอดฟ้ำและลัทธิจิตตวิสุทธิ์ที่คิดจะสร้ำงแดนเทพ เจ้ำขึ้นมำสักคนก็ยังเต็มไปด้วยควำมยำกล ำบำก นำนับประกำร ไม่มีใครกล้ำรับรองว่ำตัวเองจะสำมำรถท ำให้ใครคน หนึ่งเลื่อนสู่แดนเทพเจ้ำได้ส ำเร็จ! เนี่ยเทียนอำศัยอะไรถึงกล้ำพูดจำได้อย่ำงมำดมั่น เพียงนี้! “พรวด!” เรือดำรำส่องแสงศักดิ์สิทธิ์พร่ำงพรำวบินมำจำกทำง ส ำนักอสนีสวรรค์ประหนึ่งดำวตกดวงหนึ่งที่พุ่งมำยัง ยอดเขำที่โม่ชิงเหลยและโม่หลียืนอยู่ในเวลำนี้
“เรือดำรำ!” “บุตรแห่งดวงดำวของพระรำชวังโบรำณสะเก็ดดำว!” “บุตรแห่งดวงดำวอีกคนแล้วงั้นรึ? คนผู้นี้คือใครกัน? ฟำงหยวนถูกชีเจียวหยำงโจมตีพ่ำยแพ้ จนตัวเองและ ลูกน้องถูกกักขัง คนที่มำใหม่นี่คงต้องกำรอำศัย เส้นทำงของเรำเดินทำงไปยังดินแดนก ำเนิดหยำง กระมัง?”
พอมองเห็นเรือดำรำ ผู้แข็งแกร่งจำกส ำนักอสนี สวรรค์ ตระกูลโม่และคนจำกส ำนักอื่นๆ ที่มีควำม สัมพันธ์ใกล้ชิดกับทั้งส ำนักอสนีสวรรค์และตระกูลโม่ ซึ่งยืนอยู่ในบริเวณใกล้เคียงก็พำกันฉุกคิดขึ้นมำ แล้วก็มีผู้แข็งแกร่งบำงคนที่มีตัวตนไม่ธรรมดำและ ขอบเขตไม่ต่ ำที่พกพำเอำควำมสงสัยบินมำจำกยอด เขำอื่น ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 41 บทที่ 1212 ข้าจะขึ้นไปบนฟ้า!
เรือดาราประหนึ่งดาวตกที่ลากเอาแสงดาวเจิดจ้ามา พลิ้วตัวลงบนยอดเขา “อู้!” เรือดาราลดตัวลงช้าๆ “คารวะ…นายน้อยเนี่ย” โม่หลีแห่งตระกูลโม่รีบปรี่ขึ้นไปรับหน้า เรือดาราของ เนี่ยเทียนยังไม่ทันลงจอดดี เขาก็รีบร้อนเข้ามา ต้อนรับแล้ว ใบหน้าของเขาเผยรอยยิ้มอ่อนน้อม โค้งตัวลง เล็กน้อย ทำท่าถ่อมตนพินอบพิเทาอย่างถึงที่สุด โม่ชิงเหลยที่เคยรู้จักกับเนี่ยเทียนมาก่อน เดิมทีคิดว่า จะเผชิญหน้ากับอีกฝ่ายด้วยท่าทางเป็นกันเอง ไม่
จำเป็นต้องเจียมตัวอะไรมากนัก แต่พอเห็นท่าทาง ของโม่หลี โม่ชิงเหลยจึงจำต้องฝืนใจหันไปคารวะเนี่ย เทียน ในสถานที่แห่งนี้ ตัวตนของเขาและโม่หลีล้วนมีเกียรติ สูงสุด ขนาดเขาและโม่หลียังปฏิบัติกับเนี่ยเทียนเช่นนี้ คนอื่นๆ ก็ได้แต่เคารพนอบน้อมเนี่ยเทียนเท่านั้น ทันใดนั้นบนยอดเขาก็มีแต่เสียงทักทายแสดงการ ต้อนรับดังแซ่ด “ยินดีต้อนรับบุตรแห่งดวงดาวคนที่เจ็ด!” “คารวะนายน้อยเนี่ย!” “ข้าน้อย…” พอได้ยินเสียงพูดคุยไม่ได้ศัพท์เหล่านั้น ผู้แข็งแกร่ง จากตระกูลและสำนักต่างๆ ในดินแดนสายฟ้านิรันดร์ ที่มาจากยอดเขาอื่นจึงรู้ตัวตนของเนี่ยเทียนได้ทันที
“บุตรแห่งดวงดาวคนที่เจ็ด เนี่ยเทียน!” “คือท่านผู้นั้นที่ช่วงที่ผ่านมาชื่อเสียงเลื่องลือระบือไป ทั่วทุกดินแดนของเผ่ามนุษย์เรา!” ผู้ฝึกลมปราณของตระกูลและสำนักต่างๆ ในดินแดน สายฟ้านิรันดร์ทั้งหญิงและชายซึ่งมีขอบเขตสูงต่ำ ไม่เท่ากัน ทว่าแต่ละคนกลับมีฐานะไม่ธรรมดาใน ดินแดนสายฟ้านิรันดร์ ในบรรดาคนเหล่านั้นมีผู้ฝึกลมปราณเพศหญิงอยู่ หลายคน บางคนก็งามเย้ายวน บางคนเย็นชาประดุจ น้ำแข็ง บางคนน่ารักสดใส สายตาของพวกนางแต่ละคนที่มองไปยังเนี่ยเทียนต่าง ก็ฉายประกายเจิดจ้า “คนผู้นั้น ก็คือเนี่ยเทียนนี่เอง…” เนี่ยเทียนที่ยืนอยู่บนยอดเขาซึ่งโม่หลีและโม่ชิงเหลย พากันมาต้อนรับ เนื่องจากสายเลือดระดับใหม่ระเบิด
ปะทุอีกครั้ง ร่างกายจึงยิ่งแข็งแกร่งกำยำ ต่อให้ไม่ได้ กระตุ้นใช้พรสวรรค์พลังชีวิตแข็งแกร่งก็ยังสูงเกินพวก โม่หลี โม่ชิงเหลยไปเกือบครึ่งศีรษะ เนี่ยเทียนที่ยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชน เดิมทีก็โดดนเด่นอยู่ แล้ว เมื่อบวกกับที่พวกโม่หลีและโม่ชิงเหลยล้วนพา กันก้มหน้าโค้งตัวให้ จึงยิ่งขับให้เนี่ยเทียนสูง ตระหง่านไม่ธรรมดา ดุจขุนเขาที่ยืนหยัดอย่างทระนง เวลาผ่านไปนานหลายปี ความอ่อนเยาว์ของเนี่ย เทียนจึงหดหายไปนานแล้ว และเนื่องจาก ประสบการณ์การทำสงครามตัดสินเป็นตาย เนื่องจาก ความรู้ที่กว้างขวางลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นพลัง อำนาจหรือบุคลิกหน้าตาของเขาก็ล้วนมีการ เปลี่ยนแปลงทั้งสิ้น ความมั่นใจในตัวเอง ความแข็งแกร่ง ความเด็ดเดี่ยว ความดุดันที่แผ่ออกมาจากร่างของเขา เดิมทีก็ดึงดูด
ความสนใจจากผู้คนได้อยู่แล้ว พอมาบวกเข้ากับตัวตนของเขา… สายตาสดใสเป็นประกายระยิบระยับหลายคู่พากัน หันมามองอย่างพร้อมเพรียง หญิงสาวมาก ความสามารถ หน้าตาสวยสดงดงามหลายคนของ ดินแดนสายฟ้านิรันดร์ที่พอมองเห็นเขาก็เป็นฝ่าย ขยับเข้ามาใกล้โดยไม่รู้ตัว ก่อนหน้านี้หญิงงามทั้งหลายต่างก็คาดหวังที่จะได้เป็น คนรักของโม่ชิงเหลย ทว่าตอนนี้เห็นว่าโม่ชิงเหลยก้มหน้าให้กับเนี่ยเทียน และบวกกับตัวตนที่สูงศักดิ์ของเนี่ยเทียน ชื่อเสียงที่ โด่งดังไปทั่วดินแดนก็ล้วนทำให้จิตใจของพวกนาง หวั่นไหวได้ทั้งสิ้น “ช้าก่อน!” ขณะที่หญิงงามเหล่านั้นขยับเข้ามาใกล้ โม่หลีตวาด
ออกไปเบาๆ หนึ่งเสียง ในฐานะที่เป็นผู้อาวุโสของตระกูลโม่ และมีทั้ง ขอบเขตกับตำแหน่งหน้าที่ที่สูงล้ำ เหล่าผู้นำทั้งหลาย ที่เห็นสายตาไม่สบอารมณ์ของโม่หลีต่างก็รีบร้อน หยุดชะงัก คนเหล่านั้นยกมือบอกเป็นนัยให้กลุ่มคนทั้งชายและ หญิงในตระกูลที่ติดตามมาด้านหลังชะงักฝีเท้า “พวกเราเห็นเรือดาราของพระราชวังโบราณสะเก็ด ดาว จึงอยากจะมาดูให้เป็นบุญตาเสียหน่อย” มีคน ผู้หนึ่งเอ่ยตอบ โม่หลีมองคนเหล่านั้นด้วยสีหน้ามืดทะมึน “ประมุข ตระกูลโม่ของข้ากำลังอยู่ในช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดของ การฝ่าทะลุขั้น พวกเจ้าควรเอาความสนใจไปไว้ ข้างบน” เขาชี้ไปที่บนฟ้า
พวกคนที่มาจากยอดเขาอื่นซึ่งพอได้ยินประโยคนี้ก็ พากันเงียบงัน สีหน้าของพวกเราเริ่มเปลี่ยนมาเป็นเคร่งเครียด ต่าง คนต่างเรียกอาวุธวิเศษประเภทบินออกมาแล้วเข้าไป ยืนอยู่ด้านไหนล้อมวนอยู่ทั่วยอดเขา มองประเมิน การเปลี่ยนแปลงบนท้องฟ้าพลางพุ่งความสนใจ ทั้งหมดมาที่เนี่ยเทียน พวกเขาอยากจะรู้ว่าเนี่ยเทียนมาที่นี่ด้วยเรื่องอันใด “เนี่ย เนี่ยเทียน ข้าขอเรียกเจ้าว่าเนี่ยเทียน เหมือนเดิมแล้วกัน” โม่ชิงเหลยมีท่าทางกลืนไม่เข้า คายไม่ออกอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็พูดเข้าประเด็น โดยตรงอย่างไม่อ้อมค้อม “ข้าเพิ่งได้ข่าวมาว่า เจ้า บอกว่ามีวิธีที่จะช่วยให้บิดาของข้าเลื่อนสู่แดนเทพเจ้า ได้สำเร็จ เรื่องนี้…เป็นจริงหรือไม่?”
เมื่อจบคำพูดของโม่ชิงเหลย เหล่าผู้คนที่มีหน้ามีตา
ของดินแดนสายฟ้านิรันดร์ที่ขยับเข้ามาใกล้พากันร้อง ฮือฮา ผู้ฝึกลมปราณแดนเอตทัคคะ แดนว่างเปล่าเกือบร้อย คนคล้ายประทัดที่ถูกจัดไฟ สายตาของหญิงงามรูปโฉมไม่ธรรมดาแตกต่างกัน ออกไปที่มองมายังเนี่ยเทียน เปลี่ยนมาเป็นเร่าร้อน กว่าเดิม ราวกับจะกลืนกินเนี่ยเทียนทั้งเป็นอย่างไร อย่างนั้น “เลื่อนสู่แดนเทพเจ้า?”
“เขา จะช่วยให้โม่ชิงฝานเลื่อนสู่แดนเทพเจ้า?”
“แดนเทพเจ้าข้ามผ่านไปได้ง่ายขนาดนั้นเสียที่ไหน? พระราชวังโบราณสะเก็ดดาว ลัทธิจิตตวิสุทธิ์ สำนัก ห้าธาตุและหอทอดฟ้าที่คิดจะสร้างแดนเทพเจ้าขึ้นมา สักคนยังลำบากเลือดตาแทบกระเด็น!”
“ตอนนี้แม้แต่แดนเทพเจ้าที่พอจะใช้งานได้ของ พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวพวกเขายังมีอยู่แค่คน เดียวเท่านั้น!” “หากสามารถสร้างแดนเทพเจ้าขึ้นมาได้ง่ายดาย ขนาดนั้น แล้วมีหรือที่สิบสามดินแดนของพระราชวัง โบราณสะเก็ดดาวจะกล้าก่อเรื่องสร้างความวุ่นวาย แบบนี้?”
“…” ทุกคนพากันวิพากษ์วิจารณ์เสียงดังขรม แม้แต่เสียง ตวาดของโม่หลีก็ยังถูกเสียงของพวกเขากลบทับจน มิด คนส่วนใหญ่ที่หลังจากความตื่นตะลึงผ่านไปแล้วก็ พอจะสงบจิตสงบใจลงได้ สายตาที่พวกเขามองเนี่ยเทียนมีแต่ความคลางแคลง ใจ สงสัย ไม่เชื่อมั่น รู้สึกว่าเนี่ยเทียนแค่พูดจาอวดดี
โดยที่ไม่มีความน่าเชื่อถือใดๆ เท่านั้น แม้แต่พวกหญิงสาวที่เริ่มหลงใหลในตัวเนี่ยเทียนซึ่ง พอได้ยินเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากเหล่าผู้อาวุโสใน สำนักก็ยังพากันเงียบเสียงลง เพราะส่วนลึกในใจของ พวกนางเองก็คิดว่าต่อให้เนี่ยเทียนจะไม่ธรรมดาแค่ ไหน แต่เกรงว่าคงไม่มีทางที่จะทำให้โม่เชียนฝานแห่ง สำนักอสนีสวรรค์ข้ามผ่านปราการกั้นขวาง เลื่อนสู่ แดนเทพเจ้าได้อย่างราบรื่น เพราะทุกคนต่างก็รู้ดีว่าแดนเทพเจ้าหมายความว่า อะไร การฝ่าทะลุแดนเทพเจ้ามีความเสี่ยงมากแค่ไหน ทุกคนก็ยิ่งรู้ดีอยู่แก่ใจ ภายใต้สายตาจับจ้องของโม่หลี โม่ชิงเหลยและเหล่า บุคคลชนชั้นสูงเกือบร้อยคนของดินแดนสายฟ้า นิรันดร์ เนี่ยเทียนตอบรับอย่างเป็นธรรมชาติว่า “ข้า
ไม่กล้ารับรองเต็มร้อยนัก” โม่ชิงเหลยสีหน้าหม่นหมอง พูดอย่างยอมรับชะตา กรรม “ข้าเข้าใจ หากดูจากลางบอกเหตุในตอนนี้ การฝ่าทะลุขอบเขตของบิดาข้ามีความเป็นไปได้สูง มากว่าจะล้มเหลว” “แต่ว่า ก็ยังมีความหวังอยู่ไม่น้อย” เนี่ยเทียนตอบรับ ดวงตาของโม่ชิงเหลยพลันเป็นประกาย “ข้าจะขึ้นไปบนท้องฟ้า!” เนี่ยเทียนสูดลมหายใจเข้า ลึกก่อนจะหันมาเอ่ยกำชับโม่หลีและโม่ชิงโหลย “เมื่อ ข้าขึ้นไปแล้ว พวกเจ้าอย่าขัดขวาง อย่ายื่นมือเข้า แทรก ข้าแค่จะเอาของสิ่งหนึ่งไปส่งให้เท่านั้น ผลลัพธ์ สุดท้ายจะออกมาเป็นเช่นไรก็อยู่ที่ตัวของประมุข ตระกูลโม่เอง” “ฟิ้ว!” เนี่ยเทียนทิ้งเรือดารา ส่วนตัวเองทะยานขึ้นไปบนฟ้า
“ตูม!” เลือดลมมหาศาลที่มาจากตัวเนี่ยเทียนเองพลันระเบิด ออก กลายมาเป็นแสงสีเลือดเข้มข้นที่คล้ายจะมีการ เปลี่ยนแปลงได้มากมายสารพัดรูปแบบ สายเลือดแห่งชีวิตแผ่ปราณที่ลึกลับและเป็น เอกลักษณ์ที่สุดไปทั่วแปดทิศ บนยอดเขา เหล่าผู้ฝึกลมปราณของตระกูลโม่และ สำนักต่างๆ พากันแหงนหน้ามองเนี่ยเทียนที่ทะยาน ไปบนท้องฟ้า มองทะเลเลือดลมสีแดงฉานที่ เปลี่ยนแปลงอยู่เป็นระยะด้วยความรู้สึกคล้ายกับว่า สนามแม่เหล็กพลังชีวิตของตนถูกชักนำ ทำให้เมื่ออยู่ ในขอบเขตของเลือดลม อายุขัยของพวกเขาก็เหมือน จะยาวนานขึ้น ความรู้สึกเช่นนี้ทำให้พวกเขามัวเมาหลงใหล “แปลกจริง แปลกยิ่งนัก” โม่หลีก้มหน้าพูดพึมพำกับ
ตัวเอง “ตอนที่เขาบินขึ้นไปบนท้องฟ้า ปราณที่ ปลดปล่อยออกมาจากร่างของเขากลับทำให้ข้ารู้สึกถึง พลังชีวิตราวกับในร่างเต็มเปี่ยมไปด้วยพละกำลัง” “เจ้า เจ้าเองก็มีความรู้สึกเช่นนี้เหมือนกันหรือ?” โม่ชิงเหลยถามด้วยน้ำเสียงตกตะลึง “ข้าก็รู้สึกเหมือนกัน!” คนของสำนักอสนีสวรรค์และ ตระกูลโม่ที่อยู่รอบด้านต่างพากันแสดงความเห็น เพราะปราณที่เนี่ยเทียนปลดปล่อยออกมาทำให้พวก เขาจิตใจปลอดโปร่งโล่งสบาย คนหนึ่งในนั้นที่เป็นโรคร้ายมานานหลายปี เนื่องจาก เลือดลมของเนี่ยเทียนที่แผ่อบอวลกลับรู้สึกเหมือนจะ หายดี “ว่าไงนะ? เจ้าเองก็รู้สึกว่าอาการบาดเจ็บของเจ้าใกล้ จะหายดีแล้วหรือ?”
“ข้ามีความรู้สึกแบบนี้จริงๆ!”
“สายเลือดในร่างของบุตรแห่งดวงดาวคนนี้คืออะไร กันแน่?”
ทุกคนทั้งตะลึงทั้งแปลกใจ “ฟิ้ว!” ใต้แผ่นฟ้า ในแดนเอตทัคคะของโม่เชียนฝานเจ้า สำนักอสนีสวรรค์รวบรวมสายฟ้าเอาไว้มากมาย มี แท่นบูชาสายฟ้าเก่าแก่แท่นหนึ่งประกอบขึ้นมา โม่เชียนฝานนั่งอยู่บนแท่นสายฟ้านั้น และบนแท่นก็มี กระแสสายฟ้าไหลเวียนราวกับสายน้ำ สายฟ้าที่อยู่ในบ่อสายฟ้าเหนือศีรษะสาดเทลงมาเป็น เส้นๆ เพื่อชำระเรือนกายของโม่เชียนฝาน ทว่ากลับ ไม่สามารถกรอกเทเข้าไปในแท่นสายฟ้าใต้ร่างของ เขาได้ “เจ้า…”
โม่เชียนฝานพลันลืมตาโพลง สีหน้าบิดเบี้ยว จุดลึกใน ลูกตามีสายฟ้าแลบวูบวาบและก็จางหายไป สีหน้าของเขาเห็นได้ชัดว่าเต็มไปด้วยความเจ็บปวด “บุตรแห่งดวงดาว เนี่ยเทียน! เจ้า เจ้ามาทำไม? อย่า ข้ามาใกล้ข้า ข้า ข้าใกล้จะทนไม่ไหวแล้ว” “หากแดนเอตทัคคะของข้าแหลกสลาย จิตวิญญาณ ของข้าจะแหลกสลาย โอกาสที่จะไปเกิดใหม่ก็หมด สิ้น! ขอเจ้า ได้โปรดเห็นแก่ความสัมพันธ์ระหว่าง ตระกูลโม่กับผู้อาวุโสใหญ่ ยามใดที่ตระกูลโม่มีภัย โปรดช่วยตระกูลโม่ของข้าด้วย!” พอโม่เชียนฝานเห็นหน้าเนี่ยเทียนก็ฝากฝังคำสั่ง สุดท้ายไว้ให้แก่เขาทันที ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 41 บทที่ 1213 สร้างแดนเทพเจ้า!
“เรื่องของตระกูลโม่เจ้า เจ้าต้องจัดการเอาเอง ข้ามา ที่นี่ ไม่ใช่ว่าคิดจะพูดเรื่องพวกนี้กับเจ้า” เนี่ยเทียนสูดลมหายใจเข้าลึกหนึ่งครั้ง ก่อนจะยิ้ม กว้าง “ยังไม่ถึงขั้นอับจนจนไร้ทางเยียวยา! หึ เจ้า โม่เชียนฝานช่างโชคดีซะจริงๆ ข้าชุบหลอมผลึกลี้ลับ ที่มีธาตุสายฟ้าก้อนหนึ่งได้สำเร็จพอดี ทั้งเจ้ายังอยู่ ในช่วงฝ่าสู่แดนเทพเจ้า แล้วข้าก็ดันมาที่ดินแดน สายฟ้านิรันดร์…” “เจ้าพูดอะไรน่ะ?” โม่เชียนฝานไม่เข้าใจ
“ข้าบอกว่า คราวนี้ที่ข้ามาที่นี่ก็อาจมีความเป็นไปได้ ที่จะช่วยให้เจ้าเลื่อนสู่แดนเทพเจ้าได้สำเร็จ” เนี่ยเทียนกล่าวด้วยรอยยิ้ม
สีหน้าของโม่เชียนฝานไม่มีริ้วอารมณ์ใดๆ กลับยัง ขมวดคิ้วน้อยๆ ด้วยซ้ำ เขาไม่เชื่อคำพูดของเนี่ยเทียนแม้แต่คำเดียว อย่าว่าแต่เนี่ยเทียนเลย แม้แต่เหล่าผู้นำของสี่สำนัก เก่าแก่ที่เป็นแดนเทพเจ้าช่วงท้าย เกรงว่าก็คงไม่มี ความสามารถจะช่วยให้เขาฝ่าทะลุสู่แดนเทพเจ้าได้ เว้นเสียแต่ เว้นเสียแต่จะเป็นอดีตประมุขของสำนัก สายฟ้าที่เชี่ยวชาญพลังสายฟ้าเหมือนกัน ทั้งยังเลื่อน สู่แดนเทพเจ้าช่วงกลางมานานแล้ว ซ้ำได้ครอบครอง อาวุธเทพสายฟ้าผู้นั้นเท่านั้น น่าเสียดาย ท่านผู้นั้นที่เป็นประมุขก่อนหน้าเจิ้งอี้ได้ ตายไปนานหลายปีแล้ว “ผลึกลี้ลับก้อนนี้ชุบหลอมมาจากเลือดของปลาวาฬ กลืนอสนีระดับสิบ” เนี่ยเทียนไม่พูดพร่ำอะไรให้มาก ความ เพราะรู้ดีว่าหากไม่นำสมบัติล้ำค่าออกมา พูด
ให้ตายอย่างไรโม่เชียนฝานก็ไม่มีทางเชื่อ “ปลาวาฬ กลืนอสนีระดับสิบตัวนั้นคือสัตว์ต่างเผ่าที่มีสายเลือด สายฟ้า เลือดลมสามารถแปรสภาพกลายมาเป็นฟ้า ดินแห่งหนึ่ง ซึ่งสามารถชุบหลอมบ่อสายฟ้าหลายบ่อ ได้” “จุดลึกในสายเลือดของมันนาบประทับความลี้ลับ ของสายฟ้าเอาไว้ แล้วก็มีประสบการณ์ที่มันทำความ เข้าใจกับสัจธรรมแห่งสายฟ้าอย่างตั้งใจมาหลายปี” “ผลึกสายเลือดตลอดหลายพันหลายหมื่นปีของมัน ล้วนอยู่ในนั้นหมด” ระหว่างที่พูด ผลึกลี้ลับก้อนนั้นก็บินไปหา โม่เชียนฝาน ที่น่าตกใจก็คือพอผลึกลี้ลับที่สร้างขึ้นมาจากสายเลือด แห่งชีวิตของเนี่ยเทียนบินออกไปจากมือของ เนี่ยเทียน ก็เหมือนว่าจะทำการขานรับกับพื้นที่แห่ง
นั้นอย่างน่าอัศจรรย์ “อู้!” ผลึกลี้ลับไม่ได้บินเข้าหาโม่เชียนฝานทันที แต่บินวน อยู่บนท้องฟ้าแล้วผสานรวมเข้ากับบ่อสายฟ้า ทั้งหลาย ท่ามกลางกลุ่มเขาอันเป็นที่ตั้งของสำนักอสนีสวรรค์ พลันมีเสียงระเบิดสะท้านฟ้าสะเทือนดินดังลอยมา ยอดเขาขนาดมหึมาหลายลูกพลันถูกสายฟ้าสีเขียว โอบล้อม บนยอดเขามีแสงสายฟ้าเจิดจ้านับหมื่นจั้ง ประหนึ่งลำแสงสายฟ้าที่สาดยิงขึ้นสู่ท้องฟ้า! “ตึง!” แม้แต่เทือกเขาที่พวกโม่หลีและโม่ชิงเหลยอยู่ก็ยังเต็ม ไปด้วยเหตุการณ์ประหลาด พื้นหินสีเขียวใต้ฝ่าเท้าของพวกเขาจู่ๆ ก็มีสายฟ้า
ปรากฏขึ้นเต็มไปหมด เหมือนกลายมาเป็นหินหยกสี เขียวโปร่งใสที่เต็มไปด้วยธาตุสายฟ้า มีลำแสงสาดยิงออกมาจากในก้อนหินสีเขียว เมื่อก้ม หน้ามองอย่างละเอียดจะเห็นได้ว่าในก้อนหินมี สายฟ้าอยู่มากมายราวกับเส้นชีพจรที่ซับซ้อนใน ร่างกายมนุษย์ “นั่นมัน นั่นมันค่ายกลเทพอสนีลี้ลับเก้าชั้นฟ้าที่ เก่าแก่ที่สุดของสำนัก ซึ่งเล่าลือกันว่าไม่สามารถเปิด ใช้งานได้!” โม่ชิงเหลยสั่นเทิ้มไปทั้งตัว พลันเกิดความรู้สึกลวงตา เหมือนกำลังฝันไป “อะไรนะ ค่ายกลเทพอะไร?” โม่หลีมึนงง
เนื่องด้วยโม่เชียนฝานกลายเป็นเจ้าสำนักอสนีสวรรค์ ตระกูลโม่ถึงได้มีที่หยัดยืนในดินแดนสายฟ้านิรันดร์ ทว่าช่วงแรกเริ่มสุด แท้จริงแล้วสำนักอสนีสวรรค์กลับ
ไม่มีความเกี่ยวข้องใดกับตระกูลโม่ และในความเป็นจริง สำนักอสนีสวรรค์ก็มี ประวัติศาสตร์มาค่อนข้างยาวนาน เคยมีแดนเทพเจ้า ถือกำเนิดขึ้นมาก่อน โม่ชิงเหลยรู้ความลับของสำนักอสนีสวรรค์ แต่ เนื่องจากโม่หลีที่เป็นสมาชิกตระกูลโม่ไม่ได้เป็นคน ของสำนัก จึงไม่รู้ความลี้ลับของสำนักอสนีสวรรค์เลย “คือค่ายกลเทพอสนีลี้ลับเก้าชั้นฟ้า!” ผู้อาวุโสตระกูล เฉาที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานซึ่งอยู่ดินแดนสายฟ้านิ รันดร์เช่นกันพลันเอ่ยขึ้นเสียงดัง “ค่ายกลเทพหลังนี้ ปีนั้นเจ้าสำนักอสนีสวรรค์เป็นคนสร้างขึ้น และเจ้า สำนักผู้นั้นก็เป็นคนเดียวที่เลื่อนสู่แดนเทพเจ้าได้ สำเร็จ!” “หลังจากเจ้าสำนักรุ่นที่สามสร้างค่ายกลเทพอสนี ลี้ลับเก้าชั้นฟ้าขึ้นมา ก็มีเพียงเขาคนเดียวเท่านั้นที่
สามารถเปิดใช้ค่ายกลได้” “พอเขาเสียชีวิตไป ค่ายกลเทพอสนีลี้ลับเก้าชั้นฟ้าก็ ถูกกลบฝังเอาไว้ เพราะเจ้าสำนักรุ่นต่อๆ มาไม่มีใคร เลื่อนเป็นแดนเทพเจ้าได้สำเร็จ ต่อให้คิดหาวิธีการ มากมายแค่ไหนก็ไม่สามารถเปิดใช้ค่ายกลเทพอสนีลี้ ลับเก้าชั้นฟ้าได้อีกครั้ง!” “หากสามารถเปิดใช้ค่ายกลเทพนั้นได้แต่เนิ่นๆ เจิ้งอี้ แห่งสำนักสายฟ้าและหยวนจิ่วชวนมารสายฟ้าที่หาก กล้าเข้ามาในสำนักอสนีสวรรค์ เกรงว่าคงตายอนาถ ไปนานแล้ว!” “ในตำนานเล่าลือกันว่าค่ายกลเทพหลังนั้นสามารถ สังหารแดนเทพเจ้าช่วงกลางได้ เพียงแต่ว่า จำเป็นต้องให้แดนเทพเจ้าช่วงต้นซึ่งเชี่ยวชาญพลัง สายฟ้าเป็นคู่ควบคุมเท่านั้นถึงจะสามารถสำแดง อานุภาพของมันออกมาได้เต็มที่!”
เหล่าผู้เฒ่าที่อยู่ในดินแดนสายฟ้านิรันดร์มานานไขข้อ ข้องใจเกี่ยวกับอดีตของสำนักอสนีสวรรค์ โม่หลีตะลึงงัน “ค่ายกลเทพอสนีลี้ลับเก้าชั้นฟ้า! แล้ว ทำไมจู่ๆ ค่ายกลหลังนี้ถึงได้ถูกเปิดขึ้นมาอย่าง กะทันหันเช่นนี้!” “เพราะว่าเนี่ยเทียน!” โม่ชิงเหลยตะโกนก้อง ชั่วขณะที่ผลึกลี้ลับก้อนนั้นซึ่งนาบประทับสัจธรรม แห่งสายฟ้าเอาไว้พุ่งเข้าไปในบ่อสายฟ้า โม่หลีไม่รู้สึก ถึงสิ่งใด ทว่าโม่ชิงเหลยที่ฝึกวิชาสายฟ้าและบนร่างมี สมบัติล้ำค่ากลับสัมผัสถึง เขารู้ว่ามีวัตถุชิ้นหนึ่งบินจากฝ่ามือของเนี่ยเทียนเข้า ไปในบ่อสายฟ้า แล้วทันใดนั้นค่ายกลเทพอสนีลี้ลับเก้าชั้นฟ้าที่เป็น ตำนานของสำนักอสนีสวรรค์มาหลายชั่วอายุคน ซึ่งมี เพียงแดนเทพเจ้าเท่านั้นถึงจะเปิดได้ก็พลันระเบิด
พลังขึ้นมา สายฟ้าแน่นขนัดที่รวมกันขึ้นเป็นลำแสงอยู่ท่ามกลาง กลุ่มภูเขาพลันกักกันพื้นที่แถบนั้นเอาไว้ ซึ่งลำแสงสายฟ้าเชื่อมโยงเข้ากับบ่อสายฟ้าที่อยู่บน ท้องฟ้าอย่างพอดิบพอดี มีแสงสายฟ้าลึกลับนับพันนับหมื่นคอยดูดซับเอา พลังงานสายฟ้ามาจากในลำแสงยักษ์ ตราประทับ สายฟ้าของปลาวาฬกลืนอสนีระดับสิบสร้างโซ่ผลึก สายเลือดหนาใหญ่ขึ้นมาอีกครั้ง จึงมองเห็นเป็นภาพ ที่เส้นสายฟ้าไหลรินเข้าสู่แท่นสายฟ้าของโม่เชียนฝาน และเรือนกายของเขา ร่างของโม่เชียนฝานที่อยู่ในแท่นสายฟ้าสั่นไหวน้อยๆ ดวงตาของเขาค่อยๆ ฉายความปิติยินดีอย่างบ้าคลั่ง ลูกตาดำที่เบิกกว้างของเขา บางครั้งก็มีสายฟ้าตัด สลับ บางครั้งก็วูบแปลบปลาบ
ในสายฟ้าที่ตัดสลับกัน หากมองอย่างละเอียดจะเห็น ได้ชัดว่าเป็นผลึกสายเลือดที่ชุบหลอมมาจากหัวใจ ของปลาวาฬกลืนอสนีระดับสิบ นั่นคือความลี้ลับของวิถียิ่งใหญ่แห่งสายฟ้าที่ลึกล้ำ ที่สุดซึ่งมันบรรลุมาได้! “ปลาวาฬกลืนอสนีระดับสิบ! จิตวิญญาณของ ต้าจุน!” โม่เชียนฝานพลันผุดลุกขึ้นยืนจากท่านั่ง! ชั่วขณะที่เขาลุกขึ้นยืน ผู้ฝึกลมปราณหรือแม้แต่สัตว์ วิเศษทุกผู้ทุกคนทั่วทั้งดินแดนสายฟ้านิรันดร์ที่ฝึกวิชา สายฟ้าต่างก็สัมผัสได้อย่างเป็นธรรมชาติ นับตั้งแต่นาทีนี้เป็นต้นไป ทวยเทพผู้ควบคุมความ ลี้ลับแห่งสายฟ้าได้ถือกำเนิดขึ้นมาแล้ว! เลื่อนสู่แดนเทพเจ้า!
ไม่จำเป็นต้องอธิบายด้วยคำใด เหล่าผู้คนที่ฝึกวิชา สายฟ้าต่างก็รู้ว่าขอบเขตของโม่เชียนฝานได้เลื่อนสู่ แดนเทพเจ้าแล้ว! เพียงโม่เชียนฝานลุกขึ้นยืน ฟ้าดินก็เปลี่ยนสี บ่อ สายฟ้าหรือพื้นที่มหัศจรรย์ที่เต็มไปด้วยพลังสายฟ้า ของดินแดนสายฟ้านิรันดร์คล้ายจะส่งเสียงขานรับกับ เขา ความคิดเดียวของเขาก็คล้ายจะสามารถชักนำให้พื้นที่ ประหลาดที่เต็มไปด้วยสายฟ้าเหล่านี้เกิดการ เปลี่ยนแปลงขึ้นมาในฉับพลัน “แบบนี้แหละ! ความรู้สึกแบบนี้แหละ!” โม่ชิงเหลย ตะโกนเสียงแปร่ง “ฟู่ว!” ผลึกลี้ลับที่หดเล็กลงไปมากถูกโม่เชียนฝานยื่นมือคว้า ออกมาจากในบ่อสายฟ้า
ผลึกลี้ลับตกอยู่กลางฝ่ามือของเขา ปลดปล่อยโซ่ผลึก สายเลือดเล็กละเอียดราวเส้นผมนับหมื่นนับพันเส้น ซึ่งพลันถูกเขากดลงกลางหว่างคิ้ว ผสานรวมเข้าสู่ สมองเพื่อทำความเข้าใจต่อไป ทันใดนั้นบ่อสายฟ้าและลำแสงสายฟ้าต่างก็กรอกเท เข้าไปยังแดนเอตทัคคะสายฟ้าของเขา แดนเอตทัคคะของเขาพลันเกิดการเปลี่ยนแปลง วงแสงศักดิ์สิทธิ์ก่อตัวขึ้นมาบนแท่นบูชาอย่าง เลือนราง พอวงแสงศักดิ์สิทธิ์หุบเข้ามา ในร่างของ โม่เชียนฝานก็เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง “กายธรรมแห่งเทพ! เขากำลังทำความเข้าใจกับพลัง แห่งสายฟ้า สร้างกายธรรมแห่งเทพขึ้นมาแล้ว!” “มีเพียงแดนเทพเจ้าก่อตัวได้สำเร็จเท่านั้นถึงจะสร้าง กายธรรมแห่งเทพขึ้นมาได้! นึกไม่ถึงจริงๆ ว่า ในช่วง ชีวิตของเจ้าสำนักโม่จะสามารถเลื่อนสู่แดนเทพเจ้า
กลายมาเป็นทวยเทพแห่งอสนี!” “เดิมทีเขาจะล้มเหลวแล้วไม่ใช่หรือ?”
“ก่อนหน้านี้ตอนเขาผสานรวมกับบ่อสายฟ้า ไม่ใช่ว่า เกิดปัญหาเหรอ? เห็นได้ชัดว่าจะล้มเหลวแล้ว แต่จู่ๆ แดนเอตทัคคะกลับเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างน่า อัศจรรย์ ทั้งค่ายกลเทพอสนีลี้ลับเก้าชั้นฟ้ายังถูกเปิด ใช้งาน สิ่งเหล่านี้…ล้วนเป็นฝีมือของบุตรแห่งดวงดาว คนนั้นน่ะหรือ?”
“ไม่ใช่เนี่ยเทียนแล้วจะเป็นใครได้อีก?”
“ฟิ้ว!” และเวลานี้เนี่ยเทียนก็ได้พลิ้วกายลงมาจากท้องฟ้า เขามายืนอยู่ระหว่างโม่ชิงเหลยและโม่หลี วินาทีที่เนี่ยเทียนลดตัวลงมาอยู่เบื้องล่าง โม่ชิงเหลยก็ ลงไปนั่งคุกเข่าก้มศีรษะคำนับเขาอย่างไม่ลังเล “ข้า
ขอเป็นตัวแทนบิดา เป็นตัวแทนสำนักอสนีสวรรค์ เป็นตัวแทนตระกูลโม่ ขอบคุณที่เจ้ายื่นมือช่วยเหลือ! หากไม่มีเจ้า บิดาของข้าคงไม่เพียงแต่เลื่อนสู่แดนเทพ เจ้าไม่สำเร็จ จิตวิญญาณอาจยังต้องแหลกสลายไป ด้วย!” “สำนักอสนีสวรรค์และตระกูลโม่ต่างก็ติดค้างหนี้ บุญคุณของเจ้า ข้าขอเป็นตัวแทนบิดาให้คำสัญญา วันหน้าหากเจ้าเนี่ยเทียนมีคำสั่งอะไร ไม่ว่าสำนัก อสนีสวรรค์จะมีความสามารถหรือไม่ ก็จะต้อง พยายามทำให้อย่างเต็มที่!” โม่หลีเอ่ยตอบรับ “ตระกูลโม่เองก็เป็นเช่นเดียวกัน!” พอคนทั้งสองเอ่ยประโยคนั้นออกมา เหล่าผู้แข็งแกร่ง จากฝ่ายต่างๆ ในดินแดนสายฟ้านิรันดร์ก็พากัน ตกตะลึง แม้ว่าในคำสัญญาของโม่ชิงเหลยและโม่หลีจะไม่ได้
บอกว่ายอมเป็นผู้พึ่งพาเนี่ยเทียน แต่การที่ตอบรับว่า จะทำเรื่องทุกอย่างยังมีความแตกต่างอะไรจากการ เป็นลูกน้องที่พึ่งพาเนี่ยเทียนอีกเล่า?
ขอแค่ประโยคเดียวของเนี่ยเทียน ไม่ว่าตระกูลโม่และ สำนักอสนีสวรรค์จะมีความสามารถหรือไม่ก็พร้อมจะ ทุ่มเทอย่างสุดกำลัง! คำสัญญาเช่นนี้หมายความว่าเนี่ยเทียนมีอิทธิพลที่ แข็งแกร่งต่อตระกูลโม่และสำนักอสนีสวรรค์แล้ว! ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 41 บทที่ 1214 ให้การรับรองเต็มที่
“สร้างเทพเจ้า!” “แม้แต่แดนเทพเจ้าก็ยังสร้างขึ้นมาได้รึ?” “ปาฏิหาริย์!” “ไม่เคยพบ ไม่เคยได้ยินมาก่อน!” บุคคลที่มีหน้ามีตาหลายคนของดินแดนสายฟ้า นิรันดร์มองเนี่ยเทียนที่พลิ้วกายลงมาจากท้องฟ้า ดวงตาฉายประกายเจิดจ้าจนเหมือนของจริง! ในบรรดานั้นมีแดนเอตทัคคะอยู่หลายคนที่ไม่อาจทำ ใจสงบนิ่งได้อีกต่อไป หัวใจของพวกเขาเต้นกระหน่ำ จนแทบจะกระดอนออกมาจากหน้าอก ขอบเขตและตบะของพวกเขายังเทียบกับโม่เชียนฝาน ไม่ได้ บางคนก็เป็นแดนเอตทัคคะช่วงต้น บางคนก็
เป็นแดนเอตทัคคะช่วงกลาง ทว่าคนเหล่านี้มีอยู่บางคนที่รากฐานมั่นคงกว่าโม่ เชียนฝาน ทั้งยังไม่เคยรีบร้อน เพราะว่า…วิชาที่พวก เขาฝึกตนไม่ใช่พลังสายฟ้า พวกเขาไม่จำเป็นต้องหวาดกลัวดาวพิชิตอย่างมาร สายฟ้าหยวนจิ่วชวน หากขนาดโม่เชียนฝานยังสามารถได้รับการช่วยเหลือ จากเนี่ยเทียนจนเลื่อนจากแดนเอตทัคคะสู่แดนเทพ เจ้าได้สำเร็จ แล้วพวกเขาล่ะ?” พวกเขาที่รากฐานมั่นคงกว่า ทั้งยังไม่รีบร้อนที่จะฝ่า ทะลุขอบเขต เมื่อหลายพันปีผ่านไป เมื่อพวกเขา เลื่อนสู่แดนเอตทัคคะช่วงท้าย จำเป็นต้องฝ่าทะลุสู่ แดนเทพเจ้า จะได้รับความช่วยเหลือจากเนี่ยเทียน หรือไม่?”
เนี่ยเทียนสามารถสร้างโม่เชียนฝานได้ด้วยมือของ ตัวเอง แล้วจะใช้วิธีเดียวกันมาช่วยให้พวกเขาเลื่อนสู่ แดนเทพเจ้าได้หรือไม่? เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ ทุกคนที่เห็นภาพเนี่ยเทียนบินขึ้น ฟ้า แล้วจู่ๆ โม่เชียนฝานที่จิตวิญญาณกำลังจะแหลก สลาย ขอบเขตกลับมั่นคงขึ้นมาจนเลื่อนสู่แดนเทพ เจ้าได้อย่างน่าแปลกใจก็พากันบ้าคลั่งทั้งหมด! แดนเทพเจ้าของเผ่ามนุษย์มีมากดุจขนวัว! ในดินแดนดวงดาวระดับสูงแต่ละแห่งมีแดนเอตทัคคะ อยู่หลายคน อาจถึงหลายสิบคน ทั้งดินแดนของเผ่า มนุษย์ยังมีอยู่เยอะมาก ซึ่งเมื่อนับจำนวนรวมของ แดนเอตทัคคะ เกรงว่าคงมีมากนับพันคน! ทว่าแดนเอตทัคคะเกือบพันคนที่สามารถเลื่อนสู่แดน เทพเจ้าได้ บางทีอาจมีอยู่สักสิบกว่าคน สิบกว่าคนนี้ คนส่วนใหญ่อาจมาจากพระราชวัง
โบราณสะเก็ดดาว ลัทธิจิตตวิสุทธิ์ สำนักห้าธาตุและ หอทอดฟ้า เพราะแดนเอตทัคคะของดินแดนดวงดาว ระดับสูงแห่งอื่น ส่วนใหญ่มักจะแก่ตายไป ไม่มีโอกาส ที่จะเลื่อนเข้าสู่แดนเทพเจ้าได้เลย อีกหลายร้อยคนที่เหลือซึ่งพยายามฝ่าทะลุแดน เอตทัคคะก็อาจมีแดนเทพเจ้าเกิดขึ้นสักคนหนึ่ง ไม่มีใครหรือสำนักใดจะสามารถให้คำสัญญาได้ว่าจะ ส่งแดนเอตทัคคะช่วงท้ายคนหนึ่งให้เลื่อนสู่แดนเทพ เจ้าได้สำเร็จ ชวีอี้แห่งลัทธิจิตตวิสุทธิ์ทำไม่ได้ จี้ชาง แห่งพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวทำไม่ได้ ฉู่หยวน แห่งหอทอดฟ้าก็ไม่มีความสามารถนั้นเช่นกัน ทว่าตอนนี้ไม่รู้ว่าเนี่ยเทียนใช้วิธีการใดถึงส่งให้โม่ เชียนฝานเลื่อนสู่แดนเทพเจ้าได้สำเร็จ! ยังมีเรื่องไหนที่น่าตะลึงพรึงเพริด น่าเหลือเชื่อยิ่งกว่า เรื่องนี้อีก?
แดนเอตทัคคะทุกคนของดินแดนสายฟ้านิรันดร์ต่าง กลอกตา ร้องคำรามอยู่ในใจ พวกเขาเชื่อว่าหากเรื่องที่เกิดขึ้นในดินแดนสายฟ้า นิรันดร์แพร่ออกไปข้างนอก ไม่รู้ว่าจะมีผู้เฒ่า ประหลาดแดนเอตทัคคะช่วงท้ายอีกกี่คนที่จะข้าม ดินแดนห่างไกลนับหมื่นลี้เพื่อไปพบเนี่ยเทียน เมื่อถึงเวลานั้น พวกเขาจะนับเป็นอะไรได้อีก? โม่ชิงเหลยและโม่หลีต่างก็ให้คำสัญญาว่ายินดีให้ สำนักอสนีสวรรค์และตระกูลโม่รับคำสั่งจากเนี่ยเทียน ได้ตลอดเวลา พร้อมทำศึกเพื่อเนี่ยเทียน แล้วยังจะมี อะไรที่ยอมรับไม่ได้อีก? “นายน้อยเนี่ย ข้าคือผู้อาวุโสตระกูลเฉาแห่งดินแดน สายฟ้านิรันดร์ ข้า…” “ข้าคือเจ้าสำนักม่านฟ้า เป็นแดนเอตทัคคะช่วงกลาง ขอคารวะนายน้อยเนี่ยอีกครั้ง”
“หญิงสาวตระกูลหลัวของข้างดงามที่สุด มีพรสวรรค์ ที่สุดในดินแดนสายฟ้านิรันดร์ หวังว่านายน้อยเนี่ยจะ ชื่นชอบ…” “…” แดนเอตทัคคะหลายคนที่คิดตกแล้วจู่ๆ ก็ปรี่ขึ้นหน้า มาเสนอตัวอย่างไม่กลัวเสียหน้า ทั้งยังไม่สนคำห้าม ปรามจากโม่หลี จะอย่างไรก็ต้องแนะนำตัวเองให้ เนี่ยเทียนรู้จักให้ได้ เนี่ยเทียนตะลึงงันไปทันที กวาดตามองไปรอบด้าน มองใบหน้าของคนแต่ละคน ที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มประจบประแจง รวมถึงเห็นว่า หญิงสาวหน้าตางดงามหมดจดหลายคนแอบมองเขา ด้วยท่าทางขัดเขิน เนี่ยเทียนก็รู้สึกเหมือนหัวตัวเองโต ขึ้นหลายส่วน หญิงสาวเหล่านั้นบางคนตบะก็ไม่อ่อนด้อย บางคนยัง
มีขอบเขตสูงกว่ามู่ปี้ฉง อินย่าหนันด้วยซ้ำ เพียงแต่ว่าในร่างของหญิงสาวเหล่านั้นไม่มีบุปผาร่วม ชีวิต ไม่ได้ครอบครองวัตถุประหลาดอย่างงูเหลือม เลือดน้ำแข็ง ดังนั้นนอกจากหน้าตาที่งดงามแล้ว อย่างอื่นก็ธรรมดา “ทุกคนหยุดก่อน!” โม่หลีตะโกนเสียงดัง ยกมือบอกเป็นนัยใหทุกคนเงียบ เสียงลง ในเวลานี้กลับเป็นโม่ชิงเหลยที่สุขุมเยือกเย็น เพราะ เขาคอยเหลือบมองไปยังขอบฟ้าอยู่เป็นระยะ เพราะรู้ ว่าขอบเขตของบิดาเขาเริ่มมั่นคงขึ้นทีละนิด อาศัย ค่ายกลเทพอสนีลี้ลับเก้าชั้นฟ้าและบ่อสายฟ้าบ่อนั้น มาชำระล้างแดนเทพเจ้าของตัวเอง ทั้งยังคอยทำ ความเข้าใจกับสัจธรรมแห่งสายฟ้าให้ลึกซึ้งยิ่งกว่าเดิม ในเมื่อบิดาของเขาเลื่อนสู่แดนเทพเจ้าได้สำเร็จ
ถ้าเช่นนั้นสำนักอสนีสวรรค์และตลอดทั้งดินแดน สายฟ้านิรันดร์ รวมถึงตระกูลโม่จะต้องมีการ เปลี่ยนแปลงทางคุณสมบัติเกิดขึ้น แดนเทพเจ้า! สำนักที่มีแดนเทพเจ้านั่งบัญชาการณ์ โดยทั่วไปแล้ว แม้แต่สี่สำนักเก่าแก่ก็ยังไม่อยากมีเรื่องด้วยง่ายๆ นับแต่นี้ไป แม้ว่าสำนักอสนีสวรรค์จะไม่ใช่สำนัก เก่าแก่อย่างพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว ทว่าอันดับ ของสำนักอสนีสวรรค์ที่อยู่ในดินแดนของเผ่ามนุษย์ก็ จะต้องเพิ่มพูนอย่างก้าวกระโดด! นามของสำนักอสนีสวรรค์และโม่เชียนฝานบิดาของ เขาก็จะเลื่องระบือไปแปดทิศ! “นึกไม่ถึงว่าสิ่งที่เจ้าสำนักสายฟ้าอย่างเจิ้งอี้แสวงหา มาทั้งชีวิต บิดาของข้าจะก้าวนำไปก่อนได้สำเร็จ!” โม่ ชิงเหลยตื่นเต้นสุดขีด
เขาไม่สนใจแล้วว่าคนอื่นจะเสียงดังหวังประจบเอาใจ เนี่ยเทียนเพียงไหน สิ่งที่เขาคิดอยู่ในสมองก็คือหลังจากที่บิดาของเขาฝ่า ทะลุสู่แดนเทพเจ้าแล้ว สำนักอสนีสวรรค์และตระกูล โม่ที่อยู่ในดินแดนสายฟ้านิรันดร์จะมีอนาคตที่ กว้างไกลยิ่งว่าเดิม! “การทำให้ขอบเขตแดนเทพเจ้ามั่นคงยังต้องใช้เวลา อีกชั่วหนึ่ง” โม่หลีที่รอจนทุกคนสงบลงแล้วหันมาพูด กับเนี่ยเทียนด้วยสีหน้าจริงจัง “นายน้อยเนี่ย เจ้ามา ที่ดินแดนสายฟ้านิรันดร์เพื่อเดินทางไปยังสำนัก กำเนิดหยางใช่หรือไม่?” เนี่ยเทียนไม่ปฏิเสธ พยักหน้าตอบรับว่า “ถูกต้อง” “ข้าพอจะเข้าใจแล้ว” โม่หลีตอบรับรวดเร็ว “หาก เจ้ารีบ ข้าจะให้คนไปจัดหาเรือรบทางช้างเผือกส่งตัว เจ้าไปยังดินแดนกำเนิดหยางทันที ผู้แข็งแกร่งทุกคน
ของทั้งตระกูลโม่ข้าและสำนักอสนีสวรรค์ล้วน สามารถไปเป็นผู้พิทักษ์ให้ได้ เพียงแต่ว่า…” เขาเหลือบมองไปยังท้องฟ้า ทำท่าจะพูดแต่ก็เงียบไป ก่อน “แต่ว่าอะไร?” เนี่ยเทียนถาม “ลำพังเพียงแค่พละกำลังของดินแดนสายฟ้านิรันดร์ เรา หากท่านประมุขยังไม่ว่างออกหน้าให้ เกรงว่าคง ยากที่จะกำราบสำนักกำเนิดหยางได้” โม่หลีบอก อย่างไม่ปิดบัง “ท่านประมุขเลื่อนสู่แดนเทพเจ้าแล้ว เพียงแต่ว่าต้องทำขอบเขตให้มั่นคง มีท่านประมุขไป เป็นเพื่อนที่สำนักกำเนิดหยาง ย่อมต้องมั่นคงกว่า แน่นอน!” “เดิมทีตบะของเจ้าสำนักกำเนิดหยางกับท่านประมุข สูสีกัน หลังจากที่ท่านประมุขเลื่อนสู่แดนเทพเจ้า เขา ย่อมไม่มีทางใช่คู่ต่อสู้ของท่านประมุขแน่นอน ทว่า
ปัญหาก็คือขอบเขตของท่านประมุขยังจำเป็นต้องใช้ เวลาช่วงหนึ่งถึงจะมั่นคงขึ้นได้” หยุดไปสองสามวินาที โม่หลีก็กล่าวต่อด้วยน้ำเสียง จริงใจ “ข้าคิดว่า เจ้าสามารถเรียกตัวแดนเอตทัคคะ อย่างพวกเซี่ยเชียนมาร่วมด้วยได้” “เมื่อมีพวกเซี่ยเชียน บวกกับพลังของดินแดนสายฟ้า นิรันดร์อย่างพวกเรา การกำราบสำนักกำเนิดหยางก็ ไม่มีปัญหา ทั้งยังมากพอจะทำให้พวกเขายอมเชื่อฟัง แต่โดยดีอีกด้วย เจ้าคิดอย่างไร?” คนอื่นๆ ก็พากันพูดเกลี้ยกล่อม เกลี้ยกล่อมเนี่ยเทียนว่าหากไม่รีบร้อนก็รอให้ขอบเขต ของโม่เชียนฝานมั่นคงเสียก่อน จะได้เอาบารมีของ แดนเทพเจ้าไปปราบให้สำนักกำเนิดหยางยอม ศิโรราบ แต่หากรีบก็ให้เรียกพวกแดนเอตทัคคะที่เป็นลูกน้อง
ของเนี่ยเทียนมาที่ดินแดนสายฟ้านิรันดร์ บวกกับกอง กำลังของตระกูลโม่ สำนักอสนีสวรรค์และพวกเขาไป บีบให้สำนักกำเนิดหยางยอมปล่อยตัวฟางหยวน และ ยอมรับตัวตนผู้พึ่งพาของพระราชวังโบราณสะเก็ด ดาวต่อไป ไม่ว่าจะเป็นโม่หลีหรือคนอื่นๆ ต่างก็เต็มไปด้วย ความหวังดี “เขาต้องใช้เวลานานเท่าไหร่ถึงจะทำให้ขอบเขต มั่นคงได้” เนี่ยเทียนมองไปบนท้องฟ้า “บอกยาก” โม่หลีเองก็ไม่แน่ใจ “ทุกคนที่เลื่อนสู่แดน เทพเจ้าล้วนไม่เหมือนกัน บางคนพอเลื่อนสู่แดนเทพ เจ้า สิบวันครึ่งเดือนก็สามารถทำให้ขอบเขตมั่นคงได้ แต่บางคนก็อาจต้องใช้เวลาหลายปี หรืออาจนานเป็น หลายสิบปี” “ไม่สามารถยืนยันเวลาได้งั้นหรือ” เนี่ยเทียน
ขมวดคิ้ว การที่เขามาดินแดนสายฟ้านิรันดร์ครั้งนี้ก็เพื่อนำผลึก ลี้ลับก้อนนั้นมาขอให้โม่เชียนฝานที่เป็นแดน เอตทัคคะช่วงท้ายออกหน้าช่วยเหลือ คาดไม่ถึงว่าจะ มาทันเวลาที่โม่เชียนฝานร้อนใจอยากฝ่าทะลุขอบเขต เพราะมารสายฟ้ากุมชัยชนะพอดี ตอนนี้โม่เชียนฝานฝ่าทะลุขอบเขตสำเร็จแล้วก็จริง แต่ในเวลาสั้นๆ นี้คงไม่สามารถช่วยเหลือเขาได้ ฟางหยวนและลูกน้องของเขาถูกกักตัวอยู่ในสำนัก กำเนิดหยาง เขาที่เป็นบุตรแห่งดวงดาวเหมือนกัน หากไม่เตรียมตัวไปเลยก็อาจจะถูกล้อมโจมตีเข้า เหมือนกัน เคยมีประสบการณ์รบชนะบรรพบุรุษหุนเทียนมาก่อน เขาจึงมั่นใจว่าตัวเขาเองมีความสามารถที่จะต่อสู้กับ แดนเอตทัคคะหรือถึงขั้นเอาชนะแดนเอตทัคคะได้
แต่หากเป็นแดนเอตทัคคะช่วงกลาง ช่วงท้าย หรือ เป็นแดนเอตทัคคะที่มีจำนวนมากกว่านั้นล่ะ? แม้แต่ฟางหยวนและลูกน้องแดนเอตทัคคะของฟาง หยวน สำนักกำเนิดหยางก็ยังสามารถกำราบได้ “ข้าจะอยู่ในสำนักอสนีสวรรค์ของพวกเจ้าสักระยะ หนึ่ง” เนี่ยเทียนใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่งก็ตัดสินใจได้ “สิบวันคือเวลามากสุด หากสิบวันไปแล้วขอบเขต ของเจ้าสำนักโม่ยังไม่มั่นคง ข้าถึงจะกลับไปเรียก ลูกน้องแดนเอตทัคคะของข้าอย่างบุตรวิญญาณโลหิต และเซี่ยเชียนให้ไปด้วยกัน” “สิบวัน ออกจะน้อยไปหน่อย” โม่หลีกล่าวอย่าง ตรงไปตรงมา “ก็อาจจะน้อยไปจริง” สีหน้าเนี่ยเทียนยากจะหยั่ง “แต่ว่าการฝ่าทะลุขอบเขตของเจ้าสำนักโม่อาศัยของ วิเศษชิ้นนั้น ขอแค่บรรลุความลี้ลับจากวัตถุชิ้นนั้นได้
การทำให้ขอบเขตมั่นคงก็จะรวดเร็วมาก จึงมีความ เป็นไปได้ว่าภายในสิบวันขอบเขตของเจ้าสำนักโม่จะ มั่นคงและสร้างกายธรรมแห่งเทพขึ้นมาได้สำเร็จ” “เมื่อกายธรรมแห่งเทพปรากฏก็หมายความว่าเจ้า สำนักโม่สามารถอาศัยพลังของแดนเทพเจ้าไปรบกับ คู่ต่อสู้ได้” พอเขาพูดเช่นนี้ โม่หลีก็พลันฮึกเหิม “ถ้าอย่างนั้นก็รอ สิบวันก่อนแล้วมาดูกัน” ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 41 บทที่ 1215 ลัทธิเทพวิญญาณน ้าแข็ง
เนี่ยเทียนจึงอยู่ต่อที่ส ำนักอสนีสวรรค์เพื่อรอให้ ขอบเขตของโม่เชียนฝำนมั่นคง เรื่องที่โม่เชียนฝำนเจ้ำส ำนักอสนีสวรรค์ต้องกำรฝ่ำ ทะลุสู่แดนเทพเจ้ำเป็นเรื่องที่ส ำนักใหญ่ๆ ในดวงดำว ใกล้เคียงรับรู้กันมำนำนแล้ว อันที่จริงส ำนักที่อยู่ใกล้เคียงเหล่ำนั้นก็คอยจับตำมอง ทุกกำรกระท ำของส ำนักอสนีสวรรค์อย่ำงใกล้ชิด กองก ำลังหรือส ำนักเล็กๆ ในดินแดนสำยฟ้ำนิรันดร์ เองก็แอบมีกำรไปมำหำสู่กับพวกเขำอย่ำงลับๆ ตอนที่จู่ๆ เนี่ยเทียนบุตรแห่งดวงดำวคนที่เจ็ดมำ ปรำกฏตัวในส ำนักอสนีสวรรค์ พวกเขำแต่ละคนก็ได้ ข่ำวโดยอำศัยช่องทำงลับของใครของมัน
ภำยหลังเนี่ยเทียนบินทะยำนขึ้นฟ้ำ ใช้ผลึกลี้ลับก้อน หนึ่งท ำให้ค่ำยกล “เทพอสนีลี้ลับเก้ำชั้นฟ้ำ” ของ ส ำนักอสนีสวรรค์ถูกเปิด ท ำให้ขอบเขตโม่เชียนฝำนที่ ตกอยู่ในอันตรำยกลับคืนมำเป็นปกติอย่ำงรวดเร็ว ครั้นจึงชักน ำสำยฟ้ำบ้ำคลั่งในบ่อสำยฟ้ำ บวกกับกำร ช่วยเหลือจำก “ค่ำยกลเทพอสนีลี้ลับเก้ำชั้นฟ้ำ” จึง สำมำรถช ำระล้ำงและแปรสภำพแดนเอตทัคคะ เลื่อน เข้ำสู่แดนเทพเจ้ำได้ส ำเร็จ! เรื่องเหล่ำนี้ประหนึ่งดำวตกลุกท่วมไฟที่ตกลำม กลำยเป็นเชื้อเพลิง! ดินแดนต่ำงๆ ที่อยู่ใกล้เคียงกับดินแดนสำยฟ้ำนิรันดร์ และมีควำมสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพวกเขำต่ำงก็ได้รับข่ำว กันอย่ำงรวดเร็ว “อู้!” เรือรบล ำหนึ่งยำวหนึ่งพันเมตรซึ่งท ำมำจำกน้ ำแข็ง
ทั้งล ำพลันลอดผ่ำนม่ำนปรำกำรนอกดินแดนสำยฟ้ำ นิรันดร์เข้ำมำอย่ำงเชื่องช้ำ พลำงเปล่งประกำยแสง สว่ำงน่ำหลงใหล “เรือรบของลัทธิเทพวิญญำณน้ ำแข็ง!” “ดินแดนน้ ำค้ำงแข็ง ลัทธิเทพวิญญำณน้ ำแข็ง!” “พวกนำง มำที่นี่ท ำไม?”
บนยอดเขำ พวกคนของส ำนักอสนีสวรรค์อย่ำงโม่หลี โม่ชิงเหลยและผู้อำวุโสตระกูลโม่ต่ำงก็พำกันหน้ำ เปลี่ยนสี ผู้ฝึกลมปรำณมำกมำยของดินแดนสำยฟ้ำนิรันดร์ก็พำ กันตกอกตกใจ มองเรือรบล ำนั้นที่ค่อยๆ ขยับเข้ำมำ ใกล้ “ดินแดนน้ ำค้ำงแข็ง ลัทธิเทพวิญญำณน้ ำแข็ง…” เนี่ยเทียนตะลึงงัน “เท่ำที่ข้ำรู้มำ ลัทธิเทพวิญญำณ น้ ำแข็งก็เป็นส ำนักใหญ่ของเผ่ำมนุษย์เหมือนกันนี่
นำ” สีหน้ำโม่หลีเคร่งเครียด “ในด้ำนกำรบรรลุพลังแห่ง ควำมเย็น ลัทธิเทพวิญญำณน้ ำแข็งเคยถือเป็นที่สุด ของเผ่ำมนุษย์ ในประวัติศำสตร์อันยำวนำนของลัทธิ เทพวิญญำณน้ ำแข็ง เคยมีแดนเทพเจ้ำถือก ำเนิดขึ้น สำมคน หนึ่งในนั้นยังเป็นแดนเทพเจ้ำช่วงกลำง ในช่วงเวลำนั้น อิทธิพลของลัทธิเทพวิญญำณน้ ำแข็ง เป็นรองแค่สี่ส ำนักใหญ่อย่ำงพระรำชวังโบรำณสะเก็ด ดำว หอทอดฟ้ำ ลัทธิจิตตวิสุทธิ์และส ำนักห้ำธำตุ เท่ำนั้น” “มำจนถึงวันนี้ แดนเทพเจ้ำของลัทธิเทพวิญญำณ น้ ำแข็งหมดสิ้นไปนำนแล้ว อิทธิพลของส ำนักนี้ในเผ่ำ ของมนุษย์จึงไม่เหมือนในอดีต ไม่สำมำรถเคียงบ่ำกับ สี่ส ำนักเก่ำแก่ได้อีก” “ทว่ำอูฐที่ผอมใกล้ตำยก็ยังตัวใหญ่กว่ำม้ำ เพรำะต่อ
ให้เป็นเช่นนั้นลัทธิเทพวิญญำณน้ ำแข็งก็ยังเหนือกว่ำ ส ำนักอสนีสวรรค์ของพวกเรำอยู่ดี” “เพรำะว่ำตอนนี้ในลัทธิเทพวิญญำณน้ ำแข็งมีแดน เอตทัคคะช่วงท้ำยถึงสำมคน!” “นับตั้งแต่ที่ลัทธิเทพวิญญำณน้ ำแข็งของดินแดน น้ ำค้ำงแข็งตั้งส ำนักขึ้นมำก็ไม่เคยพึ่งพำใคร สี่ส ำนัก เก่ำแก่ก็ไม่มีศักยภำพที่จะท ำให้ลัทธิเทพวิญญำณ น้ ำแข็งยินยอมสวำมิภักดิ์แต่โดยดี แม้จะเป็นในเวลำนี้ ที่พวกเขำอ่อนแอที่สุดก็ตำม” โม่ชิงเหลยเอ่ยแทรก “แต่ไรไหนมำ ลัทธิเทพวิญญำณ น้ ำแข็งก็ไม่ลงรอยกับส ำนักก ำเนิดหยำงมำโดยตลอด ต่อให้เป็นเวลำนี้ที่ลัทธิเทพวิญญำณน้ ำแข็งอ่อนแอ ที่สุด ลัทธิเทพวิญญำณน้ ำแข็งก็ยังแข็งแกร่งกว่ำ ส ำนักก ำเนิดหยำงอยู่ดี ที่ส ำนักก ำเนิดหยำงเลือก พึ่งพำพระรำชวังโบรำณสะเก็ดดำว อันที่จริงก็เพรำะ
ถูกลัทธิเทพวิญญำณน้ ำแข็งข่มก ำรำบจนไร้ทำงให้ เดิน” “ไม่มีพระรำชวังโบรำณสะเก็ดดำวหนุนหลัง ดินแดน ที่ตั้งของส ำนักก ำเนิดหยำงก็คงถูกลัทธิเทพวิญญำณ น้ ำแข็งกลืนกินไปนำนแล้ว” เขำและโม่หลีสองคนพำกันอธิบำยให้ฟังถึงควำมร้ำย กำจของลัทธิเทพวิญญำณน้ ำแข็ง รวมถึงรำกฐำนที่ แข็งแกร่งของพวกเขำ “เรือรบของลัทธิเทพวิญญำณน้ ำแข็งกล้ำมำปรำกฎ ตัวอยู่ในส ำนักอสนีสวรรค์ของพวกเจ้ำอย่ำงโจ่งแจ้ง เช่นนี้ จะไม่มีปัญหำแน่รึ?” เนี่ยเทียนขมวดคิ้วน้อยๆ
โม่หลียิ้มเจื่อน “เป็นดวงดำวระดับสูงเหมือนกัน แต่ ลัทธิเทพวิญญำณน้ ำแข็งแข็งแกร่งกว่ำส ำนักอสนี สวรรค์เรำระดับหนึ่ง ยังมีอีกข้อหนึ่งก็คือส ำนักอสนี สวรรค์ของเรำไม่ใช่ส ำนักก ำเนิดหยำง ไม่ได้พึ่งพำ
พระรำชวังโบรำณสะเก็ดดำว เบื้องหลัง…จึงไม่มี ส ำนักเก่ำแก่คอยหนุนหลัง” “ควำมสัมพันธ์ระหว่ำงพวกเจ้ำกับลัทธิเทพวิญญำณ น้ ำแข็งเป็นอย่ำงไรบ้ำง?” เนี่ยเทียนถำมอีกครั้ง
“ต่ำงคนต่ำงอยู่ไม่ข้องเกี่ยวกัน” โม่หลีตอบรับ “ครืนๆๆ!” เรือรบผลึกใสขนำดใหญ่ยักษ์มำหยุดอยู่ตรงกลำง อำกำศของกลุ่มภูเขำอันเป็นที่ตั้งของส ำนักอสนี สวรรค์ อันที่จริงเวลำนี้ “ค่ำยกลเทพอสนีลี้ลับเก้ำชั้นฟ้ำ” นั้น ได้ค่อยๆ ปิดตัวลงแล้ว หลงเหลือเพียงพลังในบ่อ สำยฟ้ำที่ให้โม่เชียนฝำนมำดึงเอำไป “ฟิ้ว!” หญิงสำวท่วงท่ำสง่ำงำม เย็นชำประดุจบัวหิมะ
คนหนึ่งลอยละลิ่วออกมำจำกในเรือรบทำงช้ำงเผือก ล ำนั้น กำรเผยตัวของนำงท ำให้ลูกศิษย์ทุกคนของส ำนักอสนี สวรรค์ ผู้อำวุโสตระกูลโม่และพวกผู้ฝึกลมปรำณของ ดินแดนสำยฟ้ำนิรันดร์ล้วนรู้สึกว่ำจู่ๆ โลกทั้งใบก็พลัน สว่ำงไสว ผู้ฝึกลมปรำณเพศชำยแทบทุกคนต่ำงก็เผยสีหน้ำ เคลิบเคลิ้มหลงใหล พวกศิษย์ผู้กล้ำหญิงของดินแดนสำยฟ้ำนิรันดร์ที่คิด ว่ำตัวเองมีเสน่ห์ไม่ธรรมดำ ทั้งยังเปี่ยมไปด้วยควำม มั่นใจต่อหน้ำตำรูปลักษณ์ของตัวเองต่ำงก็พำกันรู้สึก ละอำยแก่ใจที่เทียบนำงไม่ได้ “ผ่ำนมำนำนหลำยปีขนำดนี้แล้ว นำงกลับยังเด่น สะดุดตำถึงเพียงนั้น!” “ที่ใดที่นำงอยู่ก็ดูเหมือนว่ำผู้หญิงทุกคนจะต้องกลำย
มำเป็นเพียงตัวประกอบของนำงเท่ำนั้น!” “หลิงปิงอวิ๋นแห่งลัทธิเทพวิญญำณน้ ำแข็ง!” ทุกคนพำกันซุบซิบ เนี่ยเทียนเองก็อดไม่ได้ที่จะหันไปมอง หญิงสำวหน้ำตำงดงำมแต่ลักษณะเย็นชำที่บินออกมำ จำกเรือรบประดุจเทพธิดำที่อยู่ในภำพวำด นำงถูก ห้อมล้อมไว้ด้วยดรุณีชุดขำวกลุ่มหนึ่งของลัทธิเทพ วิญญำณน้ ำแข็งประหนึ่งดวงเดือนที่ถูกห้อมล้อมด้วย หมู่ดำว ในเรือรบมีท่วงท ำนองลี้ลับไพเรำะจับใจแผ่วดังขึ้นมำ ก่อนที่เกล็ดหิมะโปร่งใสจะพำกันลอยคว้ำงปลิวปรำย ทันใดนั้นส ำนักอสนีสวรรค์ก็เหมือนตกอยู่ในรัฐน้ ำแข็ง ที่เย็นสุดขั้ว ฟ้ำดินทั้งใบเหมือนจะมีนำงเพียงผู้เดียวที่ ได้ครอบครอง โลกที่อบอวลไปด้วยเกล็ดหิมะแวววำว ล้วนได้รับผลกระทบจำกดินแดน คุณลักษณะและ
สภำพจิตใจของนำง หลิงปิงอวิ๋น แดนเอตทัคคะช่วงท้ำย ขำดอีกแค่ก้ำว เดียวก็เลื่อนสู่แดนเทพเจ้ำได้ส ำเร็จ สำวงำมผู้นี้อำยุไม่น้อยแล้ว ทว่ำตลอดหลำยพันปีที่ ผ่ำนมำ หน้ำตำของนำงกลับไม่เปลี่ยนแปลงไปแม้แต่ น้อย ไม่รู้ว่ำในดินแดนฟ้ำดินของเผ่ำมนุษย์มีผู้ แข็งแกร่งมำกมำยแค่ไหนที่ชื่นชอบนำง ต่อให้จะแค่ได้รับค ำชมจำกนำงหนึ่งค ำหรือแค่ได้รับ กำรยอมรับจำกนำงสักครั้งหนึ่ง คนเหล่ำนั้นก็ยินยอม พร้อมใจจะพลีชีวิตเพื่อนำงแล้ว ควำมงำมคือภัย ก็คือค ำที่ใช้จ ำกัดควำมควำมงำม แบบล้ ำโลกของนำง “หลิงปิงอวิ๋น เจ้ำลัทธิเทพวิญญำณน้ ำแข็ง เล่ำลือกัน ว่ำในด้ำนควำมรู้เรื่องพลังแห่งควำมเย็น นำงคือผู้ แข็งแกร่งที่เดินไปได้ไกลที่สุด” เนี่ยเทียนพึมพ ำ
ควำมตกตะลึงในใจค่อยๆ ลดน้อยลง เขำจ ำต้องยอมรับว่ำหลิงปิงอวิ๋นที่อยู่เบื้องหน้ำผู้นี้ เป็นผู้หญิงที่สวยที่สุดเท่ำที่เขำเคยเจอมำในชีวิตนี้ แม้ว่ำหลิงปิงอวิ๋นจะเป็นคนรุ่นเดียวกับโม่เชียนฝำน โม่หลีและโม่เหิงก็ตำม แต่ทว่ำเมื่อเขำใช้สำยเลือดรับสัมผัส กลับพบว่ำอันที่ จริงแล้วหลิงปิงอวิ๋นอำยุน้อยกว่ำโม่เชียนฝำน โม่หลี อยู่เยอะมำก “ข้ำเดินทำงผ่ำนดินแดนสำยฟ้ำนิรันดร์มำพอดี ได้ยิน ว่ำเจ้ำส ำนักโม่ฝ่ำทะลุสู่แดนเทพเจ้ำได้ส ำเร็จแล้ว จึง ตั้งใจจะมำแสดงควำมยินดี” เรือนกำยของหลิงปิงอวิ๋นยืนอยู่บนแท่นดอกบัวที่ท ำ มำจำกน้ ำแข็งก้อนหนึ่ง ดวงตำใสกระจ่ำงดุจผลึก น้ ำแข็งเหลือบมองไปยังจุดลึกบนท้องฟ้ำก่อนเป็น อันดับแรก จำกนั้นก็กวำดสำยตำมองไปรอบๆ คล้ำย
ก ำลังตำมหำใคร ไม่กี่วินำทีต่อมำ ดวงตำเย็นเยียบคล้ำยไร้หัวใจของ นำงก็มำหยุดนิ่งอยู่บนร่ำงของเนี่ยเทียนในที่สุด ดวงตำของนำงปลดปล่อยแสงเย็นเยียบออกมำอย่ำง เป็นธรรมชำติ พลังแห่งควำมเย็นประดุจน้ ำค้ำงแข็งพลันอบอวลไป ทั่วพื้นที่ที่เนี่ยเทียนยืนอยู่โดยที่ไม่อำจห้ำมได้ โม่หลีและโม่เชียนฝำนที่อยู่ใกล้เนี่ยเทียนซึ่งพอตะลึง ไปพักหนึ่งก็รีบถอยกรูดออกห่ำง “เจ้ำส ำนักหลิง!” โม่หลีคืนสติในบัดดล เขำตะคอกขึ้นมำเบำๆ “ในเมื่อ เจ้ำมำเพื่อแสดงควำมยินดีกับเจ้ำประมุขโม่ พวกเรำ ย่อมน้อมรับค ำแสดงควำมยินดี ทว่ำคนที่เจ้ำก ำลัง มองอยู่คือแขกผู้มีเกียรติของส ำนักอสนีสวรรค์และ ตระกูลโม่เรำ! เจ้ำบังอำจขนำดนี้แสดงว่ำไม่เห็นส ำนัก
อสนีสวรรค์ของเรำอยู่ในสำยตำเลยหรือไร?”
“ก่อนหน้ำนี้ข้ำไม่เคยเห็นส ำนักอสนีสวรรค์ของพวก เจ้ำอยู่ในสำยตำจริงๆ นั่นแหละ” หลิงปิงอวิ๋นหน้ำไม่ เปลี่ยนสี “แต่ว่ำ หลังจำกที่โม่เชียนฝำนฝ่ำทะลุสู่แดน เทพเจ้ำ ศักยภำพของส ำนักอสนีสวรรค์พวกเจ้ำก็มำก พอจะทัดเทียมกับลัทธิเทพวิญญำณน้ ำแข็งของเรำได้ นอกจำกนี้ เจ้ำคิดจริงๆ หรือว่ำข้ำจะไม่รู้ว่ำเขำเป็น ใคร?”
“ในเมื่อรู้แล้ว เหตุใดถึงยังท ำเช่นนี้?” โม่หลีตวำด เสียงหนัก “ก็แค่อยำกจะลองดูสักหน่อยว่ำเนี่ยเทียนที่มีชื่อเสียง เลื่องลือไปทั่วดินแดนของเผ่ำมนุษย์ช่วงที่ผ่ำนมำ ไม่ ธรรมดำตรงไหนกันแน่” หลิงปิงอวิ๋นกล่ำว กล่ำวจบ แสงเย็นเยียบในดวงตำของนำงที่พลันร่ำย เวทคำถำก็ส ำแดงอิทธิฤทธิ์ทันที
“เปรี๊ยะๆๆ!” เรือนกำยแข็งแกร่งของเนี่ยเทียนที่โดนพลังควำมเย็น ในสำยตำของนำงจับจ้องค่อยๆ เกำะตัวเป็นน้ ำแข็ง เพียงแค่ไม่กี่วินำที ร่ำงของเนี่ยเทียนก็กลำยเป็นรูป ปั้นน้ ำแข็งที่ถูกน้ ำแข็งหนำชั้นกลบทับ ไอควำมเย็นสี ขำวน่ำขนลุกอบอวลไปทั่วกำยของเขำ ท่ำมกลำงก้อนน้ ำแข็ง ดวงตำของเนี่ยเทียนไม่อำจปิด ลง ยังคงอยู่ในท่ำที่จ้องตำกับหลิงปิงอวิ๋น ในดวงตำใสกระจ่ำงของหลิงปิงอวิ๋นพลันมีควำมดู หมิ่นเสี้ยวหนึ่งผุดขึ้นมำ “ข่ำวลือบอกว่ำก่อนหน้ำนี้ไม่ นำนบุตรแห่งดวงดำวคนที่เจ็ดมำเยือนดินแดนสำยฟ้ำ นิรันดร์ เพิ่งจะเอำชนะบรรพบุรุษหุนเทียนในดินแดน ปรำกำรดวงดำวอันเป็นดินแดนในนำมของตัวเองไป ได้ บรรพบุรุษหุนเทียนคือแดนเอตทัคคะช่วงกลำง ข้ำ เคยพบเขำครั้งหนึ่งเมื่อนำนมำแล้ว จึงรู้นิสัยและ
ศักยภำพของเขำเป็นอย่ำงดี” “ตอนที่ได้ยินข่ำวนี้ ข้ำไม่ค่อยเชื่อเท่ำไหร่นัก ไม่เชื่อ ว่ำบรรพบุรุษหุนเทียนจะพ่ำยแพ้ได้” “ที่เขำพ่ำยแพ้ก็เพียงแค่เพรำะเขำเข้ำใจดีว่ำ เมื่อถูก กดดันเข้ำมำกๆ ส ำนักฟ้ำกลมของเขำย่อมไม่มี ทำงเลือก จึงได้แต่ลอยไปตำมกระแส ผสำนรวมเป็น หนึ่งกับดินแดนปรำกำรดวงดำว” “ด้วยเหตุนี้เขำถึงยอมเป็นฝ่ำยยอมพ่ำยแพ้ด้วย ตัวเอง” หลิงปิงอวิ๋นส่ำยหน้ำเบำๆ ในใจแน่ใจแล้วว่ำที่บรรพ บุรุษหุนเทียนพ่ำยแพ้ก็เพรำะตั้งใจท ำเพื่อส ำนัก —— ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 41 บทที่ 1216 เดือดดาล
พื้นที่ตรงยอดเขาที่เนี่ยเทียนยืนอยู่อบอวลไปด้วย ไอความเย็นหนาวเสียดขั้วกระดูก หากอยู่ห่างไปสักสิบลี้ก็จะสัมผัสไม่ได้ถึงความหนาว เย็นใดๆ โม่หลีและโม่ชิงเหลยสองคนมีใจอยากช่วย เนี่ยเทียน แต่เพียงแค่ขยับเข้าใกล้ก็สัมผัสได้ถึง ไอความเย็นระลอกนั้นทันที… “เปรี้ยะๆ!” ตัวของโม่ชิงเหลยเองก็ยังมีน้าแข็งเกาะตัว ถูกบีบให้ ต้องหนีออกห่างถึงจะหลบพ้นมาได้ โม่หลีที่เป็นแดนเอตทัคคะช่วงต้นก็ทดลองอยู่ เหมือนกัน ทว่าแดนเอตทัคคะของเขาที่เพราะอยู่ใกล้ เกินไปจึงเกาะตัวกลายมาเป็นน้าแข็ง ทั้งยังมีท่าว่า
แดนเอตทัคคะจะแข็งตัวแล้วปริแตกด้วย โม่หลีพลันเข้าใจว่าหากตนกล้ายื่นมือเข้าแทรก พลัง ความเย็นที่หลิงปิงอวิ๋นร่ายใช้กับตัวเขาจะต้องเพิ่มขึ้น กว่าเดิมอีกเป็นเท่าตัว! เขาจึงรีบล้มเลิกความคิดทันที “เจ้าลัทธิหลิง!” โม่หลีตวาดกร้าว เปลี่ยนวิธีการพูดว่า “เนี่ยเทียนคือ บุตรแห่งดวงดาวคนที่เจ็ดของพระราชวังโบราณ สะเก็ดดาว ข้อนี้เจ้ารู้ดีอยู่แก่ใจ! ลัทธิเทพวิญญาณ น้าแข็งของเจ้าเทียบกับในอดีตไม่ได้มาตั้งนานแล้ว ตอนนี้ต้าแหน่งฐานะของเนี่ยเทียนในดินแดนของเผ่า มนุษย์และพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวเป็นเช่นไร เจ้าคงไม่ใช่ว่าไม่รู้หรอกกระมัง?”
สีหน้าของหลิงปิงอวิ๋นยังคงเย็นชา ดวงตาไร้คลื่นใดๆ “ข้าย่อมรู้อยู่แล้ว”
“แล้วเจ้า?”
“เจ้าคิดว่าข้าจะท้าร้ายเขาอย่างนั้นรึ?” มุมปากของห ลิงปิงอวิ๋นยกยิ้มเหยียดหยัน “ที่ข้ามาก็แค่เพื่อจะ ยืนยันเรื่องหนึ่งเท่านั้น” “เรื่องอะไร?”
“บุตรแห่งดวงดาวท่านนี้ไม่ธรรมดาจริงๆ หรือว่ามีดี แค่ชื่อเท่านั้น” หลิงปิงอวิ๋นทิ้งประโยคนี้ไว้ แล้วก็พลัน หมดความสนใจ “ตอนนี้ข้าคิดว่าข้ารู้ค้าตอบแล้ว” กล่าวจบนางก็เตรียมจะถอนพลังเย็นเฉียบที่นาง กรอกเทเข้าไป ทว่าจู่ๆ นางก็สังเกตเห็นด้วยความตะลึงระคนแปลก ใจว่า จุดลึกในดวงตาของเนี่ยเทียนที่จ้องมองนาง คล้ายจะมีเปลวเพลิงสีส้มอมแดงมหัศจรรย์ก้าลังเต้น ระริก
นั่นคือเมล็ดพันธ์เปลวเพลิงที่อยู่ในโอสถวิญญาณ เปลวเพลิงของเนี่ยเทียน! เมล็ดพันธ์เปลวเพลิงสาดสะท้อนแสงเจิดจ้าออกมา จากจุดลึกในดวงตาของเนี่ยเทียน เมื่อเมล็ดพันธ์เปลวเพลิงปรากฏ หลิงปิงอวิ๋นก็พลัน รู้สึกว่าท่าไม่ดี รู้เสียงเพียงว่าอิทธิพลของพลังแห่ง ความเย็นของนาง ไม่ว่าจะเป็นพลังของการเกาะตัว เป็นน้าแข็ง ตราผนึกและพื้นที่เล็กๆ ที่ร่ายเขตอาคม แห่งความเย็นอันมหัศจรรย์เข้าไปไว้ล้วนก้าลังถูกพลัง ประหลาดหลอมละลาย นาทีถัดมา เมล็ดพันธ์เปลวเพลิงในดวงตาของเนี่ย เทียนก็พลันลุกโชติช่วง “พรวด!” ล้าแสงเปลวเพลิงหลายเส้นพากันไหลบ่าออกมาจาก แขนขาเนี่ยเทียนประดุจเส้นชีพจรทั่วร่างเขาเอง
“ตูม!” พลังเลือดเนื้อ พลังความร้อนของเกราะมังกรเพลิง โอสถวิญญาณเปลวเพลิง เมล็ดพันธ์เปลวเพลิง ปราณเปลวเพลิงที่ร้อนแรง พลุ่งพล่านและบ้าคลั่ง หลากหลายชนิดพลันระเบิดออกมาในชั่วพริบตา! นั่นคือพลังงานที่ร้อนแรงที่สุดซึ่งมาจากเมล็ดพันธ์ เปลวเพลิง และนั่นก็คือสิ่งที่ท้าให้หลิงปิงอวิ๋นไม่เป็น สุข รอจนนางอ้าปากน้อยๆ ด้วยความตกตะลึง นางก็ค้น พบว่าก้อนน้าแข็ง ตราผนึก เขตอาคมความเย็นที่นาง ร่ายใช้ไว้บนร่างของเนี่ยเทียนล้วนถูกความร้อนแผด เผาจนหมดสิ้นแล้ว เปลวเพลิงกลุ่มหนึ่งลุกไหม้โชติช่วง ประหนึ่งจะอบไอ ความเย็นที่แฝงปราณพลังจิตวิญญาณลึกลับที่สุดของ นางให้ระเหยออกมาหมด
“ปราณเช่นนี้…” หลิงปิงอวิ๋นตัวสั่นสะท้าน พลันนึกถึงอดีตที่เป็น ประหนึ่งฝันร้าย ปีนั้นนางเลื่อนขั้นเป็นแดนเอตทัคคะ ฝึกพลังน้าแข็ง เย็นเยียบส้าเร็จสมบูรณ์ และได้ไปเยือนดาวมอดดับที่ ถูกไหม้เกรียมของดินแดนไฟโลกันตร์ นางร่ายใช้พลังความเย็นสุดขั้ว ใช้ความร้ายกาจของ แดนเอตทัคคะมาท้าให้ดินแดนดวงดาวเหล่านั้นเกาะ ตัวเป็นน้าแข็งอย่างก้าเริบเสิบสาน ในขณะที่นางร่ายพลังความเย็นให้ปกคลุมไปทั่ว อาณาจักรดวงดาวมอดดับที่นางไม่รู้จักแห่งหนึ่ง เพื่อ หมายจะแปรสภาพกฎเกณฑ์แห่งความเยือกเย็น เหตุการณ์ไม่คาดคิดก็พลันเกิดขึ้น ปฐพีด้านใต้ดวงดาวมอดดับมีพลังแห่งความร้อนขุม หนึ่งระเบิดออกมากะทันหัน
พลังงานแห่งความร้อนนั้นเปี่ยมล้นไปด้วยความน่า หวาดกลัวดั่งจะเผาผลาญฟ้าดิน ดินแดนดวงดาว นภากาศและหมื่นสรรพสิ่งให้มอดไหม้เป็นเถ้าธุลี พอพลังแห่งความร้อนระเบิดปะทุ วิชาความเย็น หลากหลายชนิดและวิถียิ่งใหญ่แห่งพลังเยียบเย็นที่ นางใช้ฝึกตนกลับอ่อนแอและเปราะบางจนมิอาจทาน รับการโจมตีได้แม้แต่ครั้งเดียว สุดท้ายนางก็ได้แต่ออกมาจากดวงดาวมอดดับแห่งนั้น ด้วยความไม่เต็มใจ รอจนนางกลับมาถึงลัทธิเทพวิญญาณน้าแข็งแล้ว สอบถามผู้อาวุโสในลัทธิจึงได้รู้ว่าในดินแดนไฟ โลกันตร์เคยเกิดอะไรขึ้น ถึงได้รู้ว่าในดินแดนไฟ โลกันตร์เคยมีไฟศักดิ์สิทธิ์ดวงหนึ่งซ่อนตัวอยู่ แม้แต่เจ้าส้านักไฟของส้านักห้าธาตุที่เป็นแดนเทพเจ้า ช่วงท้ายก็ยังไม่สามารถจับไฟศักดิ์สิทธิ์มาจากใน
ดินแดนไฟโลกันตร์ได้ เปลวเพลิงกลุ่มนั้นถูกเจ้าส้านักของส้านักห้าธาตุและ ผู้ฝึกลมปราณหลายคนที่บรรลุและฝึกพลังเปลวเพลิง เรียกขานว่าเป็นวัตถุศักดิ์สิทธิ์แห่งไฟที่เกิดขึ้นมาเอง ตามธรรมชาติ! ทุกครั้งที่หลิงปิงอวิ๋นย้อนนึกถึงเรื่องเลวร้ายในอดีต ครานั้น นางจะต้องหวาดหวั่นอย่างลึกล้า นางไม่เคยลืมมันได้เลย บัดนี้นางกลับสัมผัสได้ถึงปราณแบบเดียวกันกับในไฟ ศักดิ์สิทธิ์กลุ่มนั้นจากร่างของเนี่ยเทียนอย่างไม่มี ผิดเพี้ยน! ความรู้สึกหวาดกลัวดั่งจะท้าให้ฟ้าดิน สรรพชีวิตและ นภากาศมอดไหม้ที่เห็นได้ชัดว่าเหมือนกันทุกประการ ซึ่งนาบประทับอยู่ในส่วนลึกของกระดูกนางท้าให้นาง จ้าต้องถอนพลังของตัวเองออกมา
“ฟิ้วๆๆ!” แสงสว่างเจิดจ้าหลายเส้นบินออกมาจากพื้นที่สิบ เมตรรอบกายเนี่ยเทีย เดิมทีแสงสว่างเหล่านั้นซ่อนตัวอยู่มิอาจมองเห็น มี เพียงแดนเอตทัคคะเท่านั้นถึงจะพอสัมผัสได้ “แสงเทพวิญญาณน้าแข็ง!” ผู้ฝึกลมปราณหลายคนของดินแดนสายฟ้านิรันดร์ มองแสงสว่างไสวที่พกพาปราณแห่งความเย็นสูงสุด ซึ่งบินออกจากข้างกายของเนี่ยเทียน แล้วกลับหาย เข้าไปในแดนเอตทัคคะของหลิงปิงอวิ๋นก็พากันตก ตะลึง “เปรี๊ยะ!” ก้อนน้าแข็งแตกทลาย เมื่อโดนพลังงานแห่งความ ร้อนกระตุ้น ก้อนน้าแข็งเหล่านั้นก็หลอมละลาย กลายเป็นน้า จากนั้นก็ระเหยกลายเป็นไอน้า
เนี่ยเทียนที่อยู่ท่ามกลางหมอกไอหันมามอง หลิงปิงอวิ๋นอีกครั้งด้วยสายตาคลางแคลงใจ ขมวดคิ้ว กล่าวว่า “เจ้าลัทธิ เจ้าและข้า…มีความแค้นต่อกันรึ?”
“ไม่มี” หลิงปิงอวิ๋นส่ายหน้า “ถ้าอย่างนั้น เจ้ามาที่นี่…” ดวงตาของเนี่ยเทียนเริ่มมี ประกายดุร้ายปรากฎขึ้น เสื้อเกราะมังกรเพลิงร้องค้ารามบินทะยานออกมา จากในแหวนเก็บของของเขา ทั้งเขายังเรียกท่อน กระดูกของสัตว์ยักษ์มวลดาราออกมา จ้องหลิงปิงอวิ๋ นพลางเอ่ยเนิบช้า “ลัทธิเทพวิญญาณน้าแข็ง เมื่อรวม เจ้าเข้าไปด้วยก็มีแดนเอตทัคคะช่วงท้ายทั้งหมดสาม คน นอกจากนี้ยังมีแดนเอตทัคคะอีกสิบกว่าคน” “ผู้ใต้บังคับบัญชาของข้า บุตรวิญญาณโลหิต เซี่ย เชียนล้วนเป็นแดนเอตทัคคะช่วงท้าย การที่บุตร วิญญาณโลหิตจะเอาชนะเจ้า ไม่ใช่เรื่องยาก”
“เซี่ยเชียนและโม่เชียนฝานเจ้าส้านักอสนีสวรรค์ที่เพิ่ง เลื่อนสู่แดนเทพเจ้าล้วนยอมรับฟังค้าสั่งจากข้า” “ไม่ใช่พลังของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว ล้าพัง เพียงแค่พลังในการสร้างอิทธิพลของข้าคนเดียว ด้วย กองก้าลังที่ข้ามีอยู่ในมือ คิดจะฆ่าเจ้า คิดจะท้าลาย ลัทธิเทพวิญญาณน้าแข็งของเจ้า แม้จะต้องจ่าย ค่าตอบแทนอยู่บ้าง แต่ ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ เสียเลย!” “หรือไม่ข้าก็ขอให้สหายในส้านักห้าธาตุและลัทธิจิตต วิสุทธิ์ช่วยลงมือ หรือไม่ก็เรียกใช้บรรดาผู้อาวุโสใน ส้านัก” สีหน้าของเนี่ยเทียนเริ่มเหี้ยมเกรียม ประกายดุร้ายใน ดวงตาเด่นชัดไม่ปิดบัง ทุกประโยคที่พูดออกไปก็ล้วน เป็นค้าข่มขู่ทั้งสิ้น สีหน้าของหลิงปิงอวิ๋นเปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อย
สายตาเริ่มเปลี่ยนมาเป็นเคร่งเครียด “ที่ข้ามา ก็แค่ เพื่อต้องการยืนยันว่า บุตรแห่งดวงดาวเช่นเจ้า มี เพียงแค่ชื่อเสียงจอมปลอมหรือไม่?”
“เจ้าหลิงปิงอวิ๋นคิดว่าตัวเองเป็นใคร?” เนี่ยเทียนเอ่ย เหยียดหยัน “เจ้านึกว่าเจ้าคือชวี้อี้หรือฉู่หยวนแห่ง หอทอดฟ้าอย่างนั้นหรือ? แค่ลัทธิเทพวิญญาณ น้าแข็งกระจอกๆ และคนกระจอกๆ อย่างเจ้า หลิงปิงอวิ๋น กล้าบังอาจไม่ทักทายข้า แต่กลับเลือกลง มือหยั่งเชิงกับข้าโดยตรงอย่างนั้นรึ?”
ในที่สุดหลิงปิงอวิ๋นก็หน้าเปลี่ยนสี “อู้ๆ!” มีคนอีกสองคน หนึ่งหญิงหนึ่งชายที่ต่างก็เป็นคนชรา พากันเร่งร้อนบินออกมาจากเรือรบ คนทั้งสองล้วนเป็นแดนเอตทัคคะช่วงท้าย!
“ข้าผู้อาวุโสหันฉง!” “ข้าผู้อาวุโสข่งซวงจิง!” คนทั้งสองต่างก็เป็นคนในลัทธิเทพวิญญาณน้าแข็ง ถือเป็นคนรุ่นเดียวกับอาจารย์ของหลิงปิงอวิ๋น ตลอด หลายปีที่ผ่านมานี้ถูกกักตัวอยู่ในแดนเอตทัคคะช่วง ท้าย ยากที่จะฝ่าทะลุขอบเขตได้อีก กลับเป็นหลิงปิงอวิ๋นเสียอีกที่ฝ่าทะลุขอบเขต ติดต่อกัน อายุอ่อนกว่าพวกเขาเกือบรอบ แต่ก็เลื่อนสู่ แดนเอตทัคคะช่วงท้ายแล้ว ในสายตาของพวกเขา ความหวังของลัทธิเทพ วิญญาณน้าแข็งรุ่นนี้ก็คือหลิงปิงอวิ๋น ตลอดหลายปีที่ผ่านมานี้ หลิงปิงอวิ๋นคือเจ้าส้านักที่มี หวังจะได้เลื่อนขั้นเป็นแดนเทพเจ้ามากที่สุด ลัทธิเทพวิญญาณน้าแข็งจะกลับมารุ่งโรจน์ดั่งใน วันวานซึ่งเคยเป็นหนึ่งในส้านักเผ่ามนุษย์ที่แข็งแกร่ง
ที่สุดตามหลังสี่ส้านักเก่าแก่ได้หรือไม่ ก็ล้วนอยู่ที่ หลิงปิงอวิ๋น! อันที่จริงพวกเขาก็รู้จักนิสัยของหลิงปิงอวิ๋นดี และ บางครั้งก็ปวดหัวกับนางไม่น้อย แต่เวลาส่วนใหญ่ล้วนหลิงปิงอวิ๋นก็ไม่ค่อยจะท้าตัว เหลวไหลนัก คราวนี้หลิงปิงอวิ๋นมาเยือนก็เพราะได้ข่าวว่าเนี่ยเทียน ช่วยให้โม่เชียนฝานเลื่อนสู่แดนเทพเจ้าได้ส้าเร็จ ในใจ นางไม่เชื่อถือแม้แต่น้อย ดังนั้นจึงตั้งใจมาหาข้อ พิสูจน์ด้วยตัวเอง เพียงแต่พวกเขาเองก็คาดไม่ถึงเหมือนกันว่า วิธีการ พิสูจน์ของหลิงปิงอวิ๋นจะเป็นการหยั่งเชิงพลังการ ต่อสู้ของเนี่ยเทียน ซึ่งในความรู้สึกของพวกเขา การหยั่งเชิงนี้ก็ไม่ใช่เรื่อง ที่รับได้ยากอะไร
สิ่งที่พวกเขาคิดไม่ถึงก็คือปฏิกิริยาตอบสนองของ เนี่ยเทียนจะรุนแรงขนาดนี้! ฟังจากความหมายในค้าพูดของเนี่ยเทียน หากพูดไม่ เข้าหูค้าเดียว เขาก็จะระดมเหล่าผู้ใต้บังคับบัญชา กองก้าลังที่ตัวเองควบคุมอยู่ รวมถึงผู้อาวุโสของ พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวให้ไปเข่นฆ่าลัทธิเทพ วิญญาณน้าแข็งและสังหารหลิงปิงอวิ๋น พวกเขาสองคนลองคิดตามอย่างละเอียดก็รู้ดีว่าหาก เนี่ยเทียนรวบรวมก้าลังพลทั้งหมดในมือมาเล่นงาน ลัทธิเทพวิญญาณน้าแข็งเข้าจริงๆ โดยไม่สนใจ ชื่อเสียงนับพันนับหมื่นปีของลัทธิเทพวิญญาณน้าแข็ง ถ้าเช่นนั้น… หันฉงและข่งซวงจิงจึงมิอาจอยู่นิ่งเฉยได้อีก จึงรีบ ร้อนบินออกมา “เนี่ยเทียน เรื่องนี้เป็นความผิดของลัทธิเทพวิญญาณ
น้าแข็งเราเอง” “พวกเราไม่ได้มีเจตนาร้าย ก็แค่อยากจะพิสูจน์ เท่านั้นว่าบุคคลที่เป็นบุตรแห่งดวงดาวและมีชื่อเสียง เลื่องลือไปทั่วอย่างเจ้าจะมีพลังเหมือนชื่อเสียงจริง หรือไม่” “พวกเราสองคนขอรับรองว่าเจ้าส้านักไม่ได้มีเจตนา ร้ายกับเจ้า” “เป็นเพียงแค่การหยั่งเชิง การหยั่งเชิงอย่างเดียว เท่านั้น พวกเราต้องขออภัยด้วย แล้วก็ยินดีมอบ ของขวัญชิ้นใหญ่ให้ หวังว่าเจ้าจะไม่ถือสา อย่าได้เห็น ว่าเป็นเรื่องใหญ่อะไรเลย” หลิงปิงอวิ๋นยังไม่ทันพูดอะไร ข่งซวงจิงและหันฉงที่ เป็นแดนเอตทัคคะสองท่านกลับขอโทษขอโพยด้วย ความหวาดกลัวไม่หยุด หวังว่าเนี่ยเทียนจะไม่ถือสา จริงๆ
———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 41 บทที่ 1217 ผู้ที่มาพบ
“อิ่นสิงเทียนแห่งส ำนักกระบี่เมฆำคล้อย มำขอพบ บุตรแห่งดวงดำว เนี่ยเทียน!” น ำเสียงทรงพลังดังแหวกอำกำศออกมำจำกยอดเขำ ห่ำงไกลอันเป็นที่ตั งค่ำยกลน ำส่ง เสียงนั นคมกริบประดุจกระบี่! ทั งๆ ที่ก่อนหน้ำนี อยู่ห่ำงไกลกันหลำยพันลี แต่จู่ๆ กลับพุ่งเข้ำมำใกล้ในเสี ยววินำที “อิ่นสิงเทียน!” โม่หลีหน้ำเปลี่ยนสีเล็กน้อยด้วยควำมสงสัย โม่ชิงเหลยแอบตกใจอยู่กับตัวเอง พึมพ ำแผ่วเบำ “อิ่ นสิงเทียนคือเจ้ำส ำนักกระบี่เมฆำคล้อยคนปัจจุบัน นอกจำกหอทอดฟ้ำแล้ว เกรงว่ำส ำนักกระบี่เมฆำ
คล้อยก็คงเป็นส ำนักฝึกกระบี่ที่แข็งแกร่งมำกที่สุด อิ่ นสิงเทียนผู้นั นก็เป็นแดนเอตทัคคะช่วงท้ำย ผู้เฒ่ำ ประหลำดคนนี …เป็นบุคคลที่อยู่รุ่นเดียวกับอำจำรย์ ของหลิงปิงอวิ๋นเชียวนะ” หันฉงและข่งซวงจิงก ำลังก้มหน้ำก้มตำวิงวอนขอให้ เนี่ยเทียนอภัย จู่ๆ ได้ยินว่ำอิ่นสิงเทียนแห่งส ำนักกระบี่เมฆำคล้อย ข้ำมผ่ำนดินแดนดวงดำวมำไกลนับร้อยล้ำนลี เพื่อขอ พบเนี่ยเทียนก็พลันหน้ำเปลี่ยนสี อิ่นสิงเทียนคือคนรุ่นเดียวกับพวกเขำ อำยุ…มำกกว่ำ พวกเขำเล็กน้อย หลำยปีที่ผ่ำนมำนี อิ่นสิงเทียนพยำยำมที่จะฝ่ำทะลุ ขอบเขต หมำยเลื่อนสู่แดนเทพเจ้ำให้ได้ ที่เป็นเช่นนี ก็เพรำะอำยุขัยของอิ่นสิงเทียนใกล้จะ หมดสิ นลงแล้ว
หำกไม่เลื่อนสู่แดนเทพเจ้ำ อีกไม่นำนเขำก็ต้องแก่ ตำยไป ไม่เหลือควำมเป็นไปได้อีกแม้แต่เสี ยวเดียว ต่อให้ไปจุติแล้วกลับมำฝึกตนใหม่ก็ไม่สำมำรถแก้ไข ปัญหำด้ำนอำยุขัยได้ เว้นเสียแต่ว่ำจะเลื่อนสู่แดนเทพ เจ้ำ หำไม่แล้วก็ต้องตำยสถำนเดียวเท่ำนั น “ฟิ้ว!” แสงสีรุ้งหลำยสิบเส้นประกอบกันขึ นมำจำกกระบี่ หลำยเล่ม มองไปไกลๆ กระบี่แสงรุ้งก็เหมือนเรือล ำ น้อยล ำหนึ่งที่บรรทุกชำยสวมชุดเทำเรือนกำยผอม แห้ง แต่สูงลิ่วคนหนึ่งให้บินมำ ปรำณกระบี่อบอวลเทียมฟ้ำท่วมทับนภำกำศของ ส ำนักอสนีสวรรค์ แม้แต่ก้อนเมฆที่ลอยเคลื่อนคล้อย ก็ยังถูกแสงกระบี่ฟำดฟันจนแหลกลำญ ท้องฟ้ำเหนือส ำนักอสนีสวรรค์จึงกลับมำโปร่งใสเจิด จ้ำอีกครั ง!
ครู่เดียวหลังจำกนั น เรือน้อยที่ประกอบจำกกระบี่ หลำยเล่มก็มำหยุดอยู่เบื องหน้ำเนี่ยเทียน อิ่นสิงเทียนชำยชุดเทำจงใจเว้นระยะห่ำงไว้ช่วงหนึ่ง จำกนั นจึงเก็บกระบี่ทั งหลำยลงแหวนเก็บของ ส่วนตัวเองก็พลิ วกำยลงสู่พื น เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เป็น กำรเสียมำรยำทหำกลดตัวลงมำเหนือศีรษะของเนี่ย เทียน หลังจำกลงมำยืนอยู่บนพื นเรียบร้อย เขำก็จัดระเบียบ เสื อผ้ำของตัวเองเสียก่อน ครั นจึงเดินเข้ำมำใกล้เนี่ย เทียนทีละก้ำวด้วยมำรยำทธรรมเนียมโบรำณที่เนี่ย เทียนไม่เคยพบเจอมำก่อนรำวกับนักเรียนในยุคสมัย เก่ำแก่ เมื่อมำหยุดอยู่ต่อหน้ำเนี่ยเทียนแล้วก็ยังคำรวะอย่ำง นอบน้อมอีกครั งโดยไม่คิดจะไว้ตัว จำกนั นถึงได้พูดว่ำ “ข้ำผู้อำวุโสอิ่นสิงเทียนได้ยินมำว่ำพี่โม่แห่งส ำนัก
อสนีสวรรค์ฝ่ำทะลุขอบเขตสู่แดนเทพเจ้ำได้อย่ำง รำบรื่นเพรำะกำรช่วยเหลือของเจ้ำ ที่ข้ำผู้อำวุโส เดินทำงมำไกลก็เพรำะหวังว่ำตอนที่ข้ำพยำยำมจะฝ่ำ ทะลุสู่แดนเทพเจ้ำจะได้รับควำมช่วยเหลือจำกเจ้ำ บ้ำง” “หำกข้ำ สำมำรถเลื่อนสู่แดนเทพเจ้ำได้ส ำเร็จ ข้ำ ยินดียกทั งส ำนักกระบี่เมฆำคล้อย ให้กลำยมำเป็น กระบี่ในมือเจ้ำ!” เมื่ออิ่นสิงเทียนมำถึงก็เปิดปำกบอกจุดประสงค์ในกำร มำอย่ำงตรงประเด็นไม่มัวอ้อมค้อม ที่เขำรีบร้อนมำที่นี่ก็เพรำะตระกูลในดินแดนสำยฟ้ำนิ รันดร์มีควำมสัมพันธ์กับตระกูลหลิวอวิ๋น (เมฆำ คล้อย) ของพวกเขำโดยกำรแต่งงำน แล้วก็เพรำะได้ข้อมูลจำกตระกูลเหล่ำนั น เขำถึงมั่นใจ ว่ำตอนที่แดนเอตทัคคะของโม่เชียนฝำนแห่งส ำนัก
อสนีสวรรค์ใกล้จะระเบิดแตกกลับได้รับควำม ช่วยเหลือจำกเนี่ยเทียน จึงเลื่อนสู่แดนเทพเจ้ำได้ ส ำเร็จ! เส้นสำยของเขำเห็นกับตำตัวเอง เขำถึงได้มั่นใจเต็ม ร้อย หลิงปิงอวิ๋นแห่งลัทธิเทพวิญญำณน ำแข็งมำถึงที่นี่แล้ว ยังคิดจะหยั่งเชิง นั่นก็เพรำะอีกฝ่ำยไม่มีเส้นสำย เหมือนกับเขำ “เลื่อนสู่แดนเทพเจ้ำ เดิมพันด้วยส ำนักกระบี่เมฆำ คล้อย!” “แลกแดนเทพเจ้ำคนหนึ่งกับทั งส ำนัก อันที่จริงแล้วก็ ไม่เสียเปรียบเลย” “ผู้เฒ่ำประหลำดอิ่นช่ำงเป็นคนเด็ดขำดดีแท้!” เหล่ำผู้ฝึกลมปรำณของดินแดนสำยฟ้ำนิรันดร์พำกัน วิพำกษ์วิจำรณ์
หันฉงและข่งซวงจิงที่ก ำลังวิงวอนเนี่ยเทียนพลันรู้สึก ประดักประเดิด “พวกเจ้ำ?” อิ่นสิงเทียนอึ งไปเล็กน้อย ก่อนจะหันไป พยักหน้ำให้กับหลิงปิงอวิ๋นเบำๆ เพรำะคิดว่ำตน เข้ำใจถูกต้องแล้ว จำกนั นจึงพูดว่ำ “เด็กเย็นชำอย่ำง เจ้ำนับว่ำไม่เลวเลยทีเดียว เจ้ำเองก็คงได้ข่ำว รู้ว่ำมี ควำมเป็นไปได้ที่เนี่ยเทียนจะส่งให้แดนเอตทัคคะช่วง ท้ำยเลื่อนสู่แดนเทพเจ้ำก็เลยตั งใจเดินทำงมำจำก ดินแดนน ำค้ำงแข็งสินะ?”
สีหน้ำของหลิงปิงอวิ๋นแข็งทื่อเล็กน้อย “ไม่ใช่” อิ่นสิงเทียนเป็นคนรุ่นเดียวกับอำจำรย์ของนำง ผู้เฒ่ำ ประหลำดคนนี แช่อยู่ในขอบเขตแดนเอตทัคคะช่วง ท้ำยมำนำนไม่รู้กี่ปีแล้ว และวิชำกระบี่ที่เขำฝึกตนก็มี อำนุภำพน่ำกลัวอย่ำงถึงที่สุด ยำมที่หลิงปิงอวิ๋น เผชิญหน้ำกับเขำจึงรู้สึกกดดันอย่ำงมำก
“ไม่ใช่?” สำยตำของอิ่นสิงเทียนฉำยควำมประหลำด ใจเล็กน้อย แต่จำกนั นเขำก็ไม่สนใจคนจำกลัทธิเทพวิญญำณ น ำแข็งอีก เพียงหันมำมองเนี่ยเทียนต่อ เนี่ยเทียนยิ มจืดเจื่อนอยู่ในใจ เขำเองก็คำดไม่ถึงว่ำหลังจำกมอบผลึกลี ลับก้อนหนึ่ง ให้โม่เชียนฝำนจนส่งให้อีกฝ่ำยเลื่อนสู่แดนเทพเจ้ำได้ ส ำเร็จ ตัวเองจะได้ผลตอบรับดุเดือดขนำดนี ผลึกลี ลับก้อนนั นชุบหลอมมำจำกหัวใจของปลำวำฬ กลืนอสนีระดับสิบ ทั งยังเหมำะสมกับพรสวรรค์กำร ฝึกตนของโม่เชียนฝำน แต่อิ่นสิงเทียนที่อยู่เบื องหน้ำ ผู้นี ฝึกวิชำกระบี่นะ… “คือว่ำ…” เนี่ยเทียนแข็งใจเปิดปำกหมำยจะอธิบำย “ไม่ต้องรีบร้อน เจ้ำลองพิจำรณำให้แน่ใจก่อนก็ได้” อิ่นสิงเทียนมีท่ำทำงเข้ำอกเข้ำใจเป็นอย่ำงดี ซ ำยังหัน
มำโค้งตัวคำรวะให้ก่อนด้วย “ไม่ว่ำเจ้ำจะตัดสินใจ อย่ำงไร ข้ำก็ยอมรับได้ อย่ำงไรเสียข้ำก็เหลือเวลำอีก ไม่มำกแล้ว ลองเดิมพันดูสักตั ง ไม่ว่ำจะส ำเร็จหรือไม่ ข้ำก็ไม่เสียดำย…” สีหน้ำของเขำทั งจนใจทั งหม่นหมอง “เหลือเวลำอีกไม่มำก” เนี่ยเทียนพึมพ ำเบำๆ เพ่งมองอีกฝ่ำยอย่ำงละเอียดพลำงใช้สำยเลือดแห่ง ชีวิตมำตรวจสอบ นั่นถึงได้ค้นพบว่ำปัญหำที่เจ้ำส ำนัก กระบี่เมฆำคล้อยเบื องหน้ำผู้นี ก ำลังเผชิญอยู่ เหมือนกับบุตรวิญญำณโลหิตไม่มีผิดเพี ยน —อำยุขัยไม่พอ! “อำยุขัย…” สีหน้ำของเนี่ยเทียนมีแววครุ่นคิด ในใจแอบใคร่ครวญ แดนเอตทัคคะช่วงท้ำย ฝึกวิชำกระบี่ ไม่ว่ำจะเป็น รำกฐำนหรือศักยภำพของส ำนักกระบี่เมฆำคล้อยก็
ล้วนมีมำกพอ หำกได้ท ำควำมเข้ำใจกับนิสัยของคนผู้ นี แล้วผนึกจิตวิญญำณของอีกฝ่ำยก่อนค่อยมอบ อำยุขัยให้เฉกเช่นที่ท ำต่อบุตรวิญญำณโลหิต… ดวงตำของเขำค่อยๆ เป็นประกำย “เอำอย่ำงนี ชะลอไว้ก่อน ขอเวลำให้ข้ำได้พิจำรณำ หน่อย” เนี่ยเทียนตอบรับ “สถำนกำรณ์ของเจ้ำ ค่อนข้ำงซับซ้อน ข้ำไม่สำมำรถรับปำกได้ในทันที” “ข้ำย่อมเข้ำใจดี” อิ่นสิงเทียนรีบตอบรับ “อีกอย่ำง” เนี่ยเทียนหันไปมองยังหลิงปิงอวิ๋น ข่งซวง จินและหันฉงอีกครั ง ก่อนพูดว่ำ “เรื่องระหว่ำงข้ำกับ ลัทธิเทพวิญญำณน ำแข็งและเจ้ำลัทธิหลิงไม่จบง่ำยๆ หำกจะขอโทษ ก็ต้องไม่ใช่พวกเจ้ำสองคน” หันฉงและข่งซวงจิงหน้ำเปลี่ยนสี คนทั งสองพลันปวดหัวจี๊ดขึ นมำทันใด พวกเขำรู้ดีว่ำ จะให้ตนขอโทษนั นง่ำยดำยมำก แต่คิดจะให้
หลิงปิงอวิ๋นเปิดปำกขออภัยกลับไม่ใช่เรื่องง่ำยดำย ปำนนั น “พระรำชวังโบรำณสะเก็ดดำวก็ไม่ได้ร้ำยกำจอะไร นักหนำ” ดวงตำของหลิงปิงอวิ๋นมีไอควำมเย็นล้อ มวน “ดินแดนดวงดำวทั งสิบสำมแห่งต่ำงก็ก ำลัง วุ่นวำย เจ้ำต ำหนักและผู้อำวุโสใหญ่ล้วนหำยตัวไป พวกเจ้ำเอำตัวเองยังไม่รอด แล้วจะมีเวลำไปวุ่นวำย กับเรื่องอื่นอีกรึ? รอให้เจ้ำแก้ไขปัญหำที่ส ำนัก ก ำเนิดหยำงได้เสียก่อนค่อยให้ข้ำขอโทษก็ยังไม่สำย” กล่ำวจบนำงก็หมุนตัวบินกลับไปยังเรือรบผลึกใสล ำ นั นโดยไม่สนใจค ำห้ำมปรำมจำกหันฉงและข่งซวงจิง “เนี่ยเทียน คือว่ำ เอ่อ…” หันฉงพูดติดๆ ขัดๆ สีหน้ำแข็งค้ำงอยู่อย่ำงนั น เพรำะ ไม่รู้ว่ำต้องท ำอย่ำงไรถึงจะดี เนี่ยเทียนแค่นเสียงเย็น “งั นก็ได้ รอให้ข้ำแก้ไขปัญหำ
ในส ำนักก ำเนิดหยำงได้แล้วจะไปเยือนลัทธิเทพ วิญญำณน ำแข็ง เพื่อเยี่ยมเยียนเจ้ำส ำนักหลิงของ พวกเจ้ำด้วยตัวเอง” “เพียงแต่ว่ำ เมื่อถึงเวลำนั น…” หันฉงและข่งซวงจิงปวดหัวอย่ำงถึงที่สุด ทว่ำในนำม แล้ว หลิงปิงอวิ๋นก็ยังถือว่ำเป็นเจ้ำลัทธิเทพวิญญำณ น ำแข็ง เมื่ออยู่ต่อหน้ำคนมำกมำย พวกเขำจึงไม่ สะดวกที่จะพูดเกลี ยกล่อม ด้วยควำมจนใจ คนทั งสองที่ขอโทษขอโพยเนี่ยเทียน อีกครั งถึงได้หวนกลับไปยังเรือรบผลึกใส “นังหนูเย็นชำของลัทธิเทพวิญญำณน ำแข็งนั่นเอำแต่ ใจตัวเองอีกแล้ว” อิ่นสิงเทียนพึมพ ำอยู่ในใจตัวเอง พลำงทอดสำยตำมองไกลๆ ไปยังเรือรบผลึกใสด้วย ท่ำทำงครุ่นคิด “ส ำนักเทพสวรรค์ขอพบบุตรแห่งดวงดำว
เนี่ยเทียน!” “ส ำนักเวทโบรำณตั งใจมำขอพบ!” ขณะที่เรือของลัทธิเทพวิญญำณน ำแข็งก ำลังจะบินไป กลับมีเสียงอีกสองเสียงดังขึ นตำมหลังอิ่นสิงเทียน ทั งสองเสียงทรงพลังอย่ำงถึงที่สุด ดังกังวำนไปทั่ว แปดทิศของส ำนักอสนีสวรรค์จนผู้ฝึกลมปรำณทุกคน ต่ำงก็ได้ยินกันอย่ำงชัดเจน “ส ำนักเทพสวรรค์! ส ำนักเวทโบรำณ!” ตอนที่หันฉงก ำลังเข้ำไปในเรือ เขำเกือบจะสะดุดล้ม สีหน้ำยิ่งเปลี่ยนมำเป็นย่ ำแย่เข้ำไปใหญ่ ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 41 บทที่ 1218 คำสัญญา
“ส ำนักเทพสวรรค์! ส ำนักเวทโบรำณ!” ในเรือผลึกน ำแข็งที่กว้ำงขวำง เรือนกำยแก่ชรำของข่ งซวงจิงพลันสะท้ำนเยือก สีหน้ำเปลี่ยนแปลงไปอย่ำง รุนแรง หันฉงที่ก้ำวเข้ำมำก็แข้งขำพันกันจนเซไม่เป็นท่ำ เพรำะสองเสียงนั น บำงทีรำกฐำนและประวัติศำสตร์ของส ำนักเทพ สวรรค์และส ำนักเวทโบรำณอำจจะเทียบกับลัทธิเทพ วิญญำณน ำแข็งของพวกเขำไม่ได้ แต่ทว่ำในยุคสมัยนี ศักยภำพของส ำนักเทพสวรรค์ และส ำนักเวทโบรำณมีแต่จะแข็งแกร่ง ไม่มีอ่อนด้อย กว่ำลัทธิเทพวิญญำณน ำแข็งของพวกเขำ!
ไม่ว่ำจะเป็นส ำนักเทพสวรรค์หรือส ำนักเวทโบรำณก็ ล้วนมีแดนเอตทัคคะจ ำนวนมำกนั่งบัญชำกำรณ์ เจ้ำส ำนักของส ำนักเทพสวรรค์และส ำนักเวทโบรำณ ต่ำงก็เป็นบุคคลที่ค่อนข้ำงมีควำมหวังในกำรฝ่ำทะลุสู่ แดนเทพเจ้ำ ที่เจ้ำส ำนักทั งสองท่ำนยังไม่ทดลองฝ่ำด่ำน อำจเป็น เพรำะยังไม่มีควำมมั่นใจมำกพอ จึงต้องเตรียมกำรอยู่ หลำยปีและรอให้ได้พบวิธีกำรที่เหมำะสมยิ่งกว่ำ มีตัวอย่ำงเรื่องของอิ่นสิงเทียนมำก่อน หันฉงและข่ งซวงจิงจึงเดำได้ไม่ยำกว่ำส ำนักเทพสวรรค์และส ำนัก เวทโบรำณมำด้วยสำเหตุใด ก็ไม่ใช่เพื่อมำหำเนี่ยเทียนหรอกหรือ?
“ดูท่ำข่ำวที่พวกเรำได้มำ น่ำจะ…เป็นควำมจริง?” หันฉงยิ มขื่น “ตอนที่เดินทำงผ่ำนดินแดนสำยฟ้ำ นิรันดร์แล้วรู้ว่ำโม่เชียนฝำนฝ่ำทะลุสู่แดนเทพเจ้ำได้
ส ำเร็จก็เพรำะได้รับควำมช่วยเหลือจำกเนี่ยเทียน พวกเรำต่ำงก็ไม่เชื่อ ทว่ำท่ำทีของผู้เฒ่ำประหลำด อิ่นสิงเทียน และกำรมำถึงของส ำนักเทพสวรรค์กับ ส ำนักเวทโบรำณกลับมำกพอจะชี ชัดให้เห็นถึงปัญหำ ได้แล้ว” “โม่เชียนฝำนเลื่อนสู่แดนเทพเจ้ำได้ส ำเร็จอย่ำง รำบรื่นเพรำะได้รับควำมช่วยเหลือจำกเนี่ยเทียน จริงๆ!” ข่งซวงจิงพยักหน้ำรับเบำๆ “พวกเรำที่อยู่ในดินแดน สำยฟ้ำนิรันดร์ไม่มีอิทธิพลมำกเท่ำส ำนักกระบี่เมฆำ คล้อย กำรที่พวกเรำไม่ได้รับข่ำวที่แน่ชัดก็เป็นเรื่องที่ พอจะท ำควำมเข้ำใจได้” “เพียงแต่ว่ำ…” กล่ำวมำถึงตรงนี นำงก็เหลือบตำมองไปยังห้องลับที่ โปร่งใสในล ำเรือซึ่งมีไอควำมเย็นแผ่อวลแวบหนึ่ง
ในห้องลับนั นพอจะมองเห็นเงำร่ำงอรชรของ หลิงปิงอวิ๋นแห่งลัทธิเทพวิญญำณน ำแข็งได้ร ำไร “หลังจำกกลับไป คงต้องพูดเกลี ยกล่อมกันสักหน่อย แล้วล่ะ” หันฉงถอนหำยใจเบำๆ ก่อนจะหันมำส่ง สำยตำกับนำง “ทำงฝ่ำยเนี่ยเทียน พวกเรำค่อยไหว้ วำนให้ใครคิดหำวิธี ด้วยตัวตนและฐำนะ รวมไปถึง ศักยภำพเบื องหลังของเขำในเวลำนี หำกคิดจะเอำแต่ ใจขึ นมำจริงๆ เกรงว่ำพวกเรำคงไม่มีเรี่ยวแรงให้ ต้ำนทำน” “นั่นสิ” ข่งซวงจิงเห็นด้วย …… ยอดเขำของส ำนักอสนีสวรรค์ เงำร่ำงสองเงำบินมำถึงตำมหลังอิ่นสิงเทียน ผู้ที่มำเยือนก็คือเจ้ำส ำนักเทพสวรรค์ จำงฉี่หลิง และ เจ้ำส ำนักเวทโบรำณ ลี่ว่ำนฝ่ำ
ทั งสองท่ำนต่ำงก็เป็นแดนเอตทัคคะช่วงท้ำย เล่ำลือ กันว่ำอยู่ห่ำงจำกแดนเทพเจ้ำเพียงแค่ก้ำวเดียว เท่ำนั น พวกเขำเป็นเหมือนอิ่นสิงเทียนที่ต่ำงก็เป็นบุคคลซึ่งมี ชื่อเสียงของดินแดนดวงดำวระดับสูงเผ่ำมนุษย์ แม้แต่สี่ส ำนักเก่ำแก่ยังยำกที่จะท ำให้พวกเขำยอม สวำมิภักดิ์ กลำยมำเป็นผู้พึ่งพำของฝ่ำยใดฝ่ำยหนึ่ง แต่โดยดี บุตรแห่งดวงดำวของพระรำชวังโบรำณสะเก็ดดำว เทพบุตรเทพธิดำของส ำนักห้ำธำตุต่ำงก็เคยไปพบ กับอิ่นสิงเทียน จำงฉี่หลิงและลี่ว่ำนฝ่ำ โดยให้ค ำมั่น สัญญำที่ยิ่งใหญ่ หวังจะให้พวกเขำเชื่อฟังตัวเอง น่ำเสียดำยที่บุคคลในระดับสูงทั งสำมท่ำนนี ต่ำงก็ออก ปำกปฏิเสธทั งหมด นิสัยของพวกเขำคล้ำยคลึงกับบรรพบุรุษหุนเทียน
แต่ที่ไม่เหมือนก็คือพวกเขำมีรำกฐำนที่แข็งแกร่งอย่ำง แท้จริง! ส ำนักกระบี่เมฆำคล้อย ส ำนักเทพสวรรค์ ส ำนักเวท โบรำณ ฝ่ำยในของทุกส ำนักต่ำงก็มีแดนเอตทัคคะอยู่ หลำยท่ำน ทั งแดนเอตทัคคะช่วงท้ำยยังไม่ได้มีอยู่แค่ คนเดียว นอกจำกนี ในประวัติศำสตร์ของส ำนักพวก เขำยังเคยมีแดนเทพเจ้ำถือก ำเนิดอีกด้วย ท่ำมกลำงวันเวลำที่ล่วงเลยผ่ำนไป ในช่วงเวลำที่ ส ำนักพวกเขำมีแดนเทพเจ้ำเฝ้ำบัญชำกำรณ์ พวกเขำ ก็เป็นรองแค่ส ำนักเก่ำแก่อย่ำงพระรำชวังโบรำณ สะเก็ดดำวเท่ำนั น “ผู้เฒ่ำอิ่น?”
จำงฉี่หลิงและลี่ว่ำนฝ่ำมำด้วยกัน พอค่อยๆ ลดตัวลง บนยอดเขำก็สังเกตเห็นอิ่นสิงเทียน คนทั งสองตะลึง ไปเล็กน้อย แต่ไม่นำนก็เข้ำใจต้นสำยปลำยเหตุ
“ข้ำจะแนะน ำให้พวกเจ้ำรู้จักเอง” อิ่นสิงเทียนยืดตัว ขึ นตรง ก่อนจะชี ไปที่เนี่ยเทียนพลำงกล่ำวว่ำ “ท่ำนผู้ นี คือบุตรแห่งดวงดำวคนที่เจ็ดของพระรำชวังโบรำณ สะเก็ดดำว เนี่ยเทียน!” จำงฉี่หลิงและลี่ว่ำนฝ่ำโค้งตัวลงน้อยๆ “ได้ยินมำนำนแล้วว่ำบุตรแห่งดวงดำวคนที่เจ็ดไม่ ธรรมดำ วันนี ได้มำพบหน้ำจึงได้รู้ว่ำข่ำวลือเป็นควำม จริง ข้ำน้อยจำงฉี่หลิง เจ้ำส ำนักเทพสวรรค์คน ปัจจุบัน” “นำมเนี่ยเทียนเลื่องระบือไปไกล ใจอยำกจะมำพบ หน้ำนำนแล้ว แต่เนื่องจำกเจ้ำมักจะไปนู่นมำนี่บ่อยๆ จึงยำกที่จะได้พบเจอกัน ได้ยินว่ำเจ้ำอยู่ในดินแดน สำยฟ้ำนิรันดร์ พวกเรำจึงตั งใจมำหำ ข้ำชื่อลี่ว่ำนฝ่ำ เจ้ำส ำนักเวทโบรำณคนปัจจุบัน”
จำงฉี่หลิงและลี่ว่ำนฝ่ำต่ำงก็แนะน ำตัวเองด้วยท่ำที กระตือรือร้นเป็นมิตร เนี่ยเทียนเองก็เคยได้ยินชื่อของสองคนนี มำก่อน รู้ว่ำ พวกเขำเหมือนอิ่นสิงเทียนที่ต่ำงก็เป็นบุคคลสูงส่งใน ดินแดนดวงดำวระดับสูง เป็นแดนเอตทัคคะช่วงท้ำยเหมือนกัน เมื่อเทียบกับ เว่ยไหลแห่งพระรำชวังโบรำณสะเก็ดดำวแล้ว ศักยภำพของอิ่นสิงเทียน จำงฉี่หลิงและลี่ว่ำนฝ่ำสำม คนกลับไม่อ่อนด้อยกว่ำแม้แต่น้อย ด้วยเหตุนี เขำจึงปฏิบัติต่อคนทั งสองด้วยท่ำทำง ระมัดระวัง ไม่ได้วำงตัวโอหัง จำงฉี่หลิงและลี่ว่ำนฝ่ำสองคนอมยิ มน้อยๆ ไม่ได้ พูดจำตรงเข้ำประเด็นอย่ำงอิ่นสิงเทียน แต่เลือกจะ พูดคุยกับเนี่ยเทียนอย่ำงสนิทสนม บอกว่ำหำกเนี่ย เทียนมีเวลำว่ำงก็ไปเที่ยวเล่นที่ดินแดนของพวกเขำได้
เนี่ยเทียนมองจุดประสงค์กำรมำเยือนของพวกเขำ ออก แล้วก็เข้ำใจด้วยว่ำบำงทีพวกเขำอำจจะยังไม่ แน่ใจ อยำกจะขอค ำยืนยันจำกโม่เชียนฝำนก่อน ดังนั นพอมำถึงจึงแค่สืบควำมอย่ำงไม่รีบร้อน หำกดูจำกอำยุขัย ขีดจ ำกัดทำงอำยุขัยของทั ง จำงฉี่หลิงและลี่ว่ำนฝ่ำต่ำงก็ยังเหลืออยู่อีกยำวไกล กว่ำจะสิ นสุด ไม่เหมือนกับอิ่นสิงเทียน พวกเขำไม่ได้รีบร้อนที่จะหำ โอกำสในกำรฝ่ำทะลุสู่แดนเทพเจ้ำสักเท่ำไหร่นัก —พวกเขำยังมีเวลำ แล้วก็เป็นเช่นนี จนเวลำผ่ำนไปได้สองวัน “ครืนๆๆ!” ท่ำมกลำงกลุ่มก้อนเมฆหนำชั น บ่อสำยฟ้ำบ่อนั นพลัน ทะยำนขึ นไปบนท้องฟ้ำแล้วผสำนรวมเข้ำกับชั น บรรยำกำศนอกอำณำจักรอีกครั ง
สำยฟ้ำหนำยำวหลำยเส้นมำรวมตัวกันอยู่กลำง อำกำศ กลำยมำเป็นยักษ์สำยฟ้ำสว่ำงจ้ำสูงใหญ่เกือบ พันเมตร ประหนึ่งทวยเทพยักษ์ที่ควบคุมสำยฟ้ำเอำไว้! “กำยธรรมแห่งเทพ! กำยธรรมแห่งเทพที่สมบูรณ์ แบบ!” โม่ชิงเหลยดีใจสุดขีดจนถึงกับหลั่งน ำตำ “สวรรค์คุ้มครองส ำนักอสนีสวรรค์ ในที่สุดบิดำของ ข้ำก็เลื่อนสู่แดนเทพเจ้ำได้ส ำเร็จ!” โม่หลีเองก็ดีใจจนพูดไม่ออก “สร้ำงกำยธรรมแห่งเทพได้อย่ำงสมบูรณ์แบบ เลื่อนสู่ …เลื่อนสู่แดนเทพเจ้ำได้ส ำเร็จจริงๆ ด้วย!” อิ่นสิงเทียนพึมพ ำกับตัวเอง ดวงตำมีเปลวเพลิงแห่ง ควำมตะลึงระคนยินดีลุกโชน “ฟิ้ว!”
ครู่เดียว กำยธรรมที่เป็นดั่งทวยเทพยักษ์แห่งสำยฟ้ำก็ พลันหดย่อลงแล้วกลับคืนมำเป็นร่ำงของโม่เชียนฝำน อีกครั ง โม่เชียนฝำนเหมือนกลำยเป็นสำยฟ้ำเส้นหนึ่งที่พุ่ง ทะยำนจำกก้อนเมฆหนำชั นตรงขอบฟ้ำมำโผล่อยู่ตรง กลำงระหว่ำงโม่ชิงเหลยและโม่หลีในเสี ยววินำที เขำสูดลมหำยใจเข้ำลึก ก่อนจะหันไปโขกหัวคำรวะให้ เนี่ยเทียนด้วยพิธีกำรยิ่งใหญ่จริงจัง “ในนำมของ ส ำนักอสนีสวรรค์ ในนำมของตระกูลโม่ ข้ำโม่เชียน ฝำนขอขอบคุณที่เจ้ำยื่นมือเข้ำช่วยเหลือ! ต่อแต่นี ไป ไม่ว่ำเจ้ำจะมีกิจธุระใด ทั งส ำนักอสนีสวรรค์และ ตระกูลโม่ก็จะมองเป็นเหมือนเรื่องของตัวเอง ทั งหมด!” ประโยคนี ของเขำเหมือนกำรรับรองของโม่หลีก่อน หน้ำนั นอย่ำงไม่มีผิดเพี ยน
“จริงจังเกินไปแล้ว” เนี่ยเทียนรีบปรี่ขึ นไปประคองให้ โม่เชียนฝำนลุกขึ น ก่อนพูดว่ำ “ผู้อำวุโสใหญ่ของ ส ำนักมีพระคุณอย่ำงใหญ่หลวงต่อข้ำ ผู้อำวุโสใหญ่ เองก็มำจำกตระกูลโม่ของพวกเจ้ำ เรื่องรำวของ ตระกูลโม่ ในเมื่อข้ำช่วยได้ก็ย่อมต้องช่วยอยู่แล้ว และ ครั งนี ก็เป็นควำมบังเอิญที่มำเจอเจ้ำฝ่ำทะลุขอบเขต พอดี” “ทำงฝ่ำยของส ำนักก ำเนิดหยำง ข้ำจะไปเป็นเพื่อน เจ้ำเอง!” โม่เชียนฝำนไม่รอให้เขำกล่ำวจบก็ตัดบท อย่ำงเด็ดเดี่ยว “ก่อนหน้ำนี ที่ขอบเขตของข้ำยังไม่ฝ่ำ ทะลุ ส ำนักก ำเนิดหยำงก็คอยข่มส ำนักอสนีสวรรค์เรำ อยู่เนืองๆ ตอนนี ข้ำเลื่อนสู่แดนเทพเจ้ำแล้ว หำก ส ำนักก ำเนิดหยำงยังคอยกวนใจเจ้ำไม่เลิก ก็ได้เวลำที่ ข้ำควรจะไปคิดบัญชีในอดีตกับพวกเขำบ้ำงแล้ว” “มีเจ้ำอยู่ด้วย ปัญหำทำงฝ่ำยของส ำนักก ำเนิดหยำง
ย่อมได้รับกำรแก้ไขอย่ำงง่ำยดำย” เนี่ยเทียนกล่ำว ด้วยรอยยิ ม โม่เชียนฝำนจึงจัดกำรสั่งให้ผู้แข็งแกร่งแดนเอตทัคคะ ของทั งส ำนักอสนีสวรรค์และตระกูลโม่มำรวมตัวกัน ทันที อิ่นสิงเทียน จำงฉี่หลิงและลี่ว่ำนฝ่ำสำมคนมองหน้ำ กันอยู่พักหนึ่ง แล้วจู่ๆ ก็พำกันแสดงเจตจ ำนงว่ำ อยำกไปที่ส ำนักก ำเนิดหยำงเพื่อดูสถำนกำรณ์ทำงฝั่ง นั นด้วย ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 41 บทที่ 1219 สำนักกำเนิดหยาง
ดินแดนก ำเนิดหยำง พื้นที่ตั้งของส ำนักก ำเนิดหยำง—อำณำจักรชื่อหยำง ดวงอำทิตย์ร้อนแรงเจ็ดดวงลอยตัวสูงอยู่บนท้องฟ้ำ แสงแดดเจิดจ้ำสำดส่องให้พื้นดินของอำณำจักร ชื่อหยำงแห้งแตกระแหง จุดลึกของทะเลทรำยมีต ำหนักใหญ่โตโอ่อ่ำสูงหลำย ร้อยเมตรตั้งอยู่หลำยหลัง ประหนึ่งเทือกเขำสีชำดที่ จัดเรียงกันด้วยลักษณะพิเศษ ต ำหนักสีแดงฉำนที่เมื่อถูกแสงอำทิตย์สำดส่องก็ เหมือนกับจะสำมำรถดูดซับเปลวเพลิงของดวง อำทิตย์มำสั่งสมอยู่ภำยในต ำหนักได้ เรือนกำยใหญ่มหึมำของสัตว์เพลิงพิภพหลำยตัวนอน
หมอบอยู่ใต้ต ำหนัก ร่ำงบำงส่วนของพวกมันฝังลึกอยู่ ใต้ดิน ส่วนหัวที่โผล่ออกมำข้ำงนอกนั้นคอยอ้ำ ปำกกว้ำงดูดเอำเปลวเพลิงที่ไหลออกมำจำกผนัง ต ำหนักไปกิน สัตว์เพลิงพิภพเหล่ำนั้น ส่วนใหญ่ล้วนมีระดับ สำยเลือดอยู่ที่ระดับเจ็ด และบำงตัวคือระดับแปด ตรงชำยคำของต ำหนักยังมีนกสุริยำอีกหลำยตัวที่ ก ำลังสร้ำงรัง บำงครั้งพวกมันก็ส่งเสียงร้องอย่ำงเบิก บำน อำศัยพรสวรรค์ทำงสำยเลือดของตัวเองมำ ดึงดูดพลังร้อนแรงจำกดวงอำทิตย์ผ่ำน “ค่ำยกลใหญ่ ฟ้ำสุริยำ” ของส ำนักก ำเนิดหยำง นกสุริยำเหล่ำนี้เหมือนกับสัตว์เพลิงพิภพที่ใช้ชีวิตอยู่ ได้แค่ในฟ้ำดินที่มีพลังงำนควำมร้อนเข้มข้นเท่ำนั้น อย่ำเห็นแค่ว่ำร่ำงของนกสุริยำเล็กกว่ำสัตว์เพลิงพิภพ อยู่หลำยเท่ำ เพรำะถ้ำเปลวเพลิงแห่งดวงอำทิตย์ที่
พวกมันชุบหลอมไว้ลุกไหม้เมื่อไหร่ก็เรียกได้ว่ำ ร้อนแรงยิ่งกว่ำไฟใต้พิภพของสัตว์เพลิงพิภพอยู่ หลำยเท่ำตัว ทำงทิศเหนือของส ำนักก ำเนิดหยำงมีภูเขำหินที่ ลักษณะเหมือนพีระมิดอยู่แห่งหนึ่งซึ่งสำดแสงสีเลือด แดงฉำน ภูเขำลูกนี้ก็คือสถำนที่ที่ส ำนักก ำเนิดหยำงใช้กักขังคน ทรยศของส ำนักและพวกคนที่มีโทษฉกรรจ์ของ ดินแดนก ำเนิดหยำงโดยเฉพำะ ด้ำนนอกตัวภูเขำที่เรียบลื่นแขวนกรงขังขนำดใหญ่ ยักษ์ไว้มำกมำย กรงขังเหล่ำนั้นหล่อหลอมขึ้นมำจำก โลหะหลำกหลำยชนิด ซึ่งแต่ละกรงขังจะมีคนคนหนึ่ง ถูกจับขังเอำไว้ ตรงส่วนที่ใกล้กับยอดเขำยังมีกรงขังอยู่หลำยแห่งที่ ด้ำนในขังตัวฟำงหยวนบุตรแห่งดวงดำวของ
พระรำชวังโบรำณสะเก็ดดำวและผู้ใต้บังคับบัญชำ ของเขำ ฟำงหยวนและผู้ใต้บังคับบัญชำของเขำถูกจับกรอกยำ ที่สกัดกั้นพลังจำกมหำสมุทรวิญญำณจุดตันเถียน แต่ ละคนจึงอ่อนระโหยโรยแรง เมื่อถูกแสงอำทิตย์โหดร้ำยแผดเผำ ร่ำงของฟำงหยวน และลูกน้องของเขำจึงแดงก่ ำคล้ำยกุ้งต้มสุก เหงื่อไหล โซมกำยจนโชกไปทั้งร่ำง บนยอดเขำทรงพีระมิดยังมีบันไดขั้นเล็กๆ อยู่อีก หลำยขั้น ซึ่งชำยหนุ่มร่ำงสูงใหญ่เปลือยท่อนบนคน หนึ่งก ำลังนั่งนิ่งอยู่บนนั้น ร่ำงท่อนบนที่เปลือยเปล่ำของเขำเต็มไปด้วย กล้ำมเนื้อปูดนูน ทั้งยังมีลวดลำยสีชำดเห็นได้ชัดเป็น แถบๆ ประหนึ่งรอยสักที่เปี่ยมไปด้วยท่องท ำนองลี้ลับ “ฟิ้ว!”
ร่ำงนกสุริยำสำยเลือดระดับแปดตัวหนึ่งพลันบินมำถึง แล้วเกำะอยู่บนไหล่ของเขำอย่ำงว่ำง่ำย นกสุริยำตัวนั้นเปล่งเสียงร้องเบำๆ ชำยหนุ่มลืมตำขึ้น จุดลึกในดวงตำคล้ำยมีกองเพลิง สองกองลุกโชติช่วง “หืม?” ชำยหนุ่มแค่นเสียงเบำๆ ขมวดคิ้วกล่ำวว่ำ “เนี่ยเทียนบุตรแห่งดวงดำวคนที่เจ็ดจะเดินทำงมำ ส ำนักก ำเนิดหยำง? ช่วงที่ผ่ำนมำนี้เนี่ยเทียนผู้นั้นมี ชื่อเสียงโด่งดังไปทั่ว แล้วก็เป็นเลือดผสมเหมือนกัน แต่ว่ำดูเหมือนขอบเขตของเขำจะยังเป็นแค่เขต วิญญำณ ยังไม่เลื่อนสู่แดนว่ำงเปล่ำ” “หำกยังไม่เลื่อนสู่แดนว่ำงเปล่ำ…” มุมปำกของเขำยกยิ้มดูหมิ่นอย่ำงเห็นได้ชัด “พรวด!”
เขำพลันลุกขึ้นยืนเหมือนเปลวเพลิงกองหนึ่งที่พุ่งตัว ลงไปเบื้องล่ำงภูเขำต ำแหน่งเดียวกับที่ฟำงหยวนอยู่ ฟำงหยวนที่อยู่ในกรงขังเหงื่อแตกโชกรำวกับเปียกฝน เมื่อเห็นเขำมำหยุดอยู่เบื้องหน้ำก็ตวำดกร้ำว “จี เฉียวหยำง เจ้ำช่ำงบังอำจยิ่งนัก แม้แต่ข้ำก็ยังกล้ำจับ ขัง! เจ้ำรู้หรือไม่ว่ำท ำเช่นนี้จะน ำหำยนะแบบใดมำสู่ ส ำนักก ำเนิดหยำงของพวกเจ้ำ?”
“หำยนะ?” จีเฉียวหยำงหัวเรำะอย่ำงบ้ำคลั่ง “เจ้ำนึก จริงๆ หรือว่ำพระรำชวังโบรำณสะเก็ดดำวจะยัง สำมำรถท ำตัวตำมใจปรำรถนำอยู่ในดินแดนเผ่ำ มนุษย์ต่อไปได้? เจ้ำคิดจริงๆ หรือว่ำกำรที่จู่ๆ ดินแดนทั้งสิบสำมแห่งซึ่งพึ่งพำพระรำชวังโบรำณ สะเก็ดดำวเกิดเหตุวุ่นวำยพร้อมกันทั้งหมดจะเป็นแค่ เรื่องบังเอิญ?”
“ใครกันแน่ที่บงกำรพวกเจ้ำอยู่เบื้องหลัง?”
ฟำงหยวนตะคอกเสียงหนัก “อีกไม่นำนเจ้ำก็จะได้รู้เอง” จีเฉียวหยำงมีสีหน้ำ บ้ำคลั่ง “ข้ำเพิ่งได้รับข่ำวมำว่ำเนี่ยเทียนบุตรแห่ง ดวงดำวคนที่เจ็ดก ำลังจะมำเยือนส ำนักก ำเนิดหยำง หึหึ ข้ำรอคอยมำเนิ่นนำน นึกว่ำจะมีผู้อำวุโสคนใดมำ ไม่นึกว่ำจะเป็นเขำ” “เนี่ยเทียน!” ฟำงหยวนตะลึง “เขำเองก็จะต้องถูกส ำนักก ำเนิดหยำงของพวกเรำจับ ขังอยู่ที่นี่ไม่ต่ำงจำกเจ้ำ” จีเฉียวหยำงมองท้องฟ้ำ พลำงพูดอยู่กับตัวเอง “หำกไม่เป็นเพรำะมีคน ต้องกำรให้บุตรแห่งดวงดำวอย่ำงพวกเจ้ำรอดชีวิต เจ้ำ แล้วก็เนี่ยเทียนอะไรนั่นล้วนต้องตำยกันทั้งหมด” ทิ้งประโยคนี้ไว้ จีเฉียวหยำงก็ย้อนกลับไปที่ยอดเขำ เพื่อรวบรวมพลังควำมร้อนมำช ำระล้ำงสำยเลือดของ ตัวเองอีกครั้ง
…… “ฟิ้วๆๆ!” หลำยวันต่อมำ ต ำหนักแห่งอื่นของส ำนักก ำเนิดหยำง พลันมีเงำร่ำงมำกมำยที่คล้ำยกับล ำแสงเปลวเพลิง ทะยำนออกมำ ตรงขอบฟ้ำเหมือนมีล ำธำรแสงเพลิงหลำยเส้นที่พำ กันยืดขยำยเข้ำมำหำจีเฉียวหยำง “เจ้ำส ำนัก ผู้อำวุโสทุกท่ำน…” จีเฉียวหยำงขมวดคิ้วน้อยๆ มองเงำร่ำงเหล่ำนั้นที่มำ หยุดอยู่เบื้องหน้ำตัวเองแล้วเอ่ยถำมอย่ำงไม่เข้ำใจ “มำกันมำกมำยแบบนี้ท ำไม? ข้ำเพิ่งได้ข่ำวจำกปำก ของนกสุริยำว่ำเนี่ยเทียนก ำลังจะมำไม่ใช่หรือ?”
อู๋จู๋รื่อเจ้ำส ำนักก ำเนิดหยำงตอบด้วยสีหน้ำ เคร่งเครียด “ไม่ใช่แค่เนี่ยเทียนเท่ำนั้น”
“ยังมีใครอีก?” จีเฉียวหยำงอึ้งงงไปครู่หนึ่ง ก่อนจะ พูดอย่ำงคำดเดำ “แดนเอตทัคคะลูกน้องเขำอย่ำง พวกบุตรวิญญำณโลหิตและเซี่ยเชียนงั้นหรือ? หึ ด้วย ค่ำยกลใหญ่ของส ำนักเรำ ขอแค่เรำอยู่ในส ำนัก เมื่อ ไม่มีแดนเทพเจ้ำมำเยือน ต่อให้แดนเอตทัคคะจะแห่ กันมำมำกมำย แล้วจะท ำอะไรได้?”
กล่ำวจบเขำก็มองไปยังพวกแดนเอตทัคคะที่ถูกจับขัง อยู่ใกล้ๆ กับฟำงหยวนด้ำนล่ำงภูเขำ “พวกเขำ ก็ต้อง มีจุดจบแบบนั้น” แดนเอตทัคคะหลำยคนที่พึ่งพำฟำงหยวนถูกค่ำยกล ใหญ่ของส ำนักก ำเนิดหยำงใช้ไฟสุริยำที่แท้จริง รวมถึงเพลิงใต้พิภพมำเผำผลำญและโจมตีซ้ ำแล้วซ้ ำ เล่ำ สุดท้ำยถึงถูกจับตัวเอำไว้ ด้วยส ำนักก ำเนิดหยำงเคยมีแดนเทพเจ้ำถือก ำเนิดจึง มีรำกฐำนไม่ธรรมดำ และในบรรดำส ำนักใหญ่ๆ ของ
เผ่ำมนุษย์ “ค่ำยกลใหญ่ฟ้ำสุริยำ” ก็มีชื่อเสียงและ อำนุภำพเป็นที่เลื่องลือ แต่ไรไหนมำก็มีค ำกล่ำวหนึ่งเกี่ยวกับ “ค่ำยกลใหญ่ ฟ้ำสุริยำ” มำโดยตลอด นั่นคือหำกใครก็ตำมที่ยังไม่ เลื่อนสู่แดนเทพเจ้ำแล้วพลัดเข้ำไปในค่ำยกลก็จะต้อง ถูกหลอมพลังวิญญำณของทั้งร่ำงให้หมดสิ้น แล้วถูก จับตัวไปอย่ำงง่ำยดำย ที่ส ำนักก ำเนิดหยำงใจกล้ำไม่เกรงกลัวใคร็เพรำะ อำศัยค่ำยกลนี้ “มีโม่เชียนฝำนแห่งส ำนักอสนีสวรรค์มำเป็นเพื่อน ด้วย” อู๋จู๋รื่อค ำรำมเบำๆ “โม่เชียนฝำน?” จีเฉียวหยำงหลุดหัวเรำะดังพรืด “ว่ำ กันว่ำก่อนหน้ำนี้เขำยังพยำยำมฝ่ำสู่แดนเทพเจ้ำ ท่ำน เจ้ำส ำนักคิดว่ำเขำจะท ำได้ส ำเร็จอย่ำงนั้นหรือ? กะอี แค่คนที่ถูกมำรสำยฟ้ำหยวนจิ่วชวนข่มขวัญจนขวัญ
กระเจิงเลยรีบร้อนฝ่ำทะลุขอบเขต จะคุกคำมพวกเรำ ได้งั้นรึ?”
“เขำ…” อู๋จู๋รื่อกล่ำวตอบอย่ำงยำกล ำบำก “ท ำส ำเร็จ แล้ว” “เป็นไปไม่ได้!” ในที่สุดจีเฉียวหยำงก็ตกใจขึ้นมำบ้ำง “จำกที่ข้ำรู้จักโม่เชียนฝำนมำ เขำไม่มีทำงเลื่อนสู่แดน เทพเจ้ำได้ส ำเร็จแน่นอน!” อู๋จู๋รื่อถอนหำยใจหนึ่งที “เดิมทีข้ำเองก็คิดว่ำโม่เชียน ฝำนต้องล้มเหลวเหมือนกัน เขำไม่มีควำมหวังแม้แต่ เสี้ยวเดียว ทว่ำเรื่องรำวบนโลกนี้มักจะมีอะไรที่คำด เดำไม่ได้เสมอ บุตรแห่งดวงดำวที่ชื่อว่ำเนี่ยเทียนคน นั้นไปเยือนส ำนักอสนีสวรรค์ ก็ไม่รู้ว่ำเขำใช้วิธีอะไร ถึงสำมำรถเปลี่ยนแปลงผลลัพธ์ ท ำให้โม่เชียนฝำน เลื่อนสู่แดนเทพเจ้ำได้ส ำเร็จ” “ข่ำวนี้ส ำนักอสนีสวรรค์จงใจปิดบังส ำนักก ำเนิด
หยำงเรำ ดังนั้นกว่ำพวกเรำจะรู้ข่ำวก็ช้ำไปเสียแล้ว” “กลับเป็นส ำนักอื่นที่ไม่มีควำมสัมพันธ์กับส ำนัก อสนีสวรรค์เสียอีกที่ได้รับข่ำวก่อนใคร พวกผู้เฒ่ำ ประหลำดอย่ำงอิ่นสิงเทียน จำงฉี่หลิงและลี่ว่ำนฝ่ำ ต่ำงก็พำกันไปเยือนส ำนักอสนีสวรรค์” “ซ้ ำดูเหมือนว่ำพวกเขำจะก ำลังเดินทำงมำที่ส ำนัก ก ำเนิดหยำงของพวกเรำด้วย” “บำงทีอีกไม่นำนพวกเขำก็คงจะปรำกฏตัวกันแล้ว” อู๋จู๋รื่อกล่ำวอย่ำงค่อนข้ำงเป็นกังวล “ดูเหมือนว่ำสีของท้องฟ้ำจะเปลี่ยนมำเป็นหม่นมัว แล้ว” จู่ๆ ผู้อำวุโสคนหนึ่งของส ำนักก ำเนิดหยำงก็พูด ประโยคนี้ออกมำ อู๋จู๋รื่อจึงหันไปมองท้องฟ้ำโดย อัตโนมัติ “ไม่ใช่ว่ำสีท้องฟ้ำมืดลง แต่เป็นเพรำะมีเรือรบทำง ช้ำงเผือกล ำหนึ่งเข้ำมำกลบทับแสงของดวงอำทิตย์!”
คนผู้หนึ่งตะโกนขึ้น พอเขำกล่ำวเช่นนั้น ทุกคนก็พลันหันไปมองท้องฟ้ำ ซึ่งตอนนี้เห็นได้ชัดว่ำมีเรือรบทำงช้ำงเผือกขนำดใหญ่ ยักษ์หลำยล ำคล้ำยกับสัตว์ยักษ์ร่ำงมหึมำที่จู่ๆ ก็พุ่ง เข้ำมำกลบทับแสงแดดบนท้องฟ้ำนอกอำณำจักร “ส ำนักอสนีสวรรค์!” “ส ำนักอสนีสวรรค์บุกมำแล้ว!” “เนี่ยเทียนแล้วก็โม่เชียนฝำนน่ำจะมำถึงแล้ว!” เหล่ำผู้อำวุโสของส ำนักก ำเนิดหยำงต่ำงก็พำกันร้อง อุทำนเสียงหลง แต่ละคนตั้งท่ำเตรียมพร้อมรับศึก “ส ำนักอสนีสวรรค์ไม่ใช่ส ำนักในอิทธิพลของ พระรำชวังโบรำณสะเก็ดดำว ตำมหลักแล้วก็ไม่น่ำจะ ทุ่มเทช่วยเหลือเนี่ยเทียน” อู๋จู๋รื่อนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง ก่อนกล่ำวว่ำ “ไม่รู้ว่ำเรื่องที่เนี่ยเทียนช่วยให้ โม่เชียนฝำนเลื่อนสู่แดนเทพเจ้ำได้ส ำเร็จเป็นจริงหรือ
เท็จ หำกเป็นจริงก็มีควำมเป็นไปได้ที่โม่เชียนฝำน พร้อมจะทุ่มสุดชีวิตเพื่อเขำ” เขำก ำลังลังเลว่ำขณะที่เรือรบทำงช้ำงเผือกของส ำนัก อสนีสวรรค์ยังไม่เยื้องกรำยมำถึงอย่ำงแท้จริง ตนควร จะไปขัดขวำงเพื่อรอรับศึกดีหรือไม่ เวลำเดียวกันนั้น บนเรือรบล ำหนึ่งของส ำนักอสนีสวรรค์ เนี่ยเทียนและ โม่เชียนฝำนยืนเคียงไหล่กัน มองไปยังอำณำจักร ชื่อหยำงอันเป็นพื้นที่ตั้งของส ำนักก ำเนิดหยำงที่ถูก ล้อมวนไปด้วยเมฆหมอกสีแดงฉำน “เนี่ยเทียน จะคุยกันก่อน หรือว่ำ?” โม่เชียนฝำนเอ่ย ถำมเบำๆ อิ่นสิงเทียน จำงฉี่หลิงและลี่ว่ำนฝ่ำ ผู้อำวุโสมำกมำย ของส ำนักอสนีสวรรค์และตระกูลโม่ต่ำงก็พำกันหันมำ มองเนี่ยเทียน รอค ำตัดสินใจจำกเขำ
“ท ำลำยปรำกำรป้องกันอำณำจักรไปเลย” เนี่ยเทียน กล่ำว “เปิดศึกทันทีโดยไม่ต้องพูดคุยกันงั้นรึ?” โม่เชียนฝำน ตะลึงไปเล็กน้อย “ฟำงหยวนและผู้ใต้บังคับบัญชำ ของเขำถูกจับขังอยู่ในส ำนักก ำเนิดหยำงไม่ใช่หรือ?”
“หำกส ำนักก ำเนิดหยำงกล้ำลงมือจริงๆ คงจะท ำไป นำนแล้ว ไม่จ ำเป็นต้องรอจนถึงตอนนี้” เนี่ยเทียน กล่ำวอีกครั้งว่ำ “เริ่มลงมือได้ นับแต่บัดนี้เป็นต้นไป หำกคนของส ำนักก ำเนิดหยำงโผล่ออกมำก็สังหำรให้ หมดไม่ต้องเว้น” โม่เชียนฝำนเงียบไปเพียงไม่กี่วินำทีก็ตอบรับ “ได้” ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 41 บทที่ 1220 ค่ายกลใหญ่ฟ้าสุริยา!
“ตูมๆๆ!” ล้ำแสงสำยฟ้ำหนำใหญ่ค ้ำนภำกำศหลำยเส้นพลัน สำดยิงออกมำจำกหัวเรือแหลมๆ ของเรือรบทำง ช้ำงเผือกของส้ำนักอสนีสวรรค์และของตระกูลโม่ อย่ำงบ้ำคลั่ง ล้ำแสงสำยฟ้ำประหนึ่งมังกรสำยฟ้ำในยุคบรรพกำลที่ ทะยำนออกมำจำกทำงช้ำงเผือกด้ำนนอกแล้วมุ่งตรง เข้ำสู่ชั นบรรยำกำศนอกอำณำจักรชื่อหยำง เมื่อถูกโจมตีด้วยล้ำแสงสำยฟ้ำเหล่ำนั น ปรำกำร อำคมของอำณำจักรชื่อหยำงที่มีแสงสีรุ้งโอบล้อมก็ เปรำะบำงรำวกับกระดำษ พริบตำเดียว็ถูกแทงทะลุ เป็นรู
อำณำจักรชื่อหยำง บนท้องฟ้ำคล้ำยถูกปกคลุมไว้ด้วยมหำสมุทรสำยฟ้ำ ล้ำแสงสำยฟ้ำที่น่ำหวำดกลัวเต็มเปี่ยมอยู่เหนือศีรษะ ของทุกคน ล้ำแสงสำยฟ้ำหนำหลำยสิบเมตร ยำวพันเมตรถูกสำด เทมำจำกขอบฟ้ำ ลอดทะลวงม่ำนปรำกำรทั่ว อำณำจักรชื่อหยำง โจมตีลงทั่วทุกมุมในอำณำจักร “ตูม! ครืนๆๆ!” จู่ๆ พื นที่ทั งหมดทั่วอำณำจักรชื่อหยำงก็พลัน สั่นคลอน แผ่นดินอันเป็นพื นที่ที่ต้ำหนักของส้ำนักก้ำเนิดหยำง ปกคลุมไปไม่ถึงถูกล้ำแสงสำยฟ้ำลุกไหม้จนด้ำเกรียม ภูเขำพันเมตรบำงลูกถูกโจมตีจนพังทลำย พื นดินที่กว้ำงใหญ่หลำยแถบถูกเจำะทะลุจนเป็นหลุม ลึกมำกมำย
สัตว์วิเศษ สัตว์ปีกมำกมำยที่ชื่นชอบสภำพแวดล้อม ร้อนระอุซึ่งถูกส้ำนักก้ำเนิดหยำงพำตัวมำจำกทั่วทุก ดินแดนตลอดหลำยพันหลำยหมื่นปีที่ผ่ำนมำล้วนถูก ล้ำแสงสำยฟ้ำกลบทับ ก่อนที่ร่ำงของพวกมันจะ แหลกสลำยกลำยเป็นผุยผง เสียงร้องโหยหวนดังระงมไปทั่วอำณำจักรชื่อหยำง “ส้ำนักอสนีสวรรค์! ส้ำนักอสนีสวรรค์กล้ำดีอย่ำงไร?”
บนยอดเขำลักษณะเหมือนพีระมิด อู๋จู๋รื่อโกรธจนสั่น เทิ มไปทั งกำย ไฟที่แท้จริงแห่งดวงสุริยำสำดยิง ออกมำจำกดวงตำทั งคู่ของเขำ เป็นเหตุให้ทั งร่ำงของ เขำเหมือนถูกลุกท่วมด้วยเปลวเพลิง พวกผู้อำวุโสแดนเอตทัคคะของส้ำนักก้ำเนิดหยำงเงย หน้ำมองท้องฟ้ำด้วยควำมตะลึงพรึงเพริด ก่อนหน้ำนี ตอนที่ฟำงหยวนพำลูกน้องมำ อีกฝ่ำย ได้มำพูดคุยอย่ำงมีมำรยำทก่อนที่จะใช้ก้ำลังใน
ตอนท้ำย พวกเขำคำดไม่ถึงเลยว่ำ ทั งๆ ที่ฟำงหยวนและ ลูกน้องของเขำยังอยู่ในสภำพถูกจับคุมขัง เนี่ยเทียน บุตรแห่งดวงดำวคนที่เจ็ดยังไม่ทันเข้ำมำในอำณำจักร ชื่อหยำงก็กล้ำออกค้ำสั่งให้ใช้เรือรบทำงช้ำงเผือกมำ โจมตีอำณำจักรชื่อหยำงเสียแล้ว กำรที่เรือรบทำงช้ำงเผือกสำดยิงพลังสำยฟ้ำเข้ำใส่ อำณำจักรชื่อหยำงอย่ำงบ้ำคลั่งก็มีควำมเป็นไปได้มำ กว่ำจะส่งอิทธิพลและสั่นคลอนรำกฐำนของ อำณำจักรแห่งนี ! อำณำจักรชื่อหยำงเป็นที่ตั งของส้ำนักก้ำเนิดหยำง พวกเขำ หำกอำณำจักรแห่งนี ถูกท้ำลำยจนมิอำจ ซ่อมแซม ก็มีควำมเป็นไปได้ที่รำกฐำนของส้ำนัก ก้ำเนิดหยำงจะถูกสั่นคลอน! “รับศึก! รับศึก!”
อู๋จู๋รื่อชูมือทั งสองข้ำงขึ นสูงพลำงออกค้ำสั่งอย่ำง บ้ำคลั่ง จู่ๆ พื นดินกว้ำงขวำงโดยรอบส้ำนักก้ำเนิดหยำงก็ พลันมีเรือรบทำงช้ำงเผือกหลำยล้ำที่เป็นของส้ำนัก ก้ำเนิดหยำงทะยำนขึ นสู่ท้องฟ้ำ เรือรบเหล่ำนั นล้วนสร้ำงขึ นมำจำกวัตถุดิบวิเศษธำตุ ไฟที่ล ้ำค่ำอย่ำงถึงที่สุด ตรงกลำงเรือสลักค่ำยกลเปลว เพลิงที่มหัศจรรย์ไว้มำกมำยซึ่งคอยดูดซับพลังของ ดวงอำทิตย์ ไฟใต้พิภพและหินวิเศษเปลวเพลิงมำใช้ กระตุ้น ตอนที่เรือรบทำงช้ำงเผือกเหล่ำนั นทะยำนแหวก อำกำศออกไป ก็ล้วนลุกท่วมไปด้วยเปลวเพลิง ร้อนแรง “ส้ำนักก้ำเนิดหยำงตอบโต้แล้ว” โม่เชียนฝำนที่อยู่ในทำงช้ำงเผือกนอกอำณำจักรหน้ำ
ไม่เปลี่ยนสี สำยตำมองผ่ำนปรำกำรอำณำจักรไปยัง เรือรบทำงช้ำงเผือกที่เป็นรำวกับลูกไฟขนำดใหญ่ หลำยลูกพลำงกล่ำวอย่ำงเฉยชำ พวกอิ่นสิงเทียน ลี่ว่ำนฝ่ำและจำงฉี่หลิงที่ยืนอยู่ข้ำงๆ ต่ำงก็เงียบงัน พวกเขำคอยหันไปมองเนี่ยเทียนอยู่เป็นระยะ จุดลึกในดวงตำของพวกเขำมีควำมหวำดกลัวและไม่ สบำยใจซ่อนอยู่ เดิมทีนึกว่ำเนี่ยเทียนจะพำโม่เชียนฝำนที่ฝ่ำทะลุสู่ แดนเทพเจ้ำมำคุกคำมส้ำนักก้ำเนิดหยำง โดยต้อง พูดคุยกับส้ำนักก้ำเนิดหยำง บอกให้อีกฝ่ำยปล่อยคน เสียก่อน แล้วค่อยท้ำให้ส้ำนักก้ำเนิดหยำงยอมเชื่อฟัง แต่โดยดี คำดไม่ถึงเลยว่ำยังไม่ทันเหยียบเข้ำไปในส้ำนัก ก้ำเนิดหยำง เนี่ยเทียนก็จะออกค้ำสั่งโหดเหี ยมเช่นนี
“ส้ำนักก้ำเนิดหยำงคือหนึ่งในสิบสำมดินแดนที่พึ่งพำ พระรำชวังโบรำณสะเก็ดดำว จัดกำรกับพวกเขำด้วย วิธีที่โหดร้ำยเช่นนี เป็นเพรำะคิดจะบีบให้ส้ำนัก ก้ำเนิดหยำงเดินไปสู่ทำงตันอย่ำงนั นหรือ?” อำรมณ์ ของอิ่นสิงเทียนซับซ้อน “วิธีกำรเช่นนี ช่ำงอ้ำมหิตยิ่งนัก ไม่ค่อยเหมือนค้ำที่ คนนอกเล่ำลือถึงเขำเลย” ลี่ว่ำนฝ่ำเหลือบมองเนี่ย เทียนแวบหนึ่ง แล้วก็พึมพ้ำอยู่กับตัวเอง “อู้ๆๆ!” ในที่สุดหลังจำกที่เพิ่มควำมเร็วอย่ำงต่อเนื่อง เรือรบ ทำงช้ำงเผือกของส้ำนักก้ำเนิดหยำงก็มำปรำกฎตัวอยู่ ในขอบเขตกำรยิงโจมตีของส้ำนักอสนีสวรรค์ ไม่รอให้เนี่ยเทียนสั่งกำร โม่เชียนฝำนที่ยืนกรำนใน ควำมคิดก็ออกค้ำสั่งแล้วว่ำ “โจมตีเข้ำไป!” ล้ำแสงสำยฟ้ำสำดยิงออกไปอย่ำงบ้ำคลั่งอีกครั ง
ริมขอบของอำณำจักรชื่อหยำง เรือรบหลำยล้ำของ ส้ำนักอสนีสวรรค์และส้ำนักก้ำเนิดหยำงต่ำงก็ รวบรวมก้ำลังของตัวเอง ท้ำให้สำยฟ้ำและเปลวเพลิง โจมตีปะทะกันเอง ผู้ฝึกลมปรำณของส้ำนักก้ำเนิดหยำงเงยหน้ำมองจำก ในอำณำจักรก็เห็นได้ว่ำจุดลึกของชั นเมฆมีกลุ่ม สำยฟ้ำและกองเพลิงระเบิดปะทุอย่ำงต่อเนื่อง แม้จะงดงำม แต่ก็เต็มไปด้วยปรำณสังหำร “บุกเข้ำไปยังส้ำนักก้ำเนิดหยำง” ขณะที่เรือรบโจมตีกัน เนี่ยเทียนได้เรียกเรือดำรำออก มำแล้วพลิ วกำยลงไปเบำๆ เรือดำรำพลันบินมุ่งหน้ำไปยังส้ำนักก้ำเนิดหยำง โม่เชียนฝำน โม่หลีและยังมีแดนเอตทัคคะของส้ำนัก อสนีสวรรค์กับตระกูลโม่ บวกกับพวกอิ่นสิงเทียนต่ำง ก็พำกันเรียกดินแดนของตัวเองออกมำแล้วข้ำมผ่ำน
พื นที่กำรปะทะของเรือรบ มุ่งหน้ำไปยังส้ำนัก ก้ำเนิดหยำง มองดูจำกข้ำงล่ำง หลังจำกผู้แข็งแกร่งแดนเอตทัคคะ เหล่ำนี ร่ำยดินแดนของตัวเองออกมำ ดินแดนของ พวกเขำก็สำมำรถลดทอนคลื่นพลังงำนที่เกิดจำกกำร ปะทะของเรือรบ ป้องกันไม่ให้ตัวเองถูกท้ำร้ำยได้ “อู้ๆๆ!” เงำร่ำงมำกมำยที่ซ่อนตัวอยู่ในดินแดน มองเห็น หน้ำตำได้ไม่ชัดคล้ำยดำวตกหรือไม่ก็หินอุกกำบำตที่ ทยอยกันปรำกฎตัวตรงขอบฟ้ำ “ค่ำยกลใหญ่ฟ้ำสุริยำ!” อู๋จู๋รื่อหน้ำเปลี่ยนสีเล็กน้อย ก่อนจะกำงแขนตะโกน เสียงดัง เห็นเพียงว่ำต้ำหนักมหึมำของส้ำนักก้ำเนิดหยำง ท่ำมกลำงทะเลทรำยกว้ำงใหญ่พลันเปลี่ยนมำเป็น
ร้อนลวกคล้ำยเหล็กที่ถูกเผำไฟจนแดงฉำน จุดลึกของใต้ดินมีเสียงครืนครั่นดังลอยมำ เปลวเพลิงที่ซ่อนอยู่ในจุดลึกใต้ดินของอำณำจักร ชื่อหยำงกลิ งไหลเข้ำสู่ภำยในต้ำหนักเหล่ำนั นตำม ช่องทำงที่ถูกก้ำหนดไว้ เปลวเพลิงร้อนแรงที่ถูกต้ำหนักดูดซับมำนำนหลำย พันหลำยหมื่นปีระเบิดปะทุในเวลำเดียวกัน! ไฟแห่งดวงอำทิตย์และเปลวเพลิงใต้พิภพต่ำงก็มำ รวมกันอยู่ในต้ำหนักสีชำดเหล่ำนั น หมอกแสงสีแดงสดใสประดุจเมฆไฟมำรวมตัวกันแล้ว ห่อหุ้มส้ำนักก้ำเนิดหยำงที่ใหญ่มโหฬำรเอำไว้ภำยใน หมอกแสงพร่ำงพรำวเปี่ยมล้นไปด้วยพลังควำม ร้อนแรงที่น่ำหวำดกลัว พลังเปลวเพลิงหลำกหลำย ชนิดที่มำรวมตัวกันคล้ำยจะสำมำรถเผำผลำญสรรพ สิ่งในโลกได้อย่ำงไร้รูปลักษณ์
“เป็นปรำณเปลวเพลิงที่น่ำกลัวยิ่งนัก!” ตอนที่โม่หลีขยับเข้ำไปใกล้แล้วใช้จิตวิญญำณไป ตรวจสอบ จุดลึกในดวงตำก็พลันมีแสงเปลวเพลิงสำด ยิงดัง “ฟู่วๆ” เขำตกตะลึงอย่ำงหนัก รีบเก็บกระแสจิตวิญญำณ กลับมำ ตะโกนก้อง “ค่ำยกลใหญ่ฟ้ำสุริยำร้ำยกำจ จริงๆ! เพียงแค่รับสัมผัส กระแสจิตวิญญำณของข้ำก็ ถูกลวกไหม้จนบำดเจ็บ!” “อ๊ำกๆๆ!” แดนว่ำงเปล่ำอีกหลำยคนของส้ำนักอสนีสวรรค์และ ตระกูลโม่ต่ำงก็จ้ำเป็นต้องใช้พลังงำนในดินแดนของ ตัวเอง เพื่อสยบพลังงำนควำมร้อนแปลกประหลำดที่ แทรกซอนเข้ำมำในมหำสมุทรจิตวิญญำณของพวก เขำ! ตอนที่ค่อยๆ เคลื่อนตัวลงมำ พวกเขำก็ได้ลองรับ
สัมผัสกับค่ำยกลใหญ่ของส้ำนักก้ำเนิดหยำงไม่ต่ำง จำกโม่หลี “อย่ำได้ใช้กระแสจิตวิญญำณไปรับสัมผัสควำมลี ลับ ของค่ำยกลใหญ่ฟ้ำสุริยำ” โม่เชียนฝำนตะคอก “ค่ำย กลใหญ่ฟ้ำสุริยำถูกสร้ำงขึ นจำกมือสุดยอดบุคคลท่ำน หนึ่งของส้ำนักก้ำเนิดหยำงหลังจำกที่เขำเลื่อนขั นสู่ แดนเทพเจ้ำมำนำนหลำยปี เดิมทีท่ำนผู้นั นก็เป็นคนมี พรสวรรค์ด้ำนกำรสร้ำงค่ำยกลอยู่แล้ว ค่ำยกลใหญ่ที่ เขำสร้ำงขึ นจึงมีพลำนุภำพแห่งเทพล ้ำโลก!” “อย่ำแต่พวกเจ้ำเลย แม้แต่ข้ำที่เพิ่งเลื่อนสู่แดนเทพ เจ้ำก็ไม่มั่นใจเต็มร้อยว่ำจะต้ำนทำนควำมมหัศจรรย์ ของค่ำยกลนี ได้!” “ส้ำนักก้ำเนิดหยำงกล้ำแข็งข้อกับพระรำชวังโบรำณ สะเก็ดดำว ที่พึ่งหนึ่งของเขำก็คือค่ำยกลใหญ่นี นี่ แหละ!”
แดนเอตทัคคะและแดนว่ำงเปล่ำของส้ำนักอสนี สวรรค์ต่ำงก็พำกันพยักหน้ำแสดงว่ำเข้ำใจ “ผู้ที่มำโปรดหยุดก่อน!” แล้วเวลำนี เอง อู๋จู๋รื่อก็ขับเคลื่อนดินแดนเปลวเพลิง บินขึ นมำจำกเทือกเขำทรงพีระมิดลูกนั น ด้ำนล่ำงดินแดนเปลวเพลิงของเขำเชื่อมโยงเข้ำกับ ค่ำยกลใหญ่เก่ำแก่ของส้ำนักก้ำเนิดหยำง ผู้ที่ยืนอยู่ เหนือค่ำยกลก็คือโม่เชียนฝำน รวมไปถึงพวกเนี่ย เทียน ตำมหลังเขำยังมีดินแดนเปลวเพลิงอีกหลำยแห่งที่ ลักษณะเหมือนของเขำบินตำมมำ คนเหล่ำนั นล้วนเป็นแดนเอตทัคคะ ซึ่งก็คือผู้อำวุโส ของส้ำนักก้ำเนิดหยำง คือบุคคลส้ำคัญที่มีฐำนะสูงส่ง แดนเอตทัคคะของพวกเขำก็มีส่วนหนึ่งที่ผสำนรวม กับค่ำยกลใหญ่ฟ้ำสุริยำอยู่เช่นกัน อีกส่วนหนึ่งลอย
อยู่ด้ำนบนคล้ำยก้ำลังยืมใช้พลังอันศักดิ์สิทธิ์ของค่ำย กล “หืม?”
เพียงดวงตำของโม่เชียนฝำนเบิกโพลงก็มีสำยฟ้ำโค้ง งอหลำยสิบเส้นบินออกมำรำวกับมีจิตส้ำนึกเป็นของ ตัวเอง สำยฟ้ำเหล่ำนั นล้อมวนอยู่ทั่วร่ำงของอู๋จู๋รื่อและพวกผู้ อำวุโสของส้ำนักก้ำเนิดหยำงอยู่รอบหนึ่ง “ไม่เสียแรงที่เป็นค่ำยกลมหัศจรรย์ซึ่งมีชื่อเสียงเลื่อง ลือไปทั่วดินแดนของเผ่ำมนุษย์ แม้แต่สี่ส้ำนักเก่ำแก่ก็ ยังเอ่ยปำกชื่นชม” โม่เชียนฝำนเอ่ยชมอย่ำงไม่มีกั๊ก “ว่ำกันว่ำเจ้ำส้ำนักไฟของส้ำนักห้ำธำตุเคยมำเยือน ส้ำนักก้ำเนิดหยำงของพวกเจ้ำด้วยตัวเอง แล้วก็เคย พูดถึงควำมมหัศจรรย์ของค่ำยกลนี ทั งยังเคยชี แนะ อีกด้วย ในอดีตมีแต่ส้ำนักก้ำเนิดหยำงของพวกเจ้ำที่
ไปเคลื่อนไหวอยู่ในดินแดนสำยฟ้ำนิรันดร์ ตอนนี แม้ว่ำข้ำจะไม่ได้มำเยือนส้ำนักก้ำเนิดหยำงเป็นครั ง แรก แต่กลับเพิ่งเคยเห็นค่ำยกลนี เปิดใช้เป็นครั งแรก” ในอดีตโม่เชียนฝำนเคยมำเยือนส้ำนักก้ำเนิดหยำงอยู่ หลำยครั ง แต่ก็แค่พูดคุยเพื่อไม่ให้สองส้ำนักแตกหัก กันเท่ำนั น ตอนนั นเนื่องจำกเขำเป็นแค่แดนเอตทัคคะ ส้ำนัก ก้ำเนิดหยำงจึงไม่แม้แต่จะเปิดใช้ค่ำยกลใหญ่ เพรำะว่ำส้ำนักก้ำเนิดหยำงในเวลำนั นคิดว่ำแค่ผู้ แข็งแกร่งในส้ำนักก็สำมำรถก้ำรำบโม่เชียนฝำน ไม่ให้ เขำกล้ำท้ำตัวบุ่มบ่ำมได้แล้ว “ไม่เลื่อนสู่แดนเทพเจ้ำ ย่อมไม่มีค่ำมำกพอให้พวก เรำใช้ค่ำยกลใหญ่ฟ้ำสุริยำ เจ้ำเองก็รู้ดีว่ำอำนุภำพ ของค่ำยกลหลังนี เกิดจำกกำรสั่งสมมำนำนปี หำกไม่ ถึงที่สุดจริงๆ จะไม่มีทำงเอำมำใช้ง่ำยๆ เด็ดขำด”
อู๋จู๋รื่อแค่นเสียงเบำๆ “เจ้ำส้ำนักโม่ ยินดีด้วยที่เจ้ำ เลื่อนสู่แดนเทพเจ้ำ เมื่อเจ้ำเลื่อนสู่แดนเทพเจ้ำก็กล้ำ มำอำละวำดในส้ำนักก้ำเนิดหยำงของข้ำ ช่ำงมำก บำรมียิ่งนัก!” “ข้ำมำเป็นเพื่อนเขำ” โม่เชียนฝำนชี ไปที่เนี่ยเทียน พวกอู๋จู๋รื่อที่เห็นเนี่ยเทียนอยู่นำนแล้ว พอได้ยินเขำ พูดจึงหันมำมองตำม ทว่ำเนี่ยเทียนที่อยู่บนเรือดำรำกลับไม่ได้มองพวกเขำ เขำก้มหน้ำลงมองฟำงหยวนที่ถูกขังอยู่บนยอดเขำ พีระมิดผ่ำนค่ำยกลที่ส่องแสงพร่ำงพรำว “เนี่ยเทียน” ฟำงหยวนอ้ำปำกตะโกนเรียกชื่อเขำ แต่เสียงกลับเบำ ดุจเสียงยุง เขำที่ถูกกรอกยำระงับมหำสมุทรวิญญำณจุดตันเถียน
ทั งยังถูกปล่อยให้ตำกแดดมำนำน เวลำนี ก้ำลัง อ่อนแออย่ำงถึงที่สุด ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 41 บทที่ 1221 สายเลือดวิหคทอง!
ฟางหยวนตะโกนเรียกชื่อ “เนี่ยเทียน” แต่ทว่าเนื่องจากความอ่อนแอและเหนื่อยล้าที่มาก เกินไป “เนี่ยเทียน” สองคำนี้จึงแผ่วเบาจนไม่มีใครได้ ยิน ซ้ำเหล่าผู้แข็งแกร่งแดนเอตทัคคะของสำนักกำเนิดห ยางที่อยู่เหนือ “ค่ายกลใหญ่ฟ้าสุริยา” ยังพูดคุยกัน เสียงดัง เสียงของฟางหยวนย่อมต้องถูกกลบทับไปอยู่ แล้ว “หุบปาก!” เนี่ยเทียนหันขวับไปถลึงตาใส่อู๋จู๋รื่อที่พูดจ้อไม่หยุด “เจ้า เจ้ากล้าพูดกับข้าแบบนี้เชียวรึ?” อู๋จู๋รื่อมีสีหน้า ดั่งคนที่ถูกหมิ่นเกียรติ จุดลึกในดวงตามีเพลิงโทสะลุก
โชติช่วง “อย่าว่าแต่เจ้าเนี่ยเทียนเลย ต่อให้เป็นฉู่รุ่ย และหลัวว่านเซี่ยงที่มาเยือนที่นี่ด้วยตัวเองก็ยังไม่กล้า ปฏิบัติกับข้าเช่นนี้!” รากฐานของสำนักกำเนิดหยางลึกล้ำ ในฐานะที่เขา เป็นเจ้าสำนัก ช่วงเวลาในอดีตที่ไปเยือนพระราชวัง โบราณสะเก็ดดาวจึงได้รับการรับรองเป็นอย่างดี ตอนแรกที่ฟางหยวนมาถึงก็ยังปฏิบัติต่อเขาด้วย มารยาทที่ผู้น้อยควรกระทำ ทั้งยังถ่อมตัวอย่างถึง ที่สุด เป็นบุตรแห่งดวงดาวเหมือนกัน เนี่ยเทียนที่อยู่ใน อันดับท้ายสุด พอมาถึงกลับสั่งให้เรือรบของสำนัก อสนีสวรรค์โจมตีอาณาจักรชื่อหยางของพวกเขาทันที แถมตอนนี้ยังใช้น้ำเสียงไม่เกรงใจบอกให้เขาหุบปาก อีกงั้นหรือ?
อู๋จู๋รื่อพลันถูกกระตุ้นความเดือดดาลในทันที
“ดี! เจ้าเนี่ยเทียนคนนี้ช่างดีนัก!” อู๋จู๋รื่อที่เดือดจัดกลับกลายเป็นหัวเราะ แดนเอตทัคคะ ที่เชื่อมโยงเข้ากับ “ค่ายกลใหญ่ฟ้าสุริยา” ของเขา พลันเกิดการเปลี่ยนแปลงจนกลายมาเป็นเหมือนดวง อาทิตย์ร้อนแรงดวงหนึ่ง แดนเอตทัคคะที่เดือดพล่านดูดซับเอาพลังความร้อน ใต้พิภพและของดวงอาทิตย์จากใน “ค่ายกลใหญ่ฟ้า สุริยา” มา สัตว์วิเศษเปลวเพลิงที่เรือนกายผลุบๆ โผล่ๆ อยู่ใน แดนเอตทัคคะ มีทั้งสัตว์เพลิงฟ้า สัตว์เพลิงพิภพ นก สุริยาและนกเพลิงวิเศษต่างก็ถูกประกอบกันขึ้นมา จากพลังงานความร้อนและจิตวิญญาณของเขาเอง สัตว์วิเศษเหล่านั้นเหมือนมีชีวิตจริง บ้างก็ทำท่ากาง ปีกเหมือนจะบิน บางก็ทำสีหน้าท่าทางดุร้ายประดุจ จะเขมือบกลืนฟ้าดิน
“สวบ! สวบๆๆ!” นกวิเศษเปลวเพลิงหลายตัวสลัดลำแสงสีแดงที่ทั้ง งดงามทั้งแปลกประหลาดบินออกมาจากแดน เอตทัคคะของเขาก่อนสัตว์ตัวใด “เจ้าสำนักอู๋ ด้วยตบะแดนเอตทัคคะช่วงท้ายของเจ้า คิดจะลงมือกับเนี่ยเทียนคงไม่ค่อยเหมาะกระมัง?”
โม่เชียนฝานยิ้มเสแสร้ง ยกมือขึ้นดึงและกระชาก ความว่างเปล่าเพียงครั้งละทีก็มีลูกสายฟ้าขนาดมหึมา ก่อตัวขึ้นมา ลูกสายฟ้าใหญ่ราวกับแท่นโม่ ด้านในมีสายฟ้าหลาย เส้นที่ตัดสลับกันตามความลี้ลับแห่งกฎเกณฑ์ ก่อนจะ ประกอบกันขึ้นมาเป็นภาพหนึ่งที่ลี้ลับเกินจะคาดเดา ซึ่งแผ่ปราณราวกับจะดับทำลายทุกวิญญาณให้ แหลกลาญ “ไม่จำเป็น”
เนี่ยเทียนควบคุมเรือดาราให้ข้ามตัวโม่เชียนฝานไป พริบตาเดียวก็โผล่อยู่เบื้องหน้าอู๋จู๋รื่อ “อู้!” กระมังกรเพลิงบินออกมา แล้วครอบลงทางศีรษะของ เขา เมล็ดพันธ์เปลวเพลิงในโอสถเปลวเพลิงดึงเอา พลังงานความร้อนในโอสถวิญญาณให้กรอกเทเข้าสู่ นิ้วมือของเนี่ยเทียน “กระบี่สิบดัชนีเพลิงแดง!” กระบี่ดัชนีสีส้มอมแดงที่สกัดมาจากเปลวเพลิงพุ่งเข้า ไปฟาดฟันนกวิเศษเปลวเพลิงที่บินออกมาจากแดน เอตทัคคะของอู๋จู๋รื่อ สัจธรรมความจริงด้านเปลวเพลิงที่เนี่ยเทียนบรรลุ อย่างลึกล้ำซึ่งผสานรวมกับปราณของเกราะมังกร เพลิง เมล็ดพันธ์เปลวเพลิง พลังงานความร้อนและ ปราณแห่งชีวิตของตัวเขาเองต่างก็อยู่ในกระบี่ดัชนี
เหล่านั้น ทำให้กระบี่ดัชนีประหนึ่งมีจิตสำนึกเป็นของ ตัวเอง กระบี่ดัชนีเรียวยาวหลายเล่มประหนึ่งศาสตราวุธแห่ง เทพที่ตวัดฟันดัง “สวบ” นกวิเศษเปลวเพลิงที่ถูกกระบี่ดัชนีฟาดฟันก็แตก สลายออกเป็นเสี่ยงๆ แล้วสาดกระเซ็นเป็นสะเก็ด เพลิงทั่วท้องฟ้า “เอ๊ะ!” โม่เชียนฝานอุทานเบาๆ หันไปมองเนี่ยเทียนอย่าง แปลกใจโดยที่มือยังคงถือลูกสายฟ้าอยู่ “นี่…” แดนเอตทัคคะผู้แข็งแกร่งทั้งสามท่านอย่างอิ่นสิง เทียน ลี่ว่านฝ่าและจางฉี่หลิงต่างก็ตั้งตัวไม่ทัน รอจน นกวิเศษเปลวเพลิงเหล่านั้นหายวับไปแล้ว พวกเขาถึง ได้หันมามองตากัน
ตอนที่อยู่ในสำนักอสนีสวรรค์ คนทั้งสามต่างก็ไม่เคย เห็นเนี่ยเทียนลงมือ ข่าวลือหลากหลายที่เกี่ยวกับเนี่ยเทียน พวกเขาก็แค่ เคยได้ยินคนอื่นเล่าให้ฟังอีกทีเท่านั้น นี่เป็นครั้งแรกจริงๆ ที่พวกเขาได้เห็นเนี่ยเทียนลงมือ กับตาตัวเอง ซ้ำคู่ต่อสู้ของเนี่ยเทียนก็ยังเป็นเจ้าสำนัก กำเนิดหยางอย่างอู๋จู๋รื่อด้วย! อู๋จู๋รื่อที่เป็นแดนเอตทัคคะช่วงท้าย ใช้วิญญาณเปลว เพลิงที่ตัวเองหล่อเลี้ยงไว้ในแดนเอตทัคคะมาลงมือ กับเนี่ยเทียน ไม่เพียงแต่ไม่สามารถทำให้เนี่ยเทียน บาดเจ็บได้ กลับยังถูกเนี่ยเทียนใช้คาถากระบี่ดัชนีฆ่า วิญญาณเปลวเพลิงของเขาทิ้งอย่างนั้นหรือ?
นี่มันสถานการณ์อะไรกัน?
“ตูม!”
ภูเขาไฟในจุดลึกของแดนเอตทัคคะอู๋จู๋รื่อพลันระเบิด ปะทุ ปราณที่ราวกับจะทำให้ฟ้าถล่มดินทลายแผ่ อบอวล ลำแสงเปลวเพลิงหลายเส้นประหนึ่งสัจธรรมแห่ง เปลวเพลิงที่พกพาเอาความลี้ลับของวิถียิ่งใหญ่แผ่ ตลบอบอวลเข้มข้น วิญญาณเปลวเพลิงในแดนเอตทัคคะของเขาพากันส่ง เสียงร้องคำราม เหมือนจะเกิดการแปรสภาพ “พอที” โม่เชียนฝานแค่นเสียงเย็น เดินพรวดออกไป ข้างหน้าหนึ่งก้าว ก้าวเดียวที่เดินออกมาก็มาคั่นกลางระหว่างเนี่ยเทียน และอู๋จู๋รื่อ ความว่างเปล่าถล่มยวบดัง “ครืนๆ” แสง สายฟ้าจำนวนนับไม่ถ้วนผุดขึ้นมาสะเทือนขวัญอู๋จู๋รื่อ “ใช้ความอาวุโสและคุณสมบัติของเจ้ามากระตุ้นแดน เอตทัคคะเต็มกำลังเพื่อสู้รบกับเนี่ยเทียน ไม่รู้จัก
ละอายบ้างหรือไร?” โม่เชียนฝานตวาด
“นั่นสิ” ลี่ว่านฝ่าเอ่ยแทรก “เจ้าสำนักอู๋ ข้าได้ยินมา ว่าสำนักกำเนิดหยางของพวกเจ้ามีศิษย์ผู้กล้ายอด ฝีมืออยู่คนหนึ่ง นามว่าจีเฉียวหยาง ว่ากันว่าเขา เอาชนะฟางหยวนได้ จึงมอบความกล้าหาญในการ ทรยศพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวแก่พวกเจ้า ข้าคิด ว่า คู่ต่อสู้ของเนี่ยเทียนในครั้งนี้ ควรจะเป็น จีเฉียวหยาง ไม่ใช่เจ้า” จางฉี่หลิงเองก็พยักหน้ารับ “ข้าเองก็คิดแบบนี้ เหมือนกัน” เมื่อเทียบกับสำนักกำเนิดหยางแล้ว ศักยภาพของ สำนักเทพสวรรค์และสำนักเวทโบราณต่างก็ไม่เป็น รอง ขอบเขตและตบะของทั้งจางฉี่หลิงและลี่ว่านฝ่า อันที่ จริงถือว่าแข็งแกร่งกว่าอู๋จู๋รื่อไปหนึ่งระดับด้วยซ้ำ หา
ไม่แล้วสำนักกำเนิดหยางของอู๋จู๋รื่อก็คงไม่เลือกที่จะ พึ่งพาพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว นอกจากนี้ยังมีอิ่นสิงเทียนแห่งสำนักกระบี่เมฆาคล้อย ที่ขมวดคิ้ว สายตาฉายความดูหมิ่นอู๋จู๋รื่อ ความร้ายกาจของอิ่นสิงเทียน อู๋จู๋รื่อรู้ดีอยู่แก่ใจ อีก ฝ่ายคือบุคคลที่รับมือได้ยากยิ่งกว่าจางฉี่หลิงและ ลี่ว่านฝ่าเสียอีก “ทั้งสามท่านนี้ เวลาปกติมักวางตัวสูงส่ง แม้แต่สี่ สำนักใหญ่ก็ยังไม่เคยเห็นหัว แล้วทำไมจู่ๆ ถึงมา สำนักกำเนิดหยางของข้าได้?” อู๋จู๋รื่อลังเลอยู่ชั่วครู่ก็ ฝืนข่มกลั้นอารมณ์ไม่ลงมือ ก่อนจะก้มหน้ามองจี เฉียวหยางที่อยู่บนยอดเขาพีระมิด “เขา จะเป็นคู่ ต่อสู้ของเนี่ยเทียนได้งั้นรึ?”
หากไม่ได้ประมือกันในชั่วเวลาสั้นๆ อู๋จู๋รื่อย่อมเชื่อมั่น ว่าจีเฉียวหยางต้องเป็นฝ่ายชนะ
ทว่าก่อนหน้านี้ วิญญาณเปลวเพลิงในดินแดนของเขา ล้วนถูกเนี่ยเทียนสังหารสิ้น ปราณที่แผ่ออกมาจาก กระบี่ดัชนี แม้แต่เขาเองก็ยังรู้สึกกระวนกระวาย นี่ทำให้เขาเริ่มไม่เชื่อในความสามารถของจีเฉียวหยาง เสียแล้ว “พวกเจ้าพูดถูกแล้ว คู่ต่อสู้ของเขาเนี่ยเทียน สมควร ต้องเป็นข้า” จีเฉียวหยางที่อยู่ด้านล่างหัวเราะหึหึ ครั้งจึงบินขึ้นมาข้างบน “อู้ๆๆ!” ลวดลายเปลวเพลิงเป็นแถบๆ บนเรือนกายท่อนบนที่ เปิดเปลือยของเขาพลันตรงเข้ามารวมตัวกันกลายมา มีลักษณะเหมือนสัตว์ปีกชนิดหนึ่ง เห็นได้ชัดว่านั่นคือวิหคเพลิงสีทองที่มีสามขาหลายตัว “เผ่าสัตว์โบราณ วิหคทองสามขา!”
อิ่นสิงเทียนตะลึง สีหน้าเผยความเคร่งเครียดออกมา เป็นครั้งแรก ตวาดเบาๆ ว่า “สายเลือดวิหคทองสาม ขาของเผ่าสัตว์โบราณ! พลังของสายเลือดนี้ร้อนแรง ยิ่งกว่าพลังดวงอาทิตย์ของพระราชวังโบราณสะเก็ด ดาวเสียอีก! ในตำนานเล่าลือกันว่าในยุคแรกเริ่ม สายเลือดวิหคทองสามขานี้แยกมาจากเผ่าสัตว์ โบราณ นึกไม่ถึงเลยว่า…” “สายเลือดของเผ่าสัตว์โบราณแต่กลับ กลับมา ปรากฎบนร่างของเผ่ามนุษย์คนหนึ่ง!” โม่เชียนฝาน เองก็ตกตะลึงอย่างหนัก เนื่องจากจีเฉียวหยางบินทะยานขึ้นมา เปลวเพลิงสี ทองจึงลุกท่วมออกมาจากในร่างของเขา ภาพของวิหคทองสามขาเจ็ดตัวทยอยกันแยกตัว ปรากฎอยู่ตรงหน้าอก แผ่นหลังและหน้าท้องของเขา วิหคทองเจ็ดตัวต่างก็ส่องแสงสีทองอร่าม ประหนึ่ง
เปลวเพลิงสีทองที่ลุกโชติช่วง ที่น่าตะลึงมากที่สุดก็คือ ท้องฟ้าที่เดิมทีมืดมัว แต่ เนื่องด้วยดวงอาทิตย์ร้อนแรงเจ็ดดวงของอาณาจักร ชื่อหยางเกิดการขานรับกับจีเฉียวหยาง แสงอาทิตย์ แรงกล้าที่กระจายตัวกันจึงเหมือนเข้ามารวมเป็นหนึ่ง เดียว ประหนึ่งถูกจีเฉียวหยางดึงดูดและชักนำให้กลายเป็น ลำแสงเปลวเพลิงพุ่งลงมา “ชักนำดวงอาทิตย์! นี่ นี่ก็คือพรสวรรค์ทางสายเลือด ของวิหคทองสามขา!” อิ่นสิงเทียนร้องอุทานด้วยความตะลึงอีกครั้ง พลัน เป็นกังวลแทนเนี่ยเทียน นับตั้งแต่ที่เขามองเห็นภาพ วิหคทองสามขาเจ็ดตัวทยอยกันปรากฎตัวบนร่างของ จีเฉียวหยาง เขาก็เดาได้แล้วว่าภาพวิหคทองสามขา เจ็ดตัวนั้นต่างก็ขานรับกับดวงอาทิตย์ร้อนแรงเจ็ดดวง
ของอาณาจักรชื่อหยาง หรือไม่ก็ควรจะพูดว่า ภาพวิหคทองสามขาเจ็ดตัวนั้น เกิดขึ้นมาได้เพราะจีเฉียวหยางใช้ไฟแห่งดวงอาทิตย์ แต่ละดวงมาชุบหลอมและดูดซับเข้ามาปะปนกับ พรสวรรค์ของตัวเขาเอง แล้วก็ด้วยเหตุนี้ เขาถึงสามารถใช้พรสวรรค์ของ สายเลือดวิหคทองสามขามาชักนำดวงอาทิตย์เจ็ดดวง ในอาณาจักรชื่อหยางได้ “ร้ายกาจ!” เหล่าคนของสำนักอสนีสวรรค์และตระกูลโม่ที่พากัน มาเยือนต่างก็ร้องอุทานตกใจ พลันรู้สึกว่าการที่บุตร แห่งดวงดาวฟางหยวนพ่ายแพ้ ไม่ใช่เรื่องที่ยอมรับ ไม่ได้ขนาดนั้น เลือดผสมผู้หนึ่งที่มีสายเลือดของวิหคทองสามขา ขอบเขตเท่าเทียมกับฟางหยวน ซ้ำยังสามารถใช้
พรสวรรค์ทางสายเลือดชักนำพลังงานความร้อนของ ดวงอาทิตย์เจ็ดดวงในอาณาจักรชื่อหยางมาได้ ฟาง หยวนแพ้ ก็ไม่ใช่เรื่องที่สมควรแล้วหรอกหรือ?
ฟางหยวนพ่ายแพ้ แล้วเนี่ยเทียนที่มีชื่อเสียงโด่งดัง ในช่วงที่ผ่านมาจะชนะได้หรือไม่?
“เนี่ยเทียน!” จีเฉียวหยางพุ่งออกมาจาก “ค่ายกลใหญ่ฟ้าสุริยา” เขาที่อาบย้อมอยู่ท่ามกลางเปลวเพลิงดวงอาทิตย์ ร้อนแรงจึงมีพลังอำนาจน่าเกรงขาม น้ำเสียงก็ดัง กังวานประดุจระฆังยักษ์ ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 41 บทที่ 1222 มังกรเพลิงที่ฟื้นคืนชีพใหม่!
“อู้!” เมื่อชีเจียวหยางบินออกมา ดินแดนเปลวเพลิงของเขา ก็ถูกปลดปล่อยออกมาอย่างเป็นธรรมชาติด้วย (* ปรับแก้ชื่อตัวละครจีเฉียวหยาง เป็นชีเจียวหยาง) เขาคือแดนว่างเปล่าช่วงกลาง หลังจากที่ร่ายแดนว่างเปล่าออกมา มองปราดเดียวก็ เห็นได้ว่าในแดนว่างเปล่าของเขามีดวงอาทิตย์ ร้อนแรงลอยอยู่ถึงเจ็ดดวง! ซึ่งนั่นก็คือดวงอาทิตย์ของอาณาจักรชื่อหยาง! “ฟู่วๆ” ตอนที่ดินแดนเปลวเพลิงของเขาถูกร่ายออกมา วิหค ทองสามขาสีทองอร่ามเจ็ดตัวที่นาบประทับอยู่บนร่าง
ของจีเฉียวหยางก็คล้ายจะส่งเสียงร้อง วิหคทองสามขาเจ็ดตัวและดวงอาทิตย์เจ็ดดวงในแดน ว่างเปล่าของเขาเหมือนจะมีการขานรับที่มหัศจรรย์ ต่อกัน รูปวิหคทองเป็นตัวแทนของพลังสายเลือดชีเจียวห ยาง สายเลือดของวิหคทองสามขา แดนว่างเปล่านั้นเกิดจากการชุบหลอมมหาสมุทร วิญญาณจุดตันเถียนของเผ่ามนุษย์ ต่างมีความ มหัศจรรย์ของใครของมัน และบนร่างของชีเจียวห ยางในเวลานี้ก็ดูเหมือนว่าทั้งพลังทางสายเลือดและ พลังแดนว่างเปล่าของเขาจะตอบสนองกันอย่าง สมบูรณ์แบบ “ไม่เสียแรงที่เป็นศิษย์ผู้กล้ายอดฝีมือของสำนัก กำเนิดหยาง และเป็นบุคคลที่ถูกกำหนดแล้วว่า จะต้องได้เลื่อนสู่แดนเทพเจ้า!”
“มีเพียงบุคคลแบบนี้เท่านั้นที่พอรบกับบุตรแห่ง ดวงดาวแล้วมีสิทธิ์จะคว้าชัยชนะ!” “ชีเจียวหยาง! ต้องชนะแน่!” เมื่อเห็นว่าชีเจียวหยางบินออกมา ผู้แข็งแกร่งจาก สำนักอื่นของดินแดนกำเนิดหยางที่ถูกปกป้องอยู่ใน “ค่ายกลใหญ่ฟ้าสุริยา” ก็พากันโหวกเหวกเสียงดัง ด้วยน้ำเสียงเลื่อมใสบูชา ดินแดนกำเนิดหยางไม่ได้มีแค่สำนักกำเนิดหยางแห่ง เดียว เพียงแต่ว่าศักยภาพของสำนักอื่นๆ ที่เหลือล้วน เทียบกับสำนักกำเนิดหยางไม่ได้ก็เท่านั้น ตอนที่สำนักกำเนิดหยางจับตัวพวกฟางหยวนมาคุม ขัง ก็ได้อาศัยกองกำลังของสำนักเหล่านั้นให้มาช่วย เป็นพยานว่าชีเจียวหยางเอาชนะฟางหยวนได้ และ นั่นถึงทำให้พวกเขามั่นใจว่าพระราชวังโบราณสะเก็ด ดาวสูญเสียอิทธิพลไปแล้ว
พวกเขายิ่งเชื่อมั่นว่า ชีเจียวหยางที่มีสายเลือดของ วิหคทองสามขาถูกกำหนดให้ต้องกลายมาเป็นแดน เทพเจ้าของสำนักกำเนิดหยางในอนาคตแน่นอน ทั้งยังมีความเป็นไปได้ที่เขาจะมีตบะแดนเทพเจ้า แล้วก็มีสายเลือดระดับสิบของต้าจุนไปพร้อมๆ กัน! เพราะว่าวิหคทองสามขามาจากเผ่าของสัตว์โบราณ อีกทั้งสายเลือดสูงสุดของวิหคทองสามขาก็คือระดับ สิบ! หากชีเจียวหยางทำให้สายเลือดเลื่อนขั้นสู่ระดับสิบ ทั้งขอบเขตของเผ่ามนุษย์ยังเลื่อนสู่แดนเทพเจ้า ท่ามกลางฟ้าดินของเผ่ามนุษย์ที่กว้างใหญ่ไพศาล ยัง มีจะใครที่กำราบเขาได้อีก?
สี่สำนักเก่าแก่อย่างนั้นหรือ?
ถึงเวลานั้นสี่สำนักเก่าแก่จะยังอยู่หรือไม่ ก็ยังไม่แน่!
“สายเลือดและธาตุที่ฝึกตนผสานรวมกันอย่าง สมบูรณ์แบบ สายเลือดวิหคทองสามขาของเขายัง สามารถสื่อสารกับดินแดนเปลวเพลิงของเขาได้อีก ด้วย” โม่เชียนฝานมีสีหน้าตกตะลึง เขาส่ายหัวเบาๆ เอ่ยวิจารณ์ว่า “บนโลกนี้ เลือดผสมที่เป็นแบบเขา คง มีอยู่ไม่มากนัก” เขาอดเหลือบมองเนี่ยเทียนด้วยสายตาที่เป็นกังวล ไม่ได้ มาจนถึงวันนี้ สายเลือดของเนี่ยเทียนยังคงเป็น ความลับ ทว่าเรื่องที่เขาฝึกวิชาสามชนิดอย่างเปลว เพลิง พืชหญ้าและดวงดาวกลับเป็นเรื่องที่ผู้คนรับรู้ กันทั่ว ซึ่งเห็นได้ชัดว่าสายเลือดของเนี่ยเทียนไม่ได้ผสานรวม เป็นหนึ่งอย่างสมบูรณ์แบบกับวิชาการฝึกตนของเขา เพราะอย่างไรเสียเขาก็ครอบครองโอสถวิญญาณ
เปลวเพลิง ดวงดาวและพืชหญ้าทั้งสามชนิดในเวลา เดียวกัน สิ่งที่เขาไม่สามารถทำได้ ชีเจียวหยางกลับทำสำเร็จ! —สายเลือดและวิชาการฝึกตนสอดคล้องเป็นหนึ่ง เดียวกัน เป็นเลือดผสมเหมือนกัน ทั้งยังมีตบะเป็นแดนว่าง เปล่าช่วงกลาง ซ้ำยังดูเหมือนว่าสายเลือดของชี เจียวหยางจะอยู่ประมาณระดับเจ็ด ห่างจากระดับ แปดไปอีกไม่ไกลแล้ว “สวบๆๆ!” จู่ๆ เปลวเพลิงดวงอาทิตย์และไฟใต้พิภพที่อยู่ในค่าย กลใหญ่ฟ้าสุริยาก็พากันกรอกเทเข้าหาแดนว่างเปล่า ของชีเจียวหยาง แดนว่างเปล่าของเขาขยายใหญ่โดยพลัน!
“ไม่นึกเลยว่าแม้แต่พลังของค่ายกลใหญ่ฟ้าสุริยา เขา ก็ยังเอามาใช้ได้” อิ่นสิงเทียนหน้าเปลี่ยนสีเล็กน้อย สายตาที่หันไปมองเนี่ยเทียนมีความเคร่งเครียด ปรากฏให้เห็น คนของสำนักอสนีสวรรค์ ตระกูลโม่และพวกลี่ว่านฝ่า จางฉี่หลิงต่างก็เงียบงันเพราะกำลังครุ่นคิด สายเลือดและธาตุฝึกตนของชีเจียวหยางกลมกลืนกัน ถึงขนาดนี้ ขอบเขตยังไม่เพียงสูงกว่าเนี่ยเทียน ยัง เป็นเลือดผสมเหมือนกัน ซ้ำยังสามารถดึงพลังของ “ค่ายกลใหญ่ฟ้าสุริยา” มาใช้ได้อีกด้วย ข้อได้เปรียบมากมายขนาดนี้ เนี่ยเทียนจะเอาชนะเขา ได้จริงๆ หรือ?
“เป็นพลังเลือดลมที่เข้มข้นและพลุ่งพล่านดียิ่งนัก” เนี่ยเทียนหัวเราะพรืด “สายเลือดวิหคงสามขาระดับ เจ็ด แล้วยังมีภาพวิหคทองหล่อหลอมเรือนกายที่มี
เลือดเนื้อของเจ้าให้แข็งแกร่ง ซ้ำเลือดสดในร่างเจ้ายัง มีแสงเพลิงสีทองไหลเวียน นับว่าไม่ธรรมดาจริงๆ” ชีเจียวหยางรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย จึงหันมามองเนี่ย เทียนด้วยสายตาเย็นชา “การรับสัมผัสของเจ้าเฉียบ ไวอย่างมาก” “เปลวเพลิงเหมือนกัน” นิ้วข้างหนึ่งของเนี่ยเทียนชี้ ไปที่หน้าอกของตัวเองเบาๆ ซึ่งมีเกราะมังกรเพลิงที่มี ลวดลายซับซ้อนและลี้ลับสวมทับอยู่ “เสื้อเกราะตัวนี้ ของข้าก็มีที่มาไม่ธรรมดาเหมือนกัน เจ้ามาลองดูสิ” “อู้!” ทันใดนั้นเกราะมังกรเพลิงก็หลุดออกมาจากร่างของ เนี่ยเทียน เสื้อเกราะแปรสภาพกลางอากาศ กลายมาเป็นมังกร เพลิงลำตัวยาวเกือบพันเมตรที่เป็นสีแดงไปทั้งร่าง ทั้ง ยังมีเปลวเพลิงลุกท่วม
“ปราณร้อนแรงของเกราะมังกรเพลิงผ่านการกระตุ้น จากแก่นเลือดแห่งชีวิตหลายหยดของข้า ทั้งยังดูดซับ พลังความร้อนมามากมาย ความรู้สึกเช่นนี้ เกรงว่าคง เป็นระดับของมังกรเพลิงสายเลือดระดับแปดแล้ว อีก ทั้งยังอยู่ห่างจากระดับเก้าอีกไม่ไกล ที่สำคัญที่สุดก็ คือ นี่คือเสื้อเกราะที่เจ้าสำนักไฟสร้างขึ้นมาด้วยมือ ของตัวเอง!” “เสื้อเกราะยังสลักลวดลายเปลวเพลิงที่ลี้ลับเอาไว้นับ ไม่ถ้วน จึงมีความเชื่อมโยงที่สมบูรณ์แบบต่อกัน!” เนี่ยเทียนพึมพำอยู่กับตัวเอง พลังงานความร้อนเลือดลมระดับแปดของเกราะมังกร เพลิงสอดคล้องกับแดนว่างเปล่าของเผ่ามนุษย์พอดี บวกกับการเพิ่มพลังจากเจ้าสำนักไฟ เขาจึงรู้สึกว่า เกราะมังกรเพลิงน่าจะบุกเข้าไปในดินแดนว่างเปล่า ของชีเจียวหยางได้
“โฮก!” มังกรเพลิงที่จำแลงร่างออกมาพลันแผดเสียงร้อง คำราม เกล็ดบนร่างของมังกรเพลิงตัวนั้นเปลี่ยนมาเป็นแจ่ม ชัด เมื่อถูกแสงแดดสาดสะท้อนก็ดูลี้ลับมหัศจรรย์ยิ่ง! “ไม่ใช่ว่าจำแลงร่างมาจากเสื้อเกราะหรอกหรือ?” ผู้ ฝึกลมปราณระดับต่ำของสำนักอสนีสวรรค์บางคน จ้องมองไปยังมังกรเพลิงตัวนั้นด้วยสีหน้างงงัน “ดูท่าว่ามังกรเพลิงตัวนี้คงไม่ได้เป็นเพียงแค่วัตถุชิ้น หนึ่งมานานแล้ว” อิ่นสิงเทียนหรี่ตาลงตั้งใจรับสัมผัส “มีปราณของวิญญาณมังกร มีปราณของเลือดเนื้อ แก่นเลือดกลางเสื้อเกราะนั่นน่าจะเป็นหัวใจของมังกร เพลิงที่มีโซ่ผลึกสายเลือดถือกำเนิดขึ้นมาอีกครั้ง!” “วิญญาณมังกร เลือดลม แล้วก็หัวใจ! มีครบทั้งสาม ชนิด เสื้อเกราะตัวนี้ก็มองเป็นมังกรเพลิงตัวหนึ่งที่
ฟื้นคืนชีพกลับมาใหม่ได้เลย!” “จริงด้วย! มองมันเป็นมังกรเพลิงตัวหนึ่งได้เลย จริงๆ!” โม่เชียนฝานเอ่ยคล้อยตาม “อู้!” ตอนที่มังกรเพลิงซึ่งร่างขยายเกือบพันเมตรอยู่ห่างไป ประมาณร้อยเมตร มันก็พลันพ่นลำแสงเปลวเพลิง ออกมาเส้นหนึ่ง ท่ามกลางลำแสงเปลวเพลิงมีเส้นผลึกเพลิงพิภพและ พลังสายเลือดของมันก่อตัวขึ้นมา ลวดลายเปลวเพลิง มากมายปรากฎขึ้นมาเองโดยธรรมชาติ กลายมาเป็น พรสวรรค์ทางสายเลือดที่เก่าแก่อย่างหนึ่ง “ปราณของมังกรเพลิง!” เมฆเปลวเพลิงหลายกลุ่มในแดนว่างเปล่าของชีเจียวห ยางที่พอโดนลำแสงเปลวเพลิงนั่นมาปะทะก็พลันแตก กระจายสลายหายไป
และในดินแดนเปลวเพลิงของเขาก็มีเสียงประหลาด ดัง “ซู่ๆ” ดวงอาทิตย์แต่ละดวงที่เป็นภาพมายา เหมือนโคมไฟขนาดใหญ่ยักษ์ที่เดี๋ยวก็ผลุบเดี๋ยวก็โผล่ “เผ่ามังกรเพลิงก็เป็นเผ่าที่แข็งแกร่งในมากในเผ่าของ มังกร ลมที่มังกรพ่นออกมามีความมหัศจรรย์แตกต่าง กันออกไป แล้วก็ดูเหมือนว่าจะมีพลังกำราบที่ แข็งแกร่งต่อแดนว่างเปล่าของเผ่ามนุษย์ด้วย” โม่ เชียนฝานมองอยู่ครู่หนึ่งก็เอ่ยขึ้นเบาๆ “เพียงแต่ว่า สายเลือดของวิหคทองสามขาตัวนั้นก็ไม่ธรรมดา เหมือนกัน” ดูเหมือนว่าจะตอบรับคำพูดของเขา เพราะวิหคทอง สามขาเจ็ดตัวที่อยู่บนร่างของชีเจียวหยางพลันสยาย ปีกกางขึ้นสูงราวกับจะบิน มีลำแสงสีทองที่ดูเหมือนว่าจะได้รับการกระตุ้นจาก พลังสายเลือดของชีเจียวหยาง จึงกำลังลุกไหม้อยู่ใน
แดนว่างเปล่าเปลวเพลิงของเขา จุดแสงสีทองอร่ามจำนวนมากในดินแดนเปลวเพลิง พลันเผยตัวออกมา มองไปปราดเดียวก็เหมือนเลือดสดสีทองที่กำลังลุก ติดไฟ —แก่นเลือดวิหคทองของชีเจียวหยาง! แก่นเลือดแต่ละหยดที่ลอยอยู่ในแดนว่างเปล่าเปลว เพลิงคล้ายจะสร้างความมั่นคงให้กับดินแดน เมื่อถูกการโจมตีจากปราณมังกรเพลิง ดินแดนเปลว เพลิงของชีเจียวหยางจึงไม่สั่นสะเทือนอีกต่อไป “พรวด!” แล้วจู่ๆ วิหคทองสามขาเจ็ดตัวก็พากันบินออกมาจาก ในร่างของชีเจียวหยางอย่างบ้าคลั่งและมีชีวิตชีวา
ดวงอาทิตย์เจ็ดดวงผสานรวมเข้าไปในร่างวิหคทอง สามขาอย่างมหัศจรรย์ ทำให้ร่างของวิหคทองสามขา เหล่านั้นขยายใหญ่หลายเท่า ทั้งยังดูลี้ลับมหัศจรรย์ อย่างถึงที่สุด “เหมือนกับมีชีวิตอย่างไรอย่างนั้น!” บางคนที่มองเห็นวิหคทองสามขาขยายร่างใหญ่โตก็ ร้องอุทานเสียงหลง ราวกับมองเห็นวิหคทองสามขา อันเป็นเผ่าสัตว์โบราณบินออกมาจากดวงอาทิตย์ของ ยุคบรรพกาลอย่างแท้จริง เสียงร้องของมังกรดังออกมาจากปากของมังกรเพลิง ทุกคนจับตามองอย่างละเอียดก็พบว่ามังกรเพลิงที่ แปรสภาพมาจากเกราะมังกรเพลิงไม่เพียงแต่มีเลือด เนื้อ เรือนกายมังกรที่ขยายใหญ่ของมันยังมีเสื้อเกราะ ธรรมชาติห่อหุ้มเอาไว้อีกด้วย พื้นผิวภายนอกของเสื้อเกราะสลักลวดลายเปลวเพลิง
เอาไว้ มองดูแล้วลี้ลับเกินจะหยั่งคล้ายแฝงเร้นสัจ ธรรมแห่งเปลวเพลิงเอาไว้ ที่อัศจรรย์ที่สุดก็คือลวดลายเปลวเพลิงจำนวนมากที่ สลักอยู่บนผนังของ “ค่ายกลใหญ่ฟ้าสุริยา” เหมือน ถูกเสื้อเกราะบนร่างของมังกรเพลิงดึงดูดมา ไฟใต้พิภพ ไฟที่แท้จริงของดวงอาทิตย์ต่างก็ถูกเสื้อ เกราะดึงเอามาเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับมังกรเพลิง “จะเป็นไปได้อย่างไร?” อู๋จู๋รื่อแห่งสำนักกำเนิดหยาง ร้องอุทานเสียงแหลม พลันคืนสติกลับมา “เกราะ มังกรเพลิง! เกราะมังกรเพลิงที่เจ้าสำนักไฟหลอม ขึ้นมาด้วยตัวเอง! ตำหนักบางส่วนในค่ายกลใหญ่ฟ้า สุริยาก็ได้เขาเป็นคนทิ้งไว้ในปีนั้น ค่ายกลลับเปลว เพลิงที่เขาบรรลุได้ช่วยเพิ่มอานุภาพให้กับค่ายกล ใหญ่ฟ้าสุริยา!” “บังเอิญจริง!” อิ่นสิงเทียนมีสีหน้าประหลาด
———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 41 บทที่ 1223 ดินแดนเผาไหม้
เมื่อหลายปีก่อน เส้าเทียนหยางเจ้าสำนักไฟของ สำนักห้าธาตุมาเยือนสำนักกำเนิดหยาง เส้าเทียนหยางบรรลุวิถีที่มหัศจรรย์บางอย่างจากใน “ค่ายกลใหญ่ฟ้าสุริยา” และเพื่อเป็นการตอบแทนจึง ได้ทิ้งค่ายกลเปลวเพลิงจำนวนมากเอาไว้เพิ่มพลานุ ภาพให้ค่ายกลแข็งแกร่ง ที่ “ค่ายกลใหญ่ฟ้าสุริยา” มีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่ว ดินแดนของมนุษย์ ว่ากันว่าเส้าเทียนหยางก็ลงแรงไป ไม่น้อย และเกราะมังกรเพลิงก็ได้เส้าเทียนหยางเป็นคนสร้าง ขึ้นเพื่อโหลวหงแยนเทพธิดาเปลวเพลิงด้วยตัวเอง ในฐานะที่เป็นลูกศิษย์ที่รักเพียงคนเดียวของ
เส้าเทียนหยาง เขาที่ช่วยโหลวหงแยนชุบหลอมเกราะ มังกรเพลิงก็ย่อมต้องนำคาถาเปลวเพลิงที่ลี้ลับที่สุด ผสานรวมเข้าไปในเสื้อเกราะทั้งหมดอยู่แล้ว ค่ายกลที่เขาเป็นคนฝากฝังสัจธรรมแห่งเปลวเพลิง เอาไว้ไม่ต่างจากเกราะมังกรเพลิงก็ย่อมต้อง ตอบสนองกันเองอยู่แล้ว “สวบๆ!” ไม่เพียงแต่ไฟใต้พิภพและเปลวไฟที่แท้จริงของดวง อาทิตย์เท่านั้น แม้แต่ค่ายกลเปลวเพลิงรูปร่างต่างๆ ก็ ยังหลุดออกมาจากค่ายกลเหมือนมีชีวิตจริง การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ทำให้ทุกคนของสำนักกำเนิด หยางตะลึงพรึงเพริดกันไปหมด “เกราะมังกรเพลิงคือเสื้อเกราะที่ท่านผู้นั้นเป็นคนชุบ หลอมด้วยตัวเองเชียวนะ!” ผู้อาวุโสสำนักกำเนิดหยางคนหนึ่งที่อยู่ในตำหนัก
แหงนหน้ามองท้องฟ้า ดวงตาเห็นว่ามังกรเพลิงที่ร้อง คำรามแล้วพุ่งเข้าไปในดินแดนเปลวเพลิงของ ชีเจียวหยางก็อดตะโกนโวยวายขึ้นมาไม่ได้ ข่าวที่เกราะมังกรเพลิงตกมาอยู่ในมือของเนี่ยเทียน ไม่ใช่เรื่องที่ทุกคนรู้กันถ้วนทั่ว ตอนช่วงแรกๆ เนี่ยเทียนเองก็เป็นกังวลว่าสำนักห้า ธาตุจะทวงเสื้อเกราะคืนกลับไป ยามที่ไปรบทัพจับศึก อยู่ข้างนอกจึงไม่ค่อยเอาออกมาใช้ ภายหลังเนื่องด้วย ความน่ากลัวของท่อนกระดูกสัตว์ยักษ์มวลดารา เขา จึงเอาเสื้อเกราะมังกรเพลิงมาใช้น้อยครั้ง ด้วยเหตุนี้ผู้ฝึกลมปราณหลายคนของสำนักกำเนิด หยางจึงยังนึกไปว่าเสื้อเกราะมังกรเพลิงอยู่ในสภาวะ หายสาบสูญ “เสื้อเกราะมังกรเพลิง!” เนี่ยเทียนที่เป็นเจ้าของมันเลิกคิ้วขึ้นน้อยๆ มุมปาก
ยกยิ้มประหลาด สัมผัสได้ถึงปราณของเสื้อเกราะมังกรเพลิง เขาที่ใช้ สายเลือดแห่งชีวิตไปตรวจสอบก็ตกตะลึงไป เหมือนกัน ในการรับสัมผัสด้วยสายเลือดของเขา เสื้อเกราะมังกร เพลิงเหมือนไม่ได้เป็นแค่วัตถุชิ้นหนึ่งอีกต่อไป แต่เป็น สิ่งมีชีวิตที่มีเลือดเนื้อจริงๆ อย่างมังกรเพลิง! มังกรเพลิงที่เติบโตตัวนั้นฟื้นคืนชีพมาจากความตาย ตามความหมายที่แท้จริง! แกนเลือดก็คือหัวใจของเกราะมังกรเพลิง เพราะว่า แก่นเลือดแห่งชีวิตของเขากรอกเทเข้าไป โซ่ผลึก สายเลือดของมันจึงก่อกำเนิดขึ้นมาใหม่ หัวใจจึง กลับมาเต้นดังเดิมอีกครั้ง ทั้งยังได้เลือดลมแห่งชีวิต มาหล่อเลี้ยง บวกกับการดูดซับพลังงานความร้อน ใน ที่สุดก็ทำให้มังกรเพลิงตัวนี้กลับคืนมามีชีวิตได้จริงๆ
มังกรเพลิงไม่ได้รีบร้อนสลัดพ้นไปจากเสื้อเกราะ นั่นก็ เพราะส่วนหนึ่งของเสื้อเกราะถูกชุบหลอมมาจาก กระดูกของมัน และยังมีส่วนหนึ่งทำมาจากเหล็กเทพธาตุไฟซึ่งเส้า เทียนหยางเป็นคนรวบรวมมา ทั้งยังนาบประทับ ความจริงของเปลวเพลิงที่เส้าเทียนหยางบรรลุมาไว้ ด้วย สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งมังกรเพลิงตัวนั้นปรารถนา มัน อยากจะบรรลุความลี้ลับของเปลวเพลิงเพื่อนำมา ผสานรวมเข้ากับสายเลือดของตัวเอง นอกจากนี้เมื่ออยู่กับเนี่ยเทียน มันยังได้รับปราณ เลือดแห่งชีวิตมาหล่อเลี้ยงบำรุงอยู่เป็นระยะ ทั้ง บางครั้งยังได้รับแก่นเลือดแห่งชีวิตมาจากเนี่ยเทียน ด้วย แก่นเลือดและจิงชี่เลือดเนื้อที่มาจากเนี่ยเทียน ทำให้
เกราะมังกรเพลิงได้รับผลประโยชน์ไม่ธรรมดา ทั้งยัง ส่งผลให้สายเลือดของมันเลื่อนขั้นได้อย่างมี ประสิทธิภาพด้วย ตอนนี้สายเลือดของมันคือระดับแปดแล้ว อีกไม่นาน มันก็สามารถฝ่าทะลุสู่สายเลือดระดับเก้าได้ และหลังจากนั้น บางทีมันอาจได้รับความช่วยเหลือ จากเนี่ยเทียน ภายใต้การรวบรวมแก่นเลือดแห่งชีวิต และพลังแห่งความร้อน มันก็อาจจะกระโดดไปสู่ ระดับของต้าจุนได้ มันอยู่กับเนี่ยเทียนมานานหลายปี มองดูเนี่ยเทียน ค่อยๆ เติบโตทีละนิด จึงเชื่อมั่นยิ่งกว่าใครว่า สายเลือดของเนี่ยเทียนต่างหากที่น่าเหลือเชื่อที่สุด อย่างแท้จริง! แล้วก็ด้วยเหตุนี้ มันถึงได้ปฏิเสธความหวังดีจากคนใน ชนเผ่า ไม่ยอมกลับเผ่าไปด้วย
“ตูมๆๆ!” มังกรเพลิงที่สวมเสื้อเกราะมหัศจรรย์บุกเข้าไปใน ดินแดนของชีเจียวหยาง ทำให้เปลวเพลิงร้อนแรง ระเบิดปะทุออกมา วิหคทองสามขาแต่ละตัวที่หลังจากขยายใหญ่แล้วก็ กัดทึ้งอยู่กับมังกรเพลิงในดินแดนของชีเจียวหยาง ต่างฝ่ายต่างร่ายใช้พรสวรรค์ทางสายเลือดของตัวเอง “ดินแดนของข้า มีเพียงข้าเท่านั้นที่ควบคุมได้!” ชีเจียวหยางร้องตะโกนพลางใช้มือชักดึงอยู่กลาง อากาศ ดวงอาทิตย์หลายดวงนอกอาณาจักรชื่อหยาง จึงสาดส่องประกายแสงร้อนแผดเผาราวกับจะเผาไม้ มังกรเพลิงให้แหลกลาญ ร่างของเกราะมังกรเพลิงที่เข่นฆ่าอยู่กับวิหคทองสาม ขาเจ็ดตัวในดินแดนเปลวเพลิงแห่งนั้นพลันลุกท่วมไป ด้วยเปลวเพลิงสีทอง
ลำแสงจากดวงอาทิตย์เจ็ดดวงตรงขอบฟ้าที่สาดส่อง ลงมา ขนาดเกราะมังกรเพลิงที่มีธาตุไฟเหมือนกันก็ ยังรู้สึกไม่สบายตัว กลับเป็นค่ายกลเปลวเพลิงที่เส้า เทียนหยางทิ้งไว้ในสำนักกำเนิดหยางเสียอีกที่สำแดง ฤทธิ์ ช่วยให้มังกรเพลิงลดทอนการโจมตีจากเปลวไฟ ของดวงอาทิตย์ เสียงร่ำร้องจากในสายเลือดของเกราะมังกรเพลิง พลันดังออกมา! แก่นเลือดแห่งชีวิตที่อยู่ในจุดลึกของหัวใจมันเกิดการ ขานรับที่มหัศจรรย์กับเนี่ยเทียน เนี่ยเทียนจึงได้รับข่าวในเสี้ยววินาที “ดินแดนเปลวเพลิง สายเลือดวิหคทอง ยังมีอะไร อีก?” เนี่ยเทียนหัวเราะพรืด
“ยังมีความช่วยเหลือจากค่ายกลใหญ่ฟ้าสุริยา!” ชี เจียวหยางยกแขนตะโกนเสียงดัง
ตำหนักโอ่อ่าเก่าแก่หลายหลังของสำนักกำเนิดหยาง พลันบินออกมา ก้อนเมฆเปลวเพลิงหลายก้อนที่มี ขนาดเท่าแดนว่างเปล่ามีไฟลุกท่วมท้น ก้อนเมฆเปลวเพลิงจำนวนมากผุดขึ้นมา ทำให้ท้องฟ้า ทั้งผืนเหมือนติดไฟ ซ้ำก้อนเมฆเปลวเพลิงเหล่านั้นยัง รวมตัวกันขึ้นเป็นค่ายกลลึกลับอะไรบางอย่างด้วย “พลังแห่งค่ายกลใหญ่ฟ้าสุริยา! สุริยาสีชาดเผา เมฆา!” โม่เชียนฝานมองท้องฟ้าที่เป็นสีแดงฉาน สัมผัสถึง อานุภาพของค่ายกล ก็รู้สึกเพียงว่าใต้พิภพและ ท้องฟ้าของโลกแห่งสำนักกำเนิดหยางต่างก็เกิดการ เปลี่ยนแปลงอย่างเงียบเชียบ แม้แต่เขาเองก็ยังมองถึงความอัศจรรย์ไม่ออก “พลังความร้อน พลังความร้อนแผดเผา…” เนี่ยเทียนหัวเราะร่า ปลายนิ้วของมือซ้ายมีเปลวเพลิง
กลุ่มเล็กๆ บินออกมา พอเปลวเพลิงนั้นเผยตัว อุณหภูมิของอาณาจักร ชื่อหยางก็เหมือนจะเกิดการเปลี่ยนแปลง เปลวเพลิงสีส้มอมแดงปลิวว่อนไปทั่วนภากาศ เปลวเพลิงเล็กๆ ของเนี่ยเทียนพลันบินเข้าหา “สุริยา สีชาดเผาเมฆา” “สุริยาสีชาดเผาเมฆา” ทุกก้อนต่างก็มีอานุภาพ เทียบเคียงได้กับแดนว่างเปล่า เมื่อถูกเปลวเพลิงสีส้ม อมแดงพุ่งเข้าไปสัมผัสก็ลดขนาดลงอย่างรวดเร็ว “สวบ!” เปลวเพลิงสีส้มอมแดงนั้นยังสาดยิงแสงไฟเป็นกลุ่มๆ ออกมาด้วย แสงไฟทะลุทะลวงเข้าไปกลาง “สุริยาสีชาดเผา เมฆา” “สุริยาสีชาดเผาเมฆา” แต่ละก้อนก็คล้ายถูก
ดึงพลังงานความร้อนจึงหดเล็กลงอย่างรวดเร็ว เวลาเพียงสั้นๆ “สุริยาสีชาดเผาเมฆา” ที่ถูกชีเจียวห ยางควบคุมให้บินออกไปจาก “ค่ายกลใหญ่ฟ้าสุริยา” ก็หายไปเกลี้ยงอย่างไร้ร่องรอย “อู้!” เปลวเพลิงสีส้มอมแดงพลันขยายใหญ่กลายมาเป็น ลูกไฟขนาดมหึมา เมื่อลูกไฟก่อตัวสำเร็จก็บินไปทางชีเจียวหยางแล้ว หายวับเข้าไปในดินแดนเปลวเพลิงของเขา ชีเจียวหยางที่เป็นแดนว่างเปล่าช่วงกลาง มีสายเลือด ของวิหคทองสามขา วินาทีที่ลูกไฟนั้นกลิ้งเข้ามาก็ร้อง โหยหวนประดุจเสียงร้องของผีร้ายออกมาเป็นครั้ง แรก ร่างของเขาสั่นเทิ้ม พยายามจะหนีออกมาจาก ดินแดนเปลวเพลิงของตัวเอง แต่น่าเสียดายที่ทุก
อย่างเสียการควบคุมไปหมดแล้ว เขาได้แต่มองดินแดนเปลวเพลิงของตัวเองถูกลูกไฟ เผาไหม้เป็นแถบๆ คล้ายเศษผ้าติดไฟที่ล่องลอยไปได้ ทุกหนทุกแห่ง แดนว่างเปล่าแตกกระจายออกเป็นเสี่ยงๆ “อู้!” ลูกไฟบินออกมาอีกครั้ง เมื่อความคิดของเนี่ยเทียน แปรเปลี่ยน มันก็พลันบินเข้าไปหาผู้อาวุโสแดน เอตทัคคะคนหนึ่งของสำนักกำเนิดหยางที่อยู่ใกล้เคียง ดินแดนของผู้อาวุโสแดนเอตทัคคะช่วงต้นสำนัก กำเนิดหยางคนนั้นก็ถูกลูกไฟกลิ้งวนไปทั่วเหมือนกัน แดนเอตทัคคะของเขากลับไม่ต่างจากแดนว่างเปล่า ของชีเจียวหยาง เมื่อโดนลูกไฟเผาไหม้ก็ไม่เหลือพื้นที่ ให้ดิ้นรนแม้แต่น้อย พลันแหลกสลายไปอย่างรวดเร็ว มีพื้นที่จริงบางส่วนถึงกับสลายกลายเป็นผุยผง
ความหวาดกลัวบนใบหน้าของแดนเอตทัคคะคนนั้น รุนแรงยิ่งกว่าชีเจียวหยางเสียอีก “ไม่!” เรือนกายที่สูงใหญ่ของเขาคิดจะหนีไป แต่เมื่อถูกแสง ไฟของลูกไฟลามมาโดนร่างก็ลุกติดไฟ ไม่ว่าทำ อย่างไรก็มิอาจดับไฟลงได้ ร่างของแดนเอตทัคคะกลายเป็นเถ้าธุลีในเวลาสั้น แสนสั้น “ไฟศักดิ์สิทธิ์! ปราณของไฟศักดิ์สิทธิ์ในดินแดนไฟ โลกันตร์!” อู๋จู๋รื่อแห่งสำนักกำเนิดหยางแผดเสียงร้องอุทาน โหวกเหวกให้ลูกศิษย์ของสำนักเข้าไปหลบในค่ายกล ใหญ่ฟ้าสุริยา ห้ามโผล่ออกมาอีกเด็ดขาด ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 41 บทที่ 1224 ตัดขาดกฎเกณฑ์
“แดนว่างเปล่าของข้า! สายเลือดวิหคทองของข้า!” ชีเจียวหยางแผดเสียงร้องโวยวายอย่างอับจนปัญญา เหมือนคนบ้าอยู่ในแดนว่างเปล่าที่ผุพังของตัวเอง เลือดสดสีทองหยดติ๋งๆ ออกมาจากหัวตาของเขา ก่อนที่เลือดสดสีทองจะเผาไหม้ดัง “เปรี๊ยะๆ” เสื้อเกราะสีทองอร่ามตัวหนึ่งพลันปกคลุมไปยังเรือน กายที่เปลือยเปล่าของชีเจียวหยาง และดูเหมือนว่า เสื้อเกราะวิเศษกับสายเลือดของเขาจะขานรับกัน แดนว่างเปล่าของเขาได้รับบาดเจ็บสาหัส ขอบเขตลด ฮวบลงมาสู่ตบะเขตวิญญาณ ทว่าอาศัยความ แข็งแกร่งของสายเลือดและเรือนกายที่ทนทานจึง พอจะฝืนสลัดตัวออกมาจากแดนว่างเปล่าของตนได้
“ฟิ้ว!” ก่อนที่แดนว่างเปล่าจะสลายหายไป มันได้กลายมา เป็นลำแสงเปลวเพลิงเส้นหนึ่งที่ถูกเขารับไว้ใน มหาสมุทรวิญญาณจุดตันเถียน ส่วนตัวเขาเองนั้นติดตามอู๋จู๋รื่อเผ่นเข้าไปหลบในค่าย กลใหญ่ฟ้าสุริยา “ไปเร็วเข้า!” ผู้อาวุโสแดนว่างเปล่าและแดนเอตทัคคะหลายคน ของสำนักกำเนิดหยางต่างก็พุ่งตัวเข้าไปในค่ายกล เพราะความหวาดกลัวที่มีต่อไฟศักดิ์สิทธิ์ “พรวด!” แสงศักดิ์สิทธิ์ของดวงอาทิตย์เจ็ดดวง เปลวเพลิง ร้อนแรงของไฟใต้พิภพ บวกกับอักขระ ตราประทับ และเวทลับเปลวเพลิงจำนวนมากต่างก็พากันบิน ออกมาจากกระดานหินสีแดงเข้มบนพื้นดินในตำหนัก
แต่ละหลังแล้วมาโบยบินอยู่บนท้องฟ้าประดุจผีเสื้อ หลากสี กลางอากาศของสำนักกำเนิดหยางจึงเต็มไปด้วย อักขระ ตราประทับ ค่ายกลวิเศษที่หดเล็ก หลากหลายสีสัน มองดูแน่นขนัดไปหมด “ค่ายกลใหญ่ฟ้าสุริยา” ระเบิดพลังครบเต็มกำลัง! “ชีเจียวหยางแพ้แล้ว ทั้งยังแพ้…เร็วมากด้วย” สีหน้า อิ่นสิงเทียนเลื่อนลอยเล็กน้อย ได้แต่เหม่อมองลูกไฟที่ เกิดจากเมล็ดพันธ์เปลวเพลิงขยายใหญ่อย่างใจไม่อยู่ กับเนื้อกับตัว ลูกไฟนั้นปานประหนึ่งดวงอาทิตย์ดวงที่แปดซึ่งลอย อยู่กลางอากาศเหนืออาณาจักรชื่อหยาง! เปลวเพลิงที่ลุกไหม้ท่วมลูกไฟมีปราณร้ายแรงที่ สามารถเผาผลาญทุกสรรพสิ่งบนโลก รวมไปถึง ดินแดนดวงดาวให้วอดวาย!
“เปรี๊ยะ!” ดินแดนเอตทัคคะของผู้แข็งแกร่งแดนเอตทัคคะคน นั้นในสำนักกำเนิดหยางยังคงถูกลูกไฟเผาไหม้ไม่เลิก เรือนกายที่มีเลือดเนื้อของเขาแหลกสลายกลายเป็น เถ้าธุลีไปนานแล้ว แม้แต่จิตวิญญาณก็ยังถูกผลาญสิ้น ไม่เหลือร่องรอยใดๆ ทิ้งไว้บนโลกใบนี้ “แดนเอตทัคคะคนหนึ่งเชียวนะ!” “ไม่นึกเลยว่าชีเจียวหยางจะแพ้!” เหตุใดบุตรแห่งดวงดาวคนที่เจ็ดของพระราชวัง โบราณสะเก็ดดาวถึงได้น่ากลัวขนาดนี้? ฟางหยวนอยู่ อันดับต้นก่อนหน้าเขาด้วยซ้ำ แต่พอเทียบกับเขาแล้ว กลับกลายเป็นไร้ฝีมือเสียนี่!” “ทำอย่างไรดี? พวกเราควรจะทำอย่างไรดี?”
ผู้ฝึกลมปราณหลายคนที่มีความสัมพันธ์อันดีกับสำนัก
กำเนิดหยางและเดินทางจากอาณาจักรแห่งอื่นเพื่อมา ชมศึกเห็นศึกระหว่างเนี่ยเทียนและชีเจียวหยางกับตา ตัวเอง แล้วก็เพราะลูกไฟของไฟศักดิ์สิทธิ์เผาไหม้ ดินแดนว่างเปล่าได้อย่างน่าประหลาดใจ พวกเขาจึง เกิดความหวาดกลัวจนต้องรีบเข้ามาซ่อนตัวภายใต้ การปกป้องของค่ายกล เวลานี้ได้พากันเริ่มครุ่นคิด หาทางถอย “เนี่ยเทียน” โม่เชียนฝานก้มหน้าลงมองค่ายกลใหญ่ ที่เปิดพลังเต็มที่ ปล่อยทั้งอักขระ ค่ายกล เปลวเพลิง และพลังอาคมออกมาพลางกล่าวว่า “ค่ายกลนี้ ประหนึ่งกระดองของเต่าขนาดใหญ่ เกรงว่าคงยากที่ จะทำลาย ต่อให้เป็นข้าเองที่คิดจะทำลายค่ายกลนี้ใน เวลาสั้นๆ ก็ไม่มีทางเป็นไปได้เลย” บนค่ายกลเหลืออยู่แค่เนี่ยเทียนและคนจากสำนัก อสนีสวรรค์กับตระกูลโม่เท่านั้น
ทว่าลูกไฟขนาดใหญ่จากไฟศักดิ์สิทธิ์ที่พอเผาแดน เอตทัคคะให้มอดไหม้เรียบร้อยแล้ว กลับยังคงกลืน กินพลังของแดนเอตทัคคะต่อ “ฟู่วๆ” ในลูกไฟใหญ่มีเสียงประหลาดดังออกมาไม่หยุด เนี่ยเทียนไม่ได้ตอบรับคำพูดของโม่เชียนฝานทันที เพียงขยับตัวเข้าไปใกล้ตรงจุดที่ลูกไฟขนาดใหญ่ลอย อยู่ และเวลานี้เอง เกราะมังกรเพลิงที่สูญเสียเป้าหมายไป ก็หดร่างมังกรเพลิงให้เล็กลง ค่อยๆ เปลี่ยนแปลง กลายมามีสภาพเป็นเสื้อเกราะอีกครั้ง จากนั้นเกราะมังกรเพลิงก็เป็นฝ่ายลอยเข้าไปหาเนี่ย เทียนด้วยตัวเอง เนี่ยเทียนมีสีหน้าประหลาด ยื่นมือไปคว้าเสื้อเกราะ ตัวนั้นแล้วใช้จิตสอบถาม “เจ้าฟื้นคืนชีพนานแล้ว
หรือ?”
“เพิ่งจะสร้างข้อต่อกระดูกได้ช่วงที่ผ่านมา” น้ำเสียง แจ่มชัดดังขึ้นมาในสมองของเขา เสียงนั้นเป็นของวิญญาณวัตถุ เป็นของเกราะมังกร เพลิง มังกรเพลิงตัวหนึ่งที่แท้จริง! “เรื่องของเจ้า ไว้เราค่อยมาคุยกันใหม่” ดวงตาเนี่ย เทียนจ้องมองไปยังเปลวเพลิงไหวระริกที่อยู่ ท่ามกลางลูกไฟขนาดใหญ่ซึ่งกำลังกลืนกินดินแดน เอตทัคคะไปอย่างตะกละตะกลาม “ค่ายกลด้านล่างมี นามว่าค่ายกลใหญ่ฟ้าสุริยา ค่ายกลนี้ร้ายกาจยิ่ง หาก ทำลายมันลงได้…” เขาพลันเกิดความรู้สึกว่าเมล็ดพันธ์เปลวเพลิงที่จำศีล อยู่ในโอสถวิญญาณเปลวเพลิงของเขามานาน เหมือน จะเกิดการเปลี่ยนแปลงแล้วเหมือนกัน
บางทีอาจเป็นเพราะการกรอกเทแก่นเลือดแห่งชีวิต หรือไม่ก็กลืนกินพลังเปลวเพลิงมาเป็นจำนวนมาก หรือไม่ก็สาเหตุอื่น สรุปก็คือความรู้สึกที่เมล็ดพันธ์ เปลวเพลิงมอบให้เขายิ่งคล้ายความรู้สึกจากไฟ ศักดิ์สิทธิ์ในดินแดนไฟโลกันตร์มากขึ้นทุกทีแล้ว “อู้!” เขายังไม่ทันพูดจบ เมล็ดพันธ์เปลวเพลิงที่อยู่ในลูกไฟ ดวงใหญ่ก็พลันดิ่งลงไปยังค่ายกลใหญ่ฟ้าสุริยาเสีย แล้ว พลังงานจากอักขระ เปลวเพลิง ค่ายกลเปลวเพลิงที่ หดเล็ก ไฟใต้พิภพ ไฟแท้จริงจากดวงอาทิตย์ทั้งหมด ล้วนพากันไหลบ่าเข้าหาลูกไฟ วงแสงขนาดใหญ่ยักษ์เหมือนคลื่นน้ำกระเพื่อมแผ่ไปสี่ ทิศโดยมีลูกไฟเป็นจุดศูนย์กลาง “ครืนๆๆ!”
ตำหนักขนาดมโหฬารหลายหลังที่ไม่รู้ว่าถูกปกป้อง อยู่ใต้ค่ายกลมานานกี่ปีพลันส่ายไหวอย่างรุนแรง ค่ายกลลับซึ่งประทับความลี้ลับของกฎแห่งไฟบนผนัง ของตำหนักที่แดนเทพเจ้าท่านนั้นของสำนักกำเนิดห ยางสลักไว้กับมือตัวเองพลันปริแตก ราวกับถูกมือข้างหนึ่งฉีกทึ้งอย่างไร้ปราณี! “คุณพระช่วย!” โม่เชียนฝานที่เพิ่งเลื่อนสู่แดนเทพเจ้าช่วงต้น พอจะมี ความรู้ที่ตื้นเขินต่อพลังและกฎเกณฑ์ของระดับเทพ เจ้าอยู่บ้างพลันร้องอุทานน้ำเสียงตกใจ เขามองเหตุการณ์ได้ทะลุปรุโปร่งยิ่งกว่าใครหลายๆ คน ลวดลายเปลวเพลิงลี้ลับที่สลักไว้บนผนังตำหนักของ สำนักกำเนิดหยาง แท้จริงแล้วได้ซ่อนแฝงสัจธรรม ความจริงแห่งเปลวเพลิงที่แดนเทพเจ้าซึ่งเสียชีวิตไป
แล้วผู้นั้นบรรลุมาทั้งชีวิต สัจธรรมแห่งเปลวเพลิงของแดนเทพเจ้าเป็นตัวแทน ของวิถีอันสูงสุดของเปลวเพลิง จนแทบจะไม่สามารถ ดับทำลายได้ เว้นเสียแต่ว่าในด้านกฎเกณฑ์และสัจธรรมแห่งเปลว เพลิงเหนือกว่าสิ่งที่เขาบรรลุมาเท่านั้น มีเพียงแบบนี้เท่านั้นถึงจะสามารถลบเลือนหรือ ทำลายร่องรอยเหล่านั้นทิ้งไปอย่างง่ายดาย ผลลัพธ์หลังจากที่ลูกไฟซึ่งบินออกมาจากในร่างของ เนี่ยเทียนชนเข้ากับ “ค่ายกลใหญ่ฟ้าสุริยา” ก็คือ อักขระ ตราประทับ วิชาเปลวเพลิงซึ่งเกี่ยวข้องกับสัจ ธรรมแห่งเปลวเพลิงที่แดนเทพเจ้าผู้นั้นสลักไว้บนผนัง ตำหนักล้วนถูกโจมตีจนแหลกสลาย ตัดขาดกฎเกณฑ์ แห่งเปลวเพลิงที่แดนเทพเจ้าทิ้งไว้จนสิ้น! นี่หมายความว่าอย่างไร?
หมายความว่าในด้านความรู้เรื่องพลังเปลวเพลิงที่ สูงสุดของเปลวเพลิงในลูกไฟที่ออกมาจากในร่างของ เนี่ยเทียน ล้ำลึกและเหนือกว่าแดนเทพเจ้าของสำนัก กำเนิดหยางผู้นั้นไปไกลโขนัก! ไกลจนอยู่คนละระดับชั้นกันเลยทีเดียว! ต้องเป็นแดนเทพเจ้าช่วงท้าย ทั้งยังเชี่ยวชาญวิถีพลัง เปลวเพลิงเท่านั้นถึงจะสามารถใช้ความลี้ลับด้าน เปลวเพลิงที่ตนบรรลุมา ไปลบเลือนหรือตัดขาด ความรู้ด้านเปลวเพลิงที่แดนเทพเจ้าช่วงต้นของสำนัก กำเนิดหยางผู้นั้นทิ้งไว้ได้ ทว่าของสิ่งนั้นเป็นเพียงแค่เปลวเพลิงกลุ่มหนึ่งเท่า นั้นเอง! โม่เชียนฝานที่เป็นแดนเทพเจ้าช่วงต้นเหม่อมองเปลว เพลิงซึ่งไหวระริกอยู่ในลูกไฟขนาดใหญ่อย่างหาคำมา บรรยายไม่ออก
เขาพลันเข้าใจได้ว่า อีกไม่นาน “ค่ายกลใหญ่ฟ้า สุริยา” ของสำนักกำเนิดหยางก็จะไม่ดำรงอยู่อีก ต่อไป เพราะว่าเปลวเพลิงที่บินออกมาจากในร่างของเนี่ย เทียน บางทีอาจเป็นตัวแทนถึงผู้แข็งแกร่งแดน เอตทัคคะช่วงท้ายที่เชี่ยวชาญสัจธรรมแห่งเปลวเพลิง คนหนึ่ง! “ครืนๆๆ!” แล้วก็เป็นดังที่คาด เนื่องด้วยลวดลายแสงไฟที่ซ่อน กฎเกณฑ์แห่งเปลวเพลิงจำนวนมากไว้บนผนังเกิดปริ แตก ตำหนักสูงใหญ่หลายหลังของสำนักกำเนิดหยาง จึงเริ่มโยกคลอนอย่างรุนแรง “ไม่มีค่ายกลใหญ่คอยปกป้อง มีแต่พลังของสำนัก กำเนิดหยาง จะต้านทานไว้ได้อย่างไร?”
ลี่ว่านฝ่าลูบคลำปลายคางของตัวเอง เหลือบมอง
เนี่ยเทียนแวบหนึ่ง ก่อนจะเงยหน้ามองท้องฟ้า จึง เห็นว่าเรือรบของสำนักอสนีสวรรค์และของตระกูลโม่ ที่รบอยู่บนท้องฟ้านอกอาณาจักรก็อยู่ในสภาพที่ ได้เปรียบ กระแทกชนจนเรือรบของสำนักกำเนิดห ยางหล่นระนาว เขาจึงรู้ทันทีว่าสำนักกำเนิดหยางจบเห่แน่แล้ว “เมื่อค่ายกลถูกทำลาย หากเหล่าผู้อาวุโสและลูกศิษย์ ของสำนักกำเนิดหยางไม่ยอมสวามิภักดิ์” เนี่ยเทียน หันกลับไปพูดกับโม่เชียนฝาน “ไม่ยอมแพ้แต่โดยดี ก็ ฆ่าทิ้งได้เลย” โม่เชียนฝานและคนจากสำนักอสนีสวรรค์กับคน ตระกูลโม่พยักหน้ารับเบาๆ เอ่ยประโยคนี้จบ เนี่ยเทียนก็พลิ้วกายลงไปเบื้องใต้ ค่ายกลและพูดซ้ำประโยคเดียวกันให้แก่คนของสำนัก กำเนิดหยางและคนจากสำนักอื่นๆ ในดินแดน
กำเนิดหยางฟัง “ใครที่ไม่ยอมแพ้ จะถูกสังหารทันที!” เหล่าผู้ฝึกลมปราณจำนวนมากของดินแดนกำเนิดห ยางที่อยู่ใต้ค่ายกลซึ่งพอได้ยินคำขู่จากเนี่ยเทียนก็ โวยวายเสียงดังเอ็ดอึง พวกเขาต่างก็สังเกตเห็นว่าพอ “ค่ายกลใหญ่ฟ้า สุริยา” ที่ถูกสำนักกำเนิดหยางมองเป็นชีวิตถูกลูกไฟ ดวงนั้นพุ่งเข้าชนก็ใกล้จะทลายไม่เหมือนกับที่สำนัก กำเนิดหยางรับรองไว้ ไม่ช้าก็เร็วค่ายกลนี้ต้องพังลง ซ้ำดูท่าแล้วคงอีกไม่ นานนี้ หากค่ายกลพังทลาย พวกเขาจะยืนกรานสู้รบจนตัว ตายร่วมกับสำนักกำเนิดหยาง หรือว่าจะยอมยกธง ขาวดี?
พวกเขาต่างก็กำลังลังเล พากันครุ่นคิดถึงปัญหาที่อยู่
ตรงหน้าจนดวงตาของแต่ละคนกลอกกลิ้งไปมาไม่ หยุด “ผังชื่อเฉิง!” เมื่อวิกฤตอันตรายมาเยือน เจ้าสำนักกำเนิดหยางก็ หยิบเขาแรดอันหนึ่งขึ้นมาแล้วกรอกเสียงตะโกนลงไป “หากเจ้ายังไม่มา คำสัญญาที่สำนักของข้าเคยมอบให้ เจ้าเป็นอันยกเลิก!” เนี่ยเทียนหน้าเปลี่ยนสี “ผังชื่อเฉิง!” และพอเสื้อเกราะมังกรเพลิงได้ยินชื่อนี้ เปลวเพลิงก็ พลันลุกท่วมโชติช่วง คล้ายกำลังกระวนกระวาย ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 41 บทที่ 1225 ปราบสำนักกำเนิดหยาง
ผังชื่อเฉิง! เจ้าของเกราะมังกรเพลิงคนก่อนเคยสังหารเทพธิดา เปลวเพลิงทิ้งแล้วช่วงชิงเกราะมังกรเพลิงไปครอง ภายหลังคนผู้นี้ได้ถูกคนล้อมโจมตี จึงระเบิดพลังของ เกราะมังกรเพลิงเป็นครั้งสุดท้าย แล้วโชคดีเอาชีวิต รอดไปได้ ตลอดหลายปีที่ผ่านมานี้ นามว่าผังชื่อเฉิง เนี่ยเทียน เองก็เคยได้ยินมาหลายครั้ง แม้แต่หยวนจิ่วชวนมารสายฟ้าที่พลัดหลงเข้าไปใน พื้นที่ห้วงมิติปั่นป่วน และช่วงเวลาที่ใกล้จะทานทนไม่ ไหวก็ยังได้พ้นจากอันตรายมาได้เพราะผังชื่อเฉิง ซ้า ขอบเขตยังฝ่าทะลุขั้นอย่างรวดเร็ว
ผังชื่อเฉิงยังได้จัดการให้หยวนจิ่วชวนมารสายฟ้าไป พบกับเฟิงเป่ยหลัวแห่งส้านักศพฟ้า ชักน้าให้หยวน จิ่วชวนกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของกองก้าลังลับ “เจ้า ยังหวาดกลัวเขาอยู่อีกหรือ?”
เนี่ยเทียนมองเกราะมังกรเพลิงพลางปลดปล่อย กระแสจิตวิญญาณกลุ่มหนึ่งไปสื่อสาร “ข้าถูกชุบหลอมอีกครั้งก็เพราะเขา” วิญญาณมังการ ตอบรับมาอย่างรวดเร็ว “ตอนนั้นเลือดเนื้อของข้ายัง ก่อสร้างไม่ส้าเร็จ เป็นเพียงแค่วัตถุชิ้นหนึ่งเท่านั้น ขอบเขตของเขาเองก็ยังไม่สูงล้าสักเท่าไหร่ ความทรง จ้าที่ข้ามีต่อเขาก็คือ คนผู้นี้อ้ามหิตไร้ปราณี นิสัยบิด เบี้ยว คือคนบ้าวิปริตอย่างแท้จริง” “อ้อ” เนี่ยเทียนหัวเราะเบาๆ “บางทีอีกไม่นานคงได้ พบคนบ้านั่นแล้วล่ะ” “อู้ๆๆ!”
พื้นผิวภายนอก “ค่ายกลใหญ่ฟ้าสุริยา” ด้านในเขต อาคมเปลวเพลิง เปลวเพลิงกลุ่มนั้นยังคงควบคุม ลูกไฟร้อนแรง และสุดท้ายก็เผาไหม้ให้เขตอาคมเกิด เป็นช่องโหว่ช่องหนึ่ง “มีช่องโหว่ ค่ายกลใกล้จะพังแล้ว” โม่เชียนฝานกล่าว ด้วยน้าเสียงเย็นชา ชั่วขณะถัดมาเขาก็กลายร่างเป็นสายฟ้าเส้นหนึ่งที่พุ่ง ผ่านช่องโหว่เข้าไปยังค่ายกล “ตูม!” กายธรรมแห่งเทพของโม่เชียนฝานพลันลอยอยู่เหนือ ที่ตั้งของส้านักก้าเนิดหยาง กายธรรมที่มีหน้าตาเหมือนเขาอย่างไม่มีผิดเพี้ยน ทว่าร่างกลับสูงนับพันเมตร เรือนกายถูกห่อหุ้มไว้ด้วย สายฟ้าที่ประดุจมังกรยาว มือถือลูกแสงสายฟ้า ประหนึ่งทวยเทพบรรพกาลที่ควบคุมบ่อสายฟ้า
จ้านวนมาก “แดนเทพเจ้า!” “โม่เชียนฝานเลื่อนสู่แดนเทพเจ้าแล้วจริงๆ ด้วย!” “จะท้าอย่างไรดี?”
ตอนนี้ที่กายธรรมแห่งเทพของโม่เชียนฝานเผยกาย เหล่าผู้ฝึกลมปราณที่มาจากที่อื่นซึ่งมีส้านักก้าเนิดห ยางเป็นผู้น้าก็พากันสิ้นหวัง กายธรรมแห่งเทพของโม่เชียนฝานไม่ได้รีบร้อนลงมือ เพียงลอยตัวอยู่กลางอากาศ ข่มขวัญผู้ฝึกลมปราณ จากส้านักก้าเนิดหยางและส้านักอื่นๆ ขอบเขตแดนเทพเจ้าคือพลังการต่อสู้ที่แข็งแกร่งที่สุด ของส้านักก้าเนิดหยาง หรือแม้แต่ทั้งดินแดนก้าเนิด หยางในปัจจุบันนี้ ไม่มีผู้แข็งแกร่ง ชนต่างเผ่าหรือต้าจุนระดับสิบของเผ่า
วิญญาณโบราณระดับเดียวกันเผยกาย เกรงว่าคงไม่มี ใครสามารถข่มรัศมีของโม่เชียนฝานได้ โม่เชียนฝานไม่ได้รีบร้อนลงมือก็เพราะหวังให้ผู้ฝึก ลมปราณเหล่านั้นยอมแพ้แต่โดยดี เพราะเขาเองก็ไม่ อยากให้มีการนองเลือดเกิดขึ้น “ส้า ส้านักเหมิงหยวนของข้า ยินดีกลับเข้าสู่การดูแล ของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวอีกครั้ง! พวกเราเอง ก็ถูกบีบให้ต้องท้าอย่างนี้เหมือนกัน!” ผู้ฝึกลมปราณแดนเอตทัคคะช่วงต้นร่างกายผอมสูง คนหนึ่งยืนตัวสั่นเทิ้ม ก่อนจะเป็นฝ่ายขยับตัวออกห่าง พวกคนของส้านักก้าเนิดหยางแล้วเข้าใกล้กายธรรม แห่งเทพของโม่เชียนฝาน ก้มหน้าแสดงให้รู้ว่ายอม สวามิภักดิ์แต่โดยดี “ตระกูลหลิวถูกส้านักก้าเนิดหยางข่มขู่ จึงจ้าต้องมา ช่วยเหลือ ฟางหยวนบุตรแห่งดวงดาวคนที่ห้ารวมถึง
ลูกน้องของเรา พวกเราต่างก็ไม่ได้เข้าร่วมการโจมตี ด้วย” มีอีกคนหนึ่งลุกขึ้นยืนแล้วก้มหน้ายอมแพ้แต่ โดยดี “ข้า…” เพราะว่า “ค่ายกลใหญ่ฟ้าสุริยา” แตกทลาย เพราะ กายธรรมแห่งเทพของโม่เชียนฝานปรากฎ ผู้คน ทั้งหลายจึงลุกขึ้นให้ความร่วมมือ มีส้านักและตระกูลหกแห่งของดินแดนก้าเนิดหยางที่ มองเรื่องราวได้อย่างทะลุปรุโปร่งจึงเป็นฝ่ายตัดขาด ความสัมพันธ์จากส้านักก้าเนิดหยางเสียเอง “ดี!” โม่เชียนฝานหัวเราะยาวๆ พริบตาเดียวกายธรรมแห่ง เทพที่แผ่พลังอ้านาจศักดิ์สิทธิ์ก็ขยับไปบนยอดเขา ทรงพีระมิด “ควั่บ!”
มือใหญ่ของกายธรรมแห่งเทพยื่นออกไป โซ่เส้นหนึ่ง ที่เกิดจากการรวมตัวกันของสายฟ้าก็ยืดขยายไป หลายหมื่นจั้ง แผล็บเดียวก็รัดพันไปที่ยอดเขาลูกนั้น โซ่ประดุจงูสายฟ้าที่เพียงไม่กี่วินาทีก็ล้อมวนไปทั่ว ภูเขารอบแล้วรอบเล่า “พลังแห่งเทพสายฟ้า จงตื่นให้ข้า!” โม่เชียนฝานร่ายเวทคาถาอย่างหนึ่งก็เห็นเพียงว่า อักขระศักดิ์สิทธิ์พร่างพราวที่อยู่ในโซ่สายฟ้าอันเป็น ตัวแทนของความลี้ลับแห่งอสนีพากันบินออกมา ส่อง แสงเจิดจ้าแสบตา เทือกเขาที่กักขังฟางหยวนและลูกน้องของเขาถูกโซ่ สายฟ้ากระตุกจนหลุดลอยขึ้นมา “ครืนๆๆ!” เทือกเขาที่สั่นไหวโคลงเคลงพร้อมเสียงอึกทึกบินมา ทางกายธรรมแห่งเทพของโม่เชียนฝานอย่างเชื่องช้า
ระหว่างทางพลังสายฟ้าได้โจมตีให้ค่ายกลเปลวเพลิง ทั้งหมดที่สลักไว้ตัวภูเขาระเบิดทลาย กรงขังขนาดใหญ่ยักษ์จ้านวนมากที่กักขังฟางหยวน และลูกน้องของเขา รวมไปถึงพวกคนทรยศและพวก คนมีความผิดมหันต์ของดินแดนก้าเนิดหยางต่างพา กันระเบิดแตก ค่ายกลสลายสิ้น คนเหล่านั้นจึงหลุด ออกมา “ฟิ้ว!” เนี่ยเทียนขับเรือดาราลอดผ่านช่องปริแตกของ “ค่าย กลใหญ่ฟ้าสุริยา” ที่ค่อยๆ ขยายใหญ่เข้ามา เรือดารามาหยุดอยู่ตรงหน้าฟางหยวนแล้วรับตัวฟาง หยวนที่หลุดออกมาจากกรงขังเอาไว้ “เนี่ยเทียน!” ดวงตาของฟางหยวนแดงก่้า กล่าวด้วยท่าทางอับอาย เล็กน้อย “ข้า ข้าท้าให้ส้านักขายหน้า เดิมทีนึกว่าจะ
มาช่วยส้านักปลอบใจส้านักก้าเนิดหยาง ใครจะไป คาดว่าส้านักก้าเนิดหยางจะใจกล้าขนาดนี้ แม้แต่ข้าก็ ยังกล้าจับขัง” ระหว่างที่พูดเขาก็เหลือบมองไกลๆ ไปยังชีเจียวหยาง ที่ยืนอยู่ข้างกายอู๋จู๋รื่อ ดินแดนว่างเปล่าของชีเจียวหยางแตกสลาย ขอบเขต ในตอนนี้จึงดิ่งลงสู่เขตวิญญาณ สายเลือดวิหคทองใน ร่างก็เหมือนจะได้รับอิทธิพลจากเปลวเพลิงกลุ่มนั้น จึงดูอ่อนระโหยโรยแรงอย่างเห็นได้ชัด ย้อนนึกถึงตอนที่เขาประมือกับอีกฝ่าย ชีเจียวหยางก็ เหมือนว่าจะมีวิธีการให้น้ามาใช้รับมือนับไม่ถ้วน ซ้า ยังระเบิดพลังงานที่ผสานรวมระหว่างแดนว่างเปล่า และสายเลือด ฟางหยวนก็ยิ่งขมขื่น
ชีเจียวหยางที่มีสายเลือดวิหคทองซึ่งท้าให้เขาพ่ายแพ้ เมื่อมาเผชิญหน้ากับเนี่ยเทียนกลับพ่ายแพ้อย่างราบ คาบ จนแม้แต่เขาเองก็ยังนึกไม่ถึง ศิษย์น้องเล็กคนนี้ของเขาแข็งแกร่งและยิ่งใหญ่ได้ถึง ขั้นนี้โดยที่เขาไม่ทันรู้ตัวแม้แต่น้อยเลยหรือ?
“ผังชื่อเฉิง!” อู๋จู๋รื่อกู่ร้องกรอกเสียงลงใส่เขาแรดซ้าแล้วซ้าเล่า พยายามจะเรียกผังชื่อเฉิงให้ออกมาให้จงได้ น่าเสียดายที่ไม่มีเสียงใดๆ ตอบรับเขากลับมา “ผังชื่อเฉิง ชื่อนี้…เหมือนเคยได้ยินมาก่อน” อิ่นสิง เทียนผู้เฒ่าประหลาดแห่งส้านักกระบี่เมฆาคล้อย ขมวดคิ้วครุ่นคิด “ผังชื่อเฉิงไม่ใช่ศิษย์ทรยศของส้านัก ห้าธาตุ ถูกส้านักห้าธาตุใช้ค้าสั่งแห่งเทพเพลิงป่าว ประกาศตามหาตัวไปทั่วโลกคนนั้นหรอกหรือ?”
“อู้ๆๆ!” เงาร่างมากมายของส้านักอสนีสวรรค์และตระกูลโม่ พลิ้วตัวลอดผ่าน “ค่ายกลใหญ่ฟ้าสุริยา” ลงมาแล้ว มาหยุดยืนอยู่ข้างกายเนี่ยเทียน เนื่องด้วยสัจธรรมความจริงแห่งเปลวเพลิงที่สลักเป็น ภาพอยู่บนผนังต้าหนักแต่ละหลังถูกตัดขาด “ค่ายกล ใหญ่ฟ้าสุริยา” จึงค่อยๆ สูญเสียประสิทธิภาพ ค่ายกลใหญ่ที่มีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วดินแดนมนุษย์ มานานหลายหมื่นปีกลับพังทลายลงในคราวนี้ “ส้านักก้าเนิดหยาง! ยินดีกลับเข้าเป็นผู้พึ่งพาของ พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวอีกครั้ง!” แดนเอตทัคคะ ช่วงท้ายท่านหนึ่งที่มีผมสีแดงเพลิง แม้แต่คิ้วหรือ หนวดก็เป็นสีแดงพลันถลันขึ้นยืน “เรื่องที่เราทรยศ ต่อพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว เป็นการตัดสินใจ ของอู๋จู๋รื่อ ข้าเป็นผู้ยืนกรานคัดค้าน”
“ผู้อาวุโสหนิง!” อู๋จู๋รื่อหน้าเปลี่ยนสี หนิงจี้ผู้อาวุโสคนส้านักของส้านักก้าเนิหยางสีหน้า เย็นชา เอาแต่หันมาพูดกับเนี่ยเทียนราวกับไม่เห็นอู๋ จู๋รื่ออยู่ในสายตา “เพียงแค่เพราะเขาเป็นเจ้าส้านัก ค้าพูดของเขาจึงเป็นตัวแทนของส้านักก้าเนิดหยาง พวกเราจึงจ้าต้องเชื่อฟัง เรื่องที่เขาสมคบคิดกับผังชื่อ เฉิงศิษย์ทรยศของส้านักห้าธาตุ ข้าเองก็พอจะรู้มาอยู่ บ้าง” เมื่อเขาพูดอย่างนี้ คนของส้านักก้าเนิดหยางอีกหลาย คนที่เดิมทีก็สั่นคลอนอยู่แล้ว ความตั้งมั่นจึงแหลก สลายในบัดดล ชั่วพริบตาเดียว ผู้อาวุโสและคนในส้านักก้าเนิดหยาง ก็พากันลุกขึ้นยืนแล้วเป็นฝ่ายตัดขาดความสัมพันธ์ กับอู๋จู๋รื่อและชีเจียวหยาง “เขาเป็นคนที่ถูกเจ้าส้านักอู๋จู๋รื่อพาตัวกลับมา ไม่
เกี่ยวข้องอะไรกับส้านักก้าเนิดหยางของเรา พวกเรา คาดเดาเอาว่า เขาคือลูกนอกสมรสของเจ้าส้านัก!” “รู้มาแต่แรกแล้วว่าเรื่องนี้ผิดปกติ ตอนยังเด็ก ชี เจียวหยางมีแค่ธาตุไฟเท่านั้น ทว่าพอเติบใหญ่กลับมี สายเลือดวิหคทองฟื้นตื่นขึ้นมา” “พวกเขาสองคนไม่มีความสัมพันธ์กับส้านักก้าเนิดห ยางเรา ไม่แน่ว่าอาจจะเป็นคนของผังชื่อเฉิงก็เป็นได้” แต่ละคนของส้านักก้าเนิดหยางที่กระโดดออกมาต่าง ก็หันหัวหอกเข้าหาอู๋จู๋รื่อและชีเจียวหยาง เนี่ยเทียนที่มารับฟางหยวนยืนอยู่บนเรือดารา หรี่ตา กวาดมองไปรอบๆ ก่อนจะหันไปพูดกับฟางหยวน “ศิษย์พี่ ในเมื่อท่านอยู่ที่นี่ ธุระที่เหลือ ท่านเป็นคน จัดการต่อเถิด” “พวกเราไปกัน!” อู๋จู๋รื่อตวาดขึ้นหนึ่งค้า ก็ทะยานขึ้น ไปบนท้องฟ้าพร้อมกับชีเจียวหยาง
———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 41 บทที่ 1226 ไล่ตรวจสอบ
ฝูงชนต่อต้าน ญาติมิตรหลีกหนี อู๋จู๋รื่อและชีเจียวหยางสองคนรู้ดีว่าหากอยู่ในสำนัก กำเนิดหยางต่อไป จะต้องเผชิญกับหายนะแบบใด คนทั้งสองจึงรีบทะยานขึ้นไปบนฟ้า “หนี?” โม่เชียนฝานหลุดหัวเราะพรืด “ยังจะหนีไป ไหนได้อีก? สูญเสียการปกป้องจากค่ายกล ไม่ได้รับ การตอบรับจากผังชื่อเฉิง แค่พวกเจ้าสองคน คิดว่าจะ หนีไปจากเงื้อมมือข้าได้งั้นรึ?”
กายธรรมแห่งเทพของเขาพลันบินทะยานขึ้นฟ้า เนี่ยเทียนหรี่ตาจับจ้องอย่างละเอียดอยู่พักหนึ่งก็เห็น ว่ากายธรรมแห่งเทพของโม่เชียนฝานไล่ตามขึ้นไป ประหนึ่งสายฟ้าที่แลบปลาบ ขยับเข้าไปใกล้ลำแสง
เปลวเพลิงสองเส้นที่จำแลงมาจากร่างของอู๋จู๋รื่อและชี เจียวหยางอย่างรวดเร็ว ตอนที่ยังไม่เลื่อนสู่แดนเทพเจ้า ขอบเขตและตบะของ โม่เชียนฝานเท่าเทียมกับอู๋จู๋รื่อ พลังการต่อสู้ที่แท้จริง อาจจะอ่อนด้อยกว่าเล็กน้อย ทว่าพอเลื่อนสู่แดนเทพเจ้า ความสมดุลนั้นก็ถูก ทำลายลงอย่างสิ้นเชิง! ทุกคนต่างก็มองออกว่าโม่เชียนฝานที่ได้ครอบครอง กายธรรมแห่งเทพ เมื่อใช้พลังแห่งแดนเทพเจ้าก็มีโลก ที่สายฟ้าตัดสลับ ประหนึ่งมหาสมุทรสายฟ้าที่ตรงเข้า กลบทับแดนเอตทัคคะเปลวเพลิงของอู๋จู๋รื่อเอาไว้จน มิด สายเลือดวิหคทองของชีเจียวหยางระเบิดแก่นเลือดสี ทองหลายหยดออกมา ทว่าเมื่อเจอกับสายฟ้าบ้าคลั่ง แก่นเลือดเหล่านั้นกลับพลันระเบิดสาดกระเซ็น
“อีกเดี๋ยวอู๋จู๋รื่อและชีเจียวหยางก็จะถูกจับตัว กลับมา” เนี่ยเทียนถอนสายตากลับมา ก่อนจะมองไปยังหนิงจี้ แห่งสำนักกำเนิดหยาง กวักมือเรียกให้เขามาพบ หนิงจี้ขยับเข้ามาใกล้อย่างนอบน้อม เมื่ออยู่ห่างจาก เรือดาราประมาณสามเมตรก็หยุดชะงัก ก้มหน้ากล่าว ว่า “ข้าหนิงจี้มีความผิด เป็นถึงผู้อาวุโสของสำนัก กำเนิดหยาง แต่กลับทนมองให้อู๋จู๋รื่อแอบสมคบคิด กับผังชื่อเฉิงศิษย์ทรยศของสำนักห้าธาตุ ไม่ยอม ต่อต้านอย่างจริงจัง ข้าผู้อาวุโสผิดเอง…” เขาเป็นฝ่าย ขอโทษก่อน หวังว่าจะได้รับการอภัยจากเนี่ยเทียน และฟางหยวน ที่เขามีท่าทางนอบน้อมและขลาดกลัวก็เพราะต้อง เผชิญหน้ากับเนี่ยเทียน ทางฝ่ายของฟางหยวน เขาแค่มองไม่กี่ทีก็ถอนสายตา
กลับคืนมา ฟางหยวนขมขื่นเต็มหัวใจ เขาใจดีว่าเพราะตัวเองถูก ชีเจียวหยางโจมตีให้พ่ายแพ้ภายใต้สายตาของผู้คน มากมายที่เป็นพยาน นับแต่นี้ไปผู้ฝึกลมปราณ มากมายในสำนักกำเนิดหยางและดินแดนดวงดาว แห่งนี้จะไม่มีทางเคารพเขาจากใจจริงอีก ต่อจากนี้ไป เหล่าผู้อาวุโสที่มีหนิงจี้เป็นตัวแทน รวมถึงลูกศิษย์ของสำนักกำเนิดหยางมีแต่จะหวาด เกรงเนี่ยเทียนเท่านั้น “ศิษย์พี่ ภารกิจปลอบโยนสำนักกำเนิดหยาง เดิมที สำนักเป็นคนมอบให้ท่าน” เนี่ยเทียนหันไปพูดกับฟาง หยวนอย่างจริงจัง “เรื่องนี้ท่านจัดการตามสบายเถอะ รอให้อู๋จู๋รื่อและชีเจียวหยางถูกนำตัวกลับมา จะ จัดการเช่นไรก็อยู่ที่การตัดสินใจของท่าน” “ข้า…” ฟางหยวนทำท่าจะพูดแต่ก็หยุดชะงักไปก่อน
“เอาตามนี้” เนี่ยเทียนตัดบทคำพูดท่อนหลังของเขา “ต่อสู้กับชีเจียวหยาง ข้าสูญเสียพลังไปมาก จำเป็นต้องใช้เวลาในการฟื้นคืนพลังสักหน่อย” “ข้าผู้อาวุโสนำทางให้ดีไหม?” หนิงจี้กระวีกระวาด เสนอตัว “ไม่จำเป็น” เนี่ยเทียนโบกมือบอกให้เขาไม่ต้อง เกรงใจ แค่รับฟังการจัดการกับฟางหยวนก็พอ จากนั้นเขาก็หันมาสั่งความพวกโม่หลี โม่ชิงเหลยแห่ง สำนักอสนีสวรรค์และคนจากตระกูลโม่อีกเล็กน้อย โดยต้องการให้พวกเขาทำตามคำสั่งของฟางหยวน “อู้!” แม้แต่เรือดาราเขายังสละทิ้ง มอบไว้ให้กับฟางหยวน ชั่วคราว ส่วนตัวเขาบินไปยังด้านนอกของค่ายกล แล้วพลิ้วตัวลงยังมุมหนึ่งของทะเลทรายที่ร้อนระอุ พอเขาขยับตัว เปลวเพลิงร้อนแรงกลุ่มนั้นก็บินออก
จาก “ค่ายกลใหญ่ฟ้าสุริยา” ติดตามไปเบื้องหลังเขา ด้วย “ตูม!” กลุ่มแสงเปลวเพลิงระเบิดแตก เปลวเพลิงกลุ่มเล็กๆ ที่ไฟศักดิ์สิทธิ์เคยมอบไว้ให้ปรากฏตัวอยู่ในกลุ่มแสง อย่างเริงร่า ขณะเดียวกันนั้น เกราะมังกรเพลิงเองก็เกิดการ เปลี่ยนแปลงอีกครั้ง มันหดตัวกลายเป็นมังกรเพลิง ขนาดเล็กกว่าเดิมหลายเท่าตัว เพียงลังเลอยู่แค่ไม่กี่วินาที เนี่ยเทียนก็เรียกท่อน กระดูกของสัตว์ยักษ์มวลดาราออกมาด้วย “เมล็ดพันธ์เปลวเพลิง เกราะมังกรเพลิง ท่อนกระดูก …” เนี่ยเทียนกลอกตา สื่อสารไปหาวิญญาณมังกรของ เกราะมังกรเพลิงก่อน โดยที่ไม่ได้ปลดปล่อยกระแส
จิตวิญญาณอีกต่อไป แต่ถามออกมาตรงๆ “ในเมื่อ เลือดเนื้อของเจ้าก่อตัวขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง จนถือว่าฟื้น คืนชีพได้ตามความหมายที่แท้จริงแล้ว หลังจากนี้เจ้า คิดจะทำอย่างไรต่อไป?”
มังกรเพลิงขนาดกะทัดรัดยาวแค่สามเมตรประหนึ่งงู เพลิงตัวหนึ่งพูดตอบด้วยภาษามนุษย์ว่า “หลังจากนี้ …” “หากไม่ถือสา ข้าอยากจะอยู่ข้างกายเจ้าต่อไป” มังกรเพลิงกล่าวอย่างตรงไปตรงมา “ชื่อเดิมของข้าก็ คืออาเจียซือ เฟ่ยลี่เค่อซือที่เจ้าเจอในมหาสมุทรดาว มอดดับคือพี่ชายแท้ๆ ของข้า บิดาของข้าคือปาผู่ตี้ ซือถ่า เผ่ามังกรยักษ์ ประมุขของสายมังกรเพลิง ใน อดีตข้าชอบเล่นสนุกเกินไปจึงลอดผ่านช่องทางแห่ง ดินแดนมาโผล่ในดินแดนของเผ่ามนุษย์และทำตัว กร่างไปทั่ว”
“สุดท้ายข้าถูกสังหาร หลังจากทั้งกระดูก เลือดและ จิตวิญญาณถูกเลาะแยกจากกัน ก็ถูกเส้าเทียนหยาง ใช้เวทลับเปลวเพลิงชุบหลอมจนกลายมาเป็นเสื้อ เกราะ” “หากไม่มีเจ้า ไม่ว่าจะเป็นโหลวหงแยน หรือผังชื่อเฉิง ก็ไม่มีทางชุบชีวิตข้า ทำให้ข้ามีเลือดเนื้อกลับคืนมาได้ อีก” “…” อาเจียซือบอกชื่อของตัวเอง พร้อมกับเล่าให้เนี่ยเทียน ฟังถึงฐานะ ชาติกำเนิดและฐานะของบิดาในเผ่ามังกร อย่างละเอียด สุดท้ายยังแสดงท่าทีด้วยว่าเมื่ออยู่ กับเนี่ยเทียนจะช่วยให้มันเลื่อนขั้นทางสายเลือดได้อีก ครั้ง นอกจากนี้เกราะมังกรเพลิงยังมีความลับอีกอย่างหนึ่ง ที่ยังทำความเข้าใจได้ไม่กระจ่างแจ้ง
ด้านหนึ่งคือสถานที่มหัศจรรย์ที่มีซากโครงกระดูกของ มังกรเพลิง และยังมีอีกข้อหนึ่งก็คือสัจธรรมแห่งเปลว เพลิงที่เส้าเทียนหยางสลักไว้ในเสื้อเกราะซึ่งซ่อน ความลับไว้มากมายจนนับไม่ถ้วน หากเขาสามารถทำ ความเข้าใจกับมันได้ มันจะช่วยให้สายเลือดมังกร เพลิงของเขาพัฒนาและแปรสภาพไปอีกระดับหนึ่ง หากสามารถบรรลุความลี้ลับแห่งเปลวเพลิงที่เส้า เทียนหยางทำความเข้าใจมาทั้งชีวิต บางทีสายเลือด มังกรเพลิงของเขาก็อาจจะได้พัฒนาไปในเส้นทางที่ แตกต่างกับบิดาของเขาเอง “ในเมื่อเจ้าตัดสินใจที่จะอยู่ต่อ ถ้าอย่างนั้นหลังจากนี้ หากข้าต้องการ เจ้าก็ต้องช่วยข้าอย่างสุด ความสามารถ” เนี่ยเทียนนิ่งคิดไปนาน ก่อนกล่าวว่า “ข้ารับรองได้แค่ว่า ศัตรูของข้าจะไม่มีเผ่ามังกรเพลิง ของพวกเจ้า อีกอย่าง เจ้าต้องยอมทุ่มเทเพื่อข้า สู้รบ
เคียงบ่าข้า ข้าถึงจะยอมมอบพลังให้เจ้าต่อ” “หากเจ้าไม่ยินดี เห็นแก่ที่เราอยู่ด้วยกันมานานหลาย ปี ข้าสามารถส่งเจ้ากลับไปที่เผ่ามังกร เจ้าคิดให้ดี ก่อนตัดสินใจ” อาเจียซือไม่ได้ลังเลอะไรมากนัก เขากล่าวตอบรับ อย่างฉับไว “ข้ายินดีอยู่กับเจ้าต่อ” “ดี” เนี่ยเทียนพยักหน้ารับ อาเจียซือที่ฟื้นคืนชีพกลับมาอีกครั้ง ตอนนี้สายเลือด ยังมีแค่ระดับแปด ดูจากความรู้สึกของเนี่ยเทียน อย่างมากสุดก็เทียบเคียงได้กับแดนว่างเปล่าช่วงท้าย เท่านั้น แต่ว่าเมื่อบวกกับพลังแห่งสายเลือดของเขาซึ่ง สามารถกระตุ้นพลังแฝงได้ บางทีก็อาจจะต่อสู้กับ แดนเอตทัคคะช่วงต้นได้ เขาจึงหันไปมองยังเมล็ดพันธ์เปลวเพลิง
“เมล็ดพันธ์เปลวเพลิง…” นับตั้งแต่ที่สายเลือดของเขาแปรสภาพสู่ระดับแปด ปลุกสายเลือดการกรอกเทพลังชีวิตขึ้นมา และกรอก เทให้กับเมล็ดพันธ์เปลวเพลิง เขาก็รู้สึกว่าเมล็ดพันธ์ เปลวเพลิงมีการเปลี่ยนแปลงที่น่าตะลึง ในอดีต เมล็ดพันธ์เปลวเพลิงให้ความรู้สึกเป็นเพียง ภาพมายาที่เลื่อนลอย เพียงแค่มีพลังความร้อนที่แผด เผาเท่านั้น ตอนนี้เมล็ดพันธ์เปลวเพลิงกลับให้ความรู้สึกเหมือน มันเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีเลือดมีเนื้อ การกรอกเทพลังชีวิตสามารถนำมาใช้กับเมล็ดพันธ์ เปลวเพลิง สามารถใช้กับหมื่นสรรพสิ่งไร้รูปลักษณ์ รวมไปถึงพืชหญ้า ไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีเลือด เนื้ออย่างเกราะมังกรเพลิงหรือท่อนกระดูกของสัตว์ ยักษ์มวลดารา
“ก่อนหน้านี้แก่นเลือดของข้าเอาไปแลกกับเมล็ดพันธ์ เปลวเพลิงจากไฟศักดิ์สิทธิ์ได้ ตอนนี้เมื่อเมล็ดพันธ์ เปลวเพลิงได้รับการกรอกเทแก่นเลือดของข้าเข้าไป มันจึงคล้ายสิ่งมีชีวิตที่มีการพัฒนา” เขารวบรวมสมาธิรับสัมผัสก็รู้สึกได้ว่านานวันเลือดลม ของเมล็ดพันธ์เปลวเพลิงก็ยิ่งขยับเข้าไปใกล้ปราณ ของไฟศักดิ์สิทธิ์แห่งดินแดนไฟโลกันตร์มากขึ้นทุกที แล้ว เขาถึงขั้นเกิดความรู้สึกอันมหัศจรรย์ว่า เมล็ดพันธ์ เปลวเพลิงกลุ่มนี้ค่อยๆ กลายมาเป็นเหมือนร่างแยก ของไฟศักดิ์สิทธิ์ ที่สืบทอดความมหัศจรรย์ทั้งหมด ของไฟศักดิ์สิทธิ์มา ต่อให้วันหนึ่งไฟศักดิ์สิทธิ์มอดดับ ไม่ดำรงอยู่อีกต่อไป แต่ขอให้เมล็ดพันธ์เปลวเพลิงยังอยู่ ไฟศักดิ์สิทธิ์ก็ยังมี ชีวิตอยู่
ในอนาคต เมล็ดพันธ์เปลวเพลิงอาจกลายมาเป็นไฟ ศักดิ์สิทธิ์ หรือไม่ก็เป็นอะไรบางอย่างที่ระดับสูงยิ่ง กว่า “ในอดีตไฟศักดิ์สิทธิ์สามารถเผาดินแดนไฟโลกันตร์ ให้มอดไหม้ ทำให้อาณาจักรทั้งหมดในดินแดนหนึ่ง ถูกเผาผลาญจนสิ้น” พอคิดถึงความร้ายกาจของไฟ ศักดิ์สิทธิ์ เนี่ยเทียนก็แอบจุ๊ปากอยู่กับตัวเอง “ส่วน เจ้า ในช่วงเวลานี้ก็สามารถกำราบผู้ฝึกลมปราณแดน เอตทัคคะและแดนว่างเปล่าที่ฝึกคาถาเปลวเพลิงได้ อย่างราบคาบ ทำให้แดนเอตทัคคะและแดนว่างเปล่า ถูกเผาไหม้” “หากเติบโตต่อไป หลังจากนี้เมื่อเจอกับผู้ฝึกวิชา เปลวเพลิงแดนเทพเจ้า จะเป็นไปได้ไหมที่เจ้าจะ…” “เอ๊ะ!” เนี่ยเทียนคิดมาถึงตรงนี้ก็รู้สึกเพียงว่าในมหาสมุทร
จิตวิญญาณมีริ้วคลื่นกระเพื่อมขึ้นมาเบาๆ ดูเหมือนว่าเมล็ดพันธ์เปลวเพลิงจะสามารถตอบรับ เขาด้วยวิธีการบางอย่างที่ตัวเขาไม่เข้าใจ เขายังถึงขั้นไม่สัมผัสได้ถึงจิตวิญญาณใดๆ ที่อยู่ใน เมล็ดพันธ์เปลวเพลิงด้วย ทว่าเมล็ดพันธ์เปลวเพลิงกลับส่งปราณเสี้ยวหนึ่งมาให้ เขา —ปราณที่แสดงให้เห็นถึงการยืนยันในความคิดของ เขา! “ปราณเปลวเพลิงที่ลึกลับเสี้ยวหนึ่งก็คือตัวแทน ความคิดของเจ้า!” เนี่ยเทียนสีหน้าฮึกเหิมราวกับ เข้าใจความคิดของเมล็ดพันธ์เปลวเพลิงผ่านปราณ เสี้ยวนั้น
ขอแค่มันยังพัฒนาอย่างแข็งแกร่งต่อไป ผู้ฝึกวิชา เปลวเพลิงแดนเทพเจ้าก็สามารถถูกพลังของมัน กำราบได้! “เกราะมังกรเพลิงและเมล็ดพันธ์เปลวเพลิงต่างก็ กำลังเติบโต ทั้งยังเปลี่ยนมาเป็นแข็งแกร่งอย่าง ต่อเนื่อง ถ้าอย่างนั้น…” ความมั่นใจของเนี่ยเทียนพลันเพิ่มมากขึ้น แล้วจู่ๆ เขาก็หันไปมองยังกระดูกของสัตว์ยักษ์มวลดารา เตรียมทดลองติดต่อไปหามัน เพื่อดูว่าจิตวิญญาณใน ท่อนกระดูกฟื้นตื่นขึ้นมาหรือยัง ทว่าขณะที่เขาเตรียมจะลงมือนั้นเอง ไข่มุกวิญญาณ มืดกลับเป็นฝ่ายบินออกมาหาเขาก่อน เป็นครั้งแรกที่วิญญาณวัตถุในไข่มุกวิญญาณมืดแสดง ความต้องการให้เนี่ยเทียนทราบ มันเองก็ปรารถนาที่จะให้เนี่ยเทียนใช้การกรอกเท
แก่นเลือดมาหล่อเลี้ยงวิญญาณร้ายทั้งห้าในไข่มุก “พวกมัน ไม่มีเรือนกายที่แท้จริง เป็นเพียงแค่ วิญญาณเท่านั้น เอาแก่นเลือดของข้าไปแล้วจะมี ประโยชน์อันใด?” เนี่ยเทียนไม่เข้าใจสักเท่าไหร่นัก
แต่ว่าพอเขาคิดพิจารณาอย่างละเอียดแล้วก็ยังดึงเอา แก่นเลือดห้าหยด และใช้วิธีการกรอกเทพลังชีวิต ผสานรวมเข้าไปในวิญญาณร้ายทั้งห้า วิญญาณร้ายทั้งห้ารีบเขมือบกลืนแก่นเลือดห้าหยด อย่างตะกละตะกลาม! ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี
เล่มที่ 41 บทที่ 1227 วิญญาณร้ายรวมเป็นของจริง
วิญญาณร้ายทั้งห้าที่มีทั้งอารมณ์อาฆาต หวาดกลัว สิ้นหวัง เดือดดาลและกระหายการเข่นฆ่าก่อกำเนิด ขึ้นมาได้เพราะวิญญาณวัตถุในไข่มุกวิญญาณมืด รวบรวมพลังงานทางลบทั้งห้าชนิด ในความทรงจำของเนี่ยเทียน วิญญาณร้ายทั้งห้า มักจะดูดกลืนพลังของซากวิญญาณที่ถูกไข่มุก วิญญาณมืดดูดซับมาเสมอ พื้นที่สีเขียวในไข่มุกก็จำแลงออกมาเป็นห้าพื้นที่ ซึ่ง วิญญาณร้ายทั้งห้าต่างก็แยกกันควบคุมพื้นที่หนึ่ง ไม่มีเรือนกายที่แท้จริง เป็นเพียงภาพมายา เพียงแต่ ว่าในความทรงจำของเขา วิญญาณร้ายที่อยู่ในสภาวะ ของวิญญาณไม่เคยกลืนกินสิ่งที่จับต้องได้จริงมาก่อน
ทว่าตอนนี้เมื่อแก่นเลือดของเขาถูกดึงออกมาจากใน ร่าง และใช้พรสวรรค์ “การกรอกเทพลังชีวิต” ที่ฟื้น ตื่นขึ้นมาใหม่ ความบ้าคลั่งและความตะกละตะกลาม ที่วิญญาณร้ายทั้งห้าแสดงออกมา กลับทำให้เขาต้อง มองพวกมันเสียใหม่ ภาพเหตุการณ์ตรงหน้านี้น่าเหลือเชื่อเกินไป! แก่นเลือดแห่งชีวิตห้าหยดที่ออกมาจากหัวใจของเขา โปร่งใสแวววาวราวอัญมณีสีแดงซึ่งถูกวิญญาณร้ายทั้ง ห้ากัดกิน จนหดเล็กลงอย่างรวดเร็ว เนี่ยเทียนเพ่งสมาธิมองไปก็ค้นพบว่าเรือนกายที่เป็น ภาพมายาของวิญญาณร้ายทั้งห้ากลับมอบความรู้สึก เสมือนเป็นสิ่งมีชีวิตจริงๆ ให้แก่เขา! มีเลือดลมที่แผ่วเบามากๆ ขุมหนึ่งแผ่ออกมาจากใน ร่างของพวกมัน “หรือว่า…”
เนี่ยเทียนตัวสั่นสะท้าน รีบติดต่อไปหาวิญญาณวัตถุ ของไข่มุกวิญญาณมืด “พวกมัน กินแก่นเลือดของข้า เข้าไปแล้วจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอะไร? เปลี่ยนจาก ร่างวิญญาณมายามามีเลือดเนื้อเป็นของตัวเอง?”
วิญญาณวัตถุให้คำยืนยันกลับมาทันที “เป็นเช่นนั้น จริง!” เนี่ยเทียนตะลึงไปอีกครั้ง “หากพวกมันมีเลือดมีเนื้อ แล้วจะกลายมาเป็นอย่างไร?”
“นี่เกี่ยวพันกับความลับสุดยอดอย่างหนึ่งของเผ่าอสูร กาย” วิญญาณวัตถุเอ่ยตอบ “ความลับนั้นข้าเองก็ไม่ รู้เหมือนกัน เพียงแต่ว่าในความทรงจำของข้าเคยได้ ยินเรื่องนี้มาก่อน ส่วนรายละเอียด…ข้าไม่มีคุณสมบัติ มากพอที่จะได้รับรู้” วิญญาณวัตถุเกิดขึ้นจากดวงวิญญาณของมหาราชา เผ่าอสูรกายคนหนึ่งกับตราประทับแห่งจิตวิญญาณ
ของเนี่ยเทียน หากเปลี่ยนไปเป็นในอดีต มหาราชาเผ่าอสูรกาย สายเลือดระดับเก้านับเป็นบุคคลที่น่าหวาดกลัวซึ่งอยู่ สูงจนไม่อาจเอื้อมสำหรับเขา ทว่าเขาในเวลานี้มีความรู้ที่ลึกซึ้งต่อชนต่างเผ่าต่างๆ หลังจากที่ตัวเองแข็งแกร่งได้มากพอจึงเข้าใจว่ามหา ราชาระดับเก้า ไม่ใช่ผู้ที่อยู่เหนือสุดในบรรดากลุ่มของ ชนต่างเผ่า ต้าจุนระดับสิบต่างหากถึงจะเป็นผู้ออกคำสั่งและเป็น ผู้นำของแต่ละชนเผ่าอย่างแท้จริง ด้วยเหตุนี้เมื่อวิญญาณวัตถุบอกว่าวิญญาณร้ายทั้งห้า เกี่ยวพันกับความลับหนึ่งของเผ่าอสูรกาย แต่ความ ทรงจำของมันมีไม่ครบ เนี่ยเทียนลองคิดตามอย่าง ละเอียดก็พอจะเข้าใจได้ “วิญญาณร้ายที่กลายมามีเลือดมีเนื้อเกี่ยวพันกับ
ความลับหนึ่งของเผ่าอสูรกาย และไข่มุกวิญญาณมืด เองก็เป็นสมบัติล้ำค่าของพวกอสูรกาย ตลอดทั้งชน เผ่าก็มีอยู่แค่สามชิ้นเท่านั้น” ขณะที่เนี่ยเทียนกำลังใคร่ครวญก็ค้นพบว่า วิญญาณ ร้ายทั้งห้ากลืนกินแก่นเลือดของเขาไปจนเกลี้ยงแล้ว เห็นได้ชัดว่าวิญญาณร้ายทั้งห้ามีการเปลี่ยนแปลงเล็ก ละเอียดบางอย่างเกิดขึ้น มีร่องรอยของสิ่งมีชีวิต ปรากฏขึ้นเสี้ยวหนึ่ง แล้วก็มีเลือดเนื้อที่คล้ายจะแฝง ปราณของเลือดลมอ่อนจางเอาไว้… เพียงแต่ว่ายังอยู่ไกลเกินกว่าจะแปรสภาพเปลี่ยนมา เป็นสิ่งมีชีวิตที่แท้จริง วิญญาณร้ายทั้งห้ามองเนี่ยเทียนพลางส่งเสียงคำราม แผ่วเบา ซึ่งเนี่ยเทียนสามารถเข้าใจคำขอร้องของ พวกมัน “ยังต้องการอีก…”
เนี่ยเทียนถอนหายใจเบาๆ เอ่ยเนิบช้า “หวังว่าพวก เจ้าจะไม่ทำให้ข้าผิดหวัง ท่อนกระดูกของสัตว์ยักษ์ มวลดารา เกราะมังกรเพลิงและเมล็ดพันธ์เปลวเพลิง ที่ได้รับการกรอกเทแก่นเลือดจากข้าเข้าไปล้วนเกิด การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ พวกเจ้าก็อย่าทำให้ สิ้นเปลืองแก่นเลือดของข้าเด็ดขาด เพราะอย่างไรเสีย มันก็เปลี่ยนมาเป็นล้ำค่ามากขึ้นทุกทีแล้ว” หลังจากสายเลือดแห่งชีวิตแปรสภาพสู่ระดับแปด เนี่ยเทียนยังหาวิธีเข้าไปในดินแดนเลือดได้เจอ เขายังไม่รู้ว่าต้องใช้แก่นเลือดแห่งชีวิตอีกกี่หยดไป กระตุ้นถึงจะสามารถเข้าไปในดินแดนเลือดเพื่อตาม หาเวทลับทางสายเลือดแห่งชีวิตได้อีกครั้ง สายเลือดแห่งชีวิตระดับแปดปลุกพรสวรรค์ผลึกลี้ลับ การกรอกเทพลังชีวิตและเพิ่มจำนวนรวมของแก่น เลือดให้กลายมาเป็นสามร้อยหยด
ไม่ว่าจะเป็นผลึกลี้ลับ การกรอกเทพลังชีวิตหรือแก่น เลือดที่เพิ่มจำนวนมากขึ้นล้วนไม่ได้เป็นการเพิ่มพลัง การต่อสู้ให้แก่เขา สิ่งที่ทำให้เขาเปลี่ยนมาเป็น แข็งแกร่งอย่างแท้จริงยามต่อสู้ก็คือเวทลับของ สายเลือดแห่งชีวิต เวทลับมาจากดินแดนเลือด หรือไม่ก็มาจากการบรรลุ เวทลับทางสายเลือดของตัวเขาเอง นอกจากนี้สายเลือดระดับแปดยังจำศีลต่อ จิงชี่เลือด เนื้อที่จำเป็นต้องใช้ทำให้เขาในเวลานี้แค่คิดก็รู้สึก หวาดกลัว เพราะรู้ว่ามันช่างอยู่ไกลเกินกว่าจะทำให้ สำเร็จได้ ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ แก่นเลือดแห่งชีวิตทุกหยด ต่างก็เปลี่ยนมาเป็นล้ำค่าอย่างยิ่งยวด “ฟู่วๆ!” แก่นเลือดแต่ละหยดที่มีปราณแห่งชีวิตที่เข้มข้นสูงสุด
ลอยออกมาจากหน้าอกเพราะการดึงออกของเขา เขาพลันใช้การกรอกเทพลังชีวิต วิญญาณร้ายทั้งห้ากระโจนออกมาอีกครั้ง เรือนกายที่เป็นเพียงวิญญาณมายาของวิญญาณร้าย ทั้งห้าพุ่งเข้ามาโอบล้อมแก่นเลือด ท่ามกลางแก่นเลือดมีปราณแห่งชีวิตที่บริสุทธิ์แผ่ซ่าน ออกมา พอได้รับการหล่อเลี้ยงจากแก่นเลือดแห่งชีวิต เรือน กายวิญญาณใหญ่โตของวิญญาณร้ายทั้งห้าไม่เพียงแต่ ไม่ขยายใหญ่ขึ้น แต่กลับค่อยๆ หดเล็กลงก่อตัวขึ้น เป็นของจริง “เปลี่ยนแปลงมาเป็นของจริง!” ม่านตาดำของเนี่ยเทียนหดตัว จับจ้องวิญญาณร้ายทั้ง ห้าตาไม่กะพริบ
เขามองวิญญาณร้ายที่กลืนกินแก่นเลือดของตัวเองซึ่ง ค่อยๆ หดเล็กลง ร่างของพวกมันก็เปลี่ยนจากสูงหนึ่ง ร้อยเมตร เป็นค่อยๆ หดเล็กลง หากแก่นเลือดหายไปเพราะถูกกินจนเกลี้ยง การหด เล็กลงของวิญญาณร้ายก็จะหยุดลงกลางคัน หลังจากเนี่ยเทียนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงกรอกเทแก่น เลือดหยดใหม่ให้กับวิญญาณร้ายทั้งห้าอีกครั้ง วิญญาณร้ายยังคงกลืนกินอย่างตะกละตะกลามต่อไป “วิญญาณร้ายทั้งห้ามาจากไข่มุกวิญญาณมืดที่ล้ำค่า ของเผ่าอสูรกาย ซึ่งเป็นตัวแทนของอารมณ์เชิงลบคือ ทั้งห้า เล่าลือกันว่าในยุคสมัยที่ห่างไกลที่สุด เผ่าอสูร กายเหมือนจะบูชาเทพแห่งความชั่วร้าย ทวยเทพ เหล่านั้นมีร่างจริง หรือว่าเป็นเพียงแค่วิญญาณ เท่านั้น? พวกมันตายไปนานแล้ว หรือว่า…?”
ความทรงจำเป็นท่อนๆ เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ในอดีต
ของเผ่าอสูรกายวูบผ่านในสมองของเนี่ยเทียนไปครั้ง แล้วครั้งเล่า “ทวยเทพแห่งความชั่วร้าย เผ่าอสูรกาย วิญญาณร้าย …” เนี่ยเทียนครุ่นคิด และพอสังเกตเห็นว่าวิญญาณร้าย หดเล็กลงก็ข่มกลั้นความเสียดายดึงเอาแก่นเลือดออก มาอีกครั้ง แก่นเลือดแห่งชีวิตในหัวใจของเขาลดน้อยลงอย่าง ต่อเนื่อง แก่นเลือดสามร้อยหยดถูกเอาออกมาให้วิญญาณร้าย ทั้งห้า จนเหลือไม่ถึงหนึ่งร้อยหยดแล้ว การหดเล็กและแปรสภาพของวิญญาณร้ายทั้งห้าต่าง ก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะหยุดลง ทว่าความรู้สึกที่วิญญาณร้ายทั้งห้าซึ่งหดเล็กลงอย่าง ต่อเนื่องมอบให้กับเนี่ยเทียน กลับแตกต่างไปจากเดิม!
ในสายตาของเขา วิญญาณร้ายทั้งห้าที่แต่เดิมเป็น เพียงภาพมายาพร่าเลือนกลับเปลี่ยนมาเป็นชัดเจน ผิดปกติ อีกทั้งยังให้ความรู้สึกว่ามีเลือดมีเนื้อเหมือน คนของเผ่าอสูรกายจริงๆ วิญญาณร้ายทั้งห้า บ้างก็แสยะเขี้ยวกางเล็บ บ้างก็ ด้านหลังมีปีกสีเขียวงอกออกมา บ้างก็มีเกล็ดขึ้นเต็ม ร่าง บ้างก็มีหนามแหลมน่ากลัวผุดงอก ลักษณะ แตกต่างกันออกไป ทว่าวิญญาณร้ายทุกดวงล้วนทำให้เนี่ยเทียนรู้สึกว่า พวกมันเปลี่ยนมาเป็นอันตรายอย่างถึงที่สุด ถึงขั้นที่เนี่ยเทียนเกิดความรู้สึกว่าเมื่อมองร่างของ วิญญาณร้ายทั้งห้าที่อยู่ตรงหน้านี้ก็เหมือนกับเขา กำลังเผชิญหน้ากับทวยเทพแห่งความชั่วร้ายในยุค บรรพกาลที่เผ่าอสูรกายเคารพบูชาจริงๆ ราวกับเนี่ยเทียนกำลังเผชิญหน้าอยู่กับผู้แข็งแกร่ง
แดนเทพเจ้าหรือไม่ก็ต้าจุนชนต่างเผ่าสายเลือดระดับ สิบ “ทวยเทพแห่งความชั่วร้ายก็คือสิ่งมีชีวิตที่มีเลือดเนื้อ อีกประเภทหนึ่งซึ่งเกิดจากพลังงานเชิงลบที่สุดโต่ง ที่สุดอย่างนั้นหรือ?”
เนี่ยเทียนเริ่มมึนงง เนื่องจากแก่นเลือดแห่งชีวิต หายไป ความคิดจึงเริ่มวุ่นวาย “ฟิ้ว!” จู่ๆ ก็มีสายฟ้าเส้นหนึ่งพุ่งมาจากขอบฟ้า สายฟ้าหยุดชะงัก ครั้นจึงกลายร่างมาเป็นโม่เชียน ฝานเจ้าสำนักอสนีสวรรค์ โม่เชียนฝานเบิกตากว้าง มองเห็นสิ่งประหลาดห้าตน เหนือศีรษะของเนี่ยเทียนที่สูงเพียงสิบกว่าเมตร แต่ กลับมีปราณอสูรเข้มข้นล้อมวนคล้ายเป็นตัวแทนของ ความชั่วร้ายสูงสุด สีหน้าของเขาก็พลันเปลี่ยนไป
อุทานอย่างตกใจ “นั่นมันทวยเทพแห่งความชั่วร้ายที่ เคยถือกำเนิดในประวัติศาสตร์ของเผ่าอสูรกาย!” วิญญาณร้ายทั้งห้ายังดื่มด่ำอยู่กับแก่นเลือดแห่งชีวิต ของเนี่ยเทียน พอได้กลิ่นปราณของเขาก็พลันหันขวับ มามอง ไม่รู้ว่าเหตุใด โม่เชียนฝานที่เป็นแดนเทพเจ้าช่วงต้น ถึงเกิดความพรั่นพรึงไม่สบายใจ เขาตรวจสอบอย่างละเอียดก็แน่ใจว่าไม่ว่าวิญญาณ ร้ายทั้งห้าที่อยู่ตรงหน้าจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร แต่ ด้วยพลังจิตวิญญาณของพวกมันและพลังของเลือด ลมอ่อนจางในตอนนี้ก็ยังไม่น่าจะเป็นภัยคุกคามแก่ เขาได้ “ที่ข้าหวาดกลัว ไม่ใช่พวกมันในเวลานี้ แต่เป็น…พวก มันที่แปรสภาพเป็นทวยเทพแห่งความชั่วร้ายอย่าง แท้จริงในอนาคต!”
โม่เชียนฝานที่อึ้งงันไปครู่หนึ่งก็พลันคืนสติ “พวกมัน จะยังต้องเติบโตต่อไป จนกระทั่งกลายมาเป็นทวย เทพแห่งความชั่วร้ายที่เผ่าอสูรกายในยุคบรรพกาล เคารพบูชา อีกทั้งอาจจะแข็งแกร่งยิ่งกว่าทวยเทพใน อดีตเหล่านั้นด้วยซ้ำ แปลกจริง เป็นความรู้สึกที่ แปลกมากๆ ทำไมพวกมันถึงทำให้ข้ารู้สึกว่าพวกมันมี เลือดมีเนื้อได้…” ขณะที่เขายังคิดไม่ตก สายตาของวิญญาณร้ายทั้งห้าก็ พลันโชนแสงโหดเหี้ยม แสงสีชาด แสงสีเขียวมรกต แสงสีเขียวเข้มต่างก็ ปรากฏอย่างพร้อมเพรียงกัน คลื่นอารมณ์เชิงลบห้าชนิดอย่างอาฆาต หวาดกลัว สิ้นหวัง เดือดดาลและกระหายการเข่นฆ่าที่โถมเทียม ฟ้าพลันไหลกรากเข้าสู่มหาสมุทรจิตวิญญาณของโม่ เชียนฝาน มีอยู่สองสามวินาทีที่โม่เชียนฝานเกือบจะ
บ้าคลั่งแล้วเปิดฉากสังหารไปทั่ว “ร้ายกาจ!” ในมหาสมุทรจิตวิญญาณของโม่เชียนฝานมีแสง สายฟ้าจำนวนนับไม่ถ้วนระเบิดแตก นั่นถึงทำให้เขา คืนสติ “อู้!” โม่เชียนฝานถอยหลังไปเล็กน้อย หันไปมองเนี่ยเทียน และวิญญาณร้ายทั้งห้าเหนือศีรษะเขาด้วยสีหน้า เคร่งเครียด “วิชาการฝึกตนของข้าคือพลังสายฟ้า หากจะพูดกันในความหมายที่เข้มงวดแล้ว ข้าก็คือ ดาวผู้พิชิตของเหล่าวิญญาณที่อยู่เหนือศีรษะเจ้า ต้า จุนระดับสิบของเผ่าอสูรกายที่เมื่อเจอกับข้าก็ยังต้อง ปวดหัว” “ทว่าหลังจากที่สิ่งของทั้งห้านั้นมีเลือดลม และมองดู เหมือนจะมีเรือนกายเป็นของตัวเอง ก็ดูเหมือนว่าจะ
ไม่กลัวสายฟ้าที่ข้าควบคุมอีกต่อไป” “การโจมตีทางจิตวิญญาณและพลังงานเชิงลบของ พวกมันกลับกล้าเข้ามาเคลื่อนไหวในมหาสมุทรจิต วิญญาณของข้า” “มหาสมุทรจิตวิญญาณของข้าเทียบเท่าได้กับบ่อ สายฟ้าเก้าบ่อ เป็นสถานที่ที่น่ากลัวยิ่งกว่าอานุภาพ ของบ่อสายฟ้าเสียอีก” โม่เชียนฝานพูดราวกับตะโกน “เจ้าสำนักโม่ ช่วยไปบอกให้สำนักกำเนิดหยาง สำนัก หรือไม่ก็ตระกูลในดินแดนสำนักกำเนิดหยางหา เนื้อสัตว์วิเศษระดับสูงหรือไม่ก็ศพของชนต่างเผ่า ระดับสูงมาให้ข้าที” เนี่ยเทียนกล่าว ———————————
ราชันสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 41 บทที่ 1228 คำเล่าลือแห่งแดนยมบาล
แดนยมบาลคือสถานที่ที่เผ่าอสูรกายถือกำเนิด ทิศเหนืออันเป็นพื้นที่รกร้างเปล่าเปลี่ยวมีเทือกเขา ใหญ่ยักษ์หมื่นจั้งตั้งตระหง่าน กลางอากาศระหว่างภูเขายักษ์แต่ละลูกตรงขั้วโลก เหนือมีธารน้ำคดเคี้ยวยาวเหยียดเส้นหนึ่งลอยอยู่ ซึ่ง ไม่รู้ว่าทอดยาวไปยังที่ใด ท่ามกลางธารน้ำเส้นนั้นคล้ายจะมีดวงวิญญาณนับ ร้อยล้านดวงล่องลอยและมีการเปลี่ยนแปลงอันลี้ลับ ที่ไม่มีที่สิ้นสุด ธารน้ำไหลก็คือพื้นที่ถือกำเนิดของเผ่าอสูรกาย— แม่น้ำยมบาล ความเป็นมาของแม่น้ำยมบาลนั้นลี้ลับ ไม่ต่างจาก
แม่น้ำแห่งกาลเวลาในสนามรบสุ้ยเมี่ย ไม่รู้ว่าปรากฏ ขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ แล้วก็ยากที่จะไล่หาต้นกำเนิดของ มันได้ ว่ากันว่าคนของเผ่าอสูรกายถือกำเนิดขึ้นมาจากใน แม่น้ำยมบาล ทำความเข้าใจกับพลังของแม่น้ำ ยมบาลจนบรรลุความลี้ลับแห่งดวงวิญญาณ และ วิวัฒนาการมาหลายยุคหลายสมัย สุดท้ายจึงกลายมา เป็นเผ่าอสูรกายอย่างในทุกวันนี้ แล้วก็มีคำบอกว่าในแม่น้ำยมบาลมีความลับของการ เวียนว่ายตายเกิดแห่งดวงวิญญาณ ดวงวิญญาณของ แต่ละเผ่าพันธ์ที่เมื่อตายไปแล้ว พอได้รับการชำระ ล้างจากแม่น้ำยมบาล ก็จะได้กลับมาเกิดใหม่ ความลับของแม่น้ำยมบาล แม้แต่ต้าจุนแต่ละยุคของ เผ่าอสูรกายก็ยังไม่มีใครกล้าทำความเข้าใจจน กระจ่างแจ้ง
รวมไปถึงต้าจุนหมิงเหอของยุคสมัยนี้ที่คิดว่าตนเข้าใจ ความลับของแม่น้ำยมบาลอย่างกระจ่างแจ้งที่สุดก็ยัง ไม่กล้าr^fว่าสามารถไขความลับของแม่น้ำยมบาลได้ อย่างทะลุปรุโปร่ง แม่น้ำยมบาลที่เลื้อยลดพัวพันไปตามภูเขาแต่ละลูก ขยับเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา ในบรรดายอดเขาเหล่านั้น มียอดเขาห้าลูกที่พิเศษ อย่างถึงที่สุด ยอดเขาหมื่นจั้งนั้นไม่รู้ว่าถูกใครแกะสลักให้กลายเป็น รูปสลักขนาดมหึมาห้ารูป รูปสลักทั้งห้าต่างก็สูงหมื่นจั้ง ตั้งตระหง่านสูงเสียดฟ้า ทัดเทียมอยู่กับยอดเขาที่เหลือ และถูกแม่น้ำยมบาล โอบล้อมวนเวียนผ่านไป น้ำของแม่น้ำยมบาลไม่ได้สัมผัสกับรูปสลักทั้งห้า รูป สลักเป็นสีเทาซีด มีลักษณะและรูปร่างหน้าตา
แตกต่างกันออกไป รูปปั้นหนึ่งมีหนามแหลมคมขึ้นเต็มร่าง ประหนึ่งเม่น ตัวใหญ่ในร่างคนที่แผ่ปราณแห่งการกระหายการเข่น ฆ่า รูปปั้นหนึ่งด้านหลังมีปีกงอก ศีรษะเหมือนนก แต่ร่าง กลับเป็นคน ให้ความรู้สึกถึงความอาฆาตแค้นรุนแรง ไร้ที่สิ้นสุด อีกรูปปั้นหนึ่งมีร่างที่เต็มไปด้วยเกล็ดหนาชั้น คล้าย ปลาประหลาดที่อยู่ในทะเลลึก ลักษณะพลุ่งพล่าน เดือดดาลผิดปกติ และรูปปั้นหนึ่งลักษณะคล้ายทั้งมารคล้ายทั้งปีศาจ กำลังแหงนหน้าร้องคำราม เต็มไปด้วยความสิ้นหวัง รูปปั้นสุดท้ายมีเรือนกายผอมแห้งราวกับฟืน หลังงอ งุ้ม กระดูกคมกริบ ทำให้ใจคนเกิดความหวาดกลัว ไม่รู้ว่ารูปปั้นสูงหมื่นจั้งทั้งห้ารูปอยู่อย่างนั้นมานาน
กี่ปีแล้ว มหาราชาระดับเก้าและต้าจุนระดับสิบ จำนวนมากของเผ่าอสูรกายที่คิดจะมาทำความเข้าใจ กับความลี้ลับของแม่น้ำยมบาล ต่างก็ต้องผ่านมาที่นี่ ทั้งสิ้น มหาราชาและต้าจุนไม่น้อยที่ป้วนเปี้ยนอยู่แถวรูปปั้น คอยพินิจพิจารณารูปปั้นพวกนั้นอย่างละเอียด เพื่อ หวังให้เลือดลมเกิดการเปลี่ยนแปลง มีมหาราชา ต้าจุนบางคนที่พอผ่านรูปปั้นทั้งห้าก็ สามารถชักนำให้เลือดลมเกิดการเปลี่ยนแปลง ทำให้ สายเลือดมีการพัฒนา แล้วก็เคยได้เวทลับจิตวิญญาณ อย่างใหม่มาจากที่แห่งนี้เช่นกัน ทว่ามหาราชาและต้าจุนส่วนใหญ่กลับไม่ได้รับผลพวง ใดๆ จากคำเล่าลือในยุคแรกเริ่มของเผ่าอสูรกาย เคยบอก ว่าช่วงแรกสุดแดนยมบาลเป็นเพียงแค่ดินแดน
ธรรมดาแห่งหนึ่งเท่านั้น ไม่มีความพิเศษใดๆ จนกระทั่งแม่น้ำยมบาลยืดขยายมาถึงแดนยมบาล แดนยมบาลถึงได้เกิดการเปลี่ยนแปลง ว่ากันว่าเดิมทีเผ่าอสูรกายก็คือสิ่งมีชีวิตดั้งเดิมของ ดินแดนนี้ พวกเขาคอยอาบชำระอยู่ในแม่น้ำยมบาล ดวงวิญญาณจึงเกิดการขานรับกับน้ำของแม่น้ำ ยมบาล จนกระทั่งได้รับการชี้นำบางอย่าง ทำให้ บรรลุเวทลับในการฝึกตนด้วยจิตวิญญาณ เกิดการ เปลี่ยนแปลงมาทุกยุคทุกสมัย สุดท้ายก็กลายมาเป็น เผ่าอสูรกายอย่างในทุกวันนี้ และรูปปั้นทั้งห้าก็เกิดขึ้นตามหลังแม่น้ำยมบาล ถูก แม่น้ำยมบาลส่งมาที่นี่ ตอนที่แม่น้ำยมบาลดำรงอยู่ รูปปั้นทั้งห้าก็มีอยู่แล้ว ไม่ใช่ว่าคนของเผ่าอสูรกายามาแกะสลักเอาทีหลัง อัน ที่จริงแล้วพวกมันไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับยอดเขา
เหล่านี้เลย ในอดีตผู้แข็งแกร่งและต้าจุนระดับสิบหลายคนของ เผ่าอสูรกายต่างก็คิดว่ารูปปั้นทั้งห้ามีความสัมพันธ์ที่ ใกล้ชิดกับแม่น้ำยมบาล ทว่าตลอดระยะเวลาหลายพันหลายหมื่นปีที่ผ่านมา ระหว่างรูปปั้นทั้งห้ากับแม่น้ำยมบาลกลับไม่มีการ เปลี่ยนแปลงใดที่พิเศษเกิดขึ้น คำเล่าลือนี้จึงค่อยๆ ถูกหลงลืมไป จนกระทั่งบัดนี้ รูปปั้นทั้งห้าที่มีมาตั้งแต่ยุคบรรพกาลซึ่งตั้งอยู่ห่างกัน ค่อนข้างไกล พลันส่งแรงดึงดูดออกมาจากร่างหิน หมื่นจั้ง แรงดึงดูดนั้นพุ่งเข้าหาปราณอสูรซึ่งมีอยู่ทั่วทุกหน แห่งในแดนยมบาลโดยเฉพาะ!
ปราณอสูรกายกลิ้งตลบมารวมตัวกันจากแปดทิศ แล้วจึงแบ่งออกเป็นห้าขุม แยกกันพุ่งเข้าหารูปปั้นทั้ง ห้า แม้แต่ในแม่น้ำยมบาลเองก็ไม่รู้ว่ามีประกายแสงสี เขียวเข้มเปล่งวาบออกมาเมื่อไหร่ ก่อนที่วัตถุซึ่งส่อง แสงนั้นจะบินออกมาแล้วหายวับเข้าไปในรูปปั้นทั้งห้า การเปลี่ยนแปลงของขั้วโลกเหนือแดนยมบาล ความ ผิดปกติของแม่น้ำยมบาล ความประหลาดของรูปปั้น ทั้งห้า พลันสร้างความตื่นตกใจให้กับผู้แข็งแกร่งเผ่า อสูรกายทันที เสวียนหมิงต้าจุนกำลังใช้พลังสายเลือดรับสัมผัสกับ คลื่นเคลื่อนไหวเล็กๆ น้อยๆ ของแม่น้ำยมบาลใน เทือกเขาที่อยู่ใกล้เคียงพอดี เขาพลันลืมตาขึ้น “อู้!”
ครู่หนึ่งหลังจากนั้น เขาก็พลิ้วกายลงบนพื้นที่ว่างตรง กลางรูปปั้นทั้งห้า “ทวยเทพที่คนในเผ่าเคารพบูชามานานนับพันนับ หมื่นปี เหตุใดจู่ๆ ถึงเป็นฝ่ายกลืนกินปราณอสูรเสีย เอง?” เสวียนหมิงต้าจุนมองเงียบๆ อยู่พักหนึ่ง ผลึก ทรงปริซึมกลางหว่างคิ้วก็พลันส่องแสงเจิดจ้า อักขระมากมายที่เกี่ยวกับตราประทับโบราณของเผ่า อสูรกายเปล่งพร่างพราวอยู่ในผลึกทรงปริซึมนั้น เสวียนหมิงต้าจุนทำท่าคิดหนัก ราวกับว่ากำลังตาม หาความลับเกี่ยวกับรูปปั้นทั้งห้าจากในตำราของเผ่า อสูรกาย ทว่าเขาหาอยู่นานมากก็ยังหาคำอธิบาย เกี่ยวกับปัญหาที่เกิดกับรูปปั้นทั้งห้าตรงหน้านี้ไม่เจอ “ตอนนี้หมิงเหอต้าจุนก็ไม่ได้อยู่ในแดนยมบาลเสีย ด้วย” เสวียนหมิงต้าจุนเงยหน้ามองท้องฟ้า ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง
ก็หายตัววับไป เพื่อนำข่าวเกี่ยวกับสถานที่แห่งนี้ไป แจ้งให้กับผู้แข็งแกร่งในเผ่าพันธุ์ทราบ ต้องการให้ พวกเขาส่งข่าวไปหาหมิงเหอต้าจุนโดยเร็วที่สุด …… จุดลึกของทะเลทรายเวิ้งว้างไร้ผู้คนในอาณาจักรชื่อห ยาง “ปังๆๆ!” โม่เชียนฝานขับสายฟ้ามาถึง ครั้นจึงโยนศพจำนวน มากลงบนพื้นดินโล่งกว้างแห้งแล้ง ศพเหล่านั้นส่วนใหญ่เป็นของสัตว์วิเศษที่เรือนกาย ใหญ่โตซึ่งมีสายเลือดระดับเจ็ด ระดับแปด แล้วก็มีศพ บางส่วนที่เป็นของชนต่างเผ่าอย่างภูตผีปีศาจ อสูร กายและเผ่าอื่นๆ ที่สู้รบจนตัวตาย ศพของสัตว์วิเศษและชนต่างเผ่าเหล่านี้ล้วนเป็นศพที่
โม่เชียนฝานไปขอมาจากสำนักกำเนิดหยาง สำนัก และตระกูลอื่นๆ ในดินแดนกำเนิดหยาง “รบกวนแล้ว! ช่วยหาให้ข้าต่อด้วย!” เนี่ยเทียนลืมตาหันไปสั่งความโม่เชียนฝานหนึ่ง ประโยค จากนั้นก็โบกมือบอกให้โม่เชียนฝานกลับไป “หลังจากที่อู๋จู๋รื่อและชีเจียวหยางถูกข้าจับตัวกลับมา ฟางหยวนก็จัดการให้ส่งตัวไปยังพระราชวังโบราณ สะเก็ดดาว” โม่เชียนฝานเอ่ย “ตามความหมายของ ฟางหยวนก็คือต้องการให้ผู้อาวุโสของพระราชวัง โบราณสะเก็ดดาวจัดการกับอู๋จู๋รื่อและชีเจียวหยาง เพื่อข่มขวัญกบฏในดินแดนอื่นๆ” เนี่ยเทียนพยักหน้ารับพลางกล่าวว่า “เขาจะจัดการ อย่างไรก็ปล่อยเขาไป สำนักอสนีสวรรค์และตระกูล โม่ของพวกเจ้าแค่ให้ความร่วมมือก็พอ” “ข้าจะกลับไปสั่งความเดี๋ยวนี้” โม่เชียนฝานตอบรับ
แล้วก็เอ่ยอีกว่า “อิ่นสิงเทียน ลี่ว่านฝ่าและจางฉี่หลิง สามคนอยากรู้มากกว่าช่วงนี้เจ้ากำลังทำอะไร วิญญาณร้ายทั้งห้านี่…” กล่าวมาถึงตรงนี้ เขาก็ใช้สายตากระวนกระวายมอง ไปยังวิญญาณร้ายทั้งห้าที่อยู่เหนือศีรษะของเนี่ย เทียน หลังจากที่วิญญาณร้ายทั้งห้ากินแก่นเลือดแห่งชีวิต จำนวนมากของเนี่ยเทียนเข้าไปจึงสูงแค่สิบกว่าเมตร เท่านั้น ทว่าวิญญาณร้ายที่เป็นเช่นนี้ กลับเหมือนว่า จะก่อเลือดเนื้อขึ้นมาได้ ซ้ำปราณของพวกมันที่ปล่อย ออกมาก็น่ากลัวมากขึ้นทุกขณะ “มีอะไรหรือ?” เนี่ยเทียนกล่าว “ปราณของวัตถุประหลาดทั้งห้านี้ใกล้จะปกปิดไว้ไม่ อยู่แล้ว ไม่ว่าอิ่นสิงเทียนสามคนจะไปอยู่มุมใดใน อาณาจักรชื่อหยางก็ล้วนสามารถได้กลิ่นอายของพวก
มันทั้งสิ้น” โม่เชียนฝานอธิบาย “ข้าคอยขัดขวางพวก เขาไว้ตลอดเวลา ไม่ให้พวกเขามาที่นี่ ข้าเป็นแดนเทพ เจ้า มีข้าอยู่ด้วย พวกเขาถึงไม่กล้าบุ่มบ่ามโผล่มา” เนี่ยเทียนครุ่นคิดเล็กน้อย “ถ้าอย่างนั้นก็ให้พวกเขา รอต่อไป” “วัตถุประหลาดทั้งห้านั่นมีความเกี่ยวข้องกับเผ่าอสูร กายใช่หรือไม่?” โม่เชียนฝานเต็มไปด้วยความกังวล ใจ “อีกอย่าง ปราณของวัตถุประหลาดทั้งห้านี้ยิ่งนาน วันก็ยิ่งน่ากลัวมากขึ้นทุกที ข้าสัมผัสได้ชัดเจนเลย เนี่ยเทียน เจ้ามั่นใจหรือว่าจะควบคุมพวกมันได้ ตลอด? หาพวกมันเสียการควบคุมขึ้นมา ข้ากังวลว่า …” “ไม่เป็นไร ข้ารู้ดีว่าควรทำเช่นไร” เนี่ยเทียนกล่าว “ถ้าอย่างนั้นก็ดี” โม่เชียนฝานพยักหน้า เลือกที่จะ เชื่อเขา ครั้นจึงจากไปเพื่อไปตามหาศพของสัตว์วิเศษ
และชนต่างเผ่ามาเพิ่มให้มากกว่าเดิม พอเขาจากไป เนี่ยเทียนก็ใช้การสูบดึงพลังชีวิตทันที “ฟู่วๆ!” เส้นเลือดสีแดงฉานหลายเส้นลอดทะลุผ่านเข้าไปใน ศพของสัตว์วิเศษและชนต่างเผ่า ดึงเอาจิงชี่เลือดเนื้อ เข้มข้นมาชุบหลอมหัวใจ เพื่อสร้างแก่นเลือดแห่งชีวิต ขึ้นมาใหม่ แก่นเลือดแห่งชีวิตสามร้อยหยดของเขาถูกเอาไปใช้ กับวิญญาณร้ายทั้งห้าหมดแล้ว เขาจำเป็นต้องดึงจิงชี่เลือดเนื้อออกมาจากในร่างสัตว์ วิเศษและชนต่างเผ่าต่อเพื่อสร้างแก่นเลือดขึ้นมาใหม่ อีกครั้ง ถึงจะคงการแปรสภาพให้กับวิญญาณร้ายทั้ง ห้าต่อไปได้ เขาพลันเงยหน้าขึ้น
ตอนนี้วิญญาณร้ายทั้งห้าที่เขาเห็นมีเลือดมีเนื้อแล้ว ไม่ได้เป็นเพียงแค่ดวงวิญญาณอย่างเดียวเท่านั้น แต่ กลับเหมือนสิ่งมีชีวิตอย่างใหม่อีกอย่างหนึ่งมากกว่า สิ่งมีชีวิตที่มีเรือนกายแบบใหม่ ———————————
ราชันสวรรค์และปฐพี
เล่มที่ 41 บทที่ 1229 ทวยเทพแห่งความชั่วร้ายที่เลื่อนขั้น
“พรวด!” โม่เชียนฝานพลันพลิ้วกายลงสู่สำนักกำเนิดหยาง ผู้อาวุโสของสำนักกำเนิดหยางที่มีหนิงจี้เป็นหัวหน้า ตั้งท่ารออยู่ด้วยความเคร่งเครียด พอเห็นเขาปรากฏ ตัว หนิงจี้ก็ปรี่ขึ้นหน้ามามอบแหวนเก็บของวงหนึ่งให้ ด้วยความนอบน้อม “พี่โม่ สัต์วิเศษที่สะสมไว้ใน สำนักกำเนิดหยาง รวมถึงศพของชนต่างเผ่าได้ถูก นำมาส่งให้จากอาณาจักรอื่นอีกรอบหนึ่งแล้ว” พวกผู้ฝึกลมปราณดินแดนกำเนิดหยางที่อยู่ด้านหลัง เขาต่างก็ขมวดคิ้วมุ่น รวมไปถึงพวกอิ่นสิงเทียนด้วย
โม่เชียนฝานรับแหวนวงนั้นมา กวาดอำนาจจิต ตรวจสอบเล็กน้อยก็พยักหน้ารับเบาๆ “ไม่เลว แต่ สัตว์วิเศษและศพของชนต่างเผ่าที่เนี่ยเทียนต้องการมี ปริมาณมหาศาล หากเป็นไปได้ ก็พยายามหากันมา ให้มากหน่อย” หนิงจี้แสดงท่าที “พวกเราย่อมต้องทำเต็มที่อยู่แล้ว “คือว่า…” จางฉี่หลิงขมวดคิ้วพูดอย่างอดไม่ไหว “เหล่าโม่ เนี่ยเทียนทำอะไรอยู่กันแน่? ตำแหน่งนั้นที่ เขาอยู่ เมื่อข้าใช้อำนาจจิตตรวจสอบกลับเกิด ความรู้สึกหวาดกลัวจนใจสั่น ข้าแอบรู้สึกว่าเรื่องที่ เขาทำต้องน่าพรั่นพรึงอย่างถึงที่สุด จะมีอะไรไม่ เหมาะสมหรือเปล่า?” พอเขาเอ่ยเช่นนี้ ผู้ฝึกลมปราณของดินแดนกำเนิดห ยางทั้งหมดก็ล้วนหันมาจับจ้องโม่เชียนฝานด้วย สายตาวาววับ
สิ่งที่จางฉี่หลิงถามก็คือสิ่งที่พวกเขาอยากรู้ แดนเอตทัคคะมักจะมีการรับสัมผัสที่เฉียบไวต่อการ เปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ ของอาณาจักรหนึ่งเสมอ ต่อให้เนี่ยเทียนไม่ได้เรียกร้องเนื้อสัตว์วิเศษและศพ ของชนต่างเผ่า พวกเขาก็ยังสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ อยู่ดี ทุกครั้งที่พวกเขาหันไปมองยังทิศทางที่เนี่ยเทียนอยู่ ก็มักจะเกิดความรู้สึกกดดันอย่างหนึ่ง ราวกับว่าพื้นที่ ที่เนี่ยเทียนอยู่มีความอันตรายร้ายแรงอะไรบางอย่าง ค่อยๆ ก่อตัว ทำให้พวกเขาเกิดความหวาดผวาโดย สัญชาตญาณ และเห็นได้ชัดว่าโม่เชียนฝานก็คือคนที่รู้เรื่อง “มีเรื่องบางอย่างเกิดขึ้นจริงๆ แต่พวกเจ้าไม่ จำเป็นต้องกังวล” โม่เชียนฝานพูดจาคลุมเครือ “สิ่งที่ พวกเจ้าต้องทำก็คือหาศพของสัตว์วิเศษและชนต่าง
เผ่ามาเพิ่มให้เนี่ยเทียนต่อไป” ลังเลอยู่เล็กน้อย เขาก็หันไปมองทางจางฉี่หลิง ลี่ว่าน ฝ่าและอิ่นสิงเทียนอีกครั้ง “ส่วนพวกเจ้า เหตุการณ์ ในสำนักกำเนิดหยางสิ้นสุดลงแล้ว หากพวกเจ้ายังมี ธุระอื่นก็สามารถจากไปได้ตลอดเวลา” “ช่วงนี้ข้าไม่มีธุระอะไร” จางฉี่หลิงแสดงท่าที อิ่นสิงเทียน ลี่ว่านฝ่าก็ไม่เอ่ยคำใด “ตามใจพวกเจ้าก็แล้วกัน” โม่เชียนฝานมีสีหน้าไม่ ยี่หระ เพียงหันไปสั่งความบอกคนส่วนหนึ่งของสำนัก อสนีสวรรค์และตระกูลโม่ว่าสามารถถอนทัพออกจาก สำนักกำเนิดหยาง กลับไปยังดินแดนสายฟ้านิรันดร์ ได้แล้ว ตัวเขาเองยังคงเฝ้าบัญชาการณ์อยู่ที่สำนักกำเนิดห ยาง เพื่อควบคุมสถานการณ์ให้เนี่ยเทียนต่อไป ……
อาณาจักรชื่อหยางที่ดวงอาทิตย์เจ็ดดวงสาดแสง ร้อนแรง พื้นที่หนึ่งพลันเกิดการเปลี่ยนแปลง “อู้ๆๆๆๆ!” พายุหมุนสีเขียวเข้มหม่นมัวลูกแล้วลูกเล่าบินออกมา จากในไข่มุกวิญญาณมืด ไข่มุกวิญญาณมืดที่ลอยอยู่เหนือศีรษะของเนี่ยเทียน ปานประหนึ่งดวงอาทิตย์สีเขียวขมุกขมัวดวงใหม่ ที่ สาดม่านแสงอันบริสุทธิ์ซึ่งมาจากดินแดนยมบาล พายุหมุนแต่ละลูกมารวมตัวกันอยู่เหนือศีรษะของ เนี่ยเทียนแล้วเปลี่ยนแปลงไปอย่างต่อเนื่อง ไม่นานพายุหมุนเหล่านั้นก็กลายมาเป็นถ้ำสีเขียว มืดมนห้าแห่ง คล้ายปากของทวยเทพแห่งความชั่ว ร้ายที่อ้าออกหมายกลืนกินสิ่งมีชีวิต เนี่ยเทียนตะลึงพรึงเพริด
มองถ้ำสีเขียวเข้มทั้งห้านั้น เขาพลันเกิดความรู้สึกว่า ถ้ำนั้นสามารถเชื่อมโยงไปยังดินแดนต่างถิ่นหรือ เชื่อมต่อกับช่องทางใดช่องทางหนึ่ง วิญญาณร้ายทั้งห้าที่หลังจากย่อส่วนลงจนร่างมีขนาด เพียงแค่สิบเมตรพากันบินเข้าไปในถ้ำเหล่านั้น เรือนกายดุร้ายส่วนหนึ่งของวิญญาณร้ายผลุบหายเข้า ไปในถ้ำ ทว่าศีรษะชั่วร้ายน่าหวาดกลัวของพวกมัน กลับโผล่ออกมาข้างนอก คอยกลืนกินแก่นเลือดแห่ง ชีวิตที่เนี่ยเทียนชุบหลอมอย่างต่อเนื่อง “เอ๊ะ?” จู่ๆ เนี่ยเทียนก็สังเกตเห็นว่ามีปราณอสูรกลิ้งหลุนๆ ออกมาจากปากถ้ำทั้งห้าแห่ง เรือนกายของวิญญาณร้ายทั้งห้าเป็นเหมือนฟองน้ำที่ ดูดซับปราณอสูรซึ่งเอ่อล้นออกมาจากปากถ้ำไปจน หมด
นี่เป็นเหตุให้เรือนกายมีเลือดมีเนื้อของวิญญาณร้ายที่ หดเล็กห่อเหี่ยว ค่อยๆ ขยายใหญ่ขึ้นอีกครั้ง “ปราณอสูรมาจากที่ไหนกัน?” เนี่ยเทียนแปลกใจอย่างมาก ไม่รู้ว่าถ้ำทั้งห้าเกิดขึ้นได้ อย่างไร แล้วก็ไม่รู้ว่าปราณอสูรมาจากที่ไหน “ปราณอสูรมาจากถิ่นกำเนิดของเผ่าอสูรกายอย่าง แดนยมบาล” และตอนนี้เองที่วิญญาณวัตถุของไข่มุก วิญญาณมืดส่งข้อความเสียงมาให้ “ข้าเองก็ไม่รู้ สาเหตุเหมือนกัน ข้ารู้แค่ว่าหลังจากฟ้าดินห้าแห่งใน ไข่มุกที่มีพวกมันทั้งห้าควบคุมเผยตัวออกมา ก็พลัน เกิดการเชื่อมโยงกับแดนยมบาล” “ขั้วโลกเหนือสุดของแดนยมบาลมีของอะไรบางอย่าง ที่ขานรับกับพวกมัน และช่วยกรอกเทปราณอสูรมา ให้แก่พวกมัน” เนี่ยเทียนตกใจ “ถ้าหากเชื่อมโยงไปยังแดนยมบาล
แล้ว…พวกอสูรกายจะสัมผัสได้จนบุกจากแดนยมบาล มาเข่นฆ่าที่นี่หรือไม่?” “ข้าก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน” วิญญาณวัตถุตอบรับ “ฟู่วๆ!” ระหว่างที่พูดคุยกัน วิญญาณร้ายทั้งห้าที่กินแก่นเลือด ของเนี่ยเทียนไปจนหมดก็ส่งเสียงร้องอีกครั้ง เนี่ยเทียนมีสีหน้าเสียดาย ก่อนจะใช้การสูบดึงพลัง ชีวิตดึงจิงชี่เลือดเนื้อออกมาจากในศพของชนต่างเผ่า และเนื้อสัตว์วิเศษที่สะสมไว้ก่อนหน้านี้เพื่อสร้างแก่น เลือดขึ้นมาอีกครั้ง ทำอย่างนี้ซ้ำไปซ้ำมาหลายครั้งจนเวลาผ่านไปอีกสิบ กว่าวัน “ปราณขุมนี้ เกรงว่าน่าจะเป็นปราณของชนต่างเผ่า ระดับแปดขั้นสูงสุดและใกล้จะพัฒนาไปสู่ระดับเก้า แล้ว”
เนี่ยเทียนเงยหน้ามองที่เหนือศีรษะของตัวเองก็พบว่า เวลาสั้นๆ เพียงสิบกว่าวัน เรือนกายของวิญญาณร้าย ทั้งห้าได้ขยายใหญ่จากเดิมที่มีขนาดสิบเมตรถึงสิบ เท่า กลายมามีขนาดประมาณร้อยเมตร วิญญาณร้ายที่ขยายใหญ่นับร้อยเท่าไม่ได้มีร่างเป็น วิญญาณอีกต่อไป แต่มีเลือดเนื้อจริงๆ ทั้งยังเต็มไป ด้วยพลังเลือดลมที่พิเศษของเผ่าอสูรกาย ด้วยความคุ้นเคยที่เนี่ยเทียนมีต่ออสูรกาย เขารู้สึกว่า พลังเลือดลมของวิญญาณร้ายทั้งห้าได้กลายมาเป็น ระดับแปด และกำลังเปลี่ยนแปลงไปสู่ระดับเก้า และเวลานี้ การแปรสภาพของวิญญาณร้ายทั้งห้าถึง ได้ยุติลง เนี่ยเทียนคำนวณอยู่กับตัวเองเงียบๆ เพราะว่าการ เปลี่ยนแปลงของวิญญาณร้ายครั้งนี้ จำนวนรวมของ แก่นเลือดที่เขาเผาผลาญไปมีเกินพันหยดขึ้นไป มาก
เกินกว่าที่เขาคาดการณ์ไว้ นั่นทำให้เขาถึงกับเกิดความรู้สึกเหนื่อยล้าไร้เรี่ยวแรง “อู้ๆ! อู้ๆๆ!” เรือนกายดุร้ายสูงร้อยเมตรของวิญญาณร้ายทั้งห้า เคลื่อนไหวอยู่ตรงปากถ้ำสีเขียวเข้ม ปราณน่า หวาดกลัวที่สยบขวัญฟ้าดิน สังหารสิ้นทุกสรรพชีวิต ถูกปลดปล่อยออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ “เชื่อมโยงไปยังแดนยมบาล ปราณอสูรที่ไหลออกมา จากแดนยมบาล หากเป็นเช่นนี้…” เนี่ยเทียนขมวดคิ้วเป็นปม เบิกตามองไปยังปากถ้ำทั้ง ห้าก็มักรู้สึกว่าบางทีเวลาใดเวลาหนึ่งอาจมีคนของเผ่า อสูรกายบุกจากปากถ้ำเข้ามาเปิดฉากสังหาร พอความคิดนี้บังเกิดขึ้น วิญญาณร้ายทั้งห้าก็พลัน ห้อมล้อมปากถ้ำเอาไว้ ก่อนที่ครู่ถัดมาจะหายเข้าไป ในไข่มุกวิญญาณมืด
เขาใช้กระแสจิตวิญญาณไปตรวจสอบ ก็พบว่าพอ วิญญาณร้ายทั้งห้าหายเข้าไปในไข่มุก ปากถ้ำก็กลาย มาเป็นพื้นที่สีเขียวเข้มซึ่งอบอวลไปด้วยปราณห้าชนิด อย่างอาฆาต หวาดกลัว สิ้นหวัง เดือดดาลและ กระหายการเข่นฆ่า วิญญาณร้ายทั้งห้าเริ่มไปดึงพลังเศษซากวิญญาณมา จากพื้นที่ทั้งห้าของตัวเองเพื่อสร้างความแข็งแกร่ง ให้กับตนเองอีกครั้ง “ทวยเทพแห่งความชั่วร้าย ต่อไปจะไปไม่ใช่ดวง วิญญาณอีกแล้ว และต้องเรียกขานว่าทวยเทพแห่ง ความชั่วร้าย” ดูเหมือนว่าวิญญาณวัตถุในไข่มุกวิญญาณมืดจะไพล่ นึกถึงอะไรขึ้นมาได้จึงหันไปพูดกับเนี่ยเทียน “ไม่รู้ว่า ทำไมข้าถึงรู้สึกไม่สบายใจ พวกมันทั้งห้าไม่ได้ ก่อกำเนิดมาจากตัวของข้าเอง แต่ถูกไข่มุกวิญญาณ
มืดกระตุ้นให้ถือกำเนิด ก่อนหน้านี้ข้ายังพอจะ ควบคุมพวกมันได้ แต่ดูเหมือนว่าข้าในเวลานี้จะไม่ สามารถพันธนาการอะไรพวกมันได้มากนัก” เนี่ยเทียนหน้าเปลี่ยนสี “หมายความว่ายังไง?” “นับแต่นี้ไป พวกมันจะฟังคำสั่งจากเจ้าเพียงคนเดียว ปราณบนร่างของพวกมันที่ข้าสัมผัสได้ เป็นปราณ ของเจ้า” วิญญาณวัตถุตอบรับ “นั่นก็เป็นเพราะพวกมันอาศัยแก่นเลือดของข้า ถึง สร้างเรือนกายที่มีเลือดเนื้อขึ้นมาได้” เนี่ยเทียนกล่าว “สรุปก็คือ นับแต่วันนี้ไป พวกมันจะฟังแค่คำสั่งของ เจ้าคนเดียวเท่านั้น” วิญญาณวัตถุตอบรับ “ข้าที่อยู่ ในไข่มุกวิญญาณมืดได้แต่ช่วยเจ้าดูพวกมันเท่านั้น ไม่ สามารถออกคำสั่งกับพวกมันได้ง่ายๆ อีก” …… ขั้วโลกทิศเหนือ แดนยมบาล
เนื่องจากการเรียกรวมตัวของเสวียนหมิงต้าจุน มหา ราชาระดับเก้าของเผ่าอสูรกายสิบกว่าคนจึงแห่กันมา จากอาณาจักรอื่น ต้าจุนเผ่าอสูรกายแต่ละท่านลอยตัวอยู่ท่ามกลาง เทือกเขาแต่ละลูก ใช้กระแสจิตวิญญาณที่เฉียบคม ผสานรวมเข้ากับพลังสายเลือดค้นหาไปทั่วแม่น้ำ ยมบาล รับสัมผัสถึงความลี้ลับของรูปปั้นทั้งห้า ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไหร่ การเปลี่ยนแปลงของรูป ปั้นทั้งห้านั้นถึงได้หยุดชะงักลงอย่างน่าแปลกใจ รูป ปั้นไม่ดูดซับปราณอสูร ไม่ได้รับประกายแสงสีเขียว อะไรมาจากในแม่น้ำยมบาลอีก ในผลึกใสทรงปริซึมกลางหว่างคิ้วของผู้แข็งแกร่งเผ่า อสูรกายสายเลือดระดับเก้าขั้นสูงสุด ซึ่งช่วงที่ผ่านมา เตรียมจะฝ่าทะลุสู่ต้าจุนคนหนึ่งมีประกายแสงตัด สลับกัน
เขามีนามว่าเค่อไหลซือเท่อ เขากำลังมองเหม่อดูการ เปลี่ยนแปลงจากรูปปั้นทั้งห้า กลางฝ่ามือประคอง ไข่มุกวิญญาณมืดเม็ดหนึ่งที่ไม่แตกต่างจากของเนี่ย เทียน หลายคนต่างก็หันมามองเขา ก่อนหน้านี้ไข่มุกวิญญาณมืดส่องประกายแสงสีเขียว ทว่าตอนนี้เมื่อการเปลี่ยนแปลงของรูปปั้นหยุดลง แสงนั้นก็ค่อยๆ หดหายไปด้วย “ไข่มุกวิญญาณมืด เกี่ยวข้องกับพวกเขารึ?” เสวียนหมิงต้าจุนที่เงียบงันไปนาน หันมามองเขาด้วย สายตาลึกล้ำพลางกล่าวว่า “เจ้าสัมผัสอะไรได้จาก ไข่มุกวิญญาณมืดบ้าง? นับแต่โบราณมา รูปปั้นทั้งห้า นี้ล้วนถูกพวกเราเรียกว่าทวยเทพแห่งความชั่วร้าย พวกมันสามารถชักนำให้ไข่มุกวิญญาณมืดเกิดการ เปลี่ยนแปลงได้งั้นรึ?”
“ใต้เท้าเสวียนหมิง ที่ข้าสัมผัสได้ คือไข่มุกวิญญาณ มืดอีกเม็ดหนึ่ง” เค่าไหลซือเท่อเอ่ยเสียงหนัก “อีกเม็ดหนึ่ง?” เสวียนหมิงต้าจุนกล่าวด้วยน้ำเสียง แปลกใจ “อีกเม็ดหนึ่งไม่ได้ถูกปิดผนึกอยู่ในเผ่าหรอก หรือ?” “ใต้เท้า ท่านลืมไปแล้วหรือไรว่า ไข่มุกวิญญาณมืดมี ทั้งหมดสามเม็ด?” เค่อไหลซือเท่อเอ่ยเตือนเขา “อยู่ ในมือข้าหนึ่งเม็ด ส่วนในเผ่าก็เพราะท่านผู้นั้นตายถึง ได้ถูกปิดผนึกเอาไว้ ทว่ายังมีอีกเม็ดหนึ่งที่หาย สาบสูญไปนานแล้ว ฝูหลัวซือเท่อเคยบอกว่าไข่มุก วิญญาณมืดเม็ดนั้นที่หายไป ได้ไปตกอยู่ในมือของ บุตรแห่งดวงดาวคนที่เจ็ดของพระราชวังโบราณ สะเก็ดดาว” เสวียนหมิงต้าจุนตัวสั่นเยือก “เจ้าจะบอกว่า ที่เจ้ารับ สัมผัสได้คือไข่มุกวิญญาณมืดอีกเม็ดหนึ่ง? เม็ดที่อยู่ใน
มือของเด็กหนุ่มเผ่ามนุษย์คนนั้น?” เค่อไหลซือเท่อพยักหน้ารับแรงๆ “ข้ามีความรู้สึกว่า การเปลี่ยนแปลงของรูปปั้นทวยเทพแห่งความชั่วร้าย เกี่ยวข้องกับไข่มุกวิญญาณมืดที่เขาครอบครอง ข้าไม่ รู้ว่านี่มันคือเรื่องอะไรกันแน่ ข้าแค่สัมผัสได้ว่าไข่มุก วิญญาณมืดที่อยู่ในมือเขา นอกจากจะดึงปราณอสูร ไปจากรูปปั้นทวยเทพทั้งห้าแล้ว แสงแห่งความทรงจำ ที่นาบประทับไว้ในแม่น้ำยมบาลก็ไหลหายไปยังไข่มุก วิญญาณมืดเม็ดนั้นด้วย” “เนี่ยเทียน! เนี่ยเทียนแห่งเผ่ามนุษย์!” เสวียนหมิง ต้าจุนคำรามกร้าว “ใต้เท้า ข้าอยากใช้ช่องทางลับเดินทางไปยังดินแดน ของเผ่ามนุษย์สักรอบ” เค่อไหลซือเท่อกล่าว “เจ้าใกล้จะเลื่อนสู่ระดับสิบทัดเทียมกับข้าแล้ว เวลา อย่างนี้ไม่ควรจากไป” เสวียนหมิงต้าจุนเอ่ยห้าม
ปราม “บางทีโอกาสที่ข้าจะได้เลื่อนสู่ต้าจุนอาจจะเกี่ยวข้อง กับไข่มุกวิญญาณมืดเม็ดนั้นก็เป็นได้” เค่อไหลซือเท่อกล่าวอย่างระมัดระวัง ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 41 บทที่ 1230 รายงานด่วนจากสำนัก
อาณาจักรชื่อหยาง ครึ่งเดือนต่อมา เนี่ยเทียนใช้ศพของสัตว์วิเศษและชน ต่างเผ่าจำนวนมากที่โม่เชียนฝานนำมาให้สร้างแก่น เลือดแห่งชีวิตได้ร้อยกว่าหยดสำเร็จอีกครั้ง เลือดเนื้อทั้งหมดที่ตระกูลใหญ่ๆ และสำนักต่างๆ ใน ดินแดนกำเนิดหยางคิดหาทุกวิธีเพื่อรวบรวมมาถูก เผาผลาญแทบหมดสิ้น สัตว์วิเศษในภายหลังที่ถูกนำมาให้มีแต่ระดับหก ระดับเจ็ดเท่านั้น อยู่ไกลเกินกว่าจะช่วยให้เนี่ยเทียน สร้างแก่นเลือดขึ้นมาได้ เมล็ดพันธ์เปลวเพลิงกลุ่มนั้นย้อนกลับเข้ามาในโอสถ วิญญาณเปลวเพลิงอีกครั้ง เกราะมังกรเพลิงและ
ท่อนกระดูกของสัตว์ยักษ์มวลดาราต่างก็ถูกเก็บ กลับมา ที่ถูกเก็บมาพร้อมกันยังมีไข่มุกวิญญาณมืดอีกด้วย ด้านในของไข่มุกวิญญาณมืด ตามคำบอกของ วิญญาณวัตถุ วิญญาณร้ายทั้งห้าเกิดการแปรสภาพ เนื่องจากการสร้างเรือนกายที่มีเลือดเนื้อ กลายมา เป็น “ทวยเทพแห่งความชั่วร้าย” แม้แต่มันก็ยังยาก จะสั่งความได้ ทว่าความมหัศจรรย์และอานุภาพของ “ทวยเทพแห่ง ความชั่วร้าย” นั้นจะนำมาใช้ต่อสู้ได้อย่างไร เนี่ย เทียนยังไม่เข้าใจเท่าไหร่นัก ทวยเทพแห่งความชั่วร้ายทั้งห้าที่อยู่ในโลกของไข่มุก วิญญาณมืดยังคงเกิดการแปรสภาพอย่างต่อเนื่อง “อู้! อู้ๆๆ!” ในที่สุดโม่เชียนฝานก็พาพวกหนิงจี้แห่งสำนักกำเนิด
หยาง อิ่นสิงเทียน ลี่ว่านฝ่าและจางฉี่หลิงมาปรากฏ ตัวอยู่ตรงหน้าเนี่ยเทียน คนอื่นๆ ของสำนักอสนีสวรรค์และตระกูลโม่ต่างพา กันโดยสารเรือรบทางช้างเผือกกลับไปยังดินแดน สายฟ้านิรันดร์นานแล้ว “เนี่ยเทียน!” โม่เชียนฝานสีหน้าเคร่งเครียด พูดเร่งร้อน “เพิ่งจะ ได้รับข่าวใหม่ล่าสุด อู๋จู๋รื่อและชีเจียวหยางของสำนัก กำเนิดหยางที่พอถูกส่งตัวไปยังพระราชวังโบราณ สะเก็ดดาวแล้ว กลับหนีรอดไปได้” หนิงจี้มีสีหน้าขมขื่น “คิดไม่ถึงเลยจริงๆ” “ว่าไงนะ?” เนี่ยเทียนตะลึง “อู๋จู๋รื่อกับชีเจียวหยาง ไม่ได้ถูกฟางหยวนนำตัวส่งไปที่พระราชวังโบราณ สะเก็ดดาวหรอกหรือ? สองคนนี้พอถูกนำไปส่งที่ พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวแล้ว ทำไมถึงยังหนีรอด
ไปได้?”
“ดูเหมือนว่าจะมีคนในของพระราชวังโบราณสะเก็ด ดาวให้ความช่วยเหลือพวกเขา” โม่เชียนฝานก้มหน้า “รายละเอียดข้ายังสืบไม่รู้แน่ชัด จะอย่างไรซะเรื่องนี้ ก็ถือเป็นเรื่องน่าอายในสำนักของเจ้า พวกเจ้าไม่ อธิบายอย่างชัดเจน คนอื่นก็ไม่มีทางรู้ความจริงไป ได้” “ฝ่ายในของสำนักก็เป็นแบบนี้ด้วยหรือ?” เนี่ยเทียน เริ่มหงุดหงิด “เกรงว่าตำแหน่งของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวใน ดินแดนมนุษย์คงจะ…” อิ่นสิงเทียนมีสีหน้าประหลาด เอ่ยเบาๆ “ดินแดนสิบสามแห่งที่พึ่งพาพระราชวัง โบราณสะเก็ดดาว นอกจากดินแดนกำเนิดหยางที่เจ้า มาเยือนและถูกปราบปรามได้ชั่วคราวแล้ว ดินแดน แห่งอื่นยังคงเต็มไปด้วยความวุ่นวาย แม้แต่สำนัก
กำเนิดหยางเองที่เนื่องจากอู๋จู่รื่อและชีเจียวหยางหนี ไปได้ ก็ยังไม่ถือว่าแก้ไขปัญหาได้อย่างสิ้นซาก” “ดูเหมือนว่าดินแดนหุบน้ำแข็งที่รองเจ้าตำหนักฉู่รุ่ย เดินทางไปเยือนก็เจอปัญหาเช่นกัน” จางฉี่หลิงเอ่ย แทรก อิ่นสิงเทียน จางฉี่หลิงและลี่ว่านฝ่าต่างก็ไม่พึ่งพา พระราชวังโบราณสะเก็ดดาว หรือสำนักใดทั้งสิ้น จี้ชางเจ้าตำหนักยังไม่กลับมา โม่เหิงหายไปไหนไม่มี ใครรู้ นี่จึงเป็นเหตุให้ชื่อเสียงของพระราชวังโบราณ สะเก็ดดาว ดิ่งฮวบลงไปอีกครั้ง บุคคลที่ตำแหน่งฐานะไม่ต่ำในดินแดนของเผ่ามนุษย์ อย่างพวกอิ่นสิงเทียน เกรงว่าตอนนี้คงไม่เลื่อมใส พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวเท่าไหร่นัก ที่ก่อนหน้านี้พวกเขายอมรออยู่ในสำนักกำเนิดหยาง เงียบๆ หาใช่ว่าเห็นแก่หน้าพระราชวังโบราณสะเก็ด
ดาว —แต่เป็นเพราะเนี่ยเทียนเท่านั้น! “เนี่ยเทียน” ลี่ว่านฝ่านิ่งคิดไปครู่ก็เอ่ยออกมาอย่างไม่ มีอ้อมค้อม “เจ้า พอจะช่วยให้ข้าเลื่อนสู่แดนเทพเจ้า ได้หรือไม่? แค่เพิ่มอัตราความสำเร็จให้มากขึ้นก็ได้”
จางฉี่หลิงเองก็หันมามองด้วยสายตาเร่าร้อน นี่ต่างหาก ถึงจะเป็นสาเหตุที่พวกเขาอยู่รอ “ไม่” เนี่ยเทียนส่ายหน้า “อย่างน้อยตอนนี้ข้าก็ไม่มี ความสามารถนั้น แต่หากเป็นในอนาคต ก็ต้องดูที่โชค วาสนา ดูที่สภาพการณ์ของตัวข้าเอง” “เป็นอย่างนี้เองหรือ…” จางฉี่หลิงถอนหายใจ “ถ้า อย่างนั้นก็ไม่รบกวนแล้ว หากมีวันใดที่เจ้ามั่นใจว่าจะ ช่วยให้ข้าเลื่อนสู่แดนเทพเจ้าได้อย่างราบรื่น รบกวน แจ้งข้าสักคำ ไม่ว่าข้าอยู่ที่ไหนก็จะรีบมาพบเจ้า ในทันที”
ทิ้งประโยคนี้ไว้ เขาก็หมุนกายจากไปอย่างไม่มีอาลัย อาวรณ์ “ข้าเองก็เหมือนกัน” ลี่ว่านฝ่าแสดงท่าทีแบบ เดียวกัน ทันใดนั้นสถานที่แห่งนี้ก็เหลือแค่อิ่นสิงเทียนแห่ง สำนักกระบี่เมฆาคล้อยที่ยังอยู่ต่อ เนี่ยเทียนหันมามองอิ่นสิงเทียนอย่างคลางแคลงใจ “เจ้า?”
“ข้าอยากอยู่กับเจ้าอีกสักพัก หากเจ้าไม่ถือสา ข้า ยินดีอยู่ข้างกายเจ้า” อิ่นสิงเทียนกล่าวด้วยสีหน้า จริงจัง “ทำไมล่ะ?” เนี่ยเทียนถามอย่างแปลกใจ
อิ่นสิงเทียนเหลือบตามองโม่เชียนฝานกับหนิงจี้แล้ว เงียบไป
โม่เชียนฝานและหนิงจี้จึงหันมามองตากัน ครั้นจึงพา กันบินจากไปอย่างรู้อะไรควรไม่ควร “ตอนที่เจ้าต่อสู้กับชีเจียวหยางได้ใช้สายเลือดของ ตัวเอง เลือดลมของเจ้าอุดมสมบูรณ์…” กล่าวมาถึง ตรงนี้ อิ่นสิงเทียนก็สูดลมหายใจเข้าลึกหนึ่งครั้ง ก่อน จะพูดต่อด้วยน้ำเสียงเคลิบเคลิ้ม “ข้าไม่แน่ใจว่าทำไม แต่ตอนที่ได้กลิ่นปราณของเจ้า ข้ากลับเกิดความรู้สึก ที่มหัศจรรย์บางอย่าง ราวกับว่าเลือดลมของเจ้า สามารถยืดอายุขัยให้ข้าได้” เนี่ยเทียนหน้าเปลี่ยนสี “เจ้าอาจจะเข้าใจผิดไป” “ไม่มีทางเข้าใจผิด” ลูกตาดำของอิ่นสิงเทียนสาดแสง กระบี่เรียวยาวออกมาเป็นเส้นๆ “ในเลือดลมของเจ้า มีพลังที่มหัศจรรย์ดุจเดียวกับผลไม้แห่งชีวิต ข้า เคย กินผลไม้แห่งชีวิตมาก่อน ตอนนี้ยังมีแกนผลไม้ที่แห้ง เหี่ยวซึ่งสูญเสียพลังชีวิตอยู่ในมือด้วยซ้ำ”
“แกนผลไม้ชิ้นนั้นถูกข้านำมาชุบหลอมจึงสามารถรับ สัมผัสกับพลังงานที่ช่วยต่ออายุขัยได้” กล่าวจบ อิ่นสิงเทียนยังหยิบเอาแก่นผลไม้สีน้ำตาล แก่นหนึ่งออกมาจากตรงหน้าอกอย่างทะนุถนอม แกนผลไม้ถูกห้อมล้อมไว้ด้วยปราณกระบี่หลายสิบ ชนิดซึ่งปิดผนึกพลังแห่งชีวิตที่หลงเหลืออยู่เสี้ยวหนึ่ง เอาไว้ แกนผลไม้ที่อยู่ในมืออิ่นสิงเทียน ค่อยๆ ถูกเขายื่นมา หาเนี่ยเทียน เนี่ยเทียนเห็นอย่างชัดเจนว่าพลังแห่ง ชีวิตเสี้ยวสุดท้ายที่หลงเหลืออยู่ในนั้นเต้นระริกดัง “ฟู่วๆ” อย่างเริงร่า “นี่…” เนี่ยเทียนเองก็อึ้งงันไปเหมือนกัน เขาทำหน้า ประหลาด ส่ายศีรษะด้วยไม่เข้าใจว่าเหตุใดถึงเป็น เช่นนี้
“เจ้าเห็นไหม ยิ่งขยับเข้าไปใกล้เจ้า พลังชีวิตเสี้ยว สุดท้ายที่เหลืออยู่ก็ยิ่งเริงร่าเท่านั้น!” อิ่นสิงเทียน ตื่นเต้นผิดปกติ ไม่รอให้เนี่ยเทียนยื่นมือมาสัมผัสกับ แกนผลไม้นั้น เขาก็รีบเอาแกนผลไม้เก็บไปไว้กับตัว ด้วยท่าทางถนอมอีกแล้ว จากนั้นก็กระแอมหนึ่งที แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเกรงใจ “ข้าเหลือแค่แกนนี้แกน เดียวเท่านั้น ข้ายังต้องอาศัยมันมาหาผลไม้แห่งชีวิต ต่อ จะให้มันถูกเจ้าทำลายไม่ได้” “บางทีปัญหาเรื่องอายุขัยที่ใกล้จะสิ้นสุดของเจ้า ข้า อาจจะพอหาวิธีมาช่วยได้จริงๆ” เนี่ยเทียนกล่าว “ข้าว่าแล้วเชียว!” ดวงตาของอิ่นสิงเทียนพลันเป็น ประกาย “แต่ว่า ไม่ใช่ตอนนี้” เนี่ยเทียนใคร่ครวญพลางเอ่ย เนิบช้า “ข้าจำเป็นต้องใช้เวลา ยังมีเรื่องยุ่งยากอีก มากมาย รอให้ข้าจัดการเรื่องพวกนี้เสร็จแล้ว ถึงจะมี
แรงเหลือไปพิจารณาเรื่องของเจ้า จากการรับสัมผัส ของข้า อายุขัยของเจ้ายังเหลืออีกช่วงเวลาหนึ่ง” “ข้ายังรอได้!” อิ่นสิงเทียนกล่าวอย่างดีใจ “ถ้าอย่างนั้นก็เอาตามนี้ไปก่อน” เนี่ยเทียนพยักหน้า เตรียมจะเรียกหาโม่เชียนฝานและหนิงจี้ แต่จู่ๆ กลับ เห็นเงาร่างหนึ่งบินมาจากทิศทางของสำนักกำเนิดห ยาง “ผู้อาวุโสหัน!” คนที่มาก็คือหันหว่านหรงที่เฝ้าบัญชาการณ์ใน ดินแดนฟ้ามืดเป็นเวลายาวนานตลอดทั้งปี! “เนี่ยเทียน!” หันหว่านหรงอาศัยค่ายกลระหว่างสำนักกำเนิดหยาง และพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวที่ถูกสร้างขึ้นมาใหม่ เดินทางมาถึงที่นี่อย่างรวดเร็ว พอมาถึงนางก็กล่าว ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “ทำไมเจ้าถึงยังอยู่ใน อาณาจักรชื่อหยางอีก? เดิมทีนึกว่าพอจัดการกับ
ปัญหาที่นี่เสร็จ เจ้าจะกลับสำนักไปรายงานผลเสีย อีก” “ข้าอยู่ที่นี่เพื่อฝึกตน” เนี่ยเทียนกล่าว “สองท่านนี้คือ?” หันหว่านหรงหันไปมองโม่เชียน ฝานและอิ่นสิงเทียนด้วยสีหน้าที่ซับซ้อนเล็กน้อย ก่อนหน้านี้นางก็ได้รับข่าวว่าเนื่องด้วยโม่เชียนฝานฝ่า ทะลุสู่แดนเทพเจ้า ความสัมพันธ์ระหว่างโม่เชียนฝาน กับเนี่ยเทียนจึงเปลี่ยนมาเป็นไม่เหมือนเดิม อิ่นสิงเทียนเองก็มาขอร้องเนี่ยเทียน โม่เชียนฝานที่เป็นแดนเทพเจ้าช่วงต้น และอิ่นสิง เทียนแห่งสำนักกระบี่เมฆาคล้อยต่างก็เป็นบุคคลที่ ยิ่งใหญ่ไม่ธรรมดาทั้งสิ้น โดยเฉพาะโม่เชียนฝานที่ เลื่อนสู่แดนเทพเจ้าที่ยิ่งไม่ธรรมดา ในขณะที่สำนักตกอยู่ในอันตราย ต้องการความ ช่วยเหลือจากกองกำลังที่แข็งแกร่ง โม่เชียนฝานและ
อิ่นสิงเทียนก็คือคนประเภทที่พวกเขาต้องการ หากพวกเขาและเนี่ยเทียน… “เนี่ยเทียนช่วยให้ข้าฝ่าทะลุสู่แดนเทพเจ้า” โม่เชียน ฝานกล่าวอย่างตรงไปตรงมา “ตระกูลโม่ของพวกเรา มีความสัมพันธ์ที่พิเศษกับผู้อาวุโสใหญ่ของสำนักพวก เจ้า ด้วยเหตุนี้ข้าจึงยินดีรับฟังคำสั่งจากเนี่ยเทียนและ ช่วยเนี่ยเทียนต่อสู้” อิ่นสิงเทียนใคร่ครวญคำพูดที่จะใช้อยู่พักหนึ่ง “หาก สามารถช่วยได้ ข้าก็จะพยายามช่วย” หันหว่านหรงตื่นเต้นขึ้นมาทันควัน กู่ร้องด้วยความ ยินดี “เยี่ยมไปเลย! เป็นเช่นนี้ย่อมดีที่สุด! รองเจ้า ตำหนักฉู่รุ่ยของพวกเราพบกับปัญหาเล็กน้อยที่ดิน แดนหุบน้ำแข็ง หวังว่าทั้งสองท่านจะยินดีให้ความ ช่วยเหลือ” “รองเจ้าตำหนักฉู่เป็นถึงแดนเทพเจ้าช่วงกลาง แต่
กลับยังเจอปัญหาในดินแดนหุบน้ำแข็งงั้นรึ?” โม่เชียนฝานตะลึง “ใครกัน?”
“ชนต่างเผ่า” หันหว่านหรงยิ้มเจื่อน “หรือหากจะพูด ให้ถูกต้องก็คือ พวกเขาล้วนเป็นคนที่ถูกลบชื่อออก จากเผ่าพันธ์ของตัวเอง คาดไม่ถึงว่าพวกเขาจะยังมี ชีวิตอยู่ แถมยังมีชีวิตอยู่เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยัง ซ่อนตัวอยู่ในดินแดนหุบน้ำแข็งมาโดยตลอด คิดไม่ถึง เลยจริงๆ” ———————————