ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 1231 ดินแดนหุบน ้าแข็ง
ดินแดนหุบน ้ำแข็ง ดินแดนดวงดำวที่กว้ำงใหญ่ไพศำล ทุกพื นที่เต็มไป ด้วยหุบเหวน ้ำแข็งซึ่งมีไอควำมเย็นล้อมวนตลอดทั งปี ทอดสำยตำมองไปไกลๆ จุดลึกของหมอกเย็นเฉียบก็ คล้ำยกับจะมีผลึกใสกระจ่ำงที่ส่งไอควำมเย็นอยู่หลำย ก้อน อำณำจักรมำกมำยในดินแดนหุบน ้ำแข็งอบอวลไป ด้วยไอควำมเย็นลอยกรุ่น ข้อนี มีควำมคล้ำยคลึงกับดินแดนหิมะอันเป็นที่ตั ง ส้ำนักน ้ำแข็งฟ้ำ และดินแดนน ้ำค้ำงแข็งอันเป็นที่ตั ง ของลัทธิเทพวิญญำณน ้ำแข็ง หมอกเย็นๆ สีขำวมัวซัวลอยคลุ้งรำวกับไร้ที่สิ นสุด
ปกคลุมอำณำจักรแต่ละแห่งไว้จนมิด ไม่ว่ำจะเป็นเรือ รบทำงช้ำงเผือกหรือผู้แข็งแกร่งจำกนอกโลกที่มำ เคลื่อนไหวอยู่ในดินแดนหุบน ้ำแข็งก็มักจะปรับตัวไม่ ค่อยได้เสมอ ส้ำนักน ้ำแข็งฟ้ำแห่งดินแดนหิมะและลัทธิเทพ วิญญำณน ้ำแข็งแห่งดินแดนน ้ำค้ำงแข็งล้วนไม่มี หมอกเย็นเยียบเช่นนี ปกคลุมไปทั่วดินแดน —นี่คือสิ่งที่มีเฉพำะในดินแดนหุบน ้ำแข็งเท่ำนั น “เปรี ยง!” สำยฟ้ำแหวกฟ้ำผ่ำดินเส้นหนึ่งที่มีลักษณะเหมือน ขวำนยักษ์คล้ำยถูกทวยเทพจำมลงมำพลันโผล่พรวด จำกท้องฟ้ำสูงนอกดินแดน กระแสควำมเย็นถูกแหวกออกจำกกัน เนี่ยเทียน โม่เชียนฝำน อิ่นสิงเทียนและหันหว่ำนหรง ต่ำงก็เผยกำยอยู่ในไอหมอกสีขำว ครั นจึงขยับเข้ำไป
ใกล้เรือรบทำงช้ำงเผือกล้ำหนึ่งที่มำจอดรออยู่นำน แล้ว เรือรบล้ำนั นแขวนธงสัญลักษณ์ของพระรำชวังโบรำณ สะเก็ดดำว “ผู้อำวุโสหัน! เจ้ำ…” ผู้อำวุโสสองท่ำนของพระรำชวังโบรำณสะเก็ดดำวที่ อยู่ในเรืออย่ำงจู่กวำงเหย้ำ ซินฉิงต่ำงพำกันเดิน ออกมำอย่ำงแปลกใจ พอเพ่งมองแล้วสังเกตเห็นเนี่ยเทียน รวมถึงโม่เชียน ฝำนและอิ่นสิงเทียน จู่กวำงเหย้ำและซินฉิงสองคนก็ ตะลึงไปเล็กน้อย ถำมอย่ำงแปลกใจว่ำ “เจ้ำส้ำนักโม่ ผู้เฒ่ำอิ่น พวกเจ้ำมำกันได้อย่ำงไร?”
“พวกเรำมำกับเนี่ยเทียน” โม่เชียนฝำนตอบง่ำยๆ “ดูท่ำข่ำวลือคงจะเป็นจริงเสียแล้ว” สีหน้ำของซินฉิง ซับซ้อนเล็กน้อย ในดวงตำที่เป็นดั่งพระจันทร์เสี ยวมี
ประกำยแสงประหลำดเปล่งประกำยวิบวับ จิตใจ พลันสะท้ำนไหวเ ข่ำวที่โม่เชียนฝำนฝืนฝ่ำสู่แดนเทพเจ้ำในส้ำนักอสนี สวรรค์ นำงย่อมรู้อยู่แล้ว เดิมทีนำงคิดว่ำโม่เชียนฝำนต้องล้มเหลวแน่นอน ใครก็คำดไม่ถึงว่ำเนี่ยเทียนที่ไปเยือนดินแดนสำยฟ้ำนิ รันดร์โดยบังเอิญจะช่วยโม่เชียนฝำน ท้ำให้โม่เชียน ฝำนเลื่อนสู่แดนเทพเจ้ำได้ส้ำเร็จอย่ำงรำบรื่น หลังจำกที่ได้รู้ข่ำวนี นำงยังหัวเรำะข้ำ ไม่เชื่อว่ำเป็น ควำมจริงแม้แต่น้อย จนกระทั่งภำยหลังที่โม่เชียนฝำนไปเยือนดินแดน ก้ำเนิดหยำงพร้อมกับเนี่ยเทียน จนกระทั่งฟำงหยวน กลับมำเล่ำให้ฟังถึงท่ำทีที่โม่เชียนฝำนและส้ำนักอสนี สวรรค์ปฏิบัติต่อเนี่ยเทียน นำงถึงได้เริ่มเชื่อ ตอนนี โม่เชียนฝำนยังติดตำมเนี่ยเทียนมำที่ดินแดน
น ้ำค้ำงแข็งอีก… “เจ้ำส้ำนักอิ่น แล้วเจ้ำล่ะ?” ซินฉิงถำมอีก
ตอนที่โม่เชียนฝำนยังไม่เลื่อนสู่แดนเทพเจ้ำ อิ่นสิง เทียนแห่งส้ำนักกระบี่เมฆำคล้อยคือบุคคลที่รับมือได้ ยำกยิ่งกว่ำโม่เชียนฝำนเสียอีก รำกฐำนหรือศักยภำพของส้ำนักกระบี่เมฆำคล้อยเอง ก็เหนือยิ่งกว่ำส้ำนักอสนีสวรรค์ “ข้ำมำเป็นเพื่อนเนี่ยเทียน และจะพยำยำมช่วยใน เรื่องที่ช่วยได้” อิ่นสิงเทียนแสดงท่ำที ดวงตำของซินฉิงเป็นประกำยอีกครั ง “เอำล่ะ มำพูดคุยกันถึงสถำนกำรณ์ในตอนนี กัน เถอะ” หันหว่ำนหรงโบกมือ หลังจำกที่ทุกคนพลิ ว กำยลงมำอยู่บนเรือรบทำงช้ำงเผือกได้แล้วก็รีบถำม อย่ำงเร่งร้อน
จู่กวำงเหย้ำและซินฉิงสองคนรีบเล่ำถึงควำมวุ่นวำยที่ เกิดในดินแดนหุบน ้ำแข็งอย่ำงรวดเร็ว ในจุดลึกของไอหมอกเข้มข้นที่ปกคลุมทั่วดินแดนหุบ น ้ำแข็งชั่วนำตำปีกลับมีปิงกู่ต้ำจุนของเผ่ำโครงกระดูก ซ่อนตัวอยู่ ปิงกู่ต้ำจุนเดิมทีเคยเป็นหนึ่งในต้ำจุนของเผ่ำโครง กระดูก! เล่ำลือกันว่ำเมื่อหนึ่งแสนปีก่อน ปิงกู่ต้ำจุน (ปิงกู่ แปลว่ำกระดูกน ้ำแข็ง) และจิงกู่ต้ำจุน (จิงกู่แปลว่ำ กระดูกผลึกใส) ของเผ่ำโครงกระดูกได้แย่งชิงต้ำแหน่ง ประมุขของเผ่ำโครงกระดูกกัน ตอนนั นทั งปิงกู่ต้ำจุน และจิงกู่ต้ำจุนต่ำงก็มีสำยเลือดเป็นระดับสิบขั นกลำง ผลกลับกลำยเป็นว่ำปิงกู่ต้ำจุนพ่ำยแพ้ ซ ้ำยังลือกัน ด้วยว่ำเขำถูกจิงกู่ต้ำจุนสังหำรทิ งไปแล้ว หลังจำกศึกนั นจบลง จิงกู่ต้ำจุนได้นั่งบนต้ำแหน่ง
ประมุขอันสูงศักดิ์ของเผ่ำโครงกระดูกได้ส้ำเร็จ ไม่ นำนต่อมำ สำยเลือดของเขำก็เลื่อนขั นไปอีกครั ง กลำยมำเป็นสำยเลือดระดับสิบขั นสูง และจิงกู่ต้ำจุนก็กลำยมำเป็นหนึ่งในสี่ต้ำจุนที่ แข็งแกร่งที่สุดของชนต่ำงเผ่ำทัดเทียมกับหยวน หมอต้ำจุนแห่งเผ่ำภูตผีปีศำจ เหอหมิงต้ำจุนแห่งเผ่ำ อสูรกำยและจิ่วโยวต้ำจุนแห่งเผ่ำทมิฬ นับแต่นั นมำก็ไม่เคยมีข่ำวครำวใดๆ เกี่ยวกับปิงกู่ต้ำ จุนเล็ดรอดออกมำอีก ทุกคนต่ำงก็คิดว่ำปิงกู่ต้ำจุนถูกจิงกู่ต้ำจุนสังหำรไป แล้วจริงๆ ซึ่งแม้แต่หัวใจของเขำก็อำจแหลกสลำย แก่นเลือดถูกชุบหลอม นั่นถึงเป็นเหตุให้สำยเลือด ของจิงกู่ต้ำจุนฝ่ำทะลุสู่ระดับสิบขั นสูงได้อย่ำงรวดเร็ว ไม่มีใครคำดว่ำจุดลึกในดินแดนหุบน ้ำแข็งที่แม้แต่ผู้ ฝึกลมปรำณของดินแดนหุบน ้ำแข็งเองยังยำกจะเยื อง
กรำยเข้ำไป จะกลำยมำเป็นที่ซ่อนตัวของปิงกู่ต้ำจุน ปิงกู่ต้ำจุนไม่เพียงแต่อยู่ในนั น สำยเลือดของเขำก็ ยังคงเป็นระดับสิบขั นกลำงอีกด้วย เวลำนี รองเจ้ำต้ำหนักฉู่รุ่ยแห่งพระรำชวังโบรำณ สะเก็ดดำวถูกปิงกู่ต้ำจุนใช้พลังสำยเลือดกักตัวไว้ใน พื นที่ที่เย็นเยียบอย่ำงถึงที่สุด ยังมิอำจสลัดหลุดมำได้ และส้ำนักผู้ฝึกลมปรำณจ้ำนวนมำกในดินแดนหุบ น ้ำแข็งที่มีวังเหน็บหนำวเป็นผู้น้ำยังได้ข้อตกลง ร่วมกับปิงกู่ต้ำจุนว่ำจะร่วมกันต่อต้ำนพระรำชวัง โบรำณสะเก็ดดำว ฉู่รุ่ยจึงถูกปิงกู่ต้ำจุนรั งตัวเอำไว้ ส่วนลูกน้องของเขำก็ถูกผู้ฝึกลมปรำณของวังเหน็บ หนำวและส้ำนักอื่นๆ ในดินแดนหุบน ้ำแข็งตำมล่ำไป ทั่วทุกหนแห่ง ไม่เหมือนกับส้ำนักก้ำเนิดหยำง วิธีที่ส้ำนักก้ำเนิด
หยำงน้ำมำจัดกำรกับฟำงหยวนและลูกน้องของเขำ คือกำรจับขัง ซึ่งดูเหมือนว่ำส้ำนักก้ำเนิดหยำงจะต้องกำรฟำงหยวน ที่ยังมีชีวิตอยู่ ทว่ำวิธีกำรที่ผู้ฝึกลมปรำณของดินแดนหุบน ้ำแข็ง ปฏิบัติต่อลูกน้องของฉู่รุ่ยกลับเป็นกำรไล่ล่ำสังหำรให้ สิ นซำก ไม่เหลือทำงถอยไว้ให้กับตัวเองแม้แต่น้อย หลังจำกที่จู่กวำงเหย้ำและซินฉิงเล่ำสถำนกำรณ์ใน ดินแดนหุบน ้ำแข็งจบ สีหน้ำของพวกเขำก็มืดทะมึน อย่ำงถึงที่สุด “ผู้ฝึกลมปรำณดินแดนหุบน ้ำแข็งไม่มีทำงกลับมำเป็น เหมือนเดิมกับส้ำนักเรำได้อีกแล้ว” ซินฉิงทอดสำยตำ มองไปไกล “ที่น่ำเจ็บใจก็คือผู้อำวุโสใหญ่หำยตัวไป ไม่อำจติดต่อได้ ส่วนรองเจ้ำต้ำหนักอีกคนหนึ่ง พวก เรำก็ส่งข่ำวไปให้แล้ว แต่เขำยังไม่ตอบรับกลับมำ ดู
เหมือนว่ำจะก้ำลังท้ำควำมเข้ำใจกับควำมลี ลับอะไร บำงอย่ำง หำกไขควำมลี ลับนั นไม่แตก ก็ออกมำ ไม่ได้” คนที่นำงพูดถึงก็คือหลัวว่ำนเซี่ยง ไม่มีโม่เหิง ไม่มีหลัวว่ำนเซี่ยง พระรำชวังโบรำณ สะเก็ดดำวก็ไม่มีแดนเทพเจ้ำคนอื่นมำช่วยอีก เมื่อไม่มีแดนเทพเจ้ำมำเยือน ด้วยศักยภำพของส้ำนัก หำกคิดจะต่อกรกับปิงกู่ต้ำจุนที่เคยท้ำรบกับจิงกู่ต้ำ จุน ก็ไม่ต่ำงอะไรไปจำกควำมเพ้อฝันของคนปัญญำ อ่อน “เจ้ำส้ำนักโม่…” หันหว่ำนหรงใช้สำยตำคำดหวังมองไปยังโม่เชียนฝำน ด้วยรู้สึกล้ำบำกใจที่จะพูด “หำกเป็นปิงกู่ต้ำจุนจริงๆ…” โม่เชียนฝำนสีหน้ำ เคร่งเครียด “ข้ำเพิ่งเลื่อนสู่แดนเทพเจ้ำได้ไม่นำน
เป็นแค่แดนเทพเจ้ำช่วงต้นเท่ำนั น ข้ำคิดว่ำด้วยพลัง และขอบเขตของข้ำในตอนนี คิดจะไปสู้รบกับปิงกู่ต้ำ จุนที่มีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วดินแดนเมื่อแสนปีก่อน ก็ มีแต่จะพ่ำยแพ้อย่ำงอนำถเท่ำนั น” กล่ำวมำถึงตรงนี โม่เชียนฝำนก็ก้มหน้ำ ถอนหำยใจ “ไม่ว่ำจะยินดีหรือไม่ ข้ำก็ต้องยอมรับว่ำข้ำสู้โม่เหิง ไม่ได้” พอโม่เหิงเลื่อนสู่แดนเทพเจ้ำช่วงกลำงส้ำเร็จก็ เอำชนะซื่อเซวี่ยต้ำจุนแห่งเผ่ำภูตผีปีศำจ บีบให้หยวน หมอต้ำจุนออกมำต่อสู้ด้วยได้ แม้สุดท้ำยจะแพ้ แต่ก็ แพ้อย่ำงสมเกียรติ เขำรู้ดีว่ำตัวเองสู้โม่เหิงไม่ได้ “ปิงกู่ต้ำจุนสำยเลือดระดับสิบขั นกลำง” เนี่ยเทียน ใคร่ครวญอย่ำงหนักอยู่พักใหญ่ กว่ำจะพูดว่ำ “คิดจะ ช่วยรองเจ้ำต้ำหนักฉู่รุ่ยออกมำเสียเดี๋ยวนี เกรงว่ำคง
ไม่ง่ำยขนำดนั น อีกอย่ำง รองเจ้ำต้ำหนักฉู่รุ่ยเองก็มี ตบะเป็นแดนเทพเจ้ำช่วงกลำง เท่ำเทียมกับปิงกู่ต้ำ จุน” “ตำมควำมเห็นข้ำ ในเวลำสั นๆ นี ต่อให้รองเจ้ำ ต้ำหนักถูกกักตัวไว้จริงๆ แต่ก็คงไม่ถึงขั นต้ำนทำนไว้ ไม่ไหว” “พวกเรำ…” จู่กวำงเหย้ำและซินฉิงที่พอได้ยินพวกเขำพูดแบบนี ก็ พยักหน้ำรับเบำๆ “ทำงฝ่ำยของรองเจ้ำต้ำหนักน่ำจะพอต้ำนทำนได้อีก สักระยะหนึ่งจริงๆ นั่นแหละ” ซินฉิงกล่ำว “ถ้ำอย่ำงนั นก็ดี ในเมื่อเป็นเช่นนี พวกเรำควรจัดกำร กับวังเหน็บหนำวและพวกผู้ฝึกลมปรำณที่ก้ำลังไล่ล่ำ ลูกน้องของรองเจ้ำต้ำหนักก่อนหรือเปล่ำ?” เนี่ยเทียน เสนอควำมเห็น
“ต้องกำรอย่ำงนี อยู่พอดี!” ปรำณสังหำรในดวงตำจู่ กวำงเหย้ำประหนึ่งกลำยมำเป็นของจริง ซินฉิงกล่ำวอย่ำงลังเล “หำกลงมือครำวนี คงไม่มีทำง ให้ประนีประนอมกันอีกแล้ว” “ประนีประนอม?” จู่กวำงเหย้ำแค่นเสียงเย็น “พวก เขำลงมือกับรองเจ้ำต้ำหนัก ลงมือกับลูกน้องของเขำ วันที่พวกเขำเปิดฉำกสังหำรก็คงไม่คิดจะ ประนีประนอมกันอีกแล้ว” “เอำเถอะ ถ้ำอย่ำงนั นก็ลงมือเลย” ซินฉิงพยักหน้ำ อย่ำงจนใจ “เนี่ยเทียน ที่นั่นมีอำณำจักรห้ำแห่งซึ่งลูกน้องของ รองเจ้ำต้ำหนักหนีไปทำงนั น” หันหว่ำนหรงยื่นมือชี ไป “เจ้ำวังเหน็บหนำวและกองก้ำลังหลักของพวกเขำ ต่ำงก็ไล่ล่ำอยู่ที่นั่น” “ที่นั่นมอบให้พวกเรำจัดกำรเองก็แล้วกัน” เนี่ยเทียน
แสดงท่ำทีให้รู้ว่ำเขำเข้ำใจ “ส่วนพวกเรำไปอีกฝั่งหนึ่ง” จู่กวำงเหย้ำหันกลับไป มองยังพื นที่อื่น “ที่นั่นยังมีผู้แข็งแกร่งของส้ำนักอื่นๆ ในดินแดนหุบน ้ำแข็งรวมตัวกันอยู่ เรำไปรับมือกับ ทำงฝั่งนั น” “ทุกคนแยกย้ำยกันไปจัดกำร” “ตกลง” หลังจำกพูดคุยกันง่ำยๆ เนี่ยเทียนก็ขับเรือดำรำมุ่ง หน้ำไปยังทิศทำงที่หันหว่ำนหรงชี บอก พอเขำขยับตัว โม่เชียนฝำนและอิ่นสิงเทียนก็ประกบ ซ้ำยขวำติดตำมเขำไป “กองก้ำลังที่บุตรแห่งดวงดำวคนที่เจ็ดควบคุมไว้ใน มือ เกรงว่ำคงเหนือกว่ำรองเจ้ำต้ำหนักทั งสองท่ำนไป แล้ว” ซินฉิงทอดถอนใจ “หำกไม่พูดกันถึงเรื่องตบะ และขอบเขตของตัวเขำเองน่ะนะ”
“แดนเทพเจ้ำสวำมิภักดิ์ต่อเขำโดยตรง ยังมีผู้เฒ่ำ อิ่นสิงเทียนคนนี อีก…” จู่กวำงเหย้ำเองก็จุ๊ปำกเอ่ยชื่น ชม “นั่นมันอิ่นสิงเทียนเชียวนะ! เล่ำลือกันว่ำแม้ผู้ เฒ่ำประหลำดคนนี จะเป็นแค่แดนเอตทัคคะช่วงท้ำย ทว่ำวิชำกระบี่ที่เขำฝึกตนกลับจมอยู่ในแดนเอตทัคคะ ช่วงท้ำยมำนำนหลำยปี ท้ำให้เขำมีพลังในกำรต่อสู้กับ แดนเทพเจ้ำช่วงต้นได้แล้ว” มองทิศทำงที่คนทั งสำมจำกไป ดวงตำของหันหว่ำน หรงเป็นประกำยรุบรู่ “ก่อนหน้ำนี ที่ข้ำจะไปหำเขำก็ เคยได้ยินมำว่ำ จำงฉี่หลิงกับลี่ว่ำนฝ่ำรอคอยเนี่ย เทียนอยู่นำนมำกๆ ดูเหมือนว่ำเนี่ยเทียนจะส้ำคัญ มำกในสำยตำของจำงฉี่หลิงและลี่ว่ำนฝ่ำ หำกมีวันใด วันหนึ่งที่จำงฉี่หลิงและลี่ว่ำนฝ่ำต่ำงก็พึ่งพำเนี่ยเทียน ล่ะก็…” “ไม่กล้ำคิด ไม่กล้ำคิดเลย!” จู่กวำงเหย้ำพึมพ้ำเบำๆ
“เนี่ยเทียนจะสำมำรถส่งแดนเอตทัคคะช่วงท้ำยให้ เลื่อนสู่แดนเทพเจ้ำเหมือนที่ท้ำกับโม่เชียนฝำนได้อีก ครั งจริงๆ น่ะหรือ?” ซินฉิงมีสีหน้ำคำดหวัง
ทั งจู่กวำงเหย้ำและหันหว่ำนหรงพลันเงียบงัน ทว่ำ ดวงตำกลับส่องประกำยแสงลุกเรือง เพรำะพวกเขำ เองก็เป็นแดนเอตทัคคะช่วงท้ำยเหมือนกัน ———————————
ราชันแห่งสวรรค์และปฐพี
เล่มที่ 42 บทที่ 1232 อานุภาพของทวยเทพแห่งความชั่วร้าย! จุดลึกของหมอกเย็นเยียบ เรือรบทางช้างเผือกที่แตกหักลำหนึ่งลอยอยู่นิ่งๆ ตรง ริมขอบของอาณาจักรที่ใสกระจ่างราวผลึกนำแข็ง เลือดสดเปรอะเปื้อนไปทั่วทุกมุมของเรือรบ เศษซาก โครงกระดูกแต่ละชิ นล้วนเป็นศพของเผ่ามนุษย์ ดินแดนว่างเปล่าที่ระเบิดแตกกลายมาเป็นก้อนเมฆ หลายก้อนที่คล้ายจะผสานรวมกลับเข้าไปในความ ว่างเปล่าของทางช้างเผือกนอกดินแดนอีกครั ง มีผู้ฝึกลมปราณหลายคนที่สวมชุดสีเงินยวงซึ่งเป็น สัญลักษณ์ของวังเหน็บหนาวเดินเข้าๆ ออกๆ ในซาก เรือรบลำนั น
พวกเขารับผิดชอบเก็บกวาดสนามรบ คอยเก็บ รวบรวมแหวนเก็บของหรือไม่ก็ของวิเศษที่อยู่บนร่าง ของศพเหล่านั น รวมไปถึงของมีค่าที่ยังเหลืออยู่ใน ซากเรือรบมาไว้เพื่อรอส่งมอบให้แก่สำนัก “หึ รองเจ้าตำหนักของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว แล้วอย่างไร? ก็ยังต้องถูกปิงกู่ต้าจุนใช้พลังความเย็น สุดขั วผนึกไว้ในพื นที่ประหลาดแห่งนั นไม่ใช่หรอก หรือ?” “เนื่องจากเจ้าตำหนักหายตัวไป พระราชวังโบราณ สะเก็ดดาวจึงไม่น่าเกรงขามอย่างในอดีตอีกแล้ว ไม่ ง่ายเลยที่โม่เหิงจะลุกผงาดขึ นมาได้ ทว่าเขากลับหาย ตัวไปอย่างลึกลับอีกครั ง” “ตามความเห็นของข้า พระราชวังโบราณสะเก็ดดาว ท่าจะถูกสาปซะแล้ว และเกรงว่าคงใกล้จะถูกตัดชื่อ จากสำนักใหญ่ของเผ่ามนุษย์เต็มที”
“บางทีวันใดวันหนึ่งวังเหน็บหนาวของพวกเราอาจได้ เข้ามาแทนที่พระราชวังโบราณสะเก็ดดาว กลายเป็น สำนักใหญ่ของเผ่ามนุษย์ก็เป็นได้” ผู้ฝึกลมปราณของวังเหน็บหนาวพูดคุยกันเสียงดัง แซ่ด พลางกระชากเอาแหวนเก็บของออกมาจากศพ อย่างไม่เกรงใจ ซำบางคนที่ขี เกียจยังถึงกับตัดนิ วของ ศพนั นๆ มาโดยตรง “ถูกพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวข่มหัวมานานหลาย ปี ถึงเวลาที่วังเหน็บหนาวของพวกเราจะลืมตาอ้า ปากบ้างแล้ว” ผู้ฝึกลมปราณกลุ่มหนึ่งที่มีตบะเพียงแดนว่างเปล่าเดิน กวาดเก็บของเชลยศึกไปทั่ว “ฟิ้ว!” เรือดาราที่เนี่ยเทียนโดยสารมาพุ่งมาถึงประดุจแสง ดาวเส้นหนึ่ง
ท่ามกลางหมอกสีขาวโพลน เรือดาราเกิดเสียงลั่น “คึ่กๆ” เพราะได้รับอิทธิพลจากสภาพแวดล้อมที่ พิเศษของดินแดนหุบนำแข็ง ความเร็วในการลอดผ่าน หมอกควันก็ถูกจำกัดไม่น้อย หมอกเย็นกลบทับแสงของเรือดาราไว้จนมิด จนกระทั่งเรือดาราขยับเข้าไปใกล้แล้ว ผู้ฝึกลมปราณ ของวังเหน็บหนาวถึงเพิ่งจะมองเห็น “เรือดารา!” “บุตรแห่งดวงดาว!” “ต้องเป็นวังเหม่ยเจียแน่นอน! วังเหม่ยเจียมี ความสัมพันธ์ที่ไม่ธรรมดากับฉู่รุ่ย นางมาแล้ว!” ผู้ฝึกลมปราณแดนว่างเปล่าของวังเหน็บหนาวหน้า เปลี่ยนสีเล็กน้อย ต่างก็รีบเพ่งสมาธิมองไป จนกระทั่ง เห็นว่าคนที่มาไม่ใช่เพศหญิงก็พากันมึนงง มีเพียงคนไม่กี่คนที่เคยเห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของ
เนี่ยเทียนมาก่อน และเนี่ยเทียนเองก็ไม่เคยมาปรากฎ ตัวในดินแดนหุบนำแข็ง “เจ้าคือ…” มีคนหนึ่งหันไปถลึงตาใส่เนี่ยเทียนด้วยความสงสัย “คนของวังเหน็บหนาวใช่ไหม?” เนี่ยเทียนปลดปล่อย กระแสจิตวิญญาณกวาดไปรอบด้านก็รู้ได้ว่าบนซาก เรือรบที่กลาดเลื่อนไปด้วยซากศพแห่งนี ไม่เหลือคนมี ชีวิตอยู่แม้แต่คนเดียว ไม่ต้องคิดเขาก็รู้ว่า เรือลำนี เป็นของลูกน้องฉู่รุ่ย “หนึ่งศพ สองศพ สิบเจ็ดศพ…” ลองนับคร่าวๆ เขาก็มองเห็นศพถึงสิบเจ็ดศพแล้ว ซึ่ง ศพเหล่านั นต่างก็มีตบะเป็นแดนว่างเปล่า ไม่มีศพของ แดนเอตทัคคะแม้แต่คนเดียว “ไม่ว่าเจ้าเป็นใคร!” คนผู้นั นพลันร้องคำราม “แม้แต่
รองเจ้าตำหนักฉู่รุ่ยก็ยังถูกกักตัวอยู่ในดินแดน หุบนำแข็ง เว้นเสียแต่ว่าเจ้าตำหนักจะมาเอง หาไม่ แล้วใครก็เปลี่ยนแปลงการตัดสินใจของวังเหน็บหนาว ของพวกเราไม่ได้!” “ข้าไม่ต้องการเปลี่ยนแปลงอะไร” เนี่ยเทียน ขับเคลื่อนเรือดาราให้ทะยานผ่านไป “อู้! อู้ๆๆๆ!” ทวยเทพแห่งความชั่วร้ายทั งห้าที่มีเลือดเนื อซึ่งอยู่ใน ไข่มุกวิญญาณมืดพลันร้องคำรามออกมา เมื่อทวยเทพแห่งความชั่วร้ายทั งห้าเผยตัว เรือนกายดุ ร้ายสูงร้อยเมตรของพวกมันก็แผ่ปราณอสูรเข้มข้นไร้ ที่สิ นสุดจากแดนยมบาลให้อบอวลไปทั่ว “ไป!” เนี่ยเทียนออกคำสั่ง ทดลองให้ทวยเทพแห่งความชั่ว ร้ายทั งห้าเผยอานุภาพออกมาเป็นครั งแรก
“อ๊าก! โฮก! ฮึ่ม!” ทวยเทพแห่งความชั่วร้ายทั งห้าบินออกมาพร้อมกับ ปราณอสูรที่กลิ งซัดตลบ เรือนกายครึ่งหนึ่งของพวก มันยังบิดเบือนอยู่ในถำที่มีปราณอสูรไหลบ่า ทว่า ศีรษะด้านนอกต่างพากันกระโจนเข้าหาผู้แข็งแกร่ง แดนว่างเปล่าของวังเหน็บหนาว “แควก!” ดินแดนว่างเปล่าหลายแห่งที่อบอวลไปด้วยไอความ เย็นถูกทวยเทพแห่งความชั่วร้ายทั งห้าฉีกกระชากจน แหลกสลายได้อย่างง่ายดายราวกับฉีกกระดาษ นาทีถัดมา ทวยเทพแห่งความชั่วร้ายทั งห้าก็พุ่งเข้าไป ในดินแดนว่างเปล่าที่พังทลายของพวกเขา ก่อนจะใช้ กรงเล็บแหลมคมราวกรงเล็บปีศาจจากเรือนกายที่มี เลือดเนื อของพวกมันกระชากรั งเอาร่างของแดนว่าง เปล่าเหล่านั นมา แล้วฉีกทึ งจนเศษเลือดเศษเนื อที่
ปะปนอยู่กับเศษกระดูกสาดกระเซ็นไปทั่วทุกหนแห่ง “สวบ!” ทวยเทพแห่งความชั่วร้ายทั งห้าอ้าปากออกกว้าง ซาก วิญญาณของแดนว่างเปล่า รวมถึงพลังจิตวิญญาณที่ ผสานรวมอยู่ในแดนว่างเปล่าของพวกเขาต่างก็ กลายเป็นลำแสงสีเทาที่ไหลหายเข้าไปในปากของ พวกมัน กลับเป็นเรือนกายของแดนว่างเปล่าเหล่านั นเสียอีกที่ พวกมันไม่สนใจแม้แต่น้อย เพียงปล่อยให้เศษเลือด เศษเนื อปลิวว่อนไปทั่วเท่านั น “สวบ!” เศษซากวิญญาณบางส่วนของลูกน้องฉู่รุ่ยที่ตายไปซึ่ง ยังไม่แหลกสลายก็ถูกทวยเทพแห่งความชั่วร้ายทั งห้า ดูดกลืนมาด้วย เวลาเพียงสั นๆ แดนว่างเปล่าทั งหมดของวังเหน็บ
หนาวก็ถูกทวยเทพแห่งความชั่วร้ายทั งห้าสังหารจน หมดสิ น หลังจากกินอาหารมื อใหญ่จนอิ่มเอม ทวยเทพแห่ง ความชั่วร้ายทั งห้าก็หวนกลับเข้าไปยังไข่มุกวิญญาณ มืดอย่างเกียจคร้านอีกครั ง ไข่มุกวิญญาณมืดลอยนิ่งๆ อยู่เหนือศีรษะของเนี่ย เทียน คอยปลดปล่อยแสงสีเขียวออกมา ซึ่งคล้ายจะ สามารถเชื่อมโยงไปยังมาตุภูมิของเผ่าอสูรกายอย่าง แดนยมบาลได้ โม่เชียนฝานและอิ่นสิงเทียนที่อยู่ข้างๆ เงียบงันไม่ พูดจา ทว่าดวงตาของพวกเขากลับมีความกริ่งเกรงแฝงอยู่ เสี ยวหนึ่ง “เป็นแค่แดนว่างเปล่าช่วงท้าย และสายเลือดก็แค่ ระดับแปดเท่านั น” อิ่นสิงเทียนแห่งสำนักกระบี่เมฆา
คล้อยมองเนี่ยเทียนอย่างเหม่อลอย ในใจเกิดคลื่น ยักษ์โถมกระหน่ำ เนี่ยเทียนที่ยังไม่เลื่อนสู่แดนว่างเปล่า แต่สามารถ เรียกให้ทวยเทพแห่งความชั่วร้ายทั งห้าออกมาสังหาร ผู้ฝึกลมปราณแดนว่างเปล่าของวังเหน็บหนาวได้อย่าง ง่ายดายราวกับหั่นผัก นับตั งแต่วินาทีที่ทวยเทพแห่งความชั่วร้ายทั งห้า ปรากฏตัว อิ่นสิงเทียนก็รู้แล้วว่า ทวยเทพแห่งความ ชั่วร้ายทั งห้าก็คือสิ่งของที่พวกเขาเคยสงสัยว่าเนี่ย เทียนหายไปทำอะไรในจุดลึกของทะเลทราย อาณาจักรชื่อหยาง เพราะปราณชั่วร้ายสุดยอดที่ส่งออกมาจากร่างของ ทวยเทพแห่งความชั่วร้ายได้ตราตรึงลึกลงไปในความ ทรงจำของเขา ขนาดโม่เชียนฝานยังรู้สึกไม่เป็นสุข แล้วนับประสา
อะไรกับเขา? “น่ากลัวยิ่งกว่าเดิมเข้าไปอีก” โม่เชียนฝานสูดลมหายใจเข้าลึก มองเนี่ยเทียนด้วยสี หน้าขมขื่นเล็กน้อย “ปราณเก่าแก่บรรพกาลที่ส่งมา จากตัวประหลาดทั งห้านั นคล้ายคลึงกับปราณของต้า จุนเผ่าอสูรกาย แต่ก็ไม่เหมือนกันทั งหมด ไม่รู้ว่า ทำไมตอนที่ข้ารับสัมผัสกับพวกมันถึงได้กลิ่นอายของ แม่นำยมบาลด้วย” เนี่ยเทียนขมวดคิ ว “ข้าเองก็กำลังตามหาที่มาของ พวกมันเช่นกัน” “เจ้า เจ้าก็ไม่รู้เหมือนกันรึ?” โม่เชียนฝานอุทานตกใจ “ใช่แล้ว พวกมันกำลังเติบโต ยังอยู่ไกลเกินกว่าจะไป ถึงสภาวะสูงสุด” เนี่ยเทียนตอบรับ “ยิ่งกลืนกิน วิญญาณไปนานเท่าไหร่ การเติบโตของพวกมันก็จะ เร็วขึ นเท่านั น บางทีอาจต้องการเลือดเนื ออยู่บ้าง
เหมือนกัน เพียงแต่เลือดลมของเผ่ามนุษย์อ่อนแอ เกินไป พวกมันจึงไม่เห็นอยู่ในสายตาก็เท่านั น” โม่เชียนฝานยังเต็มไปด้วยความสงสัย จึงคิดจะ ซักถามต่อ ทว่าเนี่ยเทียนกลับขับเรือดารามุ่งหน้าไปอีกครั งแล้ว เขาและอิ่นสิงเทียนสองคนได้แต่ติดตามไปอย่างว่า ง่าย และทุกครั งที่หันมองเนี่ยเทียนจากข้างหลัง คน ทั งสองต่างก็มีสีหน้าซับซ้อน ยิ่งนานก็ยิ่งรู้สึกว่าบน ร่างของเนี่ยเทียนมีความลับมากมายที่พวกเขามิอาจ ไขความกระจ่างได้ หลายวันต่อมา เนี่ยเทียนนำพาโม่เชียนฝานและอิ่นสิงเทียน เคลื่อนไหวไปทั่วพื นที่ที่พวกจู่กวางเหย้าชี บอกเอาไว้ ตลอดทางที่ผ่านมาพวกเขาเห็นลูกน้องมากมายของ ฉู่รุ่ยถูกสังหาร แล้วก็เห็นเรือรบหลายลำที่ถูกทำลาย
ซึ่งมีลูกศิษย์ของวังเหน็บหนาวคอยเก็บกวาดเอาของ เชลยศึกไปครอง ทุกครั งที่เห็นภาพเหตุการณ์เช่นนี เนี่ยเทียนมักจะ ต้องปลดปล่อยทวยเทพแห่งความชั่วร้ายทั งห้า ออกมาอย่างไม่เกรงใจ ทวยเทพแห่งความชั่วร้ายทั งห้าก็บดขยี ผู้ฝึกลมปราณ แดนว่างเปล่าของวังเหน็บหนาวได้อย่างราบคาบ บนร่างของทวยเทพแห่งความชั่วร้ายเผยปราณแห่ง ความชั่วร้ายอันเก่าแก่โบราณที่กว้างใหญ่ไพศาล ทำ ให้เหล่าแดนว่างเปล่าไร้เรี่ยวแรงจะต้านทาน รอจนคลื่นพิโรธแห่งอารมณ์เชิงลบอย่างอาฆาต หวาดกลัว สิ นหวัง เดือดดาลและกระหายการเข่นฆ่า ตรงเข้ามากลบทับ จิตวิญญาณของแดนว่างเปล่า เหล่านั นก็พลันแหลกสลาย ทวยเทพแห่งความชั่วร้ายฉีกทึ งดินแดนว่างเปล่าและ
เลือดเนื อของพวกเขาออกอย่างง่ายดาย จากนั นก็ กลืนกินจิตวิญญาณของพวกเขา ไม่เคยมีครั งใดที่ทำไม่สำเร็จ เวลาสั นๆ เพียงไม่กี่วัน แดนว่างเปล่าของวังเหน็บ หนาวที่ถูกเนี่ยเทียนฆ่าไปก็มีหลายสิบคน บวกกับ ลูกน้องที่ตายไปของฉู่รุ่ยแล้ว จำนวนวิญญาณที่ถูก ทวยเทพแห่งความชั่วร้ายทั งห้ากลืนกินจึงไม่น้อยเลย ทีเดียว เมื่อผ่านการต่อสู้และกลืนกินมาหลายครั งหลายครา เรือนกายสูงร้อยเมตรของทวยเทพแห่งความชั่วร้ายก็ ขยายเพิ่มไปอีกประมาณห้าสิบเมตร ปราณที่แผ่ออกมาจากทวยเทพแห่งความชั่วร้ายทำให้ โม่เชียนฝานและอิ่นสิงเทียนสองคนยิ่งอึดอัดใจมาก ขึ นทุกขณะ ยามใดที่ทวยเทพแห่งความชั่วร้ายเผยตัว พวกเขาก็
มักจะเกิดความรู้สึกว่ามีต้าจุนห้าท่านของเผ่าอสูรกาย ที่หายตัวไปนานในยุคบรรพกาลโผล่พรวดออกมา ตรงหน้า “ฟิ้ว!” เรือดาราประหนึ่งดาวตกที่เคลื่อนที่ว่ายวนไปตาม หมอกเย็นเยียบ “มีการต่อสู้เกิดขึ น!” สายฟ้าเส้นหนึ่งบินออกมาจากกลุ่มหมอกทิศไกล โม่ เชียนฝานที่พอสัมผัสกับการจู่โจมที่ออกมาจาก พลังงานนั นก็หันมาพูดกับเนี่ยเทียน “การต่อสู้ของ แดนเอตทัคคะ! พวกเราน่าจะเจอจุดสำคัญแล้ว!” ที่พบมาตลอดทางก่อนหน้านี ก็คือแดนว่างเปล่าที่ถูก สังหาร ไม่มีแดนเอตทัคคะแม้แต่คนเดียว หากแดนเอตทัคคะร่ายดินแดนของตัวเองออกมาแล้ว โบยบินอยู่ในท้องฟ้านอกอาณาจักรจะเป็นเหมือน
สายฟ้าที่แม้แต่เรือรบทางช้างเผือกก็ยังยากจะตามได้ ทัน มีเพียงแดนเอตทัคคะเหมือนกันเท่านั นถึงจะพอ ไล่จับทิศทางและตามติดไปได้ “การต่อสู้ระหว่างแดนเอตทัคคะที่เป็นลูกน้องของฉู่ รุ่ยกับแดนเอตทัคคะของวังเหน็บหนาวยังคงดำเนิน อยู่” อิ่นสิงเทียนรับสัมผัสเล็กน้อยก็กล่าวว่า “มีแค่ สองคนเท่านั น ขอบเขตก็ไม่สูงมาก คนหนึ่งคือช่วงต้น อีกคนคือช่วงกลาง ทว่าพวกคนที่ล้อมโจมตีพวกเขา กลับเป็นแดนเอตทัคคะห้าคนของวังเหน็บหนาว” อยู่ห่างกันไกลมาก แต่โม่เชียนฝานกับอิ่นสิงเทียนก็ยัง รู้รายละเอียดได้ล่วงหน้า กระแสจิตวิญญาณของเนี่ยเทียนยังคงว่ายเวียนไปทั่ว หมอกเย็นๆ โดยที่สัมผัสไม่ได้ถึงความเคลื่อนไหวใดๆ แม้แต่น้อย “ขอบเขตการรับสัมผัสของพลังจิตวิญญาณยัง
แตกต่างกันมากนัก” เนี่ยเทียนทอดถอนใจอยู่ในใจ ครั นจึงเพิ่มความเร็วของเรือดารา กลัวว่าหากไปช้า เกินจะได้เห็นแค่ศพของลูกน้องฉู่รุ่ยเท่านั น “ข้าล่วงหน้าไปก่อนก็แล้วกัน” โม่เชียนฝานกล่าว กล่าวจบแดนเทพเจ้าสายฟ้าของเขาก็พลัน เปลี่ยนแปลง ก่อตัวกลายมาเป็นกายธรรมแห่งเทพ แล้วกายธรรมแห่งเทพก็กลายมาเป็นสายฟ้าเส้นหนึ่ง ที่ราวกับอยู่มาตั งแต่ยุคบรรพกาล เพียงพริบตาเดียวก็ พุ่งไปไกลหมื่นลี ———————————
ราชันแห่งสวรรค์และปฐพี
เล่มที่ 42 บทที่ 1233 อาวุธเทพ—แคว้นน ้าแข็งศักดิ์สิทธิ์!
กายธรรมแห่งเทพแปรเปลี่ยนนับหมื่นนับพันรูปแบบ ทั้งๆ ที่สายฟ้าซึ่งจำแลงมาจากร่างของโม่เชียนฝาน ปรากฎอยู่ในสายตาของเนี่ยเทียน ทว่าเมื่อใช้กระแส จิตวิญญาณไปรับสัมผัสกลับไร้ร่องรอยให้ตามหา “แดนเทพเจ้า ไม่ธรรมดาจริงๆ” ลูกตาดำของอิ่นสิงเทียนแห่งสำนักกระบี่เมฆาคล้อย หดตัวลง ใบหน้าเต็มไปด้วยความคาดหวัง ต่อให้เป็นเขาเองก็สัมผัสไม่ได้ถึงสายฟ้าที่จำแลงมา จากร่างของโม่เชียนฝาน นี่หมายความว่า พวกแดนเอตทัคคะที่ต่อสู้กันอยู่ทิศ ไกลก็ไม่สามารถสัมผัสได้ถึงการไปเยือนของ
โม่เชียนฝานเช่นกัน และสายฟ้าเส้นนั้นก็เร็วจนน่าเหลือเชื่อ รอจนแดน เอตทัคคะของวังเหน็บหนาวสามารถใช้สายตาจับ ทิศทางของเส้นสายฟ้าได้ บางทีสายฟ้าเส้นนั้นอาจพุ่ง เข้าไปในแดนเอตทัคคะของพวกเขาแล้วก็เป็นได้ “เจ้าเองก็เป็นเหมือนกันรึ?” เนี่ยเทียนถามอย่าง แปลกใจ “ระหว่างแดนเทพเจ้าและแดนเอตทัคคะ ไม่ได้ ง่ายดายเพียงแค่ความต่างทางขอบเขตเท่านั้น” อิ่นสิง เทียนพยักหน้ารับเบาๆ “ขอบเขตที่ข้าปรารถนา แม้แต่ในยามฝันก็คือแดนเทพเจ้า! หากเลื่อนสู่แดน เทพเจ้าเมื่อไหร่ ปราณกระบี่ทุกกลุ่มของข้าจะกลาย มาเป็นจิตสำนึกของสิ่งมีชีวิตที่มีสติปัญญา สามารถ ฝากฝังวิถีแห่งกระบี่ยิ่งใหญ่ที่ข้าแสวงหาไว้ได้!” “บางทีข้าอาจจะช่วยให้เจ้าเลื่อนสู่แดนเทพเจ้าไม่ได้
แต่ว่า หากแค่ช่วยต่ออายุขัยให้เจ้า ข้าก็รับรองได้” เนี่ยเทียนกล่าว “ข้าก็เชื่ออย่างนั้น” อิ่นสิงเทียนยกยิ้ม “หากไม่เชื่อ เจ้า ข้าคงไม่รอเจ้าอยู่ในอาณาจักรชื่อหยางเป็น เวลานาน หากไม่เชื่อเจ้า ข้าก็คงไม่มาที่ดินแดนหุบ น้ำแข็งนี่” “เชื่อข้าย่อมดีที่สุดอยู่แล้ว” เนี่ยเทียนยิ้มกว้าง ระหว่างที่พูดคุยกัน เรือดาราก็เพิ่มความเร็วอีกครั้ง เนี่ยเทียนขมวดคิ้วเล็กน้อย สายเลือดแห่งชีวิตที่เฉียบ ไวของเขาสัมผัสได้ว่าปราณความเย็นที่แผ่ออกมาจาก พื้นที่การต่อสู้นั้นยิ่งเย็นเยียบมากขึ้นทุกที “เปรี๊ยะๆ!” ม่านแสงดวงดาวที่ร่ายออกมาจากเรือดาราถูกพลัง ความเย็นสุดขั้วพุ่งเข้ามาเกาะจนจับตัวเป็นน้ำแข็ง แสงน้ำแข็งและสะเก็ดแสงดาวสาดกระเซ็นไปสี่ทิศ
“เจ้าระวังตัวสักหน่อย” อิ่นสิงเทียนเอ่ยขึ้น “แดน เอตทัคคะของวังเหน็บหนาว เมื่อเทียบกับคนของ สำนักกำเนิดหยางแล้วถือว่ามีความมหัศจรรย์ที่ แตกต่างออกไป ข้ารู้ว่าที่เจ้าเอาชนะสำนักกำเนิดห ยางมาได้อย่างง่ายดาย ไม่ใช่เพราะอาศัยตบะหรือ ขอบเขตของตัวเอง เมล็ดพันธ์เปลวเพลิงในร่างของ เจ้าต่างหากที่ถึงจะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้เจ้าชนะ ในท้ายที่สุด” เนี่ยเทียนกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ผู้อาวุโสอิ่นสายตาเฉียบ แหลมยิ่งนัก” เมล็ดพันธ์เปลวเพลิงที่ไฟศักดิ์สิทธิ์มอบให้ถูกสร้าง ขึ้นมาเพื่อกำราบผู้ฝึกลมปราณที่ฝึกวิชาเปลวเพลิง โดยเฉพาะ แดนว่างเปล่าก็ดี แดนเอตทัคคะก็ช่าง เมื่ออยู่ใน “ค่ายกลใหญ่ฟ้าสุริยา” ก็ยากที่จะ ต้านทานการเผาไหม้ของเมล็ดพันธ์เปลวเพลิงได้
แล้วนับประสาอะไรที่เกราะมังกรเพลิงที่ เส้าเทียนหยางชุบหลอมกับมือยังช่วยทำลาย “ค่าย กลใหญ่ฟ้าสุริยา” ด้วยอีกรอบ? ทว่าวังเหน็บหนาวนั้นไม่เหมือนกัน ผู้ฝึกลมปราณของวังเหน็บหนาวฝึกวิชาความเย็นสุด ขั้ว เมื่อมาอยู่ท่ามกลางหมอกเย็นของดินแดนหุบ น้ำแข็ง เดิมทีพลังในการต่อสู้ของพวกเขาก็แข็งแกร่ง อยู่แล้ว การรับมือกับผู้ฝึกลมปราณประเภทนี้ เมล็ดพันธ์เปลว เพลิงและเกราะมังกรเพลิงอาจจะไม่สามารถกำราบ ได้เต็มที่เสมอไป พูดได้แค่ว่าพวกมันพิชิตกันเอง สุดท้ายยังต้องดูที่พลังของใครของมัน “สวบ!” กระบี่วิเศษหลายเล่มบินทะยานไปบนฟ้าเพียงแค่ อิ่นสิงเทียนสะบัดปลายแขนเสื้อ
ปราณกระบี่คมกริบแผ่คลุมไปทั่วท้องฟ้า จนไอหมอก เข้มข้นถูกตัดจนกระจัดกระจายเป็นเสี้ยวส่วน อิ่นสิงเทียนล่วงหน้าเรือดาราไปก่อนหนึ่งก้าว พริบตาเดียวก็เหยียบเข้าไปในสนามรบ “อสนีเก้าชั้นฟ้า! สายฟ้าทลาย!” เสียงคำรามของโม่เชียนฝานสะเทือนไปทั้งฟ้าดิน แม้แต่ผู้ฝึกลมปราณที่อยู่ในอาณาจักรต่างๆ ของ ดินแดนหุบน้ำแข็งก็ยังตกอกตกใจตามไปด้วย “ครืนๆๆ!” ทะเลสายฟ้าผืนแล้วผืนเล่าที่กินอาณาเขตนับร้อยไร่ พากันไหลบ่าเข้าหาดินแดนน้ำแข็งเยียบเย็นของผู้ฝึก ลมปราณแดนเอตทัคคะห้าท่านแห่งวังเหน็บหนาว ดินแดนน้ำแข็งหนาวเย็นของแดนเอตทัคคะทั้งห้า ล้วนมีเทือกเขาน้ำแข็งตั้งตระหง่าน เกล็ดหิมะปลิว ปราย บ้างก็มีสัตว์น้ำแข็งร่างเป็นผลึกใสเดินเข้าเดิน
ออกอย่างมีชีวิตชีวา ทว่าเนื่องด้วยพลังสายฟ้าของโม่เชียนฝาน ดินแดนทั้ง ห้าที่เป็นดั่งแคว้นหิมะศักดิ์สิทธิ์กลับถูกแสงสายฟ้า กลบทับ เสียงร้องคำรามด้วยความเดือดดาลพลันดังออกมา จากในแดนเอตทัคคะทั้งห้า “โม่เชียนฝาน!” “ข้าและวังเหน็บหนาวไม่มีความแค้นกับสำนักอสนี สวรรค์ของเจ้า เจ้ามาทำอะไรที่ดินแดนหุบน้ำแข็ง?” “โม่เชียนฝาน! อย่านึกว่าเลื่อนสู่แดนเทพเจ้าได้แล้ว บนโลกใบนี้จะไม่มีใครกำราบเจ้าได้อีก!” “สำนักอสนีสวรรค์ของเจ้ากล้าลงมือกับพวกเรา วัง เหน็บหนาวไม่มีทางปล่อยเจ้าไปแน่ เจ้ารอก่อนเถอะ รอให้จัดการกับฉู่รุ่ยได้เมื่อไหร่ เจ้าโม่เชียนฝานก็คือ รายถัดไป!”
เพราะสายฟ้าทมิฬของโม่เชียนฝาน แดนน้ำแข็งเยียบ เย็นทั้งห้าจึงมีแววว่าจะแตกสลาย ด้วยความหวาดกลัว ผู้ฝึกลมปราณของวังเหน็บหนาว ที่กำลังล้อมโจมตีแดนเอตทัคคะสองคนซึ่งเป็นลูกน้อง ของฉู่รุ่ยจึงพากันถอยหนี ไม่กล้าสู้ปะทะหน้ากับโม่ เชียนฝาน ทว่าจู่ๆ เงากระบี่ห้าแสงหกสีกลับปรากฏขึ้นใน ดินแดนน้ำแข็งทั้งห้านั่น และที่ปรากฏพร้อมกันยังมี เสียงตวาดเบาๆ จากอิ่นสิงเทียนด้วย “รีบร้อนไป ไหน?” ทันใดนั้น ดินแดนเย็นเยียบแต่ละแห่งที่ใกล้จะ พังทลายก็แตกสลาย กลายมาเป็นแสงน้ำแข็งและ แท่งน้ำแข็งจำนวนนับไม่ถ้วนในบัดดล “อิ่นสิงเทียน! อิ่นสิงเทียนแห่งสำนักกระบี่เมฆา คล้อย!”
คราวนี้แดนเอตทัคคะทั้งห้าของวังเหน็บหนาวยิ่ง หวาดกลัวเข้าไปใหญ่ หลังจากรวบรวมแสงน้ำแข็ง และแท่งน้ำแข็งจำนวนนับไม่ถ้วนจนกลายมาเป็น ดินแดนเย็นเยียบได้อีกครั้งก็รีบเผ่นหนีไป สำนักกระบี่เมฆาคล้อยของอิ่นสิงเทียนมี ประวัติศาสตร์ยาวนานยิ่งกว่าวังเหน็บหนาว ศักยภาพก็แข็งแกร่งมากกว่า เมื่อเขาเผยกาย พวกผู้ฝึกลมปราณของวังเหน็บหนาว จึงนึกไปว่าสำนักกระบี่เมฆาคล้อยยกทัพใหญ่เข้ามา รุกรานแล้ว “แคว้นน้ำแข็งศักดิ์สิทธิ์! ไปที่แคว้นศักดิ์สิทธิ์!” “แจ้งท่านเจ้าวัง!” เมื่อดินแดนเย็นเยียบทั้งห้ามารวมตัวกันได้สำเร็จก็ กลายเป็นลำแสงผลึกใสหลายลำที่พุ่งออกห่างไปนับ พันลี้
“อู้ๆๆ!” ท่ามกลางไอหมอก ปราณเย็นสุดขั้วถูกชักนำให้บิน เข้าหาวัตถุขนาดใหญ่พร่าเลือนที่อยู่ห่างไปไกล “แคว้นน้ำแข็งศักดิ์สิทธิ์!” โม่เชียนฝานที่เป็นแดนเทพเจ้าหน้าเปลี่ยนสีเล็กน้อย ไม่ได้รีบร้อนตามไป นัยน์ตาฉายแววครุ่นคิด “เจ้า เจ้าคือเนี่ยเทียนบุตรแห่งดวงดาวคนที่เจ็ดรึ?” ผู้ ฝึกลมปราณแดนเอตทัคคะช่วงกลางที่ฝึกวิชาพลัง ปฐพีคนหนึ่งกล่าวอย่างปิติยินดี “ข้าชื่อเถิงเยว่! รอง เจ้าตำหนักที่มาเยือนดินแดนหุบน้ำแข็งเจอเข้ากับปิง กู่ต้าจุน ตอนนี้ถูกกักตัวไว้แล้ว พวกเรา พวกเรา…” “ไม่ต้องพูดแล้ว ข้ารู้เรื่องทั้งหมดแล้ว” เนี่ยเทียน พยักหน้ารับ ก่อนจะหันไปมองเงาขนาดใหญ่ยักษ์ที่ อยู่ห่างไปไกลเบื้องหน้าแล้วถามโม่เชียนฝานอย่าง เคร่งเครียด “นั่นคืออะไร?”
“อาวุธเทพของวังเหน็บหนาว—แคว้นน้ำแข็ง ศักดิ์สิทธิ์!” โม่เชียนฝานคำรามเบาๆ “อาวุธเทพ?” เนี่ยเทียนงงงัน “วังเหน็บหนาวไม่มี แดนเทพเจ้าไม่ใช่หรือ?” “รุ่นนี้ไม่มี แต่ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาเคยมีแดนเทพ เจ้าถือกำเนิด” อิ่นสิงเทียนเอ่ยแทรก “แคว้นน้ำแข็ง ศักดิ์สิทธิ์คืออาวุธเทพไม่ดับสลายชิ้นหนึ่งที่ก่อนจะ ตายแดนเทพเจ้าผู้นั้นใช้แดนเทพเจ้าของตัวเองเป็น รากฐานเพราะรู้ว่าอายุขัยของตนกำลังจะสิ้นสุด ไม่มี โอกาสจะเลื่อนสู่แดนเทพเจ้าช่วงกลาง ผสานรวมกับ วัตถุวิเศษที่มีความเย็นสุดขั้ว บวกกับวิชาลับของวัง เหน็บหนาวและความลี้ลับของหมอกเย็นเฉียบ เหล่านี้” “ต่อให้เป็นอาวุธเทพไม่ดับสลายในขั้นที่ต่ำที่สุด แต่ แคว้นน้ำแข็งศักดิ์สิทธิ์ก็ถือเป็นอาวุธเทพชิ้นหนึ่ง
มิอาจดูถูกได้” “เนี่ยเทียน” เถิงเยว่เอ่ยเรียก “พวกเรายังมีสหายอีก บางส่วนที่ถูกกักตัวไว้ในแคว้นน้ำแข็งศักดิ์สิทธิ์ ตอนนี้ พวกเขาถูกอาวุธเทพไม่ดับสลายชิ้นนั้นปกคลุม เอาไว้” “ถ้าอย่างนั้นก็ลองไปดูความร้ายกาจของอาวุธเทพไม่ ดับสลายแห่งวังเหน็บหนาวกัน!” เนี่ยเทียนแค่นเสียง เบาๆ “แคว้นน้ำแข็งศักดิ์สิทธิ์มีการขานรับที่มหัศจรรย์กับ หมอกเย็นเยียบในดินแดนหุบน้ำแข็ง” อิ่นสิงเทียน ขมวดคิ้ว “อาวุธเทพชิ้นนี้จะสำแดงอานุภาพสูงสุด ออกมาได้ก็ต่อเมื่ออยู่ในดินแดนหุบน้ำแข็งเท่านั้น วัตถุชิ้นนี้ค่อนข้างรับมือได้ยาก ทางที่ดีที่สุดควรระวัง สักหน่อย อย่าปล่อยให้แคว้นศักดิ์สิทธิ์เข้ามาปกคลุม ได้ถึงจะดีที่สุด”
“อู้!” ท่ามกลางแสงน้ำแข็งเจิดจ้า แคว้นน้ำแข็งแห่งหนึ่งที่ ถูกสร้างขึ้นมาจากก้อนน้ำแข็งผลึกใสซึ่งงดงามวิจิตร อย่างถึงที่สุดพลันลอยขึ้นมา ผู้ฝึกลมปราณแดนเอตทัคคะห้าคนของวังเหน็บหนาว ที่จากไปก่อนหน้านี้กลายร่างเป็นแสงน้ำแข็งที่ผสาน รวมเข้ากับแคว้นซึ่งสร้างขึ้นจากผลึกน้ำแข็ง แคว้นที่เป็นน้ำแข็งโปร่งใส ทอดสายตามองไปครั้ง แรกคล้ายป้อมปราการขนาดมหึมาที่สูงหลายพัน เมตร และกินอาณาบริเวณหลายร้อยลี้ “คึ่กๆ!” ตอนที่เนี่ยเทียนบังคับเรือดาราบินเข้ามาและยังอยู่ ห่างจากแคว้นน้ำแข็งศักดิ์สิทธิ์อีกหลายพันเมตร เรือ ดาราก็เริ่มเคลื่อนหน้าได้อย่างยากลำบาก ตอนที่เนี่ยเทียนมองไปยังแคว้นน้ำแข็งศักดิ์สิทธิ์
ความรู้สึกถึงพลังอันบริสุทธิ์ของแคว้นศักดิ์สิทธิ์ที่ทวย เทพบรรพกาลท่านหนึ่งใช้ชีวิตอยู่พลันสาดสะท้อน เข้ามาในใจ เนี่ยเทียนที่มีปณิธานแข็งแกร่งมาโดยตลอด บัดนี้กลับ เกิดความรู้สึกอยากก้มหัวคำนับกราบกรานให้แก่เทพ แห่งน้ำแข็ง “อานุภาพแห่งเทพ!” โม่เชียนฝานแค่นเสียงเย็น กายธรรมแห่งเทพพลัน จำแลงขึ้นมา บารมีสยบแห่งเทพสายฟ้าที่ยิ่งใหญ่เกรียงไกรกลายมา เป็นสายฟ้านับพันนับหมื่นที่แลบปลาบล้อมวนไปทั่ว กายของเขา เมื่อกายธรรมแห่งเทพของเขาเผยตัว ปราณที่ถูก ส่งออกมาจากในแคว้นน้ำแข็งศักดิ์สิทธิ์จึงถูกชำระ ล้างไปถึงเจ็ดแปดส่วน
และเนี่ยเทียนเองก็คืนสติในนาทีนั้น “โม่เชียนฝาน!” น้ำเสียงเย็นชาเสียดลึกถึงกระดูกคนฟังดังขึ้นมาจาก ในแคว้นน้ำแข็งศักดิ์สิทธิ์ ก่อนที่คนผู้หนึ่งจะโผล่ พรวดออกมาจากยอดตำหนักที่สูงที่สุดของแคว้นแห่ง นั้น “วังเหน็บหนาวของข้าเคยไปมีความแค้นกับสำนัก อสนีสวรรค์ของเจ้าอย่างนั้นรึ?” เขาตะโกนถาม “ไม่เคย” โม่เชียนฝานตอบรับอย่างตรงไปตรงมา “สำนักอสนีสวรรค์ของเจ้าก็ไม่ใช่ผู้พึ่งพาพระราชวัง โบราณสะเก็ดดาว แล้วเจ้ามาที่นี่ทำไม?” เขาถามอีก ครั้ง “ข้ามาทำธุระให้แก่เนี่ยเทียนบุตรแห่งดวงดาวคนที่ เจ็ด” โม่เชียนฝานพูดตรงๆ ไม่มีปิดบัง “วันหน้าก็จะ เป็นเช่นนี้ ข้าจะทำตามทุกคำสั่งของเนี่ยเทียน”
“บวกข้าไปอีกคน” อิ่นสิงเทียนเอ่ยขึ้นเบาๆ “ตาเฒ่าอิ่น!” ———————————
ราชันแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 42 บทที่ 1234 ความคิดเกาะตัวเป็นน ้าแข็ง
เรื่องที่โม่เชียนฝานฝ่าทะลุสู่แดนเทพเจ้าในดินแดน สายฟ้านิรันดร์แล้วได้รับความช่วยเหลือจากเนี่ยเทียน มีคนมากมายที่รับรู้ ทว่าเรื่องที่อิ่นสิงเทียนเดินทางไปเยือนดินแดนสายฟ้า นิรันดร์ และจงใจแสดงความเป็นมิตรกับเนี่ยเทียน กลับเป็นเรื่องที่ไม่มีใครรู้ ตอนที่โม่เชียนฝานยังไม่เลื่อนสู่แดนเทพเจ้า อิ่นสิง เทียนแห่งสำนักกระบี่เมฆาคล้อยมีชื่อเสียงโด่งดังกว่า เขามากนัก รากฐานของสำนักกระบี่เมฆาคล้อยก็ ไม่ใช่สิ่งที่สำนักอสนีสวรรค์จะเทียบเคียงได้ ต่อให้เทียบกับหอหันปิง สำนักกระบี่เมฆาคล้อยก็มี แต่จะแข็งแกร่งกว่า ไม่มีด้อยกว่า!
ซำเมื่อนานมาแล้วยังมีข่าวลือว่าอิ่นสิงเทียนที่อยู่ใน แดนเอตทัคคะมานานหลายปี คือผู้เฒ่าประหลาดที่มี ความสามารถในการต่อสู้กับแดนเทพเจ้าช่วงต้นได้ แล้ว “พี่ลวี่ ไม่เจอกันนานเลยนะ” ด้านหลังของอิ่นเสียงเทียนคือปราณกระบี่ที่ตรงแน่ว ทะยานสู่ฟากฟ้า ปลายอาภรณ์ของเขาสะบัดไหว แหงนหน้ามองเจ้าวังเหน็บหนาวที่อยู่ในแคว้นนำแข็ง ศักดิ์สิทธิ์ พลางกล่าวด้วยท่วงท่าที่ดูโอหังเล็กน้อย “ข้าและพี่โม่มาเยือนด้วยตัวเอง เจ้าพอจะเห็นแก่ หน้าพวกเรา ปล่อยตัวลูกน้องของรองเจ้าตำหนักฉู่รุ่ย ออกมาได้หรือไม่?” “เปรี ยง!” กายธรรมแห่งเทพของโม่เชียนฝานเดี๋ยวหดเดี๋ยว ขยาย แดนเทพเจ้าพลันเกิดการเปลี่ยนแปลง คล้าย
กลายมาเป็นบ่อสายฟ้าบ่อหนึ่งที่มีเสียงอสนีระเบิด กังวานสะเทือนไปทั งฟ้าดิน กลางป้อมปราการนำแข็งผลึกใสขนาดมหึมา พอจะ มองเห็นได้ว่าพื นที่บางส่วนส่งเสียงลั่นดัง “คึ่กๆ” ไม่ หยุด จุดที่เสียงนั นดังขึ น เห็นได้ชัดว่าเป็นเพราะผู้แข็งแกร่ง แดนเอตทัคคะลูกน้องของฉุ่รุ่ยใช้แดนเอตทัคคะของ ตัวเองไปต้านทานพลังการเกาะตัวเป็นนำแข็งของ แคว้นนำแข็งศักดิ์สิทธิ์ “อู้ๆ!” ปราณที่แผ่ออกมาจากจุดลึกของไอหมอกและแคว้น นำแข็งศักดิ์สิทธิ์เหมือนจะสามารถปิดผนึกพื นที่แห่ง หนึ่งให้กลายมาเป็นนำแข็ง เป็นเหตุให้พื นที่บริเวณ โดยรอบล้วนได้รับอิทธิพลจากอาวุธเทพ เรือดาราของเนี่ยเทียนยากจะเคลื่อนไหวได้นานแล้ว
“หนาว…” เขาที่ไม่ได้ใช้พลังเต็มที่ เพียงแค่มองแคว้นนำแข็ง ศักดิ์สิทธิ์ ฟันก็กระทบกันดังกึกๆ ด้วยความเหน็บ หนาว “เห็นแก่หน้าพวกเจ้างั นรึ?” ลวี่ฉิ่งเฉินเจ้าวังเหน็บ หนาวที่เป็นแดนเอตทัคคะช่วงท้ายมองประเมินโม่ เชียนฝานและอิ่นสิงเทียน นำเสียงที่ใช้เคร่งเครียด มากเป็นพิเศษ “ข้าเองก็อยากเห็นแก่หน้าพวกเจ้า เหมือนกัน…” โม่เชียนฝานเอ่ยแทรก “ถ้าอย่างนั น ก็ปล่อยมาก่อน สิ” “ทว่าพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวไม่คิดจะเห็นแก่ หน้าวังเหน็บหนาวของพวกเรา” นำเสียงของลวี่ฉิ่ง เฉินเปลี่ยนมาเป็นเย็นชา “หลายปีมานี วังเหน็บ หนาวของพวกเราส่งมอบวัตถุวิเศษธาตุความเย็นไป
บรรณาการให้แก่พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวมาก น้อยเท่าไหร่? เหตุใดลูกศิษย์ของวังเหน็บหนาวเราถึง ไม่เคยมีใครได้เป็นบุตรแห่งดวงดาว?” อิ่นสิงเทียนอึ งไปครู่ ก่อนจะพูดว่า “พระราชวัง โบราณสะเก็ดดาวก็มีกฎของพระราชวังโบราณสะเก็ด ดาว” “กฎ?” ลวี่ฉิ่งเฉินแค่นเสียงเย็น “ข้าไม่สนกฎอะไร ทั งนั น วังเหน็บหนาวของเราไม่มีแดนเทพเจ้าถือ กำเนิดมานานมากแล้ว พวกเราสวามิภักดิ์และพึ่งพา พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวมานานปีขนาดนี แต่ก็ยัง ไม่มีแดนเทพเจ้าเกิดขึ น แต่ว่าตอนนี พวกเรามีโอกาส แล้ว…” โม่เชียนฝานถามอย่างแปลกใจ “โอกาสอะไร?” “ข้าไม่มีอะไรจะพูด!” ท่าทีของลวี่ฉิ่งเฉินแข็งกระด้าง “โม่เชียนฝาน ผู้เฒ่าประหลาดอิ่น ข้าขอแนะนำว่า
เรื่องของเรากับพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว พวกเจ้า อย่ายื่นมือเข้าแทรกจะดีกว่า! ที่นี่คือดินแดนหุบ นำแข็ง ต่อให้เป็นพวกเจ้าสองคน แต่หากคิดจะมา สร้างความวุ่นวายในถิ่นของเราก็ไม่มีทางได้ ผลประโยชน์อะไรไป!” “ฉู่รุ่ย! ตอนนี ยังถูกกักตัวเอาไว้ หรือพวกเจ้าคิดว่า ตัวเองแข็งแกร่งยิ่งกว่าฉู่รุ่ยงั นรึ?” โม่เชียนฝานหลุดหัวเราะพรืด “ผู้ที่กักตัวฉู่รุ่ยเอาไว้ คือปิงกู่ต้าจุน ใช่พละกำลังของวังเหน็บหนาวพวกเจ้า เสียที่ไหน?” “ก็อาศัยแคว้นนำแข็งศักดิ์สิทธิ์บวกกับหมอกความ เย็นในดินแดนหุบนำแข็งนี่อย่างไรล่ะ เจ้าโม่เชียนฝาน มั่นใจหรือว่าจะเอาชนะพวกเราได้?” ลวี่ฉิ่งเฉินกล่าว อย่างไม่เกรงใจ “เจ้าเพิ่งเลื่อนสู่แดนเทพเจ้า อย่านึก ว่าตัวเองจะร้ายกาจสักเท่าไหร่! ไม่ได้อยู่ในดินแดน
หุบนำแข็ง ต่อให้ข้าครอบครองแคว้นนำแข็งศักดิ์สิทธิ์ ก็ทำอะไรเจ้าไม่ได้” “แต่ที่นี่เป็นอาณาจักรที่วังเหน็บหนาวของข้าตั งถิ่น ฐานมานับพันนับหมื่นปีพอดี!” และเวลานี เอง เนี่ยเทียนพลันเอ่ยแทรกไปว่า “วัง เหน็บหนาวคิดจะแตกหักจริงๆ งั นรึ?” “นับตั งแต่ที่พวกเราลงมือสังหารคนของฉู่รุ่ย เราก็ไม่ มีทางให้หวนกลับอีกแล้ว” ในที่สุดเส้นสายตาของลวี่ ฉิ่งเฉินก็ย้ายมาอยู่ที่ร่างของเนี่ยเทียน สายตาของเขา มีแววดูหมิ่น “เจ้าร้ายกาจมาก ข้อนี ข้ายอมรับ แต่น่า เสียดาย เจ้ายังเด็กเกินไปนัก ยังอยู่ไกลเกินกว่าจะ เติบโตได้เต็มที่ ดูจากสถานการณ์ของพระราชวัง โบราณสะเก็ดดาวในตอนนี บางทีอาจยังไม่ถึง ช่วงเวลาที่เจ้าได้เติบโต เลื่อนสู่แดนเทพเจ้ากลายเป็น นายแห่งดวงดาวคนใหม่ได้สำเร็จ สำนักของพวกเจ้าก็
สิ นชื่อไปก่อนแล้ว” “อย่ามัวพร่ำอยู่เลยจะดีกว่า” โม่เชียนฝานเริ่ม หงุดหงิด แดนเทพเจ้าของเขาพลันแปรเปลี่ยน พื นผิวของบ่อ สายฟ้ามีแสงสายฟ้ากระเพื่อมไหวแล้วพุ่งเข้าไปหา แคว้นนำแข็งศักดิ์สิทธิ์ “แคว้นนำแข็งศักดิ์สิทธิ์! ผนึกนำแข็งพันลี !” ลวี่ฉิ่งเฉินที่อยู่ในตำหนักซึ่งสูงที่สุดในแคว้นศักดิ์สิทธิ์ ยกมือทั งสองข้างตัดสลับแปรเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ประดุจผีเสื อที่บินลอดผ่านมวลบุปผา สร้างวิชาคาถา ที่มหัศจรรย์หลายอย่างขึ นมา กลางฝ่ามือและปลายนิ วของเขามีแสงนำแข็ง อักขระ ศักดิ์สิทธิ์ที่โปร่งใส และคาถาคำสาปซึ่งนาบประทับ ความเข้าใจที่เขามีต่อพลังความเย็นสูงสุด ซึ่งพวกมัน พากันบินเข้าไปหาอาวุธเทพชิ นนั น
แคว้นศักดิ์สิทธิ์ที่ตั งตระหง่านราวขุนเขาพลันมีเสียงที่ อึมครึมเย็นชาเสียดแทงถึงกระดูกซึ่งดังมาจาก กาลเวลาอันไกลโพ้นดังออกมา ประหนึ่งเสียงกระซิบแผ่วต่ำจากทวยเทพ ทุกจังหวะเสียงที่ดังมาจากในในแคว้นศักดิ์สิทธิ์ เหมือนนาบประทับสัจธรรมความจริงแห่งพลังเย็นสุด ขั ว เพียงแค่ตั งใจรับฟังก็เหมือนจะบรรลุหลักแห่งพลัง นำแข็งเย็นเยียบได้เลย หงส์นำแข็ง สัตว์ผลึกเย็น กิ งก่าเกราะนำแข็ง มังกร นำแข็ง… สัตว์วิเศษและแมลงจำนวนมากที่กลืนกินพลังความ เย็นพากันเผยตัวขึ นมาบนผนังนำแข็งของแคว้น นำแข็งศักดิ์สิทธิ์อย่างเงียบเชียบ แต่ละตัวมีชีวิตชีวา ประดุจของจริง คล้ายคอยมอบพลังให้แก่แคว้น นำแข็งศักดิ์สิทธิ์
“โอ๊ะ!” เสียงร้องอุทานตกใจดังมาจากด้านหลังของเนี่ยเทียน เนี่ยเทียนหันกลับไปก็เห็นว่าเถิงเยว่และลูกน้องของฉู่ รุ่ยอีกคนหนึ่งเรียกแดนเอตทัคคะออกมา แล้วตาม มาถึงอย่างเชื่องช้า พอตามมาถึงและมองเห็นอานุภาพแห่งเทพที่แคว้น นำแข็งศักดิ์สิทธิ์สำแดงออกมา เถิงเยว่และคนผู้นั นก็ ร้องอุทานตกใจ คิดจะถอยหนีตามจิตใต้สำนึก ทว่าแดนเอตทัคคะของพวกเขาสองคน คนหนึ่งเป็น ดินแดนแห่งปฐพี อีกดินแดนหนึ่งเป็นนำกลับได้รับ ผลกระทบเสียแล้ว แผ่นดินเกาะตัวเป็นนำแข็ง กระแสนำกลายเป็นธาร นำแข็ง เนื่องด้วยพลังแห่งเทพที่แผ่ออกมาจากใน แคว้นนำแข็งศักดิ์สิทธิ์ แดนเอตทัคคะของคนทั งสอง จึงเกิดปัญหาในทันที
โม่เชียนฝานและอิ่นสิงเทียนสองคนหันไปมองแคว้น นำแข็งศักดิ์สิทธิ์ด้วยสายตาเย็นชา หัวคิ วขมวดเป็น ปมลึก “ดูเหมือนว่า ข้า…” เนี่ยเทียนพึมพำเบาๆ เพิ่งเตรียมจะพูดว่าตัวเองไม่ รู้สึกถึงความไม่เหมาะสมใดๆ แต่จู่ๆ กลับชะงักค้าง ทันใดนั นมหาสมุทรจิตวิญญาณของเขาพลันมีเกล็ด หิมะโปรยปราย เกล็ดหิมะโปร่งใสจำนวนมากที่ทั งงดงามทั งเยียบเย็น ลอยอยู่เต็มในมหาสมุทรจิตวิญญาณของเขา ทำให้ ความคิดของเขาแข็งค้าง “แทรกซึมเข้ามาหาจิตวิญญาณของข้าก่อน ทำให้ ความคิดของข้าแข็งตัวอย่างนั นรึ? นี่ต่างหาก ถึงจะ เป็นอานุภาพที่แท้จริงของแคว้นนำแข็งศักดิ์สิทธิ์ใช่ หรือไม่?” เนี่ยเทียนฉงนสนเท่ห์
เขาไม่รู้ว่าตอนที่แคว้นนำแข็งศักดิ์สิทธิ์สำแดง อานุภาพแห่งเทพออกมา สิ่งแรกที่มันส่งผลกระทบก็ คือมหาสมุทรจิตวิญญาณ โม่เชียนฝาน อิ่นสิงเทียนรวมถึงพวกเถิงเยว่ต่างก็เป็น แดนเอตทัคะ ความรู้สึกของพวกเขาจึงไม่เด่นชัดเท่าใดนัก ทว่าเนี่ยเทียนมีตบะเป็นแค่เขตวิญญาณ ต่อให้ สายเลือดแห่งชีวิตแข็งแกร่ง เลื่อนขั นถึงระดับแปด แต่ก็ไม่ได้ช่วยให้จิตวิญญาณแข็งแกร่งเพิ่มมากขึ นสัก เท่าใดนัก พลังความเย็นจากแคว้นนำแข็งศักดิ์สิทธิ์ที่แทรกซอน เข้ามาในจิตวิญญาณของเขา สร้างผลกระทบที่ ยิ่งใหญ่ต่อมหาสมุทรจิตวิญญาณของเขาทันที ไม่นานเส้นสายตาของเนี่ยเทียนก็เปลี่ยนมาเป็นพร่า เลือน สิ่งที่คิดอยู่ในหัวเริ่มไม่ชัดเจน จิตวิญญาณที่
แท้จริงในมหาสมุทรจิตวิญญาณของเขาก็คล้ายถูก เกล็ดนำแข็งปกคลุม “อาวุธเทพ อานุภาพแห่งอาวุธเทพ” มาจนถึงบัดนี เขาถึงเพิ่งได้สัมผัสกับความร้ายกาจ ของอาวุธเทพไม่ดับสลายอย่างแท้จริง “คึ่กๆ!” ตามหลังมหาสมุทรจิตวิญญาณก็คือร่างกายของเนี่ย เทียน เรือนกายที่แข็งแกร่งผิดปกติของเขาเริ่มจับตัวเป็น นำแข็งเพราะการแทรกซอนของไอความเย็น ไม่นานเมื่อเจอกับอานุภาพของแคว้นนำแข็งศักดิ์สิทธิ์ เนี่ยเทียนก็กลายมาเป็นรูปปั้นนำแข็งรูปหนึ่ง กระแสจิตวิญญาณและเรือนกายของเขาล้วนไม่ สามารถขยับได้ ราวกับว่าหากไม่มีพลังภายนอกมา
ช่วยเหลือ เขาก็จะอยู่ในสภาพนี ยากที่จะสลัดหลุด พ้นไปตลอดกาล ———————————
ราชันแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 42 บทที่ 1235 น ้าแข็งทลาย
“เนี่ย เนี่ยเทียน…อึกๆ!” เถิงเยว่ที่อยู่ใกล้ที่สุดเห็นท่าไม่ดีก็อ้าปากเตรียมจะร้อง เรียก เสียงตะโกนของเขายังไม่ทันดังออกไปก็ถูกไอความ เย็นมาเกาะจนจับตัวเป็นน ้าแข็งเสียก่อน เถิงเยว่หน้าเปลี่ยนสี แล้วก็สังเกตเห็นทันทีว่ากระแส จิตวิญญาณแต่ละเส้นที่เขาปล่อยออกไป หากหลุดพ้น ไปจากดินแดนปฐพีของเขาก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลง เพราะได้รับอิทธิพลจากแคว้นน ้าแข็งศักดิ์สิทธิ์ทันที กระแสจิตวิญญาณของเขาที่อยู่ภายนอกกลับกลายมา เป็นของที่จับต้องได้อย่างผลึกน ้าแข็งที่ลอยตัวอยู่นิ่งๆ! ไม่เพียงแต่เขาเท่านั น กระแสจิตวิญญาณที่สหายแดน
เอตทัคคะช่วงต้นข้างกายเขาซึ่งฝึกวิชาแห่งน ้าปล่อย ออกไปรับสัมผัสภายนอกก็เกาะตัวเป็นผลึกน ้าแข็ง เหมือนกัน “แม้แต่กระแสจิตวิญญาณก็ยังเกาะตัวเป็นน ้าแข็ง!” เถิงเยว่หน้าเปลี่ยนสีอย่างรุนแรง พลันเข้าใจว่าอาวุธ เทพไม่ดับสลายของวังเหน็บหนาวไม่ธรรมดาจริงๆ เขาเริ่มเสียใจแล้ว เสียใจที่ตัวเองไม่ควรตามเนี่ยเทียน เหยียบเข้ามาในบริเวณที่แคว้นน ้าแข็งศักดิ์สิทธิ์ ส้าแดงอานุภาพ “เนี่ยเทียน?” เสียงร้องอุทานที่ขาดหายไปกลางคันของเถิงเยว่ดึงดูด ความสนใจจากอิ่นสิงเทียน พออิ่นสิงเทียนหันมาก็เห็นเนี่ยเทียนที่ตอนนี กลายเป็นรูปปั้นน ้าแข็ง “ต่อให้จะร้ายกาจสักแค่ไหน ก็เป็นแค่เขตวิญญาณเท่านั น พลังจิตวิญญาณไม่มาก
พอ การก่อตัวของจิตวิญญาณที่แท้จริงจึงยังห่างชั น ไปไกลนัก” หลังจากพึมพ้าหนึ่งประโยค อิ่นสิงเทียนก็เตรียมจะลง มือคลี่คลายปัญหาให้แก่เนี่ยเทียน “น ้าแข็งลี ลับแห่งหุบความเย็น!” ลวี่ฉิ่งเฉินเจ้าวังเหน็บหนาวที่อยู่ในแคว้นน ้าแข็ง ศักดิ์สิทธิ์พลันควบคุมให้แดนเอตทัคคะที่เย็นสุดขั ว ของตนผสานรวมเป็นหนึ่งกับแคว้นน ้าแข็งศักดิ์สิทธิ์ “เปรี๊ยะๆ!” หมอกเย็นเข้มข้นที่ล้อมวนอยู่ในดินแดนหุบน ้าแข็งมา ตลอดทั งปีพลันไหลเชี่ยวผิดปกติ อาณาจักรแต่ละแห่งที่เป็นดั่งผลึกน ้าแข็งเย็นเยียบ ขนาดใหญ่ยักษ์ถูกปกคลุมอยู่ในจุดลึกของหมอกแห่ง ความเย็น
บัดนี พื นผิวของอาณาจักรที่เป็นดั่งผลึกน ้าแข็ง เหล่านั นพลันมีผนังน ้าแข็งแวววาวดุจกระจกปริแตก ออกมา ผนังน ้าแข็งได้รับการชักน้าจากแคว้นน ้าแข็งศักดิ์สิทธิ์ จึงเหมือนดาวตกที่พุ่งมาด้วยความเร็วเกินคาดคิดซึ่ง สาดยิงเข้ามายังพื นที่แห่งนี “น ้าแข็งลี ลับแห่งหุบความเย็น! บันทึกวิถียิ่งใหญ่แห่ง กฎของความเย็นอันเป็นรากฐานเอาไว้ มีเพียงแดน เทพเจ้าเท่านั นถึงจะรับสัมผัสและดึงเอาน ้าแข็งลี ลับ แห่งหุบความเย็นมาใช้ได้!” สายตาของอิ่นสิงเทียนเปลี่ยนมาเป็นเคร่งเครียด ไม่ รีบร้อนช่วยเนี่ยเทียนอีก เพราะเขาสัมผัสได้ว่าถึงแม้เนี่ยเทียนจะถูกน ้าแข็ง เกาะตัวจนเป็นรูปปั้น ทว่าปราณเลือดเนื อและ มหาสมุทรจิตวิญญาณของเขายังไม่ถูกพลังความเย็น
แทรกซอนเข้าไป ยังไม่ถึงระดับที่จะตายในเวลาสั นๆ นี เขาพลันหันไปมองโม่เชียนฝาน น ้าแข็งลี ลับแห่งหุบความเย็นหลายสิบก้อนบินออกมา จากพื นผิวของอาณาจักรแต่ละแห่งที่อยู่ในดินแดนหุบ น ้าแข็ง น ้าแข็งลี ลับแห่งหุบความเย็นพวกนั นต่างก็ เต็มไปด้วยภาพผลึกน ้าแข็งธรรมชาติ ในภาพเหล่านั นมีทั งเทือกเขาน ้าแข็งที่ตั งตระหง่าน แล้วก็มีทั งสถานที่ที่เต็มไปด้วยเกล็ดหิมะปลิวปราย บ้างก็เป็นภาพโหดร้ายที่สรรพชีวิตถูกน ้าแข็งเกาะ น ้าแข็งลี ลับแห่งหุบความเย็นทุกก้อนล้วนเป็นตัวแทน ถึงอาณาจักรที่เย็นเฉียบแห่งหนึ่ง เนื่องจากถูกพลัง แห่งความเย็นแทรกซอนมานานนับพันนับหมื่นปี จึง ค่อยๆ แปรสภาพและบันทึกความลี ลับของวิถีแห่ง ความเย็นเอาไว้
“เปรี๊ยะๆๆ!” น ้าแข็งลี ลับแห่งหุบความเย็นแต่ละก้อนกระแทกชน แดนเทพเจ้าของโม่เชียนฝานที่กลายมาเป็นบ่อสายฟ้า น ้าแข็งลี ลับแห่งหุบความเย็นเหมือนเป็นเศษซากของ ท้องฟ้าที่แตกกระจาย ซึ่งทยอยกันกระแทกเข้าชนบ่อ สายฟ้าที่มีสายฟ้าไหลบ่าครั งแล้วครั ง “เปรี ยงๆ!” พื นผิวของบ่อสายฟ้ามีกระแสความเย็นไหลบ่า ก่อนที่ กระแสความเย็นเหล่านั นจะก่อตัวขึ นเป็นแสงน ้าแข็ง นับร้อยล้านเส้นที่โรมรันพัวพันอยู่กับสายฟ้าจ้านวน นับไม่ถ้วน ลายน ้าแข็งศักดิ์สิทธิ์ ความลี ลับของวิถีแห่งสายฟ้า ตราประทับแห่งคาถาวิเศษ ผลึกน ้าแข็งแต่ละก้อนที่ ใสแวววาว ส่องแสงกะพริบพราวติดต่อกันอยู่ในพื นที่ แห่งนั น
เบื องใต้บ่อสายฟ้า โม่เชียนฝานที่โยนลูกสายฟ้าขนาด ใหญ่เท่าแท่นโม่หลายลูกซึ่งได้รับการกระตุ้นจากพลัง แห่งเทพเข้าไปในบ่อสายฟ้าอย่างต่อเนื่อง รอบกาย อบอวลไปด้วยสายฟ้า สีหน้าเคร่งเครียด “โม่เชียนฝาน! ข้าจะควบคุมแคว้นน ้าแข็งศักดิ์สิทธิ์ ให้ใช้น ้าแข็งลี ลับแห่งหุบความเย็นที่ก่อตัวจากไอ ความเย็นซึ่งปกคลุมพื นผิวแต่ละอาณาจักรนานนับ ร้อยล้านปีมาท้าลายแดนเทพเจ้าของเจ้า!” น ้า เสียงลวี่ฉิ่งเฉินเย็นเยียบราวกับท้าให้ทุกอย่างเกาะตัว เป็นน ้าแข็ง ทุกที่ที่เสียงของเขาผ่าน ไม่ว่าจะเป็น ความว่างเปล่า ลม หรือแดนเอตทัคคะของคนที่เหลือ ต่างก็ส่งเสียงลั่น “คึ่กๆ” ราวกับได้รับบาดเจ็บสาหัส แล้วก้าลังจะเกาะตัวเป็นน ้าแข็ง ท่ามกลางแคว้นน ้าแข็งศักดิ์สิทธิ์ขนาดมหึมาค่อยๆ มี เงาวิญญาณมายาดูไม่เป็นจริงเงาหนึ่งโผล่ขึ นมาใน
ผนังผลึกน ้าแข็งของแคว้นศักดิ์สิทธิ์อย่างเงียบเชียบ เงาวิญญาณนั นเป็นดั่งทวยเทพบรรพกาลแห่งความ เยียบเย็นซึ่งจับจ้องโม่เชียนฝานเงียบๆ “วิญญาณวัตถุของแคว้นน ้าแข็งศักดิ์สิทธิ์ก็คือจิต วิญญาณของแดนเทพเจ้าวังเหน็บหนาวผู้นั นที่ละทิ ง วิถียิ่งใหญ่ของตนแล้วปล่อยให้ตัวเองตกต่้า ก่อนจะ ผสานรวมจิตวิญญาณเข้ากับอาวุธเทพ ยอมใช้ชีวิตอยู่ ไปวันๆ ในหมอกความเย็นที่ประหลาดแห่งนี เขาท้า อย่างนั นก็เพียงแค่เพื่ออนาคตของวังเหน็บหนาว เท่านั นน่ะหรือ?” “เปรี ยงๆๆ!” เส้นผลึกน ้าแข็งจ้านวนมากพลันระเบิดแตก กลายมา เป็นเศษน ้าแข็ง เถิงเยว่และสหายของเขาร้องอึกอักอยู่ในล้าคอ หัวตา มีเลือดสดไหลซึมออกมา
เส้นผลึกที่ระเบิดแตกก็คือกระแสจิตวิญญาณของพวก เขาที่ก่อนหน้านี บินออกมาจากในแดนเอตทัคคะ หมายจะสัมผัสความลี ลับของแคว้นน ้าแข็งศักดิ์สิทธิ์ กระแสจิตวิญญาณที่พอปลดปล่อยออกมาแล้วถูก น ้าแข็งเกาะตัวกลายเป็นเส้นผลึก มิอาจดึงกลับ ได้แต่ ลอยค้างอยู่กลางอากาศ เมื่อพวกมันระเบิดแตก จึงเท่ากับว่ากระแสจิต วิญญาณของพวกเขาย่อยยับตามไปด้วย จิตวิญญาณของพวกเขาได้รับบาดเจ็บทันที “ขนาดพวกเรายังเป็นขนาดนี แล้ว…เนี่ยเทียนล่ะ?” เถิงเยว่เหลือบมองเนี่ยเทียนด้วยความหนักใจ ใจ อยากจะยื่นมือช่วยเหลือ แต่กลับพบว่าแดน เอตทัคคะของเขาถูกแคว้นน ้าแข็งศักดิ์สิทธิ์ก้าราบไว้ อย่างแน่นหนาจนมิอาจกระดุกกระดิก อีกคนหนึ่งขอบเขตต่้ากว่าเขา ไม่เพียงแต่แดน
เอตทัคคะที่เป็นน ้าเกาะตัวเป็นผลึกน ้าแข็งทั งหมด แม้แต่ร่างกายก็ค่อยๆ กลายเป็นรูปปั้นน ้าแข็งไม่ต่าง จากเนี่ยเทียน “เอาเนี่ยเทียนออกมาก่อนค่อยว่ากัน” อิ่นสิงเทียน จับสังเกตอยู่พักใหญ่ก็รู้ว่าด้วยตบะแดนเทพเจ้าของ โม่เชียนฝาน เกรงว่าคงยากที่จะต่อกรกับแคว้น น ้าแข็งศักดิ์สิทธิ์ได้ นั่นจึงท้าให้เขาเกิดความคิดอย่าง อื่น “เปรี๊ยะๆ!” ขณะที่อิ่นสิงเทียนเตรียมจะลงมือช่วยเนี่ยเทียน เขา กลับได้ยินเสียงน ้าแข็งแตกเบาๆ เสียงนั นดังมาจากเนี่ยเทียน “เปรี๊ยะๆ!” เสียงน ้าแข็งแตกยิ่งดังชัดเจนใสแจ๋ว แม้แต่พลังความ เย็นของแคว้นน ้าแข็งศักดิ์สิทธิ์ก็ยังเหมือนถูกกลบทับ
นั่นจึงท้าให้อิ่นสิงเทียนตะลึงไปเล็กน้อย ในใจก็แอบ รอคอยเงียบๆ “เนี่ยเทียนคนนี คงจะไม่สามารถสลัด หลุดพ้นได้แม้แต่การแทรกซอนจากไอความเย็นนับ หมื่นปีของแคว้นน ้าแข็งศักดิ์สิทธิ์หรอกกระมัง?” “เปรี๊ยะๆๆ!” แสงดาวจากจิตวิญญาณแห่งดวงดาวเก้าดวง แปรเปลี่ยนอยู่ในจุดลึกของมหาสมุทรจิตวิญญาณเนี่ย เทียนอย่างต่อเนื่อง แล้วกลายมาเป็นโซ่ดวงดาวหลาย เส้น โซ่ดวงดาวประหนึ่งทางช้างเผือกที่ล่องลอยอยู่ในจุด ลึกของจักรวาล แสงดาวที่พร่างพราวท้าให้เกล็ดหิมะ ที่อบอวลอยู่ในมหาสมุทรจิตวิญญาณของเนี่ยเทียน ระเบิดแตก ความคิดที่ถูกจับตัวเป็นน ้าแข็งของเนี่ยเทียนกลับคืน มาเป็นปกติโดยไม่ทันรู้ตัว
“สายเลือด พลังชีวิตแข็งแกร่ง กระตุ้นพลังแฝง! ไฟจง ลุกขึ นมา!” เมื่ออยู่ภายใต้การกระตุ้นด้วยสายเลือดแห่งชีวิตอย่าง เต็มก้าลัง พลังเลือดลมที่ยิ่งใหญ่ไพศาลขุมหนึ่งพลัน กลิ งซัดบ่า ท้าให้ระดับความแข็งแกร่งของเรือนกายที่ มีเลือดเนื อของเขาไต่ทะยานไปสู่จุดสูงสุด น ้าแข็งที่เกาะคลุมไปทั่วกายของเขาแตกสลายออก เพราะเรือนกายที่ขยายใหญ่ แขนขามีพลังกลับคืนมาอีกครั ง เขาจึงสะบัดร่างแรงๆ น ้าแข็งที่ปกคลุมอยู่ทั่วร่างก็ระเบิดแตกออกทั งหมด “อู้!” เปลวเพลิงสีชาดลุกพรึ่บเหมือนไฟที่ถูกจุดขึ น เวลา เพียงสั นๆ ก็แผ่ลามกลายมาเป็นทะเลไฟผืนหนึ่ง “ออกมา!”
หลังจากร้องค้ารามจบ ไข่มุกวิญญาณมืดก็มาลอยอยู่ เหนือศีรษะของเขา ทวยเทพแห่งความชั่วร้ายทั งห้า บินทะยานออกมาอย่างดุดัน เนี่ยเทียนยื่นมือชี ออกไปหนึ่งครั ง เรือนกายที่สูงหนึ่งร้อยห้าสิบเมตรของทวยเทพแห่ง ความชั่วร้ายทั งห้าพลันพุ่งเป้าไปที่แคว้นน ้าแข็ง ศักดิ์สิทธิ์ “อู้ๆๆๆๆ!” อารมณ์เชิงลบสุดโต่งทั งห้าชนิดประหนึ่งมหาสมุทร กว้างใหญ่ที่มองไม่เห็นห้าผืนซึ่งไหลบ่าล้อมไปรอบ บริเวณของแคว้นน ้าแข็งศักดิ์สิทธิ์ พลังงานที่ชักน้า อารมณ์ชั่วช้าในใจคนมองข้ามการขัดขวางจากพลัง ความเย็นสุดขีด ตรงเข้าแทรกซอนไปยังแคว้นน ้าแข็ง ศักดิ์สิทธิ์ทันที เงาวิญญาณที่ลอยขึ นมาท่ามกลางผนังของแคว้น
ศักดิ์สิทธิ์อย่างเงียบเชียบคล้ายจะสัมผัสได้ถึงความน่า หวาดกลัวจึงพร่าเลือนลงไปอย่างฉับพลัน “นั่นมันอะไร?” ลวี่ฉิ่งเฉินเจ้าวังเหน็บหนาวหน้าเปลี่ยนสีเป็นครั งแรก เมื่อมองทวยเทพแห่งความชั่วร้ายทั งห้าก็พลันรู้สึกไม่ เป็นสุขโดยสัญชาตญาณ ———————————
ราชันแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 42 บทที่ 1236 การปะทะกันของอาวุธเทพ!
ปราณน่ากลัวที่เก่าแก่และเต็มไปด้วยความชั่วร้ายเลว ทรามไหลกรากออกมาจากพื้นที่ที่ทวยเทพแห่งความ ชั่วร้ายอยู่ เพียงแค่มองทวยเทพแห่งความชั่วร้ายทั้งห้า ความต่า ช้าที่ซ่อนอยู่ในจุดที่ลึกที่สุดของหัวใจคนก็เหมือนถูก ชักดึงทีละน้อยจนยากที่จะระงับเอาไว้ได้อีก ดูเหมือนว่าคลื่นอารมณ์เชิงลบทั้งห้าจะเชื่อมโยงไปยัง มาตุภูมิของเผ่าอสูรกายอย่างแดนยมบาล! จุดลึกของมหาสมุทรอารมณ์เชิงลบมีหลุมด่ามืดหลุม หนึ่งที่อยู่เป็นเหมือนทั้งของจริงและเป็นเหมือนทั้ง ภาพลวงตาล่องลอยขึ้นมา หลุมนั้นด่ามืดจนมองไม่เห็นก้น ซึ่งมีแสงประหลาด
เปล่งวิบวาวอย่างต่อเนื่อง “อู้ๆๆ!” ปราณอสูรเข้มข้นที่จะปรากฏแค่ในทิศเหนือสุดของ แดนยมบาลเท่านั้นกลับเล็ดรอดออกมาจากหลุมลึก นั่น ขนาดเรือนกายของทวยเทพแห่งความชั่วร้ายทั้งห้า ยังคงเป็นหนึ่งร้อยห้าสิบเมตรเท่าเดิม ทว่าปราณอสูร ที่กลิ้งหลุนๆ ออกมากลับห้อหุ้มร่างของพวกมันไว้ชั้น แล้วชั้นเล่า และคล้ายจะขยายร่างของพวกมันให้ใหญ่ ขึ้น พวกมันส่งเสียงร้องค่ารามเข้าหาแคว้นน้่าแข็ง ศักดิ์สิทธิ์ เสียงค่ารามนั้นประหนึ่งเสียงที่ดังมาจากยุค บรรพกาลอันห่างไกลที่ไม่มีใครรู้จัก “ฮึ่ม! โฮกๆๆ!” ระหว่างที่พร่าเลือนลง จิตวิญญาณที่ซ่อนอยู่ในแคว้น
น้่าแข็งศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเผยตัวขึ้นมาก่อนหน้านี้กลับเกิด การเปลี่ยนแปลงที่มหัศจรรย์ จิตวิญญาณที่พร่าเลือนเจือจางลงอยู่ในสภาวะที่ไม่ ปกติ ราวกับว่าเรือนกายนั้นถูกกระชากรั้งให้บิดเบือน เห็นได้ชัดว่าจิตวิญญาณนั่นเจ็ดปวดทรมานอย่างยิ่ง! “อ๊าก!” ลวี่ฉิ่งเฉินที่อยู่ในแคว้นน้่าแข็งศักดิ์สิทธิ์มีความ เชื่อมโยงทางจิตวิญญาณกับดวงวิญญาณนั้น ความ เจ็บปวดที่ดวงวิญญาณได้รับ เขาเองก็ได้รับเหมือนกัน จึงร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวดโดยที่มิอาจห้าม ได้ ดวงวิญญาณนั้นก็คือวิญญาณวัตถุของแคว้นน้่าแข็ง ศักดิ์สิทธิ์ วัตถุชิ้นนี้…ถูกสร้างขึ้นจากการที่แดนเทพ เจ้าท่านหนึ่งของวังเหน็บหนาวสละวิถียิ่งใหญ่ที่ตัวเอง แสวงหา ใช้จิตวิญญาณของตัวเองผสานรวมเข้ากับ
หมอกเย็นของดินแดนหุบน้่าแข็ง จนมันค่อยๆ ก่อตัว ได้ส่าเร็จ จิตวิญญาณของเทพเจ้าที่แปรเปลี่ยนกลายมาเป็น วิญญาณวัตถุ เดิมทีก็ไม่ธรรมดาอยู่แล้ว ทว่าต่อให้เป็นเช่นนี้ เมื่อเจอทวยเทพแห่งความชั่วร้าย ทั้งห้าโจมตี วิญญาณวัตถุก็ยังเจ็บปวดรวดร้าว เกิด ความรู้สึกสิ้นหวังเหมือนถูกศัตรูธรรมชาติหมายหัว แล้วตัวเองไร้เรี่ยวแรงให้ต้านทาน ความเจ็บปวดของวิญญาณวัตถุท่าให้ลวี่ฉิ่งเฉิน เจ็บปวดตามไปด้วย! “เปรี๊ยะๆๆ!” น้่าแข็งลี้ลับแต่ละก้อนที่โจมตีเข้าไปในบ่อสายฟ้าของ โม่เชียนฝานถูกสายฟ้าดับท่าลายจึงระเบิดแตกโดย พลัน เดิมทีบ่อสายฟ้าถูกน้่าแข็งเกาะตัวจนกลายมาเป็น
เหมือนทะเลสาบน้่าแข็งกินอาณาเขตร้อยไร่ ทว่าบัดนี้เนื่องด้วยความเจ็บปวดของลวี่ฉิ่งเฉิน เนื่อง ด้วยลวี่ฉิ่งเฉินไม่สามารถสร้างความกดดันให้กับโม่ เชียนฝานได้อีก โม่เชียนฝานจึงสลัดหลุดในเสี้ยว วินาที “ปัง!” สายฟ้านับพันนับหมื่นเส้นประหนึ่งงูวิเศษเรืองแสงที่ ตรงเข้าไประเบิดน้่าแข็งลี้ลับ ท่าให้ทะเลสาบน้่าแข็ง แตกทลาย! “ครืนๆๆ!” เสียงอสนีบาตดังรุนแรงราวกับจะสะเทือนให้นภากา ศแตกออกเป็นเศษส่วนพลันดังออกมาจากบ่อสายฟ้า บ่อนั้น “อู้!”
ชั่วขณะนั้นบ่อสายฟ้าพลันรวมตัวกันกลายมาเป็น เหมือนน้่าตกสายฟ้าที่ไหลลงสู่กระหม่อมของโม่เชียน ฝาน เรือนกายของโม่เชียนฝานขยายใหญ่อย่างบ้าคลั่ง แล้วก็เรียกกายธรรมแห่งเทพออกมาอีกครั้ง “แตก!” กายธรรมแห่งเทพของโม่เชียนฝานที่สูงเกือบพันเมตร ปานประหนึ่งทวยเทพสายฟ้าบรรพกาลที่เหวี่ยงหมัด ต่อยไปยังแคว้นน้่าแข็งศักดิ์สิทธิ์ หมัดนั้นที่โจมตีมาคล้ายฝากฝังกฎแห่งสายฟ้าเอาไว้ สายฟ้าจ่านวนนับไม่ถ้วนมารวมตัวกันอยู่กลางความ ว่างเปล่า แล้วแปรเปลี่ยน ส่าแดงความมหัศจรรย์ของ วิถียิ่งใหญ่แห่งสายฟ้าออกมาอย่างแจ่มชัด “หมัดที่พกพากฎเกณฑ์แห่งวิถียิ่งใหญ่ เมื่อพลังเผย อาคมก็ตามมา ความมหัศจรรย์แห่งเทพ…”
อิ่นสิงเทียนมองเงียบๆ แล้วก็พลันเกิดความสนใจ พอเขาจินตนาการไปถึงวันใดวันหนึ่งที่ตัวเองบรรลุ ปราณแห่งกระบี่ สามารถท่าให้ปราณกระบี่ทุกเส้น แฝงเร้นไว้ด้วยกฎแห่งฟ้าดินที่มีความมหัศจรรย์ ในใจ ก็พลันสั่นไหว “อายุขัย! ที่ข้าขาดอยู่ก็มีแค่อายุขัยเท่านั้น! ด้วยการ สะสม ด้วยความเข้าใจที่ข้ามีต่อปราณกระบี่มานาน นับหมื่นปี ข้าย่อมฝ่าสู่แดนเทพเจ้าได้ส่าเร็จแน่นอน! ข้าแค่ต้องการเวลามากกว่าเดิม รอจนข้าฝ่าทะลุสู่ แดนเทพเจ้าเมื่อไหร่ ด้วยตบะและขอบเขตของข้า โม่ เชียนฝานก็ยังสู้ข้าไม่ได้!” ดวงตาเป็นประกายวาววับของเขาพลันหันไปมองเนี่ย เทียนอีกครั้ง ดูเหมือนว่าเนี่ยเทียนจะอ่านใจของเขาได้อย่างปรุ โปร่ง จึงหันมาพยักหน้าให้เขาเบาๆ
ในดวงตาของอิ่นสิงเทียนจึงมีรอยยิ้มปรากฏ “โฮกๆๆ!” เรือนกายน่ากลัวของทวยเทพแห่งความชั่วร้ายทั้งห้า ร้องค่ารามอย่างบ้าคลั่งแล้วพุ่งโจมตีไปที่แคว้น ศักดิ์สิทธิ์ พวกมันที่เรือนกายมีเลือดเนื้อส่าแดงฤทธิ์เดชร่วมกับ โม่เชียนฝาน โดยที่ไม่หวาดกลัวอานุภาพแห่งสายฟ้า ไม่หวาดกลัวว่าจะโดนสายฟ้าสาดยิงมาโดนอีกต่อไป หากเรือนกายของพวกมันเป็นดวงวิญญาณอย่างเดียว พวกมันถึงจะหวาดกลัวการโจมตีจากสายฟ้า แต่เมื่อมี เลือดเนื้อมาต้านทาน พวกมันก็ไม่กริ่งกลัวอีกต่อไป เนื่องจากกลืนกินแก่นเลือดแห่งชีวิตของเนี่ยเทียน ทวยเทพแห่งความชั่วร้ายทั้งห้าจึงมีร่างกายที่จับต้อง ได้จริง ไม่ถือว่าเป็นวิญญาณร้ายอีกต่อไป แต่เป็นทวย เทพแห่งความชั่วร้าย!
“ปังๆๆ! ปังๆ!” เรือนกายของทวยเทพแห่งความชั่วร้ายร่วมมือกับโม่ เชียนฝานโจมตีไปยังแคว้นน้่าแข็งศักดิ์สิทธิ์ แคว้นศักดิ์สิทธิ์ใหญ่โตราวขุนเขาที่ส่องประกายแวว วาวถูกโม่เชียนฝานและทวยเทพแห่งความชั่วร้าย โจมตีอย่างรุนแรง จึงส่ายไหวอยู่ในจุดลึกของความ ว่างเปล่าที่อบอวลไปด้วยไอหมอกสีขาวซีด ซ้่ายังเริ่ม ขยับลอยไปทางด้านหลัง แคว้นน้่าแข็งศักดิ์สิทธิ์คืออาวุธเทพ ซึ่งอาวุธเทพ ขนาดมหึมาชิ้นนี้สามารถมองเป็นเรือรบทางช้างเผือก ล่าหนึ่ง ซ้่ายังมีขนาดใหญ่ยิ่งกว่าด้วย! แต่ต่อให้เป็นเช่นนี้ เมื่อถูกทวยเทพแห่งความชั่วร้าย ทั้งห้าและโม่เชียนฝานโจมตี แคว้นน้่าแข็งศักดิ์สิทธิ์ก็ ยังสั่นคลอนอยู่ดี “วิญญาณวัตถุ!”
ลวี่ฉิ่งเฉินร้องอุทานตกใจ เส้นผลึกน้่าแข็งหลายเส้น บินออกไปจากหว่างคิ้ว แล้วหายเข้าไปในแคว้น น้่าแข็งศักดิ์สิทธิ์ ราวกับจะช่วยให้แคว้นน้่าแข็ง ศักดิ์สิทธิ์ฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว แคว้นน้่าแข็งศักดิ์สิทธิ์ที่ส่ายโอนเอนจึงค่อยๆ หยุดนิ่ง ลง “กระบี่น้่าแข็งนภาหนาวเหน็บ!” กระบี่น้่าแข็งเล่มหนึ่งบินออกมาจากจุดศูนย์กลางของ แคว้นน้่าแข็งศักดิ์สิทธิ์ กระบี่น้่าแข็งกว้างแค่สองนิ้ว ยาวหนึ่งเมตร บางราวปีกจักจั่น แต่กลับแผ่ปราณเย็น เยียบสุดขั้ว ลวี่ฉิ่งเฉินโบกตวัดกระบี่ “สวบ!” แสงกระบี่ร้อยเมตรเส้นหนึ่งแหวกอากาศเข้ามา ทุกที่ ที่แสงกระบี่สีขาวโพลนพุ่งผ่าน วิถีแห่งสายฟ้าที่
ยิ่งใหญ่ของโม่เชียนฝานก็ถูกฟาดฟันจนแตกกระจาย ทวยเทพแห่งความชั่วร้ายตนหนึ่งที่มีพลังของการ กระหายการเข่นฆ่าถูกแสงกระบี่ฟาดฟัน เรือนกายที่ มีเลือดเนื้อก็ปริแตกทันที บาดแผลที่ปริออกมีผลึก น้่าแข็งเล็กละเอียดอยู่เป็นจ่านวนมาก ซึ่งค่อยๆ จับ ร่างของทวยเทพแห่งความชั่วร้ายตนนั้นให้กลายเป็น น้่าแข็ง “กระบี่น้่าแข็งนภาหนาวเหน็บ!” อิ่นสิงเทียนร้องอุทานตกใจ ก่อนกล่าวว่า “เดิมที กระบี่เล่มนี้เป็นอาวุธของผู้แข็งแกร่งคนหนึ่งในวัง เหน็บหนาว เล่าลือกันว่ามันมีโอกาสที่จะแปรเปลี่ยน ไปเป็นอาวุธเทพไม่ดับสลายอีกชิ้นหนึ่ง กระบี่เล่มนี้ ผ่านการช่าระล้างจากไอความเย็นในพื้นที่มหัศจรรย์ ของดินแดนหุบน้่าแข็งที่ปิงกู่ต้าจุนยึดครองมานาน หลายหมื่นปี สุดท้ายถึงได้ถูกสร้างขึ้นมา”
เขาหันไปอธิบายให้เนี่ยเทียนฟัง “กระบี่เล่มนี้ไม่ ธรรมดา ว่ากันว่ามันสามารถดึงเอาพลังแห่งความเย็น จากในดินแดนหุบน้่าแข็งมาได้อย่างไร้ที่สิ้นสุด” “ซู่ๆๆ!” ระหว่างที่อิ่นสิงเทียนพูด หมอกเย็นที่ล้อมวนอยู่ทั่ว ทุกที่ในดินแดนหุบน้่าแข็งก็ไหลบ่าเข้าหากระบี่บางๆ เล่มนั้น กระบี่น้่าแข็งนภาหนาวเหน็บที่กว้างเพียงแค่สองนิ้ว คล้ายจะรวบรวมพลังของหมอกเย็นที่แปลก ประหลาดทั่วทั้งดินแดนหุบน้่าแข็งมาไว้ด้วยกัน ลวี่ฉิ่งเฉินโบกสะบัดกระบี่อีกครั้ง หมอกเย็นขาวโพลน ราวกับมีจิตส่านึกแห่งชีวิตเป็นของตัวเอง จึงรวมตัว กันแล้วตรงเข้ามาเขมือบกลืนตรงจุดที่เนี่ยเทียน อิ่นสิงเทียน โม่เชียนฝานและทุกคนอยู่ แม้แต่เรือนกายของทวยเทพแห่งความชั่วร้ายทั้งห้าก็
ยังได้รับผลกระทบส่งเสียงลั่นดังคึ่กๆ “แคว้นน้่าแข็งศักดิ์สิทธิ์ กระบี่น้่าแข็งนภาหนาวเหน็บ สองอย่างร่ายเวทประสานกัน ทั้งยังอยู่ในดินแดนหุบ น้่าแข็ง” อิ่นสิงเทียนขมวดคิ้วเป็นปมลึก “มิน่าเล่าวัง เหน็บหนาวถึงกล้าท้าทายบารมีของพระราชวัง โบราณสะเก็ดดาว ขอแค่กักตัวฉู่รุ่ยไว้ได้ก็เกรงว่าคง ไม่มีคนใดของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวสามารถ เล่นงานวังเหน็บหนาวได้อีกแล้ว” พอกล่าวจบ ในที่สุดอิ่นสิงเทียนก็ให้ความจริงจังกับ เรื่องตรงหน้านี้ด้วยสีหน้าที่เคร่งเครียดอย่างถึงที่สุด ขณะที่ความว่างเปล่าค่อยๆ ถูกจับตัวเป็นน้่าแข็ง และ เนื่องด้วยไอความเย็นที่รุนแรงขึ้น แดนเอตทัคคะของ ทุกคนจึงมิอาจขยับเขยื้อนได้นั้น อิ่นสิงเทียนก็ได้เริ่ม ลงมืออย่างเต็มก่าลัง กระบี่ทองสัมฤทธิ์หักท่อนเกรอะไปด้วยสนิมและยาว
แค่ครึ่งเมตรเล่มหนึ่งถูกเขาล้วงออกมาจากสาบเสื้อ ตรงหน้าอกด้วยท่าทางทะนุถนอม เขาไม่ได้เอากระบี่ทองสัมฤทธิ์หักท่อนเล่มนั้นเก็บไว้ ในแหวนเก็บของ แต่เอาติดกายไว้ตลอดเวลา เมื่อกระบี่ทองสัมฤทธิ์หักท่อนถูกน่าออกมา เนี่ยเทียน มองแค่ปราดเดียวก็รู้สึกว่ากระบี่หักท่อนเล่มนั้นคล้าย จะผ่านเรื่องราวมามากมายหลายยุคหลายสมัย และมี ประวัติศาสตร์ที่ยาวนานอย่างถึงที่สุด พอกระบี่เล่มนี้เข้ามาอยู่ในมือของอิ่นสิงเทียน กระบี่ วิเศษทุกเล่มที่อิ่นสิงเทียนเหยียบอยู่ก็ไม่สั่นไหวอีก ต่อไป คล้ายหวาดกลัว หรือไม่ก็เคารพนับถือในกระบี่ ทองสัมฤทธิ์หักท่อนเล่มนั้น ที่น่าประหลาดที่สุดก็คือแม้แต่กระบี่น้่าแข็งนภาหนาว เหน็บของลวี่ฉิ่งเฉินก็ยังส่งเสียงลั่น “กึกๆ” ราวกับว่า วิญญาณวัตถุที่อยู่ในกระบี่สัมผัสได้ถึงวิกฤต จึงเริ่มไม่
เป็นสุข “อาวุธเทพไม่ดับสลายของส่านักกระบี่เมฆาคล้อย— กระบี่แหวกเวหา!” ลวี่ฉิ่งเฉินจ้องเขม็งไปยังกระบี่ทองสัมฤทธิ์หักท่อนเล่ม นั้นแล้วเอ่ยเน้นย้่าทีละค่า “อิ่นสิงเทียน! พระราชวัง โบราณสะเก็ดดาวให้ผลประโยชน์อะไรแก่เจ้า เจ้าถึง ได้ช่วยพวกเขาแบบนี้?” “พระราชวังโบราณสะเก็ดดาว?” อิ่นสิงเทียนส่าย หน้าเบาๆ “ส่านักกระบี่เมฆาคล้อยของพวกเราไม่เคย พึ่งพาส่านักใหญ่เหมือนวังเหน็บหนาวของพวกเจ้า ใน อดีตยังเป็นเช่นนี้ แล้วนับประสาอะไรกับที่พระราชวัง โบราณสะเก็ดดาวตกในสภาพอย่างทุกวันนี้?” เขาโบกกระบี่ช้าๆ ปราณกระบี่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้น มาแล้วเล็งไปยังแคว้นน้่าแข็งศักดิ์สิทธิ์ ประหนึ่งฟ้าถล่มดินทลาย ประหนึ่งดาวและเดือน
ห้อยกลับหัว เพียงแค่ปราณกระบี่ที่พุ่งเข้ามาโจมตี ผนังน้่าแข็งหนาชั้นของแคว้นน้่าแข็งศักดิ์สิทธิ์ก็เกิด รอยปริแตกจ่านวนนับไม่ถ้วนทันที! ———————————
ราชันแห่งสวรรค์และปฐพี
เล่มที่ 42 บทที่ 1237 ไม่ใช่เพราะเขาอ่อนแอ แต่เป็นเพราะเจ้าแข็งแกร่ง!
“ตึง!” ท่ามกลางหมอกเย็นเข้มข้นราวกับมีพันธนาการอะไร บางอย่างที่ระเบิดออกมาตามเสียง “นี่คือ…” เถิงเยว่ที่ฝึกพลังแห่งปฐพีพลันค้นพบว่าไอความเย็นที่ ไหลบ่าเข้ามาในดินแดนของเขากลับถอยหายไปราว กับกระแสน ้าลงอย่างน่าแปลกใจ แดนเอตทัคคะสีเหลืองอมเทาของแผ่นดินที่ถูกน ้าแข็ง เกาะตัวของเขากลับคืนมาเคลื่อนไหวได้อีกครั ง ผนังน ้าแข็งรอบกายเนี่ยเทียนที่เดิมทีปริแตกดัง “เปรี๊ยะๆ” อย่างต่อเนื่องเพราะการบดขยี ของพลัง
เลือดเนื อพลันระเบิดออกแล้วกลายมาเป็นล้าแสง น ้าแข็งที่สาดกระเซ็นไปทั่ว ผู้แข็งแกร่งทุกคนที่อยู่ตรงนั นพลันรู้สึกผ่อนคลาย ฟ้าดินแถบนี ที่เกาะตัวเป็นน ้าแข็งเนื่องด้วยการ กระตุ้นจากแคว้นน ้าแข็งศักดิ์สิทธิ์และกระบี่น ้าแข็ง นภาหนาวเหน็บหลุดพ้นจากพันธนการในฉับพลัน ซึ่งกุญแจส้าคัญอยู่ที่กระบี่ทองสัมฤทธิ์หักท่อนที่อิ่นสิง เทียนหยิบออกมาอย่าง กระบี่แหวกเวหา! เมื่อกระบี่เล่มนี ถูกหยิบออกมาก็ราวกับว่าท้องนภาถูก ฟาดฟันย่อยยับ ตราผนึก เขตอาคม เวทลับพลังงาน หลายชั นทุกอย่างล้วนแตกกระจัดกระจาย ไม่สมบูรณ์ แบบอีกต่อไป ทุกที่ที่ปราณกระบี่พุ่งผ่านก็ราวกับมีล้าแสงยื่นยาวไป นับร้อยนับพันลี ที่แทงทะลุให้แคว้นน ้าแข็งศักดิ์สิทธิ์ เป็นรูโหว่
อาวุธเทพไม่ดับสลายที่เป็นแคว้นผลึกน ้าแข็งศักดิ์สิทธิ์ ยิ่งใหญ่เกิดรูโหว่เท่าก้าปั้น รูโหว่นั นท้าให้ทั งแคว้น ศักดิ์สิทธิ์เกิดข้อบกพร่องไม่สมบูรณ์แบบดังเคย ผนังของแคว้นศักดิ์สิทธิ์เกิดเป็นรอยเส้นปริร้าวลามไป ทั่ว “กระบี่แหวกเวหา! อาวุธเทพไม่ดับสลายของส้านัก กระบี่เมฆาคล้อย กระบี่แหวกเวหา!” เถิงเยว่ที่หลุดพ้นมาจากพลังแห่งความเย็น ในที่สุดก็ เข้าใจได้ว่าสิ่งใดที่ท้าให้ดินแดนปฐพีของเขากลับคืน มาโคจรได้อีกครั ง เถิงเยว่ที่อยู่ในจุดลึกของแดนเอตทัคคะที่มีเทือกเขาสี น ้าตาลอ่อนหลายลูกมีสีหน้าตกตะลึง จับจ้องอิ่นสิง เทียนที่ก้าลังควบคุมกระบี่ทองสัมฤทธิ์หักท่อนด้วย สายตาที่ฉายความหวาดกลัวอย่างลึกล ้า “อู้! อู้ๆๆๆ!”
แม้แต่ทวยเทพแห่งความชั่วร้ายทั งห้าที่เนี่ยเทียน ปลดปล่อยออกมาก็เริ่มไม่เป็นสุข แม้เนี่ยเทียนจะไม่ เรียกหา พวกมันก็เป็นฝ่ายขยับออกห่างแคว้นน ้าแข็ง ศักดิ์สิทธิ์ มาลอยอยู่ข้างไข่มุกวิญญาณมืดด้วยตัวเอง อย่างรู้ความ ทวยเทพแห่งความชั่วร้ายล้อมวนอยู่รอบไข่มุก วิญญาณมืด ราวกับว่าหากท่าไม่ดีก็จะหดหายเข้าไป ในไข่มุกทันที “อาวุธเทพ อาวุธเทพที่ระดับสูงกว่าแคว้นน ้าแข็ง ศักดิ์สิทธิ์—กระบี่แหวกเวหา” กายธรรมแห่งเทพของโม่เชียนฝานหยุดการกระท้าที่ เหลือลง เรือนกายที่ใหญ่โตนั นเป็นดั่งทวยเทพบรรพ กาลที่ก้มหน้าลงมองอิ่นสิงเทียน รวมถึงกระบี่ทองสัมฤทธิ์หักท่อนเล่มนั น ไม่ว่าจะเป็นอิ่นสิงเทียนหรือกระบี่ทองสัมฤทธิ์หัก
ท่อน เมื่อเทียบกับกายธรรมแห่งเทพของเขาแล้วก็ ล้วนเล็กจ้อยประดุจยุงหรือไม่ก็แมลงวัน ทว่าไม่ว่าจะเป็นเขาที่ร่ายกายธรรมแห่งเทพออกมา หรือแคว้นน ้าแข็งศักดิ์สิทธิ์ที่สูงตระหง่านโอ่อ่าของวัง เหน็บหนาว ก็ล้วนไม่กล้ามองเมินอิ่นสิงเทียนและ กระบี่ทองสัมฤทธิ์หักท่อนเล่มนั น “กระบี่แหวกเวหาเคยฟาดฟันให้ท้องนภาแหลกสลาย แล้วก็เคยท้าให้ปราการของอาณาจักรขนาดใหญ่แยก ออกเป็นสองส่วนเพียงแค่ฟาดฟันครั งเดียว” เถิงเยว่พึมพ้าเบาๆ ราวกับคนละเมอ “หากที่นี่ไม่ใช่ ดินแดนหุบน ้าแข็ง แต่เป็นฟ้าดินแห่งอื่น ด้วยพลานุ ภาพของกระบี่แหวกเวหาเกรงว่าคงท้าให้ลวี่ฉิ่งเฉิน บาดเจ็บสาหัสในชั่วพริบตาได้เลยกระมัง?” เพิ่งจะขาดค้าของเขา เสียงร้องด้วยความเจ็บปวด แสนสาหัสของลวี่ฉิ่งเฉินก็ดังขึ นราวกับจะยืนยัน
ความคิดของเขาอย่างไรอย่างนั น กระบี่น ้าแข็งนภาหนาวเหน็บที่ก่อเกิดขึ นมาจากพลัง ของแคว้นน ้าแข็งศักดิ์สิทธิ์และหมอกที่เย็นเยียบสุด ขีด เมื่อถูกลวี่ฉิ่งเฉินควบคุมก็ยากที่จะทัดทานความ คมกริบของกระบี่แหวกเวหาได้ อิ่นสิงเทียนโบกสะบัดกระบี่แหวกเวหาอีกครั ง เรือนกายผอมบางของอิ่นสิงเทียนพลันเปลี่ยนแปลง ไป มีปราณกระบี่กลายสิบชนิดผุดขึ นมาในร่างกาย ของเขา มีทั งปราณกระบี่ที่แหลมคมอย่างถึงที่สุด มี ทั งปราณกระบี่ที่แผ่ความโบราณกาลห่างไกล มีทั ง ปราณกระบี่ที่ยิ่งใหญ่ไพศาล มีทั งปราณกระบี่ที่ทอด ยาวไม่ขาดสาย มีปราณกระบี่ที่ส่งเสียงแผ่วเบาราว กับเสียงกระซิบของคู่รัก แล้วก็มีทั งปราณกระบี่ที่พยศ ยากจะก้าราบ… ปราณกระบี่หลากหลายกลายมาเป็นล้าแสงสีเงินยวง
ที่พากันพุ่งเข้าไปในกระบี่แหวกเวหาอย่างพร้อม เพรียง ร่างของอิ่นสิงเทียนขยับไปตามกระบี่ แล้วจู่ๆ ก็มีเงา กระบี่นับหมื่นเงาที่โผล่ออกมาอยู่รอบกายเขาสอง สามวินาที จากนั นก็หดหายเข้าไปในกระบี่แหวกเวหา อีกครั ง หนึ่งกระบี่ฟาดฟันลงไป “แหวกเวหา!” รอยปริแตกแน่นขนัดตัดสลับกันแล้วแผ่ลามไปทั่ว ราวกับว่าท้องฟ้าถูกตัดขาดออกเป็นท่อนๆ ขนาดท้องฟ้ายังปริแตก แล้วนับประสาอะไรกับแคว้น น ้าแข็งศักดิ์สิทธิ์? “เปรี๊ยะๆๆ!” แคว้นน ้าแข็งศักดิ์สิทธิ์ที่ตั งตระหง่านอยู่ท่ามกลาง
ท้องฟ้าหมู่ดาวเหมือนรูปปั้นกองทรายที่ทวยเทพ ก่อขึ นมา แล้วก็ถูกผู้สร้างของมันท้าลายลงอย่างเดือด ดาล แคว้นน ้าแข็งศักดิ์สิทธิ์แตกสลายออกเป็นเสี่ยงๆ ผนังน ้าแข็งก้อนมหึมาหลายก้อนปลิวกระเด็นออกมา จากแคว้นศักดิ์สิทธิ์คล้ายหินอุกกาบาตที่กลิ งหลุนๆ ลงมาเบื องล่าง “ไม่!” ลวี่ฉิ่งเฉินแผดร้องเสียงแหลม ขับเคลื่อนให้กระบี่ น ้าแข็งนภาหนาวเหน็บถอยหนี ไม่ได้คิดจะต่อสู้กับอิ่ นสิงเทียนจนตายกันไปข้าง แต่ไล่ตามผนังน ้าแข็งเป็น ก้อนๆ ที่แตกออกมาจากแคว้นน ้าแข็งศักดิ์สิทธิ์ เหล่านั นไป “อู้!” เนื่องจากการแตกสลายของแคว้นน ้าแข็งศักดิ์สิทธิ์
แดนเอตทัคคะสีทองอร่ามแดนหนึ่งพลันลอยขึ นมา จากพื นที่นั น ยังมีแดนเอตทัคคะพืชหญ้าเขียวขจีที่ลอยขึ นมาใน พื นที่ที่ใสแวววาวของน ้าแข็งแห่งนั นด้วย แดนเอตทัคคะแห่งทอง แดนเอตทัคคะแห่งพืชหญ้า ต่างก็เป็นดินแดนลูกน้องสองคนของฉู่รุ่ยที่ถูกกักตัวไว้ ในแคว้นน ้าแข็งศักดิ์สิทธิ์อย่างจินถงจื่อและชิงมู่เจิน จวิน จินถงจื่อและชิงมู่เจินจวินต่างก็เป็นแดนเอตทัคคะ ช่วงท้าย แดนเอตทัคคะของพวกเขาถูกแคว้นน ้าแข็ง ศักดิ์สิทธิ์ผนึกให้กลายเป็นน ้าแข็ง ถูกลวี่ฉิ่งเฉินใช้ไอ ความเย็นประหลาดค่อยๆ แทรกซอนเข้ามา ท้าให้ แดนเอตทัคคะ ร่างกายและมหาสมุทรจิตวิญญาณ ของพวกเขาเกาะตัวเป็นน ้าแข็ง จับตัวพวกเขาไว้ทั ง เป็น
“เถิง เถิงเยว่!” “อิ่นสิงเทียน ผู้เฒ่าประหลาดอิ่น!” “ส้านักอสนีสวรรค์! โม่เชียนฝาน!” “เจ้าคือ…เนี่ยเทียน?” จินถงจื่อและชิงมู่เจินจวินที่หลุดพรวดออกมาจากการ พันธนาการของแคว้นน ้าแข็งศักดิ์สิทธิ์ยังปรับตัวไม่ ค่อยได้นัก ตอนที่กระบี่น ้าแข็งนภาหนาวเหน็บยังไม่ถูกดึงออกไป อิ่นสิงเทียนก็ใช้พลังของกระบี่น ้าแข็งนภานั นมาชักน้า ให้ไอความเย็นกัดกร่อนแดนเอตทัคคะและมหาสมุทร จิตวิญญาณของพวกเขา นี่จึงเป็นเหตุให้ความสนใจทั งหมดของจินถงจื่อและ ชิงมู่เจินจวินถูกน้าไปใช้กับการรับมือกับการแทรก ซอนของไอความเย็น
พวกเขาพอจะสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ เดาออกว่า บางทีลวี่ฉิ่งเฉินอาจพบเจอกับปัญหาหรือเจอกับคู่ ต่อสู้ที่สมน ้าสมเนื อ แต่พวกเขาก็ไม่รู้ว่าพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว ในตอนนี จะยังมีใครที่สามารถมาต่อกรกับลวี่ฉิ่งเฉินที่ ครอบครองแคว้นน ้าแข็งศักดิ์สิทธิ์และกระบี่น ้าแข็ง นภาหนาวเหน็บแห่งดินแดนหุบน ้าแข็งได้อีก หลัวว่านเซี่ยง? ด้วยความเข้าใจของพวกเขา แต่ไรไหนมา รองเจ้า ต้าหนักทั งสองท่านภายนอกนั นปรองดองกันดี แต่ ความจริงกลับไม่เคยลงรอยกัน ซ ้าหลัวว่านเซี่ยงยังอยู่ ในช่วงของการปิดด่าน ย่อมไม่มีทางมาที่ดินแดนหุบ น ้าแข็งได้แน่นอน “ไม่นึกว่า ไม่นึกว่าจะเป็นเนี่ยเทียน บุตรแห่งดวงดาว คนที่เจ็ด”
จินถงจื่อสวมเกราะทองทั งร่างมองดูเหมือนเด็กหนุ่ม อายุสิบห้าสิบหกปี ทว่าแท้จริงแล้วกลับมีอายุนับหมื่น ปี เขาเคยพบกับเนี่ยเทียนที่มหาสมุทรดาวมอดดับ จึง จ้าอีกฝ่ายได้ในชั่วพริบตา “อิ่นสิงเทียน! วังเหน็บหนาวไม่ปล่อยเจ้าไว้แน่!” เสียงค้ารามของลวี่ฉิ่งเฉินดังมาจากเบื องใต้ของหมอก เย็นเข้มข้น น ้าเสียงนั นแฝงไว้ด้วยความโศกสลดและ เดือดดาล เนี่ยเทียนก้มหน้าลง เนื่องด้วยเส้นสายตาถูกบดบัง ด้วยหมอกหนาจึงไม่สามารถมองเห็นภาพเหตุการณ์ที่ ชัดเจนนัก แต่เขาก็พอจะมองเห็นได้ลางๆ ว่าแคว้นน ้าแข็ง ศักดิ์สิทธิ์ที่แหลกสลายอยู่ด้านใต้หมอกเย็นเข้มข้น เบื องล่างกลับก้าลังค่อยๆ ประกอบเข้าหากันใหม่อีก ครั งเหมือนตัวต่อไม้
“แคว้นน ้าแข็งศักดิ์สิทธิ์ยังไม่แหลกสลายหรือนี่?” เขา ตะลึงงัน “อาวุธเทพไม่ดับสลายท้าลายได้ง่ายขนาดนั นเสีย เมื่อไหร่กัน” โม่เชียนฝานเอ่ยแทรก “อีกอย่าง ไม่ว่า จะเป็นแคว้นน ้าแข็งศักดิ์สิทธิ์หรือกระบี่น ้าแข็งนภา หนาวเหน็บเล่มนั นก็ล้วนมีความเกี่ยวข้องกับหมอก เย็นประหลาดของดินแดนหุบน ้าแข็ง เมื่ออยู่ที่นี่ คิด จะท้าลายแคว้นน ้าแข็งศักดิ์สิทธิ์และกระบี่น ้าแข็ง นภาหนาวเหน็บให้แหลกสลาย โดยที่ไม่สามารถฟื้น ตัวกลับมาได้อีกก็แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย” “ฟิ้ว!” เมื่อถูกลวี่ฉิ่งเฉินบังคับ แคว้นน ้าแข็งศักดิ์สิทธิ์ขนาด ใหญ่ก็เป็นดั่งเรือรบทางช้างเผือกล้าหนึ่งที่พุ่งทะยาน ไปยังทิศไกลด้วยความเร็วที่บ้าระห่้า โม่เชียนฝานไม่ได้ไล่ตามไป
อิ่นสิงเทียนถือกระบี่แหวกเวหาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด พื นที่แถบนี ล้วนถูกปราณกระบี่ของเขากลบทับจน ท่วมท้น “เมฆาคล้อยกวดจันทรา!” เขาโบกกระบี่อีกครั ง กระบี่แหวกเวหาตวัดฟันหนึ่งที ธารแสงที่เป็นดั่งก้อนเมฆเคลื่อนคล้อยก็ก่อตัวขึ นมา จากปราณกระบี่ กลายมาเป็นธารดวงดาวสีเงินนอก ดินแดนที่แท้จริง ครั นแล้วก็พุ่งไล่กวดแคว้นน ้าแข็ง ศักดิ์สิทธิ์ไป ในหมอกเย็นเข้มข้นจุดที่ห่างไปไกลมีเสียงแผดค้าราม แหลมดังแว่วมา “อิ่นสิงเทียน! ข้าและเจ้ามิอาจอยู่ร่วมโลกกันได้อีก!” เสียงสบถด่าของลวี่ฉิ่งเฉินเจ้าวังเหน็บหนาวดังออกมา อย่างคลุ้มคลั่ง แคว้นน ้าแข็งศักดิ์สิทธิ์ของเขาแตก ทลายกลายเป็นก้อนน ้าแข็งจ้านวนมากที่หนีไปพร้อม
กับเขาอีกครั ง หมอกเย็นแผ่อบอวลเข้ามา เขาจ้าเป็นต้องใช้พลังของ กระบี่น ้าแข็งนภาหนาวเหน็บเพิ่มความเร็วในการหนี ไป “น่าเสียดายที่ที่นี่คือดินแดนหุบน ้าแข็ง” อิ่นสิงเทียน ส่ายหน้า พูดด้วยน ้าเสียงเสียดาย “หากไม่ได้อยู่ใน ดินแดนหุบน ้าแข็ง แต่เป็นดินแดนอื่น ข้าก็สามารถ สังหารลวี่ฉิ่งเฉินได้ เจ้าวังเหน็บหนาวรุ่นนี พึ่งพาของ วิเศษมากเกินไป ตบะที่แท้จริงของเขานับว่าอ่อนด้อย มากนัก” “ไม่ใช่ว่าเขาอ่อนด้อย แต่เป็นเพราะเจ้าแข็งแกร่ง เกินไป” โม่เชียนฝานกล่าวด้วยน ้าเสียงจริงจัง จินถงจื่อเองก็รีบพูดขึ นว่า “อย่าว่าแต่ลวี่ฉิ่งเฉินเลย แม้แต่แดนเอตทัคคะช่วงท้ายในสี่ส้านักใหญ่ ใครจะ กล้าพูดว่ามีการสั่งสมพลังลึกล ้าเท่าเจ้า? คนที่อายุ
มากกว่าเจ้าและเลื่อนสู่แดนเอตทัคคะช่วงท้ายมา ก่อนเจ้า ตลอดฟ้าดินของเผ่ามนุษย์ก็มีอยู่แค่ไม่กี่คน เท่านั นเอง” “แล้วนับประสาอะไรกับที่เจ้ายังได้ครอบครองกระบี่ แหวกเวหา ซึ่งเป็นอาวุธเทพไม่ดับสลายที่มีระดับสูง กว่าแคว้นน ้าแข็งศักดิ์สิทธิ์ระดับหนึ่ง” อิ่นสิงเทียนกล่าวเรียบๆ “จะอย่างไรซะข้าก็เป็นถึง เจ้าส้านักกระบี่เมฆาคล้อย” “ด้วยพลังของเจ้าในตอนนี บวกกับกระบี่แหวกเวหา ที่อยู่ในมือ ยังไม่แน่เสมอไปว่าข้าจะเอาชนะได้” โม่ เชียนฝานถอนหายใจหนึ่งที “หากเจ้าเลื่อนสู่แดนเทพ เจ้าได้จริง แดนเทพเจ้าขั นต้นของสี่ส้านักใหญ่ก็ อาจจะไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเจ้า เจ้า อาจกลายมาเป็นโม่ เหิงอีกคน ช่างท้าให้คนอิจฉายิ่งนัก” ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 42 บทที่ 1238 พื้นที่ต้องห้ามหุบน้าแข็ง
พื้นที่ต้องห้ามแห่งหนึ่งของดินแดนหุบน้าแข็ง หมอกเย็นที่ลอยวนไปทั่วทั้งดินแดนมีต้นก้าเนิดอยู่ที่นี่ นั่นคือทะเลสาบที่ผิวน้าราบเรียบราวกับกระจก ไอ เย็นสีขาวลอยกรุ่นตลบฟุ้ง แผ่ลามไปทั่วทุกมุมใน ดินแดนหุบน้าแข็ง สถานที่แห่งนี้มีชื่อว่าหุบน้าแข็ง ดินแดนหุบน้าแข็งตั้งชื่อนี้ขึ้นก็เพราะความพิเศษของ สถานที่แห่งนี้ บนพื้นผิวของทะเลสาบที่ใสแวววาวรื่นเรียบราว กระจกมีภูเขาลูกใหญ่ที่สร้างมาจากเทือกเขาน้าแข็ง ลูกหนึ่งตั้งอยู่ ด้านบนของภูเขาใหญ่นี้มีเผ่าโครง กระดูกคนหนึ่งนั่งนิ่งๆ คนผู้นี้ก็คือปิงกู่ต้าจุน
ไม่ได้ใช้เวทลับทางสายเลือด ปิงกู่ต้าจุนที่ร่างสูงหลาย ร้อยเมตร ดวงตาทั้งคู่เป็นดั่งผลึกน้าแข็งที่ฉายความ เย็นชาลึกล้าซึ่งก้าลังทอดมองไปยังหุบน้าแข็งเบื้อง ล่าง กลางหุบน้าแข็งคือทะเลสาบนิ่งสงบที่บางครั้งก็มีริ้ว คลื่นกระเพื่อมขึ้นมา “ฟู่วๆๆ!” แสงดาวดารดาษเปล่งวูบวาบอยู่ใต้ทะเลสาบผืนนั้น มองไปเผินๆ ก็ราวกับว่าด้านในของทะเลสาบถูก ห่อหุ้มไว้ด้วยทางช้างเผือกผืนหนึ่งที่มีดวงดาวพร่าง พราว แล้วก็เห็นได้ว่ามีเงาร่างใหญ่ยักษ์ร่างหนึ่งถูก กักขังไว้ใต้ทะเลสาบ เงาร่างนั้นก้าลังชักน้าพลังแห่งทางช้างเผือก ใช้เวท ลับต่างๆ พยายามที่จะทดลอง แต่ก็ไม่สามารถฝ่า ออกมาจากทะเลสาบหุบน้าแข็งได้
ปิงกู่ต้าจุนพลันยกมือ ปลายนิ้วที่เป็นผลึกน้าแข็งใสกระจ่างมีแก่นเลือด หลายหยดบินออกมา แก่นเลือดของเขาเป็นสีขาวใส แผ่ปราณแห่งความเยียบเย็นและวังเวงประดุจความ ตาย ซึ่งแผ่ลามมายังพื้นผิวทะเลสาบ จากนั้นก็แทรก ซอนเข้าไปด้านใต้ “ตึง!” บนพื้นผิวทะเลสาบที่ใสราวกับกระจกพลันมีเส้นแสงสี เงินเจิดจ้านับพันนับหมื่นเส้นตัดสลับกัน เส้นแสง เหล่านั้นก็คือแก่นของเลือดเนื้อที่นาบประทับความลี้ ลับของพลังแห่งความตายและพลังแห่งความเยียบ เย็นสุดขั้วเอาไว้ พื้นผิวทะเลสาบมีริ้วคลื่นกระเพื่อมขึ้นมาเพียง เล็กน้อย เพียงชั่วพริบตาก็กลับคืนเป็นปกติอีกครั้ง เรือนกายขนาดมหึมาส่องแสงดาวพร่างพราวที่ดิ้นรน
อยู่เบื้องใต้อย่างต่อเนื่องถูกก้าราบไปอีกครั้ง “ครืน!” มุมหนึ่งของทะเลสาบ มีน้าแข็งก้อนหนึ่งที่จู่ๆ ก็พลัน สั่นไหวอย่างรุนแรง ก่อนที่ก้อนน้าแข็งจะปริแตก แล้วตามมาด้วยเรือน กายของลวี่ฉิ่งเฉินที่โผล่พรวดออกมา แสงน้าแข็งนับล้านเจิดจ้าใช้พื้นที่ที่เขายืนอยู่เป็น รากฐาน แคว้นน้าแข็งศักดิ์สิทธิ์ก่อตัวขึ้นมากลาง อากาศอีกครั้ง เพียงแต่ว่าแคว้นน้าแข็งศักดิ์สิทธิ์ที่ฟื้นคืนกลับมีขนาด เล็กกว่าเดิมมากนัก “ตุ้บ!” กระบี่น้าแข็งนภาหนาวเหน็บที่ผ่านการชุบหลอมใน หุบน้าแข็งมานานหลายปีก็ถูกลวี่ฉิ่งเฉินโยนเข้าไปไว้
ด้านล่างหุบน้าแข็ง ราวกับต้องการจะดึงพลังความ เย็นสุดขั้วจากในหุบน้าแข็งมาฟื้นพลังอีกครั้ง “เจ้าวังลวี่” ปิงกู่ต้าจุนหันไปพูดกับเขาด้วยภาษามนุษย์แปร่งหู “เจ้าจัดการกับพวกแดนเอตทัคคะของพระราชวัง โบราณสะเก็ดดาวสิ้นซากแล้วหรือ? ดินแดน เอตทัคคะของพวกแดนเอตทัคคะมีมูลค่าไม่ธรรมดา หากดึงออกมาก็เอาไปขายได้ราคาดี เจ้ามีทั้งแคว้น น้าแข็งศักดิ์สิทธิ์และกระบี่น้าแข็งนภาหนาวเหน็บ คิด จะท้าก็ไม่ยากแม้แต่น้อย” “ต้าจุน ทางฝ่ายของข้า…เกิดปัญหานิดหน่อย” ลวี่ฉิ่ง เฉินก้มหน้าพูด “ปัญหา?” ดวงตาที่เป็นผลึกน้าแข็งของปิงกู่ต้าตุน กลอกอยู่ครู่หนึ่ง ปราณเย็นเยียบที่ท้าให้คนตัวสั่นทั้ง ที่ไม่หนาวก็พลันส่งตรงเข้าสู่สมองของลวี่ฉิ่งเฉิน
ลวี่ฉิ่งเฉินที่ฝึกวิชาความเย็นสุดขั้วเหมือนกันกลับตัว สั่นเทิ้มอย่างห้ามไม่ได้ ละล่้าละลักอธิบาย “พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวมีกองหนุนมาช่วย!” “กองหนุน?” ปิงกู่ต้าจุนแค่นเสียงเบาๆ “นอกจาก หลัวว่านเซี่ยง พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวยังจะมี ใครที่คุกคามเจ้าได้อีก?” “เนี่ยเทียน บุตรแห่งดวงดาวคนที่เจ็ด!” ลวี่ฉิ่งเฉิน ตวาดกร้าว “เจ้าก้าลังพูดเล่นอะไร?” ปิงกู่ต้าจุนถลึงตาใส่ “กะอี แค่บุตรแห่งดวงดาวคนหนึ่ง อย่าว่าแต่เนี่ยเทียนเลย ต่อให้โต้วเทียนเฉินมาเยือนด้วยตัวเองแล้วจะท้าอะไร ได้?” “ฟั่บๆๆ!” มหาสมุทรเลือดลมของเขาพลันแผ่ออกมา พื้นที่ใน รัศมีหลายร้อยล้านลี้รอบด้านเหมือนจะเกาะตัวเป็น
น้าแข็งทันที นี่คือพลังการควบคุม พลังการจับตัวเป็นน้าแข็งที่มีต่อ ฟ้าดินซึ่งแข็งแกร่งกว่าแคว้นน้าแข็งศักดิ์สิทธิ์ไม่รู้ต่อกี่ เท่า “หากมีแค่เนี่ยเทียน ย่อมเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว” ลวี่ฉิ่ง เฉินก้มหน้า อธิบายด้วยความหวาดหวั่น “มีโม่เชียน ฝานแห่งส้านักอสนีสวรรค์ที่เพิ่งเลื่อนสู่แดนเทพเจ้า แล้วก็ผู้เฒ่าประหลาดอิ่นสิงเทียนแห่งส้านักกระบี่ เมฆาคล้อยติดตามเขามาด้วย ในมือของอิ่นสิงเทียนผู้ นั้นครอบครองอาวุธเทพไม่ดับสลายอย่างกระบี่แหวก เวหา ข้าเกือบจะถูกกระบี่ของเขาแทงทะลุร่างซะ แล้ว” “โม่เชียนฝานที่เลื่อนสู่แดนเทพเจ้า อิ่นสิงเทียน!” พอปิงกู่ต้าจุนได้ยินสองชื่อนี้ก็ดูประหลาดใจอย่างเห็น ได้ชัด
ต่อให้เป็นต้าจุนแห่งเผ่าโครงกระดูก แต่ก็ดูเหมือนว่า โม่เชียนฝานและอิ่นสิงเทียนจะไม่ใช่คนแปลกหน้า ส้าหรับเขา “โม่เชียนฝานที่ยังไม่เลื่อนสู่แดนเทพเจ้า ไม่มีอะไรน่ากลัว แต่อิ่นสิงเทียนผู้นั้นข้าได้ยินชื่อมา นานมากแล้ว คนผู้นี้ไม่เพียงแต่อายุมากที่สุด จมจ่อม อยู่ในแดนเอตทัคคะช่วงท้ายมานานหลายปี ทั้งยังได้ ครอบครองอาวุธเทพที่ร้ายกาจด้วยชิ้นหนึ่ง…” “ข้าตัวคนเดียว ต้องต่อกรกับศัตรูสองคน ย่อมไม่ใช่คู่ ต่อสู้ของพวกเขา” ลวี่ฉิ่งเฉินกล่าว “พวกเขามาที่ดินแดนหุบน้าแข็ง เป้าหมายสุดท้าย อย่างไรก็ต้องเป็นฉู่รุ่ยที่อยู่ด้านล่าง” ปิงกู่ต้าจุน ครุ่นคิดอยู่พักหนึ่งก็เอ่ยสั่งความว่า “ไม่ต้องเป็นกังวล เจ้าบอกให้คนของส้านักอื่นในดินแดนหุบน้าแข็งของ เจ้าเก็บตัวก่อนชั่วคราว แล้วน้าต้าแหน่งนี้ไปแจ้ง ให้แก่โม่เชียนฝานกับอิ่นสิงเทียน”
ลวี่ฉิ่งเฉินพลันฮึกเหิม “รับทราบแล้ว” ปิงกู่ต้าจุนเอ่ยด้วยน้าเสียงเฉยเมย “ขอแค่อยู่ใน ดินแดนหุบน้าแข็ง ข้ากักตัวฉู่รุ่ยไว้ได้ ทั้งโม่เชียนฝาน และอิ่นสิงเทียนก็ย่อมไม่ต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นฉู่รุ่ย อิ่ นสิงเทียนหรือโม่เชียนฝาน จุดจบสุดท้ายต่างก็ต้อง กลายเป็นรูปปั้นน้าแข็งที่เลือดเนื้อและจิตวิญญาณถูก ผนึกด้วยน้าแข็งไปตลอดกาล” “ข้าจะไปจัดการเดี๋ยวนี้” ลวี่ฉิ่งเฉินกล่าว ……. ท่ามกลางไอหมอกเย็นเฉียบ เมื่อได้ฟังค้าอธิบายจากจินถงจื่อ ชิงมู่เจินจวิน ไม่นาน เนี่ยเทียนก็ได้รู้ว่ารองเจ้าต้าหนักที่ร่างอ้วนฉุใหญ่โตผู้ นั้นถูกปิงกู่ต้าจุนกักตัวไว้ในหุบน้าแข็ง ตอนที่ฉู่รู่ยถูกขังไว้ในหุบน้าแข็ง เขาได้ส่งข้อความมา บอกให้พวกจินถงจื่อ ชิงมู่เจินจวินหนีไป
เขาต้องการให้ลูกน้องของเขาน้าเหตุการณ์ที่เขาก้าลัง เผชิญไปแจ้งทางส้านักโดยเร็วที่สุด ทว่าในช่วงเวลาที่พวกจินถงเตรียมจะหนีกลับถูกผู้ แข็งแกร่งของวังเหน็บหนาวและส้านักอื่นๆ ใน ดินแดนหุบน้าแข็งไล่ฆ่า พอกระจายตัวกัน คน มากมายจึงถูกสังหาร ข่าวนี้จึงค่อยๆ แพร่สะพัดออกไป ภายหลังจู่กวางเหย้าและซินฉิงจึงได้รับค้าสั่งจาก ส้านักให้มาเป็นกองหนุนที่ดินแดนหุบน้าแข็ง น่าเสียดายที่หลัวว่านเซี่ยงรองเจ้าต้าหนักอีกคนหนึ่ง อยู่ในช่วงเวลาส้าคัญของการปิดด่าน เพื่อให้บรรลุเวท ลับบางอย่างจึงตัดขาดการติดต่อกับโลกภายนอก เป็นเหตุให้ไม่สามารถมาช่วยเหลือได้ ไม่มีแดนเทพเจ้า พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวจึงตก อยู่ในทางตัน
ยังดีที่ทัพทางฝ่ายของเนี่ยเทียนลุกผงาดขึ้นมาได้ใน ส้านักก้าเนิดหยาง อาศัยพลังของโม่เชียนฝานท้าร้าย ให้อู๋จู๋รื่อบาดเจ็บสาหัส สุดท้ายให้ฟางหยวนจับตัว ทั้งอู๋จู๋รื่อและชีเจียวหยางน้าส่งกลับไปยังส้านัก เว่ยไหลได้ยินข่าวนี้จึงส่งให้หันหว่านหรงไปเชิญ ตัวเนี่ยเทียน “เนี่ยเทียน! นายท่านของข้ายังถูกปิงกู่ต้าจุนของเผ่า โครงกระดูกก้าราบไว้ในหุบเขาน้าแข็งอยู่เลย” จินถงจื่อวิงวอน “หุบน้าแข็งนั้นพิสดารยิ่ง แล้วก็ดู เหมือนว่าปิงกู่ต้าจุนจะซ่อนตัวอยู่ที่นั่นมานานหลายปี ใช้พลังของหุบน้าแข็งมาชุบหลอมพลังสายเลือดของ ตัวเอง แคว้นน้าแข็งศักดิ์สิทธิ์ กระบี่น้าแข็งนภาหนาว เหน็บและวังเหน็บหนาวต่างก็มีความสัมพันธ์ เกี่ยวข้องกับหุบน้าแข็งนั่น” “ด้วยขอบเขตของนายท่าน ไปต่อสู้กับปิงกู่ต้าจุนใน
พื้นที่ที่เขาใช้ฝึกตนมาหลายหมื่นปี เกรงว่าคงไม่ได้ เปรียบอะไร” จินถงจื่อ ชิงมู่เจินจวินและพวกเถิงเยว่ต่างก็หันมา มองเนี่ยเทียนตาปริบๆ “หุบน้าแข็ง ปิงกู่ต้าจุน…” เนี่ยเทียนครุ่นคิด “ปิงกู่ต้าจุนสายเลือดระดับสิบขั้นกลาง และถ้าหาก เขาฝึกตนอยู่ในหุบน้าแข็งมานานหลายปีจริงๆ” โม่ เชียนฝานครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก็ส่ายหน้าโดยอัตโนมัติ “ไปต่อสู้กับปิงกู่ต้าจุนในหุบน้าแข็ง ไม่ใช่การกระท้าที่ ฉลาดนัก รองเจ้าต้าหนักฉู่รุ่ยคือแดนเทพเจ้าช่วง กลาง ตามหลักแล้วศักยภาพถือว่าเท่าเทียมกับปิง กู่ต้าจุน แต่ขนาดเขาก็ยังถูกกักตัวอยู่ในหุบน้าแข็ง” อิ่นสิงเทียนเองก็ขมวดคิ้วมุ่น เห็นได้ชัดว่าเขาเองก็ รู้สึกว่าการไปต่อสู้กับปิงกู่ต้าจุนในหุบน้าแข็งย่อมไม่มี โอกาสที่จะชนะสักเท่าไหร่
“ปิงกู่ต้าจุนเคยช่วงชิงต้าแหน่งประมุขชนเผ่ากับจิง กู่ต้าจุน หลังจากล้มเหลวถึงได้หายตัวเข้ากลีบเมฆ” เนี่ยเทียนหรี่ตาพลางกล่าวว่า “ในเมื่อตอนนี้ปิงกู่ต้า จุนปรากฏตัวในดินแดนหุบน้าแข็ง แล้วถ้าเผ่าโครง กระดูกได้ข่าวนี้ล่ะ?” “เจ้าจะบอกว่า ให้ต้าจุนของเผ่าโครงกระดูกมา จัดการกับปิงกู่ต้าจุนเองงั้นรึ?” จินถงจื่อยิ้มเจื่อน เนี่ยเทียนพยักหน้ารับ “เกรงว่าคงไม่มีประโยชน์หรอก” จินถงจื่อพูดตาม ความจริง “นับตั้งแต่ที่พวกเรารู้ว่าปิงกู่ต้าจุนแฝงตัว อยู่ในหุบน้าแข็งแล้วลงมือกับนายท่าน ก็ได้แอบส่งคน ให้น้าข่าวนี้ไปกระจายที่เผ่าโครงกระดูกอย่างลับๆ แล้ว ทว่าทางฝ่ายของเผ่าโครงกระดูกกลับไม่มี ปฏิกิริยาตอบรับใดๆ เหมือนจะไม่เคยคิดเลยว่าจะท้า อย่างไรกับปิงกู่ต้าจุน”
“เผ่ากระดูกในเวลานี้มีต้าจุนทั้งหมดสามท่าน ได้แก่ จิงกู่ต้าจุน ป๋ายกู่ต้าจุนและคูกู่ต้าจุน สายเลือดของคน ทั้งสามแบ่งออกเป็นระดับสูง ระดับกลางและระดับ ต่้า คนที่จัดการกับปิงกู่ต้าจุนได้ก็มีแต่จิงกู่ต้าจุน กับป๋ายกู่ต้าจุนเท่านั้น และจิงกู่ต้าจุนที่เป็นประมุข ตระกูลก็มักจะชุบหลอมสายเลือดอยู่ตลอดทั้งปี ไม่ เคยปรากฏตัวนานมากแล้ว” จินถงจื่อพูดต่อไปว่า “ป๋ายกู่ต้าจุนที่มีสายเลือดระดับ สิบขั้นกลางเหมือนกัน ศักยภาพเท่าเทียมกับปิงกู่ต้า จุน หากมาที่ดินแดนหุบน้าแข็งจริงๆ แต่ไปรบกันที่ หุบน้าแข็ง เกรงว่าก็ไม่แน่เสมอไปว่าจะเอาชนะปิง กู่ต้าจุนได้…” เนี่ยเทียนตะลึงงัน พูดพึมพ้า “พูดอย่างนี้ก็แสดงว่า แม้แต่ทางฝ่ายของเผ่าโครงกระดูกเองก็คงไม่มีใครท้า อะไรปิงกู่ต้าจุนได้งั้นสิ?”
“เว้นเสียแต่จิงกู่ต้าจุนที่เป็นประมุขซึ่งมีสายเลือด ระดับสูงลงมือด้วยตัวเองแล้ว ทางฝ่ายเผ่าโครง กระดูกก็ไม่มีใครท้าอะไรเขาได้จริงๆ” จินถงจื่อพยัก หน้ารับ “ทว่าจิงกู่ต้าจุนไม่ได้ปรากฏตัวมานานหลาย ปีแล้ว เรื่องราวในเผ่าโครงกระดูก ส่วนใหญ่มักจะ มีป๋ายกู่ต้าจุนเป็นผู้จัดการ จึงไม่แน่เสมอไปว่าเขาจะ ท้าเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่เพียงเพื่อปิงกู่ต้าจุนคน เดียว” หลังจากที่ทุกคนพูดคุยกัน แต่ละคนก็ขมวดคิ้วเป็น ปม ปิงกู่ต้าจุนที่เฝ้าอยู่ในหุบน้าแข็ง แม้แต่โม่เชียนฝาน และอิ่นสิงเทียนก็ยังรู้สึกว่ารับมือได้ยาก ไม่มีความ มั่นใจเลยว่าจะเอาชนะได้ “วี๊ดๆ วี๊ดๆๆ!” ขณะที่เนี่ยเทียนก้าลังหงุดหงิดอยู่นั้น ทวยเทพแห่ง
ความชั่วร้ายทั้งห้าที่ไม่รีบกลับเข้าไปในไข่มุกก็พลัน หวีดร้องออกมา เสียงนั้นหวีดแหลมประหนึ่งกระบี่แหลมคมหรือไม่ก็ เข็มแหลมที่สาดยิงไปทั่วทิศ “เอ๊ะ! พวกเจ้า…เป็นอะไรกัน?” เนี่ยเทียนไม่เข้าใจท่าทางของพวกมัน จึงรีบเพ่งสมาธิ ติดต่อไปยังทวยเทพแห่งความชั่วร้ายทั้งห้า หมายจะ ท้าความเข้าใจกับความคิดของพวกมันที่แผ่มาจาก ปราณบนร่าง ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 42 บทที่ 1239 ธงสรรพดาราดารดาษ!
“มหาราชาอสูรกายท่านหนึ่ง” ครู่หนึ่งหลังจากนั้น สายตาของเนี่ยเทียนก็เปลี่ยนมา เป็นมีเลศนัย หลังจากได้สื่อสารกับทวยเทพแห่งความชั่วร้ายและ วิญญาณวัตถุของไข่มุกวิญญาณมืด เขาก็รู้ว่ามีมหา ราชาเผ่าอสูรกายคนหนึ่งใช้วิธีการพิเศษติดตามมาหา วิญญาณวัตถุบอกกับเนี่ยเทียนว่ามหาราชาเผ่าอสูร กายคนนั้นก็ได้ครอบครองไข่มุกวิญญาณมืดเช่นกัน “เนี่ยเทียน จะไปที่หุบน้าแข็งหรือเปล่า?” อิ่นสิง เทียนถาม “รอก่อน” เนี่ยเทียนหันไปมองยังไอหมอกกลุ่มหนึ่ง ตามการชี้บอกของวิญญาณวัตถุ แล้วกล่าวว่า “มี
ปัญหานิดหน่อย” การรับสัมผัสของวิญญาณวัตถุมาจากไข่มุกวิญญาณ มืดอีกเม็ดหนึ่ง ซึ่งจิตวิญญาณของโม่เชียนฝานและอิ่ นสิงเทียนต่างก็ไม่สามารถสัมผัสได้ “ปัญหาอะไร?” โม่เชียนฝานแค่นเสียงเบาๆ “เว้นเสียแต่ว่าปิงกู่ต้าจุนจะมาเยือนด้วยตัวเอง หาไม่ แล้วข้าก็เชื่อว่าในดินแดนหุบน้าแข็งนี้จะไม่มีใคร สามารถเป็นภัยคุกคามให้แก่พวกเราได้อีก!” “มหาราชาเผ่าอสูรกายคนหนึ่ง สายเลือด…ใกล้จะ เลื่อนสู่ระดับสิบเต็มทีแล้ว” เนี่ยเทียนกล่าว “เผ่าอสูรกายที่ใกล้จะเลื่อนสู่ระดับสิบ” อิ่นสิงเทียน ครุ่นคิด ก่อนที่ดวงตาจะพลันเป็นประกาย “เค่อไหล ซือเท่อ! มีเพียงเค่อไหลซือเท่อเท่านั้นที่เป็นมหาราชา ซึ่งช่วงที่ผ่านมามีหวังจะเลื่อนสู่ระดับสิบได้มากที่สุด!” “มหาราชาเผ่าอสูรกาย เค่อไหลซือเท่อ!”
โม่เชียนฝานเองก็อุทานเบาๆ “พวกเจ้าแน่ใจหรือว่ามหาราชาเผ่าอสูรกายที่ก้าลัง จะมาเยือนคือเค่อไหลซือเท่อ?” เนี่ยเทียนงงงัน อิ่นสิงเทียนและโม่เชียนฝานต่างก็รู้ว่าไข่มุกวิญญาณ มืดที่เนี่ยเทียนครอบครองคือสมบัติล้าค่าของเผ่าอสูร กาย รู้ว่าเขาสามารถติดต่อกับวิญญาณวัตถุของไข่มุก วิญญาณมืดได้จึงพากันพยักหน้ารับ “หากเจ้าพูดไม่ผิด มหาชาเผ่าอสูรกายที่สายเลือดมี หวังจะพัฒนามากที่สุดก็ย่อมต้องเป็นเค่อไหลซือเท่อ” อิ่นสิงเทียนยืนยันอีกครั้ง “ศักยภาพของมหาราชาท่านนี้…เป็นอย่างไรบ้าง?” เนี่ยเทียนถาม อิ่นสิงเทียนหรี่ตา พลังอ้านาจค่อยๆ พุ่งปะทุ “ชื่อเสียงเลื่องลือยิ่ง! แต่ข้าเชื่อว่า หากข้าสู้กับเขา ศักยภาพก็น่าจะพอๆ กัน”
“ฝีมือเขาไม่ต่างจากเจ้านักรึ?” เนี่ยเทียนแปลกใจ อิ่นสิงเทียนพยักหน้ารับเบาๆ “จะอย่างไรซะเขาก็ เป็นบุคคลที่มีความหวังว่าจะกลายไปเป็นต้าจุนเผ่า อสูรกายคนใหม่มากที่สุด” “เขา มาที่นี่ก็เพราะเจ้างั้นหรือ?” โม่เชียนฝาน ซักถาม “น่าจะใช่” เนี่ยเทียนตอบ “อู้!” ล้าแสงสีเขียวรุบรู่เส้นหนึ่งลอดผ่านไอหมอกสีขาวซีด ของดินแดนหุบน้าแข็งมา ซึ่งยังอยู่ห่างออกไปหลาย หมื่นลี้ “มาแล้ว!” เมื่อล้าแสงนั้นขยับเข้ามาใกล้ โม่เชียนฝานและอิ่นสิง เทียนสองคนจึงเป็นคนที่สัมผัสได้ถึงความเคลื่อนไหว
ทางเลือดลมที่เป็นเอกลักษณ์ของเผ่าอสูรกายได้ก่อน ใคร แดนเอตทัคคะช่วงท้ายอย่างจินถงจื่อ ชิงมู่เจินจวิน และพวกเถิงเยว่ทยอยกันรับสัมผัสได้ถึงปราณเลือด ของเค่อไหลซือเท่อตามหลังพวกเขา เนี่ยเทียนตั้งท่ารออย่างเคร่งขรึม ในที่สุดล้าแสงสีเขียวเส้นนั้นก็บินเข้ามา พริบตาเดียว ก็บุกเข้ามาในขอบเขตที่พวกเนี่ยเทียนยืนอยู่ เมื่อล้าแสงสีเขียวสลายหายไป เผ่าอสูรกายหน้าตา หล่อเหลา แต่งกายประณีตคนหนึ่งก็พลันเผยกาย ไข่มุกวิญญาณมืดอีกเม็ดหนึ่งลอยอยู่ตรงหน้าอกของ เขา ผลึกใสทรงปริซึมกลางหว่างคิ้วของเขาสาดสะท้อน ภาพของพวกเนี่ยเทียน อิ่นสิงเทียน โม่เชียนฝานไว้ ภายใน
“บุตรแห่งดวงดาวเนี่ยเทียน โม่เชียนฝานส้านักอสนี สวรรค์ อิ่นสิงเทียนส้านักกระบี่เมฆาคล้อย พวกเจ้า …” เขาไล่เรียงกล่าวตัวตนของแต่ละคน จากนั้นก็หัน มามองจินถงจื่อกับชิงมู่เจินจวิน “พวกเจ้าดูไม่คุ้นหน้า แม้จะเป็นแดนเอตทัคคะ ทว่าชื่อเสียงของพวกเจ้าไม่ น่าจะโด่งดังนักในฟ้าดินของเผ่ามนุษย์” เห็นได้ชัดว่าเขาไม่รู้จักพวกจินถงจื่อ ในเมื่อเขาไม่รู้จัก เขาก็ย่อมเข้าใจไปว่าบุคคลเหล่านี้ เป็นเพียงบุคคลที่มีบทบาทเป็นตัวประกอบในเผ่า มนุษย์เท่านั้น “มหาราอสูรกาย!” “เป็นเจ้าจริงๆ ด้วย!” ทว่าจินถงจื่อกับชิงมู่เจินจวินกลับรู้จักเขา พวกเขา อุทานออกมาเบาๆ ดวงตาเต็มไปด้วยความกริ่งเกรง สายเลือดของเค่อไหลซือเท่อคือระดับเก้าขั้นสูงสุด
เทียบเท่ากับแดนเอตทัคคะช่วงท้ายของเผ่ามนุษย์ ทว่าอันที่จริงในใจของจินถงจื่อกับชิงมู่เจินจวินกลับรู้ ดีว่าพลังของพวกเขา ต่อให้ร่วมมือกันก็ยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ ของเค่อไหลซือเท่อ หากไม่เป็นเพราะมีโม่เชียนฝานและอิ่นสิงเทียนอยู่ ด้วย จินถงจื่อกับชิงมู่เจินจวินก็คงไม่มีความกล้าที่จะ อยู่ต่อ “เจ้า มาหาข้างั้นรึ?” เนี่ยเทียนถามอย่างแปลกใจ “ด้วยระดับสายเลือดของเจ้า ก่อนหน้าจะมาที่นี่ ก็ น่าจะสัมผัสได้ถึงปราณของคนที่อยู่ข้างกายข้าได้ อย่างง่ายดาย ไม่ว่าเจ้าจะมาด้วยสาเหตุใด แต่เจ้าเป็น แค่เผ่าอสูรกายตัวคนเดียว จู่ๆ มาโผล่ในถิ่นของเผ่า มนุษย์ เจ้าไม่กลัวเลยรึ?” “กลัวพวกเขางั้นหรือ?” มุมปากของเค่อไหลซือเท่อ ยกยิ้มเย้ยหยัน “แค่พวกเขาไม่กี่คน จะเป็นภัยแก่ข้า
ได้งั้นรึ?” โม่เชียนฝานพลันปล่อยกายธรรมแห่งเทพออกมา กายธรรมแห่งเทพสูงตระหง่านราวขุนเขา บนร่างสวม เสื้อเกราะที่อบอวลเต็มไปด้วยสายฟ้าคล้ายทวยเทพ บรรพกาลผู้ควบคุมกฎเกณฑ์แห่งสายฟ้าที่เดินออกมา จากยุคแห่งเทพนิยาย ซึ่งตอนนี้ก้าลังก้มหน้าลงมอง เค่อไหลซือเท่อ ล้าแสงสายฟ้าจ้านวนนับไม่ถ้วนแลบ ปลาบอยู่ระหว่างร่องนิ้วของโม่เชียนฝาน ราวกับว่า สามารถสังหารทุกดวงวิญญาณให้ดาวดิ้นได้ ตลอดเวลา ผู้ที่ฝึกวิชาสายฟ้าก็คือดาวผู้พิชิตแห่งเผ่าอสูรกาย “พวกเจ้า หึหึ แค่พวกเจ้าเท่านั้น…” เค่อไหลซือเท่อมหาราชาแห่งเผ่าอสูรกายส่ายหัวไม่ หยุด ดวงตาสีเขียวเต็มไปด้วยประกายแสงประหลาด คล้ายก้าลังรอคอยอะไรอยู่
ทันใดนั้นจุดลึกของกลุ่มหมอก พื้นที่เหนือศีรษะของ ทุกคนก็พลันเกิดเหตุการณ์ผิดปกติขึ้น ไอหมอกเย็นเยียบสีขาวที่เดิมทีหนาข้น จู่ๆ ก็มีแสง ดาวพร่างพราวสาดสะท้อนเจิดจ้า ขับไล่ให้หมอกเย็น สลายตัวออกจากกัน เรือนกายขนาดมหึมาจนมิอาจประมาณซึ่งเหยียบอยู่ บนทางช้างเผือกที่มีดวงดาวนับล้านล้อมวนประหนึ่ง ข้ามดินแดนมาโผล่พรวดอยู่เหนือศีรษะของทุกคน ปราณแห่งความกดดันบีบคั้นที่ท้าให้ดินแดนดวงดาว สั่นสะท้านระเบิดปะทุออกมาจากร่างนั้น เบื้องหลังของร่างนั้นมีธงผ้าแพรเจิดจรัสสูงหมื่นจั้ง หลายผืนลอยเด่นตระหง่าน บนธงผ้าแพรที่ส่องแสงพร่างพราวมีภาพเหตุการณ์สัจ ธรรมยิ่งใหญ่แห่งการเคลื่อนย้ายของดวงดาว ดวง อาทิตย์ดวงจันทร์หมุนเวียนเปลี่ยนผัน ธารช้างเผือก
แห้งขอดเปลี่ยวร้าง ฯลฯ ปรากฏขึ้นมา ตราประทับสะเก็ดดาวสามดวงในร่างของเนี่ยเทียน เกิดปฏิกิริยาตอบสนองอย่างพร้อมเพรียงกัน “นี่ นี่มัน…” เนี่ยเทียนหันไปมองเรือนกายที่ทั้งคุ้นเคยแล้วก็ทั้ง แปลกหน้าด้วยสีหน้าสับสน “รองเจ้าต้าหนัก หลัว ว่านเซี่ยง?” “ธงสรรพดาราดารดาษ! อาวุธเทพไม่ดับสลาย เป็น หลัวว่านเซี่ยงจริงๆ!” ความแปลกใจเกลื่อนเต็มไป หน้าของอิ่นสิงเทียน “แต่ว่าธงสรรพดาราดารดาษนั้น เป็นเพียงแค่อาวุธเทพไม่ดับสลายขั้นหนึ่งเท่านั้น เหตุ ใดปราณของมันตอนนี้ถึงได้เลื่อนเป็นขั้นสามไปได้! อาวุธเทพไม่ดับสลายขั้นสาม สูงกว่ากระบี่แหวกเวหา ของข้าไปอีกขั้นหนึ่งด้วยซ้า!” อาวุธเทพไม่ดับสลายก็มีการแบ่งระดับขั้นอย่าง
เข้มงวดเช่นกัน โดยทั่วไปจะแบ่งขั้นหนึ่งถึงขั้นเจ็ด แคว้นน้าแข็งศักดิ์สิทธิ์คือขั้นที่หนึ่ง กระบี่แหวกเวหา คือขั้นสอง ธงสรรพดาราดารดาษที่ปรากฏอยู่ ในตอนนี้ เดิมทีเป็นแค่ขั้นหนึ่ง ทว่าตอนนี้กลับเลื่อน ถึงขั้นสาม! อาวุธเทพไม่ดับสลายขั้นสามเมื่อมาอยู่ในมือของหลัว ว่านเซี่ยงที่เป็นแดนเทพเจ้าช่วงกลางและช่วงที่ผ่าน มานี้เพิ่งจะบรรลุความรู้อย่างใหม่ได้ พลานุภาพจึง เพิ่มขึ้นไม่รู้อีกกี่เท่า “รองเจ้าต้าหนักมาแล้ว ถ้าเช่นนั้นความวุ่นวายใน ดินแดนหุบน้าแข็งก็จะได้รับการคลี่คลายอย่าง ง่ายดาย!” พอมองเห็นธงสรรพดาราดารดาษ จินถงจื่อก็กู่ร้องด้วยความยินดี ชิงมู่เจินจวินและเถิงเยว่ก็พากันตื่นเต้น พูดติดต่อกัน ซ้าๆ กันว่า “ก่อนหน้านี้เข้าใจรองเจ้าต้าหนักหลัวผิด
ไปแล้ว นึกไปว่า นึกไปว่า…” พวกเขาต่างก็หันไปยิ้มประจบให้แก่เงาร่างบนท้องฟ้า “พรวด!” ล้าแสงดวงดาวพร่างพราวเส้นหนึ่งถูกกายธรรมของ หลัวว่านเซี่ยงชักน้าออกมาจากธงสรรพดาราดารดาษ ประหนึ่งดึงเอาทางช้างเผือกที่กระจ่างแวววาวของ จริงออกมา! ทางช้างเผือกเส้นนั้นเต็มไปด้วยปราณแห่งความน่า กลัวที่ยิ่งใหญ่ไพศาล ลึกลับ ราวกับจะดับท้าลาย สรรพชีวิต ซึ่งจู่ๆ ก็กรอกเทเข้าสู่แดนเอตทัคคะแห่ง ทองของจินถงจื่อ ดินแดนที่เป็นสีทองอร่ามพอถูกทางช้างเผือกกระแทก ลงมาโจมตีก็ประหนึ่งทองก้อนที่ละลายกลายเป็นน้าสี ทอง ซึ่งพริบตาเดียวก็สลายหายวับไป
“ไม่!” จินถงจื่อร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด ยังไม่ทัน เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น เรือนกายและจิตวิญญาณก็ถูก ล้าแสงดาวพร่างพราวปกคลุมแล้วกลายมาเป็นเปลว เพลิงสีทองและสายฟ้าสีทองเสียแล้ว “วิญ วิญญาณดับสลายแล้ว…” โม่เชียนฝานพลันหน้าเปลี่ยนสี เขาและอิ่นสิงเทียน สองคนรีบขยับเข้ามายืนประกบข้างเนี่ยเทียนอย่าง รวดเร็ว ต่างคนต่างใช้พลังของตัวเองปกป้องเนี่ย เทียน “รองเจ้าต้าหนัก เจ้า เจ้าคิดจะท้าอะไรกันแน่?” ชิงมู่เจินจวิน เถิงเยว่และลูกน้องของฉู่รุ่ยอีกคนเห็น จินถงจื่อตายไปต่อหน้าต่อตาก็แผดเสียงค้ารามไปทาง ท้องฟ้า สภาพแต่ละคนคลุ้มคลั่งสุดขีด “พรวด!”
มีล้าแสงดวงดาวอีกสามเส้นซึ่งแต่ละเส้นหนาใหญ่ราว ทางช้างเผือกถูกดึงออกมาจากอาวุธเทพไม่ดับสลาย ของหลัวว่านเซี่ยง ชิงมู่เจินจวิน เถิงเยว่และแดนเอตทัคคะช่วงต้นคนที่ ฝึกพลังน้าล้วนถูกล้าแสงดวงดาวกรอกเทเข้าใส่แดน เอตทัคคะ “อ๊ากๆ! อ๊ากๆๆ!” ผู้แข็งแกร่งแดนเอตทัคคะทั้งสามท่านท้าไม่ได้แม้แต่ จะหนี ภายใต้การจับจ้องของเนี่ยเทียน แดน เอตทัคคะของพวกเขาล้วนถูกล้าแสงดวงดาวพุ่งโจมตี จนแหลกสลายกลายเป็นเถ้าธุลี แม้แต่จิตวิญญาณก็ หนีไปไม่ทัน “แดนเอตทัคคะสี่คนที่เป็นลูกน้องของฉู่รุ่ยถูกสังหาร ในเสี้ยววินาที!” นี่เป็นครั้งแรกที่เนี่ยเทียนรู้สึกว่าตัวเองมองรองเจ้า
ต้าหนักหลัวว่านเซี่ยงไม่ออก เขาเงยหน้าขึ้นมองหลัวว่านเซี่ยงที่ใช้ธงสรรพดารา ดารดาษสยบฟ้าอยู่ในจุดลึกของหมอกเย็นสีขาวซีด ท้าให้อาณาจักรใกล้เคียงที่เป็นดั่งผลึกใสสั่นสะท้าน อย่างหวาดกลัวด้วยความรู้สึกที่ไม่คุ้นเคย นี่ไม่เหมือนกับหลัวว่านเซี่ยงที่เขารู้จักในอดีตแม้แต่ น้อย ที่ยิ่งท้าให้เขาแปลกใจก็คือ เขาเพิ่งสมาธิมองอยู่นาน มาก ทั้งๆ ที่รู้ว่าคนผู้นั้นคือหลัวว่านเซี่ยง แต่ก็ยังรู้สึก พร่าเลือนไม่ชัดเจน มีความรู้สึกแปลกพิกลบางอย่างที่ บอกไม่ถูก “หลัวว่านเซี่ยง!” อิ่นสิงเทียนและโม่เชียนฝานสูดลมเย็นๆ เข้าปอดดัง เฮือก คนทั้งสองมองหน้ากัน ต่างก็มองออกถึงความ เคร่งเครียดและความหวาดกลัวอย่างลึกล้าจาก
สายตาของอีกฝ่าย ในอดีตพวกเขาก็เคยเจอหลัวว่านเซี่ยงและเคยพูดคุย กับอีกฝ่ายมาก่อน ทว่าไม่เคยมีครั้งไหนที่รู้สึกไม่สบาย ใจเท่าครั้งนี้ เพราะปราณของหลัวว่านเซี่ยงเปลี่ยนไป เปลี่ยนมา ท้าให้พวกเขาไม่คุ้นเคย ท้าให้พวกเขาหวาดกลัว ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 42 บทที่ 1240 ถลำสู่ความชั่วร้าย
หลังจากหลัวว่านเซี่ยงลงมือ แดนเอตทัคคะสี่ท่านก็ ถูกสังหารสิ้น แม้แต่จิตวิญญาณก็ไม่อาจหนีไปได้! เป็นรองเจ้าตำหนักของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว เหมือนกัน แต่หลัวว่านเซี่ยงกลับสังหารโหดลูกน้อง ของฉู่รุ่ยอย่างไม่ละเว้น สามารถพูดได้ว่าเขาเสียสติ คลุ้มคลั่งไปแล้ว “หลัวว่านเซี่ยง!” อิ่นสิงเทียนที่พอเห็นท่าไม่ดีก็รีบหันไปส่งสายตากับโม่ เชียนฝาน แอบบอกให้เขาใช้วิธีการที่เหมาะสมที่สุด พาเนี่ยเทียนถอยหนีจากดินแดนหุบน้ำแข็งทันที ขนาดลูกน้องของฉู่รุ่ย หลัวว่านเซี่ยงยังกล้าสังหาร ถ้า เช่นนั้น…
“รองเจ้าตำหนักหลัว!” เนี่ยเทียนพลันคำรามเดือด ดาล “เจ้าเป็นบ้าไปแล้วหรือไง? เจ้ามาที่ดินแดนหุบ น้ำแข็งไม่ใช่เพื่อสำนัก เพื่อช่วยรองเจ้าตำหนักฉู่รุ่ย อย่างนั้นรึ? เจ้าฆ่าพวกจินถงจื่อด้วยสาเหตุอันใด?” “ฮ่าๆ! ฮ่าๆๆ!” เค่อไหลซือเท่อแห่งเผ่าอสูรกายกลับ เป็นคนที่หัวเราะอย่างบ้าระห่ำตอบกลับมาแทน ไข่มุกวิญญาณมืดเม็ดนั้นลอยอยู่เหนือศีรษะของเขา “พรวด!” แสงสีเขียวเข้มขมุกขมัวสาดส่องลงมาจากไข่มุก วิญญาณมืด ก่อนที่วิญญาณร้ายทั้งห้าที่แฝงปราณ แห่งความอาฆาต หวาดกลัว สิ้นหวัง เดือดดาลและ กระหายการเข่นฆ่าไม่ต่างจากของเนี่ยเทียนจะบิน ออกมาจากไข่มุก วิญญาณร้ายทั้งห้าเป็นร่างวิญญาณ รอบร่างของพวก มันมีมหาสมุทรแห่งอารมณ์เชิงลบสุดโต่งล้อมวน
วิญญาณร้ายทั้งห้าของไข่มุกวิญญาณมืดเม็ดนั้น แข็งแกร่งยิ่งกว่าวิญญาณร้ายทั้งห้าของเนี่ยเทียนตอน ที่ยังไม่แปรสภาพถึงระดับหนึ่ง เพียงแต่ว่าหลังจากวิญญาณร้ายทั้งห้านี้โผล่ออกมา ร่างของพวกมันยังคงไม่มีเลือดเนื้อ ยังเป็นแค่เพียง ร่างที่มีแต่วิญญาณเท่านั้น “ไป!” แก่นเลือดหลายหยดบินออกมาจากหน้าอกของเค่อ ไหลซือเท่อ วิญญาณร้ายร้องคำราม ก่อนจะเขมือบกลืนแก่นเลือด แต่ละหยดของเขา วิญญาณร้ายทั้งห้าที่ได้แก่นเลือดของเค่อไหลซือเท่อ เข้าไปก็คล้ายจะมีปราณแห่งเลือดเนื้อแผ่ออกมาปก คลุมพื้นผิวภายนอกของดวงวิญญาณเอาไว้ ทว่าด้านในกลับยังเป็นแค่ความว่างเปล่าดุจเดิม
ทว่าเพียงแค่ผิวหนังชั้นนอกที่หล่อหลอมขึ้นมาจาก แก่นเลือดของเค่อไหลซือเท่อชั้นเดียวนั้นก็ทำให้ วิญญาณร้ายทั้งห้าที่ออกมาจากไข่มุกต้านทานสายฟ้า ที่โม่เชียนฝานปลดปล่อยออกมาได้แล้ว “ที่แท้ก็เป็นอย่างนี้นี่เอง…” โม่เชียนฝานขมวดคิ้วน้อยๆ รู้ดีว่าพลังสายฟ้ามีพลัง แห่งการทำลายล้างต่อดวงวิญญาณบริสุทธิ์ได้น่ากลัว ที่สุด ทว่าหากดวงวิญญาณมีเลือดเนื้อมาช่วยป้องกัน ขอ แค่ไม่ถูกสายฟ้าโจมตีซึ่งๆ หน้าก็ล้วนได้รับการ ปกป้องเป็นอย่างดี แก่นเลือดแต่ละหยดของเค่อไหลซือเท่อก็คือการสร้าง ม่านป้องกันภายนอกให้แก่วิญญาณร้ายทั้งห้าใช้ ต้านทานพลังสายฟ้าโดยเฉพาะ “ปราณเหมือนกับของเนี่ยเทียน แต่ว่า…”
หลังจากที่วิญญาณร้ายทั้งห้าซึ่งถูกเค่อไหลซือเท่อม หาราชาเผ่าอสูรกายปลดปล่อยออกมาได้รับแก่น เลือดเข้าไป ก็มีผิวหนังห่อหุ้มเพิ่มขึ้นหนึ่งชั้น ทว่าใน การรับสัมผัสของโม่เชียนฝาน ผิวหนังชั้นนั้นไม่ สามารถดำรงอยู่ได้ตลอดกาล และตอนที่เขาเอาเนื้อสัตว์วิเศษมากมายที่สำนัก กำเนิดหยางหามาบรรณาการไปส่งให้เนี่ยเทียนก็เคย ได้เห็นว่าวิญญาณร้ายทั้งห้าของเนี่ยเทียนแปรเปลี่ยน มาเป็นร่างที่จับต้องได้จริงกับตาของตัวเอง การเปลี่ยนแปลงที่กลายมาเป็นของจริงนี้ก็คือการ เปลี่ยนแปลงทางเลือดเนื้อ ซึ่งจะดำรงอยู่ไปตลอด กาล คือการแปรเปลี่ยนคุณสมบัติมามีลักษณะเป็น สิ่งมีชีวิต! ช่วงแรกเริ่ม ทวยเทพแห่งความชั่วร้ายทั้งห้าของ
เนี่ยเทียนกับวิญญาณร้ายทั้งห้าของเค่อไหลซือเท่อ อาจเหมือนกันก็จริง แต่ตอนนี้กลับต่างกันราวฟ้ากับ เหว! บนร่างของวิญญาณร้ายทั้งห้าที่เค่อไหลซือเท่อ ปลดปล่อยออกมา ไม่มีปราณแห่งความชั่วช้าแห่งดึก ดำบรรพ์ แห่งโบราณกาลอันไกลโพ้น เขาจึงไม่รู้สึก หวาดกลัวไม่เป็นสุข “บุตรแห่งดวงดาวคนที่เจ็ด เนี่ยเทียน ไข่มุกวิญญาณ มืดที่เจ้าครอบครอง เป็นของเผ่าพันธุ์ข้า!” เค่อไหลซือเท่อก้าวพรวดออกมา “ได้เวลาที่ไข่มุก วิญญาณมืดเม็ดนั้นจะกลับคืนสู่ที่เดิมแล้ว ข้าจะนำ มันกลับไปที่เผ่า เมื่อไข่มุกทั้งสามเม็ดอยู่ครบ ก็จะดูสิ ว่าข้าจะไขความลี้ลับสุดยอดของทวยเทพแห่งความ ชั่วร้ายได้หรือไม่!” “ไป!” อิ่นสิงเทียนคำรามเบาๆ
“ควั่บ!” กระบี่แหวกเวหาเล่มนั้นระเบิดลำแสงสีรุ้งออกมาเส้น หนึ่งที่ยื่นขยายออกไปนับพันนับหมื่นลี้ราวกับจะแทง ทะลุทอ้งฟ้าได้อย่างไรอย่างนั้น ในแสงกระบี่นับหมื่นลี้เหมือนมีแม่น้ำแห่งสวรรค์เส้น หนึ่งก่อตัว! อิ่นสิงเทียนขยับร่างตามกระบี่ เมื่อดินแดนแห่งกระบี่ อันมหัศจรรย์ของเขาถูกเรียกออกมาก็มีเงากระบี่นับ หมื่นห่อหุ้มเขาและเนี่ยเทียนไว้ภายในประดุจกลีบ ดอกบัวที่เบ่งบานแล้วหุบเข้าด้วยกัน “อู้!” เงากระบี่พาเขาและเนี่ยเทียนสองคนบินเข้าไปในธาร สวรรค์ที่ก่อตัวขึ้นมาในแสงกระบี่แหวกเวหา “เปรี๊ยะๆๆ!”
โม่เชียนฝานใช้เวทลับทำให้สายฟ้าหลายร้อยเส้นที่ หนาใหญ่ราวมังกรยักษ์กลายมาเป็นโซ่ตรวน พันธนาการที่ตรงเข้าฟาดโบยใส่เค่อไหลซือเท่อและ วิญญาณร้ายทั้งห้า “แส้เทพอสนีสวรรค์!” “สายเลือด! วิญญาณร้ายดำมืดเคลื่อนไหว!” เศษซากวิญญาณจำนวนมากที่ว่ายวนอยู่ในไข่มุก วิญญาณมืดพลันถูกกรอกเทเข้าหาวิญญาณร้ายทั้งห้า เรือนกายของวิญญาณร้ายทั้งห้าพลันขยายใหญ่สูงพัน เมตรจนแทบจะเทียบเคียงได้กับกายธรรมแห่งเทพ ของโม่เชียนฝาน พวกมันร้องคำรามแล้วเริ่มฉีกทึ้งแส้ เทพอสนีสวรรค์ของโม่เชียนฝาน พอวิญญาณร้ายทั้งห้าอาละวาดฉีกกระชาก แส้แห่ง เทพขนาดมหึมาที่ส่องแสงวูบวาบดั่งโซ่ตรวนจึงฟาด โบยไปอย่างไร้ทิศทาง
ผิวหนังชั้นหนึ่งที่ห้อมล้อมเรือนกายของวิญญาณร้าย ทั้งห้าก็เริ่มไหม้เกรียมส่งเสียงดัง “ฟู่วๆ” ต่อให้เป็นผิวหนังที่ชุบหลอมจากแก่นเลือดของเค่อ ไหลซือเท่อ แต่เนื่องด้วยร่างของวิญญาณร้ายไม่ได้มี การแปรสภาพทางคุณสมบัติ เมื่อมาเจอกับผู้ที่ฝึกวิถี แห่งสายฟ้าอย่างโม่เชียนฝานก็ยังรับมือได้ยากอยู่ดี “สวบ!” กายธรรมแห่งโม่เชียนฝานพลันเปลี่ยนแปลง กลายมา เป็นแสงสายฟ้าพร่างพราวเส้นหนึ่งที่บินหนีไป เหมือนกับธารกระบี่ของอิ่นสิงเทียน เห็นได้ชัดว่าการต่อสู้ระหว่างเขากับเค่อไหลซือเท่อ เป็นเพียงแค่ฉากบังหน้าเท่านั้น เป้าหมายที่แท้จริงของเขาก็คือร่วมมือกับอิ่นสิงเทียน พาเนี่ยเทียนถอยออกไปจากพื้นที่ประหลาดนี้โดยเร็ว ที่สุด
“หนีไปโดยที่ไม่สู้งั้นหรือ…” เค่อไหลซือเท่อมหาราชาเผ่าอสูรกายเงยหน้ามองหลัว ว่านเซี่ยงที่อยู่ในจุดลึกของหมอกเย็นบนท้องฟ้า ก่อน จะขมวดคิ้วกล่าวว่า “ตามข้อตกลงระหว่างเจ้าและ ข้า เจ้า…ควรจะขัดขวางคนสองคนที่อยู่ข้างกายเขา ส่วนข้า ก็จะได้นำไข่มุกวิญญาณมืดเม็ดนั้นกลับไปยัง เผ่าได้สำเร็จ” “ฟิ้วๆๆ!” ดวงดาวดารดาษบนท้องฟ้าพลันหดเล็กลง แสงดาว แต่ละเส้นที่ลึกลับและยิ่งใหญ่ไพศาลพากันถูกธง สรรพดาราดารดาษของหลัวว่านเซี่ยงดูดเก็บมาหมด กายธรรมแห่งเทพของหลัวว่านเซี่ยงหดเล็กลงกว่าเดิม นับหมื่นเท่า ครั้นจึงกลายมามีสภาพเป็นตัวเขา แบบเดิม แต่ที่น่าแปลกใจก็คือดวงตาของหลัวว่านเซี่ยงในเวลา
นี้กลับเป็นสีเขียวไม่ต่างจากเค่อหลันซือเท่อ! ดวงตาสีเขียว! หลัวว่านเซี่ยงที่มีดวงตาสีเขียวสีหน้าเย็นชาประดุจน้ำ นิ่ง เขาพูดด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้างที่แตกต่างไปจาก ในอดีตอย่างสิ้นเชิง “คัมภีร์วิญญาณมืดที่พวกเจ้า มอบให้ข้าไม่ครบถ้วน” “คัมภีร์วิญญาณมืดคือหนึ่งในคัมภีร์ล้ำโลกของ เผ่าพันธุ์ข้า มีเพียงต้าจุนเท่านั้นถึงจะบรรลุความลี้ลับ ของมันได้” เค่อไหลซือเท่อแค่นเสียงกล่าว “แม้แต่ข้า ที่ยังไม่เลื่อนสู่สายเลือดระดับสิบก็ไม่มีคุณสมบัติที่จะ ไปไขความลับจากคัมภีร์วิญญาณมืดนั่น เจ้าได้รับ อนุญาตจากท่านประมุขให้ทำความเข้าใจกับความรู้ ส่วนหนึ่งของคัมภีร์วิญญาณมืดแล้ว ยังมีอะไรไม่ พอใจอีก?” “หากไม่ได้ความช่วยเหลือจากพวกเรา ธงสรรพดารา
ดารดาษของเจ้าจะเลื่อนสู่ขั้นสามได้รึ?” “หากไม่ได้ทำความเข้าใจกับคัมภีร์วิญญาณมืดส่วน นั้น ลำพังเพียงแค่ความรู้ต่อจิตวิญญาณที่พระราชวัง โบราณสะเก็ดดาวของเจ้ามีอยู่ เจ้าจะพัฒนามาถึง ระดับนี้ได้ไหม? ด้วยพรสวรรค์ของเจ้า เดิมทีก็สู้จี้ชาง โม่เหิงไม่ได้อยู่แล้ว เจ้าคิดจะเลื่อนเป็นแดนเทพเจ้า ช่วงท้าย คิดจะพึ่งแต่พระราชวังโบราณสะเก็ดดาว ย่อมไม่มีหวัง การฝึกวิชาทางจิตวิญญาณก็คือสาเหตุที่ ทำให้ขอบเขตของเจ้าไม่มีการฝ่าทะลุ” “บนโลกใบนี้ คนที่เดินไปบนเส้นทางของจิตวิญญาณ ได้ไกลที่สุดก็คือเผ่าอสูรกายของพวกเรา” “สิ่งที่บันทึกเอาไว้ในคัมภีร์วิญญาณมืดก็คือความรู้ และสัจธรรมแห่งจิตวิญญาณ ซึ่งมันก็คือกุญแจสำคัญ ที่จะบอกว่าเจ้าจะฝ่าทะลุสู่แดนเทพเจ้าช่วงท้าย ทัดเทียมกับจี้ชางได้หรือไม่ คิดจะได้ความรู้จากคัมภีร์
วิญญาณมืดมากกว่านี้ เจ้าก็ควรจะทำงานเพิ่มมาก ขึ้น” เค่อไหลซือเท่อแค่นเสียงกล่าว “โม่เชียนฝาน อิ่นสิงเทียนและเนี่ยเทียนไม่เหมือนกับ พวกจินถงจื่อ” ดวงตาของหลัวว่านเซี่ยงมีความ เคร่งเครียดวูบผ่านไปเสี้ยวหนึ่ง “หากลงมือกับพวก เขา ข้าจะไม่มีทางถอยอีกแล้ว” “เจ้าเข้าใจผิดแล้ว นับตั้งแต่ที่เจ้าฝึกวิชาจากคัมภีร์ วิญญาณมืด เจ้าก็ไม่มีทางให้หันหลังกลับอีกแล้ว” เค่อไหลซือเท่อแสยะปากหัวเราะเสียงอึมครึม “หลัว ว่านเซี่ยง เจ้าควรจะมองความจริงให้ชัดเจนแต่เนิ่นๆ อีกอย่างเจ้าเองก็ไม่จำเป็นต้องเกรงกลัวอะไร จงลง มือให้เต็มที่ คนที่แอบคบค้าสมาคมกับเผ่าอสูรกาย เราอย่างลับๆ ไม่ได้มีแค่เจ้าคนเดียว” “การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในฟ้าดินเผ่ามนุษย์ของเจ้า
ได้เกิดขึ้นแล้ว เมื่อจี้ชางและโม่เหิงหายตัวไป ฉู่รุ่ยถูก กักตัวเอาไว้ พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวของพวก เจ้าจะยังมีใครที่เป็นภัยต่อเจ้าได้อีก?” หลัวว่านเซี่ยงดิ้นรนอยู่ในใจตัวเอง “เรื่องที่ข้าไปมา หาสู่กับพวกเจ้า หากแดงขึ้นเมื่อไหร่ ข้ากลัวว่าไม่ใช่ แค่สำนักเท่านั้น คนอื่น…” “ดังนั้นอันดับแรกคือเจ้าต้องฆ่าโม่เชียนฝาน อิ่นสิง เทียนและเนี่ยเทียนเสียก่อน ห้ามเว้นชีวิตแม้แต่คน เดียว” เค่อไหลซือเท่อเอ่ยยุ “หลังจากนี้รอจนเจ้า อาศัยคัมภีร์วิญญาณมืดจนฝ่าทะลุสู่แดนเทพเจ้าช่วง ท้ายได้แล้ว เจ้ายังจะต้องหวาดกลัวอีกสามฝ่ายที่ เหลือด้วยหรือ? เป็นแดนเทพเจ้าช่วงท้ายเหมือนกัน ข้าเชื่อว่าพวกฉู่หยวนก็ไม่กล้าลงมือกับเจ้าง่ายๆ” “ทำได้เพียงเท่านี้แล้วหรือ?” “นี่ต่างหากถึงจะเป็นสิ่งที่เจ้าควรทำมากที่สุด”
“ถ้าอย่างนั้น ก็ได้” ความลังเลใจและการดิ้นรนเสี้ยวสุดท้ายที่อยู่ในใจ ของหลัวว่านเซี่ยงถูกลบเลือนไปในที่สุดเพราะการ พูดคุยกับเค่อไหลซือเท่อครั้งนี้ จิตสังหารของเขาพลันยืนหยัดแน่วแน่อีกครั้ง “ดินแดนหุบน้ำแข็งกว้างขวาง ซ้ำพวกเขายังไม่ใช่ พวกที่เชี่ยวชาญเวทลับห้วงมิติ หากพวกเขาไล่โจมตี ย่อมไม่มีทางที่จะหนีเอาชีวิตรอดไปได้” เค่อไหลซื อเท่อสีหน้าเยียบเย็น “ข้าต้องได้ไข่มุกวิญญาณมืด เม็ดนั้นมาครองเท่านั้น! เมื่อไข่มุกวิญญาณมืดทั้งสาม เม็ดอยู่ครบในมือของข้า ต้องทำให้สายเลือดของข้า เลื่อนสู่ระดับสิบ กลายเป็นต้าจุนได้สำเร็จราบรื่น แน่นอน!” ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 42 บทที่ 1241 ศักยภาพสำนักถดถอย
“เปรี๊ยะๆ!” แสงกระบี่พร่างตาเส้นหนึ่งทอดยาวไปไกลนับหมื่นลี้ ประดุจธารแห่งแสง จนกระทั่งมาถึงอาณาจักรที่เป็น ผลึกใสแห่งหนึ่ง ปราการนอกอาณาจักรที่มีเศษน้าแข็งปะปนแตกออก ตามหลังเสียง “ปัง!” เนี่ยเทียนและอิ่นสิงเทียนสองคนพลิ้วกายลงมายัง พื้นที่ประหลาดที่มีผลึกน้าแข็งตั้งตระหง่านประหนึ่ง ดาวตกที่มาจากนอกโลก คนทั้งสองเพิ่งจะพลิ้วกายลงไปยืนมั่นคง แสงสายฟ้า ที่จ้าแลงมาจากกายธรรมแห่งเทพของโม่เชียนฝาน
แห่งส้านักอสนีสวรรค์ก็เปล่งวาบเป็นสีขาวแวววาวอยู่ บนท้องฟ้า และตัวเขาก็มาถึงในชั่วพริบตา “แปลกจริง เหตุใดหลัวว่านเซี่ยงนั่นถึงไม่ได้ลงมือ ขัดขวาง” หลังจากพลิ้วกายลงมาแล้ว โม่เชียนฝานก็พึมพ้าหนึ่ง ประโยค “เห็นได้ชัดว่าเค่อไหลซือเท่อมีข้อตกลง ร่วมกับหลัวว่านเซี่ยง หลัวว่านเซี่ยงกล้าลงมือสังหาร ลูกน้องของฉู่รุ่ยอย่างโหดเหี้ยมเช่นนั้น ต้องเป็นเพราะ ตัดสินใจได้อย่างเด็ดขาดแน่แล้ว” “หลัวว่านเซี่ยงต้องมีการไปมาหาสู่กับเผ่าอสูรกาย แน่นอน” อิ่นสิงเทียนเอ่ยแทรก “แต่พวกเขาสนิท สนมกันมากแค่ไหน เรื่องนี้ก็พูดยากแล้ว หลัวว่านเซี่ยงไม่ได้รีบร้อนลงมือต่อเนี่ยเทียน บางที อาจเกี่ยวข้องกับการที่เขายังตกลงกับเผ่าอสูรกายได้ ไม่เรียบร้อย หรืออาจอยากเรียกร้องผลประโยชน์ที่
มากกว่าเดิมก็เป็นได้ จะอย่างไรซะเนี่ยเทียนก็ไม่ เหมือนกับลูกน้องของฉู่รุ่ย” “ก็จริง” โม่เชียนฝานพยักหน้ารับ “ลูกน้องของฉู่รุ่ย หากว่ากันตามความหมายที่เข้มงวดแล้ว พวกเขาไม่ นับว่าเป็นคนของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว แต่ เนี่ยเทียนไม่เพียงแต่เป็นคนในส้านัก ยังเป็นบุตรแห่ง ดวงดาวที่เป็นแกนกลางส้าคัญซึ่งตัวตนสูงศักดิ์ หาก เขากล้าลงมือกับเนี่ยเทียนก็หมายความว่าเขาทรยศ ต่อพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวแล้ว” ขณะที่คนทั้งสองพูดคุยกัน กระแสจิตวิญญาณของ พวกเขาก็แผ่ปกคลุมไปทั่วฟ้าดิน ส่วนตัวเนี่ยเทียนเองก็ใช้สายเลือดแห่งชีวิตรับสัมผัส ปล่อยกระแสจิตแต่ละกลุ่มออกไปตรวจหาความ เคลื่อนไหวทางจิตวิญญาณ สถานที่แห่งนี้คืออาณาจักรแห่งหนึ่งของดินแดน
หุบน้าแข็ง ก่อนหน้านี้ตอนที่บินเข้ามา เขาได้เห็นว่า อาณาจักรแห่งนี้ไม่นับว่าใหญ่นัก จ้านวนของอาณาจักรในดินแดนหุบน้าแข็งมีอยู่ไม่ น้อย พวกมันต่างก็ได้รับอิทธิพลจากหุบน้าแข็งจึงเต็ม ไปด้วยไอความเย็นหนาวเหน็บ ซึ่งเป็นสถานที่ที่ เหมาะสมกับคนและสัตว์วิเศษที่ฝึกวิชาน้าแข็งเย็น เยียบมากที่สุด เมื่อเนี่ยเทียนแผ่จิตวิญญาณและเลือดลมออกไปก็ สัมผัสได้อย่างเฉียบไวว่าในรัศมีหนึ่งร้อยลี้รอบกาย พวกเขา มีสิ่งมีชีวิตเคลื่อนไหวอยู่มากมาย ซึ่งส่วนใหญ่คือมนุษย์ ทว่าขอบเขตกลับ…ต่้าต้อยจน น่าสงสาร สรุปก็คือในรัศมีหนึ่งร้อยลี้ที่เขารับสัมผัสได้นี้ ไม่มีผู้ ฝึกลมปราณแดนว่างเปล่าแม้แต่คนเดียว “อยู่ที่นี่ไม่ได้” อิ่นสิงเทียนขมวดคิ้วน้อยๆ “บางทีทั้ง
อาณาจักร อาจอยู่ไม่ได้เลยด้วยซ้า” “เปลี่ยนสถานที่เถอะ” โม่เชียนฝานกล่าว “อืม” อิ่นสิงเทียนคว้าแขนเนี่ยเทียนแล้วกลายเป็น แสงกระบี่ที่ทะยานขึ้นฟ้า แหวกผ่าปราการอาณาจักร ทะยานไปยังนอกท้องฟ้าอีกครั้ง โม่เชียนฝานตามไปติดๆ ไม่นานนัก แสงกระบี่และแสงสายฟ้าก็สาดยิงไปยัง อาณาจักรอีกแห่งหนึ่งที่มองข้างนอกเห็นเป็น อาณาจักรผลึกน้าแข็ง “อาณาจักรน้าแข็งฟ้า! ถิ่นของส้านักน้าแข็งฟ้าใน ดินแดนหุบน้าแข็ง!” “ในอาณาจักรนี้ต้องมีค่ายกลน้าส่งที่เชื่อมโยงไปยัง ดินแดนอื่นแน่นอน!” พออิ่นสิงเทียนและโม่เชียนฝานสองคนพลิ้วกายลงมา
บนอาณาจักรแห่งนี้ก็กวาดกระแสจิตวิญญาณออกไป รอบหนึ่ง และราวกับว่าจะคว้าข้อมูลจากในสมองของ ผู้ฝึกลมปราณที่เคลื่อนไหวอยู่ในบริเวณใกล้เคียงมาได้ เนี่ยเทียนกวาดตามองไปรอบด้านก็ค้นพบว่าพวกเขา อยู่ในมหาสมุทรที่กว้างขวางผืนหนึ่ง น้าของมหาสมุทรเป็นสีฟ้าระยิบระยับ ท่ามกลางไอ หมอกขาวมัวมีเทือกเขาน้าแข็งหลายลูกลอยขึ้นมาดั่ง ก้อนน้าแข็งขนาดใหญ่ยักษ์ที่เคลื่อนไหวอยู่ใน มหาสมุทรสีฟ้าคราม อาณาจักรน้าแข็งฟ้าคือหนึ่งในอาณาจักรของดินแดน หุบน้าแข็ง สถานที่แห่งนี้คือที่ตั้งของส้านักน้าแข็งฟ้า ตอนนี้ส้านักน้าแข็งฟ้ามีผู้แข็งแกร่งแดนเอตทัคคะ เพียงคนเดียวเท่านั้น ซ้ายังเป็นแค่แดนเอตทัคคะช่วง ต้น ที่ส้าคัญที่สุดก็คือแดนเอตทัคคะท่านนั้น ตอนนี้ไม่ได้
อยู่ในส้านักน้าแข็งฟ้าด้วย “ไป! ไปที่ส้านักน้าแข็งฟ้ากันเถอะ!” อยู่ห่างไกลกันหลายหมื่นลี้ แต่กระแสจิตวิญญาณของ อิ่นสิงเทียนก็สามารถเล็งต้าแหน่งของส้านักน้าแข็งฟ้า ได้อย่างแม่นย้า “อู้!” เขาจึงพาเนี่ยเทียนบินออกไป แสงกระบี่แหลมคมแหวกผ่าท้องฟ้า ตอนที่ขยับเข้าไป ใกล้ส้านักน้าแข็งฟ้า แสงกระบี่เหล่านั้นก็ตวัดฟันลง ไปยังเทือกเขาน้าแข็งสีฟ้าหลายลูกเบื้องล่างที่เชื่อม ติดกัน “ฟั่บๆๆ!” เทือกเขาน้าแข็งสิบเอ็ดลูกที่แต่ละลูกสูงนับพันเมตร พากันแตกละเอียด
“ใครกัน?” ยามที่เทือกเขาน้าแข็งแตกกระจาย ผู้ฝึกลมปราณ ของส้านักน้าแข็งฟ้าก็พลันบินทะยานออกมา ม่านแสงสีฟ้าแวววาวหลายชั้นผุดขึ้นมาจากใน เทือกเขาน้าแข็งอย่างรวดเร็ว เทือกเขาน้าแข็งที่ใกล้ จะถล่มทลายจึงหยุดการถล่มลงในฉับพลัน “ระเบิด!” แต่เวลานี้เอง โม่เชียนฝานก็พลันเหวี่ยงหมัดต่อย ออกมา อสนีลี้ลับนับพันนับหมื่นเส้นระเบิดครืนครั่น ท้าให้ ค่ายกลใหญ่ที่ปกป้องส้านักน้าแข็งฟ้ามานานหลาย พันปีแตกกระจายอย่างง่ายดาย เทือกเขาน้าแข็ง เหล่านั้นของส้านักน้าแข็งฟ้าเองก็ระเบิดแตกย่อยยับ “ส้านักน้าแข็งฟ้าก็เป็นพวกเดียวกับวังเหน็บหนาว” โม่เชียนฝานแค่นเสียงเย็น “เจ้าส้านักของพวกเขา
และผู้แข็งแกร่งในส้านักต่างก็พากันไปล้อมฆ่าลูกน้อง ของฉู่รุ่ย ในส้านักไม่มีผู้แข็งแกร่งคนใดอยู่ แต่ต่อให้มี อยู่ก็ไม่น่ากลัว” “หลีกไป!” อิ่นสิงเทียนโบกสะบัดกระบี่ ปราณกระบี่ท่วมเทียมฟ้า ลอดทะลวงผ่านไปยัง เทือกเขาน้าแข็งลูกหนึ่งที่อยู่ใจกลาง เทือกเขาน้าแข็ง ก็คล้ายถูกมีดฟันผ่า เผยให้เห็นค่ายกลขนาดใหญ่ที่ ด้านในเต็มไปด้วยคลื่นของพลังห้วงมิติ เนี่ยเทียนเข้าใจได้แล้วว่าที่โม่เชียนฝานและอิ่นสิง เทียนสองคนตามหาอาณาจักรไปทั่วดินแดนหุบ น้าแข็งก็เพื่อคิดจะอาศัยค่ายกลน้าส่งเดินทางออกไป จากดินแดนหุบน้าแข็งให้เร็วที่สุด เพราะพวกเขาไม่แน่ใจว่าหลัวว่านเซี่ยงจะลงมือ หรือไม่ แค่ปิงกู่ต้าจุนคนเดียวที่เฝ้าบัญชาการณ์อยู่ใน
หุบน้าแข็งก็ท้าให้โม่เชียนฝานและอิ่นสิงเทียนสองคน ปวดหัวมากพออยู่แล้ว ยิ่งมาบวกเข้ากับหลัวว่านเซี่ยง ที่เห็นได้ชัดว่าตบะมีการพัฒนาและธงสรรพดารา ดารดาษก็เลื่อนเป็นขั้นสาม พวกเขาจึงรู้ดีว่าตัวเอง ไม่ใช่คู่ต่อสู้ จึงคิดจะอาศัยค่ายกลน้าส่งพาเนี่ยเทียน จากไปโดยเร็วที่สุด ไปจากดินแดนหุบน้าแข็ง เพื่อปล่อยข่าวที่หลัวว่าน เซี่ยงสังหารพวกจินถงจื่อออกไป และมอบเรื่องทุก อย่างให้กับพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวจัดการ “พระราชวังโบราณสะเก็ดดาว เกรงว่า…” โม่เชียนฝานมองค่ายกลหลังที่ได้รับการชักน้าจาก พลังของอิ่นสิงเทียนจึงเผยตัวออกมาอย่างชัดเจน ท่ามกลางเทือกเขาน้าแข็งก็พูดขึ้นมา แต่ก็พูดไม่จบ ประโยค “ข้าเข้าใจ” เนี่ยเทียนยิ้มขื่น
จี้ชาง โม่เหิงหายตัวไป ฉู่รุ่ยถูกปิงกู่ต้าจุนกักตัวเอาไว้ หลัวว่านเซี่ยง…ก็เห็นได้ชัดว่ามีการคบค้าสมาคมกับ เผ่าอสูรกายอย่างลับๆ นานแล้ว แดนเทพเจ้าทั้งสี่ท่านต่างเกิดเรื่อง ตอนนี้พระราชวัง โบราณสะเก็ดดาวจะยังเป็นหนึ่งในสี่ส้านักที่เก่าแก่ต่อ ได้อีกหรือ? “ค่ายกลของส้านักน้าแข็งฟ้าไม่สามารถพาพวกเรา ออกไปจากดินแดนหุบน้าแข็งได้!” กระแสจิตส้านึก ของอิ่นสิงเทียนว่ายวนไปทั่วในค่ายกลหนึ่งรอบ ก่อน จะพูดขึ้นมาว่า “แต่ว่าสามารถเดินทางไปยังอีกฝั่ง หนึ่งของดินแดนหุบน้าแข็งได้! ไป พวกเราไปที่นั่นกัน ก่อน” คนทั้งสามเข้าไปยืนในค่ายกล ค่ายกลน้าส่งแห่งมิติถูกเปิดใช้ เนี่ยเทียน โม่เชียนฝาน และอิ่นสิงเทียนสามคนพลันหายตัวไป
“ฟั่บๆ!” ปราณของกระบี่หลายเส้นที่ยังหลงเหลืออยู่ในค่ายกล พากันตวัดฟาดฟัน ท้าลายค่ายกลที่สมบูรณ์แบบจน พังพินาศ ตอนที่ปราการอาณาจักรถูกท้าลาย ผู้ฝึกลมปราณ ของส้านักน้าแข็งฟ้าก็วิ่งวุ่น ร้องโหวกเหวกกันให้ จ้าละหวั่น ทว่าพอบางคนมองเห็นกายธรรมแห่งเทพ ที่โม่เชียนฝานเรียกออกมา ก็พลันสงบนิ่งอย่างว่าง่าย พวกเขาได้แต่มองพวกเนี่ยเทียนขุดเอาค่ายกลของ ส้านักออกมาจากเทือกเขาน้าแข็ง จากนั้นก็จากไป แล้วท้าลายค่ายกลของพวกเขาจนสิ้นซาก ครู่หนึ่งต่อมาก็มีล้าแสงดาวตกเส้นหนึ่งและทะเล เลือดลมสีเขียวขมุกขมัวผืนหนึ่งพุ่งมาถึงอย่างพร้อม เพรียงกัน “ตูม!”
หลัวว่านเซี่ยงเผยกายอยู่ท่ามกลางแสงดวงดาว ดารดาษ กระแสจิตวิญญาณของเขาเป็นดั่งดาวตกที่ กวาดไปทั่ว แสงดาวพร่างพราวเคลื่อนไหวไปทั่วสี่ทิศ ผู้ฝึก ลมปราณของส้านักน้าแข็งฟ้าคนแล้วคนเล่าที่ถูกแสง ดาวตกกระทบร่าง ร่างก็ระเบิดตายไปราวกับกระจก ที่ตกพื้นแตก “พวกเขาฉลาดไม่น้อย รู้จักอาศัยค่ายกลน้าส่งหนีไป แถมก่อนไปยังท้าลายค่ายกลอีกด้วย” เค่อไหลซือเท่อ ขมวดคิ้วน้อยๆ “ตอนนี้พวกเขาน่าจะไปอยู่อีกฝั่งหนึ่ง ของดินแดนหุบน้าแข็ง หากพวกเราคิดจะตามไปให้ ทันก็ได้แต่อาศัยค่ายกลที่อยู่ในอาณาจักรใกล้เคียง เท่านั้น” “ปิงกู่ต้าจุนที่อยู่ในหุบน้าแข็ง เป็นมาอย่างไรกันแน่?” หลัวว่านเซี่ยงที่แค่โบกมือก็ท้าให้ทั้งส้านักน้าแข็ง
พังราบเป็นหน้ากลองหันไปขมวดคิ้วถามเค่อไหลซื อเท่อ “การทรยศของวังเหน็บหนาวเกี่ยวข้องกับพวก เจ้าหรือไม่? เป็นเพราะพวกเจ้าแอบก่อกวนอย่างลับๆ ถึงท้าให้วังเหน็บหนาวตัดสินใจได้หรือเปล่า?” “การเปลี่ยนแปลงในดินแดนหุบน้าแข็งไม่เกี่ยวอะไร กับพวกเรา” เค่อไหลซือเท่อกล่าว “ไม่ใช่พวกเจ้า? ถ้าอย่างนั้น จะเป็นใคร?” หลัวว่าน เซี่ยงถามอย่างแปลกใจ “พวกเราเองก็ก้าลังตรวจสอบอยู่เหมือนกัน เพราะ ไม่ใช่แค่ดินแดนเผ่ามนุษย์ของพวกเจ้าเท่านั้น แม้แต่ ฟ้าดินของพวกเรา ช่วงนี้ก็มีปัญหาวุ่นวายเกิดขึ้น เหมือนกัน” เค่อไหลซือเท่อแสดงท่าที “ตอนที่พวก เราเกือบเข่นฆ่ากับพวกเจ้าจนพินาศกันไปข้างหนึ่งใน สนามรบสุ้ยเมี่ยก็ต้องไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่นอน” ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 42 บทที่ 1242 เรือยักษ์สีเงินยวง
“อู้!” พวกเนี่ยเทียนสามคนพลันมาโผล่พรวดอยู่กลางลาน กว้างของนครน ้าแข็งสีขาวอมเทาแห่งหนึ่งซึ่งเป็น อาณาจักรของดินแดนหุบน ้าแข็ง “พวกเจ้าเป็นใคร?” ผู้ฝึกลมปราณหลายคนที่เฝ้าค่ายกลน้าส่งอยู่ในลาน ตวาดถามด้วยน ้าเสียงแปลกใจ อิ่นสิงเทียนเดินออกมาจากค่ายกลง งอปลายนิ ว เล็กน้อยแล้วดีดออก “สวบ!” กระบี่เล่มเล็กเป็นผลึกใสหลายเล่มที่เกิดจากพลัง วิญญาณอันบริสุทธิ์ในร่างของเขาพุ่งเข้าไปว่ายวนอยู่
ในค่ายกล เพียงไม่นานค่ายกลก็ถูกท้าลายจนสิ นซาก “เรียบร้อยแล้ว” อิ่นสิงเทียนมีสีหน้าผ่อนคลาย ไม่ สนใจพวกผู้ฝึกลมปราณที่อยู่ข้างๆ แม้แต่น้อย เพียง หันมาพูดกับเนี่ยเทียนด้วยดวงตาที่ราวกับจะพ่นไฟได้ “หากหลัวว่านเซี่ยงและเค่อไหลซือเท่อคิดจะมาที่นี่ก็ คงต้องเข้ามาจากอาณาจักรที่อยู่ใกล้เคียงแล้วล่ะ” “ทุกท่านเป็นใคร?” ผู้ฝึกลมปราณที่มีตบะเป็นเพียง เขตลี ลับคนหนึ่งตวาดด้วยดวงตาแดงก่้า “พวกเจ้า บังอาจมาท้าลายค่ายกลน้าส่งของส้านักน ้าแข็ง เดียวดายของพวกเราได้อย่างไร!” “ส้านักน ้าแข็งเดียวดาย…” อิ่นสิงเทียนส่ายหน้า “ก็ แค่ส้านักที่แม้แต่ส้านักน ้าแข็งฟ้าก็ยังเทียบไม่ได้ เท่านั น” เขาไม่คิดแม้แต่จะสนใจคนเหล่านั น เพียงมองไปยัง นอกอาณาจักรที่ถูกไอเย็นปกคลุมพลางพูดกับเนี่ย
เทียนว่า “อาณาจักรแห่งนี มีส้านักน ้าแข็งเดียวดาย เป็นผู้ควบคุม มีขนาดเล็กมาก ด้วยดินแดนหุบน ้าแข็ง มีอาณาจักรอยู่มากมาย ที่นี่จึงไม่ติดอันดับใดๆ ทั งสิ น แล้วที่นี่ก็เป็นริมขอบของดินแดนหุบน ้าแข็งแล้ว พวก เราไม่จ้าเป็นต้องจี เอาเรือรบทางช้างเผือกมา แต่ไป จากที่นี่กันตรงๆ เลยเถอะ” “ตูมๆ! ตูมๆๆ!” เนี่ยเทียนก้าลังจะอ้าปากพูดก็พลันเห็นว่าท้องฟ้านอก อาณาจักรที่เป็นสีขาวพร่างพราวมีเปลวเพลิงเจิดจ้า ลากสะบัดเป็นเส้นยาวแล้วเหมือนจะจมลงไปยังก้น ของธารดวงดาว โม่เชียนฝานขมวดคิ ว ปล่อยกระแสจิตวิญญาณของ แดนเทพเจ้าหลุดออกจากไปขอบเขตของอาณาจักร ทันที ครู่หนึ่งต่อมาเขาก็พูดกับเนี่ยเทียนว่า “จู่กวางเหย้า
ซินฉิง หันหว่านหรงและผู้แข็งแกร่งของพระราชวัง โบราณสะเก็ดดาวเปิดฉากต่อสู้กับคนของดินแดนหุบ น ้าแข็งอยู่นอกอาณาจักร” “สนามรบขยับออกมาไกลได้ถึงเพียงนี เชียวหรือ!” อิ่ นสิงเทียนกล่าวอย่างแปลกใจ “ไปที่นั่นกันเถอะ” เนี่ยเทียนเอ่ยเร่ง “ตกลง” แสงกระบี่อีกเส้นทะยานสวนขึ นสู่ท้องฟ้าราวธารแสง ที่ไหลย้อนกลับ บินออกจากนครน ้าแข็งทะลวงผ่าน ปราการของอาณาจักรออกไปยังทางช้างเผือกด้าน นอก “หนึ่งกระบี่ หนึ่งกระบี่ทะลุผ่านอาณาจักร พุ่งตรงไป ยังท้องฟ้าเบื องนอก!” “นี่มันระดับพลังขั นไหนกัน!”
“แดนเทพเจ้ากระมัง?” ผู้ฝึกลมปราณส้านักน ้าแข็งเดียวดายที่เห็นอิ่นสิงเทียน โบกตวัดกระบี่เพียงทีเดียว แสงกระบี่ก็ทะลุออกนอก อาณาจักรไปยังท้องฟ้าภายนอกได้ ทุกคนก็ถึงกับอ้า ปากตาค้าง ส้านักเล็กๆ แห่งหนึ่งที่ไม่มีแม้แต่แดนเอตทัคคะ จู่ๆ ได้มาเห็นผู้เฒ่าประหลาดอย่างอิ่นสิงเทียนใช้กระบี่ แทงทะลุปราการอาณาจักร นอกจากตื่นตะลึงแล้วก็ ไม่มีความคิดอย่างอื่นอีก รอจนพวกเขาสังเกตเห็นโม่เชียนฝานเรียกกายธรรม แห่งเทพออกมา และมีสายฟ้าจ้านวนนับไม่ถ้วน รวมตัวกันพุ่งตามไปบนท้องฟ้า แต่ละคนก็ตกใจจน เกือบเข่าอ่อนลงไปนั่งกองกับพื น ด้วยขอบเขตและตบะของพวกเขา สงครามที่เกิดขึ น ในจุดลึกของทางช้างเผือก แม้แต่เสียงพวกเขาก็ยัง
ไม่ได้ยิน พวกเขาแค่รู้จากปากผู้เฒ่าบางส่วนของส้านักว่า ดินแดนหุบน ้าแข็งมีเรื่องใหญ่เกิดขึ น วังเหน็บหนาวที่ เป็นผู้น้าของพวกเขารวบรวมผู้แข็งแกร่งไปทั่วทิศเพื่อ ก้าลังท้าเรื่องใหญ่อะไรบางอย่าง แต่ว่าเป็นเรื่องอะไรกันแน่นั น พวกเขาไม่มีสิทธิ์ที่จะรู้ ได้แต่คาดเดากันไปเองเท่านั น “แดนเทพเจ้า! แดนเทพเจ้าปรากฎตัวในดินแดนหุบ น ้าแข็ง!” …… ทางช้างเผือกนอกอาณาจักร ผู้ฝึกลมปราณของส้านัก สิบกว่าแห่งในดินแดนหุบน ้าแข็งร่วมกันจัดวางค่ายกล หมายจะกักตัวจู่กวางเหย้า ซินฉิงและหันหว่านหรง เอาไว้ เรือรบน ้าแข็ง เรือรบทางช้างเผือกที่เป็นผลึกใส
กระสวยนับพันนับหมื่นชิ นที่แผ่ไอความเย็นเยียบถึง ขั วกระดูก อาวุธที่เป็นดั่งกระจกน ้าแข็ง ค่ายกล น ้าแข็งแข็งแกร่งที่นาบประทับความเย็นสุดขั วเอาไว้ อาวุธและค่ายกลหลากหลายชนิดเหล่านั นเรียงกัน เป็นตับอยู่ในมุมหนึ่งของท้องฟ้าเบื องนอก เรือรบทางช้างเผือกที่แขวนธงของพระราชวังโบราณ สะเก็ดดาวลอยตัวอยู่สูงถูกโอบล้อมไว้อย่างแน่นหนา มีผู้ฝึกลมปราณระดับแดนว่างเปล่าหรือไม่ก็ศพ จ้านวนไม่น้อยที่หากไม่บาดเจ็บสาหัสก็นอนตายอยู่ กลางท้องฟ้ากลาดเกลื่อน เรือรบขนาดใหญ่สีเงินยวงที่ราวกับท้ามาจากแร่เงินสี ขาวจอดลอยนิ่งอยู่ในบริเวณใกล้เคียง แสงสีเงินจ้าบาดตาถูกปลดปล่อยออกมาจากเรือรบสี เงินยวงล้าใหญ่นั นอย่างต่อเนื่อง บนเรือรบสีเงินยวงมีหอเรือนอยู่หลังหนึ่ง
กลางหอเรือนมีหญิงวัยกลางคนท่าทางมีสง่าที่สวม เครื่องประดับระยิบระยับไปทั งร่างนั่งนิ่งอยู่ ด้านหลังของนางมีดรุณีน้อยหน้าตางดงามหมดจดสิบ กว่าคนคอยปรนนิบัติราวกับเป็นสาวใช้ ขอบเขตตบะของหญิงสาวเหล่านั นล้วนเป็นเขตลี ลับ กันทุกคน บนเรือ ด้านล่างหอเรือนมีผู้ฝึกลมปราณเจ็ดคนที่แผ่ ปราณกว้างไกลเป็นพิเศษซึ่งต่างก็เป็นแดนเอตทัคคะ รอคอยรับฟังค้าสั่งจากนางอยู่ตลอดเวลา “ตูม!” แดนเอตทัคคะของจู่กวางเหย้าประหนึ่งดวงอาทิตย์ ร้อนแรงดวงหนึ่งที่ปลดปล่อยแสงสว่างไสวและไอ ความร้อนแผดเผา “พรวด!”
แสงสีเงินผืนหนึ่งสาดส่องออกมาจากในเรือยักษ์สีเงิน ยวงประหนึ่งน ้าเย็นเฉียบที่เทราดลงมา เมื่อถูกแสงสีเงินแทรกซอน แดนเอตทัคคะของจู่กวาง เหย้าที่มีเปลวเพลิงร้อนแรงก็พลันหม่นแสงลง หันหว่านหรงและซินฉิงที่อยู่ข้างๆ มีท่าทางอ่อน ระโหยโรยแรงคล้ายบาดเจ็บสาหัส “สวบ!” แสงกระบี่พร่างพราวเส้นหนึ่งพุ่งทะยานจาก อาณาจักรน ้าแข็งเบื องล่างเข้ามาถึงที่สุด “กระบี่แหวกเวหา! ส้านักกระบี่เมฆาคล้อย อิ่นสิง เทียน!” หญิงวัยกลางคนที่นั่งนิ่งอยู่ในหอเรือนโดยที่สีหน้าไม่ เคยแปรเปลี่ยน พอเห็นแสงกระบี่ก็พลันอุทานขึ น เบาๆ ดวงตามีความเคร่งเครียดปรากฎขึ นมาเสี ยว หนึ่ง
“ฮูหยิน…” แดนเอตทัคคะช่วงท้ายคนหนึ่งรีบร้อนเข้า มารายงาน “เล่าลือกันว่าผู้เฒ่าประหลาดแห่งส้านักกระบี่เมฆา คล้อยเคยไปพบเนี่ยเทียนบุตรแห่งดวงดาวคนที่เจ็ดที่ ส้านักก้าเนิดหยาง เมื่อเขามาก็แสดงว่าโม่เชียนฝาน แห่งส้านักอสนีสวรรค์น่าจะมากับเขาด้วย” “โม่เชียนฝานและอิ่นสิงเทียนสองคนรับมือได้ยาก กว่าจู่กวางเหย้าจริงๆ” หญิงวัยกลางคนท่าทางสง่า งามขมวดคิ วแล้วพูดต่อด้วยน ้าเสียงเรียบง่ายว่า “แต่ ว่า คนที่เลื่อนสู่แดนเทพเจ้าคือโม่เชียนฝานแห่งส้านัก อสนีสวรรค์ ส่วนคนที่น่ากลัวที่สุดอย่างอิ่นสิงเทียน กลับยังถูกกักตัวอยู่ในแดนเอตทัคคะ ยังไม่เลื่อนสู่ แดนเทพเจ้า…” กล่าวมาถึงตรงนี สีหน้าของนางก็เปลี่ยนมาเป็นผ่อน คลายกว่าเดิมเยอะมาก
แดนเอตทัคคะที่มาบอกความและคนอื่นๆ ที่เหลือได้ ยินนางพูดอย่างมั่นใจก็พลันคล้อยตาม อารมณ์ของ ทุกคนจึงเหมือนจะคลายลงได้ “ถูกต้อง ผู้เฒ่าประหลาดอิ่นยังไม่เลื่อนสู่แดนเทพเจ้า เขาเลื่อนสู่แดนเทพเจ้าต่างหากถึงจะเป็นภัยคุกคามที่ น่ากลัวที่สุด ด้วยพรสวรรค์ของโม่เชียนฝาน ต่อให้ เลื่อนสู่แดนเทพเจ้า ไม่มีอาวุธเทพไม่ดับสลายอยู่ใน มือ แล้วจะท้าอะไรได้?” “ด้วยวิธีการของฮูหยิน โม่เชียนฝานในเวลานี ก็สร้าง เรื่องอะไรไม่ได้อยู่ดี” ทุกคนพลันสงบใจลงได้ แล้วจู่ๆ ก็มีแสงสายฟ้าแลบปลาบฉวัดเฉวียนแหวก อากาศเข้ามา ก่อนจะกลายมาเป็นร่างของโม่เชียน ฝาน “เอ๊ะ!”
โม่เชียนฝานหยุดชะงัก พอมองเห็นเรือรบล้าใหญ่สี เงินยวงและหญิงวัยกลางคนที่นั่งอยู่บนเรือก็ร้อง อุทานด้วยความตกใจ อิ่นสิงเยนใช้ปราณกระบี่ห่อหุ้มเนี่ยเทียน เดินอยู่บน ธารแสงที่ปริขยายของกระบี่แหวกเวหา รอจน สังเกตเห็นเรือยักษ์สีเงินยวงล้านั น หัวคิ วของอิ่นสิง เทียนก็ขมวดเป็นปมแน่น “เป็นเจ้าเองหรือนี่” “แปลกใจนักหรือ?” หญิงวัยกลางคนท่าทางสง่างาม กล่าวด้วยน ้าเสียงเบาสบาย “เกรงว่าพระราชวัง โบราณสะเก็ดดาวคงจะถูกตัดชื่อออกจากสี่ส้านัก เก่าแก่แน่แท้ กี่ปีมาแล้ว? ในที่สุดก็มีส้านักเก่าแก่แห่ง หนึ่งเสื่อมศักยภาพจ้าต้องถอยออกไปจากเวที พวก เรารอมานานกี่หมื่นปีแล้ว ในที่สุดก็รอจนได้พบ โอกาสนี แน่นอนว่าย่อมไม่ยอมปล่อยให้มันผ่านไป” “แล้วนับประสาอะไรกับที่พวกเราอยู่ติดกับ
พระราชวังโบราณสะเก็ดดาว จึงยิ่งง่ายที่พวกเราจะ รับเอาดินแดนของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวมา ครองแล้วสร้างความแข็งแกร่งให้ตัวเอง” เนี่ยเทียนเพ่งสมาธิมองหญิงวัยกลางคนผู้นั นก็พลัน รู้สึกได้ถึงภัยคุกคามอย่างรุนแรง “แดนเทพเจ้า! อย่างน้อยก็แดนเทพเจ้าช่วงต้น!” จู่ๆ เขาก็ไม่สามารถวิเคราะห์ขอบเขตที่แน่ชัดของ หญิงวัยกลางคนผู้นั นออกมาได้ในทันที ทว่าความรู้สึก ที่หญิงวัยกลางคนผู้นั นมอบให้เขา กลับน่ากลัวกว่าโม่ เชียนฝานเยอะมาก “พวกเจ้าคิดจะมาแทนที่พระราชวังโบราณสะเก็ด ดาวงั นรึ?” ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 42 บทที่ 1243 วังพิสุทธิ์เร้นลับ
“เจ้า ก็คือบุตรแห่งดวงดาวคนที่เจ็ดสินะ?” เส้นสายตาของหญิงวัยกลางคนผู้นั้นหันมามองเนี่ย เทียนด้วยท่าทางสนใจไม่น้อย “เจ้าไม่เลวเลย ตอนอยู่ในมหาสมุทรดาวมอดดับ สามารถเอาชนะเอ้าเฟยลี่หย่าแห่งเผ่าภูตผีปีศาจได้ ตอนอยู่สนามรบสุ้ยเมี่ยก็ได้สร้างคุณความชอบครั้ง ใหญ่ น่าเสียดายที่อำนาจของพระราชวังโบราณ สะเก็ดดาวเสื่อมถอยลงแล้ว เกรงว่าคงจะไม่มีดินแดน ให้เจ้ากลายเป็นนายแห่งดวงดาวได้อีกแล้ว” หยุดชะงักไปครู่ นางก็เอ่ยเกลี้ยกล่อมด้วยความหวังดี ว่า “เท่าที่ข้ารู้มา ทั้งสำนักห้าธาตุและลัทธิจิตตวิสุทธิ์ ต่างก็รู้สึกดีกับเจ้า เชื่อข้าสักคำ ละทิ้งตัวตนบุตรแห่ง ดวงดาวนี่ไปเสีย แล้วไปเข้ากับลัทธิจิตตวิสุทธิ์หรือ
สำนักห้าธาตุเถอะ ส่วนพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว ก็ให้ถือซะว่าเป็นเพียงประสบการณ์ช่วงหนึ่งในชีวิต อะไรที่ควรลืมก็ลืมมันไปซะ” “เจ้าเป็นใคร? แค่ประโยคเดียวของเจ้า ข้าก็ควรต้อง ทอดทิ้งสำนักงั้นรึ?” เนี่ยเทียนกล่าวเสียงเย็น โม่เชียนฝานและอิ่นสิงเทียนสองคนที่พอปรากฏตัวใน พื้นที่นี้ก็มองประเมินสถานการณ์โดยรอบ ครั้นจึงเห็น ว่าจู่กวางเหย้า ซินฉิงและหันหว่านหรงต่างก็ถูกกักตัว อยู่ การจู่โจมในแต่ละครั้งของจู่กวางเหย้าล้วนต้องถูก คลื่นพลังอันยิ่งใหญ่ไพศาลของเรือยักษ์สีเงินยวง กำราบเอาไว้ ยากที่จะสลัดให้หลุดพ้น คนทั้งสองมองตากันแล้วเงียบไปคล้ายกำลังใคร่ครวญ ถึงข้อเสนอแนะของหญิงวัยกลางคนผู้นั้นอย่างจริงจัง “เนี่ยเทียน…”
โม่เชียนฝานลังเลอยู่ครู่หนึ่งก็กล่าวอย่างเกรงใจว่า “ดู จากสถานการณ์ในเวลานี้ หากเจ้าตัดขาด ความสัมพันธ์กับพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว ไม่ยื่น มือเข้าแทรกเรื่องของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวอีก ก็ถือว่าเป็นการตัดสินใจที่ชาญฉลาดไม่น้อย ดินแดน ดวงดาวสิบสามแห่งที่เป็นของเจ้าสามารถตั้งตนเป็น อิสระ และหากเจ้ายังคงความเป็นมิตรกับลัทธิจิตต วิสุทธิ์และสำนักห้าธาตุเอาไว้ ก็ย่อมมีประโยชน์ต่อ การพัฒนาของเจ้าเอง” “เป็นเช่นนี้จริง” อิ่นสิงเทียนพยักหน้ารับอย่าง เชื่องช้า ไม่ว่าโม่เชียนฝานหรืออิ่นสิงเทียนต่างก็มองออกว่า สถานการณ์ได้เปลี่ยนไปแล้ว ตอนนี้จี้ชางและโม่เหิงไปอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ ฉู่รุ่ยเองก็ถู กปิงกู่ต้าจุนกักตัวเอาไว้ ซ้ำหลัวว่านเซี่ยงยังแอบคบ
ค้าสมาคมกับเผ่าอสูรกายลับๆ ดินแดนดวงดาวทั้งสิบ สามแห่งในนามของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวต่าง ก็เกิดปัญหาความวุ่นวาย พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวที่มีปัญหาทั้งในและนอก ไม่เหลือพละกำลังจากผู้แข็งแกร่งให้ไปกำราบความ วุ่นวาย เนี่ยเทียนที่อยู่ภายในมีแต่จะถูกมะรุมมะตุ้ม ไปด้วยปัญหา เนี่ยเทียนตะลึงงัน “ไม่เสียแรงที่เป็นเจ้าสำนักอสนีสวรรค์ มองเหตุการณ์ ได้ทะลุปรุโปร่งยิ่งนัก” หญิงวัยกลางคนลุกขึ้นยืนช้าๆ นางที่พอยืนขึ้น เรือนกายกลับสูงมาก ตอนที่นางเดิน มาหัวเรือ เอวและสะโพกที่ยักย้ายนั่นทำให้คนมองอด คิดไปไกลไม่ได้ ทว่าสีหน้าเย่อหยิ่งเย็นชาของนางกลับกระตุ้นใช้ผู้ชาย อยากจะปราบพยศ
แดนเอตทัคคะทั้งเจ็ดท่านต่างก็ก้มหน้าลง ไม่กล้า แม้แต่จะเหลือบตามองนาง นางเดินมาหยุดอยู่หน้าเรือยักษ์สีเงินยวง มองจู่กวาง เหย้า ซินฉิงและหันหว่านหรงก่อนครั้งหนึ่ง แล้วก็พูด ขึ้นว่า “เห็นแก่หน้าของผู้อาวุโสโม่และผู้เฒ่า ประหลาดอิ่น เจ้าเนี่ยเทียนสามารถจากไปได้ตั้งแต่ ตอนนี้ และข้าก็รับรองว่าดินแดนพงฟ้า ดินแดน ปราการดวงดาวและดินแดนดาวตกที่อยู่ในนามของ เจ้า วังพิสุทธิ์เร้นลับของเราจะไม่ไปแตะต้องเด็ดขาด” “แต่ว่า สำนักอื่นจะปฏิบัติกับเจ้าอย่างไร วังพิสุทธิ์ เร้นลับมิอาจให้การรับรองได้” “เงียบ!” กล่าวจบ นางก็หันไปถลึงตาใส่จู่กวางเหย้าที่ดิ้นรนอยู่ ตลอดเวลาด้วยความหงุดหงิด เข็มเงินนับหมื่นเล่มที่สาดพรูดั่งสายฝนถูกนางปล่อย
เข้าใส่จุดที่จู่กวางเหย้าอยู่ เข็มเงินทุกเล่มเหมือนมีจิตสำนึกเป็นของตัวเอง พวก มันสลับและจัดเรียงกันอยู่กลางอากาศ พริบตาเดียวก็ กลายมาเป็นค่ายกลลี้ลับเกินจะหยั่งหลายร้อยชนิด แสงศักดิ์สิทธิ์สีเงินประหนึ่งพลังแห่งเทพที่ฟ้า ประทานซึ่งพุ่งเข้ามารวมกัน แสงดวงอาทิตย์ร้อนแรงของจู่กวางเหย้าถูกแสง ศักดิ์สิทธิ์สีเงินยวงโจมตีจนแหลกสลาย แดน เอตทัคคะที่เขาเรียกออกมาพลันเกิดรูเข็มนับหมื่นรู แม้แต่เรือนกายเขาก็ยังมีหยดเลือดหลายหยดซึม ออกมา สีหน้าของจู่กวางเหย้าเปลี่ยนมาเป็นอิดโรยทันที “แสงศักดิ์สิทธิ์ชำระฟ้า!” อิ่นสิงเทียนคำรามเบาๆ สีหน้าของเขาที่มองไปยังเข็ม เงินดารดาษเหล่านั้นฉายความเคร่งเครียดอย่างน่า
ประหลาดใจ กายธรรมแห่งเทพของโม่เชียนฝานถูกหุบเก็บอย่าง เงียบเชียบ กลายมาเป็นเรือนกายที่แท้จริงของเขาเอง คล้ายกังวลว่าเข็มเงินเหล่านั้นจะแทงเข้ามายังกาย ธรรมแห่งเทพ ทำให้กายธรรมแห่งเทพของเขา เสียหาย หลังคำว่า “เงียบ” สิ้นสุดลง จู่กวางเหย้าก็ว่าง่าย กว่าเดิมเยอะมาก เขา ซินฉิง และหันหว่านหรงต่างก็ มองไกลๆ มายังเนี่ยเทียนด้วยท่าทางอ่อนเพลีย พวกเขาเหมือนจะกำลังตะโกนพูดอะไรบางอย่าง แต่ กลับไม่มีเสียงใดๆ เล็ดรอดออกมาได้ “วังพิสุทธิ์เร้นลับ!” และเวลานี้เอง ในสมองของเนี่ยเทียนก็มีความทรงจำ เกี่ยวกับสำนักนี้ผุดขึ้นมา ในดินแดนของเผ่ามนุษย์ นอกจากสี่สำนักเก่าแก่แล้ว
ก็มีสำนักและกลุ่มอิทธิพลที่แข็งแกร่งอยู่น้อยมาก ทว่าสำนักที่มีแดนเทพเจ้านั่งบัญชาการณ์ซึ่งเป็นรองสี่ สำนักเก่าแก่นั้นกลับมีชื่อเสียงเลื่องระบือ ในอดีตเมื่อนานมาแล้ว วังเหน็บหนาว สำนักกำเนิดห ยาง รวมถึงสำนักกระบี่เมฆาคล้อย สำนักเทพสวรรค์ ของจางฉี่หลิง และสำนักเวทโบราณของลี่ว่านฝ่าต่าง ก็เคยเป็นสำนักที่มีแดนเทพเจ้าปรากฏขึ้นใน ประวัติศาสตร์ ทว่าในยุคปัจจุบัน สำนักเหล่านี้กลับไม่มีแดนเทพเจ้า อยู่ ด้วยเหตุนี้ ถึงแม้ว่าสำนักกระบี่เมฆาคล้อย สำนักเทพ สวรรค์และสำนักเวทโบราณจะมีรากฐานลึกล้ำ แม้จะ มีแดนเอตทัคคะช่วงท้ายจำนวนมาก แต่ก็ยังเป็นรอง อยู่ระดับหนึ่ง ทว่าวังพิสุทธิ์เร้นลับนั้นกลับต่างออกไป
เกือบหนึ่งแสนปีที่ผ่านมา เจ้าวังทุกรุ่นของวังพิสุทธิ์ เร้นลับล้วนเป็นแดนเทพเจ้าทั้งหมด! เจ้าวังสามรุ่นต่างก็เลื่อนสู่แดนเทพเจ้า นี่จึงทำให้วัง พิสุทธิ์เร้นลับเป็นเป็นหนึ่งในสำนักที่อยู่เหนือสุดของ เผ่ามนุษย์ซึ่งรองแค่สี่สำนักเก่าแก่เท่านั้น! ว่ากันว่า เจ้าวังของวังพิสุทธิ์เร้นลับรุ่นนี้อย่างอวี๋ซู่อิง จมจ่อมอยู่ในแดนเทพเจ้าช่วงต้นมานานหลายปี มี ความหวังว่าจะเลื่อนสู่แดนเทพเจ้าช่วงกลางได้ในอีก ไม่นาน นางยังมีศิษย์น้องคนหนึ่งที่ช่วงนี้ก็มีหวังจะเลื่อนสู่ แดนเทพเจ้าได้เช่นกัน หากนางฝ่าทะลุขอบเขต และศิษย์น้องของนางก็ฝ่า ทะลุขอบเขตได้เช่นกัน วังพิสุทธิ์เร้นลับก็จะมีแดน เทพเจ้าสองคน นี่จึงทำให้พลังของวังพิสุทธิ์เร้นลับพุ่ง สู่ระดับสูงสุดเท่าที่เคยมีมาในประวัติการณ์
มีแดนเทพเจ้ามาทั้งสามรุ่น ซ้ำรุ่นนี้ยังอาจจะมีแดน เทพเจ้าสองคนถือกำเนิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน! ถึงขั้นที่ว่าวังพิสุทธิ์เร้นลับอาจขึ้นมาเป็นสำนักเก่าแก่ ที่สุดของเผ่ามนุษย์ที่ทัดเทียมได้กับสี่สำนักเก่าแก่ “ที่แท้ก็วังพิสุทธิ์เร้นลับนี่เอง” เนี่ยเทียนพลันกระจ่างแจ้ง เมื่อมาลองคิดดูก็เข้าใจว่า วังพิสุทธิ์เร้นลับมีพื้นที่ติดต่อกับพระราชวังโบราณ สะเก็ดดาว หากอำนาจของพระราชวังโบราณสะเก็ด ดาวถดถอย ก็เป็นเรื่องง่ายที่วังพิสุทธิ์เร้นลับจะฉวย โอกาสลุกผงาดขึ้นมา “เจ้าสำนักอวี๋ ข้ามีเรื่องอยากจะถามหน่อย” โม่เชียน ฝานกล่าว หลังจากที่อวี๋ซู่อิงกำราบให้จู่กวางเหย้าสงบนิ่งได้แล้ว มือที่ขาวเรียวราวหยกเนื้อดีก็คว้าจับ “แสงศักดิ์สิทธิ์ ชำระฟ้า” นั้นมา กระทั่งแสงศักดิ์สิทธิ์ชำระฟ้าหาย
เข้าไปด้านหลังนางราวสกุณาที่กลับคืนรัง เบื้องหลังของนางคล้ายมีพื้นที่หนึ่งที่มองไม่เห็นมา รองรับ “แสงศักดิ์สิทธิ์ชำระฟ้า” ทั้งหมดไปไว้ “โปรดพูด” นางเอ่ยเรียบๆ “นอกจากวังพิสุทธิ์เร้นลับของพวกเจ้าแล้ว ยังมีสำนัก อื่นอีกหรือไม่ที่คิดจะเข้ามาแทนที่พระราชวังโบราณ สะเก็ดดาว?” โม่เชียนฝานเอ่ยเสียงหนัก อวี๋ซู่อิงพยักหน้ารับ “สำนักที่รอโอกาสซึ่งพันปียากจะ พานพบอย่างวังพิสุทธิ์เร้นลับเรา ย่อมไม่ปล่อยให้ โอกาสผ่านไป ดินแดนมากมายภายใต้การครอบครอง ของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวมีทรัพยากรอุดม สมบูรณ์ วังพิสุทธิ์เร้นลับไม่สามารถยึดเอามาได้ ทั้งหมด เกรงว่าคงต้องแบ่งออกมาบางส่วน” อิ่นสิงเทียนเองก็ถามว่า “วังเหน็บหนาวและสำนัก อื่นๆ ทรยศพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวในเวลา
เดียวกัน เป็นฝีมือของพวกเจ้าที่แอบบงการอยู่ลับๆ หรือไม่?” “ไม่ใช่ทั้งหมด” อวี๋ซู่อิงตอบอย่างตรงไปตรงมา “ยังมีใครอีก?” อิ่นสิงเทียนถามอีกครั้ง “บางฝ่ายก็ไม่รู้จัก บางฝ่ายรู้จักแต่ไม่สะดวกจะบอก” ในเรื่องนี้ อวี๋ซู่อิงกลับปิดปากแน่นสนิท “พูดได้แค่ว่า ทางฝ่ายของดินแดนหุบน้ำแข็งนี้ วังเหน็บหนาวของ พวกเรามีการตกปากรับคำบางอย่าง” “เข้าใจแล้ว” โม่เชียนฝานพยักหน้ารับ อิ่นสิงเทียนเงียบงันไม่พูดอะไรอีก ส่วนอวี๋ซู่อิงนั้นหันไปมองเนี่ยเทียนด้วยสายตาเรียบ เฉย รอการตัดสินใจจากเขา เนี่ยเทียนขมวดคิ้วเป็นปมแน่น มองออกว่า ไม่ว่าจะเป็นโม่เชียนฝานหรืออิ่นสิงเทียน
ต่างก็รู้สึกว่าหากเขาออกมาจากพระราชวังโบราณ สะเก็ดดาว กลับจะมีประโยชน์ต่อการพัฒนาและ ความแข็งแกร่งของตัวเขาเองในวันข้างหน้ามากกว่า แล้วก็เห็นได้ชัดว่าทั้งโม่เชียนฝานและอิ่นสิงเทียนต่าง ก็ไม่มั่นใจนักว่าจะเอาชนะอวี๋ซู่อิงได้ “ดินแดนหุบน้ำแข็งเล็กๆ มีปิงกู่ต้าจุน มีฉู่รุ่ย หลัว ว่านเซี่ยง มหาราชาเผ่าอสูรกายแล้วก็อวี๋ซู่อิงแห่งวัง วังพิสุทธิ์เร้นลั…” เนี่ยเทียนใคร่ครวญอยู่กับตัวเอง ก่อนจะมองไปยังจู่ กวางเหย้า ซินฉิงและหันหว่านหรงอีกครั้ง จากสีหน้าของคนทั้งสาม เขามองออกถึงความจนใจ และขมขื่น ดูเหมือนว่าคนทั้งสามจะได้ยินบทสนทนา ของพวกเขาแล้วก็คงคิดไปแล้วว่าเนี่ยเทียนจะต้อง เลือกตัดสินใจด้วยวิธีที่ฉลาดที่สุด ใช่แล้ว มีโม่เชียนฝานและอิ่นสิงเทียนคอยติดตาม
และยังมีผู้แข็งแกร่งอย่างบุตรวิญญาณโลหิต เซี่ย เชียน ฯลฯ คอยหนุนหลัง บางทีหลังจากนี้ก็อาจจะ เอาลี่ว่านฝ่าและจางฉี่หลิงมาเป็นพวกได้อีกด้วย ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ พลังที่เขาควบคุมอยู่ในมือ เหนือเกินกว่าบุตรแห่งดวงดาวคนใดๆ ทั้งยัง เหนือกว่ารองเจ้าตำหนักด้วยซ้ำ แล้วจะยังต้องมาพัวพันกับปัญหาของพระราชวัง โบราณสะเก็ดดาวไปอีกทำไม? พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวที่สูญเสียจี้ชางและโม่ เหิง ฉู่รุ่ยถูกกักขัง และยังมีหลัวว่านเซี่ยงที่ทรยศต่อ สำนัก ซ้ำยังถูกสำนักอย่างวังพิสุทธิ์เร้นลับร่วมมือกัน เล่นงาน ดินแดนดวงดาวภายใต้การปกครองหลาย แห่งเกิดปัญหาวุ่นวาย ศักยภาพถดถอยลงอย่างเห็น ได้ชัด หันหว่านหรงถอนหายใจหนึ่งที ก่อนจะค่อยๆ
หลับตาลง คล้ายรู้แล้วว่าเนี่ยเทียนกำลังจะจากไป ไปจากดินแดนหุบน้ำแข็ง แล้วก็ไปจากพระราชวัง โบราณสะเก็ดดาวที่มีแต่ความวุ่นวาย “ไปเถอะ ที่เจ้าตัดสินใจนั้นถูกต้องแล้ว สำนักในวันนี้ ยากจะปกป้องเจ้าได้อีก ยากที่จะทำให้เจ้าเดินไปสู่ แดนเทพเจ้า มีแต่จะหน่วงรั้งเจ้า เป็นตัวขัดอนาคต เจ้าเท่านั้น จากไปแล้ว อนาคตถึงจะสดใส เจ้าถึงจะ เดินไปได้ไกลยิ่งกว่าเดิม” หันหว่านหรงคิดอยู่กับ ตัวเองเงียบๆ ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 42 บทที่ 1244 ดื้อดึงไม่โงหัว
สนามรบในทางช้างเผือกเงียบสงัดอย่างน่าประหลาด ใจ ผู้อาวุโสของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวอย่างจู่กวาง เหย้า ซินฉิง หันหว่านหรงและคนในสำนักต่างก็ถูก กำราบเอาไว้ ยากจะสลัดหลุดพ้น เพราะคำพูดประโยคนั้นของอวี๋ซู่อิง ผู้ฝึกลมปราณ จากสิบกว่าสำนักในดินแดนหุบน้ำแข็งจึงไม่ได้เรียก เอาอาวุธวิเศษออกมาหรือจัดวางค่ายกลสังหารอีก พวกเขาเองก็กำลังรอการตัดสินใจของเนี่ยเทียนอยู่ เช่นกัน ตัวเนี่ยเทียนเองนั้นไม่มีอะไรที่พวกเขาจะต้อง หวาดกลัว
แต่โม่เชียนฝานที่เป็นแดนเทพเจ้าและอิ่นสิงเทียนที่มี ชื่อเสียงเลื่องลือในดินแดนเผ่ามนุษย์มานานหลายปี กลับเป็นบุคคลที่รับมือได้ยากยิ่ง หลากหลีกเลี่ยงการต่อสู้กับโม่เชียนฝานและอิ่นสิง เทียนได้ย่อมเป็นเรื่องที่ดีที่สุด บวกกับที่เนี่ยเทียนมีความสัมพันธ์กับลัทธิจิตตวิสุทธิ์ และสำนักห้าธาตุอย่างลึกซึ้ง หากต้องมาตายด้วย น้ำมือพวกเขาจริงๆ วันหน้าลัทธิจิตตวิสุทธิ์และสำนัก ห้าธาตุจะมาเอาผิดกับพวกเขาหรือเปล่า? ด้วยความกังวลหลากหลายประการ พวกเขาจึงเริ่ม เงียบเสียง รอฟังการตัดสินใจของเนี่ยเทียน “เปรี๊ยะ!” เสียงดังใสแจ๋วเสียงหนึ่งดังออกมาจากในร่างผู้ฝึก ลมปราณแดนว่างเปล่าช่วงต้นคนหนึ่งของพระราชวัง โบราณสะเก็ดดาว
ผู้ฝึกลมปราณคนนั้นถูกพลังเย็นเยียบแทรกซอนเข้า ไปทีละน้อย จนในที่สุดกระดูกที่จับตัวเป็นน้ำแข็ง…ก็ แตกออก เขาเปล่งเสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด เสียงร้องที่ดังขึ้นไม่ถูกเวลาของเขาฟังสะดุดหูมากเป็น พิเศษในสนามรบที่เงียบสงัดเช่นนี้ เส้นสายตาของเนี่ยเทียนที่หันขวับไปมองเขาดุจแสง กระบี่ที่คมวาวชวนพรั่นพรึง “อู้! อู้ๆๆ!” ไข่มุกวิญญาณมืดพลันถูกเขาปลดปล่อยออกมา ทวย เทพแห่งความชั่วร้ายทั้งห้าร้องคำราม กระแสคลื่น ของปราณอสูรซัดตลบอบอวลออกมาอย่างดุร้าย เกราะมังกรเพลิงที่สวมอยู่บนร่างก็มีเปลวเพลิงลุก ท่วม
“ออกมา!” กระดูกท่อนยาวของสัตว์ยักษ์มวลดาราที่ถูกเก็บไว้ใน แหวนเก็บของมานานถูกเขาบังคับเรียกออกมาด้วย มองดูเหมือนทวนยาวที่ทอดนอนขวางอยู่ตรงหน้าอก ของเขา “ไม่ว่าอย่างไรข้าก็จำเป็นต้องยืมใช้พลังของเจ้า!” กระแสจิตวิญญาณกลุ่มหนึ่งของเนี่ยเทียนถูกส่งเข้าไป ในท่อนกระดูก พยายามที่จะติดต่อกับจิตสำนึกที่ ยิ่งใหญ่ไพศาลซึ่งคล้ายจะฟื้นตื่นอยู่ในท่อนกระดูกขุม นั้นให้ได้ เขาใช้การกระทำมาป่าวประกาศการตัดสินใจของเขา! “ดื้อดึงไม่เข้าเรื่อง!” สายตาของอวี๋ซู่อิงแห่งวังพิสุทธิ์ เร้นลับเปลี่ยนมาเป็นเย็นเยียบในฉับพลัน กล่าวอย่าง ไม่สบอารมณ์ว่า “ข้อดีก็พูดให้ฟังไปหมดแล้ว แต่กลับ ยังจะดึงดันตัดสินใจโง่ๆ เช่นนี้ บุตรแห่งดวงดาวคนที่
เจ็ดมีดีก็เพียงแค่นี้เอง สมองคงคิดไม่เป็นสักเท่าไหร่” “วังพิสุทธิ์เร้นลับใช่ไหม?” เนี่ยเทียนแสยะยิ้ม “ด้วย รากฐานของวังพิสุทธิ์เร้นลับเจ้า เป็นเพียงงูคิดจะ เขมือบช้าง ข้าว่าเจ้าต่างหากที่ไม่รู้จักใช้สมองคิด!” “หุบปาก!” เหล่าผู้แข็งแกร่งแดนเอตทัคคะของวังพิสุทธิ์เร้นลับ พลันเดือดดาล ปราณยิ่งใหญ่ไพศาลหลายขุมที่พากันทะยานสูงสู่นภา กาศระเบิดตูมออกมาจากในร่างของพวกเขา เพียงแค่ ผู้ฝึกลมปราณเจ็ดคนเดินออกมาครึ่งก้าวก็มี มหาสมุทรพลังวิญญาณหลากหลายธาตุท่วมท้นกลบ ทับเนี่ยเทียน “แล้วพวกเจ้าล่ะ?” อวี๋ซู่อิงไม่ได้สนใจเนี่ยเทียนสัก เท่าไหร่นัก กลับหันมามองโม่เชียนฝานและ อิ่นสิงเทียนแทน “เจ้าเด็กนี่มีค่ามากพอให้พวกเจ้า
ทุ่มเทชีวิตงั้นหรือ? พวกเจ้าย่อมต้องเข้าใจดีอยู่แล้วว่า ต่อให้พวกเจ้าสองคนร่วมมือกันก็ไม่สามารถ เปลี่ยนแปลงผลลัพธ์อะไรได้” โม่เชียนฝานกล่าวอย่างเคร่งขรึม “เนี่ยเทียนช่วยให้ ข้าเลื่อนสู่แดนเทพเจ้า ข้าเคยตั้งคำสัตย์สาบานไว้แล้ว ว่า สำนักอสนีสวรรค์และตระกูลโม่จะช่วยเหลือเขา อย่างสุดความสามารถ” อิ่นสิงเทียนนิ่งคิดไปครู่หนึ่งก็กล่าวขึ้นว่า “ข้าจะเลื่อน สู่แดนเทพเจ้าได้หรือไม่ เขาคือกุญแจสำคัญ หากไม่ เลื่อนสู่แดนเทพเจ้า สามหมื่นปีที่อยู่มานี้ก็ถือว่าข้ามี ชีวิตเสียเปล่า” ดวงตาของอวี๋ซู่อิงมีประกายของความแปลกใจพุ่ง ผ่าน “เขาเนี่ยนะ? เขาน่ะหรือที่ทำให้พวกเจ้าคนหนึ่ง เลื่อนสู่แดนเทพเจ้าได้สำเร็จ ส่วนอีกคนหนึ่งก็ฝาก ความหวังทั้งหมดไว้ที่ตัวเขา?”
โม่เชียนฝานและอิ่นสิงเทียนพยักหน้ารับอย่างพร้อม เพรียงกัน “ข้าไม่เชื่อ” อวี๋ซู่อิงแค่นเสียงเย็น “ไป!” และเวลานี้เอง ไข่มุกวิญญาณมืดที่ส่องแสงสีเขียวรุบรู่ ก็พาทวยเทพแห่งความชั่วร้ายทั้งห้าพุ่งตรงไปยังพื้นที่ ที่พวกจู่กวางเหย้าถูกกักตัวอยู่ รอบๆ พื้นที่นั้นมีลูกน้ำแข็ง กระบี่น้ำแข็ง ค่ายกลที่ ประกอบจากเสาน้ำแข็งและเขตอาคมพลังความเย็นสี ขาวนวลหลากหลายชนิดโอบล้อมเต็มแน่น นั่นคือการป้องกันที่ผู้แข็งแกร่งจากหลายสำนักใน ดินแดนหุบน้ำแข็งร่วมแรงกันสร้างขึ้นมาเพื่อรับมือ กับพวกจู่กวางเหย้า “โฮกๆๆ! โฮก!”
ทวยเทพแห่งความชั่วร้ายร้องคำรามเดือดดาล เรือน กายมีเลือดเนื้อที่ใหญ่โตของพวกมันฉีกทึ้งเขต ปราการทั้งหลาย โจมตีโถมทำลายลูกน้ำแข็ง กระบี่ น้ำแข็ง แท่งน้ำแข็งและค่ายกลที่ประกอบจากเสา ผลึกใส “เพล้ง! ตูมๆๆ!” แสงผลึกใสเยียบเย็นปะปนไปด้วยกากน้ำแข็งสาด กระเซ็นไปสี่ทิศ “ปราณแห่งความชั่วร้ายที่เก่าแก่ยิ่งนัก” อวี๋ซูอิงตกใจ เล็กน้อย นางจ้องมองทวยเทพแห่งความชั่วร้ายทั้งห้า อยู่ไม่กี่วินาทีก็พึมพำเบาๆ ว่า “ต้าจุนของเผ่าอสูร กาย ข้าเคยเจอมาหลายคน แต่บนร่างของพวกเขาไม่ มีปราณอสูรที่ทั้งชั่วร้ายและข้นบริสุทธิ์อย่างนี้ แต่ ปราณเช่นนี้กลับเกิดขึ้นบนร่างของหุ่นเชิดที่มีเลือด เนื้อ แปลก แปลกจริงๆ…”
“พลังชีวิตแข็งแกร่ง กระตุ้นพลังแฝง! ผสานรวมพลัง ชีวิต!” พรสวรรค์ทางสายเลือดแต่ละอย่างถูกเนี่ยเทียน กระตุ้นใช้ เรือนกายที่เดิมทีก็แข็งแกร่งบึกบึนมากอยู่ แล้วของเขาพลันเกิดการแปรเปลี่ยน กลายมาเป็น เหมือนทวยเทพบรรพกาลร่างย่อส่วนที่เปี่ยมล้นไป ด้วยพลานุภาพน่าครั่นคร้าม “เปรี๊ยะๆๆ!” ในท่อนกระดูกของสัตว์ยักษ์มวลดาราเหมือนจะมีเยื่อ เลือดชั้นหนึ่งระเบิดแตกเสียงดังดั่งเสียงจุดประทัด ครั้นแล้วแสงเลือดสีชาดแดงฉานก็พลันหลั่งรินอยู่ใน ท่อนกระดูกผลึกใสดั่งกระแสเปลวเพลิง ปราณแห่งความน่ากลัวของสัตว์ยักษ์มวลดาราผู้ซึ่ง เคยเป็นผู้อยู่เหนือสุดของห่วงโซ่อาหารในยุคดั้งเดิม ค่อยๆ ก่อกำเนิดขึ้นมาในท่อนกระดูก!
ดวงตาของอวี๋ซู่อิงฉายความประหลาดใจอีกครั้ง! “สวบ!” เนี่ยเทียนโคจรพลังสายเลือด แก่นเลือดในหัวใจเดือด พล่าน ครั้นแล้วจึงจ้วงท่อนกระดูกยาวเหยียดของ สัตว์ยักษ์มวลดาราแทงเข้าไปยังค่ายกลน้ำแข็งที่ผู้ แข็งแกร่งมากมายในดินแดนหุบน้ำแข็งร่วมกันสร้าง ไว้ แสงสีเลือดแดงฉานเส้นหนึ่งไหลทะลักทลายแทรก ซอนเข้าไปอย่างบ้าคลั่ง ตอนที่แสงเลือดสีแดงสดนั้นทะลักเข้ามา ค่ายกล น้ำแข็งโบราณ แท่งน้ำแข็ง อาวุธวิเศษเยือกเย็น คาถา พลังความเย็นอันมหัศจรรย์ต่างๆ นานาพากันเปลี่ยน มาเป็นเปราะบางราวกระดาษแผ่นหนึ่ง ค่ายกลระเบิดแตก อาวุธวิเศษหล่นร่วงดังเคร้งคร้าง เวทลับความเย็นสุดขั้วก็กลายมาเป็นไอหมอกที่สลาย
คืนกลับสู่ฟ้าดินแถบนี้อีกครั้ง แสงสีเลือดแปรเปลี่ยนไปอย่างต่อเนื่อง คล้ายกลาย มาเป็นเงามหึมาน่าหวาดกลัวที่สามารถกลืนกิน อาณาจักรทั้งผืน ชุบหลอมธารฟ้า โบยบินอยู่ในห้วง อวกาศ เมื่อเงามหึมานั้นก่อตัวขึ้น ไม่เพียงแต่ผู้ฝึกลมปราณ ของดินแดนหุบน้ำแข็งเท่านั้น แม้แต่อวี๋ซู่อิง โม่เชียน ฝานและอิ่นสิงเทียนก็เกิดความกระวนกระวายไม่เป็น สุขตามสัญชาตญาณ “ปราณขุมนี้…” หุบน้ำแข็งที่อยู่ห่างไปไกล ปิงกู่ต้าจุนแห่งเผ่าโครง กระดูกพลันตัวสั่นสะท้าน ความหวาดกลัวที่นาบ ประทับอยู่ในจุดลึกของสายเลือดถูกปลุกให้ฟื้นตื่นทัน ควัน นั่นคือความหวาดกลัวที่ฝังรากลงลึกไปถึงกลางใจ!
“น่ากลัว! ช่างเป็นปราณที่น่ากลัวยิ่งนัก!” เวลา เดียวกันนั้น เค่อไหลซือเท่อที่กำลังไล่ตามหาพวกเนี่ย เทียนก็หนังตากระตุกถี่ยิบ แก่นเลือดแต่ละหยดใน ร่างคล้ายกำลังร้องอุทานด้วยความหวาดหวั่น “ปราณขุมหนึ่งที่น่ากลัวมาก ทั้งยังยิ่งใหญ่น่ากริ่ง เกรงอย่างยิ่ง” หลัวว่านเซี่ยงขมวดคิ้ว สายตาทอดไป เบื้องหน้าราวกับจะข้ามผ่านนภากาศไปเห็นจุดที่อยู่ ไกลแสนไกล “ใครกันนะ?” “ไม่ใช่ใครทั้งนั้น!” สีหน้าของเค่อไหลซือเท่อซีดขาว เล็กน้อย “ต้าจุนของเผ่าข้า เทพบรรพกาลระดับสิบ ของเผ่าวิญญาณโบราณ มังกรยักษ์หรือสัตว์โบราณก็ ล้วนไม่สามารถทำให้ข้าเกิดความรู้สึกเช่นนี้ได้ ความรู้สึกเช่นนี้คือความกลัวเมื่อต้องเผชิญกับศัตรู ทางธรรมชาติ!” “ข้าไม่เห็นรู้สึกอย่างนั้น” หลัวว่านเซี่ยงแค่นเสียงเย็น
“นั่นเป็นเพราะเจ้าคือเผ่ามนุษย์ ไม่มีการนาบประ ทับทางสายเลือด ในสมัยโบราณอันไกลโพ้น พวกเจ้า ไม่มีทางรู้ได้เลยว่าเคยมีสิ่งมีชีวิตที่น่ากลัวขนาดไหน ใช้ชีวิตอยู่” เค่อไหลซือเท่อตอกกลับเสียงเย็น หลัวว่านเซี่ยงตะลึงงัน แต่แล้วก็กระจ่างแจ้งในทันที “เจ้าจะหมายถึง สัตว์ยักษ์มวลดารา?” “นอกจากสัตว์ยักษ์มวลดาราในยุคดั้งเดิมแล้ว จะยังมี สิ่งใดที่เพียงแค่สัมผัสได้ถึงปราณของมันก็ทำให้พวก เราหวาดกลัวไม่เป็นสุขเช่นนี้ได้อีก?” ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 42 บทที่ 1245 ขับไล่ออกจากสำนัก
ดินแดนหุบน ้ำแข็ง เนื่องจำกเผ่ำมนุษย์ไม่มีตรำประทับทำงสำยเลือดจำก ยุคดั งเดิม ควำมรู้สึกจึงไม่เด่นชัดนัก ทว่ำเผ่ำวิญญำณโบรำณ หรือไม่ก็สัตว์วิเศษที่มี สำยเลือดของชนต่ำงเผ่ำหลงเหลืออยู่ในสำยเลือดต่ำง ก็สำมำรถสัมผัสได้ถึงปรำณน่ำหวำดกลัวที่ท้ำให้พวก มันตัวสั่นโดยสัญชำตญำณขุมนั นได้ สัตว์ผลึกเย็น สัตว์ผลึกน ้ำแข็ง สัตว์น ้ำแข็งลี ลับที่ แข็งแกร่งมำกมำยซึ่งอยู่ในอำณำจักรหนำวเย็นแต่ละ แห่ง… สัตว์ต่ำงเผ่ำเหล่ำนั นที่มีตรำประทับทำงจิตวิญญำณ ของเผ่ำสัตว์โบรำณซึ่งไม่ว่ำสำยเลือดจะอยู่ในระดับ
ไหน ไม่ว่ำจะอยู่ที่ไหนก็พำกันทรุดหมอบตัวสั่นอยู่กับ พื น ขอแค่เป็นสัตว์วิเศษที่มีระบบสำยเลือดของเผ่ำ วิญญำณโบรำณก็ล้วนเกิดควำมหวำดกลัวจำกตรำ ประทับทำงสำยเลือดทั งสิ น ผู้ฝึกลมปรำณหลำยคนของดินแดนหุบน ้ำแข็งเองก็ สังเกตเห็นเหตุกำรณ์ประหลำดนี สัตว์วิเศษบำงส่วนที่เดิมทีเป็นสัตว์เทพของส้ำนักพวก เขำ บัดนี สัตว์เทพเหล่ำนั นพำกันหมอบรำบ หอบ หำยใจฟืดฟำดอยู่กับพื น แม้แต่จะกระดุกระดิกตัวก็ ยังไม่กล้ำ และยังมีผู้ฝึกลมปรำณบำงคนที่ก้ำลังเข่นฆ่ำ ไล่ล่ำ สัตว์วิเศษประเภทนี อยู่ในพื นที่ต้องห้ำม สัตว์วิเศษแกร่งกร้ำวที่ท้ำให้พวกเขำปวดหัวกันอย่ำง ถึงที่สุด ระหว่ำงที่ต่อสู้กัน อยู่ดีๆ พวกมันก็ตัวสั่นเทิ ม
แล้วพริบตำเดียวก็เผ่นหนีไปไกล กลับไปหลบหดหัว อยู่ในรังของตัวเอง แล้วก็มีชนต่ำงเผ่ำบำงส่วนที่ก้ำลังติดต่อกับผู้ฝึก ลมปรำณในดินแดนหุบน ้ำแข็งอย่ำงลับๆ ในพื นที่ ห่ำงไกล บัดนี จุดไท่หยำง (จุดบริเวณหำงคิ วหรือขมับ) ของชน ต่ำงเผ่ำที่ระดับสำยเลือดค่อนข้ำงสูงเต้นกระตุกตุบๆ ไม่หยุด แต่ละคนพำกันเหลือบมองไปยังทิศทำงหนึ่ง ด้วยสีหน้ำซีดขำวโดยไม่ได้นัดหมำย พวกเขำไม่รู้ว่ำเกิดอะไรขึ น รู้แค่เพียงว่ำมุมใดมุมหนึ่ง ของดินแดนหุบน ้ำแข็ง จู่ๆ ก็มีสิ่งที่น่ำกลัวอย่ำงถึง ที่สุดเผยกำยออกมำ และดูเหมือนว่ำสิ่งมีชีวิตที่น่ำกลัวนั นจะจับพวกเขำ กินเป็นอำหำรนับตั งแต่ที่ถือก้ำเนิดขึ นมำ “นั่นมันอะไร? ท้ำไมแก่นเลือดของข้ำถึงสั่นไหว เกิด
ควำมหวำดกลัวโดยสัญชำตญำณเช่นนี ?” “ดินแดนหุบน ้ำแข็งมีใคร หรือสิ่งมีชีวิตใดที่ต่อให้อยู่ ห่ำงไกลโดยมีทำงช้ำงเผือกกำงกั นก็ยังท้ำให้ข้ำ หวำดกลัวได้เพียงนี ?” ชนต่ำงเผ่ำหลำยคนที่ซุ่มซ่อนตัวพำกันเดินออก มำแล้วรีบติดต่อสอบถำมไปยังส้ำนักที่มีกำรคบค้ำกับ พวกเขำ เพรำะอยำกรู้ว่ำเกิดเรื่องอะไรขึ นกันแน่ …… “เพล้ง!” ท่ำมกลำงแสงสีเลือดแดงฉำน ไม่ว่ำจะเป็นค่ำยกล น ้ำแข็ง อำวุธวิเศษเยียบเย็น หรือลูกผลึกน ้ำแข็ง ฯลฯ ที่ผู้แข็งแกร่งแดนว่ำงเปล่ำยอดฝีมือหลำยคนของ ดินแดนหุบน ้ำแข็งร่วมกันสร้ำงขึ นมำก็ล้วนถูกโจมตี จนระเบิดแตกกระจำย “ตูมๆๆ!”
พลังควำมเย็นสุดขั วที่กักขังพวกจู่กวำงเหย้ำเอำไว้ก็ ถูกฉีกทึ งจนแหลกลำญ ผลึกน ้ำแข็งที่เกำะอยู่บนพื นผิวเรือรบทำงช้ำงเผือกที่ ผุพังเสียหำยซึ่งเป็นของพระรำชวังโบรำณสะเก็ดดำว พำกันปริแตกออกเป็นกระบิ “เนี่ยเทียน!” สำยตำของหันหว่ำนหรงสำดประกำยแสงแห่งควำม ตะลึงระคนดีใจสุดขีด ทั งยังร้องเรียกตะโกนด้วย น ้ำเสียงปิติ ซินฉิงก็พลันฮึกเหิม “ไม่เสียแรงที่เป็นบุตรแห่งดวงดำวคนที่เจ็ดซึ่งผู้อำวุโส ใหญ่ให้ควำมส้ำคัญ และส้ำนักฝำกควำมหวังไว้ให้!” จู่กวำงเหย้ำกำงแขนแผดเสียงค้ำรำม ก่อนจะผสำน แขนสองข้ำงเข้ำด้วยกันจนกลำยเป็นวงกลม ดวงอำทิตย์ร้อนแรงดวงหนึ่งที่สำดแสงเจิดจ้ำไปทั ง
นภำกำศค่อยๆ ลอยขึ นสูง “สุริยำแรงฤทธิ์สำดแสง!” แสงอำทิตย์พร่ำแสบตำหลำยเส้นถูกปลดปล่อย ออกมำจำกดวงอำทิตย์ที่อยู่ในอ้อมแขนของเขำ หลอมละลำยพลังแห่งควำมเย็นเยียบที่หลงเหลือไป จนสิ น ผู้ฝึกลมปรำณแดนเอตทัคคะหลำยคนของดินแดนหุบ น ้ำแข็งที่ฝึกวิชำควำมเย็นพำกันถอยกรูดด้วยควำม หวำดผวำ สำยตำของพวกเขำแต่ละคนหันไปมองอวี๋ซู่อิงเจ้ำวัง พิสุทธิ์เร้นลับอย่ำงพร้อมเพรียงกัน ก่อนหน้ำนี คนที่สำมำรถสยบผู้อำวุโสทั งสำมท่ำนของ พระรำชวังโบรำณสะเก็ดดำวอย่ำงจู่กวำงเหย้ำ ซินฉิง และหันหว่ำนหรงได้อย่ำงแท้จริงก็คืออวี๋ซู่อิง เพียงแค่นำงโบกมือ แสงสีเงินที่สำดส่องออกมำจำก
เรือยักษ์สีเงินยวงก็ท้ำให้พวกจู่กวำงเหย้ำไร้เรี่ยวแรง ต้ำนทำนได้แล้ว ไม่มีอวี๋ซู่อิง ด้วยตบะและขอบเขตของพวกเขำ ต่อให้ อยู่ในดินแดนหุบน ้ำแข็งก็ไม่มีปัญญำจะก้ำรำบพวกจู่ กวำงเหย้ำเอำไว้ได้ จะอย่ำงไรซะจู่กวำงเหย้ำสำมคนก็เป็นผู้อำวุโสของ พระรำชวังโบรำณสะเก็ดดำว ซ ้ำยังเป็นแดน เอตทัคคะช่วงท้ำยกันทุกคน! เดิมทีนึกว่ำอวี๋ซู่อิงจะลงมือท้ำร้ำยจู่กวำงเหย้ำให้ บำดเจ็บสำหัส ท้ำให้จู่กวำงเหย้ำหมดควำมคิดที่จะ ต่อต้ำนอีกครั ง ทว่ำรอจนพวกเขำหันไปมองกลับพบว่ำอวี๋ซูอิงที่ อำภรณ์ปลิวไสวก้ำลังยืนเหม่อลอยอยู่บนเรือยักษ์สี เงินยวง ไม่รู้ว่ำก้ำลังคิดอะไรอยู่ แต่เห็นได้ชัดว่ำดวงตำของอวี๋ซู่อิงจ้องนิ่งอยู่ที่ร่ำงของ
เนี่ยเทียน คล้ำยก้ำลังครุ่นคิดอะไรอย่ำงลึกซึ ง “โฮก! อ๊ำก!” เสียงร้องค้ำรำมที่แตกต่ำงกันจำกทวยเทพแห่งควำม ชั่วร้ำยทั งห้ำดังกระหึ่มขึ นมำอีกครั ง มหำสมุทร อำรมณ์เชิงลบสุดโต่งห้ำชนิดประดุจพำยุฝนที่เท กระหน่้ำจำกแปดทิศ ผู้ฝึกลมปรำณแดนเอตทัคคะของดินแดนหุบน ้ำแข็ง เพียงแค่มองทวยเทพแห่งควำมชั่วร้ำยทั งห้ำ อำรมณ์ เชิงลบในใจก็ไต่ทะยำนขึ นอย่ำงมิอำจควบคุม รอจนพลังชั่วร้ำยของทวยเทพแห่งควำมชั่วร้ำยทั งห้ำ ระเบิดผ่ำนมหำสมุทรอำรมณ์เชิงลบออกมำอย่ำง แท้จริง ดวงตำของพวกผู้ฝึกลมปรำณดินแดนหุบ น ้ำแข็งก็เริ่มเปลี่ยนมำเป็นดุร้ำยชวนพิศวง “กำรก้ำรำบทำงสำยเลือด…” เนี่ยเทียนที่ใช้แก่นเลือดแห่งชีวิตชักน้ำจนพลังแห่ง
เลือดลมระเบิดปะทุพลุ่งพล่ำนถือท่อนกระดูกของ สัตว์ยักษ์มวลดำรำไว้ในมือ จิตก็ท้ำควำมเข้ำใจ แสงสี เลือดในดวงตำปำนประหนึ่งเปลวเพลิงที่ลุกโชน เขำสัมผัสได้ถึงพรสวรรค์ทำงสำยเลือดอย่ำงใหม่จำก ในท่อนกระดูก พรสวรรค์ทำงสำยเลือดที่เป็นของสัตว์ยักษ์มวลดำรำ เอง หนึ่งคือกำรก้ำรำบทำงสำยเลือด อีกหนึ่งคือ ดินแดนปริแตก! กำรก้ำรำบทำงสำยเลือดนั่นคือกำรที่สัตว์ยักษ์มวล ดำรำใช้สำยเลือดระดับสูงสุดของตัวเองข่มก้ำรำบผู้ที่ มีระดับสำยเลือดต่้ำกว่ำมันทุกคน! เผ่ำวิญญำณโบรำณ สัตว์ต่ำงเผ่ำ สิ่งมีชีวิตที่มี สำยเลือดทั งหมดแทบจะถูกสำยเลือดของมันก้ำรำบ ได้ทั งนั น หำกใช้กำรก้ำรำบทำงสำยเลือดเมื่อไหร่ สิ่งมีชีวิต
ทั งหมดในขอบข่ำยกว้ำงขวำงที่มีสำยเลือดพิเศษล้วน จะต้องตัวสั่นตำมสัญชำตญำณ มิอำจปลดปล่อยพลัง ทำงสำยเลือดออกมำได้อย่ำงเต็มที่ กำรก้ำรำบทำงสำยเลือดจะถูกกระตุ้นอยู่ในท่อน กระดูกของสัตว์ยักษ์มวลดำรำ และหำกกระตุ้นได้ ส้ำเร็จ ขอแค่เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีระบบสำยเลือดก็จะต้อง ถูกจ้ำกัดพลังในทันที! เทพยักษ์ค ้ำฟ้ำ สัตว์เทพ มังกรยักษ์สำยเลือดระดับ สิบ ต้ำจุนชนต่ำงเผ่ำสำยเลือดระดับสิบ เมื่ออยู่ ภำยใต้พรสวรรค์ข้อนี พลังในกำรต่อสู้ที่แท้จริงจะถูก กดก้ำรำบลงไปหนึ่งส่วน ส่วนผู้ที่มีสำยเลือดระดับเก้ำ จะถูกก้ำรำบสองส่วน และจะอนุมำนตำมเกณฑ์นี ไปเรื่อยๆ หลังจำกพรสวรรค์กำรก้ำรำบทำงสำยเลือดระเบิดขึ น ต่อให้ปิงกู่ต้ำจุนมำเยือนด้วยตัวเอง สำยเลือดของเขำ
ก็จะถูกข่มลงไปหนึ่งส่วน ไม่สำมำรถส้ำแดงพลังสูงสุด ออกมำได้ เค่อไหลซือเท่อแห่งเผ่ำอสูรกำยที่สำยเลือดยังไม่ทะลุ ฝ่ำพันธนำกำร ยังไม่เลื่อนสู่ระดับสิบ ด้วยพลังของ มหำรำชำระดับเก้ำ พลังกำรต่อสู้ของเขำจะถูก ลดทอนลงไปถึงสองส่วน! นี่คือพรสวรรค์ทำงสำยเลือดที่น่ำกลัวอย่ำงถึงที่สุด ส่วนพรสวรรค์ทำงสำยเลือดของสัตว์ยักษ์มวลดำรำ ชนิดที่สอง มีชื่อว่ำ—ดินแดนปริแตก! ควำมหมำยเป็นไปตำมชื่อ พรสวรรค์ทำงสำยเลือด ชนิดนี สำมำรถฉีกกระชำกดินแดนออกจำกกัน ก่อน หน้ำนี เนี่ยเทียนปล่อยแก่นเลือดแห่งชีวิตให้พุ่งเข้ำหำ ค่ำยกลแห่งควำมเย็นที่กักตัวพวกจู่กวำงเหย้ำเอำไว้ พรสวรรค์ที่ร่ำยใช้ก็คือดินแดนปริแตก! พรสวรรค์ที่แม้แต่ดินแดนก็ยังฉีกทึ งให้แหลกลำญได้
เมื่อน้ำมำใช้กับเขตอำคมน ้ำแข็ง ค่ำยกลควำมเย็น หลำกหลำยชนิด ผลก็คือทุกอย่ำงสิ นรำบพนำสูร! “กำรก้ำรำบทำงสำยเลือด! ดินแดนปริแตก! นี่คือ พรสวรรค์ทำงสำยเลือดของท่อนกระดูกนี แต่ก็ จ้ำเป็นต้องใช้แก่นเลือดแห่งชีวิตของข้ำ จ้ำเป็นต้องให้ ข้ำกรอกเทเลือดลมมหำศำลให้กับมันถึงจะกระตุ้น ใช้ได้” เนี่ยเทียนหำยใจถี่กระชั น รับสัมผัสอยู่เพียงครู่เดียวก็ รู้ว่ำเมื่อร่ำยใช้กำรก้ำรำบทำงสำยเลือดและดินแดน ปริแตกพร้อมกัน เลือดลมในร่ำงเขำก็ถูกดึงออกไป เยอะมำกจริงๆ “จิตวิญญำณในกระดูกยังไม่ฟื้นตื่นอย่ำงเต็มที่ กำร แปรสภำพยังไม่สิ นสุด บำงที อำจจะยังมีพรสวรรค์ ทำงสำยเลือดอย่ำงใหม่ของสัตว์ยักษ์มวลดำรำที่ ค่อยๆ ก่อตัวขึ น”
เนี่ยเทียนใคร่ครวญอยู่ในใจพลำงถือท่อนกระดูกที่ เป็นดั่งทวนยำวซึ่งสำมำรถกวำดแทงทุกอย่ำงให้ แหลกลำญนั นมำหยุดอยู่ข้ำงกำยพวกจู่กวำงเหย้ำ ด้ำนหลังมีอิ่นสิงเทียนและโม่เชียนฝำนสองคนที่จ้อ งอวี๋ซู่อิงเขม็งรำวกับเจอศัตรูตัวฉกำจ พวกเขำต่ำงก็ก้ำลังเป็นกังวล เป็นกังวลว่ำอวี๋ซู่อิงจะ ลงมือ และเมื่อนำงลงมือ พวกเขำก็พร้อมจะช่วย ขัดขวำงเต็มก้ำลัง หำกสกัดไม่อยู่ก็จะต้องพำเนี่ย เทียนหนีไปจำกที่นี่ให้เร็วที่สุด “เจ้ำวังอวี๋!” เจ้ำส้ำนักเล็กๆ แห่งหนึ่งในดินแดนหุบน ้ำแข็งที่พอ เห็นว่ำไข่มุกน ้ำแข็งลี ลับแต่ละเม็ดที่เขำชุบหลอมมำ กับมือด้วยควำมทุ่มเท บัดนี พำกันระเบิดแตกก็ให้ เสียดำยอย่ำงสุดซึ ง จึงหันไปตะโกนเรียกอวี๋ซู่อิงเสียง ดัง
แต่อวี๋ซู่อิงกลับท้ำเป็นเหมือนไม่ได้ยิน “เจ้ำวัง…” แดนเอตทัคคะคนหนึ่งของวังพิสุทธิ์เร้นลับที่อยู่ในเรือ ยักษ์สีเงินยวงเอ่ยเรียกนำงเบำๆ อวี๋ซู่อิงถึงได้ค่อยๆ คืนสติ รับค้ำเบำๆ ว่ำ “อืม” สนำมรบพลันเงียบสงัดลงอีกครั ง “หืม?” ขณะที่อวี๋ซู่อิงเตรียมจะพูดอะไรนั นเอง จู่ๆ นำงก็พลัน ขมวดคิ วเพรำะสัมผัสได้ถึงอะไรบำงอย่ำง “หลัวว่ำนเซี่ยง!” สีหน้ำโม่เชียนฝำนมืดคล ้ำในบัดดล “รองเจ้ำต้ำหนักหลัว!” ทว่ำพอได้ยินโม่เชียนฝำนเอ่ย เช่นนั น พวกจู่กวำงเหย้ำ ซินฉิงกลับมีสีหน้ำคึกคัก คล้ำยมองเห็นจุดพลิกผันของสถำนกำรณ์ได้อย่ำง ฉับพลัน
“อู้!” วิญญำณร้ำยทั งห้ำที่ถูกเค่อไหลซือเท่อควบคุมบินเข้ำ มำถึงพื นที่แถบนี ก่อนใคร วิญญำณร้ำยเหล่ำนั นเมื่อเปรียบเทียบกับทวยเทพ แห่งควำมชั่วร้ำยของเนี่ยเทียน เว้นจำกที่พวกมันไม่มี เลือดเนื อเหมือนแล้ว นอกนั นก็เหมือนกันทุกอย่ำง “เนี่ยเทียน! ตัวตนของเจ้ำถูกเปิดโปงแล้ว รีบหนีไป กับข้ำเสียเดี๋ยวนี เถอะ!” เสียงตะโกนของเค่อไหลซือเท่อมหำรำชำเผ่ำอสูรกำย ดังอื ออึงเข้ำมำ รำวกับกลับว่ำทุกคนจะไม่ได้ยิน “เนี่ยเทียนสมคบคิดกับเผ่ำอสูรกำย ครอบครอง สมบัติแห่งเผ่ำอสูรกำย ฝึกวิชำชั่วร้ำย” เสียงกังวำน ของหลัวว่ำนเซี่ยงดังตำมมำติดๆ “เจ้ำต้ำหนักไม่อยู่ ในนำมของรองเจ้ำต้ำหนัก ข้ำขอขับไล่เนี่ยเทียนออก จำกส้ำนัก! นับแต่บัดนี ไป เนี่ยเทียนไม่เพียงแต่ไม่ใช่
คนของพระรำชวังโบรำณสะเก็ดดำว ยังถือเป็นคน ทรยศต่อส้ำนัก สมควรถูกสังหำร!” “ว่ำไงนะ?” จู่กวำงเหย้ำ ซินฉิง หันหว่ำนหรงและคนของ พระรำชวังโบรำณสะเก็ดดำวที่เหลืออยู่ได้ยินโทษ ทัณฑ์ที่หลัวว่ำนเซี่ยงเอ่ยรัวออกมำทั งที่ยังไม่ปรำกฎ กำย ก็พลันตะลึงจนบื อใบ้กันไปหมด แม้แต่อวี๋ซู่อิงและผู้ฝึกลมปรำณของดินแดนหุบ น ้ำแข็งก็ยังอึ งงันไม่ต่ำงกัน ปัญหำภำยในส้ำนักอย่ำงนั นรึ? รองเจ้ำต้ำหนักกับบุตรแห่งดวงดำวแตกคอกันเอง ทั ง ยังเลือกมำแตกคอกันในเวลำนี ที่ส้ำนักตกอยู่ในวิกฤต เป็นตำยน่ะหรือ? พระรำชวังโบรำณสะเก็ดดำวที่เป็นเช่นนี ยังจะมีทำง เยียวยำอีกหรือ?
บนใบหน้ำที่งดงำมของอวี๋ซู่อิงเต็มไปด้วยสีหน้ำแปลก ประหลำด นำงหันไปมองอิ่นสิงเทียนและโม่เชียนฝำน ที่อึ งค้ำงไม่ต่ำงกัน แล้วพลันส่ำยหน้ำ ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 42 บทที่ 1246 บีบบังคับด้วยอำนาจ
“อู้ๆ! สวบๆ!” วิญญาณร้ายที่เค่อไหลซือเท่อมหาราชาวิญญาณร้าย ปลดปล่อยออกมาสูงหลายร้อยเมตร มีปราณอสูร หลายชั้นล้อมพัน แผ่พลังงานเชิงลบห้าชนิด ส่วนทวยเทพแห่งความชั่วร้ายทั้งห้าที่บินออกมาจาก ไข่มุกวิญญาณมืดเม็ดที่เนี่ยเทียนครอบครองกลับสูง แค่หนึ่งร้อยเมตร ร่างกายอีกครึ่งหนึ่งยังจมอยู่ใน มหาสมุทรปราณอสูรที่คล้ายจะทอดยาวไปยังแดน ยมบาล เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว ทั้งวิญญาณร้ายและทวยเทพ แห่งความชั่วร้ายต่างก็เหมือนกันราวกับแกะ เพียงแต่ว่า ไม่ว่าใครที่ได้มองก็ล้วนต้องเห็นถึงความ
แตกต่าง เมื่อวิญญาณร้ายทั้งห้าดวงของเค่อไหลซือเท่อไม่ได้รับ การกรอกแก่นเลือด จะเป็นเพียงแค่ภาพมายาที่ไม่มี แม้แต่ผิวหนังชั้นนอก ทว่าทวยเทพแห่งความชั่วร้ายทั้งห้าของเนี่ยเทียน กลับมีเรือนกายที่มีเลือดเนื้อ ต่อให้สูงแค่หนึ่งร้อย เมตร แต่กลับมีตัวตนอย่างแท้จริง ไม่มีความรู้สึกของ มายาเลื่อนลอยแม้แต่น้อย ความแตกต่างเช่นนี้ก็คือความแตกต่างทางคุณสมบัติ เหมือนดินแดนว่างเปล่าของเขตแดนว่างเปล่า กับ ดินแดนเอตทัคคะของเขตแดนเอตทัคคะ แต่ต่อให้จะไม่เหมือนอย่างไรก็เห็นๆ กันอยู่ว่าหน้าตา ของวิญญาณร้ายและทวยเทพแห่งความชั่วร้าย เหมือนกันอย่างกับแกะ ซ้าไข่มุกวิญญาณมืดที่เนี่ย เทียนครอบครองกับไข่มุกที่อยู่ในมือของเค่อไหล
ซือเท่อมหาราชาเผ่าอสูรกายก็ยังเป็นวัตถุประเภท เดียวกัน พอเค่อไหลซือเท่อมาถึง ร่างของเขาก็สั่นเทิ้มไปหมด ทั้งในจุดลึกของมหาสมุทรเลือดลมยังมีสะเก็ดแสงดาว สาดกระเซ็น ลักษณะท่าทางเช่นนี้เหมือนถูกหลัวว่านเซี่ยงไล่ล่ามา นาน และถูกหลัวว่านเซี่ยงโจมตีจนบาดเจ็บสาหัสถึง ได้รีบหนีอย่างไม่คิดชีวิตเพื่อมาแจ้งความแก่เนี่ยเทียน ต้องการให้เนี่ยเทียนจากไปโดยเร็วที่สุด สถานการณ์ต่างๆ ล้วนแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เนี่ยเทียนต้องมีความสัมพันธ์บางอย่างกับเผ่าอสูรกาย แน่นอน! แค่ไข่มุกวิญญาณมืดและการปรากฎตัวของทวยเทพ แห่งความชั่วร้ายทั้งห้าก็มากพอจะแสดงให้เห็นแล้ว ว่าวิชาลับที่เนี่ยเทียนฝึกตนต้องเกี่ยวข้องกับเผ่าอสูร
กาย ซ้าเค่อไหลซือเท่อยังมาเป็นพยานยืนยันแบบนี้ เขาจะแก้ตัวว่าอย่างไร? “คนที่สมคบคิดกับเผ่าอสูรกาย คือเจ้าหลัวว่านเซี่ยงผู้ เป็นรองเจ้าต้าหนักต่างหาก” โม่เชียนฝานแห่งส้านัก อสนีสวรรค์เดินพรวดออกมา “ข้าขอใช้นามของ ส้านักอสนีสวรรค์ และตัวตนประมุขแห่งตระกูลโม่ ยืนยันว่าเรื่องนี้คือความจริง!” “ตูม!” ธงสรรพดาราดารดาษประหนึ่งทางช้างเผือกพร่าง พราวที่พุ่งพรวดเข้ามา พลังอ้านาจแห่งความเผด็จการดั่งจะสยบเทพธรรม บาลกระเพื่อมแผ่ออกมาจากธงอัศจรรย์ที่ราวกับ ห่อหุ้มหมื่นสรรพสิ่งในโลกเอาไว้ อาวุธเทพขั้นสาม เมื่อมาอยู่ในมือของหลัวว่านเซี่ย งซึ่งเป็นแดนเทพเจ้าช่วงกลาง ทั้งช่วงที่ผ่านมาเพิ่งจะ
มีความเข้าใจต่อความลี้ลับแห่งคาถาวิเศษระดับใหม่ อานุภาพจึงส้าแดงออกมาได้อย่างเต็มที่! ในธงที่มีดวงดาวพร่างพราวดารดาษสูงหลายหมื่น เมตรซึ่งห้อมล้อมหลัวว่านเซี่ยงเอาไว้พลันมีผลึกแสง ดาวขนาดมหึมาหลายก้อนที่แสงสว่างของมันเจิดจ้า จนคนลืมตาไม่ขึ้นบินออกมา ประหนึ่งดวงดาราสุกสกาวที่ซ่อนแฝงสัจธรรมแห่งวิถี ยิ่งใหญ่ ซึ่งเมื่อได้รับการชี้น้าจากอ้านาจจิตของหลัว ว่านเซี่ยงก็พากันเคลื่อนตามวงโคจรแล้วพุ่งเข้าหาโม่ เชียนฝาน “ดาวตก” มือใหญ่ของหลัวว่านเซี่ยงที่อยู่กลางอากาศตวัดลง เบื้องล่าง ดาวสุกสกาวดั่งเม็ดดาวนับไม่ถ้วนที่ร่วงพรูลงมาจาก ธารดาราที่ระเบิดแตก
“ครืน!” โม่เชียนฝานพลันเรียกกายธรรมแห่งเทพออกมา เรือนกายใหญ่มหึมาถูกล้อมพันไว้ด้วยสายฟ้าหลาย ล้านเส้น มือทั้งคู่ตัดสลับเป็นคาถาวิเศษอย่างต่อเนื่อง เพื่อแปรเปลี่ยนมาเป็นความลี้ลับแห่งวิถีสายฟ้าที่ ยิ่งใหญ่หลากหลายชนิดที่เขาบรรลุมาได้ ซึ่งหนึ่งในนั้นมีภาพมายาพร่าเลือนของปลาวาฬกลืน อสนีที่แหงนหน้ากลืนกินบ่อสายฟ้าในยุคโบราณกาล “ฟุ่บๆ!” แต่ไม่ว่าจะโม่เชียนฝานจะร่ายเวทอย่างไร ดาวตกแต่ ละดวงที่ร่วงลงมาก็สามารถท้าลายเขตอาคมสายฟ้า ของเขา แล้วร่วงลงมาตกกระทบลงบนกายธรรมแห่ง เทพของโม่เชียนฝานได้อย่างง่ายดาย โม่เชียนฝานร้องอุทานด้วยความเจ็บปวด กายธรรม แห่งเทพที่ยิ่งใหญ่จ้าต้องย่อขนาดหดสวบลงมาอย่าง
ห้ามไม่ได้ เขากลับคืนมามีสภาพเดิมในชั่วพริบตา โม่เชียนฝานที่กลับมามีสภาพเดิม ไม่ว่าจะไหล่ หน้า ท้องหรือล้าคอก็ล้วนมีเลือดหลั่งรินไม่หยุด ใน บาดแผลเหล่านั้นยังมีแสงดาวส่องประกายอยู่วูบวาบ “ส้านักอสนีสวรรค์และตระกูลโม่กระจอกๆ จะ นับเป็นอะไรได้?” มาจนถึงบัดนี้ เสียงเย่อหยิ่งของหลัวว่านเซี่ยงถึงได้ดัง ขึ้นอย่างเย็นชา กายธรรมแห่งเทพของเขาประดุจทวยเทพบรรพกาล ที่ควบคุมธารดารายืนเหยียบอยู่ท้องฟ้ามวลดาว ซึ่งธง สรรพดาราดารดาษที่อยู่ด้านหลังก็คล้ายธารดาราที่ เขาสามารถควบคุมได้ดั่งใจปรารถนา จะเรียกให้ ดวงดาวนับหมื่นพร่างพรมลงมาเมื่อไหร่ก็ได้ “หากไม่เป็นเพราะได้รับความช่วยเหลือจากโม่เหิง
เจ้าโม่เชียนฝาน ส้านักอสนีสวรรค์และตระกูลโม่ของ พวกเจ้าก็คงถูกฆ่าล้างส้านักฆ่าล้างตระกูลไปนาน แล้ว” น้าเสียงของหลัวว่านเซี่ยงแข็งกระด้าง “ส้านัก และตระกูลเช่นนี้จะมีคุณสมบัติอะไรมาเป็นพยานให้? อย่านึกว่าจับผลัดจับผลูโชคดีได้เลื่อนสู่แดนเทพเจ้า แล้วจะท้าอะไรได้!” “เจ้าที่เพิ่งจะเลื่อนสู่แดนเทพเจ้า แม้แต่อาวุธเทพไม่ ดับสลายสักชิ้นก็ยังไม่มี ยังไม่นับว่าได้ขึ้นมายืนบน เวทีขั้นที่สูงที่สุดอย่างแท้จริง” “อู้!” มือยักษ์ที่มีแสงดาวสว่างไสวดุจดึงเอาดวงดาวของทั้ง ทางช้างเผือกมาครองถูกหลัวว่านเซี่ยงยื่นออกมา เขากดมือนั้นผ่านความว่างเปล่าเข้าใส่โม่เชียนฝาน “ตูม!” ไม่เพียงแต่โม่เชียนฝานเท่านั้น แม้แต่อิ่นสิงเทียนและ
เนี่ยเทียนที่อยู่ห่างไปไกล รวมถึงแดนเอตทัคคะของ ดินแดนหุบน้าแข็งก็ยังพากันหน้าเปลี่ยนสี มือข้างนี้ที่กดลงมาจากความว่างเปล่า ดั่งกดลงมาใส่ หัวของทุกคน! แม้แต่อวี๋ซู่อิงแห่งวังพิสุทธิ์เร้นลับก็ยังขมวดคิ้วน้อยๆ สบถด่าอยู่ในใจ “แดนเทพเจ้าช่วงกลาง ครอบครองอาวุธเทพไม่ดับ สลาย นี่หรือคือพลังที่แท้จริงของเขา?” เนี่ยเทียนที่ยืนอยู่กับพวกจู่กวางเหย้าแหงนหน้ามอง หลัวว่านเซี่ยงที่เป็นดั่งทวยเทพแห่งบรรพกาล รวมไป ถึงธงสรรพดาราดารดาษผืนนั้นด้วยสีหน้าหนักอึ้ง จู่กวางเหย้า ซินฉิงและหันหว่านหรงที่ความยินดีในที แรกผ่านพ้นไป ยามนี้ก็พากันเงียบงันไปหมด การมาถึงของหลัวว่านเซี่ยง การวางท่าเผด็จการไม่ เห็นหัวใคร เป็นสิ่งที่พวกเขาไม่เคยเห็นมาก่อน
พลังที่หลัวว่านเซี่ยงส้าแดงออกมาในยามนี้สร้างความ บีบคั้นมากเกินไป แข็งแกร่งมากขึ้นไปจนท้าให้พวก เขารู้สึกไม่เป็นสุข โดยเฉพาะตอนที่มือใหญ่นั้นกดลงมา ทั้งๆ ที่กดเข้าใส่ โม่เชียนฝานและอิ่นสิงเทียน ทว่าพวกเขาที่อยู่ห่างมา ไกลมากกลับยังสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายแห่งการตักเตือน อย่างหนึ่ง ราวกับว่าขอแค่หลัวว่านเซี่ยงต้องการ มือข้างนั้นก็ สามารถกดลงมาบนหัวของพวกเขาได้ตลอดเวลา “ตูม! ตูมๆๆ!” ที่น่าแปลกใจก็คืออิ่นสิงเทียนและโม่เชียนฝานยังไม่ ทันเป็นอะไร ทว่าดินแดนเอตทัคคะของผู้ฝึกลมปราณ แดนเอตทัคคะสองคนของดินแดนหุบน้าแข็งกลับ ระเบิดแตกเสียก่อน แดนเอตทัคคะสองแดนที่ระเบิดกระจายพลันมีแสง
ดาวตัดสลับกันออกมา “อ๊าก!” ในแดนเอตทัคคะทั้งสองที่ระเบิดพินาศมีเงาวิญญาณ สีเทาขมุกขมัวผลุบๆ โผล่ๆ อยู่สองเงาที่เตรียมจะเผ่น หนี โซ่ดวงดาวพลันก่อตัวขึ้นมาท่ามกลางแสงดาวที่ตัด สลับกัน แล้วตรงเข้ารัดพันดวงวิญญาณทั้งสอง ก่อนที่ โซ่ดวงดาวจะค่อยๆ หดเข้าหากันแน่น แดนเอตทัคคะ ช่วงต้นสองคนของดินแดนหุบน้าแข็งจึงวิญญาณ แหลกสลายไปพร้อมกันเช่นนี้ “เฮ้ย!” ผู้ฝึกลมปราณดินแดนหุบน้าแข็งทุกคนที่ก่อนหน้านี้ ล้อมโจมตีพวกจู่กวางเหย้าพลันเกิดความหวาดกลัวใน ที่สุด “ฟิ้ว!”
แดนเอตทัคคะแดนแล้วแดนเล่ากลายร่างเป็นแสง น้าแข็งที่หมายจะเผ่นหนีออกไปให้เร็วที่สุด “ไป!” ล้าแสงดวงดาวแต่ละเส้นบินออกมาจากอาวุธเทพไม่ ดับสลายของหลัวว่านเซี่ยง ไล่กวดผู้ฝึกลมปราณของ ดินแดนหุบน้าแข็งที่แตกฮือตามไปติดๆ ประหนึ่งฝูง เหยี่ยวที่โฉบไล่จับลูกแกะกินเป็นอาหาร “กระบี่แหวกเวหา!” อิ่นสิงเทียนตะโกนเสียงดัง มือทั้งคู่จับด้ามกระบี่ ปราณกระบี่ราวน้าตกที่ไหลทวนสู่เบื้องบน ทิ่มแทง เข้าใส่มือยักษ์ของหลัวว่านเซี่ยงที่ร่วงลงมา เนื้อตรงท่อนแขนของอิ่นสิงเทียนปริแตก พลังที่ บริสุทธิ์อย่างถึงที่สุดเสี้ยวแล้วเสี้ยวเหล่าถูกกรอกเท ให้กับกระบี่แหวกเวหา กลางกระบี่ทองสัมฤทธิ์หักท่อน ปราณแห่งเทพ
ขุมหนึ่งที่สามารถท้าลายหนึ่งดินแดนให้แหลกสลาย ซึ่งถูกปิดผนึกมานานหลายปีได้ถูกปลดปล่อยออกมา อย่างเงียบเชียบ วิญญาณกระบี่หวีดร้องเสียงดังแหลมแสบแก้วหู ดัง ไกลไปหมื่นลี้ “เป็นปราณกระบี่ที่แข็งแกร่งยิ่งนัก!” โม่เชียนฝานที่บาดเจ็บสาหัสเตรียมจะลงมืออีกครั้ง ทว่ากลับสัมผัสได้ถึงความแหลมคมของกระบี่เล่มนี้จึง หยุดการกระท้าต่างๆ ลงอย่างรู้อะไรควรไม่ควร “กระบี่แหวกเวหา ปราณกระบี่ที่เจ้าของดั้งเดิมทิ้ง เอาไว้ และ…พลังเสี้ยวหนึ่งที่เหลืออยู่ของผู้ที่เคยเป็น แดนเทพเจ้าช่วงกลาง” อวี๋ซู่อิงแห่งวังพิสุทธิ์เร้นลับจ้องนิ่งไปยังกระบี่เล่มนั้น ที่ค่อยๆ รวบรวมปราณกระบี่เข้าด้วยกันไว้ตรงปลาย กระบี่ จนเกิดเป็นปราณกระบี่ที่แหลมคมที่สุดซึ่งที่มี
เพียงแดนเทพเจ้าเท่านั้นถึงจะมองเห็น ครั้นแล้วก็พุ่ง แทงเข้าไปยังมือยักษ์แสงดาวของหลัวว่านเซี่ยงที่ลด ดิ่งลงมา “สวบ!” กลางฝ่ามือยักษ์พร่างแสงดาวของหลัวว่านเซี่ยง ระเบิดแหลกละเอียดเหมือนน้าแข็งก้อนที่แตกออก ปราณกระบี่ที่เฉียบคมของกระบี่แหวกเวหาบันทึก ความลี้ลับมหัศจรรย์ที่สามารถแทงทะลุผ่านได้ทุกสิ่ง อย่างไม่ว่าจะเป็นดินแดนหรือนภากาศเอาไว้ เมื่อมัน แทงผ่านมือใหญ่ของหลัวว่านเซี่ยงมาได้จึงยังทะยาน ขึ้นหากายธรรมแห่งเทพของหลัวว่านเซี่ยงที่อยู่เหนือ ขึ้นไปด้วย “กระบี่แหวกเวหา! ไม่ธรรมดาจริงๆ!” หลัวว่านเซี่ยงพึมพ้า มองปราณกระบี่แหลมคมกลุ่ม นั้นด้วยสายตาเคร่งขรึม ก่อนจะยกมือทั้งคู่ขึ้นโบก
ครั้นจึงมีล้าแสงดวงดาวหลายเส้นบินออกมาจากธง สรรพดาราดารดาษผืนนั้น ล้าแสงดวงดาวสิบเก้าล้าพร้อมใจกันกระแทกลงไปยัง แสงกระบี่อย่างแม่นย้า แสงกระบี่เจิดจ้าพร่าตา ก่อนที่ปราณกระบี่คมกริบซึ่ง ซ่อนแฝงอยู่ในนั้นจะค่อยๆ ถูกกลบทับแล้วถูกลบ เลือนหายไป การโจมตีน่าหวาดกลัวที่เจ้าของคนเดิมทิ้งเอาไว้ใน กระบี่แหวกเวหาท้าให้หลัวว่านเซี่ยงต้องเปลืองก้าลัง ไม่น้อย จ้าเป็นต้องยืมใช้อานุภาพของอาวุธเทพถึงจะ คลี่คลายมันลงไปได้ หลัวว่านเซี่ยงที่เสียพละก้าลังจ้องมองอิ่นสิงเทียนด้วย สายตาลึกล้า “หากเจ้าเลื่อนสู่แดนเทพเจ้า ต่อให้เป็น แค่แดนเทพเจ้าช่วงต้นก็เป็นภัยคุกคามให้แก่ข้าได้ แล้ว ยังดี ยังดีที่คนที่เลื่อนสู่แดนเทพเจ้าไม่ใช่
เจ้าอิ่นสิงเทียน แต่เป็นโม่เชียนฝาน” เขาแอบดีใจอยู่ กับตัวเอง บนโลกนี้มีคนบางส่วนที่มีพรสวรรค์ล้าเลิศ มีพลังการ ต่อสู้ที่เกินกว่าระดับของตัวเองขึ้นไป เนี่ยเทียนเป็น เช่นนี้ โม่เหิงเป็นเช่นนี้ อิ่นสิงเทียนที่อยู่เบื้องหน้าผู้นี้ก็ เป็นเช่นนี้เหมือนกัน อิ่นสิงเทียนที่เป็นแดนเอตทัคคะช่วงท้ายมีค้าเล่าลือ เกี่ยวกับเขามาโดยตลอด ว่ากันว่าเขาที่ได้ครอบครอง กระบี่แหวกเวหา กล้าพอที่จะต่อสู้กับแดนเทพเจ้า นี่คือค้าประเมินค่าต่อตัวเขาในระดับที่สูงมาก ก่อนหน้านี้หลัวว่านเซี่ยงไม่ค่อยเชื่อนัก แต่เมื่อเจอกับ อานุภาพน่าหวาดหวั่นของกระบี่แหวกเวหา เขาก็ จ้าต้องเชื่อในที่สุด เขาถึงขั้นรู้สึกด้วยว่า อิ่นสิงเทียนในเวลานี้ หาก ปลดปล่อยอานุภาพของกระบี่แหวกเวหาออกมาหมด
ยังน่ากลัวยิ่งกว่าโม่เชียนฝานด้วยซ้า “อ๊าก!” นอกไอหมอกเย็นเยียบ เสียงร้องโหยหวนทยอยดังมา ไม่ขาดระยะ เสียงร้องเหล่านั้นมาจากผู้ฝึกลมปราณดินแดนหุบ น้าแข็งที่ถูกแสงดาวของหลัวว่านเซี่ยงไล่ล่าไป ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 42 บทที่ 1247 ต่างคนต่างยืนกราน
“ข้าจะกำจัดภัยร้ายภายนอกเสียก่อน” นำเสียงดังกังวานของหลัวว่านเซี่ยงดังครืนครั่น ออกมาจากกายธรรมแห่งเทพที่สูงเสียดฟ้าร่างนั น “ตายแล้ว น่าจะ…ตายกันหมดแล้ว” จู่กวางเหย้าพึมพำเบาๆ กระแสจิตวิญญาณของเขาที่ แผ่ออกไปพอจะสัมผัสได้ว่าผู้ฝึกลมปราณของดินแดน หุบนำแข็งที่ล้อมโจมตีพวกเขาก่อนหน้านี ไม่มีใครหนี รอดไปได้แม้แต่คนเดียว —ทุกคนถูกหลัวว่านเซี่ยงสังหารหมด! ต่อให้หลัวว่านเซี่ยงที่เป็นแดนเทพเจ้าช่วงกลางจะ สามารถสังหารแดนเอตทัคคะได้ก็จริง ทว่าการที่จิต วิญญาณของคนพวกนั นหนีไปไม่รอดแม้แต่คนเดียวก็
ยังทำให้จู่กวางเหย้าตะลึงลานได้อยู่ดี “ในลำแสงดวงดาวพวกนั นมีพลังประหลาดบางอย่าง ที่สามารถสังหารดวงวิญญาณให้มอดม้วย พลัง เช่นนั นไม่น่าจะมีอยู่ในวิชาลับของสำนัก” จู่กวาง เหย้าครุ่นคิด แล้วก็ได้แต่เข้าใจไปว่าเป็นเพราะหลัว ว่านเซี่ยงมีการบรรลุในระดับที่พัฒนาไปมากกว่าเดิม พลังจึงเกินขีดจำกัดของสำนัก “พรวด!” ไม่นานนัก ลำแสงดวงดาวทั งหลายที่บินไปข้างนอกก็ หวนกลับคืนมาแล้วหายเข้าไปในธงสรรพดารา ดารดาษของหลัวว่านเซี่ยงอีกครั ง “อู้! อู้ๆ!” และเวลานี เอง วิญญาณร้ายทั งห้าของเค่อไหลซื อเท่อมหาราชาวิญญาณชั่วร้ายก็ได้พากันร้องคำราม กระโจนออกมา
วิญญาณร้ายเหล่านั นกลืนกินกระแสจิตวิญญาณที่ แหลกสลายไปก่อน จากนั นก็ทะยานจากไปยังทิศไกล เพื่อไปจับดวงวิญญาณที่มอดดับของพวกแดน เอตทัคคะที่ถูกหลัวว่านเซี่ยงสังหาร อิ่นสิงเทียนที่โจมตีไปหนึ่งกระบี่ดูอ่อนล้าอย่างเห็นได้ ชัด บาดแผลบนร่างของโม่เชียนฝานก็ยังไม่ได้รับการ จัดการ ยังคงมีแสงดาวเปล่งประกายวิบวับ เนื่องด้วยการตายและการเผ่นหนีของผู้ฝึกลมปราณ จำนวนมากในดินแดนหุบนำแข็งทำให้บรรยายของที่ แห่งนี เปลี่ยนมาเป็นลึกลับยากจะคาดเดา ประโยคที่บอกว่าจะกำจัดภัยภายนอกก่อนของหลัว ว่านเซี่ยงทำให้เขาไม่ได้หันหัวหอกเข้าใส่เนี่ยเทียน ในทันที แต่หันไปเล่นงานอิ่นสิงเทียน โม่เชียนฝาน และผู้ฝึกลมปราณของดินแดนหุบนำแข็งก่อน
ทว่าในระหว่างนี เรือยักษ์สีเงินยวงของวังพิสุทธิ์เร้น ลับกลับไม่เคยถูกโจมตี อวี๋ซู่อิงและแดนเอตทัคคะเจ็ดท่านของวังพิสุทธิ์เร้น ลับที่อยู่ในเรือยักษ์สีเงินต่างก็เฝ้ามองเหตุการณ์และ จับจ้องหลัวว่านเซี่ยงด้วยสายตาเย็นชาเงียบๆ “วังพิสุทธิ์เร้นลับคือผู้ที่ยุยงอยู่เบื องหลัง” หันหว่านหรงแห่งพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวลังเล อยู่แค่ไม่กี่วินาทีก็เป็นฝ่ายกระโดดออกมาแล้วชี หน้าอวี๋ซู่อิง “รองเจ้าตำหนัก หากไม่มีวังพิสุทธิ์เร้น ลับยุยงให้ท้ายอยู่เบื องหลัง วังเหน็บหนาวและสำนัก ที่เป็นเหมือนวังเหน็บหนาวย่อมไม่กล้าล่วงเกิน พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวของเรา ก่อนหน้านี ที่ พวกเราเตรียมจะออกไปจากที่นี่ อวี๋ซู่อิงก็คอยสยบ พลังของพวกเราเอาไว้ครั งแล้วครั งเล่า!” ดวงตาของซินฉิงสาดประกายแห่งความเคียดแค้น
“วังพิสุทธิ์เร้นลับคิดจะเข้ามาแทนที่และยึดครอง ดินแดนดวงดาวของพวกเรา” “วังพิสุทธิ์เร้นลับ…” เสียงของหลัวว่านเซี่ยงดังกระหึ่มออกมาจากกาย ธรรมแห่งเทพจนห้วงอากาศสั่นสะเทือน อวี๋ซู่อิงเงยหน้ามองหลัวว่านเซี่ยงที่ร่างสูงเกือบพัน เมตรอย่างไม่เกรงกลัว “ตอนที่วังพิสุทธิ์เร้นลับของพวกเราตัดสินใจได้อย่าง เด็ดขาด ก็เคยคิดว่าวันหนึ่งจะต้องปะทะกับเจ้าหลัว ว่านเซี่ยงและฉู่รุ่ย เพียงแต่คาดไม่ถึงว่าหลังจากที่การ ปิดด่านในครั งนี ของเจ้าสิ นสุดลง ศักยภาพและ ขอบเขตของเจ้าจะพัฒนาไปอย่างรุดหน้าถึงเพียงนี แม้แต่ระดับขั นของธงสรรพดาราดารดาษก็ยังเพิ่มพูน ขึ นด้วย” พอกล่าวจบ อวี๋ซู่อิงก็เดินออกมาจากในเรือยักษ์สีเงิน
ยวงทีละก้าว จนกระทั่งเข้ามายืนอยู่ตรงพื นที่เดียวกับ โม่เชียนฝานและอิ่นสิงเทียน “พรวด!” นางโบกมือเบาๆ ก็มีลำธารขุ่นคลั่กสองเส้นบินออกมา จากกลางฝ่ามือ ลำธารขุ่นคลั่กทั งสองเส้นนั นแฝงพลังลี ลับบางอย่างที่ สามารถชำระจิตวิญญาณและหล่อเลี ยงบำรุง มหาสมุทรวิญญาณจุดตันเถียน ซึ่งพริบตาเดียวก็พุ่ง เข้าหาโม่เชียนฝานและอิ่นสิงเทียน อิ่นสิงเทียนและโม่เชียนฝานตะลึงไปชั่วครู่ก็แผดเสียง ตะโกน “หยดพิสุทธิ์เร้นลับ!” คนทั งสองต่างก็ไม่ใช่คนโง่ รีบโคจรมหาสมุทร วิญญาณจุดตันเถียน รอจนลำธารสองเส้นขยับเข้ามา ใกล้ ต่างคนต่างก็เป็นฝ่ายพุ่งไปรับมาไว้ พอลำธารขุ่นมัวหายเข้าไปในร่างของพวกเขาก็
แบ่งแยกออกเป็นสองสายทันที สายหนึ่งพุ่งตรงเข้าสู่ มหาสมุทรวิญญาณจุดตันเถียน ส่วนอีกเส้นหนึ่งไหล เข้าหามหาสมุทรจิตวิญญาณและช่วยกันรักษาอาการ บาดเจ็บของพวกเขาไปในเวลาเดียวกัน “หยดพิสุทธิ์เร้นลับ” ของวังพิสุทธิ์เร้นลับคือยา ศักดิ์สิทธิ์ที่มีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วดินแดนของเผ่า มนุษย์ อยู่ในดันดับต้นๆ ของยารักษาอาการบาดเจ็บ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นแดนเอตทัคคะหรือแดนเทพเจ้า หาก ได้รับหยดพิสุทธิ์เร้นลับทันเวลาหลังจากบาดเจ็บ สาหัส พลังการต่อสู้ก็จะฟื้นคืนกลับมาเป็นปกติอีก ครั งในช่วงเวลาสั นๆ หลังจากที่อิ่นสิงเทียนและโม่เชียนฝานสองคนได้รับ “หยดพิสุทธิ์เร้นลับ” เข้าไป ก็สัมผัสได้อย่างชัดเจนว่า พลังวิญญาณและพลังจิตวิญญาณที่เผาผลาญไปกำลัง
ฟื้นคืนกลับมาอย่างรวดเร็ว “หยดพิสุทธิ์เร้นลับ!” คนทั งสองมองตากัน ต่างก็มองออกถึงความกังขาใน ดวงตาของอีกฝ่าย ไม่เข้าใจว่าจุดประสงค์ของอวี๋ซู่อิง คืออะไรกันแน่ แม้แต่แดนเอตทัคคะเจ็ดท่านของวังพิสุทธิ์เร้นลับเอง ก็ยังมีสีหน้าประหลาดใจ บางคนเกือบจะตะโกนถาม ออกมา แต่ก็ยับยั งตัวเองไว้ได้ทัน นั่นมันหยดพิสุทธิ์เร้นลับเชียวนะ! ในวังพิสุทธิ์เร้นลับของพวกเขาเองก็ไม่ใช่ว่าทุกคนที่ จะได้รับ และจะเอามาใช้ได้เหมือนกันหมด ขนาดแดนเอตทัคคะทั งเจ็ดคนอย่างพวกเขาก็ยังต้อง สร้างคุณความชอบใหญ่หลวงให้แก่วังพิสุทธิ์เร้นลับ อวี๋ซู่อิงถึงจะยอมมอบ “หยดพิสุทธิ์เร้นลับ” ไว้ให้คน ละหนึ่งขวด
ก่อนหน้านี ไม่นาน อวี๋ซู่อิงเพิ่งจะคุมเชิงอยู่กับพวกโม่ เชียนฝานและอิ่นสิงเทียน เหตุใดจู่ๆ ถึงมอบ “หยด พิสุทธิ์เร้นลับ” ให้แก่พวกเขา? “เจ้าวังอวี๋…” หลังจากที่ดูดซับเอาหยดพิสุทธิ์เร้นลับเข้าไป สีหน้าโม่ เชียนฝานก็แช่มชื นขึ น มังกรสายฟ้าตัวเล็กๆ หลายตัว ปรากฎขึ นในจุดลึกของดวงตา ทำให้จิตแห่งเทพของ เขาหลอมรวมกันได้อีกครั ง บาดแผลที่ปริแตกตรงลำแขนของอิ่นสิงเทียนก็พลัน หายดี ดวงตาที่หม่นแสงกลับคืนมาสดใสอีกครั ง “จะอย่างไรซะก็เป็นถึงรองเจ้าตำหนักของพระราชวัง โบราณสะเก็ดดาว ทั งยังเป็นแดนเทพเจ้าช่วงกลาง” อวี๋ซู่อิงเงยหน้าขึ นมองไปที่ธงสรรพดาราดารดาษ “อาวุธเทพไม่ดับสลายก้าวกระโดดไปสู่ขั นสาม เท่า เทียมกับระดับขั นของแสงเทพชำระฟ้าของข้า
ขอบเขตก็สูงกว่าข้าระดับหนึ่ง ทั งช่วงนี พลังแห่งเทพ ยังเลื่อนขั นไปอีก…” นางถอนสายตากลับมาแล้วหันไปพูดกับโม่เชียนฝาน และอิ่นสิงเทียน “วังพิสุทธิ์เร้นลับของข้าต้องการจาก ไปอย่างเต็มตัว พวกเจ้าเองก็ต้องการถอยอย่าง ปลอดภัย ถ้าเช่นนั นก็จงร่วมพลังกันต่อสู้เถอะ” เพียงแค่นางคนเดียว ด้วยตบะและขอบเขตของนาง รวมถึงอาวุธเทพที่ครอบครองอยู่ในมือก็เชื่อว่าจะ สามารถหนีพ้นไปจากเงื อมมือของหลัวว่านเซี่ยงได้อ ย่างง่ายดาย ทว่าคราวนี นางยังมีพวกแดนเอตทัคคะจำนวนมากที่ อยู่ในเรือยักษ์สีเงินยวงติดตามมาด้วย นางจากไปได้ แต่คนเหล่านั นจะรอดพ้นจากเงื อมมือ ของหลัวว่านเซี่ยงได้อย่างไร? ตอนที่แดนเอตทัคคะจำนวนมากของดินแดน
หุบนำแข็งพยายามหนีไป ยังถูกลำแสงที่ปลดปล่อย ออกมาจากธงสรรพดาราดารดาษของหลัวว่านเซี่ยง ไล่ตามไปฆ่า เกรงว่าคนในสำนักของนางก็คงยากจะ พ้นจากสภาพนั นไปได้ “ร่วมมือกันต่อสู้งั นหรือ?” โม่เชียนฝานลังเลไปครู่ก็ ตกปากรับคำ “ถ้าอย่างนั นก็ร่วมมือกันเถอะ!” อิ่นสิงเทียนเองก็ลังเลไปเพียงไม่นาน เขาไม่ได้พูดคำ ใด เพียงแค่พยักหน้ารับแรงๆ แดนเทพเจ้าช่วงต้นสองคน บวกกับอิ่นสิงเทียนที่ แข็งแกร่งมากพอจะต่อกรกับแดนเทพเจ้าอีกคนหนึ่ง คนทั งสามร่วมมือกัน เตรียมจะปะทะกับหลัวว่าน เซี่ยงซึ่งๆ หน้า “หึ นึกไม่ถึงเลยว่าพวกเจ้าสามคนจะได้ข้อตกลง ร่วมกันเร็วขนาดนี ” ทุกครั งที่หลัวว่านเซี่ยงพูด ออกมาจะต้องมีแสงดาวพร่างพราวสาดส่อง
หมอกเย็นที่ปกคลุมอยู่ในพื นที่แห่งนี ถูกขับจนสลาย หายไปสิ น ท้องฟ้าจึงเกิดการเปลี่ยนแปลงคล้ายถูก ลำแสงดวงดาวที่กลายมาเป็นม่านแสงดาวเข้ามาปก คลุม “รองเจ้าตำหนัก!” จู่กวางเหย้าตะโกนเสียงดัง “ก่อน หน้านี เนี่ยเทียนบุตรแห่งดวงดาวคนที่เจ็ดได้มาช่วย พวกเราเอาไว้ ไข่มุกวิญญาณมืดอยู่กับเขามานานมาก แล้ว พวกเราไม่เชื่อว่าเขาจะมีความสัมพันธ์กับเผ่า อสูรกาย! เมื่อเจ้าตำหนักไม่อยู่ก็ไม่มีใครมีสิทธิ์ถอด ถอนตำแหน่งบุตรแห่งดวงดาวของเขาไปได้!” “เรื่องนี จำเป็นต้องผ่านสภาผู้อาวุโส ต้องให้ผู้อาวุโส รองเจ้าตำหนักและบุตรแห่งดวงดาวคนอื่นๆ ร่วมกัน ลงคะแนนเสียงถึงจะตัดสินใจได้!” เห็นได้ชัดว่าอิ่นสิงเทียนและโม่เชียนฝานมี ความสัมพันธ์ที่ไม่ธรรมดากับเนี่ยเทียน คือคนที่ยืนอยู่
ฝั่งเดียวกับเนี่ยเทียน และการที่เนี่ยเทียนเพิ่งมาถึงก็ปะทะกับวังพิสุทธิ์เร้น ลับและผู้ฝึกลมปราณของดินแดนหุบนำแข็งในทันที นั นก็เพื่อช่วยเหลือพวกเขา ช่วยให้พวกเขาหลุดพ้น จากอันตราย ภายใต้สถานการณ์เช่นนี หลัวว่านเซี่ยงจะสังหารโม่ เชียนฝานและอิ่นสิงเทียนคือเรื่องที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง เนี่ยเทียนคือคนที่พวกเขาเชิญตัวมา พวกเขาจึงรู้ดีว่า การมาของเนี่ยเทียนก็เพื่อช่วยเหลือฉู่รุ่ย จึงไม่ค่อย อยากจะเชื่อคำพูดของหลัวว่านเซี่ยงเพียงฝ่ายเดียว “พวกเจ้าสงสัยข้าอย่างนั นรึ?” ดวงตาของหลัวว่านเซี่ยงปลดปล่อยประกายแสงดาว ที่น่าสะพรึงกลัว แล้วก็ดูเหมือนว่าสีของลูกตาดำเขา กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างเงียบเชียบ
“คนที่แอบสมคบคิดกับเค่อไหลซือเท่อ เดิมทีก็เป็น เขาอยู่แล้ว” เนี่ยเทียนพูดแขวะ “ลูกน้องของฉู่รุ่ย อย่างจินถงจื่อ ชิงมู่เจินจวินที่ถูกข้าช่วยออกมาจาก นำมือของลวี่ฉิ่งเฉินเจ้าวังเหน็บหนาวก็ล้วนถูกเขา สังหารทั งหมด ไม่รู้ว่าเขาแอบมีการแลกเปลี่ยนกับ เผ่าอสูรกายและฝึกวิชาลับทางจิตวิญญาณของเผ่า อสูรกายมานานแค่ไหนแล้ว” “ว่าไงนะ?” พวกซินฉิงร้องอุทานตกใจ หลัวว่านเซี่ยงบอกว่าเนี่ยเทียนแอบติดต่อกับเผ่าอสูร กาย แต่เนี่ยเทียนกลับตอกกลับมาว่าคนที่ไปมาหาสู่ กับเผ่าอสูรกายอย่างแท้จริงคือหลัวว่านเซี่ยง ต่างฝ่าย ต่างยืนกรานในคำพูดของตัวเอง แล้วพวกเขาควรจะ เชื่อใครกันแน่? “ตามความเห็นข้า เรื่องของพวกเจ้าสองคนควรจะ กลับไปตรวจสอบให้กระจ่างหลังจากกลับไปถึงสำนัก
เสียก่อน ถึงจะตัดสินได้” จู่กวางเหย้ากล่าว หันหว่านหรงเองก็แสดงท่าทีว่า “ตามหลักแล้วควร เป็นเช่นนี ” “ในขณะที่สำนักตกอยู่ในอันตรายไม่รู้ว่าจะเป็นหรือ ตาย กฎหลายอย่างถ้าเปลี่ยนได้ก็ควรจะเปลี่ยน” หลัวว่านเซี่ยงแค่นเสียงเย็น “พวกเจ้ากลับสำนักไป ก่อน หลังจากข้าจับตัวเนี่ยเทียนได้แล้วจะเอาไปส่งให้ สภาผู้อาวุโสตัดสิน!” เขาออกคำสั่งแก่พวกจู่กวางเหย้าด้วยนำเสียงที่ไม่ ยอมให้ปฏิเสธแล้วสะบัดปลายแขนเสื อหนึ่งที ในปลายแขนเสื อของเขามีแสงดาวนับหมื่นดวงบิน ออกมา ก่อนจะกลายเป็นลำแสงดวงดาวที่ชักนำให้ เรือรบทางช้างเผือกของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว พาพวกจู่กวางเหย้า ซินฉิง หันหว่านหรงและทุกคนที่ เหลือลอยจากไปไกล
มีเพียงเนี่ยเทียนเท่านั นที่ยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิมโดย ไม่ได้รับผลกระทบ ———————————
ราชาสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 42 บทที่ 1248 คาถาเจ็ดอารมณ์ชักนำวิญญาณ
“อู้ๆๆ!” วงแสงทรงกลมหลายชั้นกระเพื่อมแผ่ออกมาจากธง สรรพดาราดารดาษที่อยู่ด้านหลังหลัวว่านเซี่ยง ทางช้างเผือกในรัศมีหมื่นลี้ซึ่งมีหลัวว่านเซี่ยงเป็นจุด ศูนย์กลางล้วนถูกปกคลุมสกัดกั้นไปด้วยม่านแสง ดวงดาวหลายชั้น ราวกับเป็นโลกอีกใบหนึ่ง “พวกเจ้าอยู่ที่นี่ ข้าไม่อาจลงมือได้อย่างเต็มที่ ดังนั้น จงรีบกลับไปยังนครสะเก็ดดาว ปัญหาในดินแดนหุบ น้าแข็ง วังพิสุทธิ์เร้นลับและวังเหน็บหนาว รวมถึง ทางฝ่ายของปิงกู่ต้าจุน ข้าจะหาวิธีแก้ไขและมอบ ค้าอธิบายให้แก่ส้านักเอง”
แม้จะมีม่านแสงดาวหลายชั้นกางกั้น แต่เสียงดัง กังวานของหลัวว่านเซี่ยงก็ยังคงดังกระหึ่มออกมา ล้าแสงดวงดาวเส้นนั้นที่ส่งเรือรบทางช้างเผือกและ พวกจู่กวางเหย้าจากไปได้ย้อนกลับเข้ามายังพื้นที่ที่ หลัวว่านเซี่ยงอยู่อีกครั้ง เหมือนแม่น้าที่ไหลลงสู่ทะเล “นี่…” หันหว่านหรงหันกลับไปมองม่านแสงดาวหลายชั้น แต่ก็มองอะไรที่อยู่เบื้องหลังไม่เห็นสักอย่าง หัวคิ้ว ของนางขมวดเป็นปม กล่าวอย่างไม่พอใจว่า “ความหมายของรองเจ้าต้าหนักหลัวก็คือ ไม่ต้องการ ให้พวกเรายื่นมือเข้าแทรกงั้นรึ?” ซินฉิงสีหน้าเย็นชา “ก่อนหน้านี้เขาไม่เคยจองหอง ไม่ เคยมีความมั่นใจมากถึงเพียงนี้” จู่กวางเหย้ายื่นมือออกมาท้าท่าให้พวกนางเงียบเสียง
ไม่ต้องการให้พวกนางพูดมากอีกต่อไป “ไม่นึกว่ารองเจ้าต้าหนักจะแข็งแกร่งและมีความ มั่นใจมากถึงเพียงนี้” “ขอบเขตและตบะของเขาเกรงว่าคงเหนือกว่าผู้ อาวุโสใหญ่ไปแล้ว การปิดด่านครั้งนี้ท้าให้เขามีการ พัฒนาไปไกลมาก” “มิน่าเล่า มิน่าเล่ารองเจ้าต้าหนักถึงไม่รีบร้อนออกมา จากด่าน เมื่อมีเขาอยู่ ปัญหาของรองเจ้าต้าหนักฉู่ และความวุ่นวายในดินแดนหุบน้าแข็งนี่ก็น่าจะได้รับ การคลี่คลายอย่างง่ายดายไม่ใช่หรือ?” บนเรือรบทางช้างเผือก พวกแดนว่างเปล่าที่ยังรอด ชีวิตไม่ได้สนใจบทสนทนาของพวกจู่กวางเหย้า แต่ละ คนสีหน้าดีใจที่รอดตายมาได้ “แล้วเราจะท้าอย่างไรกันดี?” ซินฉิงเอ่ยถาม
“ปัญหาความขัดแย้งระหว่างบุตรแห่งดวงดาวกับรอง เจ้าต้าหนัก พวกเรามิอาจก้าวก่ายได้” จู่กวางเหย้านิ่ง คิดไปครู่หนึ่งก็กล่าวว่า “บางทีการรีบกลับไปยังนคร สะเก็ดดาว เอาเรื่องนี้ไปแจ้งให้พวกเว่ยไหลทราบ อาจเป็นความคิดที่ไม่เลวก็ได้” “เว่ยไหลไม่ใช่ผู้อาวุโสใหญ่สักหน่อย แล้วก็ไม่ใช่ฉู่รุ่ย ด้วย” สีหน้าของซินฉิงขมขื่น “ไปรายงานเขา แล้วจะ อย่างไร? ในช่วงเวลาที่รองเจ้าต้าหนักฉู่ถูกปิงกู่ต้าจุน กักตัวไว้เช่นนี้จะยังมีใครที่จัดการกับเขาได้อีก?” “น่าเจ็บใจก็ที่พวกเรายังไม่มีใครเลื่อนสู่แดนเทพเจ้า ได้ส้าเร็จ!” จู่กวางเหย้าทอดถอนใจ “ไม่เลื่อนสู่แดนเทพเจ้า ในศึกแห่งผู้สุดยอดเช่นนี้ แม้แต่จะเข้าร่วม เราก็ยังไม่มีสิทธิ์” หันหว่านหรงกล่า วอย่างหม่นหมอง
คนทั้งสามพูดคุยกันอยู่อีกพักหนึ่งก็ตัดสินใจที่จะ กลับไปยังนครสะเก็ดดาว หมายน้าเรื่องปัญหาความ ขัดแย้งระหว่างเนี่ยเทียนและหลัวว่านเซี่ยงไปแจ้ง ให้แก่ผู้อาวุโสทุกคนทราบ เพื่อให้พวกเขาร่วมกัน ตัดสิน …… ธงสรรพดาราดารดาษปลดปล่อยอานุภาพแห่งอาวุธ เทพไม่ดับสลายออกมาอย่างเต็มที่ พื้นที่แถบนี้ถูกปกคลุมไปด้วยม่านแสงดาวพร่างพราว จนกระแสจิตวิญญาณไม่สามารถแทรกซอนเข้ามาได้ ด้วยความจนใจ พวกจู่กวางเหย้าจึงได้แต่ถอยทัพจาก ไปเท่านั้น เมื่อเป็นเช่นนี้ สถานการณ์ของทางฝั่งนี้จึงเปลี่ยนมา เป็นแจ่มชัด
อิ่นสิงเทียน โม่เชียนฝานและอวี๋ซู่อิงเงยหน้าขึ้นจ้อง มองไปยังหลัวว่านเซี่ยงอย่างพร้อมเพรียงกัน แต่ละ คนหมดสิ้นซึ่งความหวาดกลัว “อู้! อู้ๆๆๆ!” วิญญาณร้ายทั้งห้าที่เค่อไหลซือเท่อปลดปล่อยออกมา จากไข่มุกวิญญาณมืดเพื่อให้กลืนกินเศษซากวิญญาณ ของผู้ฝึกลมปราณดินแดนหุบน้าแข็งก้าลังล่องลอยอยู่ กลางอากาศเหนือศีรษะของเขา ดวงตาฉายประกายประหลาดของเค่อไหลซือเท่อหัน มามองเนี่ยเทียนอย่างเย็นชา เนี่ยเทียนพลันเข้าใจว่าเหตุใดหลัวว่านเซี่ยงถึงใช้เวท ลับส่งตัวพวกจู่กวางเหย้าจากไปทั้งหมด โดยเหลือเขา ไว้ที่นี่เพียงคนเดียว นั่นก็เพราะอีกฝ่ายคิดจะมอบตัว เขาให้กับเค่อไหลซือเท่อ
เขา น่าจะเป็นเบี้ยเดิมพันที่หลัวว่านเซี่ยงต้องการ มอบให้แก่เค่อไหลซือเท่อ “ข้าต้องการไข่มุกวิญญาณมืดที่อยู่ในมือของเจ้า” ผลึกใสทรงปริซึมกลางหว่างคิ้วของเค่อไหลซือเท่อ สาดสะท้อนเงาร่างของเนี่ยเทียน “ขนาดข้ายังไม่ สามารถท้าให้วิญญาณร้ายทั้งห้ามีเลือดเนื้อขึ้นมาได้ ทว่าเจ้ากลับท้าได้ ไม่ว่าเจ้าจะใช้วิธีใด สุดท้ายไข่มุก วิญญาณมืดและทวยเทพแห่งความชั่วร้ายทั้งห้านั้นก็ ต้องกลายมาเป็นของข้าทั้งหมด” “ข้าจะใช้ไข่มุกวิญญาณมืดที่อยู่กับเจ้ามาท้าให้ข้า เลื่อนขั้นสู่สายเลือดระดับสิบ กลายมาเป็นต้าจุนให้ ได้!” แก่นเลือดสีเขียวใสกระจ่างหยดหนึ่งหมุนกลิ้งอยู่กลาง ฝ่ามือซ้ายขวาของเค่อไหลซือเท่อ
“สายเลือด ผนึกจิตวิญญาณ!” แก่นเลือดของเขาพลันแตกกระจาย ผลึกเลือดที่เล็ก ละเอียดยิ่งกว่าเดิมจ้านวนมากกลายมาเป็นอักขระที่ เก่าแก่ที่สุดในต้าราของเผ่าอสูรกาย อักขระอสูรกายแต่ละตัวล้วนแฝงเร้นไว้ด้วยเวทลับที่ กักกันจิตวิญญาณเอาไว้ เวทลับนั้นมาจากฟ้าดินที่ไม่มีใครรู้จักซึ่งทอดยาวเข้า ไปหาแม่น้ายมบาลของแดนยมบาล ทันใดนั้นเสียงเรียกขานแห่งวิญญาณชั่วร้ายก็ดังขึ้นที่ ข้างหูของเนี่ยเทียน ภาพน่าหวาดกลัวของศพกองทับถมกันเป็นภูเขาและ เลือดหลั่งนองดั่งมหาสมุทรผุดขึ้นมาในมหาสมุทรจิต วิญญาณของเนี่ยเทียนอย่างห้ามไม่ได้ ภูเขาแต่ละลูกที่เกิดจากกองซากศพล่องลอยอยู่ใน
มหาสมุทรเลือดสด ภาพเหตุการณ์ความความ กระหายเลือด เหี้ยมโหดและบ้าคลั่งผ่านการปลุกเสก จากห้าวิญญาณร้ายจึงแข็งแกร่งกว่าเก่าหลายเท่า ทันใดนั้นเนี่ยเทียนก็ค้นพบว่าเขาและเรือนกายที่มี เลือดเนื้อของเขาหลุดพ้นออกจากกัน ส่วนตัวเขาเอง กลายมาเป็นจิตวิญญาณที่แท้จริงกลุ่มหนึ่ง จิตวิญญาณที่แท้จริงของเขาถูกเทือกเขาที่มีเลือดเนื้อ กองเป็นพะเนินโอบล้อมเอาไว้ เบื้องใต้จิตวิญญาณที่แท้จริงคือมหาสมุทรเลือดที่ กว้างใหญ่ไพศาล กระแสจิตวิญญาณของเขาถูกกลิ่น คาวเลือดฉุนกึกกลบทับมิดเม้น เมื่ออยู่ท่ามกลางภาพเหตุการณ์ประหลาดนี้ จิต วิญญาณที่แท้จริงของเขาซึ่งเคยผ่านการชุบหลอมซ้า แล้วซ้าเล่าหลายครั้งกลับเริ่มค่อยๆ เปลี่ยนจากของ
จริงมาเป็นภาพลวงตา มีอักขระมากมายที่เขาไม่เข้าใจเหมือนผีเสื้อสีเขียวที่ ท้าท่าจะมุดเข้ามาในจิตวิญญาณที่แท้จริงของเขา ลบ เลือนความทรงจ้า ลบเลือนประสบการณ์ชั่วชีวิต และ ลบเลือนตราประทับทางจิตวิญญาณที่เป็นต้นก้าเนิด ของเขาไปทั้งหมด เหนือมหาสมุทรจิตวิญญาณ สะเก็ดดาวทั้งเก้าดวง หม่นแสงคล้ายถูกก้าราบไว้อย่างแน่นหนา “ไม่ว่าสายเลือดและเรือนกายของเจ้าจะแข็งแกร่งสัก เท่าไหร่ จิตวิญญาณของเจ้าก็ยังอ่อนแอมากอยู่ดี” เค่อไหลซือเท่อมหาราชาวิญญาณชั่วร้ายหัวเราะเบาๆ มองเศษแก่นเลือดแต่ละชิ้นที่กลายมาเป็นอักขระอสูร กายประหนึ่งเกล็ดหิมะที่ปลิวปรายมาโดนร่างของเนี่ย เทียน และหล่นลงสู่มหาสมุทรจิตวิญญาณของ
เนี่ยเทียน ในบรรดาเผ่าพันธุ์นับหมื่นที่อยู่ในโลกใบนี้ เผ่าพันธุ์ที่ เชี่ยวชาญด้านจิตวิญญาณมากที่สุดคือเผ่าอสูรกาย เวทลับทางจิตวิญญาณหลากหลายชนิดประกอบกับ พลังทางสายเลือดคือความมั่นใจของเผ่าอสูรกายมา โดยตลอด และเขาก็อาศัยเวทลับทางจิตวิญญาณของ เผ่าอสูรกายมาเล่นงานเนี่ยเทียน โดยไม่ใช้วิธีการอื่นๆ แม้แต่วิธีเดียว “แม้ว่าจิตวิญญาณแห่งดวงดาวแต่ละดวงที่เป็นการ สืบทอดของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวจะไม่ ธรรมดา แต่ขอบเขตของเจ้าก็ต่้าต้อยเกินไป สายเลือด เลือดเนื้อหรืออาวุธวิเศษล้วนไม่สามารถท้า ให้จิตวิญญาณของเจ้าเกิดการเปลี่ยนแปลงได้” เค่อไหลซือเท่อมีท่าทางผ่อนคลายราวกับรู้สึกว่า
ตัวเองต้องเอาชนะได้แน่นอน “ไป ช่วยเนี่ยเทียนสักหน่อย” ชั่วขณะที่มหาราชาวิญญาณชั่วร้ายเตรียมจะลงมือ อวี๋ซู่อิงแห่งวังพิสุทธิ์เร้นลับที่จับตามองอย่างใกล้ชิดก็ พลันออกค้าสั่ง เรือยักษ์สีเงินยวงที่เป็นของวังพิสุทธิ์เร้นลับพุ่งออกไป ดังสะเทือนเลือนลั่น แสงสีเงินกระจ่างถูกปลดปล่อยออกมาจากในตัวเรือ ผู้ฝึกลมปราณแดนเอตทัคคะเจ็ดคนของวังพิสุทธิ์เร้น ลับล้วนหันไปจับจ้องมหาราชาวิญญาณชั่วร้ายกัน หมด แสงหลากหลายสีสันเจ็ดเส้นปะปนไปกับเวทลับทาง จิตวิญญาณของวังพิสุทธิ์เร้นลับอย่างคาถาเจ็ด อารมณ์ชักน้าวิญญาณตัดสลับกันอยู่กลางอากาศ
แล้วแหวกทะยานออกไป “สวบ!” นภากาศเหมือนถูกเจาะแทงให้กลายเป็นช่องทางหนึ่ง แม้แต่หลัวว่านเซี่ยงยังอุทานเบาๆ เขาค้นพบด้วย ความแปลกใจว่าเขตอาคมหลายชั้นที่ธงสรรพดารา ดารดาษสร้างขึ้นมาก็ยังถูกแทงทะลุได้อย่างง่ายดาย คาถาเจ็ดอารมณ์ชักน้าวิญญาณคือเวทลับแห่งการ ร่วมโจมตีที่ผู้ก่อตั้งวังพิสุทธิ์เร้นลับร่วมสร้างขึ้นมา พร้อมกับลูกศิษย์หกคน เวทคาถานี้จ้าเป็นต้องมีคนเจ็ดคนที่ขอบเขตเท่าเทียม กันใช้ถึงจะสามารถร่ายออกมาได้ ความลี้ลับของคาถาเจ็ดอารมณ์ชักน้าวิญญาณคือ สามารถชักน้าจิตวิญญาณของคนเจ็ดคนให้เข้ามา ประกอบหลอมรวมเป็นหนึ่ง สุดท้ายกลายมาเป็น
กระบวนท่าไม้ตายจากเวทลับหลากหลายชนิดของวัง พิสุทธิ์เร้นลับที่หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน ซึ่งใช้ท้าลายเวทคาถาแห่งการกักกันจิตวิญญาณทุก ชนิดโดยเฉพาะ! “ตึง!” เป้าหมายที่ล้าแสงซึ่งพร่างพราวผิดปกติเพราะเกิด จากการรวมตัวกันของล้าแสงเจ็ดเส้นโจมตีไป ก็คือ ผลึกใสกลางหว่างคิ้วของเค่อไหลซือเท่อ ล้าแสงยังไม่ทันมาถึง ผลึกใสที่อยู่กลางหว่างคิ้วของ เค่อไหลซือเท่อก็เจ็บร้าวผิดปกติ “น้าวนจิตวิญญาณ!” เค่อไหลซือเท่อตวาดกร้าว เศษซากวิญญาณนับพัน นับหมื่นกรูกันออกมาล้อมวน ท้าให้พื้นที่แถบนี้เต็มไป ด้วยพลังประหลาดเพราะน้าวนที่เกิดจากการรวมตัว
กันของซากวิญญาณ พอล้าแสงที่เกิดจากการรวมตัวกันของคาถาเจ็ด อารมณ์ชักน้าวิญญาณพุ่งหายเข้าไปในน้าวนก็พลัน เปลี่ยนมาเป็นบิดเบือน ไม่ตรงแน่วอีกต่อไป “หลัวว่านเซี่ยง เจ้าสมคบคิดกับเผ่าอสูรกาย แล้วรู้ถึง ผลลัพธ์ที่จะตามมาหรือไม่?” อวี๋ซู่อิงไม่แม้แต่จะมองการต่อสู้ของลูกน้องแดน เอตทัคคะกับเค่อไหลซือเท่อ เพียงจ้องนิ่งไปที่หลัว ว่านเซี่ยง แล้วใช้ค้าพูดโจมตี “เสียแรงที่เจ้าเป็นถึง รองเจ้าต้าหนักของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว คน โลภอย่างเจ้าขึ้นมาด้ารงต้าแหน่งได้อย่างไร? ข้าได้ยิน มาตั้งนานแล้วว่าเจ้าไม่เคยลงรอยกับเนี่ยเทียน แต่ เจ้าก็ไม่จ้าเป็นต้องโยนความผิดฐานสมคบคิดกับเผ่า อสูรกายให้กับเนี่ยเทียนเพียงเพราะปัญหาภายใน
ส้านักไม่ใช่หรือ?” นางไม่ใช่คนโง่ เพียงแค่เห็นว่าพอพวกจู่กวางเหย้าจากไป เค่อไหลซือเท่อก็ลงมือกับเนี่ยเทียนทันที นางก็รู้แล้ว ว่าคนที่สมคบคิดกับเผ่าอสูรกายที่แท้จริง ไม่ใช่เนี่ย เทียน แต่เป็นหลัวว่านเซี่ยงเองต่างหาก “มีเรื่องบางเรื่อง ที่หลังจากนี้เจ้าจะค่อยๆ เข้าใจไป เอง” หลัวว่านเซี่ยงตอบกลับด้วยน้าเสียงเย็นชา “เรื่องอะไร?” อวี๋ซู่อิงถามอย่างแปลกใจ “การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว” หลัว ว่านเซี่ยงแค่นเสียง “หลังจากนี้วังพิสุทธิ์เร้นลับของ เจ้าแค่จะเอาตัวเองให้รอดก็ยังยาก แล้วยังคิดเพ้อฝัน ว่าจะฮุบกลืนพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวอย่างนั้นรึ? ขนาดพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวยังพ่ายแพ้ แล้ววัง
พิสุทธิ์เร้นลับกระจอกๆ ของเจ้า จะรอดไปได้ อย่างไร?” อวี๋ซู่อิงขมวดคิ้วมุ่น “ดาวตก” แสงดาวนับพันนับหมื่นทอประกายพากันบินออกมา จากธงสรรพดาราดารดาษ ครั้นแล้วก็ร่วงลงมาห่อหุ้ม อิ่นสิงเทียน โม่เชียนฝาน อวี๋ซู่อิงและคนของวังพิสุทธิ์ เร้นลับที่อยู่บนเรือยักษ์สีเงินยวงเอาไว้ ———————————
ราชาสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 42 บทที่ 1249 บุปผาเก้าดาราเติบโตอีกครั้ง
ดวงดาวพร่างพราวดารดาษหล่นลงมาจากท้องฟ้า ประหนึ่งเทพธิดาโปรยดอกไม้ ประหนึ่งธารดาราที่ หล่นร่วงจากจุดลึกของชั้นเมฆลงมาสู่ที่แห่งนี้ ทุกคนนอกจากเค่อไหลซือเท่อแล้วต่างก็ถูกแสงดาว ล้อมโจมตี รวมไปถึงเนี่ยเทียน “กระบี่แหวกเวหา!” อิ่นสิงเทียนโบกกระบี่ แสงกระบี่ตรงแน่วคล้ายธารน้า เส้นยาวที่ทอดยาวไปสู่ชั้นฟ้า กายธรรมแห่งเทพของโม่เชียนฝานทะยานขึ้นสูงอีก ครั้ง มือทั้งสองข้างสร้างตราประทับขึ้นมา ลูกแสงขุ่น
มัวลูกหนึ่งเหมือนโลกสายฟ้าที่ก่อตัวขึ้นมากลางฝ่ามือ ของเขา ซึ่งเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังสายฟ้าพลุ่งพล่าน เหมือนรวมบ่อสายฟ้าไว้หลายบ่อ “คาถาเจ็ดอารมณ์ฟ้าสีเงิน!” แดนเอตทัคคะเจ็ดท่านของวังพิสุทธิ์เร้นลับเปลี่ยน คาถา ใช้พลังวิญญาณของตนเองไปชักน้าพลังจากเรือ ยักษ์สีเงินยวง ใต้เรือยักษ์สีเงินมีห้องลับสีเงินอยู่ห้องหนึ่งที่กองอัญ มณีสีเงินยวงระยิบระยับเอาไว้ ตอนนี้อัญมณีทั้งหมดล้วนกลายเป็นเศษผงไปหมด พลังสีเงินที่ลึกลับเกินจะหยั่งและยิ่งใหญ่ไพศาลขุม หนึ่งถูกชักน้ามา แล้วถูกเรือยักษ์สาดยิงออกไปอีกที “จงขึ้นมา!”
ม่านฟ้าสีเงินสว่างไสวชั้นหนึ่งลอยอยู่เหนือเรือยักษ์ ซึ่งแดนเอตทัคคะเจ็ดท่านค่อยกรอกเทพลังให้อย่าง ต่อเนื่อง ดวงดาวมากมายร่วงกราวจนม่านแสงสีเงินส่งเสียงดัง “ฟู่วๆ” พยายามต้านทานดวงดาวทั้งหลายไว้ด้วย ความยากล้าบากเล็กน้อย บางครั้งพอจะมองเห็นดาวดารดาษแตกกระจาย มีโซ่ กฎเกณฑ์แห่งดวงดาวหลายเส้นแตกระเบิดท่ามกลาง ม่านแสงสีเงิน ท้าลายภาพค่ายกลเก่าแก่ที่อยู่ด้านหลัง ม่านแสงให้พังพินาศ “แสงเทพช้าระฟ้า!” อวี๋ซู่อิงสูดลมหายใจเข้าลึกหนึ่งครั้ง แล้วจึงเรียกกาย ธรรมแห่งเทพออกมาพร้อมกับกระตุ้นใช้อาวุธเทพไม่ ดับสลาย
กายธรรมแห่งเทพของนางถูกล้อมวนไปด้วยล้าแสง ประหลาดเป็นกลุ่มๆ ล่องลอยประดุจเทพเซียน เข็ม เงินที่จ้าแลงมาจากแสงเทพช้าระฟ้าสามารถลอดผ่าน ทุกม่านปราการ พลังท้าลายล้างสะท้านฟ้าสะเทือน ดิน “สวบ!” แสงศักดิ์สิทธิ์คมกริบบินออกมาจากกายธรรมแห่ง เทพของนาง ดวงดาวดารดาษทุกดวงที่ตกกระทบสู่แสงเทพช้าระ ฟ้าจะต้องระเบิดไปตามเสียงที่ดังขึ้น อานุภาพของแสงศักดิ์สิทธิ์ที่เหลืออยู่ยังคงไม่ลด น้อยลง! แสงสว่างย้อนทวนขึ้นไปบนฟ้า แล้วก็จ้วงแทงเข้าสู่ธง สรรพดาราดารดาษของหลัวว่านเซี่ยงอีกครั้ง แม้แต่
พลังดวงดาวที่หลัวว่านเซี่ยงชักน้าให้มาประกอบกัน อย่างรีบร้อนก็ยังถูกแสงเทพช้าระฟ้าแทงทะลุได้อย่าง ง่ายดาย “ไม่เสียแรงที่เป็นอาวุธเทพไม่ดับสลายซึ่งสืบทอดต่อ กันมารุ่นแล้วรุ่นเล่าของวังพิสุทธิ์เร้นลับ ไม่ธรรมดา จริงๆ” แม้แต่หลัวว่านเซี่ยงยังออกปากชม ธงสรรพดารา ดารดาษที่อยู่ด้านหลังเขาเปลี่ยนแปลงไปอีกครั้ง กลุ่ม ดาวสุกสกาวในผืนธงพากันกลิ้งซัดบ่า ดวงดาวผลึกใสหลายดวงโคจรตามวิถี แสงดาวตัด สลับกันกลายมาเป็นค่ายกลดวงดาวที่เก่าแก่ “ธารดาราแปรเปลี่ยน!” ดวงดาวแต่ละดวงถักทอเข้าหากัน กลายมาเป็นภาพ ลึกลับที่มียักษ์ตนหนึ่งง้างธนูเตรียมยิง
เมื่อยักษ์ง้างธนูจนสุดสาย แสงดาวเส้นหนึ่งก็พุ่งพรวด ออกมาจากในธงสรรพดาราดารดาษอย่างน่าพรั่นพรึง ประหนึ่งแม่น้าแห่งสวรรค์ที่ไหลกรากลงมา สัจธรรม ความจริงแห่งดวงดาวที่ยิ่งใหญ่ไพศาลและปราณแห่ง การเข่นฆ่าเข้มข้นแผ่ออกมาจากแสงดาวเส้นนั้น ท้าลายแสงเทพช้าระฟ้าจ้านวนมากที่อวี๋ซู่อิงควบคุม ให้แตกกระเซ็นไปทั่วทิศ ล้าแสงดวงดาวหลายล้านเส้นและสะเก็ดแสงเล็กๆ น้อยๆ ต่างฝ่ายต่างคล้ายจะบินไปปะทะฝั่งตรงข้าม ปราการอาคมของท้องฟ้าแถบนี้ที่มีแสงดาวของหลัว ว่านเซี่ยงปกคลุมเอาไว้ต่างก็ถูกเศษแสงเทพช้าระฟ้า ทะลุทะลวงจนแตกทลายออกด้วยตัวเอง ห่างออกไปไกลแสนไกล เรือรบทางช้างเผือกล้าหนึ่งที่ บินมาจากอาณาจักรน้าแข็งเบื้องล่างถูกเศษแสงของ
แสงเทพช้าระฟ้าพุ่งมากระทบก็แตกกระจายออกเป็น เสี่ยงๆ อยู่กลางอากาศ ผู้ฝึกลมปราณขอบเขตต่้าหลายคนที่อยู่ในอาณาจักร ด้านล่างยังไม่ทันตั้งตัวก็ตายไปเสียก่อนแล้ว “สวบ!” ล้าแสงดาวที่ธงสรรพดาราดารดาษของหลัวว่านเซี่ย งยิงออกมามีเส้นหนึ่งแยกออกมาต่างหาก ก่อนจะ ทะลวงผ่านความว่างเปล่านับหมื่นลี้ร่วงลงไปยัง อาณาจักรที่พวกเนี่ยเทียนบินออกมาพอดี ล้าแสงดวงดาวที่ร่วงลงมาจากฟ้ากระแทกสู่พื้นดิน ท้าให้พื้นที่ที่มีน้าแข็งกินอาณาบริเวณนับพันลี้พื้นดิน ถล่มภูเขาทลาย “ตูมๆๆ!” ภูเขาน้าแข็งสิบกว่าลูกระเบิดออกในเวลาเดียวกัน
พื้นดินก็ถูกล้าแสงดาวที่สาดยิงลงมาเจาะทะลุจนเป็น หลุมโพรงที่ไม่รู้ว่าลึกแค่ไหน อาณาจักรทั้งแห่งถูกแทงทะลุเป็นรู! ก้อนน้าแข็งหนาชั้นที่เป็นโครงสร้างใต้ดินของ อาณาจักรน้าแข็งแห่งนี้ถูกท้าลายเสียหายในระดับที่ ไม่สามารถซ่อมแซมได้อีก ล้าแสงดวงดาวเส้นหนึ่งลอดทะลวงปราการของ อาณาจักร ทั้งยังเจาะพื้นดินให้เป็นรู คนที่ยิงมัน ออกมาก็คือแดนเทพเจ้าช่วงกลาง ครอบครองอาวุธ เทพไม่ดับสลายที่มีอานุภาพน่าหวาดกลัว อานุภาพที่สามารถดับท้าลายอาณาจักรแห่งหนึ่งได้! “ฟู่วๆ!” แทบจะเวลาเดียวกันก็มีดาวตกดวงหนึ่งร่วงลงใส่ เนี่ยเทียน ชั่วขณะที่มันร่วงกระทบไหล่ของเขาก็กลาย
มาเป็นแสงดาวที่แตกกระจายซึ่งแทรกซอนเข้าไปสู่ ร่างของเนี่ยเทียน ตราประทับสะเก็ดดาวสามดวงที่อ้าพรางอยู่ตรง หน้าอกของเนี่ยเทียนพลันส่องแสงสว่างจ้า แก่นเลือดหยดหนึ่งที่นาบประทับสัจธรรมสายเลือด แห่งชีวิตของเนี่ยเทียนได้รับการชักน้าจากจิตส้านึก ของเนี่ยเทียนให้บินเข้าไปยังมหาสมุทรวิญญาณจุด ตันเถียนของเขาโดยอัตโนมัติ แก่นเลือดหยดนั้นผสานรวมเข้าไปในบุปผาเก้าดาราที่ อยู่ในโอสถวิญญาณดวงดาวของเขา บุปผาเก้าดาราพลันเกิดการแปรสภาพ! มีกลีบดอกของสองดอกใหม่งอกขึ้นมาบนล้าต้นของ บุปผาเก้าดาราอย่างรวดเร็ว กลีบดอกที่ก่อก้าเนิดขึ้นมาใหม่มีแสงดาวเป็นกลุ่มๆ
อยู่ข้างในเกสร ประหนึ่งธารแสงดาวที่มองดูแล้ว ลึกลับเกินจะหยั่ง แล้วจู่ๆ บุปผาเก้าดาราก็ส่งแรงดึงดูดอย่างรุนแรง ออกมา! ดูเหมือนว่ามันก้าลังจะแปรสภาพเพราะแก่นเลือด หยดนั้นของเนี่ยเทียน และพลังในการแปรสภาพครั้ง นี้ นอกจากได้รับการกระตุ้นจากแก่นเลือดแล้ว ยังมี พลังของดวงดาวที่มากมหาศาลอีกด้วย! คาถาดาวตกที่หลัวว่านเซี่ยงร่ายใช้ท้าให้ดาวดวงนั้นที่ ร่วงลงมามีพลังดวงดาวที่น่าหวาดกลัว ซึ่งตอนนี้ถูก ถูกตราประทับสะเก็ดดาวสามดวงชักดึงมาโคจร ปราณของหลัวว่านเซี่ยงในพลังดวงดาวที่เนี่ยเทียน สัมผัสว่าได้สามารถน้ามาใช้ได้ บัดนี้ถูกตราประทับ สะเก็ดดาวสามดวงลบทิ้งไปหมด
พลังดวงดาวเป็นเส้นๆ ที่บริสุทธิ์อย่างถึงที่สุดก็ถูกบุป ผาเก้าดาราและโอสถวิญญาณดวงดาวดูดซับเข้าไปยัง มหาสมุทรจิตวิญญาณจุดตันเถียนของเขา “ซี่ๆๆ!” ขณะที่บุปผาเก้าดาราแปรสภาพ มันยังสร้าง สนามแม่เหล็กที่ชักน้าพลังดวงดาวขึ้นมาบนร่างของ เนี่ยเทียนด้วยตัวเอง ดวงดาวหลายดวงเดิมทีไม่ควรร่วงลงมาหาเนี่ยเทียน พลันเปลี่ยนทิศทาง หันมาร่วงใส่บนร่างของเนี่ยเทียน แทน ตราประทับของหลัวว่านเซี่ยงที่อยู่ในดวงดาวแต่ละ ดวงถูกลบทิ้งอย่างไร้ปราณี พลังดวงดาวบริสุทธิ์ถูกบุปผาเก้าดาราชักน้าให้เข้าไป อยู่ในร่างของตัวมันเอง เพื่อช่วยในการเติบโตของสอง
ดอกใหม่ที่เพิ่งถือก้าเนิดขึ้นมา แก่นเลือดแห่งชีวิตอีกหยดหนึ่งบินออกมาจากหัวใจ ของเนี่ยเทียนแล้วผสานรวมเข้าไปในบุปผาเก้าดารา ล้าต้นของบุปผาเก้าดาราดูดกลืนพลังมหัศจรรย์แห่ง สายเลือดของชีวิตไปอย่างตะกละตะกลาม “พรวด!” แล้วทันใดนั้น จิตวิญญาณแห่งดวงดาวแต่ละดวงที่อยู่ ในมหาสมุทรจิตวิญญาณของเนี่ยเทียนก็พลันส่องแสง เจิดจ้า! จิตวิญญาณแห่งดวงดาวที่ถูกกลบแสงพลันสว่างไสว ผิดปกติ เนี่ยเทียนที่ก่อนหน้านี้ตกอยู่ในสภาวะจิต วิญญาณถูกก้าราบพลันฟื้นคืนสติ “จงแตกออก!” แสงจ้าที่ท้าให้คนแสบตาสาดส่องออกมาจากใน
มหาสมุทรจิตวิญญาณของเนี่ยเทียน เวทผนึกวิญญาณที่เค่อไหลซือเท่อร่ายใช้กับคนที่จิต วิญญาณอ่อนแอเป็นพิเศษกลับถูกโจมตีจนแหลก สลาย ผลึกใสทรงปริซึมกลางหว่างคิ้วของเค่อไหลซือเท่อ หม่นแสงลง สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนมาเป็นมืดทะมึน “คาถาเจ็ดอารมณ์ชักน้าวิญญาณบัดซบ หากไม่มีไอ้ เฒ่าประหลาดเจ็ดคนนั่นของวังพิสุทธิ์เร้นลับยื่นมือ เข้าแทรก เจ้าเนี่ยเทียนนั่นจะท้าลายผนึกแห่ง วิญญาณของข้าลงได้อย่างไร?” เค่อไหลซือเท่อยังคงรู้สึกปวดแปลบตรงหว่างคิ้ว รู้ดี ว่าเป็นเพราะแดนเอตทัคคะเจ็ดคนของวังพิสุทธิ์เร้น ลับร่วมมือกัน ท้าให้เขาจ้าต้องแบ่งสมาธิส่วนใหญ่ไป รับมือ ถึงท้าให้ผนึกแห่งวิญญาณที่เขาร่ายก่อนหน้านี้
เกิดช่องโหว่ จนเนี่ยเทียนหาวิธีคลี่คลายได้ “เอ๊ะ!” ขนาดหลัวว่านเซี่ยงที่ร่ายใช้เวทลับดวงดาวจัดการกับ ทุกคนก็ยังมีความประหลาดใจฉายออกมาทางดวงตา “ตราประทับสะเก็ดดาวสามดวงมีเฉพาะในบุตรแห่ง ดวงดาว ตราประทับที่อยู่ในร่างของเขากลับลบเลือน ร่องรอยดวงดาวที่เป็นของข้าได้” หลัวว่านเซี่ยงพึม พ้าอย่างเหม่อลอย “ในอดีต ข้าเองก็เคยเป็นบุตรแห่ง ดวงดาว ตราประทับสะเก็ดดาวที่เป็นเช่นนี้ถูกสืบ ทอดกันมารุ่นแล้วรุ่นเล่า ซึ่งนายแห่งดวงดาวเป็นผู้ ปลุกเสกพลัง…” “พลังของจี้ชางงั้นหรือ? เขาหายตัวไปหลายปี ตรา ประทับสะเก็ดดาวที่เขาปลุกเสกเอาไว้ยังสามารถลบ เลือนร่องรอยของข้าได้อีกรึ?”
“แดนเทพเจ้าช่วงท้ายน่ากลัวถึงเพียงนี้จริงๆ หรือ? เพียงแค่เสี้ยวของพลังที่ทิ้งไว้ในตราประทับสะเก็ด ดาวก็สามารถก้าราบปราณของข้าได้แล้ว?” “พรวดๆๆ!” มีดวงดาวมากกว่าเดิมที่หลัวว่านเซี่ยงจงใจสาดใส่เนี่ย เทียน “เป็นแค่เขตวิญญาณ คิดโลภฮุบกลืนพลังดวงดาวของ ข้า เจ้ากินไหวหรือ? ไม่กลัวจะอิ่มตายหรือไง?” หลัว ว่านเซี่ยงแค่นเสียงเย็นแล้วใส่พลังเพิ่มขึ้นไปอีกอย่าง เจตนาร้าย ทันใดนั้นก็มีแก่นดวงดาวที่ถูกเขาชุบหลอมอีกหลาย สิบดวงร่วงกราวใส่เนี่ยเทียน ดวงดาวและประกายแสงทั้งหมดต่างก็หลอมละลาย เข้าสู่ร่างของเนี่ยเทียนโดยไม่มีข้อยกเว้น
“อ๊าก!” เนี่ยเทียนพลันแผดเสียงร้องค้ารามด้วยความ เจ็บปวด ———————————
ราชาสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 42 บทที่ 1250 บุปผาเก้าดอกผลิบาน
ดวงดาวทุกดวงต่างก็เป็นผลึกของพลังดวงดาว พลัง ดวงดาวจึงบริสุทธิ์อย่างถึงที่สุด เพราะอย่างไรเสียนั่นก็คือพลังดวงดาวที่หลัวว่านเซี่ย งซึ่งเป็นแดนเทพเจ้าค่อยๆ กลั่นกรองชุบหลอมทีละ นิดมานานหลายหมื่นปี พลังดวงดาวแต่ละเสี้ยวล้วนผ่านการชุบหลอมได้ บริสุทธิ์ยิ่งกว่าพลังดวงดาวในหินดวงดาวหรือไม่ก็ ในทางช้างเผือกที่เนี่ยเทียนเคยดึงสกัดออกมา ดวงตาของหลัวว่านเซี่ยงดุจดวงดาวที่เยียบเย็นซึ่งจ้อง มองมายังเนี่ยเทียนด้วยสายตาเย้ยหยัน เสียงร้องคำรามโหยหวนของเนี่ยเทียนไม่ได้อยู่เหนือ การคาดการณ์ของเขาไปแม้แต่น้อย
“เจ้าที่มีขอบเขตเป็นเพียงเขตวิญญาณ ซ้ำยังฝึกควบ สามธาตุทั้งเปลวเพลิง พืชหญ้าและดวงดาว จะแบก รับพลังดวงดาวที่มากไพศาลขนาดนี้ได้อย่างไรไหว?” เขาส่ายหน้า “บุปผาเก้าดาราสามารถดึงเอาไปส่วน หนึ่ง แต่บุปผาเก้าดาราดอกนั้นของเจ้าเติบโตได้ถึงขั้น ไหนเชียว? มีแค่ห้าดอก หรือว่าเจ็ดดอก?” ในฐานะที่เป็นบุตรแห่งดวงดาวของรุ่นก่อน เขาจึง เข้าใจตราประทับสะเก็ดดาว บุปผาเก้าดารา และเวท ลับต่างๆ ของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวละเอียด กว่าเนี่ยเทียนมากนัก แม้ว่าบุปผาเก้าดาราจะพิเศษ แต่ก็ยังไม่ใช่วัตถุดิบ วิเศษระดับเพาะฟ้า มากสุดก็เทียบเคียงได้แค่ระดับ ใต้ดินเท่านั้น วัตถุดิบวิเศษระดับใต้ดินเช่นนี้เหมาะสมกับผู้ฝึก
ลมปราณที่ฝึกคาถาดาวตกมากอย่างแท้จริง ทว่าระดับใต้ดินก็คือระดับใต้ดิน ไม่ใช่ระดับเพาะฟ้า ด้วยขอบเขตของเนี่ยเทียน ไม่น่าจะเป็นไปได้ที่จะ กระตุ้นให้บุปผาเก้าดาราซึ่งเป็นเพียงวัตถุดิบวิเศษ ระดับใต้ดินเติบโตได้อย่างเต็มที่ จนถึงขั้นที่ดอกทั้ง เก้าล้วนเบ่งบานพร้อมกันหมด เขามองเหตุการณ์ได้อย่างทะลุปรุโปร่ง “ปุๆๆ!” เมื่อแสงดาวหลายเสี้ยวล้นออกมาจากในร่างของเนี่ย เทียนจึงทะลุสาดยิงไปด้านนอก เรือนกายที่แข็งแกร่งของเนี่ยเทียนคล้ายถูกเข็มแหลม แทงจนเป็นรูนับร้อย และแสงดาวเหล่านั้นก็สาดยิง ออกมาจากรูที่ว่านี้ มหาราชาวิญญาณชั่วร้ายตะลึงงัน เมื่อสัมผัสได้ถึง
ปราณของหลัวว่านเซี่ยงก็หยุดมือโดยอัตโนมัติ ไม่ได้ รีบร้อนดึงเอาแก่นเลือดของตัวเองออกมาสังหารเนี่ย เทียนต่อ หลังจากที่แค่นเสียงเย็นในลำคอหนึ่งครั้ง หลัวว่าน เซี่ยงก็ไม่ได้เหลือบแลมามองเนี่ยเทียนอีก เพียงหันไป ใช้ความมหัศจรรย์ของธงสรรพดาราดารดาษมา กำราบพวกอวี๋ซู่อิง โม่เชียนฝานและอิ่นสิงเทียนอีก ครั้ง ดูเหมือนเขาจะรู้สึกว่า เนี่ยเทียนต้องโดนพลังดวงดาว ที่เขากรอกเทไปให้อัดแน่นจนโอสถวิญญาณดวงดาว ระเบิดแตกตาย เพราะด้วยโอสถวิญญาณดวงดาวของเนี่ยเทียนที่เป็น แค่เขตวิญญาณ บวกกับบุปผาเก้าดาราอีกแค่ต้นเดียว ตามหลักแล้วก็ไม่มีทางที่จะทานรับพลังดวงดาวที่เขา
กรอกเทเข้าไปได้ไหว แก่นเลือดแห่งชีวิตหยดหนึ่งบินออกมาจากหัวใจของ เนี่ยเทียน แก่นเลือดแห่งชีวิตหยดลงบนบุปผาเก้าดาราอีกครั้ง กิ่งก้านมากมายของบุปผาเก้าดารากลืนกินแก่นเลือด ลมมากไพศาลที่อยู่ในแก่นเลือดหยดนั้นอย่างบ้าคลั่ง บุปผาเก้าดาราเติบโตอีกรอบ! ตอนแรกนั้นบุปผาเก้าดารามีดอกบานแค่ห้าดอก และ ก่อนหน้านี้ก็ได้รับการกรอกเทจากแก่นเลือดแห่งชีวิต บวกกับการชุบหลอมจากดวงดาวดารดาษที่ร่วงกราว ลงมาจึงผลิดอกอีกสองดอก คราวนี้มีแก่นเลือดหยดลงไปอีกครั้ง จึงเป็นเหตุให้บุป ผาเก้าดาราผลิดอกออกมาอีกสองดอก ห้าดอก เจ็ดดอก เก้าดอก!
ดอกของบุปผาเก้าดาราผลิบานพร้อมกันทั้งหมดใน เวลาเพียงครู่เดียว! กลีบดอกแต่ละดอกประหนึ่งห่อหุ้มธารดวงดาวเอาไว้ ทำให้พวกมันสามารถดึงดูดพลังดวงดาวมาได้มากยิ่ง กว่าเดิม! พลังดวงดาวที่เต็มล้นอยู่ในโอสถวิญญาณดวงดาวซึ่ง ยังคงกรอกเทเข้ามาอย่างต่อเนื่องจึงพลันหาที่ระบาย ใหม่พบ พลังดวงดาวที่มากกว่าเดิม บริสุทธิ์กว่าเดิมและถูกชุบ หลอมได้ยอดเยี่ยมกว่าเดิมไหลรินเข้าไปหากลีบดอก ใหม่ของบุปผาเก้าดาราอย่างไม่ขาดสาย ประหนึ่งธาร ดวงดาวหลายผืนที่ถูกจุดไฟให้สว่างไสวด้วยพลังของ ดวงดาว! ขณะที่เนี่ยเทียนกำลังร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด
กลับอาศัยแรงดึงดูดของบุปผาเก้าดาราไปชักนำ ดวงดาวเปล่งประกายที่ถูกหลัวว่านเซี่ยงเปลี่ยนวิถีอีก ครั้ง มีดวงดาวเปล่งประกายดวงใหม่ร่วงลงมาในร่างของ เนี่ยเทียนดวงแล้วดวงเหล่า พริบตาเดียวก็หายวับเข้า ไปในมหาสมุทรวิญญาณจุดตันเถียนของเขา บุปผาเก้าดาราที่ฝังรากอยู่ในโอสถวิญญาณดวงดาว ซึ่งถูกชุบหลอมจนกลายเป็นผลึกแข็งถูกสายเลือดแห่ง ชีวิตอาบย้อมจนมีสีแดงสดปลั่ง ขนาดของบุปผาเก้าดาราค่อยๆ ขยับขยายเติบโตไปที ละนิด ในลักษณะอันเหมือนผลึกใสของดอกไม้เก้า ดอกมีสีแดงเรื่อๆ เจือปน “ตูม!” แล้วจู่ๆ บุปผาเก้าดาราดอกนั้นก็เกิดการเปลี่ยนแปลง
อีกครั้ง! มีกิ่งก้านใหม่ที่ไม่รู้ว่าได้รับการชักนำจากอะไรถึงได้ งอกออกมาจากลำต้นหลัก เมื่อมองอย่างละเอียดจะเห็นได้ว่ากิ่งก้านที่งอก ออกมาใหม่ก็มีผลึกแสงดาวเป็นจุดๆ ผลิขึ้นมา ซึ่ง ส่วนหนึ่งของผลึกใสมีวงแสงดาวส่องระเรื่อ มองดู คล้ายว่ามันจะกำลังกลายมาเป็นดอกไม้ดอกใหม่ การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ แม้แต่เนี่ยเทียนเอง ก็ยังตกใจไปเหมือนกัน “ตุ้บๆ!” ทันใดนั้นผลึกดวงดาวที่เป็นของหลัวว่านเซี่ยงซึ่งร่วง ระนาวลงมาก็ถูกแรงดึงดูดบังคับดึงเอามาอีกครั้ง ดาวตกดวงแล้วดวงเล่าที่เดิมทีหลัวว่านเซี่ยงคิดจะ เอาไว้ใช้รับมือแดนเอตทัคคะเจ็ดคนของวังพิสุทธิ์เร้น
ลับพากันย้ายทิศทาง ไหลเข้าไปหาเนี่ยเทียนอย่างที่ ไม่อาจควบคุม “ตูม!” เรือนกายของเนี่ยเทียนพลันส่องแสงเจิดจ้าสว่างไสว หลายคนที่กำลังต่อสู้กัน หลังจากความตื่นตะลึงผ่าน ไปก็พากันหันมามองโดยอัตโนมัติ พวกเขาพลันสังเกตเห็นว่ากลางกระหม่อมเหนือ ศีรษะของเนี่ยเทียนมีเงามายาของดอกไม้ประหลาดที่ ส่องแสงแวววาวลอยออกมาอย่างลึกลับ กิ่งก้านแต่ละกิ่งของดอกไม้ประหลาดดอกนั้นคล้ายจะ เชื่อมโยงไปยังธารดวงดาว ดอกไม้แต่ละดอกที่ผลิ บานก็เป็นราวกับกลุ่มก้อนเมฆที่คล้ายจะแฝงเร้น ความลี้ลับของดวงดาวไว้อย่างไร้ที่สิ้นสุด
ดอกไม้ประหลาดดอกนั้นลอยตระหง่านอยู่ในจุดลึก ของทางช้างเผือก ห้อมล้อมไว้ด้วยดวงดาวหลายล้าน ดวงซึ่งส่องแสงสุกสกาวพร่างพราวสุดขีด “ฟิ้ว!” ดวงดาวดารดาษถูกหลัวว่านเซี่ยงใช้พลังแห่งเทพ ควบคุมให้เข้าไปเล่นงานอวี๋ซู่อิง อิ่นสิงเทียน แล้วทันใดนั้น ดวงดาวดารดาษก็ถูกดอกไม้ประหลาด ดึงดูดอย่างที่มิอาจควบคุม และชั่วขณะที่สัมผัสเข้า กับดอกไม้ประหลาดของเนี่ยเทียนก็หายวับไปไม่ เหลือร่องรอย หลัวว่านเซี่ยงพลันหน้าเปลี่ยนสี เขาค้นพบด้วยความหวาดกลัวว่า ยามที่แสงดาวเปล่ง ประกายซึ่งมีอำนาจจิตของเขาฝากฝังอยู่ภายในสัมผัส โดนร่างของเนี่ยเทียน ก็ไม่เพียงแต่ถูกตราประทับ
สะเก็ดดาวลบเลือนอำนาจจิตของเขา ยังถูกดอกไม้ ประหลาดดอกนั้นบังคับรั้งพลังดวงดาวที่บริสุทธิ์ของ เขาเอาไว้อีกด้วย! “บุปผาเก้าดารา! ไม่ควรเป็นเช่นนี้!” เขาจับจ้องไปยังดอกไม้ประหลาดที่ลอยอยู่เหนือ ศีรษะเนี่ยเทียนเขม็ง ลำคอก็เปล่งเสียงประหลาด ออกมา “ข้าเอง ก็เคยเป็นบุตรแห่งดวงดาว เหมือนกัน! ในอดีตข้าก็เคยใช้ค่าคุณความดีสิบล้าน คะแนนแลกบุปผาเก้าดารามาหนึ่งดอก! ข้ายังไม่ทัน เลื่อนสู่แดนเทพเจ้า บุปผาเก้าดาราดอกนั้นของข้าก็มี ดอกไม้ผลิบานครบเก้าดอกแล้ว!” “ตอนที่บุปผาเก้าดาราของข้าเติบโตถึงขีดสุดก็ไม่เคย มีประสิทธิภาพเช่นนี้ ไม่เคยลึกลับขนาดนี้!” “สวบๆๆ!”
ขณะที่จิตใจของเขากำลังสั่นสะท้าน แสงสว่างเจิดจ้า นับหมื่นลี้ของแสงเทพชำระฟ้าก็แทรกซอนเข้ามาใน ธงสรรพดาราดารดาษของเขา ธารดารากว้างใหญ่ไพศาลที่จำแลงออกมาจากธง สรรพดาราดารดาษเกิดเสียง “ปัง” ดังขึ้นมา ทั้งยังมี แสงดาวที่เป็นสะเก็ดเล็กสะเก็ดน้อยบินออกมาจากใน อาวุธเทพไม่ดับสลาย พอสะเก็ดแสงบินออกมา เขาก็เตรียมจะใช้กระแสจิต วิญญาณเข้าควบคุมพวกมัน แต่กลับค้นพบว่าอิ่นสิง เทียนและโม่เชียนฝานพากันลงมืออย่างพร้อมเพรียง ขณะที่เขาร่ายเวทคาถาเตรียมจะเปิดฉากสังหารครั้ง ใหญ่ก็ค้นพบอีกครั้งว่า สะเก็ดแสงดาวที่สาดออกมา เหล่านั้นถูกดอกไม้ประหลาดของเนี่ยเทียนดูดซับเอา ไปอีกครั้ง
ความรู้สึกที่ว่าจู่ๆ พลังที่เป็นของเขาก็ไหลหายไปจาก เขา ทำให้เขาเริ่มไม่เป็นสุข “บุปผาเก้าดาราทำได้เพียงดึงเอาพลังดวงดาวมาจาก ในทางช้างเผือก หรือไม่ก็จากวัตถุที่ไม่มีชีวิตอย่างหิน ดวงดาวเท่านั้น!” หลัวว่านเซี่ยงร้องคำรามอยู่ในใจ “ข้าคือแดนเทพเจ้า! พลังดวงดาวของธงสรรพดารา ดารดาษคือพลังที่ข้าดึงมาจากแกนดวงดาวของ ดินแดนดวงดาวบางส่วนที่เพิ่งเกิดใหม่!” “พลังชนิดนี้จะบริสุทธิ์ยิ่งกว่า ถูกชุบหลอมได้ดีเยี่ยม กว่าพลังที่มาจากหินดวงดาวหรือไม่ก็มาจากในทาง ช้างเผือก!” “พลังงานนี้ยังมีปราณของข้าอยู่ภายใน วัตถุดิบวิเศษ ระดับใต้ดินอย่างบุปผาเก้าดาราไม่มีทางที่จะดูดซับ เอาพลังชนิดนี้ไปได้รวดเร็วนัก!”
“พรวด!” จู่ๆ ดอกไม้ประหลาดที่เป็นภาพมายาดอกนั้นก็พลัน ส่องแสงดาวพร่าตาอยู่เหนือศีรษะของเนี่ยเทียน หากมองปราดๆ แสงที่ดอกไม้ประหลาดนี้ปลดปล่อย ออกมากลับมีความคล้ายคลึงกับธงสรรพดารา ดารดาษ อาวุธเทพไม่ดับสลายของหลัวว่านเซี่ยงอยู่ บางส่วน ดูเหมือนว่าดอกไม้ประหลาดจะฝังรากอยู่ในจุดลึก ของทางช้างเผือก ถูกดวงดาวหลายล้านดวงในทาง ช้างเผือกหล่อเลี้ยงบำรุง ทั้งลี้ลับแล้วก็ทั้งยากจะหยั่ง “สวรรค์ ดอกไม้ประหลาดเช่นนี้น่าจะเป็นเพียงภาพ มายา คงไม่ใช่ของจริงหรอกนะ?” แดนเอตทัคคะท่านหนึ่งของวังพิสุทธิ์เร้นลับมองภาพ มายาที่ปรากฏขึ้นก็เกือบจะแผดร้องเสียงแหลม
“ย่อมไม่มีทางเป็นของจริงไปได้” อีกคนหนึ่งเอ่ยตอบ “ดอกไม้ประหลาดนั่นฝังรากอยู่ในธารดาราแถบหนึ่ง สกัดดึงพลังในดวงดาวเบื้องล่างมาหล่อเลี้ยงตัวเอง ทำให้ตัวเองแข็งแกร่ง ดวงดาวทุกดวงเท่ากับ อาณาจักรหนึ่งแห่ง หากเป็นเช่นนั้นจริง ดอกไม้ ประหลาดนั่นควรจะใหญ่เท่าไหร่ ควรจะน่ากลัวแค่ ไหน?” “ดูเหมือนว่าสัตว์ยักษ์มวลดารายังไม่น่ากลัวเท่านี้ เลย!” บัดนี้แม้แต่อวี๋ซู่อิง อิ่งสิงเทียน โม่เชียนหรือกระทั่ง หลัวว่านเซี่ยงเองก็ยังหยุดมือชั่วคราว ทุกคนต่างก็ใช้ สายตาประหลาดจ้องนิ่งไปยังดอกไม้มายาดอกนั้น “บุปผาเก้าดาราไม่ใช่แบบนี้ อยู่ห่างชั้นเกินกว่าจะเท่า เทียมระดับนี้ได้”
หลัวว่านเซี่ยงก้มหน้าคิดหนัก ความทรงจำในอดีตที่ พร่าเลือนช่วงแล้วช่วงเล่าแล่นผ่านสมองไปอย่าง ต่อเนื่อง พยายามจะหาคำตอบให้เจอ ครู่ใหญ่ แสงสายฟ้าเส้นหนึ่งก็วูบผ่านตาดำของเขาไป “ตอนที่ข้าใช้ค่าคุณความดีไปแลกกับบุปผาเก้าดารา นายแห่งดวงดาวคนก่อนเคยพูดว่า วัตถุดิบวิเศษ ระดับใต้ดินอย่างบุปผาเก้าดารานี้ก็สามารถแปร สภาพได้อีกครั้ง ทว่าอัตราความเป็นไปได้ที่จะเป็น เช่นนั้นกลับน้อยนิด” “แต่เขาก็บอกอีกว่า การแปรสภาพของบุปผาเก้า ดารามีเงื่อนไขที่หฤโหด แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่แต่ คาดการณ์ ไม่สามารถทำสำเร็จได้” “หรือว่า บุปผาเก้าดาราดอกนี้แปรสภาพเป็นครั้งที่ สองได้สำเร็จตามการสันนิษฐานของเขาในปีนั้น?”
“บุปผาเก้าดาราที่เมื่อแปรสภาพแล้ว อย่างน้อยก็ต้อง เป็นวัตถุดิบวิเศษระดับเพาะฟ้า แต่ว่ามันจะเป็นอะไร กันแน่?” หลัวว่านเซี่ยงคิดหนักจนสมองแทบแตก ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 42 บทที่ 1251 ตอกกลับ
“สวบ!” ประกายแสงดาวเป็นจุดๆ จากธงสรรพดาราดารดาษ ถูกชุบหลอมเป็นผลึกแล้วพากันบินออกมา มุมหนึ่งของธงผ้าแพรงดงามผืนนั้นก็มีบุปผาเก้าดารา ที่ผลิดอกเจิดจ้าค่อยๆ ลอยขึ้นมา บุปผาเก้าดาราต้นนั้นคือต้นที่หลัวว่านเซี่ยงใช้ค่าคุณ ความดีสิบล้านคะแนนแลกมาในปีนั้น เมื่อขอบเขต ของเขาฝ่าทะลุ และได้รับการหล่อเลี้ยงบำรุงจาก โอสถวิญญาณดวงดาวทุกวัน มันจึงออกดอกครบเก้า ดอก บุปผาเก้าดาราที่เติบโตอย่างเต็มที่ สุดท้ายจึงถูกเขา ชุบหลอมเข้าไปในธงสรรพดาราดารดาษอันเป็นอาวุธ
เทพไม่ดับสลาย ทำให้ระดับขั้นของธงสรรพดารา ดารดาษเลื่อนจากตอนแรกขั้นหนึ่งเป็นขั้นสาม บุปผาเก้าดาราต้นนั้นกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของธง สรรพดาราดารดาษนานแล้ว ซึ่งกลีบของแต่ละดอก ต่างก็รวบรวมพลังดวงดาวที่บริสุทธิ์เอาไว้ บัดนี้พลังดวงดาวที่บุปผาเก้าดาราต้นนั้นดูดซับเอามา ค่อยๆ เกาะตัวเป็นผลึกดวงดาวเล็กๆ ที่ลอยออกไป จากผืนธงโดยที่หลัวว่านเซี่ยงไม่อาจควบคุมได้ หลังจากมองอย่างละเอียด หลัวว่านเซี่ยงก็เข้าใจทันที ว่าผลึกพลังดวงดาวที่ลอยออกไปจากธงนั้นล้วนเป็น เพราะถูกดอกไม้ประหลาดที่อยู่เบื้องหลังเนี่ยเทียนชัก นำ “ดอกไม้ประหลาดที่พอแปรสภาพอีกครั้งกลับมีพลัง กำราบทางธรรมชาติต่อบุปผาเก้าดาราของข้า!” ความตกใจของเขาไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ครั้นจึงรีบเก็บ
ความคิดกลับคืนมา แล้วดึงเอาอำนาจจิตแต่ละกลุ่มที่ พุ่งเป้าไปยังอิ่นสิงเทียน โม่เชียนฝาน อวี๋ซู่อิงกลับมา ส่วนหนึ่ง เพื่อนำไปช่วยธงสรรพดาราดารดาษหยุดยั้ง การไหลหายไปของพลังดวงดาว “เหตุการณ์ประหลาดนี้…” ดวงตาคู่งามของอวี๋ซู่อิงแห่งวังพิสุทธิ์เร้นลับที่ ปลดปล่อยประกายแสงแห่งความแปลกใจจับจ้องไป ยังดอกไม้ประหลาดเบื้องหลังของเนี่ยเทียนที่เกิดการ เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา มองดอกไม้ประหลาดที่ กำลังแบ่งเอาพลังของธงสรรพดาราดารดาษออกมา นางสัมผัสได้ว่าหลัวว่านเซี่ยงที่เป็นแดนเทพเจ้าช่วง กลางเริ่มตื่นตระหนกมากขึ้นเรื่อยๆ นางยังรู้อย่างชัดเจนด้วยว่า ความกดดันที่หลัวว่าน เซี่ยงร่ายใช้บนร่างของพวกนางลดน้อยลงไปเรื่อยๆ แล้ว
“หลัวว่านเซี่ยงกำลังดึงพลังกลับคืน…” เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ อวี๋ซู่อิงก็พลันหัวเราะเบาๆ มุม ปากที่งดงามยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นชาที่ทำให้คนมอง ขนลุก จิตวิญญาณกลุ่มหนึ่งของนางพลันพุ่งเข้าไปสื่อสาร กับอิ่นสิงเทียนและโม่เชียนฝาน สายตาของนางกวาดมองไปยังทิศทางที่เรือยักษ์สีเงิน ยวงลอยอยู่แวบหนึ่ง ผู้แข็งแกร่งแดนเอตทัคคะเจ็ดคนของวังพิสุทธิ์เร้นลับ ที่เพียงแค่เห็นนางหันมามองก็เหมือนจะรู้ใจ “พิสุทธิ์เร้นลับเจ็ดแปรเปลี่ยน!” ลำธารใสกระจ่างเจ็ดเส้นที่มีหลากหลายสีสันลอยจาก กลางกระหม่อมของคนทั้งเจ็ดพุ่งขึ้นสู่ความว่างเปล่า เบื้องบน
“ครืน!” ปราณพลังวิญญาณเจ็ดชนิดไม่ซ้ำกันอย่างทอง ไม้ น้ำ ไฟ ดิน น้ำแข็ง สายฟ้าถูกดึงออกมาจากแดน เอตทัคคะ แล้วต่างก็เกิดการเปลี่ยนแปลงในรูปแบบที่ มหัศจรรย์ ลำแสงสีเงินเส้นหนึ่งบินออกมาจากปลายแขนเสื้อขอ งอวี๋ซู๋อิง แสงสีเงินประหนึ่งลำธารสีเงินลึกลับที่ชักนำลำธาร เจ็ดเส้นให้โจมตีไปยังหลัวว่านเซี่ยง แสงเทพชำระฟ้าที่เจิดจ้านับหมื่นลี้ร่วงลงมารวมกับ ลำแสงสีเงินราวกับถูกแม่เหล็กดูดลงมา รุ้งยาวลอดทะลวงไปทั้งแผ่นฟ้า! ธงผ้าแพรที่ดารดาษไปด้วยหมู่ดาวอันเป็นอาวุธเทพ ไม่ดับสลายที่หลัวว่านเซี่ยงมองเป็นดั่งชีวิตของตัวเอง ถูกแทงทะลุจนเป็นรู
“นังสารเลว! บังอาจนัก!” หลัวว่านเซี่ยงคำรามด้วยความโมโหเป็นฟืนเป็นไฟ เป็นครั้งแรก “เจ้าทำลายอาวุธเทพของข้า ทั้งวัง พิสุทธิ์เร้นลับของเจ้าจะต้องตายไปพร้อมกับเจ้า ด้วย!” “รอเจ้ามีความสามารถนั้นก่อนค่อยพูด” อวี๋ซู่อิง หัวเราะหยัน อิ่นสิงเทียนโบกกระบี่ เรือนกายที่ผอมแห้งของเขา ผสานรวมเข้าไปในแสงกระบี่พร่างพราวของกระบี่ แหวกเวหา ครั้นจึงจำแลงธารแสงกระบี่อีกเส้นหนึ่งให้ แทงเข้าไปยังธงสรรพดาราดารดาษของหลัวว่านเซี่ยง โม่เชียนฝานเองก็แสยะยิ้มหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง “รวม ข้าเข้าไปด้วยคน!” กายธรรมแห่งเทพของเขาเปลี่ยนแปลงไปอีกครั้ง คราวนี้กลายมาเป็นเรือนกายของปลาวาฬกลืนอสนี
ที่มีสายเลือดระดับสิบ เห็นเพียงว่าศีรษะใหญ่โตนับหมื่นจั้งของปลาวาฬกลืน อสนี กายธรรมแห่งสัตว์เทพที่ใหญ่มหึมาอย่างถึงที่สุด กลับเบียดเข้าไปในธงสรรพดาราดารดาษของหลัว ว่านเซี่ยงแล้วทำท่ากลืนกินพลับฟ้าดิน เพื่อนำมาชุบ หลอมเป็นบ่อสายฟ้า หมายใช้อานุภาพแห่งสายฟ้าผู้ ดับทำลายมาชำระล้างโลกใบนี้ “สัตว์เทพ—ปลาวาฬกลืนอสนี!” หลัวว่านเซี่ยงหน้าเปลี่ยนสีไปอีกครั้ง “สวบๆๆ!” ดวงดาวพร่างพราวยังคงถูกดอกไม้ประหลาด ด้านหลังเนี่ยเทียนดูดซับเอาไป ทำให้พลังที่สะสมอยู่ ในอาวุธเทพของเขาไหลหายไปอย่างรวดเร็ว “ระดับขั้นธงสรรพดาราดารดาษของหลัวว่านเซี่ยง ลดลงแล้ว…”
จู่ๆ เขาก็สัมผัสได้ถึงเรื่องจริงที่น่าหวาดกลัว เขามองการโจมตีที่อวี๋ซู่อิงร่วมมือกับแดนเอตทัคคะ เจ็ดคน มองกระบี่ของอิ่นสิงเทียน และกายธรรมแห่ง สัตว์เทพปลาวาฬกลืนอสนีที่จำแลงมาจากโม่เชียน ฝานซึ่งกำลังรุกรานเข้ามาในธงสรรพดาราดารดาษ อย่างบ้าคลัง เขาก็ค้นพบอีกครั้งว่าพลังที่สั่งสมไว้ถูก ลดทอนลงกว่าเดิมเยอะมาก แม้แต่ค่ายกลดวงดาวที่เขาบรรลุซึ่งใช้อำนาจจิตสลัก ไว้ในผืนธงก็ยังเปลี่ยนมาเป็นผุพัง นั่นทำให้เขาลน ลานทันที เค่อไหลซือเท่อมหาราชาวิญญาณชั่วร้ายก็หน้าเปลี่ยน สีไปเช่นกัน ภายใต้การจับสังเกตของเขา ตอนที่อาวุธเทพไม่ดับ สลายของหลัวว่านเซี่ยงห่อหุ้มพลังเวทคาถาสามชนิด ของโม่เชียนฝาน อิ่นสิงเทียนและอวี๋ซู่อิงเอาไว้กลับไม่
สามารถกำราบพลังของคนทั้งสามได้ ธงสรรพดาราดารดาษของหลัวว่านเซี่ยงถูกแทงจะ เป็นรู และมีลางว่าจะถูกฉีกกระชากขาด “เขา…” เค่อไหลซือเท่อจำต้องมีการวางแผนอย่างอื่น เหลือบมองเนี่ยเทียนหนึ่งครั้งแล้วคำรามกร้าว “มือมืดพันวิญญาณ!” เศษซากวิญญาณนับพันนับหมื่นเกิดการแปรสภาพ เพราะการกระตุ้นของแก่นเลือด ก่อตัวกลายมาเป็น มือผีดุร้ายสีเขียวที่สร้างปราณชั่วร้ายเยียบเย็น ประหนึ่งทวยเทพแห่งวิญญาณร้ายที่ควบคุมนรกภูมิ ซึ่งกระโจนเข้าใส่เนี่ยเทียน หมายจะบีบคอเนี่ยเทียน ให้ตาย จิตวิญญาณร้ายและเศษซากวิญญาณร้องโหยหวน ขึ้นมาอย่างพร้อมเพรียงกัน เสียงร้องนั้นดังแหลมชวน ขนลุก
เนี่ยเทียนสีหน้าเย็นชา ท่อนกระดูกของสัตว์ยักษ์มวล ดาราท่อนนั้นถูกโบกสะบัดช้าๆ มหาสมุทรเลือดสีแดงฉานผืนหนึ่งพลันพุ่งเข้ามากลบ ทับ “พรสวรรค์ การกำราบทางสายเลือด…” ท่ามกลางมหาสมุทรเลือดสีแดงฉาน มีผลึกสายเลือด ที่เป็นดั่งอัญมณีอยู่มากมายซึ่งพลันลอยขึ้นมา ชักนำ ตราประทับที่นาบประทับเอาไว้ในกระดูก “อ๊าก!” เค่อไหลซือเท่อร้องโหยหวน เวทลับที่เขาใช้แก่นเลือด และพลังของเศษซากวิญญาณรวบรวมขึ้นมา มือมืด พันวิญญาณนั้นยังไม่ทันได้สัมผัสโดนเนี่ยเทียน เพียง แค่ขยับเข้าไปใกล้มหาสมุทรเลือดสีแดงฉานซึ่งพุ่ง ออกมาจากท่อนกระดูกของสัตว์ยักษ์มวลดาราก็เห็น ว่ามือผีสีเขียวน่ากลัวนั้นถูกกฎเกณฑ์ทางสายเลือด
บางอย่างที่เขาไม่รู้จักกดกำราบเอาไว้ จนเกิด ความรู้สึกอึดอัดยากจะขยับตัวเหมือนถูกกดให้จมลง ไปในโคลน สายเลือด เลือดลมหรือแม้แต่กระแสจิตวิญญาณของ เขาที่กรอกเทเข้าไปก็ล้วนเปลี่ยนมาเป็นอุดตัน ไม่ สามารถขยับได้ดั่งใจต้องการอีก นี่คือพลังการกำราบทางธรรมชาติที่มาจากสัตว์ศัตรู ทางธรรมชาติ หรือสิ่งมีชีวิตที่มีระดับสายเลือดสูงยิ่ง กว่าของเผ่าอสูรกายเขา “ที่แท้ ปราณที่ปรากฏในดินแดนหุบน้ำแข็งและทำให้ สายเลือดของข้าสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัว ก็คือ มัน!” ในที่สุดเค่อไหลซือเท่อก็เข้าใจแล้วว่าท่อนกระดูกที่ถูก เนี่ยเทียนใช้สายเลือดกระตุ้นและจ้วงแทงใส่เขาราว กับทวนยาวนั้นก็คือตัวการที่ทำให้เขาหวาดกลัวและ
ตัวสั่นด้วยความไม่เป็นสุข “ดินแดนปริแตก!” และเวลานี้เอง เนี่ยเทียนพลันหัวเราะหึหึ ก่อนจะ คำรามเดือดดาล พลังแห่งการระเบิดก่อกำเนิดขึ้นมาในท่อนกระดูก ผลึกเล็กๆ สีแดงฉานจำนวนนับไม่ถ้วนที่อยู่ในท่อน กระดูก พากันถูกจุดให้สว่างไสว ปลดปล่อยแสง ศักดิ์สิทธิ์สีแดงที่ทำให้คนหลงใหล มือมืดพันวิญญาณของเค่อไหลซือเท่อเริ่มปริแตก และจุดที่ปริแตกก็มีแสงสีเลือดเล็กละเอียดเปล่งวูบ วาบ “วิญญาณร้ายทั้งห้า!” แก่นเลือดสีเขียวหลายหยดบินออกมาจากหน้าอก ของเขา ครั้งจึงบินทะยานไปท่ามกลางความว่างเปล่า และเตรียมจะผสานรวมเข้าไปในร่างของวิญญาณร้าย
ทั้งห้า หมายจะสร้างผิวหนังชั้นหนึ่งให้กับวิญญาณ ร้ายทั้งห้า “ไป!” มังกรสายฟ้าเส้นหนึ่งพลันบินออกมาจากในกายธรรม แห่งเทพของโม่เชียนฝาน แล้วกระแทกชนลงไปยัง ไข่มุกวิญญาณมืดที่อยู่เหนือศีรษะของเค่อไหลซือเท่อ ไข่มุกวิญญาณมืดเม็ดนั้นถูกมังกรสายฟ้าโจมตีดังลั่น “เปรี้ยงปร้าง” วิญญาณร้ายทั้งห้าที่เตรียมจะกลืนกินหยดเลือดของ เค่อไหลซือเท่อเห็นว่าไข่มุกวิญญาณมืดถูกโจมตีก็ร้อน ใจ กระโจนเข้าหาไข่มุกวิญญาณมืดอีกครั้ง “ให้ข้าจัดการเอง” ในสมองของเนี่ยเทียนมีเสียงของวิญญาณวัตถุใน ไข่มุกวิญญาณมืดที่เป็นของเขาดังขึ้นมา
ทันใดนั้นไข่มุกวิญญาณมืดของเขาก็ขยายใหญ่ กว่าเดิมพันเท่า กลายมาเป็นเหมือนพระจันทร์เต็ม ดวงในแดนยมบาลที่แผ่ปราณแห่งความเยียบเย็นน่า สะพรึงกลัว ซึ่งถูกทวยเทพแห่งความชั่วร้ายทั้งห้าชัก นำผลักดันให้ลอยเข้าหาไข่มุกวิญญาณมืดของเค่อ ไหลซือเท่อ “ปัง!” ไข่มุกวิญญาณมืดของเค่อไหลซือเท่อถูกโจมตีจนแตก ย่อยยับ เศษชิ้นส่วนของไข่มุกวิญญาณมืดเม็ดนั้นได้กลายมา เป็นลำแสงสีเขียวขุ่นมัวที่หายเข้าไปในไข่มุกวิญญาณ มืดของเนี่ยเทียนทั้งหมด ซากวิญญาณร้ายที่จำนวนมากกว่าในไข่มุกวิญญาณ มืดของเนี่ยเทียนบินเข้ามาพร้อมกับเศษชิ้นส่วนพวก นั้นด้วย ซึ่งรวมไปถึงวิญญาณวัตถุของไข่มุกวิญญาณ
มืดเม็ดนั้น “อ๊ากๆ!” ท่ามกลางเสียงร้องคำรามเจ็บปวดที่ดังกระหึ่มไปทั้ง ฟ้าดินของเค่อไหลซือเท่อ ทวยเทพแห่งความชั่วร้าย ทั้งห้าที่มีเลือดมีเนื้อก็ได้ตรงเข้าไปห่อหุ้มวิญญาณร้าย ทั้งห้าที่ไม่มีร่างจริงเอาไว้ เศษซากวิญญาณที่ล้อมวนอยู่ในถ้ำอันมีปราณอสูร เข้มข้นซึ่งร่างครึ่งหนึ่งของทวยเทพแห่งความชั่วร้าย ทั้งห้าจมอยู่ทำการชุบหลอมวิญญาณร้ายทั้งห้าไป อย่างช้าๆ ที่ทำให้เค่อไหลซือเท่อรับไม่ได้มากที่สุดก็คือ วิญญาณ ร้ายทั้งห้าที่ถูกเขาชุบหลอมอย่างยากลำบากมานาน หลายปีกว่าจะกระตุ้นให้มันก่อกำเนิดได้สำเร็จ นอกจากตอนช่วงแรกที่เหมือนจะปรับตัวไม่ทันจึงดิ้น รนเล็กน้อยแล้ว หลังจากนั้นกลับให้ความร่วมมือเป็น
อย่างดี ทั้งยังเป็นฝ่ายรอคอยที่จะได้ผสานรวม กลายเป็นส่วนหนึ่งของร่างทวยเทพแห่งความชั่วร้าย ทั้งห้าด้วยความปิติยินดีด้วยซ้ำ มหาราชาวิญญาณชั่วร้ายอย่างเขาอยากจะร้องไห้ แต่ ก็ไร้น้ำตา ไข่มุกวิญญาณมืดเม็ดนั้นเขาต้องใช้เวลานานนับหมื่น ปีไปสะสมซากวิญญาณจากดินแดนต่างๆ มา ถึงจะ ค่อยๆ ทำให้มันแปรสภาพ จนกระทั่งมีวิญญาณร้าย ก่อกำเนิดขึ้นมาได้ วิญญาณร้ายจะแปรสภาพเป็นทวยเทพแห่งความชั่ว ร้ายและติดต่อกับแม่น้ำยมบาลโดยตรงได้อย่างไร คือ ทิศทางที่เขาพยายามมาทั้งชีวิต เขาเชื่อมั่นว่าหากเขาทำให้วิญญาณร้ายกลายมาเป็น ทวยเทพแห่งความชั่วร้ายจนมันมีการเชื่อมโยงกับ แม่น้ำยมบาลซึ่งเป็นต้นกำเนิดของเผ่าอสูรกายได้ รอ
จนเขาค่อยๆ บรรลุความลับของแม่น้ำยมบาล ก็ต้อง สามารถเลื่อนสู่สายเลือดระดับสิบ กลายมาเป็นต้าจุน อีกทั้งในอนาคตอาจมีความเป็นไปได้ที่จะได้เข้าไป แทนที่เหอหมิงต้าจุน กลายมาเป็นต้าจุนอันดับหนึ่งใน ประวัติการณ์ของเผ่าอสูรกาย ด้วยเหตุนี้พอรู้ว่าวิญญาณร้ายทั้งห้าในไข่มุกวิญญาณ มืดที่เนี่ยเทียนครอบครองเกิดการแปรสภาพ เขาก็ละ ทิ้งทุกอย่าง ยุยงหลัวว่านเซี่ยง คิดจะช่วงชิงไข่มุก วิญญาณมืดและเอาทุกอย่างของเนี่ยเทียนมาเป็นของ ตนให้จงได้ เขาคาดไม่ถึงเลยว่า ด้วยสายเลือดขั้นสูงระดับเก้าของ เขา ด้วยไข่มุกวิญญาณมืดที่ผ่านการชุบหลอมให้ แข็งแกร่งมานับหมื่นปีของเขา จะต้องมาถูกทวยเทพ แห่งความชั่วร้ายทั้งห้าของเนี่ยเทียนกำราบ ถูกไข่มุก วิญญาณมืดของเนี่ยนเทียนโจมตีจนแหลกสลาย
“พลัง พลังที่เป็นของข้า ซากวิญญาณที่ข้าเก็บ รวบรวมมาอย่างยากลำบาก…” เค่อไหลซือเท่อร้องอุทานด้วยความเจ็บปวด รู้สึก เพียงว่าปวดหัวจนหัวแทบระเบิด แล้วก็พลันค้นพบว่า ขณะที่เขากำลังเหม่อลอย ได้มีสายฟ้าหลายเส้นไต่ ขึ้นมาเต็มร่างของเขา และกำลังทำลายเรือนกายของ เขา เขารีบหันไปมองหลัวว่านเซี่ยง การมองครั้งนี้ทำให้ใจ ของเขาหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่มทันที อาวุธเทพไม่ดับสลายของหลัวว่านเซี่ยงอย่างธงสรรพ ดาราดารดาษเปลี่ยนมาเป็นขาดวิ่นผุพัง และแสงดาว ก็สาดเทลงมาอย่างต่อเนื่องโดยที่เขาไม่อาจควบคุมได้ รองเจ้าตำหนักของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวผู้นี้ ไม่เหลือความเผด็จการสยบเทพยมบาลอย่างก่อน หน้านี้อีกต่อไป ตอนนี้อีกฝ่ายกำลังควบคุมกายธรรม
แห่งเทพให้ไปคว้าธงสรรพดาราดารดาษด้วยท่าทาง โซซัดโซเซเล็กน้อย และถูกบีบให้ถอยห่างออกจากอวี๋ ซู่อิง รวมถึงอิ่นสิงเทียนที่ยิ่งตวัดฟาดฟันกระบี่แหวก เวหาก็ยิ่งอ่อนแอลงทุกขณะ ภายใต้คำสั่งของอวี๋ซู่อิง เรือยักษ์สีเงินยวงลำนั้นจึง พยายามขยับเข้าไปใกล้ธงสรรพดาราดารดาษ “เจ้า ภาวนาให้ตัวเองเข้าไว้ก็แล้วกัน” กระแสจิตวิญาณที่ฟังดูคลุมเครือจากหลัวว่านเซี่ยงดัง ขึ้นมาในสมองของเค่อไหลซือเท่อ ที่หลัวว่านเซี่ยงร่ายใช้คือเวทลับการส่งเสียงที่เขา บรรลุมาจากตำราวิญญาณมืดของเผ่าอสูรกาย ซึ่งมี เพียงเค่อไหลซือเท่อแห่งเผ่าอสูรกายเท่านั้นถึงจะ วิเคราะห์ได้ เค่อไหลซือเท่อพลันหวาดผวาลนลาน ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 42 บทที่ 1252 โจมตีศัตรูพ่าย
“อวี๋ซู่อิง! อิ่นสิงเทียน! โม่เชียนฝาน!” ธงสรรพดาราดารดาษที่ขาดวิ่นกระชากตัวกลายเป็น ธารแสงดวงดาวเส้นหนึ่งที่พุ่งไปยังนอกดินแดนหุบ น ้าแข็ง เสียงแค่นเย็นชาที่เย็นเสียดลึกไปถึงกระดูกของหลัว วานเซี่ยงดังกระหึ่มออกมาแบบเน้นย ้าทุกค้า “ครืน!” แกนดวงดาวใต้ดินของอาณาจักรน ้าแข็งแต่ละแห่งใน ดินแดนหุบน ้าแข็งพลันถูกกระตุ้น พลังดวงดาวจากแกนดวงดาวเป็นล้าสีขาวมัวซึ่งมอง ไม่เห็นได้ด้วยตาเปล่าถูกหลัวว่านเซี่ยงชักน้าให้พุ่งเข้า หาธงสรรพดาราดารดาษที่ผุพังผืนนั นอย่างต่อเนื่อง
หลังจากได้รับพลังแกนดวงดาวจากอาณาจักรใน ดินแดนหุบน ้าแข็ง ธงสรรพดาราดารดาษที่เป็นรูโหว่ ขาดวิ่นก็มีลางว่าจะฟื้นกลับมาเป็นดังเดิมอีกครั ง เรือยักษ์สีเงินยวงของวังพิสุทธิ์เร้นลับล้านั นทะยาน ด้วยความเร็วสูงสุดประดุจดาวตกที่ไล่ตามดวงจันทร์ อวี๋ซู่อิงรีบโบกมือ ตวาดกร้าว “ไม่ต้องตาม” เรือยักษ์สีเงินยวงจึงหยุดชะงักลงกลางคัน ผู้เฒ่าแดนเอตทัคคะเจ็ดคนที่มีธาตุการฝึกตนไม่ เหมือนกันค่อยๆ นั่งลงช้าๆ พวกเขาต่างก็หยิบเอายาวิเศษระดับใต้ดินออกมาจาก ในแหวนเก็บของ บ้างก็เป็นลูกสายฟ้า บ้างก็มีเปลว เพลิงล้อมวน หรือไม่ก็เป็นน ้าใสแวววาว พวกเขาตัดใจเอา “หยดพิสุทธิ์เร้นลับ” มาใช้ไม่ลง เพราะว่าภัยคุกคามจากหลัวว่านเซี่ยงคลี่คลายลง
ชั่วคราวแล้ว จึงไม่จ้าเป็นต้องใช้ “หยดพิสุทธิ์เร้นลับ” ใช้เพียงแค่ยาวิเศษที่สามารถชดเชยพลังของโอสถ วิญญาณและและพลังวิญญาณได้โดยเร็วที่สุดก็พอ “ฟู่ว…” อิ่นสิงเทียนพ่นลมหายใจออกมายาวๆ เหงื่อพราวเต็ม หน้าผาก สีหน้าซีดขาว ส่วนโม่เชียนฝานนั นหัวเราะหึหึ สะบัดแขนร้องค้าราม สายฟ้าหลายสิบเส้นเหมือนแส้ที่เทพสายฟ้าโบก สะบัด แล้วฟาดโจมตีไปยังเค่อไหลซือเท่อมหาราชา วิญญาณชั่วร้าย สูญเสียวิญญาณร้ายทั งห้า ไข่มุกวิญญาณมืดแตก สลาย ซ ้ายังต้องมาเห็นหลัวว่านเซี่ยงเผ่นหนีไป มหา ราชาแห่งวิญญาณชั่วร้ายที่ขวัญหนีดีฝ่อ จิตใจก็พลัน แหลกสลาย รอจนเขามองเห็นว่าโม่เชียนฝานแดนเทพเจ้าช่วงต้น
ที่ฝึกวิถียิ่งใหญ่แห่งสายฟ้าซึ่งถือเป็นดาวพิชิตของเขา ทุ่มเทพลังทั งหมดมาใช้กับตัวเขา เขาก็ไม่กล้าอยู่ต่อ อีกต่อไป เขาเองก็กลายร่างเป็นแสงเลือดสีเขียวขมุกขมัวเส้น หนึ่งที่ติดตามหลัวว่านเซี่ยงหนีออกไปจากที่นี่ “หลัวว่านเซี่ยงหนีไปได้ แต่เจ้า เกรงว่าคงหนีไม่รอด” อวี๋ซู่อิงแค่นเสียงเย็น “ใครก็ตามที่ไม่ใช่พวกเดียวกับ ข้าต้องถูกก้าจัด มหาราชาเผ่าอสูรกายอย่างเจ้ากล้า มาก่อเรื่องในดินแดนของเผ่ามนุษย์เรา ก็สมควรแล้ว ที่ต้องถูกฆ่าทิ ง!” “พรวด!” ล้าแสงเจิดจรัสนับหมื่นลี สาดยิงมายังเค่อไหลซือเท่อ ท้าให้มหาสมุทรเลือดลมที่เขาสร้างขึ นมาเกิดเป็นหลุม เป็นบ่อ เลือดลมไม่สมบูรณ์อีกต่อไป อิ่นสิงเทียนโบกกระบี่
กายธรรมแห่งเทพของโม่เชียนฝานก้าวเดินเข้ามา พลางโคจรบ่อสายฟ้าให้พุ่งมาโจมตี ซากวิญญาณ ซากดวงจิตที่อยู่ในมหาสมุทรเลือดลม ของมหาราชาแห่งวิญญาณชั่วร้ายพากันกรีดร้อง หมายจะดิ นรน “อู้!” ไข่มุกวิญญาณมืดที่มีความเชื่อมโยงกับเนี่ยเทียนพลัน หายวับเข้าไปในมหาสมุทรเลือดลมของเค่อไหลซื อเท่ออย่างน่าประหลาดใจ ทันใดนั นวิญญาณอสูรแต่ละตัวที่มีความเชื่อมโยงกับ ไข่มุกวิญญาณมืดลูกที่แตกไปของเค่อไหลซือเท่อ และ ได้รับการหล่อเลี ยงจากเลือดลมของเขา บ้างก็เป็น ฝ่ายขยับเข้าไปใกล้ด้วยตัวเอง บ้างก็เป็นฝ่ายถูกชักน้า ให้ผสานรวมเข้ากับไข่มุกวิญญาณมืดของเนี่ยเทียน ในที่สุดเค่อไหลซือเท่อก็รู้สึกสิ นหวัง
มหาสมุทรเลือดลมสีเขียวขุ่นมัวของเขาพลันหดเข้า หากัน ส่วนเขาก็รีบร้อนหนีไปอีกครั ง “ฟิ้ว!” ที่น่าแปลกใจก็คือ ผลึกใสทรงปริซึมกลางหว่างคิ ว เรือนกายและวิญญาณของเค่อไหลซือเท่อกลับ แบ่งแยกออกเป็นสามส่วน ผลึกใสทรงปริซึมกลางหว่างคิ วบินไปทางหนึ่ง เรือน กายไปทางหนึ่ง ส่วนวิญญาณมายาที่มีรูปร่าง เหมือนกับร่างที่แท้จริงของเขาก็เลือกที่จะหนีไปอีก ทิศทางหนึ่ง “มีแต่เผ่าอสูรกายเท่านั นถึงจะพิเศษเช่นนี ” อวี๋ซู่อิงจุ๊ปากเอ่ยชื่นชม แสงเทพช้าระฟ้าที่นาง ปลดปล่อยออกมาก้าลังไล่ตามผลึกใสทรงปริซึมนั นไป กระบี่แหวกเวหาของอิ่นสิงเทียนฟาดฟันลงไปยังเรือน กายของเค่อไหลซือเท่อ
พลังสายฟ้าของโม่เชียนฝานก็พุ่งเข้าไปเล่นงานดวง วิญญาณของเค่อไหลซือเท่อที่หนีไป สามคนร่วมมือกัน ขนาดหลัวว่านเซี่ยงที่เป็นแดนเทพ เจ้าช่วงกลาง พออาวุธเทพถูกเนี่ยเทียนลดระดับลงยัง ถูกข่มรัศมีจนต้องหนีไป แล้วนับประสาอะไรกับมหา ราชาวิญญาณชั่วร้ายสายเลือดระดับเก้า? เมื่ออาวุธชิ นส้าคัญแตกทลาย เขาก็อกสั่นขวัญหาย ปณิธานแห่งการต่อสู้สูญสิ น เนี่ยเทียนหรี่ตาลงสังเกตการณ์อย่างละเอียด แล้วก็ เห็นว่าผลึกใสทรงปริซึมก้อนนั นถูกแสงเทพช้าระฟ้า แทรกซอนเข้าไปก่อน จากนั นถึงระเบิดแตก หลังจากนั นก็เป็นจิตวิญญาณของเค่อไหลซือเท่อที่ถูก พลังสายฟ้าของโม่เชียนฝานบดขยี อยู่กลางอากาศ สุดท้ายถึงจะถูกกระบี่แหวกเวหาแทงเข้าไปยังหัวใจ “อู้!”
เนี่ยเทียนใช้ดาวเปล่งประกายหายตัว พริบตาเดียวก็ ขยับห่างไปหลายสิบลี แสงสีเลือดขุ่นมัวแผ่ลามออกมาจากร่างของเขา พริบตาเดียวก็ห่อหุ้มเรือนกายที่มีเลือดเนื อของเค่อ ไหลซือเท่อเอาไว้ ก่อนจะลากมาไว้ข้างกาย แล้วเก็บ ลงแหวนเก็บของ “เนี่ยเทียน เค่อไหลซือเท่อคือมหาราชาระดับเก้า หากหัวใจไม่ถูกชุบหลอมอย่างสิ นเชิงก็ยังฟื้นคืนชีบก ลับมาได้อีกครั ง” อิ่นสิงเทียนเอ่ยเตือน “วางใจเถอะ เมื่อมาอยู่ในมือข้า เขาไม่มีทางฟื้นคืน ชีพได้อีกแน่” เนี่ยเทียนเต็มไปด้วยความมั่นใจ ปล่อย ไข่มุกวิญญาณมืดออกมาอีกครั ง ไข่มุกเม็ดนั นบินเข้า มาหาโม่เชียนฝานแล้วปล่อยพลังดึงดูดออกมา ดวงวิญญาณที่ถูกพลังสายฟ้าของโม่เชียนฝานโจมตี จนแหลกละเอียดถูกไข่มุกวิญญาณมืดดูดเอาพลังจิต
วิญญาณที่เหลืออยู่มาจนหมด ผลึกใสทรงปริซึมกลางหว่างคิ วของเค่อไหลซือเท่อที่ ถูกอวี๋ซู่อิงใช้แสงเทพช้าระฟ้าแทงทะลุ เนี่ยเทียนไม่ได้ ช่วงชิงมา จึงตกเป็นของอวี๋ซู่อิง “ของสิ่งนี คือเวทลับเผ่าอสูรกายที่เค่อไหลซือเท่อ บรรลุมา คือมหาสมุทรความรู้ของเขา แล้วก็เป็น กุญแจส้าคัญในการผสานรวมสายเลือดและจิต วิญญาณของเขาด้วย” อวี๋ซู่อิงลูบคล้าผลึกก้อนนั น “น่าเสียดายที่ถูกแสงเทพช้าระฟ้าของข้าท้าลายเสีย แล้ว จึงไม่เหลือมูลค่าสักเท่าไหร่นัก” ผู้แข็งแกร่งเผ่าอสูรกายคนหนึ่งที่สายเลือดคือระดับ เก้าขั นสูงสุด ช่วงที่ผ่านมามีหวังว่าจะเลื่อนสู่ระดับสิบ กลายเป็นต้าจุน ถูกคนทั งสามร่วมมือกันจึงมอดม้วย ไปทั งร่างกายและจิตวิญญาณเช่นนี อิ่นสิงเทียนและโม่เชียนฝานต่างก็มองนางเงียบๆ
ดอกไม้ประหลาดที่อยู่ด้านหลังเนี่ยเทียน เนื่องจาก หลัวว่านเซี่ยงจากไป เงามายาของมันก็จางหายไป ด้วย ทว่าเขาใช้กระแสจิตวิญญาณตรวจสอบก็ยังคงเห็นว่า ดอกไม้ประหลาดที่ฝังรากลึกอยู่ในโอสถวิญญาณ ดวงดาวยังคงมีการเปลี่ยนแปลง และแตก กิ่งก้านสาขาออกมาอย่างต่อเนื่อง เห็นได้ชัดว่ากิ่งก้านใหม่เหล่านั นสามารถกระตุ้นให้ ดอกไม้ดอกใหม่ผลิดอกได้เพิ่มมากขึ น ขีดจ้ากัดเก้าดอกของบุปผาเก้าดาราถูกท้าลายลง อย่างสิ นซาก! “อู้!” ไข่มุกวิญญาณมืดที่ลอยอยู่เหนือศีรษะของเขา ปลดปล่อยแสงสีเขียวและหมุนคว้างอย่างเชื่องช้า ซึ่ง ด้านในก็มีการเปลี่ยนแปลงแบบพลิกฟ้าพลิกดิน
เกิดขึ นเหมือนกัน ทวยเทพแห่งความชั่วร้ายที่อยู่ด้านใน ต่างฝ่ายต่าง กลับไปเฝ้าพิทักษ์พื นที่ของตัวเอง ก่อนจะชุบหลอม วิญญาณร้ายทั งห้าที่ได้มาจากเค่อไหลซือเท่อ จากนั น ก็กลั่นพลังจิตวิญญาณที่บริสุทธิ์ออกจากซากวิญญาณ ทั งหลาย เพื่อแบ่งอารมณ์ต่างๆ ออกจากกัน เมื่อร่างกายที่มีเลือดเนื อของทวยเทพแห่งความชั่ว ร้ายทั งห้าได้รับการผสานรวมจากซากวิญญาณร้าย และพลังที่กว้างใหญ่ไพศาล บนร่างของมันก็มีเยื่อเพิ่ม ขึ นมาอีกชั นหนึ่ง เยื่อเลือดชั นหนึ่งที่ดูเหมือนว่าจะสามารถกระตุ้นให้ พวกมันเติบโต และแข็งแกร่งขึ นได้อีกครั ง! “เอ๊ะ!” เนี่ยเทียนสังเกตเห็นอีกว่าวิญญาณวัตถุที่เป็นร่าง วิญญาณน่ากลัวอยู่ข้างในไข่มุกวิญญาณมืด เวลานี
กดทับวิญญาณอีกร่างหนึ่งไว้อย่างแน่นหนา ดวงตาขนาดใหญ่ของวิญญาณวัตถุไข่มุกวิญญาณมืด คล้ายไฟผีพุ่งใต้สีเขียวสองลูกที่ก้าลังลุกโชน ดวงวิญญาณที่ถูกมันกดทับเอาไว้ดิ นรนอย่างต่อเนื่อง และแสงไฟสีเขียวที่อยู่บนร่างของมันก็คล้ายจะถูกท้า ให้กลายมาเป็นเหมือนไฟของวิญญาณวัตถุ อึ งไปครู่หนึ่ง เนี่ยเทียนก็พลันกระจ่างแจ้ง ดวงวิญญาณอีกดวงนั นเป็นของวิญญาณวัตถุในไข่มุก วิญญาณมืดเม็ดที่เป็นของเค่อไหลซือเท่อ ซึ่งพอไข่มุก วิญญาณมืดเม็ดนั นระเบิดแตก มันก็ถูกไข่มุกวิญญาณ มืดของเขาจับเอามาชุบหลอม มองอยู่พักใหญ่ เนี่ยเทียนก็รู้แล้วว่าทวยเทพแห่ง ความชั่วร้ายและวิญญาณวัตถุของเขาต่างก็เป็นฝ่าย ได้เปรียบทั งหมด พลังจิตวิญญาณ ซากวิญญาณ ความลี ลับมหัศจรรย์
ทั งหมดที่ระเบิดออกมาจากไข่มุกวิญญาณมืดของ เค่อไหลซือเท่อต่างก็ถูกไข่มุกวิญญาณมืดของเขารับ เอาไว้หมด “บุปผาเก้าดาราเกิดการเปลี่ยนแปลงประหลาด ไข่มุกวิญญาณมืดแข็งแกร่งขึ นอีกครั ง เกิดการแปร สภาพอีกครั ง” เนี่ยเทียนก้มหน้าพึมพ้ากับตัวเอง ในใจแอบรอคอย รอคอยให้การเปลี่ยนแปลงประหลาดของบุปผาเก้า ดาราสิ นสุดลง รอคอยให้การเปลี่ยนแปลงของไข่มุก วิญญาณมืดจบลง เพื่อจะรอดูว่าพวกมันจะน้าความ น่าปิติยินดีใดมาสู่เขา “เจ้าวังอวี๋” อิ่นสิงเทียนแห่งส้านักกระบี่เมฆาคล้อยปรับสภาพ จิตใจของตัวเองให้สงบลงได้แล้วก็ใช้สายตาซับซ้อน มองไปยังอวี๋ซู่อิง “เจ้ามอบหยดพิสุทธิ์เร้นลับให้เรา
และร่วมมือกับพวกเราต่อกรกับหลัวว่านเซี่ยง เพียง เพื่อให้ลูกน้องของเจ้าหนีไปได้เท่านั นหรือ?” “นั่นคือสาเหตุหนึ่ง” อวี๋ซู๋อิ่งกล่าว “ยังมีสาเหตุอะไรอีก?” อิ่นสิงเทียนถาม อวี๋ซู่อิงหันกลับไปมองเนี่ยเทียนด้วยสายตาที่ค่อยๆ เป็นประกาย “ยังมีอีกสาเหตุหนึ่งที่อยู่บนร่างของ เขา” อิ่นสิงเทียนอึ งไปครู่ ก่อนจะเหมือนนึกอะไรได้ มุม ปากจึงยกยิ มประหลาด “เจ้า ต้องการได้อะไร บางอย่างจากร่างเขาอย่างนั นรึ?” “เจ้าส้านักโม่ ขอบเขตแดนเทพเจ้าของเจ้า เขาเป็น คนสร้างให้จริงๆ รึ?” อวี๋ซู่อิงค้ารามเบาๆ ไร้ซึ่งความลังเล โม่เชียนฝานพยักหน้ารับหนักๆ “ถูกต้อง หากไม่มีเขา ข้าก็ไม่สามารถฝ่าทะลุสู่แดน เทพเจ้าได้ เจ้าเองก็น่าจะเข้าใจว่าด้วยพรสวรรค์ของ
ข้าและเวลาในการฝึกตน ความหวังที่จะเลื่อนสู่แดน เทพเจ้านั นเลือนรางแค่ไหน หากไม่เป็นเพราะแรง กดดันจากมารสายฟ้าหยวนจิ่วชวน ข้าย่อมไม่มีทาง รีบร้อนทดลองฝ่าทะลุสู่แดนเทพเจ้าแบบนี แน่นอน” “เจ้าคนหนึ่งและผู้เฒ่าประหลาดอิ่นอีกคน…” อวี๋ซู่อิง พึมพ้ากับตัวเอง “พวกเจ้าต่างก็ไม่ใช่คนโง่ ถึงได้ยืน หยัดอยู่ข้างกายเนี่ยเทียนและพร้อมที่จะต่อสู้เพื่อ เขา” นางใคร่ครวญพลางหวนนึกถึงความมหัศจรรย์ต่างๆ ที่เนี่ยเทียนแสดงออกมาก่อนหน้านี ไม่ว่าจะเป็น ปราณ อาวุธวิเศษ ไข่มุกวิญญาณมืด และดอกไม้ ประหลาด “ข้า ไม่รีบร้อนฝ่าทะลุสู่แดนเทพเจ้าช่วงกลาง และข้า ก็มีความมั่นใจที่มากพอว่าจะต้องท้าส้าเร็จ เพียงแค่ ข้าจ้าเป็นต้องแสวงหาและสั่งสมพลังให้มากกว่านี ”
ครู่หนึ่งต่อมา นางพลันหันไปมองเนี่ยเทียนแล้วกล่าว ว่า “แต่ว่าข้ามีศิษย์น้องหญิงคนหนึ่งที่ติดค้างอยู่ใน แดนเอตทัคคะช่วงท้ายมานานหลายปี และช่วงนี ก็ พยายามที่จะฝ่าสู่แดนเทพเจ้า” ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 42 บทที่ 1253 ผู้ท้าทาย
อาณาจักรวอหลิว ดินแดนพงฟ้า รอบๆ อาณาจักรมีลำแสงมากมายล้อมวน รอยแยก ห้วงมิติจำนวนมากซ่อนแฝงอยู่ด้านใน เวลาผ่านมานานหลายปี อาณาจักรวอหลิวยังคงเป็น สถานที่ที่คึกคักที่สุดในดินแดนพงฟ้า สำนักอักขระเทพ สำนักทองไพศาลและสำนักภูเขา พันกระบี่คือสามฝ่ายที่เป็นผู้พิชิตของดินแดนแห่งนี้ และค่ายกลนำส่งขนาดใหญ่ยักษ์ที่เชื่อมโยงระหว่าง ดินแดนดาวตกและดินแดนปราการดวงดาวที่สำนัก อักขระเทพเป็นผู้เฝ้าพิทักษ์ก็โคจรอยู่ทั้งวันทั้งคืน ผู้ฝึกลมปราณจากดินแดนดาวตกและดินแดนปราการ ดวงดาวมักจะมาเยือนอาณาจักรวอหลิวกันเป็น
ประจำ สภาพแวดล้อมที่พิเศษของอาณาจักรวอหลิว ทำให้ สถานที่แห่งนี้เป็นจุดศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนของ ดินแดนพงฟ้า ดินแดนดาวตกและดินแดนปราการ ดวงดาว คนของทั้งสามอาณาจักรใหญ่ต่างก็จะนำยา วิเศษ เวทลับ วัตถุดิบหลากหลายชนิดมาแลกเปลี่ยน ในอาณาจักรวอหลิว สำนักอักขระเทพ สำนักทองไพศาลและสำนักภูเขา พันกระบี่ร่วมกันรักษาระบบระเบียบของที่แห่งนี้ ดินแดนใหญ่ทั้งสามแห่งของเนี่ยเทียนก็มีการไปมาหา สู่กับทางฝ่ายของลัทธิจิตตวิสุทธิ์และสำนักห้าธาตุอยู่ เป็นประจำ รวมถึงดินแดนจุลอันธการอันเป็นที่ตั้ง ของสำนักจันทราวารีและดินแดนอีกมากมายที่เป็น มิตรกับเนี่ยเทียนซึ่งมักจะมาเยือนอาณาจักรวอหลิว อยู่เสมอ
วันนี้ ท่ามกลางลำแสงที่เป็นดั่งม่านน้ำนอกอาณาจักรวอห ลิงมีรอยแยกห้วงมิติเส้นหนึ่งที่คล้ายจะถูกพลังงาน บางอย่างกระชากให้แหวกออก “ตูม!” เสียงดังสะเทือนเลือนลั่นที่มีเพียงเฉพาะในเรือรบทาง ช้างเผือกเท่านั้นพลันดังออกมาจากรอยแยกห้วงมิติ เส้นนั้น ต้วนสือหู่แห่งสำนักอักขระเทพที่ขอบเขตเลื่อนสู่เขต วิญญาณช่วงกลางกำลังศึกษาตำราอักขระโบราณเล่ม หนึ่งอยู่ในห้องลับ พอได้ยินเสียงดังนั้น เขาก็พุ่งตัวออกไปทันที เมิ่งหลีที่เป็นแดนว่างเปล่าช่วงท้ายซึ่งช่วงที่ผ่านมา กำลังรอวัตถุดิบวิเศษจากพระราชวังโบราณสะเก็ด ดาวเพื่อฝ่าสู่แดนเอตทัคคะลอยตัวอยู่กลางอากาศ
ร่วมกับผู้ฝึกลมปราณสำนักอักขระเทพอีกหลายคน และมองไปยังริมขอบด้านนอกอาณาจักรวอหลิว พร้อมๆ กัน ทิศทางของสำนักทองไพศาลและสำนักภูเขาพันกระบี่ ก็มีผู้ฝึกลมปราณพากันบินขึ้นมาบนท้องฟ้าเหมือนกัน หัวมู่และฉีป๋ายลู่สองคนที่อยู่ในอาณาจักรวอหลิวพอดี ก็พากันหันไปมองท้องฟ้าด้วยความประหลาดใจ เรือรบโบราณที่สลักลวดลายดอกไม้ลึกลับไว้เป็น จำนวนมากซึ่งมีขนาดเกือบพันเมตรค่อยๆ ลอด ทะลวงรอยแยกห้วงมิติเส้นนั้นเข้ามา เรือรบขับเคลื่อนตรงมายังกลางอากาศของอาณาจักร วอหลิว แดนเอตทัคคะหกคนก้าวเดินออกมาลอยตัวอยู่กลาง อากาศด้วยสีหน้าเย่อหยิ่ง ใช้สายตาเย็นชาก้มลงมอง ผู้คนที่อยู่ในอาณาจักรวอหลิวประหนึ่งมองยุงหรือ
แมลงวัน อาณาจักรวอหลิวในเวลานี้ไม่มีแดนเอตทัคคะอยู่ แม้แต่คนเดียว เมื่อแดนเอตทัคคะออกมายืนเรียบร้อย ด้านหลังพวก เขายังมีแดนว่างเปล่าอีกหลายสิบคนเดินออกมา ซึ่งดู จากอาภรณ์ที่สวมใส่แล้วน่าจะมาจากสำนักเดียวกัน บนเรือรบที่อยู่ด้านหลังผู้แข็งแกร่งแดนว่างเปล่ามีผู้ ฝึกลมปราณเขตวิญญาณและเขตลี้ลับยืนอยู่อีก มากมาย บนร่างของพวกเขาทุกคนต่างปลดปล่อยปราณแห่ง การเข่นฆ่า ราวกับว่าอยู่บนสนามรบและสัมผัสกับ คาวเลือดมานานปี “สำนักบุกเบิกฟ้า!” “สวรรค์! เป็นคนของสำนักบุกเบิกฟ้าจริงๆ ด้วย!”
“ถูกต้อง! เรือรบแบบนี้ แต่งกายแบบนี้ นี่มันสำนัก บุกเบิกฟ้าชัดๆ!” ผู้ฝึกลมปราณบางคนที่มาจากดินแดนจุลอันธกาล ดินแดนสายฟ้านิรันดร์และดินแดนพลังฟ้าอึ้งงันกันไป ครู่หนึ่งก็เริ่มร้องโหวกเหวกเสียงดัง “สำนักบุกเบิกฟ้า!” เมิ่งหลีที่บินขึ้นไปบนฟ้าหน้าเปลี่ยนสีเล็กน้อย ก่อน จะหันไปเหลือบมองต้วนสือหู่ “สำนักบุกเบิกฟ้าอยู่ ห่างจากดินแดนพงฟ้าของพวกเราไปไกลโข เหตุใดจู่ๆ ถึงบุกเข้ามาในอาณาจักรวอหลิว หากพวกเขาจะมา เยือนก็ไม่ควรใช้วิธีฉีกรอยแยกห้วงมิติลอดเข้ามาแบบ นี้ไม่ใช่หรือ?” ต้วนสือหู่สีหน้ามืดทะมึน “ดินแดนพงฟ้าเป็นดินแดน ในนามของเนี่ยเทียน เบื้องหลังคือพระราชวังโบราณ สะเก็ดดาว หากสำนักบุกเบิกฟ้าคิดจะมาเยือนก็ควร
แจ้งล่วงหน้าก่อน” คนอื่นๆ ก็พากันวิพากษ์วิจารณ์ “เนี่ยเทียนอยู่หรือไม่?” หัวหน้าของแดนเอตทัคคะทั้งหกคือแดนเอตทัคคะ ช่วงท้ายผู้หนึ่งที่มีรูปร่างอ้วนฉุ เปลือยท่อนบน ใบหน้าอาบทอไปด้วยแสงสีทอง ตรงลำคอของเขายังคล้องสร้อยคอท่อนกระดูกสีขาว โพลนน่าสะพรึงกลัว พอเขาพูดก็มีเสียงหวีดร้องบาดหูดังออกมาจากใน สร้อยคอกระดูกของเขาทันที ได้ยินเสียงหวีดแหลมนั้น ทุกคนที่อยู่ในอาณาจักรวอ หลิวต่างก็ชาไปทั้งหนังศีรษะ หวาดกลัวว่าเยื่อแก้วหู จะถูกแทงทะลุ “จินกู่โถวถัวแห่งสำนักบุกเบิกฟ้า!”
ผู้ฝึกลมปราณบางคนที่รู้จักสำนักนี้เพียงแค่เงยหน้า ขึ้นมองพักเดียวก็หน้าเปลี่ยนสี รีบหดหัวกลับแล้ว แอบเหลือบมองไปยังค่ายกลนำส่งของสำนักอักขระ เทพ สำนักทองไพศาลและสำนักภูเขาพันกระบี่ หมายจะออกไปจากอาณาจักรวอหลิวโดยเร็วที่สุด “ตอนนี้เนี่ยเทียนไม่ได้อยู่ในดินแดนพงฟ้า” เมิ่งหลี แข็งใจเดินขึ้นหน้าไปโค้งตัวคารวะคนผู้นั้นตาม มารยาทปฏิบัติที่ผู้น้อยควรทำต่อผู้อาวุโส “ข้าน้อย คือผู้อาวุโสของสำนักอักขระเทพ เมิ่งหลี ข้า…” “สำนักอักขระเทพ ทั้งยังเป็นแค่ผู้อาวุโสคนหนึ่ง?” ชายผู้มีแสงสีทองเต็มใบหน้าแสยะปากหัวเราะหึหึ ก่อนที่เขาจะสะบัดปลายแขนเสื้อหนึ่งที ปลายแขนเสื้อพลันมีแสงสีทองอร่ามพุ่งออกมารวมตัว กันเป็นแส้สีทองชิ้นหนึ่งที่ฟาดโบยเมิ่งหลี จนร่างของ เขาร่วงหวือลงมากระทบกับกลุ่มสิ่งปลูกสร้างของ
สำนักอักขระเทพที่อยู่เบื้องล่าง “ตูม!” หอเรือนหลังหนึ่งถูกเมิ่งหลีชนจนแตกกระจาย “ท่านผู้อาวุโส! อาณาจักรวอหลิวคืออาณาจักรในนาม ของเนี่ยเทียนบุตรแห่งดวงดาวคนที่เจ็ดของ พระราชวังโบราณสะเก็ดดาว เจ้า…” ทางฝ่ายของสำนักทองไพศาลก็มีผู้ฝึกลมปราณเขต วิญญาณช่วงต้นผู้หนึ่งตะโกนขึ้นมาอย่างอดไม่ไหว “เขตวิญญาณ…” จินกู่โถวถัวหัวเราะฮ่าๆ ก่อนที่เสียงหัวเราะของเขาจะเปลี่ยนมาเป็นแผด แหลม กลายมาเป็นเสียงที่ทะลวงจิตวิญญาณ ผู้ฝึกลมปราณเขตวิญญาณของสำนักทองไพศาลผู้ที่ ตะโกนออกมาคนนั้นพลันหุบปากฉับ ใบหูมีเลือดสด
หลั่งริน ร่างร่วงดิ่งลงสู่ด้านล่างอย่างไร้เรี่ยวแรงราว กับว่าวที่สายป่านขาด ยังไม่ทันร่วงสู่พื้น จิตวิญญาณของเขาก็ดับสลายไป แล้ว “หลิวเฟย!” ผู้ฝึกลมปราณของสำนักทองไพศาลร้องอุทานด้วย ความตกใจ ตรงเข้ามารับศพของเขากลางอากาศ เมื่อเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง สายตาของทุกคนก็เต็มไปด้วย ความเจ็บแค้น แต่ก็ไม่มีใครกล้าพูดอะไรอีก “พวกเจ้าไม่คู่ควรจะพูดกับนายท่านอย่างข้า” จินกู่ โถวถัวยังคงหัวเราะไม่เลิก “เนี่ยเทียนไม่อยู่ก็ให้พวก แดนเอตทัคคะอย่างจิ่งเฟยหยาง ฉวนจื่อเสวียน หรือไม่ก็ฉวีหมิงเต๋อรีบมาพบข้า อีกอย่างจงรีบแจ้งไป ยังเนี่ยเทียนบุตรแห่งดวงดาวคนที่เจ็ดอะไรนั่นด้วยว่า สำนักบุกเบิกฟ้าของข้าหมายตาดินแดนพงฟ้า
ดินแดนปราการดวงดาวและดินแดนดาวตก” “บอกกับเนี่ยเทียนและสำนักทั้งหมดในสามดินแดนนี้ ว่า ภายในครึ่งเดือนจงมาที่อาณาจักรวอหลิว เตรียม ต้อนรับการมาเยือนของเจ้าสำนักบุกเบิกฟ้าของข้า” ขาดคำของเขา ผู้แข็งแกร่งทั้งหมดในอาณาจักรวอ หลิวต่างก็ร้องฮือฮา “พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวไม่สามารถเป็นที่พึ่งให้ พวกเจ้าได้อีกแล้ว สำนักเก่าแก่แห่งนี้คือดวงอาทิตย์ที่ ตกลงและไม่อาจกลับคืนมาส่องแสงได้อีก” จินกู่โถว ถัวหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง “สิบสามดินแดนใหญ่ และ ดินแดนทั้งหลายที่อยู่ในครอบครองของบุตรแห่ง ดวงดาวและรองเจ้าตำหนักฉู่รุ่ย พวกเราต่างก็แบ่ง สิทธิ์การครอบครองกันแล้ว” “และดินแดนในนามของเนี่ยเทียนก็ถูกแบ่งมาแล้วว่า ต้องตกเป็นของสำนักบุกเบิกฟ้าเรา”
เมิ่งหลีที่เดินออกมาจากซากหอเรือนที่พังทลาย พอ ได้ยินคำพูดนี้ก็ตกใจจนกระอักเลือดออกมาอีกหลาย คำ ใบหน้าซีดขาวราวกระดาษ “สำนักบุกเบิกฟ้าบังอาจ บังอาจท้าทายบารมีของ พระราชวังโบราณสะเก็ดดาว!” “โลกใบนี้เปลี่ยนไปแล้ว ขนาดสี่สำนักเก่าแก่ก็ยังมีคน กล้าลงมือด้วย” “นับตั้งแต่ที่สำนักบุกเบิกฟ้าตั้งสำนักมาก็เป็นรองแค่ สี่สำนักเก่าแก่เท่านั้น นับแสนปีที่ผ่านมา เจ้าสำนัก ทุกรุ่นล้วนมีแดนเทพเจ้าถือกำเนิด ว่ากันว่าเจ้าสำนัก บุกเบิกฟ้ารุ่นนี้ปิดด่านนานถึงสามพันปี เพื่อทำการฝ่า สู่แดนเทพเจ้าช่วงท้าย บางที เจ้าสำนักผู้นั้นคงจะฝ่า ด่านได้สำเร็จแล้วกระมัง?” “แดนเทพเจ้าช่วงกลาง? สำเร็จแล้วจริงๆ หรือ?” “ฉู่รุ่ยถูกกักตัวอยู่ในดินแดนหุบน้ำแข็ง หลัวว่านเซี่ยง
ไม่รู้ว่าไปอยู่ที่ไหน เจ้าตำหนักและผู้อาวุโสใหญ่ก็หาย ตัวไป ดูจากสภาพของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว ในเวลานี้ หากเจอกับสำนักบุกเบิกฟ้าเข้าจริงก็ไม่แน่ ว่าจะชนะเสมอไป” “ฟังจากคำพูดของจินกู่โถวถัว ดูเหมือนว่าฝ่ายที่เกิด ความคิดชั่วร้ายต่อพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว จะ ไม่ได้มีแค่สำนักบุกเบิกฟ้าฝ่ายเดียวเท่านั้น!” คนที่ข้ามดินแดนมาเยือนอาณาจักรวอหลิวและรู้จัก ความร้ายกาจของสำนักบุกเบิกฟ้าพากันซุบซิบเสียง เบาพลางค่อยๆ ถอยหนีเข้าหาตำแหน่งที่ตั้งของค่าย กลนำส่ง “ขอโทษด้วย พวกเราต้องรีบกลับดินแดนพลังฟ้า” “พวกเรายังมีธุระ คงต้องขอตัวก่อน” พวกคนจากต่างแดนทิ้งประโยคเหล่านี้ไว้ก็พากันใช้ ค่ายกลนำส่งเดินทางออกจากอาณาจักรวอหลิวไป
อย่างรีบร้อน พวกคนจากต่างแดนเหล่านั้นส่วนใหญ่ไม่ได้มี ความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับอาณาจักรวอหลิวเท่าใดนัก เพียงแค่เป็นคนในอาณาจักรใกล้เคียงและรู้ว่า อาณาจักรวอหลิวเป็นที่แลกเปลี่ยนของวิเศษได้อย่าง สะดวกสบายจึงพากันมาเยือน พอได้ยินว่าสำนักบุกเบิกฟ้าจะยึดครองสามดินแดน ใหญ่ของเนี่ยเทียน ศึกใหญ่กำลังจะเปิดฉาก แน่นอน ว่าย่อมต้องรีบหลบลี้หนีห่างไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำ ได้ เมื่อพวกเขาจากไป ข่าวที่สำนักบุกเบิกฟ้าบุกเข้ามาใน อาณาจักรวอหลิว จินกู่โถวถัวสังหารคนอย่าง เหี้ยมโหด ป่าวประกาศว่าต้องการให้เนี่ยเทียนและ เจ้าสำนักต่างๆ ในสามดินแดนใหญ่รอรับการมาเยือน ของเจ้าสำนักบุกเบิกฟ้าก็แพร่สะพัดออกไปอย่าง
รวดเร็ว สำนักในดินแดนดวงดาวมากมายได้รับข่าวนี้ก็พากัน ตกอกตกใจ สำนักบุกเบิกฟ้า ท้าทายพระราชวังโบราณสะเก็ด ดาว! ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี
เล่มที่ 42 บทที่ 1254 วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างครึกโครม
“ว่าไงนะ? สำนักบุกเบิกฟ้าฆ่าคนในอาณาจักรวอ หลิว?” “ไม่จริงกระมัง? อาณาจักรวอหลิวไม่ใช่อาณาจักรใน ดินแดนที่อยู่ในนามของเนี่ยเทียนบุตรแห่งดวงดาวคน ที่เจ็ดของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวหรอกหรือ? สำนักบุกเบิกฟ้าเป็นบ้าไปแล้วหรือไง นี่มันเท่ากับตบ หน้าพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวชัดๆ!” “จะอย่างไรเนี่ยเทียนก็เป็นถึงบุตรแห่งดวงดาวนะ!” “แต่ดูเหมือนว่าสถานการณ์ของพระราชวังโบราณ สะเก็ดดาวในช่วงที่ผ่านมาจะย่ำแย่อย่างมาก ฉู่รุ่ยถูก กักตัวอยู่ในดินแดนหุบน้ำแข็ง จี้ชาง โม่เหิงหายตัวไป หลัวว่านเซี่ยงปิดด่านอยู่นานมากแล้ว เล่าลือกันว่า
เจ้าสำนักบุกเบิกฟ้าเองก็ปิดด่านมานานเพื่อฝ่าสู่แดน เทพเจ้าช่วงกลาง นอกจากเขาแล้ว สำนักบุกเบิกฟ้าก็ ยังมีแดนเทพเจ้าอีกคน!” “รากฐานของสำนักบุกเบิกฟ้าเป็นรองแค่สี่สำนัก เก่าแก่เท่านั้น พวกเขาถือว่ามีศักยภาพให้ท้าทาย พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวอย่างแท้จริง!” “ดูเหมือนว่าเนี่ยเทียนจะถูกสำนักส่งตัวไปทำธุระ ตอนนี้เขาอยู่ไหน?” “ไม่รู้เหมือนกัน สุดท้ายแล้วเขา ผู้ฝึกลมปราณ ดินแดนดาวตก ดินแดนพงฟ้าและดินแดนปราการ ดวงดาวจะยอมสวามิภักดิ์ให้กับสำนักบุกเบิกฟ้า หรือไม่?” “มีแต่สวรรค์เท่านั้นที่รู้” “…” ข่าวที่สำนักบุกเบิกฟ้าบุกเข้าไปอาละวาดในดินแดน
พงฟ้าแพร่สะพัดไปทั่วดินแดนของเผ่ามนุษย์ในเวลา เพียงชั่วพริบตา สำนัก ตระกูลและกลุ่มอิทธิพลจำนวนมากในดินแดน ดวงดาวระดับสูงต่างก็พากันวิพากษ์วิจารณ์ข่าวที่ สำนักบุกเบิกฟ้าบุกเข้าไปยังดินแดนพงฟ้าในนามของ เนี่ยเทียนกันอย่างครึกโครม …… ดินแดนจุลอันธการ ที่ตั้งสำนักจันทราวารี เบื้องใต้จันทร์เสี้ยว จุดลึกของมหาสมุทรกว้างใหญ่ ไพศาลที่มีริ้วคลื่นกระเพื่อมเป็นระลอก เรือขนาดใหญ่ ยักษ์ดั่งขุนเขาลอยลำแล่นทะยาน เกาะใหญ่น้อยเรียง ตัวดั่งหมู่ดาว เกาะแต่ละแห่งเขียวชอุ่มงดงามจัดเรียงกันด้วย ลักษณะของค่ายกล บนเกาะแห่งหนึ่งในนั้นมีตำหนักโอ่อ่าตั้งตระหง่าน ซึ่ง
ก็คือตำหนักอันเป็นที่ตั้งของสำนักจันทราวารี “เจ้าสำนักเซี่ย…” ผู้ฝึกลมปรารแดนว่างเปล่าคนหนึ่งของดินแดนจุล อันธการนั่งอยู่บนตำแหน่งที่เซี่ยเชียนจัดหาให้ เขา กำลังเล่าประสบการณ์ที่เจอมาในอาณาจักรวอหลิว ด้วยสีหน้าทอดอาลัยพลางถอนหายใจเป็นพักๆ สำนักผู้ฝึกลมปราณในดินแดนจุลอันธการมีสำนัก จันทราวารีเป็นผู้นำ แต่ก็ยังมีสำนักและตระกูลเล็กๆ อยู่อีกบางส่วน บัดนี้พวกผู้นำของตระกูลและสำนักเหล่านั้นได้อาศัย ค่ายกลนำส่งเดินทางมาถึงสำนักจันทราวารี และพอ เข้ามาอยู่ในห้องโถงใหญ่ก็รับฟังเงียบๆ โดยไม่เอ่ยคำ ใด ทว่าบนใบหน้าทุกคนกลับเต็มไปด้วยความ เคร่งเครียด
“เหตุการณ์ก็เป็นอย่างนี้แหละ” อวี๋ฟู่เซิงคือคนของสำนักพรางจิต เป็นแดนว่างเปล่า ช่วงกลาง เขาคือคนที่กลับมาจากอาณาจักรวอหลิว และเห็นภาพเหตุการณ์ที่จินกู่โถวถัวแห่งสำนักบุกเบิก ฟ้าสังหารผู้ฝึกลมปราณของสำนักทองไพศาลกับตา ตัวเอง เนื่องด้วยสำนักจันทราวารีมีความสัมพันธ์อันดีกับเนี่ย เทียน และดินแดนจุลอันธการก็เชื่อมโยงอยู่กับ อาณาจักรวอหลิว อวี๋ฟู่เซิงจึงไปแลกเปลี่ยนวัตถุดิบ วิเศษและอาวุธที่อาณาจักรวอหลิว เขาเองก็คาดไม่ถึงว่าจะไปเจอกับตอนที่สำนักบุกเบิก ฟ้าบุกเข้ามารุกรานอาณาจักรวอหลิวพอดี “สำนักบุกเบิกฟ้าหันมีดเข้าใส่เนี่ยเทียน พวกเราควร จะทำอย่างไรกันดี?” แดนเอตทัคคะช่วงต้นคนหนึ่ง นั่งยืดหลังตรงจ้องเป๋งไปยังเซี่ยเชียน
เซี่ยหว่านถิงและเซี่ยอวิ๋นไห่ก็ยืนรับฟังด้วยสีหน้า เคร่งเครียดอยู่ด้านหลังเซี่ยเชียน “ท่านลุง ท่านอา ท่านผู้อาวุโสทั้งหลาย” เซี่ยหว่านถิง เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนน่าฟัง “สำนักจันทราวารี เรากับเนี่ยเทียนไม่ใช่พันธมิตรกันหรอกหรือ? คำว่า พันธมิตรก็ไม่ได้หมายความว่าต้องร่วมเป็นร่วมตาย กันหรอกหรือ? ตอนนี้ดินแดนพงฟ้ามีภัย พวกเราที่ เป็นพันธมิตรกับพวกเขาควรหรือที่จะนิ่งดูดาย?” เพราะประโยคนี้ของนาง เหล่าผู้นำของสำนักและ ตระกูลต่างๆ ต่างก็มีสีหน้าละอายใจ แต่ไม่นาน เมื่อพวกเขาคิดถึงผลลัพธ์ที่ตามมาหลังจาก แข็งข้อกับสำนักบุกเบิกฟ้า สีหน้าละอายใจเหล่านั้นก็ หายไปอย่างรวดเร็ว ยังคงเป็นแดนเอตทัคคะคนนั้นที่ถูกคนทั้งหลายใช้ สายตาเร่งเร้า จึงแข็งใจเอ่ยกับเซี่ยเชียนว่า “พี่เซี่ย
อำนาจของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวถดถอยลงไป แล้ว เจ้าเองก็รู้ถึงศักยภาพและรากฐานของสำนัก บุกเบิกฟ้าดี ดินแดนจุลอันธกาลของพวกเราไม่มีแดน เทพเจ้าแม้แต่คนเดียว หากคิดจะปะทะกับสำนัก บุกเบิกฟ้าก็เท่ากับรนหาที่ตายชัดๆ” คนอื่นๆ ก็พากันพยักหน้าคล้อยตาม เซี่ยเชียนที่นั่งอยู่บนตำแหน่งประธานกวาดสายตา มองไปยังใบหน้าของผู้นำทั้งหลายในดินแดนจุลอันธ กาลจนครบหนึ่งรอบ เขานิ่งคิดไปครู่ ก่อนจะพูดช้าๆ ว่า “เรื่องนี้ สำนัก จันทราวารีของพวกเราจะร่วมด้วย ส่วนพวกเจ้า จะ เข้าไปยังดินแดนพงฟ้าร่วมกับสำนักจันทราวารีของ เราหรือไม่นั้น ข้าไม่บังคับ พวกเจ้าจงตัดสินใจกันเอา เอง” “พี่เซี่ย ขอโทษด้วย พวกเราไม่ต้องการเหยียบเข้าไป
ในน้ำขุ่นระหว่างพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวกับ สำนักบุกเบิกฟ้าบ่อนี้” “ไม่ใช่ไม่ต้องการ แต่ด้วยศักยภาพของสำนักเราที่ แม้แต่แดนเอตทัคคะสักคนก็ยังไม่มี จึงไม่มีคุณสมบัติ ที่จะเข้าร่วมด้วยเลย” “ทางฝ่ายของดินแดนพงฟ้า พวกเราคงไม่ไปด้วย หรอก” สำนักและกลุ่มอิทธิพลในดินแดนจุลอันธการที่พอได้ ยินว่าเซี่ยเชียนไม่บังคับก็รีบแสดงท่าที ไม่มีใครอยาก ส่งผู้แข็งแกร่งไปที่ดินแดนพงฟ้าร่วมกับสำนักจันทรา วารี รอจนพวกเขาพูดจบ เซี่ยเชียนถึงได้ค้นพบว่า นอกจากสำนักจันทราวารีแล้วก็ไม่มีผู้ติดตามอีก แม้แต่คนเดียว เห็นได้ชัดว่าไม่มีใครกล้าล่วงเกินสำนักบุกเบิกฟ้า แล้ว
ก็ไม่มีใครคิดว่าปัญหาความขัดแย้งระหว่างสำนัก บุกเบิกฟ้า เนี่ยเทียนจะเป็นผู้คว้าชัยชนะในท้ายที่สุด …… ดินแดนน้ำค้างแข็ง ท่ามกลางตำหนักเทพที่ตั้งอยู่บน ยอดเขาหิมะสูงหมื่นจั้งอันเป็นที่ตั้งของลัทธิเทพ วิญญาณน้ำแข็ง หันฉงและข่งซวงจิงแห่งลัทธิเทพวิญญาณน้ำแข็งที่ วันๆ ต้องอยู่อย่างอกสั่นขวัญผวาด้วยกลัวว่าเนี่ย เทียนจะพากองทัพมารุกราน พอได้ข่าวที่สำนัก บุกเบิกฟ้าบุกเข้าไปในอาณาจักรวอหลิว คนทั้งสองไม่ เพียงไม่ตกใจกลับดีใจมากด้วยซ้ำ ไม่นานหลิงปิงอวิ๋นเทพธิดาของลัทธิเทพวิญญาณ น้ำแข็งก็ถูกพวกเขาปลุกให้ตื่นขึ้นมาจากการตั้งใจฝึก ตน “เนี่ยเทียนถูกสำนักบุกเบิกฟ้าหมายหัวแล้ว!” หันฉง
มีสีหน้าดั่งคนที่รอดพ้นเคราะห์ภัยมาได้ “ข้ายังนึกว่า เมื่อเขาจัดการปัญหาที่สำนักกำเนิดหยางได้แล้วจะถือ โอกาสบุกมาสังหารลัทธิเทพวิญญาณน้ำแข็งของเรา ช่วงนี้ข้ากำลังกลุ้มใจอยู่ทีเดียวว่าไม่รู้จะขอให้ใครมา ช่วยพูดไกล่เกลี่ย ทีนี้ก็ดีเลย” “สำนักบุกเบิกฟ้าเชียวนะ หากพวกเขาไม่ลงมือก็ยัง พอว่า แต่เมื่อลงมืออย่างนี้ แสดงว่าต้องมีความมั่นใจ เต็มร้อย” ข่งซวงจิงกล่าวขึ้นว่า “ช่วงเวลานี้ลัทธิเทพ วิญญาณน้ำแข็งของเราคงไม่ต้องเป็นกังวลแล้วว่าจะ ถูกเนี่ยเทียนหมายหัว” ดวงตาใสกระจ่างของเทพธิดาลัทธิเทพวิญญาณ น้ำแข็งอย่างหลิงปิงอวิ๋นเต็มไปด้วยความเย็นชา “ใน เมื่อคนที่ลงมือคือสำนักบุกเบิกฟ้า ถ้าเช่นนั้นสำนัก อื่นๆ ที่มีแดนเทพเจ้าเฝ้าบัญชาการณ์ก็ไม่น่าจะอยู่ เฉย ยกตัวอย่างเช่นวังพิสุทธิ์เร้นลับ”
“ถูกต้อง วังพิสุทธิ์เร้นลับก็รับมือได้ยากอย่างถึงที่สุด ไม่ด้อยไปกว่าสำนักบุกเบิกฟ้าสักเท่าไหร่ อวี๋ซู่อิง ผู้หญิงคนนั้นขึ้นชื่อเรื่องความโหดเหี้ยมเสียด้วย” หันฉงกล่าว “เนี่ยเทียนผู้นั้นจะรอดพ้นหายนะครั้งนี้ไปได้โดยที่ยัง เหลือชีวิตหรือไม่ก็ยังบอกได้ยาก” ข่งซวงจิงแค่นเสียง “ต่อให้รอดมาได้ ก็ต้องถูกถลกหนังหนึ่งชั้น น่าจะไม่ เหลือแรงมาหาเรื่องลัทธิเทพวิญญาณน้ำแข็งของเรา อีก” “ถูกต้อง” หันฉงคล้อยตาม …… ดินแดนดาวตก อาณาจักรเลี่ยคง เบื้องหน้าตำหนักที่ผุดขึ้นมาจากใต้ดินของพื้นที่ ต้องห้ามแห่งชีวิตมีผู้แข็งแกร่งมากมายมารวมตัวกัน หัวมู่ ฉีป๋ายลู่ ฝานข่าย จ้าวลั่วเฟิง…
ผู้แข็งแกร่งแทบทุกสำนักในดินแดนดาวตกต่างก็มา รวมตัวกันอยู่ที่นี่เพื่อปรึกษาเรื่องสำคัญ ต่งลี่ก็ย่อมเป็นหนึ่งในนั้นด้วย นางกลับมาจากพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวนานแล้ว และได้นำวัตถุดิบวิเศษหายากมากมายที่แลกมาด้วย ค่าคุณความชอบในป้ายดวงดาวของเนี่ยเทียน แจกจ่ายไปให้แก่พวกผู้แข็งแกร่งที่มีหวังว่าจะฝ่าทะลุ ขอบเขตสู่แดนเอตทัคคะ แดนว่างเปล่าช่วงท้ายที่ขาดอีกก้าวเดียวก็เลื่อนสู่แดน เอตทัคคะได้อย่างเยว่เหยียนสี่ก็คือเป้าหมายที่สำคัญ นางไม่เคยคิดเลยว่าเพิ่งจะเอาวัตถุดิบวิเศษเหล่านั้น กลับมาและมอบให้พวกคนเหล่านั้นปิดด่านเลื่อนสู่ แดนเอตทัคคะได้ไม่นาน สำนักบุกเบิกฟ้าก็จะเข้ามา รุกราน และเรียกร้องให้เจ้าสำนักทุกคนไปที่ อาณาจักรวอหลิวเพื่อรอต้อนรับเจ้าสำนักบุกเบิกฟ้า
ของพวกเขา “เนี่ยเทียนอยู่ที่ไหน?” ฝานข่ายแห่งสำนักวิมานสวรรค์ที่เป็นผู้อาวุโสที่สุด กล่าวขึ้นว่า “เมื่อเนี่ยเทียนไม่อยู่ เจ้าที่ถือป้าย ดวงดาวของเขา ควรจะติดต่อไปหาพระราชวังโบราณ สะเก็ดดาวสักหน่อยหรือไม่?” ต่งลี่ยิ้มเจื่อน “ตอนที่ข้ากลับมาจากพระราชวัง โบราณสะเก็ดดาวก็ได้ยินข่าวบางอย่าง บอกว่า ดินแดนสิบสามแห่งที่พึ่งพาพวกเขาต่างก็เกิดปัญหา ความวุ่นวาย ฉู่รุ่ย บุตรแห่งดวงดาวแต่ละคนต่างก็ถูก ส่งตัวออกไปจัดการ รวมถึงผู้อาวุโสอีกหลายท่าน ด้วยสถานการณ์ที่ร้ายแรงเช่นนี้จึงเป็นเหตุให้อู๋จู๋รื่อ และชีเจียวหยางที่ถูกฟางหยวนนำตัวกลับมาจาก สำนักกำเนิดหยางฉวยโอกาสหนีไป” “พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวในเวลานี้ ต่อให้เป็น
ปัญหาในดินแดนพงฟ้าก็เกรงว่าคงไม่สามารถส่งคน ไปให้ความช่วยเหลือได้” สิ่งที่นางพูดล้วนเป็นความจริงทั้งสิ้น “ถ้าอย่างนั้นก็ลองติดต่อไปหาลัทธิจิตตวิสุทธิ์ดูสิ” พอ ฝานข่ายพูดประโยคนี้ก็ให้เสียใจขึ้นมาทันที จึงรีบหัน ไปพูดกับหัวมู่แก้เก้อว่า “พี่หัว เจ้าสนิทกับเผยฉีฉี ไป ที่ลัทธิจิตตวิสุทธิ์สักรอบเถอะ ดูสิว่าจะช่วยพูดให้ คุณหนูเผยไปเฝ้าบัญชาการณ์ที่อาณาจักรวอหลิวได้ หรือไม่” เผยฉีฉีคือลูกศิษย์ผู้สืบทอดที่เจ้าลัทธิจิตตวิสุทธิ์คน ปัจจุบันให้ความสำคัญที่สุด หากนางไปที่อาณาจักร วอหลิว สำนักบุกเบิกฟ้าก็น่าจะกริ่งเกรงอยู่บ้าง “พูดแล้วก็แปลก ตอนที่ข้าเห็นสำนักบุกเบิกฟ้าบุกเข้า ไปในอาณาจักรวอหลิวก็ได้ลองติดต่อไปหาคนของ ลัทธิจิตตวิสุทธิ์แล้ว” หัวมู่ขมวดคิ้วมุ่น “แต่ทางฝ่าย
ของลัทธิจิตตวิสุทธิ์บอกว่าเผยฉีฉีปิดด่านอีกแล้ว คง ไม่ออกมาในเร็วๆ นี้” “คงไม่บังเอิญขนาดนั้นกระมัง?” ฝานข่ายยิ้มเจื่อน “สำนักห้าธาตุล่ะ? หวงจินหนัน โหลวหงแยนและโหว ชูหลันที่สนิทสนมกับเนี่ยเทียนล่ะ?” ฉีป๋ายลู่ถาม ต่งลี่ถอนหายใจ “พลังที่เทพบุตร เทพธิดาพวกนี้ ควบคุมอยู่ในมือก็มีจำกัดเหมือนกัน ไม่มีแดนเทพเจ้า คนใดยอมเชื่อฟังคำสั่งแต่โดยดี เว้นเสียแต่ว่าพวกเขา จะเชิญอาจารย์ของตัวเองมาได้ หาไม่แล้วด้วยพลัง ของพวกเขาเองย่อมไม่มีทางที่จะทำให้สำนักบุกเบิก ฟ้ายอมล้มเลิกความคิดจะที่รุกรานดินแดนพงฟ้า แน่นอน” หัวมู่กล่าว “หวังก็แต่ว่าเนี่ยเทียนจะได้รับข่าวโดยเร็ว และกลับมาทันเวลา!” “เมื่อเขากลับมา ถึงจะมีหวังทำให้สำนักบุกเบิกฟ้า
ยอมถอยกลับไปแต่โดยดี” ต่งลี่เองก็เอ่ยขึ้น ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 42 บทที่ 1255 สำนักบุกเบิกฟ้า
ดินแดนหุบน้ำแข็ง หินอุกกาบาตสีเทาซีดหลายก้อนที่ถูกน้ำแข็งจับตัว ลอยตัวอยู่กลางอากาศ เรือยักษ์สีเงินยวงลำนั้นของวังพิสุทธิ์เร้นลับจอดนิ่งอยู่ บนหินอุกกาบาตก้อนหนึ่ง ซึ่งกินพื้นที่เพียงหนึ่งในสิบ ส่วนของหินอุกกาบาตเท่านั้น เนี่ยเทียน โม่เชียนฝานและอิ่นสิงเทียนสามคนก็อยู่ บนเรือยักษ์สีเงินยวง กำลังพูดคุยอยู่กับอวี๋ซู่อิง เนี่ยเทียนจึงรู้จุดประสงค์ของอวี๋ซู่อิงจากปากของอีก ฝ่าย —นางต้องการสร้างแดนเทพเจ้าอีกคนหนึ่งให้กับวัง พิสุทธิ์เร้นลับ
ศิษย์น้องหญิงคนนั้นของนางติดค้างอยู่ในแดน เอตทัคคะขั้นสูงสุดมานานหลายปี ขาดอีกแค่ครึ่งก้าว ก็สามารถเลื่อนสู่แดนเทพเจ้าได้เหมือนกับอิ่นสิงเทียน เพียงแต่ว่าขั้นตอนการเลื่อนสู่แดนเทพเจ้านั้น ยากลำบากเกินไป ศิษย์น้องหญิงของนางจึงขลาดกลัว ไม่มีความมั่นใจมากพอ จึงไม่กล้าที่จะก้าวข้ามจุดนั้น ออกมา ดูจากท่าทีของโม่เชียนฝานและอิ่นสิงเทียน บวกกับ การสังเกตการณ์ของอวี๋ซู่อิงเอง เมื่อพบว่าเนี่ยเทียนมี ฝีมืออยู่บ้างจริงๆ นางถึงได้เกิดความคิดนี้ขึ้นมา คำขอร้องของนาง เนี่ยเทียนเองก็แบ่งรับแบ่งสู้ ไม่ได้ ปฏิเสธในทันที เนี่ยเทียนบอกแค่ว่าต้องไปพบศิษย์น้องหญิงของนาง ดูสภาพการณ์ของอีกฝ่ายเสียก่อนถึงจะพอวิเคราะห์ ได้
อวี๋ซู่อิงจึงสั่งให้ผู้อาวุโสท่านหนึ่งของวังพิสุทธิ์เร้นลับ รีบกลับไปพาศิษย์น้องหญิงของนางมาที่นี่โดยเร็วที่สุด โดยอาศัยค่ายกลนำส่งที่มีอยู่ในเรือยักษ์สีเงิน ส่วนทุกคนนั้นรออยู่ที่เดิม บนหินอุกกาบาตอีกก้อนหนึ่งที่อยู่ห่างก้อนที่เรือยักษ์ สีเงินของวังพิสุทธิ์เร้นลับจอดอยู่ไปไกลมาก ศพของมหาราชาวิญญาณชั่วร้ายเค่อไหลซือเท่อถูก เนี่ยเทียนใช้การสูบดึงพลังชีวิตชุบหลอมจิงชี่เลือดเนื้อ จนหมดสิ้น เพื่อนำมาชุบหลอมเป็นแก่นเลือดแห่ง ชีวิตใหม่อีกครั้ง “ปัง!” เมื่อจิงชี่เลือดเนื้อหายหมด ศพของเค่อไหลซือเท่อก็มิ อาจแบกรับพลังความเย็นสุดขั้วได้อีก จึงเกาะตัว กลายเป็นน้ำแข็ง จากนั้นก็ระเบิดแตกเป็นเศษน้ำแข็ง ปลิวว่อน
จากนั้นเนี่ยเทียนก็หยิบเอาเนื้อของสัตว์วิเศษและศพ ของชนต่างเผ่าที่โม่เชียนฝานรวบรวมมาให้จากสำนัก กำเนิดหยางออกมาดูดซับพลังต่ออีกครั้ง หลายวันต่อมา “แก่นเลือดแห่งชีวิต ได้แค่เกือบร้อยหยดเท่านั้น…” พอกวาดพลังจิตเข้าไปตรวจสอบ เนี่ยเทียนก็รู้สึก หงุดหงิดเล็กน้อย หลังจากที่สายเลือดแห่งชีวิตเลื่อนสู่ ระดับแปดและแก่นเลือดมีการพัฒนา แก่นเลือดของ เขาก็เพิ่มจำนวนมากขึ้นเป็นสามร้อยหยด สามร้อยหยดคือขีดจำกัดสูงสุด ทว่าพอสายเลือดของเขาเลื่อนเป็นระดับแปด ก็ยากที่ จะรวบรวมแก่นเลือดให้ถึงสามร้อยหยดอันเป็น ขีดจำกัดได้ เขาจึงค่อยๆ ค้นพบว่าแก่นเลือดแห่งชีวิตของตัวเอง นั้นมีค่ามาก ท่อนกระดูกของสัตว์ยักษ์มวลดารา
เกราะมังกรเพลิง เมล็ดพันธ์เปลวเพลิง บุปผาเก้า ดาราล้วนปรารถนาอยากครอบครองแก่นเลือดแห่ง ชีวิตของเขา นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้จำนวนรวมของแก่นเลือดเขา ไม่เคยถูกเติมเต็ม เมื่อผ่านการต่อสู้กับเค่อไหลซือเท่อและกลืนกินพลัง ดวงดาวจากธงสรรพดาราดารดาษ ไข่มุกวิญญาณมืด และบุปผาเก้าดาราต่างก็สงบนิ่งลงได้ และกำลังอยู่ใน ขั้นตอนของการแปรสภาพ ทันใดนั้นปราณกระบี่เสี้ยวหนึ่งของอิ่นสิงเทียนก็สาด สะท้อนเข้ามากลางใจของเขา เนี่ยเทียนเงยหน้าขึ้นน้อยๆ อิ่นสิงเทียนเดินออกมาหนึ่งก้าวก็เคลื่อนตัวจากหิน อุกกาบาตน้ำแข็งอีกก้อนที่อยู่ห่างหลายหมื่นลี้มาโผล่ อยู่ตรงหน้าเขา แล้วตะโกนเสียงดัง “มีข่าวด่วน!”
“อู้!” อวี๋ซู่อิงและโม่เชียนฝานสองคนก็ทยอยกันมาปรากฏ ตัวบนหินอุกกาบาตก้อนที่เนี่ยเทียนอยู่ “วังพิสุทธิ์เร้นลับของข้าเพิ่งได้ข่าวมาจากสำนัก บุกเบิกฟ้า” พอมาถึง อวี๋ซู่อิงก็กล่าวขึ้นว่า “จินกู่โถว ถัวแห่งสำนักบุกเบิกฟ้าบุกเข้าไปในดินแดนพงฟ้า…” นางแจ้งข่าวที่แพร่สะพัดไปทั่วทุกดินแดนระดับสูง ในช่วงที่ผ่านมาให้เนี่ยเทียนทราบ “สำนักบุกเบิกฟ้า!” เนี่ยเทียนถลันลุกขึ้นยืน ปราณสังหารในดวงตา เหมือนกลายมาเป็นของจริง ตะคอกเสียงดัง “เจ้า วังอวี๋ ค่ายกลนำส่งหลังนั้นของวังพิสุทธิ์เร้นลับพวก เจ้าสามารถส่งตัวข้าไปที่ไหนได้? มีวิธีที่ค่อนข้างไวใน การเดินทางไปพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว หรือ ดวงดาวที่อยู่ใกล้กับดินแดนพงฟ้าหรือเปล่า? หรือจะ
เป็นดินแดนที่อยู่ใกล้กับลัทธิจิตตวิสุทธิ์และสำนักห้า ธาตุก็ได้!” ดินแดนดาวตก ดินแดนพงฟ้าและดินแดนปราการ ดวงดาวคือดินแดนในนามของเขา ญาติและมิตรของ เขาล้วนอาศัยกันอยู่ที่นั่น พอได้ยินว่าไฟไหม้ลามมาถึงหลังบ้านของตัวเอง แผนการที่ก่อนหน้านี้เขาคิดจะแลกเปลี่ยนเงื่อนไข กับอวี๋ซู่อิง และช่วยฉู่รุ่ยออกมาให้พ้นเงื้อมมือของปิง กู่ต้าจุนจึงชะงักลงชั่วคราว จะอย่างไรซะฉู่รุ่ยที่ถูกปิงกู่ต้าจุนกักตัวไว้ก็คงไม่ตาย ในเวลาสั้นๆ นี้ ทว่าทางฝ่ายของดินแดนพงฟ้าไม่เหมือนกัน สำนัก บุกเบิกฟ้าไม่ได้ให้เวลาเขาและสำนักในสามดินแดน ใหญ่นานนัก เขาต้องพยายามไปถึงสามดินแดนใหญ่ที่ เกิดเรื่องวุ่นวายสะเทือนขวัญโดยเร็วที่สุด
“สำนักบุกเบิกฟ้าจัดการได้ไม่ง่ายหรอกนะ” อวี๋ซู่อิง กล่าว “เนี่ยเทียน ใจเย็นก่อน” อิ่นสิงเทียนเองก็เอ่ยโน้ม น้าว “สำนักบุกเบิกฟ้ามีแดนเทพเจ้าสองคน เจ้า สำนักบุกเบิกฟ้าเองก็ไม่เผยกายมาหลายพันปีแล้ว ใครก็รู้ดีว่าเขาต้องยังมีชีวิตอยู่แน่นอน และยังมีชีวิต อยู่เป็นอย่างดี ข้าเดาเอาว่าขอบเขตของเขาคงเลื่อนสู่ แดนเทพเจ้าช่วงกลางแล้ว” “เจ้าเดาไม่ผิดหรอก” อวี๋ซู่อิงเอ่ยแทรก “ขอบเขต ของโหยวฉีเหมี่ยวเลื่อนสู่แดนเทพเจ้าช่วงกลางนาน แล้ว อันที่จริงหากยังไม่แน่ใจว่าเขาเลื่อนสู่แดนเทพ เจ้าช่วงกลางแล้ว พวกเราก็คงไม่กล้าลงมือกับ พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวอย่างอาจหาญเช่นนี้” “หากไม่มีเขา พวกเราก็ไม่มั่นใจว่าจะเอาชนะ หลัวว่านเซี่ยงได้”
โม่เชียนฝานหน้าเปลี่ยนสี “โหยวฉีเหมี่ยวที่เป็นแดน เทพเจ้าช่วงกลางเกรงว่าคงไม่ด้อยไปกว่าหลัวว่าน เซี่ยงเลย แม้แต่ฉู่รุ่ยก็ใช่ว่าจะกำราบโหยวฉีเหมี่ยวได้ เสมอไป เดิมทีคนผู้นี้ก็มีพรสวรรค์ในการฝึกตนมาก อยู่แล้ว ที่สำนักบุกเบิกฟ้ามีวันนี้ได้ ก็ไม่อาจปฏิเสธว่า เป็นคุณความชอบของโหยวฉีเหมี่ยว” “อืม ข้าได้ยินมาว่าขนาดพวกชวีอี้ ฉู่หยวนก็ยังต้อง เห็นแก่หน้าเขา” อิ่นสิงเทียนเองก็เอ่ยขึ้น โหยวฉีเหมี่ยวเจ้าสำนักบุกเบิกฟ้า เนี่ยเทียนไม่เคยได้ ยินชื่อเสียงของเขา เพราะอย่างไรซะเขาก็เพิ่งเข้ามา อยู่ในพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวได้ไม่นาน ก่อน หน้านี้คนที่เขาเจอมักจะเป็นบุคคลสำคัญในสี่สำนัก เก่าแก่เท่านั้น แต่ว่าพอเห็นท่าทีของพวกอิ่นสิงเทียน เขาก็รู้ว่า โหยวฉีเหมี่ยวผู้นี้ต้องไม่ธรรมดา
“หากข่าวนี้เป็นความจริงและโหยวฉีเหมี่ยวจะเข้าไป ในดินแดนพงฟ้า…” อวี๋ซู่อิงใคร่ครวญคำพูดที่จะเอ่ย “เว้นเสียแต่ว่าเจ้าจะเป็นเชิญคนที่อย่างน้อยมีระดับ เดียวกับเขาจากลัทธิจิตตวิสุทธิ์หรือสำนักห้าธาตุได้ หาไม่แล้วก็อย่าคิดจะต่อกรกับสำนักบุกเบิกฟ้าเลย” เคยเห็นฝีมือของเนี่ยเทียนมาก่อน บวกกับที่เนี่ยเทียน ได้รับความช่วยเหลือจากโม่เชียนฝานและอิ่นสิงเทียน ขนาดนางยังเกลี้ยกล่อมไม่ให้เนี่ยเทียนไปงัดข้อกับอีก ฝ่าย แค่นี้ก็มากพอจะเห็นได้แล้วว่าในสายตาของนาง สำนักบุกเบิกฟ้าแข็งแกร่งแค่ไหน เนี่ยเทียนนิ่งคิดด้วยสีหน้ามืดทะมึน “เอาอย่างนี้ เจ้าลองดูก่อนว่าจะไปเชิญคนของลัทธิ จิตตวิสุทธิ์และสำนักห้าธาตุได้หรือไม่” อวี๋ซู่อิงเงียบ คิดไปครู่หนึ่ง ก่อนพูดอีกว่า “หากไม่ได้จริงๆ ข้าจะไป เป็นเพื่อนเจ้าที่ดินแดนพงฟ้าเอง โหยวฉีเหมี่ยวอาจ
เห็นแก่หน้าข้าบ้าง ข้าจะลองดูสิว่าเขาจะยอมยกสาม ดินแดนที่อยู่ในนามของเจ้าให้กับวังพิสุทธิ์เร้นลับข้า หรือไม่” ดูเหมือนว่าสำนักบุกเบิกฟ้า วังพิสุทธิ์เร้นลับและ สำนักที่แข็งแกร่งบางส่วนจะมีการแบ่งดินแดนในนาม ของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวกันโดยละเอียด อย่างลับๆ แล้ว พอเนี่ยเทียนได้ยินนางพูดแบบนี้สีหน้าก็ยิ่งย่ำแย่เข้า ไปใหญ่ กล่าวว่า “สำนักบุกเบิกฟ้าฆ่าคนของข้า!” “ก็แค่ทำร้ายแดนว่างเปล่าคนหนึ่งบาดเจ็บสาหัส แล้ว ก็สังหารเด็กรุ่นเล็กของสำนักทองไพศาลไปคนหนึ่ง เท่านั้น นี่จะนับเป็นอะไรได้” อวี๋ซู่อิงแปลกใจอย่างยิ่ง “หากแตกหักกับสำนักบุกเบิกฟ้าเข้าจริงๆ คนที่ตาย จะไม่ได้มีแค่คนสองคน อาจเป็นผู้ฝึกลมปราณของทั้ง สามดินแดนใหญ่เลยก็ได้ที่ถูกสำนักบุกเบิกฟ้าสังหาร”
“หากมีคนพอจะกำราบโหยวฉีเหมี่ยวได้ ก็พอจะ ปะทะกับสำนักบุกเบิกฟ้าได้เหมือนกัน” โม่เชียนฝาน แสดงท่าที “แดนเทพเจ้าอีกคนหนึ่งของสำนักบุกเบิก ฟ้าคือแดนเทพเจ้าช่วงต้น ข้ามั่นใจว่าจะสู้ด้วยได้ ส่วนแดนเอตทัคคะคนอื่นๆ ของสำนักบุกเบิกฟ้า ด้วย พละกำลังของลูกน้องเจ้า สำนักอสนีสวรรค์และ ตระกูลโม่ของข้า ก็ไม่ได้น่ากลัวอะไร” “โหยวฉีเหมี่ยว” เนี่ยเทียนคำรามเบาๆ ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 42 บทที่ 1256 ทลายน้ำแข็ง!
ดินแดนหุบน้ำแข็ง จุดลึกของมหาสมุทรดวงดาว ทะเลสาบประหลาดผืน หนึ่งที่พื้นผิวภายนอกใสแวววาวราวกระจกมีหมอก ขาวโพลนแผ่อบอวล ใต้ทะเลสาบมีเสียงดังสะเทือนเลือนลั่นแว่วออกมาอยู่ เป็นระยะ กายธรรมแห่งเทพของฉู่รุ่ยที่สูงพันเมตร ห้อมล้อมไว้ ด้วยแสงดาวคอยโคจรพลังยิ่งใหญ่เกรียงไกรให้ สะเทือนผิวทะเลสาบผลึกน้ำแข็งอยู่ตลอดเวลา “ครืนๆๆ!” ทะเลสาบเยียบเย็นปริแตกและก็เกาะตัวเป็นน้ำแข็ง อย่างรวดเร็วครั้งแล้วครั้งเล่า ซ้ำไปซ้ำมา
บนทะเลสาบ ปิงกู่ต้าจุนแห่งเผ่าโครงกระดูกลอยตัว อยู่สูงประหนึ่งภูเขาน้ำแข็ง ไอหมอกสีขาวโพลนถูกเขากลืนกินเข้าไปในร่างแล้ว ชุบหลอมให้กลายมาเป็นกระดูกน้ำแข็ง ลวี่ฉิ่งเฉินแห่งวังเหน็บหนาวที่อาศัยพลังของหุบ น้ำแข็งมาทำให้แคว้นน้ำแข็งศักดิ์สิทธิ์ฟื้นคืนสู่สภาพ เดิมรออยู่ด้านข้างเงียบๆ ในแคว้นศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นน้ำแข็งแวววาวยังมีผู้ฝึก ลมปราณแดนเอตทัคคะของวังเหน็บหนาวอยู่อีก หลายคน ทุกคนต่างฝึกวิชาน้ำแข็งเย็นเยียบที่เสียดลึก ถึงกระดูก ใบหน้าของพวกเขาทุกคนล้วนคล้ำเคร่งคล้ายเป็น กังวลกับอะไรบางอย่าง “เจ้าวัง พวกเราได้ข่าวมาว่ากองกำลังพันธมิตรที่ล้อม สังหารพวกจู่กวางเหย้าล้วนขาดการติดต่อไป
หมดแล้ว” ผู้อาวุโสคนหนึ่งของวังเหน็บหนาวกล่าวไป ตามจริง “มีคนเห็นธงสรรพดาราดารดาษของหลัว ว่านเซี่ยงบินผ่านดินแดนหุบน้ำแข็งของพวกเราไป” “หลัวว่านเซี่ยง…” ลวี่ฉิ่งเฉินแปลกใจเล็กน้อย “แต่ไร ไหนมาเขาก็ไม่เคยถูกกับฉู่รุ่ย ข่าวลือบอกว่าเขายังปิด ด่านอยู่ ทำไมจู่ๆ ถึงมาปรากฏตัวในดินแดนหุบ น้ำแข็งได้?” “จะอย่างไรซะเรื่องนี้ก็เกี่ยวพันกับความเป็นความ ตายของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว” คนผู้นั้นกล่าว “วังพิสุทธิ์เร้นลับก็อยู่ที่นั่นเหมือนกัน หลัวว่านเซี่ย งลงมือก็ใช่ว่าจะเอาชนะได้อย่างง่ายดายเสมอไปไม่ใช่ หรือ?” ลวี่ฉิ่งเฉินพึมพำ “แม้ว่าหลัวว่านเซี่ยงผู้นั้นจะ เป็นแดนเทพเจ้าช่วงกลาง ทว่าในบรรดาบุตรแห่ง ดวงดาวของรุ่นก่อน พรสวรรค์ของเขาธรรมดามาก แดนเทพเจ้าอย่างเขาจึงไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คนนอก
คิดกัน” หยุดนิ่งไปครู่ ลวี่ฉิ่งเฉินก็ก้มหน้าลงมองหุบน้ำแข็ง “เขาน่าจะสู้ฉู่รุ่ยไม่ได้ด้วยซ้ำ” “เขาสู้ฉู่รุ่ยไม่ได้ แต่หากเขามาล่ะก็…” กล่าวมาถึง ตรงนี้ คนผู้นั้นก็เหลือบมองไปยังปิงกู่ต้าจุนด้วย ท่าทางยำเกรง “อยู่ในหุบน้ำแข็ง ข้าสามารถกำราบฉู่รุ่ยได้ ก็ย่อม กำราบหลัวว่านเซี่ยงได้เช่นกัน” ปิงกู่ต้าจุนตวาด พอเขาเอ่ยเช่นนี้ ทุกคนจึงสงบใจลงได้ …… สามวันต่อมา เรือยักษ์สีเงินยวงลำนั้นของวังพิสุทธิ์ เร้นลับก็พลันบุกเข้ามาในหุบน้ำแข็ง “วังพิสุทธิ์เร้นลับ!” ลวี่ฉิงเฉินควบคุมแคว้นน้ำแข็งศักดิ์สิทธิ์ให้ขยับเข้าไป
ใกล้เรือยักษ์สีเงิน แล้วตะโกนก้องแต่ไกล “เจ้าวังอวี๋ สถานการณ์ทางฝ่ายของเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง? ข้าได้ ยินมาว่าหลัวว่านเซี่ยงปรากฏกาย แดนเอตทัคคะของ ดินแดนหุบน้ำแข็งเราไปอยู่ที่ไหนกันแล้ว?” ในแคว้นศักดิ์สิทธิ์แวววาว ผู้ฝึกลมปราณของวังเหน็บ หนาวต่างก็ตั้งตารอฟังข่าวจากอวี๋ซู่อิง อวี๋ซู่อิงยืนอยู่บนหัวเรือ ด้านหลังมีแดนเอตทัคคะเจ็ด คนยืนนิ่งไม่กระดุกกระดิก นางขมวดคิ้วเป็นปม สีหน้าซีดขาวเล็กน้อย รอจนลวี่ ฉิ่งเฉินขยับเข้ามาใกล้ถึงได้ถอนหายใจแผ่วๆ “ข้าเอง ก็คาดไม่ถึงเหมือนกันว่าจู่ๆ หลัวว่านเซี่ยงจะบุกเข้า มา แดนเอตทัคคะของดินแดนหุบน้ำแข็งพวกเจ้าล้วน ถูกหลัวว่านเซี่ยงสังหารจนสิ้น ส่วนข้าก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ ของหลัวว่านเซี่ยง จำต้องอาศัยอาวุธวิเศษและเรือลำ นี้หนีมาอย่างเร่งร้อน”
“แล้วหลัวว่านเซี่ยงล่ะ?” ลวี่ฉิ่งเฉินตะคอกถาม อวี๋ซู่อิงไม่ได้ตอบรับได้ทันที นางกลอกตาหนึ่งครั้ง แล้วจ้องนิ่งไปที่ปิงกู่ต้าจุน บนแท่นที่นั่งหยกที่ทำมาจากเทือกเขาน้ำแข็งสูง ตระหง่าน ต้าจุนท่านที่เมื่อหนึ่งแสนปีก่อนกล้าช่วงชิง ตำแหน่งประมุขของเผ่าโครงกระดูกนั่งนิ่งอยู่ตรงนั้น ประหนึ่งหินน้ำแข็งพันปี เรือนกายที่เป็นกระดูกของเขาคล้ายสลักมาจาก น้ำแข็งหมื่นปี หยดเลือดที่หลั่งรินอยู่ในกระดูกประดุจ กระแสแห่งความเย็น อวี๋ซู่อิงสัมผัสปราณได้ว่าเย็นเยียบจากร่างของเขา เหมือนกับที่อยู่ในหุบน้ำแข็งลึกลับนั่นอย่างไม่มี ผิดเพี้ยน ทั้งยังให้ความรู้สึกหนาวเย็นยิ่งกว่าจากใน หุบน้ำแข็งด้วยซ้ำ “ท่านผู้นี้ ก็คือปิงกู่ต้าจุน!”
ลวี่ฉิ่งเฉินเข้าใจไปว่านางจะเป็นกังวลเรื่องของหลัว ว่านเซี่ยงจึงเอ่ยแนะนำกับนางด้วยน้ำเสียงที่เข้มงวด “ต้าจุนที่เมื่อหนึ่งแสนปีก่อนออกมาจากเผ่าโครง กระดูก แล้วใช้พลังของหุบน้ำแข็งซ่อมแซมเรือนกาย กระดูกไม่แตกทลาย ฝังร่างกระดูกของตนไว้ ท่ามกลางหุบน้ำแข็ง ใช้พลังของหุบน้ำแข็งมาชุบ หลอมสายเลือดจึงฟื้นคืนสู่พลังอันเป็นสูงสุดและ กลับมามีสายเลือดระดับสิบช่วงกลางอีกครั้ง” “ต้าจุนบรรลุความลี้ลับของหุบน้ำแข็งจนกระจ่างแจ้ง เลือดลมจึงผสานรวมเป็นหนึ่งเดียวกับหุบน้ำแข็ง” “บางทีผ่านไปอีกหลายพันปี ต้าจุนก็จะสามารถอาศัย ความลี้ลับของหุบน้ำแข็งมาทำให้สายเลือดเกิดการ แปรสภาพอีกครั้ง จนเลื่อนสู่ระดับสิบขั้นสูง เมื่อถึง เวลานั้น ต้าจุนก็จะกลายมาเป็นผู้พิชิตอีกท่านหนึ่งใน บรรดาดินแดนนับหมื่น”
ลวี่ฉิ่งเฉินเอ่ยชื่นชมอย่างไม่มีกั๊ก ปิงกู่ต้าจุนยังคงนั่งนิ่งๆ โดยไม่เอ่ยคำใด “ร้ายกาจ ร้ายกาจ” อวี๋ซู่อิงกระตุกยิ้มมุมปาก สีหน้า แสดงความนับถือ “ไม่ถูกสิ!” น้ำเสียงแปร่งหูของปิงกู่ต้าจุนพลันดังขึ้น กลางอากาศ ก็มีเสียงลั่น “เปรี๊ยะๆๆ” เหมือนน้ำแข็งระเบิดแตก ดวงตาที่เย็นชาราวก้อนน้ำแข็งของเขาพลันหันมาจ้อ งอวี๋ซู่อิง “ปราณของเผ่าอสูรกายอยู่บนร่างของเจ้า เจ้า ครอบครองปราณของอสูรกาย” ปิงกู่ต้าจุนแค่นเสียง “และยังมีพลังของเลือดลมที่น่าจะเป็นของเนี่ยเทียน บุตรแห่งดวงดาวคนที่เจ็ดของพระราชวังโบราณ สะเก็ดดาว เจ้า…”
“ตูม!” คำพูดของปิงกู่ต้าจุนยังไม่ทันกล่าวจบ เรือยักษ์สีเงิน ของวังพิสุทธิ์เร้นลับก็พลันเพิ่มความเร็วแล้วกระแทก ชนลงไปยังแคว้นน้ำแข็งศักดิ์สิทธิ์ของลวี่ฉิ่งเฉิน “คาถาเจ็ดอารมณ์ฟ้าสีเงิน!” แดนเอตทัคคะเจ็ดท่านระเบิดพลังร่วมกับอวี๋ซู่อิง พลังวิญญาณเจ็ดชนิดที่แตกต่างกันอย่างทอง ไม้ น้ำ ไฟ ดิน น้ำแข็ง สายฟ้าที่อวี๋ซู่อิงเป็นผู้ชักนำมาชุบ หลอมประดุจทวนยาวสีเงินที่ลากสะบัดแสงพร่าง พราวให้แทงเข้าไปยังแคว้นน้ำแข็งศักดิ์สิทธิ์ “อวี๋ซู่อิง!” เสียงร้องอุทานด้วยความตกใจของลวี่ฉิ่งเฉินดัง สะเทือนพื้นดิน บาดแก้วหูอย่างถึงที่สุด ทว่าต่อให้เขาจะตะโกนดังแค่ไหนก็ไม่สามารถ
เปลี่ยนแปลงสิ่งใดได้ แคว้นน้ำแข็งศักดิ์สิทธิ์ที่กว่าจะใช้ไอความเย็นในหุบ น้ำแข็งประกอบกันขึ้นมาได้อีกครั้งด้วยความ ยากลำบาก ถล่มทลายแหลกสลายลงด้วยลำแสงสีเงิน พร่าตาเส้นนั้นเหมือนเนินทรายที่โดนรถศึกพุ่งชน “เพล้งๆ!” แคว้นศักดิ์สิทธิ์แตกละเอียดกระจายว่อนไปทั่วท้องฟ้า เมื่อร่วงลงบนพื้นผิวของทะเลสาบของหุบน้ำแข็งก็ ระเบิดออกเป็นเศษเล็กเศษน้อยอีกครั้ง แคว้นศักดิ์สิทธิ์ที่ระเบิดแตกมีสะเก็ดและแสงน้ำแข็ง มากมายปลิวว่อนอยู่บนพื้นน้ำแข็งคล้ายพยายามจะ ดึงเอาพลังความเย็นของหุบน้ำแข็งมาประกอบตัวเอง ใหม่อีกครั้ง ระหว่างนั้นพอจะมองเห็นได้ว่ามีเงามายาสีขาวโพลน เงาหนึ่งพุ่งหายเข้าไปในหุบน้ำแข็ง
“ออกมา!” ลวี่ฉิ่งเฉินที่ร้องอุทานตกใจ ยื่นมือออกมากวักเรียก กระบี่น้ำแข็งนภาหนาวเหน็บให้บินออกมา “ต้าจุน! ต้าจุนช่วยด้วย!” พอแคว้นน้ำแข็งศักดิ์สิทธิ์ระเบิดแตก แดนเอตทัคคะ ของวังเหน็บหนาวที่เหลือก็หันไปเห็นแสงเทพชำระ ฟ้าจำนวนมากที่บินเข้ามาอย่างแน่นขนัดก็หน้าเผือด สีกันไปหมด พวกเขาแอบสมคบคิดกับวังพิสุทธิ์เร้นลับ แน่นอนว่า ย่อมรู้จักอวี๋ซู่อิงเป็นอย่างดี แสงเทพชำระฟ้าน่ากลัวมากแค่ไหน พวกเขาล้วนรู้ดี อยู่แก่ใจ แสงที่สามารถทำลายดินแดน มหาสมุทร เลือดลม เขตปราการทั้งหมดเช่นนี้ เดิมทีก็เป็นสมบัติ ล้ำค่าพิทักษ์วังพิสุทธิ์เร้นลับอยู่แล้ว หลังจากแสงเทพชำระฟ้าพุ่งมาโดน ก็เห็นเพียงว่า
ดินแดนเอตทัคคะเย็นเยียบที่พวกเขาแต่ละคนเรียก ออกมาถูกแทงทะลุเป็นรูนับพันนับหมื่นในเสี้ยววินาที ความรู้สึกอัดอั้นตันใจที่เห็นแดนเอตทัคคะถูกทำลาย กระแสจิตวิญญาณและพลังแห่งความเย็นแหลกสลาย ทำให้พวกเขาจำต้องหันไปขอความช่วยเหลือจากคน นอกอย่างปิงกู่ต้าจุน ขนาดแคว้นน้ำแข็งศักดิ์สิทธิ์ของลวี่ฉิ่งเฉินที่ขอบเขต เหมือนกับพวกเขา แต่ระดับสูงกว่าเล็กน้อยยังระเบิด สลาย แล้วพวกเขายังจะมีหวังอะไรได้อีก? “แดนเทพเจ้าของเผ่ามนุษย์ ทั้งยังมีตบะแค่ระดับต้น ทว่าอาวุธเทพไม่ดับสลายที่ได้ครอบครองกลับน่าดูชม ยิ่งนัก” น้ำเสียงของปิงกู่ต้าจุนที่ทำให้คนขนหัวลุก สายเลือดเกาะตัวเป็นน้ำแข็งดังขึ้นในที่สุด อยู่ห่างกันไกลมาก แต่พอเขาขยับคอก็ยังได้ยินเสียง ลั่นดัง “กร๊อบ”
“สายเลือด น้ำแข็งระเบิดแห่งความตาย!” น้ำแข็งก้อนหนึ่งที่กินพื้นที่เกือบพันไร่ซึ่งอยู่ใต้หุบ น้ำแข็งได้รับสายเลือดของเขาชักนำ จึงพุ่งออกมาจาก หุบน้ำแข็งในเสี้ยววินาที น้ำแข็งก้อนนั้นที่ดูเหมือนจะเป็นแคว้นน้ำแข็ง ศักดิ์สิทธิ์อีกแห่งหนึ่งพลันกระแทกโครมลงบนเรือ ยักษ์สีเงินยวงของ วังพิสุทธิ์เร้นลับ ก้อนน้ำแข็งระเบิดแตกกลางทาง เศษน้ำแข็งเล็กๆ น้อยๆ มากกว่าเดิมนับหมื่นก้อนก่อ ตัวกันขึ้นเป็นพายุน้ำแข็งคมกริบที่สอดแทรกมาด้วย ปราณแห่งความตายเข้มข้น แล้วจึงพลันม้วนตลบเข้า หาอวี๋ซู่อิงและเรือยักษ์สีเงินยวงลำนั้น ปราณที่แผ่ออกมาจากพายุน้ำแห่งซึ่งมีกลิ่นอายของ ความตาย หากลามไปที่ใดก็อาจทำให้สิ่งมีชีวิตของที่ แห่งนั้นมอดม้วยได้
“เผ่าโครงกระดูก ต้าจุนระดับสิบ!” อวี๋ซู่อิงสูดลมหายใจเข้าลึกหนึ่งครั้ง สีหน้าเคร่งเครียด อย่างถึงที่สุด มือทั้งสองข้างแปรเปลี่ยนเป็นคาถา ต่างๆ ไม่หยุด ส่วนเรือรบสีเงินลำนั้นก็กลายร่างมา เป็นสัตว์ยักษ์ดุร้ายที่ระเบิดเสียงครืนครั่นอยู่ภายใน ภาพค่ายกลเก่าแก่สามสิบเก้าชนิดของวังพิสุทธิ์เร้น ลับที่สลักอยู่บนตัวเรือพากันเคลื่อนโคจร ค่ายกลปราณพิสุทธิ์เร้นลับ กระแสลี้ลับแห่งสวรรค์ ค่ายกลเวทอาคมโบราณรวมวิญญาณ ภาพค่ายกล สวรรค์รังสรรค์… ค่ายกลทั้งหลายเหล่านั้นบ้างก็มาจากวังพิสุทธิ์เร้นลับ บ้างก็มาจากสำนักอื่นที่วังพิสุทธิ์เร้นลับไปหาซื้อมา ซ้ำยังมีภาพค่ายกลหลายภาพที่มาจากลัทธิจิตตวิสุทธิ์ และสำนักห้าธาตุ มองดูแล้วลี้ลับเกินจะหยั่ง แดนเอตทัคคะเจ็ดท่านก็พากันระดมพลังวิญญาณ
หลากหลายธาตุและแดนเอตทัคคะของตัวเองให้ ผสานรวมเข้ากับเรือยักษ์สีเงิน “ตึง!” เขตอาคมสามสิบเก้าเขตก่อตัวกันล้อมวนปกคลุมเรือ ยักษ์สีเงินชั้นแล้วชั้นเล่า เพื่อป้องกันพายุน้ำแข็ง ของปิงกู่ต้าจุน “เปรี๊ยะๆๆ!” เขตอาคมแต่ละชั้นพากันระเบิดแตก พลังแห่งความ ตายและพลังแห่งความเย็นสุดขั้วพุ่งเข้าโจมตีเรือยักษ์ สีเงินอย่างบ้าคลั่ง เรือยักษ์สีเงินลำนั้นส่ายไหวอย่างรุนแรง ทุกครั้งที่ ขยับจะต้องมีเมล็ดพลังงานนับล้านสาดยิงออกมา พร้อมกับเลือดลมสีขาวซีด ดวงตาผลึกใสของปิงกู่ต้าจุนฉายความตื่นตะลึง ร่าง กระดูกที่นั่งนิ่งขยับลุกขึ้นยืนช้าๆ
ทว่าชั่วขณะที่ปิงกู่ต้าจุนลุกขึ้นยืนนั้นเอง จู่ๆ ดวงตา ของเขาก็ฉายความพรั่นพรึง “ดูเหมือนว่าสายเลือดของข้าจะถูกกำราบ จนไม่ สามารถทะยานไปสู่จุดสูงสุด หนึ่งส่วน พลังสายเลือด หนึ่งส่วนเต็มๆ ที่ถูกกำจัด ทำให้ข้าไม่สามารถสำแดง อานุภาพออกมาได้อย่างเต็มที่” เขากวาดตามองไปทั่ว ความรู้สึกที่เหมือนถูกมัดมือ มัดเท้าทำให้เขาเริ่มหงุดหงิด “ใคร ใครกันแน่? ใครกันที่กล้าบังอาจมากำราบ สายเลือดของข้า?” ปิงกู่ต้าจุนร้องคำรามเดือดดาล “ข้าน้อย บุตรแห่งดวงดาวคนที่เจ็ดของพระราชวัง โบราณสะเก็ดดาว เนี่ยเทียน” คนผู้หนึ่งเดินออกมา จากจุดลึกของไอหมอกอย่างไม่รีบไม่ร้อน “ได้ยิน ชื่อเสียงของต้าจุนมานาน วันนี้ข้าน้อยจึงตั้งใจมาพบ หน้า หวังว่าต้าจุนจะเห็นแก่หน้าข้า ปล่อยฉู่ลุ่ยของ
สำนักข้าออกมาจากหุบน้ำแข็ง” ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 42 บทที่ 1257 บารมีแห่งต้าจุน
ท่อนกระดูกของสัตว์ยักษ์มวลดาราเปล่งประกายแสง สีเลือดแดงฉานซึ่งตอนนี้ลอยขวางอยู่ตรงหน้าอกของ เนี่ยเทียน ปราณแห่งผู้พิชิตของสรรพชีวิตในยุคดั้งเดิมแผ่ ออกมาจากกระดูกท่อนนั้น ปราณชนิดนี้มีพลังการกำราบที่แข็งแกร่งต่อสายเลือด ของชนต่างเผ่าจำนวนมาก ในจุดลึกที่นาบประทับอยู่ในสายเลือดของเผ่าพันธุ์ สิ่งมีชีวิตระดับสูงอย่างเทพยักษ์ค้ำฟ้า เผ่าสัตว์โบราณ มังกรยักษ์ อสูรกาย ภูตผีปีศาจบรรพกาล ฯลฯ ต่างก็ มีความทรงจำที่น่าหวาดกลัวหลงเหลืออยู่ เผ่าโครงกระดูกเองก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น
สายเลือดของปิงกู่ต้าจุนที่เมื่อเจอกับ “การกำราบ ทางสายเลือด” ของท่อนกระดูกนั้นก็ยากที่จะ นำมาใช้ได้อย่างคล่องแคล่วอีก แม้แต่อานุภาพของ “น้ำแข็งระเบิดแห่งความตาย” ที่ เขาใช้โจมตีเรือยักษ์สีเงินของวังพิสุทธิ์เร้นลับก็ยังอ่อน ด้อยลงไปหนึ่งระดับภายหลังการปรากฏตัวของเนี่ย เทียน “ปังๆ! ปังๆๆ!” เขตอาคมหลายชั้นที่โอบล้อมเรือยักษ์สีเงินที่ถูก น้ำแข็งระเบิดแห่งความตายโจมตี ชะลอความเร็วใน การแตกสลายไปจากเดิมเยอะมาก “ก็แค่เลือดผสมเท่านั้น ใช่ว่าจะไม่เคยเจอเสียหน่อย” ยามที่ปิงกู่ต้าจุนขยับเขยื้อนแขนขา เรือนกายกระดูก เหมือนหยกน้ำแข็งสลักของเขาก็มีเสียงลั่น “กร๊อบๆ” ดังใสแจ๋ว “กะอีแค่บุตรแห่งดวงดาวอย่างเจ้า กล้ามา
ขอคนจากข้าอย่างนั้นรึ? เจ้านึกว่าเจ้าเป็นใคร? คนที่ ถูกขังอยู่ใต้หุบน้ำแข็งเบื้องล่างเป็นถึงฉู่รุ่ยบุตรแห่ง ดวงดาวรุ่นก่อนของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวพวก เจ้าด้วยซ้ำ!” “เจ้าคิดว่าเจ้าคือจี้ชางงั้นหรือ? ให้ข้าเห็นแก่หน้าเจ้า หึ!” แท่งน้ำแข็งหลายแท่งที่เกิดจากพลังเยียบเย็นในหุบ น้ำแข็งพลันก่อตัวขึ้นกลางอากาศ ท่ามกลางแท่งน้ำแข็งมีไอหมอกสีขาวโพลนเป็นเส้นๆ ว่ายวนดั่งงูวิเศษ แท่งน้ำแข็งยาวหลายสิบเมตรได้รับเลือดลมแห่งความ ตายของปิงกู่ต้าจุนเข้าไป “ทวนน้ำแข็งแห่งความตาย!” ทันใดนั้นแท่งน้ำแข็งสิบกว่าแท่งก็พากันจ้วงแทงเข้า ใส่เนี่ยเทียน
พื้นที่ที่แท่งน้ำแข็งพุ่งผ่าน ความว่างเปล่าพลันเกาะตัว เป็นน้ำแข็ง ปราณแห่งความตายเข้มข้นอบอวลไปทั่ว ฟ้าดินราวกับว่าจะทำให้สิ่งมีชีวิตที่มีเลือดเนื้อทั้งหมด กลายมาเป็นสิ่งที่ตายแล้ว “ฟิ้ว!” แสงกระบี่พร่างพราวเส้นหนึ่งตวัดผ่านอากาศเข้ามา ดั่งธารแสง ห้วงอากาศที่เกาะตัวเป็นน้ำแข็งเพราะแท่งน้ำแข็งพุ่ง ผ่านถูกสะเทือนจนแหลกละเอียด แสงกระบี่ดั่งธารน้ำที่พกพาเอาความคมกริบดุจจะ แทงทะลวงทุกเขตปราการให้แหลกลาญเจาะแทงลง ไปยังทะเลสาบน้ำแข็งที่ปกคลุมอยู่เบื้องบนหุบน้ำแข็ง เบื้องใต้ทะเลสาบที่เกาะตัวเป็นน้ำแข็งมีแสงดาวพร่าง พราว กายธรรมแห่งเทพของฉู่รุ่ยซึ่งโอบล้อมไปด้วย ดวงดาวดารดาษยังคงใช้คาถาวิเศษกระแทกโจมตี
ทะเลสาบน้ำแข็งอย่างต่อเนื่อง แสงน้ำแข็งแวววาวระยิบระยับ ผลึกน้ำแข็งเล็กๆ หลายก้อนพากันกรอกเทเข้าหาพื้นผิวด้านนอกของ หุบน้ำแข็ง “เปรี๊ยะ!” การโจมตีของกระบี่แหวกเวหาเจาะทะลุลงไปยังภาพ ลวดลายดอกไม้ประหลาดภาพหนึ่ง นั่นเป็นการเปิดโอกาสให้ปราณแห่งความตายคมกริบ ที่สามารถบดขยี้ทุกชีวิตซึ่งมีเฉพาะในเผ่าโครงกระดูก ฉวยโอกาสบุกเข้าไปยังดินแดนกระบี่ของอิ่นสิงเทียน เงามายาของกระบี่นับหมื่นโผล่พรวดออกมารอบกาย ของอิ่นสิงเทียนครู่หนึ่ง ครู่หนึ่งต่อมา ปราณแห่งความตายก็ตรงเข้าไปรุกราน เห็นเพียงว่าเงามายาของหมื่นกระบี่ที่อิ่นสิงเทียนเรียก ออกมาประหนึ่งเงาสะท้อนกลับหัวบนผิวน้ำที่หายวับ
ไป “อสนีลี้ลับ!” เสียงแผดคำรามของโม่เชียนฝานดังขึ้นมาตามหลัง อสนีสวรรค์ขนาดมหึมาที่ก่อตัวจากบ่อสายฟ้าพลันพุ่ง เข้าไปโจมตีปิงกู่ต้าจุน ปิงกู่ต้าจุนแค่นเสียงเย็นหนึ่งที ก่อนจะทะยานตัว กระโดดผลุงขึ้นสู่ฟากฟ้า ที่นั่งซึ่งทำมาจากเทือกเขา น้ำแข็งของเขานั้นถูกอสนีลี้ลับระเบิดจนแตกสลาย เป็นเสี่ยงๆ ทว่าก้อนน้ำแข็งที่แตกออกมาจากที่นั่งของเขาไม่ได้ ร่วงลงสู่หุบน้ำแข็งเบื้องล่าง แต่ชะงักค้างอยู่กลาง อากาศ ก่อนจะก่อตัวขึ้นมาเป็นอาวุธชิ้นหนึ่งอย่าง เงียบเชียบ “ซี่ๆๆ!” ในหุบน้ำแข็งมีปราณแห่งความตายสีเทาซีดที่มองไม่
เห็นด้วยตาเปล่าหลายกลุ่มลอยกรุ่นขึ้นมา แล้วไหล บ่าเข้าสู่เศษน้ำแข็งที่กำลังเกิดการเปลี่ยนแปลง “ร่างไม่แตกทลายเผ่าโครงกระดูก!” เรือนกายของปิงกู่ต้าจุนค่อยๆ ยืดขยายออกไปทีละ จั้ง เพียงแค่ไม่กี่วินาทีต่อมา เขากลายร่างมาเป็น เทือกเขาน้ำแข็งพันเมตรใหญ่พอๆ กับกายธรรมแห่ง เทพของโม่เชียนฝานซึ่งแผ่ปราณแห่งความตายที่ทำ ให้คนขนพองสยองเกล้า “ไสหัวไปซะ!” ฝ่ามือที่เป็นผลึกน้ำแข็งใสของปิงกู่ต้าจุนตบเข้าใส่กาย ธรรมแห่งเทพของโม่เชียนฝานอย่างแรง โม่เชียนฝานที่ร่างถูกล้อมวนด้วยสายฟ้านับล้านเส้น พอถูกฝ่ามือนั้นตบเข้ามาก็เหมือนดวงไฟที่ถูกตบให้ มอดดับไปทีละดวงอย่างรวดเร็ว แม้แต่ร่างจริงของโม่ เชียนฝานก็ยังถูกตบจนถอยกรูดไปไกลมาก
หลังจากที่ปิงกู่ต้าจุนใช้ร่างกระดูกไม่แตกทลายก็มี พละกำลังมหาศาลไร้ที่สิ้นสุด แผ่ปราณความตาย ตลบอบอวล ซ้ำยังปลดปล่อยความลี้ลับแห่งความ เยือกเย็นที่มีพลังอำนาจน่าหวาดกลัวอย่างถึงที่สุด “แล้วก็พวกเจ้า!” เขาพลันกำหมัดต่อยโครมเข้าใส่เรือยักษ์สีเงินของวัง พิสุทธิ์เร้นลับ เมื่อหมัดนี้ร่วงลงมา ฟ้าถล่มดินทลาย ธารดวงดาว พลิกกลับ อานุภาพไร้เทียมทาน เขตอาคมอีกส่วนหนึ่งที่ยังไม่แหลกสลายคล้ายดอกไม้ ไฟที่ระเบิดแตก พริบตาเดียวก็พังทลายจนหมด เรือ ยักษ์สีเงินลำนั้นก็ถูกต่อยจนยุบยวบลงไปเป็นหลุม ขนาดใหญ่ ทั้งยังกระเด็นออกไปไกลหลายหมื่นเมตร “ปังๆๆ!” ทวนน้ำแข็งแห่งความตายที่ปิงกู่ต้าจุนปลดปล่อย
ออกมาประหนึ่งเหล็กแหลมยาวที่โจมตีเข้าใส่ท่อน กระดูกของสัตว์ยักษ์มวลดาราอย่างรุนแรง แสงสีเลือดสาดกระเซ็น ทวนน้ำแข็งแห่งความตาย แตกระเบิดแหลกยับติดต่อกัน ท่อนกระดูกของสัตว์ยักษ์มวลดาราไม่มีแม้แต่รอยปริ ร้าว ยังคงแข็งแกร่งทนทานประหนึ่งเหล็กเทพ ทว่าเมื่อโดนทวนน้ำแข็งแห่งความตายกระแทกใส่ อย่างแรง เนี่ยเทียนที่กำท่อนกระดูกไว้ในมือแน่นกลับ กระเด็นลิ่วไปไกลหลายหมื่นเมตรพร้อมๆ กับทวน น้ำแข็งแห่งความตาย เมื่อปิงกู่ต้าจุนลุกขึ้นยืนแล้วลงมือจริงๆ โม่เชียนฝาน เรือยักษ์สีเงินของวังพิสุทธิ์เร้นลับ บวกกับตัวเนี่ย เทียนเองต่างก็ถูกซัดจนกระเด็นกระดอนกันไปคนละ ทิศละทาง “พรึ่บ!”
ที่นั่งหยกน้ำแข็งซึ่งแตกละเอียดและดึงเอาพลังแห่ง ความตายมาหลอมรวม ในที่สุดก็แปรสภาพกลายมา เป็นทวนยาวสีเงินเล่มหนึ่งได้สำเร็จ “ทวนกระดูกทำลายล้าง!” พอทวนนี้ก่อตัวได้สำเร็จ ปราณของปิงกู่ต้าจุนก็ไต่ ทะยานขึ้นอย่างไม่หยุดยั้งอีกครั้ง พลังแห่งความตายเข้มข้นที่ปะปนกับไอหมอกเย็น เยียบจากหุบน้ำแข็งพากันแผ่คลุ้งไปทั่วทางช้างเผือก รอบด้าน พริบตาเดียว ทางช้างเผือกในรัศมีพันลี้ก็ได้รับ ผลกระทบจากปราณของ “ทวนกระดูกทำลายล้าง” สิ่งมีชีวิตทั้งหมดเหมือนถูกพาเข้าไปในทางตันแห่ง ความตายที่เยียบเย็นอ้างว้าง จิตวิญญาณและเลือดเนื้อของทุกคนต่างก็ได้รับ ผลกระทบจากทวนยาวสีเงินเล่มนั้น
“เผ่าโครงกระดูกและอาวุธสำคัญที่เทียบเคียงได้กับ มีดกระดูกสลายอย่างทวนกระดูกทำลายล้าง! วัตถุชิ้น นี้เหมือนกับอาวุธเทพไม่ดับสลายของเผ่ามนุษย์เรา ต่างก็เป็นอาวุธที่น่ากลัวที่สุดในโลก!” เรือยักษ์สีเงินรั้งตัวเองให้หยุดนิ่งอย่างยากลำบาก แล้วพออวี๋ซู่อิงเห็นว่าทวนยาวปรากฏ บนใบหน้าที่ งดงามของนางก็เต็มไปด้วยความเคร่งเครียด “อู้!” เนี่ยเทียนที่ถือท่อนกระดูกของสัตว์ยักษ์มวลดาราก็ พลันหยุดชะงัก เมื่อได้กลิ่นปราณของทวนยาวเล่มนั้น เขาก็หน้าเปลี่ยนสีไปเหมือนกัน ก่อนหน้าที่จะมา เขาไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าต้าจุน ของเผ่าโครงกระดูกท่านนี้จะน่ากลัวได้ถึงเพียงนี้ เดิมทีนึกว่าปิงกู่ต้าจุนที่มีสายเลือดระดับสิบขั้นกลาง จะมีศักยภาพพอๆ กับหลัวว่านเซี่ยงรองเจ้าตำหนัก
ของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว แล้วนับประสาอะไรกับที่ธงสรรพดาราดารดาษของ หลัวว่านเซี่ยงยังเลื่อนสู่ขั้นสาม พลังอำนาจเพิ่มพูนขึ้น ไประดับใหญ่ อิ่นสิงเทียน โม่เชียนฝานและอวี๋ซู่อิงร่วมมือกัน รวมถึงการปรากฎตัวของดอกไม้ประหลาดทำให้พวก เขาโจมตีหลัวว่านเซี่ยงบาดเจ็บสาหัส จนอีกฝ่าย จำเป็นต้องสละเค่อไหลซือเท่อทิ้งแล้วหนีไป สามารถร่วมมือกันโจมตีให้หลัวว่านเซี่ยงพ่ายแพ้ ทำ ให้เนี่ยเทียนรู้สึกว่าเมื่อทุกคนร่วมแรงร่วมใจกันก็ น่าจะเอาชนะปิงกู่ต้าจุนได้ โดยเฉพาะที่ปิงกู่ต้าจุนยังจำเป็นต้องแบ่งสมาธิไป กำราบรองเจ้าตำหนักของพระราชวังโบราณสะเก็ด ดาวอีกคนหนึ่งที่อยู่ในหุบน้ำแข็งด้วย เพราะหากฉู่รุ่ย หลุดออกมาได้ก็จะกลายมาเป็นกองกำลังเสริมที่
แข็งแกร่งให้กับพวกเขา ในสายตาของเนี่ยเทียน เขาจะสามารถทำให้สำนัก บุกเบิกฟ้ายอมถอยออกจากดินแดนพงฟ้าแต่โดยดี และจ่ายค่าตอบแทนที่สาสมกับเขาได้หรือไม่ กุญแจ สำคัญนั้นอยู่ที่ตัวฉู่รุ่ย ดังนั้นเขาจึงเกลี้ยกล่อมให้อวี๋ซู่อิงมาที่หุบน้ำแข็งเพื่อ ลงมือกับปิงกู่ต้าจุน สิ่งที่พวกเขาคิดไม่ถึงก็คือปิงกูต้าจุนที่อยู่ในหุบน้ำแข็ง จะแข็งแกร่งจนน่าเหลือเชื่อเพียงนี้! “ต้าจุนท่านนี้ที่เมื่อหนึ่งแสนปีก่อนก็กล้าแข็งข้อกับจิง กู่ต้าจุน ร้ายกาจสมคำเล่าลือจริงๆ” โม่เชียนฝานมีสี หน้าห่อเหี่ยว พอย้อนกลับมาจากที่กระเด็นไปไกลก็ พูดขึ้นด้วยสีหน้าขมขื่น “เนี่ยเทียน พลังสายฟ้าของ ข้าสามารถกำราบเผ่าอสูรกายได้ในระดับที่แน่นอน แต่กับเผ่าโครงกระดูกกลับไม่ได้ผลที่ดีนัก แล้ว
นับประสาอะไรกับที่สายเลือดของเขาคือระดับสูง ด้วย” “พวกเจ้ารอสังเกตการณ์อยู่ที่นี่กันไปก่อน” อวี๋ซู่อิง เอ่ยสั่งความไม่ให้เรือยักษ์สีเงินขยับเข้าไปใกล้ ส่วนตัว เองค่อยๆ ย้อนกลับไปยังหุบเขาน้ำแข็งช้าๆ อีกครั้ง หุบน้ำแข็ง ดวงตาเย็นชาของปิงกู่ต้าจุนก้มลงมองอิ่นสิงเทียน “คิดจะทำลายชั้นน้ำแข็งของหุบน้ำแข็งเพื่อช่วยฉู่รุ่ย ออกมางั้นรึ? เจ้านึกว่าเพียงแค่อาวุธเทพไม่ดับสลาย ชิ้นนี้ของเจ้าก็จะลอดทะลวงชั้นน้ำแข็งได้หรือไง? เจ้า มีขอบเขตเพียงเท่าไหร่เอง? ขนาดแดนเทพเจ้าก็ยังไม่ ฝ่าทะลุ เจ้าไม่สามารถกระตุ้นอานุภาพที่แข็งแกร่ง ที่สุดของอาวุธเทพไม่ดับสลายออกมาได้ด้วยซ้ำ” อิ่นสิงเทียนที่ถือกระบี่แหวกเวหาเงยหน้ามอง ปิงกู่ต้าจุน พอได้ยินคำพูดของอีกฝ่ายก็ได้แต่เงียบงัน
เขาทดลองแล้ว แต่ด้วยขอบเขตของเขาในเวลานี้ ต่อ ให้ร่ายใช้กระบี่แหวกเวหาเต็มพลังก็ยังไม่สามารถ เจาะทะลุชั้นน้ำแข็งเพื่อช่วยให้ฉู่รุ่ยออกมาจากใต้หุบ น้ำแข็งได้ ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 42 บทที่ 1258 สายเลือดทับซ้อน
“อานุภาพแห่งต้าจุน!” เหล่าแดนเอตทัคคะของวังเหน็บหนาวไชโยโห่ร้อง อย่างพร้อมเพรียงกัน ลวี่ฉิ่งเฉินลอบผ่อนลมหายใจ รีบไปซ่อนตัวอยู่ในมุม หนึ่งของหุบน้ำแข็งแล้วชุบหลอมไอความเย็น หมาย จะรวบรวมแคว้นน้ำแข็งศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมาใหม่อีกครั้ง นับตั้งแต่นาทีที่ปิงกู่ต้าจุนลุกขึ้นยืนจากแท่นนั่งน้ำแข็ง ความสนใจทั้งหมดของพวกเนี่ยเทียน อวี๋ซู่อิงก็ไม่ได้ อยู่ที่ลวี่ฉิ่งเฉินและผู้ฝึกลมปราณของวังเหน็บหนาวอีก ต่อไป ในสายตาของอวี๋ซู่อิง วังเหน็บหนาว…ไม่มีอะไรให้น่า หวั่นเกรง
ลวี่ฉิ่งเฉินเองก็ชอบใจที่ไม่ต้องเปลืองแรง ทั้งยังส่ง สายตาบอกเป็นนัยแก่ผู้แข็งแกร่งในสำนักให้ค่อยๆ ถอยห่างจากสนามรบ แล้วฟื้นคืนพลังการต่อสู้ กลับมาโดยเร็วที่สุด อย่าได้เป็นตัวถ่วงในการต่อสู้ ระหว่างปิงกู่ต้าจุนกับพวกอวี๋ซู่อิง เขารู้ความแข็งแกร่งของปิงกู่ต้าจุนดีกว่าใคร รู้ดีว่าต้า จุนเผ่าโครงกระดูกท่านนี้น่ากลัวขนาดไหน “แค่พวกเจ้าไม่กี่คนก็กล้ามาหุบน้ำแข็ง กล้ามาแย่ง คนไปจากมือข้าอย่างนั้นรึ?” เรือนกายกระดูกใสใหญ่ ยักษ์ของปิงกู่ต้าจุนยืนตระหง่านอยู่กลางอากาศ น้ำเสียงที่เปล่งออกมาก็ดังครืนครั่น ปราณที่ทวนกระดูกทำลายล้างของเขาปลดปล่อย ออกมาแผ่ลามไปโดยรอบ “อู้ๆ!” อาณาจักรมากมายของดินแดนหุบน้ำแข็งที่ห่างไป
ไกลหลายล้านลี้ล้วนได้รับอิทธิพลจากปราณของทวน กระดูกทำลายล้างทั้งสิ้น ศพมากมายที่นอนฝังอยู่ใต้สุสานของอาณาจักรแห่ง หนึ่งมานานปีค่อยๆ แผ่ปราณแห่งความตายออกมา จากหลุมแล้วลอยออกมานอกอาณาจักร สถานการณ์ในทำนองเดียวกันนี้ยังเกิดขึ้นใน อาณาจักรแห่งอื่นด้วย อาณาจักรมากมายที่ขอแค่มีพื้นที่ฝังศพจำนวนมากก็ ล้วนมีพลังแห่งความตายเป็นเสี้ยวๆ ถูกชักนำให้ผุด ออกมาจากหลุม เผ่าโครงกระดูกหลายคนใช้ศพที่อยู่ในพื้นที่ฝังกระดูก มาสร้างความแข็งแกร่งให้กับสายเลือดของตัวเอง และเวทลับแห่งความตายแปลกประหลาดที่พวกเขา เลือกศึกษาก็ทำให้คนตัวสั่นทั้งที่ไม่หนาว ศพของสิ่งมีชีวิตทั้งหมดที่ตายไปไม่ว่าจะเป็นของเผ่า
มนุษย์ ชนต่างเผ่า สัตว์โบราณ มังกรยักษ์ต่างต้องแผ่ พลังแห่งความตายออกมา สำหรับเผ่าโครงกระดูกแล้ว ไม่เพียงแต่เผ่ามนุษย์ เท่านั้น ทุกสิ่งมีชีวิตที่มีจิตวิญญาณมีเลือดเนื้อบนโลก ใบนี้ หากตายไปก็ล้วนกลายมาเป็นทรัพยากรในการ ฝึกตนของพวกเขาได้ทั้งสิ้น ด้วยเหตุนี้เผ่าพันธุ์นี้จึงถือเป็นเผ่าพันธุ์ประหลาดใน พวกชนต่างเผ่าอีกที เผ่าพันธุ์ต่างๆ อย่างเผ่าภูตผีปีศาจ เผ่าอสูรกาย เผ่า ทมิฬหรือเผ่าไม้ หากไม่จำเป็นก็จะพยายามหลีกเลี่ยง ให้ห่างจากการสัมผัสกับเผ่าโครงกระดูก ซึ่งลึกๆ ใน สายเลือดแล้วพวกเขาต่างก็รังเกียจเผ่าโครงกระดูก กันทั้งสิ้น “ปราณแห่งความตาย!” “พลังงานจางๆ ในศพที่ตายพากันลอยออกมา
พลังงานเหล่านั้นถูกอะไรดึงดูด?” ผู้ฝึกลมปราณที่ฝึกพลังเย็นเยียบในอาณาจักร มากมายมองปราณแห่งความตายที่บินผ่านไปก็ร้อง อุทานเสียงหลง ต่างก็เงยหน้ามองท้องฟ้าด้วยความ หวาดหวั่น “ทำลายล้าง…” ทวนกระดูกในมือของปิงกู่ต้าจุนถูกยกขึ้นอย่าง เชื่องช้า เมื่อทวนกระดูกขยับ ปราณแห่งความตายเข้มข้นก็ แปรสภาพกลายมาเป็นกฎเกณฑ์แห่งความตายสิบ กว่าชนิดที่แตกต่างกันอยู่ข้างทวน คล้ายจะใช้วิธีการ เช่นนี้มาป่าวประกาศว่าความตายต่างหากถึงจะเป็นที่ พักพิงในท้ายที่สุดของทุกคน ทวนกระดูกทำลายล้างชี้ตรงมาที่อวี๋ซู่อิง อวี๋ซู่อิงที่เป็นแดนเทพเจ้าช่วงต้นถูกแสงเทพชำระฟ้า
เจิดจรัสคุ้มครอง เมื่อมองทวนกระดูกทำลายล้าง มอง กระแสอากาศสีเทาซีดที่อยู่ด้านข้างทวนซึ่ง แปรเปลี่ยนมาเป็นสัจธรรมแห่งความตาย ดวงตาที่เป็นประกายของอวี๋ซู่อิงค่อยๆ เปลี่ยนมาเป็น หม่นมัว ราวกับว่าพลังชีวิตค่อยๆ ไหลหายไป “ฟู่ว! ฟู่วๆ!” แสงเทพชำระฟ้าจำนวนมากส่งเสียงประหลาด ติดต่อกัน มันผลุบๆ โผล่ๆ ติดๆ ดับๆ ประหนึ่งถูก ความลี้ลับแห่งความตายโจมตีซ้ำไปซ้ำมา “อู้!” อีกฝั่งหนึ่ง ปิงกู่ต้าจุนก็ดึงเอากระแสความเย็นขุ่นมัวที่ ปะปนไปด้วยกากน้ำแข็งจากในหุบน้ำแข็งให้โจมตีไป ที่โม่เชียนฝาน โม่เชียนฝานที่เรียกกายธรรมแห่งเทพออกมาถูก กระแสความเย็นราดรดเข้าใส่จังๆ กายธรรมแห่งเทพ
ที่ใหญ่โตของเขาจึงส่งเสียงประหลาดลั่นดัง “เปรี๊ยะๆ” ราวกับว่าค่อยๆ ถูกเกาะตัวเป็นน้ำแข็ง โม่เชียนฝานจำต้องกระตุ้นใช้สายฟ้าอันเป็นพลังสูงสุด มาสร้างลูกสายฟ้าลี้ลับขนาดเท่ากำปั้นลูกแล้วลูกเล่า ให้ระเบิดลงบนร่างตัวเอง เขาเองก็กำลังรับมืออย่างเหนื่อยล้า ไม่มีพละกำลัง เหลือให้ไปทำอะไรอย่างอื่นอีกแล้ว มีเพียงเนี่ยเทียนเท่านั้นที่หลังจากท่อนกระดูกของ สัตว์ยักษ์มวลดาราถูกแท่งน้ำแข็งโจมตีอย่างรุนแรงก็ ยังไม่ถูกปิงกู่ต้าจุนโจมตีใส่เป็นครั้งที่สอง บางทีปิงกู่ต้าจุนอาจคิดว่า ขอบเขตและสายเลือดของ เนี่ยเทียนยังไม่มากพอที่เขาจะเห็นอยู่ในสายตา หากจัดการกับอวี๋ซู่อิง โม่เชียนฝานและอิ่นสิงเทียนได้ เมื่อไหร่ ไม่ว่าเนี่ยเทียนจะหนีไปที่ไหน ในดินแดนหุบ น้ำแข็งแห่งนี้ อีกฝ่ายก็ถูกกำหนดชะตาชีวิตมาแล้วว่า
ต้องถูกจับและฆ่าทิ้งสถานเดียวเท่านั้น “ปิงกู่ต้าจุน สายเลือดลี้ลับ ในสายเลือดแห่งความ ตายยังมีพลังเยียบเย็นแฝงอยู่” เนี่ยเทียนมอง ประเมินสถานการณ์การสู้รบด้วยสีหน้าเคร่งเครียด คอยชั่งน้ำหนักครุ่นคิดอยู่ในใจ ตอนอยู่สนามรบสุ้ยเมี่ย เขาเองก็เคยพบต้าจุน บางส่วนของเผ่าภูตผีปีศาจ เผ่าอสูรกาย เผ่าทมิฬมา บ้างแล้ว ทั้งยังเคยเจอกับเทพยักษ์ค้ำฟ้าด้วย แต่เมื่อเขามาลองคิดดูอย่างละเอียดถึงได้รู้สึกว่าปิง กู่ต้าจุนที่มีสายเลือดระดับสิบขั้นกลางซึ่งอยู่เบื้องหน้า ผู้นี้น่าจะแข็งแกร่งยิ่งกว่าต้าจุนชนต่างเผ่าคนอื่นๆ ที่ เขาเคยเจอมาระดับหนึ่ง “เป็นเพราะสายเลือดแห่งความตาย ทั้งยังมีความลี้ ลับของพลังเย็นสุดขั้วอีกด้วยงั้นหรือ? หากเป็นเช่นนี้ อันที่จริงสายเลือดของปิงกู่ต้าจุนก็ทับซ้อนสองเท่า มี
ทั้งความตายและความเย็นเยียบอยู่ร่วมกัน…” “สายเลือดทับซ้อน?” ดวงตาเนี่ยเทียนระเบิดประกายแสงเจิดจ้า ทันใดนั้นอำนาจจิตที่คลุมเครือยากจะสัมผัสได้ขุม หนึ่งก็พลันก่อกำเนิดขึ้นมาในตราประทับสะเก็ดดาว ดวงที่สามตรงหน้าอกของเขา ตราประทับสะเก็ดดาวดวงที่สาม เนี่ยเทียนยังไม่เคย ทำความเข้าใจกับเวทลับแห่งการสร้างดินแดนที่ บันทึกอยู่ด้านใน เขาไม่รู้ความลี้ลับของตราประทับสะเก็ดดาวดวงนี้ แม้แต่นิดเดียว เพราะว่าก่อนหน้านี้ขอบเขตยังไม่สูง พอ และภายหลังก็เกิดเรื่องมากมายจึงไม่มีเวลาไปคิด พิจารณากับมัน บัดนี้จู่ๆ ในตราประทับสะเก็ดดาวดวงที่สามก็มี อำนาจจิตประหลาดผุดขึ้นมา ทำให้เขาแปลกใจอย่าง
มาก เขาครุ่นคิดเล็กน้อยก็รีบดึงเอาพลังของจิตวิญญาณ แห่งดวงดาวที่อยู่ในมหาสมุทรจิตวิญญาณออกมา กลุ่มหนึ่ง แล้วผสานรวมเข้ากับพลังของจิตวิญญาณที่ แท้จริงไปตรวจสอบอำนาจจิตที่ผุดขึ้นมาในตรา ประทับสะเก็ดดาวดวงที่สาม “ข้าคือฉู่รุ่ย อำนาจจิตกลุ่มนี้ของข้าถูกข้าแอบปล่อย ออกมาตั้งแต่ที่ยังไม่ถูกกักขัง…” เนี่ยเทียนพลันตะลึง ค้นพบว่าความคิดที่แผ่ออกมาใน อำนาจจิตกลุ่มนั้นมาจากรองเจ้าตำหนักที่ถูกกักตัวอยู่ เบื้องล่างหุบน้ำแข็ง “ตราประทับสะเก็ดดาวของสำนักมีความมหัศจรรย์ เป็นของตัวเอง ข้าเองก็เคยเป็นบุตรแห่งดวงดาว ย่อม ต้องรู้ว่ากระแสจิตวิญญาณกลุ่มนี้ของข้าสามารถ สื่อสารทางจิตกับเจ้าผ่านทางตราประทับสะเก็ดดาว
ดวงที่สามได้” “ในประวัติศาสตร์ของต้าจุนเผ่าโครงกระดูก ปิงกู่ต้า จุนนับเป็นผู้มีพรสวรรค์เลิศล้ำ สายเลือดของเขาแฝง เร้นความมหัศจรรย์สองชนิดทั้งความตายและน้ำแข็ง เยียบเย็น ปีนั้นที่เขาต่อสู้กับจิงกู่ต้าจุน แม้จะพ่ายแพ้ แต่ขนาดจิงกู่ต้าจุนก็ยังไม่มีความสามารถมากพอจะ สังหารเขาได้ ทำได้เพียงปล่อยให้เขาจากไปเท่านั้น” “เขาเลือกมาฝังร่างอยู่ในหุบน้ำแข็งก็เพราะคิดจะ อาศัยความมหัศจรรย์ของหุบน้ำแข็งมาขุดค้นพลัง ความเย็นที่ซ่อนแฝงออกมา” “หนึ่งแสนปีแล้ว ไม่รู้ว่าความลี้ลับแห่งความเย็นสุด ขั้วในสายเลือดของเขาจะพัฒนาไปมากน้อยแค่ไหน แล้ว” “เขาในเวลานี้แข็งแกร่งยิ่งกว่าตอนที่ต่อสู้กับ จิงกู่ต้าจุนเมื่อหนึ่งแสนปีก่อนมากนัก เพราะตอนนั้น
สายเลือดความเย็นสุดขั้วของเขายังไม่ระเบิดพลัง ออกมาอย่างเต็มที่ สิ่งที่เขาอาศัยมีเพียงพลังแห่ง ความตายเท่านั้น” “เป็นต้าจุนระดับสิบขั้นกลางเหมือนกัน แต่เขา แข็งแกร่งยิ่งกว่าซื่อเซวี่ยต้าจุนแห่งเผ่าภูตผีปีศาจ และป๋ายกู่ต้าจุนของเผ่าโครงกระดูกในปัจจุบันนี้เสีย อีก” “ข้าเองก็เพิ่งจะรู้ความร้ายกาจของเขาเมื่อได้ต่อสู้กับ เขาอย่างแท้จริง” “คิดจะทำลายน้ำแข็งของหุบน้ำแข็ง คิดจะเอาชนะ ปิงกู่ต้าจุน เพียงแค่พวกเจ้ายังไม่พอ ต้องให้ข้าทำลาย น้ำแข็งออกมาจากทะเลสาบได้เสียก่อน” “…” ความคิดของฉู่รุ่ยทยอยกันส่งผ่านตราประทับสะเก็ด ดาวดวงที่สามตรงหน้าอกของเนี่ยเทียนเข้ามา
เนี่ยเทียนรับฟังอย่างตั้งใจ บางครั้งก็ใช้กระแสจิตของ ตัวเองไปสื่อสารกับฉู่รุ่ย สอบถามว่าควรจะทำอย่างไร ถึงจะทำให้ทุกคนที่ร่วมมือกันช่วยเขาออกมาจาก เงื้อมมือของปิงกู่ต้าจุนได้ “น้ำแข็งและไฟมิอาจอยู่ร่วมกัน เปลวเพลิงที่ร้อนแรง อย่างถึงที่สุดเท่านั้นถึงจะละลายน้ำแข็งได้!” ครู่หนึ่งต่อมาเนี่ยเทียนก็พลันตัวสั่นสะท้าน ภายใต้ การชี้นำจากฉู่รุ่ย เขาจึงพลันไพล่นึกไปถึงเมล็ดพันธ์ เปลวเพลิงที่อยู่ในโอสถวิญญาณเปลวเพลิงของตัวเอง —เมล็ดพันธ์เปลวเพลิงที่ไฟศักดิ์สิทธิ์ประทานให้เขา! เมื่อได้รับการกรอกเทจากแก่นเลือดของเนี่ยเทียน เมล็ดพันธ์เปลวเพลิงก็มีการพัฒนา ปราณของมัน คล้ายคลึงกับไฟศักดิ์สิทธิ์ในดินแดนไฟโลกันตร์มาก แล้ว ทั้งยังเป็นเปลวเพลิงที่บริสุทธิ์อย่างถึงที่สุด “แค่ให้เปลวเพลิงที่ร้อนแรงอย่างถึงที่สุดกองเดียว
ทะลวงชั้นน้ำแข็งนี่ได้ก็พอแล้ว!” “พรวด!” เมล็ดพันธ์เปลวเพลิงสีส้มอมแดงบินออกมาจากโอสถ วิญญาณเปลวเพลิงหลังจากถูกเนี่ยเทียนเรียกหา “ดาวเปล่งประกาย!” พลังดวงดาวถูกกระตุ้นใช้ เนี่ยเทียนที่ลอดทะลวง ความว่างเปล่าในระยะทางสั้นๆ พริบตาเดียวก็ข้าม ผ่านพื้นที่ที่ปิงกู่ต้าจุนใช้กำราบโม่เชียนฝานและอวี๋ซู่ อิงไปปรากฎตัวอยู่เหนือศีรษะของอิ่นสิงเทียน อิ่นสิงเทียนตะลึงงัน เพียงแสงดาวเปล่งวาบ เนี่ย เทียนก็พลันเผยกาย เขาส่ายหน้า กล่าวด้วยน้ำเสียงหดหู่ว่า “ไม่รู้ว่าชั้น น้ำแข็งของหุบน้ำแข็งนี่ก่อตัวขึ้นมาได้อย่างไร มันถึง ได้แข็งแกร่งนัก กระบี่แหวกเวหาของข้าไม่สามารถ ทะลวงมันไปได้เลย”
“ที่ไม่สามารถแทงทะลวงผ่านไปได้ก็เพราะว่าปิงกู่ต้า จุนใช้ความลี้ลับแห่งความเย็นสุดขั้วมาสร้างค่ายกล ลับทางสายเลือดให้นาบประทับเข้าไปในชั้นน้ำแข็ง” มือทั้งคู่ของเนี่ยเทียนควบคุมท่อนกระดูกของสัตว์ ยักษ์มวลดารา ท่อนกระดูกที่เป็นดั่งทวนเทพสีแดง ฉานยาวสองร้อยเมตรพลันจ้วงแทงลงไปยังหุบน้ำแข็ง อย่างรวดเร็วราวสายฟ้าแลบ ปิงกู่ต้าจุนที่ใช้พลังแห่งความเย็นสุดขั้วและพลังแห่ง ความตายกำราบทั้งโม่เชียนฝานและอวี๋ซู่อิง ยังคงมี พละกำลังหลงเหลือ เขาก้มหน้าลง ดวงตาที่เป็นดั่งผลึกน้ำแข็งกวาดมอง ลงมาอย่างเย็นชา พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงเฉยเมย “ไม่เจียมกะลาหัว” “เทพค้ำฟ้าพิโรธ!” พลังงานทั้งหมดที่สามารถใช้งานได้อย่างพลังดวงดาว
เปลวเพลิง พืชหญ้า สายเลือดแห่งชีวิต พลังแห่งจิต วิญญาณ แสงจิตวิญญาณแห่งดวงดาวล้วนถูกเนี่ย เทียนรวบรวมเอาไว้แล้วกระตุ้นผ่านท่อนกระดูกของ สัตว์ยักษ์มวลดาราที่ถูกใช้เป็นสื่อกลาง “อ๊าก!” ประหนึ่งเสียงร้องคำรามจากเทพยักษ์ค้ำฟ้าที่เรียกตน ว่าทวยเทพบุพกาลซึ่งดังครืนครั่นผ่านดินแดนดวงดาว มากมายไร้ที่สิ้นสุด “นี่คือ นี่คือ…” ปิงกู่ต้าจุนตกตะลึงเป็นครั้งแรก “สวบ!” ปลายท่อนกระดูกฝั่งหนึ่งของสัตว์ยักษ์มวลดาราแทง ลงไปยังชั้นน้ำแข็งเบื้องล่าง ลวดลายสายเลือดในชั้นน้ำแข็งที่ปิงกู่ต้าจุนใช้ความลี้ ลับทางสายเลือดเย็นเยียบสลักเอาไว้ลอยขึ้นมาอย่าง ชัดเจน และมีค่ายกลสายเลือดไม่น้อยที่แตกทลายใน
ฉับพลัน ทว่าพลังทางสายเลือดอย่างใหม่กลับเคลื่อน กระดุกกระดิกดั่งงูประหลาดที่ช่วยทำการซ่อมแซม อย่างรวดเร็ว ส่วนของค่ายกลลับทางสายเลือดที่ถูกกระบี่แหวก เวหาโจมตีจนเสียหาย แต่ไม่อาจแตกออกถูกพลัง สายเลือดของปิงกู่ต้าจุนสลักซ่อมแซมขึ้นมาใหม่อีก ครั้งด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบ ทว่าเรื่องไม่คาดคิดกลับเกิดขึ้นเพราะเมล็ดพันธ์เปลว เพลิงกลุ่มนั้น รอจนเมล็ดพันธ์เปลวเพลิงสีส้มอมแดงร่วงลงไปยังชั้น น้ำแข็งที่ถูกท่อนกระดูกแทงนำไปก่อน ค่ายกลลับ ทางสายเลือดที่ปิงกู่ต้าจุนสลักเอาไว้เบื้องล่างก็ไม่ สามารถฟื้นตัวกลับมาอย่างรวดเร็วเหมือนปกติได้อีก ครั้ง
ดวงตาของปิงกู่ต้าจุนสาดแสงเยือกเย็นชวนขนลุก “สวบๆๆ!” ท่อนกระดูกของสัตว์ยักษ์มวลดาราที่เดิมทีไม่สามารถ ขยับเคลื่อนได้อีกกลับแทงทะลวงไปทีละชุ่น ทีละชุ่น “แหวกเวหา!” อิ่นสิงเทียนที่มองเห็นโอกาสก็พลันโบกสะบัดกระบี่ แทงลงไปยังชั้นน้ำแข็งอีกครั้ง เมื่อกระบี่นี้พุ่งออกมา ปราณกระบี่ก็รวมตัวเข้ากับเงา กระบี่นับหมื่น ราวกับว่ามีอิ่นสิงเทียนหมื่นคนโบก สะบัดกระบี่ออกมาพร้อมๆ กัน แสงกระบี่และเงา กระบี่ตัดสลับกันกลายเป็นการโจมตีที่แข็งแกร่งอย่าง ถึงที่สุด “ปัง!” แสงศักดิ์สิทธิ์พร่างพราว ในที่สุดก็ทำให้ชั้นน้ำแข็ง
ปริแตกออกเป็นรูโหว่รูหนึ่ง ในรูโหว่ที่ปริแตกและส่วนที่ถูกท่อนกระดูกของสัตว์ ยักษ์มวลดาราเนี่ยเทียนแทงทะลุพลันมีแสงดาวพร่าง พราวสาดส่องออกมาอย่างที่มิอาจระงับไว้ได้อีก! “ปิงกู่ต้าจุน!” เสียงดังกังวานของฉู่รุ่ยดังออกมาจากใต้หุบน้ำแข็ง กายธรรมแห่งเทพของเขาพลันแปรเปลี่ยนเป็นดาวตก ดวงหนึ่งที่พุ่งสลัดหลุดออกมาในเสี้ยววินาที รอจนกายธรรมแห่งเทพของเขามาแปรสภาพอยู่นอก อาณาจักร ไอหมอกที่หนาข้นของดินแดนหุบน้ำแข็งก็ ถูกขับไล่ ดวงดาวดารดาษในบริเวณใกล้เคียงคล้ายถูก จุดไฟ สาดส่องเรือนกายเขาให้สว่างไสว ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 42 บทที่ 1259 ปริศนาแห่งหุบน้ำแข็ง!
“ออกมาได้เสียที” เรือนกายอ้วนใหญ่ของฉู่รุ่ยหลังจากจำแลงมาเป็นกาย ธรรมแห่งเทพกกลับมีความเผด็จการและบารมีมาก เกินกว่าปกติ กายธรรมแห่งเทพของเขาเหมือนโอบล้อมไว้ด้วยกลุ่ม ดวงดาวที่เคลื่อนโคจร ท้องฟ้าที่ถูกปกคลุมไว้ด้วยหมอกเย็นตลอดทั้งปีกลับ ถูกส่องสว่างด้วยแสงเจิดจ้า ดวงดาวดารดาษในมหาสมุทรนอกอาณาจักรที่เปล่ง ประกายระยิบระยับคล้ายจะขานรับกับกายธรรมแห่ง เทพของฉู่รุ่ยในชั่วพริบตา “ปิงกู่ต้าจุน!”
ไอสังหารในดวงตาของฉู่รุ่ยเฉียบคม มืออวบอ้วนใหญ่ ยักษ์ยกขึ้นชักดึงอยู่กลางอากาศ “ฟิ้ว! ฟิ้วๆๆ!” ห่างออกไปหลายหมื่นลี้ ดาวตกหลายดวงพลันเปลี่ยน วิถีโคจร เนื่องจากถูกกายธรรมแห่งเทพของฉู่รุ่ยชักนำ ดาวตก เหล่านั้นจึงกระชากตัวเป็นเส้นแสงเจิดจ้า พกพาพลัง อำนาจเหี้ยมหาญดุจจะทะลวงอาณาจักรแห่งหนึ่งให้ เป็นรูโหว่บินเข้ามารวดเร็วราวสายฟ้าแลบ ฟ้าดินที่ถูกปิดผนึกด้วยพลังน้ำแข็งแห่งความตายของ ทวนกระดูกทำลายล้างถูกเจาะทะลุทันที “เปรี๊ยะๆๆ!” เสียงน้ำแข็งปริแตกดังชัดแจ๋ว “ที่เจ้ากักตัวข้าไว้ได้ หาใช่ว่าเจ้าจะร้ายกาจจริงๆ แต่
เป็นเพราะอาศัยพลังของหุบน้ำแข็งมาวางแผนเล่น งานข้า” ฉู่รุ่ยก้มหน้าลงมองชั้นน้ำแข็งใสแวววาวของ หุบน้ำแข็งด้วยสายตาที่แฝงไว้ด้วยความหวาดหวั่น อย่างลึกล้ำ “จะอย่างไรซะหุบน้ำแข็งแห่งนี้ก็ก่อตัว ขึ้นมาจากการชุบหลอมแดนเทพเจ้าที่แตกสลายของ ราชาน้ำแข็งเสวียนอวี่” “เจ้าฝังร่างกระดูกของตัวเองไว้ที่นี่ก็ไม่ใช่เพื่อทำ ความเข้าใจกับความลี้ลับแห่งวิถีความเย็นสุดขั้วของ ราชาน้ำแข็งหรอกหรือ?” “ข้าเองก็เพราะพลัดหลงเข้าไปใต้หุบน้ำแข็งโดยไม่ทัน ระวัง ถึงได้รู้ว่าหุบน้ำแข็งเกิดขึ้นมาได้จากการแปร สภาพของแดนเทพเจ้าหลังจากที่ราชาน้ำแข็ง เสวียนอวี่ตายไปแล้ว เจ้าใช้แดนเทพเจ้าที่ไม่สมบูรณ์ แบบของราชาน้ำแข็งเสวียนอวี่ รวมถึงพลังเทพที่เขา ทิ้งไว้และค่ายกลแห่งน้ำแข็งเย็นเยียบที่เขาบรรลุในปี
นั้นมาเพิ่มพลังสายเลือดของตัวเอง แล้วใช้มันมา กำราบข้า นั่นหาใช่พลังที่แท้จริงของเจ้าปิงกู่ต้าจุน ไม่” ฉู่รุ่ยแค่นเสียงเย็น “ราชาน้ำแข็งเสวียนอวี่!” “ไม่นึกเลยว่าหุบน้ำแข็งจะแปรสภาพมาจากแดนเทพ เจ้าของราชาน้ำแข็งเสวียนอวี่!” อวี๋ซู่อิงและโม่เชียนฝานต่างก็ทำสีหน้าตกตะลึง เห็น ได้ชัดว่าเพิ่งรู้ข่าวนี้เป็นครั้งแรก แม้แต่ผู้แข็งแกร่งแดนเอตทัคคะบางคนของวังเหน็บ หนาวก็ยังมีสายตาเลื่อนลอย เหม่อมองไปที่หุบ น้ำแข็ง “แดนเทพเจ้าของราชาน้ำแข็งเสวียนอวี่? จริง หรือนี่?” พวกเขาพากันหันไปมองลวี่ฉิ่งเฉิน
มีเพียงลวี่ฉิ่งเฉินเท่านั้นที่สีหน้าไม่เปลี่ยนแปลง เห็น ได้ชัดว่ารู้ข่าวนี้มาตั้งนานแล้ว เขาแค่นเสียงหึหนึ่งที “ความลับของหุบน้ำแข็งก็เป็น ความลับสูงสุดของวังเหน็บหนาวเหมือนกัน แคว้น น้ำแข็งศักดิ์สิทธิ์และกระบี่น้ำแข็งนภาหนาวเหน็บต่าง ก็มีความเกี่ยวข้องกับหุบน้ำแข็ง พวกเจ้าไม่ใช่เจ้าวัง เหน็บหนาว จะไม่รู้บางเรื่องก็ถือเป็นเรื่องปกติ” พอเขาเอ่ยเช่นนี้ก็เท่ากับยอมรับในคำพูดของฉู่รุ่ย— หุบน้ำแข็งมีความเกี่ยวข้องกับราชาน้ำแข็งเสวียนอวี่ จริงๆ “ราชาน้ำแข็งเสวียนอวี่?” บนชั้นน้ำแข็งของหุบ น้ำแข็ง เนี่ยเทียนที่ใช้ท่อนกระดูกของสัตว์ยักษ์มวล ดาราและเมล็ดพันธ์เปลวเพลิงเจาะทะลุชั้นน้ำแข็งหัน ไปถามอิ่นสิงเทียนด้วยความแปลกใจ “เขาเป็นใคร?” หลังจากที่ฉู่รุ่ยสลัดหลุดมาได้ อิ่นสิงเทียนและ
เนี่ยเทียนสองคนก็ยังคงยืนอยู่บนชั้นน้ำแข็ง หลังจากที่อิ่นสิงเทียนดึงกระบี่แหวกเวหาออกมา รอยปริแตกบนชั้นน้ำแข็งก็ผสานตัวเข้าด้วยกันอย่าง รวดเร็วอีกครั้ง เนี่ยเทียนเองก็ดึงท่อนกระดูกออกมา ส่วนเปลวเพลิง สีส้มอมแดงกลุ่มนั้นก็บินออกมาจากผนังน้ำแข็ง เช่นกัน “ราชาน้ำแข็งเสวียนอวี่!” อิ่นสิงเทียนใช้ดวงตาของความเคารพยำเกรงมองไป ยังชั้นน้ำแข็งและเส้นแสงผลึกใสที่ว่ายวนอยู่ในชั้น น้ำแข็ง “เสวียนอวี่คือผู้มีพรสวรรค์มากคนหนึ่งที่เคย ถือกำเนิดขึ้นมาในประวัติศาสตร์เผ่ามนุษย์ของพวก เรา ราชาน้ำแข็งไม่ได้พึ่งพาสำนักใดๆ ทั้งสิ้น แล้วก็ ไม่ได้เป็นคนของสี่สำนักเก่าแก่ เขาใช้พลังของตัวเอง คนเดียวฝึกตนจนแข็งแกร่งขึ้นมาทีละก้าวและเดิน
ออกมาจากอาณาจักรที่ห่างไกล” “สุดท้ายเขาก็เลื่อนสู่แดนเทพเจ้าช่วงท้ายได้สำเร็จ นั่นคือผู้แข็งแกร่งในจำนวนน้อยนิดของประวัติศาสตร์ เผ่ามนุษย์อันยาวนานที่ไม่นับรวมสี่สำนักใหญ่ ซึ่ง สามารถเลื่อนสู่แดนเทพเจ้าช่วงท้ายได้สำเร็จ!” เนี่ยเทียนพลันบังเกิดความเคารพเลื่อมใส “บุคคลที่ ยอดเยี่ยมอย่างราชาน้ำแข็งเสวียนอวี่ผู้นี้ตายด้วย สาเหตุใด?” “ตายเพราะต้าจุนภูตผีปีศาจสายเลือดระดับสิบขั้นสูง ผู้หนึ่งที่เป็นเจ้าของมหาสมุทรนรกเลือด” อิ่นสิงเทียน ยิ้มเจื่อน “ต้าจุนเลี่ยนอวี้คือต้นกำเนิดสายเลือดของ มหาราชานรกเลือดข่าตี๋แห่งเผ่าภูตผีปีศาจ เขาเคย เป็นบุคคลยิ่งใหญ่ของเผ่าภูตผีปีศาจ บารมีอำนาจ เลื่องลือไปทั่วทุกดินแดน” “ราชาน้ำแข็งเสวียนอวี่ตายเพราะการต่อสู้กับ
ต้าจุนเลี่ยนอวี้ หลงเหลือเพียงเศษซากของแดนเทพ เจ้าที่หายไป ซึ่งไม่รู้ว่าไปอยู่ที่ไหน” “ราชาน้ำแข็งตาย เลี่ยนอวี้ต้าจุนเองก็เจ็บหนัก ทว่า ก่อนการต่อสู้เลี่ยนอวี้ต้าจุนได้ทิ้งแก่นเลือดหยดหนึ่ง ไว้ในเผ่าภูตผีปีศาจ หลังจากที่เลี่ยนอวี้ต้าจุนตายไป แก่นเลือดหยดนั้นก็ดูดซับเอาเลือดลมเข้มข้นใน มหาสมุทรนรกเลือดมาจึงมีโอกาสที่เขาจะฟื้นคืนชีพ ได้อีกครั้ง” “เดิมทีมหาราชาข่าตี๋คอยเฝ้าบัญชาการณ์อยู่ที่ มหาสมุทรนรกเลือด เพื่อช่วยให้ต้าจุนผู้นั้นฟื้นคืน ชีพ” “น่าเสียดาย ได้ยินมาว่ามหาราชานรกเลือดผู้นี้ไป ตายอยู่ในดินแดนดาวตกของเจ้าเสียก่อน” เมื่ออิ่นสิงเทียนพูดมาถึงประโยคสุดท้าย สีหน้าของ เขาก็เปลี่ยนมาเป็นแปลกประหลาด คล้ายแน่ใจว่า
การตายของมหาราชาข่าตี๋ไม่ได้เกี่ยวข้องกับดินแดน ดาวตกสักเท่าไหร่นัก พอรู้ว่าหุบน้ำแข็งมีความเกี่ยวข้องกับราชาน้ำแข็ง เสวียนอวี่ โม่เชียนฝานและอวี๋ซู่อิงต่างก็มีสีหน้า เคร่งเครียด ใบหน้าเต็มไปด้วยความเลื่อมใสนับถือ “ลวี่ฉิ่งเฉิน!” อวี๋ซู่อิงตวาดกร้าว “ในเมื่อหุบเขา น้ำแข็งแปรเปลี่ยนมาจากแดนเทพเจ้าของราชา น้ำแข็งเสวียนอวี่ เจ้าในฐานะที่เป็นเจ้าวังเหน็บหนาว แต่กลับอนุญาตให้ปิงกู่ต้าจุนของเผ่าโครงกระดูกมา ซ่อนตัวอยู่ที่นี่อย่างนั้นรึ?” เมื่อเจอกับการประณามของนาง ลวี่ฉิ่งเฉินก็มีสีหน้า ละอาย กล่าวอย่างขลาดๆ ว่า “โครงกระดูกของต้า จุนได้ร่วงเข้ามาอยู่ในหุบน้ำแข็งตั้งแต่เมื่อหนึ่งแสนปี ก่อนแล้ว เวลานั้น เวลานั้นข้ายังไม่เกิดเลยนะ…” “ดูท่าเจ้าวังเหน็บหนาวแต่ละรุ่นคงแอบสมคบคิด
กับปิงกู่ต้าจุนมานานแล้ว” อวี๋ซู่อิงสีหน้าเย็นชา “ที่ ข้าเปลี่ยนใจกะทันหันก็เพราะหลังจากเข้ามาในหุบ น้ำแข็งแล้วเพิ่งรู้ว่าพวกเจ้ามีการคบค้าสมาคมกับปิง กู่ต้าจุน!” “วังพิสุทธิ์เร้นลับของพวกข้าเป็นเผ่ามนุษย์ เรา อาจจะต่อสู้เพื่อการพัฒนาของสำนักได้ แต่ไม่มีทาง คบค้าสมาคมกับชนต่างเผ่าแน่นอน!” ลวี่ฉิ่งเฉินแค่นเสียงกล่าว “เรื่องบางเรื่องหาใช่เป็น ความต้องการของข้าไม่ เจ้าวังเหน็บหนาวแต่ละรุ่น ล้วนต้องมาทำความเข้าใจกับพลังน้ำแข็งเย็นเยียบใน หุบน้ำแข็ง แล้วก็จะต้องเจอกับปิงกู่ต้าจุน ข้า…” เขาอยากบอกว่าเขาเองก็ถูกบีบให้ต้องทำอย่างนี้ เหมือนกัน เพราะหลังจากที่เขาเข้ามาในหุบน้ำแข็งก็ ถูกปิงกู่ต้าจุนบังคับให้ต้องผูกคนทั้งวังเหน็บหนาวอยู่ ติดกับปิงกู่ต้าจุน
“ไม่จำเป็นต้องอธิบายให้มากความ” ฉู่รุ่ยกล่าวอย่าง หงุดหงิด กายธรรมแห่งเทพของเขาเดินข้ามผ่านธาร ดวงดาวตรงเข้าหาปิงกู่ต้าจุน ผลึกดวงดาวขนาดมหึมาก้อนแล้วก้อนเล่าบินออกมา จากชายแขนเสื้อของฉู่รุ่ยแล้วจัดเรียงกันเป็นค่ายกล ดวงดาวลี้ลับหลากหลายชนิดที่เคลื่อนโคจรด้วยพลัง อำนาจแกร่งกร้าวดั่งจะควบคุมดาวและเดือน พลิก กลับฟ้าดิน “ปิงกู่ต้าจุน! ข้าออกมาจากหุบน้ำแข็งแล้ว เจ้า…ยัง จะสู้ต่อหรือไม่?” “ฉู่รุ่ย ข้ากำราบเจ้าได้เพราะอาศัยพลังของหุบน้ำแข็ง ก็จริง” ปิงกู่ต้าจุนที่ถือทวนกระดูกทำลายล้างกล่าว อย่างเย่อหยิ่ง “แต่เดิมทีข้าก็มีพลังมากพอให้เอาชนะ เจ้าได้อยู่แล้ว เพียงแต่ว่าต้องเปลืองวิธีการและเวลา ของข้าบ้างเท่านั้น ในเมื่อเจ้าออกมาแล้ว ทั้งยังมี
แดนเทพเจ้าอีกสองคนอยู่ที่นี่ ศึกนี้…” ปิงกู่ต้าจุนเองก็เริ่มลังเลขึ้นมาบ้างแล้ว “รองเจ้าตำหนัก!” เนี่ยเทียนขมวดคิ้ว กว่าจะช่วยฉู่รุ่ยออกมาได้ไม่ใช่เรื่องง่าย เขารู้สึกว่า ด้วยพลังของฉู่รุ่ยและพลังของทุกคนที่ร่วมแรงร่วมใจ กันย่อมสามารถสังหารหรือทำให้ปิงกู่ต้าจุนบาดเจ็บ สาหัสได้เลย แต่ว่าดูจากท่าทีของฉู่รุ่ยแล้วเหมือนจะไม่อยากต่อสู้ ต่อ “เนี่ยเทียน…” เสียงของฉู่รุ่ยดังขึ้นมาจากในตรา ประทับสะเก็ดดาวดวงที่สามตรงหน้าอกของเขา “สถานการณ์ของสำนักล่อแหลมเต็มที และเจ้าเองก็ บอกแล้วว่าดินแดนพงฟ้าในนามของเจ้าถูกสำนัก บุกเบิกฟ้าหมายหัว ศึกระหว่างข้าและปิงกู่ต้าจุน ไม่ ว่าใครจะแพ้ใครจะชนะ เกรงว่าก็คงยากที่จะมีพลัง
การต่อสู้ได้อีกในเวลาสั้นๆ นี้” “หลัวว่านเซี่ยงสมคบคิดกับเผ่าอสูรกาย หากข้ายังก่อ เรื่องใหญ่ขึ้นมาอีก เกรงว่าสำนักคงต้องถูกตัดชื่อออก จากสี่สำนักเก่าแก่จริงๆ” ประโยคนี้มีเพียงเนี่ยเทียนเท่านั้นที่ได้ยิน ฉู่รุ่ยแสดงความจนใจและอัดอั้นออกมาอย่างชัดเจน พอนึกถึงการเปลี่ยนแปลงในดินแดนพงฟ้า เนี่ยเทียน ที่นิ่งคิดไปครู่หนึ่งก็ยอมเงียบเสียงลง และเวลานี้เอง ปิงกู่ต้าจุนก็หันมามองฉู่รุ่ย อวี๋ซู่อิง โม่ เชียนฝาน แล้วก็เหลือบมองไปยังอิ่นสิงเทียนอีกครั้ง พลันโบกมือพลางพูดว่า “ฆ่าพวกเจ้า ข้าเองก็ต้อง จ่ายค่าตอบแทนไม่น้อย ช่างเถอะ พวกเจ้าจากไปซะ เถอะ! นับแต่นี้ไปพวกเจ้าห้ามเหยียบเข้ามาใน ดินแดนหุบน้ำแข็งอีก ไม่งั้นก็อย่ามาหาว่าข้าไม่ เกรงใจ”
“ดินแดนหุบน้ำแข็งเป็นของเผ่ามนุษย์ เจ้าคือต้าจุน ของเผ่าโครงกระดูก คิดจะฮุบกลืนเอาไว้คนเดียวหรือ อย่างไร?” อวี๋ซู่อิงแค่นเสียงเย็น “หลังจากนี้ดินแดนของเผ่ามนุษย์อาจอยู่ติดกับ ดินแดนของเผ่าโครงกระดูกก็เป็นได้” ดวงตาของปิง กู่ต้าจุนฉายความหมายลึกล้ำ “ยุคสมัยแตกต่างไป จากเดิมแล้ว เพียงแค่ว่าวังพิสุทธิ์เร้นลับของพวกเจ้า ยังไม่รู้ก็เท่านั้น” “แตกต่าง มีอะไรที่แตกต่าง?” อวี๋ซู่อิงกล่าวอย่างฉงน สนเท่ห์ คำพูดประโยคนี้หลัวว่านเซี่ยงเคยพูดมาก่อน ตอนนี้ต้าจุนของเผ่าโครงกระดูกกลับเป็นอีกคนที่พูด ว่ายุคสมัยไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว นี่จึงทำให้อวี๋ซู่อิงสงสัยอย่างมาก จึงอดจะหันมาใช้ สายตาสอบถามฉู่รุ่ยไม่ได้
ฉู่รุ่ยส่ายหน้าแสดงให้รู้ว่าเขาเองก็ไม่รู้เหมือนกัน “ยุคสมัยแตกต่างที่เจ้าพูดถึง หมายถึงการปรากฏตัว ของเลือดผสมจำนวนมากอย่างนั้นหรือ?” เนี่ยเทียน พลันเอ่ยแทรก “มีโลกใบใหม่ใบหนึ่งที่มีเลือดผสม จำนวนมากใช้ชีวิตอยู่ ฟ้าดินแห่งใหม่นั้นมีทั้งเผ่า มนุษย์ ชนต่างเผ่า หรือแม้แต่เผ่าวิญญาณโบราณ รวมถึงเลือดผสมอยู่ปะปนกัน เจ้า…เกี่ยวข้องกับพวก เขาด้วยงั้นรึ?” สายตาที่เย็นชาของปิงกู่ต้าจุนพลันหันขวับมามอง “นึกไม่ถึงว่าบุตรแห่งดวงดาวอย่างเจ้าจะรู้อะไรไม่ น้อย พวกเขาที่เจ้าพูดถึง ข้าเคยสัมผัสด้วยมาก่อน เป็นพวกเขาที่มาหาข้า แต่ข้าปฏิเสธไปแล้ว ทว่าหาก เรื่องที่พวกเขาบอกกับข้าเป็นความจริง ถ้าเช่นนั้น พลังของพวกเขาก็มากพอที่จะเปลี่ยนแปลงฟ้าดินได้ เลย”
“ไม่แน่เสมอไปว่าสี่สำนักเก่าแก่จะหยุดยั้งพวกเขาได้ ดังนั้นย่อมมียุคสมัยใหม่บังเกิดขึ้นในฟ้าดินของเผ่า มนุษย์!” ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี
เล่มที่ 42 บทที่ 1260 เวทแห่งการเปลี่ยนถ่ายสายเลือด
“หุบน้ำแข็ง ดินแดนเทพเจ้าที่ยังหลงเหลืออยู่ของ ราชาน้ำแข็งเสวียนอวี่…” อวี๋ซู่อิงแห่งวังพิสุทธิ์เร้นลับขมวดคิ้วมุ่น มอง ทะเลสาบที่ถูกปกคลุมไปด้วยชั้นน้ำแข็งและมีไอความ เย็นอบอวล ดวงตาก็ฉายประกายประหลาด “อู้!” เรือยักษ์สีเงินของวังพิสุทธิ์เร้นลับที่หลังจากบินจากไป นานก็ค่อยๆ ขยับเข้ามาใกล้อย่างเงียบเชียบอีกครั้ง “ศิษย์พี่หญิง!” ตรงหัวเรือยักษ์สีเงิน หญิงสาวสวมชุดสีเงิน ปราณ เยียบเย็น อายุประมาณยี่สิบกว่าปีตะโกนขึ้นด้วย
น้ำเสียงเร่งร้อน “เสี่ยวชิง ทำไมเจ้าถึงมาเอาป่านนี้?” อวี๋ซู่อิงทั้งตะลึง ทั้งดีใจ หันชิง ศิษย์น้องหญิงเล็กของอวี๋ซู่อิงมีตบะแดน เอตทัคคะช่วงท้าย ฝึกวิชาแห่งความเย็นสุดขั้ว การที่อวี๋ซู่อิงสมคบคิดกับวังเหน็บหนาว ตอบสนอง เงื่อนไขของลวี่ฉิ่งเฉินโดยการช่วยลวี่ฉิ่งเฉินรับมือกับ พวกจู่กวางเหย้าแห่งพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว ด้านหนึ่งก็เพื่อกำราบพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว อีกด้านหนึ่งก็เพราะต้องการนำสมบัติล้ำค่าธาตุความ เย็นบางส่วนจากวังเหน็บหนาวไปช่วยให้หันชิงฝ่าทะลุ ขอบเขต สำหรับศิษย์น้องหญิงเล็กอย่างหันชิง อวี๋ซู่อิงมีอารมณ์ ที่ซับซ้อนมากอย่างหนึ่ง หันชิงคือลูกศิษย์คนสุดท้ายที่อาจารย์ของนางรับเข้า
เป็นศิษย์ตอนที่ออกไปฝึกประสบการณ์ข้างนอก ก่อนที่จะตายได้ไม่นาน พออาจารย์ของนางจากไป นางก็ได้ขึ้นมาเป็นเจ้าวัง พิสุทธิ์เร้นลับ และเลื่อนสู่แดนเอตทัคคะ หันชิงจึงแทบจะเรียกได้ว่าผ่านการสั่งสอนอบรมมา ด้วยมือของนางเอง ซ้ำวิชาการฝึกตนของอีกฝ่ายยังไม่ เพียงไม่เหมือนกับนาง กลับยังเป็นเวทลับแห่งความ เย็นเยียบที่ตรงข้ามกันอย่างสิ้นเชิงด้วย ทว่าพรสวรรค์ของหันชิงกลับดีเยี่ยมจนน่าเหลือเชื่อ บนเส้นทางของการฝึกวิชาความเย็นเยียบ อวี๋ซู่อิงถึง ขั้นรู้สึกด้วยว่าหันชิงเหนือกว่าเทพธิดาแห่งลัทธิเทพ วิญญาณน้ำแข็งไปหนึ่งระดับด้วยซ้ำ ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว หันชิงเองก็ฝึกมาถึงขอบเขต แดนเอตทัคคะช่วงท้ายเพียงแค่อายุยังน้อยๆ เท่านั้น อายุของนางน้อยกว่าเทพธิดาของลัทธิเทพวิญญาณ
น้ำแข็งมากนัก “ฝึกวิชาความเย็นสุดขั้ว ตบะแดนเอตทัคคะช่วง ท้าย” อยู่ห่างกันไกลมาก เนี่ยเทียนมองหันชิงปราด เดียวก็รู้สึกเพียงว่าหญิงสาวผู้นี้เป็นโฉมสะคราญคน หนึ่ง หากวัดกันเพียงหน้าตา นางก็ไม่เป็นรองเทพธิดา แห่งลัทธิเทพวิญญาณน้ำแข็งแม้แต่น้อย ซ้ำยัง เหนือกว่าอวี๋ซู่อิงที่อยู่ข้างๆ ไประดับหนึ่ง ไม่รู้ว่ามี ที่มาอย่างไรกันแน่ “เอ๊ะ!” สายเลือดแห่งชีวิตของเนี่ยเทียนพลันเกิดความรู้สึก ผิดปกติ ดวงตาของเขาปล่อยประกายเจิดจ้า เมื่อเพ่งมองอย่างละเอียดจึงเห็นว่า ท่ามกลางการรับ สัมผัสทางสายเลือดแห่งชีวิตของเขา กระดูกทุกท่อน ของหันชิงผิดปกติอย่างเห็นได้ชัด ไม่เพียงแต่ซุกซ่อน พลังความเย็นสุดขั้ว ยังมีผลึกน้ำแข็งที่แผ่ความเย็นอยู่
อีกด้วย ผลึกน้ำแข็งเหล่านั้น… การคาดเดาที่น่าตะลึงอย่างหนึ่งพลันลอยขึ้นมาใน สมองของเนี่ยเทียน “จงรีบจากไปซะเถอะ!” ปิงกู่ต้าจุนแค่นเสียงเย็นหนึ่งที มือของเขาถือทวน กระดูกทำลายล้างเอาไว้ ร่างกระดูกไม่แตกทลาย ขนาดมหึมาย้ายมาอยู่เหนือหุบน้ำแข็ง ปากก็ โหวกเหวกเสียงดัง “นับแต่วันนี้เป็นต้นไป หุบน้ำแข็ง จะกลายมาเป็นพื้นที่ส่วนตัวของข้าเพียงคนเดียว!” ฉู่รุ่ยเงียบงัน ก่อนจะใช้พลังอำนาจจิตอันเป็น เอกลักษณ์แอบติดต่อไปหาเนี่ยเทียน “ศึกนี้ควรจะหลีกเลี่ยงเสียก่อน รอจนปัญหาของ สำนักได้รับการแก้ไข รอให้ผู้อาวุโสใหญ่หรือไม่ก็เจ้า ตำหนักกลับมาเสียก่อนแล้วค่อยมาทวงหุบน้ำแข็ง
กลับคืนและสังหารปิงกู่ต้าจุนก็ยังไม่สาย” “อีกทั้งทางฝ่ายของดินแดนพงฟ้า สำนักบุกเบิกฟ้าก็ รับมือได้ไม่ง่าย ซ้ำเวลายังกระชั้นชิดเกินไป ถ้าช้าเกิน อาจเกิดการเปลี่ยนแปลงได้” “…” ฉู่รุ่ยพูดโน้มน้าว ต้องการให้เนี่ยเทียนเก็บกลั้นความ โกรธนี้ลงไป แล้วไปจัดการแก้ปัญหาภายในสำนัก เสียก่อน จากนั้นค่อยมาจัดการกับปิงกู่ต้าจุนทีหลัง โม่เชียนฝานและอิ่นสิงเทียนต่างก็หันมามองเขา “ถ้าอย่างนั้นก็ได้ พวกเราถอยก่อนแล้วกัน” เนี่ย เทียนพยักหน้ารับ และภายใต้การปกป้องจากอิ่นสิง เทียน พวกเขาก็พากันบินออกไปจากหุบน้ำแข็ง ขยับ เข้าไปใกล้เรือยักษ์สีเงินยวงของวังพิสุทธิ์เร้นลับ โม่เชียนฝานและอวี๋ซู่อิ่งต่างก็ตั้งท่ารออย่าง เคร่งเครียด ป้องกันไม่ให้ปิงกู่ต้าจุนลงมือ
ปิงกู่ต้าจุนแค่นเสียงเย็น “แม้แต่จะรักษาตัวให้รอดก็ ยังยาก พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวจะผ่านหายนะ ครั้งนี้ไปได้หรือไม่ก็ยังไม่แน่เสมอไป บางทีอีกสาม สำนักก็อาจจะพอสัมผัสได้ถึงการดำรงอยู่ของกอง กำลังลับนั่นแล้ว อีกไม่นานเท่าไหร่ ดินแดนเผ่ามนุษย์ ของพวกเจ้าก็จะเต็มไปด้วยความวุ่นวาย” ในที่สุดเนี่ยเทียนก็กลับมาถึงเรือยักษ์สีเงินยวงของวัง พิสุทธิ์เร้นลับได้อย่างราบรื่น ระหว่างที่ปิงกู่ต้าจุนพูด พวกลวี่ฉิ่งเฉินแห่งวังเหน็บ หนาวต่างก็สงบใจลงได้ แล้วก็เข้าใจดีว่าเวลานี้ไม่ เหมาะที่จะมาต่อปากต่อคำกับพวกเนี่ยเทียน “เจ้าวังอวี๋ ออกไปจากหุบน้ำแข็งก่อนเถอะ” เนี่ย เทียนกล่าว อวี๋ซู่อิงพยักหน้ารับ ก่อนจะโบกมือออกคำสั่ง เรือ ยักษ์สีเงินยวงที่ถูกหมัดของปิงกู่ต้าจุนต่อยจนตัวเรือ
ยุบเข้าเป็นหลุมก็พลันขับเคลื่อนออกไปข้างนอกเสียง ดังครืนครั่น “เจ้าก็คือเนี่ยเทียนบุตรแห่งดวงดาวคนที่เจ็ดของ พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวที่ศิษย์พี่หญิงพูดถึง สินะ?” หันชิงขมวดคิ้ว ดวงตาที่เป็นประกายสว่างใส มองประเมินเนี่ยเทียนอย่างใคร่รู้ “เจ้าเพิ่งจะมีตบะ เป็นเขตวิญญาณเองนะ” “พลังการต่อสู้ที่แท้จริงของเขาเหนือเกินขอบเขตไป มาก” อวี๋ซู่อิงกล่าว “แต่ความรู้สึกที่เขามอบให้ข้า เหมือนจะอ่อนแอมาก เลยนะ” หันชิงเป็นคนโผงผาง คิดอะไรก็พูดไปอย่าง นั้น “เขาจะช่วยให้ข้าฝ่าทะลุสู่แดนเทพเจ้าได้จริง หรือ? ข้ารู้สึกว่าด้วยพลังของข้าเองก็น่าจะทำได้ ใจ ข้าก็อยากทดลองนานแล้ว แต่เป็นเพราะศิษย์พี่หญิง ท่านไม่วางใจ ไม่ปล่อยให้ข้า…”
หันชิงบ่นพึมพำอย่างไม่พอใจ “ทุกครั้งที่เจ้าฝ่าทะลุขอบเขต เวลามักจะกระชั้นชิด เกินไป ข้ารู้สึกว่ามันยังไม่มั่นคงพอ ย่อมต้องมี ปัญหา” อวี๋ซู่อิงถลึงตาใส่นาง “แดนเอตทัคคะฝ่าทะลุ สู่แดนเทพเจ้าคือด่านที่ยากที่สุดในชีวิตการฝึกตนของ พวกเรา ผู้แข็งแกร่งกี่คนแล้วที่ต้องตายไปเพราะ สาเหตุนี้? การฝ่าทะลุขอบเขตของเจ้าแต่ละครั้ง เป็นไปอย่างรวดเร็วถึงเพียงนั้น รากฐานย่อมไม่มั่นคง หากไม่มั่นใจสักเจ็ดแปดส่วน ข้าไม่มีทางอนุญาตให้ เจ้าลงมืออย่างวู่วามเด็ดขาด!” “อ้อ” หันชิงพยักหน้ารับแต่โดยดี “แต่ข้ารู้สึกว่า แท้จริงแล้วรากฐานของข้ามั่นคงอย่างมากเลยนะ” “ครืนๆๆ!” เรือยักษ์สีเงินยวงค่อยๆ จากไปไกล ซึ่งน่าจะออกห่าง จากหุบน้ำแข็งที่ปิงกู่ต้าจุนเฝ้าบัญชาการณ์อยู่หลาย
หมื่นลี้แล้ว และเวลานี้เนี่ยเทียนก็พลันพูดขึ้นว่า “เจ้าวังอวี๋ รากฐานการฝึกตนของศิษย์น้องหญิงเจ้าเป็นอย่างที่ นางพูดจริงๆ นั่นคือน่าจะมั่นคงมาก ตามความเห็น ของข้า การฝ่าทะลุสู่แดนเทพเจ้าของนางน่าจะไม่มี ปัญหาอะไร” อวี๋ซู่อิงหันหน้าไปมอง “เนี่ยเทียน การที่ข้ายอมมา เยือนหุบน้ำแข็งกับเจ้า นอกจากเป็นเพราะวังเหน็บ หนาวสมคบคิดกับปิงกู่ต้าจุนแล้ว ยังมีอีกข้อหนึ่งคือ หวังว่าเจ้าจะช่วยให้ศิษย์น้องหญิงของข้าฝ่าทะลุ ขอบเขตได้อย่างราบรื่น” “หากไม่ถือสา ให้ข้าใช้พลังของตัวเองตรวจสอบดู สถานการณ์ของนางหน่อยได้หรือไม่?” เนี่ยเทียน กล่าว “ดูสถานการณ์? ทางด้านไหน?” อวี๋ซู่อิงมีสีหน้ากังขา
ผู้แข็งแกร่งแดนเอตทัคคะคนอื่นๆ ของวังพิสุทธิ์เร้น ลับต่างก็ประหลาดใจ พูดกับตัวเองในใจว่าเจ้าเป็นแค่ เขตวิญญาณ จะไปตรวจสอบดูสถานการณ์ของแดน เอตทัคคะได้อย่างไร? “ช่างเป็นคนที่ประหลาดยิ่งนัก” หันชิงจ้องหน้าเนี่ย เทียนแล้วพูดขึ้น “บางทีในร่างของนางอาจจะซุกซ่อนความลับที่ ยิ่งใหญ่เอาไว้” เนี่ยเทียนสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนจะ ย้ายมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าหันชิงแล้วกล่าวอย่างเคร่ง ขรึมว่า “เจ้าอย่าได้ต่อต้านการแทรกซอนของเลือด ลมข้า ข้าจะทดลองดูสักหน่อย” “ศิษย์พี่หญิง…” หันชิงหันมามองอวี๋ซู่อิงอย่างขอ ความช่วยเหลือ อวี๋ซู่อิงกระชากเสียงตอบ “ให้เขาลองดู!” “อ้อ” หันชิงตอบรับอย่างจนใจ
นาทีถัดมา เนี่ยเทียนก็ยื่นมือออกมาวางทาบบนหลัง มือข้างซ้ายของหันชิง เมื่อสัมผัสโดน มือของนางแผ่ความเย็นสุดขั้วแทรก ซอนถึงกระดูกประหนึ่งเขาจับก้อนน้ำแข็ง เป็นความ เย็นที่ทำให้คนปากสั่นฟันกระทบกัน แทบไม่ต่างจาก ชั้นน้ำแข็งของหุบน้ำแข็งเลย ปราณเลือดแห่งชีวิตกลุ่มหนึ่งบินออกมาจากฝ่ามือ ของเนี่ยเทียนแล้วแทรกซอนเข้าไปยังหลังมือของหัน ชิง ก่อนจะไล่ตามเส้นชีพจรบนมือของนาง แล้วบิน เข้าไปในร่างนางอย่างเชื่องช้า ในฟ้าดินแห่งนี้ สิ่งที่สามารถรับสัมผัสกับความ ผิดปกติของเลือดลมได้ดีที่สุด ย่อมต้องเป็นสายเลือด แห่งชีวิต สายเลือดแห่งชีวิตของเนี่ยเทียนมีการรับสัมผัสที่เฉียบ ไวต่อเลือดลมและสายเลือดของคนอื่นที่สุด
ปราณเลือดแห่งชีวิตกลุ่มนั้นของเขาว่ายวนอยู่ในร่าง ของหันชิง แล้วแทรกลึกเข้าไปยังกระดูกที่เย็นเยียบ ของนางช้าๆ จนกระทั่งไปถึงหัวใจของนาง หัวคิ้วที่แต่เดิมคลายออกของเนี่ยเทียนค่อยๆ ขมวด เข้าหากัน ทุกคนต่างก็มองเขาอย่างตั้งใจ จึงมองเห็นสีหน้าของ เขาที่เปลี่ยนมาเป็นแปลกประหลาดมากขึ้นเรื่อยๆ แม้แต่ตัวหันชิงเองก็ยังเกิดความรู้สึกประหลาด—หรือ ว่านางมีจะปัญหาจริงๆ? หาไม่แล้วเหตุใดสีหน้าของบุตรแห่งดวงดาวผู้นี้ถึงได้ เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เปลี่ยนมาเป็นเคร่งเครียด มากขึ้นเรื่อยๆ เปลี่ยนมาเป็นน่าตกใจมากขึ้นเรื่อยๆ? “ใครกัน นี่เป็นฝีมือของใครกัน…” ชั่วขณะที่สายเลือดแห่งชีวิตของเนี่ยเทียนว่ายวนไป ตามร่างของหันชิงจนกระทั่งเข้าไปสู่หัวใจของนาง
เขาก็พลันลืมตาโพลง สายตาเต็มไปด้วยความตะลึง พรึงเพริดอย่างลึกล้ำ ในสายเลือด เส้นชีพจรและกระดูกของหันชิงล้วนมี ปราณแห่งความเย็นที่เล็กละเอียดอย่างถึงที่สุด ปราณนั้นเกิดจากพลังของสายเลือดที่คลุมเครือสูงสุด ไม่ได้เกิดจากพลังวิญญาณของมหาสมุทรจิตวิญญาณ แล้วก็มีเพียงสายเลือดแห่งชีวิตที่รับสัมผัสได้อย่าง เฉียบไวของเขาเท่านั้นถึงจะทำให้เขาสัมผัสได้ถึงมัน หลังจากปล่อยเลือดลมกลุ่มหนึ่งเข้าไปในร่างของหัน ชิง เขารู้สึกว่าในร่างของหันชิงมีปราณเย็นเยียบประกอบ กันขึ้นมา นี่เป็นเวทลับแห่งการถ่ายโอนที่ซับซ้อนและ ลึกลับอย่างถึงที่สุด เวทลับการถ่ายโอนเช่นนี้กดกำราบให้สายเลือดเย็น สุดขั้วที่มีมาตั้งแต่กำเนิดของหันเชิงเกิดการ
เคลื่อนย้ายทีละนิด จนกระทั่งนำพลังความเย็นที่ สามารถทำให้สายเลือดของนางแข็งแกร่งย้ายไปยัง มหาสมุทรวิญญาณจุดตันเถียนของหันชิง ทำให้ มหาสมุทรวิญญาณจุดตันเถียนของหันชิงสามารถฝึก ตนได้เร็วกว่าคนปกติเป็นเท่าตัว นางจึงฝ่าทะลุ ขอบเขตได้เร็วยิ่งกว่าคนอื่น ระดับสายเลือดความเย็นสุดขั้วนี้จะไม่เกิดการฝ่าทะลุ แปรสภาพ เพราะความลี้ลับทางสายเลือดถูกนำมาใช้ สร้างมหาสมุทรวิญญาณจุดตันเถียน ทำให้ขอบเขต ของการเป็นผู้ฝึกลมปราณเผ่ามนุษย์ของนางไต่ ทะยานสูงอย่างรวดเร็ว ถูกต้องแล้ว หันชิงเป็นเหมือนเขา นางเองก็เป็นเลือด ผสมคนหนึ่ง! ———————————