ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 144 ฝึกคาถาวิเศษ!
การฝึกคาถาวิเศษที่มีธาตุพิเศษทุกบทล้วนจำาเป็นต้อง อาศัยปราณวิญญาณฟอาด้ินที่มีลักษณะเฉพาะ คาถาวิเศษเพลิงร้อนกม ไม่ใช่ข้อยกเว้น
การฝึกคาถาวิเศษเพลิงร้อนจำาเป็นต้องชักจูงปราณ วิญญาณที่แฝงเร้นไว้ด้้วยพลังเปลวเพลิงให้ค่อยๆ เข้ามาหลอมรวม อยู่ในมหาสมุทรวิญญาณ
ปราณวิญญาณฟอาด้ินในอาณาจักรมากมายล้วนแฝงไว้ ด้้วยพลังธาตุที่ต่างกันออกไป ยกตัวอย่างเช่นเทือกเขาชื่อเหยียนอัน เป็นที่ตั้งของหอหลิงเป่า ในปราณวิญญาณจะมีพลังงานเปลวเพลิงที่ เข้มข้นปะปนอยู่
และกมด้้วยเหตุนี้ พวกผู้ฝึกลมปราณที่มีธาตุไฟของหอหลิง เป่า และพวกช่างหลอมอาวุธจึงสามารถอาศัยพลังเปลวเพลิงจาก เทือกเขาชื่อเหยียนมาฝึกคาถาวิเศษธาตุไฟได้้
ผู้ที่ไม่มีธาตุ คิด้จะฝึกคาถาวิเศษธาตุไฟ ในมหาสมุทร วิญญาณจำาเป็นต้องแบ่งแยกพื้นที่เฉพาะไว้แห่งหนึ่งเพื่อใช้บรรจุ พลังเปลวเพลิง
พื้นที่ที่เนี่ยเทียนอยู่คือทางช้างเผือกนอกอาณาจักรที่เยมน เยียบ ไม่มีปราณวิญญาณให้เอามาใช้แม้แต่เส้นเด้ียว จึงยิ่งไม่ต้อง พูด้ถึงพลังงานเปลวเพลิง
เด้ิมทีเขาไม่มีทางฝึกคาถาวิเศษเพลิงร้อนในต่างแด้นที่ หนาวเหนมบแห่งนี้ได้้เลย
ทว่าตอนอยู่เทือกเขาชื่อเหยียน เขาเคยเกมบเกี่ยวเอาหิน ผลึกอัคคีมาเป็นจำานวนมาก
และหินผลึกอัคคีคือวัตถุระด้ับสูงขั้นสองซึ่งเป็นหินวิเศษที่ สูงชั้นกว่าหินเมฆอัคคีมากมายนัก ด้้านในหินผลึกอัคคีจึงเปี่ยมล้นไป ด้้วยพลังเปลวเพลิง
หินผลึกอัคคีสามารถนำามาเป็นแหล่งพลังงานในการฝึก คาถาวิเศษเพลิงร้อนของเขาได้้
“อู้!”
หินผลึกอัคคีขนาด้เท่าฝ่ามือก่อนหนึ่งลอยออกมาจากใน กำาไลเกมบของตามความคิด้ของเขา
เขาคว้าหินผลึกอัคคีก้อนนั้นเอาไว้ สัมผัสได้้ถึงความร้อน เริ่มทด้ลองด้ึงเอาพลังเปลวเพลิงในหินผลึกอัคคีตามวิธีการฝึกคาถา วิเศษเพลิงร้อน
“ฟู่วๆ!”
ลำาแสงเปลวเพลิงที่มองเหมนได้้ด้้วยตาเปล่าหลายเส้น ประดุ้จเส้นผลึกสีแด้งฉานบินเข้ามากลางฝ่ามือเขา
เขาใช้คาถาวิเศษเพลิงร้อนชักนำาพลังงานเปลวเพลิงเหล่า นั้นให้เข้ามาอยู่ในเส้นชีพจรกลางฝ่ามือ และกมค่อยๆ ส่งผ่านเส้น ชีพจรไปยังมหาสมุทรวิญญาณ
ในมหาสมุทรวิญญาณที่เตมไปด้้วยหมอกขาวโพลน น้ำาวน พลังวิญญาณที่เคลื่อนโคจรอย่างเชื่องช้าพลันเพิ่มความเรมวขึ้นมาที ละนิด้
สะเกมด้ไฟหลายด้วงเปล่งวาบขึ้นมาในเขตพื้นที่หมอกขาว
สะเกมด้ไฟเหล่านั้นคือพลังเปลวเพลิงที่เขาด้ึงออกไปจากใน หินผลึกอัคคี
พลังเปลวเพลิงไหลเข้าไปในมหาสมุทรวิญญาณของเขาที ละนิด้ และแยกตัวออกจากปราณวิญญาณอื่นๆ อย่างชัด้เจน
เขานั่งเงียบ รวบรวมสมาธิไปสัมผัส ด้ึงเอาพลังเปลวเพลิง ในหินผลึกอัคคีออกมาอย่างต่อเนื่อง
ระหว่างขั้นตอนนี้เขาสัมผัสได้้ว่าเมื่อพลังเปลวเพลิงเหล่า นั้นไหลผ่านไป เส้นชีพจรของเขากมเปลี่ยนมาเป็นร้อนแผด้เผา
ก่อนหน้านี้เส้นชีพจรของเขาไม่เคยได้้สัมผัสกับพลังของ เปลวเพลิงมาก่อน ด้ังนั้นช่วงเริ่มต้นเขาจึงรู้สึกเจมบปวด้
เขารู้ว่าด้้วยเรือนกายที่ไม่เหมือนคนทั่วไปของเขา เส้นเอมน และชีพจรทุกเส้นที่พลังเปลวเพลิงไหลผ่านจะค่อยๆ ปรับตัวไปได้้เอง
พลังเปลวเพลิงที่บินออกมาจากในหินผลึกอัคคีต่างกมเป็น เหมือนใยแมงมุม พลังเปลวเพลิงที่แฝงเร้นอยู่มีจำากัด้ อีกทั้งยังมิอาจ เกาะตัวเข้าด้้วยกันได้้มากพอ ด้ังนั้นจึงไม่ได้้ร้อนลวกเลือด้เนื้อของ เขาอย่างแท้จริง
เมื่อเขาด้ึงเอาพลังเปลวเพลิงออกไปอย่างต่อเนื่อง แสงไฟ ของหินผลึกอัคคีที่เปล่งประกายระยิบระยับ…จึงค่อยๆ มืด้สลัวลง
กลับกัน
พื้นที่เลมกๆ แห่งหนึ่งในมหาสมุทรวิญญาณกลับยิ่งมีแสงไฟ จัด้จ้ามากขึ้นเรื่อยๆ มันค่อยๆ ก่อตัวกันขึ้นเป็นกองไฟเลมกๆ หนึ่ง กอง
กองไฟกองเลมกนั้นเมื่อได้้รับพลังเปลวเพลิงเข้าไปกมค่อยๆ ขยายใหญ่ขึ้นทีละนิด้
กระแสจิตของเขาปกปองกองไฟนั้นด้้วยความระมัด้ระวัง กลัวว่าจะเกิด้ความผิด้พลาด้
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานแค่ไหน กองไฟเลมกๆ นั่นจึงค่อยๆ เปลี่ยนจากขนาด้เท่านิ้วหัวแม่มือมาใหญ่เท่าหนึ่งกำาปั้น
“แคราก!”
และเวลานี้เอง หินผลึกอัคคีที่เขากำามืออยู่มือกมพลันแตก ออกเป็นเสี่ยงๆ
เขาตกใจตื่นขึ้นมาจากการบำาเพมญตบะ ไม่สนใจคลื่นของ มหาสมุทรวิญญาณอีกต่อไป แต่ก้มหน้าลงมองหินผลึกอัคคีก้อนนั้น
หินผลึกอัคคีระด้ับสูงขั้นสองก้อนหนึ่ง หลังจากที่ไม่รู้ ว่าการฝึกบำาเพมญตบะของเขาผ่านไปนานแค่ไหน กมกลายมาเป็นก้อน หินที่หมด้สิ้นซึ่งพลังเปลวเพลิง
“ขนาด้เป็นหินผลึกอัคคีระด้ับสูงขั้นสองกมยังไม่ทำาให้เหมน การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงของมหาสมุทรวิญญาณ…”
เขาพึมพำาหนึ่งประโยค สองจิตสองใจอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึง หยิบเอาหินผลึกอัคคีก้อนใหม่ออกมาจากในกำาไลเกมบของ
เขาจมจ่อมอยู่กับการฝึกบำาเพมญตบะอีกครั้ง
“แคราก!”
เนิ่นนานหลังจากนั้น หินผลึกอัคคีก้อนนั้นกมแตกออก
และกองไฟที่ก่อตัวขึ้นในมหาสมุทรวิญญาณของเขากม เปลี่ยนจากขนาด้หนึ่งกำาปั้นมาเป็นสองกำาปั้น
เขาฝึกฝนต่อไปตามวิธีเด้ิม หยิบเอาหินผลึกอัคคีออกมา ก้อนแล้วก้อนเล่า ดู้ด้ซับเอาพลังงานเปลวเพลิงอย่างลืมกินลืมนอน
ในต่างแด้นที่หนาวเยมนแห่งนี้ มีเพียงด้วงด้าวกะพริบพราว แต่ไม่มีการผลัด้เวรกันระหว่างพระอาทิตย์และพระจันทร์
เขาลืมวันเวลาที่ผันผ่าน ลืมว่าตอนนี้เขาอยู่ในประตู สวรรค์ กำาลังเข้าร่วมการประลองที่โหด้ร้ายทารุณ
เขากระตือรือร้นฝึกคาถาวิเศษเพลิงร้อนจนลืมสิ้นทุกสิ่ง
หินผลึกอัคคีก้อนแล้วก้อนเล่าหลังจากที่ถูกเขาใช้งานเสรมจ กมแตกกระจายออกเป็นเสี่ยงๆ
เมื่อหินผลึกอัคคีก้อนที่สิบสองถูกเขาด้ึงเอาพลังเปลวเพลิง ออกไปครึ่งหนึ่งจนแสงไฟเริ่มสลัวลง กองไฟในมหาสมุทรวิญญาณ ของเขาที่ใหญ่ขึ้นจากเด้ิมสิบเท่ากมพลันเกิด้การเปลี่ยนแปลง!
กองไฟที่เริ่มเป็นรูปเป็นร่างมีปราณวิญญาณสีแด้งฉานไหล กรากอยู่ด้้านใน เริ่มเปลี่ยนมาเป็นพลุ่งพล่านไร้ระเบียบ!
เนี่ยเทียนที่รู้ว่าฝึกคาถาวิเศษเพลิงร้อนแล้วจะเกิด้ เหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น นอกจากจะไม่ตกใจแล้วกลับด้ีใจด้้วยซ้ำา
เขารู้ว่าผู้ที่ไร้ธาตุในการฝึกฝนเช่นเขา หากคิด้จะฝึกคาถา วิเศษที่มีธาตุเฉพาะสักคาถาหนึ่งกมจำาเป็นต้องสร้างน้ำาวนพลัง วิญญาณขึ้นมาใหม่อีกหนึ่งลูกในมหาสมุทรวิญญาณของตัวเอง!
คลื่นไร้ระเบียบยุ่งเหยิงนั่น เขาเคยมีประสบการณ์ใน ทำานองเด้ียวกันตอนที่ฝ่าทะลุจากหลอมลมปราณไปยังท้ายสวรรค์
และกมด้้วยเหตุนี้ เขาจึงไม่ได้้ขัด้ขวางกระแสคลื่นแปรปรวน ที่อยู่ในกองไฟกองนั้น กลับผ่อนคลายกายและใจ ใช้คาถาวิเศษเพลิง ร้อนมาดู้ด้ซับพลังเปลวเพลิงที่อยู่ในหินผลึกอัคคีต่อ
เวลานี้ เขาสังเกตเหมนแล้วว่าเมื่อกองไฟนั้นเกิด้ความผิด้ ปกติ พลังเปลวเพลิงกลุ่มใหม่ที่เข้าไปในมหาสมุทรวิญญาณล้วน ปรากฏแค่ในกองไฟนั้นเท่านั้น
พลังเปลวเพลิงที่มากกว่าเด้ิม หลังจากเข้าไปในกองเพลิง แล้ว กองเพลิงกมยิ่งเปลี่ยนมาเป็นไร้ระเบียบพลุ่งพล่านมากขึ้น
เขามองเฉย ไม่ทำาการชักนำาใด้ๆ แค่จับจ้องเงียบๆ
ครู่หนึ่งหลังจากนั้น กองไฟนั่นพลันมีสะเกมด้ไฟสาด้กระเซมน ออกมา แล้วไหลกรากออกมาเป็นหมอกควันสีแด้งฉาน
ในช่วงเวลาที่หมอกควันซึ่งแฝงเร้นไว้ด้้วยพลังเปลวเพลิง กำาลังคลุ้มคลั่งมากที่สุด้ อยู่ๆ กมคล้ายว่าหาทิศทางในการโคจรให้ตัว เองเจอ
เขามองเหมนอย่างชัด้เจนว่ากองไฟกองนั้นกำาลังเกิด้การ แตกตัว สะเกมด้ไฟสาด้กระเซมนไปทั่ว เปลวไฟพวยพุ่งขึ้นสูง เริ่ม เปลี่ยนมามีรูปร่างคล้ายน้ำาวน
ไม่นานน้ำาวนพลังวิญญาณลูกเลมกสีแด้งฉานหนึ่งลูกกม ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นมาในมหาสมุทรวิญญาณของเขาช้าๆ
ระหว่างน้ำาวนพลังวิญญาณลูกใหม่และน้ำาวนที่เกิด้จาก การก่อตัวกันของปราณวิญญาณฟอาด้ิน ไม่ว่าจะเป็นพลังงานที่ซ่อน เร้นเอาไว้ หรือลักษณะรูปร่างกมล้วนแตกต่างกันโด้ยสิ้นเชิง
น้ำาวนเปลวเพลิงเลมกกว่าน้ำาวนพลังวิญญาณเกินสิบเท่า
ทว่าต่อให้เป็นน้ำาวนเปลวเพลิงที่เลมกแค่ไหน ขอแค่ก่อตัว สำาเรมจและทยอยเพิ่มพลังเปลวเพลิงเข้าไปอย่างต่อเนื่องแล้ว กมล้วน สามารถขยายใหญ่ขึ้นได้้อีก
การก่อตัวกันของน้ำาวนเปลวเพลิง หมายความว่าการฝึก คาถาวิเศษเพลิงร้อนของเขาได้้ผ่านก้าวแรกที่สำาคัญที่สุด้ไปแล้ว
นับแต่วันนี้เป็นต้นไป เขาสามารถยืมใช้หินวิเศษที่มีธาตุ เปลวเพลิง สามารถชักจูงพลังเปลวเพลิงในปราณวิญญาณมาเพิ่ม ความแขมงแกร่งและขยายขนาด้ให้กับน้ำาวนเปลวเพลิงของเขาได้้ทีละ น้อย
“หินผลึกอัคคีสิบเก้าก้อน ตอนนี้เหลือแค่เจมด้ก้อนแล้ว”
หลังจากที่ฝึกคาถาวิเศษเพลิงร้อนสำาเรมจในขั้นต้น เขากม หยิบเอาหินผลึกอัคคีทั้งหมด้ที่เหลือออกมา
หลังจากมองเหมนว่าหินผลึกอัคคีเหลืออีกแค่เจมด้ก้อน เขากม ขมวด้คิ้วมุ่น รู้ว่าหากคิด้จะฝึกคาถาวิเศษเพลิงร้อนอยู่ในต่างแด้นที่ หนาวเหนมบแห่งนี้ต่อไป เกรงว่าหินผลึกอัคคีที่เขามีอยู่ในมือคงยังอยู่ ไกลกับคำาว่าเพียงพอลิบลับ
เวลานี้เขาจึงนึกถึงอันซืออี๋และเจียงหลิงจู
ตอนที่อยู่เทือกเขาชื่อเหยียน พวกนางเองกมเกมบเอา หินผลึกอัคคีจำานวนมากไปเช่นเด้ียวกับ หากได้้เจอพวกนางแล้วยืม เอามาใช้สักเลมกน้อย บางทีเขาอาจจะสามารถฝึกต่อไปได้้อีกระยะ หนึ่ง
อีกอย่างเขาเชื่อว่าไม่ว่าจะเป็นอันซืออี๋หรือเจียง หลิงจู ขอแค่เขาเอ่ยปากกมน่าจะยอมให้เขายืมหินผลึกอัคคีมาใช้ได้้ บางส่วน
“เนี่ยเทียน!”
ขณะที่เขากำาลังครุ่นคิด้อยู่นั้น เจิ้งปินเด้ินมาหา เขาเงียบๆ ทว่าสีหน้ากลับกระวนกระวายและหวาด้กลัวอย่างเหมนได้้ ชัด้
“มีอะไรหรือ?” เนี่ยเทียนประหลาด้ใจ
“ตอนที่เจ้าฝึกบำาเพมญตบะ ข้าไปที่หินอุกกาบาต ก้อนอื่น ที่นั่น…มีคนตายมากมาย” เจิ้งปินลนลาน
“อ้อ เป็นคนต่างเผ่าเหมือนกันหรือ?” เนี่ยเทียน ถาม
เจิ้งปินส่ายหน้าติด้ต่อกัน สีหน้าแฝงไปด้้วยความ เจมบปวด้ “ไม่ใช่ ไม่ใช่คนต่างเผ่า! แต่คนที่ตายล้วนเป็นเผ่ามนุษย์ เหมือนพวกเรา! คนเหล่านั้นมีสองคนที่เป็นคนของอารามเสวียนอู้ ต่างกมีตบะอยู่ในขอบเขตกลางสวรรค์!”
“และยังมีอีกหลายคนที่มาจากสำานักโลหิตและ สำานักภูตผี คนหนึ่งในนั้นที่ขอบเขตสูงสุด้กมน่าจะเป็นต้นสวรรค์!”
“พวกเขาตายกันหมด้แล้ว ตลอด้ร่างเยมนเฉียบ กำาไลเกมบของอะไรที่อยู่บนร่างกมถูกกวาด้เอาไปจนเกลี้ยง”
“ข้ารู้สึกว่าเจ้าพวกคนต่างอาณาจักรที่เข้ามา พร้อมพวกเราได้้เริ่มลงมือกันแล้ว”
“บางที อีกไม่นานเท่าไหร่พวกเขากมจะหาที่นี่ เจอ!”
ด้วงตาของเจิ้งปินฉายความหวาด้หวั่นอย่างเหมน ได้้ชัด้
“หินก้อนไหน?” เนี่ยเทียนถามด้้วยน้ำาเสียง เคร่งขรึม
เจิ้งปินยื่นมือชี้ไปยังหินยักษ์ก้อนหนึ่งที่ถูกขวาง กั้นไว้ด้้วยหินอุกกาบาตก้อนใหญ่อีกประมาณหกก้อน กล่าว “หิน อุกกาบาตก้อนนั้น”
เนี่ยเทียนมองตามไป ในใจลองคำานวณดู้ รู้สึกว่า หากมาจากหินก้อนนั้นกมอาจจะใช้เวลาแค่ไม่กี่ชั่วยาม
สีหน้าของเขาเปลี่ยนมาเป็นนิ่งสนิทดุ้จผิวน้ำา