ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 1261 ได้ข้อตกลงร่วมกัน
“พรู!” เนี่ยเทียนพ่นลมหายใจออกมาหนึ่งที มือข้างที่วาง ทาบอยู่บนหลังมือใสกระจ่างของหันชิงถูกดึงออกมา ช้าๆ ดวงตาของเขาจ้องเป๋งไปที่หันชิง เห็นได้ชัดว่าหันชิงไม่สบอารมณ์ ถึงพูดด้วยน้ำเสียง เย็นชาว่า “มองอะไรของเจ้า? ทำท่าลึกๆ ลับๆ ประหลาดคนจริงเชียว” “เนี่ยเทียน เจ้ามองอะไรออกบ้าง?” อวี๋ซู่อิงรีบถาม “เลือดผสม!” เนี่ยเทียนให้คำตอบ “เป็นเหมือนข้า นางเองก็เป็นเลือดผสม สายเลือดของนางเกิดมาก็มี พลังเย็นสุดขั้วอยู่แล้ว”
“เป็นไปไม่ได้!” ไม่เพียงแต่อวี๋ซู่อิงเท่านั้น แดนเอตทัคคะอีกเจ็ดท่าน ของวังพิสุทธิ์เร้นลับก็ร้องอุทานอย่างพร้อมเพรียงกัน หันชิงสะบัดแขนตัวเองด้วยท่าทางดูหมิ่น “นี่ก็คือ ข้อสรุปของเจ้างั้นหรือ? ศิษย์พี่หญิง ท่านไปหาใครที่ ไหนมา ตั้งแต่เล็กจนโต ข้าไม่เคยสัมผัสได้ถึงสายเลือด อะไรทั้งนั้น ร่างกายของข้าก็ไม่เหมือนพวกเลือดผสม ที่แข็งแกร่งดั่งชนต่างเผ่า บางครั้งก็ยังป่วยไข้” เผ่ามนุษย์อ่อนแอ ทว่าชนต่างเผ่าและพวกเลือดผสม เกิดมาจะมีเรือนกายที่แข็งแกร่ง นี่คือข้อสรุปที่ทุกคน เห็นพ้องต้องกัน อิ่นสิงเทียนและโม่เชียนฝานที่ได้ฟังข้อสรุปของเนี่ย เทียนก็มองตากันด้วยความรู้สึกประหลาดใจ เพราะพวกเขาสัมผัสไม่ได้ถึงพลังเลือดลมที่เลือดผสม และพวกชนต่างเผ่าควรมีจากร่างของหันชิงแม้แต่
น้อย “เนี่ยเทียน เจ้าไม่ได้เข้าใจผิดจริงๆ หรือ?” ขนาดอวี๋ซู่ อิงก็ยังกังขา “ข้าไม่รู้ต้นกำเนิดสายเลือดแห่งพลังเยียบเย็นของ นาง แต่นางเป็นเลือดผสมจริงๆ อีกทั้งยังเป็นเลือด ผสมที่พิเศษมาก” เนี่ยเทียนกล่าวด้วยน้ำเสียงเฉียบ ขาด “สายเลือดความเย็นสุดขั้วของนางถูกเวทลับ บางอย่างที่ข้าไม่รู้จักควบคุมเอาไว้ ซึ่งเวทลับที่กำราบ สายเลือดของนางก็น่าจะเป็นต้นกำเนิดทางสายเลือด ของนางเอง เป็นสายเลือดที่แฝงเร้นกลิ่นอายความ เย็นสุดขั้วเอาไว้ด้วย” “การกำราบเช่นนี้ทำให้สายเลือดความเย็นสุดขั้วของ นางไม่เปิดเผยออกมา” “การเติบโตของสายเลือดความเย็นสุดขั้วของนาง กระตุ้นให้เกิดพลังแห่งความเย็น ซึ่งมันไม่ได้ถูก
นำไปใช้กับอวัยวะภายใน กระดูกหรือเส้นเอ็น ไม่ได้ ทำให้ร่างกายของนางแข็งแกร่ง แต่ไปรวมกันอยู่ที่ มหาสมุทรวิญญาณจุดตันเถียน” “แล้วก็ด้วยเหตุนี้ ขอบเขตของนางถึงได้ฝ่าทะลุเร็ว กว่าคนทั่วไป เพราะการดำรงอยู่ของสายเลือดแห่ง ความเย็นสุดขั้ว ความเร็วในการดึงดูดพลังความเย็น จากหินความเย็นและความเร็วในการทำความเข้าใจ วิชาความเย็นของนางจึงมีมากกว่าคนทั่วไปหลาย เท่า!” “นางสามารถเลื่อนสู่แดนเอตทัคคะช่วงท้ายได้ใน เวลาสั้นๆ ทั้งยังมีคุณสมบัติที่จะฝ่าสู่แดนเทพเจ้าล้วน เป็นคุณความชอบของสายเลือดแห่งความเย็นสุดขั้ว ทั้งสิ้น” “…” เนี่ยเทียนบอกการวิเคราะห์ของเขาให้อวี๋ซู่อิงและ
หันชิงฟังด้วยสีหน้าเคร่งเครียด พอเขากล่าวจบ ทุกคนยังคงสงสัยไม่แน่ใจ บางคน อย่างเช่นโม่เชียนฝานเลือกที่จะเชื่อเขา ทว่าแดน เอตทัคคะอีกเจ็ดคนของวังพิสุทธิ์เร้นลับและตัวหันชิง เองกลับไม่เชื่อแม้แต่น้อย คิดว่าเขาพูดจาเหลวไหลไป เอง “เนี่ยเทียน เรื่องนี้…จะพิสูจน์ได้อย่างไร?” อวี๋ซู่อิง ถาม “ตอนที่อาจารย์ของเจ้าพานางกลับมา อาจารย์เจ้า ไม่ได้พูดอะไรบ้างหรือ?” เนี่ยเทียนไม่ตอบทั้งยังถาม กลับ “ไม่มีนะ อาจารย์แค่บอกว่านางมีพรสวรรค์ในการฝึก ตนที่ล้ำเลิศ” อวี๋ซู่อิงขมวดคิ้วพลางย้อนทวนความ ทรงจำ “ที่มาของนาง และพ่อแม่ของนางเป็นใคร อาจารย์ข้าไม่ได้บอกไว้ สำนักอย่างวังพิสุทธิ์เร้นลับ
ของเรา เวลาที่รับตัวผู้ที่มีพรสวรรค์ไม่ธรรมดามาเป็น ศิษย์มักจะไม่สอบถามที่มา แค่เอาตัวกลับมาก่อนแล้ว ค่อยว่ากัน” “ข้าพลันนึกถึงคนคนหนึ่งขึ้นมาได้” จู่ๆ เนี่ยเทียนก็ โพล่งประโยคนี้ออกมา “ใคร?” อวี๋ซู่อิงฉงนสนเท่ห์ “สำนักสายฟ้า หันเซิน มีสายเลือดสายฟ้า” เนี่ย เทียนครุ่นคิดพลางพูด “เขาคือคนที่เจ้าสำนักสายฟ้า ไปนำตัวมาจากสถานที่แห่งหนึ่ง ซึ่งก็มีสายเลือด สายฟ้าอยู่ในตัว ที่ไม่เหมือนก็คือสายเลือดสายฟ้าของ หันเซินค่อยๆ ฟื้นตื่นขึ้นมาแล้ว แล้วก็ไม่ได้มีวิชาการ เปลี่ยนถ่ายที่ลึกลับเช่นนี้เอาสายเลือดไปหล่อเลี้ยง มหาสมุทรวิญญาณจุดตันเถียน” “นางพิเศษกว่าหันเซินมาก” อวี๋ซู่อิงตะลึงงัน ขบคิดความหมายจากถ้อยคำของ
เนี่ยเทียน แล้วจู่ๆ ก็รู้สึกหงุดหงิดสับสน “จะพิสูจน์อย่างไร?” หันชิงแค่นเสียงกล่าว “เจ้าสัมผัสด้วยตัวเองไม่ได้หรือ?” เนี่ยเทียนเลิกคิ้ว “ดูจากอายุของเจ้าก็แค่ประมาณสองพันกว่าปีเท่านั้น สองพันปีเองนะ แต่ตอนนี้เจ้าเป็นถึงแดนเอตทัคคะ ช่วงท้ายแล้ว เทพธิดาลัทธิเทพวิญญาณน้ำแข็งที่ถูก ขนานนามว่าเป็นผู้มีพรสวรรค์ด้านการฝึกพลังความ เย็นสุดขั้วมีขอบเขตเท่าเจ้า แต่นางอายุเท่าไหร่แล้ว?” “อย่างน้อยก็หมื่นปีแล้ว” อิ่นสิงเทียนถอนหายใจหนึ่ง ที เขาเองก็เป็นแดนเอตทัคคะช่วงท้ายซึ่งติดอยู่ใน ขอบเขตนี้มานานหลายปีแล้ว ขีดจำกัดอายุของแดนเอตทัคคะคือสามหมื่นปี และ อายุขัยของเขาก็ใกล้จะสิ้นสุดลงแล้ว เขาใช้เวลาสามหมื่นปีถึงจะเลื่อนสู่แดนเอตทัคคะช่วง
ท้ายได้ แต่ยังไม่ฝ่าสู่แดนเทพเจ้า ทว่าหันชิง…ใช้เวลา ฝึกตนแค่สองพันปีเท่านั้น “สองพันปี ฝึกมาถึงแดนเอตทัคคะช่วงท้าย ถือว่าสั้น มากหรือ?” หันชิงกล่าว อวี๋ซู่อิงยกยิ้มขมขื่น ส่ายหน้าโดยไม่รู้ตัว แล้วก็เหลือบ มองไปยังหุบน้ำแข็งที่ซ่อนตัวอยู่ลึกท่ามกลางไอ หมอกพลางกล่าวว่า “ได้ยินมาว่า ตอนที่ราชาน้ำแข็ง เสวียนอวี่ท่านนั้นฝึกตนถึงแดนเอตทัคคะช่วงท้าย ก็ ใช้เวลาเกือบหมื่นปี เมื่อเทียบกับราชาน้ำแข็ง เสวียนอวี่แล้ว เจ้าใช้เวลาสั้นกว่าถึงเกือบห้าเท่า แล้ว ก็เพราะรู้สึกว่าเวลามันเร็วเกินไป ข้าถึงไม่กล้าให้เจ้า วู่วามฝ่าสู่แดนเทพเจ้า” พอคิดมาถึงตรงนี้อวี๋ซู่อิงก็เริ่มเชื่อในการวิเคราะห์ของ เนี่ยเทียน เมื่อคิดอย่างละเอียด ความเร็วในการฝึกตนของ
ศิษย์น้องหญิงคนนี้ของนางก็เรียกได้ว่าน่าตะลึงพรึง เพริดเกินไปจริงๆ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา นางปกป้องศิษย์น้องเล็กคนนี้ เป็นอย่างดี ไม่ต้องการให้คนมากมายรู้เรื่องของอีก ฝ่าย เพราะนางรู้สึกว่าศิษย์น้องเล็กคนนี้ของนางมี อะไรแปลกประหลาดที่แม้แต่นางเองก็ยังมองไม่ออก “หากพวกเจ้าได้หุบน้ำแข็งของราชาน้ำแข็งเสวียนอวี่ มาครอง…” เนี่ยเทียนหันมามองอวี๋ซู่อิงแล้วพูดเบาๆ ว่า “การฝ่าทะลุสู่แดนเทพเจ้าของศิษย์น้องเจ้าจะไร้ ข้อผิดพลาด อีกทั้งขอบเขตช่วงหลังๆ ของนางก็จะฝ่า ทะลุได้อย่างราบรื่นผิดปกติ มีหวังที่จะฝ่าได้ถึงแดน เทพเจ้าช่วงกลางหรืออาจถึงช่วงท้ายเลยทีเดียว” อวี๋ซู่อิงพยักหน้ารับ “ตอนแรกที่ข้ายอมไปหุบน้ำแข็ง กับพวกเจ้าก็เพราะคิดอย่างนี้เหมือนกัน ข้าอยากจะรู้ ว่าสถานที่ต้องห้ามของวังเหน็บหนาวที่สร้างแคว้น
น้ำแข็งศักดิ์สิทธิ์และกระบี่น้ำแข็งนภาหนาวเหน็บ ขึ้นมาได้นั้นมีความมหัศจรรย์อย่างไรกันแน่ มาตอนนี้ ถึงเพิ่งเข้าใจว่า หุบน้ำแข็งนั่นแปรเปลี่ยนมาจากเศษ ซากแดนเทพเจ้าชองราชาน้ำแข็งเสวียนอวี่” “นาง มีสายเลือดแห่งความเย็นสุดขั้วจริงๆ หรือ?” ผู้ อาวุโสท่านหนึ่งของวังพิสุทธิ์เร้นลับเอ่ยถามขึ้นมา “มีจริง เพียงแค่ถูกกำราบไว้ ไม่สามารถทำให้ สายเลือดแปรสภาพได้ และบางทีอาจจะไม่สามารถ ฟื้นตื่นขึ้นมาได้เลย” เนี่ยเทียนให้คำยืนยัน “บางทีนี่ อาจจะไม่ใช่เรื่องเลวร้าย ด้านหนึ่งก็เพื่อป้องกันตัวตน เลือดผสมของนาง อีกด้านหนึ่งก็จะทำให้มหาสมุทร วิญญาณจุดตันเถียนเผ่ามนุษย์ของนางถูกสร้างได้ อย่างประณีตยอดเยี่ยม ทั้งยังช่วยให้เลื่อนสู่แดนเทพ เจ้าได้เร็วขึ้น” “บางทีวันหนึ่ง รอจนนางฝ่าทะลุสู่แดนเทพเจ้าหรือ
ขอบเขตอื่นได้แล้ว วิชาการเปลี่ยนถ่ายที่กำราบ สายเลือดของนางเอาไว้ก็อาจจะหลุดออกได้ด้วย ตัวเอง” “เมื่อถึงเวลานั้นนางก็จะมีพลังในการปกป้องตัวเอง หากคนอื่นรู้ว่านางคือเลือดผสม ก็ไม่น่าจะทำอะไร นางได้” “อีกทั้ง ด้วยศักยภาพของแดนเทพเจ้าและความรู้ ด้านพลังแห่งความเย็น เมื่อนางรวบรวมพลังแห่ง ความเย็นสุดขั้วได้มากขึ้น สายเลือดของนางอาจจะยัง แปรสภาพได้อย่างรวดเร็ว” “บางทีในหนึ่งร้อยปีหรืออีกแค่ไม่กี่สิบปี สายเลือด ความเย็นสุดขั้วของนางอาจจะเลื่อนสู่ระดับเก้าขั้นสูง สามารถฝ่าสู่ขั้นสิบที่เป็นของต้าจุนด้วยก็เป็นได้” “ประเสริฐยิ่ง!” กล่าวมาถึงตรงนี้ แม้แต่เนี่ยเทียนก็ยังอดชื่นชมและ
เกิดความเคารพเลื่อมใสต่อคนที่สร้างหันชิงขึ้นมาจาก ใจจริงไม่ได้ ใช้สายเลือดมากระตุ้นขอบเขตผู้ฝึกลมปราณของหัน ชิง ทำให้นางฝ่าทะลุขั้นได้รวดเร็วก่อน และเนื่องจากนางอยู่ในฟ้าดินของเผ่ามนุษย์ สายเลือดไม่แสดงออกเด่นชัด ตัวตนของเลือดผสมจึง ไม่มีใครมองออก จึงถือว่าใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างปลอดภัย รอจนวันใดที่หันชิงเลื่อนสู่แดนเทพเจ้า การกำราบ ทางสายเลือดถูกคลายออก ด้วยตบะของแดนเทพเจ้า และความเข้าใจที่มีต่อพลังความเย็นสุดขั้ว ก็จะทำให้ สายเลือดของนางพัฒนาไปได้อย่างรวดเร็ว “เป็นวิธีการฝึกตนที่ดีเยี่ยมอีกวิธีหนึ่ง ให้การป้องกัน ด้านหนึ่งอย่างครอบคลุมก่อน รอจนได้รับความสำเร็จ แล้วค่อยไปลงมือกับอีกด้านหนึ่ง” เนี่ยเทียนเอ่ยปาก ชื่นชมไม่หยุด
“เนี่ยเทียน! เจ้ารู้สึกจริงๆ หรือว่าการคาดการณ์ของ เจ้านั้นถูกต้อง?” อวี๋ซู่อิงเอ่ยเสียงหนัก “ข้ามั่นใจเต็มร้อย” เนี่ยเทียนให้การรับรอง อวี๋ซู่อิงนิ่งคิดไปครู่หนึ่งก็เอ่ยว่า “ถ้าอย่างนั้นก็ดี ข้ามี ข้อเสนออย่างหนึ่ง!” “อะไร?” เนี่ยเทียนเอ่ยถาม อวี๋ซู่อิงกลอกตารอบหนึ่ง แล้วก็พลันมองไปยังฉู่รุ่ยที่ นับตั้งแต่ขึ้นมาอยู่บนเรือก็นั่งขมวดคิ้วปรับลมหายใจ อยู่มุมหนึ่งนิ่งๆ ตลอดเวลา “วังพิสุทธิ์เร้นลับของข้าจะถอนตัวออกจากการช่วงชิง พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวของพวกเจ้า ทางฝ่าย ของสำนักบุกเบิกฟ้า พวกเราก็ยินดีลงมือให้ความ ช่วยเหลือ แต่พวกเจ้าต้องรับปากข้าว่า หากปัญหา ของพวกเจ้าคราวนี้สามารถแก้ไขได้อย่างราบรื่น พวก เจ้าจะต้องช่วยวังพิสุทธิ์เร้นลับของข้าช่วงชิงหุบ
น้ำแข็งมาจากมือของปิงกู่ต้าจุน” “วังพิสุทธิ์เร้นลับของข้าต้องได้หุบน้ำแข็งนั่นมาครอง ข้าจะเอามามอบให้ศิษย์น้องหญิงของข้า” เนี่ยเทียนหันไปมองทางฉู่รุ่ย ฉู่รุ่ยที่พอมาถึงก็รีบฟื้นคืนพลังการต่อสู้เพื่อเตรียมงัด ข้อกับสำนักบุกเบิกฟ้าในดินแดนพงฟ้าได้ยินเช่นนี้ก็ พลันลืมตา ดวงตาทั้งคู่ทอประกายแสงดาวพริบพราว “หุบน้ำแข็งจำแลงมาจากแดนเทพเจ้าที่แตกสลาย ของราชาน้ำแข็งเสวียนอวี่ หากศิษย์น้องหญิงของเจ้า เป็นอย่างที่เนี่ยเทียนพูดจริง บางทีในอนาคตนางก็ อาจไม่เป็นรองราชาน้ำแข็งเลยก็ได้” “ข้ารับปากพวกเจ้าได้ แต่พวกเราก็มีเงื่อนไข เหมือนกัน นับแต่วันนี้เป็นต้นไปเป็นเวลาหมื่นปี วัง พิสุทธิ์เร้นลับของพวกเจ้าห้ามตั้งตัวเป็นศัตรูกับ พระราชวังโบราณสะเก็ดดาว”
หากหันชิงคิดจะยืมพลังของหุบน้ำแข็งมาเลื่อนสู่แดน เทพเจ้าช่วงกลางหรือช่วงท้าย ถ้าเช่นนั้นวังพิสุทธิ์เร้น ลับย่อมต้องเกิดความคิดชั่วร้ายขึ้นมาอีกครั้งแน่นอน “ข้ารับปาก” อวี๋ซู่อิงตอบรับด้วยท่าทางจริงจัง ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 43 บทที่ 1262 เชือดไก่ให้ลิงดู
อาณาจักรวอหลิว สถานที่ที่มีชื่อเสียงเพราะรอยแยกห้วงมิติหลากหลาย รอยแห่งนี้ วันนี้สถานการณ์เปลี่ยนมาเป็นซับซ้อน ผู้คนใช้ชีวิตอยู่อย่างกระวนกระวาย แดนเอตทัคคะอย่างเซี่ยเชียนแห่งสำนักจันทราวารี บุตรวิญญาณโลหิต จิ่งเฟยหยางต่างก็พากันทยอยกัน มาถึง แต่ละคนมองไปยังเรือรบทางช้างเผือกของ สำนักบุกเบิกฟ้าด้วยสีหน้าเคร่งเครียด แดนเอตทัคคะของสำนักบุกเบิกฟ้าที่มีจินกู่โถวถัวเป็น ผู้นำมีท่าทางเย่อหยิ่งอย่างถึงที่สุด จินกู่โถวถัวบอกไว้อย่างชัดเจนว่า ผู้นำของตระกูล และสำนักในดินแดนดาวตก ดินแดนพงฟ้าและ
ดินแดนปราการดวงดาวจะต้องเดินทางมาที่นี่ใน ระยะเวลาที่กำหนด ไม่ว่าจะปิดด่านอยู่หรือไม่ก็ต้องมาพบหน้าเจ้าสำนัก บุกเบิกฟ้าของพวกเขา พวกคนจากดินแดนดาวตกอย่างต่งลี่ หัวมู่ หลี่หลาง เฟิง ฉีป๋ายลู่ ฝานข่าย จ้าวลั่วเฟิงต่างก็พากันมาถึง แล้ว ส่วนผู้นำของห้าสำนักสามตระกูลในดินแดนพง ฟ้าอย่างจงหลีเจียน ต่งฉีซงต่างก็ถูกบีบให้ต้องรีบรุด มาเช่นกัน สามกลุ่มอิทธิพลใหญ่ของดินแดนพงฟ้ายังรีบมา รวมตัวกันอยู่ในอาณาจักรวอหลิวรออยู่ก่อนแล้วด้วย “พละกำลังของสำนักบุกเบิกฟ้าในเวลานี้ไม่ได้น่ากลัว เท่าไหร่นัก” บุตรวิญญาณโลหิตอยู่ในตำหนักของ สำนักอักขระเทพ ปราณแห่งเลือดลมเข้มข้นที่อยู่ใน ร่างถูกเก็บไว้มิดเม้นไม่เปิดเผยออกมาแม้แต่น้อย
สีหน้าของเขามืดทะมึน ดวงตาแดงฉานราวกับสีเลือด “จินกู่โถวถัวอะไรนั่นขอบเขตเท่าเทียมกับข้า ก็แค่ แดนเอตทัคคะช่วงท้ายเท่านั้น ข้ามั่นใจว่าจะเอาชนะ เขาได้” “อย่าวู่วาม” เซี่ยเชียนเอ่ยปลอบใจ “จินกู่โถวถัวไม่ใช่ คนที่ร้ายกาจอย่างแท้จริงของสำนักบุกเบิกฟ้า หากลง มือกับจินกู่โถวถัว หลังจากนี้คงไม่มีทาง ประนีประนอมกันได้อีกแล้ว” “โหยวฉีเมี่ยว ต้วนหงเหวิน…” ต่งลี่หรี่ตา ปราณมืด ดำแผ่ออกมาจากร่างของนางประหนึ่งเทพธิดาแห่ง ความดำมืด ข้างเท้ายังมีเต่าทมิฬตัวนั้นนอนหมอบอยู่ อย่างเกียจคร้าน สายตาของนางจ้องนิ่งไปยังเรือรบ ทางช้างเผือกลำใหญ่ที่จอดอยู่นอกอาณาจักรวอหลิว พลางกล่าวว่า “แดนเทพเจ้าสองคนนั่นต่างหากถึงจะ ไม่ธรรมดาอย่างแท้จริง ก็ไม่รู้ว่าพวกเขาจะมาตอน
ไหน” “ตอนนี้ยังอยู่ห่างจากเวลาที่กำหนดอีกประมาณสอง สามวันกระมัง” หัวมู่ถอนหายใจ “เนี่ยเทียนไปที่ดิน แดนหุบน้ำแข็ง ไม่มีข่าวคราวส่งมาเสียที พวกสำนัก อย่างวังเหน็บหนาวของดินแดนหุบน้ำแข็งก็พากัน ทรยศ จึงยากที่เราจะสืบข่าวได้ ทางฝ่ายของ พระราชวังโบราณสะเก็ดดาว เวลานี้ก็เอาตัวเองไม่ รอด ไม่มีแรงเหลือมาช่วยพวกเราแล้ว” “พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวยังเอาตัวเองไม่รอด เลย” เซี่ยเชียนกล่าว ทุกคนวิพากษ์วิจารณ์กันเบาๆ ต่างก็ไม่รู้ว่าเมื่อต้วนหง เหวินและโหยวฉีเหมี่ยวแห่งสำนักบุกเบิกฟ้ามาถึงแล้ว ควรจะจัดการเช่นไร หรือว่าพวกเขาจะต้องยอมสวามิภักดิ์ให้กับสำนัก บุกเบิกฟ้าจริงๆ?
หากไม่ยอมสวามิภักดิ์ แล้วใครจะเป็นคนทัดทานแดน เทพเจ้าสองคนของสำนักบุกเบิกฟ้า? “ตูม!” ริ้วคลื่นห้วงมิติที่ผิดปกขุมหนึ่งพลันซัดออกมาจากใน เรือรบทางช้างเผือกของสำนักบุกเบิกฟ้า “รองเจ้าสำนัก!” น้ำเสียงตะลึงระคนดีใจของจินกู่โถวถัวดังขึ้นมาจาก กลางอากาศสูง ผู้ฝึกลมปราณจำนวนมากของสำนัก บุกเบิกฟ้าต่างก็รอต้อนรับการมาเยือนของคนผู้นั้น อย่างนอบน้อม คนผู้นั้นสวมชุดคลุมยาว ผมสีเทายาวประบ่า เรือน กายสูงเพรียว เพียงเดินออกมาก้าวเดียวก็ออกนอก เรือรบมาหยุดยืนอยู่บนท้องฟ้าของอาณาจักรวอหลิว “อู้!”
ทันใดนั้นร่างของเขาก็สั่นสะท้านแล้วขยายใหญ่ไป ทีละคืบ พริบตาเดียวก็ขยายใหญ่เป็นพันเมตร เรือนกายใหญ่มหึมาล้อมวนไว้ด้วยกระแสอากาศสี เทาอมเหลือง ประกายแสงศักดิ์สิทธิ์เจิดจ้าสาดล้น ออกมาจากกายธรรมของเขา ทำให้โครงสร้างใต้ดิน ของอาณาจักรวอหลิวคล้ายจะเกิดการเปลี่ยนแปลง “กายธรรมแห่งเทพ! แดนเทพเจ้า!” “ต้วนหงเหวิน!” “พลังแห่งปฐพี!” ผู้ฝึกลมปราณมากมายที่มาจากสามดินแดนใหญ่ซึ่งอยู่ ในพื้นที่ต่างๆ ทั่วอาณาจักรวอหลิวเงยหน้ามองกาย ธรรมแห่งเทพที่ต้วนหงเหวินรองเจ้าสำนักบุกเบิกฟ้า ร่ายออกมาด้วยความเคารพเลื่อมใสจากใจจริง นอกจากสี่สำนักเก่าแก่แล้ว มีเพียงแค่สำนักอีกน้อย
นิดที่รากฐานลึกล้ำเท่านั้นถึงจะมีแดนเทพเจ้าปรากฏ ขึ้นมาได้ ส่วนสำนักบุกเบิกฟ้านั้น ไม่เพียงแต่มีแดนเทพเจ้า ยัง มีมากถึงสองท่าน! ต้วนหงเหวินแค่มาถึงก็ร่ายกายธรรมแห่งเทพออกมา นั่นก็เพราะต้องการข่มขวัญให้ผู้แข็งแกร่งทั้งหมดของ ทุกสำนักในสามดินแดนใหญ่อย่าได้เกิดใจคิดต่อต้าน ทำตัวว่าง่ายแต่โดยดี “แดนเทพเจ้า…” บุตรวิญญาณโลหิตที่ก่อนหน้านี้โหวกเหวกว่าจะลงมือ กับจินกู่โถวถัวพลันเงียบเสียงลงเพราะการมาถึงของต้ วนหงเหวินและกายธรรมแห่งเทพของเขาที่ร่าย ออกมา เขาชั่งน้ำหนักอยู่ในใจครู่หนึ่ง ด้วยตบะของเขาใน เวลานี้ ก่อนหน้าที่ยังไม่เลื่อนสู่แดนเทพเจ้า ก็ไม่มี
ความเป็นไปได้ที่เขาจะเอาชนะต้วนหงเหวินได้เลย “ตึง! ตึงๆๆ!” แสงศักดิ์สิทธิ์หลายเส้นถูกมือใหญ่ของต้วนหงเหวิ นโบกจนร่วงกราวลงมา ที่ตั้งของสำนักอักขระเทพ สำนักทองไพศาลและ สำนักภูเขาพันกระบี่มีผู้ฝึกลมปราณเขตวิญญาณสิบ กว่าคนและผู้อาวุโสตบะแดนว่างเปล่าที่พอแสง ศักดิ์สิทธิ์โจมตีลงมาก็รู้สึกเหมือนถูกภูเขาสูงหมื่นจั้ง กลบทับ! โครงกระดูกและเลือดสดของคนเหล่านั้นสาดกระเซ็น แล้วร่วงเผละลงพื้นราวกับชิ้นแตงโม “รองเจ้าสำนักต้วน!” เซี่ยเชียนแห่งสำนักจันทราวารีแผ่ตบะแดนเอตทัคคะ ออกมาครอบคลุมไปทั่วฟ้าพลางตวาดกร้าว “เจ้าทำ อย่างนี้หมายความว่าอย่างไร? ยังไม่ถึงเวลาที่กำหนด
ผู้นำของแต่ละสำนักต่างก็ทยอยกันมาเยือน เหตุใด เจ้าต้องลงมือฆ่าคนก่อนด้วย?!” คนที่อยู่เบื้องล่างที่เนื่องจากญาติและสหายตายไป ต่างก็เงยหน้ามองต้วนหงเหวินที่สำแดงอำนาจของ แดนเทพเจ้าอยู่บนท้องฟ้าอย่างเจ็บแค้น “เซี่ยเชียน…” ต้วนหงเหวินหลุดหัวเราะพรืด กายธรรมแห่งเทพ ขนาดมหึมาพลันเปลี่ยนแปลงกลายมาเป็นภูเขาเทพ สูงหมื่นจั้งที่คล้ายของจริง อานุภาพแห่งภูเขาเทพยิ่งใหญ่ไพศาล ทำให้คนเพียง แค่มองก็รู้สึกต่ำต้อย ยอดภูเขาเทพมีแสงศักดิ์สิทธิ์พร่างพราวสาดส่องลงมา แทรกซึมเข้าสู่แดนเอตทัคคะที่เป็นธาตุน้ำของ เซี่ยเชียน เซี่ยเชียนแผดเสียงร้องประหลาด ใช้พลังวิญญาณ
ทั้งหมดที่มีอยู่ในร่างมาทานรับ ทว่าเรือนกาย รวมถึง แดนเอตทัคคะของเขาก็ยังมิอาจต้านทาน ถูกกด กำราบลงมาจากกลางอากาศทีละนิดจนร่วงลงมาสู่ที่ เดิม ไม่นาน เซี่ยเชียนก็ไม่เพียงแต่ร่วงลงบนพื้น แดน เอตทัคคะยังถูกเก็บคืน เอวของเขาถูกหักงอให้อยู่ใน ท่าโค้งตัว ใบหน้าของเซี่ยเชียนเต็มไปด้วยความอัปยศอดสู “อืม เจ้าควรจะพูดกับข้าด้วยท่าทางเช่นนี้มากกว่า” เสียงของต้วนหงเหวินดังออกมาจากภูเขาเทพนั้น เบาๆ “ทำไมถึงเปิดฉากสังหาร? นั่นก็เพราะว่าคน เหล่านั้นวิพากษ์วิจารณ์ข้าด้วยถ้อยคำที่ทำให้ข้า ระคายหู พวกเขามาล่วงเกินข้าเอง” เลือดลมของบุตรวิญญาณโลหิตที่ถูกเก็บไว้พลันไหล บ่าออกมาราวกระแสน้ำหลาก
หมอกเลือดแดงฉานพลันแผ่ออกมา ระดับความ เข้มข้นนั้นเหมือนกับพลังงานของทะเลเลือดลมชน ต่างเผ่า ทำให้คนมากมายที่ได้เห็นต่างแสดงสีหน้าตก ตะลึง “เอ๊ะ ยังมีแดนเอตทัคคะช่วงท้ายอีกคนหนึ่ง” น้ำเสียงตกตะลึงของต้วนหงเหวินดังครืนครั่นมาแต่ ไกล “คนของสำนักวิญญาณโลหิต นึกไม่ถึงเลยว่า สำนักนี้จะยังมีผู้สืบทอดเหลืออยู่บนโลกอีก” “สยบ!” อักขระนับหมื่นตัวกะพริบพร่างพราวออกมาจากภูเขา เทพที่จำแลงจากกายธรรมแห่งเทพของต้วนหงเหวิน เมื่อภูเขาเทพถูกจุดประกายด้วยอักขระเทพลึกลับ ตัว ภูเขาก็มีสัจธรรมความลี้ลับแห่งพลังปฐพีก่อตัวขึ้นมา บุตรวิญญาณโลหิตแผดเสียงคำรามยาว เตรียมจะ ทะยานตัวขึ้นฟ้า แต่กลับสัมผัสได้ทันทีว่ามีภูเขาลูก
ยักษ์กดทับลงมาบนกระดูกสันหลัง กดทับลงมาบน แดนเอตทัคคะของเขา “ตูม!” เขาเองก็ไม่สามารถต้านทานได้นานนัก แดน เอตทัคคะสีเลือดแดงฉานปลิวสลายดั่งสายหมอก เขาเองก็ถูกบีบให้โค้งตัวเหมือนกับเซี่ยเชียน ต้องใช้ ท่วงท่าที่น่าอัปยศมาเผชิญหน้ากับต้วนหงเหวินแห่ง สำนักบุกเบิกฟ้า “แดนเอตทัคคะช่วงท้ายสองคน น่าจะเป็นกองกำลัง ที่แข็งแกร่งที่สุดของบุตรแห่งดวงดาวคนนั้นแล้ว กระมัง?” ต้วนหงเหวินแค่นเสียงเย็น ภูเขาเทพ แปรเปลี่ยนมาเป็นกายธรรมอีกครั้ง ทวยเทพบุพกาล ตนหนึ่งก้มหน้าลงมองทุกคนที่อยู่เบื้องล่าง “ยังมีใคร ที่จะท้าทายบารมีแห่งเทพของสำนักบุกเบิกฟ้าเราอีก ไหม? คำพูดไม่น่าฟังเอามาพูดกันก่อน แดนเอตทัคคะ
ยังมีประโยชน์ต่อพวกเรามาก แต่หากต่ำกว่าแดน เอตทัคคะลงไป ข้าจะลงมือสังหารทันที” เซี่ยเชียนและบุตรวิญญาณโลหิตที่แข็งแกร่งที่สุดยัง ถูกบีบให้ต้องโค้งตัว ก้มหน้า บุตรวิญญาณโลหิตร้องครวญคราง ใช้พลังวิญญาณ แห่งเลือดที่มากไพศาลอีกครั้ง แต่ก็ยังไม่สามารถยืด ตัวขึ้นได้ กายธรรมแห่งเทพของต้วนหงเหวินมองเขาด้วยความ ฮึกเหิม ทุกครั้งที่เขาพยายามต่อต้านจนเหมือนจะ หยัดตัวขึ้นได้ ต้วนหงเหวินก็จะโบกมือปล่อยอักขระ มากกว่าเดิมมากำราบบุตรวิญญาณโลหิตอีกครั้ง “อย่าเปลืองแรงเปล่าเลย ทำแบบนี้มีแต่จะสิ้นเปลือง พลังวิญญาณแห่งเลือดของเจ้าเท่านั้น” จิ่งเฟยหยา งแห่งสำนักอักขระเทพถอนหายใจ กล่าวว่า “คาดไม่ ถึงว่ารองเจ้าสำนักบุกเบิกฟ้าผู้นี้จะเชี่ยวชาญเวทแห่ง
อักขระเช่นนี้ พลังที่แฝงเร้นอยู่ในอักขระเหล่านั้นล้วน มาจากเทือกเขายักษ์นับหมื่นที่ถูกเขาชุบหลอมมาให้ กลายเป็นอักขระ” “อักขระทุกตัวอาจจะดูเล็ก แต่กลับมีน้ำหนักหลาย ร้อยล้านจิน หากที่โดนอักขระกดกำราบไม่ใช่เจ้า และเซี่ยเชียน แต่เป็นอาณาจักรวอหลิว” “แม้แต่อาณาจักรวอหลิวเองก็อาจต้านรับไม่ไหว ใต้ ดินอาจจะระเบิดออกมาได้” บุตรวิญญาณโลหิตกัดฟันหน้าแดงก่ำ ร้องคำรามแหบ โหยราวกับเสียงร้องของสัตว์ที่ถูกกักขัง “ข้าไม่ยอม! รอให้ข้าเลื่อนสู่แดนเทพเจ้า มีขอบเขตเท่ากับเขา เมื่อไหร่ ข้าจะต้องทำให้เขารู้สำนึกว่าเวทลับของ สำนักวิญญาณโลหิตข้าก็สามารถทำให้เขาหายใจไม่ ออกได้เหมือนกัน!” ผู้ฝึกลมปราณหลายคนของสามดินแดนเห็นภาพ
เหตุการณ์นี้ต่างก็ก้มหน้า ทอดถอนใจไม่หยุด แม้แต่ต่งลี่ก็ยังพูดเกลี้ยกล่อมบุตรวิญญาณโลหิต และเซี่ยเชียน ไม่ให้พวกเขาต่อต้าน อะไรที่ยอมได้ก็ ยอมไปก่อน ไม่จำเป็นต้องไปฝืนต่อต้านต้วนหงเหวิน “พวกเจ้าสองคนยอมสวามิภักดิ์ต่อบุตรแห่งดวงดาว คนที่เจ็ดได้อย่างไร ข้าล่ะไม่เข้าใจจริงๆ” เสียงของต้ วนหงเหวินดังขึ้นอีกครั้ง “ตามความเห็นข้า หลังจาก ที่เจ้าสำนักของข้ามา พวกเจ้าควรเป็นฝ่ายนั่งคุกเข่า อ้อนวอนด้วยความซื่อสัตย์ ยอมมาเป็นคนของสำนัก บุกเบิกฟ้าเราซะ” “พวกเจ้าสองคนมีคุณสมบัติที่จะกลายเป็นผู้อาวุโส ของสำนักบุกเบิกฟ้าเรา วันหน้ารอให้สำนักบุกเบิกฟ้า กลายเป็นสำนักเก่าแก่เมื่อไหร่ บางทีอาจจะช่วยให้ พวกเจ้าเลื่อนสู่แดนเทพเจ้าก็เป็นได้” “อะไรที่เนี่ยเทียนให้พวกเจ้าได้ สำนักบุกเบิกฟ้าของ
พวกเราให้ได้มากยิ่งกว่า เพราะอย่างไรซะพระราชวัง โบราณสะเก็ดดาวที่เขาพึ่งพาก็เริ่มถดถอยเสื่อม อำนาจลงแล้ว” ต้วนหงเหวินไม่ได้ลงมือสังหารพวกเขาก็เพราะ ต้องการให้บุตรวิญญาณโลหิต เซี่ยเชียนและพวกแดน เอตทัคคะกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของสำนักบุกเบิกฟ้า เพิ่มพลังการต่อสู้ที่แข็งแกร่งให้แก่สำนัก เขตวิญญาณและแดนว่างเปล่าที่เขาสังหารไป เขา เห็นว่ามีอยู่ทั่วทุกมุมในโลก ไอ้ที่ตายก็ตายไป ไม่มีค่า พอให้พูดถึง “เนี่ยเทียน เนี่ยเทียนจะมาเมื่อไหร่?” “เขาจะกลับมาหรือไม่?” “ทางฝ่ายของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวจะมีคนมา ดินแดนพงฟ้าของพวกเราหรือเปล่า? หรือว่าจะปล่อย ให้สำนักบุกเบิกฟ้ารังแกพวกเราอยู่อย่างนี้?”
ผู้ฝึกลมปราณของสามดินแดนที่อยู่เบื้องล่างพึมพำกัน เบาๆ บางคนไม่กล้าแม้แต่จะเปิดปาก ได้แต่บ่นพึมอยู่ในใจ “ฟิ้ว!” นอกอาณาจักรวอหลิว มีรอยแยกห้วงมิติอีกเส้นหนึ่ง ถูกแหวกให้เปิดออก “ครืนๆๆ!” เสียงกัมปนาทราวแก้วหูจะดับดังออกมาจากรอยแยก ห้วงมิติทำให้ต้วนหงเหวินตะลึงพรึงเพริด เขามองจินกู่โถวถัวพลางถามอย่างแปลกใจ “สำนัก เรายังมีเรือรบลำอื่นเดินทางมาที่นี่อีกไหม? ในเมื่อมี ค่ายกลนำส่ง พวกเราก็ไม่จำเป็นต้องอาศัยรอยแยก ห้วงมิติที่ยุ่งยากนี้นี่นา” “น่าจะไม่มีเรือรบลำอื่นแล้ว” จินกู่โถวถัวเองก็ไม่
เข้าใจเหมือนกัน และเวลานี้ เรือยักษ์สีเงินยวงลำหนึ่งก็ค่อยๆ ปรากฏ ออกมาจากรอยแยกห้วงมิติเส้นที่ปริแตกในที่สุด ซึ่ง เรือลำนี้ใหญ่กว่าเรือของสำนักบุกเบิกฟ้าที่จอดอยู่เสีย อีก “วังพิสุทธิ์เร้นลับ!” ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 43 บทที่ 1263 เยื้องกรายมาเยือน
ผู้ฝึกลมปราณของสำนักบุกเบิกฟ้าพากันร้องอุทาน ตกใจ ต้วนหงเหวินและพวกแดนเอตทัคคะอย่างจินกู่โถวถัว ก็ขมวดคิ้ว สีหน้าไม่สบอารมณ์ “ตามการแบ่งที่ตกลงกันไว้ ดินแดนดาวตก ดินแดน พงฟ้าและดินแดนปราการดวงดาวเกี่ยวข้องกับวัง พิสุทธิ์เร้นลับด้วยรึ?” ต้วนหงเหวินแค่นเสียงเบาๆ ก่อนจะเอ่ยถามจินกู่โถวถัว “หรือจะบอกว่าเจ้าเชื้อ เชิญให้วังพิสุทธิ์เร้นลับมาลงมือร่วมกันที่นี่?” “มิกล้า!” จินกู่โถวถัวรีบส่ายหน้าพลางอธิบาย “ข้าไม่ เคยไปมาหาสู่กับคนของวังพิสุทธิ์เร้นลับเป็นการ ส่วนตัว! ด้วยกองกำลังของข้าในสำนักบุกเบิกฟ้า คิด จะยึดครองสามดินแดนใหญ่นี้ก็เป็นเรื่องง่าย และมี
โอกาสชนะถึงเก้าส่วน เหตุใดยังต้องไปข้องเกี่ยวกับวัง พิสุทธิ์เร้นลับด้วย?” ต้วนหงเหวินคิดตามก็รู้สึกว่าจินกู่โถวถัวไม่น่าจะเบา ปัญญาถึงเพียงนั้น ในเมื่อวังพิสุทธิ์เร้นลับไม่ได้ถูกฝ่ายของพวกเขาเชิญ มา แล้วจู่ๆ อีกฝ่ายมาเยือนที่นี่ทำไม? ต้วนหงเหวินคิดไม่ตกขึ้นมาอีกครั้ง “เรือรบทางช้างเผือกลำนั้นเป็นของสำนักบุกเบิกฟ้า อีกหรือ? หรือว่าเจ้าสำนักบุกเบิกฟ้าโหยวฉีเหมี่ยว เดินทางมา?” ต่งลี่ขมวดคิ้ว หันไปถามจิ่งเฟยหยาง และฉวีหมิงเต๋อ “เป็นของวังพิสุทธิ์เร้นลับ!” เซี่ยเชียนที่ยังถูกสยบให้ โค้งตัวเงยหน้าขึ้นมองเรือยักษ์สีเงินยวงลำนั้นด้วย ความยากลำบาก ก่อนจะพูดอย่างสิ้นหวังว่า “เรือลำ นี้มีชื่อว่า ‘เรือเทพเงินพิสุทธิ์เร้นลับ’ นั่นคือเรือรบ
ทางช้างเผือกที่เจ้าวังพิสุทธิ์เร้นลับใช้เวลาออก เดินทางออกไปข้างนอกโดยเฉพาะ!” “เรือเทพเงินพิสุทธิ์เร้นลับ!” ผู้ฝึกลมปราณสำนักจันทราวารีที่เดินทางมาพร้อม กับเซี่ยเชียนพากันร้องอุทานเสียงหลง “เรือรบทางช้างเผือกลำนี้ เล่าลือกันว่าเจ้าวังคนหนึ่ง ของวังพิสุทธิ์เร้นลับใช้เวลานับพันปีเพื่อสร้างมัน ขึ้นมา ตัวเรือสลักค่ายกลเอาไว้นับไม่ถ้วน และหล่อ หลอมขึ้นด้วยเงินและทองแดงหลากหลายชนิดซ้ำ แล้วซ้ำเล่า” ผู้ฝึกลมปราณคนหนึ่งของสำนักจันทราวารีอธิบายให้ ทุกคนฟังด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด “เมื่อนำเรือเทพเงินพิสุทธิ์เร้นลับมาใช้กับเวทลับ หลากหลายชนิดของวังพิสุทธิ์เร้นลับจะสามารถทำ การโจมตีได้อย่างยอดเยี่ยม ค่ายกลมากมายที่อยู่บน
ตัวเรือก็มีพลังการป้องกันที่แข็งแกร่ง ว่ากันว่าแม้แต่ การโจมตีของครึ่งเทพช่วงกลางก็ยังสามารถต้านรับ ได้!” เมื่อได้ยินประโยคนี้ ผู้ฝึกลมปราณของดินแดนดาวตก ดินแดนพงฟ้าและดินแดนปราการดวงดาวก็ยิ่งสิ้น หวัง แค่สำนักบุกเบิกฟ้าแห่งเดียวก็ทำให้พวกเขาร้อนใจจะ เป็นจะตาย ไม่มีพลังใดๆ ให้ต้านทานอยู่แล้ว แล้ว ทำไมจู่ๆ ถึงมีวังพิสุทธิ์เร้นลับเข้ามาเพิ่มอีก? “หรือว่าพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวจะกลายมาเป็น เป้าเล่นงานของทุกคนจริงๆ?” “สำนักบุกเบิกฟ้า วังพิสุทธิ์เร้นลับ แล้วยังมีสำนักที่ แข็งแกร่งอะไรอีกที่คิดจะฮุบกลืนดินแดนภายใต้การ ปกครองของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว?” “พวกเราควรจะไปอยู่ที่ไหนกันดี?”
เสียงคร่ำครวญดังขึ้นมาในสมองและในใจของทุกคน ไม่ขาด ผู้แข็งแร่งแดนว่างเปล่าและแดนเอตทัคคะของแต่ละ สำนักมีสีหน้าหนักอึ้ง แต่ละคนหวาดหวั่นไม่เป็นสุข ทั้งยังเริ่มพิจารณาถึงทางถอยเอาไว้แล้วด้วย “อู้!” อวี๋ซู่อิงแห่งวังพิสุทธิ์เร้นลับเดินออกมาจากเรือยักษ์สี เงินช้าๆ ด้วยท่วงท่าสง่างาม “เจ้าวังอวี๋ วังพิสุทธิ์เร้นลับของพวกเจ้ามาที่นี่ด้วย สาเหตุใด?” ต้วนหงเหวินเดินขึ้นมารับหน้าพลางเอ่ย ถามด้วยสีหน้าประหลาดใจ “ตามที่ตกลงกันไว้ พื้นที่ ที่วังพิสุทธิ์เร้นลับของพวกเจ้าจะไปโจมตีไม่ใช่ที่นี่ ไม่ใช่หรือ?” อวี๋ซู่อิงไม่ได้ตอบทันที แต่กวาดตามองไปด้านล่าง สิ่งที่ปรากฏอยู่ในสายตาของนางเวลานี้คือภาพสีหน้า
หนักอึ้ง สิ้นหวังและร้อนใจของผู้ฝึกลมปราณจากสาม ดินแดน และยังมีคนไม่น้อยที่ร้องไห้คร่ำครวญอยู่ รอบๆ ศพหลายศพ “มีคนถูกสำนักบุกเบิกฟ้าของพวกเจ้าสังหารแล้วรึ?” อวี๋ซู่อิงถาม กายธรรมแห่งเทพของต้วนหงเหวินพลันหดลง กลาย มามีสภาพเป็นคนปกติ ยามที่เขาเก็บกายธรรมแห่งเทพลงไป บุตรวิญญาณ โลหิตและเซี่ยเชียนแห่งสำนักจันทราวารีก็รู้สึกว่าแรง กดดันที่ทำให้พวกเขาหายใจไม่ออกพลันหายไป เกลี้ยงไม่มีเหลือ คนทั้งสองกลับมาเคลื่อนไหวได้เป็นปกติอีกครั้ง “หากไม่ฆ่าคนซะบ้าง จะสยบขวัญพวกเขาได้ อย่างไร?” ต้วนหงเหวินกล่าวอย่างไม่แยแส “เจ้า วังอวี๋ พวกเราปรึกษากันเรียบร้อยนานแล้วว่าดินแดน
ดาวตก ดินแดนพงฟ้าและดินแดนปราการดวงดาว จะต้องเป็นของเชลยศึกของสำนักบุกเบิกฟ้าเรา ไม่ว่า วังพิสุทธิ์เร้นลับของพวกเจ้ามาที่นี่ด้วยสาเหตุอันใด ก็ ควรรีบจากไปโดยไว” “โอ้!” ในลูกตาดำของบุตรวิญญาณโลหิตที่ฟื้นคืนกลับมา เป็นปกติมีสายฟ้าสีเลือดพุ่งผ่าน เขาหันไปมองเรือยักษ์สีเงินยวงลำนั้นด้วยความแปลก ใจ ก่อนที่สีหน้าจะเต็มไปด้วยความรอคอย “มีอะไรหรือ?” ต่งลี่ถามด้วยความสงสัย “ฟืดฟาดๆๆ!” ระหว่างที่พูดคุยกัน นางก็สังเกตเห็นว่าเต่าทมิฬที่อยู่ ข้างเท้าของนางหอบหายใจเสียงดัง และมีท่าทาง ลิงโลดร่าเริงผิดปกติ มันเองก็ชูคอขึ้นสูงจ้องมองไปยัง เรือยักษ์สีเงินลำนั้นเช่นกัน
หากไม่เป็นเพราะต่งลี่สัมผัสได้ถึงความผิดปกติจึงเอา มือกดมันไว้ เกรงว่ามันคงทะยานขึ้นฟ้าอย่างอดไม่ ไหวนานแล้ว “สัตว์ต่างเผ่าตัวนี้ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ” บุตรวิญญาณ โลหิตเอ่ยชื่นชม ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา อย่างถึงที่สุด “นึกไม่ถึงเลยว่ามันจะสัมผัสได้ถึงปราณ ของผู้เป็นนายได้อย่างเฉียบไวขนาดนี้” “ไอ้หมอนั่นอยู่บนเรือรึ?” ต่งลี่พลันกระจ่างแจ้ง “ชู่ว์!” บุตรวิญญาณโลหิตทำมือบอกเป็นนัยไม่ให้ต่งลี่เอะอะ เสียงดังจนคนอื่นตกอกตกใจตามไปด้วย …… ด้านในเรือยักษ์สีเงิน ในห้องลับพิเศษที่หล่อหลอมขึ้นมาด้วยอโลหะเงิน
และแร่เงินอีกหลายสิบชนิดมีลายเส้นสีเงินอยู่หลาย ร้อยเส้น ลวดลายเหล่านั้นปลดปล่อยแสงสีเงินพร่าง พราวให้มารวมตัวกันอยู่ในลูกน้ำแข็งผลึกใสลูกหนึ่ง หันชิงนั่งอยู่ข้างๆ และใช้ปลายนิ้วคอยแตะสัมผัส ลูกน้ำแข็งอย่างต่อเนื่อง ในลูกน้ำแข็งสาดสะท้อนให้เห็นภาพเหตุกาณณ์ทั่วทุก มุมในอาณาจักรวอหลิว หรือแม้แต่ใบหน้าของผู้ฝึก ลมปราณที่มาจากดินแดนดาวตก ดินแดนพงฟ้าและ ดินแดนปราการดวงดาวซึ่งอยู่ในตำหนักของสำนัก อักขระเทพ สำนักทองไพศาลและสำนักภูเขาพัน กระบี่ก็ยังเห็นได้อย่างชัดเจน เนี่ยเทียน โม่เชียนฝานและอิ่นสิงเทียน รวมถึงรองเจ้า ตำหนักฉู่รุ่ยต่างก็มองไปที่ลูกน้ำแข็งนั้นอย่างสงบ “ห้องลับแห่งนี้ แม้แต่ปราณของแดนเทพเจ้าก็ยังถูก ตัดขาด” หันชิงมีสีหน้าลำพองใจ “อย่าว่าแต่
ต้วนหงเหวินเลย ต่อให้เป็นโหยวฉีเหมี่ยวเจ้าสำนัก บุกเบิกฟ้ามาเองก็ไม่สามารถสัมผัสได้ถึงการดำรงอยู่ ของพวกเจ้า” เนี่ยเทียนที่มองลูกน้ำแข็งค่อยๆ แผ่ปราณแห่งการ เข่นฆ่าที่เข้มข้นออกมาทีละนิด ทั่วทุกมุมในอาณาจักรวอหลิวล้วนมีแต่ศพเกลื่อน กลาด ผู้คนมุงล้อมศพร่ำไห้ ไม่จำเป็นต้องมองอย่าง ละเอียดเขาก็เข้าใจได้ว่าศพเหล่านั้นต้องเป็นฝีมือของ พวกสำนักบุกเบิกฟ้าแน่นอน แล้วนับประสาอะไรกับที่เสียงพูดคุยระหว่างต้วนหง เหวินกับอวี๋ซู่อิงดังกังวานขนาดนี้ พวกเขาที่อยู่ในห้อง ลับต่างก็ได้ยินกันอย่างชัดเจน “หลายปีมานี้ต้วนหงเหวินรับผิดชอบหน้าที่บุกเบิก ที่ดินให้แก่สำนักบุกเบิกฟ้า เขาเป็นคนที่ใช้วิธีการ อำมหิตโหดเหี้ยมมาโดยตลอด” ฉู่รุ่ยยืนเอามือไพล่
หลังพลางแค่นเสียงกล่าว “โหยวฉีเหมี่ยวปิดด่านอยู่ ตลอดทั้งปี ต้วนหงเหวินจึงเป็นผู้รับผิดชอบดูแลสำนัก บุกเบิกฟ้าในช่วงเวลาที่ยาวนาน ก่อนหน้านี้เวลาที่ต้ วนหงเหวินพบเจอข้าหรือเรือรบของพระราชวัง โบราณสะเก็ดดาวก็มักจะเลี่ยงไปไกล แต่คราวนี้…” “ฟิ้ว!” ลำแสงเส้นหนึ่งพลันทะยานจากทิศทางของสำนัก อักขระเทพขึ้นมาบนท้องฟ้า ลำแสงนั้นเป็นสีเหลืองทองอร่ามคล้ายหล่อขึ้นมาจาก ทอง แผ่ปราณที่ทำให้จินกู่โถวถัวตะลึงระคนแปลกใจ “เป็นปราณที่บริสุทธิ์ขนาดนี้เชียว!” แท่นดอกบัวสีทองพลันจำแลงออกมาจากลำแสงนั้น บนแท่นดอกบัว หวงจินหนันแห่งสำนักธาตุทองนั่งอยู่ นิ่งๆ บนร่างสวมเกราะศึกสีทองมองดูแล้วเต็มไปด้วย บารมีน่าเกรงขาม
“ข้าคือหวงจินหนันแห่งสำนักทองหนึ่งในสำนักห้า ธาตุ” เขาตวาดกร้าว เงยหน้ามองต้วนหงเหวิน และอวี๋ซู่อิงแห่งวังพิสุทธิ์เร้นลับอย่างไร้ซึ่งความกริ่ง เกรง “เนี่ยเทียน บุตรแห่งดวงดาวคนที่เจ็ดของ พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวคือสหายรักของข้า! วัง พิสุทธิ์เร้นลับและสำนักบุกเบิกฟ้าของพวกเจ้ามา สร้างความวุ่นวายในถิ่นของเขา แสดงว่าไม่เห็นแม้แต่ หน้าของสำนักห้าธาตุเรางั้นรึ?” “เทพบุตรสำนักทอง หวงจินหนัน!” “สหายรักของเนี่ยเทียน!” ทุกคนที่จำเขาได้ต่างก็ร้องเอะอะคล้ายมองเห็น ความหวังในชั่วพริบตา “อู้!” เปลวเพลิงร้อนแรงกลุ่มหนึ่งก็บินออกมาจากที่ตั้งของ สำนักอักขระเทพ เจ้าของเปลวเพลิงกลุ่มนั้นก็คือ
โหลวหงแยนแห่งสำนักไฟ “เนี่ยเทียนเคยมีบุญคุณกับ ข้า หวังว่าสำนักบุกเบิกฟ้าจะเห็นแก่หน้าของสำนักไฟ เรา ถอยออกไปจากที่นี่ซะ” “เนี่ยเทียนเคยช่วยให้ข้าฝ่าสู่แดนเอตทัคคะเช่นกัน” โหวชูหลันแห่งสำนักไม้ก็บินขึ้นมาจากพื้นที่เดียวกัน แล้วหันไปตะโกนใส่อวี๋ซู๋อิงกับต้วนหงเหวิน หวงจินหนัน โหลวหงแยนและโหวชูหลันคือเทพบุตร และเทพธิดาของสำนักทอง สำนักไฟและสำนักไม้ คือ บุคคลที่เป็นกองกำลังสำคัญของสำนักห้าธาตุ ผู้ฝึกลมปราณของดินแดนดาวตก ดินแดนพงฟ้าและ ดินแดนปราการดวงดาวที่เดิมทีสิ้นหวังไปแล้ว ตอนนี้ พลันตื่นเต้นขึ้นมาอีกครั้ง แม้แต่เนี่ยเทียนที่เดิมทีคิดจะพุ่งตัวออกไป แต่พอเห็น หวงจินหนัน โหลวหงแยนและโหวชูหลันปรากฎตัวใน ลูกน้ำแข็งก็พลันสงบใจลงได้ และในใจก็มีความอบอุ่น
ผุดขึ้นมาเสี้ยวหนึ่ง ในช่วงเวลาคับขัน การมาถึงของสหายรุ่นเดียวกันทั้ง สามคนนี้ทำให้เขาอุ่นใจขึ้นเยอะมาก “มีเพียงแค่พวกเขา ไม่มีประโยชน์อะไรหรอก” หันชิง แห่งวังพิสุทธิ์เร้นลับส่ายหน้าเบาๆ พลางกล่าวว่า “ขอบเขตของพวกเขาอ่อนแอเกินไป ต่อให้มาแล้วก็ ไม่มีประโยชน์อะไร ตามความเห็นข้า ต้วนหงเหวิ นแห่งสำนักบุกเบิกฟ้าอาจไม่เห็นแก่หน้าพวกเขาก็ เป็นได้” “แม้ว่าขอบเขตของพวกเขาสามคนจะยังไม่เลื่อนสู่ แดนเทพเจ้า ทว่าอาจารย์ของพวกเขาต่างก็เป็น บุคคลสำคัญของเผ่ามนุษย์นี่นา!” โม่เชียนฝานกล่าว “ตอนที่วังพิสุทธิ์เร้นลับของพวกเราตัดสินใจร่วมด้วย ก็ได้ข่าวมาแล้วว่าทั้งห้าท่านของสำนักห้าธาตุ รวมถึงชวีอี้แห่งลัทธิจิตตวิสุทธิ์และฉู่หยวนแห่งหอ
ทอดฟ้า บุคคลที่แข็งแกร่งที่สุดของเผ่ามนุษย์เหล่านี้ ต่างก็พากันไปยังสถานที่ลับแห่งหนึ่ง เหมือนว่าจะ ได้รับเชิญให้ไปพร้อมกัน” หันชิงอธิบาย “หมายความว่าอย่างไร?” เนี่ยเทียนตะลึงพรึงเพริด ฉู่รุ่ยและอิ่นสิงเทียนต่างก็รู้สึกแปลกใจ เห็นได้ชัดว่า ไม่เข้าใจเรื่องราวเหมือนกัน “แดนเทพเจ้าช่วงท้ายทุกคนของเผ่ามนุษย์ไม่มีทางที่ จะมาปรากฏตัวได้ในเวลาสั้นๆ นี้” หันชิงอธิบาย ฉู่รุ่ยตะลึง “แล้วทำไมพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว ของพวกเราถึงไม่ได้รับข่าวนี้?” “ข้าจะไปรู้ได้ยังไง?” หันชิงมองเขาด้วยความ ประหลาดใจ “สรุปก็คือตอนที่วังพิสุทธิ์เร้นลับของ พวกเราถูกเกลี้ยกล่อมให้ลงมือกับพวกเจ้า เราก็รู้แล้ว ว่าสำนักห้าธาตุ หอทอดฟ้าและลัทธิจิตตวิสุทธิ์จะไม่ สามารถเข้ามาก้าวก่ายกับการกระทำของพวกเราได้
อีกทั้งเมื่อผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดไม่อยู่ หากสามฝ่ายคิดจะ เข้ามาแทรกแซงก็ยังต้องชั่งน้ำหนักให้ดี” “มีเรื่องอะไรหรือใครกันแน่ที่ดึงตัวเหล่าผู้ที่แข็งแกร่ง ที่สุดของเผ่ามนุษย์ให้ออกไปจากฟ้าดินของเผ่ามนุษย์ ได้?” อิ่นสิงเทียนเองก็เริ่มหวาดหวั่นขึ้นมาบ้างแล้ว “ข้อนี้ข้าก็ไม่รู้แล้วล่ะ” หันชิงส่ายหน้า …… “เห็นแก่หน้าเทพบุตรเทพธิดาอย่างพวกเจ้าสาม คนน่ะรึ?” ต้วนหงเหวินที่อยู่บนท้องฟ้าของอาณาจักรวอหลิว หัวเราะร่า ก่อนจะกล่าวอย่างโอหัง “หากผู้ที่มาคือ อาจารย์ของพวกเจ้าสามคน ไม่ว่าท่านไหน ขอแค่พูด คำเดียว สำนักบุกเบิกฟ้าของเราย่อมจากไปทันทีโดย ไม่กล้าแม้แต่จะอยู่ต่อ” “น่าเสียดายที่คนที่มาเป็นเพียงแค่พวกเจ้า ไม่ใช่
อาจารย์ของพวกเจ้าสามคน” หยุดชะงักไปครู่ สีหน้าของต้วนหงเหวินก็เปลี่ยนมา เป็นเย็นชา กล่าวอย่างไม่เกรงใจว่า “เพราะเห็นแก่ หน้าของอาจารย์พวกเจ้าสามคน สำนักบุกเบิกฟ้าของ พวกเราถึงไม่คิดจะลงมือกับพวกเจ้า และนี่ก็ถือว่าเรา เห็นแก่หน้าของสำนักห้าธาตุแล้ว” หวงจินหนันมีสีหน้าตะลึง “สำนักบุกเบิกฟ้าโอหัง ขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่?” “นับตั้งแต่ที่พวกเราตัดสินใจว่าจะเข้ามาแทนที่ พระราชวังโบราณสะเก็ดดาว กลายมาเป็นสำนัก เก่าแก่แห่งใหม่ เราก็เป็นแบบนี้แล้ว” ต้วนหงเหวินก ล่าวอย่างจริงจัง “แค่พวกเจ้าน่ะหรือ?” โหลวหงแยนเองก็เริ่มโมโห ขึ้นมาบ้างเหมือนกัน “แค่โหยวฉีเหมี่ยวน่ะรึ? ข้ารู้ว่า เขากลายเป็นแดนเทพเจ้าช่วงกลางแล้ว แต่นึกจริงๆ
หรือว่าเขาที่เป็นแดนเทพเจ้าช่วงกลางจะสามารถ ต่อกรกับอาจารย์ของเราคนใดคนหนึ่งได้? เขาจะท้า ทายชวีอี้และฉู่หยวนได้งั้นรึ?” โหวชูหลันเองก็เอ่ยแทรก “พวกเจ้าเชื่อจริงๆ หรือว่า จี้ชางและโม่เหิงแห่งพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวจะ ไม่กลับมาแล้ว? ไม่ว่าพวกเขาคนใด หากกลับคืน มายังดินแดนของเผ่ามนุษย์แล้วรู้ถึงสิ่งที่สำนักบุกเบิก ฟ้าพวกเจ้าทำลงไป พวกเจ้าเคยพิจารณาถึงผลลัพธ์ที่ จะตามมาบ้างไหม?” “ไม่จำเป็นต้องให้พวกเจ้ามาเป็นห่วง ในเมื่อพวกเรา กล้าทำก็ย่อมต้องพิจารณาทุกเรื่องไว้อยู่แล้ว” ต้วนหง เหวินแค่นเสียงกล่าว “แล้วพวกเจ้าเคยคิดไว้หรือไม่ว่า ต่อให้โหยวฉีเหมี่ยว มาเอง พวกเจ้าก็ยึดอาณาจักรวอหลิวไปไม่ได้ นั่นก็ยิ่ง ไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่คิดจะยึดครองพระราชวังโบราณ
สะเก็ดดาวเลย” ในที่สุดเสียงของเนี่ยเทียนก็ดังขึ้นมา จากในเรือยักษ์สีเงินยวง แสงดาวเปล่งประกายวาบ เขาและฉู่รุ่ยสองคนพลัน เผยตัว ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี
เล่มที่ 43 บทที่ 1264 ตราประทับฝ่ามือนภาหมู่ดาว!
“เนี่ยเทียน!” “คือเนี่ยเทียน!” คนของแต่ละสำนักที่ยืนอยู่บนพื้นดินอาณาจักรวอ หลิวต่างก็พากันไชโยโห่ร้องด้วยความยินดี ต่งลี่สูดลมหายใจเข้าลึก เรือนกายอรชรที่ห้อมล้อม ด้วยแสงสีดำขุ่นมัวค่อยๆ ลอยขึ้นทีละนิด “เนี่ยเทียนมาแล้ว!” เหล่าผู้แข็งแกร่งแดนเอตทัคคะอย่างจิ่งเฟยหยาง ฉวีหมิงเต๋อ เสวียนจื่อซวนพลันฮึกเหิม พวกเขารู้ดีว่าด้วยขอบเขตและตบะของเนี่ยเทียน หากคิดจะต่อกรกับแดนเทพเจ้าอย่างต้วนหงเหวินข
องสำนักบุกเบิกฟ้าถือว่ามีความต่างทางศักยภาพอยู่ ไกลโข แต่พวกเขาก็ยังรู้สึกว่า ขอแค่เนี่ยเทียนปรากฏ ตัว ปัญหาที่เกิดขึ้นในดินแดนดาวตก ดินแดนพงฟ้า และดินแดนปราการดวงดาวจะต้องได้รับการแก้ไข และคลี่คลายลงได้! ความเชื่อมั่นอย่างไร้เหตุผลเช่นนี้มาจากประสบการณ์ การต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับเนี่ยเทียนในหลายๆ ครั้ง! ทุกครั้งที่เดินเข้าสู่ทางตัน เนี่ยเทียนจะต้องพลิกกลับ สถานการณ์กลายมาเป็นฝ่ายคว้าชัยชนะได้เสมอ! นานวันเข้า พวกเขาจึงเกิดความศรัทธาเชื่อมั่นต่อเนี่ย เทียนอย่างไม่ลืมหูลืมตาไม่ต่างไปจากต่งลี่ “เนี่ยเทียน บุตรแห่งดวงดาวคนที่เจ็ด!” จินกู่โถวถัวแห่งสำนักบุกเบิกฟ้าแสยะปากหัวเราะ เสียงระคายหู “บุตรแห่งดวงดาวแล้วอย่างไร? มีตบะ
กระจอกเพียงเท่านี้ แต่กลับยังกล้าพาตัวมาตายที่นี่” “หุบปาก!” ต้วนหงเหวินตวาดเสียงดัง จินกู่โถวถัวตะลึงงัน ทันใดนั้นเขาก็สังเกตเห็นว่าสีหน้าของต้วนหงเห วินเคร่งเครียดผิดปกติ จินกู่โถวถัวพลันหันไปมองฉู่รุ่ยที่ร่างอ้วนใหญ่ซึ่งยืน เคียงข้างเนี่ยเทียนโดยอัตโนมัติ พอมองไปเขากลับค้นพบว่าเจ้าอ้วนที่อยู่เบื้องหน้ามี ขอบเขตที่ลึกล้ำเกินจะหยั่ง ขนาดตบะและสายตา ของเขาในเวลานี้ก็ยังยากที่จะวิเคราะห์ขอบเขตที่ แท้จริงของฉู่รุ่ยได้ในทันที “ร่างอ้วนฉุใหญ่โต มีพลังดวงดาวไหลเวียน หรือว่าจะ เป็น…” จินกู่โถวถัวพลันตัวสั่นด้วยความหวาดผวา ค่อยๆ
ถอยหนีเข้าไปหาเรือรบทางช้างเผือกของสำนัก บุกเบิกฟ้า “เป็นเขาเองหรือนี่! เขาไม่ได้ถูกปิงกู่ต้าจุน กำราบไว้ในดินแดนหุบน้ำแข็งหรอกหรือ?” บุคคลอย่างฉู่รุ่ย คนที่ได้พบเจอหรือสัมผัสกับเขามีไม่ มาก ทางฝ่ายของสำนักบุกเบิกฟ้าก็มีเพียงต้วนหงเห วินเท่านั้นที่รู้จัก จินกู่โถวถัวเพิ่งเลื่อนสู่แดนเอตทัคคะช่วงท้ายได้ไม่ นาน ก่อนหน้านี้เคยแต่เคลื่อนไหวอยู่ในดินแดน ดวงดาวที่ห่างไกล จึงไม่มีคุณสมบัติมากที่พอจะได้พบ หน้าฉู่รุ่ยตัวเป็นๆ ทว่าเขากลับเคยได้ยินคนอื่นพูดถึงหน้าตาและรูปร่าง ของฉู่รุ่ยรองเจ้าตำหนักพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว มาก่อน “เนี่ยเทียน! จินกู่โถวถัวผู้นี้นี่แหละที่พอมาถึง อาณาจักรวอหลิวก็ลงมือสังหารคนของพวกเรา
ทันที!” สีหน้าของเมิ่งหลีแห่งสำนักอักขระเทพยังคง ซีดขาว พอเห็นจินกู่โถวถัวถอยหนีก็ตะโกนขึ้นเสียงดัง ด้วยความเคียดแค้น “ข้าเองก็ถูกเขาทำให้บาดเจ็บ สาหัส จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่หายดี” “จินกู่โถวถัวแห่งสำนักบุกเบิกฟ้างั้นหรือ?” ฉู่รุ่ยรองเจ้าตำหนักเบ้ปาก ดวงตาทั้งคู่ที่คล้ายห่อหุ้ม ไว้ด้วยธารแสงดาวพลันหันไปมองจินกู่โถวถัว จินกู่โถวถัวตัวสั่นอย่างห้ามไม่ได้ “อู้!” กลุ่มดวงดาวที่พร่างพราวกลุ่มหนึ่งพลันก่อตัวขึ้นมา ในจุดลึกของตาซ้ายฉู่รุ่ยอย่างเงียบเชียบ ฉู่รุ่ยจ้องนิ่งไปที่จินกู่โถวถัว ดวงตาสองข้างของจินกู่โถวถัวพลันเปลี่ยนมาเป็นสี เหลืองอมทอง ในลูกตาดำของเขาก็มีกลุ่มแสงดาว
แบบเดียวกับของฉู่รุ่ยนาบฝังไว้ด้านใน จินกู่โถวถัวพลันเอามือกุมหัวแล้วร้องโหยหวนด้วย ความเจ็บปวด รูจมูกและใบหูของเขามีลิ่มเลือดสดๆ ไหลทะลักออกมา ในลิ่มเลือดเหล่านั้นมีแสงดาวพร่างพราวปะปนไป ด้วยคราบเลือด ระหว่างที่เลือดหลั่งรินลงมาก็เหมือน มีใบมีดแหลมคมที่กรีดเถือชั้นผิวหนังของจินกู่โถวถัว “ปัง!” แสงสีทองสีเหลืองสว่างจ้าหลายชั้นล้วนไม่สามารถ ต้านทานเมล็ดแสงดาวแวววาวเหล่านั้นได้ และแสงสี ทองก็พลันสลายหายวับไปในบัดดล “ครืนๆๆ! ครืนๆๆ!” มหาสมุทรสีทองผืนหนึ่งซึ่งเป็นมหาสมุทรจิตวิญญาณ ของจินกู่โถวถัว
บัดนี้มหาสมุทรสีทองผืนนั้นถูกกลุ่มแสงดาวพร่าง พราวกลบทับ เวทคาถาที่อยู่ในกลุ่มแสงดาวส่งเสียง อึกทึก เวทลับทางจิตวิญญาณมากมายนับไม่ถ้วนก่อ ตัวขึ้นมาเป็นโซ่ดวงดาวประหนึ่งสายเชือกที่เชื่อมโยง กับธารดวงดาวซึ่งพกพาเอาสัจธรรมแห่งวิถีดวงดาวที่ ยิ่งใหญ่ และความลับของการก่อกำเนิดดินแดนให้ พันธนาการ กักขัง กรีดทำลายมหาสมุทรสีทองผืน นั้น! จิตวิญญาณที่แท้จริงกลุ่มหนึ่งของจินกู่โถวถัวถูกโซ่ ดวงดาวหลายเส้นรัดพัน เมื่อแสงดาวเปล่งวาบผ่าน จิตวิญญาณที่แท้จริงกลุ่มนั้นก็ตัวสั่นด้วยความ หวาดกลัวคล้ายถูกสายฟ้าฟาด จิตวิญญาณที่แท้จริงค่อยๆ หดเล็กลงและสลาย กลายเป็นเถ้าถ่านไปอย่างช้าๆ มหาสมุทรแสงสีทองผืนนั้นที่เนื่องจากโดนเวทลับทาง
จิตวิญญาณของฉู่รุ่ย และโดนโซ่ดวงดาวโบยตีก็ ระเหยกลายเป็นไอ อำนาจจิต ความทรงจำทางจิต วิญญาณ ประสบการณ์ในชีวิต ตราประทับทุกอย่าง ของจินกู่โถวถัวล้วนค่อยๆ สลายหายไปช้าๆ “พรวด!” จินกู่โถวถัวกระอักเลือดสดออกมาหนึ่งคำ ยังไม่ทันได้ หนีเข้าไปในเรือรบของสำนักบุกเบิกฟ้าก็หัวทิ่มลงไป กองกับพื้น ไม่สามารถลุกขึ้นมายืนได้อีก “ว่านโถวถัว!” คนของสำนักบุกเบิกฟ้าพากันมาล้อมอยู่รอบกายเขา แล้วร้องเรียกชื่อเสียงดัง แต่เขากลับไม่ตอบสนองแม้แต่น้อย “แดนเอตทัคคะช่วงท้ายประเภทนี้ช่างอ่อนแอจนน่า สงสาร” ฉู่รุ่ยวิจารณ์ด้วยน้ำเสียงเกียจคร้านพลางส่าย หัวกล่าวว่า “ขนาดบุตรวิญญาณโลหิตที่เป็นลูกน้อง
เนี่ยเทียนก็ยังเทียบไม่ติด แต่กลับบังอาจอ้างชื่อของ สำนักบุกเบิกฟ้ามาทำตัวโอหังอยู่ในดินแดนพงฟ้า” ดูจากการวิเคราะห์ของเขา ศักยภาพของจินกู่โถวถัวสู้ บุตรวิญญาณโลหิตและผู้เฒ่าประหลาดที่มีชีวิตอยู่มา เกือบสามหมื่นปีอย่างอิ่นสิงเทียนไม่ติดเลยแม้แต่น้อย เขาเป็นแดนเทพเจ้าช่วงกลาง หากคิดจะสังหารแดน เอตทัคคะช่วงท้ายอย่างจินกู่โถวถัว ความหวังที่จิต วิญญาณของอีกฝ่ายจะหนีรอดไปได้ย่อมจบสิ้นลงไป ด้วย “จินกู่โถวถัวตายทั้งอย่างนี้น่ะหรือ?” “ท่านผู้นั้น ท่านผู้นั้นคือ?” “รองเจ้าตำหนักพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว ฉู่รุ่ย!” “คือรองเจ้าตำหนัก! พระราชวังโบราณสะเก็ดดาว ไม่ได้ทอดทิ้งพวกเรา รองเจ้าตำหนักเป็นแดนเทพเจ้า ช่วงกลาง!”
เสียงไชโยโห่ร้องพลันระเบิดขึ้นหลังจากการตายของ จินกู่โถวถัว ต้วนหงเหวินรองเจ้าสำนักบุกเบิกฟ้าที่ตั้งแต่ต้นจนถึง ตอนนี้ได้แต่มองฉู่รุ่ยลงมือ มองฉู่รุ่ยใช้เวทลับจิต วิญญาณทำให้มหาสมุทรจิตวิญญาณของจินกู่โถวถัว ระเหย และสังหารจิตวิญญาณที่แท้จริงของอีกฝ่ายทิ้ง ต้วนหงเหวินไม่ได้ลงมือ แล้วก็ไม่ได้เอ่ยห้ามปราม เขายืนนิ่งไม่ขยับ สีหน้าเคร่งเครียดอย่างถึงที่สุด ดวงตามีประกายแสงเปล่งวูบวาบคล้ายกำลัง ใคร่ครวญว่าควรจะรับมือกับสถานการณ์ตรงหน้านี้ อย่างไรดี “เจ้าวังอวี๋…” เขาใช้สายตาขอความช่วยเหลือมองไปยังอวี๋ซู่อิงแห่ง วังพิสุทธิ์เร้นลับ ความไม่เข้าใจอัดแน่นอยู่เต็มหัวใจ อวี๋ซู่อิ่งยักไหล่ด้วยท่าทางสง่างาม ริมฝีปากอวบอิ่ม
ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มที่สั่นคลอนใจคน “เจ้าเองก็เห็นแล้ว ว่า เนี่ยเทียนบุตรแห่งดวงดาวคนที่เจ็ดและรองเจ้า ตำหนักฉู่รุ่ยต่างก็เดินออกมาจากเรือเทพเงินพิสุทธิ์ เร้นลับของพวกเรา วังพิสุทธิ์เร้นลับของพวกเรามีท่าที อย่างไร เจ้าก็น่าจะเข้าใจชัดเจนแล้วกระมัง?” “ข้าไม่เข้าใจ!” ต้วนหงเหวินคำรามกร้าว “ไม่เข้าใจว่าทำไมวังพิสุทธิ์เร้นลับของพวกข้าถึงไม่ได้ ทำตามสัญญาโดยการกำราบพวกจู่กวางเหย้าไว้ที่ดิน แดนหุบน้ำแข็งอย่างนั้นหรือ?” อวี๋ซู่อิงถาม “สำนักหนึ่งที่กำลังเสื่อมถอย เหตุใดวังพิสุทธิ์เร้นลับ ของพวกเจ้าถึงไม่รู้อะไรควรไม่ควร ทำไมต้องเข้ามา ข้องเกี่ยวกับพวกเขาด้วย?” ต้วนหงเหวินตะคอก “ต่อให้ฉู่รุ่ยหลุดพ้นจากการพันธนาการของปิงกู่ต้า จุนมาได้ แต่แล้วจะอย่างไร? สถานการณ์ของ พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวจะคลี่คลายได้เพราะ
ฉู่รุ่ยคนเดียวจริงๆ น่ะหรือ?” “เจ้าวังอวี๋ เจ้าน่าจะรู้ดีว่า นอกจากสำนักบุกเบิกฟ้า ของเราและวังพิสุทธิ์เร้นลับของพวกเจ้าแล้ว ก็ยังมี สำนักอื่นๆ ที่ลงมือเช่นกัน!” “ฉู่รุ่ยจะมีเรี่ยวแรงอะไรมาเปลี่ยนแปลงชะตากรรมที่ ถูกกำหนดไว้แล้วของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว?” เขาไม่เข้าใจ! “ที่วังพิสุทธิ์เร้นลับของพวกเราเลือกเช่นนี้ ไม่ใช่แค่ เพราะฉู่รุ่ยอย่างเดียว” อวี๋ซู่อิงหันไปมองเนี่ยเทียน ด้วยสีหน้าซับซ้อน เนี่ยเทียนที่ลอยตัวอยู่กลางอากาศไม่ได้แสดงพลังและ สายเลือดที่ลึกลับของตัวเองออกมา แล้วเขาก็ไม่ได้เรียกท่อนกระดูกของสัตว์ยักษ์มวล ดารา เกราะมังกรเพลิง หรือไข่มุกวิญญาณมืดออกมา ใช้ด้วย
เขาเพียงแค่ลอยตัวอยู่กลางอากาศเบื้องหน้าเรือเทพ เงินพิสุทธิ์เร้นลับด้วยท่วงท่าผ่อนคลาย ทว่าพอผู้ แข็งแกร่งทั้งหมดของดินแดนดาวตก ดินแดนพงฟ้า และดินแดนปราการดวงดาวเห็นเขาปรากฏตัว จิตใจ กลับเป็นสุขคล้ายเจอที่พึ่ง ตอนแรกคนเหล่านั้นหลายคนยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าฉู่รุ่ยคือ ใคร ทว่าหลังจากที่พอผู้นำของแต่ละสำนักในสามดินแดน ใหญ่เห็นเนี่ยเทียนปรากฏตัวกลับพากันผ่อนคลาย เข้าใจไปว่าวิกฤตการณ์ครั้งนี้สามารถคลี่คลายได้แล้ว เนี่ยเทียนมีเวทมนต์เช่นไรกันแน่ ถึงได้ทำให้ผู้ แข็งแกร่งแดนเอตทัคคะจำนวนมากกระตือรือร้นและ เชื่อมั่นในตัวเขาอย่างไม่ลืมหูลืมตาเช่นนี้? “เด็กคนนี้ต้องมีอะไรที่เหนือกว่าคนอื่นแน่นอน!” อวี๋ซู่อิงวิเคราะห์อยู่ในใจตัวเอง ภายใต้สายตาที่ทั้งไม่
เข้าใจและทั้งคาดหวังจากต้วนหงเหวินที่จับจ้องมอง มา นางก็เอ่ยขึ้นอีกครั้งว่า “ความรุ่งโรจน์ของ พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวอาจจะสิ้นสุดลงเพราะ การหายตัวไปของจี้ชางและโม่เหิง แต่ว่าอนาคตของ พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวยังยาวไกล ใช่ว่าจะถูก ตัดขาดได้ง่ายๆ หากผ่านพ้นเคราะห์ครั้งนี้ไปได้ ข้า เชื่อว่าพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวจะต้องลุกผงาด ขึ้นมาได้ใหม่อีกครั้ง” “เจ้าคิดว่าพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวจะยังลุกผงาด ขึ้นมาได้อีกงั้นรึ?” ต้วนหงเหวินหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง อวี๋ซู่อิงพยักหน้า “ข้าคิดอย่างนั้น!” “ข้ายังไม่ตาย” ฉู่รุ่ยแค่นเสียงกล่าว มือใหญ่ที่อวบไป ด้วยเนื้อพลันยื่นมาจับต้วนหงเหวิน “ทุกคนของ สำนักบุกเบิกฟ้าที่มาที่นี่ จงอยู่ที่นี่ต่อไปเถอะ ใครก็ อย่าได้หวังว่าจะหนีออกไปจากอาณาจักรวอหลิวได้!”
“ตราประทับฝ่ามือนภาหมู่ดาว!” กายธรรมแห่งเทพของฉู่รุ่ยพลันก่อตัว มือของเขาข้าง นั้นเป็นดั่งฝ่ามือของเทพยักษ์ค้ำฟ้าที่ยังคงขยายใหญ่ อย่างบ้าคลั่ง กลางฝ่ามือของเขามีธารดาราเคลื่อนโคจร ดวง อาทิตย์และดวงจันทร์ลอยสูงลดต่ำ ดินแดนต่างๆ มอดดับแล้วถือกำเนิดขึ้นมาใหม่อีกครั้ง เปี่ยมล้นไป ด้วยความลี้ลับแห่งการเปลี่ยนแปลงหลายสิบชนิด ของฟ้าดินและดวงดาวที่พระราชวังโบราณสะเก็ดดาว บรรลุมา ตราประทับฝ่ามือร่วงลงใส่ต้วนหงเหวิน ไม่ว่าจะเป็น ใครที่ยืนอยู่บนพื้นผิวดินของอาณาจักรวอหลิวต่างก็ งอตัวลงโดยอัตโนมัติ เกิดความรู้สึกกดดันราวกับถูก ท้องฟ้าถล่มลงมาใส่ ผู้ที่มีขอบเขตต่ำหลายคนก็ยิ่งลงไปนอนหมอบอยู่กับ
พื้น ในใจเกิดความหวาดหวั่นกระวนกระวาย “ตลอดทั้งอาณาจักรวอหลิวล้วนถูกตราฝ่ามือนี้ปก คลุมไว้แล้ว แม้แต่ต้วนหงเหวินก็ฝ่าออกไปจาก อาณาจักรวอหลิวไม่ได้” อวี๋ซู่อิงกลายร่างเป็นสายรุ้ง ยาวสีเงินที่ทิ้งระยะห่างออกจากต้วนหงเหวิน มอง จากทิศไกลก็เห็นเป็นเพียงตราประทับฝ่ามือขนาด ใหญ่ที่ปิดทับไปทั่วอาณาจักรวอหลิว นอกจากมือใหญ่นั้นแล้ว ทุกคน ทุกภาพเหตุการณ์ ล้วนถูกกลบทับไว้ทั้งหมด ตราประทับฝ่ามือปิดทับทั้งฟ้าดินและสรรพชีวิต นี่ต่างหากถึงจะเป็นความน่าหวาดกลัวที่เกิดขึ้น หลังจากที่แดนเทพเจ้าระดมกำลังทั้งหมดกระตุ้นใช้ ความลี้ลับของวิชาที่ตัวเองบรรลุมาอย่างแท้จริง มือหนึ่งปิดทั้งแผ่นฟ้า! “ตูมๆๆ!”
บนเรือของสำนักบุกเบิกฟ้า ทุกคนที่มีขอบเขตต่ำกว่า แดนเอตทัคคะลงไปต่างก็ร่างระเบิดตายไปเพราะแรง กดดันค้ำฟ้านั้น ศพมากมายเหมือนมะเขือเทศที่ถูกทุบจนแหลก เลือด สดปะปนไปกับเศษกระดูก ทำให้เรือรบของสำนัก บุกเบิกฟ้าเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือด กลิ่นคาว เลือดฉุนกึกอบอวล แดนเอตทัคคะหลายท่านเรียกเอาดินแดนเอตทัคคะ ของตัวเองออกมาต้านทานไว้อย่างยากลำบาก ดาวตกพร่างพราวพากันสาดเทลงมาจากกลางฝ่ามือ ยักษ์ที่ปิดแผ่นฟ้านั้น ดาวตกทุกดวงที่ร่วงเข้าใส่แดนเอตทัคคะของพวกเขา ทำให้แดนเอตทัคคะของพวกเขาลุกพรึ่บติดไฟ “อ๊าก! รองเจ้าสำนักช่วยด้วย!” พวกแดนเอตทัคคะร้องโหยหวนด้วยความประหวั่น
พรั่นพรึง หวังให้ต้วนหงเหวินลงมือช่วยคลี่คลาย อานุภาพอันน่าหวาดกลัวที่มาจากตราประทับฝ่ามือ นภาหมู่ดาวของฉู่รุ่ย น่าเสียดาย ต้วนหงเหวินที่พวกเขาฝากความหวัง เอาไว้กลับมีสภาพที่น่าอนาถยิ่งกว่าพวกเขาเสียอีก เพราะว่าพลังที่แข็งแกร่งที่สุดของตราประทับฝ่ามือ นภาหมู่ดาวล้วนกดทับอยู่บนศีรษะของต้วนหงเหวิน กายธรรมแห่งเทพของต้วนหงเหวินที่ก่อตัวกลายเป็น ภูเขาเทพตั้งตระหง่าน ระเบิดอักขระหลายตัวที่สลัก ไว้บนผนังหินของภูเขา อักขระทุกตัวล้วนมาจากยอดเขาใหญ่ยักษ์ที่ต้วนหงเห วินรวบรวมมาตลอดเวลานับหมื่นปีและใช้เวทลับชุบ หลอมมันขึ้นมา นั่นคือกุญแจสำคัญที่เขาใช้เป็นอาวุธสังหารศัตรู ทว่าเมื่ออยู่ภายใต้ท่าไม้ตายของฉู่รุ่ย อักขระที่เขา
สามารถใช้กำราบบุตรวิญญาณโลหิตและเซี่ยเชียนได้ อย่างง่ายดายแค่ถูกเขาเรียกใช้ก็ถูกบีบให้แหลกลาญ อยู่กลางอากาศ ไม่เหลือเรี่ยวแรงให้ต้านทานแม้แต่ น้อย “อ๊าก!” ต้วนหงเหวินร้องโหยหวน เสียงของเขาที่แผดแหลม ราวกระบี่แหลมคมซึ่งแฝงเร้นไว้ด้วยกระแสจิต วิญญาณและเวทลับทางเสียงชนิดหนึ่งที่เขาบรรลุมา พลันสาดยิงเข้าไปยังเรือรบทางช้างเผือกของสำนัก บุกเบิกฟ้า ค่ายกลนำส่งแห่งมิติขนาดใหญ่ทรงแปดเหลี่ยมที่อยู่ ใต้ตัวเรือพลันส่องสว่างไสว กระแสความคิดกลุ่มหนึ่งของต้วนหงเหวินถูกส่งไป ผ่านค่ายกลนำส่ง “ฉู่รุ่ย!” เสียงคำรามเดือดดาลของต้วนหงเหวินแผด
ดังออกมาจากภูเขาเทพของเขา “ต่อให้เจ้าจะร้าย กาจสักแค่ไหน เจ้าก็ตัวคนเดียว จี้ชางและโม่เหิงไม่ กลับมา ด้วยพลังของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวใน เวลานี้ก็เปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้อยู่ดี!” ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 43 บทที่ 1265 หนี้เลือดชำระด้วยเลือด
“ตูม!” ตราประทับฝ่ามือนภาหมู่ดาวดั่งธารดวงดาวสายหนึ่ง ที่กดทับลงมาอย่างแรง อาณาจักรวอหลิวเหมือนถูกม่านฟ้าดวงดาวคลุมทับ เอาไว้ กายธรรมแห่งเทพของต้วนหงเหวินที่แปรเปลี่ยนมา เป็นภูเขาเทพสูงตระหง่านพลันร่วงลงไปกระแทกบน พื้น พริบตานั้นเสียงร้องอุทานตกใจ เสียงหวีดร้องบาดหูก็ ดังขึ้นไม่ขาดสาย อานุภาพแห่งเทพยิ่งใหญ่ไพศาลถูกส่งออกมาจาก ภูเขาเทพหมื่นจั้งและมือใหญ่ปิดแผ่นฟ้า เมื่อ
เปรียบเทียบกับทั้งสองอย่างนี้ แม้แต่เรือยักษ์สีเงิน ยวงของวังพิสุทธิ์เร้นลับและเรือรบทางช้างเผือกของ สำนักบุกเบิกฟ้าก็ดูเล็กจ้อยอย่างเห็นได้ชัด แล้วนับประสาอะไรกับทุกคนที่ยังไม่เลื่อนสู่แดนเทพ เจ้า ไม่มีกายธรรมแห่งเทพให้ใช้? ผู้คนที่อยู่ด้านล่างรู้สึกถึงเพียงแรงกดดันไร้ที่สิ้นสุด พวกคนที่ขอบเขตต่ำต้อยถูกบีบให้ต้องเข้าไปอยู่ ภายใต้การปกป้องจากพลังแดนเอตทัคคะของ พวกเซี่ยเชียน บุตรวิญญาณโลหิต จิ่งเฟยหยาง ฯลฯ มีเพียงอยู่ภายใต้การคุ้มครองจากเขตอาคมแดน เอตทัคคะของคนเหล่านี้เท่านั้น พวกเขาถึงจะรู้สึก ปลอดภัยขึ้นมาได้บ้าง “เปรี๊ยะ!” ดินแดนเอตทัคคะสีเขียวขจีของผู้ฝึกลมปราณแดน เอตทัคคะช่วงต้นคนหนึ่งที่ฝึกพลังแห่งพืชหญ้าระเบิด
แตกเหมือนเปลือกไข่ที่ร่วงกระทบพื้น “ไม่!” คนผู้นั้นร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด ถูกอานุภาพ น่าหวาดกลัวของตราประทับฝ่ามือนภาหมู่ดาวกด กำราบจนกระดูกลั่นสะเทือน เงาวิญญาณเล็กจ้อยดวงหนึ่งจำแลงออกมาจากใน แดนเอตทัคคะ เตรียมจะใช้เวทลับจิตวิญญาณหนี ออกไป “สวบ!” ทว่าจู่ๆ กลับมีสายฟ้าเส้นหนึ่งปรากฏขึ้นมาจากความ ว่างเปล่าแล้วโจมตีเข้าไปยังวิญญาณดวงนั้นอย่าง แม่นยำ จิตวิญญาณของคนผู้นั้นแหลกสลายไปในพริบตา “ใครกัน?”
แดนเอตทัคคะของสำนักบุกเบิกฟ้าที่เหลืออยู่ซึ่ง ประคับประคองตัวเองมาจนถึงบัดนี้ได้อย่าง ยากลำบากรู้สึกเหมือนหัวใจจะแหลกสลาย หันไป แผดเสียงคำรามดังสะเทือนฟ้า โม่เชียนฝานและอิ่นสิงเทียนสองคนค่อยๆ เดิน ออกมาจาก “เรือเทพเงินพิสุทธิ์เร้นลับ” ของวังพิสุทธิ์ เร้นลับอย่างเนิบนาบ แล้วแยกกันมายืนขนาบข้าง ซ้ายขวาของเนี่ยเทียน “โม่เชียนฝานแห่งสำนักอสนีสวรรค์” โม่เชียนฝานที่เพียงแค่ยกมือก็โจมตีให้จิตวิญญาณ ของแดนเอตทัคคะสำนักบุกเบิกฟ้าผู้นั้นแหลกสลาย เอ่ยแนะนำตัวเองอย่างเฉยชา “อิ่นสิงเทียนแห่งสำนักกระบี่เมฆาคล้อย” กระบี่เล่มหนึ่งถูกอิ่นสิงเทียนโบกสะบัดกวัดไกว ประหนึ่งรุ้งยาวที่ทะยานออกไป
นภากาศพลันเกิดรอยปริแตก! ความแหลมคมของกระบี่ที่แหวกฟ้าผ่าดินฟาดฟันเข้า ใส่แดนเอตทัคคะช่วงท้ายคนหนึ่ง ในแดนเอตทัคคะของคนผู้นั้นพลันมีเงากระบี่นับหมื่น ปรากฎขึ้นมา! เงากระบี่แต่ละเงาฟันแดนเอตทัคคะของคนผู้นั้นให้ ขาดออกเป็นท่อนๆ กระแสจิตวิญญาณของคนผู้นั้นก็ ไม่สามารถแทรกซอนเข้าไปในดินแดนเอตทัคคะได้อีก ต่อไป “อสนีสวรรค์ดับวิญญาณ!” ลูกสายฟ้าขนาดมหึมาหลายลูกถูกโม่เชียนฝานโยน ออกมาอย่างไม่ใส่ใจ ลูกสายฟ้าส่งเสียงดังครืนครั่น กระแทกลงไปใน ดินแดนเอตทัคคะของพวกแดนเอตทัคคะสำนัก บุกเบิกฟ้าที่เหลืออยู่ ฟ้าดินในดินแดนของพวกเขา
แหลกสลายพังถล่ม จิตวิญญาณที่แท้จริงแต่ละดวงที่ คิดจะหนีออกมาล้วนสลายกลายเป็นเถ้าธุลีทั้งหมด “ไปเถอะ” เนี่ยเทียนสะบัดมือ ไข่มุกวิญาณมืดที่แผ่แสงสีเขียว รุบรู่ประหนึ่งกรุ่นไอที่ทอดยาวไปยังแม่น้ำยมบาล พลันโฉบเข้าไปในเรือรบทางช้างเผือกของสำนัก บุกเบิกฟ้าลำนั้นราวผีที่หิวกระหาย เศษซากวิญญาณทั้งหมดที่ตายอนาถ อารมณ์เชิงลบ ก่อนตายทั้งอาฆาต เคียดแค้น สิ้นหวังต่างก็ถูกชักนำ ให้มารวมตัวกันแล้วหายเข้าไปในไข่มุกวิญญาณมืด พริบตาเดียว นอกจากต้วนหงเหวินที่ยังยืนหยัดได้ แล้ว แดนเอตทัคคะ แดนว่างเปล่าและเขตวิญญาณ หลายร้อยคนของสำนักบุกเบิกฟ้าที่บุกเข้ามาใน อาณาจักรวอหลิวก็ล้วนตายเกลี้ยง กลับเป็นเรือรบทางช้างเผือกลำนั้นที่ยังคงลอยอยู่นิ่งๆ
อย่างปลอดภัยไร้รอยเสียหาย “โม่เชียนฝาน! อิ่นสิงเทียน!” เสียงแผดบาดแก้วหูราว เสียงร้องของวิญญาณร้ายดังออกมาจากภูเขาเทพ ของต้วนหงเหวินที่กำลังลดตัวลงต่ำ “สำนักอสนี สวรรค์และสำนักกระบี่เมฆาคล้อยจะถูกสำนักบุกเบิก ฟ้าของพวกเราฆ่าล้างสำนักเพราะการกระทำของ พวกเจ้า! พวกเจ้าบังอาจยิ่งนักที่มาแข็งข้อกับสำนัก บุกเบิกฟ้าเรา!” ตึง! ในที่สุดภูเขาเทพลูกนั้นก็กระแทกลงบนพื้นดินจน อาณาจักรวอหลิวโยกคลอน ภูเขาเทพเปลี่ยนกลับมาเป็นร่างของต้วนหงเหวินที่คืน สู่สภาพปกติอีกครั้ง เขายืนอยู่บนพื้นดินของอาณาจักรวอหลิวด้วยสีหน้า มืดทะมึน เงยหน้าขึ้นมองชายอ้วนร่างใหญ่ยักษ์ที่มี
ดวงดาวเปล่งประกายล้อมวนประดุจทวยเทพผู้บง การฟ้าดินแถบนี้พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงเจ็บแค้น “ฉู่ รุ่ย! ข่าวที่ข้าถูกลอบโจมตีในอาณาจักรวอหลิวถูกข้า ใช้วิชาลับนำส่งออกไปแล้ว! เจ้าสำนักของข้าจะต้อง บุกมาสังหารเจ้าในอีกไม่นานนี้แน่!” “โหยวฉีเหมี่ยวงั้นหรือ?” ฉู่รุ่ยขมวดคิ้วน้อยๆ “หาก เป็นเขา ก็ยุ่งยากจริงๆ นั่นแหละ แต่ว่าช่วงเวลาที่ โหยวฉีเหมี่ยวเลื่อนสู่แดนเทพเจ้าช่วงกลางยังไม่นับว่า นานนัก ต่อให้เขามา เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าเขาจะทวง ความยุติธรรมให้แก่พวกคนของสำนักบุกเบิกฟ้าที่ตาย ไปแล้วได้จริงๆ?” “เรื่องที่เจ้าไม่รู้ยังมีอีกมากนัก” ต้วนหงเหวินแค่น เสียงเย็น ฉู่รุ่ยกลับไม่ได้รีบร้อนลงมือ เขาจมสู่ห้วงแห่งการ ครุ่นคิดเพราะคำพูดประโยคนั้นของต้วนหงเหวิน
“ฟิ้วๆๆ!” หวงจินหนัน โหลวหงแยนและโหวชูหลันทยอยกันบิน ขึ้นฟ้าแล้วขยับเข้ามาใกล้เนี่ยเทียนด้วยความรู้สึกที่ ทั้งตะลึงและทั้งยินดี ทุกคนล้วนมองเขาด้วยสายตา ชื่นชม “การที่พวกเจ้ามา ทำให้ข้าปลื้มใจมาก” เนี่ยเทียนคลี่ ยิ้ม “เนี่ยเทียน ไม่ใช่ว่าพวกเราไม่อยากรีบมา” หวง จินหนันมีสีหน้าขออภัย “ก่อนหน้านี้พวกเราสามคน ถูกสำนักส่งตัวให้ไปจัดการธุระที่พื้นที่อื่น การข่าวจึง ไม่รวดเร็วนัก รอจนกลับมาถึงสำนักแล้วถึงได้รู้ว่า อาจารย์ของพวกเราไปข้างนอกเพราะมีธุระสำคัญ สำนักบุกเบิกฟ้าไม่ธรรมดา หากไม่มีผู้อาวุโสช่วยออก หน้า พวกเรากังวลว่า…” โหลวหงแยนและโหวชูหลันต่างก็ทยอยกันบอกเล่าถึง
ความลำบากใจของพวกเขา ตอนที่มา เนี่ยเทียนพอจะรู้เรื่องบางส่วนจากปากของ หันชิงมาบ้างแล้ว จึงรู้ว่าผู้แข็งแกร่งที่สุดของสำนักห้า ธาตุ ลัทธิจิตตวิสุทธิ์และหอทอดฟ้าต่างก็ไปสถานที่ อื่นอย่างลับๆ แล้วก็เพราะสำนักใหญ่อย่างวังพิสุทธิ์เร้นลับและ สำนักบุกเบิกฟ้าต่างก็มั่นใจในข้อนี้ ถึงได้กล้าลงมือกับ พระราชวังโบราณสะเก็ดดาว พวกโหลวหงแยนเป็นเพียงแค่เทพบุตร เทพธิดา ยังไม่ มีความสามารถมากพอที่จะกำราบแดนเทพเจ้า อย่างต้วนหงเหวินได้ ดังนั้นพวกเขาจึงใคร่ครวญอยู่ นานมาก รอจนพบว่าพวกอาจารย์ไม่มีทางกลับมาใน ระยะเวลาอันใกล้นี้ พวกเขาจึงจำเป็นต้องใช้ตัวตน ของตัวเองทดลองมาทำให้สำนักบุกเบิกฟ้ายอมอ่อน ข้อ
แต่ผลลัพธ์กลับทำให้พวกเขาไม่สบอารมณ์นัก… “โม่เชียนฝานแห่งสำนักอสนีสวรรค์ที่หลังจากฝ่าทะลุ สู่แดนเทพเจ้าก็มาอยู่กับเนี่ยเทียนจริงๆ ด้วย!” “ยังมีอิ่นสิงเทียนผู้เฒ่าประหลาดของสำนักกระบี่ เมฆาคล้อยอีกคน นึกไม่ถึงเลยว่าข่าวลือในสำนัก กำเนิดหยางจะเป็นความจริง! เพียงแต่ที่คาดไม่ถึงเลย ก็คือเนี่ยเทียนจะช่วยรองเจ้าตำหนักฉุ่รุ่ยออกมาจาก ดินแดนหุบน้ำแข็งได้สำเร็จจริงๆ!” “ข้าเดาว่าคนของสำนักบุกเบิกฟ้าคงยิ่งคิดไม่ถึงเสีย มากกว่า! หาไม่แล้วพวกเขาจะกล้าเข้ามาใน อาณาจักรวอหลิวได้อย่างไร?” “หึ! ตามความเห็นข้า สำนักบุกเบิกฟ้าก็กระจอก เพียงนี้เอง!” รอจนผู้ฝึกลมปราณของดินแดนดาวตก ดินแดนพงฟ้า และดินแดนปราการดวงดาวพบว่าพอเนี่ยเทียน
กลับมา นอกจากต้วนหงเหวินที่ยังประคับประคอง ตัวเองไว้ได้อย่างยากลำบากแล้ว ผู้ฝึกลมปราณคน อื่นๆ ของสำนักบุกเบิกฟ้าต่างก็ตายกันหมดในเวลา สั้นๆ ทุกคนก็พลันพูดคุยเสียงดังด้วยความตื่นเต้น ฉู่รุ่ยและโม่เชียนฝานต่างก็เป็นแดนเทพเจ้า แล้วพวก เขาต่างก็ช่วยเหลือเนี่ยเทียน! ซ้ำอวี๋ซู่อิงแห่งวังพิสุทธิ์เร้นลับยังเป็นผู้นำมาด้วย ตัวเอง และพวกเนี่ยเทียนก็เดินออกมาจากเรือยักษ์สี เงินของวังพิสุทธิ์เร้นลับ นี่ไม่แสดงให้เห็นหรือว่าอวี๋ซู่ อิงก็เป็นฝ่ายเดียวกับพวกเขา? แดนเทพเจ้าสามท่านบวกกับอิ่นสิงเทียนที่มีชื่อเสียง เลื่องลืออีกคนหนึ่ง พละกำลังของฝ่ายพวกเขาก็ เหนือกว่าสำนักบุกเบิกฟ้าไปแล้ว! ทุกคนพลันสงบใจลงได้ ไม่เกิดความกระวนกระวาย หวาดกลัวเพราะแรงกดดันที่ได้รับจากสำนักบุกเบิก
ฟ้าอีกต่อไป “ฉู่รุ่ย!” ทว่าจู่ๆ เสียงแผดแหลมสะเทือนเยื่อแก้วหูกลับดัง ออกมาจากเรือรบทางช้างเผือกของสำนักบุกเบิกฟ้าที่ เดิมทีไม่ควรมีคนมีชีวิตอยู่ “คนของสำนักข้าตายกัน ไปกี่คน ข้าก็จะให้พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวของ พวกเจ้าตายมากกว่าสิบเท่า!” “โหยวฉีเหมี่ยว!” ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 43 บทที่ 1266 แบ่งแยกหยินหยาง
“โหยวฉีเหมี่ยว!” อวี๋ซู่อิงแห่งวังพิสุทธิ์เร้นลับพลันเรียกแสงเทพชำระฟ้า ออกมา เพื่อใช้แสงเทพสีเงินสว่างไสวห่อหุ้มไปทั่ว เรือนกาย นางยังรีบส่งกระแสจิตออกไปเป็นข้อความท่อนหนึ่ง “เรือเทพเงินพิสุทธิ์เร้นลับ” ลำนั้นจึงพลันส่งเสียง ครืนครั่น ก่อนที่แดนเอตทัคคะเจ็ดท่านของวังพิสุทธิ์ เร้นลับจะรีบบังคับพาตัวหันชิงเข้าไปอยู่ในตัวเรือ และ “เรือเทพเงินพิสุทธิ์เร้นลับ” ที่อยู่บนท้องฟ้าของ อาณาจักรวอหลิวก็เคลื่อนย้ายออกไปให้ห่างจากเรือ รบของสำนักบุกเบิกฟ้า “ฟิ้ว!”
ไข่มุกวิญญาณมืดลูกนั้นของเนี่ยเทียนสัมผัสได้ว่าท่า ไม่ดีจึงบินกลับมาอยู่เหนือศีรษะของเขาอย่างเฉลียว ฉลาด “เจ้าสำนัก!” กายธรรมแห่งเทพของต้วนหงเหวินแปรเปลี่ยน พลัง อำนาจไต่ทะยานสูงขึ้นต่อเนื่อง พื้นดินใต้เท้าของเขา ก็ถูกกระตุ้นให้เกิดริ้วคลื่นคล้ายผืนพรมที่ถูกสะบัดให้ เกิดลูกคลื่นขึ้นๆ ลงๆ ผู้แข็งแกร่งจำนวนมากที่มาจากสามดินแดนร่างโอน เอน ก่อนจะล้มลงไปกองอยู่กับพื้น เงาร่างสูงใหญ่เงาหนึ่งเดินออกมาจากเรือรบทาง ช้างเผือกของสำนักบุกเบิกฟ้า เพียงก้าวเดียวก็มา หยุดอยู่เบื้องหน้าฉู่รุ่ย “ตูม!”
กระจกขนาดใหญ่ยักษ์บานหนึ่งลอยอยู่เหนือศีรษะ ของผู้ที่มา ปราณวิญญาณในกระจกกระเพื่อมไหว ก่อนจะกลาย มาเป็นสองขุม แล้วก่อตัวขึ้นเป็นปลาหยินหยางสอง ตัวที่คล้ายจะสามารถเชื่อมโยงไปยังฟ้าดินลึกลับที่ไม่ มีใครรู้จัก “อาวุธเทพไม่ดับสลายของสำนักบุกเบิกฟ้า กระจก ฟ้าผสานหยินหยาง!” อิ่นสิงเทียนแห่งสำนักกระบี่เมฆาคล้อยมองกระจกใส ที่ลอยตัวอยู่สูงด้วยสีหน้าเคร่งเครียดอย่างถึงที่สุด พลางหันมาพูดกับเนี่ยเทียน “กระจกฟ้าผสานหยินห ยางคืออาวุธเทพระดับไม่ดับสลายขั้นสี่ เมื่อเทียบกับ ระดับขั้นของธงสรรพดาราดารดาษที่หลัวว่านเซี่ยงถือ ครองก่อนหน้านี้ นับว่าสูงกว่าไปอีกระดับ วัตถุชิ้นนี้ ถูกสืบทอดกันผ่านมือเจ้าสำนักบุกเบิกฟ้ารุ่นแล้วรุ่น
เล่า บวกกับคาถาผสานฟ้าของสำนักบุกเบิกฟ้าแล้ว อานุภาพก็ยิ่งมหัศจรรย์” โม่เชียนฝานตวาดกร้าว “โหยวฉีเหมี่ยว! เลื่อนสู่แดน เทพเจ้าช่วงกลางแล้วจริงๆ ด้วย!” “อู้!” โหยวฉีเหมี่ยวที่สวมใส่อารมณ์เก่าโทรม มวยผมปัก ปิ่นไว้กลางศีรษะ ตรงเอวพกหยกประดับมีใบหน้าแก่ ชรา เขาเหมือนคนที่เพิ่งข้ามผ่านทางช้างเผือกอัน กว้างไกลเข้ามา และเรือนกายพลันขยายใหญ่เพราะ เรียกใช้กายธรรมแห่งเทพ ตรงชายแขนเสื้อของกายธรรมแห่งเทพเขามีกระแส อากาศพุ่งออกมาสองขุม ซึ่งเป็นปราณสองชนิดที่แฝง เร้นไว้ด้วยความอ่อนโยนเยียบเย็น และความร้อน แผดเผาที่ไหลบ่าออกมาพร้อมกัน “ความเย็นสุดขั้ว ความร้อนแรงแผดเผา!”
เนี่ยเทียนพลันตะลึงงัน หันขวับไปมองอิ่นสิงเทียน อย่างแปลกใจ “เจ้าสำนักบุกเบิกฟ้าคนนี้ฝึกวิชาสอง ธาตุ ซ้ำยังเป็นความเย็นและความร้อนที่ขัดแย้ง กันเองอีกด้วยนี่นะ?” “หยินหยางผสานรวม นั่นคือเวทคาถาที่เป็น เอกลักษณ์ของสำนักบุกเบิกฟ้าพอดี คาถาผสานฟ้า และกระจกฟ้าผสานหยินหยางของสำนักบุกเบิกฟ้า ล้วนจำเป็นต้องใช้พลังงานที่แตกต่างกันสองธาตุนี้มา กระตุ้น ถึงจะสามารถสำแดงอานุภาพที่ร้ายกาจที่สุด ออกมาได้” อิ่นสิงเทียนสีหน้าเคร่งเครียด “แล้วก็ด้วย เหตุนี้ การฝ่าทะลุสู่แดนเทพเจ้าของโหยวฉีเหมี่ยวจึง เต็มไปด้วยความยากลำบากทุกย่างก้าว และช้ากว่า แดนเทพเจ้าคนอื่นๆ มากมายนัก” “ที่ฉู่หยวน ชวีอี้และพวกแดนเทพเจ้าช่วงท้ายคนอื่นๆ ประเมินเขาสูงและพูดว่าเขาไม่ธรรมดา ก็ด้วยเหตุนี้นี่
แหละ” “ฝึกพลังธาตุสองชนิดที่แตกต่างและขัดแย้งกันเอง อย่างสิ้นเชิง ซ้ำยังเอามาผสานรวมกันได้ และกลาย มาเป็นแดนเทพเจ้าช่วงกลางได้สำเร็จ แล้วก็ด้วยเหตุ นี้ การฝ่าทะลุแดนเทพเจ้าของโหยวฉีเหมี่ยวถึงเป็นสิ่ง ที่คนธรรมดาทั่วไปมิอาจทำได้” “ต้วนหงเหวินเองก็เป็นคนของสำนักบุกเบิกฟ้า ทว่า วิชาที่เขาฝึกตนกลับไม่ใช่คาถาผสานฟ้า แต่เป็นคาถา ที่อ่อนด้อยกว่าเยอะมาก” อิ่นสิงเทียนอธิบาย “ต้วนหงเหวินรับมือได้ง่าย ข้ามั่นใจ ทว่าโหยวฉี เหมี่ยว…” โม่เชียนฝานก้มหน้า หันไปพูดกับเนี่ย เทียนเบาๆ “หากเป็นโหยวฉีเหมี่ยว เนื่องจากเขาฝึก ธาตุสองชนิด ต่อให้ช่วงเวลาที่เลื่อนเป็นแดนเทพเจ้า ช่วงกลางจะสั้น แต่ก็ไม่ธรรมดาอย่างมาก บวกกับที่
กระจกฟ้าผสานหยินหยางที่เขาครอบครองคืออาวุธ เทพขั้นสี่ รองเจ้าตำหนักฉู่รุ่ยก็อาจไม่สามารถสยบ เขาได้เสมอไป” “ฉู่รุ่ย!” กายธรรมแห่งเทพของโหยวฉีเหมี่ยวที่พอก่อตัวได้ สำเร็จ มือยักษ์ข้างหนึ่งของเขาก็ถือกระจกฟ้าผสานห ยินหยางเอาไว้ แล้วฟาดตบลงใส่กายธรรมของฉู่รุ่ย “พรวดๆ!” กระแสอากาศหนึ่งเย็นสุดขั้ว หนึ่งร้อนสุดขีดที่ เหมือนว่ามาจากฟ้าดินมหัศจรรย์สองแห่งที่แตกต่าง กันพลันถูกระบายออกมา กระแสความเย็นคือสีเงินยวง กระแสความร้อนคือสี แดงอมทอง ซึ่งต่างก็พากันกรอกเทเข้าใส่กายธรรม แห่งเทพของฉู่รุ่ยและดวงดาวพร่างพราวหลายดวงที่ ล้อมวนอยู่รอบกายของเขา
ดวงดาวเหล่านั้นถูกกระแสความเย็นพุ่งใส่จนเกาะตัว เป็นน้ำแข็งก่อน ทว่าพอกระแสความร้อนพุ่งเข้ามา ใกล้ น้ำแข็งก็พลันละลายไปในทันที พริบตาเดียวดวงดาวที่โอบล้อมร่างของฉู่รุ่ยก็แหลก สลายหายไป ดวงดาวเหล่านั้นคือแก่นของพลังดวงดาวที่ผสานรวม กับกระแสจิตวิญญาณของเขา คือกุญแจสำคัญที่เขา ใช้กระตุ้นคาถามากมาย “รองเจ้าตำหนักของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวงั้น หรือ?” โหยวฉีเหมี่ยวหัวเราะหยัน “ก็มีดีเพียงเท่านี้ เอง! เจ้านึกจริงๆ หรือว่าบุคคลที่สำนักบุกเบิกฟ้าของ พวกเราหวาดกลัวก็คือเจ้ากับหลัวว่านเซี่ยง? น่าขัน ซะจริง มีเพียงจี้ชางบุคคลอันดับหนึ่งของเผ่ามนุษย์ และโม่เหิงที่เพิ่งเลื่อนสู่แดนเทพเจ้าช่วงกลางก็กล้าท้า รบหยวนหมอต้าจุนโดยที่ไม่ตายเท่านั้นถึงจะเป็น
บุคคลที่พวกเรากริ่งเกรงอย่างแท้จริง!” “หากไม่มีจี้ชาง ไม่มีโม่เหิง สำหรับคนสองคนที่พ่าย แพ้ในการช่วงชิงตำแหน่งนายแห่งดวงดาวอย่างเจ้า และหลัวว่านเซี่ยงจะประคับประคองพระราชวัง โบราณสะเก็ดดาวไว้ได้อย่างไร?” “คาถาผสานฟ้าบุกเบิก แบ่งแยกหยินหยาง!” โหยวฉีเหมี่ยวแค่นเสียงเย็น ใช้คำพูดโจมตีจิตใจของฉู่ รุ่ยพลางร่ายใช้คาถาวิเศษที่เป็นแก่นกลางสำคัญด้วย กระแสความเย็นและกระแสความร้อนที่ไหลกรากเข้า หาฉู่รุ่ยแยกออกมาเป็นปลาใหญ่ยาวหมื่นเมตรสองตัว ปลาตัวหนึ่งเป็นสีเงินยวง อีกตัวหนึ่งเป็นสีแดงอมทอง ที่ว่ายวนอยู่รอบกายธรรมแห่งเทพของฉู่รุ่ย กายธรรมแห่งเทพของฉู่รุ่ยที่เนื่องจากมีปลาสีเงินและ สีทองสองตัวว่ายวนเวียนอยู่รอบๆ ก็ถูกบังคับให้ แบ่งแยกออกเป็นสองส่วน
ฉู่รุ่ยส่วนหนึ่งมีสีหน้าเมตตาปราณี เป็นมิตรน่าเข้าใกล้ ส่วนฉู่รุ่ยอีกส่วนหนึ่งนั้นสีหน้าดุร้ายน่าหวาดกลัว แผ่ ปราณสังหารดุร้าย คาถาแบ่งแยกหยินหยางแยกร่างของฉู่รุ่ยคนเดียวให้ กลายมาเป็นคนสองคนที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แม้แต่ปราณ หน้าตาของกายธรรมแห่งเทพ ความคิด ที่แผ่ออกมาของร่างที่แยกออกเป็นสองฝ่ายก็ยังไม่ เหมือนกัน “สวบ!” ที่น่าเหลือเชื่อก็คือ กายธรรมแห่งเทพของฉู่รุ่ยกลับถูก แบ่งแยกออกเป็นสองส่วนจริงๆ จากนั้นปลายักษ์สีเงินและสีทองสองตัวก็ว่ายหนี ออกมาจากฉู่รุ่ย แล้วไปป้วนเปี้ยนอยู่บนท้องฟ้าของ อาณาจักรวอหลิว
ปราณวิญญาณฟ้าดินของอาณาจักรวอหลิวเริ่มได้รับ ผลกระทบอย่างช้าๆ หนึ่งคือความเย็นที่เสียดลึกไปถึง ขั้วกระดูก อีกหนึ่งคือความร้อนแผดเผาที่ยากจะทน รับ เวทลับที่ลี้ลับของโหยวฉีเหมี่ยวไม่เพียงแต่นำมาใช้กับ ฉู่รุ่ย ยังแบ่งแยกพลังงานฟ้าดินของอาณาจักรวอหลิว ให้ลายเป็นสองส่วนด้วย กระแสอากาศที่เกิดจากปลายักษ์สีเงินและสีทอง ยังคงโบยบินไปทั่วกลางอากาศ “โอ้ย!” “อ๊ากๆๆ!” ผู้ฝึกลมปราณเขตลี้ลับและเขตสามัญบางส่วนของ สำนักอักขระเทพ สำนักทองไพศาลและสำนักภูเขา พันกระบี่ที่อยู่บนพื้นดินต่างก็เอามือกุมหัวร้อง โหยหวนและเริ่มตายกันไปอย่างน่าประหลาดใจ
“เนี่ยเทียน! รีบสั่งให้พวกเขาถอยออกไปจาก อาณาจักรวอหลิว!” หวงจินหนันรีบร้องตะโกนเสียง ดัง “ใครก็ตามที่ยังไม่เลื่อนสู่เขตดินแดนจงรีบหนีออกไป จากอาณาจักรวอหลิว เดี๋ยวนี้!” โหวชูหลันพลันหน้า เปลี่ยนสี รีบหันมาสั่งความแก่เนี่ยเทียน “คาถา แบ่งแยกหยินหยางนี้ของสำนักบุกเบิกฟ้าสามารถทำ ให้ปราณวิญญาณฟ้าดินของอาณาจักรขนาดกลางเกิด การเปลี่ยนแปลงได้ ความผิดปกติของกระแสปราณ วิญญาณฟ้าดินจะตรงดิ่งเข้าสู่มหาสมุทรจิตวิญญาณ ของผู้ฝึกลมปราณ ใครก็ตามที่ไม่มีดินแดนช่วย ปกป้อง ย่อมยากที่จะต้านทาน!” “ถอย! ใครที่ไม่ถึงแดนว่างเปล่าจงรีบถอยออกไป เดี๋ยวนี้!” เสียงของฉู่รุ่ยดังออกมาจากในกายธรรม แห่งเทพสองส่วนอย่างพร้อมเพรียงกัน
“ไป! รีบไปเดี๋ยวนี้!” เซี่ยเชียน บุตรวิญญาณโลหิตและพวกแดนเอตทัคคะ อย่างจิ่งเฟยหยางที่สัมผัสได้ว่าท่าไม่ดีก็พากันเอ่ย กระตุ้นเร่งเร้า ทันใดนั้นผู้ฝึกลมปราณเขตวิญญาณ เขตลี้ลับและเขต สามัญที่ยังต้านทานมาได้อย่างยากลำบากต่างก็ถูกผู้ แข็งแกร่งปกป้องให้ไปที่ค่ายกลนำส่งและหนีไปด้วย ความเร็วที่มากที่สุด พละกำลังทั้งหมดของโหยวฉีเหมี่ยวล้วนอยู่ที่ตัวของฉู่ รุ่ย เขาจึงไม่ได้สนใจพวกคนที่ขอบเขตอ่อนด้อย เหล่านั้น “ฉู่รุ่ย! ปิงกู่ต้าจุนสามารถกำราบเจ้าได้ กระจกฟ้า ผสานหยินหยางของข้าก็สามารถทำได้เหมือนกัน!” ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี
เล่มที่ 43 บทที่ 1267 เปลี่ยนจากแขกมาเป็นเจ้าบ้าน!
ทุกคนต่างก็สัมผัสได้ว่าปราณวิญญาณฟ้าดินของ อาณาจักรวอหลิวเกิดการเปลี่ยนแปลงแบบพลิกฟ้า ปลาประหลาดสองตัวที่เป็นดั่งกระแสอากาศสีเงิน และสีทองแผ่พลังงานเย็นเยียบและร้อนแรงสุดขั้ว เป็นเหตุให้มหาสมุทรจิตวิญญาณของพวกคนที่ ขอบเขตต่ำเหมือนถูกเชือกรัดแน่นแล้วแยกร่างให้ ตายไป! “ฟิ้ว!” ผู้ฝึกลมปราณหลายคนที่ขอบเขตต่ำกว่าแดนว่างเปล่า อาศัยค่ายกลนำส่งแห่งมิติหนีออกไปจากอาณาจักร วอหลิว
พวกคนที่หนีไปนั้นยังคงถูกเหล่าแดนเอตทัคคะช่วย ปกป้องเพื่อรับประกันว่ามหาสมุทรจิตวิญญาณของ พวกเขาจะไม่ถูกบีบคั้นจนแหลกละเอียดไปเสียก่อน “คาถาผสานฟ้าบุกเบิกของสำนักบุกเบิกฟ้า เมื่อถูก โหยวฉีเหมี่ยวเป็นผู้ร่ายใช้ ทั้งยังมีกระจกฟ้าผสานห ยินหยางช่วยเสริม อานุภาพของทั้งสามอย่างนี้จึงมาก พอที่จะเปลี่ยนแปลงทิศทางของปราณวิญญาณใน อาณาจักรวอหลิวได้เลย” หวงจินหนันที่สวมเสื้อ เกราะสีทองเหยียบอยู่บนแท่นดอกบัวสีทองที่ลอยตัว สูงอยู่กลางอากาศ สีหน้าของเขาเคร่งเครียดอย่างถึง ที่สุด “ตูม!” กายธรรมแห่งเทพของฉู่รุ่ยที่แบ่งออกเป็นสองส่วน พลันระเบิดแตก กายธรรมแห่งเทพที่ระเบิดแตกก่อตัวเข้าด้วยกัน
ลายเป็นธารดวงดาวพร่างพราวสองเส้นที่มารวมตัว กันอยู่ในมุมหนึ่ง เรือนกายอ้วนฉุของฉู่รุ่ยเผยกายขึ้นมาอีกครั้ง สีหน้า ของเขาซีดขาวและหน้าผากก็มีเม็ดเหงื่อผุดซึม เขาถูกบีบให้ต้องเอาเสื้อเกราะตัวหนึ่งที่สลักลวดลาย ดวงดาวจากแหวนเก็บของออกมาสวมทับไว้ทั้งตัว “อาภรณ์วิเศษนภาหมู่ดาว ระดับเชื่อมโยงวิญญาณ ขั้นเจ็ด ขาดอีกนิดเดียวก็เลื่อนเป็นอาวุธเทพระดับไม่ ดับสลายได้” โม่เชียนฝานวิจารณ์หนึ่งประโยค ก่อน จะหันมาพูดกับเนี่ยเทียนเบาๆ “รองเจ้าตำหนักถูกปิง กู่ต้าจุนกำราบอยู่ในหุบน้ำแข็งมานานมาก พลังแห่ง เทพของเขาถูกเผาผลาญไปหลายส่วน เขาในเวลานี้ ไม่ได้มีพละกำลังเต็มเปี่ยม ซึ่งเกรงว่าคงยากที่จะ ต้านทานโหยวฉีเหมี่ยวได้” “อวี๋ซู่อิง! เจ้า หมายความว่าอย่างไร?” โหยวฉีเหมี่ยว
ตะโกนเสียงดัง กายธรรมสูงใหญ่ราวขุนเขาของเขาพลันมีกระแส อากาศขุ่นมัวสองเส้นกรอกเทเข้าหากระจกฟ้าผสานห ยินหยาง แสงเทพของกระจกสาดไกลเป็นหมื่นจั้ง ส่องสว่างไป ทั่วอาณาจักรวอหลิว เนื่องด้วยผลกระทบจากกระแสอากาศประหลาดสอง สีอย่างสีทองและสีเงิน อาณาจักรแห่งนี้จึงคล้ายถูก แสงเทพในกระจกสยบเอาไว้ ใครก็ตามที่ไม่ว่าจะมีขอบเขตใด ขอแค่ไม่เลื่อนสู่แดน เทพเจ้าก็ล้วนรู้สึกหงุดหงิดกระวนกระวายใจ ไม่มี ความคิดที่จะต่อสู้กับโหยวฉีเหมี่ยวอีก มีเพียงต้วนหงเหวินที่มาจากสำนักบุกเบิกฟ้าเท่านั้นที่ ฮึกเหิมผิดปกติ เขาหัวเราะร่าแล้วร่ายกายธรรมแห่ง เทพให้จำแลงมาเป็นภูเขาเทพอีกครั้งอย่างรวดเร็ว
บนตัวเขาเทพมหึมามีอักขระหลายตัวปรากฏขึ้นมา ใหม่อีกครั้ง ซึ่งอักขระเหล่านั้นแฝงเร้นไว้ด้วยแรง กดดันของภูเขาหมื่นจั้งที่พลันพุ่งเข้ากระแทกโม่เชียน ฝาน “มาได้ดี!” โม่เชียนฝานแค่นเสียงเย็น กางมือใหญ่ ออก บ่อสายฟ้าถูกสร้างขึ้นมา กายธรรมแห่งเทพ แปรเปลี่ยนมาเป็นพายุสายฟ้าที่กลืนกินภูเขาเทพ ของต้วนหงเหวินเข้าไป อักขระนับหมื่นตัวพลันปะทะโรมรันเข้ากับสายฟ้า จำนวนนับไม่ถ้วน “วังพิสุทธิ์เร้นลับของข้าตัดขาดกับสำนักบุกเบิกฟ้า ของพวกเจ้าอย่างเป็นทางการ” อวี๋ซู่อิงเองก็ไม่แสดง ความขลาดกลัวใดๆ “แต่ว่า การต่อสู้ระหว่างพวกเจ้า …” กล่าวมาถึงตรงนี้นางก็พลันเงียบงัน ในใจกำลังเกิด
ความลังเล ลังเลว่าควรจะแตกหักกับสำนักบุกเบิกฟ้าไปเลยดี หรือไม่ เพราะอย่างไรซะความแข็งแกร่งของโหยวฉี เหมี่ยวก็คล้ายจะเหนือกว่าฉู่รุ่ย “อวี๋ซู่อิง! เจ้าคิดอยากจะร่วมด้วยก็ร่วม อยากจะถอย ก็ถอยอย่างนั้นหรือ?” โหยวฉีเหมี่ยวพลันเดือดดาล “มันเป็นเรื่องที่ง่ายดายขนาดนั้นเสียเมื่อไหร่? เจ้าคิด จะนั่งดูดาย เกรงว่าคงเป็นไปไม่ได้! หากเจ้าไม่ช่วยข้า จัดการกับคนพวกนี้ ข้าก็จะฆ่าล้างวังพิสุทธิ์เร้นลับ ของพวกเจ้า!” “เจ้ากล้ารึ!” “มีอะไรให้ต้องไม่กล้า?” คนทั้งสองพลันระเบิดการปะทะกันในเสี้ยววินาที โหยวฉีเหมี่ยวสะบัดปลายแขนเสื้อเป็นวงกว้าง ใช้ กระแสอากาศขุ่นมัวห่อหุ้มปราณหลากหลายชนิดของ
ดินแดนบางแห่งที่ไม่มีใครรู้จักให้ม้วนตลบเข้าหาอวี๋ซู่ อิงในทันที เนี่ยเทียนที่ยืนอยู่กลางอากาศจ้องนิ่ง นัยน์ตามี ประกายประหลาดใจเปล่งวาบ จากกระแสปราณที่โหยวฉีเหมี่ยวโบกออกมา เขากลับ สัมผัสได้ถึงพลังงานสิบกว่าชนิดที่อยู่นอกดินแดน ซึ่ง มันปะปนไปด้วยปราณอสูร ปราณภูตผีปีศาจและ พลังแห่งความตาย เพียงแต่ว่าพลังงานเหล่านี้ไม่ได้ถูกโหยวฉีเหมี่ยวชุบ หลอม เขาเพียงแต่ดึงเอามาใช้ต่อกรกับศัตรูเท่านั้น วิชาคาถาผสานฟ้าบุกเบิกที่เขาฝึกฝนมาคล้ายจะมี ความมหัศจรรย์เช่นนี้ นั่นคือสามารถเอาพลังงาน หลากหลายชนิดที่ไม่ใช่ของตนมาใช้ ขณะเดียวกันก็ ไม่จำเป็นต้องชุบหลอมเข้าไว้ในร่าง จึงไม่ส่งผล กระทบต่อระดับความบริสุทธิ์ของโอสถวิญญาณของ
ตัวเขาเอง “แดนเทพเจ้า การต่อสู้ของแดนเทพเจ้า ไม่ธรรมดา เลยจริงๆ” สังเกตการณ์อยู่ครู่ใหญ่ เนี่ยเทียนก็พลันขมวดคิ้วเป็น ปม แล้วก็รู้สึกว่าขอบเขตของตัวเองในเวลานี้อ่อน ด้อยเกินไป หากสามารถเลื่อนสู่แดนว่างเปล่า แดน เอตทัคคะ หรือแดนเทพเจ้า ถ้าเช่นนั้น… “คาถาผสานฟ้าบุกเบิก พลังงานขุ่นมัวซับซ้อนปะปน กัน ปราณเช่นนี้ ดูเหมือนว่าจะมีความคล้ายคลึงกับ พื้นที่มหัศจรรย์ที่ข้าบรรลุวิชากระแสปั่นป่วน หุนตุ้นมา” แสงวิญญาณเส้นหนึ่งเปล่งวาบอยู่ในหัวสมองของเขา ช่วยปลุกให้เขาคืนสติ “เนี่ยเทียน! เจ้ารีบหลบไป!” อิ่นสิงเทียนตวาดเสียงหนัก เตรียมจะรวมพลังกับ
อวี๋ซู่อิงเพื่อต่อกรกับโหยวฉีเหมี่ยวที่โบกมือหนึ่งครั้ง ชายแขนเสื้อของโหยวฉีเหมี่ยวมีพลังงานกลุ่มหนึ่ง ไหลออกมา ปราณมากมายปะปนกัน ซึ่งแม้แต่อิ่นสิง เทียนและอวี๋ซู่อิงก็ยังไม่กล้าดูถูก ต้องเตรียมรับมือ อย่างเต็มกำลัง แสงเทพชำระฟ้าของอวี๋ซู่อิงถูกเก็บกลับมาทีละเส้น ก่อนจะก่อตัวขึ้นเป็นวงแสงพร่างพราวหมายกำจัด กระแสอากาศผิดปกติที่ถูกโหยวฉีเหมี่ยวชักดึงมา “ในชายแขนเสื้อของโหยวฉีเหมี่ยวน่าจะสลักภาพ ค่ายกลห้วงมิติอะไรบางอย่าง ถึงได้สามารถชักนำ พลังประหลาดมาจากท้องฟ้าหรือดินแดนแห่งอื่นได้” เนี่ยเทียนแค่ครุ่นคิดเล็กน้อยก็เดาเรื่องออก “อู้!” ไม่ได้สนใจคำเตือนของอิ่นสิงเทียน เขาพลันโคจร สายเลือดแห่งชีวิตของตัวเอง ทั้งยังดึงพลังงาน
หลากหลายอย่างในร่างออกมาใช้ ดวงดาว เปลวเพลิง พืชหญ้า เลือดลม กระแสจิต วิญญาณ พลังจิตวิญญาณของจิตวิญญาณแห่ง ดวงดาว พลังงานหลากหลายที่ไม่เหมือนกันมารวม เป็นหนึ่งโดยมีเขาเป็นใจกลางของสนามแม่เหล็ก —กระแสปั่นป่วนหุนตุ้น! เมื่อร่ายใช้เวทลับมหัศจรรย์ที่บรรลุมาจากเทพยักษ์ค้ำ ฟ้าชนิดนี้ พลังงานประหลาดที่อยู่รอบกายเขาพลัน ระเบิดแตก พลังแห่งการบิดเบือนรุนแรงพลุ่งพล่าน ดาเข้ารับหน้าพลังประหลาดยุ่งเหยิงที่โหยวฉีเหมี่ยว ชักนำมา “เอ๊ะ!” ชั่วขณะที่กระแสหุนตุ้นสัมผัสเข้ากับพลังประหลาดที่ โหยวฉีเหมี่ยวเป็นผู้ชักนำ เนี่ยเทียนก็อดที่จะร้อง อุทานด้วยความแปลกใจไม่ได้
อวี๋ซู่อิงและอิ่นสิงเทียนก็พลันตะลึงค้าง คนทั้งสองค้นพบด้วยความประหลาดใจว่า พอเนี่ย เทียนพุ่งตัวออกไป พลังประหลาดซับซ้อนที่เดิมทีพุ่ง เข้าเล่นงานพวกเขากลับถูกเนี่ยเทียนดึงดูดให้ไหล กรากเข้ามาหาตัวเขาเองอย่างบ้าคลั่ง แต่เนี่ยเทียนกลับไม่ได้ถูกพลังประหลาดเหล่านั้นบด ขยี้จนตายไป กลับกันคือพลังประหลาดที่โหยวฉีเหมี่ยวชักนำมา ต่อกรกับศัตรูยังผสานเข้าไปในสนามแม่เหล็กรอบ กายเนี่ยเทียนอย่างน่าเหลือเชื่อด้วยซ้ำ และสนามแม่เหล็กประหลาดผืนนั้นก็พลันขยายใหญ่ กว่าเดิมหลายร้อยเท่าเพราะการกรอกเทเข้ามาของ พลังซับซ้อนของโหยวฉีเมี่ยว “นี่…” เรือนกายที่ลอยอยู่กลางอากาศของเนี่ยเทียนพลันดิ่ง
ฮวบลงต่ำ เขาจำเป็นต้องเผาแก่นเลือดถึงจะ หยุดชะงักอาการร่วงดิ่งลงไปได้ หลังจากที่พลังงานนับแสนชนิดซึ่งพลุ่งพล่าน เชี่ยว กรากและยิ่งใหญ่ไพศาลมากกว่ากระแสปั่นป่วนหุนตุ้ นของเขาพุ่งมากลบทับเขาเอาไว้ พวกมันก็ได้รับ ผลกระทบจากกระแสปั่นป่วนหุนตุ้นของเขาและโอบ ล้อมเขาเป็นจุดศูนย์กลาง! นี่ทำให้เขาเกิดความรู้สึกมหัศจรรย์ดั่งคนที่รู้เคล็ดวิชา สี่ตำลึงปาดพันชั่ง! (สี่ตำลึงปาดพันชั่งเป็นหลักปรัชญา เต๋า ตามที่พบ ปรากฏบันทึกอยู่ในคัมภีร์ไท้เก๊กแต่ง โดยหวังจงเยว่ คำว่าสี่ตำลึงปาดพันชั่ง ก็คือการใช้แรง เพียงเล็กน้อยเพื่อเอาชนะแรงที่มากกว่า) “ทุกปราณเปลี่ยนแปลงไปตามสนามแม่เหล็กปั่นป่วน หุนตุ้นของข้า! แต่ต่อให้เป็นเช่นนี้ ข้าเองก็ต้องแบกรับ แรงกดดันที่มากกว่าเดิม!” เนี่ยเทียนพลันกระจ่างแจ้ง
“พลังงานที่ออกมาจากชายแขนเสื้อของโหยวฉีเหมี่ยว ไม่ได้ถูกเขาชุบหลอมด้วยตัวเอง เป็นเพียงแค่วิธีการที่ เขายืมเอามาใช้ต่อกรกับคนอื่นเท่านั้น!” “ทั้งยังมีความเป็นไปได้ด้วยว่า ต้นกำเนิดพลังงานที่ ถูกสะบัดออกมาจากชายแขนเสื้อของเขาจะเกี่ยวข้อง กับกระแสปั่นป่วนหุนตุ้นของเทพยักษ์ค้ำฟ้า!” “ตูม!” เนี่ยเทียนใช้สนามแม่เหล็กขนาดเล็กชักนำพลังงานที่ ออกมาจากชายแขนเสื้อของโหยวฉีเหมี่ยวซึ่งยิ่งใหญ่ ไพศาลกว่าพลังของสนามแม่เหล็กเขาหลายร้อยเท่า และเขายังใช้สนามแม่เหล็กขนาดใหญ่ยิ่งกว่ามา ควบคุมทิศทางให้พลังงานทั้งหลายพุ่งเข้าไปโจมตี ภูเขาเทพที่ก่อตัวขึ้นมาจากกายธรรมแห่งเทพของต้ วนหงเหวิน “เจ้าสำนักโม่! หลีกไป!”
เสียงดังกังวานของเนี่ยเทียนดังออกมาจากใน สนามแม่เหล็กกระแสปั่นป่วนหุนตุ้นชั้นที่อยู่ข้างในลึก ที่สุด โม่เชียนฝานตะลึง แบ่งอำนาจจิตที่ถูกชุบหลอมให้ บริสุทธิ์กลุ่มหนึ่งออกมามอง จึงเห็นว่ารอบกายของ เนี่ยเทียนห้อมล้อมไปด้วยชั้นแสงห้าสีหลายชั้นที่พุ่ง เข้ามากระแทกชน วงแสงหลายชั้นพวกนั้น มองทีแรกคล้ายสนามรบ สุ้ยเมี่ยที่มีลักษณะเป็นทรงกลม ส่วนเนี่ยเทียนก็คือใจกลางของสนามรบสุ้ยเมี่ย คือผู้ ควบคุม โม่เชียนฝานตกใจจนสะดุ้งโหยง “อสนีแปรเปลี่ยน!” พายุสายฟ้าพลันเปลี่ยนแปลง สายฟ้าหลายล้านเส้น หดเข้ามารวมกันกลายมาเป็นลูกสายฟ้าลูกหนึ่งที่
ทะยานขึ้นสู่ชั้นเมฆ “ตูมๆ!” เนี่ยเทียนใช้สนามแม่เหล็กวงเล็กชักนำวงแสงหลาย ชั้นที่เกิดจากพลังงานแตกต่างกันให้พุ่งเข้าชนภูเขา เทพลุกนั้น ประหนึ่งฟ้าถล่มดินทลาย ดาวเดือนระเบิดมอดดับ อักขระที่ลอยอยู่บนตัวผนังของภูเขาเทพประหนึ่ง เปลวเทียนที่ดับวูบลง พริบตาเดียวก็มืดมนไร้ซึ่งแสง สว่างใดๆ เหลืออีก! “เจ้าสำนัก!” เสียงร้องด้วยความหวาดกลัวของต้วนหงเหวินดังออก มาจากในภูเขาเทพ แล้วก็เห็นเพียงว่าเมื่อสัมผัสโดน วงแสงห้าสีแปลกประหลาดนั้น ภูเขาเทพของเขาก็หด เล็กลงไปทีละเมตร เสียงร้องของต้วนหงเหวินเริ่มเปลี่ยนมาเป็นโหยหวน
ทำเอาคนที่ได้ยินรู้สึกขนลุกไปถึงหนังหัว “ขนาดจิตวิญญาณยังถูกกัดกร่อน พลังประหลาด ชนิดนี้มีปราณที่สามารถบิดเบือนและฉีกกระชากทุก อย่างได้!” อิ่นสิงเทียนจุ๊ปากชื่นชม สายตาที่มองเนี่ย เทียนประหนึ่งสายตาที่ใช้มองภูตผีตัวประหลาด “นี่ ไม่ควรจะเป็นพลังงานที่โหยวฉีเหมี่ยวควบคุม หรอกหรือ?” อวี๋ซู่อิงพึมพำแผ่วเบา ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 43 บทที่ 1268 แรงกดดันที่มากกว่าเดิม
“เจ้าสำนัก! เจ้าสำนักช่วยข้าด้วย!” เสียงร้องโหยหวนของต้วนหงเหวินแห่งสำนักบุกเบิก ฟ้าดังออกมาจากภูเขาเทพหมื่นจั้งของเขา ภูเขาเทพที่จำแลงมาจากกายธรรมแห่งเทพถูกเนี่ย เทียนใช้วงแสงพลังงานซับซ้อนซึ่งถูกสนามแม่เหล็ก กระแสปั่นป่วนหุนตุ้นดึงมาโจมตีครั้งแล้วครั้งเล่า อัก ขณะจำนวนมากจึงระเบิดแตกกระจาย ปราณวิญญาณ พลังภูตผีปีศาจ เศษซากนอกทาง ช้างเผือก พลังแห่งการบิดเบือน พลังแห่งการฉีกทึ้ง เปลวเพลิง… พลังงานสิบกว่าชนิดที่แตกต่างกันนั้น ไม่รู้ว่าโหยวฉี เมี่ยวไปดึงมาจากที่ไหน
ทว่าเมื่อเทียบกับพลังงานในร่างเนี่ยเทียนแล้ว พลังงานที่โหยวฉีเหมี่ยวดึงมากลับแข็งแกร่งกว่าเยอะ มาก พลังงานเหล่านั้น ขนาดโหยวฉีเหมี่ยวที่ใช้คาถาผสาน ฟ้าบุกเบิกก็ยังไม่สามารถนำมาชุบหลอมเข้าสู่ร่างกาย ได้ ได้แต่ยืมเอามาใช้ต่อกรกับศัตรูอย่างอวี๋ซู่อิง อิ่นสิง เทียนเท่านั้น ทว่าบัดนี้ เนี่ยเทียนที่ใช้ “กระแสปั่นป่วนหุนตุ้น” ซึ่ง บรรลุมาจากเทพยักษ์ค้ำฟ้ากลับสามารถควบคุม พลังงานเหล่านั้นได้อย่างง่ายดายตามใจปรารถนา เขากำลังใช้พลังที่โหยวฉีเหมี่ยวชักนำมาจัดการกับอิ่ นสิงเทียนและอวี๋ซู่อิงไปโจมตีต้วนหงเหวินกลับคืน เสียเอง! “ตูม!” แสงอักขระจำนวนมากหดหายไปอย่างรวดเร็ว
กายธรรมแห่งเทพของต้วนหงเหวินก็ถูกบีบให้กลับคืน กลายมาเป็นร่างจริง เขากลายร่างเป็นลำแสงเส้นหนึ่งที่พุ่งออกมาจาก ขอบเขตสนามแม่เหล็กของเนี่ยเทียนอย่าง กระเซอะกระเซิง แล้วบินมายังเรือรบทางช้างเผือก ของสำนักบุกเบิกฟ้าที่จอดอยู่ “เจ้า เจ้าก็คือบุตรแห่งดวงดาวคนที่เจ็ด เนี่ยเทียนงั้น รึ?” เสียงตะโกนด้วยความตกตะลึงของโหยวฉีเหมี่ยวเพิ่ง จะดังขึ้นมา ที่เขามาช้าไปก้าวหนึ่งก็เพราะว่าตอนที่เขาโบกชาย แขนเสื้อหมายสังหารอิ่นสิงเทียนและอวี๋ซู่อิง ฉู่รุ่ย กลับบุกออกมาโจมตีเขาอย่างสุดชีวิต การบุกโจมตีอย่างบ้าคลั่งของฉู่รุ่ยทำให้ฝนดาวตกร่วง กราวลงมาทั่วท้องฟ้า เป็นเหตุให้โหยวฉีเหมี่ยวไม่
สามารถแบ่งสมาธิมารับมือได้ เดิมทีเขานึกว่าพลังงานที่โบกออกมาจากชายแขนเสื้อ จะสามารถทำให้อวี๋ซู่อิงและอิ่นสิงเทียนบาดเจ็บ สาหัสได้ ด้วยความมั่นใจนี้ เขาจึงไม่คิดจะหันมามอง หรือให้ความสนใจ ซึ่งพลังงานขุมนั้นก็เป็นอย่างที่เนี่ยเทียนคาดเดาเอาไว้ นั่นคือเขาไม่สามารถชุบหลอมมันได้ ความรู้สึกที่เขามี ต่อพวกมันจึงไม่เฉียบไวนัก จนกระทั่งต้วนหงเหวินร้องโหยหวน เขาถึงได้คืนสติ หันหน้ากลับมาดูก็พบว่าพลังงานที่เขาส่งออกไปกลับ ถูกสนามแม่เหล็กที่พิเศษของเนี่ยเทียนชักนำไปจนสิ้น โหยวฉีเหมี่ยวพลันหน้าเปลี่ยนสี ในที่สุดก็เกิดความ สงสัย “พลังแห่งความซับซ้อนบิดเบือนที่คาถาผสาน ฟ้าบุกเบิกของข้าดึงมาจากทางช้างเผือกนอก อาณาจักร! เจ้า เจ้าใช้มันได้อย่างไร?”
“ต้วนหงเหวิน!” โม่เชียนฝานหัวเราะเสียงแปร่ง กายธรรมแห่งเทพ เหยียบออกมาบนความว่างเปล่า สายฟ้าที่พลุ่งพล่าน ที่สุดซึ่งเขาชุบหลอมเองกับมือกลายมาเป็นมีดสายฟ้า เล่มหนึ่งที่หนาใหญ่ราวแม่น้ำซึ่งฟาดฟันลงใส่รองเจ้า สำนักบุกเบิกฟ้า เขามองออกว่าหลังจากภูเขาเทพลูกนั้นของต้วนหงเห วินถูกเนี่ยเทียนโจมตีอย่างบ้าคลั่ง ต้วนหงเหวินก็ ได้รับบาดเจ็บสาหัส โม่เชียนฝานจึงฉวยโอกาสสังหารอีกฝ่าย “แสงเทพชำระฟ้า! แสงเทพชำระโลก!” “คาถาเจ็ดอารมณ์ชักนำวิญญาณ!” อวี๋ซู๋อิงและแดนเอตทัคคะเจ็ดคนของวังพิสุทธิ์เร้นลับ ระดมกำลังอย่างพร้อมเพรียงกัน
แดนเอตทัคคะเจ็ดท่านร่วมมือกันใช้เวทลับของสำนัก มาสยบคลื่นกระแสจิตวิญญาณของโหยวฉีเหมี่ยว ทำ ให้เขาไม่สามารถใช้พลังจิตวิญญาณมาผสานกับเวท คาถาได้ แสงเทพชำระฟ้าของอวี๋ซู่อิงหายไปบนท้องฟ้าอย่าง ลึกลับ เมื่อปรากฎตัวอีกครั้งก็คล้ายลอดทะลวงห้วงมิติมา ปรากฎตัวอย่างแน่นขนัดอยู่บนพื้นผิวของกระจกฟ้า ผสานหยินหยาง “ธารดาราพลิกเปลี่ยน!” ฉู่รุ่ยเองก็พลันกระตุ้นพลัง เท้าของเขาเหยียบลงบน ธารดวงดาวที่พร่างพราวผืนนั้น ก่อนที่ค่ายกลพลัง ดวงดาวหลายสิบชนิดที่ลี้ลับเกินคาดเดาจะพากัน จำแลงออกมา ธารดวงดาวผืนนั้นกระแทกลงไปยังพื้นที่ที่
โหยวฉีเหมี่ยวนั่งบัญชาการณ์ บีบให้ปราณวิญญาณ ฟ้าดินในอาณาจักรวอหลิวที่ถูกปลาสีเงินและสีทอง ฝืนบังคับเปลี่ยนแปลงจนวุ่นวายให้กลับคืนมาเป็น ปกติ “แหวกเวหา!” อิ่นสิงเทียนโบกกระบี่ ปราณกระบี่นับหมื่นถูกเงาร่าง ที่หน้าตาเหมือนเขาโบกสะบัด จำแลงให้กลายมาเป็น คาถากระบี่ที่แตกต่างกันซึ่งพากันสาดยิงเข้าหาโหยว ฉีเหมี่ยวอย่างพร้อมเพรียง “ตูม! ปังๆๆ!” ทันใดนั้นตรงพื้นที่ที่โหยวฉีเหมี่ยวอยู่ก็มีคลื่นพลังการ โจมตีน่าหวาดกลัวที่ทำให้แดนเอตทัคคะปวดหัวจน หัวแทบแตกระเบิดออกมา เศษแสงพลังงานเป็นชั้นๆ ร่วงระนาวสู่พื้น พวกแดน เอตทัคคะอย่างบุตรวิญญาณโลหิต เซี่ยเชียน
จิ่งเฟยหยางที่อยู่เบื้องล่างต่างก็ตกใจจนขวัญแทบ กระเจิง ต่างคนต่างเรียกดินแดนของตัวเองออกมาปก คลุมเหล่าผู้คนที่มาจากดินแดนต่างๆ แล้วพากันไป หลบอยู่ไกลๆ หอเรือนหินสีเขียวสูงหลายสิบเมตรหลายหลังของ สำนักอักขระเทพ สำนักทองไพศาลและสำนักภูเขา พันกระบี่ที่ถูกลูกหลงคลื่นการโจมตีสัมผัสมาโดนก็ ถล่มครืนลงมา พริบตานั้นทั่วทุกมุมในอาณาจักรวอหลิวก็มีแต่เสียง หวีดร้อง ผู้คนหาที่หลบกันให้จ้าละหวั่น “เจ้าสำนัก!” เสียงโหยหวนของต้วนหงเหวินดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง ภายใต้เส้นสายฟ้าที่ผ่าเปรี้ยงลงมาครั้งแล้วครั้งเล่า เดิมทีเขาก็บาดเจ็บสาหัสอยู่แล้ว พอมาถูกโม่เชียน ฝานโจมตีอย่างดุเดือดอีกครั้ง สภาพจึงกระเซอะ
กระเซิงอย่างถึงที่สุด “ฉู่รุ่ย อวี๋ซุ่อิง อิ่นสิงเทียน โม่เชียนฝาน…” น้ำเสียงที่เย็นเยียบเสียดลึกถึงกระดูกของโหยวฉี เหมี่ยวดังขึ้นมาจากในกระแสอากาศหยินหยางสอง ขุม “อู้!” กระแสอากาศหนึ่งเย็นสุดขั้ว หนึ่งร้อนสุดขีดพากัน เอ่อล้นออกมาจากกระจกฟ้าผสานหยินหยางมาก กว่าเดิม แสงเทพของอาวุธเทพไม่ดับสลายพลันขยายใหญ่ กว่าเดิมหลายเท่า แล้วจู่ๆ สายฟ้าก็โผล่ขึ้นมาจาก ความว่างเปล่า ก่อนจะบินไปยังจุดที่ต้วนหงเหวินอยู่ แล้วห่อหุ้มตัวของต้วนหงเหวินไว้ภายใน “คนที่หมายหัวพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว ไม่ได้มี แค่สำนักบุกเบิกฟ้าเพียงสำนักเดียว เมื่อใดที่ข้า
กลับมาอีกครั้ง ก็หวังว่าพวกเจ้าจะยังเก่งได้เหมือน ตอนนี้” “พรวด!” กระจกฟ้าผสานหยินหยางดึงกระแสอากาศสองขุม นั้นให้มารวมกัน แล้วกระชากตัวยาวเป็นลำแสงพร่าง พราวที่พุ่งหายเข้าไปยังรอยแยกห้วงมิติเส้นที่เรือรบ ทางช้างเผือกของสำนักบุกเบิกฟ้าแหวกเข้ามาในชั่ว พริบตา จู่ๆ โหยวฉีเหมี่ยวก็พาต้วนหงเหวินจากไปทั้งอย่างนี้ อวี๋ซู่อิง ฉู่รุ่ย อิ่นสิงเทียนพากันเก็บพลังกลับคืนมา ลำแสงสว่างพร่างพราวที่อยู่ริมด้านนอกของ อาณาจักรวอหลิวหยุดส่องแสง “ปัง!” เรือรบทางช้างเผือกของสำนักบุกเบิกฟ้าที่จอดอยู่นิ่งๆ
อยู่ดีๆ ก็เริ่มปริแตกจากตรงจุดที่ตั้งของค่ายกลนำส่ง ด้านใน ก่อนจะกลายเป็นเศษซากชิ้นส่วนที่ปลิวว่อน อยู่กลางอากาศสูง “คนของสำนักบุกเบิกฟ้าจากไปทั้งอย่างนี้น่ะหรือ?” หวงจินหนันแห่งสำนักทองที่สวมเสื้อเกราะสีทอง อร่ามมองรอยแยกห้วงมิติเส้นที่ปริออกนั้นอย่างเหม่อ ลอย บนใบหน้าที่งดงามของโหวชูหลันเต็มไปด้วยความ ประหลาดใจ นางลอยตัวนิ่งๆ อยู่กลางอากาศ แผ่ ปราณพลังชีวิตที่เข้มข้นราวกับจะสามารถหล่อเลี้ยง หมื่นสรรพสิ่ง มองดูแล้วเต็มไปด้วยชีวิตชีวาสดใส “โหยวฉีเหมี่ยวไม่ใช่คนโง่เสียหน่อย เขาอาจจะยืน หยัดต่อสู้ภายใต้การร่วมมือกันระหว่างฉู่รุ่ย อิ่นสิง เทียนและอวี๋ซู่อิงได้โดยที่ไม่พ่ายแพ้ แต่ต้วนหงเหวิน ล่ะ?”
“ใช่ว่าเจ้าจะมองไม่ออกเสียหน่อยว่าต้วนหงเหวินผู้ นั้นใกล้จะประคองตัวไม่ไหวแล้ว สำนักบุกเบิกฟ้า นอกจากเขาแล้ว ยังเหลือต้วนหงเหวินอีกคนหนึ่งที่ เป็นแดนเทพเจ้า ต่อให้ต้วนหงเหวินจะอ่อนด้อยแค่ ไหนก็เป็นถึงแดนเทพเจ้านี่นา! โหยวฉีเหมี่ยวปิดด่าน อยู่นานปี หรือไม่ก็ออกหาประสบการณ์ไปทั่ว ไม่ถนัด เรื่องการดูแลสำนัก” “เขาไม่ถนัด แต่ต้วนหงเหวินกลับตรงกันข้าม คนทั้ง สองจึงต่างชดเชยในส่วนที่อีกฝ่ายหนึ่งขาด” “หากต้วนหงเหวินตายไป ก็เท่ากับว่าสำนักบุกเบิกฟ้า ขาดขุนพลคนสำคัญ หลังจากนี้หากเขาคิดจะปิดด่าน นานๆ อีกย่อมเป็นไปไม่ได้ ที่เขาหนีไปไม่ใช่เพราะ หวาดกลัวฉู่รุ่ยหรืออวี๋ซู่อิง แต่เขาแค่ต้องการเก็บพลัง การต่อสู้เอาไว้” โหวชูหลันวิเคราะห์อย่างชาญฉลาด
โหลวหงแยนเองก็พยักหน้ารับเบาๆ “สำนักบุกเบิก ฟ้ากล้าลงมือ ย่อมต้องมีความมั่นใจมากพอ ที่ข้า แปลกใจก็คือ นอกจากสำนักบุกเบิกฟ้าและวังพิสุทธิ์ เร้นลับที่ก่อนหน้านี้ถูกเกลี้ยกล่อมแล้ว ยังมีสำนักไหน อีกที่เข้าร่วมด้วย?” เทพบุตรและเทพธิดาสามคนพูดคุยกันเบาๆ อยู่ในมุม หนึ่งของอาณาจักรวอหลิว “วิกฤตอันตรายเพียงแค่ผ่านพ้นไปได้ชั่วคราว เท่านั้น” อวี๋ซู่อิงขมวดคิ้วเป็นปม “โหยวฉีเหมี่ยวไม่ได้ เสียการควบคุมตัวเอง เขารู้ดีว่าควรจะทำเช่นไรถึงจะ ทำให้สำนักบุกเบิกฟ้าได้ผลประโยชน์สูงสุด คราว หน้าที่เขามา ก็อาจมีแดนเทพเจ้าของสำนักอื่นมา พร้อมกับเขาด้วย” “ก็มีความเป็นไปได้ว่าพวกเขาจะร่วมมือกำจัด อุปสรรคก่อน ท้ายที่สุดค่อยมาเยือนดินแดนพงฟ้า
แล้วยึดครองดินแดนดวงดาวแห่งนี้อีกครั้ง” ฉู่รุ่ยสีหน้ามืดทะมึน กระชากเสียงพูด “มีฝ่ายไหน อีก?” “สำนักบุกเบิกฟ้า พรรคเงามืด สำนักเมฆามรกต” อวี๋ซู๋อิงถอนหายใจหนึ่งที “บวกกับวังพิสุทธิ์เร้นลับ ของพวกเรา เท่าที่ข้ารู้ก็คือสี่ฝ่ายนี้ วังพิสุทธิ์เร้นลับ ของพวกเราคือสำนักที่รากฐานไม่แข็งแกร่งที่สุดในสี่ ฝ่ายนี้” “พรรคเงามืด! สำนักเมฆามรกต!” อิ่นสิงเทียนหนังตากระตุก “สองสำนักใหญ่นี้ ต่างฝ่าย ต่างก็มีแดนเทพเจ้านั่งบัญชาการณ์ ประมุขของพรรค เงามืดน่าจะไม่ได้ปรากฏตัวมาหมื่นปีแล้วกระมัง? เขา ยังมีชีวิตอยู่อีกหรือ?” อวี๋ซู่อิ่งพยักหน้า “ที่ข้าเข้าร่วมด้วย นอกจากจะเป็น เพราะโหยวฉีเหมี่ยวเลื่อนสู่แดนเทพเจ้าช่วงกลางแล้ว
ยังเป็นเพราะได้รับเทียบเชิญที่เขียนด้วยลายมือของ ประมุขพรรคเงามืดด้วย” “เทียบเชิญ?” ฉู่รุ่ยเองก็แสดงสีหน้าสนใจ “ดูจากพลังที่แผ่ออกมาจากเทียบเชิญนั่น ประมุข พรรคเงามืดไม่เพียงแต่ยังมีชีวิตอยู่ ศักยภาพอาจจะ เหนือกว่าโหยวฉีเหมี่ยวระดับหนึ่งด้วยซ้ำ” อวี๋ซู่อิงเอง ก็ไม่ปกปิด “ตอนนั้นข้ารู้สึกว่า ในเมื่อประมุขพรรค เงามืดออกหน้าเองแล้ว ต่อให้โม่เหิงกลับมาก็ไม่แน่ เสมอไปว่าจะเอาชนะเขาได้” “ส่วนเจ้า ข้าคิดว่าแค่โหยวฉีเหมี่ยวคนเดียวก็กำราบ เจ้าได้แล้ว” “ทางฝ่ายของหลัวว่านเซี่ยง เดิมทีก็คนที่อ่อนแอที่สุด นึกไม่ถึงว่าระดับขั้นของธงสรรพดาราดารดาษของ เขาจะเกิดการเปลี่ยนแปลง นึกไม่ถึงว่าขอบเขตของ เขาจะเลื่อนขึ้นไปอีกระดับ ดังนั้นพวกเราจึงไม่ได้
คำนึงถึงเขาสักเท่าไหร่” “อู้” โม่เชียนฝานบินออกมา พอได้ยินบทสนทนาของพวก เขาจึงกล่าวว่า “หากผู้นำคือประมุขพรรคเงามืด บวก กับสำนักเมฆามรกต สำนักบุกเบิกฟ้าและวังพิสุทธิ์ เร้นลับของพวกเจ้า พละกำลังที่สี่ฝ่ายนี้รวมกัน คิดจะ ฮุบกลืนพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวในสถานการณ์ เช่นนี้ก็มีความเป็นไปได้อยู่มากจริงๆ” “ก็นั่นน่ะสิ” อวี๋ซู่อิงพูดต่อโดยที่ไม่ได้แยแสความรู้สึก ของฉู่รุ่ยสักเท่าไหร่ “โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่แดน เทพเจ้าช่วงท้ายผู้แข็งแกร่งสูงสุดของอีกสามฝ่ายไม่ อยู่อย่างในตอนนี้ อีกอย่างประมุขพรรคเงามืดเองก็ สนิทสนมกับหอทอดฟ้า ลัทธิจิตตวิสุทธิ์และสำนักห้า ธาตุเป็นอย่างดี หากเขาออกหน้า ต่อให้ท่านทั้งหลาย เหล่านั้นอยู่ ก็อาจจะเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ก็เป็นได้”
“ที่แท้ผู้บงการที่อยู่ในเงามืดตัวจริงก็คือพรรคเงา มืด!” โหวชูหลันกล่าวด้วยน้ำเสียงตกใจ “พรรคเงามืด! ประมุขพรรคเงามืด!” หวงจินหนันเอง ก็ตกตะลึงไปเช่นกัน “เคยได้ยินผู้อาวุโสในสำนักพูด กันว่า ในอดีตสี่สำนักเก่าแก่เคยติดค้างบุญคุณของ พรรคเงามืด ว่ากันว่าตอนที่พรรคเงามืดต้านทาน กองทัพชนต่างเผ่า พวกเขาเคยลงแรงไปมากที่สุด แล้วก็เสียหายสาหัสที่สุด ทุกฝ่ายจึงรู้สึกว่าติดค้าง พวกเขา” “ถ้าหากผู้ที่คิดจะเข้ามาแทนที่พระราชวังโบราณ สะเก็ดดาวคือพรรคเงามืดจริงๆ ถ้าอย่างนั้น…” โหลวหงแยนเองก็หน้าเปลี่ยนสีไปเช่นกัน “ตูม!” ขณะที่ทุกคนกำลังเป็นกังวลกับเรื่องของพรรคเงามืด สนามแม่เหล็กขนาดเล็กของเนี่ยเทียนที่ชักนำกระแส
พลังงานซึ่งโหยวฉีเหมี่ยวทิ้งเอาไว้เข้ามาสร้างเป็นวง แสงหลายชั้นพลันบินออกไปนอกอาณาจักรวอหลิวที่ มีลักษณะเป็นปากบ่อ “เนี่ยเทียนเป็นอะไรไป?” ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 43 บทที่ 1269 สร้างดินแดน?
สภาพแวดล้อมของอาณาจักรวอหลิวไม่ธรรมดา อาณาจักรแห่งนี้ถูกลำแสงที่เหมือนม่านน้ำล้อมวน และในลำแสงก็เต็มไปด้วยรอยแยกห้วงมิติมากมาย ลำแสงเหล่านั้นอยู่ในลักษณะเหมือนรูปปากบ่อที่ เชื่อมโยงไปยังนอกอาณาจักร หากผู้ฝึกลมปราณของ ทั่วทั้งอาณาจักรวอหลิวมองไปยังห้วงอวกาศด้านนอก ก็เหมือนคนที่มองท้องฟ้าจากก้นบ่อ จะเห็นเป็นเพียง ทางช้างเผือกขนาดเล็กๆ เท่านั้น และในเวลานี้ ทางช้างเผือกที่ทุกคนมองไปเห็นก็ล้วน ถูกอัดแน่นไปด้วยวงแสงห้าสีที่อยู่รอบกายเนี่ยเทียน “อู้!” นอกอาณาจักรวอหลิว พอเนี่ยเทียนทะยานตัวออกไป
รถศึก อาวุธวิเศษประเภทบินและเรือโบราณระดับต่ำ หลายลำที่จอดอยู่ก็พลันระเบิดแตก เสียงร้องโหยหวนดังขึ้นไม่ขาดสาย นอกจากสำนักอักขระเทพ สำนักทองไพศาลและ สำนักภูเขาพันกระบี่แล้ว สำนักและตระกูลเล็กๆ แห่ง อื่นของดินแดนพงฟ้าที่พอได้ยินการเปลี่ยนแปลงครั้ง ใหญ่ที่เกิดขึ้นในอาณาจักรวอหลิวก็ไม่กล้าเข้าไปด้าน ใน จึงจอดรถศึกและเรือรบทางช้างเผือกระดับต่ำ เหล่านี้ไว้ด้านนอกเพื่อสังเกตการณ์อย่างใกล้ชิด คนบางส่วนในนั้นยังมีเจตนาชั่วร้าย ปรารถนาที่จะ เห็นสำนักอักขระเทพ สำนักทองไพศาลและสำนัก ภูเขาพันกระบี่ถูกฆ่าล้างสำนักถึงจะสะใจ พอสำนักบุกเบิกฟ้าสำแดงอานุภาพ พวกเขายังถึงขั้น ที่เป็นฝ่ายกระโดดออกมาป่าวประกาศตัวว่า สวามิภักดิ์กับสำนักบุกเบิกฟ้าด้วยซ้ำ
“ปังๆๆ!” ชั่วขณะที่เนี่ยเทียนบินออกมา วงแสงพลังงานซับซ้อน ที่โหยวฉีเหมี่ยวชักนำมาและเขาก็ดึงเอามาใช้อีกทีก็ พลันซัดกวาดตะลุยให้รถศึกและเรือรบทางช้างเผือก ระดับต่ำเหล่านั้นระเบิดแตกกระจุยประดุจกองทัพ นับหมื่นที่ถูกบดขยี้! “สมน้ำหน้า!” “เนี่ยเทียนบินขึ้นไปก็เพื่อสยบขวัญพวกคนต่ำช้าใน ดินแดนพงฟ้าพวกนั้นหรือ?” “ไอ้พวกนี้ไม่เคยมีใจภักดีต่อพวกเรา ตายไปก็ไม่น่า เสียดาย เพียงแต่ว่า พวกคนกระจอกๆ พวกนี้คงไม่มี ค่าพอให้เนี่ยเทียนลงมือเองกระมัง?” แดนเอตทัคคะสามท่านอย่างจิ่งเฟยหยาง ฉวีหมิงเต๋อ และเสวียนจื่อซวนมองเศษซากเรือรบทางช้างเผือก นอกปากบ่อที่ปลิวกระเด็นราวดาวตกด้วยสายตา
เย็นชา พวกคนที่เป็นมิตรกับสำนักอักขระเทพ สำนักทอง ไพศาลและสำนักภูเขาพันกระบี่อย่างแท้จริงจะต้อง อาศัยค่ายกลนำส่งเดินทางเข้ามาในอาณาจักรวอหลิว “อู้ๆๆ!” ในกระแสปั่นป่วนหุนตุ้น ดวงตาของเนี่ยเทียนเต็มไป ด้วยประกายประหลาดใจ เขาจ้องมองวงแสงหลาย ชั้นที่ล้อมอยู่ร่างกายตัวเองและยังขยายใหญ่อย่าง ต่อเนื่องด้วยสายตาครุ่นคิดลึกล้ำ “เป็นอย่างนี้ไปได้อย่างไร?” เมื่อโผล่ขึ้นมาบนท้องฟ้า เขาก็ค้นพบว่าพลังงาน หลายธาตุจำนวนมากกว่าเดิมถูกวงแสงเหล่านี้ดึงดูด จนพากันไหลกรูเข้ามารวมตัวดั่งกับถูกเครื่องสูบน้ำ สูบเอามา วงด้านในคือกระแสปั่นป่วนหุนตุ้นที่เขาเป็นคน
กระตุ้นด้วยตัวเอง ซึ่งมันกินพื้นที่แค่ไม่กี่ไร่เท่านั้น กลางกระแสปั่นป่วนหุนตุ้นมีเส้นผลึกเปลวเพลิง พลัง ดวงดาวที่เปล่งวิบวาวราวกับเพชร ปราณพืชหญ้าที่ กลายมาเป็นกระแสอากาศสีเขียวขจีดุจธารน้ำสีมรกต ปราณเลือดแห่งชีวิตสีชาดที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วทุก แห่ง ส่วนพลังจิตวิญญาณเป็นกลุ่มๆ ก็โผล่วูบวาบ เสมือนเงาผี ส่วนวงรอบนอกนั้นคือพลังงานหลายสิบชนิดที่ ซับซ้อนยิ่งกว่า ซึ่งได้รับการชักนำจากวงแสงด้านใน ทำให้เกิดสนามแม่เหล็กที่น่าหวาดกลัวยิ่งกว่าเพราะ มันทั้งพลุ่งพล่าน บิดเบือน ฉีกกระชาก วงแสงด้านในคอยควบคุมวงแสงด้านนอกอีกที ทว่าตอนที่เขาทะยานขึ้นมาสู่ฟากฟ้า พลังงาน มากมายของวงแสงด้านนอกกลับดึงดูดเอาพลัง ประหลาดอีกมากมายเหลือคณนามาจากในทาง
ช้างเผือกอย่างบ้าคลั่ง เป็นเหตุให้วงแสงด้านนอก ขยายออกไปอีกอย่างไม่หยุดยั้ง พลังบ้าระห่ำในวงแสงที่พอสัมผัสเข้ากับอาวุธวิเศษ ประเภทบิน รถศึก หรือเรือรบทางช้างเผือกก็ตั้งท่า บดขยี้อย่างไร้ปราณี เนี่ยเทียนได้แต่มองอาวุธวิเศษประเภทบินและรถศึก พวกนั้นลุกพรึ่บติดไฟแล้วพากันร่วงกราวลงสู่พื้น พวกคนที่ขอบเขตต่ำยังไม่ทันได้ร้องโหยหวน จิต วิญญาณก็ถูกฉีกทึ้งจนตายไปแล้ว มีเพียงแดนว่างเปล่าเท่านั้นที่สามารถหนีพ้นความ ตายไปได้ในขณะที่ดินแดนยังไม่ถูกบิดเบือน ไม่นานพื้นที่ที่เนี่ยเทียนยืนอยู่ก็ไม่เหลือคนอยู่อีก แม้แต่คนเดียว “ฟิ้ว!”
แดนเอตทัคคะจำนวนมากพากันบินออกมาจาก อาณาจักรวอหลิว จากนั้นถึงเป็นพวกฉู่รุ่ย อวี๋ซู่อิง พวกเขาต่างก็ทะยานออกจากปากบ่อของอาณาจักร วอหลิวเข้ามาอยู่ในทางช้างเผือก เข้ามาอยู่ในพื้นที่ เดียวกับวงแสงทั้งในและนอกของเนี่ยเทียนที่กระตุ้น ให้เกิดสนามแม่เหล็กบ้าคลั่ง บิดเบือน “พลังการบิดเบือนและฉีกทึ้งประเภทนี้ แม้แต่แดน เทพเจ้าของข้าก็ยังได้รับผลกระทบไปด้วย!” อวี๋ซู่อิงร้องอุทานเบาๆ นางค้นพบว่าชั่วขณะที่ขยับ เข้าไปใกล้เนี่ยเทียนดินแดนเทพเจ้าของนางและแสง เทพชำระฟ้าต่างก็ถูกชักนำ และเริ่มอยู่เหนือการ ควบคุมของนาง “ฟิ้วๆๆ!” ฉู่รุ่ยที่บินออกมาได้แต่ยืนมองดวงดาวที่ล้อมวนอยู่ รอบกายเขาเคลื่อนโคจรด้วยวิธีการที่ผิดปกติ
พวกมันพากันโคจรด้วยตัวเองโดยที่ไม่อยู่ในวิถีดั้งเดิม “ออกห่างไปแล้ว วิถียิ่งใหญ่ที่ข้าบรรลุมา สัจธรรม แห่งกฎเกณฑ์ของดวงดาว!” ฉู่รุ่ยตกตะลึงอย่างหนัก “ช่างเป็นพลังการบิดเบือนที่ประหลาดยิ่งนัก แม้แต่ วิถีดวงดาวของข้าก็ยังถูกดึงให้โคจรห่างออกไป! มิน่าเล่าภูเขาเทพที่จำแลงมาจากกายธรรมแห่งเทพ ของต้วนหงเหวินถึงต้านทานไม่ได้ และอักขระบนตัว ภูเขาก็พากันระเบิดแตก!” “เนี่ยเทียน เจ้าทำอะไรอยู่?” ต่งลี่ที่เหยียบอยู่บนหลังเต่าทมิฬ ทั่วร่างถูกห่อหุ้มไว้ ด้วยแสงสีดำประดุจทวยเทพแห่งโลกของความมืดมิด ที่เยื้องกรายลงมาบนโลกมนุษย์กลับบินออกมานอก อาณาจักรเหมือนพวกแดนเอตทัคคะเหล่านั้นด้วย “เจ้านี่นะ!” ต่งฉีซงเจ้าสำนักคุมสัตว์ที่มีตบะเป็นแดนเอตทัคคะ
ช่วงต้น หากนับกันตามลำดับเครือญาติ ก็ถือว่าเขาคือ บรรพบุรุษของบรรพบุรุษต่งลี่อีกที พอเขาเห็นว่าต่งลี่ บินออกมาอย่างไม่รู้จักกลัวตายก็ตกใจจนแทบจะ พลัดร่วงลงไป ฉู่รุ่ย อวี๋ซุ่อิง โม่เชียนฝาน อิ่นสิงเทียน บุตรวิญญาณ โลหิต เซี่ยเชียน จิ่งเฟยหยาง… ทุกคนที่อยู่ตรงนี้ มีใครบ้างที่ไม่ใช่แดนเอตทัคคะหรือ เหนือกว่าแดนเอตทัคคะขึ้นไป? พวกแดนว่างเปล่าที่พอเห็นว่าเนี่ยเทียนทะยานขึ้นฟ้า แล้วรถศึกกับเรือรบที่มาจอดอออยู่นอกอาณาจักร ระเบิดทลายร่วงลงมา ก็ไม่มีใครกล้าโผล่หน้าออกมา แม้แต่คนเดียว ขนาดต่งฉีซงเอง ตอนที่บินมาก็ยังเต็มไปด้วยความ ระมัดระวังเพราะกลัวว่าจะเกิดเรื่องไม่คาดคิดขึ้น แล้วต่งลี่ล่ะ?
ต่งลี่ที่ช่วงที่ผ่านมาอาศัยหินปีศาจดำมืดและ ทรัพยากรของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวมาฝึกตน จนช่วงที่ผ่านมาเลื่อนสู่เขตวิญญาณช่วงต้น ยังไม่ได้ สัมผัสกับความมหัศจรรย์ของดินแดนก็กล้าบุกออกมา ยังทางช้างเผือกนอกอาณาจักรแล้วหรือ? ทั้งยังอยู่รอดปลอดภัยไร้รอยขีดข่วนใดๆ! “ข้าไม่เป็นไร” ต่งลี่สีหน้าเฉยเมย ทั้งยังคอยปรับพลัง ของหินปีศาจดำมืดที่อยู่ในร่างตัวเองมาใช้อย่างผ่อน คลาย ดุจดั่งทวยเทพแห่งความมืดที่ยังกลืนกินแสง อ่อนจางในห้วงอวกาศมาสร้างความแข็งแกร่งให้กับ ตัวเองอีกด้วย “หลังจากนี้หากข้าคิดจะฝึกตนนอก อาณาจักรยังไม่มีปัญหา แล้วนับประสาอะไรกับที่แค่ มายืนอยู่เฉยๆ เท่านั้น” “คนมีพรสวรรค์ คนมีพรสวรรค์อีกคนหนึ่งแล้ว!” ฉู่ รุ่ยทอดถอนใจ
“เนี่ยเทียน พลังขุมนั้นที่เจ้าแยกมาจากมือของโหยวฉี เหมี่ยว มันไม่สลายไปเองงั้นหรือ?” โม่เชียนฝานแห่ง สำนักอสนีสวรรค์ขมวดคิ้ว ตะโกนก้อง “โหยวฉี เหมี่ยวและต้วนหงเหวินถอยออกไปจากอาณาจักรวอ หลิวแล้ว ตอนนี้พวกเราไม่มีศัตรูอยู่อีก เจ้าไม่ จำเป็นต้องขยายมันต่อ” สนามแม่เหล็กวงนอกสุดที่ห้อมล้อมรอบกายเนี่ย เทียนยิ่งขยายใหญ่มากขึ้นเรื่อยๆ โดยที่ไม่ทันรู้ตัว สนามแม่เหล็กที่ถูกวงแสงด้านในชัก ดึงมาก็กินพื้นที่เกือบร้อยไร่ ซ้ำยังขยับลามออกไปไม่ หยุดยั้ง ปราณแห่งความพลุ่งพล่าน บิดเบือน ฉีกทึ้งที่ก่อเกิด ขึ้นมาด้านในก็ทบทวียิ่งขึ้นเรื่อยๆ โม่เชียนฝานลองรับสัมผัสดูก็รู้สึกว่าหากปล่อยให้ สนามแม่เหล็กวงนอกนั้นขยายใหญ่ต่อไป วงแสง
พลังงานด้านในที่เนี่ยเทียนเป็นผู้ควบคุมอาจฉีกทึ้งให้ อาณาจักรวอหลิวแหลกสลายเลยก็เป็นได้ ไม่เพียงแต่อาณาจักรวอหลิวเท่านั้น อาณาจักรแห่ง อื่นที่อยู่ใกล้เคียงก็มีความเป็นไปได้ที่จะถูกเนี่ยเทียน ทำลายให้พังพินาศ “พลังงานเช่นนี้ หากยังเพิ่มขยายต่อไปจะทำให้ ดินแดนขนาดเล็กแห่งหนึ่งถูกทำลายได้เลย!” “ดินแดนที่แท้จริงถูกทำลายลงได้ ดินแดนว่างเปล่า และดินแดนเอตทัคคะของพวกเราก็อาจโดนลูกหลง ไปด้วย เพียงแต่ว่าดินแดนของพวกเรานั้นเคลื่อนไหว ได้ สามารถหลบเลี่ยงได้ ทว่าดินแดนภายนอกที่มิอาจ ขยับเขยื้อน หากโดนลูกหลงของวงแสงนี้ เกรงว่าดัง สูญสลายไปเลยทีเดียว” ทุกคนพากันวิพากษ์วิจารณ์ แดนเทพเจ้าสามคนอย่างฉู่รุ่ย อวี๋ซู่อิงและ
โม่เชียนฝานลองรับสัมผัสก็รู้สึกว่าพลังงานพลุ่งพล่าน บิดเบือนและฉีกกระชากที่อยู่ในวงแสงรอบนอกทำให้ พวกเขาใจสั่นสะท้าน สัมผัสได้ถึงวิกฤตอันตราย “ทุกท่าน พวกเจ้าไม่ต้องสนใจข้า” เนี่ยเทียนพูดพลางบินขึ้นไปยังท้องฟ้าที่ห่างไกลยิ่ง กว่าเดิม ไม่ได้ขยับเข้าไปใกล้อาณาจักรแห่งอื่น พอเขาขยับตัว วงแสงด้านนอกที่ภูเขาชักนำก็เปลี่ยน ตำแหน่งตามไปด้วย “นี่มันเรื่องอะไรกัน?” ต่งลี่ที่เหยียบอยู่บนเต่าทมิฬ เตรียมจะให้เต่าทมิฬไล่ตามไปติดๆ เพราะกลัวว่าเนี่ย เทียนจะห่างออกไปไกล “ไม่ต้องเข้ามาใกล้ข้า ข้า…” เนี่ยเทียนยิ้มเจื่อน “ไม่รู้ ว่าทำไม ข้าถึงรู้สึกว่าข้าอาจจะต้องสร้างดินแดนแล้ว แดนว่างเปล่าของข้าอาจจะถูกสร้างขึ้นมาในตอนนี้ ซึ่งมันน่าจะเกี่ยวข้องกับสนามแม่เหล็กวงในวงนอกที่
มีพลังของการฉีกทึ้ง บิดเบือนและพลุ่งพล่าน ดินแดน ของข้าอาจก่อกำเนิดขึ้นมาในรูปแบบนี้” “ว่าไงนะ สร้างดินแดน? เลื่อนสู่แดนว่างเปล่า?” อิ่ นสิงเทียนตะลึงงัน “ข้าลืมไปเลย!” ฉู่รุ่ยตบหัวตัวเอง รีบตะโกนขึ้นว่า “เนี่ยเทียน วิชาการฝึกตนของเจ้าพิเศษ ตราประทับ สะเก็ดดาวดวงที่ฝังอยู่ตรงหน้าอกเจ้าบันทึกเวทลับ แห่งการสร้างดินแดนเอาไว้ แต่มันไม่เหมาะสมกับ เจ้า! เจ้า แดนว่างเปล่าของเจ้า คงต้องให้เจ้าทำความ เข้าใจด้วยตัวเอง เจ้าไม่เหมือนใคร ดังนั้นการสร้าง แดนว่างเปล่าของเจ้าจึงไม่มีใครแนะนำแนวทางให้ เจ้าได้!” “ธาตุพืชหญ้า ดวงดาว เปลวเพลิงสามชนิด ทั้งยังเป็น เลือดผสม ดินแดนของเขาไม่สามารถดูตามอย่างใคร ได้จริงๆ” อวี๋ซุ่อิงเองก็เห็นด้วย
“แดนว่างเปล่ายังไม่ก่อตัว พลังบิดเบือน พลุ่งพล่าน และฉีกทึ้งในวงแสงหลายชั้นที่ได้รับอิทธิพลจากเขาก็ น่ากลัวขนาดนี้แล้ว” อิ่นสิงเทียนสุดลมหายใจเข้าลึก “หากแดนว่างเปล่าก่อตัวได้สำเร็จ ดินแดนของเขา จะต้องมีพลังประหลาดสามชนิดนั้นเกิดขึ้นมาโดย ธรรมชาติหรือเปล่า? ดินแดนแบบนี้ อย่าว่าแต่แดน ว่างเปล่าในระดับเดียวกันเลย ต่อให้เป็นแดน เอตทัคคะ หากปะทะกับดินแดนของเขา เกรงว่าก็คง ถูกฉีกทึ้งจนย่อยยับเลยกระมัง?” “ดินแดนว่างเปล่าของเนี่ยเทียนไม่ต้องใช้วัตถุดิบใดๆ หรือ? ไม่ใช่ว่าการสร้างดินแดนจำเป็นต้องมีวัตถุดิบ วิเศษหายากหรอกหรือ?” ต่งลี่หันไปถามต่งฉีซงด้วย ความแปลกใจ “ไอ้ที่บอกว่าใช้วัตถุดิบวิเศษสร้างดินแดนนั้นคือคน อื่น คือคนปกติ แต่เนี่ยเทียนผู้นี้ เดิมทีก็มีของ
เหล่านั้นอยู่นานแล้ว” ต่งฉีซ่งยิ้มเฝื่อน “เจ้าน่าจะรู้ว่า ในโอสถวิญญาณเปลวเพลิง โอสถวิญญาณพืชหญ้า และโอสถวิญญาณดวงดาวของเนี่ยเทียนมีสมบัติล้ำ ค่าฝังรากอยู่ด้านในนานแล้ว” “ต้นวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ เมล็ดพันธ์เปลวเพลิง บุปผา เก้าดารา…” ต่งลี่พึมพำ “มีสมบัติวิเศษพวกนี้อยู่ในมหาสมุทรวิญญาณจุด ตันเถียน หากเขาคิดจะสร้างดินแดนก็ไม่จำเป็นต้อง ไปหาของอะไรอย่างอื่นให้วุ่นวาย” ต่งฉีซงสรุป “การ สร้างดินแดนต้องอาศัยวัตถุดิบวิเศษต่างธาตุ เขาต่าง ก็มีตัวเลือกที่ดีที่สุดอยู่แล้ว ยังต้องหาของสิ่งอื่นมาอีก ทำไม?” “นี่ก็แสดงว่าเนี่ยเทียนมีเงื่อนไขที่จำเป็นในการสร้าง ดินแดนตั้งนานแล้วน่ะสิ?” ต่งลี่พลันกระจ่างแจ้ง “แน่นอน เขามีเงื่อนไขที่จำเป็นในการสร้างดินแดน
ตั้งนานแล้ว” ฉู่รุ่ยช่วยตอบแทนคนอื่น จากนั้นจึง กล่าวว่า “พวกเจ้าอย่าได้เข้าใกล้เนี่ยเทียนมากนัก แค่ สังเกตการณ์อยู่ไกลๆ ก็พอ ข้าจะกลับไปที่เงื่อนไขที่ พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวสักรอบก่อน” ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 43 บทที่ 1270 ผู้ที่ทำลายห้วงจักรวาล
บริเวณใกล้เคียงกับอาณาจักรวอหลิว ดินแดน ดวงดาวมีอยู่แค่ไม่กี่แห่ง ซึ่งพื้นที่ส่วนใหญ่คือท้องฟ้า กว้างไกลไร้ที่สิ้นสุด เนี่ยเทียนรู้ดีว่าวงแสงหลายชั้นด้านนอกยังดึงดูดเอา พลังซับซ้อนที่อยู่ในทางช้างเผือกมา เป็นเหตุให้พื้นที่ ของวงแสงชั้นนอกยิ่งกว้างใหญ่ พลังงานที่ปะปนอยู่ ด้านในก็ยิ่งพลุ่งพล่าน ไม่ต้องให้คนอื่นมาเตือน ตัวเขาก็รู้ได้เองว่าหากเขาใช้ กระแสปั่นป่วนหุนตุ้นควบคุมให้วงแสงวงนอกไปจู่ โจมอาณาจักรดวงดาวแห่งอื่นจะเกิดผลลัพธ์เช่นไร เขาเองก็รู้สึกว่าหากเขาในเวลานี้พุ่งเข้าไปยัง อาณาจักรหลีเทียนอันเป็นถิ่นกำเนิดของเขา สิ่งมีชีวิต
ตลอดทั้งอาณาจักรหลีเทียนก็จะมอดม้วย ตัว อาณาจักรถล่มสลาย นี่คือพลังน่ากลัวที่สามารถดับทำลายอาณาจักรแห่ง หนึ่งได้ อีกทั้งพลังชนิดนี้ยังสั่งสมต่อเนื่องและเปลี่ยนมาเป็น พลุ่งพล่านมากขึ้นเรื่อยๆ พลังพลุ่งพล่าน บิดเบือน ฉีกทึ้งที่อยู่ในวงแสงชั้นใน และวงแสงชั้นนอกสามารถดึงเอาปราณพลังงาน หลากหลายชนิดให้เข้ามาอยู่รวมกันได้ไม่ขาดสาย เขามีความรู้สึกว่า ขอแค่เขาไม่เอาพลังของตัวเอง กรอกเทเข้าไปในกระแสปั่นป่วนหุนตุ้น กระแส ปั่นป่วนหุนตุ้นที่อยู่วงด้านในหายไป วงแสงด้านนอก …ก็จะสลายตามไปด้วย แต่เขาไม่ได้ทำเช่นนั้น เพราะเขาพอจะจับเคล็ดได้แล้วว่า กุญแจสำคัญที่จะ
บอกว่าเขาจะสามารถสร้างดินแดนได้สำเร็จหรือไม่ นั้น อยู่ที่การทำความเข้าใจกับสนามแม่เหล็ก ประหลาดนั่น “อู้!” เขาที่ถูกโอบล้อมไว้ด้วยวงแสงห้าสีหลายชั้นค่อยๆ ออกห่างจากอาณาจักรวอหลิว มุ่งหน้าไปยังจุดลึก ของท้องฟ้าในแถบพื้นที่ดินแดนพงฟ้า ระหว่างทางมีพวกนักล่าแห่งดวงดาวโดยสารเรือรบ ผ่านมาเพราะหมายจะสืบข่าวของอาณาจักรวอหลิว ทว่าเรือรบของนักล่าแห่งดวงดาวทั้งหมดที่เข้ามาอยู่ ในขอบเขตสนามแม่เหล็กวงนอกของเนี่ยเทียน ก็จะ ถูกพลังพลุ่งพล่าน บิดเบือน ฉีกกระชากขยี้เรือรบจน ย่อยยับในทันที ที่ตายไปพร้อมกันยังมีพวกนักล่าทางช้างเผือกจำนวน มาก ซึ่งในบรรดานั้นยังมีผู้ฝึกลมปราณแดนว่างเปล่า
ที่ถือว่าขอบเขตไม่ธรรมดาแล้วอีกด้วย! วงแสงพลังแม่เหล็กรอบนอกที่เนี่ยเทียนสร้างขึ้นยังคง แผ่ขยายไม่หยุดยั้ง และเลื่อนลอยไปยังจุดลึกของทาง ช้างเผือก” “พรรคพิราบวิเศษ กองกำลังหนึ่งของนักล่าแห่ง ดวงดาว” ฉวนจื่อซวนแห่งสำนักภูเขาพันกระบี่ ติดตามเนี่ยเทียนมาตลอดทาง พอเห็นซากเรือรบลำ หนึ่งก็เอ่ยขึ้นเบาๆ ว่า “หัวหน้าของกองกำลังนี้คือ แดนว่างเปล่าช่วงกลาง ศพของเขา…” ฉวนจื่อซวนเอื้อมมือออกไปค้วา ชายร่างใหญ่ที่ใบหน้าบิดเบี้ยวถูกเขานำตัวออกมา จากในเรือ “มหาสมุทรวิญญาณจุดตันเถียนถูกฉีกทึ้งจนตาย รวมถึงแดนว่างเปล่าของเขาด้วย” อวี๋ซู่อิงแห่งวังพิสุทธิ์เร้นลับเหลือบตามองแวบหนึ่งก็
วิเคราะห์สาเหตุการตายได้ ดวงตาของนางเต็มไปด้วย ความประหลาดใจ “แดนว่างเปล่าของเนี่ยเทียนยังไม่ ถูกสร้างขึ้นมา ทว่าทุกที่ที่เขาผ่าน เรือรบทาง ช้างเผือกระเบิดกระจาย แม้แต่แดนว่างเปล่าช่วง กลางก็ยังตายไปอย่างน่าประหลาดใจ หากดินแดน ของเขาถูกสร้างได้สำเร็จ เขาควรจะแข็งแกร่งถึง ขนาดไหน?” “นี่ ไม่น่าจะเป็นพลังของเนี่ยเทียนเพียงคนเดียว” โม่ เชียนฝานที่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก็เอ่ยว่า “วงแสงหลากสี ด้านนอก แรกเริ่มนั้นถูกโบกออกมาจากชายแขนเสื้อ ของโหยวฉีเหมี่ยว พลังงานหลายชั้นนั้น เดิมทีโหยวฉี เหมี่ยวจงใจเอามาเล่นงานพวกเจ้า พลังงานที่โหยวฉี เหมี่ยวใช้เล่นงานพวกเจ้าจะธรรมดาได้อย่างไร?” อิ่นสิงเทียนเองก็เห็นด้วย “พลังงานเช่นนี้ แดนว่าง เปล่าไม่สามารถแบกรับได้ไหว ซึ่งก็เป็นเรื่องที่
สมเหตุสมผลดีแล้ว” “พลังประหลาดเช่นนี้ ขนาดโหยวฉีเหมี่ยวยังไม่ สามารถควบคุมได้ แล้วทำไมเนี่ยเทียนถึงทำได้?” อวี๋ซู่อิงไม่เข้าใจ อิ่นสิงเทียนและโม่เชียนฝานเงียบงัน ต่างก็ส่ายหน้า แสดงว่าพวกเขาเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน “อู้!” ต่งลี่และแดนเอตทัคคะอีกกลุ่มหนึ่งขยับเข้ามาใกล้ ช้าๆ ขนาดพวกเขายังไม่กล้าเข้ามาใกล้มากนัก นั่นก็ เพราะว่าตอนที่บินออกมาจากอาณาจักรวอหลิว พวก เขาเห็นซากเรือรบทางช้างเผือกมากมาย เห็นกอง กำลังเล็กๆ บางแห่งของดินแดนพงฟ้า รวมถึงนักล่า แห่งดวงดาวที่พอเนี่ยเทียนผ่านทางมาก็ถูก สนามแม่เหล็กพลังประหลาดวงนอกของเนี่ยเทียนบด
ขยี้ ตายไปอย่างอยุติธรรม เนี่ยเทียนเองก็ได้เตือนพวกเขาแล้วว่าไม่ให้เข้าไปใกล้ นัก ซ้ำยังไม่สนใจพวกเขาเท่าไหร่ด้วย “เจ้าชื่อต่งลี่ใช่ไหม?” อวี๋ซู่อิงจ้องสังเกตต่งลี่นิ่งๆ เมื่อ สัมผัสได้ถึงปราณดำมืดบนร่างของนางก็ไม่กล้าดูถูก “สถานการณ์ของเนี่ยเทียนซับซ้อนมาก แดน เอตทัคคะของดินแดนพงฟ้า ดินแดนปราการดวงดาว และดินแดนดาวตกอย่าได้ติดตามมาอีก พวกเขา ตามมาก็ไม่มีประโยชน์อะไร จงกลับไปเตรียมตัวรอ รับศึกที่สาหัสยิ่งกว่าเดิมเถอะ” “เจ้าหมายความว่าสำนักบุกเบิกฟ้าจะยังบุกมาอีก?” ต่งลี่ถาม “อืม สำนักบุกเบิกฟ้าไม่มีทางยอมเลิกราง่ายๆ ฉู่รุ่ย กลับไปที่พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวแล้ว หาก จัดการได้ดีก็ดีไป” อวี๋ซู่อิงอธิบาย “แต่หากฉู่รุ่ย
จัดการไม่ดี สำนักบุกเบิกฟ้าต้องยังบุกมาอีก และ คราวหน้าก็คงไม่ได้มีแค่โหยวฉีเหมี่ยว ต้วนหงเหวิน เท่านั้น ยังต้องมีคนอื่นอีก” ต่งลี่คิดตามก็พยักหน้ารับคำ จากนั้นก็หันกลับไปสั่ง ความ ไม่นานนัก นอกจากแดนเอตทัคคะสองท่านอย่างบุตร วิญญาณโลหิตและเซี่ยเชียน บวกกับจิ่งเฟยหยางแห่ง สำนักอักขระเทพ แดนเอตทัคคะคนอื่นๆ ต่างก็ถูก นางสั่งให้แยกย้ายกันกลับไป “พื้นที่ของดินแดนพงฟ้าที่เนี่ยเทียนผ่านไป พลัง วุ่นวายในทางช้างเผือกเหมือนถูกชำระล้างจนสะอาด เอี่ยม” โม่เชียนฝานมีสีหน้าตกตะลึง “ในทาง ช้างเผือกนอกอาณาจักรเต็มไปด้วยพลังงาน หลากหลายรูปแบบ ซึ่งดินแดนดวงดาวสามารถดูดซับ เอามาหล่อเลี้ยงอาณาจักร ชุบหลอมให้กลายเป็น
ปราณวิญญาณฟ้าดิน” “หากสนามแม่เหล็กพลุ่งพล่าน บิดเบือนและฉีกทึ้ง ของเนี่ยเทียนดึงเอาพลังงานซับซ้อนในดินแดนพงฟ้า ไปจนหมด ทำให้วงแสงรอบนอกขยายใหญ่ดั่งแม่น้ำ ดินแดนพงฟ้าจะ…” เขาตั้งสมมติฐาน “อาณาจักรมากมายในดินแดนพงฟ้าอาจจะได้รับ ผลกระทบ” อิ่นสิงเทียนเองก็มีท่าทางตกอกตกใจ “ดินแดนดวงดาวดึงเอาพลังงานหลากหลายชนิด ในทางช้างเผือกมา และให้ชั้นบรรยากาศของแต่ละ อาณาจักรชุบหลอม จนกลายมาเป็นปราณวิญญาณ ฟ้าดิน วงแสงชั้นนอกที่ถูกเนี่ยเทียนดึงดูดมา คล้ายคลึงกับสนามรบสุ้ยเมี่ยอย่างมาก นั่นคือเป็น อาณาจักรขนาดมหึมาเก่าแก่ที่จะดึงเอาพลังงาน ซับซ้อนมาอย่างไม่ขาดสาย”
“อีกทั้งเมื่อวงแสงขยายใหญ่ ความเร็วในการดึงดูด พลังงานก็จะเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย” “หากพลังงานในทางช้างเผือกของดินแดนพงฟ้าไหล หายไปเป็นจำนวนมากจนแห้งขอดจริงๆ มันก็ สามารถส่งผลกระทบต่ออาณาจักรมากมาย ทำให้ ปราณวิญญาณแห้งหาย จนอาณาจักรนั้นๆ กลายมา เป็นอาณาจักรที่มอดดับ” จิ่งเฟยหยางแห่งสำนักอักขระเทพที่ได้ยินพวกเขาพูด แบบนี้ อักขระจำนวนมากที่ล้อมวนอยู่รอบกายเขาก็ ถึงกับปั่นป่วนยุ่งเหยิง “แบบนั้นควรจะทำอย่างไรกันดี?” เขากล่าวอย่าง ร้อนใจ ดินแดนพงฟ้าคือถิ่นที่อยู่อาศัยของสำนักอักขระเทพ สำนักทองไพศาลและสำนักภูเขาพันกระบี่ ปราณ วิญญาณของดินแดนแห้งขอด ดวงดาวมอดดับ คือสิ่ง
ที่พวกเขาไม่ต้องการเห็น “ที่อยู่ใกล้กับดินแดนพงฟ้าก็คือดินแดนไฟโลกันตร์ และมีดินแดนหิมะที่ห่างไปไกล ส่วนไกลยิ่งกว่าก็คือ ดินแดนปราการดวงดาว…” ต่งลี่ครุ่นคิด หมายจะหาดินแดนแห่งใหม่ที่สามารถทำ ให้เนี่ยเทียนสร้างเรื่องได้ตามใจชอบ เพื่อที่เขาจะได้ บรรลุความมหัศจรรย์ในการสร้างดินแดนได้เร็วขึ้น “ดินแดนอันเป็นที่ตั้งของสำนักเมฆามรกตอยู่ห่างจาก ดินแดนพงฟ้าไปไม่ไกลนัก” อวี๋ซู่อิงกระแอมเบาๆ ก่อนพูดว่า “อีกทั้งดินแดนระหว่างทางที่ผ่านไป ส่วน ใหญ่ยังมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับสำนักเมฆามรกต สำนักเมฆามรกตเองก็เหมือนกับสำนักบุกเบิกฟ้าและ พรรคเงามืดที่ต่างก็เป็นกองกำลังหลักในการเล่นงาน พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวเช่นกัน” “สำนักเมฆามรกต!” อิ่นสิงเทียนทำสีหน้าประหลาด
ในฐานะที่เป็นเจ้าสำนักกระบี่เมฆาคล้อย เขาจึงพอจะ รู้ว่าสำนักเมฆามรกตกับวังพิสุทธิ์เร้นลับของอวี๋ซู่อิงไม่ ลงรอยกันนัก และต่างฝ่ายก็ต่างมีความขัดแย้งกันอยู่ ตลอด หากพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวไม่ใช่สี่สำนักเก่าแก่ สำนักเมฆามรกตกับวังพิสุทธิ์เร้นลับย่อมไม่มีทาง ร่วมมือกันแน่นอน อิ่นสิงเทียนถึงขั้นรู้สึกด้วยว่าเทียบเชิญที่เจ้าประมุข พรรคเงามืดเขียนกับมือตัวเองและให้คนส่งมาให้อวี๋ซู่ อิง ในเนื้อความอาจจะบอกให้อวี๋ซู่อิงวางอคติที่มีต่อ สำนักเมฆามรกตลง อวี๋ซู่อิงเสนอว่าดินแดนของสำนักเมฆามรกตอยู่ไม่ไกล จากดินแดนพงฟ้านัก เห็นได้ชัดว่าต้องการให้เนี่ย เทียนมุ่งหน้าไปยังสำนักเมฆามรกตและดินแดนรอบๆ สำนักเมฆามรกต
นางคิดจะนำหายนะไปให้กับสำนักเมฆามรกต โดย การให้เนี่ยเทียนระเบิดข้อขัดแย้งกับสำนักเมฆามรกต ล่วงหน้า “สำนักเมฆามรกต…” ต่งลี่ลังเลอยู่ครู่ใหญ่ “ดู เหมือนว่าสำนักนี้จะมีแดนเทพเจ้าเฝ้าบัญชาการณ์ พวกเขาไม่ได้บุกเข้ามาในดินแดนพงฟ้า แต่เราจะให้ เนี่ยเทียนไปที่นั่น จะไม่เหมาะสมหรือเปล่า?” “สำนักเมฆามรกตตัดสินใจแน่แล้วว่าจะลงมือกับ พระราชวังโบราณสะเก็ดดาว ทางฝ่ายของสำนักเมฆา มรกตก็มีแดนเทพเจ้าอยู่แค่คนเดียว ทั้งยังเป็นช่วงต้น ด้วย” อวี๋ซู่อิงอธิบาย “ศักยภาพของสำนักเมฆามรกต เท่าเทียมกับวังพิสุทธิ์เร้นลับเรา มีข้าอยู่ด้วย บวกกับ เจ้าสำนักโม่และผู้เฒ่าประหลาดอิ่น ก็ไม่จำเป็นต้อง เกรงกลัวสำนักเมฆามรกตเลย” “พวกเจ้าคิดว่าอย่างไร?” ต่งลี่หันไปสอบถามบุตร
วิญญาณโลหิต เซี่ยเชียนและจิ่งเฟยหยาง “ขอแค่ไม่ใช่ดินแดนพงฟ้า จะที่ไหนก็ได้ทั้งนั้น” จิ่งเฟยหยางแสดงท่าที “สำนักเมฆามรกต…” ดวงตาของบุตรวิญญาณโลหิต มีแสงสีเลือดวาบผ่าน “สำนักวิญญาณโลหิตของข้าถูก ฆ่าล้างสำนัก สำนักเมฆามรกตก็มีส่วนร่วมเหมือนกัน! ข้าเห็นด้วย!” “ข้ายังไงก็ได้ เอาตามที่เนี่ยเทียนเลือกเถอะ” เซ่ย เชียนยักไหล่ “ข้าจะไปบอกเนี่ยเทียนก็แล้วกัน!” ดวงตาของโม่ เชียนฝานมีสายฟ้าปรากฏ ก่อนที่สายฟ้าเส้นหนึ่งจะแหวกอากาศไปปรากฏตัว อยู่ตรงวงแสงสนามแม่เหล็กรอบนอกของเนี่ยเทียน จากนั้นก็หายตัวไปอีก ไม่กี่วินาทีถัดมา โม่เชียนฝานก็ตะโกนก้อง “เขา
ต้องการทิศทางที่แน่นอน!” “ข้าบอกทางให้แก่เขาได้” อวี๋ซู่อิงรีบกล่าว “ดี เขาตัดสินใจแล้วว่าจะเดินทางไปตามเส้นทาง เดินเรือทางช้างเผือกของสำนักเมฆามรกต บินไป พลางทำความเข้าใจกับการสร้างดินแดนไปด้วย” โม่เชียนฝานกล่าว ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 43 บทที่ 1271 ดาวหายนะ
นครสะเก็ดดาว ฉู่รุ่ยอาศัยค่ายกลนำส่งเดินทางมา พอมาถึงก็เรียกใช้ กายธรรมแห่งเทพทันที “อู้!” กายธรรมแห่งเทพขนาดใหญ่ยักษ์ของฉู่รุ่ยเหมือนถูก ห่อหุ้มไว้ด้วยทะเลดวงดาวซึ่งเมื่ออยู่ภายใต้ม่านแสง ดาวของนครสะเก็ดดาวก็ดูโดดเด่นอย่างเห็นได้ชัด “รองเจ้าตำหนัก!” “ฉู่รุ่ยรองเจ้าตำหนักกลับมาแล้ว!” ทั่วทุกมุมในนครสะเก็ดดาว ผู้คนของพระราชวัง โบราณสะเก็ดดาวต่างก็พากันฮึกเหิม “รองเจ้าตำหนัก!”
เว่ยไหลและเหยียนจั้นสองคนบินออกมาจากตำหนัก โอ่อ่า รีบมารับหน้าด้วยความตื่นเต้น “เอ๊ะ ทำไมถึงเหลือแค่พวกเจ้าสองคน?” กระแสจิตวิญญาณของแดนเทพเจ้าแทรกซอนไปทั่ว ทุกมุม ฉู่รุ่ยขมวดคิ้วมุ่น เพราะสัมผัสได้แค่ปราณของ เว่ยไหลและเหยียนจั้นเท่านั้น จึงถามอย่างแปลกใจ “จู่กวางเหย้า ซินฉิง หันหว่านหรงสามคนไปอยู่ที่ ไหน? ตามหลักแล้วพวกเขาสามคนน่าจะกลับมาถึง นครสะเก็ดดาวนานแล้วนี่?” ตอนที่กลับมาจากดินแดนหุบน้ำแข็ง ฉู่รุ่ยก็รู้จากปาก ของเนี่ยเทียนแล้วว่าพวกจู่กวางเหย้าถูกหลัวว่านเซี่ย งส่งกลับออกมานานแล้ว ผ่านมานานขนาดนี้ เขาจึงรู้สึกว่าจู่กวางเหย้า ซินฉิง และหันหว่านหรงสามคนควรต้องมาถึงนครสะเก็ด ดาวแล้ว
“พวกจู่กวางเหย้า…” เว่ยไหลก้มหน้า ไม่กล้าสบตากับฉู่รุ่ย “พวกเราได้ข่าว มาว่า ระหว่างทางตอนที่เรือรบทางช้างเผือกที่พวก เขาโดยสารกลับมาจากดินแดนหุบน้ำแข็ง ได้ถูกสำนัก เมฆามรกตลอบโจมตี” เหยียนจั้นเอ่ยแทรก “เจ้าสำนักเมฆามรกต ซ่งเช่ อฉวนลงมือด้วยตัวเอง เรือรบทางช้างเผือกลำที่ เดินทางกลับมาจึงเหมือนจะถูกจี้แล้วนำกลับไปที่ สำนักเมฆามรกต” “สำนักเมฆามรกต! ซ่งเช่อฉวน!” ฉู่รุ่ยคำรามเดือด ดาล ตอนที่มาจากดินแดนพงฟ้า อวี๋ซู่อิงได้บอกแล้วว่า นอกจากสำนักบุกเบิกฟ้าและวังพิสุทธิ์เร้นลับแล้ว ยัง มีพรรคเงามืดกับสำนักเมฆามรกตที่ร่วมกันมีส่วนใน การคิดฮุบกลืนพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว
เขาคาดไม่ถึงว่าสำนักเมฆามรกตจะลงมือเร็วขนาดนี้ “หลัวว่านเซี่ยงล่ะ?” ฉู่รุ่ยสูดลมหายใจเข้าลึกหนึ่งที “หลัวว่านเซี่ยงสังหารลูกน้องข้าในดินแดนหุบน้ำแข็ง ถูกเนี่ยเทียน โม่เชียนฝาน อิ่นสิงเทียนและอวี๋ซู่อิง ร่วมกันโจมตีจนได้รับบาดเจ็บสาหัส เขาก็น่าจะกลับ มาแล้วสิ?” “รองเจ้าตำหนักหลัวจะทำเรื่องอย่างนั้นได้อย่างไร?” เว่ยไหลอุทานตกใจ “เขาสมคบคิดกับมหาราชาวิญญาณชั่วร้ายของเผ่า อสูรกาย…” ฉู่รุ่ยอธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดย ละเอียด “เขาอยู่ที่ไหน?” “เขาไม่ได้กลับมาที่สำนัก แล้วก็ไม่ได้กลับไปที่ดินแดน ดวงดาวในนามของเขาด้วย” เหยียนจั้นมึนงง ไม่รู้ว่า ควรจะเชื่อฉู่รุ่ยดีหรือไม่ จึงได้แต่พูดว่า “ขนาดเรื่องที่ ดินแดนหุบน้ำแข็ง พวกเราก็ยังไม่ได้ข่าว สรุปก็คือ
พวกเรารู้แค่ว่ารองเจ้าตำหนักหลัวเลิกปิดด่านแล้ว จริงๆ” “หลังจากนั้นเขาไปที่ไหน ได้กลับมาจากดินแดนหุบ น้ำแข็งหรือไม่ พวกเราล้วนไม่รู้เลย” ฉู่รุ่ยนิ่งคิดไปครู่ก็แค่นเสียงเย็น “เขาคงกลัวว่าข่าวที่ ตัวเองพ่ายแพ้จะถูกเปิดโปง ซ้ำมหาราวิญญาณชั่ว ร้ายยังตายไปแล้ว จึงไม่มีหน้ากลับมาสำนัก แล้วก็ไม่ มีหน้ากลับไปยังดินแดนที่เป็นของเขาเอง” จากนั้นเว่ยไหลและเหยียนจั้นต่างก็พากันบอกเล่า สถานการณ์ที่สำนักเผชิญมาให้กับฉู่รุ่ยฟัง ดินแดนทั้งสิบสามแห่ง นอกจากดินแดนกำเนิดหยาง ที่เนี่ยเทียนไปเยือนและคลี่คลายปัญหาได้แล้ว ดินแดนอื่นๆ รวมถึงดินแดนหุบน้ำแข็งต่างก็อยู่ใน สภาวะวุ่นวาย บุตรแห่งดวงดาวและผู้อาวุโสส่วนใหญ่ล้วนถูกกักตัว
จมอยู่กับปัญหาในดินแดนเหล่านั้น ไม่อาจสลัดได้พ้น เว่ยไหลและเหยียนจั้นเองก็เพิ่งจะได้รู้ว่าสำนักบุกเบิก ฟ้าและพรรคเงามืดต่างก็พยายามจะฮุบกลืน พระราชวังโบราณสะเก็ดดาว คนทั้งสองจึงไม่กล้าไป จากนครสะเก็ดดาว กลัวว่าผู้แข็งแกร่งของสำนัก บุกเบิกฟ้าและพรรคเงามืดจะบุกเข้ามารุกราน ดินแดนสะเก็ดดาว นครสะเก็ดดาวมีค่ายกลแห่งเทพ ที่เจ้าตำหนักของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวรุ่นแล้ว รุ่นเล่าช่วยกันปลุกเสก เมื่อพวกเขาอยู่ หากสัมผัสได้ถึงวิกฤตก็จะได้เปิดใช้ ค่ายกล ต่อให้เป็นผู้แข็งแกร่งแดนเทพเจ้าหรือเรือรบ ทางช้างเผือกของสำนักบุกเบิกฟ้าและพรรคเงามืดก็ อย่าหวังว่าจะบุกเข้ามารุกรานได้ นี่ก็คือเหตุผลที่ว่าทั้งๆ ที่เว่ยไหลและเหยียนจั้นรู้ว่า ภายนอกมีปัญหามากมาย รู้ว่าดินแดนพงฟ้าถูกโจมตี
แต่ก็ยังไม่กล้าออกหน้า “พวกเราต่างก็รู้ดีว่าสำนักบุกเบิกฟ้าพุ่งเป้าเล่นงาน ดินแดนพงฟ้า” เว่ยไหลยิ้มเจื่อน “ข้าเข้าใจความลำบากใจของพวกเจ้าดี” ฉู่รุ่ยฟังจบก็ พยักหน้ารับ “อีกทั้งตามความเห็นข้า ที่สำนักบุกเบิก ฟ้าจงใจป่าวประกาศให้เป็นเรื่องใหญ่ก็คงเพราะคิดจะ บีบให้พวกเจ้าออกไปจากนครสะเก็ดดาว หากผู้ อาวุโสอย่างพวกเจ้าสองคนไม่อยู่ ค่ายกลใหญ่ของ นครสะเก็ดดาวไม่สามารถเปิดใช้ได้อย่างราบรื่น สำนักบุกเบิกฟ้าและพรรคเงามืดถึงจะบุกเข้ามาได้ อย่างสะดวกสบาย” เหยียนจั้นกล่าว “พวกเราก็เป็นกังวลเรื่องนี้แหละ” “รองเจ้าตำหนัก ดินแดนของวังเหม่ยเจีย ช่วงนี้ถูก พรรคเงามืดหมายหัวเสียแล้ว” เว่ยไหลถอนหายใจ “สถานการณ์เหมือนกับที่สำนักบุกเบิกฟ้าบุกไปยัง
ดินแดนพงฟ้าไม่มีผิด ท่านว่า…” “พรรคเงามืด!” ฉู่รุ่ยสีหน้ามืดทะมึน “พวกเจ้าเฝ้า บัญชาการณ์อยู่ในนครสะเก็ดดาวต่อไป! หากมีความ ผิดปกติ หรือว่าเรือรบทางช้างเผือกของสำนักบุกเบิก ฟ้า พรรคเงามืดหรือสำนักเมฆามรกตเข้ามาใกล้ก็เปิด ใช้ค่ายกลเทพทันที! อีกอย่างสถานการณ์ของสำนักก็ อยู่ในช่วงคับขัน บุตรแห่งดวงดาวและผู้อาวุโสคนใด กลับมาได้ก็ให้พวกเขากลับมาก่อน” “แล้ว ดินแดนที่ก่อกบฏจะจัดการอย่างไร?” เว่ยไหล ถาม “ยังไม่ต้องจัดการ” ฉู่รุ่ยเสนอความเห็น “นำกอง กำลังหลักของสำนักมารวมกันไว้ที่นครสะเก็ดดาว ทั้งหมด จะปล่อยให้แยกออกไปข้างนอกแล้วบาดเจ็บ ล้มตายกันอีกไม่ได้ รอให้จัดการปัญหาของสำนัก บุกเบิกฟ้า พรรคเงามืดและสำนักเมฆามรกตได้
เสียก่อน หรือไม่รองเจ้าตำหนัก หรือผู้อาวุโสใหญ่คน ใดคนหนึ่งกลับมา แล้วค่อยไปไล่จัดการแก้ไขปัญหา ในดินแดนดวงดาวที่มีปัญหาเหล่านั้น” “ตอนนี้พวกเราจะแยกกันอยู่และปล่อยให้มีการล้ม ตายหรือบาดเจ็บมากกว่าเดิมไม่ได้อีกแล้ว” “ตกลง ทุกอย่างเอาตามที่รองเจ้าตำหนักสั่งความ” …… “อู้!” ท่ามกลางทางช้างเผือกมืดมิด วงแสงพร่างพราววง หนึ่งดั่งก้อนเมฆหลากหลายสีสันที่ทับซ้อนเป็นวงกลม กำลังบินทะยานไปอย่างรวดเร็ว “ครืนๆๆ!” วงแสงพร่างพราวบินผ่าน หินอุกกาบาตกลุ่มหนึ่งแตก สลายกลายเป็นฝุ่นผงที่ปลิวคลุ้งไปทั่ว
ชั้นในอันเป็นแกนกลางที่สุดของวงแสงมีดอกไม้ ประหลาดดอกหนึ่งที่คล้ายจะหยั่งรากอยู่ในทะเล ดวงดาวที่หดเล็กคอยดึงเอาพลังดวงดาวมา เป็นเหตุ ให้กลีบดอกส่องแสงพร่างพราวระยิบระยับ แล้วยังมีต้นไม้โบราณสีเขียวขจีต้นหนึ่งที่เต็มไปด้วย พลังชีวิตแช่มชื่นสามารถหล่อเลี้ยงฟ้าดิน ต้นไม้โบราณนี้ก็กำลังชักดึงพลังพืชหญ้าบริสุทธิ์มา หล่อเลี้ยงให้ตัวเองแข็งแกร่ง นอกจากนี้ยังมีเปลวเพลิงสีส้มอมแดงกลุ่มหนึ่งที่เต้น ระริกลิงโลด คอยชักดึงผลึกเปลวเพลิงใสแวววาว หลายเส้นให้ผสานรวมเข้าไปในเปลวเพลิง บุปผาเก้าดารา ต้นวิญญาณศักดิ์สิทธิ์และเมล็ดพันธ์ เปลวเพลิงต่างก็บินออกมาจากมหาสมุทรวิญญาณจุด ตันเถียนของเนี่ยเทียน แล้วพากันลอยตัวอยู่รอบๆ เขา
“หากไม่ผิดไปจากที่คาด สมบัติสามอย่างนี้ต่างก็เลื่อน สู่ระดับเพาะฟ้ากันแล้ว” เนี่ยเทียนอยู่ท่ามกลางกระแสปั่นป่วนหุนตุ้นวงใน มองบุปผาเก้าดารา ต้นวิญญาณศักดิ์สิทธิ์และเมล็ด พันธ์เปลวเพลิงที่ดูดซับเอาแก่นเลือดของดวงดาว พืช หญ้าและเปลวเพลิงมาอย่างบ้าคลั่ง ชั้นพลังงานวงนอกขยายใหญ่ออกไปประมาณสิบเท่า ดูดซับเอาพลังงานที่กระจายอยู่รอบนอกมา หลากหลายสิบชนิด ส่วนบุปผาเก้าดารา ต้นวิญญาณศักดิ์สิทธิ์และเมล็ด พันธ์เปลวเพลิงนั้นดึงเอาแก่นดวงดาว พืชหญ้า เปลว เพลิงที่บริสุทธิ์ยิ่งกว่าออกมาจากพายุพลังงานรอบ นอกที่มีพลังของความพลุ่งพล่าน บิดเบือนและฉีกทึ้ง เพื่อหล่อเลี้ยงตัวเองให้แข็งแกร่ง หลังจากที่ออกมาจากดินแดนพงฟ้า เขาก็ไล่ตาม
เส้นทางดวงดาวที่อวี๋ซู่อิงบอกไว้เพื่อมุ่งหน้าไปยัง ดินแดนที่ตั้งของสำนักเมฆามรกต ความเร็วของเขามากขึ้นทุกขณะ และพลังงานในทาง ช้างเผือกที่วงแสงด้านนอกดูดซับมาก็ยิ่งขยายใหญ่ มากขึ้นเรื่อยๆ หลังจากที่โอสถวิญญาณเปลวเพลิง โอสถวิญญาณ ดวงดาวและโอสถวิญญาณพืชหญ้าเกาะผลึกได้อย่าง เต็มที่แล้ว บุปผาเก้าดารา ต้นวิญญาณศักดิ์สิทธิ์และ เมล็ดพันธ์เปลวเพลิงก็เป็นฝ่ายบินออกมาข้างนอก ด้วยตัวเอง ส่วนตัวเขาเองนั้นใช้กระแสจิตวิญญาณสร้างเป็น ดวงตาดาราทำความเข้าใจกับเวทลับการสร้าง ดินแดนจากตราประทับสะเก็ดดาวดวงที่สาม และ ตามหาพลังงานพืชหญ้ากับเปลวเพลิงสองชนิด หมาย สร้างดินแดนให้สำเร็จ
กระแสจิตวิญญาณส่วนที่เหลือยังคงว่ายวนทำความ เข้าใจกับกระแสปั่นป่วนหุนตุ้น พลังพลุ่งพล่าน ฉีกทึ้ง และบิดเบือนที่อยู่ในสนามแม่เหล็กวงนอก “พลังงานประหลาดปะปนกัน ปั่นป่วนวุ่นวาย ปะทะ กันเองไปมา ถึงได้มีการระเบิดและการบิดเบือน เกิดขึ้น ดินแดนของข้าก่อตัวขึ้นจากพลังงานที่ แตกต่างกัน หากใช้เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการทำให้ ดินแดนมั่นคง เวลาที่ต่อสู้ เมื่อมีพลังพลุ่งพล่าน บิดเบือนและฉีกทึ้งนี้เกิดขึ้น ถ้าเช่นนั้นต่อให้ดินแดน ของข้าเป็นแค่แดนว่างเปล่าก็มีอานุภาพไร้ที่สิ้นสุดอยู่ ดี” “ทำอย่างไรถึงจะสามารถทำให้พลังงานต่างธาตุอยู่ใน สภาวะสมดุลมั่นคง กลายมาเป็นดินแดนที่เป็น เอกลักษณ์เฉพาะตัวของข้าได้?” “บุปผาเก้าดารา ต้นวิญญาณศักดิ์สิทธิ์และเมล็ดพันธ์
เปลวเพลิงก็คือส่วนสำคัญในการสร้างแดนว่างเปล่า พลังวิญญาณในโอสถวิญญาณทั้งสามเม็ด ผสานกับ กระแสจิตวิญญาณก็จะรวมตัวเป็นแดนว่างเปล่าได้ เช่นกัน” “…” เนี่ยเทียนครุ่นคิดอยู่ตลอดเวลา เวทคาถาและความลี้ ลับทางจิตวิญญาณที่เขาศึกษามานานหลายปีเพิ่งจะ ได้รับการจัดระเบียบอย่างชัดเจนเป็นครั้งแรก เพราะ เขาต้องการจะผสานรวมเวทลับที่ฝึกตนให้กลายเป็น หนึ่งเพื่อสร้างแดนว่างเปล่า เทพค้ำฟ้าพิโรธ กระแสปั่นป่วนหุนตุ้น อักขระโบราณ มายา ดาวเคลื่อนไหว เพรียกมังกรไฟ เวทไม้สวรรค์ เกิดใหม่ ค่ายกลกำเนิดไม้โบราณ… วิชาทั้งหมดที่เขาใช้ฝึกตนต่างแล่นผ่านในสมองเขาไป รอบหนึ่ง รวมไปถึงความมหัศจรรย์ในทุกครั้งที่
ขอบเขตฝ่าทะลุก็ถูกนำมาใคร่ครวญอย่างละเอียด ทั้งเขายังต้องแบ่งสมาธิไปสังเกตสนามแม่เหล็กวงใน และวงนอก ทดลองไขความลี้ลับของการดูดดึงพลัง ประหลาดในทางช้างเผือก รวมถึงการดึงพลังของบุป ผาเก้าดารา ต้นวิญญาณศักดิ์สิทธิ์และเมล็ดพันธ์เปลว เพลิง การสร้างดินแดนคือก้าวหนึ่งที่พิเศษอย่างถึงที่สุด เขา จึงทุ่มเทกับมันทั้งกายและใจ “ตูม!” เพียงแค่สัมผัสกับวงแสงชั้นนอกหินอุกกาบาต้อนหนึ่ง ขนาดแสนไร่ที่ลอยตัวอยู่กลางอากาศก็ระเบิดกลาย มาเป็นเศษหินเล็กๆ น้อยๆ ร่วงกราว เนี่ยเทียนไม่ทันสังเกตเห็น เพราะเขายังคงทะยานไป ข้างหน้าพลางจมจ่อมอยู่กับการทำความเข้าใจต่อ ขอบเขตของตน
วงแสงชั้นในและชั้นนอกที่มีเขาเป็นจุดศูนย์กลางออก ห่างไปไกลทุกที ไม่นานนักพวกอวี๋ซู่อิง โม่เชียนฝานและอิ่นสิงเทียน สามคนก็พากันมาถึงที่แห่งนี้ มองเศษเห็นเล็กๆ น้อยๆ เหล่านั้น สีหน้าของอวี๋ซู่อิง ก็เปลี่ยนมาเป็นแปลกประหลาด “เศษหินที่แตกออก นี่แค่สัมผัสกับวงแสงข้างนอกเท่านั้น ยังไม่โดนด้านใน ที่เป็นแกนกลางเลยด้วยซ้ำ” “ข้าคิดว่า พวกเราอยู่ให้ห่างสักหน่อยจะดีกว่า” อิ่นสิงเทียนค่อนข้างจะตกตะลึงไปไม่น้อย “ตัวประหลาดอย่างเนี่ยเทียนนี่แค่ทำความเข้าใจกับ เวทลับการสร้างดินแดนเท่านั้น จำเป็นต้องให้มัน เหลือเชื่อขนาดนี้ด้วยหรือ?” รอยยิ้มของโม่เชียนฝาน ดูแข็งทื่อ “ยังดี ยังดีที่เขาไม่ได้อยู่ในดินแดนสายฟ้านิ รันดร์ หาไม่แล้วอาณาจักรใดที่เขาพุ่งผ่านก็อาจจะ
ระเบิดทลายแบบนี้ได้ทั้งสิ้น” “อย่างไรซะเวลาที่เขาบินออกมาจากอาณาจักร วอหลิวก็เกือบจะหนึ่งเดือนแล้ว” อวี๋ซู่อิงสูดลมหายใจ เบาๆ “ด้านหน้าก็คือดินแดนของตระกูลซ่งซึ่งเป็น สถานที่สำคัญที่สุดของสำนักเมฆามรกตแล้ว ซ่งเช่อฉวนแห่งสำนักเมฆามรกตก็มาจากตระกูลซ่งนี่ แหละ!” ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 43 บทที่ 1272 บดขยี้ไปตลอดทาง!
ดินแดนมหาสมุทรศักดิ์สิทธิ์ ตระกูลซ่งคือตระกูลใหญ่อันดับหนึ่งของดินแดนแห่งนี้ สำนักทั้งหมดต่างก็มีชีวิตอยู่ได้โดยยืมจมูกของตระกูล ซ่งหายใจ ซ่งไห่ชิงประมุขตระกูลซ่งคนปัจจุบันมีตบะเป็นแดน เอตทัคคะช่วงท้าย คือพี่ชายของซ่งเช่อฉวน ซ่งเช่อฉวนคือเจ้าสำนักเมฆามรกต เหมือนกับอวี๋ซู่อิง ที่จมจ่อมอยู่ในแดนเทพเจ้าช่วงต้นมานานหลายปี เล่า ลือกันว่าเขากำลังหาโอกาสที่จะเลื่อนขอบเขตใหม่อีก ครั้ง เนื่องด้วยซ่งเช่อฉวนมาจากตระกูลซ่ง ซ้ำซ่งไห่ชิงยัง เป็นประมุขตระกูลซ่ง ความสัมพันธ์ระหว่างสำนัก
เมฆามรกตกับตระกูลซ่งย่อมต้องใกล้ชิดสนิทสนมกัน อยู่แล้ว “อู้!” ท้องฟ้าด้านนอกดินแดนมหาสมุทรศักดิ์สิทธิ์ที่มืดดำ เงียบสงบมีม่านแสงเจิดจ้าผืนหนึ่งที่ทับซ้อนกันเป็น วงๆ บินทะยานเข้ามาอย่างรวดเร็ว เรือรบสามลำกำลังลาดตระเวนรอบนอกอยู่ในบริเวณ ใกล้เคียง เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เรือรบทางช้างเผือกของ ฝ่ายอื่นบุกเข้ามารุกราน ทันใดนั้นวัตถุชิ้นหนึ่งในตัว เรือที่เป็นสัญญาณแจ้งเตือนก็พลันส่งเสียงหวีดแหลม ยาว “ศัตรู! มีศัตร!” เรือรบทางช้างเผือกสามลำที่ทำมาจากโลหะเทพต่างสี ลำหนึ่งสีทอง ลำหนึ่งสีเงินและลำหนึ่งสีครามพลันส่ง เสียงสะเทือนเลือนลั่น แล้วรีบเคลื่อนตัวไปเบื้องหน้า
อย่างรีบร้อน เงาร่างมากมายลอยตัวขึ้นกลางเรือรบ ซึ่งส่วนมาก เป็นผู้ฝึกลมปราณแดนว่างเปล่าและต่ำกว่าแดนว่าง เปล่าลงไป หนึ่งชั่วยามต่อมา เรือลำทั้งสามลำก็พลันหยุดชะงัก “ข้าคือนายถ้ำแห่งถ้ำสวรรค์น้ำพุเย็น เฉินตูฮ่าว ผู้ ที่มาคือใคร?” ชายฉกรรจ์แดนว่างเปล่าช่วงกลางที่เรือนกายบึกบึน ไปด้วยกล้ามเนื้อคนหนึ่งบินออกมาจากเรือสีทอง ครั้นแล้วจึงแผ่แดนว่างเปล่าออกมาอย่างเผด็จการ “ตูม!” แดนว่างเปล่าสีทองอร่ามดั่งหล่อมาจากทองมีตำหนัก ประณีตงดงามสีทองอยู่หลายหลัง เปี่ยมล้นไปด้วย ปราณเก่าแก่ที่ยิ่งใหญ่และเคร่งขรึม ตัวตำหนักสลัก รูปมังกรทอง หงส์ทอง นกประหลาดสีทองที่ต่างก็ดูมี
ชีวิตชีวาเหมือนจริง ราวกับว่าอาจจะกระโจนออกมา เข่นฆ่าจากในตำหนักได้ทุกเมื่อ ถ้ำสวรรค์น้ำพุเย็นคือกองกำลังเล็กๆ แห่งหนึ่งของ ดินแดนมหาสมุทรศักดิ์สิทธิ์ รับผิดชอบลาดตระเวน ทางช้างเผือกแถบหนึ่ง ขึ้นตรงต่อตระกูลซ่ง “หึหึ ช่างเป็นพวกไม่รู้จักกลัวตายจริงๆ” อยู่ห่างกันเป็นร้อยลี้ โม่เชียนฝานได้ยินเสียงตะโกน โหวกเหวกของเฉินตูฮ่าวก็หลุดหัวเราะพรืด แล้วเอ่ย ด้วยน้ำเสียงผ่อนคลายว่า “อีกไม่นานเขาและตระกูล ซ่ง บวกกับสำนักเมฆามรกตเข้าไปด้วยก็จะได้รู้ว่า บุตรแห่งดวงดาวคนที่เจ็ดของพระราชวังโบราณ สะเก็ดดาวถือเป็นดาวหายนะสำหรับพวกเขา” อิ่นสิงเทียนเอ่ยคล้อยตาม “คือดาวหายนะจริงๆ นั่น แหละ” “ชื่อเรียกดาวหายนะนี้เหมาะสมกับสิ่งที่เนี่ยเทียนทำ
ไปตลอดทางที่ผ่านมาอย่างยิ่ง” อวี๋ซู่อิงเองก็เห็นด้วย “ผู้ที่มาโปรดชะงักฝีเท้า!” เฉินตูฮ่าวแห่งถ้ำสวรรค์น้ำพุเย็นมองเห็นเงาคนเล็ก จ้อยที่อยู่ในวงแสงพร่างพราวกินอาณาเขตหลายไร่ก็ ตะโกนขึ้นมาเสียงดัง “หากยังเดินมาอีก ก็อย่าหาว่า พวกเราไม่เกรงใจ!” “อู้!” พลังแห่งการฉีกทึ้ง บิดเบือนและพลุ่งพล่านที่อยู่ในวง แสงชั้นนอกแผ่ลามออกมา และในที่สุดก็สัมผัสโดน เข้ากับแดนว่างเปล่าของเฉินตูฮ่าว แดนว่างเปล่าสีทองอร่ามของเขาเหมือนถูกชนด้วย เครื่องหั่นขนาดใหญ่มหึมา เฉินฮ่าวตูที่ฝึกวิชาธาตุทองและสร้างแดนว่างเปล่าสี ทองขึ้นมาพลันร้องอุทานตกใจ
เสียงร้องนั้นดังอยู่แค่ไม่กี่วินาทีก็หยุดชะงักไป กลางคัน แดนว่างเปล่าของเขาถูกหั่นออกเป็นเศษเล็กเศษน้อย แสงสีทองเหมือนฝนสีทองที่สาดเทลงมายังทาง ช้างเผือกที่เย็นเยียบและเงียบเหงา จิตวิญญาณและ ร่างกายของเขาระเบิดปริแตกเมื่ออยู่ภายใต้พลังการ บิดเบือนของสนามแม่เหล็กวงนอก เนี่ยเทียนที่อยู่ในกระแสปั่นป่วนหุนตุ้นวงในไม่รู้เรื่อง ด้วยแม้แต่น้อย เขายังคงทำความเข้าใจกับวิชาสร้าง ดินแดนอยู่ดังเดิม “เฉินตูฮ่าวตายแล้ว? เฉินตูฮ่าวตายแล้วหรือนี่ มีศัตรู ภายนอกรุกรานเข้ามา!” “นายท่าน! นายท่านคือใครกัน?” “พวกเราจงรักภักดีต่อตระกูลซ่ง เจ้าไม่รู้หรือว่า ตระกูลซ่งมีความสัมพันธ์เช่นไรกับสำนักเมฆามรกต?
สำนักเมฆามรกตมีแดนเทพเจ้านั่งบัญชาการณ์ เจ้า เป็นใครกันแน่ ถึงได้บังอาจมาอาละวาดในดินแดน มหาสมุทรศักดิ์สิทธิ์ของพวกเรา?” ไม่มีใครตอบรับ วงแสงพร่างพราวหลายชั้นนั้นยังคง กลบทับเข้ามาด้วยลักษณะเหมือนจะบดขยี้ เรือรบทางช้างเผือกสามลำพลันระเบิดแตก กลายมา เป็นเศษซากติดไฟที่ร่วงกราวลงสู่เบื้องใต้ ผู้ฝึกลมปราณทุกคนที่ไม่ว่าจะเป็นเขตวิญญาณ เขตลี้ ลับ หรือแม้แต่แดนว่างเปล่าที่กล้าออกมาจากเรือรบ ทางช้างเผือกล้วนไม่สามารถยืนหยัดได้แม้แต่เสี้ยว นาที ทุกคนพากันตายอนาถทั้งหมด เนี่ยเทียนยังคงมุ่งหน้าไปยังทิศทางหนึ่งอย่างไม่รู้เรื่อง อะไรดังเดิม ทุกที่ที่เขาผ่านไปมีแต่เศษซากเรือรบกระจายเกลื่อน ให้ทั่ว และศพก็มีให้เห็นอยู่ทั่วทุกหนแห่ง
“พรวด!” ผ่านไปอีกพักหนึ่ง อวี๋ซู๋อิง โม่เชียนฝานและอิ่นสิง เทียนสามคนถึงเพิ่งจะบินมาถึง “เรือรบทางช้างเผือกสามลำนั้นไม่ถือว่าระดับต่ำนัก แต่พวกมันกลับไม่มีเรี่ยวแรงให้ต้านทาน แค่สัมผัส โดนก็ระเบิดแตกทันที” อิ่นสิงเทียนมองสนามรบที่อยู่ ในสภาพน่าสังเวช “บางทีหากเป็นแดนเอตทัคคะที่ มองสถานการณ์ออกได้อย่างรวดเร็วอาจหนีไปได้ ทันเวลา ต่ำกว่าแดนเอตทัคคะลงไป ขอแค่สัมผัสโดน กับวงแสงด้านนอกเกรงว่าคงต้องตายอนาถในทันที แม้แต่หนีก็ยังไม่ทัน” “แดนว่างเปล่าของเนี่ยเทียนยังไม่ทันสร้างขึ้น ก็ดู เหมือนว่าความจะบรรลุถึงความมหัศจรรย์ในการ สร้างดินแดนซะแล้ว” โม่เชียนฝานเอ่ยเสียงทุ้มต่ำ “ภายใต้สถานการณ์ที่ไม่รู้อะไรเลยต่างหากถึงจะ
เรียกว่าน่ากลัว” อวี๋ซู่อิงแห่งวังพิสุทธิ์เร้นลับกล่าว ด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้น “อีกไม่นาน ตระกูลซ่งน่าจะได้รับข่าวแล้ว ข้าอยากจะรู้ อยากจะรู้ ยิ่งนักว่าซ่งไห่ชิงแห่งตระกูลซ่งจะจัดการกับดาว หายนะที่จู่ๆ ก็บุกเข้ามาอย่างเนี่ยเทียนนี่ยังไง!” “ซ่งไห่ชิงเป็นแค่แดนเอตทัคคะช่วงท้ายเท่านั้น ตาม ความเห็นข้า สำนักผู้ฝึกลมปราณทั้งหมดในดินแดน มหาสมุทรศักดิ์สิทธิ์ ต่อให้ร่วมมือกันก็ยังทำอะไร กับเนี่ยเทียนในเวลานี้ไม่ได้” อิ่นสิงเทียนมองอวี๋ซู่อิง พลางกล่าวว่า “สำนักเมฆามรกตล่วงเกินเจ้าก็ช่าง ซวยจริงๆ ตลอดทางที่ผ่านมานี้ สำนักและดินแดนที่มี ความเกี่ยวข้องกับสำนักเมฆามรกต เกรงว่าคงตายกัน ไปมากเลยกระมัง?” อวี๋ซู่อิงแค่นเสียงเย็น “หากเป็นคนธรรมดา พวกเราก็ แค่ช่วยดูแลสักหน่อยเท่านั้น ส่วนตระกูลซ่งและคน
อย่างเฉินตูฮ่าวแห่งถ้ำสวรรค์น้ำพุเย็นพวกนี้ ตายไปก็ ไม่น่าเสียดาย!” อิ่นสิงเทียนเงียบงันลงไป “วางใจเถอะ เส้นทางที่ข้าให้ไปไม่มีทางมีปัญหา เพราะข้าจงใจหลีกเลี่ยงอาณาจักรที่คนธรรมดาใช้ ชีวิตกันอยู่” อวี๋ซู่อิงกล่าว “แบบนั้นย่อมดีที่สุด” …… อาณาจักรน้ำพุศักดิ์สิทธิ์ ตระกูลซ่ง ยอดเขาเขียวขจีสูงพันเมตรลูกหนึ่ง บนยอดเขามี ระฆังทองแดงขนาดมหึมาแขวนเอาไว้มากมาย ระฆังทองแดงทุกชิ้นต่างก็เป็นตัวแทนของเรือรบทาง ช้างเผือกที่ลาดตระเวนอยู่รอบนอกของดินแดน มหาสมุทรศักดิ์สิทธิ์
แล้วจู่ๆ ระฆังทองแดงสามชิ้นก็ส่งเสียงดัง “เคร้งๆๆ” “เรือรบของถ้ำสวรรค์น้ำพุเย็นเกรงว่างคงเกิดปัญหา ซะแล้ว รีบติดต่อไปหาพวกเขาเร็วเข้า!” เสียงระฆังที่ดังขึ้นทำให้คนของตระกูลซ่งที่พิทักษ์ยอด เขาร้องโหวกเหวก เตรียมจะใช้วิธีการอื่นๆ ติดต่อไป หาถ้ำสวรรค์น้ำพุเย็น ครึ่งเค่อต่อมา พวกเขาก็แน่ใจว่าเรือรบทางช้างเผือก ของถ้ำสวรรค์น้ำพุเย็นเกิดปัญหาเข้าแล้วจริงๆ “ไปที่มหาสมุทรดวงดาวแถบนั้น!” ซ่งไห่ชิงประมุขตระกูลซ่งคนปัจจุบันรีบออกจากด่าน แล้วออกคำสั่งระดมตัวสำนักผู้ฝึกลมปราณและผู้ แข็งแกร่งที่กระจายตัวอยู่ทั่วทั้งดินแดนมหาสมุทร ศักดิ์สิทธิ์ให้มุ่งหน้าไปยังพื้นที่แถบนั้น หลายวันต่อมา
เรือรบทางช้างเผือกสิบกว่าลำพากันมาจอดนิ่งๆ กระจายไปทั่วกลุ่มหินอุกกาบาตแถบหนึ่ง คลื่นห้วงมิติรุนแรงกระเพื่อมออกมาจากเรือรบทาง ช้างเผือกลำหนึ่งในนั้น ตระกูลซ่ง น้ำพุเหมันต์ พรรคจันทราหนาว ลัทธิฉี่ หยวน กองกำลังและสำนักเล็กๆ ใหญ่ๆ สิบกว่าแห่ง ของดินแดนมหาสมุทรศักดิ์สิทธิ์ต่างก็พากันเดินทาง จากอาณาจักรต่างๆ แล้วกรูกันออกมาจากค่ายกล ซ่งไห่ชิงที่เป็นแดนเอตทัคคะช่วงท้ายฝึกวิชาธาตุน้ำ เหมือนกับเซี่ยเชียน “อู้!” เขามาลอยตัวอยู่เบื้องหน้าเรือรบทั้งสิบกว่าลำ ร่าย แดนเอตทัคคะของเขาออกมา แล้วก็เห็นเพียงว่าแดน เอตทัคคะของเขาตัดสลับกันเป็นแม่น้ำหลายเส้น ซึ่ง ระหว่างนั้นยังมีน้ำพุศักดิ์สิทธิ์กระจายกันอยู่หลาย
แห่ง แดนเอตทัคคะของเขาให้ความรู้สึกที่สงบสุข ร่มเย็น เป็นธรรมชาติและคล้ายจะมีความสอดคล้องกับ ดินแดนมหาสมุทรศักดิ์สิทธิ์ ด้านหลังของเขามีแดนเอตทัคคะช่วงต้นอยู่หลายคน และยังมีแดนว่างเปล่าที่มากกว่าทยอยกันเดินออกมา หยุดยืน “พี่ซ่ง รู้หรือไม่ว่าใครกันที่ใจกล้าถึงขนาดทำลายเรือ รบทางช้างเผือกทั้งสามลำของเฉินตูฮ่าว สังหารคน ของถ้ำสวรรค์น้ำพุเย็นไปมากมายขนาดนี้?” “ที่นี่คือดินแดนมหาสมุทรศักดิ์สิทธิ์นะ! คือดินแดน ของตระกูลซ่งเรา ต่อให้เป็นหอทอดฟ้า ลัทธิจิตต วิสุทธิ์และสำนักห้าธาตุก็ยังต้องเห็นแก่หน้าของสำนัก เมฆามรกตเรา ไม่มีทางที่จะทำอะไรกำเริบเสิบสาน ขนาดนี้!”
“บางทีคงจะเป็นคนต่างถิ่นที่ไม่รู้สถานการณ์ กระมัง?” “จะเป็นชนต่างเผ่าหรือเปล่า?” ทุกคนพากันวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการตายของเฉินตูฮ่า วแห่งถ้ำสวรรค์น้ำพุเย็น ตอนนี้พวกเขายังไม่รู้ว่าใคร เป็นคนฆ่าเฉินตูฮ่าว ทุกคนต่างก็ถูกซ่งไห่ชิงเรียกให้ มารวมตัวกันอย่างกะทันหัน “ดูจากข่าวที่ข้าได้มา มีวงแสงพลังงานประหลาดผืน หนึ่งซึ่งด้านในมีคนผู้หนึ่งอยู่ ทว่าคนผู้นั้นคือใคร ข้า ยังไม่อาจรู้ได้” เงียบไปอีกพักใหญ่ ซ่งไห่ชิงถึงได้เอ่ย ด้วยน้ำเสียงหนักอึ้ง “แต่ตระกูลซ่งของพวกเรา วิเคราะห์ว่า วงแสงพลังงานที่มีพื้นที่กว้างขวางแห่ง นั้นจะต้องผ่านมาที่นี่” “อีกนานเท่าไหร่?” “ไม่นานแล้ว อย่างมากสุดก็แค่อีกไม่กี่ชั่วยามเท่านั้น”
“หึ ผู้แข็งแกร่งทุกคนของดินแดนมหาสมุทรศักดิ์สิทธิ์ เราต่างก็มารวมตัวกันอยู่ที่นี่ เว้นเสียแต่ว่าจะเป็นแดน เทพเจ้า หาไม่แล้วก็ต้องถูกพวกเราถลกหนังหัวอยู่ดี!” “บังอาจมาฆ่าคนของดินแดนมหาสมุทรศักดิ์สิทธิ์เรา ข้าว่าไอ้หมอนั่นมันคงไม่อยากจะมีชีวิตอยู่อีกแล้ว!” “…” สองชั่วยามต่อมา กำไลหยกตรงข้อมือของซ่งไห่ชิงแห่งตระกูลซ่งก็พลัน ส่งเสียงแหลมบาดหูไม่หยุด เขาพลันหน้าเปลี่ยนสี ตวาดดังลั่น “เตรียมรับศึก!” เขาได้สั่งให้คนของตระกูลซ่งไปตั้งแนวป้องกันอยู่ เบื้องหน้า ซึ่งมีทั้งหมดสิบเก้าแถว บัดนี้เส้นแนวป้องกันทั้งสิบเก้าแถวต่างก็ระเบิดแตก ทั้งหมดโดยที่มิอาจต้านทานได้แม้แต่เสี้ยววินาที
ซ่งไห่ชิงจึงขับเคลื่อนแดนเอตทัคคะของตัวเอง และ ออกคำสั่งให้แดนเอตทัคคะคนที่เหลือกับเรือรบทาง ช้างเผือกแต่ละลำทะยานตามไป เห็นเพียงว่าเรือรบทางช้างเผือกสิบกว่าลำนั้น บ้างก็ บินออกไปเดี่ยวๆ บ้างก็ใช้เรือรบควบคุมหิน อุกกาบาตรขนาดมหึมาให้บินสะเทือนเลือนลั่น ติดตามซ่งไห่ชิงไปด้วยพลังอำนาจเกรียงไกร “คนต่ำช้าคนใดที่บังอาจมาสร้างความวุ่นวายใน ดินแดนของตระกูลซ่งข้า?” อยู่ห่างกันไกลหมื่นลี้ ทว่าเสียงของซ่งไห่ชิงกลับ รวมกันเป็นเส้นเสียงที่แผ่ไกลไปท่ามกลางท้องฟ้าดำ มืดเยียบเย็น น่าเสียดายที่ไม่มีใครตอบรับ ครู่หนึ่งต่อมา ม่านแสงพร่างพราวเป็นวงๆ ที่กินอาณา เขตของห้วงอวกาศแสนไร่ก็ลอยมาปรากฎอยู่ใน
สายตาของทุกคนด้วยท่วงท่าที่เผด็จการอย่างยิ่ง “ครืนๆๆ! อู้ๆๆ! ฟิ้วๆๆ!” วงแสงชั้นนอกแต่ละวงระเบิดแตกอย่างต่อเนื่อง มีทั้ง ลมพายุแห่งการฉีกกระชาก มีทั้งพลังแม่เหล็ก บิดเบือนไหลกราก ปราณที่แผ่ออกมาทำให้ซ่งไห่ชิง อกสั่นขวัญผวา ด้านในวงแสงพลังแม่เหล็กพอจะมองเห็นเงาร่างเล็ก จ้อยของคนผู้หนึ่งที่ลอยตัวอยู่ใจกลางได้รำไร ไม่รู้ว่า เขากำลังทำอะไรอยู่ แล้วก็มองไม่เห็นหน้าตาที่แท้จริง “ตระกูลซ่ง!” ด้านหลังของวงแสงหลายชั้นที่ห่างออกไปไกลมากมี เสียงเย็นชาซึ่งซ่อนแฝงไว้ด้วยความสะใจดังขึ้นมา “ซ่งไห่ชิง พวกเราไม่เจอกันนานแล้วกระมัง?” “ฟิ้ว!”
เรือนกายอรชรของอวี๋ซู่อิงอ้อมผ่านมา แล้วจึงพลัน ร่ายกายธรรมแห่งเทพแสดงตัวเด่นชัด “วังพิสุทธิ์เร้นลับ! อวี๋ซู่อิง!” ซ่งไห่ชิงพลันหน้าเปลี่ยน สี “คือวังพิสุทธิ์เร้นลับของพวกเจ้ารึที่บุกเข้ามาใน ดินแดนมหาสมุทรศักดิ์สิทธิ์พวกเรา? เจ้าวังอวี๋ บุคคล เช่นเจ้า ต่อให้คิดจะลงมือกับสำนักเมฆามรกตก็ไม่ ควรลงมือกับตระกูลซ่งก่อนกระมัง?” “ข้า แค่ผ่านดินแดนมหาสมุทรศักดิ์สิทธิ์ของพวกเจ้า มาโดยบังเอิญเท่านั้น ใครบอกว่าข้าเป็นคนลงมือ กัน?” อวี๋ซู่อิงหัวเราะหยัน “เนี่ยเทียนแห่งพระราชวัง โบราณสะเก็ดดาวต่างหากที่เป็นคนลงมือในครั้งนี้ หา ใช่วังพิสุทธิ์เร้นลับของเราไม่” ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 43 บทที่ 1273 การสังหารที่อลหม่าน
“ใครกัน? เนี่ยเทียน?” “เนี่ยเทียนแห่งพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว? บุตร แห่งดวงดาวคนที่เจ็ด!” “เป็นเขาเองหรือนี่!” ผู้แข็งแกร่งมากมายของดินแดนมหาสมุทรศักดิ์สิทธิ์ที่ กระจ่างในความหมายของคำพูดอวี๋ซู่อิงก็พากันร้อง อุทานตกใจ ซ่งไห่ชิงหน้าเปลี่ยนสีเล็กน้อย ดวงตาเปล่งประกาย เยียบเย็น จ้องเขม็งไปยังเงาร่างพร่าเลือนที่อยู่กลาง วงแสงชั้นใน พูดในใจตัวเองว่า “บุตรแห่งดวงดาวคน ที่เจ็ดมีชื่อเสียงเลื่องลือในช่วงที่ผ่าน ทั้งที่มหาสมุทร ดาวมอดดับและจุดลึกของสนามรบสุ้ยเมี่ย เขาล้วนมี
คุณความชอบที่มิอาจปฏิเสธได้ แต่ขอบเขตของเขา เหมือนจะเป็นแค่เขตวิญญาณเท่านั้น เขา…” ซ่งไห่ชิงพลันไม่แน่ใจ “เจ้าวังอวี๋!” คนผู้หนึ่งที่มีตบะแดนเอตทัคคะตะโกน ขึ้นมาจากด้านหลังของซ่งไห่ชิง “วังพิสุทธิ์เร้นลับของ พวกเจ้าไม่ได้ร่วมกันจู่โจมพระราชวังโบราณสะเก็ด ดาวพร้อมกับสำนักบุกเบิกฟ้า พรรคเงามืดและสำนัก เมฆามรกตหรอกหรือ? เนี่ยเทียนผู้นั้นถูกเจ้ากักตัวไว้ ในชั้นวงแสงเบื้องหน้านี้หรือไร?” “นั่นสิ เจ้าวังอวี๋ เนี่ยเทียนที่อยู่เบื้องหน้าผู้นี้คือตัว ประกันของเจ้าอย่างนั้นหรือ?” มีคนอีกผู้หนึ่งตะโกน ถามขึ้นมา พวกเขาเพียงแค่เห็นอวี๋ซู่อิงที่เรียกร่างกายธรรมแห่ง เทพให้ขยายใหญ่ ไม่ได้สังเกตเห็นคนที่มากับอวี๋ซู่อิง อย่างอิ่นสิงเทียนและโม่เชียนฝานซึ่งไม่ได้จงใจแสดง
ตัวโจ่งแจ้ง “ไอ้พวกคนที่แม้แต่ข่าวใหม่ล่าสุดก็ยังไม่รู้” อวี๋ซู่อิง หลุดหัวเราะพรืด มุมปากยกยิ้มดูหมิ่น แล้วก็คร้านจะ พูดอะไรให้มากความ ซ่งไห่ชิงเงียบไปครู่หนึ่งก็พลันตวาดขึ้นว่า “เนี่ยเทียน! ต่อให้เจ้าเป็นบุตรแห่งดวงดาวก็อย่าหวังว่าจะมาทำ ตัวเหลวไหลในดินแดนมหาสมุทรศักดิ์สิทธิ์ของพวก เราได้! ข้าจะถามแค่คำเดียว เจ้าเป็นคนที่ทำลายเรือ รบทางช้างเผือกสามลำของถ้ำสวรรค์น้ำพุเย็น หรือไม่?” ทั้งๆ ที่อวี๋ซู่อิงก็ยังยืนอยู่ทนโท่ แต่เขากลับไม่กล้าเอา ผิดอีกฝ่าย ได้แต่หันไปตวาดใส่เนี่ยเทียนแทน เขาหวาดกลัวอวี๋ซู่อิงลึกลงไปถึงกระดูก ดังนั้นไม่ว่า เรื่องจริงจะเป็นอย่างไร เขาก็จะโยนความผิดให้เนี่ย เทียนก่อนแล้วค่อยว่ากัน
“น่าตลกยิ่งนัก” โม่เชียนฝานที่ยืนเคียงบ่าอยู่กับอิ่นสิงเทียนด้านหลัง ส่ายหน้าหัวเราะขำ “หายนะใหญ่มาเยือน แต่ดัน คาดการณ์ไม่ถึง ยังกล้าจะขัดง้อกับเนี่ยเทียนซะอีก” อิ่นสิงเทียนพยักหน้ารับ ดวงตาเผยความสังเวช “ใกล้ แล้วล่ะ” “นั่นสิ ใกล้จะไปโดนกลุ่มคนของดินแดนมหาสมุทร ศักดิ์สิทธิ์แล้ว” โม่เชียนฝานฮึกเหิมเป็นกำลัง “หึหึ ตอนอยู่อาณาจักรวอหลิว วงแสงรอบนอกนั่น กระแทกใส่ภูเขาเทพของต้วนหงเหวินก็ยังทำให้ต้วน หงเหวินบาดเจ็บสาหัส ผ่านมานานขนาดนี้ วงแสง เหล่านั้นได้รวบรวมพลังงานซับซ้อนจากในทาง ช้างเผือกมาเพิ่มมากขึ้น อานุภาพก็ยิ่งทบทวี ไม่รู้ว่า …” คำพูดของโม่เชียนฝานยังไม่ทันกล่าวจบ การปะทะ
ชนรอบแรกก็พลันบังเกิดขึ้นแล้ว! เรือรบทางช้างเผือกลำหนึ่งที่ขึ้นชื่อว่าแข็งแกร่ง ทนทานมากที่สุดของสำนักเหล็กอุกกาบาตแห่ง ดินแดนมหาสมุทรศักดิ์สิทธิ์ซึ่งหล่อหลอมขึ้นมาจาก อุกกาบาตนอกโลก จนได้ชื่อว่าเรือเทพเหล็ก อุกกาบาต เรือเทพเหล็กอุกกาบาตที่เนื่องจากหนักเกินไป ความเร็วจึงเชื่องช้า ไม่ถือว่าเป็นเรือรบทางช้างเผือก ระดับสูง นอกจากนี้ในเรือเทพเหล็กอุกกาบาตก็ไม่มีม่านแสง พลังวิญญาณที่ซับซ้อนเท่าใดนัก จึงไม่สามารถสกัด กั้นการรุกรานจากสิ่งเจือปนนอกอาณาจักรในวงกว้าง ได้ ข้อดีเพียงหนึ่งเดียวของเรือเทพเหล็กอุกกาบาตก็คือ ระดับความแข็งแรงทนทานของมัน ยามที่บินทะยาน
อยู่ในทางช้างเผือกนอกดินแดน มันมักจะอยู่หน้าสุด เพื่อคอยเจาะแหวกหมู่หินอุกกาบาตที่รวมตัวกัน หนาแน่น เปิดทางให้เรือรบทางช้างเผือกที่อยู่ ด้านหลังผ่านไปได้อย่างสะดวกราบรื่น บัดนี้เรือเทพเหล็กอุกกาบาตลำนั้นได้ถูกสำนักเหล็ก อุกกาบาตควบคุมให้ใช้ปลายแหลมคมแทงใส่เนี่ย เทียนราวกระสวยยักษ์ ซ่งไห่ชิงเอ่ยขึ้นเบาๆ ด้วยสีหน้าเย็นชา “พระราชวัง โบราณสะเก็ดดาวเสื่อมอำนาจลงแล้ว ภายใต้การ ร่วมมือกันของสำนักบุกเบิกฟ้า พรรคเงามืดและ สำนักเมฆามรกต พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวก็ เหมือนเรือยักษ์ลำหนึ่งที่ผุพัง อีกไม่นานก็ย่อมจมลง ไป กะอีแค่บุตรแห่งดวงดาวคนหนึ่ง เดิมทีควรหดหัว ซ่อนตัวอยู่ในนครสะเก็ดดาว แต่นี่กลับบังอาจมาบุก ดินแดนมหาสมุทรศักดิ์สิทธิ์ของเรา!”
“รนหาที่ตายแท้ๆ!” “บุตรแห่งดวงดาวคนที่เจ็ดเห็นว่าตัวเองมีชื่อเสียงนิด หน่อย นึกจริงๆ หรือว่าตัวเองจะร้ายกาจสักแค่ ไหน?” “วันนี้คือวันสุดท้ายที่เขาจะมีชีวิตอยู่บนโลกแล้ว” เหล่าผู้ฝึกลมปราณของดินแดนมหาสมุทรศักดิ์สิทธิ์ ต่างก็พูดจาคะนองปาก ซ้ำยังหัวเราะชั่วร้ายคล้าย รู้สึกว่านาทีถัดมาเรือเทพเหล็กอุกกาบาตจะต้อง ทะลวงวงแสงชั้นนอกเข้าไปโจมตีเนี่ยเทียนที่ซ่อนตัว อยู่ด้านในให้แหลกลาญได้ “ตูม!” เรือเทพเหล็กอุกกาบาตกระแทกชนวงแสงรอบนอก อย่างเชื่องช้าและหนักอึ้ง ตอนที่เรือรบทางช้างเผือกซึ่งหล่อหลอมขึ้นมาจาก อุกกาบาตนอกโลกพุ่งชนเข้ากับวงแสงหลายชั้น
เหล่านั้น ภาพที่ทำให้ทุกคนหวาดผวาก็พลันบังเกิด ขึ้น เห็นเพียงว่าเรือเทพเหล็กอุกกาบาตลำนั้นเหมือนชน ใส่ภูเขายักษ์ที่มองไม่เห็น พริบตาเดียวก็บิดเบือนบี้ แบนเหมือนก้อนแป้งที่ถูกนวดคลึง เรือเทพเหล็กอุกกาบาตที่ขึ้นชื่อเรื่องความแข็งแกร่ง ทนทานเหมือนแป้งเส้นก๋วยเตี๋ยวที่ถูกคลึงให้เป็นเส้น ยาว ผู้ฝึกลมปราณของสำนักเหล็กอุกกาบาตที่อยู่ด้าน ในไม่ทันได้ร้องตะโกนก็ตายไปเพราะมหาสมุทรจิต วิญญาณระเบิดแหลกลาญ “ตูม! ตูมๆๆ!” ทันใดนั้นเรือเทพเหล็กอุกกาบาตที่ถูกนวดคลึงให้เป็น เส้นยาวก็ขาดออกเป็นท่อนๆ และระเบิดกระจาย อย่างบ้าคลั่ง เศษเหล็กชิ้นเล็กชิ้นน้อยลุกท่วมไฟสาด กระเซ็นไปทั่ว บ้างก็ตกลงมาเบื้องล่าง บ้างก็ผสาน
รวมเข้ากับวงแสงภายนอก กลายมาเป็นส่วนหนึ่งใน เศษซากพลังงานมากมาย “สำนักข้า สำนักข้า…” เจ้าสำนักเหล็กอุกกาบาตที่มีตบะเป็นแดนเอตทัคคะ ช่วงต้นร้องอุทานเสียงหลง แล้วพลันถลาออกไป ข้างหน้า พอแดนเอตทัคคะของเขาสัมผัสเข้ากับวงแสงที่มีพลัง พลุ่งพล่าน บิดเบือน ฉีกทำลายก็ส่งเสียงลั่น “เพล้งๆ” ดังกระจกที่หล่นตก แล้วจึงหายวับไปใน เวลาสั้นๆ ลมพายุประหลาดลูกหนึ่งพัดวูบผ่านมา ดวงวิญญาณ ของเขาที่พยายามจะเผ่นหนีพลันถูกแยกร่างออกจาก กัน “เริ่มแล้ว!” ดวงตาของอวี๋ซู่อิงแห่งวังพิสุทธิ์เร้นลับเต็มไปด้วย
ความสะใจ กายธรรมแห่งเทพของนางเดินตามหลังไป อย่างไม่รีบไม่ร้อน “อู้!” วงแสงพร่างพราวหลายวงหลายชั้นเหมือนวงแสงเทพ เจ้าแห่งการทำลายล้างถูกเนี่ยเทียนควบคุมให้บุกพุ่ง ชนไปข้างหน้าอย่างไม่รู้เรื่องรู้ราว ทางช้างเผือกปลดปล่อยประกายแสงหลากสีสัน งดงามจับตา “ตูม!” เสียงประหลาดดังขึ้นพร้อมกับการเคลื่อนไปข้างหน้า ของแสงพร่างพราวหลากสีสัน แดนว่างเปล่าหรือไม่ก็ แดนเอตทัคคะพากันระเบิดกระจายประหนึ่งดอกไม้ ไฟที่เจิดจ้าบาดตาที่สุดซึ่งสว่างวูบเดียวก็จางหาย “ครืน! ตูมๆๆ!”
เรือรบทางช้างเผือกลำแล้วลำเล่าเหมือนถูกสัตว์ยักษ์ มวลดาราพุ่งชน แต่ละลำกระเด็นฉิวพร้อมลากเส้น เปลวเพลิงยาวเหยียดตามหลัง ก่อนที่จะระเบิด กระจายว่อนเต็มท้องฟ้า การระเบิดครั้งใหญ่เกิดขึ้นทุกนาทีในวงแสงชั้นนอก เสียงร้องโหยหวน เสียงดินแดนแตกดับ เสียงเรือรบ ทางช้างเผือกระเบิดดังอึกทึกติดต่อกันไม่ขาดสาย เงาวิญญาณรุบรู่มากมายที่เว้นบางดวงซึ่งไม่ถูก สนามแม่เหล็กวงแสงกลบทับแล้ว นอกนั้นทุกดวงก็ ล้วนมีจุดจบเช่นเดียวกัน—วิญญาณสลายปลิวหาย เป็นผุยผง เนี่ยเทียนที่อยู่ใจกลางของกระแสปั่นป่วนหุนตุ้นหลับ ตาแน่น สีหน้าทึ่มทื่อ “อู้!” ไข่มุกวิญญาณมืดที่สัมผัสได้ถึงความผิดปกติก็บิน
ออกมา ตรงจุดใดที่แสงสีเขียวมืดมนพุ่งเข้ากลบทับ เศษซากวิญญาณก็จะมารวมตัวกันโดยอัตโนมัติ วงแสงชั้นในควบคุมให้วงแสงชั้นนอกเคลื่อนหน้า ต่อไปด้วยท่วงท่าพร้อมบดขยี้ทุกสิ่งให้แหลกลาญ มองเมินเสียงคำรามของซ่งไห่ชิงและผู้ฝึกลมปราณ มากมายของดินแดนมหาสมุทรศักดิ์สิทธิ์ไปอย่าง สิ้นเชิง แดนเอตทัคคะของซ่งไห่ชิงที่เป็นแม่น้ำและน้ำพุใส กระจ่างหลายแห่งล้วนกลายมาเป็นหยดน้ำใสแจ๋ว หยดน้ำทุกหยดต่างก็แฝงเร้นไว้ด้วยสัจธรรมสูงสุดของ พลังแห่งวารี ซึ่งถูกซ่งไห่ชิงใช้กำลังทั้งหมดมาจัดเรียง ขึ้นเป็นค่ายกลโจมตีไปยังวงแสงชั้นนอก รวมไปถึงกระแสจิตวิญญาณของซ่งไห่ชิงที่รวมตัวกัน เป็นกระแสน้ำพุลึกลับเส้นหนึ่ง “สวบ!”
กระแสน้ำพุลึกลับเส้นนั้นพุ่งเป้าไปยังมหาสมุทรจิต วิญญาณของเนี่ยเทียน หมายทำลายจิตวิญญาณของ เขา ทว่าชั่วขณะที่สัมผัสกับวงแสงชั้นนอกกลับถูก พายุแห่งการบิดเบือนพัดเป่าให้ดับสลายไปในทันที ที่ดับสลายไปพร้อมกันยังมีหยดน้ำที่ก่อตัวขึ้นมาจาก แดนเอตทัคคะของเขาด้วย “ไม่!” ซ่งไห่ชิงใจสลาย “ข้าไม่เชื่อ! อย่าว่าแต่เนี่ย เทียนบุตรแห่งดวงดาวคนที่เจ็ดเลย ต่อให้เป็นโต้ว เทียนเฉินก็ไม่น่าจะแข็งแกร่งได้ถึงขนาดนี้?” “โต้วเทียนเฉิน? เขาเทียบกับเนี่ยเทียนได้ด้วยหรือ?” อิ่นสิงเทียนถามอย่างแปลกใจ โม่เชียนฝานแห่งสำนักอสนีสวรรค์ส่ายหน้า “บางที อาจจะแค่อายุมากกว่าหน่อย ช่วงเวลาที่ได้กลายมา เป็นบุตรแห่งดวงดาวก็นานกว่าเนี่ยเทียนเท่านั้น” “ข้าก็คิดอย่างนั้นเหมือนกัน” อิ่นสิงเทียนเห็นด้วย
คนทั้งสองคุยกันจบก็หันไปเพ่งมองอีกครั้ง จึงพบว่า ซ่งไห่ชิงประมุขตระกูลซ่งแห่งดินแดนมหาสมุทร ศักดิ์สิทธิ์ที่เนื่องจากจิตใจแหลกสลายจึงหนีไปไม่ทัน กาล ตอนนี้เลยถูกวงแสงชั้นนอกกลบทับไปแล้ว ชั่วขณะที่เขาถูกกลบทับ อิ่นสิงเทียนและโม่เชียนฝาน ต่างก็รู้ดีว่า ซ่งไห่ชิงต้องตายแน่แล้ว ตลอดทางที่ผ่านมา พวกเขาได้เห็นอานุภาพของวง แสงชั้นนอกนั่นมานานแล้ว อย่าว่าแต่ซ่งไห่ชิงที่เป็น แดนเอตทัคคะเลย ต่อให้เป็นอาณาจักรขนาดเล็กก็ยัง ถูกบดขยี้ให้กลายเป็นผุยผงได้ “เปรี๊ยะๆ! กร๊อบๆๆ!” ความเร็วของวงแสงที่เคลื่อนไปข้างหน้าชะลอตัวลง ตอนที่เรือรบทางช้างเผือกสิบกว่าลำและหินอุกกบาต จำนวนมากที่ถูกชักนำมาโดนวงแสงบดขยี้ให้ กลายเป็นฝุ่นผงก็ได้ทำให้ความเร็วของเนี่ยเทียนช้าลง
ไปด้วย ผู้ฝึกลมปราณของดินแดนมหาสมุทรศักดิ์สิทธิ์ที่โชคดี รอดชีวิตล้วนแตกฮือหนีไปอย่างขวัญหนีดีฝ่อ “ประมุขตระกูลซ่งตายแล้ว!” “เจ้าสำนักของพวกเราตายแล้ว!” “เรือรบทางช้างเผือกสิบกว่าลำล้วนถูกชนจนย่อยยับ ขนาดแดนเทพเจ้าก็ไม่แน่เสมอไปว่าจะทำให้คน บาดเจ็บล้มตายได้น่ากลัวขนาดนี้!” “แล้วพวกเราจะทำอะไรได้อีก?” พวกคนที่หนีซ่านไปสี่ทิศพึมพำด้วยถ้อยคำที่ คล้ายคลึงกัน “ขนาดเสาหลักของดินแดนมหาสมุทรศักดิ์สิทธิ์อย่าง ตระกูลซ่งก็ยังถูกทำลายจนสิ้นซากด้วยเวลาเพียง เท่านี้” ดวงตาของอวี๋ซู่อิงเต็มไปด้วยรอยยิ้ม “ไม่เลว
เจ้าเด็กเนี่ยเทียนผู้นี้ทำได้สวยงามมาก นับจาก ดินแดนมหาสมุทรศักดิ์สิทธิ์เป็นต้นไปยังมีอีกสอง ดินแดนที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับสำนักเมฆามรกต” “ตามความเห็นข้า เมื่อผ่านดินแดนมหาสมุทร ศักดิ์สิทธิ์ไป ผู้แข็งแกร่งของสำนักเมฆามรกตต้องมา รวมตัวกันทั้งหมด” อิ่นสิงเทียนกล่าว “ก็ไม่แน่เสมอไป” อวี๋ซู่อิงหรี่ตา “จากข่าวที่ข้าได้ รับมา เพื่อกำราบพวกจู่กวางเหย้า ซ่งเช่อฉวนอาจไม่ สามารถแยกตัวมาได้ หากเขาไม่ปรากฎตัว ต่อให้ สำนักเมฆามรกตรวบรวมพลังทั้งหมดที่มีก็ใช่ว่าจะ หยุดยั้งไม่ให้เนี่ยเทียนบุกเข้าไปยังดินแดนอันเป็นที่ตั้ง ของสำนักเมฆามรกตได้” “ฟิ้ว!” บุตรวิญญาณโลหิต เซี่ยเชียนและยังมีต่งลี่และจิ่งเฟย หยางสี่คนที่เนื่องจากเนี่ยเทียนชะลอความเร็วลงและ
พวกอวี๋ซู่อิงหยุดพักจึงตามมาทันในที่สุด “คุณพระช่วย!” พอเซี่ยเชียนมาถึงแล้วเห็นภาพเหตุการณ์สะเทือน ขวัญอันเป็นดั่งหายนะครั้งใหญ่ของห้วงจักรวาลก็ร้อง อุทานอย่างห้ามไม่ได้ “ซ่งไห่ชิงแห่งตระกูลซ่งของดินแดนมหาสมุทร ศักดิ์สิทธิ์ฝึกวิชาน้ำเหมือนกันกับข้า แล้วก็เป็นแดน เอตทัคคะช่วงท้ายเหมือนกัน!” เซี่ยเชียนมีสีหน้าขม เฝื่อน “แถมช่วงเวลาที่เขาเลื่อนเป็นแดนเอตทัคคะ ช่วงท้ายยังนานกว่าข้ามากด้วย!” “แล้วอย่างไรเล่า?” โม่เชียนฝานหัวเราะเบาๆ “เขา ดึงดันจะเอาไข่ไปกระทบหินให้ได้ ด้วยแดนเอตทัคคะ ของเขา เอาไปปะทะกับสนามแม่เหล็กน่ากลัวที่ไม่รู้ ว่าเกิดขึ้นมาได้อย่างไรของเนี่ยเทียนนั่น ไม่ตายสิถึง จะแปลก”
“เพียงแค่ครู่เดียวนี้ ดินแดนมหาสมุทรศักดิ์สิทธิ์ที่เป็น ดินแดนระดับสูงก็แทบจะสิ้นชื่อแล้วหรือ?” จิ่งเฟย หยางหนังหน้ากระตุกไม่หยุด ดินแดนพงฟ้าไม่มีแดนเอตทัคคะช่วงท้ายแม้แต่คน เดียว ยังสู้ดินแดนมหาสมุทรศักดิ์สิทธิ์ไม่ได้ด้วยซ้ำ ใครจะไปคาดคิดว่า พวกเขามาช้าไปแค่ครู่เดียว พอ ได้มาเห็นภาพเหตุการณ์อีกครั้งจะเป็นภาพหายนะ ใหญ่เหมือนวันสิ้นโลกแบบนี้? “แดนเอตทัคคะของดินแดนมหาสมุทรศักดิ์สิทธิ์น่าจะ ตายกันหมดแล้ว ส่วนแดนว่างเปล่าก็ตายกันไปเสีย เป็นส่วนใหญ่” อวี๋ซู่อิงคลี่ยิ้ม “ไม่เสียแรงที่ซ่งไห่ชิง อุตส่าห์เรียกรวมผู้แข็งแกร่งทั้งหมดมาไว้ที่นี่ แปบ เดียวก็ตายกันเกลี้ยง สะอาดเอี่ยมอ่องดีนัก” เซี่ยเชียน บุตรวิญญาณโลหิต จิ่งเฟยหยางและต่งลี่ได้ ยินประโยคนี้ของนางก็อดขนลุกในใจไม่ได้
คนที่กำหนดทิศทางให้มุ่งหน้าไปยังสำนักเมฆามรกตก็ คืออวี๋ซู่อิง ล่วงเกินอวี๋ซู่อิง ผลลัพธ์ที่ได้หลังจากถูกนางเอาคืน ช่างน่าสะพรึงกลัวจนพูดไม่ออก ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 43 บทที่ 1274 ยังมีคนจัดการปัญหา!
“กองกำลังของดินแดนมหาสมุทรศักดิ์สิทธิ์ที่มีตระกูล ซ่งเป็นหัวหน้าถูกสังหารจนแทบหมดสิ้นงั้นหรือ!” “ว่าไงนะ? จะเป็นไปได้อย่างไร? ตระกูลซ่งสนิทสนม กับสำนักเมฆามรกตถึงเพียงนั้น ใครจะกล้าลงมือกับ ตระกูลซ่ง? ลัทธิจิตตวิสุทธิ์? หอทอดฟ้าหรือว่าสำนัก ห้าธาตุ?” “บุตรแห่งดวงดาวคนที่เจ็ดของพระราชวังโบราณ สะเก็ดดาว เนี่ยเทียน!” “เป็นไปไม่ได้!” “…” ผู้ฝึกลมปราณมากมายที่อยู่ในดินแดนสวรรค์มายา ดินแดนเมฆสีชาดและดินแดนพันกลไกที่อยู่ใกล้กับ
ดินแดนมหาสมุทรศักดิ์สิทธิ์ต่างก็วิพากษ์วิจารณ์เรื่อง นี้กันอย่างเผ็ดร้อน ช่องทางที่ดินแดนสวรรค์มายา ดินแดนเมฆสีชาดและ ดินแดนพันกลไกได้รับข่าวสารก็มาจากพวกผู้ฝึก ลมปราณของดินแดนมหาสมุทรศักดิ์สิทธิ์ที่หนีรอดมา ได้ ไม่นานพวกเขาก็รู้ว่าข่าวการตายของผู้แข็งแกร่ง ตระกูลซ่งและดินแดนมหาสมุทรศักดิ์สิทธิ์คือเรื่อง จริง! สำนักสวรรค์มายาของดินแดนสวรรค์มายา หอบัญชา ฟ้าแห่งดินแดนพันกลไกและเจดีย์แสงรุ้งของดินแดน เมฆสีชาดล้วนเป็นสำนักที่มีผู้แข็งแกร่งแดนเอตทัคคะ ช่วงท้ายเฝ้าบัญชาการณ์ สำนักสวรรค์มายา หอบัญชาฟ้าและเจดีย์แสงรุ้งรู้ว่า วงแสงหลายชั้นที่ห่อหุ้มร่างของเนี่ยเทียนสามารถบด
ขยี้ทุกสิ่งอย่าง ทำให้ดินแดนของซ่งไห่ชิงแหลกสลาย และตายไป นั่นจึงทำให้พวกเขาลนลานด้วยความ หวาดกลัว ผู้แข็งแกร่งของทั้งสามฝ่ายต่างก็อาศัยค่ายกลเร่งรีบ เดินทางไปยังดินแดนมหาสมุทรศักดิ์สิทธิ์หมายจะสืบ ข่าวให้รู้ทิศทางที่เนี่ยเทียนมุ่งหน้าไป …… “อู้!” มุมหนึ่งของดินแดนมหาสมุทรศักดิ์สิทธิ์ เนี่ยเทียนที่ ถูกห่อหุ้มด้วยวงแสงพร่างพราวทั้งชั้นในและชั้นนอก บินทะยานอยู่ในห้วงอวกาศ ไม่รู้ว่าทำไม จู่ๆ ความเร็วของเนี่ยเทียนถึงชะลอช้าลง ด้านหลัง พวกอวี๋ซู่อิง หรือแม้แต่บุตรวิญญาณโลหิต เซี่ยเชียนและต่งลี่ต่างก็ยังตามมาทันจนเห็นวงแสง หลากหลายสีสันซึ่งด้านในมีสนามแม่เหล็กที่ส่งผ่าน
พลังงานบ้าคลั่งยิ่งกว่าเดิมได้รำไร เนี่ยเทียนที่อยู่ในวงแสงด้านในยังคงทำความเข้าใจกับ เวทลับการสร้างดินแดน อยู่ในสภาวะหลับตามา ยาวนาน “มีคน…” ดวงตาของอวี๋ซู่อิงพลันมองไปยังดาวมอดดับดวงหนึ่ง ที่ปราณวิญญาณฟ้าดินแห้งขอดมานานหลายปี “มี คนกำลังรออยู่ตรงนั้น แล้วก็ดูเหมือนว่าจะรอมานาน แล้วด้วย” “สำนักเมฆามรกตหรือ?” ต่งลี่ถามอย่างแปลกใจ “ไม่แน่ใจ” อวี๋ซู่อิงส่ายหน้า “เหตุใดต้องปิดบังอำพราง?” โม่เชียนฝานตะคอก น้ำเสียงเดือดดาล ดวงดาวมอดดับดวงนั้นไม่ได้อยู่ในเส้นทางที่เนี่ยเทียน
มุ่งหน้าไป ดังนั้นจึงไม่ถูกสนามแม่เหล็กของเนี่ยเทียน ทำลาย “พี่โม่!” คนสามคนพากันบินออกมาจากดวงดาวมอดดับดวง นั้น ผู้ที่เป็นหัวหน้ามีรอยยิ้มอ่อนโยนจริงใจ สวม อาภรณ์ผ้าแพรสีทองทั้งร่าง พอมาถึงก็รีบร้อนกล่าว ว่า “คิดไม่ถึงเลยว่าเจ้าจะอยู่ด้วย” “โก้วจวินหาวแห่งหอบัญชาฟ้า!” โม่เชียนฝานตะลึง งัน “ทำไมเจ้าถึงมาอยู่ที่นี่?” “เอ๊ะ โป๋อวี่เซินแห่งสำนักสวรรค์มายา! เหยียนปิ นแห่งเจดีย์แสงรุ้ง!” อิ่นสิงเทียนอุทานเบาๆ เห็นได้ ชัดว่าเขาเองก็แปลกใจมากเหมือนกัน โก้วจวินหาว โป๋อวี่เซินและเหยียนปินต่างก็เป็นแดน เอตทัคคะช่วงท้าย ดินแดนดวงดาวที่พวกเขาอยู่ อาศัยก็เป็นดินแดนระดับสูงเช่นกัน พวกเขาต่างก็ตั้ง
ตนเป็นอิสระไม่พึ่งพาสำนักเก่าแก่ เช่นเดียวกับสำนัก อสนีสวรรค์ของโม่เชียนฝานและสำนักกระบี่เมฆา คล้อยของอิ่นสิงเทียน ก่อนหน้านี้พวกเขาเคยเจอกันมาก่อน จึงต่างก็คุ้นเคย กันดี “คารวะเจ้าตำหนักอวี๋” คนทั้งสามมาพร้อมกัน สีหน้าของแต่ละคนต่างก็ กระอักกระอ่วน ปากก็เอ่ยทักทายไม่หยุด “พวกเจ้า…” อวี๋ซู่อิงเหลือบตามองพวกเขาแวบหนึ่งก็ เดาจุดประสงค์การมาเยือนของพวกเขาได้ จึงกล่าว ว่า “คงมาเพราะเรื่องการเปลี่ยนแปลงในดินแดน มหาสมุทรศักดิ์สิทธิ์กระมัง?” คนทั้งสามพยักหน้าติดต่อกัน โก้วจวินหาวแห่งหอบัญชาฟ้าหันหน้ากลับไปมองเนี่ย เทียนที่ถูกวงแสงพร่างพราวหลายชั้นห่อหุ้มเอาไว้
ดวงตาเต็มไปด้วยความตกตะลึง “ท่านผู้นั้นก็คือเนี่ย เทียน บุตรแห่งดวงดาวของพระราชวังโบราณสะเก็ด ดาวใช่หรือไม่?” “อืม” อวี๋ซู่อิงตอบรับหนึ่งประโยค ก่อนพูดว่า “หอ บัญชาฟ้า เจดีย์แสงรุ้งและสำนักสวรรค์มายาของพวก เจ้าไม่มีความเกี่ยวข้องอะไรกับสำนักเมฆามรกต ไม่ ต้องกังวลว่าเนี่ยเทียนจะเปลี่ยนทิศทางมุ่งหน้าไปยัง ดินแดนของพวกเจ้า” พอนางเอ่ยเช่นนั้น คนทั้งสามก็ระบายลมหายใจโล่ งอกอย่างเห็นได้ชัด “ที่แท้ ที่แท้ก็พุ่งเป้าไปที่สำนักเมฆามรกตนี่เอง!” เห ยียนปินแห่งเจดีย์แสงรุ้งไม่เหลือความกังวลใดๆ อีก ต่อไป “ขอแค่ไม่พุ่งเป้ามาที่พวกเราก็ดีมากแล้ว! เฮ้อ ได้ยินข่าวของดินแดนมหาสมุทรศักดิ์สิทธิ์ ข้าก็เป็น กังวลอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน พอคิดอย่างละเอียดแล้ว พวก
เราก็ไม่เคยล่วงเกินพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวจริงๆ นั่นแหละ” “เอาล่ะ จงรู้ไว้ว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับพวกเจ้า” อวี๋ซู่อิงให้คำยืนยัน “เจ้าวังอวี๋ เจ้าติดตามมาพร้อมเนี่ยเทียนก็เพราะคิด จะลงมือกับสำนักเมฆามรกตด้วยน่ะหรือ?” โก้วจ วินหาวลังเลอยู่ครู่หนึ่งก็กล่าวว่า “ข้าพอจะได้ข่าวมา ว่า เจ้าได้เทียบเชิญจากประมุขพรรคเงามืดซึ่งขอให้ พวกเจ้าวางอคติที่มีต่อสำนักเมฆามรกตลงไม่ใช่ หรือ?” “นั่นมันเป็นเรื่องในอดีตไปแล้ว” อวี๋ซู่อิงตอบรับเสียง เย็น คนทั้งสามหันมามองหน้ากัน แล้วเหยียนปินก็พลัน พูดขึ้นว่า “คือว่า หากไม่ถือสา ขอพวกเราติดตามไป ดูไกลๆ ได้หรือไม่? เจ้าเองก็รู้ว่า พวกเราต่างก็ไม่มี
ความเกี่ยวข้องใดกับทั้งพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว และสำนักเมฆามรกต แค่อยากจะไปดูอย่างเดียว เท่านั้น” “เจ้าคิดว่ายังไง?” อวี๋ซู่อิงหันไปถามต่งลี่ ต่งลี่ยักไหล่ ตอบรับว่า “ยังไงก็ได้” “ถ้าอย่างนั้นก็ตามใจพวกเจ้า” อวี๋ซู่อิงตอบรับ …… พระราชวังโบราณสะเก็ดดาว มือข้างหนึ่งของเว่ยไหลดึงเอาข้อมูลหนึ่งออกมาจาก ลูกผลึกน้ำแข็งขนาดใหญ่ที่อยู่ตรงหน้า “ผู้ฝึกลมปราณแดนเอตทัคคะทั้งหมดของดินแดน มหาสมุทรศักดิ์สิทธิ์ตายสิ้น แดนว่างเปล่าก็บาดเจ็บ และล้มตายไปเกินครึ่ง คนที่ลงมือก็คือ…เนี่ยเทียน!” เว่ยไหลอ่านข้อความนั่นออกมาเบาๆ สุดท้ายร่างของ
เขาก็สะท้านเยือก “ฟิ้ว! ฟิ้วๆ!” ปลายนิ้วของเขามีแสงผลึกใสเปล่งวาบ ก่อนที่แสง เหล่านั้นจะผสานหายเข้าไปในลูกผลึกน้ำแข็งอีกครั้ง ข้อความถูกส่งจากนครสะเก็ดดาวไปยังอาณาจักรบาง แห่งที่อยู่ใกล้เคียงกับพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว ด้วยความเร็วราวกับสายฟ้าแลบ “บุตรแห่งดวงดาวคนที่เจ็ดของสำนักลงมือโจมตี สำนักเมฆามรกตโดยเริ่มจากดินแดนมหาสมุทร ศักดิ์สิทธิ์! ซ่งไห่ชิงแห่งตระกูลซ่งถูกเนี่ยเทียน สังหาร!” “สำนัก ยังมีคนจัดการปัญหา!” “คือเนี่ยเทียนอีกแล้ว!” พอได้ยินข่าวนี้ คนมากมายของพระราชวังโบราณ
สะเก็ดดาวและผู้พึ่งพาของบุตรแห่งดวงดาวคนอื่นที่ ยังอยู่ในนครสะเก็ดดาวและดินแดนที่ยังอยู่ในการ ควบคุมของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวต่างก็พากัน ฮึกเหิม ช่วงที่ผ่านมานี้ ข่าวที่ส่งมาจากในสำนักล้วนเป็นไป ในทางลบ ทำให้พวกเขาสิ้นหวัง จนใจและอัดอั้น มีเพียงข่าวนี้ที่ในที่สุดก็ทำให้พวกเขามองเห็น ความหวังเสี้ยวหนึ่ง ทำให้พวกเขารู้ว่าในสำนักมีบุตร แห่งดวงดาวคนหนึ่งที่ยังคงคอยปกป้องเกียรติของ สำนักอยู่เงียบๆ! …… แถบพื้นที่เชื่อมต่อระหว่างดินแดนมหาสมุทรศักดิ์สิทธิ์ และดินแดนแอ่งมืด เรือรบทางช้างเผือกหลายลำแผ่ประกายแสงโลหะ เยียบเย็น ประหนึ่งสัตว์ยักษ์หลายตัวในห้วงจักรวาลที่
รอคอยให้เหยื่อพาตัวมาติดกับ ตระกูลเฟิงคือตระกูลของเฟิงเจี๋ยหลิงภรรยาของซ่งเช่ อฉวน เฟิงเจี๋ยหลิงก็คือประมุขตระกูลเฟิงคนปัจจุบัน เดิมทีตระกูลเฟิงคือตระกูลที่เล็กมากในดินแดนแอ่ง มืด หลังจากที่เฟิงเจี๋ยหลิงกลายมาเป็นภรรยาของซ่ง เช่อฉวน ตระกูลเฟิงก็พัฒนาไปอย่างก้าวกระโดด ไม่ นานก็กลายมาเป็นตระกูลที่แข็งแกร่งที่สุดในดินแดน แอ่งมืด บัดนี้เรือรบทางช้างเผือกมากมายของดินแดนแอ่งมืด ที่มีตระกูลเฟิงเป็นผู้นำมาจอดรออยู่ที่นี่แล้ว เฟิงเจี๋ยหลิงยืนอยู่ในเรือรบลำหนึ่ง ดวงตาหงส์เรียว ยาวของนางเต็มไปด้วยความเย็นชา “บุตรแห่ง ดวงดาวคนที่เจ็ด โม่เชียนฝาน อิ่นสิงเทียนและนัง แพศยาของวังพิสุทธิ์เร้นลับคนนั้น! พละกำลังกลุ่มนี้ …”
นางเองก็รู้สึกปวดหัวมากเหมือนกัน “นายแม่ ผู้แข็งแกร่งของสำนักเมฆามรกตจะมาถึงกัน เมื่อไหร่” คนของตระกูลเฟิงคนหนึ่งถามขึ้นอย่าง กระวนกระวายใจ “อีกไม่นานสนามแม่เหล็กบ้าคลั่งที่ ห่อหุ้มร่างของเนี่ยเทียนก็จะเข้ามาถึงพื้นที่นี้ สนามแม่เหล็กพลุ่งพล่านนั่นเอาชีวิตของซ่งไห่ชิงได้ เลยนะ แถมยังมีทั้งอวี๋ซู่อิง อิ่นสิงเทียนและโม่เชียน ฝานอยู่ด้วย” คนของตระกูลเฟิงหลายคนพูดคุยกันให้แซ่ด ผู้ฝึกลมปราณจากสำนักอื่นในดินแดนแอ่งมืดที่ยืนอยู่ บนเรือรบทางช้างเผือกเหล่านั้นต่างก็มีสีหน้า เคร่งเครียดผิดปกติ ดวงตาของพวกเขาเต็มไปด้วย ความหวาดกลัว เพราะเมื่อดูจากข่าวที่ได้รับมา พละกำลังที่มารวมตัว กันอยู่ในดินแดนมหาสมุทรศักดิ์สิทธิ์ไม่ได้อ่อนด้อย
กว่าพวกเขาสักเท่าไหร่เลย ทว่าคนเหล่านั้นก็ยังถูกเนี่ยเทียนคนเดียวใช้ สนามแม่เหล็กพลุ่งพล่านแปลกประหลาดชำระล้าง เสียจนสะอาดเอี่ยม แดนเอตทัคคะทุกคนต่างก็ตาย อนาถโดยที่ไม่มีใครหนีพ้น “อย่ารีบร้อน อีกไม่นานผู้แข็งแกร่งของสำนักเมฆา มรกตก็จะมารวมตัวกันแล้ว และก็จะเอาอาวุธเทพไม่ ดับสลายชิ้นนั้นมาด้วย” เฟิงเจี๋ยหลิงเอ่ยเสียงเย็น “อาวุธเทพไม่ดับสลาย! แม้แต่อาวุธเทพไม่ดับสลาย ของสำนักเมฆามรกตก็จะถูกนำออกมาด้วยหรือ?” “หากนำอาวุธเทพไม่ดับสลายชิ้นนั้นออกมา บางทีวง แสงหลายชั้นที่เนี่ยเทียนควบคุมก็อาจจะแหลกสลาย ได้ในเสี้ยววินาที” “รอดูเรื่องสนุกกันเถอะพวกเรา” ……
หลายวันต่อมา ในที่สุดวงแสงพลังงานพร่างพราวที่ขยายขอบเขต ออกไปมากกว่าเดิมก็ได้บินออกจากดินแดน มหาสมุทรศักดิ์สิทธิ์ “ด้านหน้าก็คือดินแดนแอ่งมืดแล้ว คือถิ่นของผู้หญิง แห่งตระกูลเฟิงคนนั้น” อวี๋ซู่อิงแผ่กระแสจิตวิญญาณ ออกไปตรวจสอบทั่วรัศมีหลายแสนลี้ “โอ๊ะ ผู้หญิงคน นั้นมีการเตรียมการไว้ก่อนจริงๆ ด้วย เรือรบทาง ช้างเผือกหลายลำเชียวล่ะ ช่างดูมีหน้ามีตายิ่งนัก เพียงแต่ว่า ลำพังแค่เรือรบทางช้างเผือกจะได้ผลงั้น หรือ?” “เฟิงเจี๋ยหลิงกล้าขัดขวาง แสดงว่าต้องมีการ เตรียมการไว้ก่อน” โก้วจวินหาวแห่งหอบัญชาฟ้าเอ่ย ขึ้น “ผู้หญิงคนนั้นไม่โง่เลย” โป๋อวี๋เซินขมวดคิ้ว “หลายปี
มานี้ พวกเราสามคนก็มีการติดต่อกับดินแดนแอ่งมืด มาก่อน นางอาศัยว่ามีสำนักเมฆามรกตคอยหนุนหลัง จึงมักจะข่มพวกเราอยู่เสมอ ส่วนพวกเราที่เสียเปรียบ ก็ได้แต่ยอมกล้ำกลืน ใครใช้ให้ผู้ชายของนางคือเจ้า สำนักเมฆามรกต มีตบะเป็นแดนเทพเจ้ากันล่ะ” “ที่ข้ามา ก็เพราะอยากดูเรื่องสนุก” เหยียนปิน กล่าวอย่างมีความสุขบนความทุกข์ของผู้อื่น ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 43 บทที่ 1275 ปืนฟ้าทะเลมรกตกระเพื่อม
“อู้! อู้!” ลมพายุพัดกระหน่ำเต็มเปี่ยมอยู่ในวงแสงพร่างพราว ชั้นนอกที่ทะยานพุ่งตรงไปข้างหน้าด้วยท่วงท่าที่ พร้อมจะบดขยี้ทุกสรรพชีวิตในฟ้าดิน ระหว่างทาง หินอุกกาบาตขนาดมหึมาหลายก้อน รวมถึงดาวตกบางดวงที่บินผ่านมาโดยบังเอิญ หาก สัมผัสโดนกับวงแสงพลังงานประหลาดนั่นก็จะระเบิด และแหลกสลายเป็นผงคลีในเสี้ยววินาที “ร้ายกาจจริงๆ” สายตาของโก้วจวินหาวแห่งหอบัญชาฟ้าสาดประกาย สีม่วงเข้มออกไปเส้นหนึ่ง เขาที่ตามมาห่างๆ ยิ้มเจื่อน พลางพูดเบาๆ ว่า “กระแสจิตวิญญาณของข้าที่ใช้
พลังเทพจื่อจี๋ (จื่อจี๋ชื่อดาวที่เป็นตัวแทนของ พระราชวังองค์จักรพรรดิ) มากระตุ้นก็ยังได้แค่ว่ายวน อยู่ในวงแสงชั้นนอกของเขาเพียงแค่สามวินาทีเท่านั้น สามวินาทีให้หลัง กระแสจิตวิญญาณของข้าก็มอดดับ เสียแล้ว” พวกเขาจงใจอยู่รั้งท้าย ใช้เขตอาคมพลังวิญญาณมา เก็บเสียงและพูดคุยกันเบาๆ “วิชาการฝึกตนของบุตรแห่งดวงดาวคนที่เจ็ดคืออะไร กันแน่?” เหยียนปินสีหน้าเคร่งขรึม “สนามแม่เหล็ก ที่เขาสร้างขึ้นมาเต็มไปด้วยพลังแห่งความพลุ่งพล่าน บิดเบือนและฉีกทำลาย เห็นได้ชัดว่าแตกต่างไปจาก คาถาสะเก็ดดาวของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว อย่างสิ้นเชิง” “บางทีสาเหตุอาจเป็นเพราะเขาคือเลือดผสม” โป๋อวี่เซินกล่าว
แดนเอตทัคคะทั้งสามท่านพูดคุยกันเบาๆ เรื่องที่พูด ล้วนเกี่ยวกับหัวข้อที่ว่าสนามแม่เหล็กที่เนี่ยเทียน สร้างขึ้นจะสามารถกวาดทำลายดินแดนแอ่งมืดได้ เหมือนที่ทำกับผู้ฝึกลมปราณของดินแดนมหาสมุทร ศักดิ์สิทธิ์ได้หรือไม่ เฟิงเจี๋ยหลินแห่งตระกูลเฟิงของดินแดนแอ่งมืดคือ บุคคลที่พวกเขารังเกียจอย่างถึงที่สุด แต่ก็ไม่กล้าไปมี เรื่องกับอีกฝ่าย พวกเขาล้วนฝากความหวังไว้ที่ตัวของเนี่ยเทียน ปรารถนาให้การปรากฏตัวของเนี่ยเทียนเป็นการนำ หายนะไปสู่เฟิงเจี๋ยหลิง “เฟิงเจี๋ยหลิงเองก็ไม่ใช่คนธรรมดา เกรงว่านางคงต้อง มีการเตรียมตัวมาก่อนแล้ว” โก้วจวินหาวเอ่ย “ตูม! ครืนๆๆ!” ทันใดนั้นคลื่นพลังวิญญาณที่เชี่ยวกรากหลายระลอก
ก็พลันกระเพื่อมสะเทือนฟ้าออกมาจากทิศทางที่เรือ รบทางช้างเผือกของดินแดนแอ่งมืดจอดอยู่ ประหนึ่งมีคนใช้ไม้ตีกลองทุบตีลงมาที่หน้าอกของทุก คนรัวๆ หัวใจของพวกเขาจึงพลันเจ็บแปลบ “สำนักเมฆามรกต! ปืนฟ้าทะเลมรกตกระเพื่อม!” ได้ยินเสียงระเบิดถี่ยิบและสัมผัสได้ถึงคลื่นกระเพื่อมที่ รุนแรง เหยียนปินก็พลันหน้าเปลี่ยนสีแล้วร้องอุทาน เสียงแหลม ดวงตาเต็มไปด้วยแววประหลาดใจ “ปืนฟ้าทะเลมรกตกระเพื่อม!” โก้วจวินหาวเองก็ตัว สะท้านเยือก “สำนักเมฆามรกตถึงขั้นเอาปืนฟ้าทะเล มรกตกระเพื่อมยี่สิบสี่ซุ้มออกมาใช้! สำนักเมฆามรกต บ้าไปแล้วหรือไร? หากไม่มีปืนฟ้าทะเลมรกต กระเพื่อมยี่สิบสี่ซุ้มนั่น อานุภาพของค่ายกลใหญ่ที่ ปกป้องสำนักเมฆามรกตพวกเขาก็อ่อนกำลังลงไปถึง แปดส่วนเชียวนะ!”
“สำนักเมฆามรกตน่าจะไม่ต้องการให้เนี่ยเทียน เคลื่อนหน้าต่อไป จึงคิดจะสังหารเขาให้ได้ในทีเดียว!” โป๋อวี๋เซินถอนหายใจกล่าว “ขนาดปืนฟ้าทะเลมรกตกระเพื่อมยี่สิบสี่ซุ้มยังถูกเอา ออกมา คราวนี้เกรงว่าคงยากที่เนี่ยเทียนจะเคลื่อน หน้าต่อได้อีก” แดนเอตทัคคะสามคนพากันวิพากษ์วิจารณ์แล้วก็เริ่ม ไม่เข้าข้างเนี่ยเทียนอีกต่อไป …… เบื้องหน้าเรือรบทางช้างเผือกหลายลำที่แผ่แสงเยียบ เย็น ผู้ฝึกลมปราณของดินแดนแอ่งมืดมองปืนฟ้าทะเล มรกตกระเพื่อมสีเงินยวงยี่สิบสี่ซุ้มที่สูงหลายสิบเมตร ด้วยความตื่นเต้น เต็มไปด้วยความมั่นใจ ปืนฟ้าทะเลมรกตกระเพื่อมยี่สิบสี่ซุ้มหันปากกระบอก
ปืนใหญ่เข้าหาวงแสงพลังงานพร่างพราวที่ขยับเข้ามา ใกล้ ลวดลายงดงามมากมายสลักอยู่บนตัวของปืนฟ้าทะเล มรกตกระเพื่อม ลวดลายเหล่านั้นประหนึ่งธารน้ำ หลายสายที่ไหลคดเคี้ยว เต็มไปด้วยคลื่นพลัง วิญญาณที่น่าหวาดกลัว “เนี่ยเทียน!” เฟิงเจี๋ยหลิงตวาดกราด นางยืนอยู่กลางอากาศเหนือ ปืนฟ้าทะเลมรกตกระเพื่อมยี่สิบสี่ซุ้ม ทอดสายตามอง ไกลไปยังวงแสงชั้นนอกที่ส่องสว่างพร่างพราว แล้ว กล่าวด้วยน้ำเสียงเฉียบขาดดุดัน “ข้าไม่สนว่าเจ้ามา ด้วยสาเหตุใด แต่ขอแค่เจ้าเศษสวะเลือดผสมไม่มีพ่อ มีแม่สั่งสอนอย่างเจ้ากล้าขยับเคลื่อนหน้ามาอีกพัน เมตร พวกเราก็จะเปิดฉากสังหารทันที!” “เป็นบุตรแห่งดวงดาวแล้วจะอย่างไร?” ผู้เฒ่าคน
หนึ่งของสำนักเมฆามรกตเอ่ยเย้ยหยันขึ้นมา “ผู้ อาวุโสสามท่านอย่างจู่กวางเหย้า ซินฉิงและหันหว่าน หรงก็ไม่ได้ถูกสำนักเมฆามรกตของเราจับตัวมาขัง ถูก สำนักของพวกเรากำราบจนขยับเขยื้อนไม่ได้หรอก หรือ? หากบุตรแห่งดวงดาวอย่างเจ้ามาเพื่อช่วยพวก เขา ก็เท่ากับพาตัวมาตายอย่างเสียเปล่าเท่านั้น” “ไสหัวกลับไปซะ!” “ไสหัวออกไปจากดินแดนแอ่งมืดของพวกเรา!” ผู้ฝึกลมปราณเจ้าถิ่นพากันผรุสวาทด่ากราด เพราะ การปรากฏตัวของปืนฟ้าทะเลมรกตกระเพื่อมยี่สิบสี่ ซุ้มจึงทำให้พวกเขาเต็มไปด้วยความมั่นใจ “เนี่ยเทียน…” โม่เชียนฝานแห่งสำนักอสนีสวรรค์รำพึงเบาๆ ก่อนจะ พุ่งตัวออกมาราวกับสายฟ้าแลบ “เขาได้ยินหรือ?” ต่งลี่ถาม
“อาจจะได้ยินกระมัง” โม่เชียนฝานเองก็ไม่แน่ใจ แต่ ก็ยังแข็งใจกล่าวว่า “หากเจ้าวังอวี๋พูดไม่ผิด อานุภาพ ของปืนฟ้าทะเลมรกตกระเพื่อมยี่สิบสี่ซุ้มนั่นก็น่าพรั่น พรึงมาก ทางที่ดีที่สุดเนี่ยเทียนควรเผชิญหน้ากับ ตระกูลเฟิงและกองทัพพันธมิตรของดินแดนแอ่งมืด อย่างมีสติ” “ปืนฟ้าทะเลมรกตกระเพื่อมประกอบด้วยกระบอก ปืนใหญ่ยี่สิบสี่ลำ คืออาวุธเทพไม่ดับสลาย” ดวงตา ของอวี๋ซู่อิงเย็นชา มีประกายอำมหิตวาบผ่าน นางพูด ด้วยน้ำเสียงเจ็บแค้น “ปืนฟ้าทะเลมรกตกระเพื่อมคือ แกนกลางสำคัญของค่ายกลเทพฟ้าทะเลมรกต กระเพื่อม ซึ่งจะถูกตั้งไว้ในสำนักเมฆามรกตตลอดทั้ง ปี” “แต่ว่า ปืนฟ้าทะเลมรกตกระเพื่อมยี่สิบสี่ซุ้มก็ สามารถย้ายออกมาใช้สังหารศัตรูที่แข็งแกร่งนอก
ดินแดนได้” “วังพิสุทธิ์เร้นลับของข้าต่อสู้กับสำนักเมฆามรกตมา นานหลายปี คนของสำนักข้าที่ถูกปืนฟ้าทะเลมรกต กระเพื่อมยี่สิบสี่ซุ้มฆ่าไป ไม่รู้ว่ามีมากเท่าไหร่” กล่าวมาถึงตรงนี้ สีหน้าของนางก็พลันหม่นหมอง ก้ม หน้าลงแล้วเอ่ยอีกครั้งว่า “แม้แต่อาจารย์ของข้าที่ ตายไปก่อนวัยอันควรก็เพราะถูกปืนฟ้าทะเลมรกต กระเพื่อมโจมตี ปีนั้นอาจารย์ของข้ามีขอบเขตเท่า เทียมกับข้า เป็นแดนเทพเจ้าช่วงต้นเหมือนกัน เพราะ ความขัดแย้งครั้งหนึ่งที่มีกับสำนักเมฆามรกตจึงถูกซุ่ม โจมตี ถูกปืนฟ้าทะเลมรกตกระเพื่อมระดมยิง ติดต่อกัน” “ตอนนั้นแสงเทพชำระฟ้าของสำนักกำลังถูกข้าชุบ หลอม ไม่ได้อยู่ที่ตัวนาง” “สุดท้ายนางก็ได้รับบาดเจ็บสาหัส หนีไปได้ในสภาพ
เกือบตาย ไม่นานนักนางก็ลาจากโลกนี้ไป…” ประโยคนี้ของนางที่ดังจบทำให้พวกเซี่ยเชียน ต่งลี่ บุตรวิญญาณโลหิตหน้าเปลี่ยนสี ปืนฟ้าทะเลมรกตกระเพื่อมที่สามารถโจมตีให้เจ้าวัง พิสุทธิ์เร้นลับคนก่อนที่เป็นแดนเทพเจ้าบาดเจ็บสาหัส เกือบตาย ตอนนี้ถูกสำนักเมฆามรกตย้ายออกมาจาก ในสำนักอีกครั้ง เพื่อรอโจมตีเนี่ยเทียนโดยเฉพาะ และเนี่ยเทียนก็ยังอยู่ในสภาพไม่รู้เรื่องรู้ราว เขาจะได้ ยินข้อความทางจิตที่โม่เชียนฝานส่งไปให้หรือไม่ก็ยัง ไม่รู้แน่ แล้วพวกเขาจะไม่เป็นกังวลได้หรือ? “อู้!” จุดลึกของสนามแม่เหล็กปั่นป่วนหุนตุ้นที่อยู่ในวงแสง ชั้นในพลันมีทะเลดวงดาวขนาดย่อส่วนที่ส่องแสงเจิด จ้ากะพริบพราวออกมา
ทะเลดวงดาวสว่างไสวนั้นลอยอยู่เหนือศีรษะของเนี่ย เทียน กิ่งก้านทุกกิ่งของดอกไม้ประหลาดใหญ่ยักษ์ ดอกหนึ่งล้วนเชื่อมโยงไปยังดวงดาวที่อยู่ในทะเล ดวงดาว ทั้งลึกลับและอันตราย และใต้ฝ่าเท้าของเนี่ยเทียนก็คล้ายเหยียบอยู่บน แผ่นดินแห่งหนึ่งที่เปี่ยมล้นไปด้วยความมีชีวิตชีวา บนพื้นดินคือต้นวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ระดับเพาะฟ้าที่ฝัง รากอยู่ มันแตกพุ่มใบเขียวชอุ่มหนาตา กำลังดูดซับ เอาจิงชี่พืชหญ้าที่บริสุทธิ์มาหล่อเลี้ยงพื้นดิน เบื้องใต้ทะเลดวงดาวและเบื้องบนผืนดินคือความว่าง เปล่ากว้างไกลไร้ที่สิ้นสุด ซึ่งมีเปลวเพลิงหลายกลุ่มล้อ มวนอยู่รอบกายเนี่ยเทียน เปลวเพลิงสีส้มอมแดงกลุ่มหนึ่งเป็นดั่งบรรพบุรุษแห่ง เปลวเพลิงนับหมื่นในห้วงจักรวาล ประหนึ่งเปลว เพลิงกลุ่มแรกที่บุกเบิกฟ้าดิน มีจิตสำนึกและจิต
วิญญาณเป็นของตัวเองที่คอยควบคุมทะเลเพลิงผืน นั้น เหนือศีรษะคือทะเลดวงดาว ใต้ฝ่าเท้าคือพื้นดิน รอบ กายมีเปลวเพลิงร้อนระอุล้อมวน เนี่ยเทียนจึงเป็น เหมือนทวยเทพองค์หนึ่ง “เค้าโครงของแดนว่างเปล่า…” อิ่นสิงเทียนตัวสั่นเทิ้ม พอมองเห็นภาพมายาที่ลึกลับ ซึ่งล้อมวนอยู่รอบกายเนี่ยเทียนก็อดร้องอุทานด้วย ความตกใจไม่ได้ “แดนว่างเปล่าเช่นนี้ ข้าไม่เคยพบ เจอมาก่อน เปลวเพลิง พืชหญ้าและดวงดาว พลังงาน สามธาตุก่อตัวขึ้นเป็นภาพเหตุการณ์ที่แตกต่างกัน ต้นวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ บุปผาเก้าดาราที่แปรสภาพและ เปลวเพลิงผืนหนึ่ง” “นี่น่าจะเป็นแค่การเริ่มต้นเท่านั้น” โม่เชียนฝาน กล่าวอย่างตกตะลึง
และเวลานี้เอง เนี่ยเทียนที่หลับตาแน่นมานาน เท่าไหร่ไม่รู้ก็พลันลืมตาขึ้น ดวงตาของเขามีประกายแสงคมกล้าน่าขนลุกวูบผ่าน ไป “ดินแดนแอ่งมืด ตระกูลเฟิง” เนี่ยเทียนที่ฟื้นตื่น ขึ้นมามองผ่านวงแสงพร่างพราวหลายชั้นที่กางกั้น จุดลึกในดวงตามีเมฆดวงดาวไหลเชี่ยวอย่างบ้าคลั่ง คล้ายว่ามองเพียงแค่ปราดเดียวก็มองทะลุทะลวงไป เห็นปืนฟ้าทะเลมรกตกระเพื่อมของสำนักเมฆามรกต เฟิงเจี๋ยหลิงและผู้แข็งแกร่งแดนเอตทัคคะหลายคนที่ ห่างไปไกล “เนี่ยเทียนแห่งพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว วันนี้ ข้ามดินแดนมาเยือนก็เพื่อพบหน้าผู้อาวุโสทุกท่าน ของดินแดนแอ่งมืดและสำนักเมฆามรกต” เสียงดังกังวานของเนี่ยเทียนดังครืนครั่นแหวกผ่าน
ห้วงมิติมาดั่งจะทำให้ฟ้าถล่ม “ฟิ้ว! ฟิ้วๆๆ!” มือทั้งสองของเขาชักนำและสะบัดวงแสงชั้นในอย่าง ไม่ใส่ใจ คล้ายเป็นการกระทำโดยไม่ได้ตั้งใจ ทว่าลมพายุบ้าระห่ำของวงแสงชั้นนอกและยังมี กระแสลำแสงลึกลับของนอกดินแดนกลับถูกชักนำใน ชั่วพริบตา เป็นเหตุให้ทะยานหลุดจากวงแสงชั้นนอก ออกไป พูดประโยคเดียวจบ เนี่ยเทียนก็ลงมือทันที! กระแสลำแสงนอกดินแดนหลายสิบเส้นที่บินออกมา จากวงแสงชั้นนอกของเนี่ยเทียนปานประหนึ่งดาวตก ที่พุ่งฉิวผ่านความว่างเปล่าไปกระแทกยังเรือรบทาง ช้างเผือกสามลำ เรือรบทางช้างเผือกโลหะที่ส่องประกายแสงเยือกเย็น คล้ายถูกมีดแหลมๆ แทงทะลุดัง “สวบ” จนเห็นเป็น
รูโบ๋ “อู้!” ก่อนที่ลมพายุบ้าระห่ำลูกหนึ่งที่ปะปนไปด้วยกรวด ทรายสีทองนับล้านเม็ดจะพุ่งซัดเข้าหาดินแดน เอตทัคคะของพวกแดนเอตทัคคะ กรวดทรายเหล่านั้นคือเศษซากดินแดนที่ระเบิดแตก แล้วกระจายอยู่ในจุดลึกของทางช้างเผือกมานาน หลายล้านปี จึงถูกอาบย้อมไปด้วยปราณแห่งการกัด กร่อนทำลาย แดนเอตทัคคะหลายคนพลันแตกตื่น สบถด่าดังขรม พลางรีบร้อนเผ่นหนีออกห่าง “ไอ้เด็กสวะ! เจ้าบังอาจลงมือสังหารโดยไม่เคารพกฎ กติกาเลยรึ!” เฟิงเจี๋ยหลิงเดือดเป็นฟืนเป็นไฟ มอง กรวดทรายที่มีฤทธิ์กัดกร่อนซึ่งพุ่งเข้ามาอยู่เต็มแดน เอตทัคคะของตัวเอง นางก็ด่ากราดโขมงโฉงเฉง
———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 43 บทที่ 1276 บุกราบเป็นหน้ากลอง
“สวบ!” ลมพายุบ้าระห่ำพัดผ่านศูนย์กลางที่พวกแดน เอตทัคคะรวมตัวกัน มุ่งหน้าไปยังจุดที่มีผู้ฝึก ลมปราณของดินแดนแอ่งมืดจำนวนมากกว่าเดิม ชุมนุมกันอยู่ เขตอาคมสีเหลืองสว่างจ้าชั้นหนึ่งปกคลุมเรือรบทาง ช้างเผือกลำหนึ่งเอาไว้ บนเรือโบราณ ผู้ฝึกลมปราณสิบกว่าคนที่ขอบเขตไม่ เท่ากันต่างก็ตั้งตารอให้ปืนฟ้าทะเลมรกตกระเพื่อมลง มือสังหารเนี่ยเทียน! ทว่าพายุบ้าระห่ำนั้นกลับพัดมาโจมตีอย่างไม่ทันให้ พวกเขาได้ตั้งตัว
เขตอาคมสีเหลืองสว่างสดใสพลันถูกสิ่งเจือปนสิบห้า ชนิดที่มีอยู่แค่ในทางช้างเผือกนอกดินแดนแทรกซอน เข้ามา! กรวดทรายที่มีฤทธิ์กัดกร่อน ผลึกสะเก็ดดาว แม่เหล็ก หินอุกกาบาตสีดำ… “เปรี๊ยะๆ!” เขตอาคมส่งเสียงประหลาดคล้ายถูกกัดกร่อนเผาไหม้ ก่อนจะถูกเจาะทะลุเป็นรูอย่างรวดเร็ว พายุหมุนฉวยโอกาสพุ่งเข้ามาในรูโหว่ แดนว่างเปล่า หลายคนรีบร้อนเรียกดินแดนของตัวเองออกมาแล้ว เผ่นหนีไปอย่างว่องไว ทว่าแดนว่างเปล่าของพวกเขา ต่างก็ถูกสิ่งเจือปนแทรกซอนเข้ามาและเกิดลางว่าจะ แหลกสลาย ผู้ที่มีขอบเขตต่ำกว่าแดนว่างเปล่าลงมา เมื่อถูก สิ่งเจือปนอันตรายร้ายแรงของนอกดินแดนแทรกซอน
ก็ได้แต่ร้องโหยหวน ก่อนจะดับสลายไปทั้งเรือนกาย และจิตวิญญาณ “เนี่ยเทียน!” ผู้ฝึกลมปราณหลายคนของดินแดนแอ่งมืดที่มีตระกูล เฟิงเป็นผู้นำซึ่งถูกสิ่งเจือปนในห้วงอวกาศแทรกซอน เข้าสู่ดินแดนก็พากันร้องคำรามอย่างเดือดดาล “นายแม่!” ผู้ฝึกลมปราณตระกูลเฟิงเองก็ร้องคำรามคลั่งแค้น พลางเอ่ยเรียกร้อนรน เฟิงเจี๋ยหลิงโบกมือออกคำสั่งให้ผู้ฝึกลมปราณสำนัก เมฆามรตเปิดใช้ปืนฟ้าทะเลมรกตกระเพื่อม หมายจะ สังหารเนี่ยเทียนให้ตายอนาถ ปืนฟ้าทะเลมรกตกระเพื่อมยี่สิบสี่ซุ้มกระจายตัวกัน อยู่ในรูปแบบที่พิเศษ ซึ่งมีแดนเอตทัคคะคนหนึ่งของ สำนักเมฆามรตใช้อำนาจจิตไปจุดไฟ
“ครืน! ครืน!” คลื่นพลังวิญญาณที่รุนแรงดังออกมาจากในปืนฟ้า ทะเลมรกตกระเพื่อมทุกกระบอก ปากกระบอกปืน ไม่ได้พ่นลำแสงเปลวเพลิงออกมาก่อน แต่กลับพ่น ก้อนเมฆสีรุ้งออกมาแทน! ก้อนเมฆนั้นประดุจแสงอรุโณทัยที่ด้านในมีลวดลาย โบราณลึกลับอยู่มากมายซึ่งตัดสลับถักทอกันเอง ประหนึ่งมีทวยเทพที่มองไม่เห็นองค์หนึ่งกำลังสะบัด พู่กันวาดภาพที่ทั้งงดงาม อันตรายและลี้ลับมหัศจรรย์ ใช้รูปภาพนั้นมาชำระล้างฟ้าดิน “ซ่าๆๆ!” เสียงคลื่นกระทบกันดังออกมาจากในเมฆสายรุ้ง “อู้!” ภาพลึกลับมหัศจรรย์ภาพหนึ่งพลันแปรเปลี่ยนกลาย
มาเป็นฟ้าดินแห่งหนึ่ง ในฟ้าดินแห่งนั้น บนท้องฟ้ามีลวดลายสลับซับซ้อน มี ก้อนเมฆหลากสีที่แผ่อบอวลไปทั่ว มีสายน้ำหลายเส้น ที่คล้ายจะเชื่อมโยงไปยังแม่น้ำสวรรค์ที่ไม่มีใครรู้จัก และมีคลื่นประหลาดที่โถมตัวม้วนหอบเอาทุกสรรพ ชีวิตให้ไหลกรากเข้ามากลบทับซ้อนกันเป็นชั้นๆ “กระบอกปืนทั้งยี่สิบสี่กระบอกของปืนฟ้าทะเลมรกต กระเพื่อมระดมยิงพร้อมกัน สามารถสร้างภาพและ ท่วงทำนองแห่งทะเลมรกตสะเทือนฟ้าที่กลบทับ อาณาจักรขนาดเล็กแห่งหนึ่งได้” อวี๋ซู่อิงแห่งวังพิสุทธิ์เร้นลับขมวดคิ้วเป็นปม พลางเอ่ย เบาๆ “ข้าเคยเห็นภาพที่ปืนยี่สิบสี่กระบอกของปืนฟ้า ทะเลมรกตกระเพื่อมระดมยิงอาณาจักรแห่งหนึ่งกับ ตาของตัวเอง สำนักผู้ฝึกลมปราณเจ็ดแห่งใน อาณาจักรแห่งนั้น แดนเอตทัคคะสามคน แดนว่าง
เปล่าสิบกว่าคนต่างก็ตายเพราะมัน” โม่เชียนฝานแค่นเสียงเย็น เตรียมจะร่ายกายธรรม แห่งเทพออกมา อวี๋ซู่อิงยกมือขึ้นห้ามปราม “แต่ว่า วงแสงหลายชั้นที่ ล้อมพันร่างของเนี่ยเทียนซึ่งมีสนามแม่เหล็กที่ทั้งพลุ่ง พล่าน ฉีกกระชากและบิดเบือนเอาไว้ก็ไม่ธรรมดาใน ความรู้สึกของข้าเช่นกัน” “ไม่มีทางเกิดเรื่องกับเนี่ยเทียนแน่” ต่งลี่กล่าว ในกระแสปั่นป่วนหุนตุ้น เนี่ยเทียนสีหน้าแข็งกระด้าง มองปืนฟ้าทะเลมรกตกระเพื่อมทั้งยี่สิบสี่กระบอกที่ สาดยิงออกมาพร้อมกันจนภาพเหตุการณ์นั้นจำแลง ขึ้นมาเป็นโลกใบหนึ่งคาตาของเขา เขามองโลกใบนั้นที่ถูกคลื่นพิโรธหลายชั้นผลักดัน ออกมาด้วยท่าทางเตรียมจะบดขยี้ทุกอย่างที่ขวาง หน้า
แล้วทันใดนั้นโลกใบเล็กที่จำแลงมาจากภาพของปืน ฟ้าทะเลมรกตกระเพื่อมก็พุ่งเข้าโจมตีวงแสงชั้นนอก ของเขา ในวงแสงแต่ละชั้นมีพลังงานที่บ้าระห่ำที่สุดในทาง ช้างเผือกปะปนกันหลายสิบชนิด ซึ่งจู่ๆ ก็เหมือนพวก มันเจอทางระบายออกจึงพุ่งเข้าปะทะโจมตีกับโลก เล็กใบนั้น ราวกับว่ามีโลกสองใบกำลังพุ่งชนกัน! “ตูมๆๆ! ตูมๆๆๆ!” ลำแสงหลายล้านเส้นแตกกระจายออกมาจากพื้นที่ที่ โลกสองใบสัมผัสโดนกัน ลำแสงทุกเส้นที่สาดยิงออกมาล้วนสามารถสังหารผู้ ฝึกปราณเขตลี้ลับได้เลย ต่อให้เป็นเขตวิญญาณที่หาก ไม่เรียกม่านแสงพลังวิญญาณมาคุ้มกันกายก็ยังต้อง ถูกแทงทะลุร่างแล้วตายไป
แม้แต่ดินแดนของพวกแดนว่างเปล่าที่ถูกลำแสงสาด ยิงมาโดนก็ยังเหมือนจะลุกติดไฟ “พรวด!” โลกใบเล็กที่จำแลงมาจากภาพของปืนฟ้าทะเลมรกต กระเพื่อมเหมือนเรือยักษ์ลำหนึ่งที่พุ่งทะยานเข้าลึก ไปสู่แม่น้ำสายใหญ่ วงแสงแต่ละชั้นที่ถูกพลังงานเผด็จการทับซ้อนหลาย ชั้นพุ่งเข้ามาโจมตีก็เริ่มแตกกระจาย เนี่ยเทียนที่อยู่ในวงชั้นในพลันสังเกตเห็นว่าความเร็ว ในการดูดซับพลังพืชหญ้า ดวงดาวและเปลวเพลิงของ ต้นวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ บุปผาเก้าดาราและเมล็ดพันธ์ เปลวเพลิงของเขาช้าลงกว่าเดิมเยอะมาก สมบัติระดับเพาะฟ้าสามชิ้น ช่วงที่ผ่านมานี้สามารถ จำแลงมาเป็นภาพมายาพร้อมกันได้ก็ล้วนเป็นเพราะ อาศัยการดูดซับพลังพืชหญ้า ดวงดาวและเปลวเพลิง
ทั้งสิ้น ซึ่งพวกมันจะดึงแก่นพืชหญ้า ดวงดาวและเปลวเพลิง ออกมาจากในบรรดาพลังงานหลายสิบชนิดที่มา รวมตัวกันอยู่ในวงแสงชั้นนอก นี่คือพลังงานที่จำเป็นในการสร้างแดนว่างเปล่าของ เขา การกลืนกินของต้นวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ บุปผาเก้า ดาราและเมล็ดพันธ์เปลวเพลิงล้วนผ่านการทำความ เข้าใจจากจิตวิญญาณของเขาเพื่อนำไปสร้างเค้าโครง ของแดนว่างเปล่าขึ้นมา “นี่น่ะหรืออานุภาพของอาวุธเทพ?” สัมผัสได้ถึงการรุกรานของโลกเล็กๆ ใบนั้น เนี่ยเทียน ก็พึมพำหนึ่งประโยค ครั้นแล้วจึงเรียกท่อนกระดูก ของสัตว์ยักษ์มวลดาราออกมาจากในแหวนเก็บของ “อู้ๆๆ!” ที่น่าแปลกใจก็คือ พอท่อนกระดูกที่เรียวยาวท่อนนี้
โผล่ออกมาก็ดูดเอาพลังงานมากมายของห้วงอวกาศที่ อยู่ในวงแสงชั้นนอกมาอย่างตะกละตะกลาม เดิมทีสัตว์ยักษ์มวลดาราก็เป็นผู้พิชิตแห่งทาง ช้างเผือกอยู่แล้ว พวกมันแต่ละตัวต่างก็โบยบินอยู่ใน ห้วงจักรวาลและคอยดึงเอาพลังงานต่างๆ มาเพิ่ม ความแข็งแกร่งให้กับตัวเอง ในอดีตเขาแค่เอากระดูกท่อนนี้วางไว้นอกดินแดน เฉยๆ โดยไม่ต้องทำอะไร มันก็สามารถชุบหลอม ตัวเองและเติบโตขึ้นมาได้เอง และบัดนี้พลังงานนอกดินแดนที่อยู่ในวงแสงชั้นนอก ของเนี่ยเทียน ก็คือพลังที่เขาสะสมโดยใช้เวลา ยาวนานระหว่างเดินทางผ่านดินแดนทั้งสองแห่ง จึงมี มากกว่าพลังงานในทางช้างเผือกปกติเป็นร้อยเท่า! แสงสีแดงแปลกประหลาดที่ทำให้คนตาพร่าสาดส่อง ออกมาจากในท่อนกระดูกของสัตว์ยักษ์มวลดารา
จิตสำนึกที่ยังอ่อนจางซึ่งดูเหมือนว่ายังไม่ตื่นแม้แต่ หนึ่งในพันส่วนก็คล้ายจะถูกกระตุ้น “ไป!” เนี่ยเทียนตะโกนดังลั่น หลังจากสัมผัสได้ถึงปราณของ มันจึงออกคำสั่ง กระดูกท่อนนั้นพลันบินไปยังโลกใบเล็กที่จำแลงมา จากภาพของปืนฟ้าทะเลมรกตกระเพื่อม ประหนึ่ง สัตว์ยักษ์มวลดาราตัวหนึ่งในยุคดั้งเดิมที่ล่าภูตผีปีศาจ บรรพกาลและทวยเทพโบราณเป็นอาหารซึ่งเริ่มการ สวาปามอาหารมื้อหนึ่ง! ผลึกโซ่สายเลือดจำนวนมากดั่งสัจธรรมแห่งกฎเกณฑ์ ที่ดำรงอยู่มายาวนานพลันลอยขึ้นมาในท่อนกระดูก อย่างแน่นขนัด “ดินแดนปริแตก…” เนี่ยเทียนเหมือนจะได้ยินเสียงหนึ่งดังขึ้นมาแว่วๆ
จากนั้นก็เห็นโซ่ผลึกสายเลือดสีชาดจำนวนนับไม่ถ้วน บินออกมาจากในท่อนกระดูกแล้วฟาดฟันเข้ากับโลก ใบเล็กนั่น ประหนึ่งโลกที่ถูกกรีดเถือจนแหลกละเอียด ดินแดน ถูกตัดแบ่งออกเป็นชิ้นส่วน เป็นก้อนๆ “กินอาหาร…” มีอีกเสียงหนึ่งที่ดังขึ้นในฉับพลัน ก่อนที่โซ่ผลึก สายเลือดสีชาดจะระเบิดกลายมาเป็นหมอกควันสี เลือดคลุ้งเต็มฟ้า แล้วห่อหุ้มเศษเสี้ยวพลังประหลาดที่ สร้างโลกใบเล็กขึ้นมาให้กลับเข้าไปในท่อนกระดูก “ครืดๆๆ!” ปืนฟ้าทะเลมรกตกระเพื่อมยี่สิบสี่กระโบกส่ายไหว อย่างรุนแรง หมอกสีรุ้งที่พ่นออกมาจากปากกระบอก พลันสลายกลายเป็นความว่างเปล่า
ผู้ฝึกลมปราณแดนเอตทัคคะช่วงกลางของสำนักเมฆา มรตที่ใช้อำนาจจิตจุดไฟให้กับปืนใหญ่พลันหัว กะโหลกระเบิด มันสมองไหลทะลักออกมาเป็นสาย “ปราณของสัตว์ยักษ์มวลดารา!” อวี๋ซู่อิงสูดลมหายใจเข้าลึก หันไปมองท่อนกระดูก เรียวยาวที่เหมือนทวนยาวสีชาดเล่มนั้น มองพลัง ประหลาดของโลกใบเล็กจากภาพของปืนฟ้าทะเล มรกตกระเพื่อมที่ถูกหมอกเลือดสีแดงฉานห่อหุ้มกลับ เข้ามาในท่อนกระดูกด้วยสายตากริ่งเกรง นางยังถึงขั้นสังเกตเห็นด้วยว่ากระดูกท่อนนั้นยาวขึ้น อีกหลายเมตร “อู้ๆๆ!” วงแสงชั้นนอกที่ถูกแหวกจนปริแตก เนื่องจากได้รับ พลังงานมากมายในทางช้างเผือกกรอกเทเข้ามาจึง กลับคืนสู่สภาพเดิมช้าๆ
วงแสงยังคงบุกราบเป็นหน้ากลองไปอย่างต่อเนื่อง “หลีกไป!” เฟิงเจี๋ยหลิงร้องอุทานเสียงหลง หมายจะให้ผู้ฝึก ลมปราณของของสำนักเมฆามรตย้ายปืนฟ้าทะเล มรกตกระเพื่อมยี่สิบสี่ซุ้มนั้นออกไป แต่กลับพบว่าผู้ อาวุโสคนที่ควบคุมปืนใหญ่บาดเจ็บสาหัสและ วิญญาณแหลกสลายไปแล้ว วงแสงชั้นนอกม้วนตลบออกมาอย่างรวดเร็ว ปืนฟ้าทะเลมรกตกระเพื่อมแต่ละกระบอกถูกวงแสง ชั้นนอกโจมตีกลบทับ ปืนเทพไม่ได้พังแหลกลาญ ในทันที ทว่าลวดลายลึกลับที่สลับอยู่ด้านบนกลับ ค่อยๆ เลือนหาย พลังแห่งเทพที่ปลุกเสกก็ถูกกัด กร่อนและลดทอนไปอย่างเห็นได้ชัด เฟิงเจี๋ยหลิงรู้ชัดเจนดีว่าสิ่งที่ร้ายกาจที่สุดของปืนฟ้า ทะเลมรกตกระเพื่อมก็คือลวดลายลึกลับเหล่านั้น นั่น
คือภาพสลักที่ผู้ฝึกลมปราณแดนเทพเจ้ายอดฝีมือคน หนึ่งของสำนักเมฆามรตทุ่มเทเวลานับพันปี และใช้ พลังแห่งเทพปลุกเสกเอาไว้ ซ้ำภายหลังยังผสานรวม จิตวิญญาณส่วนหนึ่งของเขาเอาไว้อีกด้วย ลวดลายหายไปก็หมายความว่าพลังงานที่เขาปลุกเสก เอาไว้ถูกลบทิ้ง ต่อให้ปืนเทพยังอยู่ แต่เมื่อสูญเสียพลังแห่งเทพและ ไม่มีลวดลายเหล่านั้นเสียแล้ว ก็หมายความอาวุธ สำคัญของสำนักเมฆามรตสิ้นค่าในการต่อสู้ครั้งนี้ เฟิงเจี๋ยหลิงมิอาจยอมรับได้ แล้วก็ไม่มีหน้าไปอธิบาย กับสำนักเมฆามรต ดังนั้นนางจึงขับเคลื่อนแดน เอตทัคคะของตนให้พุ่งเข้าโจมตีเนี่ยเทียนอย่างบ้า คลั่ง “ตระกูลเฟิงและดินแดนแอ่งมืดจะมีสภาพไม่ต่างจาก ดินแดนมหาสมุทรศักดิ์สิทธิ์” อิ่นสิงเทียนทอดถอนใจ
อย่างปลงอนิจจัง “ภรรยาของซ่งเช่อฉวนตายด้วยน้ำมือของเนี่ยเทียน เขาจะยังนิ่งดูดายอยู่ได้หรือ?” อวี๋ซู่อิงมีสีหน้าสะใจ “อยากจะรู้นักว่าซ่งเช่อฉวนที่พอรู้ว่าเฟิงเจี๋ยหลิงตาย ไป รู้ว่าปืนฟ้าทะเลมรกตกระเพื่อมยี่สิบสี่ซุ้มถูก ทำลายจนสิ้นค่าจะเป็นเดือดเป็นแค้นแค่ไหน” ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 43 บทที่ 1277 ดาวดวงที่เจ็ด!
นครสะเก็ดดาว ปราณวิญญาณฟ้าดินเข้มข้นดั่งเมฆหมอกห้อมล้อม ดาวพร่างพราวดวงหนึ่ง ค่ายกลโบราณหลายสิบชนิด เป็นราวกับมังกรยาวหรือไม่ก็โซ่ผลึกใสที่ยาวหลาย แสนลี้ซึ่งกำลังว่ายวนไปริมเขตอาคมนอกดวงดาว ค่ายกลบุพกาลหลากหลายชนิดห่อหุ้มดวงดาวทั้งดวง เอาไว้ เว้นเสียจากใช้ค่ายกลนำส่งแห่งมิติ หาไม่แล้วก็ ยากที่จะเข้ามาข้างในได้ เรือรบทางช้างเผือกหลายลำที่เป็นตัวแทนของพรรค เงามืดและสำนักบุกเบิกฟ้าแล่นทะยานอยู่ท่ามกลาง ห้วงอวกาศเยียบเย็น กำลังมุ่งหน้ามายังนครสะเก็ด ดาว
“นครสะเก็ดดาวอยู่ในสภาวะปิดตายแล้ว” โหยวฉีเหมี่ยวแห่งสำนักบุกเบิกฟ้ายืนอยู่บนหัวเรือลำ หนึ่ง ทอดสายตามองไปยังนครสะเก็ดดาวด้วยสีหน้า เคร่งเครียด “จะอย่างไรซะนี่ก็คือนครสะเก็ดดาว ลำพังเพียงแค่เขตอาคมด้านนอกก็ยากที่จะทำลายให้ แตกออกได้แล้ว” เขาหันกลับไปมองซ่างกวานจื๋อรองประมุขพรรคเงา มืด แล้วพูดขึ้นอีกว่า “ประมุขของพวกเจ้าจะมาตอน ไหน?” ซ่างกวานจื๋อมีใบหน้าหล่อเหลา ปราณนุ่มนวลแต่ เยียบเย็น มองปราดๆ หน้าตาคล้ายผู้หญิง หากไม่ เป็นเพราะมีลูกกระเดือก และดวงตาเรียวยาวคมกริบ ราวมีดแหลมคมก็คงถูกเข้าใจผิดกันได้ง่ายๆ “เขาจะอาศัยค่ายกลของเรือรบเดินทางมาที่นี่” ซ่างกวานจื๋อกล่าวเสียงเย็น “ที่ไม่ได้รีบร้อนมาที่นี่ก็
เพราะต้องเตรียมของบางอย่างก่อน” “ของที่สามารถทำลายค่ายกลโบราณมากมายของ นครสะเก็ดดาวได้งั้นรึ?” โหยวฉีเหมี่ยวตัวสั่นสะท้าน ซ่างกวานจื๋อพยักหน้ารับ โดยที่ไม่ได้พูดอะไรมาก ความอีก ซ้ำมุมปากของเขายังยกรอยยิ้มดูหมิ่นที่ถูกอำพราง เอาไว้ด้วย นับตั้งแต่ที่เขารู้ว่าสำนักบุกเบิกฟ้าบุกเข้า ไปยังดินแดนพงฟ้า เขาก็นึกว่าสำนักบุกเบิกฟ้าจะ สามารถยึดดินแดนพงฟ้าได้อย่างง่ายดาย รอจนพรรคเงามืดรับรู้ผ่านช่องทางของตัวเอง ว่าต้วนหงเหวินถูกโจมตีจนบาดเจ็บสาหัส โหยวฉี เหมี่ยวจำต้องพาต้วนหงเหวินถอยทัพกลับออกมา ด้วยความวิตกกังวล เขาก็เริ่มดูถูกสำนักบุกเบิกฟ้า “รองประมุข!” ผู้คุมกฎคนหนึ่งของพรรคเงามืดเผยกายราวกับ
วิญญาณร้าย ก่อนจะคุกเข่าแล้วยื่นหินส่งข้อความ เสียงก้อนหนึ่งมาส่งให้ ซ่างกวานจื่อรับเอามา กวาดอำนาจจิตมองครั้งหนึ่ง บนใบหน้าที่อ่อนหวานพลันเต็มไปด้วยความเย็นเยียบ “ผู้หญิงของซ่งเช่อฉวนช่างเป็นเศษสวะไร้ค่าจริงๆ” “ว่าไงนะ?” โหยวฉีเหมี่ยวถามอย่างแปลกใจ เขารู้ชัดเจนดีว่าการข่าวของพรรคเงามืดฉับไวแค่ไหน พวกเขามีเส้นสายอยู่มากน้อยเท่าไหร่ในบรรดา ดินแดนดวงดาวระดับสูงมากมาย บางทีด้วยที่มาของข่าวคราวบางอย่าง พรรคเงามืด อาจจะได้รับข่าวเร็วกว่าสี่สำนักเก่าแก่ด้วยซ้ำ “เฟิงเจี๋ยหลิงรวบรวมเรือรบมากมายไว้ที่ดินแดนแอ่ง มืด ซ้ำยังเอาปืนฟ้าทะเลมรกตกระเพื่อมยี่สิบสี่ซุ้ม ของสำนักเมฆามรกตไปใช้ด้วย แต่กลับไม่สามารถ สังหารบุตรแห่งดวงดาวคนที่เจ็ดได้” ซ่างกวานจื๋อเห
ลือบมองโหยวฉีเหมี่ยวแวบหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยด้วย น้ำเสียงเฉยชา “เฟิงเจี๋ยหลิงตายคาที่ ผู้ฝึกลมปราณ มากมายของดินแดนแอ่งมืดก็ถูกเนี่ยเทียนสังหารไป ด้วย” “ที่รับไม่ได้ที่สุดก็คือปืนฟ้าทะเลมรกตกระเพื่อมยี่สิบ สี่ซุ้มอันเป็นอาวุธเทพของสำนักเมฆามรกตก็ถูก ทำลายด้วยเหมือนกัน” โหยวฉีเหมี่ยวหน้าเปลี่ยนสีโดยพลัน …… นครสะเก็ดดาว “พรวด!” ในค่ายกลนำส่งแห่งมิติหลังหนึ่ง โต้วเทียนเฉินที่ร่าง อาบโชกไปด้วยเลือดซึ่งมาพร้อมกับลูกน้องหลายคน พลันเผยกาย
มีผู้แข็งแกร่งแดนเอตทัคคะสามคนที่พอยืนอยู่ในค่าย กลได้มั่นคงก็กระอักเลือดสดอย่างบ้าคลั่ง “มีอะไร? เกิดอะไรขึ้น?” เถาจิ่นผู้ดูแลจัดการธุระของ พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวตะโกนถาม สีหน้าของโต้วเทียนเฉินเต็มไปด้วยความเจ็บปวด “สำนักผู้ฝึกลมปราณในดินแดนเก้าคีตะร่วมมือกันไล่ สังหารพวกเรา พวกเราต้องทำทุกวิถีทางถึงจะเอา ชีวิตรอดกลับออกมาจากดินแดนเก้าคีตะได้ แดน เอตทัคคะสองคน แดนว่างเปล่าสิบห้าคน เขต วิญญาณ เขตลี้ลับอีกเกือบร่วมร้อยที่เป็นลูกน้องข้า ต่างก็บาดเจ็บและล้มตาย เรือรบลำสุดท้ายก็ถูกข้า เผาทิ้งก่อนที่จะนำส่งกลับมา” “ทำไมถึงได้รุนแรงขนาดนี้?” เถาจิ่นตกตะลึง “ข้าต้องการพบผู้อาวุโสเว่ยไหลเดี๋ยวนี้!” ปราณ สังหารของโต้วเทียนเฉินพลุ่งพล่าน “ข้าต้องการ
พละกำลังของสำนักบุกกลับไปสังหาร เพื่อแก้แค้น ให้กับพวกลูกน้องของข้าที่ตายไป!” เถาจิ่นก้มหน้าพลางพูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “ตอนนี้ เกรงว่าคงยังเป็นไปไม่ได้…” “ทำไม?” โต้วเทียนเฉินตวาด “สถานการณ์ในดินแดนดวงดาวแห่งอื่นย่ำแย่ยิ่งกว่า รองเจ้าตำหนักหลัวว่านเซี่ยงไปอยู่ที่ไหนไม่มีใครรู้ รองเจ้าตำหนักฉู่รุ่ยไปช่วยวังเหม่ยเจีย ตอนนี้ยังไม่ กลับมา” เถาจิ่นยิ้มเจื่อน “ผู้อาวุโสหลายคนในสำนัก ต่างก็ถูกกักตัวเอาไว้ อาจจะฝ่าออกมาไม่ได้ราบรื่น อย่างเจ้าด้วยซ้ำ ส่วนด้านนอกก็มีเรือรบของพรรคเงา มืดและสำนักบุกเบิกฟ้าขับมาเพื่อรอล้อมโจมตี” “ผู้อาวุโสสามท่านอย่างจู่กวางเหย้า ซินชิงและหัน หว่านหรงถูกสำนักเมฆามรกตซุ่มโจมตีระหว่างที่ เดินทางกลับมาจากดินแดนหุบน้ำแข็ง ตอนนี้ถูกจับ
ตัวไปแล้ว” “…” เถาจิ่นก้มหน้าก้มตารายงานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วง ที่ผ่านมาอย่างครบถ้วนกระบวนความ โต้วเทียนเฉินตั้งใจรับฟัง ยิ่งฟังสีหน้าก็ยิ่งหนักอึ้ง และ หัวใจก็จมดิ่งลงเรื่อยๆ เนิ่นนานหลังจากนั้นเขาถึงเอ่ยถามขึ้นอย่างคาดหวัง “ไม่มีข่าวดีบ้างเลยหรือ? ผู้อาวุโสโม่เหิงและเจ้า ตำหนักไม่มีใครส่งข่าวมาบ้างหรือ?” “ไม่มีเลย” เถาจิ่นส่ายหน้า โต้วเทียนเฉินสิ้นหวังหดหู่ “หากจะพูดถึงข่าวก็ยังพอมีอยู่บ้าง” เถาจิ่นกล่าว “ไหนลองว่ามาสิ!” โต้วเทียนเฉินเอ่ยด้วยน้ำเสียงร้อน ใจ
“บุตรแห่งดวงดาวคนที่เจ็ดเดินทางจากดินแดนพงฟ้า มุ่งหน้าไปยังดินแดนมหาสมุทรศักดิ์สิทธิ์ บุกเข้าไป สังหารที่ดินแดนแอ่งมืด ฆ่าผู้ฝึกลมปราณแดนว่าง เปล่าและแดนเอตทัคคะทุกคนของดินแดนมหาสมุทร ศักดิ์สิทธิ์ รวมไปถึงซ่งไห่ชิงประมุขตระกูลซ่ง จากนั้น ก็บุกไปที่ดินแดนแอ่งมืด สังหารเฟิงเจี๋ยหลิงและผู้ฝึก ลมปราณมากมาย” “ดินแดนมหาสมุทรศักดิ์สิทธิ์และดินแดนแอ่งมืดคือ สองดินแดนที่มีความสัมพันธ์กับสำนักเมฆามรกต ซึ่ง ตอนนี้ผู้แข็งแกร่งถูกฆ่าล้างจนเกือบสิ้น” ตอนที่เถาจิ่นพูดถึงเรื่องพวกนี้ อารมณ์ของเขาก็ฮึก เหิมผิดไปจากความอัดอั้นก่อนหน้านี้มากนัก “เนี่ยเทียน!” โต้วเทียนเฉินและเหล่าลูกน้องที่บาดเจ็บของเขาพา กันร้องตะโกนเสียงดัง
“ตอนนี้ล่ะ ตอนนี้เนี่ยเทียนอยู่ไหน?” ลูกน้องคนหนึ่ง ของเขาเอ่ยถามอย่างรีบร้อน “เดินทางจากดินแดนแอ่งมืดมุ่งหน้าไปยังดินแดน เมฆามรกตอันเป็นที่ตั้งของสำนักเมฆามรกตแล้ว” เถาจิ่นสูดลมหายใจเข้าลึก “คนจากดินแดนใกล้เคียง ที่ไม่ลงรอยกับสำนักเมฆามรกตอย่างโป๋อวี่เซินแห่ง สำนักสวรรค์มายา โก้วจวินหาวแห่งหอบัญชาฟ้า และเหยียนปินแห่งเจดีย์แสงรุ้งต่างก็ติดตามไปดู สถานการณ์ตลอดทาง” “อวี๋ซู่อิงแห่งวังพิสุทธิ์เร้นลับ อิ่นสิงเทียน โม่เชียน ฝานต่างก็เหมือนจะยืนอยู่ข้างเดียวกับเนี่ยเทียน” ในที่สุดดวงตาของเถาจิ่นก็มีรอยยิ้มผุดขึ้นมา “คิดไม่ถึงเลยว่าในช่วงเวลาที่สำนักตกอยู่ในอันตราย ศิษย์น้องเจ็ดจะเป็นคนที่ลุกขึ้นมาเล่นงานสำนักเมฆา มรกต!” โต้วเทียนเฉินตะโกนดังลั่น
“อันที่จริงตอนอยู่ดินแดนพงฟ้าพวกเขาได้โจมตีให้ สำนักบุกเบิกฟ้าบาดเจ็บสาหัสด้วย” เถาจิ่นอธิบาย เสริมอีก โต้วเทียนเฉินยิ่งตัวสั่นสะท้าน “ศิษย์น้องเจ็ดคือ ความหวังของสำนักที่แท้จริง! นับแต่วันนี้เป็นต้นไป ขอแค่เขายังมีชีวิตอยู่ ข้าก็ขอสละสิทธิ์การช่วงชิง ตำแหน่งนายแห่งดวงดาว!” …… ดินแดนเมฆามรกต ผู้ฝึกลมปราณแดนเอตทัคคะ แดนว่างเปล่าหลายคน พากันบินทะยานอยู่ท่ามกลางทะเลดวงดาวที่มืดสนิท และยังมีเรือรบทางช้างเผือกหลายลำที่ไม่รู้ที่มาเข้าๆ ออกๆ ริมขอบของดินแดนดวงดาวแห่งนั้นอย่างลับๆ ล่อๆ “ได้ยินหรือยัง? เนี่ยเทียนแห่งพระราชวังโบราณ
สะเก็ดดาวใกล้จะเดินทางมาถึงดินแดนเมฆามรกต แล้ว!” “เนี่ยเทียน ดาวหายนะดวงที่เจ็ดอย่างนั้นหรือ? คนผู้ นี้มันดาวหายนะของแท้แน่นอนจริงๆ ไม่ว่าเขาไปที่ ไหน ที่นั่นก็จะต้องมีภัยพิบัติใหญ่เกิดขึ้นเสมอ! เจ้าไม่ รู้อะไร ตอนนั้นที่เขาไปสนามรบสุ้ยเมี่ย สนามรบสุ้ย เมี่ยก็เกือบจะเกิดศึกแห่งเผ่าพันธ์ซะแล้ว แล้วลองดู สถานที่ที่เขาเคยไปตลอดชั่วชีวิตที่ผ่านมาสิ เขามันต้น กำเนิดแห่งหายนะจริงๆ เลย!” “ก็นั่นน่ะสิ ดินแดนมหาสมุทรศักดิ์สิทธิ์ ดินแดนแอ่ง มืด รวมถึงดินแดนกำเนิดหยาง ดินแดนหุบน้ำแข็ง ทุกที่ล้วนเกิดความวุ่นวายกันหมด!” “คนผู้นี้ยังไม่เลื่อนสู่แดนว่างเปล่าด้วยซ้ำ ทำไมถึงได้ น่ากลัวขนาดนี้?” “สวรรค์น่ะสิที่จะรู้”
ทั่วทุกมุมในดินแดนเมฆามรกต แดนว่างเปล่าและ แดนเอตทัคคะจากดินแดนที่อยู่ใกล้เคียงหรือไม่ก็ ดินแดนที่ห่างไปไกลซึ่งตั้งใจเดินทางมาที่นี่ต่างก็พา กันวิพากษ์วิจารณ์ถึงเนี่ยเทียนอย่างครึกโครม นามดาวหายนะเนี่ยเทียนจึงแพร่สะพัดไปทั่วทุกมุม ของดินแดนเผ่ามนุษย์โดยไม่รู้ตัว! “อู้!” สนามแม่เหล็กพลังงานหลายชั้นหลายวงที่กว้างใหญ่ พร่างพราว พกพาปราณน่าหวาดกลัวเกรียงไกร เหยียบเข้าไปในดินแดนเมฆามรกตอย่างเป็นทางการ “ดูสิ! ตรงนั้นไง ตรงนั้นก็คือวงแสงพลังงานที่ดาว หายนะเนี่ยเทียนเป็นผู้ควบคุม!” “แดนเอตทัคคะหลายคนของดินแดนมหาสมุทร ศักดิ์สิทธิ์ ดินแดนแอ่งมืด รวมไปถึงปืนฟ้าทะเลมรกต กระเพื่อมของสำนักเมฆามรกตต่างก็ถูกเจ้าสิ่งนั้น
ทำลายจนสิ้น!” “ดาวหายนะมาแล้ว!” ข่าวนี้แพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็ว ผู้ฝึกลมปราณแดน เอตทัคคะและแดนว่างเปล่าหลายร้อยคน รวมไปถึง เรือรบโบราณแปลกประหลาดและอาวุธวิเศษ ประเภทบินที่กระจายตัวกันอยู่ในมุมต่างๆ ล้วนพากัน มุ่งหน้าตรงเข้ามา ในบรรดานั้นยังมีจางฉี่หลิงแห่งสำนักเทพสวรรค์ และ ลี่ว่านฝ่าแห่งสำนักเวทโบราณที่เคยเจอกับเนี่ยเทียน ในดินแดนกำเนิดหยางมาก่อนด้วย พอได้รับข่าวใหม่ล่าสุด ทั้งสองคนนี้ต่างก็หยุดการปิด ด่านฝึกตนแล้วเดินทางผ่านค่ายกลนำส่งของดินแดน ต่างๆ เข้ามายังดินแดนเมฆามรกต พวกเขาอยากรู้ว่านับตั้งแต่จากลากันที่ดินแดน กำเนิดหยางได้เกิดอะไรขึ้นกับเนี่ยเทียนกันแน่ ถึงได้
ทำให้อวี๋ซู่อิงแห่งวังพิสุทธิ์เร้นลับเปลี่ยนใจกลางคัน เลือกที่จะมายืนอยู่ฝ่ายเดียวกับเขา บุตรแห่งดวงดาวคนที่เจ็ด มีเสน่หานุภาพถึงระดับ ไหนกัน? ทำไมเขาถึงทำให้อิ่นสิงเทียนยอมตามติดไม่ทิ้งหาย ทำให้โม่เชียนฝานสวามิภักดิ์ด้วยใจอันภักดี ทำให้อวี๋ซู่ อิงยอมฉีกสัญญาที่มีกับประมุขพรรดเงามืดทิ้ง? “ทำไมซ่งเช่อฉวนถึงยังไม่มาสักที?” ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 43 บทที่ 1278 ผู้ไกล่เกลี่ย
“ดินแดน ดินแดนของข้า!” เนี่ยเทียนที่อยู่ในกระแสปั่นป่วนหุนตุ้นชั้นในลืมตาขึ้น อย่างสะลึมสะลือ สีแดง สีเขียวอ่อน สีเงินยวงในวงแสงชั้นนอกเป็นดั่ง แถบผ้าหลากสีที่พากันบินเข้ามายังเหนือศีรษะ ใต้ฝ่า เท้าและพื้นที่รอบกายเขา นั่นคือ “ดินแดน” สามชนิดที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ซึ่งต่างก็มีความมหัศจรรย์คนละแบบ เหนือศีรษะคือดวงดาวดารดาษ บุปผาเก้าดาราที่มี การแปรสภาพคอยดูดซับพลังดวงดาวมาทำให้ “ดินแดน” แห่งนั้นเป็นดั่งทางช้างเผือกที่พร่างพราว พื้นดินที่ฝ่าเท้าเหยียบอยู่เต็มเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา
ต้นวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ฝังรากลงลึก คอยสาดเทจิงชี่พืช หญ้าออกมาราวน้ำตกวิเศษที่หล่อเลี้ยงพืชพรรณทุก อย่าง ดินแดนเปลวเพลิงอยู่ท่ามกลางฟ้าและดิน ล้อมวนอยู่ รอบกายเนี่ยเทียน ดินแดนสามชนิดค่อยๆ ก่อตัวขึ้นมาอย่างเชื่องช้าจาก การผสานรวมกันระหว่างปราณวิญญาณที่แผ่ออกมา จากโอสถวิญญาณเปลวเพลิง พืชหญ้าและดวงดาวซึ่ง ปะปนไปด้วยปราณของต้นวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ บุปผา เก้าดาราและเมล็ดพันธ์เปลวเพลิง ในความรู้สึกของเนี่ยเทียน โอสถวิญญาณผลึกใสสาม เม็ดของเขาได้เปลี่ยนจากสภาพของผลึกแข็ง กลาย มาเป็นสภาพของไอปราณอีกครั้ง คล้ายมหาสมุทร ปราณวิญญาณสามธาตุที่แตกต่างกันซึ่งปรากฏอยู่ นอกกายของเขา
“คำว่าดินแดนว่างเปล่าก็คือการนำมหาสมุทร วิญญาณจุดตันเถียนมารวมอยู่นอกร่าง แล้วดึงพลัง ออกมาจากมันได้ตามใจชอบ” เขาพลันกระจ่างแจ้งอยู่ในใจ เมื่อเพ่งสมาธิไปตรวจสอบ มหาสมุทรวิญญาณจุด ตันเถียนของเขายังคงอยู่ ทว่าโอสถวิญญาณที่เป็น ผลึกแข็งกลับหายไปเกลี้ยง ปราณบริสุทธิ์ของโอสถวิญญาณไร้ธาตุ และปราณ ของโอสถวิญญาณพืชหญ้า เปลวเพลิง ดวงดาวผสาน รวมเข้าด้วยกัน ปะปนกับปราณของต้นวิญญาณ ศักดิ์สิทธิ์ บุปผาเก้าดาราและเมล็ดพันธ์เปลวเพลิง แล้วจำแลงขึ้นมาเป็นโลกเล็กสามใบใหม่ที่แตกต่างกัน ดินแดนมายาว่างเปล่าสามแห่ง! ในบรรดานั้นมีความลี้ลับแห่งดวงดาว สัจธรรมแห่ง พืชหญ้า ความมหัศจรรย์แห่งเปลวเพลิงที่เขาบรรลุมา
ซึ่งได้จำแลงมาเป็นกระแสอากาศแห่งกฎเกณฑ์และ วิถียิ่งใหญ่ ซึ่งเป็นแกนกลางและรากฐานในการ ก่อสร้างแดนว่างเปล่า เมื่อความคิดของเขาฉุกขึ้นก็สามารถปรับดึงพลังงาน ต่างๆ มาสร้างเป็นคาถาวิเศษหรือไม่ก็เขตปราการ ป้องกันตัวเองได้ตามใจชอบ “ยังไม่พอ ยังต้องเอาจิตวิญญาณส่วนหนึ่งผสาน รวมเข้าไปด้วย” เนี่ยเทียนที่กำลังทำความเข้าใจบังเกิดความคิดอย่าง ใหม่ จึงนำสมาธิทั้งหมดไปรวมไว้ที่มหาสมุทรจิต วิญญาณ ก่อนจะดึงจิตสำนึกเป็นกลุ่มๆ ออกมา พยายามที่จะสร้างความเชื่อมโยงที่แนบแน่นกับเค้า โครงของดินแดนทั้งสาม “อู้ๆ!” วงแสงชั้นนอกแผ่ขยายออกไปอย่างต่อเนื่อง และ
ยังคงบินไปข้างหน้าไม่หยุด “เนี่ยเทียน!” “ในที่สุดเขาก็มาแล้ว!” “ดาวหายนะ! ดวงที่เจ็ด!” วันใดวันหนึ่ง เสียงเอ็ดอึงเซ็งแซ่ปลุกเนี่ยเทียนให้ฟื้น ตื่น เขาจึงลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง แล้วก็เห็นว่าทางช้างเผือกที่เงียบสงัดเบื้องหน้าซึ่งควร เป็นตำแหน่งที่เขาทะยานผ่านไป บัดนี้มีเรือรบทาง ช้างเผือกกระจายตัวอยู่ทั้งสองฝั่ง และยังมีดินแดนสีเหลืองสว่างไสว สีคราม สีแดงแจ่ม จรัส สีน้ำผลึกใสของแดนว่างเปล่ามากมาย และยังมี แดนเอตทัคคะอยู่อีกไม่น้อย เขายังได้เห็นจางฉี่หลิง กับลี่ว่านฝ่า รวมไปถึงบุคคลบางส่วนที่แต่งกาย
หรูหรา แค่มองก็รู้ได้ว่ามีที่มาไม่ธรรมดา แต่ไม่ว่าจะเป็นเรือรบหรือคนเหล่านั้นก็ล้วนเป็นฝ่าย กระจายตัวออกห่าง หลีกเลี่ยงไม่ให้ขัดขวางเส้นทาง ของเขา ทิศทางการบินทะยานของเขาจึงว่างเปล่าไร้ผู้คน กลับมาเป็นปกติอีกครั้ง “หยุด!” พอเขาตื่นขึ้นมา กระแสปั่นป่วนหุนตุ้นวงในจึง หยุดชะงักไปตามเรือนกายของเขา ตอนนี้กระแสปั่นป่วนหุนตุ้นวงในสามารถดำรงอยู่ได้ ตลอดกาล ไม่มีวี่แววที่จะเลือนหายไปอีก นี่ก็เป็นเพราะว่าต้นวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ บุปผาเก้าดารา และเมล็ดพันธ์เปลวเพลิงสามารถดึงเอาพลังพืชหญ้า ดวงดาวและเปลวเพลิงจากวงแสงชั้นนอกมาให้เขาได้ อย่างต่อเนื่อง
“ทุกท่าน…” เนี่ยเทียนกระแอมเบาๆ พลางมองไปยังใบหน้า ทั้งหลายที่มีทั้งคุ้นเคยและทั้งแปลกหน้าด้วยหัวคิ้วที่ ขมวดมุ่น “พวกเจ้ามารวมตัวกันอยู่ที่นี่ด้วยเหตุใด? เป็นมิตรหรือเป็นศัตรู?” “อย่าเข้าใจผิด เนี่ยเทียน” จางฉี่หลิงรีบร้อนกระโดด ออกมาอธิบาย “ทุกคนต่างก็ได้ยินข่าวคราวที่เกิดขึ้น ในดินแดนมหาสมุทรศักดิ์สิทธิ์และดินแดนแอ่งมืด จึง เดินทางมาจากดินแดนอื่น พวกเราไม่มีความสัมพันธ์ กับทั้งสำนักเมฆามรกต พรรคเงามืดและสำนักบุกเบิก ฟ้า ข้า และพวกเขามาที่นี่ก็ด้วยความอยากรู้อย่าง เดียวเท่านั้น” ลี่ว่านฝ่าเองก็กล่าวว่า “เจ้าเห็นไหม พวกเราต่างก็ เปิดเส้นทางเบื้องหน้าให้กับเจ้าโดยไม่ขัดขวาง” “อ้อ” เนี่ยเทียนพยักหน้ารับอย่างไม่ปฏิเสธแล้วก็ไม่
เห็นด้วย เขามองปราดๆ ก็ค้นพบว่าแดนว่างเปล่าและแดน เอตทัคคะที่กระจายตัวอยู่สองฝั่งเบื้องหน้ามีมาก หลายร้อยคน เรือรบทางช้างเผือกก็มีอยู่หลายสิบลำ มีหลากหลายรูปแบบ เห็นได้ชัดว่าเป็นสำนักและกอง กำลังที่มาจากดินแดนต่างกัน “อู้!” ด้านหลัง อวี๋ซู่อิง อิ่นสิงเทียน โม่เชียนฝานและ พวกต่งลี่ที่เห็นว่าเขาหยุดชะงักกะทันหันก็บินข้าม ผ่านวงแสงชั้นนอกมาอยู่เบื้องหน้า “เจ้ายังสร้างดินแดนไม่เสร็จหรือ?” ต่งลี่เอ่ยถามด้วย ความเป็นห่วงผ่านวงแสงหลายชั้นที่กางกั้น “ยัง ยังไม่เข้าใจอย่างกระจ่างแจ้ง” เนี่ยเทียนยิ้มกว้าง จิตวิญญาณแห่งดวงดาวที่อยู่ในมหาสมุทรจิตวิญญาณ ยังคงเป็นตัวแทนเขาทำความเข้าใจกับสัจธรรมแห่ง
ธาตุต่างชนิด “อีกนานแค่ไหนกว่าจะถึงสำนักเมฆา มรกต? ทำไมคนของสำนักเมฆามรกตถึงไม่มา ขัดขวางกลางทาง?” “ดินแดนมหาสมุทรศักดิ์สิทธิ์และดินแดนแอ่งมืดต่าง ก็เสียเปรียบครั้งใหญ่ อาจจะทำให้สำนักเมฆามรกตมี การป้องกันแล้วกระมัง” อวี๋ซู่อิงนิ่งคิดไปครู่ก็กล่าวว่า “บางทีสำนักเมฆามรกตอาจรอจัดการกับเจ้าขณะที่ เจ้าเข้าไปใกล้ดินแดนของพวกเขาก็เป็นได้” “อ้อ งั้นข้าก็จะบินไปต่อแล้วกัน” เนี่ยเทียนหรี่ตาลง วงแสงขยับทำท่าจะทะยานออกไปอีกครั้ง “เปรี๊ยะ!” ทันใดนั้นทางตรงเบื้องหน้าก็มีรอยแยกห้วงมิติแคบ ยาวเส้นหนึ่งก่อตัวขึ้นจากความว่างเปล่า เงาร่างมากมายพากันก้าวผ่านรอยแยกห้วงมิติเส้นนั้น เข้ามา แต่ละคนต่างก็มีสีหน้าเย่อหยิ่ง
คนที่เป็นหัวหน้าก็คือหงหมิงฮุยที่เนี่ยเทียนเคยเจอมา ก่อน เขาคือลูกศิษย์ของชวีอี้เจ้าลัทธิจิตตวิสุทธิ์ ด้านหลังหงหมิงฮุยมีแดนเอตทัคคะยืนอยู่หลายคน ซึ่งต่างก็เป็นพวกคนที่พึ่งพาเขา “ลัทธิจิตตวิสุทธิ์! หงหมิงฮุย!” ตอนที่รอยแยกห้วงมิติเส้นนั้นโผล่พรวดออกมา กะทันหัน แขกแดนเอตทัคคะและแดนว่างเปล่าที่มา จากหลายๆ ดินแดนก็อดร้องอุทาน พากันคาดเดาถึง บุคคลจากลัทธิจิตตวิสุทธิ์ที่จะปรากฏตัวไม่ได้ เพราะมีเพียงลัทธิจิตตวิสุทธิ์เท่านั้นถึงจะสามารถ แหวกรอยแยกห้วงมิติได้ตามใจชอบแล้วส่งผู้ แข็งแกร่งมาได้ “ผู้อาวุโสฉี!” เนี่ยเทียนที่เตรียมจะขยับตัวสังเกตเห็นฉีเหลียนซานที่ ยืนทำหน้ากระอักกระอ่วนอยู่ด้านหลังหงหมิงฮุยก็อึ้ง
งันไปครู่หนึ่ง “เจ้ามาได้อย่างไร? ศิษย์พี่หญิงเผยล่ะ ช่วงนี้นางเป็นอย่างไรบ้าง?” “คุณหนูเผยยังคงปิดด่านฝึกตน ไม่รับรู้สถานการณ์ ของโลกภายนอก” รอยยิ้มของฉีเหลียนซานจืดเจื่อน อย่างยิ่ง เขาถูมือพลางพูดด้วยสีหน้าขออภัย “คือว่า …” “ผู้อาวุโสฉี เจ้าตั้งใจมาที่นี่ มีธุระอันใดรึ?” เนี่ยเทียน ถาม “คือว่า เจ้าจะไปที่สำนักเมฆามรกตให้ได้เลยหรือ?” ฉีเหลียนซานหัวเราะแห้งๆ “อันที่จริงพวกเราได้รับ คำสั่งให้มาเป็นผู้ไกล่เกลี่ย ขอแค่เจ้าจากไปเสียแต่ ตอนนี้ ไม่บุกไปที่สำนักเมฆามรกต ความขัดแย้ง ระหว่างพวกเจ้ากับสำนักเมฆามรกตก็จะถือว่าหาย กัน” “ว่าไงนะ?” เนี่ยเทียนตะลึง
สีหน้าของอวี๋ซู่อิงก็แสดงความประหลาดใจเช่นกัน “สำนักเมฆามรกตไปขอให้ลัทธิจิตตวิสุทธิ์ของพวก เจ้ามาเป็นผู้ไกล่เกลี่ยงั้นรึ? ซ่งไห่ชิงตายแล้ว เฟิงเจี๋ย หลิงเองก็ตายแล้ว แต่สำนักเมฆามรกตกลับไม่เอา เรื่อง?” “น่าตลก น่าตลกจริงๆ” ลี่ว่านฝ่าและพวกแขกจาก ต่างแดนที่พอได้ยินข่าวนี้ก็ส่ายหน้า ไม่เข้าใจว่าสำนัก เมฆามรกตคิดอะไรอยู่กันแน่ “ไม่ใช่แค่สำนักเมฆามรกตเท่านั้น” ฉีเหลียนซานสี หน้าเป็นการเป็นงาน “ขอแค่เจ้าถอยออกไป และ รับปากว่าจะถอนตัวออกจากการเป็นบุตรแห่ง ดวงดาวของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว ถ้าเช่นนั้น ดินแดนดาวตก ดินแดนพงฟ้าและดินแดนปราการ ดวงดาวในนามของเจ้าจะยังคงตั้งตนเป็นอิสระได้ เหมือนเดิม สำนักเมฆามรกต พรรคเงามืดและสำนัก
บุกเบิกฟ้ารับปากว่าจะไม่แตะต้องสามดินแดนที่เป็น ของเจ้าอีก” เนี่ยเทียนตะลึงไปอีกครั้ง “เหตุใดสำนักเมฆามรกตถึงได้มีหน้ามีตาใหญ่โตยิ่ง นัก!” อวี๋ซู่อิงที่เงียบคิดไปครู่หนึ่งก็พลันเข้าใจ เรื่องราว “เจ้าประมุขพรรคเงามืดคงไปหาเสวียนกวา งอวี่รองเจ้าลัทธิของพวกเจ้า แล้วขอให้พวกเจ้ามาทำ หน้าที่เป็นผู้ไกล่เกลี่ยสินะ? เท่าที่ข้ารู้มา เขาสนิทกับ เสวียนกวางอวี่ไม่น้อย อีกทั้งทางฝ่ายของสำนักเมฆา มรกตและสำนักบุกเบิกฟ้าก็มีเพียงเขาออกหน้า เท่านั้น ถึงจะตัดสินใจเรื่องนี้ได้” “ไม่เสียแรงที่เป็นเจ้าวังพิสุทธิ์เร้นลับ” หงหมิงฮุย หัวเราะร่า เป็นฝ่ายพูดแทนฉีเหลียนซาน “เนี่ยเทียน ลัทธิจิตตวิสุทธิ์ของพวกเราเดินทางมาที่นี่ก็เพื่อทำ หน้าที่เป็นผู้ไกล่เกลี่ย ขอแค่เจ้ายอมกลับไปยัง
ดินแดนในนามของเจ้า แล้วรับปากว่าจะไม่ยื่นมือเข้า ยุ่งเรื่องของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวอีก สาม ดินแดนที่เป็นของเจ้าจะไม่เพียงเป็นของเจ้าเท่านั้น แม้แต่ดินแดนของซือคงฉั่วก็ยังสามารถแบ่งให้เจ้าได้ ส่วนหนึ่งหลังจบเรื่อง เจ้าคิดว่าอย่างไร?” “ไม่จริงกระมัง?” ดวงตาต่งลี่เป็นประกายแวววาว “เหตุใดพรรคเงามืดถึงให้ค่าบุตรแห่งดวงดาวผู้นี้สูง เพียงนี้? เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งที่มีต่อเขา ยังถึง ขั้นไปเกลี้ยกล่อมให้สำนักเมฆามรกตและสำนัก บุกเบิกฟ้ายอมวางอคติลง?” “เป็นไปไม่ได้! นี่เป็นเพียงแค่แผนที่ใช้ผลประโยชน์มา ล่อเท่านั้น ทั้งเมียและพี่ชายของซ่งเช่อฉวนตายไป เขาจะยอมเลิกราง่ายๆ ได้อย่างไร?” “จินกู่โถวกัวและแดนเอตทัคคะหลายคนของสำนัก บุกเบิกฟ้าก็ตายไปที่ดินแดนพงฟ้าเหมือนกัน!”
“ต้องมีเรื่องภายในอะไรบางอย่างที่พวกเราไม่รู้ แน่นอน! ด้วยนิสัยของซ่งเช่อฉวนและโหยวฉีเหมี่ยว แล้ว ย่อมไม่มีทางยอมประนีประนอมแน่! ต้องมีแผน ร้ายซ่อนอยู่!” พริบตานั้น เหล่าผู้คนที่เดินทางมาไกลเพื่อ สังเกตการณ์ก็เปิดปากวิพากษ์วิจารณ์กันให้แซ่ด เนี่ยเทียนจ้องเป๋งไปที่หงหมิงฮุยพลางพูดขึ้นเสียงดัง “ผู้อาวุโสทั้งสามท่านอย่างจู่กวางเหย้า ซินฉิงและหัน หว่านหรง ตอนนี้อยู่ที่ไหน?” “ถูกกักตัวอยู่ในสำนักเมฆามรกต” หงหมิงฮุยไม่ ปิดบัง “ทั้งสามคนนี้ต่างก็ไม่ได้สนิทสนมอะไรกับเจ้า ขอแค่เจ้ายอมรับเงื่อนไขที่ทางฝ่ายนั้นเสนอมาโดย กลับไปดินแดนพงฟ้าเสียแต่ตอนนี้ ทั้งสองฝ่ายได้ ข้อตกลงร่วมกัน ทางฝ่ายนั้นก็รับรองว่าจะไม่บุกเข้า ไปในดินแดนดาวตก ดินแดนพงฟ้าและดินแดน
ปราการดวงดาวของเจ้าอีก” “หึหึ” เนี่ยเทียนแสยะปากหัวเราะ “แต่ข้าอยากจะ บุกไปที่สำนักเมฆามรกตดูสักที!” หงหมิงฮุยพลันหน้าเปลี่ยนสี ตวาดกร้าว “เนี่ยเทียน เจ้าไม่เห็นแม้แต่หน้าของลัทธิจิตตวิสุทธิ์เชียวหรือ?” “ไสหัวไป!” เนี่ยเทียนตะคอก “เจ้าและเสวียนกวา งอวี่น่ะหรือที่จะเป็นตัวแทนของลัทธิจิตตวิสุทธิ์? นอกจากอาจารย์ของเจ้าแล้วก็ไม่มีใครเป็นตัวแทน ของลัทธิจิตตวิสุทธิ์ได้อีก เจ้าและเสวียนกวางอวี่ยัง ห่างชั้นไกลนัก!” ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 43 บทที่ 1279 กำหนดเวลาให้มาพบ!
“ไม่ค่อยฉลาดสักเท่าไหร่” จางฉี่หลิงแห่งสำนักเทพสวรรค์ส่ายหน้าพลางวิจารณ์ เบาๆ “เจ้าประมุขพรรคเงามืดตั้งใจให้ลัทธิจิตตวิสุทธิ์ มาช่วยพูดไกล่เกลี่ย ก็เท่ากับว่าเห็นแก่หน้าของลัทธิ จิตตวิสุทธิ์มากพอแล้ว” ใบหน้าของลี่ว่านฝ่าเต็มไปด้วยความเสียดาย “ดูจาก สถานการณ์ของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว ในตอนนี้ การที่เนี่ยเทียนจะถอยออกมาแล้วตั้งตัว เป็นอิสระก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายเสมอไป” “ก็นั่นน่ะสิ” พวกคนต่างแดนที่เห็นว่าเนี่ยเทียนยืนกรานปฏิเสธ ข้อเสนอของหงหมิงฮุยอย่างไม่ลังเล ก็พากันฉงน
สนเท่ห์ ในใจพวกเขาคิดว่าการทำเช่นนั้นถือเป็นการตัดสินใจ ที่ชาญฉลาดสำหรับเนี่ยเทียน “ดี! ข้ามองคนไม่ผิดเลยจริงๆ!” อวี๋ซู่อิงแห่งวังพิสุทธิ์เร้นลับยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย ดวงตาเป็นประกายวาวสดใส สีหน้าแช่มชื้น “เนี่ยเทียน!” หงหมิงฮุยเดือดดาลอย่างหนัก เหล่าแดนเอตทัคคะที่ ยืนอยู่ด้านหลังเขาก็พากันขยับแผ่ออกเป็นแถว ไอ สังหารพลุ่งพล่านอบอวล “เจ้าบังอาจดูถูกลัทธิจิตตวิสุทธิ์ของพวกข้างั้นรึ? คน อย่างเจ้า และด้วยสภาพของพระราชวังโบราณสะเก็ด ดาวอย่างทุกวันนี้ เจ้าก็ยังไม่ยอมเห็นแก่หน้าของลัทธิ จิตตวิสุทธิ์อย่างนั้นรึ?”
เนี่ยเทียนหลุดหัวเราะดังพรืด “หงหมิงฮุย อย่า พยายามเอาทองไปแปะหน้าของตัวเองนักเลย (เอา ทองแปะหน้าตัวเอง เป็นคำเปรียบเปรยสำหรับคนที่ คิดว่าตัวเองมีหน้ามีตาใหญ่โต) ข้ายังพูดไม่ชัดพออีก หรือ? เจ้า แล้วก็เสวียนกวางอวี่ ต่างก็ไม่อาจเป็น ตัวแทนของลัทธิจิตตวิสุทธิ์ได้! มีเพียงชวีอี้อาจารย์ ของเจ้ามาเองเท่านั้น เขาคนเดียว ถึงจะเรียกว่าลัทธิ จิตตวิสุทธิ์!” หงหมิงฮุยแผดเสียงคำรามยาว ทำท่าจะพูดอะไรต่อ อีก “ข้าบอกว่าให้เจ้าไสหัวไป!” เนี่ยเทียนหงุดหงิดเต็มทน จึงควบคุมกระแสปั่นป่วน หุนตุ้นวงในชักนำม่านแสงพร่างพราววงนอกให้บิน ทะยานไปข้างหน้าช้าๆ อีกครั้ง “ไม่ว่าใครก็ตาม หาก กล้ามาขวางทางข้า ก็อย่าหาว่าข้าไม่เกรงใจ!”
พลังอำนาจแห่งความพลุ่งพล่าน ฉีกทึ้ง บิดเบือนที่น่า หวาดกลัวท่วมทะลักทลายออกมาจากสนามแม่เหล็ก ที่วุ่นวายนั้น พวกแดนเอตทัคคะที่อยู่ด้านหลังหงหมิง ฮุย รวมถึงฉีเหลียนซานเองแค่ส่งอำนาจจิตออกไป สัมผัสก็พากันร้องอึกอักในลำคอ “เปรี้ยง!” วงแสงนอกสุดมีสายฟ้าเล็กละเอียดเปล่งวาบหนึ่งที จากนั้นก็ระเบิดแตกทันที สายฟ้าที่ระเบิดดับก็คืออำนาจจิตที่พวกผู้พึ่งพาหงห มิงฮุยแอบส่งออกมา “เนี่ยเทียน ข้าเป็นแค่ผู้ไกล่เกลี่ยที่รับคำสั่งมาเท่านั้น ไม่ได้มีจุดประสงค์ร้ายอะไรต่อเจ้า” ฉีเหลียนซานหน้า เปลี่ยนสีเล็กน้อย ได้แต่ยิ้มแห้งๆ แล้วรีบร้อนเบี่ยงตัว หลบ “เรื่องของหงหมิงฮุยไม่ได้เกี่ยวอะไรกับข้า ข้า แค่ทำตามคำสั่งของรองเจ้าลัทธิ”
คนที่ขอให้เขาเดินทางมาที่นี่คือเสวียนกวางอวี่แห่ง ลัทธิจิตตวิสุทธิ์ เสวียนกวางอวี่รู้ว่าเขาและเนี่ยเทียนพอจะสนิทสนม กันอยู่บ้าง ดังนั้นเมื่อชวีอี้จากไป อีกฝ่ายถึงได้มาพูด เกลี้ยกล่อมให้เขาเดินทางมาที่นี่ ลึกๆ ในใจของเขาย่อมไม่ต้องการเกิดความขัดแย้ง กับเนี่ยเทียนอยู่แล้ว “แค่หลีกทางให้ข้าก็พอ” เนี่ยเทียนพยักหน้าก่อน จากนั้นถึงคำรามกร้าว “หงหมิงฮุย แล้วก็พวกเจ้า ยัง ไม่ไสหัวไปอีก!” “หลบเถอะ!” ลูกน้องที่เป็นแดนเอตทัคคะของหงหมิงฮุยฉุดกระชาก เขาออกมาแล้วลากเขาเข้าไปไว้ในรอยแยกห้วงมิติ เส้นที่ปริแตกโดยไม่สนใจว่าเขาจะร้องโวยวายหรือ อารมณ์เสียแค่ไหน
“เนี่ยเทียน! ข้าไม่ปล่อยเจ้าเอาไว้แน่!” เสียงร้องโวยวายของหงหมิงฮุยดังลอดออกมาจาก รอยแยกห้วงมิติเส้นที่ค่อยๆ ประสานตัวเข้าหากัน ภายใต้การจับตามองของคนมากมาย เนี่ยเทียน ควบคุมสนามแม่เหล็กพลุ่งพล่านให้ทะยานไปยัง ทิศทางที่ถูกกำหนดไว้ซึ่งมุ่งตรงสู่สำนักเมฆามรกตโดย ไม่ได้รับอุปสรรคใดๆ อีกต่อไป “หงหมิงฮุยแห่งลัทธิจิตตวิสุทธิ์ถูกเขาขับไล่ออกไปทั้ง อย่างนี้น่ะหรือ?” “เขาไม่ถอยแล้วจะทำอะไรได้? เว้นเสียแต่ว่าเสวียน กวางอวี่มาเอง หาไม่แล้วด้วยกำลังของเขาหงหมิงฮุย และลูกน้องของเขาเหล่านั้นจะขัดขวางเนี่ยเทียนได้ อย่างไร?” “ดาวหายนะผู้นี้ใจกล้าบ้าบิ่นซะจริง ไม่เห็นหัวใคร ทั้งนั้น!”
“คราวนี้เสวียนกวางอวี่ก็ถูกตบหน้าด้วยเหมือนกัน” ตอนที่สนามแม่เหล็กหลากสีพลุ่งพล่านบินผ่านไป เสียงวิพากษ์วิจารณ์ก็ดังเซ็งแซ่ออกมาจากจุดที่พวก แดนว่างเปล่า แดนเอตทัคคะและเรือรบทางช้างเผือก รวมตัวกันอยู่ …… ดินแดนเมฆามรกต กลางมหาสมุทรดวงดาวทางฝั่ง ทิศใต้ ดวงอาทิตย์ร้อนแรงดวงหนึ่งปลดปล่อยแสงและคลื่น พลังงานความร้อนแผดเผา จุดลึกของแสงดวงอาทิตย์ พอจะมองเห็นเงาร่างหนึ่งที่ค่อยๆ เพิ่มขนาดสูงขึ้นที ละนิดและกลืนกินแสงอาทิตย์เข้ามาไว้ในร่างตัวเองได้ อย่างเลือนราง เรือรบทางช้างเผือกลำหนึ่งที่จอดนิ่งถูกพันธนาการไว้ ด้วยโซ่หลายเส้น
ด้านในของโซ่ทุกเส้นมีอักขระสลักไว้หลายล้านตัว อักขระแต่ละตัวขนาดพอๆ กับยุง อักขระเหล่านั้น เลื้อยว่ายวนอยู่ในสายโซ่คล้ายกำลังกัดแทะกระแสจิต วิญญาณที่ลอยกรุ่นอยู่ใกล้เคียง บนเรือโบราณ ซินชิง หันหว่านหรงและคนที่เหลือ ของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวต่างก็นั่งกันอยู่นิ่งๆ หากมองจากมุมของพวกเขาจะเห็นได้ว่ามีค่ายกลสิบ กว่าชนิด มีกฎเกณฑ์แห่งวิถีที่ยิ่งใหญ่นับล้านซึ่ง สามารถทำลายจิตวิญญาณ แล้วก็มีเปลวเพลิงที่แค่ โดนก็แผดเผาให้พวกเขาบาดเจ็บล้อมวนอยู่รอบตัว เรือ สายตารอคอยของพวกเขาล้วนมองไปยังดวงอาทิตย์ ร้อนแรงดวงนั้น “จู่กวางเหย้า…” หันหว่านหรงถอนหายใจเบาๆ หนึ่งที “สถานการณ์
จนตรอกมักจะทำให้คนสำแดงพลังแฝงออกมาได้ เสมอ หากไม่เป็นเพราะผ่านมาทางนี้แล้วเขาบรรลุ ความมหัศจรรย์ของวิชาที่ฝึกฝนมาทั้งชีวิตได้อย่าง กะทันหัน มีหรือจะบินออกไปจากพันธนาการ เหยียบ เข้าไปในดวงอาทิตย์ดวงนั้นเพื่อทดลองฝ่าทะลุ ขอบเขตสู่แดนเทพเจ้าได้?” “ฉุกละหุกเกินไป” สีหน้าซินฉิงเต็มไปด้วยความกังวล “เขารอคอยมานานถึงสามพันปีก็ยังไม่กล้าฝ่าสู่แดน เทพเจ้า ตอนนั้นเป็นเพราะเขารู้สึกว่ายังไม่ถึงเวลาที่ เหมาะสม ไม่มั่นใจมากพอ ครั้งนี้ที่เขายอมลงมือก็ เพราะแรงกดดันที่มาจากซ่งเช่อฉวนล้วนๆ เป็นเพราะ ต้องการหลุดพ้นไปจากซ่งเช่อฉวนแท้ๆ เขาถึง จำเป็นต้องทำเช่นนี้” “ในช่วงเวลาที่สำนักตกอยู่ในอันตรายร้ายแรงที่สุด เขาเองก็อับจนหนทางเหมือนกัน” หันหว่านหรงเอ่ย
เสริม ตอนที่พวกเขาโดยสารเรือรบทางช้างเผือกกลับมา จากดินแดนหุบน้ำแข็ง ได้ถูกซ่งเช่อฉวนแห่งสำนัก เมฆามรกตพาผู้แข็งแกร่งมากมายในสำนักมาซุ่มโจมตี หลังจากศึกนั้นผ่านไป เรือรบลำนี้ถูกซ่งเช่อฉวนใช้ ค่ายกลมากมายมาพันธนาการเอาไว้และหมายจะลาก กลับไปยังสำนักเมฆามรกตเพื่อรอสืบสวนพวกเขา ช้าๆ ที่ซ่งเช่อฉวนไม่ได้ลงมือสังหารพวกเขาก็เพราะหวังจะ ได้เวทลับในการฝึกตนที่พิเศษสองชนิดของ พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวมาจากจู่กวางเหย้าและ ซินฉิง ทั้งยังอยากจะรู้ความลับที่พระราชวังโบราณ สะเก็ดดาวซุกซ่อนเอาไว้ ผลกลับกลายเป็นว่าตอนที่บินผ่านดวงอาทิตย์ดวงนั้น จู่กวางเหย้าที่นั่งนิ่งพลันเกิดการฝ่าทะลุในวิชาที่ฝึก
ตน เขาสลัดพันธนาการหลุดแล้วบินไปยังดวงอาทิตย์ที่ ร้อนแรงดวงนั้น อาศัยแสงสว่างและสัจธรรมแห่งไฟที่ แท้จริงมาพยายามฝ่าทะลุสู่แดนเทพเจ้าโดยไม่สนใจ สิ่งใด หวังจะเอาคืนซ่งเช่อฉวนให้จงได้ ด้วยความจนใจ ซ่งเช่อฉวนจึงพยายามจะขัดขวางจู่ กวางเหย้าครั้งแล้วครั้งเล่า หมายใช้ตบะของตัวเองมา สกัดความเป็นไปได้ในการเลื่อนขอบเขตเขา แรกเริ่มนอกจากซ่งเช่อฉวนแล้วยังมีแดนเอตทัคคะ ของสำนักเมฆามรกตอีกหลายคน แต่เพียงไม่นาน ไม่รู้ว่าเหล่าแดนเอตทัคคะของสำนัก เมฆามรกตได้รับข่าวอะไรถึงได้พากันรีบร้อนจากไป กลับกลายเป็นว่าเรือรบทางช้างเผือกลำนี้ถูก พันธนาการอย่างแน่นหนาและถูกจอดทิ้งไว้ที่นี่ รอให้ ซ่งเช่อฉวนจัดการกับจู่กวางเหย้า ทำให้การฝ่าทะลุ
ขอบเขตของจู่กวางเหย้าล้มเหลว หรือไม่ก็จิต วิญญาณของจู่กวางเหย้าดับสลายไปเองเสียก่อน แล้ว ค่อยกลับมาจัดการกับพวกเขา “ฟิ้ว!” กายธรรมแห่งเทพของซ่งเช่อฉวนกลายเป็นธาร สวรรค์ใสสว่างหลายเส้นที่พยายามจะดับทำลายดวง อาทิตย์เจิดจ้า “สุริยาแผดเผาชุบหลอมฟ้า!” เสียงร้องคำรามเดือดดาลด้วยความบ้าคลั่งของจู่กวาง เหย้าดังออกมาจากในดวงอาทิตย์ร้อนแรง ไฟที่ แท้จริงของดวงอาทิตย์ซึ่งมีมากมายไร้ที่สิ้นสุดบิน ทะยานออกมาดังอู้ๆ แล้วปะทะเข้ากับกายธรรมแห่ง เทพของซ่งเช่อฉวน เขาอาศัยดวงอาทิตย์ร้อนแรงดวงนี้มาบรรลุเวทคาถา อย่างใหม่ บวกกับใช้แดนเทพเจ้าที่ฝ่าทะลุได้ครึ่งก้าว
มาต้านทานคลื่นหางการทำลายของซ่งเช่อฉวน ทว่าจู่กวางเหย้าก็รู้ดีว่า ระหว่างที่เขาเลื่อนสู่แดนเทพ เจ้านั้น หากถูกซ่งเช่อฉวนรบกวนอย่างนี้ต่อไป เส้นทางการเลื่อนขอบเขตของเขาย่อมต้องล้มเหลว แน่นอน แต่เขาก็ไม่มีวิธีอื่นอีกแล้ว …… สำนักเมฆามรกต “ดาวหายนะอย่างเนี่ยเทียนนั่นปฏิเสธข้อเสนอของ หงหมิงฮุย ไม่เห็นแม้แต่หน้าของลัทธิจิตตวิสุทธิ์!” “จะทำอย่างไรดี? เขาขยับเข้ามาใกล้สำนักของเราทุก ทีแล้ว!” “ทางฝ่ายของเจ้าสำนักยังไม่สามารถจัดการกับจู่กวาง เหย้าได้เลย!”
มหาสมุทรนิ่งสงบสีเขียวมรกตที่แผ่ลามไปทั่วท้องฟ้ามี เกาะสีเขียวขจีตั้งอยู่หลายเกาะ ประหนึ่งสะเก็ดดาวสี เขียวที่สาดกระจายอยู่ทั่วพื้นผิวของทะเล ในสำนัก เมฆามรกตที่มีลมอบอุ่นพัดโชยมา ผู้อาวุโสมากมาย ของสำนักที่อยู่บนเกาะยี่สิบสี่แห่งซึ่งก่อตัวจากปราณ วิญญาณจนกลายมาเป็นของจริงต่างก็พากันร้อง โหวกเหวกโวยวาย เดิมทีเกาะทุกแห่งต่างก็ตั้งตระหง่านอยู่บนปืนฟ้า ทะเลมรกตกระเพื่อมยี่สิบสี่ซุ้ม แต่ทว่าบัดนี้ปืนฟ้า ทะเลมรกตกระเพื่อมยี่สิบสี่ซุ้มนั้นหายไปในดินแดน แอ่งมืดแล้ว ผู้อาวุโสของสำนักเมฆามรกตมองไปยังพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ ของสำนักที่สูญเสียปืนฟ้าทะเลมรกตกระเพื่อมไป พลางครุ่นคิดถึงภาพการมาเยือนของเนี่ยเทียน แต่ละ คนก็ร้อนใจราวกับมดที่อยู่บนกระทะร้อน
“ลองไปถามพรรคเงามืดดูสักหน่อยดีไหม?” “แล้วทางฝ่ายของสำนักบุกเบิกฟ้าล่ะ จะมาช่วย หน่อยได้หรือไม่?” “แจ้งให้เจ้าสำนักทราบก่อนเถอะ!” ทุกคนต่างก็อับจนปัญญา “อู้!” ในธารดวงดาวที่มืดดำ วงแสงพลุ่งพล่านที่เนี่ยเทียน ควบคุมบดขยี้หินอุกกาบาตมาตลอดทาง และยังคง บินทะยานมาดั่งดาวตกซึ่งรวบรวมเศษซากนอก ดินแดนไว้หลายสิบชนิดมุ่งหน้าไปยังดินแดนคลื่น มรกตอันเป็นที่ตั้งของสำนักเมฆามรกตอย่างเหี้ยม หาญ! “ดินแดนคลื่นมรกตอยู่ข้างหน้านี้แล้ว!” อวี๋ซู่อิงแห่งวังพิสุทธิ์เร้นลับมิอาจปกปิดความยินดีทาง
สีหน้าได้ ก่อนจะใช้ความเร็วที่มากกว่าเนี่ยเทียน ทะยานขยับเข้าไปใกล้ดินแดนที่อยู่ตรงกลางธาร ปราณวิญญาณหลายเส้นก่อนผู้ใด “ดินแดนคลื่นมรกต ศูนย์บัญชาการของสำนักเมฆา มรกต!” “ในที่สุดก็จะถึงแล้วหรือ!” เนี่ยเทียนที่อยู่ในกระแสปั่นป่วนหุนตุ้นชั้นในลืมตา โพลง จุดลึกในดวงตาของเขามีกลุ่มดาวเปล่งแสงพร่างพราว ทำให้เขาคล้ายจะสามารถมองทะลุทะลวงความลับที่ ซุกซ่อนอยู่ในจุดลึกของมหาสมุทรดวงดาวทั่วทุกมุม ให้ความรู้สึกลึกล้ำสุดจะหยั่งและลึกลับเกินจะคาด เดา “ดวงตาดารา!”
เมื่อใช้คาถาลับสังเกตการณ์อย่างละเอียด เขาก็ สังเกตเห็นว่าริมขอบของดินแดนคลื่นมรกตมีธารน้ำ ปราณวิญญาณล้อมวนอยู่หลายเส้น ในธารน้ำแฝงเร้น กฎเกณฑ์ที่ยิ่งใหญ่เอาไว้มากมาย ทั้งยังสลักค่ายกล จำนวนนับไม่ถ้วนที่ถูกย่อส่วนให้คอยปกป้องดินแดน หลีกเลี่ยงไม่ให้ถูกลำแสงดวงดาวนอกอาณาจักรหรือ เรือรบทางช้างเผือกพุ่งเข้าโจมตี โดยทั่วไปแล้ว สำนักที่มีแดนเทพเจ้าหรือเคยมีแดน เทพเจ้าถือกำเนิด ดินแดนอันเป็นที่ตั้งของสำนักนั้นๆ มักจะมีค่ายกลใหญ่ปกป้องเสมอ เพราะว่ากันว่ามีเพียงผู้แข็งแกร่งแดนเทพเจ้าเท่านั้น ถึงจะสามารถร่ายกายธรรมแห่งเทพออกไปอยู่ข้าง นอก แล้วก็ใช้ค่ายกลรวมถึงวิชาคาถาที่ตนบรรลุมา สลักลงไปบนพื้นผิวเขตปราการเพื่อใช้ปกป้องดินแดน “เนี่ยเทียนแห่งพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว เดินทาง
มาไกลเพื่อขอพบเจ้าสำนักเมฆามรกต!” เสียงคำรามสะเทือนฟ้าดินประหนึ่งเสียงระฆังใหญ่ ยักษ์ที่ดังกังวานไปทั่วห้วงอวกาศซึ่งห้อมล้อมดินแดน คลื่นมรกตเอาไว้ “เนี่ยเทียน!” ในดินแดนคลื่นมรกต แดนเอตทัคคะสามคนของ สำนักเมฆามรกตต่างก็รีบร้อนเรียกแดนเอตทัคคะ ของตัวเองออกมาอย่างลนลาน แล้วจึงพากันบินมา หยุดอยู่เบื้องหน้าเนี่ยเทียน คนที่เป็นหัวหน้า เมื่อบินออกมาแล้วก็กล่าวด้วย น้ำเสียงแข็งกระด้าง “เจ้าสำนักของข้า ตอนนี้ไม่ได้ อยู่ที่ดินแดนคลื่นมรกต เจ้าค่อยมาพบเขาใหม่วันหน้า เถอะ” “เนี่ยเทียน! ตอนที่อยู่ดินแดนมหาสมุทรศักดิ์สิทธิ์และ ดินแดนแอ่งมืด เจ้าสังหารคนของตระกูลซ่งและ
ตระกูลเฟิงไป นับว่าทำผิดใหญ่หลวงนัก เจ้ายังมีหน้า มาที่สำนักเมฆามรกตของพวกเราอีกรึ?” ผู้อาวุโสอีก คนหนึ่งของสำนักเมฆามรกตที่เรือนกายใหญ่โต ท่าทางฉุนเฉียวอดไม่ได้ที่จะชี้หน้าเนี่ยเทียนแล้ว ผรุสวาทเสียงดัง “ซ่งเช่อฉวนไม่อยู่?” เนี่ยเทียนสีหน้ามืดทะมึน “สาม วัน! ข้าให้เวลาเขาสามวัน ไม่ว่าเขาอยู่ที่ไหนต้องรีบ กลับมาพบข้าที่สำนักเมฆามรกตทันที! ไม่เพียงแต่เขา ผู้อาวุโสจู่กวางเหย้า ซินฉิงและหันหว่านหรงของ สำนักข้า หากเกิดเรื่องกับใครก็ตาม สำนักเมฆามรกต ของพวกเจ้าจะต้องพินาศวอดวายเพื่อเป็นการไถ่ โทษ!” ทุกคนที่มุงดูหน้าเปลี่ยนสีโดยพลัน “จะให้ซ่งเช่อฉวนมาพบเขา? ซ่งเช่อฉวนแดนเทพเจ้า เชียวนะ เขามีชื่อเสียงมาตั้งกี่ปีแล้ว?”
“นอกจากพวกแดนเทพเจ้าของสี่สำนักเก่าแก่และคน ของพรรคเงามืดกับสำนักบุกเบิกฟ้าแล้ว ใครที่เจอ กับซ่งเช่อฉวนก็ต้องโค้งตัวคำนับไม่ใช่หรือไง?” “เนี่ยเทียนจะโอหังเกินไปหน่อยหรือเปล่า?” ทุกคนวิพากษ์วิจารณ์เสียงดังเอ็ดอึง “เจ้า กล้าสั่งให้เจ้าสำนักของข้ามาพบเชียวรึ!” ผู้ อาวุโสของสำนักเมฆามรกตที่มีนิสัยเกรี้ยวกราด คำรามเดือดดาล “ไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา” เนี่ยเทียนแสยะยิ้มดุดัน มือทั้งสองข้างที่อยู่ในวงแสงโบกสะบัดอยู่กลางอากาศ กลางวงแสงชั้นนอกมีดาวตกส่องประกายไฟห้าสี หลายเส้นถูกสลัดออกมา พอได้รับการชักนำจาก คาถาวิเศษของเขาก็พากันสาดยิงเข้าใส่ดินแดนคลื่น มรกต “อู้!”
วงแสงพลุ่งพล่านตามหลังไปติดๆ จนกระทั่งค่อยๆ ขยับเข้าไปใกล้ดินแดนคลื่นมรกตทีละนิด ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 43 บทที่ 1280 ไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา!
เปลวเพลิงดาวตกเจ็ดเส้นบินเข้าหาดินแดนคลื่นมรกต สะเก็ดไฟแตกกระจายไปตลอดทาง “สวบ!” พลังร้อนแรงถูกดึงออกมาจากดินแดนมายาซึ่งก่อตัว จากเมล็ดพันธ์เปลวเพลิงแล้วล้อมวนอยู่รอบกายเนี่ย เทียน พลังงานความร้อนนั่นผสานรวมเข้าไปในเปลวเพลิง ดาวตกเจ็ดเส้นอย่างลึกลับ “ไอ้เด็กน้อยรนหาที่ตาย!” ลำแสงพร่างพราวในดินแดนเอตทัคคะของผู้อาวุโส นิสัยฉุนเฉียวแห่งสำนักเมฆามรกตที่มีตบะแดน เอตทัคคะช่วงกลาง เหมือนก่อตัวขึ้นมาจากสายรุ้ง
เขาพลันกระโจนออกไปพร้อมกับสว่านสีแดงอมทองที่ กระชากแสงสายรุ้งให้พุ่งออกไปรับหน้าเปลวเพลิง ดาวตกเส้นหนึ่ง “ตูม!” แสงเปลวเพลิงสาดกระเซ็น สว่านสีแดงอมทองบดขยี้ เปลวเพลิงดาวตกเส้นหนึ่งให้แหลกลาญ “ก็มีดีแค่นี้เอง!” ผู้อาวุโสท่านนั้นยิ้มหยัน สว่านสีแดงอมทองที่อยู่ใน มือเขาถูกโบกสะบัดอีกหลายครั้งติดต่อกัน บดขยี้ให้ เปลวเพลิงดาวตกหลายเส้นที่เหลืออยู่แหลกกระจาย “ดูเหมือนว่าจะธรรมดาอยู่มาก” ผู้อาวุโสอีกสองคนของสำนักเมฆามรกตเห็นว่าคลื่น การโจมตีชุดแรกของเนี่ยเทียนถูกคลี่คลายลงได้อย่าง ง่ายดายก็อึ้งงันไปครู่ ก่อนจะเกิดความดูหมิ่นขึ้นมาใน ฉับพลัน
“นี่ ไม่น่าจะใช่ศักยภาพของเนี่ยเทียนกระมัง?” พวกแดนว่างเปล่าและแดนเอตทัคคะจากต่างดินแดน ที่มองมาไกลๆ พอเห็นว่าเปลวเพลิงดาวตกระลอก แรกที่เนี่ยเทียนปล่อยออกมาถูกบดขยี้ไปได้อย่าง ง่ายดาย ดวงตาของแต่ละคนก็ฉายความแปลกใจ “ก็แค่บททดสอบเล็กๆ เท่านั้น” จางฉี่หลิงกล่าวขึ้น เบาๆ “ตอนที่เนี่ยเทียนอยู่ในสำนักกำเนิดหยาง พลังการ ต่อสู้ที่เขาแสดงออกมาไม่ได้มีแค่นี้” ลี่ว่านฝ่าเองก็ กล่าวขึ้น “เปรี้ยงๆ! เปรี้ยงๆ!” ระหว่างที่คนทั้งสองพูดคุยกัน วงแสงพร่างพราว หลายชั้นที่ล้อมวนอยู่วงนอกรอบร่างของเนี่ยเทียนก็ ปะทะเข้ากับแดนเอตทัคคะพร่างพราวหลากสีของผู้ อาวุโสสำนักเมฆามรกตผู้ที่มีนิสัยฉุนเฉียวคนนั้นใน
ที่สุด ประหนึ่งช้างยักษ์เกรี้ยวกราดที่กระแทกชนแกะน้อย ตัวหนึ่ง! แดนเอตทัคคะพร่างพราวหลากสีของผู้อาวุโสแดน เอตทัคคะช่วงกลางของสำนักเมฆามรกตพลันแหลก สลายกลายเป็นเสี่ยงๆ ประดุจกระดาษบางๆ ที่ถูกฉีก ขาด พลังงานพลุ่งพล่าน บิดเบือน ฉีกกระชากไหลกราก ออกมาเป็นระลอก ทำให้แดนเอตทัคคะซึ่งถูกโจมตี เป็นเศษส่วนสลายหายไปในฟ้าดินเพียงเวลาสั้นๆ ร่างกายรวมไปถึงจิตวิญญาณของผู้อาวุโสที่นิสัย ฉุนเฉียวผู้นั้นล้วนสลายกลายเป็นเศษกระดูกและฝน เลือด “ไม่!” “ไม่!”
ผู้อาวุโสสำนักเมฆามรกตสองคนที่เหลือหวีดร้องด้วย น้ำเสียงโหยหวนราวกับหัวใจถูกฉีกทึ้ง ท่ามกลางเสียงร้องโหยหวนนี้ พวกเขาไม่เพียงแต่ไม่ กล้าขยับเข้าไปใกล้ ยังถอยหนีออกไปไกล พยายาม อยู่ให้ห่างจากวงแสงชั้นนอกของเนี่ยเทียนให้ได้มาก ที่สุด “นี่ต่างหากถึงจะเป็นพลังที่แท้จริงซึ่งเนี่ยเทียนดาว หายนะสำแดงออกมาได้!” “ขนาดแดนเอตทัคคะก็ยังไม่อาจต้านทานการโจมตี ได้แม้แต่ครั้งเดียวเชียวหรือ?” “หากแดนเอตทัคคะสามารถขัดขวางเขาได้ ถ้าอย่าง นั้นซ่งไห่ชิง เฟิงเจี๋ยหลิงและพวกผู้แข็งแกร่งแดน เอตทัคคะมากมายในดินแดนมหาสมุทรศักดิ์สิทธิ์และ แดนแอ่งมืดจะถูกสังหารจนหมดเกลี้ยงได้อย่างไร?” “ก็จริงนะ!”
ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ วงแสงชั้นนอกที่ล้อ มวนร่างของเนี่ยเทียนพลันกระแทกชนลงบนริมขอบ ด้านนอกของดินแดนคลื่นมรกต “ตูม! ตูมๆ! ตูมๆๆ!” ม่านแสงเจ็ดสีสาดยิงเข้าไปยังลำธารพลังวิญญาณและ ค่ายกลหลายสิบชนิดที่อยู่ตรงเขตปราการนอก ดินแดนคลื่นมรกต ค่ายกลที่ย่อส่วนบางชนิดพลันขยายใหญ่ แต่ไม่ สามารถยืนหยัดได้นานสักเท่าไหร่ก็ระเบิดดังตูม ครั้น แล้วก็แหลกสลายดั่งเปลวเพลิงที่มอดดับ “อ๊าก!” โลกด้านในดินแดนคลื่นมรกต เทือกเขาสั่นคลอน พื้นดินปริแตกกลายเป็นร่องลึก ปราณวิญญาณฟ้าดิน ตลบอบอวลวุ่นวาย สัตว์วิเศษหลายตัวร้องโหยหวน ตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว
สิ่งมีชีวิตทั้งหมดที่อยู่ในดินแดนคลื่นมรกต ไม่ว่าจะ เป็นคนของสำนักเมฆามรกตเอง ผู้ฝึกลมปราณหรือ คนธรรมดาต่างก็หันไปมองท้องฟ้าด้วยความสิ้นหวัง ท้องฟ้ามีสะเก็ดไฟสาดกระเซ็นคล้ายถูกเปลวเพลิงลุก ไหม้ ความรู้สึกเหมือนวันสิ้นโลกมาเยือนตรงเข้ามาปกคลุม หัวใจของทุกคน “เนี่ยเทียน บุตรแห่งดวงดาวคนที่เจ็ดของพระราชวัง โบราณสะเก็ดดาวบุกเข้ามาแล้ว!” พวกคนที่รู้เรื่องภายในต่างก็ร้องคร่ำครวญอ้อนวอน รีบบอกให้ญาติหรือไม่ก็สหายไปที่สำนักเมฆามรกต หมายอาศัยค่ายกลนำส่งเดินทางออกไปจากดินแดน คลื่นมรกตโดยเร็วที่สุด “ปัง! ปังๆ!” ริมขอบของดินแดนคลื่นมรกตมีค่ายกลเจ็ดแปดชนิด
และกฎเกณฑ์แห่งความลี้ลับของแดนเทพเจ้าที่ถูก นาบประทับไว้โดนวงแสงชั้นนอกของเนี่ยเทียนบดขยี้ จนแหลกลาญ ชั้นบรรยากาศรอบนอกอันเป็นเขตปราการของ ดินแดนปริแตก และดูเหมือนว่าจะมีเศษซาก สิ่งเจือปนนอกดินแดนแทรกซอนเข้ามารุกรานด้วย หากชั้นบรรยากาศที่ปกป้องอยู่นอกอาณาจักรหายไป อาณาจักรแห่งนั้นจะกลายมาเป็นดวงดาวที่มอดดับ ซึ่งจะถูกพลังงานน่าหวาดกลัวในทางช้างเผือกรุกราน เข้ามา ผู้ฝึกลมปราณที่ขอบเขตต่ำกว่าแดนว่างเปล่าลงไป ต่างก็มิอาจต้านรับได้ไหว แต่ละคนจะถูกพลังรุกราน จนตายไปทีละนิด คนธรรมดาก็ยิ่งแย่เข้าไปใหญ่ เพราะร่างจะระเบิดแหลกไปทันที “อย่า! อย่าทำต่อไปอีกเลย!”
ผู้อาวุโสสองคนของสำนักเมฆามรกตเกิดความ หวาดกลัวในที่สุด ทั้งสองต่างก็แผดเสียงร้องคร่ำ ครวญหวนไห้ ผู้ฝึกลมปราณของสำนักเมฆามรกตมีมากนับแสนคน คนธรรมดามีเกือบสิบล้านคน คนเหล่านั้นต่างก็เป็นตระกูลที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิด กับสำนักเมฆามรกต หรือไม่ก็เป็นพวกลูกศิษย์ในกอง กำลังที่เป็นผู้พึ่งพาพวกเขา หากทุกคนตายไปพร้อม กับสำนักเมฆามรกตทั้งหมด พวกเขาก็ไม่อาจมีคำไป อธิบายให้เจ้าสำนักฟังได้ “ข้าบอกแล้วว่า หากพวกเจ้าไม่เห็นโลงศพก็ไม่หลั่ง น้ำตา” เนี่ยเทียนแค่นเสียงเย็น ก่อนจะขยับให้วงแสง พลังงานภายนอกออกห่างมาจากดินแดนคลื่นมรกต เล็กน้อย ไม่ปล่อยให้วงแสงชั้นนอกฉีกทึ้งเขตปราการ
ของดินแดนคลื่นมรกตอีกต่อไป พอเขาถอยออกไป เขตปราการของดินแดนคลื่น มรกตที่เกิดความไม่มั่นคงก็ค่อยๆ ประสานตัวเข้าหา กันอย่างเชื่องช้าเนื่องจากได้รับการซ่อมแซมจาก ปราณวิญญาณฟ้าดินจำนวนมาก ทว่าไม่ว่าใครต่างก็มองออกว่า ขอแค่เนี่ยเทียนขยับไป ข้างหน้าต่ออีกครั้ง เขตปราการทั้งหมดของดินแดน คลื่นมรกตก็จะแหลกสลายย่อยยับไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อถึงเวลานั้น บางทีลูกศิษย์อันเป็นแกนกลางสำคัญ ของสำนักเมฆามรกตอาจอาศัยค่ายกลอีกหลังที่ ปกป้องสำนักเมฆามรกตทำให้สามารถมีชีวิตอยู่ต่อไป ได้ ทว่าผู้ฝึกลมปราณคนอื่นๆ และคนธรรมดาของ ดินแดนคลื่นมรกตจะต้องแหลกสลายกลายเป็นเถ้าธุลี “พลังงานที่สามารถทำลายดินแดนแห่งหนึ่ง ทั้งยัง เป็นดินแดนคลื่นมรกตด้วย ศักยภาพของเนี่ยเทียน
แข็งแกร่งถึงขั้นนี้แล้วหรือนี่!” “การที่สำนักเมฆามรกตไปหาเรื่องพระราชวังโบราณ สะเก็ดดาว เป็นการกระทำที่ชาญฉลาดแล้วจริงๆ หรือ?” “เจ้าประมุขพรรคเงามืดมองคนได้ทะลุปรุโปร่งจริงๆ เขารู้ดีว่าทางที่ดีที่สุดไม่ควรเป็นศัตรูกับคนอย่างเนี่ย เทียน น่าเสียดายก็แต่ว่าถูกเนี่ยเทียนปฏิเสธไปเสีย แล้ว” “ตอนนี้เนี่ยเทียนเพิ่งจะเริ่มสร้างแดนว่างเปล่าขึ้นมา เท่านั้น แต่เขากลับแข็งแกร่งได้ถึงเพียงนี้ หากวันใด เขากลายมาเป็นแดนเทพเจ้า แล้วจะร้ายกาจถึงขนาด ไหน?” “เกรงว่าคงน่ากลัวยิ่งกว่าจี้ชางและโม่เหิงในอดีตเป็น สิบเท่า!” ทุกคนพากันวิพากษ์วิจารณ์
“สามวัน! ข้าขอย้ำอีกครั้ง ข้าให้เวลาสำนักเมฆามรกต ของพวกเจ้าสามวัน!” เนี่ยเทียนมีท่าทีแข็งกระด้าง “หากภายในสามวัน ซ่งเช่อฉวนยังไม่พาผู้อาวุโสจู่ กวางเหย้า ซินชิง หันหว่านหรงและคนของสำนักข้าที่ ถูกจับตัวไปมาพบข้าที่นี่ ข้าจะทำลายดินแดนคลื่น มรกตและสำนักเมฆามรกตของพวกเจ้าทิ้งซะ!” “พวกเราจะส่งข่าวไปเดี๋ยวนี้!” สีหน้าของผู้อาวุโสสอง ท่านแห่งสำนักเมฆามรกตเดี๋ยวเขียว เดี๋ยวแดงก่ำ เดี๋ยวก็ซีดเผือด แต่กลับไม่กล้าต่อต้าน ได้แต่ยอมถอย ไปอย่างว่าง่าย “ฟิ้ว!” พวกอวี๋ซู่อิง อิ่นสิงเทียน โม่เชียนฝานและต่งลี่ต่างก็ กระจายตัวกันพลางจ้องมองเนี่ยเทียนผ่านวงแสง หลายชั้น เนี่ยเทียนหันไปพยักหน้าให้กับพวกเขาเบาๆ จากนั้น
ก็ไม่พูดอะไรมากความอีก เพียงทำความเข้าใจกับเวท ลับการสร้างดินแดนอยู่ในวงแสงชั้นในต่อไป “สามวัน มีเวลาเหลือแค่สามวันเท่านั้น ต่อให้ค่ายกล นำส่งของสำนักเมฆามรกตเคลื่อนไหวตลอดเวลาก็ ยากที่จะเคลื่อนย้ายทุกคนไปได้สำเร็จ” “คนธรรมดาล่ะ? คนธรรมดานับสิบล้านคนควรจะ จัดการอย่างไร?” “ซ่งเช่อฉวนอยู่ที่ไหนกันแน่? เนี่ยเทียนบุกมาสังหาร ถึงถิ่นขนาดนี้แล้ว ทั้งภรรยาและพี่ชายของเขาต่างก็ ถูกฆ่าทิ้ง เขาจะยังทำตัวเป็นเต่าหดหัวอยู่ในกระดอง อย่างนี้น่ะหรือ?” “ใครรู้บ้างว่าซ่งเช่อฉวนอยู่ที่ไหน?” จางฉี่หลิง ลี่ว่านฝ่าและแดนเอตทัคคะช่วงท้ายอีก หลายคนซึ่งเป็นบุคคลมีหน้ามีตาของดินแดนเผ่า มนุษย์เงียบงันกันไปพักใหญ่ ก่อนที่แต่ละคนจะพากัน
มาหยุดอยู่เบื้องหน้าพวกอวี๋ซู่อิง อิ่นสิงเทียน “ทำลายสำนักเมฆามรกตย่อมไม่มีปัญหาอะไร แต่คน ธรรมดานับสิบล้านคนของดินแดนคลื่นมรกตจะต้อง ตายตามไปด้วยอย่างนั้นหรือ” “พวกเจ้าควรจะเกลี้ยกล่อมเนี่ยเทียนหน่อยหรือเปล่า ว่าคนธรรมดาพวกนั้นเป็นผู้บริสุทธิ์” “คุณหนูตระกูลต่งใช่ไหม? ได้ยินมาว่าเจ้าคือคู่หมั้น ของเนี่ยเทียน เจ้าช่วยพูดกับเนี่ยเทียนหน่อยได้ หรือไม่ บอกเขาว่าอย่าเปิดฉากสังหารคนธรรมดาที่ไม่ เคยฝึกตนเลย?” หลายคนต่างก็พากันเอ่ยโน้มน้าว หวังให้เนี่ยเทียน สงบสติอารมณ์ใจเย็นลงสักหน่อย แค่พุ่งเป้าเล่นงาน ไปที่สำนักเมฆามรกตก็พอ อย่าได้ไปพาลเอากับคน ธรรมดา “เรือรบทางช้างเผือกของพวกเจ้าที่จอดอยู่ที่นี่ก็มีอยู่
ไม่น้อย ในเรือรบแต่ละลำล้วนมีค่ายกลนำส่งอยู่” อวี๋ซู่อิงคิดอยู่ครู่หนึ่งก็กล่าวว่า “ในเมื่อพวกเจ้ามีใจ เมตตา ก็ช่วยส่งคนธรรมดาของดินแดนคลื่นมรกตให้ ไปหลบภัยที่ดินแดนของพวกเจ้าชั่วคราวเถอะ” “เป็นความคิดที่ดี!” จางฉี่หลิงพยักหน้ารับ ก่อนจะตะโกนออกคำสั่งให้ทุก คนเริ่มลงมือ ทันใดนั้นเรือรบหลายลำที่มาจากดินแดนต่างๆ ซึ่ง เป็นตัวแทนของสำนักและกองกำลังเผ่ามนุษย์ฝ่ายอื่น ก็พากันลดตัวลงจอดบนดินแดนคลื่นมรกต …… “เปรี๊ยะ!” รอยแยกห้วงมิติเส้นหนึ่งถูกแหวกขึ้นตรงจุดที่เรือรบ ทางช้างเผือกของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวจอด อยู่
หงหมิงฮุยก้าวเดินออกมา ด้านหลังมีผู้แข็งแกร่งแดน เอตทัคคะอีกหลายคนเดินตามมาติดๆ “ลัทธิจิตตวิสุทธิ์! หงหมิงฮุย!” ซินฉิงและหันหว่านหรงสองคนที่อยู่ในเรือหันขวับไป มองทันที หงหมิงฮุยปรายตามองมาซินฉิงและหันหว่านหรงที่ ถูกกักตัวอยู่ด้วยสีหน้ากระอักกระอ่วนเล็กน้อย ไม่ กล้ามองนานก็รีบหันกลับแล้วบินไปยังอีกฝั่งหนึ่งของ ดวงอาทิตย์ร้อนแรง ก่อนหน้านี้ตอนที่สี่สำนักเก่าแก่ยังมีความสัมพันธ์อันดี ต่อกัน เวลาที่ไปทำสงครามในมหาสมุทรดาวมอดดับ ทั้งสองฝ่ายต่างก็คุ้นเคยกันดี บางครั้งยังรบเคียงบ่า เคียงไหล่กันด้วย และหงหมิงฮุยก็ยังเคยได้รับการดูแลจากพวกนาง “ทำไมเขาถึงมาที่นี่?” ซินฉิงไม่เข้าใจ
หันหว่านหรงส่ายหน้า “หรือว่าลัทธิจิตตวิสุทธิ์มีความ เกี่ยวข้องอะไรกับสำนักเมฆามรกต?” “ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยนะ” …… ไม่กี่วินาทีต่อมา ซ่งเช่อฉวนที่โจมตีจู่กวางเหย้าอย่าง ต่อเนื่อง หมายจะขัดขวางการฝ่าทะลุขอบเขตของอีก ฝ่ายให้จงได้ก็บินมายังอีกมุมหนึ่งของดวงอาทิตย์ พร้อมกับหงหมิงฮุย สีหน้าของซ่งเช่อฉวนไม่เคยไม่น่ามองขนาดนี้มาก่อน เขาถลึงตาใส่ซินฉิงและหันหว่านหรง เดี๋ยวๆ ก็แผ่ ปราณสังหารพลุ่งพล่าน เดี๋ยวๆ ก็ทำหน้าหมดอาลัย ตายอยาก หงหมิงฮุยขมวดคิ้วเป็นปมโดยไม่เอ่ยคำใด เพียงรอฟัง การตัดสินใจของซ่งเช่อฉวน “เจ้าประมุขบอกว่าอย่างไร?”
ครู่หนึ่งซ่งเช่อฉวนถึงเอ่ยถามหงหมิงฮุยด้วยน้ำเสียง แหบแห้ง “เจ้าประมุขบอกแล้วว่าหากไม่ถึงที่สุดจริงๆ เขาก็ไม่ อยากล่วงเกินเนี่ยเทียน” หงหมิงฮุยยิ้มเจื่อน “ข้าเอง ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมเจ้าประมุขที่กล้าลงมือ กับฉู่รุ่ย กล้าลงมือกับพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว ถึงมัวลังเลไม่กล้าลงมือกับเนี่ยเทียน” “ทางฝ่ายของข้ามีคนตายไปมากมาย ข้าไม่สนว่าเจ้า ประมุขจะทำอย่างไร คิดอย่างไร เพราะไม่ว่าอะไรข้า ก็มิอาจยอมรับได้ทั้งนั้น” ซ่งเช่อฉวนกล่าว “งั้นเจ้า…” หงหมิงฮุยเหลือบมองไปยังพวกซินฉิงแวบ หนึ่ง “ข้าจะพาพวกนางไป” ซ่งเช่อฉวนคำรามเบาๆ “ใช้พวกนางไปแลกเปลี่ยนกับความปลอดภัยของ สำนักเมฆามรกตงั้นรึ?” หงหมิงฮุยตะลึงงัน
“ไม่ใช่” ซ่งเช่อฉวนคำรามคลั่งแค้น “ที่ข้ากลับสำนัก ก็เพราะอยากจะรู้นักว่า เนี่ยเทียนผู้นั้นจะทำลาย ดินแดนคลื่นมรกตได้อย่างไร!” ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 43 บทที่ 1281 ดึงวิญญาณเข้าสู่ดินแดน
เวลาแต่ละวินาทีล่วงเลยผ่านไป เรือรบทางช้างเผือกหลายลำที่จอดอยู่นอกดินแดนพา กันลงจอดบนดินแดนคลื่นมรกตหลังจากที่สำนักเมฆา มรกตเปิดเขตปราการแล้ว ท่ามกลางทางช้างเผือก แดนว่างเปล่าและแดน เอตทัคคะหลายคนอย่างจางฉี่หลิงและลี่ว่านฝ่าต่างก็ พากันไปสืบข่าวจากพวกอวี๋ซู่อิงและอิ่นสิงเทียน ทว่าคนมากกว่านั้นกลับคอยสังเกตการณ์กระทำของ เนี่ยเทียนอย่างใกล้ชิด “เปรี๊ยะ!” วงแสงพลังงานชั้นนอกที่พลุ่งพล่านมีแสงสายฟ้าดับ สลายไปเป็นระยะ
แสงสายฟ้าที่หายไปเหล่านั้นล้วนเป็นอำนาจจิตของ พวกแดนว่างเปล่าและแดนเอตทัคคะที่พยายามส่งมา ลอบทำความเข้าใจกับความลี้ลับของสนามแม่เหล็ก พลุ่งพล่าน เวลาเพียงไม่นาน อย่าว่าแต่แดนว่างเปล่าเลย แม้แต่ พวกแดนเอตทัคคะที่ตบะฝ่าทะลุสู่ช่วงท้ายก็ยังเกิด ความกริ่งเกรง ล้มเลิกความคิดที่จะส่งอำนาจจิตไป สืบหาความลับของสนามแม่เหล็กที่พลุ่งพล่านนั้น การเผาผลาญทางอำนาจจิตฟื้นตัวกลับมาได้ ยากลำบากยิ่งกว่าพลังวิญญาณหลายเท่านัก จึงไม่มี ใครคิดที่จะเผาผลาญมันอยู่ตลอดเวลา สุดท้ายพวกเขาก็ได้แต่ใช้สายตาจ้องมองไปไกลๆ คอยสังเกตความลับของสนามแม่เหล็กที่พลุ่งพล่าน ด้วยตาเปล่า ต่อให้เนี่ยเทียนเลื่อนสู่แดนว่างเปล่าช่วงต้น ทว่าด้วย
ตบะและขอบเขตระดับนี้ กลับสามารถสังหารแดน เอตทัคคะมากมายในดินแดนมหาสมุทรศักดิ์สิทธิ์และ ดินแดนแอ่งมืด ผลการต่อสู้เช่นนี้นับว่าแกร่งกร้าว มากเกินไปแล้ว ทุกคนต่างก็มองออกว่าจุดที่ทำให้เขาร้ายกาจอย่าง แท้จริงก็คือวงแสงชั้นนอกหลายชั้นที่ถูกกระแส ปั่นป่วนหุนตุ้นชั้นในควบคุม พลังงานพลุ่งพล่าน บิดเบือน ฉีกทึ้งทำลายที่ปะปนอยู่ ในวงแสงสามารถบดขยี้สิ่งของทุกอย่างที่สามารถจับ ต้องได้จริง หรือไม่ก็จิตวิญญาณที่เป็นเพียงภาพมายา พลังประหลาดของสนามแม่เหล็กเช่นนี้ทำให้ทุกคน หวาดกลัวจนตัวสั่น ขณะเดียวกันก็บังเกิดความหวัง พวกเขาอยากจะทำความเข้าใจกับความมหัศจรรย์ที่ ซุกซ่อนอยู่ข้างในนั้น ไม่ว่าหลังจากนี้จะเป็นการฝ่า ทะลุขอบเขตของเนี่ยเทียน หรือวิชาคาถาที่เนี่ยเทียน
ใช้ฝึกตนก็ล้วนมีประโยชน์กับพวกเขาทั้งสิ้น เพียงแต่ว่าพวกเขาที่ไม่สามารถใช้อำนาจจิตไป ตรวจสอบได้ ก็ได้แต่อาศัยดวงตาไปจับสังเกต กระนั้นต่อให้มองอยู่นานแค่ไหนก็เหมือนว่ายังยากที่ จะทำความความเข้าใจกับความลี้ลับที่แท้จริงได้ “แดน ดินแดน กระแสจิตวิญญาณ โอสถวิญญาณ วัตถุดิบวิเศษ…” เนี่ยเทียนลอยตัวนิ่งๆ อยู่ตรงใจกลางวงแสงที่ทั้งพร่าง พราวทั้งมหัศจรรย์ ดวงตาของเขาปิดสนิท ทว่า ความคิดและแสงแห่งการทำความเข้าใจกลับบิน ทะยานเปล่งวูบวาบไปทั่วจุดลึกของมหาสมุทรจิต วิญญาณ ดินแดนที่เป็นดั่งม่านดวงดาวอยู่เหนือศีรษะ ดินแดน ที่เป็นดั่งพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของพืชหญ้าอยู่ใต้ฝ่าเท้า รอบ กายคือดินแดนที่มีเปลวเพลิงโชติช่วงชัชวาล
แดนมายาว่างเปล่าที่แตกต่างกันต่างก็มีวัตถุวิเศษนั่ง บัญชาการณ์ บุปผาเก้าดาราที่แปรสภาพ เมล็ดพันธ์ เปลวเพลิง ต้นวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ต่างก็ดึงเอาแก่น เลือดแห่งชีวิตของเขาออกมา ต่างฝ่ายต่างมีความ มหัศจรรย์เป็นของตัวเอง “พรวด!” ความคิดเบาบางเล็กละเอียดเป็นเส้นๆ ที่มีเพียงเนี่ย เทียนเท่านั้นถึงจะสามารถรับสัมผัสได้ถูกดึงออกมา จากจิตวิญญาณที่แท้จริงของเขา แล้วบินเข้าไปยัง ดินแดนมายาเหนือศีรษะ ใต้ฝ่าเท้าและรอบกายเขา ชักนำวิญญาณเข้าสู่ดินแดน หากจิตวิญญาณไม่เข้าไปในแดนว่างเปล่า แดนว่าง เปล่าแต่ละแห่งจะดูกลวงโบ๋อย่างมาก ให้ความรู้สึกไม่ เหมือนของจริง รอจนจิตวิญญาณของเขาผสานเข้าไปในแดนว่างเปล่า
แต่ละแห่งแล้ว แดนว่างเปล่าสามแห่งก็เหมือน กระดาษขาวว่างเปล่าที่ถูกเขาสลักภาพงดงาม ประณีตหลากหลายสีสันลงไป เมื่อเนี่ยเทียนสังเกตการณ์อย่างละเอียดถึงได้รู้ว่าพอ จิตวิญญาณเข้าไปในแดนว่างเปล่า เวทคาถาเปลว เพลิง พืชหญ้าและดวงดาวที่เขาบรรลุมาต่างก็กลาย มาเป็นลายเส้นแห่งวิถียิ่งใหญ่ที่มีธาตุต่างกันสามชนิด ซึ่งนาบประทับลงไปในความว่างเปล่า แดนว่างเปล่าเหมือนถูกกรอกเทพลังชีวิตเข้าไป จึง เปลี่ยนมาเป็นมีชีวิตชีวาเสมือนจริง คาถาวิเศษสามธาตุอย่างดวงดาว พืชหญ้าและเปลว เพลิง รวมถึงสัจธรรมแห่งเวลาต่างก็เปลี่ยนมาเป็น ชัดเจนในเสี้ยววินาที หลายจุดที่เขาไม่เข้าใจในวิชา ต่างๆ ก็พลันเปลี่ยนมาเป็นกระจ่างแจ้ง “ฟู่วๆ!”
ความคิดเป็นกลุ่มๆ บินทะยานอยู่ในแดนว่างเปล่าทั้ง สามแห่ง และวาดลายเส้นที่ทั้งซับซ้อนและลึกลับซึ่ง ยากจะสังเกตเห็นด้วยตาเปล่าออกมา ลายเส้นเหล่านั้นเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา แล้วก็เข้า มาประกอบกัน กลายเป็นเวทคาถา ค่ายกลวิเศษ ลายเส้นลี้ลับในรูปแบบใหม่ “อู้! อู้ๆ!” วงแสงพร่างพราวชั้นนอกที่มีเขาเป็นจุดศูนย์กลาง หมุนวนอยู่ตลอดเวลา ตอนแรกเริ่ม ความเร็วในการหมุนวนยังค่อนข้าง เชื่องช้า แต่เมื่อเขาชักนำวิญญาณเข้าไปไว้ในแดนว่าง เปล่า เมื่อความคิดของเขานาบตราประทับลงบนแดน ว่างเปล่า ความเร็วในการหมุนของวงแสงนั่นก็ค่อยๆ เพิ่มขึ้น “เอ๊ะ!”
อวี๋ซู่อิงแห่งวังพิสุทธิ์เร้นลับพลันสัมผัสได้จึงหรี่ตาลง แล้วหันไปถามโม่เชียนฝาน “รู้สึกหรือไม่ว่า พลังงาน มากมายที่ปะปนกันอยู่ในทางช้างเผือกนอกดินแดน ถูกวงแสงนั้นของเนี่ยเทียนดึงดูดไปเร็วขึ้นเรื่อยๆ?” โม่เชียนฝานพยักหน้ารับ “รู้สึกเหมือนกัน” ผ่านไปพักหนึ่ง อิ่นสิงเทียนและแดนเอตทัคคะช่วง ท้ายอีกหลายคนต่างก็เกิดความรู้สึกประหลาด หลังจากนั้นพวกแดนว่างเปล่าก็แสดงสีหน้าตกตะลึง พลังงานสารพัดรูปแบบที่ปะปนกันอยู่ในทาง ช้างเผือกนอกดินแดน ส่วนใหญ่แล้วล้วนเป็นพลังแห่ง การทำลายล้างที่สามารถกัดกร่อนเลือดเนื้อและ ปราณวิญญาณได้ ดินแดนก็คือชั้นการป้องกันที่ปกป้องไม่ให้ผู้ฝึก ลมปราณเผ่ามนุษย์ถูกพลังงานเหล่านั้นรุกราน บัดนี้แดนเอตทัคคะและแดนว่างเปล่าหลายคนต่างก็
รู้สึกว่า ดูเหมือนจะไม่จำเป็นต้องเรียกดินแดนออกมา ก็สามารถยืนอยู่ท่ามกลางห้วงอากาศได้ นั่นก็เป็นเพราะว่าสิ่งเจือปนนอกอาณาจักรจำนวน มากที่อยู่ใกล้เคียงซึ่งมีฤทธิ์กัดกร่อนรุนแรงเหล่านั้น ต่างก็กำลังสลายหายไปอย่างรวดเร็ว หายไปในวงแสงชั้นนอกของเนี่ยเทียน “วันที่สองแล้ว” จู่ๆ ก็มีคนโพล่งประโยคนี้ออกมา “ถูกต้อง เส้นตายที่เนี่ยเทียนกำหนดไว้ผ่านไปหนึ่งวัน แล้ว ซ่งเช่อฉวนแห่งสำนักเมฆามรกตยังไม่ปรากฏตัว เขาไปอยู่ที่ไหนกันแน่นะ?” “ต่อให้คนธรรมดาของดินแดนคลื่นมรกตจะหนี ออกไปจากที่นี่ได้ แต่รากฐานของสำนักเมฆามรกตก็ อยู่ที่นี่ทั้งหมด!”
ขณะที่ทุกคนพูดคุยกัน ก็พลันสังเกตเห็นว่ามีลำแสง หลายเส้นบินมาจากขอบฟ้าทิศไกล ลำแสงเหล่านั้นประหนึ่งดาวตกที่พุ่งผ่านอากาศเข้า มา ต่างก็เป็นร่องรอยการเร่งรุดเดินทางของแดน เอตทัคคะ “ดินแดนทำนายแสง สำนักโหรา!” “ดินแดนพุทธสนธยา สำนักนาเวศ!” พวกอิ่นสิงเทียนและโม่เชียนฝานมองไปยังลำแสงที่ ขยับเข้ามาใกล้พลางวิเคราะห์ตัวตนของคนที่มาเยือน พวกเขารู้ว่าคนที่มาใหม่นี้คือสำนักที่ไม่รู้ว่าอยู่ห่าง จากดินแดนคลื่นมรกตไปไกลแค่ไหน ซ้ำยังไม่มี ความสัมพันธ์กับทั้งสำนักเมฆามรกตและพระราชวัง โบราณสะเก็ดดาว แล้วก็รู้ว่าคนเหล่านั้นคงมาเพราะ ความขัดแย้งระหว่างเนี่ยเทียนกับสำนักเมฆามรกต “สำนักในดินแดนระดับสูงเกือบครึ่งหนึ่งของฟ้าดิน
เผ่ามนุษย์ต่างก็มีแดนเอตทัคคะและแดนว่างเปล่า เดินทางมาที่นี่” อวี๋ซู่อิงยิ้มบางๆ “ความขัดแย้ง ระหว่างเนี่ยเทียนและซ่งเช่อฉวนแห่งสำนักเมฆา มรกตในครั้งนี้แพร่สะพัดเลื่องลือ จนดึงดูดคนมาได้ไม่ น้อยเลยทีเดียว” “ยังมีคนส่วนหนึ่งที่เดินทางไปยังนครสะเก็ดดาว หมายจะเป็นพยานในสงครามของนครสะเก็ดดาวกับ พรรคเงามืดและสำนักบุกเบิกฟ้า” ลี่ว่านฝ่ากล่าว อวี๋ซู่อิงตะลึงไปครู่ ก่อนที่สายตาจะค่อยๆ เปลี่ยนมา เป็นเคร่งเครียด “พรรคเงามืดและสำนักบุกเบิกฟ้า เริ่มลงมือกับนครสะเก็ดดาวแล้วรึ?” ลี่ว่านฝ่าพยักหน้ารับ “เจ้าวังอวี๋ เป็นเพราะเจ้าฉีก ข้อตกลงกับพวกเขา ดังนั้นจึงมีข่าวมากมายที่พรรค เงามืดจงใจไม่ส่งมาให้พวกเจ้า” “ที่แท้ก็เป็นอย่างนี้นี่เอง” อวี๋ซู่อิงพยักหน้าแสดง
ความเข้าใจ …… “เนี่ยเทียน!” น้ำเสียงหนึ่งที่ไม่ดังมาก แต่ทุกคนกลับได้ยินกันอย่าง ทั่วถึงพลันดังออกมาจากดินแดนคลื่นมรกต ไม่นานก็มีคนผู้หนึ่งบินออกมาจากดินแดนคลื่นมรกต และชั่วขณะที่บินพ้นออกมาจากเขตปราการของ ดินแดนคลื่นมรกตก็พลันเรียกกายธรรมแห่งเทพ ออกมา กายธรรมแห่งเทพของเขาเป็นดั่งทวยเทพแห่ง มหาสมุทร มีธารน้ำหลายเส้นตัดสลับกันอยู่ใต้รักแร้ และข้างกายของเขา มหาสมุทรที่เขาเหยียบอยู่ใต้ฝ่า เท้าก็มีคลื่นสีเขียวมรกตโถมกระหน่ำเทียมฟ้า “ซ่งเช่อฉวน!”
เมื่อเห็นคนที่มาร่ายกายธรรมแห่งเทพ เหล่าแดน เอตทัคคะที่รอคอยกันมานานก็พลันคำรามเบาๆ น้ำเสียงเยียบเย็นของอวี๋ซู่อิงดังขึ้นมาก่อนใคร “เจ้า สำนักซ่ง ตอนที่ข้ามาได้เปลี่ยนใจกะทันหัน เลือกที่จะ ล้มเลิกความคิดที่จะฮุบกลืนพระราชวังโบราณสะเก็ด ดาว ขอโทษด้วยล่ะกันนะ” สายตาคมกริบของซ่งเช่อฉวนดั่งกระบี่แหลมคมสอง เล่มที่ทิ่มแทงเข้ามายังอวี๋ซู่อิง เขาแค่นเสียงเย็น “เจ้า ประมุขแสดงท่าทีที่แน่ชัดแล้ว รอให้เรื่องของ พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวคลี่คลายลงเมื่อไหร่ เขา ย่อมต้องไปหาเจ้าแน่!” อวี๋ซู่อิงพลันหน้าเปลี่ยนสี เจ้าประมุขพรรคเงามืดคือแดนเทพเจ้าช่วงลาง เล่า ลือกันว่าใกล้จะเลื่อนสู่ช่วงท้ายแล้ว นั่นคือบุคคลที่มี อำนาจสูงสุดของเผ่ามนุษย์เว้นจากคนไม่กี่คนอย่าง
พวกฉู่หยวน ชวีอี้ วังพิสุทธิ์เร้นลับไม่มีทางงัดข้อกับพรรคเงามืดและเขา ได้แน่นอน แล้วนับประสาอะไรกับที่นอกจากพรรคเงามืดแล้ว ยัง มีโหยวฉีเหมี่ยวแห่งสำนักบุกเบิกฟ้าที่เป็นแดนเทพ เจ้าช่วงกลางซึ่งมีตบะเหนือกว่านางไปอีกระดับหนึ่ง อวี๋ซู่อิงสัมผัสได้ถึงแรงกดดันในทันที “เจ้าประมุขบอกแล้วว่า ขอแค่เจ้านิ่งดูดาย ไม่ยื่นมือ เข้าแทรกในเรื่องราวระหว่างเนี่ยเทียนกับสำนักเมฆา มรกตของพวกเรา รวมถึงสำนักบุกเบิกฟ้าและพรรค เงามืดหลังจากนี้ ทุกคนก็ยังพอจะมีทาง ประนีประนอมกันได้” ซ่งเช่อฉวนพูดด้วยสีหน้าเย็น ชา “แต่ว่า หากเจ้าลงมือกับพวกเรา ถ้าเช่นนั้น สงครามระหว่างวังพิสุทธิ์เร้นลับและพวกเราสามฝ่าย ก็จะไม่มีทางเลิกราง่ายๆ!”
อวี๋ซู่อิงยิ่งขมวดคิ้วเป็นปม “พรรคเงามืด สำนักเมฆามรกตและสำนักบุกเบิกฟ้า” นางก้มหน้าลงต่ำ ใคร่ครวญอยู่กับตัวเอง คิดถึง ความสัมพันธ์อันดีระหว่างเจ้าประมุขพรรคเงามืดกับ เสวียนกวางอวี่ และนึกไปถึงเรื่องที่สี่สำนักแก่ติดค้าง บุญคุณของพรรคเงามืดเมื่อนานมาแล้ว นางตระหนักได้ว่าลำพังเพียงแค่พละกำลังของวัง พิสุทธิ์เร้นลับ แม้แต่จะงัดข้อกับพรรคเงามืดเพียงฝ่าย เดียวก็ยังไม่มีความเป็นไปได้ เว้นเสียแต่ เว้นเสียแต่ว่าเมื่อศึกนี้จบลง พระราชวัง โบราณสะเก็ดดาวไม่ล้มลง เนี่ยเทียนยังคงมีชีวิตอยู่ อีกทั้งยังทำให้พรรคเงามืด สำนักเมฆามรกตและ สำนักบุกเบิกฟ้าบาดเจ็บสาหัส นั่นถึงจะทำให้วัง พิสุทธิ์เร้นลับไม่ถูกพรรคเงามืด สำนักเมฆามรกตและ สำนักบุกเบิกฟ้าซักไซ้เอาความในภายหลัง
“จะเป็นไปได้งั้นหรือ?” ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 43 บทที่ 1282 ทำลายหนึ่งดินแดน!
“พรวด!” ซ่งเช่อฉวนประดุจเทพแห่งวารีที่ควบคุมแม่น้ำและ มหาสมุทรนับหมื่นนับพัน รอบกายเขาจึงมีแม่น้ำสาย ยาวกว้างใหญ่หลายเส้นล้อมวนคดเคี้ยว เขายกมือขึ้นกวักหนึ่งครั้ง “อู้!” กฎเกณฑ์แห่งความลี้ลับของพลังงานแห่งน้ำจำนวน มากที่อยู่ท่ามกลางเขตปราการของดินแดนคลื่นมรกต พลันถูกเขาบังคับให้เปลี่ยนแปลง เรือรบทางช้างเผือกลำนั้นที่ยังคงกักขังพวกซินฉิง หัน หว่านหรงและคนส่วนหนึ่งของพระราชวังโบราณ สะเก็ดดาวโผล่พรวดออกมาเหมือนเพิ่งข้ามผ่าน
ช่องทางห้วงมิติที่ยาวเหยียด “ผู้อาวุโสซินฉิงและผู้อาวุโสหันหว่านหรงของ พระราชวังโบราณสะเก็ดดาว!” ม่านตาของเหล่าแดนเอตทัคคะจากต่างดินแดนหดตัว ลง แต่ละคนร้องอุทานอย่างตื่นตกใจ ซินฉิงและหันหว่านหรงต่างก็เป็นแดนเอตทัคคะช่วง ท้าย คือหนึ่งในบรรดาผู้อาวุโสทั้งสิบสองท่านของ พระราชวังโบราณสะเก็ดดาว ในอดีตที่ผ่านมาต่างก็ ได้รับความเคารพนับถือ ไม่ว่าจะเดินทางไปยังกอง กำลังหรือสำนักใดๆ ทุกคนก็ล้วนให้ความยำเกรง ทั้งสิ้น นอกจากแดนเอตทัคคะที่อายุขัยใกล้จะสิ้นสุดอย่าง อิ่นสิงเทียนแล้ว แดนเอตทัคคะช่วงท้ายจำนวนมากที่ อยู่ที่นี่ต่างก็ไม่กล้าพูดว่าจะเอาชนะซินฉิงและหัน หว่านหรงได้
เพราะอย่างไรซะทั้งสองท่านต่างก็เป็นผู้อาวุโสของ พระราชวังโบราณสะเก็ดดาว ใครจะไปคาดคิดว่าผู้อาวุโสสองท่านที่เคยมีฐานะ สูงส่ง บัดนี้กลับถูกซ่งเช่อฉวนเรียกมาได้ตามใจชอบ ทั้งยังถูกกักตัวอยู่ในเรือรบทางช้างเผือกของตัวเอง? อักขระในสายโซ่จำนวนนับไม่ถ้วนไม่อาจปิดบังการ รับสัมผัสทางจิตวิญญาณของทุกคนได้ พวกเขาแค่ ตรวจสอบดูเล็กน้อยก็รู้ได้ว่าหากตัวเองถูกกักตัวอยู่ใน นั้นก็คงออกมาไม่ได้เหมือนกัน ในเรือรบ พวกซินฉิง หันหว่านหรงและคนกลุ่มหนึ่ง ของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวต่างก็เกิดความ สับสนไม่เข้าใจ “อิ่นสิงเทียน โม่เชียนฝาน บุตรวิญญาณโลหิต และเซี่ยเชียน” “จางฉี่หลิง ลี่ว่านฝ่า อวี๋ซู่อิง”
ซินฉิงและหันหว่านหรงหันมามองหน้ากัน พอเห็นผู้ แข็งแกร่งแดนเอตทัคคะแต่ละคนที่มีชื่อเสียงเลื่องลือ ในเผ่ามนุษย์มายืนออกันอยู่ตรงหน้า พวกนางก็ไม่ เข้าใจว่าเรื่องมันเป็นไงมาไงกันแน่ ซ่งเช่อฉวนไม่ได้บอกกับพวกนางว่าเหตุใดถึงได้อาศัย ช่องทางห้วงมิติที่ลึกลับเร่งร้อนเดินทางมายังสำนัก เมฆามรกต นั่นเป็นเพราะว่าปัญหาของจู่กวางเหย้ายังไม่ได้รับ การแก้ไข… “อวี๋ซู่อิง เจ้าจงระวังตัวเอาไว้เถอะ!” ซ่งเช่อฉวนแค่น เสียงเย็นอีกครั้ง อวี๋ซู่อิงเงียบงันไม่พูดจา “หึหึ!” ทว่าเวลานี้ โม่เชียนฝานแห่งสำนักอสนีสวรรค์กลับ หัวเราะอย่างบ้าคลั่ง
“อสนีสวรรค์ระเบิด!” กายธรรมแห่งเทพของโม่เชียนฝานพลันถูกเรียก ออกมา เหนือศีรษะของกายธรรมแห่งเทพที่ใหญ่โตมี บ่อสายฟ้าบ่อหนึ่งที่สายฟ้าระเบิดเกรี้ยวกราด ก่อนที่กายธรรมแห่งเทพนั้นจะพลันแปรเปลี่ยน ร่างมายาที่น่าหวาดกลัวของปลาวาฬกลืนอสนีระดับ สิบจำแลงออกมาเป็นกายธรรมแห่งเทพของโม่เชียน ฝาน ก่อนที่ปลาวาฬกลืนอสนีจะอ้าปากกลืนบ่อ สายฟ้าเข้าไป แล้วก็พ่นมันออกมาอีกครั้ง ลูกสายฟ้าขนาดมหึมาคล้ายเม็ดฝนยักษ์ที่พกพาเอา พลังของเทือกเขานับพันซึ่งสามารถดับทำลายทุก อย่างให้ระเบิดพินาศพุ่งไปกระแทกลงบนเรือรบทาง ช้างเผือกลำนั้น “ตูม! เปรี้ยง!”
สายโซ่มากมายที่รัดพันเรือรบทางช้างเผือกถูกอสนี สวรรค์โจมตี สายฟ้าแต่ละเส้นพุ่งเข้าไปดับทำลาย อักขระขนาดเท่ายุงหลายร้อยล้านตัวที่อยู่ในสายโซ่ “โม่เชียนฝาน! เจ้ากล้ารึ!” ซ่งเช่อฉวนคำรามเดือด ดาล ก่อนที่กายธรรมแห่งเทพของเขาจะพ่นไข่มุกสีดำ สนิทออกมาเม็ดหนึ่ง “ไข่มุกลี้ลับวารีดำ!” มหาสมุทรสีนิลที่คล้ายถูกปิดผนึกเอาไว้ด้านในไข่มุกสี ดำพลันขยายใหญ่กว่าเดิมนับสิบล้านเท่าเพียงชั่วลม หายใจ ที่ทำให้ทุกคนแปลกใจก็คือ แม้แต่ปลาวาฬกลืนอสนีที่ ก่อตัวมาจากกายธรรมแห่งเทพของโม่เชียนฝานก็ยัง ถูกไข่มุกสีดำเม็ดนั้นปกคลุมในชั่วพริบตา “เปรี้ยงๆๆ!” โลกด้านในไข่มุกสีดำมีสายฟ้าแลบปลาบไม่หยุด ปลาวาฬกลืนอสนีที่โม่เชียนฝานจำแลงออกมาขยับ
ร่างดิ้นรน พยายามที่จะสลัดให้หลุดจากด้านใน แต่ กลับยังออกมาไม่ได้ ธารน้ำใสกระจ่างหลายเส้นถูกระบายออกมาจากใต้ รักแร้ของกายธรรมแห่งเทพซ่งเช่อฉวน แล้วจึง กลายเป็นสายโซ่ที่สลักอักขระเอาไว้ซึ่งตรงเข้าไปรัด พันกายธรรมแห่งเทพของโม่เชียนฝาน “อาวุธเทพไม่ดับสลาย ขั้นที่สอง ไข่มุกลี้ลับวารีดำ!” “รากฐานของสำนักเมฆามรกตไม่ใช่สิ่งที่สำนักอสนี สวรรค์จะเทียบเคียงได้ สำนักนี้มีแดนเทพเจ้าถือ กำเนิดมาโดยตลอด แน่นอนว่าย่อมไม่ได้มีอาวุธเทพ อยู่เพียงแค่ชิ้นเดียว” “ปืนฟ้าทะเลมรกตกระเพื่อม ไข่มุกลี้ลับวารีดำ อาวุธ เทพเหล่านี้ บวกกับตบะแดนเทพเจ้าของซ่งเช่อฉวน เอง นั่นต่างหากถึงจะเป็นความมั่นใจที่แท้จริงของ เขา”
“น่าเสียดาย แม้ว่าโม่เชียนฝานจะเลื่อนสู่แดนเทพเจ้า แล้ว แต่กลับไม่มีอาวุธเทพเหมาะมือให้ใช้ ย่อมต้อง เสียเปรียบอยู่วันยังค่ำ” “เล่าลือกันว่าไข่มุกลี้ลับวารีดำถูกเจ้าสำนักรุ่นที่สาม ซึ่งแข็งแกร่งที่สุดของสำนักเมฆามรกตชุบหลอม ออกมาจากแม่น้ำสวรรค์นิลกาฬที่ถูกขนานนามด้าน ความลึกลับ ไข่มุกลี้ลับวารีดำถูกสืบทอดต่อกันมารุ่น แล้วรุ่นเล่า สามารถใช้พลังประหลาดของแม่น้ำ สวรรค์นิลกาฬมากักตัวให้คู่ต่อสู้ที่ต่อให้เป็นแดนเทพ เจ้าก็ยังหลงอยู่ในนั้นได้” “เกรงว่าในเวลาสั้นๆ นี้โม่เชียนฝานคงยังเดินออกมา จากในโลกของไข่มุกลี้ลับวารีดำไม่ได้” “…” สำหรับทุกคนของสำนักเมฆามรกตที่เข้าใจเรื่องนี้ดี ชั่วขณะที่มองเห็นว่าไข่มุกลี้ลับวารีดำถูกปลดปล่อย
ออกมา พวกเขาก็พากันวิพากษ์วิจารณ์ แต่ละคนมอง สีหน้าของโม่เชียนฝานด้วยความเสียดาย แล้วก็เป็นดังที่ทุกคนคาดการณ์ เมื่อไข่มุกลี้ลับวารีดำ ปรากฏออกมา กายธรรมแห่งเทพของโม่เชียนฝานก็ ถูกไข่มุกลี้ลับวารีดำเขมือบกลืนเข้าไป “เกิดเรื่องอะไรขึ้น?” บนเรือรบ ซินฉิงตะโกนเสียงดังเอ่ยถามผู้ฝึกลมปราณ ทั้งหลายที่เดินทางมาไกล เรือรบที่ถูกอสนีสวรรค์ระเบิดโจมตีไปครั้งหนึ่ง พลัง แห่งการปิดผนึกส่วนหนึ่งจึงถูกฉีกทึ้ง เป็นเหตุใดนาง สามารถส่งเสียงออกมาได้ “คืออย่างนี้…” แดนเอตทัคคะช่วงท้ายบางส่วนที่เคยได้รับบุญคุณ จากพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว ภายนอกนั้นพวก เขาไม่กล้าเป็นปฏิปักษ์กับสำนักเมฆามรกตอย่าง
โจ่งแจ้ง จึงได้แต่อธิบายความเป็นมาของเรื่องราว ให้แก่ซินฉิงฟังเท่านั้น “เนี่ยเทียนเดินทางจากดินแดนพงฟ้า ระหว่าง ทางผ่านดินแดนมหาสมุทรศักดิ์สิทธิ์ ดินแดนแอ่งมืดก็ ได้สังหารคนของตระกูลเฟิงและตระกูลซ่ง…” ซินฉิง หันหว่านหรงและคนบางส่วนของพระราชวัง โบราณสะเก็ดดาวที่พอได้ยินพวกเขาพากันบอกเล่า ถึงเรื่องใหญ่โตที่สร้างความสะท้านสะเทือนให้แก่ทุก ฝ่ายในช่วงที่ผ่านมา แต่ละคนก็ตื่นเต้นขึ้นมาทันใด “เนี่ยเทียน!” กลางเรือรบ พวกเขาหันขวับไปมองยังเนี่ยเทียนที่ ยังคงถูกล้อมไว้ด้วยวงแสงหลายชั้น ยังไม่เผยตัว ออกมา “ยังมีคนที่ไม่ทอดทิ้งสำนัก และยังคงแก้แค้นให้แก่ สำนักอยู่!”
เนี่ยเทียนที่อยู่ท่ามกลางกระแสปั่นป่วนหุนตุ้นลืมตา ขึ้นมาในที่สุด แสงดาวเจิดจ้าพร่าตาเปล่งพริบพราวอยู่กลางแดน มายาที่ลอยอยู่เหนือศีรษะของเขา เขาพลันหันขวับไปมองซ่งเช่อฉวน แดนว่างเปล่าที่ เป็นดั่งแสงดาวของเขาก็ยิ่งเปลี่ยนมาเป็นเจิดจ้าแจ่ม จรัส “เจ้าสำนักซ่ง! จู่กวางเหย้าแห่งพระราชวัง โบราณสะเก็ดดาวของข้าอยู่ที่ไหน?” ซ่งเช่อฉวนที่ใช้ไข่มุกลี้ลับวารีดำมากักตัวโม่เชียนฝาน ไว้ชั่วคราวสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อให้ตัวเองสงบสติลง “ซ่งไห่ชิงพี่ชายของข้า และเมียข้าล้วนถูกเจ้าสังหาร สินะ?” “ถูกต้อง” เนี่ยเทียนตอบ “ถ้าอย่างนั้นก็ดี” ซ่งเช่อฉวนพยักหน้ารับเบาๆ “ข้า ล้มเลิกความคิดที่จะเค้นเอาความลับของพระราชวัง
โบราณสะเก็ดดาวแล้ว ข้าจะให้เจ้าได้เห็นข้าสังหารผู้ อาวุโสสองคนของสำนักเจ้าตายไปต่อหน้าต่อตา!” ดวงตาคมกริบของเขาพลันหันไปจ้องต่งลี่ “รวมถึง เมียของเจ้าด้วย!” “พรวด!” กายธรรมแห่งเทพที่ใหญ่โตของเขาแยกออกมาเป็น ธารน้ำใสกระจ่างสองสายที่พุ่งตรงเข้าหาต่งลี่ “เวทลับธาตุวารี!” ลูกแสงที่เหมือนหยดน้ำหลายลูกบินออกมาจากทะเล ใต้ฝ่าเท้าของเขา แล้วพากันบินเข้าไปยังเรือรบทาง ช้างเผือกที่มีพวกซินฉิงและหันหว่านหรงอยู่ภายใน รวมถึงต่งลี่ที่เขาลงมือสังหารพร้อมกับซินฉิงและหัน หว่านหรง! อิ่นสิงเทียน เซี่ยเชียน บุตรวิญญาณโลหิตและ
จิ่งเฟยหยางพลันเคลื่อนตัวไปอยู่ข้างกายต่งลี่ในเสี้ยว วินาที ในช่วงเวลาที่เหตุการณ์เกิดขึ้นเร็วราวสายฟ้าแลบนี้ อวี๋ซู่อิงไม่มีเวลามามัวลังเล นางกระโจนเข้าหาเรือรบ ทางช้างเผือกลำนั้นทันควัน นางมองออกนานแล้วว่าพวกซินฉิงและหันหว่านหรง ถูกพลังการกักกันของเรือรบลดทอนพลังแดน เอตทัคคะไปทีละน้อย จึงไม่เหลือพลังการต่อสู้อีกแล้ว หากนางไม่ลงมือ พวกซินฉิงต้องตายแน่นอน! “ดี!” เนี่ยเทียนที่อยู่ในกระแสปั่นป่วนหุนตุ้นวงในเห็นว่าซ่ง เช่อฉวนลงมือก็พลันคำรามเสียงแหลมยาวบาดแก้วหู เขาไม่ได้ชายตามองต่งลี่ แล้วก็ไม่คิดจะมองเรือรบที่ พวกซินฉิงอยู่ เพียงโคจรให้วงแสงชั้นนอกตรงดิ่งเข้า หาดินแดนคลื่นมรกตโดยไม่สนใจว่ามีกายธรรมแห่ง
เทพของซ่งเช่อฉวนขวางทาง! เขาต้องการทำลายรากฐานของสำนักเมฆามรกต ลบ ชื่อดินแดนคลื่นมรกตออกไปนับแต่บัดนี้! เขาเชื่อว่าพวกอิ่นสิงเทียนสามารถปกป้องต่งลี่ได้ เชื่อ ว่าเมื่ออวี๋ซู่อิงลงมือ พวกซินฉิงย่อมไม่ตายแน่นอน! “ปังๆ!” ไม่มีเมตตาปราณีอีกต่อไป วงแสงพร่างพราวรอบนอก พกพาเอาพลังของสนามแม่เหล็กที่บิดเบือน ฉีก กระชากและบ้าระห่ำให้ทะยานตรงเข้าสู่ดินแดนคลื่น มรกต เพียงแค่เสี้ยววินาที ค่ายกลที่สลักอยู่บนเขต ปราการของดินแดนคลื่นมรกตก็พังทลายลงไปเกิน ครึ่ง การปะทะครั้งนี้รุนแรงยิ่งกว่าเมื่อสามวันก่อนหลาย เท่านัก “ฟุ่บๆๆ!”
สายฟ้า อักขระ ลายเส้นวิเศษ กองเพลิงที่ลุกไหม้ จำนวนหลายล้านร่วงระนาวลงมาจากท้องฟ้าของ ดินแดนคลื่นมรกต เทือกเขาในดินแดนคลื่นมรกตถล่มทลาย แม่น้ำลำ ธารกระเพื่อมรุนแรง พื้นดินปริแตกแยกเป็นร่องลึก สถานที่ตั้งของสำนักเมฆามรกตประหนึ่งเผชิญกับภัย พิบัติทางธรรมชาติ ดาวตกและฝนเพลิงสาดเทลงมา ทั้งยังมีกลุ่มแสงดาวหลายกลุ่มที่หมุนคว้างราวพายุบ้า ระห่ำ ดั่งม่านน้ำตกที่ตกลงมากระแทกโจมตี คนบางส่วนที่ยังเฝ้าพิทักษ์หรือไม่ก็ยังอยู่ในสำนัก เมฆามรกตต่างก็ต้องเผชิญกับหายนะครั้งใหญ่นี้ เสียงร้องโหยหวนแห่งความตายดังระงมไปทั่วทุกมุม ในดินแดนคลื่นมรกต ซ่งเช่อฉวนยังไม่ทันตั้งตัวก็ค้น พบว่าโครงสร้างใต้ดินของดินแดนคลื่นมรกตถูก ทำลายถึงระดับที่ไม่อาจฟื้นฟูแก้ไขไปได้ตลอดกาล
สำนักเมฆามรกตแทบจะกลายมาเป็นดวงดาวที่มอด ดับในเวลาเพียงเสี้ยววินาที! “ดินแดนปริแตก!” กระดูกเรียวยาวท่อนหนึ่งบินออกมาจากใน สนามแม่เหล็กพลุ่งพล่านอย่างเนิบช้า แสงสีชาดถูกปลดปล่อยออกมาจากในท่อนกระดูก ก่อนจะกลายมาเป็นเงามายาของสัตว์ร่างยักษ์ตัวหนึ่ง ที่ทำให้ทุกคนตัวสั่นเพียงแค่ได้มอง “สัตว์ยักษ์มวลดารา!” บางคนที่เคยอ่านคำบรรยายเกี่ยวกับสัตว์ประเภทนี้ จากในคัมภีร์โบราณของสำนักพึมพำออกมาราว ละเมอ ท่อนกระดูกสีชาดเป็นดั่งสัตว์ยักษ์มวลดาราในยุค ดั้งเดิมที่แสยะปากกางเล็บยื่นมายังดินแดนคลื่นมรกต
ใช้กรงเล็บที่แหลมคมตวัดฟันให้เขตปราการและ พื้นดินแข็งกระด้างแยกส่วนออกเป็นชิ้นๆ ทีละนิด “ดินแดนคลื่นมรกตจบเห่แล้ว” ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 43 บทที่ 1283 ปะทะด้วยดินแดน
ดินแดนคลื่นมรกตฟ้าถล่มดินทลาย! ผู้ฝึกลมปราณที่ยังเฝ้าพิทักษ์สำนักเมฆามรกตค้นพบ ด้วยความสิ้นหวังว่าพอดาวตกนับหมื่นนับพันที่ร่วงดิ่ง ลงมาจากท้องฟ้ากระทบลงบนเทือกเขาและ ทะเลสาบก็สร้างการโจมตีที่รุนแรงจนน่าเวทนา สรรพชีวิตในดินแดนคลื่นมรกตดับสูญ พลังพลุ่งพล่าน บ้าระห่ำและฉีกทึ้งม้วนตลบไปทั่ว ดินแดน เป็นเหตุให้ผู้ฝึกลมปราณแต่ละคนของสำนัก เมฆามรกตที่ฝากความหวังไว้บนร่างของซ่งเช่อฉวน แหลกสลายไปทั้งร่างกายและจิตวิญญาณ “ดินแดนปริแตก!” เสียงกึกก้องสะท้านฟ้าดั่งเสียงพิพากษาแห่งความ
ตายดังออกมาจากปากที่แผดร้องคำรามของเนี่ยเทียน ท่อนกระดูกเรียวยาวสีชาดตวัดฟาดฟันดั่งมีดแหลม คม ท่ามกลางแสงสีเลือดแดงฉาน โซ่ผลึกสายเลือดเล็ก ละเอียดจำนวนนับไม่ถ้วนระเบิดพรสวรรค์ทาง สายเลือดของสัตว์ยักษ์มวลดาราออกมาเสียงดัง ครืนครั่น เงามายาของสัตว์ยักษ์ตัวหนึ่งที่ใหญ่จนน่าเหลือเชื่อ ซ้ำยังถูกปกคลุมไปด้วยแสงเลือดเข้มข้นเหมือนกำลัง ยื่นกรงเล็บมหึมาของมันเข้าหาดินแดนคลื่นมรกต “สวบๆ!” แสงสีเลือดหลายล้านเส้นที่พกพาเอากฎเกณฑ์แห่ง การหั่นเฉือนดินแดนตรงเข้าซัดใส่ดินแดนคลื่นมรกต ดินแดนคลื่นมรกตเป็นเหมือนขนมเค้กก้อนใหญ่ที่ถูก มีดสิบกว่าเล่มตัดแบ่งในเวลาเดียวกัน
ในที่สุดดินแดนคลื่นมรกตก็แตกระจายออกเป็น เสี่ยงๆ! ผู้ฝึกลมปราณที่ยังเหลืออยู่ในดินแดนคลื่นมรกตซึ่งมี ขอบเขตต่ำต่างก็ถูกพลังบ้าระห่ำ ฉีกทึ้ง บิดเบือน สังหารให้ตายคาที่ แม้แต่จิตวิญญาณสักดวงก็หนีไป ไม่ได้ แต่ก็มีแดนเอตทัคคะบางส่วนที่พอดินแดนแหลก สลายก็กลายร่างเป็นเส้นแสงที่หนีพ้นเคราะห์ภัยครั้ง นี้ไปได้หวุดหวิด ทว่าเกาะยี่สิบสี่แห่งของสำนักเมฆามรกตที่เนื่องจาก ปืนฟ้าทะเลมรกตกระเพื่อมหายไป จึงไม่มีแม้แต่พลัง การป้องกันอันเป็นพื้นฐาน เพียงดาวตกเปลวเพลิงแต่ ละดวงโจมตีมาก็แหลกสลายทันที หลังจากนั้นก็เป็นการพังทลายของทั้งดินแดน ดินแดนคลื่นมรกตที่มีชื่อเสียงเลื่องลือว่ามีปราณ
วิญญาณฟ้าดินเปี่ยมล้น ธารน้ำเต็มแน่น ทะเลสาบใส กระจ่างนับพันนับหมื่นแห่งได้ระเบิดแหลกลาญไป ภายใต้การจับจ้องของสายตาทุกคน ดินแดนคลื่นมรกตที่แหลกสลายกลายมาเป็นหิน อุกกาบาตขนาดมหึมาหลายก้อนที่เมื่ออยู่ภายใต้การ ผลักดันของพลังงานก็ได้กลายมาเป็นดาวตกพร่าง พราวที่ไม่รู้ว่าบินหายไปที่ไหน หินอุกกาบาตบางก้อนปริแตก แล้วพอระเบิดก็กลาย มาเป็นฝุ่นผงในทางช้างเผือก หรือไม่ก็เศษสิ่งสกปรก ที่มีขนาดเล็กยิ่งกว่า “ดินแดนคลื่นมรกตก็คือสถานที่วิเศษในการฝึกตน แห่งหนึ่งเหมือนกันนะ คิดไม่ถึงจริงๆ ว่าดินแดนเช่นนี้ จะถูกทำลายลงได้อย่างง่ายดายเพียงนี้” “ต่อให้สำนักเมฆามรกตสามารถกำราบเนี่ยเทียนและ ช่วงชิงชัยชนะจากศึกกับพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว
ได้ แต่รากฐานของสำนักก็ไม่เหลืออยู่แล้ว แบบนี้คง ไม่ถือว่าชนะกระมัง?” “ดาวดวงที่เจ็ด! นามดาวหายนะเนี่ยเทียนเป็นจริงสม คำร่ำลือ!” บนใบหน้าของจางฉี่หลิง ลี่ว่านฝ่าและผู้ฝึกลมปราณ จากต่างดินแดนที่ตั้งใจมาที่นี่ต่างก็เต็มไปด้วยความ ตกตะลึง แต่ละคนพากันถอยห่างจากวงแสงที่ล้อมวน อยู่รอบร่างของเนี่ยเทียนโดยอัตโนมัติ ขณะเดียวกันพวกเขาทุกคนต่างก็ตัดสินใจแล้วว่าจะ ไม่ไปมีเรื่องกับดาวหายนะอย่างเนี่ยเทียนเด็ดขาด เพราะดินแดนของพวกเขา และสำนักหรือกองกำลัง ของพวกเขาก็ยังเทียบกับสำนักเมฆามรกตไม่ได้เลย ด้วยซ้ำ ขนาดอยู่ต่อหน้าซ่งเช่อฉวน เนี่ยเทียนยังใช้ สนามแม่เหล็กพลังงานประหลาดมาทำลายดินแดน
คลื่นมรกตจนพังพินาศ แล้วจะยังมีเรื่องอะไรที่เขาไม่ กล้าทำอีก? “ฟู่วๆ!” ตอนที่ดินแดนแตกสลาย พวกซินฉิงและหันหว่านหรง ที่อยู่บนเรือรบได้รับการปกป้องจากแสงเทพชำระฟ้า จึงรอดพ้นการโจมตีหมายเอาชีวิตของซ่งเช่อฉวนมา ได้ สายโซ่และค่ายกลที่พันธนาการเรือรบและพวกซินฉิง กับหันหว่านหรงล้วนถูกแสงชำระฟ้าโจมตีจน แหลกลาญ เรือรบทางช้างเผือกลำนั้นก็ถูกอวี๋ซู่อิงใช้พลังเทพชัก นำจึงทิ้งระยะห่างออกจากตำแหน่งที่ซ่งเช่อฉวนอยู่ “สวบ!” แสงรุ้งของกระบี่แหวกเวหา เขตปราการเลือดของ บุตรวิญญาณโลหิตและการป้องกันหลายชั้นของ
พวกเซี่ยเชียนก็สามารถสกัดกั้นหยดน้ำที่ซ่งเช่อฉวน ใช้โจมตีต่งลี่ไว้ได้เช่นกัน ต่งลี่จึงปลอดภัยดี “ดินแดนคลื่นมรกต ดินแดนคลื่นมรกตพังไปทั้งอย่าง นี้…” ซ่งเช่อฉวนที่ร่ายกายธรรมแห่งเทพ ยืนอยู่บน มหาสมุทรลึกหันมามองดินแดนคลื่นมรกตที่แตก สลายกลายเป็นเสี่ยงๆ ด้วยสายตาเลื่อนลอย จู่ๆ จิตใจของเขาก็ไม่อยู่กับเนื้อกับตัว คล้ายไม่อาจ ยอมรับความจริงที่เห็นอยู่ตรงหน้าได้ เมื่อครู่นี้เขายังแบ่งสมาธิเตรียมสังหารซินฉิง หัน หว่านหรงและต่งลี่อยู่เลย คนที่เขาต้องเผชิญหน้าด้วยมีทั้งอวี๋ซู่อิง อิ่นสิงเทียน บุตรวิญญาณโลหิต เซี่ยเชียน จิ่งเฟยหยาง ทั้งยังต้อง ใช้ไข่มุกลี้ลับวารีดำไปกักตัวโม่เชียนฝาน เป็นเหตุให้
เขาไม่เหลือสมาธิไปขัดขวางสนามแม่เหล็กพลุ่งพล่าน ของเนี่ยเทียน ได้แต่มองเนี่ยเทียนใช้สนามแม่เหล็กน่า หวาดกลัวไปทำลายเขตปราการของดินแดนคลื่น มรกตคาตาตัวเอง เดิมทีเขานึกว่าด้วยค่ายกลและอักขระที่ผู้แข็งแกร่ง แดนเทพเจ้าแต่ละรุ่นของสำนักเมฆามรกตสลักเอาไว้ บนเขตปราการของดินแดนคลื่นมรกต จะช่วยให้มัน ต้านทานได้สักระยะหนึ่ง ขอแค่เขามีเวลาสักนิดก็จะสามารถสังหารเนี่ยเทียน และพวกต่งลี่ ซินฉิงให้ตายคาที่ได้ เขาประเมินการป้องกันของเขตปราการดินแดนคลื่น มรกตผิดไป แล้วก็ประเมินพลังของเนี่ยเทียนผิดไป ด้วย! เมื่อเห็นว่าเพราะการวิเคราะห์ที่ผิดพลาดของเขาทำ ให้ดินแดนคลื่นมรกตแหลกสลาย ความเจ็บแค้น
เสียใจอย่างใหญ่หลวงก็ปานประหนึ่งกระแสน้ำเชี่ยว กรากที่ไหลบ่าขึ้นมากลบทับเขาเอาไว้ ซ่งเช่อฉวนบ้าคลั่งในฉับพลัน “ไข่มุกลี้ลับวารีดำ! คาถาทะเลมรกตคลื่นเทียมฟ้า!” กายธรรมของเขาพลันขยายขนาด หินอุกกาบาตที่มา จากธารน้ำหรือทะเลสาบที่ปริแตกจากดินแดนคลื่น มรกตถูกซ่งเช่อฉวนชักนำให้ผสานรวมเข้ามาในกาย ธรรมแห่งเทพของเขา “ครืนๆๆ!” เสียงกระแสน้ำที่ไหลรุนแรงดังออกมาจากในกาย ธรรมแห่งเทพของซ่งเช่อฉวน ก่อนที่เขาจะยื่นมือ ออกมากวักหนึ่งครั้ง ไข่มุกลี้ลับวารีดำที่ผนึกร่างของโม่เชียนฝานเอาไว้ พลันกลายมาเป็นมหาสมุทรดำมืดที่ผสานรวมเข้าสู่ ทะเลใต้ฝ่าเท้าของเขา
ทันใดนั้นคลื่นยักษ์หลายชั้นก็โถมตัวไปสี่ด้านแปดทิศ โดยมีซ่งเช่อฉวนเป็นจุดศูนย์กลาง คลื่นยักษ์ประหนึ่งสัตว์ประหลาดที่ร้องคำราม คลื่น แต่ละลูกสูงพันเมตร ทับซ้อนกันชั้นแล้วชั้นเล่า พลังงานที่กระเพื่อมออกมาล้วนทำให้หินอุกกาบาต จากดินแดนคลื่นมรกตที่แหลกสลายถูกบดขยี้เป็น ผุยผง “อู้! โพล๊ะ!” ดินแดนว่างเปล่าของแดนว่างเปล่าบางคนที่มอง สังเกตการณ์พลันสลายหายวับไป แม้แต่แดนเอตทัคคะที่พอถูกคลื่นยักษ์โจมตี แต่ละคน ก็กระอักเลือด ตกใจจนรีบเผ่นหนีกันให้จ้าละหวั่น “ซ่งเช่อฉวนบ้าไปแล้ว!” “แม่งเอ๊ย! เขาแม่งโจมตีไม่เลือกหน้าเลย ไม่ว่าใครก็ โดนเขาเล่นงานหมด!”
“รีบหนีให้ห่างจากไอ้บ้านี่เถอะ!” พวกที่ยังไม่เลื่อนสู่แดนเทพเจ้า ไม่ว่าจะเป็นเรือรบ ทางช้างเผือก แดนว่างเปล่าหรือแดนเอตทัคคะ ขอ แค่ถูกคลื่นยักษ์ที่ม้วนตลบจากแปดทิศพุ่งมาโจมตี หากไม่บาดเจ็บก็ต้องล้มตาย “วิชาแห่งเทพของสำนักเมฆามรกต!” อวี๋ซู่อิงหน้าเปลี่ยนสี ใช้พลังของตัวเองและวงแสงสี เงินยวงชักนำให้เรือรบทางช้างเผือกลำนั้นออกห่าง จากพื้นที่นี้ไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ อิ่นสิงเทียนและพวกบุตรวิญญาณโลหิตก็รีบปกป้อง ต่งลี่พาหนีไปอย่างเร่งด่วน พริบตาเดียวพวกแขกจากต่างถิ่นที่มาเยือนก็หนี กระจายหายไปจากรอบกายของซ่งเช่อฉวนที่บ้าคลั่ง เหลือเพียงแค่เนี่ยเทียนและโม่เชียนฝานที่ถูกพลังของ ไข่มุกลี้ลับวารีดำกำราบไว้เท่านั้น
“เนี่ยเทียน!” ซ่งเช่อฉวนร้องคำรามโหยหวน บัดนี้กายธรรมแห่ง เทพของเขาสูงเกินหมื่นเมตรไปแล้ว! คลื่นยักษ์เทียมฟ้ามีจุดเริ่มต้นมาจากกายธรรมแห่ง เทพซึ่งคอยถาโถมโจมตีระลอกแล้วระลอกเล่าไปแปด ทิศ “ตูม! ตูมๆ!” ซากหินอุกกาตใหญ่ยักษ์ของดินแดนคลื่นมรกตที่ถูก ท่อนกระดูกสัตว์ยักษ์มวลดาราโจมตีจนแหลกสลาย กลายเป็นเศษฝุ่นเศษหินที่ผสานรวมเข้าไปในคลื่น พิโรธ คลื่นยักษ์จึงเปลี่ยนจากใสกระจ่างมาเป็นขุ่นคลั่ก ทั้ง ยังเพิ่มน้ำหนักมากขึ้น! “คาถาทะเลมรกตคลื่นเทียมฟ้าใช้ไข่มุกลี้ลับวารีดำ เป็นตัวผลักดัน ผสานรวมกับพลังของแม่น้ำและ
มหาสมุทรทั้งหมดในดินแดนคลื่นมรกต ซ้ำท่ามกลาง คลื่นยักษ์ยังมีเศษฝุ่นจากพื้นดินปะปนมาด้วย…” อวี๋ซู่อิงแห่งวังพิสุทธิ์เร้นลับพึมพำเบาๆ ด้วยสีหน้าที่ เคร่งเครียดอย่างถึงที่สุด “หากซ่งเช่อฉวนควบคุม พลังเช่นนี้ พลังของตัวเขาเองก็ต้องถูกเผาผลาญไป มากเหมือนกัน ตามความเห็นข้า ไม่ว่าผลลัพธ์ของศึก นี้จะเป็นเช่นไร ซ่งเช่อฉวนก็ต้องบาดเจ็บสาหัส ช่วงเวลาที่เขาจะเลื่อนสู่แดนเทพเจ้าช่วงกลางได้ต้อง ล่าช้าไปอีกอย่างน้อยก็พันปี” “เจ้าวังอวี๋?” ซินฉิงอุทานเบาๆ อวี๋ซู่อิงส่ายหน้าช้าๆ “ดูท่าซ่งเช่อฉวนคงคิดจะสู้ตาย แล้ว ตอนนี้ต่อให้ข้ายื่นมือเข้าแทรกก็ไม่แน่ว่าจะได้ผล เสมอไป ข้าจะลองสังเกตการณ์อีกสักหน่อย” ตอนนี้ดินแดนเทพเจ้าของนางกับของซ่งเช่อฉวนที่ สามารถยืมใช้พลังฟ้าดินและได้รับการชักนำจาก
ไข่มุกลี้ลับวารีดำยังมีความต่างกันอยู่ระดับหนึ่ง นางไม่อยากรีบร้อนเอาตัวเข้าไปเสี่ยง “จะเกิดเรื่องกับเนี่ยเทียนหรือเปล่า?” หันหว่านหรง ถามอย่างร้อนใจ “แม้ว่าวงแสงหลายชั้นที่ล้อมวนอยู่รอบตัวเนี่ยเทียน จะไม่ใช่ดินแดนเทพเจ้า ทว่าคลื่นพลังที่บิดเบือน บ้า คลั่งและฉีกทึ้งนั้น เกรงว่าคงน่ากลัวยิ่งกว่าดินแดน เทพเจ้าไปมากนัก” อวี๋ซู่อิงจับตามองอย่างใกล้ชิด “เพียงแต่ว่าสนามแม่เหล็กพลังงานนั้นไม่สามารถเอา มาใช้ได้ตลอดเวลา แล้วเนี่ยเทียนเองก็ไม่สามารถเก็บ มันเข้าไปและเอาออกมาได้ตามใจชอบ” “บางทีเมื่อมันสลายไปในรอบนี้ วันหน้าอาจจะไม่ สามารถสร้างขึ้นมาได้อีก ช่วงแรกสุดสนามแม่เหล็ก พลังงานนี้เกิดจากโหยวฉีเหมี่ยวที่ปลดปล่อยออกมา ซึ่งไม่รู้ว่าเขาไปดึงพลังงานพวกนี้มาจากที่ไหน
ภายหลังถึงได้ถูกเนี่ยเทียนเข้าควบคุม” อวี๋ซู่อิงอธิบายถึงความเป็นมาของเรื่องราว ซินฉิงและหันหว่านหรงรับฟังได้ครึ่งหนึ่งก็ยังคงไม่ เข้าใจอยู่ดี “จะพูดง่ายๆ ก็คือสนามแม่เหล็กพลังงานประหลาดที่ เนี่ยเทียนควบคุมอยู่ตอนนี้ไม่ได้เกิดจากดินแดนของ ตัวเขาเอง” อวี๋ซู่อิงอธิบายอีกครั้ง “นั่นคือพลังงานที่ โหยวฉีเหมี่ยวซึ่งเป็นแดนเทพเจ้าช่วงกลางยืมมาใช้ จากที่อื่นและไม่สามารถชุบหลอมได้ด้วยตัวเอง พลังงานกลุ่มนี้ผ่านการสั่งสมจากดินแดนแห่งหนึ่งจน แข็งแกร่งขึ้น ตามความเห็นข้า มันแข็งแกร่งมาก พอที่จะปะทะกับแดนเทพเจ้าของซ่งเช่อฉวนในเวลา นี้ได้เลย!” “เจ้าจะบอกว่า มีเพียงเนี่ยเทียนเท่านั้นถึงจะ ต้านทานเขาในเวลานี้ได้?” ซินฉิงกล่าวด้วยน้ำเสียง
ตกใจ “ถูกต้อง มีเพียงเนี่ยเทียนที่เป็นอย่างตอนนี้เท่านั้นถึง จะสามารถปะทะกับซ่งเช่อฉวนซึ่งๆ หน้าได้” อวี๋ซู่อิง พยักหน้ารับ “เจ้าเองก็เห็นแล้วว่าขนาดดินแดนคลื่น มรกตยังถูกสนามแม่เหล็กพลุ่งพล่านของเขาบดขยี้จน แหลกลาญ พลังการทำลายล้างที่น่ากลัวขนาดนี้ ต่อ ให้ข้าควบคุมแสงเทพชำระฟ้าเข้าโจมตีเต็มกำลังก็ยัง ไม่อาจทำได้” “เนี่ยเทียนแข็งแกร่งมากถึงเพียงนี้แล้วหรือ?” หัน หว่านหรงตะลึงงัน “ก็ไม่ถึงขนาดนั้น ความแข็งแกร่งนี้ของเขาเป็นเพียง แค่ชั่วคราวเท่านั้น เนื่องจากถูกกระตุ้นจากปัจจัย ต่างๆ นานา หลังจบเรื่องย่อมต้องหายไป” อวี๋ซู่อิง วิเคราะห์ “ทว่าตอนนี้มีเพียงเขาคนเดียวที่สามารถงัด ข้อกับซ่งเช่อฉวนได้”
“เนี่ยเทียน! เนี่ยเทียน! เนี่ยเทียน!” เสียงคำรามของซ่งเช่อฉวนดังเอ็ดดึงจากทั่วทุกมุม ของดินแดนคลื่นมรกต เป็นดั่งลูกคลื่นที่ซัดผ่านลาม ไปยังนอกทางช้างเผือก “อู้! ครืนๆ!” ในที่สุดคลื่นยักษ์ระลอกแล้วระลอกเล่าก็สัมผัสโดน เข้ากับวงแสงชั้นนอกที่ทำลายดินแดนคลื่นมรกตของ เนี่ยเทียน “ตูม! ตูมๆๆ!” แดนว่างเปล่าและแดนเอตทัคคะทุกคนที่กระจายตัว กันไปมองเห็นคลื่นยักษ์สูงพันเมตรดั่งขุนเขาลูกหนึ่ง กระแทกเข้าใส่วงแสงเหล่านั้น แต่ละคนก็รู้สึก สั่นสะเทือนไปถึงมหาสมุทรจิตวิญญาณ วงแสงพร่างพราวระเบิดแสงศักดิ์สิทธิ์ พายุหมุนที่ สามารถฉีกทึ้งจิตวิญญาณพัดคว้างปะทะเข้ากับพลัง
ประหลาดของคลื่นยักษ์ แสงจำนวนนับไม่ถ้วนกะพริบวูบวาบ เม็ดเล็กละเอียด ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นเม็ดของอะไรลอยขึ้นมาในวงแสงแล้ว ปะทะเข้ากับเส้นแสงแห่งความลี้ลับของธาตุน้ำที่ซ่งเช่ อฉวนบรรลุมาและฝากไว้ในคลื่นยักษ์ “สวบ!” ทันใดนั้นท่อนกระดูกของสัตว์ยักษ์มวลดาราที่บดขยี้ ทุกสิ่งอย่างในดินแดนคลื่นมรกตให้แหลกลาญก็พลัน บินออกมาจากวงแสงชั้นใน แล้วแทงผ่านคลื่นยักษ์ชั้น แล้วชั้นเล่าตรงดิ่งเข้าหาซ่งเช่อฉวน จู่ๆ ซ่งเช่อฉวนก็รู้สึกเหมือนถูกสัตว์ยักษ์มวลดาราตัว หนึ่งจับจ้อง หัวใจจึงพลันสั่นสะท้าน ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 43 บทที่ 1284 แดนเอตทัคคะบ้าคลั่ง
“แก่นเลือดเดือดพล่าน!” แก่นเลือดหลายหยดเผาไหม้อยู่ในหัวใจของเนี่ยเทียน ปราณพลังชีวิตที่ยิ่งใหญ่ไพศาลรวมตัวกันขึ้นเป็น สายฟ้าสีแดงฉานหลายเส้นที่กรอกเทเข้าไปยังท่อน กระดูกของสัตว์ยักษ์มวลดารา “การผสานรวมชีวิต!” พรสวรรค์แห่งสายเลือดถูกร่ายใช้ เนี่ยเทียนพลันเกิด ความรู้สึกที่ลี้ลับมหัศจรรย์—เขาได้กลายมาเป็นสัตว์ ยักษ์มวลดารายุคดั้งเดิมตัวหนึ่ง! “โฮก!” เสียงคำรามจากความรู้สึกก้นบึ้งดังออกมาจากปาก ของเขา
พลังงานต่างธาตุต่างปราณหลายสิบชนิดและ สิ่งเจือปนนอกดินแดนที่ปะปนอยู่ท่ามกลางวงแสง หลายชั้นรอบนอกคล้ายจะได้รับอิทธิพลไปด้วย “อู้! อู้ๆๆ!” ลำแสงหลายเส้นในวงแสงพลันกรอกเทเข้าไปใน กระดูกท่อนนั้น พริบตาเดียวก็มีแสงสีเลือดที่เป็นผลึกใสหลายล้านเส้น ตัดสลับกันอยู่กลางห้วงอวกาศ แสงสีเลือดปลดปล่อยหมอกสีเลือดขมุกขมัว ท่ามกลางหมอกเลือด มีเงาร่างของสัตว์ยักษ์ตัวหนึ่งที่ สามารถบดขยี้ดินแดน ฉีกทึ้งทวยเทพโบราณ ภูตผี ปีศาจบรรพกาลผลุบๆ โผล่ๆ ขึ้นมา “ฟิ้ว!” ท่อนกระดูกของสัตว์ยักษ์มวลดาราเป็นดั่งดาวตก
สีชาดที่พุ่งฉิวออกไป จากนั้นเงาร่างของสัตว์ยักษ์ก็หายวับไป ท่ามกลางคลื่นยักษ์ที่โถมเทียมฟ้า ซ่งเช่อฉวนเจ้า สำนักเมฆามรกตคนปัจจุบันพลันหน้าเปลี่ยนสี ดวงตาของเขามีความหวาดกลัวไม่สบายใจอย่าง รุนแรงผุดขึ้นมา! “สวบ!” มหาสมุทรสีดำที่ผสานรวมกับดินแดนเทพเจ้าใต้ฝ่า เท้าของเขาถูกท่อนกระดูกของสัตว์ยักษ์มวลดาราตัด แบ่งออกเป็นสองส่วน “เปรี๊ยะ!” ไข่มุกลี้ลับวารีดำเม็ดที่ถูกเจ้าสำนักเมฆามรกตทุกรุ่น ชุบหลอมเหมือนจะเกิดรอยปริแตก สายฟ้าสีเขียวหลายเส้นเปล่งวาบออกมาจากเบื้องใต้
มหาสมุทรสีดำ “โม่เชียนฝาน!” ซ่งเช่อฉวนสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนจะร่ายเวท ติดต่อกัน มือทั้งคู่สร้างตราอาคมตราแล้วตราเล่า ตราอาคมปกคลุมไปทั่วฟ้า ก่อนจะสาดเทลงมาดั่ง น้ำฝน ใช้ความลี้ลับของน้ำที่อ่อนโยนซึ่งสามารถ แทรกซอนเข้าไปได้ทั่วทุกรูขุมขนมากำราบโม่เชียน ฝานที่ถูกขังเอาไว้อีกครั้ง ทำให้เขาไม่สามารถสลัดได้ หลุด “อ๊าก!” ทว่าจู่ๆ ซ่งเช่อฉวนกลับร้องอุทานตกใจ เขาค้นพบด้วยความหวาดกลัวว่า จุดลึกในมหาสมุทร จิตวิญญาณของเขาที่มีริ้วคลื่นน้ำกระเพื่อม บัดนี้มีเงา ยักษ์พร่าเลือนเงาหนึ่งที่คล้ายจะเป็นสิ่งมีชีวิตเก่าแก่ที่
สามารถจับทุกชีวิตเป็นอาหารปรากฏขึ้นมาอย่าง ลึกลับ เงายักษ์นั้นเป็นภาพมายาไม่สามารถมองเห็นได้ เหมือนเขาคิดมันขึ้นมาเอง ทว่าปราณที่เงายักษ์นั่นปลดปล่อยออกมา เห็นได้ชัด ว่าคล้ายคลึงกับเนี่ยเทียนอย่างถึงที่สุด! “เป็นไปไม่ได้ ไม่มีทางเป็นเนี่ยเทียนไปได้…” ซ่งเช่อฉวนพึมพำอยู่ในใจ ส่ายหน้าไม่หยุด คิดจะสลัด ให้หลุดจากเงายักษ์มายานั่น คิดจะเตะความคิดชั่ว ร้ายออกไปจากหัวสมอง เพื่อที่ตัวเองจะได้กลับมามี สติอีกครั้ง ทว่าเงามายายักษ์นั่นกลับเปลี่ยนจากพร่าเลือนมาเป็น ชัดเจนมากขึ้นทุกขณะ “สัตว์ สัตว์ยักษ์มวลดาราตัวหนึ่ง!”
ปราณน่ากลัวของผู้ที่อยู่เหนือสุดของห่วงโซ่อาหารใน ยุคดั้งเดิมแผ่ปกคลุมไปทั่วฟ้าดิน เติมเต็มอยู่ทั่ว มหาสมุทรจิตวิญญาณของซ่งเช่อฉวน กลายมาเป็น แรงกดดันที่แม้แต่เขาก็ยังมิอาจแบกรับได้ไหว! ซ่งเช่อฉวนพลันกุมศีรษะแล้วร้องโหยหวนด้วยความ เจ็บปวด “ครืนๆ! ครืนๆๆ!” อานุภาพของคลื่นยักษ์เป็นระลอกที่เขาใช้คาถาชักนำ ถูกลดทอนลงไปเป็นจำนวนมาก แสงศักดิ์สิทธิ์ที่ปลดปล่อยออกมาจากวงแสงเป็นชั้นๆ รอบกายเนี่ยเทียนใช้พลังแห่งความพลุ่งพล่าน บิดเบือน ฉีกทึ้งโจมตีคลื่นยักษ์ที่ทับซ้อนกันให้แหลก สลายไปทีละชั้น “เปรี้ยง!” เสียงลั่นใสแจ๋วดังออกมาจากมหาสมุทรสีดำผืนนั้น
นาทีถัดมา กายธรรมแห่งเทพของโม่เชียนฝานก็ฝ่า ตราผนึกของมหาสมุทรสีดำแล้วเหยียบเข้ามาในฟ้า ดินที่แท้จริงได้อีกครั้ง โม่เชียนฝานร้องคำราม กายธรรมแห่งเทพที่ล้อมวน ไปด้วยสายฟ้าไร้ที่สิ้นสุดกระทืบลงไปบนมหาสมุทร ด้วยความเคียดแค้น คล้ายเหยียบลงไปบนอาวุธเทพ ไม่ดับสลายของสำนักเมฆามรกตอย่างไข่มุกลี้ลับวารี ดำ! “ตูมๆ!” คลื่นยักษ์โถมเทียมฟ้าคล้ายมังกรวารีหลายตัวที่ถูก กายธรรมแห่งเทพของโม่เชียนฝานเหยียบกระทืบ ริ้ว คลื่นจึงค่อยๆ สงบลง “ซ่งเช่อฉวน…” ใบหน้าของอวี๋ซู่อิงแห่งวังพิสุทธิ์เร้นลับเต็มไปด้วย
ความตกตะลึง ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับซ่งเช่อฉวน กันแน่ นางรู้แค่ว่าจิตวิญญาณของซ่งเช่อฉวนคล้ายจะถูกวัตถุ อะไรบางอย่างรุกรานเข้าไป หากไม่มีความผิดปกติเกิดขึ้นในมหาสมุทรจิต วิญญาณ เวทอาคมที่ซ่งเช่อฉวนร่ายออกมาและพลัง การกำราบของไข่มุกลี้ลับวารีดำย่อมไม่มีทางหมด ประสิทธิภาพ และโม่เชียนฝานก็ไม่อาจสลัดหลุดพ้น แล้วก็เพราะว่ามหาสมุทรจิตวิญญาณเสียการควบคุม ซ่งเช่อฉวนถึงได้แพ้ทั้งกระดาน! คาถาทะเลมรกตคลื่นเทียมฟ้าและไข่มุกลี้ลับวารีดำ ของเขาต่างก็เป็นภัยคุกคามที่แข็งแกร่งต่อทั้งเนี่ย เทียนและโม่เชียนฝาน ทว่าโม่เชียนฝานกลับสลัดหลุดจากมหาสมุทรสีดำนั่น
ส่วนเนี่ยเทียนก็สามารถใช้วงแสงพลังงานพร่างพราว ไปทำลายคาถาทะเลมรกตคลื่นเทียมฟ้าได้ “เจ้าสำนัก!” พวกแดนเอตทัคคะของสำนักเมฆามรกตที่หนีตาย ออกมาตอนดินแดนคลื่นมรกตแหลกสลาย พอเห็นว่า ซ่งเช่อฉวนเอามือกุมหัวร้องโอดครวญอย่างทำอะไร ไม่ถูก ก็พากันร้องตะโกนเตือนด้วยเสียงอันดัง รูจมูกของซ่งเช่อฉวนมีเลือดสดแดงฉานทะลักพรั่ง ออกมาอย่างที่มิอาจควบคุม “เจ้าสำนัก! สำนักล่มสลายไปแล้ว ดินแดนคลื่นมรกต ก็ถูกทำลาย ไม่จำเป็น ไม่จำเป็นต้องฝืนทนจนตัวเอง อาจตายไปด้วยนะ!” คนผู้หนึ่งแผดเสียงตะโกนดังลั่น ซ่งเช่อฉวนพลันตัวสั่นสะท้าน ดวงตาของเขาที่ฟื้นตื่นขึ้นมาจากความเลื่อนลอยทำ
อะไรไม่ถูกเต็มไปด้วยความเจ็บปวด แต่กลับเข้าใจ สถานการณ์ที่เผชิญอยู่ได้ในเสี้ยววินาที “สวบ!” กายธรรมแห่งเทพของเขาพลันผลุบหายเข้าไปใน มหาสมุทรสีดำมืด ผสานรวมเป็นหนึ่งเดียวกับไข่มุกลี้ ลับวารีดำ มหาสมุทรสีดำกลายเป็นธารสีดำทะมึนเส้นหนึ่งที่ดูด เอาผู้ฝึกลมปราณของสำนักเมฆามรกตมาไว้ภายใน แล้วกลายเป็นสายฟ้าสีดำหนึ่งเส้นที่พุ่งหายไป “พรวด!” สายฟ้าสีดำทะยานแหวกห้วงอวกาศออกไป พริบตาเดียวก็หายวับไร้ร่องรอย อวี๋ซู่อิงและโม่เชียนฝานที่เป็นแดนเทพเจ้าสองคน ลังเลอยู่เล็กน้อยก็ตัดสินใจไล่ตามไป
ทว่าผ่านไปเพียงแค่ครึ่งเดียว อวี๋ซู่อิงและโม่เชียนฝาน ก็ย้อนกลับมาอีกครั้ง “ทำไมหรือ?” ต่งลี่ถาม “ซ่งเช่อฉวนน่าจะยืมใช้รอยแยกห้วงมิติเส้นหนึ่งหาย ตัวไปจากดินแดนคลื่นมรกตแล้ว” โม่เชียนฝานแค่น เสียงเย็น “ตอนที่พวกเราตามไปก็เห็นว่ารอยแยกห้วง มิติเส้นหนึ่งกำลังประสานตัวเข้าด้วยกัน” “หงหมิงฮุย! ลัทธิจิตตวิสุทธิ์!” ต่งลี่มีสีหน้าดุดัน โม่เชียนฝานพยักหน้ารับ “น่าจะเป็นเขานั่นแหละ” “ฟิ้ว!” จนถึงบัดนี้ ท่อนกระดูกของสัตว์ยักษ์มวลดาราถึงได้ หวนกลับมาหาเนี่ยเทียนอีกครั้ง เนี่ยเทียนที่อยู่ในกระแสปั่นป่วนหุนตุ้นวงในลืมตาขึ้น มองท่อนกระดูกที่กลับมาด้วยสายตาแปลกประหลาด
ผู้ฝึกลมปราณที่แข็งแกร่งอย่างอวี๋ซู่อิงสามารถมอง ทะลุชั้นแสงวงนอกเข้าไปเห็นเนี่ยเทียนที่อยู่ในวงแสง ชั้นในได้ บัดนี้เมื่อมองเนี่ยเทียนที่ถือท่อนกระดูก ในสายตา ของพวกเขาก็เห็นว่า แม้เนี่ยเทียนจะมีรูปร่างเป็นเผ่า มนุษย์ ทว่ากลับให้ความรู้สึกที่บิดเบือนแก่พวกเขา ความรู้สึกเช่นนั้นก็คือความรู้สึกที่ว่า…เนี่ยเทียนกับ ท่อนกระดูกของสัตว์ยักษ์มวลดาราเป็นหนึ่งเดียวกัน พวกเขาไม่รู้ว่านี่เป็นเพราะพรสวรรค์การผสานรวม ชีวิตของเนี่ยเทียนยังคงทำงานอยู่ พวกเขาจึงรู้สึกแค่ ว่าเนี่ยเทียนในเวลานี้เหมือนสัตว์ยักษ์มวลดาราที่ห่ม หนังคนจึงปรากฎตัวในลักษณะของมนุษย์! “หรือว่าต้นกำเนิดสายเลือดของเนี่ยเทียนคือสัตว์ ยักษ์มวลดาราตัวหนึ่ง?” ความคิดที่บ้าคลั่งอย่างหนึ่งพลันผุดขึ้นมาในใจของ
ทุกคน! คนที่เกิดความคิดเช่นนี้ยังตกใจในความคิดของตัวเอง รีบส่ายหัวปฏิเสธเร็วไว “เป็นไปไม่ได้! นี่มันเป็นไปไม่ได้เด็ดขาด! ไม่ว่าอย่างไร สัตว์ยักษ์มวลดาราก็ไม่สามารถผสมพันธ์กับเผ่ามนุษย์ ได้! แล้วพวกเลือดผสมก็ไม่มีทางมีสายเลือดของสัตว์ ยักษ์มวลดาราเจือปน!” “สัตว์ยักษ์มวลดาราสูญพันธ์ไปตั้งนานแล้วนี่นา!” “คิดมากเกินไป ข้าคิดมากเกินไปแล้ว ทว่าทำไมเนี่ย เทียนถึงสามารถใช้ท่อนกระดูกนั่นได้อย่างง่ายดาย ทั้งยังสามารถกระตุ้นพรสวรรค์ทางสายเลือดตอนที่ สัตว์ยักษ์มวลดารามีชีวิตอยู่ได้อีกด้วย?” ความฉงนสนเท่ห์ ประหลาดใจ ไม่เข้าใจล้อมวนอยู่ใน หัวใจของทุกคน “ซ่งเช่อฉวนหนีไปทั้งอย่างนี้น่ะหรือ?”
ผ่านไปพักใหญ่ จางฉี่หลิงถึงพูดขึ้นอย่างยากลำบาก “ดินแดนคลื่นมรกตถูกทำลาย ซ่งเช่อฉวนถอยหนีไป กลางคัน!” เสียงฮือฮาดังเซ็งแซ่ออกมาจากปากของแดนว่างเปล่า แดนเอตทัคคะ รวมไปถึงภายในของเรือรบทาง ช้างเผือกที่จอดรออยู่ “เนี่ยเทียน!” ในที่สุดซินฉิงและหันหว่านหรงก็สลัดพันธนาการที่ซ่ง เช่อฉวนทิ้งไว้ได้หลุด และสามารถใช้พลังของตัวเอง มาโบยบินอยู่ท่ามกลางทางช้างเผือกอีกครั้ง คนทั้งสองพากันมาหยุดยืนอยู่ใกล้ๆ กับวงแสง ชั้นนอกด้วยความดีใจ แล้วหันหว่านหรงก็ตะโกนขึ้น ว่า “ตอนที่ถูกซ่งเช่อฉวนคุมตัวกลับมา ผู้อาวุโสจู่ กวางเหย้าของสำนักพวกเราได้ทำความเข้าใจกับ ความลี้ลับแห่งเทพของคาถาสุริยาแผดเผา! ตอนนี้ผู้
อาวุโสจู่กวางเหย้ากำลังอยู่ในดวงอาทิตย์ร้อนแรงดวง หนึ่งเพื่อดูดซับพลังแห่งดวงอาทิตย์มาเลื่อนขอบเขตสู่ แดนเทพเจ้า!” ในดวงตาของซินฉิงที่เยียบเย็นประหนึ่งดวงจันทร์มี ประกายแสงแห่งความหวังและความตื่นเต้นกะพริบ พราว “เนี่ยเทียน เจ้าสามารถช่วยให้เจ้าสำนักโม่ฝ่าสู่ แดนเทพเจ้าได้ แล้วจะช่วยเขาได้หรือไม่?” คนทั้งสองเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากที่พวกนาง แยกกับเนี่ยเทียนในดินแดนหุบน้ำแข็งคร่าวๆ เนี่ยเทียนเองก็พลันเข้าใจว่าเหตุใดซ่งเช่อฉวนถึงไม่ได้ ปรากฎตัวตอนที่เขาสังหารซ่งไห่ชิงและเฟิงเจี๋ยหลิง เพราะเดิมทีเขากำลังกำราบจู่กวางเหย้า ขัดขวาง ไม่ให้จู่กวางเหย้าเลื่อนสู่แดนเทพเจ้าได้สำเร็จ “ช่วยให้จู่กวางเหย้าฝ่าทะลุสู่แดนเทพเจ้า?” “หรือเรื่องที่เล่าลือกันจะเป็นความจริง? บุตรแห่ง
ดวงดาวอย่างเนี่ยเทียนผู้นี้มีความสามารถช่วยเพิ่ม ความเป็นไปได้ที่แดนเอตทัคคะเลื่อนจะสู่แดนเทพเจ้า ให้มากขึ้นได้จริงๆ หรือ?” “หากไม่ใช่แบบนั้น แล้วโม่เชียนฝานจะเลื่อนสู่แดน เทพเจ้าได้อย่างไร?” “หากไม่ใช่เช่นนั้นแล้วผู้เฒ่าประหลาดอย่างอิ่นสิง เทียนจะยืนกรานติดตามเขาทำไม?” “แล้วก็อวี๋ซู่อิงอีกคน เจ้าคิดว่าพวกเขาโง่นักหรือไร?” หลังจากที่ซินฉิงและหันหว่านหรงเอ่ยประโยคนั้นจบ ทุกคนก็วิจารณ์กันเสียงดังเป็นพลุแตก สายตาของทุก คนที่มองไปยังเนี่ยเทียนล้วนเต็มไปด้วยความบ้าคลั่ง ประหนึ่งมองเห็นทวยเทพตัวจริงที่กำลังทะยานตัวขึ้น สู่ฟากฟ้าไปทีละนิด! แดนเอตทัคคะที่อยู่ตรงนี้มีจำนวนเยอะมาก แดน เอตทัคคะช่วงท้ายก็มีอยู่หลายคน!
หากไม่ผิดไปจากที่คาด แดนเอตทัคคะช่วงท้ายอย่าง พวกเขา บางคนอาจจะไม่สามารถเลื่อนสู่แดนเทพเจ้า ได้ตลอดชีวิต หรือไม่ตอนที่ฝ่าทะลุสู่แดนเทพเจ้าก็ อาจจะตายไป ใครที่เอาวิญญาณหนีไปได้ก็นับว่าโชค ดีแล้ว แดนเอตทัคคะนับพันคน สุดท้ายคนที่ได้เลื่อนสู่แดน เทพเจ้าเกรงว่าคงมีแค่คนสองคนเท่านั้น บัดนี้พอคิดว่ามีคนคนหนึ่งที่สามารถช่วยเพิ่มอัตรา การเลื่อนสู่แดนเทพเจ้าให้กับแดนเอตทัคคะ แล้วพวก เขาจะไม่คลุ้มคลั่งได้อย่างไร? ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 43 บทที่ 1285 ช่วยให้แย่?
ทิศใต้ของทางช้างเผือก ในดวงอาทิตย์ร้อนแรงที่ปลดปล่อยแสงและความร้อน มีเงาร่างหนึ่งซึ่งค่อยๆ ยืดสูงกำลังรวบรวมกายธรรม แห่งเทพ “ฟู่วๆ!” ไฟที่แท้จริงของดวงอาทิตย์อาบชำระเรือนกายนั้น เปลวเพลิงดั่งฝนที่สาดเทลงมาแล้วผสานรวมเข้ากับ กายธรรมแห่งเทพ ทว่าระหว่างที่กายธรรมแห่งเทพนี้ค่อยๆ ขยายใหญ่ ขึ้นเรื่อยๆ กลับใช้เวลานานเกินไป “อู้! อู้ๆ!” เงาร่างมากมายขับเคลื่อนแดนว่างเปล่า แดน
เอตทัคคะและกายธรรมแห่งเทพให้มารวมกันจากสี่ ด้านแปดทิศ จุดลึกของดวงอาทิตย์ จู่กวางเหย้าที่ยังตั้งใจฝึกตน และเก็บสะสมไฟที่แท้จริงของดวงอาทิตย์มาอย่าง ต่อเนื่องพลันลืมตาโพลง ก่อนจะปล่อยอำนาจจิตให้ ไหลกรากออกไป “พรวด!” แสงศักดิ์สิทธิ์ของดวงอาทิตย์สาดเทออกมาตรวจสอบ ไปทั่วทั้งท้องฟ้า “จางฉี่หลิง ลี่ว่านฝ่า อวี๋ซู่อิง…” ยิ่งกวาดอำนาจจิตตรวจสอบ จู่กวางเหย้าก็ยิ่งตก ตะลึงมากขึ้นเท่านั้น ขนาดกายธรรมแห่งเทพที่ค่อยๆ ขยายใหญ่ของเขายังแกว่งไกว เห็นได้ชัดถึงคลื่น อารมณ์ที่กระเพื่อมไหวของเขา “หรือว่า พวกเขาถูกสำนักเมฆามรกตเชิญตัวมา?”
ซ่งเช่อฉวนเพิ่งจากไปได้ไม่นาน กว่าจู่กวางเหย้าจะ หายใจหายคอได้คล่องไม่ใช่เรื่องง่าย เวลานี้เขาคิดจะ ฉวยโอกาสฝ่าสู่แดนเทพเจ้าอย่างเต็มกำลัง ทางที่ดี ที่สุดคือสามารถเลื่อนขอบเขตได้อย่างมั่นคงก่อนที่ซ่ง เช่อฉวนจะกลับมา แน่นอน เขาเข้าใจดีว่าระหว่างนี้จะมีความยากลำบาก แค่ไหน และมันเป็นจริงได้ยากมากแค่ไหน การฝ่าทะลุสู่ขอบเขตแดนเทพเจ้ามักจะต้องได้รับ ความช่วยเหลือจากหลายๆ ทางเสมอ วัตถุดิบวิเศษที่มากพอ การสั่งสมตลอดเวลานับหมื่นปี สิ่งเหล่านี้ถึงจะทำให้คนคนหนึ่งใช้อัตราความสำเร็จที่ น้อยนิดข้ามผ่านพันธนาการของขอบเขต เลื่อนเข้าสู่ แดนเทพเจ้าได้ แม้ว่าเขาจะบรรลุคาถามหัศจรรย์และพบเจอกับดวง อาทิตย์ร้อนแรงดวงหนึ่งในสภาวะที่จนตรอกพอดี
แต่การฝ่าทะลุของเขาก็เป็นไปอย่างจนใจ เป็นเพราะ ถูกบีบบังคับให้ต้องทำ อีกทั้งการเลื่อนขอบเขตของเขาก่อนหน้านี้ยังถูกซ่งเช่ อฉวนก่อกวนกำราบอยู่หลายครั้ง เป็นเหตุให้การฝ่า ทะลุขั้นในช่วงแรกเริ่มสุดของเขาเกิดปัญหา ซ่งเช่อฉวนจากไปแล้ว แต่ปัญหานี้ก็ไม่สามารถ คลี่คลายได้ทันที ซ้ำเขายังไม่แน่ใจด้วยว่าซ่งเช่อฉวน จะกลับมาเมื่อไหร่ นอกจากนี้ซินฉิง หันหว่านหรงและเรือรบทาง ช้างเผือกลำที่พวกเขาโดยสารมายังถูกซ่งเช่อฉวนพา ตัวไป เป็นตายไม่รู้แน่ชัด แล้วจู่ๆ แดนเอตทัคคะจำนวนมากก็กรูกันมาที่นี่ จู่ กวางเหย้าจึงคิดไปในทางเลวร้ายทันที นึกว่าซ่งเช่ อฉวนแห่งสำนักเมฆามรกตไปเชิญตัวพวกเขามา สังหารตน
“คนเหล่านี้มาปรากฏตัวในช่วงเวลาที่เปราะบาง เช่นนี้ เพราะคิดจะสังหารข้าอย่างนั้นหรือ?” จู่กวาง เหย้ายิ้มสมเพชตัวเอง “กวางเหย้า!” ทันใดนั้นเสียงของซินฉิงก็ดังออกมาจากริมขอบของ วงแสงที่พร่างพราวแถบหนึ่ง จู่กวางเหย้าตะลึงงัน พอหันไปเพ่งมองถึงสังเกตเห็นซิ นฉิงและหันหว่านหรงสองคนที่ปรากฏตัวอยู่ห่างไป ไกล โม่เชียนฝานและอิ่นสิงเทียนแห่งสำนักกระบี่เมฆา คล้อยก็ขนาบอยู่ข้างกายพวกนางทั้งสองด้วย เขายังไม่ทันสังเกตเห็นเนี่ยเทียนที่ยังคงอยู่ในจุดลึก ของกระแสปั่นป่วนหุนตุ้นซึ่งถูกพลังงานพลุ่งพล่าน กลบทับในทันที “ฟิ้ว!”
เพราะว่าเสียพลังมากเกินไป หันหว่านหรงและซินฉิง จึงถูกโม่เชียนฝานกับอิ่นสิงเทียนพาทะยานผ่านกลุ่ม ของแดนเอตทัคคะ ขยับเข้ามาใกล้ดวงอาทิตย์แผด เผาดวงนั้น ระหว่างที่บินมา แดนเอตทัคคะทุกคนต่างก็หลีกทาง ให้พวกนาง “พวกเจ้า ไม่เป็นไรรึ?” เสียงของจู่กวางเหย้าดังขาดๆ หายๆ เมื่อเขาเปิดปากพูด ความเร็วของกายธรรม แห่งเทพกลางดวงอาทิตย์ที่เพิ่มระดับขึ้นสูงก็ชะลอตัว ลงไป “กวางเหย้า! เจ้าไม่ต้องพูด จงพยายามฝ่าทะลุ ขอบเขตของเจ้าต่อไป แค่ฟังพวกเราพูดก็พอแล้ว” ซิ นฉิงรีบอธิบาย “พวกเราปลอดภัยแล้ว! ทุกคนไม่เป็น อะไร เนี่ยเทียนแห่งสำนักเราเดินทางจากดินแดนพง ฟ้า ผ่านดินแดนมหาสมุทรศักดิ์สิทธิ์ ดินแดนแอ่งมืด
ตลอดทาง…” หันหว่านหรงเองก็ช่วยพูดเสริม ไม่นานการกระทำอันยิ่งใหญ่แต่ละอย่างของเนี่ยเทียน ก็ถูกพวกนางสองคนเล่าออกมาหมด จู่กวางเหย้ารับฟังด้วยใจที่ยินดี ความไม่สบายใจ ทั้งหมดพลันจางหายไป “เนี่ยเทียนมาที่นี่เพราะอยากจะหาวิธีช่วยเจ้า ทำให้ เจ้าฝ่าสู่แดนเทพเจ้าได้ราบรื่นมากขึ้น!” ซินฉิงกล่าว เป็นประโยคสุดท้าย “ช่วยให้ข้า ฝ่าทะลุสู่แดนเทพเจ้า?” จู่กวางเหย้า ตะลึงงัน “ฝ่าทะลุสู่แดนเทพเจ้าเป็นเรื่องง่ายขนาด นั้นเสียเมื่อไหร่ ข้า…” ในเรื่องนี้ ยากที่จะเขาจะเชื่อได้ “อู้!”
เนี่ยเทียนที่ร่างถูกห้อมล้อมไว้ด้วยวงแสงพร่างพราว ขยับเข้ามาใกล้ดวงอาทิตย์ดวงนั้นช้าๆ เป็นเหตุให้ แดนเอตทัคคะทุกคนพากันเลี่ยงถอยหลบห่างโดย อัตโนมัติ สนามแม่เหล็กที่เต็มไปด้วยความพลุ่งพล่าน บิดเบือน ฉีกกระชากค่อยๆ หยุดลงในที่สุด ไม่แผ่กระเพื่อมอีก ต่อไป “ฟู่วๆ!” ทว่าแสงและความร้อนที่ปล่อยออกมาจากดวง อาทิตย์ดวงนั้นกลับถูกสนามแม่เหล็กที่ล้อมวนอยู่รอบ กายเนี่ยเทียนดึงเอาพลังงานความร้อนและไฟที่ แท้จริงออกไป จู่กวางเหย้าร้องอุทานตกใจ “นี่ นี่ไม่ได้มาช่วยข้าเลย นะ!” การไหลหายไปของพลังงานความร้อนและไฟที่
แท้จริงของดวงอาทิตย์เป็นเหตุให้การก่อสร้างกาย ธรรมแห่งเทพของเขาเชื่องช้ากว่าเก่าเสียอีก อัตราความสำเร็จในการชะลอการก่อกายธรรมแห่ง เทพที่ซ่งเช่อฉวนแห่งสำนักเมฆามรกตพยายามอย่าง สุดความสามารถก่อนหน้านี้ยังไม่สูงเท่าที่เนี่ยเทียนทำ ได้เลยด้วยซ้ำ จู่กวางเหย้าจึงพลันลนลาน “เอ่อ…” ซินฉิงและหันหว่านหรง รวมถึงพวกผู้แข็งแกร่ง อย่างอวี๋ซู่อิงเห็นท่าไม่ดี สายตาแต่ละคนก็เต็มไปด้วย แววแปลกใจ “เนี่ยเทียนจะทำอะไรน่ะ?” จางฉี่หลิงส่ายหัวด้วย ความฉงนสนเท่ห์ “สนามแม่เหล็กนั่นดูดซับเอาพลัง ในห้วงจักรวาลเข้าไป พลังงานประหลาดทั้งหมดล้วน อยู่ในขอบเขตการดูดซับของมัน พลังงานความร้อน
จากดวงอาทิตย์ เปลวเพลิงจากดวงอาทิตย์ก็ล้วนถูก ดูดเข้าไปด้วย!” “เส้นทางการเป็นแดนเทพเจ้าของจู่กวางเหย้าต้อง อาศัยเปลวเพลิงแห่งดวงอาทิตย์ที่ลุกท่วมนั่น ต่างหาก!” ลี่ว่านฝ่าตะโกนเสียงดัง “เห็นๆ กันอยู่ว่าเนี่ยเทียนช่วยให้แย่ยิ่งกว่าเก่า! พอ เขาเข้าไปใกล้แบบนี้ เกรงว่าคงเป็นการตัดขาด เส้นทางการพัฒนาของจู่กวางเหย้าแล้ว!” มีคนคำราม ขึ้นเบาๆ “ข่าวลือเชื่อไม่ได้เลยจริงๆ! ข้าก็ว่าแล้วไง แค่บุตร แห่งดวงดาวคนหนึ่งจะอาศัยอะไรถึงทำให้โม่เชียน ฝานที่มีพรสวรรค์แบบนี้เลื่อนสู่แดนเทพเจ้าได้?” “เกรงว่าโม่เชียนฝานคงเห็นแก่บุญคุณของโม่เหิง แล้ว พอโชคดีฝ่าทะลุขอบเขตมาได้เลยยกคุณความชอบ ให้กับเนี่ยเทียน จงใจทำให้ผู้เฒ่าประหลาดอย่าง
อิ่นสิงเทียนเข้าใจผิดกระมัง” “ถูกต้อง! โม่เชียนฝานต้องเห็นแก่บุญคุณของโม่เหิง ถึงได้บอกว่าการฝ่าทะลุขอบเขตของเขาเป็นเพราะ เนี่ยเทียนแน่นอน!” “ผู้เฒ่าประหลาดอิ่นติดอยู่ในก้าวนี้มานานหลายปี พอถูกเขาพูดให้เข้าใจผิดก็เลยเต็มใจทุ่มเทถวายหัวให้ เนี่ยเทียนล่ะมั้ง?” แขกจากต่างแดนพากันวิจารณ์บิดเบือนเรื่องจริงกัน ให้แซ่ด แม้แต่อวี๋ซู่อิงแห่งวังพิสุทธิ์เร้นลับเองก็ยังขมวดคิ้ว น้อยๆ เริ่มแยกไม่ออกแล้วว่าเรื่องไหนจริง เรื่องไหน เท็จ นางเคยเห็นความมหัศจรรย์มากมายของเนี่ยเทียนกับ ตาตัวเอง ทว่าการฝ่าทะลุขอบเขตของโม่เชียนฝาน นางไม่ได้เห็นเองกับตา เพียงแค่ฟังจากคนอื่นมา
เท่านั้น แล้วก็เพราะฝากความหวังไว้ที่ตัวเนี่ยเทียน นางถึงได้ ยอมช่วยเหลือเนี่ยเทียนแบบสุดใจ ทั้งยังยอมแตกหัก กับสำนักเมฆามรกต ทว่าตอนนี้ เนี่ยเทียนที่พกพาเอาสนามแม่เหล็ก ประหลาดนั่นมา ก็เห็นได้ชัดว่าเป็นการทำลายการฝ่า ทะลุแดนเทพเจ้าของจู่กวางเหย้า เรียกว่าช่วยเหลือ เสียที่ไหน? หากว่าเนี่ยเทียนมีความสามารถเพียงแค่นี้ แล้วศิษย์ น้องของนางอย่างหันชิงล่ะ เนี่ยเทียนจะยังช่วยได้ หรือเปล่า? แล้วการที่นางเอาอนาคตของวังพิสุทธิ์เร้นลับมาวาง เดิมพันไว้ที่เนี่ยเทียน ไม่เสียดายที่ต้องแตกหักกับ พรรคเงามืด สำนักบุกเบิกฟ้า จะเป็นการกระทำที่ วู่วาม เขลาเกินไปหรือเปล่า?
“ดวงอาทิตย์ร้อนแรงดวงหนึ่ง เปลวเพลิงดวงอาทิตย์ พลังงานความร้อน…” เนี่ยเทียนที่อยู่ในกระแสปั่นป่วนหุนตุ้นหรี่ตาลงรับ สัมผัสอย่างละเอียด คอยจับตามองทุกการ เปลี่ยนแปลงของเมล็ดพันธ์เปลวเพลิงที่อยู่ในแดนว่าง เปล่าเปลวเพลิงซึ่งล้อมวนอยู่รอบกายอย่างใกล้ชิด เมล็ดพันธ์เปลวเพลิง แดนว่างเปล่าเปลวเพลิงของเขา ดูดเอาพลังงานความร้อนและไฟที่แท้จริงของดวง อาทิตย์ที่สนามแม่เหล็กพลุ่งพล่านเพิ่งดึงเข้ามาเมื่อครู่ นี้ “แดนว่างเปล่าเปลวเพลิงของข้าสามารถชักดึง พลังงานเปลวเพลิงทั้งหมดมาจากพลังงานที่วงแสง ด้านนอกดึงมาได้” พอคิดอย่างนี้เขาก็เริ่มขยับตัว รักษาระยะห่างออก จากดวงอาทิตย์ร้อนแรงและจู่กวางเหย้า
จู่กวางเหย้าที่อยู่ในดวงอาทิตย์ผ่อนลมหายใจโล่งอก ทันที ทั้งยังพูดกับเนี่ยเทียนว่า “เนี่ยเทียน เจ้า เจ้า อย่าเข้ามาใกล้ข้าเกินไปนัก วงแสงพลังงานรอบกาย เจ้าน่ากลัวเกินไป” เขาปฏิเสธความหวังดีของเนี่ยเทียนอย่างชัดเจน พอได้ยินเขาพูดแบบนี้ สีหน้าของซินฉิงและหันหว่าน หรงต่างก็กระอักกระอ่วนอย่างมาก พวกนางเกลี้ยกล่อมให้เนี่ยเทียนมาช่วยจู่กวางเหย้า ฝ่าทะลุสู่แดนเทพเจ้าให้ได้ แต่ผลกลับกลายเป็นว่ายิ่ง ทำให้จู่กวางเหย้าตกอยู่ในสภาวะเป็นฝ่ายถูกกระทำ และยิ่งอันตรายมากกว่าเดิม พวกนางต่างก็รู้สึกผิดต่อจู่กวางเหย้า “การฝ่าทะลุสู่แดนเทพเจ้า กุญแจสำคัญอยู่ที่การ เปลี่ยนแปลงของดินแดนเทพเจ้าและการสร้างกาย ธรรมแห่งเทพ สิ่งที่จู่กวางเหย้าขาดคืออะไรกันแน่?
แค่ไฟที่แท้จริงของดวงอาทิตย์และพลังความร้อน เท่านั้นหรือ?” เนี่ยเทียนครุ่นคิด ก่อนจะปลดปล่อยกระแสจิตให้ว่า ยวนอยู่ในดินแดนว่างเปล่าเปลวเพลิงของเขา ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 43 บทที่ 1286 สร้างแดนเทพเจ้าอีกครั้ง!
การเลื่อนสู่แดนเทพเจ้าของโม่เชียนฝานอาศัยผลึกมลี้ ลับที่ชุบหลอมมาจากหัวใจของปลาวาฬกลืนอสนี ทางฝ่ายของจู่กวางเหย้า เขาไม่มีผลึกลี้ลับอย่างนั้น เขาที่ถูกพวกซินฉิงพูดโน้มน้าวก็แค่อยากจะมาดู สถานการณ์ของจู่กวางเหย้าเท่านั้น ช่วงแรกเริ่มเขาไม่ได้คิดที่จะช่วยให้จู่กวางเหย้าเลื่อน สู่แดนเทพเจ้าได้อย่างราบรื่นจริงๆ ด้วยซ้ำ แต่บัดนี้เขาพลันค้นพบว่าสายตาของแดนว่างเปล่า และแดนเอตทัคคะทุกคนที่มองเขาผิดปกติไปจากเดิม “การฝ่าทะลุสู่แดนเทพเจ้าอาศัยการสร้างกายธรรม แห่งเทพ และการแปรเปลี่ยนของกายธรรมแห่งเทพ นอกจากจะมีการสั่งสมพลังที่มากพอแล้ว ยัง
จำเป็นต้องบรรลุถึงกฎเกณฑ์ของวิถียิ่งใหญ่ซึ่งเป็น แกนกลางสำคัญด้วย” ทันใดนั้นเสียงของโม่เชียนฝานที่กลายมาเป็นสายฟ้า เส้นเล็กบางจนตาเปล่ามองไม่เห็นก็ดังขึ้นที่ข้างหูของ เนี่ยเทียน โม่เชียนฝานบอกให้เขารู้ถึงเคล็ดลับการฝ่าทะลุสู่แดน เทพเจ้า “ที่ข้าสามารถสร้างกายธรรมแห่งเทพขึ้นมาได้ ก็ เพราะมีค่ายกลของสำนักอสนีสวรรค์คอยชักนำบ่อ สายฟ้า ทว่าสิ่งที่กระตุ้นข้าอย่างแท้จริงไม่ใช่พลัง สายฟ้าที่ซ่อนอยู่ในบ่อสายฟ้า แต่เป็นผลึกแกนกลาง สำคัญของปลาวาฬกลืนอสนีก้อนนั้น!” “ในก้อนผลึกซุกซ่อนความมหัศจรรย์ทางสายเลือด ของปลาวาฬกลืนอสนีระดับสิบเอาไว้ ซึ่งมัน สอดคล้องกับวิชาสายฟ้าที่ข้าใช้ฝึกตนพอดี”
“แล้วก็เพราะว่าผลึกก้อนนั้นผสานรวมเข้ากับแดน เทพเจ้าของข้า โซ่ผลึกสายเลือดที่อยู่ด้านในถูกข้า นำมาชุบหลอมเป็นกฎเกณฑ์แห่งสายฟ้า ทำให้ข้า บรรลุหลักแห่งสายฟ้าอีกอย่างหนึ่ง นั่นถึงทำให้ข้า สร้างกายธรรมแห่งเทพได้สำเร็จราบรื่น” “การสร้างกายธรรมแห่งเทพของจู่กวางเหย้า นอกจากต้องอาศัยไฟที่แท้จริงของดวงอาทิตย์จำนวน มากกว่าเดิมแล้ว เขายังต้องมีความรู้ต่อวิชาและความ ลี้ลับในการฝึกตนมากขึ้นถึงจะได้” “…” โม่เชียนฝานอธิบายเรื่องความลี้ลับในการฝ่าทะลุสู่ แดนเทพเจ้าให้เนี่ยเทียนฟังอย่างละเอียดโดยไม่มี ท่าทีรำคาญใจ คนอื่นอาจสงสัยว่าการฝ่าทะลุของเขาไม่เกี่ยวข้อง กับเนี่ยเทียน มีเพียงตัวเขาเองเท่านั้นที่เข้าใจดีว่าหาก
ไม่มีผลึกแห่งความลี้ลับที่เนี่ยเทียนนำมามอบให้ก้อน นั้น กายธรรมแห่งเทพของเขาก็ไม่สามารถสร้าง ออกมาสำเร็จได้เลย เพียงแต่ว่าทางฝ่ายของจู่กวางเหย้านี้ เนี่ยเทียนจะหา ผลึกแห่งความลี้ลับอีกก้อนหนึ่งมาช่วยได้หรือไม่? เขาเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน “ด้านหนึ่งคือการสั่งสมพลังดวงอาทิตย์ อีกด้านหนึ่ง คือความเข้าใจที่มีต่อวิชาคาถา” เนี่ยเทียนใคร่ครวญ “แดนว่างเปล่า แดนเอตทัคคะ แดนเทพเจ้า การ เลื่อนขั้นของแต่ละระดับแตกต่างกันออกไป แดนเทพ เจ้าย่อมยากกว่าอยู่แล้ว” “ท่ามกลางสนามแม่เหล็กรอบนอกที่ล้อมวนอยู่รอบ กายข้า มีพลังงานความร้อน มีไฟที่แท้จริงของดวง อาทิตย์ ซ้ำยังซับซ้อนอย่างมาก เป็นไปได้ไหมที่จะ…” เมื่อความคิดนี้เกิดขึ้น ดาวตกเปลวเพลิงหลายเส้นก็
พลันได้รับการชักนำจากกระแสปั่นป่วนหุนตุ้นให้บิน ออกไปจากวงแสงพร่างพราวชั้นนอก ดาวตกเปลวเพลิงทุกเส้นต่างก็ลากเส้นแสงเป็นทาง ยาวที่ส่องประกายสีแดงระยิบระยับตามหลังไป นับตั้งแต่ที่เดินทางจากดินแดนพงฟ้ามุ่งหน้ามายัง ดินแดนคลื่นมรกต ตลอดทางนี้เขาก็ได้พบดวงอาทิตย์ หลายดวงโดยบังเอิญ แล้วก็ดูดซับเอาเปลวเพลิงของ ดวงอาทิตย์มามากมาย พลังงานเหล่านั้นล้วนเป็นส่วนหนึ่งของสนามแม่เหล็ก ที่ถูกชำระล้างไปทีละนิด จึงบริสุทธิ์เข้มข้นยิ่งกว่า บัดนี้พลังงานที่ดูดซับมาจากดวงอาทิตย์ร้อนแรงซึ่ง อยู่ในสนามแม่เหล็กวงนอกถูกเขาดึงออกมาเป็นเส้นๆ แล้วสั่งให้บินไปหาดวงอาทิตย์ดวงนั้น “ปราณดวงอาทิตย์ร้อนแรงที่บริสุทธิ์อย่างมาก!” “พลังงานความร้อนจากดวงอาทิตย์! เปลวเพลิงลุก
ไหม้ซึ่งก็เป็นความร้อนสูงสุดของดวงสุริยา เหมือนกัน!” “พลังงานความร้อนขุมนี้ช่างน่าตะลึงยิ่งนัก! บุตรแห่ง ดวงดาวผู้นี้สั่งสมมันไว้ได้อย่างไร? พลังงานที่น่ากลัว ขนาดนี้หากคิดจะสังหารแดนว่างเปล่าสักคนก็ ง่ายดายยิ่งนัก!” ทุกคนร้องอุทานตกใจ “ฟิ้ว! ฟิ้วๆๆ!” ดาวตกเปลวเพลิงหลายเส้นกระแทกลงไปยังกาย ธรรมแห่งเทพของจู่กวางเหย้าที่กำลังแปรสภาพอย่าง เชื่องช้าด้วยความแม่นยำสุดขีด “ประเสริฐยิ่ง!” กายธรรมแห่งเทพของจู่กวางเหย้าพลันแผดเสียงไชโย โห่ร้องด้วยความแช่มชื้น เมื่อกายธรรมแห่งเทพของ เขายืดขยายสูงขึ้น ตรงท้ายทอยของเขาก็มีวงแสง
พร่างพราววงหนึ่งปรากฏขึ้นมาอย่างเงียบเชียบ วงแสงนั้นเป็นดั่งรัศมีของดวงอาทิตย์ที่ส่องประกาย แสงศักดิ์สิทธิ์ร้อนแรง “ความเร็วในการสร้างกายธรรมแห่งเทพของเขาเร็ว ขึ้นกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด!” บางคนที่มองต้นสาย ปลายเหตุออก ดวงตาก็พลันฉายประกายเจิดจ้า “ล้วนเป็นเพราะดาวตกเปลวเพลิงที่บินออกมาจาก สนามแม่เหล็กของเนี่ยเทียน มันทำให้การสั่งสม พลังงานดวงอาทิตย์ของจู่กวางเหย้าเพิ่มขึ้นอีกหลาย เท่า!” “เนี่ยเทียนช่วยจู่กวางเหย้าได้จริงๆ ด้วย!” “หึ! การสร้างกายธรรมแห่งเทพไม่ได้พึ่งพาแค่การสั่ง สมพลังวิญญาณอย่างเดียวเท่านั้น ยังจำเป็นต้อง บรรลุกฎเกณฑ์แห่งสัจธรรมที่ลึกซึ้งด้วยถึงจะได้!” “ถูกต้อง! การฝ่าทะลุขอบเขตของจู่กวางเหย้าไม่มี
ทางสำเร็จได้ง่ายดายเพียงนี้!” ทุกคนวิพากษ์วิจารณ์เสียงดังขรม “อู้!” เปลวเพลิงสีส้มอมแดงกลุ่มหนึ่งบินออกไปจาก ดินแดนเปลวเพลิงของเนี่ยเทียน แล้วตรงดิ่งเข้าหา ดวงอาทิตย์ร้อนแรงดวงนั้น พอเปลวเพลิงนี้เผยตัว ผู้ฝึกลมปราณแดนว่างเปล่า และแดนเอตทัคคะทุกคนที่ฝึกวิชาธาตุเปลวเพลิงต่าง ก็พากันหน้าเปลี่ยนสี ไม่รู้ว่าทำไม เปลวเพลิงเล็กๆ กลุ่มนั้นถึงได้ทำให้แดน ว่างเปล่าและแดนเอตทัคคะของพวกเขาเกิดปฏิกิริยา ตอบสนองที่รุนแรงเช่นนี้! ราวกับว่าหากเปลวเพลิงกลุ่มนั้นต้องการ มันก็จะ สามารถดึงเอาพลังวิญญาณเปลวเพลิงที่อยู่ในแดน ว่างเปล่าและแดนเอตทัคคะของพวกเขาไปได้ตามใจ
ชอบ! “ทำไมเปลวเพลิงกลุ่มนั้นถึงได้ทำให้ข้ารู้สึกหวาดกลัว เหมือนมันเป็นต้นกำเนิดแห่งหมื่นอัคนีเช่นนี้?” “แปลก! แปลกจริงๆ พอเปลวเพลิงกลุ่มนั้นปรากฏตัว ข้าก็เกิดความหวาดผวา ราวกับว่าแดนเอตทัคคะของ ข้าจะถูกมันควบคุมได้อย่างง่ายดายอย่างไรอย่าง นั้น!” “พวกเจ้าก็รู้สึกแบบนี้เหมือนกันหรือ?” ผู้ฝึกลมปราณแดนว่างเปล่าและแดนเอตทัคคะแต่ละ คนระเบิดเสียงพูดคุยดังเป็นข้าวตอกแตก พวกเขาจ้องมองเปลวเพลิงกลุ่มนั้นพลางถอยหนีโดย ไม่รู้ตัว เปลวเพลิงสีส้มอมแดงไปหยุดอยู่ตรงกลางแสงรัศมีที่ ดวงอาทิตย์ดวงนั้นปลดปล่อยออกมา ก่อนที่มันจะส่ง
คลื่นประหลาดเป็นระลอกออกไปราวกับสิ่งมีชีวิตที่มี จิตสำนึกเป็นของตัวเอง “พรวดๆๆ!” เส้นเปลวเพลิงที่เป็นผลึกใสหลายเส้นพลันก่อตัว ขึ้นมาท่ามกลางดวงอาทิตย์ร้อนแรงที่มีไฟลุกท่วม อย่างเงียบเชียบ “เส้นผลึกเพลิงฟ้า!” “เปลวเพลิงกลุ่มนั้นดึงเอาเส้นผลึกเพลิงฟ้าออกมา ตรงๆ เลยนี่นา!” “เส้นผลึกเพลิงพิภพคือแก่นของเปลวเพลิงที่ก่อตัว ขึ้นมาจากใจกลางเปลวเพลิงที่เดือดพล่านของดินแดน ส่วนเส้นผลึกเพลิงฟ้านั้นคือการก่อตัวทีละนิดจาก พลังงานความร้อนอันเป็นแกนกลางของดวงอาทิตย์” “ไม่ว่าจะเป็นเส้นผลึกเพลิงพิภพหรือเส้นผลึกเพลิงฟ้า ก็ล้วนนาบประทับสัจธรรมความจริงแห่งเพลิงพิภพ
และเพลิงฟ้าเอาไว้ทั้งสิ้น!” “มีเพียงคนที่ฝึกวิชาเปลวเพลิงและต้องฝ่าทะลุสู่แดน เทพเจ้าแล้วเท่านั้น ถึงจะสามารถดึงเอาเส้นผลึกเพลิง ฟ้าจากดวงอาทิตย์ดวงหนึ่งมาผสานรวมกับแดนเทพ เจ้าของตัวเองเพื่อทำความเข้าใจกับมันได้!” “เปลวเพลิงกลุ่มนั้นมีที่มาอย่างไรกันแน่?” ผู้ที่ฝึกวิชาเปลวเพลิงมองเห็นเส้นผลึกเพลิงฟ้าหลาย เส้นก่อตัวขึ้นมาจากดวงอาทิตย์ร้อนแรงก็ตาค้างกัน ไปทุกคน เหมือนมองเห็นเรื่องที่มหัศจรรย์ที่สุดในโลก บนโลกใบนี้ ใช่ว่าจะไม่มีคนที่สามารถดึงเอาเส้นผลึก เพลิงฟ้าออกมาจากดวงอาทิตย์ได้เสียเลย ทว่าทุกคนต่างก็ต้องเป็นแดนเทพเจ้าผู้มีตบะสูงสุด เท่านั้น เช่นเส้าเทียนหยางเจ้าสำนักไฟของสำนักห้า ธาตุ หรือไม่ก็มังกรเพลิงยักษ์ระดับสิบของเผ่ามังกร เพลิง
แล้วเปลวเพลิงเล็กๆ กลุ่มนั้นอาศัยอะไรถึงสามารถดึง เส้นผลึกเพลิงฟ้าออกมาจากดวงอาทิตย์ได้? “ฟู่ว!” เส้นผลึกเพลิงฟ้าแต่ละเส้นที่นาบประทับสัจธรรมแห่ง ดวงอาทิตย์แบบกระจัดกระจายพลันผสานรวมเข้าไป ในกายธรรมแห่งเทพของจู่กวางเหย้า กายธรรมแห่งเทพที่ค่อยๆ ขยายใหญ่ พอได้รับเส้น ผลึกเพลิงฟ้าผสานรวมเข้าไปก็เหมือนว่าอัดเส้นชีพจร แห่งไฟเข้าไปในกายธรรม เป็นเหตุให้กายธรรมแห่ง เทพเปลี่ยนมามีชีวิตชีวาสดใสกะทันหัน “ไฟที่แท้จริงของดวงอาทิตย์ แสงศักดิ์สิทธิ์แห่งสุริยา วิถีโคจรแห่งตะวันร้อนแรง…” อักขระเพลิงพร่างพราวหลายตัวเปล่งวาบอยู่ในจุดลึก ดวงตาคู่ใหญ่ของกายธรรมแห่งเทพจู่กวางเหย้า วิชา คาถามากมายที่เขาไม่เข้าใจก่อนหน้านี้คล้ายจะ
กระจ่างแจ้งโดยพลัน กายธรรมแห่งเทพของเขาพลันเปลี่ยนแปลง! ครู่หนึ่งกายธรรมแห่งเทพนั้นของจู่กวางเหย้าก็ก่อตัว ขึ้นมาเป็นดวงอาทิตย์สีชาดลุกท่วมไฟ อีกครู่หนึ่งก็กลายมาเป็นวงล้อที่มีเปลวเพลิงลุกโชติ ช่วงชัชวาล พริบตาเดียวกายธรรมแห่งเทพก็แหลกสลาย กลายมา เป็นอักขระเปลวเพลิงนับล้าน ในอักขระทุกตัวต่างก็ นาบประทับจิตแห่งเทพและวิชาเปลวเพลิงที่จู่กวาง เหย้าทำความเข้าใจมาทั้งชีวิตเอาไว้ “เปลี่ยนแปลง! กายธรรมแห่งเทพเกิดการ เปลี่ยนแปลงแล้ว!” “การเปลี่ยนแปลงนับพันนับหมื่นของกายธรรมแห่ง เทพก็คือสัญลักษณ์การก่อสร้างที่กำลังจะสำเร็จ! หรือ ว่าจู่กวางเหย้าผู้นี้จะเป็นเหมือนโม่เชียนฝานที่ฝ่าทะลุ
สู่แดนเทพเจ้าเป็นคนที่สองในระยะเวลาใกล้เคียง กัน?” “หากข้ามองไม่ผิด เปลวเพลิงที่สามารถดึงผลึกเพลิง ฟ้าออกมาได้กลุ่มนั้นบินออกมาจากดินแดนเปลว เพลิงของเนี่ยเทียน!” “ข้าเองก็เห็นเหมือนกัน!” “โม่เชียนฝาน จู่กวางเหย้า แดนเทพเจ้าที่เลื่อนขั้น ใหม่สองคนนี้ล้วนเกิดจากน้ำมือการสร้างของเนี่ย เทียน?” “ก็เห็นคาตาอยู่นี่จะเป็นเรื่องโกหกไปได้อย่างไร?” แดนว่างเปล่าและแดนเอตทัคคะที่เดินทางมาจาก ดินแดนมากมาย ข้ามผ่านระยะทางหลายล้านลี้ เมื่อ ได้เห็นว่ากายธรรมแห่งเทพของจู่กวางเหย้า เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องกับตาตัวเอง ก็พากันร้อง อุทานเสียงดังเอ็ดอึง
“เนี่ยเทียน!” อิ่นสิงเทียนสูดลมหายใจเข้าลึก กำหมัดแน่น ดวงตา ของเขาสาดประกายที่เปี่ยมล้นไปด้วยความคาดหวัง “ดูท่า สิ่งที่ข้าวิเคราะห์ไว้จะถูกต้องแล้ว” อวี๋ซู่อิง พลันโล่งอก “วางเดิมพันหมดหน้าตักกับตัวเนี่ยเทียน ไม่ใช่พรรคเงามืดและสำนักบุกเบิกฟ้า ย่อมไม่มีทาง ผิดแน่” “สร้างเทพเจ้า!” “นี่เขา สร้างแดนเทพเจ้ากับมือตัวเองเลยนะ!” “หากโม่เชียนฝานคนเดียวเป็นเพียงความบังเอิญ ถ้า อย่างนั้นบวกกับจู่กวางเหย้าเข้าไปอีกคน ยังจะเป็น ความบังเอิญได้อีกหรือ?” “แดนเอตทัคคะฝ่าสู่แดนเทพเจ้าลำบากยากเข็ญถึง เพียงไหน? อัตราความล้มเหลวมีสูงเท่าไหร่? แต่เขา กลับช่วยแดนเอตทัคคะสองคนให้เลื่อนสู่แดนเทพเจ้า
ติดต่อกัน ฝีมือเช่นนี้ใครจะเทียบเคียงได้?” “ขอแค่เขายังมีชีวิตอยู่ ต่อให้พระราชวังโบราณ สะเก็ดดาวล่มจมลง แล้วจะนับเป็นอะไรได้?” ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 43 บทที่ 1287 ธารดวงดาวลุกไหม้เจิดจ้า
“ฮ่าๆๆ!” เสียงหัวเราะอย่างสะใจของจู่กวางเหย้าดังก้องไปทั้ง ทางช้างเผือก เสียงหัวเราะนี้ดังออกมาจากดวงอาทิตย์ดวงหนึ่งที่ จำแลงมาจากกายธรรมแห่งเทพ ซึ่งบางครั้งก็ แปรเปลี่ยนเป็นวงล้อเปลวเพลิง บางครั้งก็กลายมา เป็นอักขระเทพสีชาดที่แผ่กลบไปทั้งผืนฟ้า การเปลี่ยนแปลงหลากหลายรูปแบบของกายธรรม แห่งเทพเกิดขึ้นสับเปลี่ยนกันไปในพื้นที่ที่มีดวง อาทิตย์ลุกไหม้ “ทำสำเร็จแล้วจริงๆ หรือนี่?” สีหน้าของซินฉิงเหม่อลอยเล็กน้อย เหมือนคนที่ยัง
มิอาจยอมรับความจริงที่เห็นอยู่ตรงหน้าได้ แม้ปากนางจะบอกว่าหวังให้เนี่ยเทียนช่วยเหลือจู่ กวางเหย้า แต่ลึกๆ ในใจนางก็ไม่ได้คาดหวังไว้สูงนัก นางเป็นถึงผู้อาวุโสของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว ย่อมต้องรู้ดีอยู่แล้วว่าการสร้างแดนเทพเจ้าขึ้นมาไม่ ง่ายเลยสักนิดเดียว สร้างเทพเจ้า? นับตั้งแต่ที่ผู้ฝึกลมปราณเผ่ามนุษย์ถือกำเนิดขึ้นมาก็ ได้แบ่งระดับขอบเขตของผู้ฝึกลมปราณเอาไว้ นับตั้งแต่ที่มีแดนเทพเจ้าปรากฏ จนถึงทุกวันนี้ มีใคร บ้างที่กล้าบอกว่าสามารถช่วยให้คนอื่นเลื่อนสู่แดน เทพเจ้าได้อย่างราบรื่น? ในประวัติศาสตร์อันยาวนานที่ผ่านมา ไม่เคยมีใคร เลยที่จะกล้ารับประกันอย่างเต็มร้อยว่าจะสร้างแดน เทพเจ้าได้
ทว่าเนี่ยเทียน ก่อนหน้านี้ได้ช่วยโม่เชียนฝาน ตอนนี้ ยังมาช่วยจู่กวางเหย้าได้อีกคน แดนเทพเจ้าสองคนของเผ่ามนุษย์ที่ถือกำเนิดใน ช่วงเวลาใกล้เคียงกันล้วนมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้อง กับเนี่ยเทียนอย่างแนบแน่น สามารถพูดได้ด้วยว่าการ ถือกำเนิดของแดนเทพเจ้าทั้งสองมีเนี่ยเทียนเป็น กุญแจสำคัญ หากจะบอกว่าเนี่ยเทียนสร้างโม่เชียนฝานและจู่กวาง เหย้าก็ไม่เกินจริงเลยแม้แต่น้อย “ขอบคุณมาก!” เสียงหัวเราะเบิกบานของจู่กวางเหย้าดังขึ้นมาอีกครั้ง “อู้!” กายธรรมแห่งเทพของเขาปลดปล่อยอักขระเทพสี ทองอร่ามหลายล้านตัวออกมา อักขระเทพเหล่านั้น เป็นเหมือนฝนกระหน่ำที่กระแทกลงบนดวงอาทิตย์
ร้อนแรง ทุกคนต่างก็สัมผัสได้ว่าพออักขระเทพหลายล้านตัวที่ แปรเปลี่ยนมาจากกายธรรมแห่งเทพของเขาสัมผัส โดนดวงอาทิตย์ แสงศักดิ์สิทธิ์และไฟที่แท้จริงซึ่งลุก ไหม้ดวงอาทิตย์ดวงนั้นก็เปลี่ยนมาเป็นอ่อนกำลังลง อย่างเห็นได้ชัด “จู่กวางเหย้าใช้พลังเทพของตัวเองมาดึงเอาแสง ศักดิ์สิทธิ์จากดวงอาทิตย์ดวงนี้!” “พลังแห่งเทพผสานกับความคิดแห่งเทพ กลายมา เป็นอักขระเทพหลายล้านตัว อักขระเทพแต่ละตัว ล้วนเป็นเหมือนร่างแยกของจู่กวางเหย้าที่ดึงสกัดไฟที่ แท้จริงของดวงอาทิตย์ซึ่งบริสุทธิ์อย่างถึงที่สุด ออกมา!” “สามารถพูดได้ว่า จู่กวางเหย้าฝ่าทะลุสู่แดนเทพเจ้า ได้อย่างราบรื่นแล้ว”
“ถูกต้อง หลังจากนี้ก็แค่ทำขอบเขตให้มั่นคงเท่านั้น” แขกจากต่างแดนทั้งหลายใช้กระแสจิตวิญญาณรับ สัมผัสก็ค้นพบว่าทุกมุมในดวงอาทิตย์ดวงนั้นล้วนเต็ม ไปด้วยปราณของจู่กวางเหย้า ดูเหมือนว่าจู่กวางเหย้าจะค่อยๆ พันธนาการดวง อาทิตย์ดวงนั้นเอาไว้และดึงเอาพลังของมันมาช้าๆ “เนี่ยเทียน!” จู่ๆ แดนเอตทัคคะช่วงท้ายสองท่านอย่างจางฉี่หลิง และลี่ว่านฝ่าก็พากันบินไปยังวงแสงชั้นนอกด้วยความ ฮึกเหิม คนทั้งสองไม่กล้าใช้แดนเอตทัคคะของตัวเองไปสัมผัส กับวงแสงชั้นนอกที่ยังคงมีพลังพลุ่งพล่าน เพียงแต่ เบิกตากว้างมองผ่านชั้นแสงห้าแสงหกสีเข้าไปหาเนี่ย เทียน ประกายสายตาที่เปล่งออกมาจากดวงตาของคนทั้งคู่
น่าขนลุกอย่างถึงที่สุด ราวกับว่าพวกเขาอยากจะกลืน กินเนี่ยเทียนเข้าไปอย่างไรอย่างนั้น “พวกเจ้า…” เนี่ยเทียนสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนจะใช้จิตเรียกเมล็ด พันธ์เปลวเพลิงกลุ่มนั้นกลับมา รอจนเมล็ดพันธ์เปลว เพลิงผสานรวมเข้ากับแดนมายาเปลวเพลิงของเขา แล้ว เขาถึงได้พูดต่อว่า “ทำไมถึงมองข้าอย่างนี้?” “ตอนที่อยู่สำนักกำเนิดหยาง พวกเราสองคนเป็นดั่ง หนูที่มีตาแต่ไม่มีแวว ยังกังขาในตัวเจ้า” จางฉี่หลิง โค้งตัวคำนับพลางพูดด้วยน้ำเสียงจริงใจ “จะอย่างไร ซะ พวกเราก็ไม่ได้เห็นการฝ่าทะลุสู่แดนเทพเจ้าของ เจ้าสำนักโม่เองกับตา เพียงแค่ฟังคนอื่นเล่ามาเท่านั้น ทว่าครั้งนี้ การเลื่อนขอบเขตสู่แดนเทพเจ้าของพี่จู่ พวกเราต่างก็ได้เป็นประจักษ์พยาน จึงไม่เหลือความ คลางแคลงใจอีกต่อไป!”
ลี่ว่านฝ่าเงยหน้าขึ้นแล้วพูดอย่างตรงไปตรงมา “ขอ แค่เจ้ายอมรับปากว่าจะช่วยพวกเรา ตอนที่พวกเรา เลื่อนสู่แดนเทพเจ้า ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร พวก เราก็ยินดีช่วยเจ้าไปต้านทานสำนักบุกเบิกฟ้า พรรค เงามืดและสำนักเมฆามรกต!” เมื่อเขาเอ่ยเช่นนี้ ผู้อาวุโสสองท่านของพระราชวัง โบราณสะเก็ดดาวอย่างซินฉิงและหันหว่านหรงต่างก็ ตัวสั่นสะท้าน “ลี่ว่านฝ่า! จางฉี่หลิง!” แดนเอตทัคคะและแดนว่างเปล่าหลายคนที่มาจาก ต่างดินแดน เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลไกลหลายล้านลี้ เพื่อมาที่นี่ พอได้ยินพวกเขาพูดแบบนี้ก็ระเบิดเสียง วิพากษ์วิจารณ์ดังราวกับหม้อแตก “ฟิ้ว!” ผู้นำของกองกำลังและสำนักต่างๆ ที่สามารถตัดสิน
ทิศทางในอนาคตของสำนักและตระกูลต่างก็พากัน กลายร่างเป็นลำแสงหลากสีที่มารวมตัวอยู่รอบนอก วงแสงของเนี่ยเทียน หนึ่งท่าน สองท่าน สามท่าน… แดนเอตทัคคะทั้งหมดหกสิบกว่าท่านที่มาจากต่าง ดินแดน! แดนเอตทัคคะช่วงท้ายมีอยู่สิบกว่าคน ที่เหลือล้วน เป็นแดนเอตทัคคะช่วงกลางและช่วงต้น ซึ่งต่างเป็น ตัวแทนของสำนักและกองกำลังเผ่ามนุษย์จาก ดินแดนต่างๆ หลายแห่ง “เนี่ยเทียน! หากเจ้ายอมรับปากว่าจะช่วยข้าตอนที่ ข้าฝ่าทะลุแดนเอตทัคคะ ถ้าเช่นนั้นข้าก็ยืนยันกับเจ้า ตอนนี้เลยว่า พวกเราจะช่วยเจ้าอย่างสุด ความสามารถ!” “ข้าก็เหมือนกัน! ขอแค่เจ้าพยักหน้ารับ ไม่ว่าผล
สุดท้ายจะเป็นอย่างไร ข้าก็รับปากว่าจะช่วยพวกเจ้า ต้านทานสำนักบุกเบิกฟ้า พรรคเงามืดและสังหารคน ของสำนักเมฆามรกตที่เหลืออยู่!” “เนี่ยเทียน ขอเจ้าจงพิจารณาด้วย!” ไม่มีใครเป็นคนโง่ เมื่อจางฉี่หลิงและลี่ว่านฝ่าออกตัว แล้ว เหล่าแดนเอตทัคคะก็พากันกรูเข้ามาจับจ้องเนี่ย เทียนด้วยสายตาตื่นเต้นและเสนอความคิดเห็นของ พวกเขา “นี่…” เนี่ยเทียนอึ้งค้างอยู่ตรงนั้น หันไปมองใบหน้าของแต่ ละคนที่มองมายังเขาด้วยความคาดหวังและตื่นเต้น ด้วยความรู้สึกมึนงงสับสน “ต่อให้พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวถูกพรรคเงามืด และสำนักบุกเบิกฟ้ายึดครองไปได้ แต่เมื่อมีเนี่ยเทียน อยู่ ก็จะต้องกังวลไปอีกทำไมว่าจะไม่มีความหวัง?”
หันหว่านหรงมีสีหน้าซับซ้อน นางหันมาพูดกับซินฉิง เบาๆ ว่า “พวกผู้นำของแต่ละสำนักและกองกำลัง เหล่านี้ล้วนเป็นผู้แข็งแกร่งแดนเอตทัคคะ ซ้ำยังเป็น แดนเอตทัคคะช่วงท้ายที่ฝีมือไม่ธรรมดาด้วย” “พวกเขาแต่ละคนต่างก็เหมือนอิ่นสิงเทียนแห่งสำนัก กระบี่เมฆาคล้อยที่เป็นสำนักซึ่งไม่พึ่งพาสี่สำนัก เก่าแก่ ตั้งตนเป็นอิสระโดยไม่ฟังคำสั่งของผู้ใด” “ทว่าตอนนี้เป็นเพราะเนี่ยเทียนช่วยให้โม่เชียนฝาน และจู่กวางเหย้าฝ่าทะลุสู่แดนเทพเจ้าได้สำเร็จ เจ้าก็ดู สิว่าพวกเขามีท่าทีกันอย่างไร?” “หากกองกำลังกลุ่มนี้ถูกเนี่ยเทียนรวบรวมเอาไว้ และหากเนี่ยเทียนสามารถช่วยพวกเขาให้เลื่อนสู่แดน เทพเจ้าได้จริง ถ้าเช่นนั้น…” เรือนกายอรชรของซินฉิงสั่นสะท้านเบาๆ “หากเป็น อย่างนั้นจริง ต่อให้สำนักถูกทำลายลง เนี่ยเทียนก็
สามารถเข้ามาแทนที่ได้ วันข้างหน้าเขาและกองกำลัง ที่เขาควบคุมไม่เพียงแต่จะเหนือกว่าสำนัก เกรงว่าต่อ ให้เป็น หอทอดฟ้า ลัทธิจิตตวิสุทธิ์และสำนักห้าธาตุก็ คงต้องถูกเขาข่มกำราบไปด้วย!” “ช่างน่าเหลือเชื่อยิ่งนัก” หันหว่านหรงถอนหายใจ ยาวเหยียด อวี๋ซู่อิง อิ่นสิงเทียน โม่ฝาน ต่งลี่ บุตรวิญญาณโลหิต เซี่ยเชียนและจิ่งเฟยหยางต่างก็ถูกพวกแดนเอตทัคคะ ที่คลุ้มคลั่งผลักจนกระเด็นออกไปอยู่วงนอก ทุกคนได้แต่มองหน้ากันแล้วยิ้มเฝื่อน “ดาวดวงใหม่ที่ทะยานสู่ฟากฟ้าดวงนี้ ต่อให้เป็นดาว หายนะ แต่ก็เป็นดาวนำโชคด้วยเหมือนกัน” ครู่หนึ่ง ต่อมา อวี๋ซู่อิงก็เปิดปากวิจารณ์ว่า “ไม่ว่าจะเป็นดาว หายนะหรือดาวนำโชค แสงสว่างของดาวดวงนี้ก็มาก พอจะส่องพร่างพราวไปทั้งธารดวงดาวได้แล้ว!”
“ข้ารู้สึกว่าขอแค่เนี่ยเทียนยอมรับปาก ไม่ว่าจะทำ จริงหรือหลอกลวง ปัญหาของพระราชวังโบราณ สะเก็ดดาวก็จะถูกคลี่คลายไปได้อย่างง่ายดาย” อิ่ นสิงเทียนกล่าว หากเนี่ยเทียนรับปากแดนเอตทัคคะหลายสิบคนนี้ คนเหล่านั้นก็จะกลายมาเป็นกองกำลังที่อยู่ข้างกาย เขา แล้วสำนักบุกเบิกฟ้า พรรคเงามืดและสำนักเมฆา มรกตที่แม้แต่ดินแดนคลื่นมรกตอันเป็นถิ่นฐานก็ยัง ถูกทำลายไป ยังจะกล้าสร้างเรื่องวุ่นวายต่อไปอีกหรือ ไร? แดนเอตทัคคะหลายสิบคนนี้ต่างก็เป็นตัวแทนของ สำนักและกองกำลังแข็งแกร่งที่กระจายตัวกันอยู่ อย่างเช่นสำนักสำนักเทพสวรรค์และสำนักเวทโบราณ หากเป็นพลังการต่อสู้ของฝ่ายเดียวย่อมไม่สามารถ ทัดเทียมกับพรรคเงามืดและสำนักบุกเบิกฟ้าได้ แต่
หากร่วมมือกันล่ะ? อีกอย่างในบรรดานี้ยังมีสำนักกระบี่เมฆาคล้อยของอิ่ นสิงเทียนและวังพิสุทธิ์เร้นลับของอวี๋ซู่อิงรวมอยู่ด้วย หากกองกำลังนี้ร่วมมือกันแล้วไม่มีเรื่องไม่คาดคิด เกิดขึ้น ก็น่าจะทำให้สำนักบุกเบิกฟ้า พรรคเงามืด เกรงกลัวได้เลย ซ้ำยังอาจถึงขั้นทำให้พวกเขาล้มเลิก ความคิดที่จะฮุบกลืนพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว เลยก็เป็นได้! “แดนเทพเจ้า!” แดนเอตทัคคะที่พึ่งพาเนี่ยเทียนอย่างบุตรวิญญาณ โลหิต จิ่งเฟยหยางและเซี่ยเชียนต่างก็ร้องอุทานเบาๆ เนี่ยเทียนสามารถช่วยให้โม่เชียนฝานและจู่กวางเหย้า ฝ่าทะลุสู่แดนเทพเจ้าได้ แล้วพวกเขาล่ะ? “พลังแห่งการสร้างแดนเทพเจ้าเชียวนะ!” อวี๋ซู่อิง ทอดถอนใจ “แดนเอตทัคคะหลายสิบคน ขอแค่เนี่ย
เทียนใช้วิธีการที่มหัศจรรย์ช่วยคนส่วนน้อยให้ กลายเป็นแดนเทพเจ้าได้สำเร็จ ถ้าเช่นนั้น สถานการณ์ของฟ้าดินเผ่ามนุษย์อาจเกิดการ เปลี่ยนแปลงเพราะเหตุนี้เลยก็เป็นได้!” “พรรคเงามืดและสำนักบุกเบิกฟ้าอาจจะแข็งข้อ กับเนี่ยเทียนได้ในเวลานี้ แต่หลังจากนี้ล่ะ?” “เขาสามารถสร้างแดนเทพเจ้า หรือไม่ก็อาจช่วยให้ แดนเทพเจ้าช่วงต้นเลื่อนสู่ช่วงกลาง ทั้งยังอาจทำให้ แดนเทพเจ้าช่วงกลางเลื่อนสู่แดนเทพเจ้าช่วงท้ายอัน เป็นขั้นสูงสุดด้วยก็เป็นได้!” “บุคคลแบบนี้ต้องถูกกำหนดมาให้เป็นผู้เปลี่ยนแปลง ชะตากรรมของทุกเผ่าในทางช้างเผือกแน่นอน แม้แต่ชวีอี้หรือฉู่หยวนที่หากรู้เข้าก็คงตะลึงไป เหมือนกันกระมัง?” อวี๋ซู่อิงครุ่นคิดไปร้อยแปดพันเก้าด้วยความเหลือเชื่อ
รู้สึกเพียงว่าอนาคตของเผ่ามนุษย์ต้องเกิดการ เปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เพราะเนี่ยเทียนแน่นอน พวกเขาต่างก็รู้สึกว่าที่เนี่ยเทียนช่วยเหลือโม่เชียนฝาน และจู่กวางเหย้าได้ ต้องไม่ใช่ความบังเอิญ แต่มันต้อง เป็นเรื่องที่ถูกกำหนดมาแล้ว “ทุกท่าน! ข้าไม่สามารถรับรองกับพวกเจ้าทุกคนว่า จะช่วยให้ฝ่าทะลุสู่แดนเทพเจ้าได้!” และเวลานี้เอง เสียงดังกังวานของเนี่ยเทียนก็ดังออกมาจากกระแส ปั่นป่วนหุนตุ้นชั้นใน “เจ้าสำนักโม่และจู่กวางเหย้า ของสำนักข้าสามารถฝ่าทะลุสู่แดนเทพเจ้าได้นั้นมี ปัจจัยที่ซับซ้อนยิ่งกว่าที่พวกเจ้ารู้ ส่วนพวกเจ้าทุกคน ข้าก็ไม่สามารถให้คำรับรองอะไรได้ทั้งนั้น และข้าเอง ก็ไม่ต้องการให้พวกเจ้ามาแสดงความเป็นมิตรกับข้า ในเวลานี้ด้วย!” พอเขาพูดเช่นนี้ สีหน้าของซินฉิงและหันหว่านหรงก็
พลันแข็งทื่อ ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 43 บทที่ 1288 ความแตกต่าง
“เจ้าเด็กบ้านี่!” หันหว่านหรงอดสบถด่าเบาๆ ไม่ได้ ทั้งยังหันไป ถลึงตาใส่เนี่ยเทียนราวกับโมโหที่อีกฝ่ายไม่ได้ดังใจ ก่อนจะทดลองปลดปล่อยอำนาจจิตกลุ่มหนึ่งออกไป ติดต่อ หมายจะให้เขาเปลี่ยนใจ “พรึ่บ!” น่าเสียดาย กระแสความคิดของนางที่ปล่อยออกไป แค่สัมผัสโดนวงแสงชั้นนอกก็ถูกพลังบิดเบือนฉีกทึ้ง จนแหลกสลาย หันหว่านหรงร้องอึกอักอยู่ในลำคอ สายตาฉายความ พรั่นพรึงเล็กน้อย มาถึงตอนนี้นางถึงเพิ่งจะเข้าใจว่า เหตุใดแดนเอตทัคคะคนอื่นที่พยายามให้กระแสจิต
วิญญาณรับสัมผัสก่อนหน้านี้ถึงได้มีสภาพ กระเซอะกระเซิงกันขนาดนั้น “แค่เขายอมรับปาก วิกฤตของสำนักก็จะคลี่คลายได้ ทันที!” ซินฉิงโอดครวญ “ก็นั่นน่ะสิ!” หันหว่านหรงถลึงตาใส่เนี่ยเทียนไกลๆ “หากแดนเอตทัคคะจำนวนมากของกองกำลังและ สำนักหลายสิบแห่งนี้ร่วมมือกัน ต่อให้เป็นพรรคเงา มืดและสำนักบุกเบิกฟ้าก็ย่อมไม่กล้ายืนกรานต่อไป! แล้วนับประสาอะไรกับที่รองเจ้าตำหนักฉู่รุ่ยและหลัว ว่านเซี่ยงของสำนักเราก็ยังไม่มีใครตายด้วย!” ซินฉิงกล่าว “ยังมีอวี๋ซู่อิง อิ่นสิงเทียนและโม่เชียน ฝานด้วยนะ” ลองประเมินอยู่ครู่หนึ่ง พวกนางก็รู้ว่ากองกำลังที่มา รวมตัวอยู่ข้างกายเนี่ยเทียนในเวลานี้ บวกกับแดน เอตทัคคะเหล่านั้นย่อมสามารถสยบพรรคเงามืดและ
สำนักบุกเบิกฟ้าได้เต็มร้อย แต่น่าเจ็บใจที่เนี่ยเทียนไม่รู้จักพลิกแพลงสถานการณ์ เอาเสียเลย! “ทุกท่านกลับไปเถอะ” น้ำเสียงที่ไม่แยแสผู้ใดของ เนี่ยเทียนดังขึ้นมาจากในจุดลึกของชั้นแสงพลังงาน พร่างพราวอีกครั้ง “ปัญหาของสำนักพวกเรา พวกเรา ย่อมค่อยๆ แก้ไขไปทีละเปลาะ ส่วนเรื่องการฝ่าทะลุสู่ แดนเทพเจ้าของเจ้า พวกเจ้าก็จงคิดหาวิธีกันเอาเอง มันไม่เกี่ยวอะไรกับข้าแม้แต่น้อย!” เขาปฏิเสธพวกแดนเอตทัคคะที่จิตใจล้ำลึก เอาแต่ ไหลตามน้ำ เปลี่ยนความคิดตามสถานการณ์โดยที่ ไม่ได้เดิมพันในตัวเขาล่วงหน้าไปอย่างเย็นชา จางฉี่หลิงและลี่ว่านฝ่าก็ถูกเขาปฏิเสธอย่างไม่เกรงใจ เช่นกัน “เฮ้อ…”
จางฉี่หลิงแห่งสำนักเทพสวรรค์ถอนหายใจอย่างหดหู่ ก่อนจะก้มหน้าคอตกเดินออกห่างจากวงแสง ตอนที่ขยับเข้าไปใกล้อิ่นสิงเทียน เขาพลันหยุดชะงัก แล้วพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงอิจฉา “ผู้เฒ่าประหลาดอิ่น ข้า คงต้องขอพูดว่า เจ้าสายตาเฉียบแหลมยิ่งนัก หากรู้ว่า จะเป็นอย่างนี้ตั้งแต่แรก ตอนที่อยู่ดินแดนกำเนิดห ยาง ข้าควรจะตามติดอยู่ข้างกายเนี่ยเทียนเหมือนเจ้า แบบนี้ยามที่ข้าเลื่อนสู่แดนเทพเจ้าก็จะได้รับความ ช่วยเหลือจากเขา” อิ่นสิงเทียนกล่าวเสียงเย็นด้วยสีหน้าเฉยชา “ข้าเคย โน้มน้าวพวกเจ้าแล้ว” ลี่ว่านฝ่าที่ได้ยินก็พยักหน้ารับ “เป็นเพราะพวกเรา ความรู้ตื้นเขิน พวกเราเสียโอกาสที่ดีที่สุดในการผูก มิตรกับเนี่ยเทียนไปแล้ว หาไม่แล้วเขาก็คงไม่ทำแบบ นี้”
“เข้าใจก็ดีแล้ว” อิ่นสิงเทียนยังคงตีหน้าเคร่ง “เนี่ยเทียน จะพิจารณาดูอีกสักหน่อยหรือไม่?” “สำนักทะยานฟ้าของพวกเรามีแดนเอตทัคคะถึงสาม คนเชียวนะ! รากฐานและพลังของสำนักเรานับว่าลึก ล้ำมาก เราช่วยเจ้าได้จริงๆ นะ” “เนี่ยเทียนในดินแดนของพวกเรามีหินดวงดาวและ เหล็กดวงดาวอยู่มากมาย เจ้าคือบุตรแห่งดวงดาวของ พระราชวังโบราณสะเก็ดดาว วันหน้าเมื่อเจ้าฝ่าทะลุ ขอบเขตอาจจะต้องใช้ก็ได้นะ?” “เจ้ายังหนุ่ม ดินแดนเมฆาพิลาสของพวกเรามีหญิง งามมากมาย เจ้าอยากจะลองไปดูสักหน่อยไหม?” “…” ผู้เฒ่าประหลาดของแต่ละดินแดนต่างก็ทำหน้า ประจบเอาใจ บ้างก็วิงวอนหวังว่าเนี่ยเทียนจะเปลี่ยน ใจ
“พวกหน้าไม่อาย!” ต่งลี่ก่นด่า “ทุกท่านกลับไปเถอะ” น้ำเสียงของเนี่ยเทียนเริ่ม หงุดหงิดอย่างเห็นได้ชัด “ข้ายังต้องอยู่ที่นี่เพื่อทำให้ แดนว่างเปล่าของตัวเองมั่นคงโดยเร็ว ไม่มีเวลามาพูด กับพวกเจ้าแล้ว” กล่าวจบเขาก็ขยับวงแสงพลังงานที่พร่างพราวออก ห่างจากดวงอาทิตย์ร้อนแรงของจู่กวางเหย้าโดยไม่รอ ฟังคำตอบของคนเหล่านั้น พอเขาขยับตัว แดนเอตทัคคะทั้งหลายก็ถอยกรูดออก ห่างไปไกล กลัวว่าจะโดนสนามแม่เหล็กบ้าคลั่งนั่น โดยไม่ทันระวัง ไม่นานนักวงแสงพร่างพราวก็เคลื่อนย้ายจากพื้นที่ ตรงนี้ไปยังทางช้างเผือกที่มืดมนอีกแห่งหนึ่งเพื่อดึง เอาพลังงานประหลาดนอกดินแดนมาอย่างต่อเนื่อง การฝ่าทะลุแดนว่างเปล่าของเนี่ยเทียน เนื่องจากการ
ปรากฏของดินแดนดวงดาว เปลวเพลิงและพืชหญ้า จึงถือว่าสำเร็จแล้วในช่วงต้น หลังจากนี้สิ่งที่เขาจำเป็นต้องทำก็คือพยายามทดลอง ใช้จิตวิญญาณที่แท้จริงมารวบรวบพลังของแดนว่าง เปล่าและพลังที่ผสานรวมเข้าไปในนั้นมาสร้างเป็น โอสถวิญญาณเพื่อให้ต้นวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ บุปผาเก้า ดาราและเมล็ดพันธ์เปลวเพลิงผสานรวมกลับเข้าไป ในโอสถวิญญาณอีกครั้ง การเก็บเข้าและเอาออกมาได้ตามใจชอบก็คือเงื่อนไข ที่จำเป็นสำหรับการทำขอบเขตให้มั่นคง ตอนนี้เขา สามารถปลดปล่อยพวกมันออกมาได้ แต่ยังไม่ สามารถเอาเก็บเข้าไปได้ “ทุกท่านเชิญกลับเถอะ” หันหว่านหรงแห่ง พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวลังเลอยู่เพียงครู่ก็เดิน ออกมาด้วยรอยยิ้ม พลางตะโกนพูด “ทุกเรื่องบนโลก
นี้ไม่ตายตัวเสมอไป อนาคตของเด็กเนี่ยเทียนผู้นี้ พวกเจ้าเองก็คงพอจะคาดการณ์ได้ เขาปฏิเสธไป เพียงชั่วคราว วันหน้าอาจเปลี่ยนใจ ทุกอย่างต้องดูที่ การกระทำของพวกเจ้าหลังจากนี้แล้วล่ะ” “บนโลกนี้ไม่ว่าเรื่องอะไรก็แลกเปลี่ยนกันได้ ขอแค่มี เบี้ยที่มากพอ!” ซินฉิงเอ่ยเสริม พวกหัวหน้าของกองกำลังและสำนักต่างๆ ที่ผิดหวัง พอได้ยินหันหว่านหรงและซินฉิงกล่าวเช่นนี้ก็คิดตาม อย่างละเอียด จากนั้นก็หัวคิ้วที่ขมวดมุ่นก็ค่อยๆ คลายออก “ต่งลี่ คุณหนูต่งใช่ไหม?” ผู้เฒ่าประหลาดบางคนที่เฉลียวฉลาดหน่อยเหลือบไป เห็นต่งลี่ก็เดินปรี่เข้ามาใกล้ด้วยรอยยิ้มเต็มใบหน้า “ได้ยินว่าวิชาการฝึกตนของเจ้าคือพลังแห่งความมืด? ดินแดนของข้ามีพื้นที่ประหลาดแห่งหนึ่งที่เต็มไปด้วย
หินวิเศษแห่งความดำมืด! หากเจ้าสนใจก็สามารถไป เป็นแขกที่ดินแดนของข้าได้” ต่งลี่ “…” แดนเอตทัคคะหลายคนรั้งรอยังไม่ยอมกลับ บางคนก็ พยายามคิดหาวิธีมาตีสนิทบุคคลอย่างต่งลี่ หวังว่าจะ ได้รับความโปรดปรานจากเนี่ยเทียน ซ้ำบางคนที่ไหวพริบดีหน่อยก็ยังคิดหาวิธีอื่นขึ้นมาได้ คนเหล่านั้นรีบร้อนจากไป ใช้ประตูข้ามอาณาจักร หรือไม่ก็ค่ายกลนำส่งของตัวเองเดินทางไปยัง อาณาจักรหลีเทียน อาณาจักรโพ่สุ้ยเพื่อไปหาคนใน ตระกูลของเนี่ยเทียน หวังจะลงมือจากทางเนี่ยต่งไห่ เนี่ยเฉี่ยน ไม่นานนัก ดินแดนดาวตก ดินแดนพงฟ้าและดินแดนปราการ ดวงดาวก็กลายมาเป็นสถานที่ที่คึกคักที่สุดของฟ้าดิน
เผ่ามนุษย์ ตระกูลเนี่ย คนของตระกูลต่งที่ยังเหลืออยู่ในสำนักคุม สัตว์ล้วนกลายมาเป็นเป้าหมายที่แดนเอตทัคคะให้ การประจบเอาใจ บุคคลทั้งหมดที่สามารถพูดได้ว่ามีความสัมพันธ์ ใกล้ชิดสนิทสนมกับเนี่ยเทียนล้วนได้รับความสำคัญ ซึ่งถูกแดนเอตทัคคะเหล่านั้นส่งลูกน้องหรือไม่ก็คนใน สำนักไปผูกมิตรเอาใจ พวกเขาวางแผนระยะยาว โดยเริ่มลงมือจากเรื่อง เล็กๆ บุคคลตัวเล็กๆ เพื่อเป็นการเตรียมการล่วงหน้า ไม่นานข่าวที่เนี่ยเทียนเอาชนะซ่งเช่อฉวน ทำลาย ดินแดนคลื่นมรกต ช่วยให้จู่กวางเหย้าเลื่อนสู่แดน เทพเจ้าได้ก็แพร่กระจายไปทั่วทุกมุมของดินแดนเผ่า มนุษย์ด้วยความเร็วที่มากที่สุด! เพียงไม่นาน แม้แต่หอทอดฟ้า ลัทธิจิตตวิสุทธิ์และ
สำนักห้าธาตุต่างก็ครึกโครมไปกับข่าวนี้ สร้างแดนเทพเจ้า! การขนานนามเช่นนี้และชื่อดาวหายนะปรากฏขึ้น พร้อมกันบนร่างของเนี่ยเทียน จึงทำให้เนี่ยเทียน กลายเป็นที่จับตามองของผู้คนอีกครั้ง! คนของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวที่กระจัดกระจาย กันอยู่ในนครสะเก็ดดาวและดินแดนอื่นๆ ใน ครอบครองของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว พอได้ ยินข่าวนี้ เลือดร้อนๆ ของทุกคนก็พลันเดือดพล่าน ในช่วงเวลาที่สำนักตกอยู่ในอันตรายมากที่สุด สิ้นหวัง และไร้ความช่วยเหลือมากที่สุด การกระทำที่ยิ่งใหญ่ แต่ละอย่างของเนี่ยเทียน ทำให้ไฟความหวังในใจของ พวกเขาถูกจุดให้ลุกโชติช่วงขึ้นมา “บุตรแห่งดวงดาวคนที่เจ็ดทำร้ายซ่งเช่อฉวนบาดเจ็บ สาหัส ผู้อาวุโสจู่กวางเหย้าฝ่าทะลุสู่แดนเทพเจ้า!”
“แม้แต่สวรรค์ก็ไม่ต้องการเห็นสำนักล่มจมสิ้นชื่อ!” “เมื่อเทียบกับจี้ชางนายแห่งดวงดาวคนปัจจุบันแล้ว เรื่องที่เนี่ยเทียนสามารถทำได้ในช่วงเวลาเดียวกันช่าง มากมายยิ่งนัก! ปีนั้นตอนที่จี้ชางเป็นแดนว่างเปล่า เขามีบารมีอำนาจเฉกเช่นเนี่ยเทียนในทุกวันนี้เสียที่ ไหน?” “ผู้ที่จะกลายมาเป็นนายแห่งดวงดาวของรุ่นนี้ไม่มี ทางเป็นคนอื่นได้แน่แล้ว!” คนของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวทุกคนต่างก็ ยอมรับตำแหน่งฐานะของเนี่ยเทียน ทั้งยังเห็นพ้อง ต้องกันว่านายแห่งดวงดาวคนใหม่ในอนาคต มีเพียง เนี่ยเทียนเท่านั้นที่จะคว้าชัยชนะไปได้! …… ดินแดนบารมีฟ้า เพดานของพระราชวังใหญ่โตโอ่อ่าแห่งหนึ่งที่
เหมือนกับตำหนักในอาณาจักรเลี่ยคงอย่างไม่มี ผิดเพี้ยนกำลังรวบรวมพลังดวงดาวมาไว้ พลังดวงดาวเป็นดั่งเศษเพชรที่กระจัดกระจายอยู่ทั่ว ท้องฟ้าซึ่งร่วงลงมาสู่ตำหนักใหญ่ “ฟิ้ว!” ทันใดนั้นดวงดาวดารดาษก็บินออกไปจากเพดาน ตำหนัก ฝังเลื่อมอยู่บนท้องฟ้าสูงของดินแดนบารมีฟ้า ส่องแสงดาวเจิดจ้าแสบตา! ครู่ต่อมา ดวงดาวดารดาษก็กลายมาเป็นดาวตกที่บิน ทะยานอยู่ท่ามกลางท้องฟ้าของดินแดนบารมีฟ้า แล้ว ตัดสลับกันกลายมาเป็นธารดวงดาวที่ทั้งสว่างเจิดจ้า ทั้งลึกลับ “อาวุธเทพไม่ดับสลาย ขั้นที่สาม ดาวตกสวรรค์มวล ดาว!” “นายท่านฝ่าทะลุขอบเขตแล้ว!”
“นายท่านฝ่าทะลุสู่แดนเอตทัคคะแล้ว!” ผู้ฝึกลมปราณมากมายของดินแดนบารมีฟ้าพากัน ไชโยโห่ร้อง ก่อนจะมารวมตัวกันจากสี่ด้านแปดทิศ “อู้!” บุตรแห่งดวงดาวคนที่หกซือคงฉั่วค่อยๆ ทะยานตัว ขึ้นบนฟ้าสูง อาบชำระแสงดาวอยู่ภายใต้อาวุธเทพที่ สร้างธารดวงดาวยิ่งใหญ่ เขาร่ายแดนเอตทัคคะที่เพิ่งก่อตัวได้สำเร็จออกมา แดนเอตทัคคะของเขาผสานรวมเข้ากับดาวตกสวรรค์ มวลดาวอันเป็นอาวุธเทพได้อย่างมหัศจรรย์ จึงเป็น เหมือนก้อนเมฆที่มีดวงดาวดารดาษฝังเลื่อมอยู่ทุกที่ ส่องแสงดาวระยิบระยับพร่างพราว ทั้งบริสุทธิ์และทั้ง คมกริบร้ายกาจ ปราณแห่งความล่องลอย โบราณเก่าแก่และลึกล้ำถูก ปล่อยออกมาจากแดนเอตทัคคะของเขา พลังอำนาจ
บนร่างเขาก็ไต่ทะยานขึ้นสูงตามไปด้วย เลื่อนสู่แดนเอตทัคคะ ในมือครอบครองดาวตก สวรรค์มวลดาวอันเป็นอาวุธเทพไม่ดับสลายขั้นสาม ซื่อคงฉั่วในเวลานี้จึงเต็มไปด้วยบารมีน่าเกรงขาม เพียงโบกมือก็สามารถชักดึงลำแสงที่เป็นดั่งธาร ดวงดาวหลายเส้นมาได้ เขาตะโกนถามขึ้นมาว่า “ตอนนี้สถานการณ์ของสำนักเป็นอย่างไรบ้างแล้ว? ตอนที่ข้าปิดด่านเพื่อฝ่าสู่แดนเอตทัคคะ มีเรื่องใหญ่ อะไรเกิดขึ้นหรือไม่?” พอเขาถามจบก็ค้นพบว่าทุกคนที่กำลังตื่นเต้นดีใจพา กันสงบสติอารมณ์ลงได้ และพออารมณ์นิ่งสงบลง คนเหล่านั้นก็เงียบเสียงกัน ไปหมด ไม่มีใครตอบคำถามของเขาสักคน ซือคงฉั่วจึงคำรามอย่างหงุดหงิด “โจวฉิง! เจ้าเป็นคน ตอบ!”
โจวฉิงแดนเอตทัคคะช่วงท้ายและเป็นผู้ที่เชี่ยวชาญ พลังสายฟ้าก้มหน้า พูดเบาๆ ว่า “ช่วงเวลาที่เจ้าปิด ด่าน สำนักเกิดเรื่องใหญ่ติดต่อกันหลายครั้ง บัดนี้ สำนักก็ตกอยู่ในอันตรายล่อแหลม อาจถูกดับสำนักได้ ทุกเมื่อ” เขาค่อยๆ อธิบายเหตุการณ์ทั้งหมดของ พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวที่เกิดขึ้นตอนที่ซือคงฉั่ว ใช้ดาวตกสวรรค์มวลดาวมาฝ่าสู่แดนเอตทัคคะอย่าง ละเอียด รอจนโจวฉิงพูดถึงข่าวเรื่องที่เนี่ยเทียนเริ่มโจมตีสำนัก บุกเบิกฟ้าจากดินแดนพงฟ้า จากนั้นก็เปิดฉากสังหาร ครั้งใหญ่จากดินแดนมหาสมุทรศักดิ์สิทธิ์ไปจนถึง ดินแดนแอ่งมืด สุดท้ายทำร้ายซ่งเช่อฉวนจนบาดเจ็บ สาหัสที่ดินแดนคลื่นมรกต พร้อมทำลายดินแดนคลื่น มรกตจนสิ้นซาก ซ้ำยังช่วยให้จู่กวางเหย้าเลื่อนสู่แดน เทพเจ้าได้สำเร็จ ซือคงฉั่วก็เงียบงันไปเช่นกัน
โจวฉิงและลูกน้องของเขาที่พอนึกถึงคุณความชอบ ยิ่งใหญ่หลายเรื่องที่เนี่ยเทียนสร้างไว้ ก็พลันรู้สึกว่า การฝ่าทะลุสู่แดนเอตทัคคะของซือคงฉั่วไม่ได้น่ายินดี สักเท่าไหร่แล้ว ลึกๆ ในใจของผู้พึ่งพาเขาเหล่านี้ต่างก็รู้สึกว่าซือคงฉั่ว ไม่มีหวังในการช่วงชิงตำแหน่งนายแห่งดวงดาวแน่ แล้ว “แม้แต่พวกเจ้าก็ยังรู้สึกว่าข้าไม่มีความหวังงั้นรึ?” ซือคงฉั่วคำรามคลั่งแค้น “ต่อให้เขาเนี่ยเทียนจะร้าย กาจแค่ไหน แต่ขอบเขตเขาคืออะไรเอง? แดนว่าง เปล่า! แดนว่างเปล่าช่วงต้นเท่านั้น!” “แต่ข้า ข้าได้เลื่อนสู่แดนเอตทัคคะอย่างเป็นทางการ แล้ว! ข้าครอบครองดาวตกสวรรค์มวลดาว ซึ่งเป็นถึง อาวุธเทพไม่ดับสลายขั้นสาม มันผสานรวมกับข้า อย่างสมบูรณ์แบบแล้ว!”
“รองเจ้าตำหนักหลัวว่านเซี่ยงของสำนักข้ายังคงยืน กรานที่จะสนับสนุนข้า!” “ข้าที่เป็นเช่นนี้ พวกเจ้ากลับคิดว่าข้าต้องแพ้อย่างนั้น หรือ?” เขาแผดเสียงคำรามอย่างบ้าคลั่ง ทว่าพวกโจวฉิงกลับยังเงียบงัน ไม่รู้ว่าควรจะเกลี้ย กล่อมเขาอย่างไร และลึกๆ ในใจก็แอบดูหมิ่นซือคง ฉั่วไปเสียแล้ว “ดาวตกสวรรค์มวลดาวก็ไม่ได้มาเพราะเนี่ยเทียน เอาชนะเอ้าเฟยลี่หย่าเผ่าภูตผีปีศาจได้ ซึ่งเดิมทีมัน ควรเป็นอาวุธเทพของเนี่ยเทียนไม่ใช่หรือไง?” “หากไม่เป็นเพราะผู้อาวุโสใหญ่โม่เหิงบอกว่าได้ ข้อตกลงร่วมกับหลัวว่านเซี่ยงแล้ว ดาวตกสวรรค์มวล ดาวจะเป็นของเจ้าได้อย่างไร? เจ้าจะใช้ของสิ่งนี้มา เลื่อนเป็นแดนเอตทัคคะได้อย่างไร?”
“กาลเวลาเปลี่ยนไปแล้ว เขาไม่ใช่ความหวังของ พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวอีกต่อไป ไม่ใช่ดวงดาวที่ เจิดจรัสที่สุดดวงนั้นอีกต่อไป” “บางทีเจ้าคงต้องตื่นมามองความเป็นจริงได้แล้ว ยอมสละการช่วงชิงตำแหน่งนายแห่งดวงดาวกับเนี่ย เทียนเสีย เจ้าถึงจะมีอนาคต แล้วพวกเราก็จะมี อนาคตด้วย” ความคิดมากมายแล่นผ่านสมองของพวกโจวฉิงไป แต่พวกเขาก็รู้ถึงความหงุดหงิดโมโหของซือคงฉั่วดี จึงไม่กล้าแสดงความคิดออกมา “ตามข้ากลับไปนครสะเก็ดดาว!” ซือคงฉั่วเริ่มเจ็บ แค้น “พรรคเงามืดและสำนักบุกเบิกฟ้าปิดล้อมสำนัก เอาไว้ สงครามย่อมต้องระเบิดขึ้นแน่นอน! สงครามที่ จะตัดสินทิศทางในท้ายที่สุดนี้ ข้าจะพิสูจน์ตัวเองว่า ข้าต่างหาก ถึงจะเป็นความหวังของสำนักในอนาคต
อย่างแท้จริง ไม่ใช่เขาเนี่ยเทียน ไม่ใช่ใครหน้าไหน ทั้งนั้น!” ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 43 บทที่ 1289 ดวงดาราเก้าชั้นฟ้า
นครสะเก็ดดาว ลำแสงพร่างพราวหลายเส้นล้อมวนดวงดาวสุกสกาว คาถาอาคม ค่ายกล อักขระขนาดใหญ่ยักษ์ล้วนสลัก ไว้บนดาวดวงนั้นแน่นขนัด ประหนึ่งการปลุกเสกจาก ทวยเทพ หากมองอย่างละเอียดจะเห็นได้ว่าลำแสงใสแวววาวที่ โอบล้อมดาวดวงดวงนั้นมีด้วยกันทั้งหมดเก้าชั้น! “ดวงดาราเก้าชั้นฟ้า!” บนใบหน้าอ่อนโยนหล่อเหลาของซ่างกวานจื๋อแห่ง พรรคเงามืดเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด “ตูม! ตูมๆ!” เรือรบทางช้างเผือกหลายลำที่เป็นของพรรคเงามืด
และสำนักบุกเบิกฟ้าพากันระดมยิงปืนใหญ่ ใช้กระแส พลังงานที่ร้อนแรงหลายเส้นไปโจมตีนครสะเก็ดดาว “ปังๆ!” ชั้นแรกมีแก่นสีทองของดวงดาวซึ่งแปรสภาพกลายมา เป็นทวยเทพที่สวมชุดเกราะดวงดาว ทวยเทพสวรรค์ที่ก่อตัวมาจากแก่นสีทองของดวงดาว เป็นดั่งหุ่นเชิดที่โบกหมัดใหญ่โตเข้าโจมตีกระแส พลังงานที่ไหลกรากเข้ามาจนแหลกสลายกระเด็น ว่อนไปทั่วท้องฟ้าราวเม็ดฝน ฝนแสงแทรกซึมเข้าสู่ชั้นที่สอง แต่พอสัมผัสโดน อักขระดวงดาวจำนวนนับไม่ถ้วนกลับแหลกลาญ สลายสิ้น เรือรบทางช้างเผือกหลายสิบลำที่สร้างขึ้นโดยสำนัก บุกเบิกฟ้าและพรรคเงามืดร่วมมือกันโจมตีก็ยังได้แค่ ทำลายค่ายกลชั้นฟ้าที่หนึ่งของ “ดวงดาราเก้าชั้นฟ้า”
เท่านั้น แม้แต่ชั้นฟ้าที่สองก็ยังไม่สามารถโจมตีให้พังลงได้ โหยวฉีเหมี่ยวแห่งสำนักบุกเบิกฟ้ามีสีหน้าเคร่งเครียด อย่างถึงที่สุด หลังจากการโจมตีอีกระลอกหนึ่งผ่านไป เขาก็พลันยกมือขึ้นสูง เรือรบทางช้างเผือกของสำนักบุกเบิกฟ้าพากันหยุด โจมตี ต้วนหงเหวินที่มีสภาพกระเซอะกระเซิง หน้า ขาวเผือดบินออกมาจากเรือรบลำหนึ่งแล้วกล่าวด้วย เสียงหนักอึ้ง “ดวงดาราเก้าชั้นฟ้าที่พิทักษ์นครสะเก็ด ดาวของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวน่าหวาดกลัวยิ่ง นัก เรือรบมากมายหลายลำร่วมกันโจมตีก็ยังได้ผล เพียงน้อยนิด” “ไม่เสียแรงที่เป็นพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวซึ่งเป็น ผู้พิชิตทางช้างเผือกของเผ่ามนุษย์มาหลายยุคหลาย สมัย” โหยวฉีเหมี่ยวทอดถอนใจเอ่ยชื่นชม
“พี่ซ่างกวาน เจ้าประมุข…จะมาตอนไหนรึ?” ต้วนหง เหวินมองไปยังซ่างกวานจื๋อแห่งพรรคเงามืดด้วยสี หน้าคาดหวัง “บางทีคงมีเพียงเจ้าประมุขมาเยือน ด้วยตัวเองเท่านั้นถึงจะมีวิธีทำลายดวงดาราเก้าชั้นฟ้า ของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวได้ หาไม่แล้วหากผู้ แข็งแกร่งของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวพากันหด หัวไม่ยอมออกมา พวกเราก็คงทำอะไรไม่ได้จริงๆ” “พรวด!” ห้วงมิติทางฝ่ายของพรรคเงามืดมีแรงกระเพื่อมไหวที่ เห็นได้ชัดส่งผ่านมา สีหน้าของทุกคนเปลี่ยนมาเป็นตื่นเต้นยินดี ทว่าคนที่เดินออกมาจากเรือรบกลับไม่ใช่เจ้าประมุข พรรคเงามืด แต่เป็นซ่งเช่อฉวนและผู้อาวุโสแดน เอตทัคคะของสำนักเมฆามรกตอีกไม่กี่คน “ซ่งเช่อฉวน!”
ซ่างกวานจื๋อ โหยวฉีเหมี่ยวและต้วนหงเหวินพากัน ร้องอุทานตกใจ ภายใต้การช่วยเหลือจากหงหมิงฮุยแห่งลัทธิจิตต วิสุทธิ์ ซ่งเช่อฉวนที่หนีมาทางรอยแยกห้วงมิติของ สำนักเมฆามรกตต้องเปลี่ยนสถานีตามดินแดนต่างๆ หลายแห่ง กว่าจะมาถึงที่นี่ได้ไม่ใช่เรื่องง่าย พอ มองเห็นพวกซ่างกวานจื๋อก็โหวกเหวกเสียงดังทันที “เจ้าประมุขอยู่ที่ไหน?” “ยัง ยังไม่มา” ซ่างกวานจื๋อตอบอย่างวัวสันหลังหวะ เหตุการณ์สะท้านฟ้าสะเทือนดินที่เกิดขึ้นในดินแดน คลื่นมรกต พวกเขาย่อมรู้ข่าวอยู่แล้ว ซ้ำพวกเขายังจง ใจปิดบังข่าวที่สำนักเมฆามรกตแพ้อนาถ ซ่งเช่อฉวน หนีไปและดินแดนคลื่นมรกตถูกทำลายเอาไว้ด้วยซ้ำ อย่าว่าแต่สำนักบุกเบิกฟ้าเลย แม้แต่ฝ่ายในของพรรค เงามืดก็ไม่ได้รู้เรื่องการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่เพิ่ง
เกิดขึ้นไม่นานนี้กันทุกคน “พวกเจ้า เจออะไรมา?” โหยวฉีเหมี่ยวถามอย่าง แปลกใจ “เนี่ยเทียนไปอาละวาดที่ดินแดนคลื่นมรกต ของพวกเจ้า เหตุใดพวกเจ้าไม่ไปกำราบเขา แต่ กลับมาที่นี่?” ทุกคนของสำนักบุกเบิกฟ้าต่างก็สงสัยใครรู้ “กำราบเขางั้นรึ?” ซ่งเช่อฉวนไม่โกรธกลับหัวเราะ “หากเจ้ากำราบเขาได้ ทำไมไม่ลงมือเสียตั้งแต่ตอน อยู่ดินแดนพงฟ้า? ตอนที่ข้าอยู่ดินแดนคลื่นมรกรต ไม่ได้ส่งข่าวมาให้พวกเจ้าไปช่วยหรอกหรือ? แต่พวก เจ้าอ้างว่าเนี่ยเทียนยังเป็นเด็กมีคุณสมบัติไม่พอ ปฏิเสธข้าไม่ใช่หรือไง?” “ตอนนี้ดินแดนคลื่นมรกตของข้าถูกไอ้คนที่พวกเจ้า เรียกว่าเด็กทำลายจนย่อยยับไปหมดแล้ว!” “สำนักเมฆามรกตก็ถูกไอ้เด็กนั่นฆ่าล้างสำนัก! ทุกที่ที่
เจ้าดาวหายนะนั่นผ่านไป ทุกชีวิตในดินแดน มหาสมุทรศักดิ์สิทธิ์ ดินแดนแอ่งมืดของข้าล้วนพินาศ วอดวายกันหมด!” ซ่งเช่อฉวนคำราม “ว่าไงนะ?” โหยวฉีเหมี่ยวหน้าเปลี่ยนสีทันควัน หัน ขวับไปถลึงตาใส่ซ่างกวานจื๋อ “ทำไมเจ้าถึงไม่บอก พวกเราว่าดินแดนคลื่นมรกตถูกเนี่ยเทียนทำลายทิ้ง ไปแล้ว?” “นี่…พวกเราเองก็เพิ่งได้ข่าวมาเมื่อไม่นานนี้ เหมือนกัน” ซ่างกวานจื่อยิ้มเจื่อน “เจ้าประมุขล่ะ? หากเจ้าประมุขยังไม่มา ข้าจะฉีก ข้อตกลงทิ้ง!” ซ่งเช่อฉวนโวยวายอย่างคลุ้มคลั่ง “ขอโทษที่ให้ทุกท่านรอนาน ข้าเพิ่งมาถึง” น้ำเสียง อ่อนโยนดังขึ้นมาจากในค่ายกลนำส่งกลางตัวเรือลำ หนึ่งของพรรคเงามืด ไม่รู้ว่าทำไม พอได้ยินเสียงนั้น ซ่งเช่อฉวนและ
โหยวฉีเหมี่ยวสองคนก็พลันสงบสติอารมณ์ลงได้ “วางใจเถอะ แผนการยังไม่เปลี่ยนแปลง ทุกอย่าง ยังคงอยู่ในการควบคุมของข้า เรื่องทางฝ่ายสำนัก เมฆามรกตของเจ้าเป็นเพียงแค่อุบัติเหตุครั้งหนึ่ง เท่านั้น อย่าว่าแต่ดินแดนคลื่นมรกตเลย ต่อให้เป็นทั้ง ดินแดนเมฆามรกตที่ต้องล่มสลายไปด้วยก็ไม่นับเป็น อะไรได้ เพราะดินแดนดวงดาวที่พวกเจ้าจะได้มาจาก พระราชวังโบราณสะเก็ดดาว ย่อมมีมากกว่านั้น” เจ้าประมุขพรรคเงามืดเอ่ยปลอบใจทุกคนพลางเดิน ออกมาจากในตัวเรือเนิบช้า “ข้าเตรียมตัวอยู่นานก็เพื่อหวังทำลายดวงดาราเก้า ชั้นฟ้าของนครสะเก็ดดาว จะได้จู่โจมสำนักแข็งแกร่ง ที่ยืนหยัดตั้งตระหง่านมานับสิบล้านปีก็ยังไม่ล้มลง แห่งนี้ในคราวเดียว” ……
นครสะเก็ดดาว กลางตำหนักโอ่อ่าแต่เคร่งเครียด เว่ยไหล เหยียนจั้น โต้วเทียนเฉินต่างก็รู้สึกกดดันหนักอึ้งในหัวใจ “ฟิ้ว!” รองเจ้าตำหนักฉู่รุ่ยพาวังเหม่ยเจียข้ามผ่านค่ายกล นำส่งแห่งหนึ่งมาปรากฏตัวอย่างเงียบเชียบ อาภรณ์วิเศษบนร่างของวังเหม่ยเจียที่สลักลวดลาย ดวงดาวลึกลับไว้มากมายไม่เหลือแสงสว่างอีกต่อไป ปราณของนางอ่อนระโหยอย่างถึงที่สุด พอมาถึงก็นั่ง ลงแล้วแน่นิ่ง ไม่เอ่ยคำใด ฉู่รุ่ยที่พานางเข้ามาก็นั่งแปะลงบนเก้าอี้ ทั้งยังหอบ หายใจฮักๆ ไม่หยุด “ไปเจอใครมาล่ะ?” โต้วเทียนเฉินมองปราดเดียวก็รู้ถึงความร้ายแรงของ
สถานการณ์ “รองเจ้าตำหนัก! ท่านพาศิษย์น้องวัง กลับมา ดูเหมือนว่าจะยิ่งเป็นการเพิ่มอาการบาดเจ็บ ให้ตัวเองกระมัง?” “พูดไปแล้วก็แปลก คนที่ข้าเจอไม่ใช่คนของพรรคเงา มืด แต่กลับเป็นซื่อเซวี่ยต้าจุนของเผ่าภูตผีปีศาจ” ฉู่ รุ่ยยิ้มจืดเจื่อน “ว่าไงนะ?” เว่ยไหลพลันหน้าเปลี่ยนสี “ซื่อเซวี่ย ต้าจุนของเผ่าภูตผีปีศาจไม่ได้ถูกผู้อาวุโสใหญ่ทำร้าย จนบาดเจ็บสาหัสหรอกหรือ? หลังจากที่ซื่อเซวี่ย ต้าจุนพ่ายแพ้ในการต่อสู้ก็เก็บตัวเงียบไปนาน ทำไม จู่ๆ ถึงมาร่วมกับพรรคเงามืดได้?” ซื่อเซวี่ยต้าจุนมีสายเลือดระดับสิบขั้นกลาง ศักยภาพ เท่าเทียมกับฉู่รุ่ยพอดี ทว่าก่อนหน้านี้ตอนที่อยู่ดินแดนหุบน้ำแข็ง ฉู่รุ่ยได้ถู กปิงกู่ต้าจุนกำราบไว้นานมาก พลังถูกลดทอนไป
มหาศาล ซ้ำตอนอยู่ดินแดนพงฟ้ายังประมือกับโหยว ฉีเหมี่ยว เป็นเหตุให้อาการบาดเจ็บถูกซ้ำเติมจนหนัก เข้าไปอีก คราวนี้เขาไปช่วยวังเหม่ยเจียที่ถูกพรรคเงามืดข่มขู่ กลับมา เขากลับไม่ได้เจอกับเจ้าประมุขของพรรคเงา มืด แต่กลับเจอการซุ่มโจมตีจากซื่อเซวี่ยต้าจุน เห็นได้ ชัดว่านี่เป็นเรื่องผิดปกติ “ดูเหมือนว่าซื่อเซวี่ยต้าจุนคิดจะจับตัวเหม่ยเจีย เอาไว้เพราะหวังจะรีดไถของอะไรบางอย่างไปจาก พวกเรา” ฉู่รุ่ยขมวดคิ้ว “บางทีอาจเป็นหินปีศาจดำ มืดที่หายไปของเผ่าภูตผีปีศาจ หรือไม่ก็ของอย่างอื่น ยังดีที่ข้าไปช่วยเหม่ยเจียออกมาจากมือของซื่อเซวี่ย ต้าจุนได้ทันเวลา” “แต่ท่านก็บาดเจ็บเพิ่มขึ้นอีกไม่ใช่หรือ?” โต้วเทียน เฉินกล่าว
ฉู่รุ่ยพยักหน้ารับ “สภาพของข้าตอนนี้ย่ำแย่มาก อย่า ว่าแต่เจ้าประมุขพรรคเงามืดเลย ต่อให้เป็นโหยวฉี เหมี่ยวก็เกรงว่าข้าคงไม่อาจไปต่อสู้กับเขาตัวต่อตัว ได้” “ดวงดาราเก้าชั้นฟ้าของสำนักเราที่ผ่านการปลุกเสก จากนายแห่งดวงดาวรุ่นแล้วรุ่นเล่าก็ทำลายไม่ได้ง่าย ขนาดนั้น” เว่ยไหลแค่นเสียงในลำคอ “อีกอย่าง ทางฝั่งของเนี่ยเทียนก็ยังสำแดงบารมี ติดต่อกันหลายครั้ง!” เหยียนจั้นหัวเราะหึหึ “รองเจ้า ตำหนัก บางทีเจ้าคงยังไม่รู้กระมัง? ผู้อาวุโสจู่กวาง เหย้าเองก็ฝ่าทะลุสู่แดนเทพเจ้าได้อย่างราบรื่นด้วย การช่วยเหลือจากเนี่ยเทียน! หากขอบเขตแดนเทพ เจ้าของเขามั่นคงเมื่อไหร่ก็สามารถอาศัยค่ายกลนำส่ง เดินทางกลับมายังสำนักได้!” “ว่าไงนะ?” ฉู่รุ่ยอุทานเสียงหลง
วังเหม่ยเจียที่หลับตาก็พลันลืมตาโพลงเพราะประโยค นี้ของพวกเขา “ฟิ้ว!” และเวลานี้เอง ซือคงฉั่วที่อาศัยค่ายกลนำส่งลึกลับก็ ได้มาปรากฏตัวในพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว แล้ว บึ่งฉิวเข้ามาถาม “ผู้อาวุโสทุกท่าน รองเจ้าตำหนัก สถานการณ์ในตอนนี้เป็นอย่างไรบ้างแล้ว?” เขาปลดปล่อยปราณของแดนเอตทัคคะที่เพิ่งเลื่อนขั้น ได้ไม่นานออกมาอย่างไม่ปิดบัง ซ้ำยังร่ายแดน เอตทัคคะที่เป็นดั่งเมฆาดาราพร่างพราวของเขา ออกมาด้วย “แดนเอตทัคคะ! เจ้าเองก็เลื่อนสู่แดนเอตทัคคะ แล้ว!” ฟางหยวนตะลึงพรึงเพริด ซื่อคงฉั่วยิ้มอย่างลำพองใจ “แรงกดดันสามารถทำให้ ขอบเขตของคนก้าวกระโดด ข้าฝ่าทะลุขอบเขตแล้ว
และดาวตกสวรรค์มวลดาวก็ผสานรวมกับเข้าได้อย่าง สมบูรณ์แบบแล้ว” ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 43 บทที่ 1290 หลายฝ่ายมาเยี่ยมเยียน
ทิศใต้ของดินแดนเมฆามรกต บางครั้งก็มีเรือรบทางช้างเผือกซึ่งไม่เป็นที่รู้จักข้าม ผ่านห้วงอวกาศมาถึง ผู้ฝึกลมปราณจากต่างแดนบ้างก็มา บ้างก็จากไป ซึ่ง ส่วนใหญ่ต่างก็พากันเข้าๆ ออกๆ อยู่ในพื้นที่แห่งนี้ พวกคนที่ได้เป็นประจักษ์พยาน เห็นเหตุการณ์ที่เนี่ย เทียนทำลายอาณาจักรคลื่นมรกต ฆ่าล้างสำนักเมฆา มรกต โจมตีให้ซ่งเช่อฉวนบาดเจ็บสาหัส ช่วยให้จู่ กวางเหย้าฝ่าทะลุสู่แดนเทพเจ้าต่างก็มีคำตอบอยู่ใน ใจตัวเอง คนส่วนหนึ่งจึงจากไปก่อน ทว่าคนที่มากกว่านั้นกลับเป็นพวกที่รู้ข่าวในภายหลัง จึงเดินทางข้ามผ่านทางช้างเผือกอันยาวไกล ตั้งใจมา
เยี่ยมเยือน หนึ่งก็หวังว่าจะมายินดีกับจู่กวางเหย้าที่เลื่อนสู่แดน เทพเจ้า แต่ที่สำคัญที่สุดคือต้องการเยี่ยมพบเนี่ยทียน ที่ถูกขนานนามว่า “ผู้สร้างแดนเทพเจ้า” และ “ดาว หายนะ” ผู้เลื่องลือ ช่วงแรกเริ่มมีเพียงแค่คนจากดินแดนดวงดาวระดับสูง หรือไม่ก็คนจากกองกำลังและสำนักเล็กๆ บางแห่ง เท่านั้น แต่ไม่นานก็มีผู้แข็งแกร่งของหอทอดฟ้า ลัทธิจิตต วิสุทธิ์และสำนักห้าธาตุทยอยกันมาเยือน “อู้!” ท่ามกลางเรือรบลำหนึ่งที่ลอยผ่านดวงอาทิตย์ ร้อนแรง เฮ้อเหลียนสงแห่งหอทอดฟ้าที่ยืนอยู่ในเรือ ได้เลื่อนสู่แดนว่างเปล่าช่วงท้ายและเตรียมจะสร้าง แดนเอตทัคคะของตัวเองแล้วเช่นกัน
เขามองผ่านเรือรบไปยังดวงอาทิตย์ที่ซ่อนตัวจู่กวาง เหย้าเอาไว้ รับสัมผัสอยู่นานเป็นครู่ใหญ่ ก่อนจะ พึมพำกับตัวเองเบาๆ “ถูกต้องแล้ว ปราณที่แผ่ ออกมาจากดวงอาทิตย์ดวงนั้นเป็นพลังแห่งเทพของจู่ กวางเหย้าจริงๆ” เย่เหวินฮั่นที่มาจากหอทอดฟ้าเหมือนกันและมีตบะ เป็นแดนเทพเจ้าช่วงต้นกล่าวอย่างปลงอนิจจังว่า “คาดไม่ถึงเลยว่าพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวที่เริ่ม เสื่อมถอย และเดิมทีก็นึกว่าจะล่มจมแล้วกลับยังมี ดาวดวงใหม่เปล่งประกายขึ้นมา ไม่เสียแรงที่ พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวคือสำนักที่มีรากฐานลึก ล้ำ ในบรรดานายแห่งดวงดาวแต่ละรุ่น มักจะต้องมี คนที่โดดเด่นล้ำเลิศปรากฎตัวเสมอ” “ซือคงฉั่วก็นับเป็นหนึ่งในนั้นหรือ?” เฮ้อเหลียนสง เอ่ยถาม
เย่เหวินฮั่นส่ายหน้า “ซือคงฉั่วไม่นับว่าโดดเด่น ใน บรรดาบุตรแห่งดวงดาวรุ่นที่ผ่านๆ มา เขาไม่ถือว่า เป็นคนที่ล้ำเลิศที่สุด ส่วนรุ่นนี้ เมื่อเนี่ยเทียนผ่าน ประสบการณ์เส้นทางแห่งดวงดาว เหยียบย่างเข้ามา ในพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว รัศมีของเขาซือคงฉั่ว ก็ถูกกลบทับไปแล้ว ยิ่งเป็นช่วงหลัง ชื่อเสียงของเนี่ย เทียนในทางช้างเผือกก็ยิ่งดังเลื่องลือ ชื่อของซือคงฉั่ว จึงถูกลบหายไปจากใจของทุกคน” เฮ้อเหลียนสงรับฟังเงียบๆ พลางทอดสายตามองไป ยังวงแสงพร่างพราวหลายชั้นที่อยู่ห่างไปไกล และเนี่ยเทียนก็อยู่ในนั้น “ทั้งๆ ที่หอทอดฟ้าของพวกเรารู้การกระทำของ พรรคเงามืด สำนักบุกเบิกฟ้าและสำนักเมฆามรกต เป็นอย่างดี แต่กลับปล่อยปละละเลย นี่เป็นเพราะ เหตุใด?” เนิ่นนานต่อมา เฮ้อเหลียนสงจึงเอ่ยขึ้นด้วย
ความไม่เข้าใจ “หรือว่าต้องการจะเห็นพระราชวัง โบราณสะเก็ดดาวถูกสำนักอย่างพรรคเงามืดฮุบกลืน ไปจริงๆ?” “เจ้าหอไม่อยู่ เหล่าฟ่านก็ไม่สนใจเรื่องภายนอก ช่วง นี้ก็ไม่รู้ว่าเขาไปอยู่ที่ไหน” เย่เหวินฮั่นขมวดคิ้ว “พวก เขาสองคนสามารถกำราบเจ้าประมุขพรรคเงามืดได้ แต่ข้าไม่มีความสามารถเช่นนั้น นอกจากนี้ในอดีต พรรคเงามืดยังเคยเสียสละเพื่อความปลอดภัยของเผ่า มนุษย์ ซ้ำยังเป็นมิตรกับสำนักต่างๆ ดังนั้น…” “หากจี้ชางและโม่เหิงกลับมาแล้วซักไซ้เอาความ เรา จะทำอย่างไร?” เฮ้อเหลียนสงถามอีก “เรื่องในอนาคตใครเล่าจะบอกได้?” เย่เหวินฮั่นเองก็ จนใจอย่างมาก “การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในตอนนี้ ปัญหามากมายต่างก็ดาหน้าเข้ามา หอทอดฟ้าของ พวกเราเองจะผ่านมันไปได้อย่างปลอดภัยหรือไม่ก็ยัง
ไม่รู้แน่ พวกเราไม่เหลือแรงให้ไปก้าวก่ายเรื่องของ สำนักอื่นหรอก แล้วก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องทำ เช่นนั้นด้วย” …… “อู้! อู้ๆ!” หวงจินหนัน โหลวหงแยน โหวชูหลันและแดน เอตทัคคะอีกหลายคนของสำนักห้าธาตุต่างก็เดิน ออกมาจากเรือรบ และมาหยุดอยู่ริมขอบด้านนอก ของวงแสงพร่างพราว หล่วนชิงหลิ่วอุทานเบาๆ ว่า “ผู้สร้างแดนเทพเจ้า!” ดวงตาของนางเปล่งประกายเจิดจ้า เพราะว่านางที่ ติดขัดอยู่ในแดนเอตทัคคะช่วงท้ายมานานหลายปีก็ เริ่มเกิดความคาดหวังขึ้นมาบ้างแล้วเหมือนกัน “นึกไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าเนี่ยเทียนจะสามารถนำเรื่อง น่ายินดีที่ยิ่งใหญ่มามอบให้พวกเราได้อีกครั้ง”
หวงจินหนันทอดถอนใจ “นับตั้งแต่ที่จากลากันใน ดินแดนพงฟ้า ยังนึกว่าเขาจะไปหาสถานที่สร้างแดน ว่างเปล่าของตัวเองเงียบๆ คาดไม่ถึงเลยว่าการฝ่า ทะลุแดนว่างเปล่าของเขาจะสร้างความครึกโครม พลิกฟ้าพลิกดินขนาดนี้ ซ้ำยังใช้กำลังของตัวเองคน เดียวทำลายสำนักเมฆามรกตจนแทบไม่เหลือซาก” “เนี่ยเทียนประสบความสำเร็จแล้ว” โหลวหงแยนม องเขาด้วยสายตาลึกล้ำ “ต่อให้พระราชวังโบราณ สะเก็ดดาวล้มลง เขาเนี่ยเทียนก็ยังสามารถเดินไปสู่ จุดสูงสุดท่ามกลางซากปรักหักพังของพระราชวัง โบราณสะเก็ดดาวได้ ขอแค่เขาไม่ตายไปก่อนกลางคัน สักวันหนึ่งเขาเนี่ยเทียนจะต้องเข้ามาแทนที่จี้ชางและ สร้างพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวขึ้นมาได้อีกครั้ง” “มีเขาอยู่ พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวก็ไม่มีทางล้ม ลง!” โหวชูหลันกล่าวด้วยรอยยิ้ม
หวงจินหนันเงียบไปครู่ก็พูดขึ้นว่า “ดูจากสถานการณ์ ในตอนนี้ ข้าว่าพวกเราควรต้องพิจารณากันใหม่เสีย แล้วว่าสำนักห้าธาตุจะยื่นมือเข้าแทรกเรื่องที่พรรค เงามืด สำนักบุกเบิกฟ้าและสำนักเมฆามรกตคิดจะฮุบ กลืนพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวหรือไม่ พวกเราไป ขอความเห็นจากพวกผู้อาวุโสในสำนักใหม่อีกครั้งดี ไหม?” “ข้าก็คิดอย่างนี้อยู่เหมือนกัน” โหวชูหลันเห็นด้วย ทันที …… “พรวด!” รอยแยกห้วงมิติเส้นหนึ่งปริแตกออก จีหยวนฉวนแห่งลัทธิจิตตวิสุทธิ์พาฉีเหลียนซานและผู้ อาวุโสของลัทธิจิตตวิสุทธิ์อีกหลายคนมาปรากฏตัวอยู่ ตรงริมฝั่งอีกแห่งหนึ่งของวงแสงพร่างพราว
สถานที่แห่งนี้เป็นจุดที่พวกอวี๋ซู่อิง โม่เชียนฝาน อิ่ นสิงเทียน ต่งลี่ เซี่ยเชียนและบุตรวิญญาณโลหิต รวมตัวกันอยู่ “จีหยวนฉวน!” พอเขามาถึง อวี๋ซู่อิงและโม่เชียนฝานก็สัมผัสได้ทันที คนทั้งสองหน้าเปลี่ยนสีเล็กน้อย “อย่าเข้าใจผิด!” จีหยวนฉวนยกมือห้ามปราม ก่อน จะเดินมาหยุดอยู่ใจกลางวงล้อมของพวกเขาแล้วเอ่ย เสียงเบา “การตัดสินใจของหงหมิงฮุยและรองเจ้า ลัทธิเสวียนกวางอวี่ไม่เกี่ยวข้องกับข้า!” กล่าวจบเขาก็จ้องไปยังวงแสงรอบนอกที่ล้อมวน ร่างกายเนี่ยเทียนเอาไว้ พลางรับสัมผัสอยู่กับตัวเอง “ข้าเดาเอาว่าท่านจีเองก็คงไม่เกี่ยวข้องอะไรด้วย” ต่งลี่เม้มปากยิ้ม “เพราะเท่าที่ข้ารู้มา ท่านจีเป็นคนที่ ยืนกรานจะยืนอยู่ข้างกายของเผยฉีฉีผู้นั้น”
จีหยวนฉวนยิ้มแห้งๆ ก่อนจะกล่าวอีกว่า “คุณหนูเผย กำลังปิดด่าน ดังนั้นนางจึงไม่รู้เรื่องราวภายนอก ช่วง นี้เจ้าลัทธิของข้าเองก็ไม่อยู่ ด้วยเหตุนี้รองเจ้าตำหนัก เสวียนกวางอวี่จึงรับหน้าที่เป็นผู้ดูแลเรื่องราวใน สำนักชั่วคราว” เขามาก็เพราะต้องการอธิบายให้สองฝ่ายเข้าใจกัน ชัดเจน วิธีการที่ลัทธิจิตตวิสุทธิ์กระทำในช่วงที่ผ่านมาล้วน เป็นฝีมือของหงหมิงฮุยและเสวียนกวางอวี่สองคน เท่านั้น ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเขา เผยฉีฉีและชวีอี้ “ข้าเข้าใจถึงจุดประสงค์ที่เจ้ามา” ต่งลี่พยักหน้ารับ เบาๆ “การฝ่าทะลุขอบเขตของเนี่ยเทียนจะสิ้นสุดอย่าง แท้จริงเมื่อไหร่?” จีหยวนฉวนขมวดคิ้ว “สถานการณ์ ของทางฝ่ายพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวท่าไม่ดีเอา
อย่างมาก ข้าได้ข่าวที่แน่ชัดมาว่า ท่านผู้นั้นของพรรค เงามืดเดินทางไปถึงนครสะเก็ดดาวแล้ว ทั้งยังเตรียม จะโจมตีดวงดาราเก้าชั้นฟ้าในทันที หากค่ายกลที่ ปกป้องนครสะเก็ดดาวมานับสิบล้านปีแห่งนี้ถูก ทำลายลงเมื่อไหร่ พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวก็จะ ถูกยึดได้ทันที” “พวกเราไม่สนใจว่านครสะเก็ดดาวและพระราชวัง โบราณสะเก็ดดาวจะเป็นหรือตาย” อวี๋ซู่อิงแสดงท่าที อย่างชัดเจน “เนี่ยเทียนต่างหากถึงจะเป็นบุคคลที่ พวกเราใส่ใจอย่างแท้จริง หากเนี่ยเทียนไม่ต้องการ พวกเราจะไม่มีทางเข้าไปที่นครสะเก็ดดาว ในสายตา ของพวกเรา การที่เนี่ยเทียนสร้างแดนว่างเปล่าให้ มั่นคงสำคัญยิ่งกว่าสิ่งใดทั้งนั้น” พวกโม่เชียนฝาน อิ่นสิงเทียน เซี่ยเชียน บุตรวิญญาณ โลหิตต่างก็พากันพยักหน้ารับเห็นด้วย
ในสายตาของพวกเขามีแต่เนี่ยเทียน ไม่มีพระราชวัง โบราณสะเก็ดดาว แล้วก็ด้วยเหตุนี้ตอนที่ซินฉิงและหันหว่านหรงสองคน รีบร้อนกลับสำนักแล้วชวนให้พวกเขาไปด้วยกัน พวก เขาถึงได้ปฏิเสธอย่างไม่ต้องคิด ซินฉิงและหันหว่านหรงเองก็เริ่มเข้าใจว่า นอกจาก เนี่ยเทียนแล้วก็ไม่มีใครสั่งผู้เฒ่าประหลาดเหล่านี้ได้ “อู้! อู้! อู้!” จู่ๆ วงแสงพลังงานพร่างพราวหลายชั้นที่อยู่เบื้องหน้า ทุกคนก็เกิดพายุพัดกระหน่ำ ภาพมายาของดินแดนดวงดาวเหนือศีรษะเนี่ยเทียน ดินแดนเปลวเพลิงรอบกายและดินแดนพืชหญ้าที่เขา เหยียบอยู่ใต้ฝ่าเท้าพลันทับซ้อนเข้าด้วยกัน เหมือน โลกหลายแห่งกำลังจะผสานรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน “ดินแดนว่างเปล่าทั้งสาม ธาตุสามชนิดที่แตกต่างกัน
วิชาคาถาที่ไม่เหมือนกัน นี่เขาจะฝืนผสานรวมพวก มันเข้าด้วยกันอย่างนั้นหรือ?” จีหยวนฉวนตกใจอย่างหนัก “การผสานรวมของธาตุ มาพร้อมกับความเสี่ยงอย่างใหญ่หลวง! หลายคนที่ ต้องตายก็เพราะว่าฝืนผสานรวมพลังงานต่างธาตุเข้า ด้วยกัน!” คนที่รู้ว่าการผสานรวมธาตุยากมากแค่ไหนนั้น ไม่ต้อง รอให้จีหยวนฉวนเอ่ยเตือนก็ล้วนหน้าเปลี่ยนสีกันไป หมด “ที่โหยวฉีเหมี่ยวแห่งสำนักบุกเบิกฟ้าน่ากลัวได้ขนาด นี้ก็เพราะว่าเขาผสานรวมพลังงานต่างธาตุสองชนิด ให้เป็นหนึ่งเดียวกัน” จีหยวนฉวนกล่าวต่อ “เพียงแต่ ข้าเคยได้ยินว่าตอนที่โหยวฉีเหมี่ยวผสานรวม จิต วิญญาณเกือบจะแหลกสลาย ยังดีที่คาถาผสานฟ้า ของสำนักบุกเบิกฟ้าเหมาะสมกับการผสานรวมธาตุ
อยู่แล้ว เขาถึงเลื่อนขั้นได้อย่างราบรื่น” “วิชาการฝึกตนของเนี่ยเทียนไม่มีวิชาอย่างคาถา ผสานฟ้า เขาจะทำสำเร็จหรือ?” จีหยวนฉวนมีสีหน้าเป็นกังวล เขาหวังจากใจจริงว่า เนี่ยเทียนจะทำสำเร็จ “เนี่ยเทียนต้องทำสำเร็จแน่!” ต่งลี่กระชากเสียง “พรวด!” ทันใดนั้นอาวุธหลายชิ้นก็บินออกมาจากในกระแส ปั่นป่วนหุนตุ้นที่เนี่ยเทียนอยู่ ท่อนกระดูกเรียวยาวของสัตว์ยักษ์มวลดารา ไข่มุก วิญญาณมืด เกราะมังกรเพลิง สมบัติวิเศษหลายชิ้นที่ เนี่ยเทียนใช้แก่นเลือดแห่งชีวิตบำรุงอยู่หลายปีต่างก็ บินออกจากวงแสงชั้นในมาสู่วงแสงชั้นนอก ท่อนกระดูก ไข่มุกวิญญาณมืด เกราะมังกรเพลิงต่างก็
พร้อมใจกันดูดเอาพลังงานซับซ้อนหลากหลายชนิดที่ อยู่ในวงแสงชั้นนอกมาให้ตัวเอง ทุกคนจับตามองอย่างละเอียดก็ค้นพบด้วยความตก ตะลึงว่า วงแสงชั้นนอกที่เปี่ยมล้นไปด้วยพลังงานพลุ่ง พล่าน บิดเบือนและฉีกกระชากค่อยๆ หดเข้าหากัน สนามแม่เหล็กพลังงานที่รวบรวมพลังงานหลากหลาย มาอย่างยาวนาน พอผ่านการกดทับและหล่อหลอมก็ คล้ายจะผสานรวมเข้าไปในวัตถุประหลาดเหล่านั้น ทุกอย่างล้วนอยู่ในการควบคุมและบังคับของ เนี่ยเทียน ———————————
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี