ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 226 เมืองโพ่เมี่ย
อาณาจักรเลี่ยคง เมืองโพ่เมี่ย
กลางเมือง ข้างค่ายกลนำาส่งแห่งมิติขนาด้ใหญ่แห่งหนึ่งมีผู้ ฝึกลมปราณจำานวนมากกระจายตัวกันอยู่
ทุกครั้งที่ค่ายกลนำาส่งแห่งมิติเปล่งแสงแล้วมีร่างคนโผล่ ออกมากมจะมีผู้ฝึกลมปราณสวมชุด้ด้ำาคนหนึ่งเด้ินขึ้นหน้าไปรับ ยื่น มือรีด้ไถเอาหินวิเศษเป็นค่านำาส่ง
คำานวณจากระยะห่างของการนำาส่ง จำานวนหินวิเศษที่เกมบ จะต่างกันออกไป แต่ไม่ว่าใครกมตามที่อาศัยค่ายกลนำาส่งแห่งมิตินี้ มายังเมืองโพ่เมี่ยกมล้วนต้องจ่ายหินวิเศษทุกคน
นอกจากหินวิเศษที่ต้องจ่ายเป็นค่านำาส่งแล้ว ผู้ที่มาเหยียบ เมืองโพ่เมี่ยเป็นครั้งแรกยังจำาเป็นต้องทำาปอายตัวตนอีกหนึ่งแผ่น
ปอายตัวตนนี้คือตัวแทนของเวลาที่ผู้มาเยือนสามารถอยู่ใน เมืองโพ่เมี่ยได้้
“ฟู่วๆ!”
ม่านแสงขมุกขมัวพลันเปล่งวาบขึ้นมาจากในค่ายกลนำาส่ง แห่งมิตินั้น เมื่อม่านแสงค่อยๆ จางหายไป เนี่ยเทียนและหัวมู่กมเด้ิน เยื้องย่างออกมา
ยังไม่ทันรอให้คนทั้งสองออกมาจากค่ายกลนำาส่งแห่งมิติ อย่างเตมที่ ผู้ฝึกลมปราณคนหนึ่งที่สวมชุด้ด้ำากมเด้ินเรมวๆ เข้ามาใกล้
“หินวิเศษสามร้อยก้อน” คนผู้นั้นเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจ
หัวมู่พยักหน้า ไม่ได้้พูด้อะไรมากกมหยิบเอาหินวิเศษสาม ร้อยก้อนจากในแหวนเกมบของของตัวเองออกมาส่งให้
เนี่ยเทียนแอบใช้กระแสจิตของตัวเองไปห่อหุ้มแสงสะเกมด้ ด้าวหนึ่งด้วงที่อยู่ในมหาสมุทรวิญญาณ สร้างทิพย์จักษุขึ้นมาตรวจ สอบแล้วกมพบว่าผู้ที่มามีตบะต้นสวรรค์ช่วงต้น
คนผู้นั้นสวมชุด้ด้ำาทั้งร่าง หน้าอกปักรูปหัวกะโหลกสีเลือด้ เอาไว้หนึ่งหัว ซึ่งดู้เหมือนว่าภาพนั้นจะเป็นการยืนยันถึงตัวตนของ เขา
เนี่ยเทียนมองประเมินไปรอบด้้าน พบว่าพวกคนที่สวมชุด้ ด้ำา ตรงหน้าอกล้วนมีภาพหัวกะโหลกหนึ่งหัว จึงรู้ได้้ทันทีว่าพวกเขา มาจากขั้วอิทธิพลเด้ียวกัน
“เขายังไม่มีปอายตัวตน” คนที่มามองเนี่ยเทียนด้้วยสายตา เยมนชา
ขณะที่หัวมู่กำาลังจะเอ่ยปาก พลันเหมนว่าขณะที่ค่ายกลนำา ส่งแห่งมิติด้้านหลังส่องแสงสว่างกมีผู้ฝึกลมปราณขอบเขตกลาง สวรรค์คนหนึ่งพยายามจะเบียด้ตัวเข้าไป
ในค่ายกลนำาส่งแห่งมิติมีคนยืนอยู่แล้วสามคน ซึ่งดู้เหมือน ว่าทั้งสามคนนั้นต่างกมจ่ายหินวิเศษเรียบร้อยแล้วและต้องการไปจาก ที่นี่
ผู้ที่ฉวยโอกาสจะปะปนไปด้้วยยังไม่ทันได้้เหยียบเข้าไป ด้้านในกมถูกชายชุด้ด้ำาคนหนึ่งกระชากตัวออกมาอย่างง่ายด้ายราวกับ เหวี่ยงไก่ตัวเลมกๆ ตัวหนึ่ง
“ปอายของเจ้าหมด้อายุคืนนี้” คนที่จับตัวคนผู้นั้นเอาไว้ สีหน้าเยมนชา “เจ้าสามารถจ่ายหินวิเศษเพื่อยืด้เวลาอยู่ต่อได้้ หรือไม่ กมใช้หินวิเศษที่มากพอมาจ่ายเป็นค่าค่ายกลนำาส่งแห่งมิติเด้ินทาง กลับไป”
“ข้าไม่มีหินวิเศษติด้ตัวแม้แต่ก้อนเด้ียว!” คนผู้นั้นวิงวอน น่าสงสาร “ขอร้องล่ะ ให้ข้าไปจากอาณาจักรเลี่ยคงเถอะนะ”
“อ้อ ไม่มีหินวิเศษ ถ้าอย่างนั้นข้ากมต้องส่งเจ้าออกไปนอก เมืองโพ่เมี่ยแล้ว” คนที่สวมชุด้ด้ำาจับตัวคนผู้นั้นแล้วใช้สายฟอาหลาย เส้นมารัด้พันร่างของเขาเอาไว้คล้ายโซ่ตรวน ทำาให้คนผู้นั้นขยับตัว ไม่ได้้
“ข้าไม่อยากออกไปจากเมืองโพ่เมี่ย ข้าต้องการใช้ค่ายกล นำาส่งแห่งมิติไปจากอาณาจักรเลี่ยคง ขอร้องล่ะ!” คนผู้นั้นคร่ำาครวญ โหยไห้
“หึ เจ้าคิด้ว่ากะโหลกเลือด้อย่างพวกเราเปิด้ใช้ค่ายกลนำา ส่งแห่งมิติครั้งหนึ่งโด้ยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายอย่างนั้นรึ?” คนชุด้ด้ำา แสยะยิ้มดุ้ร้าย “กล้ามาอาณาจักรเลี่ยคง เจ้ากมควรจะรู้ว่าต้องเผชิญ กับอะไร ไม่มีหินวิเศษกมรอความตายไปเถอะ”
กล่าวจบคนชุด้ด้ำากมหิ้วคนผู้นั้นออกไปนอกเมืองโพ่เมี่ยโด้ย ไม่สนใจเสียงร้องวิงวอนของเขา
เนี่ยเทียนได้้ยินเสียงร้องโหยหวนของเขาชัด้เจน ซึ่งเหมือน เขาจะรู้ว่าหากออกไปจากเมืองโพ่เมี่ยกมต้องตายมิต้องสงสัย ไม่มีทาง โชคด้ีรอด้ชีวิตแน่นอน
“นอกเมืองโพ่เมี่ยคืออะไรหรือขอรับ?” เนี่ยเทียนถามหัวมู่
หัวมู่ชี้ไปที่เหนือศีรษะ เนี่ยเทียนมองตามกมพบว่ามีม่าน แสงพลังวิญญาณบางๆ หลายชั้นปกคลุมตลอด้ทั้งเมืองโพ่เมี่ยเอาไว้
“การอยู่ในเมืองโพ่เมี่ยมีข้อด้ีสองอยู่อย่าง ข้อแรกกมคือไม่ ถูกปราณวิญญาณฟอาด้ินภายนอกที่สกปรกรุกเข้าเกาะกิน ไม่จำาเป็น ต้องใช้พลังวิญญาณมาต้านทานมันอยู่ตลอด้เวลา ข้อด้ีอีกอย่างกมคือ ในเมืองโพ่เมี่ยห้ามให้มีการต่อสู้กัน ใครกมตามที่จ่ายหินวิเศษ มีปอาย ตัวตนกมจะได้้รับการคุ้มครองจากเมืองโพ่เมี่ย”
“หากออกไปนอกเมืองโพ่เมี่ย กะโหลกเลือด้จะไม่สนใจอีก ซึ่งสามารถเข่นฆ่าฉกชิงกันได้้ตามสบาย”
“นอกเมืองโพ่เมี่ยมีพวกเหี้ยมโหด้อำามหิตคอยปอวนเปี้ยน อยู่ ซึ่งพวกเขาจะคอยจับจ้องคนที่ออกมาจากเมืองโพ่เมี่ยโด้ยเฉพาะ ขอแค่พบว่าใครกมตามที่สามารถเล่นงานได้้กมจะลงมือสังหารอย่างไม่ ลังเลทันที”
เขาอธิบายให้เนี่ยเทียนฟังพลางกวักมือเรียกคนชุด้ด้ำาของ กะโหลกเลือด้อีกคนหนึ่ง หยิบเอาหินวิเศษออกมาช่วยจัด้การทำาปอาย ตัวตนให้กับเนี่ยเทียน
“เอ้า นับแต่วันนี้ไปปอายตัวตนนี้กมเป็นของเจ้าแล้ว เจ้าลอง กรอกกระแสจิตลงไป” หัวมู่รับปอายตัวตนมาจากมือของสมาชิก กะโหลกเลือด้แล้วยื่นส่งให้กับเนี่ยเทียน
เนี่ยเทียนยื่นมืออกมารับ แล้วจึงปลด้ปล่อยกระแสจิตกลุ่ม หนึ่งเข้าไปในปอายตัวตนนั้น
เขามองเหมนว่าในปอายตัวตนที่เป็นรูปสามเหลี่ยมประทับ ค่ายกลที่งามวิจิตรแห่งหนึ่งเอาไว้ ในค่ายกลนั้นมีจุด้แสงเลมกๆ อยู่ เก้าสิบจุด้
พอกระแสจิตกลุ่มนั้นของเขาเข้าไปอยู่ในค่ายกลกมถูกค่าย กลด้ึงดู้ด้เอาไว้อย่างแน่นหนา
จุด้แสงเก้าสิบจุด้มีหนึ่งจุด้ในนั้นที่เคลื่อนที่ไม่อยู่นิ่ง คล้าย กำาลังเผาผลาญพลังงานเพื่อรักษาไม่ให้กระแสจิตกลุ่มนั้นหายไป
“จุด้แสงทั้งเก้าสิบจุด้นั้นหมายถึงช่วงเวลาที่เจ้าสามารถ อยู่ในเมืองโพ่เมี่ยได้้ ทุกวันที่ผ่านพ้นไปจะมีจุด้แสงหายไปหนึ่งจุด้ เพื่อรักษากระแสจิตกลุ่มนั้นของเจ้าเอาไว้” หัวมู่อธิบาย “เมื่อผ่านไป เก้าสิบวัน จุด้แสงทั้งหมด้จะหายไป ถึงเวลานั้นกระแสจิตที่เจ้ากรอก ลงไปกมจะหายไปด้้วย”
“เมื่อถึงตอนนั้นกมหมายความว่าหมด้เขตที่เจ้าจะได้้อยู่ใน เมืองโพ่เมี่ยแล้ว”
“หากคิด้จะอยู่ในเมืองโพ่เมี่ยต่อกมต้องใช้หินวิเศษมาต่อ เวลากับกะโหลกเลือด้ก่อนที่จุด้แสงจะหายไปหมด้”
“หินวิเศษหนึ่งก้อนสามารถยืด้ระยะเวลาได้้หนึ่งวัน”
“แน่นอนว่าหากเจ้าคิด้จะอาศัยค่ายกลนำาแส่งแห่งมิติของ เมืองโพ่เลี่ยเพื่อไปจากอาณาจักรเลี่ยคงกมยังจำาเป็นต้องเตรียมหิน วิเศษไว้ให้มากกว่านั้น”
หัวมู่พูด้พลางพาเนี่ยเทียนไปจากที่แห่งนี้ด้้วย
“กระแสจิตที่อยู่ในปอายตัวตนทุกชิ้นล้วนเป็นเอกลักษณ์ไม่ ซ้ำากัน ต่อให้คนอื่นๆ ฆ่าเจ้ากมไม่สามารถช่วงชิงปอายตัวตนของเจ้า ไม่ สามารถใช้ปอายตัวตนของเจ้าเพื่ออยู่ต่อในเมืองโพ่เมี่ยได้้”
“เพราะหากเจ้าตายไป กระแสจิตที่เป็นของเจ้าในปอายตัว ตนนั้นกมจะสลายหายไปทันที จุด้แสงทั้งหมด้ในปอายตัวตนกมจะหายไป หมด้ในเวลาเด้ียวกัน”
“กะโหลกเลือด้ทำาเช่นนี้กมเพราะต้องการได้้รับหินวิเศษให้ มากที่สุด้ ต้องการให้ทุกคนจ่ายหินวิเศษให้กับพวกเขา”
“จุด้แสงเก้าสิบจุด้กมคือเก้าสิบวัน เท่ากับสามเด้ือน?” เนี่ย เทียนพึมพำา
“อืม เวลาในปอายตัวตนที่จำากัด้ไว้กมคือสามเด้ือน” หัวมู่ มองเขาหนึ่งครั้งแล้วพลันถามว่า “ในกำาไลเกมบของของเจ้ายังมีหิน วิเศษอีกเท่าไหร่?”
เนี่ยเทียนลองตรวจสอบดู้แล้วกล่าวว่า “น่าจะประมาณ สามร้อยกว่าก้อน”
หินวิเศษในกำาไลเกมบของของเขาส่วนหนึ่งอูจี้เป็นผู้มอบให้ และยังมีอีกส่วนหนึ่งที่เขาได้้มาจากผู้แขมงแกร่งหลายคนซึ่งถูกเขา สังหารในประตูสวรรค์
แต่ตอนที่ลี่ฝานจากไป เขาเอาวัตถุด้ิบมากมายที่ได้้รับมา จากในประตูสวรรค์รวมไปถึงหินวิเศษจำานวนมากมอบให้ลี่ฝานไป หมด้ เพื่อให้ลี่ฝานนำาไปมอบให้แก่สำานักหลิงอวิ๋น เป็นการแสด้งน้ำา ใจเลมกๆ น้อยๆ ของเขา
ตอนนั้นเขานึกว่าเมื่อถูกหลีจิ้งบีบบังคับ เขาคงไม่สามารถ กลับคืนไปยังสำานักหลิงอวิ๋นได้้อีกแล้ว อีกทั้งสำานักหลิงอวิ๋นยังถูก ภูตผีปีศาจโอบล้อม พละกำาลังจึงหลงเหลืออยู่เพียงเลมกน้อย
ตอนนี้ในกำาไลเกมบของของเขานอกจากหินวิเศษสามร้อย กว่าก้อนนั้นแล้วจึงเหลืออยู่เพียงเกราะมังกรเพลิง และยาโลหิตที่หลี จิ้งมอบให้ บวกกับหินผลึกอัคคีอีกบางส่วนเท่านั้น
หากรู้แต่แรกว่าเขาต้องจากอาณาจักรหลีเทียนมาอยู่เมือง โพ่เฉิงที่จำาเป็นต้องใช้หินวิเศษในการด้ำารงชีวิตทุกขณะแบบนี้ เกรง ว่าเขาคงจะไม่ใจกว้างขนาด้นั้น
“สามร้อยกว่าก้อนหรือ” หัวมู่ลูบคางทำาท่าครุ่นคิด้ แล้วกม หยิบเอาหินวิเศษราวหยกสามก้อนออกมาให้เขา “นี่คือหยกวิเศษ มูลค่าสูงกว่าหินวิเศษระด้ับหนึ่ง หยกวิเศษหนึ่งก้อนสามารถแลกหิน วิเศษหนึ่งร้อยก้อนได้้จากอาณาจักรทั้งเก้า แต่ในเมืองโพ่เมี่ย หาก เจ้าเอามาแลกกับกะโหลกเลือด้จะได้้แค่เก้าสิบหินวิเศษเท่านั้น”
เนี่ยเทียนลูบคลำาหยกวิเศษสามก้อนนั้นแล้วรับสัมผัสอย่าง ละเอียด้ พบว่าในหยกวิเศษทุกก้อนล้วนมีพลังวิญญาณซุกซ่อนเอา ไว้ซึ่งเข้มข้นยิ่งกว่าที่มีในหินวิเศษเป็นร้อยเท่า!
หยกวิเศษหนึ่งก้อนมีปราณวิญญาณเท่ากับหินวิเศษหนึ่ง ร้อยก้อน นี่กมคือสาเหตุที่ทำาให้หยกวิเศษมีระด้ับสูงกว่าหินวิเศษ
“หินวิเศษ หยกวิเศษ และผลึกวิเศษคือหน่วยเงินตราที่ เป็นพื้นฐานที่สุด้สำาหรับผู้ฝึกลมปราณอย่างพวกเรา” หัวมู่เหมนเขา ตื่นตะลึงจึงอธิบายอย่างใจเยมน “โด้ยทั่วไปแล้วหินวิเศษจะอยู่ริมขอบ ของเหมืองวิเศษ ส่วนหยกวิเศษอยู่ในจุด้ลึกของเหมือง และผลึก วิเศษจะอยู่ใจกลางของเหมืองวิเศษ และกมเป็นส่วนยอด้เยี่ยมที่สุด้ อย่างแท้จริงจากการรวมตัวกันของปราณวิญญาณฟอาด้ิน”
“ผลึกวิเศษหนึ่งก้อนมีมูลค่าเท่ากับหยกวิเศษร้อยก้อน และหยกวิเศษหนึ่งก้อนกมเท่ากับหินวิเศษร้อยก้อน”
“…”
หัวมู่เด้ินไปพลางอธิบายให้เขารู้เกี่ยวกับความแตกต่าง ระหว่างหินวิเศษ หยกวิเศษ และผลึกวิเศษ อธิบายความพิเศษของ วัตถุด้ิบสามชนิด้ที่มีปราณวิญญาณซ่อนเร้นนี้อย่างละเอียด้และ ชัด้เจน
“หยกวิเศษสามก้อนนั้นเจ้าอย่าเอามาใช้ง่ายๆ นั่นเตรียม ไว้ใช้ตอนที่เจ้าจะฝ่าทะลุคอขวด้ของช่วงท้ายสวรรค์เหยียบย่างเข้าสู่ กลางสวรรค์เท่านั้น”
“เจ้าเองกมน่าจะสังเกตเหมนแล้วว่าม่านแสงพลังวิญญาณ ของเมืองโพ่เมี่ยแค่ขัด้ขวางการรุกรานของปราณวิญญาณฟอาด้ินที่ สกปรกเท่านั้น ไม่ได้้ช่วยทำาให้มันสะอาด้ขึ้น”
“ด้ังนั้นเมืองโพ่เมี่ยจึงไม่มีปราณวิญญาณฟอาด้ินด้ำารงอยู่ ต่อไปทุกครั้งที่เจ้าฝึกบำาเพมญตบะกมล้วนจำาเป็นต้องอาศัยหินวิเศษ”
“และเมื่อฝ่าทะลุจากท้ายสวรรค์สู่กลางสวรรค์กมจำาเป็น ต้องใช้พลังวิญญาณฟอาด้ินที่เตมเปี่ยม สภาพร่างกายของเจ้าพิเศษ กว่าคนอื่น ข้ารู้สึกว่าการฝ่าทะลุของเจ้าอาจจำาเป็นต้องใช้หยกวิเศษ สามก้อนถึงจะได้้”
“หินวิเศษสามร้อยกว่าก้อนที่ตัวเจ้านั้นสามารถนำามาใช้ใน การฝึกบำาเพมญตบะเวลาปกติ แต่เมื่ออยู่ในเมืองโพ่เมี่ย หินวิเศษเลมก น้อยของเจ้ายังอยู่ห่างไกลกับคำาว่าพอมากนัก เจ้าจำาเป็นต้องคิด้หา วิธีเอาเองว่าจะช่วงชิงหินวิเศษมาเพิ่มเติมเพื่อเจ้าจะใช้ชีวิตอยู่ใน เมืองโพ่เมี่ยต่อไปได้้อย่างไร”
“ไม่พึ่งพาตระกูลและสำานัก ด้ำารงชีวิตอยู่ได้้ด้้วยกำาลังของ ตัวเอง นี่กมคือเปอาหมายที่ข้าพาเจ้ามาเมืองโพ่เมี่ย”
หัวมู่พูด้พลางเด้ินไปด้้วย เนิ่นนานหลังจากนั้นเขากมา หยุด้อยู่หน้าลานที่พักแห่งหนึ่งแล้วเอ่ยว่า “ที่นี่กมคือสถานที่ที่ข้า จัด้หาไว้ให้เจ้า ต่อไปเจ้ากมจงอยู่ที่นี่”