ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 142 ฟอาที่เตมไปด้้วยด้วงด้าวของต่างแด้น
“ฟิ้ว!”
ร่างของเนี่ยเทียนพลันถูกดู้ด้เข้าไปในประตูสวรรค์
ลำาแสงสวยงามจับตาห้าสีแล่นฉิวผ่านร่างเขาไปอย่างต่อ เนื่อง เลือด้เนื้อของเขาคล้ายถูกด้ึงรั้งด้้วยพลังบางอย่างจึงพุ่งไปข้าง หน้าอย่างรวด้เรมว
อักขระมากมายที่เขาไม่รู้จักวาบผ่านราวกับด้าวตก
อักขระเหล่านั้น เขาเหมนแค่ปราด้ๆ ไม่รู้รูปร่างที่แท้จริง ของมัน
แต่เขากลับรู้ว่าอักขระพวกนั้น…มีเพียงส่วนหนึ่งที่เป็นผล งานโด้ด้เด้่นของผู้ฝึกลมปราณบรรพกาลเผ่ามนุษย์ ที่มากกว่านั้นคือ อักขระของต่างเผ่าที่แม้แต่เขากมยังแยกแยะไม่ออก
เขารู้สึกว่าตัวเองลอยผ่านช่องทางมิติสีสันงด้งามเหล่านั้น แค่สิบกว่าวินาที
จากนั้นพลังกด้ด้ันระลอกหนึ่งกมพุ่งเข้าใส่โด้ยที่ไม่มี สัญญาณใด้บอกกล่าว
เขาพลันรู้สึกเวียนหัวตาลาย มิอาจมองเหมนวัตถุใด้ๆ ที่อยู่ ข้างกายได้้อีก เรือนกายของเขากมคล้ายกลายมาเป็นลำาแสงเส้นหนึ่งที่ ถูกขว้างไปยังด้ินแด้นเยมนเยียบ
“ตุบ!”
หลังจากที่กระแทกลงพื้นอย่างแรงร่างของเขากมกลิ้งหลุนๆ อยู่หลายรอบถึงค่อยๆ หยุด้ยั้งตัวเองได้้
เขาลืมตาขึ้น เงยหน้ามองท้องฟอา สิ่งที่เหมนมีเพียงด้วงด้าว ด้ารด้าษ
ในสายตาของเขา ด้าวเหล่านั้นช่างแจ่มชัด้ยิ่งนัก กะพริบวิ บวาว ปลด้ปล่อยแสงเยมนเยือกเรียบสงบ
ด้าวบางด้วงอยู่ห่างจากเขาไกลแสนไกล มองเหมนเป็นเพียง ขนาด้เท่าเมลมด้ข้าวเท่านั้น
ทว่ากมีด้าวบางส่วนที่อยู่ใกล้เขาเข้ามาหน่อย มันใหญ่ ราวกับพระจันทร์
ท่ามกลางทางช้างเผือกที่เยมนเยียบไม่มีด้วงอาทิตย์ ด้วง จันทร์ มีเพียงด้วงด้าวที่เปล่งแสงระยิบระยับกลาด้เกลื่อนกระจาย เตมม่านรัตติกาล
“นอกอาณาจักร…”
เขาพึมพำา ถอนเส้นสายตากลับคืนมาจากท้องฟอา หมุนตัว มองประเมินไปรอบด้้าน
เขาค้นพบทันทีว่าจุด้ที่เขาร่วงลงมาคือก้อนหินทรงปริซึม ขนาด้ใหญ่ยักษ์ที่ลอยตัวอยู่ในทางช้างเผือก
หินทรงปริซึมนั้นน่าจะยาวห้าหกลี้ ยืด้ขยายออกไปยังทิศ ไกล
เขาทอด้สายตาออกไปไกล พบว่าในทางช้างเผือกยังมีหิน ขนาด้ใหญ่ยักษ์รูปทรงแปลกประหลาด้มากมายลอยตัวอยู่ คล้ายว่า หยุด้อยู่นิ่งแบบนี้มานานนับสิบล้านปีแล้ว
หินยักษ์ก้อนแล้วก้อนเล่าต่างกมีรูปร่างต่างกันออกไป บาง ก้อนกมีมุมหินที่เลมกยาวเชื่อมต่อกัน บางก้อนกมลอยโด้ด้เด้ี่ยว
มองผ่านๆ ครู่หนึ่ง เขาพบว่าก้อนหินที่มีขนาด้ใหญ่เท่ากับ หินที่เขาอยู่ตอนนี้เกรงว่าน่าจะมีนับพันนับหมื่นก้อน
ห่างออกไปไกลกว่านั้นที่เส้นสายตาของเขาทอด้ไปไม่ถึง บางทีอาจจะยังมีหินประเภทนี้อยู่อีกเยอะ
“ด้ินแด้นอุกกาบาต?”
เขาพึมพำาพลางปลด้ปล่อยกระแสจิตออกไปรับสัมผัสกับ สภาพรอบด้้านอย่างละเอียด้
ในขอบเขตที่กระแสจิตของเขาปกคลุมไปถึง เขาสัมผัสไม่ ได้้ถึงปราณของสิ่งมีชีวิตใด้ๆ ซึ่งกมหมายความว่า…รอบกายเขาไม่มี คนอยู่
“ไม่นึกเลยว่าจะไม่มีใครมาอยู่กับข้า ดู้เหมือนว่าที่นี่จะไม่ ค่อยเหมือนกับการประลองในโลกมายามรกตเท่าใด้นัก” เขาแอบ แปลกใจอยู่กับตัวเอง
ตอนที่เขาเข้าร่วมการประลองในโลกมายามรกต เมื่อเด้ิน เข้าไปในโลกมายามรกตโด้ยผ่านประตูลึกลับบานนั้นกมได้้อยู่กับพวก อันอิ่งแห่งหอหลิงเป่า
พวกเขาล้วนปรากฏตัวพร้อมกันอยู่ในบานประตูลึกลับ ของโลกมายามรกต
และกมด้้วยเหตุนี้ เขาจึงมีสหายร่วมเด้ินทางอยู่ข้างกาย ตั้งแต่เริ่มต้น และกมเพราะมีอันอิ่งอยู่ด้้วย ทุกคนจึงได้้รู้จักกันในโลก มายามรกต
ทว่าตอนนี้…
ตอนที่ลอด้ผ่านประตูสวรรค์เข้ามา พลังลึกลับของประตู สวรรค์นั่นกลับแบ่งแยกทุกคนออกจากกัน
หลังจากที่ลูกศิษย์ของเจมด้สำานักจากอาณาจักรหลีเทียน เข้ามาในพื้นที่แห่งนี้แล้วกมน่าจะถูกจับแยกให้กระจายตัวกันออกไป อยู่บนหินอุกกาบาตเช่นเด้ียวกับเขาในตอนนี้
อยู่ๆ เขากมรู้สึกเป็นห่วงลี่ฝาน หลิวเหยี่ยนแห่งสำานักหลิงอ วิ๋น รวมไปถึงอันซืออี๋จากหอหลิงเป่า
หากพวกเขาโชคร้ายถูกเหวี่ยงให้ไปเจอกับพื้นที่ที่ผู้ แขมงแกร่งขอบเขตต้นสวรรค์จากต่างอาณาจักรเหล่านั้นอยู่ เกรงว่า คงถูกสังหารในทันที
“อู้!”
ลมเยมนๆ ระลอกหนึ่งพัด้โชยมาจากทางช้างเผือกเยมนเยือก วังเวง
“หนาวจัง!”
เมื่อลมเยมนพัด้ผ่าน เลือด้เนื้อของเขากมค่อยๆ แขมงค้างไปที ละนิด้ เส้นผมและขนตาเริ่มมีน้ำาแขมงเกาะ
เขารีบโคจรพลังวิญญาณในร่างมาต้านทานกระแสความ เยมนทันที
ทันใด้นั้นเขากมีการค้นพบที่น่าตะลึง—สถานที่แห่งนี้ไม่มี ปราณวิญญาณให้เอามาใช้ได้้แม้แต่เส้นเด้ียว!
อากาศที่เขาสูด้เข้าปอด้สะอาด้เยือกเยมน แต่กลับไม่มี ปราณวิญญาณฟอาด้ินที่น้ำาวนพลังวิญญาณในมหาสมุทรวิญญาณ ของเขาจะด้ึงดู้ด้มาใช้ได้้แม้แต่เสี้ยวเด้ียว
นี่หมายความว่าในต่างแด้นที่วิเวกเยมนเยือกแห่งนี้ หากเขา คิด้จะเอาพลังวิญญาณมาช่วยในการฝึกบำาเพมญตบะกมจำาเป็นต้อง อาศัยหินวิเศษเท่านั้น
ไม่มีหินวิเศษ พลังวิญญาณของเขาที่ใช้ไปจะไม่ได้้รับการ ชด้เชย
“กึกๆ!”
ฟันของเขากระทบเข้าหากัน จึงด้ึงเอาพลังวิญญาณออก มาอาบไล้ไปทั่วร่างกายตัวเองอย่างต่อเนื่อง
เนิ่นนานหลังจากนั้น ลมเยมนที่พัด้โชยมาถึงได้้ค่อยๆ จาก ไปไกล
ส่วนเขา ในระยะเวลาสั้นๆ แค่ครึ่งชั่วยามกลับใช้พลัง วิญญาณไปแล้วถึงหนึ่งในห้าส่วน
—ซึ่งเวลานี้เขายังยืนอยู่ที่เด้ิมไม่ได้้ขยับไปไหน
“แรงโน้มถ่วง…คงไม่ได้้พิลึกพิลั่นเท่าไหร่กระมัง?”
เขารู้ด้ีว่าแรงโน้มถ่วงที่น่ากลัวมากเกินไปจะกลายมาเป็น ภาระหนักอึ้งต่อร่างกายเช่นกัน
หากแรงโน้มถ่วงของที่นี่เหมือนกับต่างแด้นที่แกนเลือด้พา เขาไป เกรงว่าอยู่ที่นี่เขาคงยากที่จะเคลื่อนย้ายตัวไปไหนได้้
เพราะมีความสงสัยเช่นนี้ เขาจึงเริ่มขยับเท้าของตัวเอง ทด้ลองกระโด้ด้
“สวบ!”
อยู่ๆ เขากมลอยพรวด้ขึ้นไปบนอากาศสิบเมตร!
“สนามโน้มถ่วงที่นี่อ่อนแรงกว่าที่อาณาจักรหลีเทียน มากมายนัก!” หลังจากที่ร่วงลงมาบนพื้น เขาออกแรงแตะพื้นหิน เบาๆ ร่างกมลอยพรวด้ขึ้นไปกลางอากาศอีกครั้ง
“เนี่ยเทียน!”
เพราะตัวเขาลอยขึ้นกลางอากาศ เสียงที่คุ้นเคยเสียงหนึ่ง พลันด้ังมาจากทิศไกล
เนี่ยเทียนที่กำาลังจะร่วงลงพื้นหันไปมองตามเสียง จึงเหมน เจิ้งปินแห่งอารามเสวียนอู้ได้้ในทันที
เจิ้งปินเองกมอยู่โด้ด้เด้ี่ยวเช่นกัน เวลานี้เขากำาลังอยู่บนก้อน หินสีน้ำาตาลก้อนหนึ่งที่ปูด้นูนซึ่งห่างจากเขาไปประมาณหนึ่งพัน เมตร
เหมนได้้ชัด้ว่าเจิ้งปินจงใจปกปิด้ร่องรอยของตัวเอง หด้ร่าง อยู่ข้างก้อนหินสีน้ำาตาลนั้น คล้ายหวาด้กลัวว่าใครจะมาพบเข้า
พอเขาพุ่งพรวด้ขึ้นมากลางอากาศ เจิ้งปินถึงได้้สังเกตเหมน เขา แล้วกมอด้ไม่ไหวจนต้องเด้ินออกมาตะโกนหนึ่งประโยค
“ระวังหน่อย! อย่าเปิด้เผยตัวเอง!”
เจิ้งปินเหมนว่าเขาสังเกตเหมนตัวเองจึงลด้เสียงลงต่ำา กวัก มือเรียกติด้ๆ กัน
เนี่ยเทียนที่เพิ่งร่วงลงพื้น แค่แตะพื้นเบาๆ ร่างกมราวกับขน ปุยข้าวที่ลอยไปตามลม ลอยมาหาเขาอย่างรวด้เรมว
เขาคือคนมีชีวิตคนแรกที่เนี่ยเทียนเหมนในตอนนี้
เนื่องจากอยู่นอกเหนือจากขอบเขตที่จิตสัมผัสของเขาแผ่ ไปถึง เมื่อครู่นี้เขาถึงได้้ไม่สังเกตเหมนเจิ้งปิน ตอนนี้ในเมื่อเจอหน้ากัน แล้ว เขากมอยากไปพูด้คุยกับเจิ้งปินเหมือนกัน
ในใจของเขา เจิ้งปินไม่เหมือนพันเทา เขาไม่ใช่สหายที่ ร่วมรบร่วมทุกข์
ตอนอยู่ในโลกมายามรกตและเทือกเขาชื่อเหยียน ตอนที่ เขาเผชิญกับวิกฤต เจิ้งปินตีตัวออกห่างอย่างเด้มด้เด้ี่ยว
ทว่าเขาเองกมไม่ได้้รู้สึกเกลียด้แค้นอะไรเจิ้งปิน
เจิ้งปินกับเขารู้จักกันโด้ยบังเอิญ ไม่ได้้สนิทสนมอะไรกัน แถมเขายังก่อเรื่องบ่อยๆ เจิ้งปินไม่ยินด้ีแบกรับผลร้ายที่เขาเป็นผู้ก่อ กมเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลด้ีแล้ว
เขาปรับตัวเข้ากับสนามโน้มถ่วงที่ต่างไปจากอาณาจักรหลี เทียนพลางลอยไปหาเจิ้งปินด้้วย ไม่นานกมาถึง
“เจ้านี่นะ อย่าเปิด้เผยตัวแบบนี้สิ!”
รอจนเขามาถึงแล้ว เจิ้งปินถึงได้้ลด้เสียงลงต่ำา เอ่ยเตือน ด้้วยใบหน้าร้อนใจ “เจ้ารู้หรือไม่ ทุกคนที่เหยียบย่างเข้ามาในประตู สวรรค์ต่างสามารถฆ่าแกงกันเองโด้ยที่ไม่สนว่าใครจะเป็นหรือตาย? เจ้าบินขึ้นฟอากมเท่ากับเปิด้เผยตัวเอง หากคนอื่นเหมนเข้า พวกเขาต้อง ตามมาฆ่าเจ้าแน่นอน เจ้าทำาแบบนี้เด้ี๋ยวข้ากมจะพลอยติด้ร่างแหไป ด้้วย!”
เจิ้งปินเริ่มเสียใจแล้ว เสียใจที่ตัวเองอด้ใจไม่อยู่กวักมือ เรียกให้เนี่ยเทียนรีบมาหา
เนี่ยเทียนหน้าเปลี่ยนสี รู้สึกเหมือนกันว่าเจิ้งปินพูด้มี เหตุผล จึงยิ้มอย่างขออภัย “ขอโทษที”
เจิ้งปินไม่ได้้สนใจเขา แต่ลอบสังเกตการณ์ไปรอบด้้าน อย่างระมัด้ระวัง
ผ่านไปครู่หนึ่ง รอจนเขาพบว่าไม่มีใครเหมนเหตุการณ์ตรงนี้ และไม่มีแววว่าจะมีคนตามมา เขาถึงได้้แอบผ่อนลมหายใจอยู่กับตัว เอง
“ข้าเองกมนึกไม่ถึงเหมือนกันว่าสถานที่แห่งนี้จะไม่มีปราณ วิญญาณฟอาด้ินให้ใช้ ไม่มีปราณวิญญาณฟอาด้ินกมหมายความว่าการ บำาเพมญตบะทั้งหมด้ของพวกเรา รวมไปถึงพลังที่เผาผลาญไปตอน ต่อสู้ล้วนจำาเป็นต้องใช้หินวิเศษมาชด้เชยได้้อย่างเด้ียว” เจิ้งปิน
สีหน้าเคร่งขรึม “นับแต่วันนี้ไปหินวิเศษ ยา อาหารล้วนจะกลายมา เป็นเหตุผลให้ทุกคนเข่นฆ่ากันเอง! หากคิด้จะอยู่ที่นี่อย่างยาวนานกม จำาเป็นต้องมีอาหาร หินวิเศษและยาในปริมาณที่มากพอ!”
“ลำาพังเพียงแค่สิ่งเหล่านี้ ไม่ว่าใครกมตามที่มาเจอกันกมอาจ จะเปิด้ฉากต่อสู้กันได้้ทุกเมื่อ!”
“โด้ยเฉพาะคนที่ไม่สนิทสนม!”
เจิ้งปินอธิบายด้้วยเสียงทุ้มหนัก
เนี่ยเทียนพยักหน้า “เมื่อครู่ข้ากมคิด้ถึงจุด้นี้เหมือนกัน”
“ตามข้ามา ข้าจะให้เจ้าดู้อะไร ของสิ่งนี้ข้ากมเพิ่งค้นพบ เหมือนกัน” เจิ้งปินกวักมือ หด้ตัวลง นำาทางไปด้้วยท่าทางทุลักทุเล
สีหน้าของเขาตื่นเต้นอย่างเหมนได้้ชัด้
เนี่ยเทียนตามเขาไปด้้วยความประหลาด้ใจ และกมใคร่ รู้มากว่าเขาค้นพบอะไรที่นี่ ถึงได้้ทำาให้เขาระมัด้ระวังถึงเพียงนั้น